ชาบูรสละมุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2558 เวลา 15:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/404639

ชาบูรสละมุน

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

หนึ่งในอาหารยอดฮิตประเภทหนึ่งของไทยในเวลานี้ คงต้องยกให้กับ “ชาบู” หลังจากมีร้านชาบูเปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละร้านก็มีจุดเด่นและเอกลักษณ์แตกต่างกันไป โดยร้าน“ละมุน ชาบู” ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่มีความน่าสนใจ

ร้านชื่อน่าอร่อยแห่งนี้อยู่ในซอยรัชดาภิเษก 19 เข้ามาในซอยเจอสามแยกเลี้ยวซ้าย จากนั้นเลี้ยวไปทางขวา มุ่งหน้าไปเรื่อยจะเจอป้ายร้านตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ทางขวามือ ซึ่งวิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุด คือ รถไฟฟ้าใต้ดิน โดยลงสถานีรัชดาภิเษก และไปที่ทางออก 1 หรือ 2  จากนั้้นไปตามเส้นทางข้างต้นก็จะถึงที่หมาย หรือจะมาทางซอยวิภาวดี 16 ตรงเข้ามาประมาณ1 กิโลเมตร ให้สังเกตป้ายวิภาวดี16/35 ร้านจะอยู่ซ้ายมือ แม้ร้านจะตั้งอยู่ในซอย แต่ทางร้านก็มีที่จอดรถอำนวยความสะดวก

เมนูของทางร้านมีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู อาหารทะเล ผักนานาชนิด พ่วงด้วยของทานเล่น เช่น ไก่ทอดคาราเกะ เกี๊ยวทอดจิ้มน้ำจิ้มไข่กุ้ง เป็นต้น น้ำซุปชาบูทางร้านก็มีมาเสิร์ฟให้พร้อมกัน 2 แบบ ทั้งแบบ “ซุปชาบูใส” และ “ซุปสุกียากี้ญี่ปุ่น” และที่เด็ดไม่แพ้กันคงต้องยกให้กับ “แก้วทำเครื่องดื่มเกล็ดหิมะ” เพียงแค่เทน้ำอัดลมลงไป ปิดฝา และบีบไปเรื่อยๆ ไม่นานนักก็สามารถใช้ช้อนตักขึ้นมารับประทานได้

 

ในโอกาสนี้ได้สนทนากับสองสาวสวยที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของร้าน เพื่อสอบถามถึงแนวคิดเกี่ยวกับร้านชาบูแห่งนี้ด้วย

“กุลสุดา กุศลสินชัย” หรือเกด เล่าว่า จริงๆ การเปิดร้านครั้งนี้ไม่ได้มองเรื่องโอกาสของการทำธุรกิจ แต่คิดกลับกันคือ ครอบครัวชอบทำอาหารกินกันเอง เพราะถ้าทำเองกินเองก็ต้องทำอย่างสะอาดและมีคุณภาพ เราเลยอยากให้คนอื่นๆได้กินแบบนั้นบ้าง

“ชาบูอาจดูเป็นอะไรที่บางคนไม่คุ้นเคยถ้าเทียบกับการรับประทานสุกี้ เราจึงคิดคำจำกัดความของการรับประทานชาบูให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ‘คีบ จุ่ม กิน’ เพื่อให้ลูกค้าได้ลองทาน
ชาบูให้ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นมากที่สุด ที่ไม่ใช่แค่การเทวัตถุดิบลงไปในหม้อต้มเท่านั้น แต่ทางร้านก็ไม่ได้ทำชาบูให้เหมือนต้นตำรับเสียทีเดียว เพราะน้ำจิ้มของทางร้านก็ได้นำเอามาปรับรสชาติให้เข้ากับลิ้นของคนไทย เช่น การมีพริก กระเทียมต้นหอม มะนาว ไว้ให้เติมลงไป”

 

“ที่ร้านให้ความใส่ใจกับวัตถุดิบอย่างมาก โดยเฉพาะการสไลซ์เนื้อสัตว์ทั้งเนื้อวัวที่นำเข้ามาจากออสเตรเลีย และเนื้อหมู ซึ่งทางร้านได้สไลซ์เนื้อให้บาง เพื่อให้รับประทานสะดวกและจะได้ไม่ต้องใช้แรงในการเคี้ยวมาก และใช้เวลาแกว่งเนื้อในหม้อที่น้ำเดือดๆ เพียง 8 วินาทีเท่านั้น ก็สามารถนำมารับประทานได้พอดีคำ ไม่เหนียวเกินไป บางคนอาจรู้สึกว่าถ้าได้เนื้อหมูหรือเนื้อวัวชิ้นหนาๆ จะอร่อย แต่จริงๆ แล้วยิ่งชิ้นหนายิ่งรับประทานยาก”

“สุภานุช กุศลสินชัย” หรือแก้ว เสริมว่า เวลานี้กระแสของการทานอาหารเพื่อสุขภาพกำลังมาแรง จึงคิดว่าการทำร้านชาบูที่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่หลากหลายทั้งเนื้อสัตว์และผัก น่าจะสร้างความสนใจให้กับลูกค้าได้ เหนืออื่นใดการกินชาบูมันเหมือนกับการที่ครอบครัวได้ทำอะไรร่วมกันด้วย และเมื่อคิดว่าจะทำร้านเป็นแนวของครอบครัว การตกแต่งร้านและการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สีต่างๆ จะออกไปทางสีขาว ดำ และประดับลายไม้

“แก้วทำเครื่องดื่มเกล็ดหิมะ เป็นสิ่งแรกๆ ที่ทางร้านตัดสินใจซื้อก่อนอุปกรณ์อื่นๆ ด้วยซ้ำ เพราะหวังว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ให้ลูกค้าสามารถทานชาบูได้อย่างสนุกสนานมากขึ้น การเลือกซื้อของเข้ามาใช้ในร้าน เราจะใช้แนวทางเดียวกับการซื้อของเข้าบ้านที่ต้องให้ความใส่ใจ อย่างแก้วน้ำก็ใช้แบบพิเศษที่เมื่อตกแตกแล้วจะมีลักษณะเป็นเม็ดข้าวโพดที่ไม่มีความคมมาก และลดอันตรายจากการบาด แม้ว่าจะมีราคาที่แพงกว่าปกติก็ตาม”

“ในอนาคตมีความคิดว่าจะเพิ่มเมนูให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า แต่ยังไม่คิดเรื่องของการขยายสาขา เพราะอยากทำร้านที่มีอยู่ให้ดีที่สุดก่อน” แก้วทิ้งท้าย

 

เมดิเตอร์เรเนียนแบบสเปนๆ อร่อยและดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2558 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/404520

เมดิเตอร์เรเนียนแบบสเปนๆ อร่อยและดี

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ อูโน มาส

เมื่อพูดถึงอาหารเมดิเตอร์เรเนียน เรามักจะนึกถึงภาพข้าวคูสคูสและผลไม้อบแห้งของโมร็อกโก อาหารเช้าที่อุดมด้วยถั่วของอียิปต์ ซุปโยเกิร์ตจากซีเรีย สลัดปลาหมึกของกรีซ รวมทั้งพิซซ่านานาชนิดของอิตาเลียน และสตูทะเลจากแคว้นคาตาลัน ประเทศสเปน

อาหารเมดิเตอร์เรเนียนต่างจากอาหารเพื่อสุขภาพทั่วไปที่มักจะมีหน้าตาแบบยิ่งเห็นยิ่งป่วย ทว่าอาหารเมดิเตอร์เรเนียนมีสีสันสดใสจากผักสดๆ ถั่ว ธัญพืช นอกจากนี้ยังมีกลิ่นรสที่หอมหวานและกลมกล่อมด้วยน้ำมันมะกอก หอม กระเทียม รวมทั้งเครื่องเทศต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในแต่ละจาน

