Spaghetti Kitchen สปาเกตตี ไข่หอยเม่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 18:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/399866

Spaghetti Kitchen สปาเกตตี ไข่หอยเม่น

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

สำหรับเมนูนี้ผู้เขียนต้องออกตัวก่อนว่าไม่รู้รายละเอียดรายการอาหารที่บ้านเราเลย เพราะไม่ได้เข้าคิวรับประทานในครั้งนี้ แต่เคยมีโอกาสได้ไปชิมร้านของเชฟ Robuchon มาหลายร้าน มีเมนูที่ถูกใจในรสชาติหลากหลายเมนู โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่ถือได้ว่าเป็นสาขาใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมาก แถมเมนูน่าสนใจมี “Creation” ที่ใช้วัตถุดิบญี่ปุ่นตามฤดูกาลเข้ามาผสมผสาน หรืออย่างสาขาในฮ่องกง ที่คล้ายคลึงกับในบ้านเรา มีเมนูเด็ดเป็น “สปาเกตตีไข่หอยเม่น” ที่รสชาติกลมกล่อม สั่งมาชิมแล้วรู้สึกได้ว่ารสชาติเข้มข้นแต่ไม่ซับซ้อน เลยถือโอกาสแกะสูตรมาไว้ใน Spaghetti Kitchen ในฉบับนี้

ถึงแม้ว่าจะมี “Look” หรูหรา จริงๆ แล้วง่ายและมีส่วนผสมไม่มาก ก็สามารถทำให้อร่อยได้ไม่ยาก หัวใจของความอร่อย คือ ไข่หอยเม่น รสหวานหอมตามธรรมชาติ ตอนนี้สามารถหาซื้อไข่หอยเม่นได้ไม่ยาก ต้องวางแผน สั่งล่วงหน้าไว้สักนิด เพราะหลายๆ ร้านไม่ได้สต๊อกของไว้ เนื่องจากไข่หอยเม่นเก็บได้ไม่นาน บางเจ้ามีส่งให้ถึงบ้านด้วย ถือว่าสะดวกมาก

ไข่หอยเม่นสำหรับการปรุงอาหารแบบ “บ้าน” ของเรา นำมาปรุงโดยใช้เป็นวัตถุดิบในสปาเกตตี ไม่ต้องเอาชนิดที่ “เว่อร์วัง” มาก เพราะไม่ได้รับประทานสดๆ 100% แบบพวกซูชิ ขอให้สดใหม่สังเกตจากสีสัน ต้องไม่ด้าน ไม่แห้ง ดูชุ่มฉ่ำ นอกจากนั้นกลิ่นยังสำคัญ ดมดูแล้วต้องไม่มีกลิ่นคาว เพราะไข่หอยเม่นที่สดๆ กลิ่นคล้ายน้ำทะเล จะต้องไม่มีกลิ่นคาวรุนแรงเด็ดขาด

 

สำหรับโทนสีของไข่หอยเม่น ซึ่งถือเป็นส่วนของต่อมอวัยวะสืบพันธุ์ มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย มีทั้งสีออกส้มๆ ไปจนถึงเหลืองเข้ม เหลืองอ่อน สำหรับการเลือกใช้มาในสูตรนี้ สีสันของไข่หอยเม่นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ฤดูกาลและน่านน้ำเป็นสำคัญ ขอเพียงว่าไข่หอยเม่นดูแล้วมาทั้งชิ้นเป็นยวงติดกัน ไม่รุ่งริ่งหลุดลุ่ย