 

อาหารเมดิเตอร์เรเนียน คือ อาหารในวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อันได้แก่ ชาวโปรตุเกส สเปนตอนใต้ ฝรั่งเศสตอนใต้ อิตาลีตอนใต้ กรีซ ครีต ตุรกีตอนใต้ ซีเรียตะวันตก เลบานอนตะวันตก อิสราเอลตะวันตก อียิปต์ตอนเหนือ ลิเบียตอนเหนือ แอลจีเรียตอนเหนือ และโมร็อกโกตอนเหนือ

ก่อนหน้าทศวรรษที่ 1950 นั้น อาหารเมดิเตอร์เรเนียนเป็นวัฒนธรรมการรับประทานเพียงในท้องถิ่นดังกล่าวมาเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายออกไปยังต่างถิ่นต่างแดน ทว่าหลังจากที่ แอนเซล คีย์ส ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพ เริ่มเข้ามาศึกษาเรื่องโภชนาการของผู้คนที่อาศัยในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวกรีกและชาวครีตซึ่งมีอัตราของผู้ที่มีชีวิตยืนยาวมากกว่าที่อื่น จากผลการสำรวจประชากรในช่วงทศวรรษที่ 1950 ตามด้วยคนแถบอิตาลี สเปน และฝรั่งเศสตอนใต้ ผู้เชี่ยวชาญจึงตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินที่ค่อนข้างจะคล้ายกันของผู้คนในแถบนี้เอาไว้

 

ไม่ว่าจะเป็นการเน้นหนักไปที่อาหารประเภทซีเรียล ธัญพืช ผัก ถั่วเมล็ดแห้ง น้ำมันมะกอก กระเทียม ผักสด สมุนไพร อาหารทะเล และผลไม้ นอกจากนี้ยังมีการดื่มไวน์เข้ากับอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ในส่วนของเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกก็มีการบริโภคอย่างพอเหมาะ โดยเนื้อของสัตว์ปีกจะได้รับความนิยมในแถบนี้มากกว่าสัตว์เนื้อแดง ส่วนไขมันสัตว์ในรูปแบบของเนย ครีม หรือมันหมู คือสิ่งต้องห้ามในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน

15 ประเทศในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ล้วนรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำมันมะกอก ธัญพืช อาหารทะเล ส่วนเนื้อวัวนั้นมีอยู่ประปรายในประเทศอาหรับ ซึ่งมีการเพิ่มกลิ่นรสของเครื่องเทศ ถั่ว ผักโขม อ้อย และส้ม ตามทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นเข้ามา

 

แม้ในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนจะประกอบด้วยไขมันถึง 40% ในปริมาณปกติที่คนบริโภคในแต่ละวัน กระนั้นไขมันก็เป็นส่วนหนึ่งของสารอาหาร 5 หมู่ ที่ร่างกายต้องการทุกๆ วัน และไขมันในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนก็เป็นไขมันดีที่ช่วยในการขจัดไขมันที่ไร้ประโยชน์ออกไปจากร่างกาย

อาหารเมดิเตอร์เรเนียนมีส่วนประกอบหลักๆ คือ…

1.น้ำมันมะกอก

นับว่าเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนแทบทุกจานก็ว่าได้ ถ้าขาดน้ำมันมะกอกเราก็ไม่อาจเรียกอาหารจานนั้นว่าเป็นอาหารเมดิเตอร์เรเนียนได้เต็มปากเต็มคำ โดย 15 ประเทศดังกล่าวสามารถผลิตน้ำมันมะกอกได้เองในท้องถิ่น น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพชนิดนี้จึงกลายเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอกที่ดีที่สุดอย่าง เอ็กซ์ตร้า เวอร์จิ้น หรือเวอร์จิ้นธรรมดาที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด แต่อาจจะไม่เหมาะกับการทอดที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงเท่ากับน้ำมันมะกอกธรรมดา ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเวอร์จิ้นกับน้ำมันมะกอกทั่วไป

 

2.มะกอก

ที่เราเห็นเป็นลูกเล็กๆ ทั้งสีเขียว สีดำนั้น เสิร์ฟก่อนอาหารจานแรก หรือเรียกว่าเป็น แอปเปอไทเซอร์ คู่อาหารเมดิเตอร์เรเนียนมานานนมแล้ว รวมทั้งยังใส่ไปในอาหารจานต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติที่กลมกล่อม

3.หัวหอม

คล้ายๆ กับบ้านเรา ก็คือการนำหอมหัวใหญ่ลงไปทอดในน้ำมัน เพื่อเพิ่มกลิ่นรสให้หอมหวาน

4.กระเทียม

ช่วยในเรื่องกลิ่นรสที่หอมหวานเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังช่วยดับความคาวของปลาและอาหารทะเลอื่นๆ ที่เป็นส่วนผสมหลักในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอีกด้วย และแน่นอนกระเทียมมีผลดีต่อสุขภาพมากมาย

 

5.มะเขือเทศ

ก่อนหน้านี้มะเขือเทศเคยมีฐานะเป็นเพียงเครื่องประดับจานอาหารยุโรป ทว่าชาวสเปนเป็นชาติในแถบเมดิเตอร์เรเนียนชาติแรกที่แนะนำตัวมะเขือเทศว่าเป็นอาหารที่รับประทานอร่อย แถมยังมีประโยชน์มากมาย จนกลายเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงทุกวันนี้ ทั้งในรูปแบบที่รับประทานสดๆ หรือนำไปทอดกับน้ำมันมะกอกก่อนก็ตาม

6.ปลา

ปลาทะเลหลากหลายชนิด ล้วนเป็นจานหลักในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งกุ้ง หอย ปลาหมึก และอาหารทะเลอื่นๆ

7.สมุนไพร

อาหารเมดิเตอร์เรเนียนเติมสมุนไพรชนิดต่างๆ ลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นรสที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเลือกใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่นแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น ลาเวนเดอร์ มินต์ พาร์สลีย์ หรือไทม์ ฯลฯ

8.ถั่วและธัญพืช

ถั่วเป็นของขบเคี้ยวกินเล่นๆ ในหลายๆ วัฒนธรรม หากในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน ไม่เพียงแต่เป็นของขบเคี้ยวเท่านั้น แต่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหารด้วย ไม่ว่าจะเป็นถั่ว พิสทาชิโอ อัลมอนด์ เฮเซล วอลนัท หรือเชสนัท

9.ขนมปัง

ชาวเมดิเตอร์เรเนียนรับประทานขนมปังแทนข้าวที่เรารับประทานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมปังผสมธัญพืช หรือเรียกว่า เกรนด์เบรด (Grained Bread) เป็นตัวเลือกแรกๆ ในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งนอกจากรับประทานเปล่าๆ หรือจิ้มกับน้ำมันมะกอกแล้ว ขนมปังยังนำมาใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของอาหารอีกด้วย มีเพียงในอิตาลีที่จะนิยมรับประทานเส้นพาสต้าชนิดต่างๆ มากกว่าขนมปัง

 

10.เนยแข็ง

ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เนยแข็ง หรือชีสส่วนใหญ่มักทำจากนมแพะและแกะ เนื่องจากมีจำนวนมากที่เป็นประเทศซึ่งนับถือศาสนายิว ที่จะไม่รับประทานผลิตภัณฑ์นมจากวัวทั่วๆ ไป เนยแข็งนับเป็นไขมันดี เช่นเดียวกับน้ำมันมะกอกที่อุดมไปด้วยแคลเซียมสูง และปราศจากคอเลสเตอรอล

สำหรับเมดิเตอร์เรเนียนแบบสเปนนั้นหล่อหลอมมาจากครัวที่หลากหลาย โดยเฉพาะอาหารจากวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ที่พวกเขาไปยึดมาเป็นเมืองขึ้น หรือเคยตกเป็นเมืองขึ้น

ย้อนไปในสมัยจักรวรรดิโรมัน ชาวโรมันและกรีกที่แทบจะครอบครองทั่วยุโรป ทำให้อาหารการกินแบบกรีกมีอิทธิพลมากในช่วงนั้น ขณะที่ในช่วงยุคกลางหรือราวศตวรรษที่ 15 ชาวอาหรับและชาวเบอร์เบอร์มากมายที่อพยพข้ามมายังคาบสมุทรไอบีเรีย หรือที่ที่เป็นประเทศสเปนในปัจจุบัน ซึ่งชาวมุสลิมก็ได้นำเอาวัตถุดิบในการทำอาหารที่แปลกใหม่เข้ามาด้วย นอกจากส่วนผสมในอาหารจากตะวันออกกลางแล้ว ยังมีส่วนผสมที่หอบหิ้วกันมาจากอินเดีย ส่วนผสมในยุคนี้จึงมีอย่างข้าว ผักโขม มะเขือยาว ส้ม อัลมอนด์ ฯลฯ

หลังจากค้นพบทวีปอเมริกา ในปี 1492 ก็มีวัตถุดิบใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มในครัวสเปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเขือเทศ แตงกวา พริกหวาน พริกปาปริกา และช็อกโกแลต

ส่วนผสมที่ได้รับการแนะนำเข้าสู่ครัวอาหารสเปนได้นำมาผสมผสานเข้ากับควีซีนท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอันดาลูเซีย อารากอน คาตาลัน กาสติยา บาสเก้ ฯลฯ ซึ่งแตกต่างกันออกไปได้อย่างกลมกลืน

สำหรับกระแสสุขภาพกำลังมาแรงและยังไม่มีทีท่าจะตกไปง่ายๆ การกินคลีนยังเป็นสิ่งเทรนดี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วอาหารที่ได้ชื่อว่าดีต่อสุขภาพ อย่างอาหารเมดิเตอร์เรเนียนนั้นถือว่าทั้งอร่อยและดี คงกระพันข้ามกาลเวลากลับมาฮิตได้อยู่เรื่อยๆ เช่นเดียวกับร้านอาหารเมดิเตอร์เรเนียนบ้านเราที่ผุดขึ้นมาใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ

 

ล่าสุด โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ อวดโฉม “อูโน มาส” (Uno Mas) ห้องอาหารใหม่สไตล์เทรนดี้ บนดาดฟ้า ชั้น 54 พร้อมให้บริการอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสเปนและเมดิเตอร์เรเนียน ปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันโดย จวน ทานา ดอท หัวหน้าพ่อครัวชาวสเปน พร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็นแบบพาโนรามา

มาที่นี่ลองเรียกน้ำย่อยด้วย ทาปาสชิ้นเล็กพอดีคำแบบชาวสเปนดั้งเดิม ทั้งทาปาสแบบเย็นและทาปาสแบบร้อน เช่น ขนมปังกรอบ เสิร์ฟพร้อมกับชีสนมแพะ ชีสแมนแซสโก และไข่ปลาแซลมอน โอริโอ คุกกี้ (สอดไส้ตับห่านและชีสนมแพะ) เนื้อวากิวและหมู อิบาเลียน ชุบเกล็ดขนมปังทอดกรอบ กุ้งผัดกระเทียมจานร้อน

เติมเต็มมื้อค่ำด้วยเมนูซุปและสลัดอย่าง ซุปฟักทอง เสิร์ฟพร้อมกับไข่ยางมะตูมและแฮมโฮเซริโต้ หอยเชลล์อลาสกา เสิร์ฟพร้อมกับหน่อไม้ฝรั่ง และสลัดแฮมอีบาเรียล หรือจะเป็นอกเป็ดเสิร์ฟพร้อมกับสลัดชีสอีเดียซาบาลรมควัน และเหลือที่ว่างให้กับข้าวอบสเปน (Paella) เสิร์ฟพร้อมกับกุ้งมังกร กุ้งสเปน หอยเชลล์ หอยแมลงภู่ และหอยแครง หรือสปาเกตตีทะเล เสิร์ฟพร้อมกับไข่หอยเม่น

พลาดไม่ได้กับซีฟู้ดจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งปลาโซล เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งอบและทาม และไวน์เวอร์ดีโฮ ปลาหมึกยักษ์ ปรุงรสสไตล์กาลิเซีย เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งบดกับพริกปาปริกา พร้อมอีก 3 เมนูที่พลาดแล้วจะเสียดาย หมูดำพลูม่าย่าง เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งเล็กและซอสพริกเขียว ซี่โครงแกะย่าง เสิร์ฟพร้อมกับผักรวมและข้าวคูคูส และขาลูกแกะย่าง เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่ง

อิ่มอร่อยกับสแปนิช เมดิเตอร์เรเนียน ที่ห้องอาหารอูโน มาส ชั้น 54 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 16.00-01.00 น. โทร. 02-100-6255 หรืออีเมล diningcgcw@chr.co.th

 

รสชาติอิตาเลียนแกล้มวิวเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2558 เวลา 16:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/404513

รสชาติอิตาเลียนแกล้มวิวเจ้าพระยา

โดย…คาเอรุ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ไม่ได้ไปเยือนยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ก ย่านปากคลองตลาดเสียนาน ตอนนี้มีที่จอดรถสะดวกสบาย แถมร้านอาหารเปิดใหม่กันให้คึกคัก วันนี้มีนัดที่ร้านอาหารอิตาเลียนโพมิ (Pomi Italian Restaurant, Pizzaria & Wine Bar) ยามแดดร่มลมตก ได้ชื่นชมอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นรูปไข่แดงกลมโตลับเหลี่ยมอาคารของโบสถ์ซางตาครู้ส ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านพอดิบพอดี

คริสตินา สปานุ เจ้าของร้านชาวอิตาเลียนจากเมืองตากอากาศชายทะเลอย่างซาร์ดีเนีย บอกว่า ชื่อร้านโพมิ เป็นสแลงภาษาอิตาเลียน แปลว่า ซอสมะเขือเทศซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญในอาหารอิตาเลียนแทบทุกจาน ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่าหรือพาสต้า

ด้วยเติบโตมาในครอบครัวที่ทำกิจการร้านอาหาร รวมทั้งเมื่อย้ายมาอยู่ประเทศไทยก็เปิดร้านอาหารอิตาเลียนดังๆ มาแล้วหลายร้าน ก่อนจะมาได้โลเกชั่นสวยๆ ในฝัน ณ โครงการยอดพิมานฯ เพื่อเปิดร้านอาหารแห่งนี้

บรรยากาศนอกร้านติดริมฝั่งเจ้าพระยา ตกแต่งเหมือนนั่งรับประทานอาหารในสวนของอิตาลี มีน้ำพุเป็นเซ็นเตอร์พีซที่นอกจากให้บรรยากาศแล้ว ยังได้ฟังเสียงแบบเพลินๆ ขณะที่ด้านในร้านได้แรงบันดาลใจจากไวน์เซลลาร์ที่มีความดิบ ความเก่า ตกแต่งด้วยพื้นและผนังอิฐดูขรึมขลัง ส่วนบาร์และโต๊ะอาศัยไม้เก่าเพิ่มอารมณ์แบบดิบๆ เข้าไปอีก ผนังสองข้างมีภาพเขียนเหมือนช่องหน้าต่างที่เห็นวิวทิวทัศน์ของวินยาร์ดและชายฝั่งทะเล