ทีนี้มาถึงส่วนผสมอื่นๆ ในสูตรนี้ ซอสครีมเป็นเพียงแค่ครีมสด เติมเกลือปรุงรสลงไปเล็กน้อย สูตรเรียบง่ายแบบนี้ ใกล้เคียงกับไอเดียของชาวประมงในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่างผู้เขียนเคยไปเจอสูตรเรียบง่ายแบบนี้ ทั้งที่ Capri และ Sicily ในอิตาลี แถบนั้นร้านอาหารชาวประมงมักมีของดีเก็บไว้ให้ลูกค้า เป็นไข่หอยเม่นสดๆ ผัดสปาเกตตีมาง่ายๆ กับน้ำมันมะกอก พอมาถึงโต๊ะ ตักไข่หอยเม่นสดๆ จากเปลือกโปะลงบนพาสต้าร้อนๆ เคล้าไปมา น่ารับประทานเป็นที่สุด

นี่จึงเป็นไอเดียที่ผู้เขียนอยากนำมาเสนอให้คุณผู้อ่านลองปรุงรับประทานเองที่บ้าน เพราะถ้าหาไข่หอยเม่นได้ สูตรสปาเกตตีเรียบง่ายแต่อร่อยแบบนี้ ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือไป

หวังว่าคุณผู้อ่านจะยังไม่ท้อที่ลองปรุงเมนูชิมเองที่บ้าน รับรองว่าอร่อยได้ไม่แพ้เชฟโรบูชองเลย

 

ผัดไทย เทเวศร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/399712

ผัดไทย เทเวศร์

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ผัดไทย-หอยทอด เมนูธรรมดาหากินได้ทั่วไป ใครจะไปคิดว่า จะได้ลิ้มลองความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ที่ย่านใจกลางพระนคร ภายใต้ร้านที่เป็นห้องแถวเล็กๆ และเก้าอี้ข้างถนน ที่พบเจอโดยบังเอิญ เมื่อท้องเกิดร้องหิวในเวลาค่ำระหว่างทางกลับบ้าน

พอเดินไปถึงหน้าร้านก็ต้องแปลกใจ เมื่อวัตถุดิบมากมายเต็มไปหมด อย่าง ปูอัด หมึกสด หมึกกรอบ มันกุ้ง กั้ง เขาเอามาทำอะไร …มาถึงบางอ้อเมื่อดูเมนู ร้านนี้ผัดไทยมีหลากหลายประเภทมาก ราคาผัดไทยมาตรฐาน 40 บาทแต่พอเพิ่มเครื่องอื่นๆ ราคาอัพขึ้นไปเกิน 100 บาท

เห็นราคาแล้วอึ้ง แต่ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว ขอลองสักหน่อยว่า มันดียังไง ทำไมราคาถึงพุ่งไปกว่าร้านอื่นมากนัก

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็สั่งเต็มสตรีม ผัดไทยมันกุ้ง+กุ้งสดผสม 2 เมนูเข้าไปด้วยกัน โดนไปจานละ 160 บาท พอขอไม่เอาถั่วงอกต้องจ่ายเพิ่มอีก 10 บาท เพราะต้องผัดกระทะใหม่ ถึงกับผงะเล็กน้อยรวมแล้ว 170 บาท แต่ไหนๆก็ไหนๆ เอาก็เอา จากนั้นก็สั่งหอยนางรมทอด เมนูนี้ 70 บาทและสั่งผัดไทยธรรมดามาลองด้วย

เมื่อจานมาวางถึงกับอุทาน “อู้หูววว” คือ เครื่องเยอะมาก

ผัดไทยมันกุ้ง+กุ้งสด มันกุ้งพูนจานแทบปิดเส้นผัดไทยมิด กุ้งแม่น้ำที่หัวกุ้งมันเยิ้ม 2 ตัวใหญ่ๆ ด้านล่างเห็นไข่ซ้อนทับกันชัดเจน ส่วนหอยนางรมทอด หอยเยอะมากและตัวใหญ่ด้วย ขณะที่ผัดไทยธรรมดา ก็อย่างที่เห็นกันทั่วไป แต่เยอะเมื่อเทียบกับราคา 30 บาท ที่สำคัญไปกว่าอื่นใด คือ ทั้ง 3 จานรสชาติดีมาก

 