กินบรรยากาศเสร็จแล้วมากินอาหารให้อิ่มท้อง โพมิเสิร์ฟอาหารอิตาเลียนแบบต้นตำรับ เน้นไปที่อาหารสไตล์ซาร์ดีเนียบ้างจากท้องถิ่นของเจ้าของร้าน วันนี้เริ่มจัดจากเมนูเรียกน้ำย่อยแอนติพาสตี้อย่างซาลูมี (Salumi) หรืออิตาเลียนโคลด์คัต ที่มีทั้งมอร์ตาเดลลาจากโบโลญญา พาร์มาแฮม กินกับเมลอนหวาน ซาลามี่ แล้วก็เอ็นดูย่าจากท้องถิ่นซาร์ดีเนียที่มีรสเผ็ด เสิร์ฟพร้อมกับลูกมะกอก ผสมมากับอิตาเลียนชีส ที่ยกขบวนมาทั้งชีสมอซซาเรลล่า ชีสตาเลจโจ เฟกอริโน กาปริโน และกอร์กอนโซล่า เรียกว่า นมควาย นมวัว นมแกะ มากลายเป็นชีสเสิร์ฟอย่างพร้อมเพรียง พร้อมผลไม้แห้งหลากหลายชนิด

ด้านเมนูพิซซ่าแบบแป้งบางกรอบเป็นพิเศษ โดยแม้ใช้เตาพิซซ่าไฟฟ้าแต่มีหินภูเขาไฟมาช่วยให้ความร้อนในเตาปรุงพิซซ่าได้ร้อนทั่วถึง มีให้เลือกหลากหลายหน้า ทั้งพิซซ่ามาร์การิต้า ฮาวายเอี้ยน พิซซ่าหน้าเห็ด ฯลฯ คิดอะไรไม่ออกลองสั่งพิซซ่าโพมิ พิซซ่าสุขภาพดีด้วยหน้ามะเขือเทศหลากหลายชนิด

 

มาถึงเมนูที่แสดงความเป็นซาร์ดีเนียอย่างสูง ตั้งแต่ข้าวอิตาเลียนซีฟู้ดซัฟฟรอนริซอตโต้ที่อาศัยพันธุ์ข้าวพิเศษจากซาร์ดีเนีย รวมทั้งหญ้าฝรั่นที่เป็นพืชท้องถิ่น ผนวกกับอาหารทะเล ตามด้วยย็อกกิ ที่ทางร้านใช้มันฝรั่ง 80% ในการสร้างสรรค์พาสต้าชนิดนี้ ผัดมากับซอสมะเขือเทศและไส้กรอกรสเผ็ดสไตล์ซาร์ดีเนีย ปิดท้ายด้วยเมนูหารับประทานยากอย่างลิงกวินี่ไข่ปลาซาร์ดีเนีย ที่เจ้าของร้านคนเดิมบอกว่า เป็นไข่ของปลาสเตอร์เจียนที่มีที่ซาร์ดีเนียเท่านั้น นำไปตากแห้งจะมีรสชาติเข้มข้นมาก นำมาขูดเป็นแผ่นบางๆ โรยหน้าลิงกวินี่ซึ่งผัดกับซอสไวน์ขาวคล้ายๆ กับที่แคว้นปีดมอนต์นำทรัฟเฟิลส์โรยหน้าอาหาร

ปิดท้ายจานคาวกันด้วยซี่โครงแกะอบ เสิร์ฟมาพร้อมมันบดและผักกับกระเทียมอบ โดยที่นี่ใช้เนื้อแกะจากนิวซีแลนด์ ขณะที่เนื้อวัวนำเข้าจากออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังมีเมนูหมูและไก่ให้เลือกตามความชอบ รวมทั้งไวน์ลิสต์จากทั่วโลกให้เลือกสั่งคู่กับการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะไวน์จากประเทศอิตาลี และไวน์จากซาร์ดีเนียที่เข้าคู่กันได้ดีกับรสชาติของอาหาร

 

อิ่มอย่างไรก็ต้องมีพื้นที่เหลือในท้องมาจบกันที่ของหวาน ร้านโพมิมีของหวานสไตล์โฮมเมดให้เลือก 3 อย่างเท่านั้น คือ ช็อกโกแลตตอร์ติโนลาวา ครีมบรูเล แล้วก็ทีรามิสุ ชอบช็อกโกแลต วานิลลา หรือกาแฟ สั่งได้ตามรสนิยม หรือจะสั่งไอศกรีมเปล่าๆ ก็มีให้เลือกทั้งรสช็อกโกแลต กาแฟ วานิลลา และเลมอน

อาหารอร่อยบรรยากาศดีอย่างนี้จะมัวรออะไรอยู่ ร้านอาหารอิตาเลียนโพมิตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของโครงการยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ก (ร้านอยู่ตรงข้ามกับโบสถ์ซางตาครู้สพอดี) เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-23.00 น. (ออร์เดอร์สุดท้าย 22.00 น.) โทร. 02-110-0838-9

การเดินทางถ้านำรถมา ลอดใต้สะพาน พุทธฯ แล้วจะเห็นป้ายยอดพิมานฯ ให้ขับตรงมาเลยไม่ต้องวนออกไปหน้าปากคลองตลาด ที่จอดรถที่นี่เป็นลิฟต์ ขับเข้าไปจอดในลิฟต์แล้วลงมาเลย ไม่ต้องวนหาให้เสียเวลา หรือการเดินทางที่สะดวกสำหรับคนไม่ชอบรถติด ให้ขึ้นบีทีเอสมาลงท่าสาทร แล้วนั่งเรือด่วนเจ้าพระยามาขึ้นที่ท่าปากคลองตลาด ก็จะถึงโครงการยอดพิมานฯ เลย สำหรับปีหน้าถ้าโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินเปิดให้บริการ ก็สามารถขึ้นมาลงที่สถานีสนามไชยได้

 

ทอดมันหัวปลีคุณย่า ความอร่อยย้อนยุค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2558 เวลา 14:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/404485

ทอดมันหัวปลีคุณย่า ความอร่อยย้อนยุค

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

วันนี้ชวนมาลองลิ้มชิมรสของอร่อยของสมัยโบราณที่หารับประทานได้ยากแล้วในปัจจุบัน เนื่องจากสังคมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันทำให้อาหารหลายอย่างของไทยสูญหายไป และอาจจะไม่คุ้นลิ้นคนสมัยใหม่มากนัก แต่รับรองว่าถ้าพูดชื่อออกไปหลายคนก็ต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน และรับรองว่าอร่อยถูกใจนั่นก็คือทอดมันหัวปลี เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากสมัยปู่ย่าตายายของเรา ทั้งอร่อย ดี มีประโยชน์ ยิ่งสาวๆ คนใดเพิ่งคลอดบุตรต้องให้นมลูก เมนูนี้เหมาะเลย

ทอดมันหัวปลี เป็นเมนูอาหารที่หารับประทานยากขึ้นทุกวัน หัวปลีก็คือยอดอ่อนของกล้วยก่อนจะโตเป็นหวีขึ้นมา ร้านอาหารทั่วไปแทบจะไม่มีเมนูทอดมันหัวปลีอีกต่อไปแล้ว แต่ที่โรงแรมอินดิโก้ ถนนวิทยุ นั้นยังมีเมนูอาหารโบราณตำรับคุณย่าคุณยายที่หารับประทานที่ไหนไม่ได้ให้คุณๆ ได้ไปชิม

เชฟจิมมี่-จำลอง ปิวไธสงค์ กล่าวว่า ทอดมันหัวปลีของเขานั้นเป็นสูตรของคุณย่าของเขาที่เคยทำให้รับประทานตั้งแต่วัยเด็ก จึงอยากจะอนุรักษ์เอาไว้ให้คนรุ่นหลังๆ รวมทั้งแขกต่างประเทศได้รับประทานกัน

เมนูนี้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย จะรับประทานเป็นอาหารว่างยามบ่ายก็ถือว่าเหมาะมาก เนื้อทอดมันจะจับกันเป็นก้อน จะรู้ว่าสุกพร้อมรับประทานก็เมื่อมันไม่ติดขอบกระทะ จะได้ทอดมันหัวปลีที่มีเนื้อสัมผัสของหัวปลีและเนื้อปลาอย่างเต็มคำ หนึบๆ กรุบๆ มีรสชาติเค็ม มัน เผ็ดนิดหน่อย เมื่อกัดลงบนเนื้อทอดมันนุ่มหนุบหนับของเนื้อปลาและความกรอบของหัวปลีหั่นฝอยที่อร่อยกรุบๆ จะรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือจะรับประทานเล่นๆ กับน้ำจิ้มอาจาด แตงกวา ถั่วลิสงป่น แกล้มโหระพา แตงกวาสด ก็อร่อยไปคนละแบบ หรือเป็นกับแกล้มก็ดีไม่น้อย

รสชาติอร่อย จะพาเพื่อน ชวนแฟน ไปรับประทานได้หมด หรือจะซื้อกลับบ้านก็มีแพ็กเกจสวยงาม ในปิ่นโตเถาเล็กสีสันสดใสในราคา 270 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-207-4999

 

อิ่มอารมณ์ชิกๆ ควินซ์ อีทเทอรี่ & บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2558 เวลา 14:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/404482

อิ่มอารมณ์ชิกๆ ควินซ์ อีทเทอรี่ & บาร์

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ควินซ์ อีทเทอรี่ & บาร์ (Quince Eatery & Bar) ร้านอาหารและบาร์สุดชิกย่านซอยสุขุมวิท 45 ที่ตกแต่งได้ใจในสไตล์โรงนาฝรั่งแถบชนบท ตัวร้านโปร่งโล่งสบายตา แม้จะใช้โครงเหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ก็เบรกด้วยโต๊ะไม้และการจัดวางที่ได้สัดส่วนกำลังเหมาะ เพิ่มเติมมุมสบายๆ นอกจากโซนด้านหน้าเคาน์เตอร์แล้ว ยังมีโซนด้านหลังและห้องส่วนตัวด้านบน พร้อมมุมโซฟาบริเวณเอาต์ดอร์ให้ได้นั่งเล่นชิลๆ

สำหรับอาหารที่นี่เน้นให้แชร์กัน เพื่อจะได้ลิ้มลองความอร่อยที่หลากหลาย อาหารจะเป็นสไตล์ Pan Mediterranean ที่ผสมความเป็นยุโรปและเอเชียเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เน้นวัตถุดิบที่หาได้ในเมืองไทย พร้อมมีเมนูพิเศษในแต่ละวัน เรียกว่าครบเครื่องทั้งบรรยากาศ อาหาร และเครื่องดื่มอันหลากหลายทีเดียว

เริ่มต้นเมนูแรกกับ Beef Carrot Salad ที่นำเอาเนื้อวัว แครอต พร้อมสมุนไพรต่างๆ ไปอบ 15 นาที เพิ่มความสดชื่นด้วยส้มซันคิสต์และอโวคาโด ปรุงรสด้วยเครื่องเทศจากอินเดีย เป็นสลัดที่มีรสชาติน่าจดจำไม่เบา

 

เมนูต่อมา Spaghetti Crab ที่ใช้ซอสมะเขือเทศปรุงรสอย่างดี ราดมาบนเส้นสปาเกตตีกรุบๆ แล้วใส่เนื้อปูลงไปผัดเบาๆ ปรุงรสด้วย เกลือ พริกไทยและมะนาว

ตบท้ายด้วย Organic Roast Chicken ใช้ไก่ที่หมักด้วยเฮิร์บจนซึมเข้าเนื้อ 3 วัน นำมาอบแบบพอดีๆ จนหนังกรอบนอกข้างในฉ่ำ นุ่ม กินคู่กับคีนัวตาบูเลห์และซอสปรุงรส เป็นการตบท้ายมื้อที่มีความสุขยิ่ง

ควินซ์ อีทเทอรี่ & บาร์ สุขุมวิท 45 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.30–24.00 น. โทร. 02-662-4478

 

ร้านอาหารสไตล์โฮมไดนิ่ง “สโตร์เฮาส์ ไดนิ่ง” อบอุ่นในโกดังส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2558 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403742

ร้านอาหารสไตล์โฮมไดนิ่ง "สโตร์เฮาส์ ไดนิ่ง" อบอุ่นในโกดังส่วนตัว

โดย…พาแลง

ยากจะคาดคิดว่าอาคารพาณิชย์ 3 คูหาในซอยโชคดี บนถนนพระราม 4 จะเป็นร้านอาหารสไตล์โฮมไดนิ่ง ที่เสิร์ฟอาหารชั้นดีชื่อ สโตร์เฮาส์ ไดนิ่ง (Storehouse Dining) ทันทีที่เจ้าของร้านเชื้อเชิญให้เราเข้าไปในร้าน ก็ต้องเซอร์ไพรส์กับการตกแต่งด้านใน ที่มีเพียง 1 ห้อง กับโต๊ะตัวเดียวตั้งอยู่ตรงกลาง ผู้ที่มารับประทานอาหารสามารถชมเชฟทำอาหารที่ห้องครัวที่เชื่อมอยู่ถัดไป ในความน้อยแต่มากด้วยความรู้สึกอบอุ่นจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ สีอิฐ และแสงสีส้มจากดวงไฟที่เปิดอยู่ ให้อารมณ์เหมือนได้มาเยือนบ้านของคนคุ้นเคย เพราะเดิมทีกุ๊กม้อ-พรทิพย์ อภิสิทธิ์เสรีกุล เชฟและเจ้าของร้านตั้งใจตกแต่งให้เป็นที่พักอาศัย กลิ่นอายจึงเหมือนได้มาเยี่ยมบ้านคนคุ้นเคย

Storehouse แปลเป็นภาษาไทยว่า “โกดังเก็บของ” แต่คอนเซ็ปต์ของร้านจะเป็นแบบไพรเวทดินเนอร์ ในสไตล์เชฟส์เทเบิ้ล (Chef’s Table) ที่เสนออาหารแบบเซต โดยไม่ต้องเปิดเมนูเลือกอาหารเอง เพราะเชฟจะรังสรรค์อาหารมื้อพิเศษตามวัตถุดิบที่ดีที่สุดที่หาได้ในฤดูนั้นๆ Storehouse Dining  สามารถรับรองแขกได้ตั้งแต่ 4-8 คน ที่จองล่วงหน้า (ไม่รับวอล์กอิน) ราคาสำหรับเซตเมนูนั้นมีราคาเริ่มต้นที่ 1,500 บาท สำหรับ 5 คอร์ส/คน และ 1,900 บาท สำหรับ 8 คอร์ส/คน รวมอาหารเรียกน้ำย่อย และของหวาน

อาหารเซตที่เชฟเสิร์ฟให้พาแลงในบ่ายนี้ เริ่มต้นจากหอยเชลล์จากฮอกไกโด (Hokkaido Scallop) มาในจานหิน มีมันเทศบดมาในจานเพิ่มระดับความหวานของหอยเชลล์ให้สดชื่นไปอีก จานต่อมาเป็นอาหารรับประทานง่ายอย่างเกี๊ยวเป๋าฮื้อนึ่ง (Steam Abalone Dumplings) แผ่นแป้งบางนุ่ม อุ้มเนื้อเห็ดที่ผัดซอสด้านใน เผลอแป๊บเดียวหมดจานซะงั้น! ถัดมาคั่นด้วยอาหารจานง่ายด้วยสลัดกับหมูย่าง ก่อนจะเสิร์ฟจานปูจากแรงบันดาลใจ (Crab a La Chef Mood) เนื้อปูคำโตโปะด้วยชีสแล้วนำไปอบ หอมกรุ่นที่แม้จะมีชีสแต่รสกลับไม่เลี่ยน เพราะได้รสพริกเม็กซิกันติดลิ้นมาด้วย

ก่อนจะถึงจานหลัก เชฟเสิร์ฟซุปเป๋าฮื้อ (Hot Bowl Abalone Soup) จากนั้นก็ถึงคิวเมนคอร์สที่มีให้เลือกทั้งสเต๊กเนื้อวากิว (Wagyu) ซี่โครงหมูย่าง หรือสเต๊กปลา แล้วค่อยตบท้ายด้วยของหวานที่ผสมผสานความน่ารัก ไอศกรีม เบเกอรี่ คุกกี้ และผลไม้ไว้ในจานเดียวครบ

แม้ทางเข้าของร้านไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านการค้าที่หนาแน่น แต่คอนเซ็ปต์ที่ยั่วยวนใจทำให้การมาเยือนสโตร์เฮาส์ ไดนิ่ง ไม่ลำบากนัก แต่แอบกระซิบว่าร้านเปิดเฉพาะวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ โดยเปิดบริการวันละ 1 รอบเท่านั้น และต้องจองโต๊ะล่วงหน้า 3-4 วัน ส่วนเวลานัดหมายเชฟบอกว่าแล้วแต่คุณลูกค้าสะดวก ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์การดินเนอร์ส่วนตัว แบบ Chef’s Table สามารถติดต่อได้ที่โทร. 08-6384-3400 หรือเฟซบุ๊ก : Storehouse-Dining

 

ไฉไลกว่าเดิม กั้งบ้านเพ ซีฟู้ด คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2558 เวลา 17:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403737

 

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สำหรับคนชอบกินเส้น ร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านเพ จ.ระยอง ได้ติดอันดับร้านโปรดแน่ และเพื่อเอาใจคนชอบเส้น รวมถึงหลงรักในรสชาติของอาหารทะเลสดๆ เจ้าตำรับ “มงคล ทรัพย์อนันต์กุล” จึงจำลองบรรยากาศท่าเรือบ้านเพ และนำเมนูอาหารมาเสิร์ฟถึงใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ในชื่อใหม่ “กั้งบ้านเพ” ไฉไลกว่าเดิมในรูปแบบ ซีฟู้ด คาเฟ่ ที่ไม่ใช่มานั่งโซ้ยก๋วยเตี๋ยวเดี๋ยวเดียวแล้วจากไป แต่ยังมีเมนูอื่นๆ ให้ได้นั่งกินดื่มกันต่ออย่างชิลๆ

วัตถุเน้นดิบอาหารทะเลสดๆ ทั้งกุ้ง ปู หอย ปลา ปลาหมึก และ กั้ง ที่เป็นพระเอกชูอยู่ในหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ยำกั้งดอง ที่เนื้อสดดองด้วยหัวน้ำปลาอย่างดีข้ามคืนเสิร์ฟมาในน้ำยำรสแซ่บผัดไทยกั้งกุ้งปู กั้งเนื้อเด้งสุกกำลังดีได้กลิ่นมะขามเปียกและรสหวานหอมกำลังดี แม้จะมีอาหารหลายอย่าง แต่ทีเด็ดหนีไม่พ้น ก๋วยเตี๋ยว มีทั้งน้ำใส น้ำข้นน้ำข้นมันกุ้ง เครื่องทะเลก็เลือกใส่ได้ตามความชอบและกำลังทรัพย์ แต่ที่ออกครัวบ่อยสุด คือ บะหมี่กั้งทะเลเนื้อปูต้มยำน้ำข้นมันกุ้ง ที่เครื่องตูม รสชาติซี้ดจัดจ้านถูกใจคนชอบกินเผ็ด ได้ความหอมมันหวานของมันกุ้ง ไม่เลี่ยนอย่างที่คิด มากั้งบ้านเพ เมนูนี้ต้องลอง

ส่วนการตกแต่งให้ความรู้สึกน่านั่งอันดับแรก เพราะความโอ่โถง ร้านดูปลอดโปร่ง เป็นสัดส่วน เหมาะกับนั่งแฮงเอาต์พร้อมกินกับแกล้มอร่อยๆ โทนสีและวัสดุไม้เก่าให้อารมณ์ความคลาสสิกของท่าเรือ บนผนังติดบทกลอนของสุนทรภู่ ย้ำเอกลักษณ์ของ จ.ระยอง ให้เด่นขึ้น แถมด้วยอาพารพื้นถิ่น เช่น หมูชะมวง หมูผัดกะปิ ส้มตำกะปิ เป็นต้น

ร้านกั้งบ้านเพ ตั้งอยู่ที่ ร่วมฤดีวิลเลจ ซอยร่วมฤดี ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิตประมาณ 150 เมตร เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. มีพื้นที่จอดรถบริเวณหน้าร้าน โทร. 02-019-0588

ของขวัญเพื่อบุคคลพิเศษในช่วงสิ้นปี “เมลท มี” เดอะ เมจิก ออฟ ช็อกโกแลต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2558 เวลา 17:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403735

ขวัญเพื่อบุคคลพิเศษในช่วงสิ้นปี “เมลท มี” เดอะ เมจิก ออฟ ช็อกโกแลต

โดย…มีนา

เทศกาลแห่งความสุขที่กำลังเข้ามาใกล้นี้ หากใครกำลังมองหาของขวัญเพื่อมอบให้บุคคลพิเศษในช่วงสิ้นปี สำหรับผู้ที่ชื่นชอบช็อกโกแลต “เมลท มี” ได้รังสรรค์คอลเลกชั่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ประจำปี 2015-2016 ด้วยชอกโกแลต เดอะ เมจิก ออฟ ช็อกโกแลต 2 ซีรี่ส์ ได้แก่ “The Magic of Origin” และ “The Magic of Taste” เดอะ เมจิก ออฟ ออริจิน คือ พรีเมียมดาร์กช็อกโกแลตแท้ปราศจากการเบลนด์ หรือ “Single Origin” จาก 4 ประเทศ ได้แก่ เวเนซุเอลา, เซนต์ ดอมินิก, แทนซาเนีย และอีเควเตอร์ ส่วนเดอะ เมจิก ออฟ เทสต์ คือ พราลีนดาร์กช็อกโกแลตสอดไส้คอกเทล 12 เฉดรสชาติบรรจุในกล่องหรู ซึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ช็อกโกแลตทั้งสองแบบ อิง ภาสกรนที ได้เล่าว่า เมลท มี คิดสร้างสรรค์ช็อกโกแลตทุกปีเพื่อความแปลกใหม่ที่ดีที่สุด เพื่อร่วมเฉลิมเทศกาลแห่งความสุข ทั้งรสชาติ การคิดคอนเซ็ปต์ และการออกแบบหีบห่อที่ปีนี้ อิงได้เชิญเชฟเฟรดเดอริค บอร์ส เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ ช็อกโกแลชื่อดังแห่งเมืองฝรั่งเศส ผู้ปรุงช็อกโกแลตส่งไปถวายควีนเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรเป็นประจำทุกปี มาช่วยออกแบบรสชาติให้ได้รสชาติดาร์กช็อกโกแลตแท้ๆ และปรุงรสให้ถูกปากคนไทยมากที่สุด

“ของขวัญปีนี้พิเศษมากๆ เพราะเราเชิญเฟรดเดอริค บอร์ส ซึ่งมีชื่อเสียงมากด้านช็อกโกแลตระดับโลก โดยเราคิดคอนเซ็ปต์รวมทั้งออกแบบรสชาติมานานกว่า 6 เดือน ก็แล้วเสร็จออกมา เพราะด้วยเชฟเชี่ยวชาญด้านช็อกโกแลตมากๆ  เขาจึงรู้แหล่งว่า แหล่งไหนมีช็อกโกแลตรสชาติอร่อย สายพันธุ์นี้กินกับอะไรจึงจะมีรสชาติที่ลงตัว ถือเป็นการทำงานที่พิเศษจริงๆ ค่ะ”

ช็อกโกแลตทั้งสองรูปแบบบรรจุในกล่องสวยงามซึ่งออกแบบอย่างประณีตไม่แพ้รสชาติ และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 กล่องเท่านั้น

“ช็อกโกแลตทั้ง 4 แหล่งที่เราเอามาใช้ ล้วนมาจากแหล่งปลูกช็อกโกแลตที่หากินยาก กว่าจะเข้าไปถึงแต่ละแหล่งปลูกก็ยาก แต่ละแหล่งก็ปลูกได้รสชาติช็อกโกแลตไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุผลนี้เราจึงผลิตเป็น
ลิมิเต็ด เอดิชั่น เพราะวัตถุดิบก็หายาก เราอยากให้คนที่เป็นคอช็อกโกแลตจริงๆ ได้ลิ้มลองในรสชาติที่แตกต่างจากที่เคยชิมกัน ซึ่งเมจิก ออฟ ออริจิน มี 4 แหล่ง 4 สายพันธุ์ ก็จะให้กลิ่นและรสชาติที่เข้มข้นแตกต่างกัน อาทิ Saint Dominique จะเป็นช็อกโกแลตที่มีรสชาติขม มีกลิ่นหอมของดอกไม้และผลไม้ หรือ Venezuela คือโกโก้ชั้นเลิศรสเข้มข้นจากประเทศที่จัดจ้านด้วยความเย้ายวนแห่งวัฒนธรรมหลากสีสัน มีกลิ่นหอมของเนื้อไม้ เป็นต้น ซึ่งเชฟได้ผสมแล้วว่า ช็อกโกแลตจากแหล่งนี้กินกับอะไรก็อร่อยครบรส เข้ากันได้ในสัดส่วนของช็อกโกแลตที่เรานำมาผสมกันให้กลมกล่อมมากขึ้น เพราะดิฉันเชื่อว่าการได้กินช็อกโกแลตดีๆ ก็เหมือนกับการได้ดื่มไวน์รสชาติดีๆ บวกกับการเรียนรู้แหล่งที่มาของช็อกโกแลต ได้ดื่มด่ำกับรสชาติ อินกับบรรยากาศ ก็จะช่วยเสริมการกินช็อกโกแลตให้อร่อยมากขึ้น”

เมื่อรสชาติของช็อกโกแลตดีแล้ว อิงยังใส่ใจกับการออกแบบหีบห่อให้สวยงามเหมาะกับการเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่นี้ ยกตัวอย่างหีบห่อของเมจิก ออฟ ออริจิน 1 กล่อง บรรจุ 4 ชิ้น ซึ่งกระดาษช็อกโกห่อตัวช็อกโกแลตเป็นแผนที่โลก เหมือนการปักหมุดช็อกโกแลตที่คุณกินอยู่นั้นมาจากมุมไหนของโลก ดังนั้นช็อกโกแลตแต่ละชิ้นจึงมีเรื่องราว หีบห่อต้องสวย จะได้ภูมิใจทั้งผู้ให้และผู้รับ สนนราคาอยู่ที่ชนิดละ 590 บาท ขอย้ำว่า ผลิตจำนวนจำกัดเพียงชนิดละ 1,000 ชุดเท่านั้น หาซื้อได้ที่ เมลท มี เฟรช ฮอกไกโด ช็อกโกแลต แอนด์ เจลาโต้ ทุกสาขา หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 09-0880-9567

 

Spaghetti Kitchen สปาเกตตีลาบหมูคั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2558 เวลา 13:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403559

Spaghetti Kitchen สปาเกตตีลาบหมูคั่ว

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ไอเดียของจานนี้เกิดขึ้นจากการทำพาสต้าสไตล์อิตาเลียนแบบที่มีน้ำมันมะกอกเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแบบผัดไส้กรอก ผัดกระเทียมแบบ Aglio Olio แม้แต่ Vongole หอยลาย รับรองว่าต้องมีการผัดกระเทียมกับน้ำมันใหัหอมฟุ้งๆ ที่ไฟอ่อนๆ จนกว่ากระเทียมจะนุ่ม ผลพลอยได้คือน้ำมันที่มีกลิ่นกระเทียม ผัดกับเส้นพาสต้าแบบไหนก็อร่อยถูกใจ

สอดคล้องกับกระบวนการปรุง “ลาบคั่ว” แบบทางเหนือ ที่จะใช้น้ำมันเจียวมันหมูจนได้เป็นกากหมูกรอบๆ เก็บเอาไว้โรยหน้าลาบทีหลัง จากนั้นใช้น้ำมันเดิมเจียว กระเทียม หอมแดง และทอดพริกจนกรอบเหลือง ก่อนใช้น้ำมันเดิมผัดน้ำพริกลาบคั่วและเนื้อหมูสับ เคล็ดลับน้ำมันหอมๆ นี่แหละช่วยชูรสลาบคั่วให้เด็ดขาด ถ้านำมาผัดกับเส้นสปาเก็ตตีแล้วละก็ รับรองว่าเข้มข้นถึงใจ

น้ำพริกลาบคั่ว ผู้เขียนขอแนะนำให้ซื้อจากร้านที่ขายอาหารเหนือที่ถูกใจจะสะดวกกว่า เพราะน้ำพริกลาบคั่วซับซ้อนทั้งในเรื่องของส่วนผสมและกรรมวิธีในการทำน้ำพริก ไม่เพียงแต่หอม กระเทียม พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ เท่านั้น ยังมีเครื่องเทศอย่างยี่หร่า ลูกผักชี กระวาน พริกไทยดำ ดีปลี มะแขว่น เร่ว หรือยากๆ บอกชื่อไปก็นึกภาพไม่ออก อย่าง บ่าแหลบหรือเมล็ดเทียนตาตั๊กแตน สัดส่วนแต่ละอย่างขึ้นกับที่มาที่ไปอีก แต่ละจังหวัดก็สัดส่วนต่างกันออกไป ทั้งหมดนี้ไม่ใช่นำมาโขลกโป๊กๆ ก็ได้เป็นน้ำพริกลาบคั่ว หากต้องนำไปหมกขี้เถ้า เผาไฟ ปิ้ง ตามแต่ชนิดของวัตถุดิบ ก่อนนำมาโขลกกับเกลือ เพื่อช่วยให้เก็บได้นานขึ้นอีกนิด สรุปว่าซื้อเอาจะง่ายกว่า อาจจะซื้อเก็บไว้สักขีดหรือสองขีด ใส่ช่องแช่แข็งไว้ ใช้เป็นวัตถุดิบยามยาก

ขั้นตอนของการทำลาบคั่วทางแบบฉบับทางเหนือแท้ๆ ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์นำมาหั่นชิ้นเล็กๆ สับเป็นชิ้นย่อยๆ กระบวนการนี้แหละเรียกว่า “ลาบ” ใครชอบเลือดก็สามารถเติมลงไปขั้นตอนนี้ได้เลย จากนั้นถึงจุดที่แตกต่างจากลาบแบบอีสานที่หลายท่านคุ้นเคย เพราะจะต้อง “ยำลาบ” หรือ “ก่นลาบ” ก่อนที่เนื้อสัตว์จะสุก โดยนำเอาเนื้อที่สับไว้มาเคล้ากับน้ำพริกลาบคั่ว ปรุงรสไปเลย ตามด้วยสมุนไพรสับหลายๆ ชนิด อย่างผักไผ่ หรือผักแพว ตามด้วยต้นหอม ผักชีซอย เมื่อเคล้าเข้ากันแล้ว จึงค่อยนำลงไปผัดกับน้ำมันที่เจียวหอมแดงและกระเทียมไว้ เพื่อให้ได้กลิ่นหอมๆ เนื้อสัตว์ที่เลือกมา จะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อวัวก็ย่อมได้ หรือจะเลี่ยงไปเป็นเนื้อปลาสับก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

วิธีการผัดสปาเกตตีของเราก็ลอกทางเหนือมาเลย โดยใช้น้ำมันมะกอกเจียวหอมแดงและกระเทียมไว้ใช้สำหรับโรยหน้า แน่นอนว่า “ยำลาบ” ไว้เลยเพื่อรสชาติต้นตำรับ ผัดให้สุกหอม ก่อนเคล้ากับเส้นพาสต้าที่เลือกใช้ จริงๆได้หลายชนิด เพราะรสชาติเข้มข้นแบบนี้ผัดกับเส้นแบบไหนก็อร่อย

เสิร์ฟกับผักสด ผักสลัดก็เข้าท่า ยิ่งใครไม่กินรสจัดมา คลุกกับกะหล่ำปลีซอยฝอยและบีบมะนาว ช่วยบรรเทาความจัดจ้านไปได้บ้าง อย่าลืมว่าเส้นสปาเกตตีผัดที่อร่อยต้องไม่เละ ดังนั้นเผื่อเวลาต้มเส้นจากเวลาที่บอกไว้ข้างถุงสัก 2-3 นาที เพื่อให้เส้นมาสุกต่อได้ในกระทะเวลาผัดต่อ เส้นหนึบๆ จะเข้ากับสูตรนี้ที่สุด รับประกัน

สปาเกตตีลาบหมูคั่ว สูตร Cookool

ส่วนผสม

– หมูสับติดมัน 1 ถ้วย

– ตับหมู 0.5 ขีด

– น้ำมันมะกอก 2-3 ช้อนโต๊ะ

– น้ำพริกลาบคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ

– กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา

– หอมแดงซอยบาง 2 ลูก

– พริกแห้งทอด 2-3 เม็ด

– น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

– ต้นหอมซอยสั้น 2 ช้อนโต๊ะ

– ผักเคียงลาบ เช่น กะหล่ำปลี

– ถั่วฝักยาว สะระแหน่ มะนาว

– เส้นสปาเกตตี หรือเส้นแองเจิลแฮร์

วิธีทำ

– ต้มเส้นสปาเกตตีในน้ำเกลือเดือดประมาณ 6-7 นาที

– ลวกตับหมูในน้ำต้มเส้นพาสต้า

– ตั้งกระทะอีกใบให้ร้อน เติมน้ำมันมะกอกลงไป เจียวกระเทียมให้เหลือง ตักขึ้น เจียวหอมแดงให้เหลือง ตักขึ้นพักไว้

– เคล้าหมูสับ น้ำพริกลาบคั่วปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลนิดหน่อยขยำให้เข้ากัน

– ใส่หมูสับที่ “ยำลาบ” ไว้แล้ว ลงไปผัดให้หอม ใส่เส้นลงไปผัดให้เข้ากันให้แห้ง

– ตักใส่จานโรยต้นหมและผักเคียงแนะนำให้เสิร์ฟพร้อมมะนาวสักเสี้ยวหนึ่งจะยิ่งครบรสมากขึ้น

 

นายแกละ ก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2558 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/403425

นายแกละ ก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึง

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ก๋วยเตี๋ยวหมูไม่ว่าจะเป็นแบบก๋วยเตี๋ยวน้ำธรรมดาหรือจะแบบต้มยำ แม้จะเป็นเมนูง่ายๆ แต่ก็เรียกว่าหาร้านที่ปรุงรสชาติกลมกล่อมได้ค่อนข้างยากมากในปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูดั้งเดิมในรสชาติคุ้นเคยอย่าง “ร้านนายแกละ” หรือจะเรียกว่า “ร้านประสพลาภ” ก็ได้ ในย่านบางขุนนนท์จึงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ชื่นชอบเมนูเส้นทั้งขาประจำและขาจรในทุกวันที่เปิดให้บริการ โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่บรรดาขาประจำที่เป็นคนท้องถิ่นและคนต่างถิ่นเข้ามารับประทานจำนวนมาก

สำหรับร้านนายแกละ หรือร้านประสพลาภ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึงที่เปิดขายที่ย่านบางขุนนนท์มานานกว่า 50 ปีแล้ว เรียกได้ว่าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่มาตั้งอยู่ที่นี่เป็นร้านแรกๆ ตั้งแต่ถนนเส้นนี้ยังเป็นสวนและปูลูกรังเลยก็ว่าได้ โดยคนส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นเคยกับชื่อร้านประสพลาภ เพราะบรรดาขาประจำจะนิยมเรียกกันว่าก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึงนายแกละมากกว่า

 

จุดเด่นของก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึงของร้านนายแกละ คือ ทำแบบน้ำขลุกขลิก รสชาติกลมกล่อม ซึ่งแม้แต่เมนูต้มยำก็จะไม่เผ็ดเกินไป เพื่อให้กินได้ทุกเพศทุกวัย ซึ่งถ้าใครได้เคยลองชิมก็จะรู้ว่าแทบไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเลย เพราะรสชาติกลมกล่อมลงตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าใครชอบรสจัดไปทางไหนก็ปรุงเพิ่มได้ตามใจชอบ

สูตรเด็ดเคล็ดลับของร้านนี้ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นก๋งสู่ทายาทรุ่นหลาน รสชาติเป็นแบบดั้งเดิมตั้งแต่สมัยรุ่นก๋งที่ยังพายเรือขายในคลองจนกลายเป็นร้านใหญ่โต 2 คูหาในปัจจุบัน จะสั่งเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นหมี่ บะหมี่ ก็มีหมด จะสั่งแบบหมูล้วนหรือใส่ทุกอย่างรวมทั้งเครื่องในอย่าง ตับ กระเพาะ ไส้ เซี่ยงจี๊ ที่ทำความสะอาดอย่างดี ไม่มีกลิ่นคาวก็ได้ ถ้าใครชอบกากหมูเจียวก็ขอเพิ่มได้ ราคาก็ถือว่ากันเองประมาณ 40-45 บาท

 

ร้านนายแกละปัจจุบันนอกจากจะมีก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึงแล้ว ก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของลูกค้า ซึ่งในแต่ละวันจะมีไม่มาก วันละประมาณ 100 ชามเท่านั้น ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ประมาณ 10 โมงก็หมดแล้ว แล้วยังมีของทานเล่นอื่นๆ ให้เลือกระหว่างรอก๋วยเตี๋ยวอีกด้วย ซึ่งใครที่อยากชิมต้องรีบมาก่อนเวลาหิวจัด เพราะเดี๋ยวนี้มีลูกค้าบอกต่อในโลกออนไลน์ เลยมีคนต่อคิวเพียบ

ก๋วยเตี๋ยวหมูใบตำลึงนายแกละ “ร้านประสพลาภ” เปิดให้บริการทุกวัน (หยุดเฉพาะวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ที่ 4 ของเดือน) เปิดตั้งแต่เวลา 07.30-15.30 น. โทร. 02-433-1582 ราคาต่อหัวประมาณ 30–50 บาท