นรศิษฏ์ ติรวณิชวงศ์ วัยเกือบ 60 ปี เจ้าของร้านเล่าว่าผัดไทยเทเวศร์ ๓๕๙ เป็นร้านเก่าแก่เปิดขายมากว่า 70 ปีแล้วสืบทอดร้านมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ที่ย้ำว่า หลักที่ทำให้ขายดีเพราะชูจุดเด่น “แปลก ใหม่ และดี”

แรกเริ่มเดิมทีที่นี้เป็นเตาถ่านและขายเพียง 3 อย่าง คือ ผัดไทย หอยทอด และขนมผักกาด มาตลอด กระทั่งมามีการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี 2545 ที่เติมวัตถุดิบใหม่มาประยุกต์ผัดไทย หอยทอด ออกมาหลากหลายเมนู นำความเป็นตะวันออกและตะวันตกมาผสมผสาน สร้างความโดดเด่นให้ผัดไทยและหอยทอดเป็นที่ติดอกติดใจ ชวนให้ลูกค้าลิ้มลองส่วนผสมใหม่ๆ

“พอมารับช่วง เราเพิ่มเติมหอยเป็น 18 ชนิด จากแหล่งในประเทศและต่างประเทศมาทำเป็นหอยทอดให้ลูกค้าลอง จากปกติมีแค่หอยแมลงภู่ก็ลองใช้หอยนางรม หอยกะพง หอยหวาน หอยเชลล์ หอยหลอด ฯลฯ สาเหตุเพราะเราต้องการสลับแหล่งวัตถุดิบตามฤดูกาล ซึ่งบางที่มีบางที่ไม่มี และด้วยเราชอบทดลองอะไรใหม่ๆ ด้วย แต่ที่เกินความคาดหมายคือ ลูกค้าชอบกันมาก”

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้วัตถุดิบอาหารทะเลลดลงตามสภาพอากาศ ทำให้ประเภทหอยลดลง จึงเริ่มมองหาเนื้อสัตว์อื่นมาทำเมนูใหม่ๆ ด้วย อย่างเช่น มันกุ้ง พูดได้เลยว่า
มีที่นี่ที่แรก หรือเบคอน ซึ่งลูกค้าตอบรับดีมาก

ลูกค้าที่ไม่รู้จักที่นี่มาก่อน เมื่อมานั่งที่ร้านและดูเมนูอาจจะตกใจกับราคาบ้าง เพราะบางเมนูราคาจานละ 150 บาทแต่พอได้เห็นเครื่องเคราที่ประโคมใส่เข้าไปในจาน และสัมผัสรสชาติ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสิ่งที่ได้คุ้มค่ามากกับราคาที่จ่าย เพราะอย่างเช่น ผัดไทยกุ้งสด เราใช้กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ให้เลย 2 ตัว หรือผัดไทยมันกุ้ง เราใส่มันกุ้งให้เป็นทัพพี ปลาหมึกใส่เป็นกำมือไม่มีหยิบใส่

“ราคาอาจจะดูแพงต่างจากผัดไทยร้านอื่นๆ แต่พูดเลยว่าคุณภาพเราดีกว่ามาก เราให้เยอะและใหญ่ ซึ่งสิ่งที่เรายึดหลักทำร้านนี้คือ ทำเหมือนกินเองที่บ้าน เราอยากกินของดี อยากกินของอร่อย นั่นแหละเราใช้จุดนั้นทำให้ลูกค้ากิน บางคนมาจากเมืองนอกนั่งที่ร้าน สั่งพิเศษทุกอย่างเราบอกถ้าอย่างนั้น 500 นะ เขายืนยันจะเอา เราก็ทำให้ อย่างนี้ก็มี”

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผัดไทยเทเวศร์ ใช้โปรตีนเกษตร มาแทนกากหมู ซึ่งแรกเริ่มมาจากการขายอาหารเจในช่วงกินเจทุกปีที่ใช้โปรตีนเกษตรมาใส่แทน ประกอบกับเข้าใจว่าลูกค้าผู้หญิงต้องมีกลัวความอ้วนบ้าง เลยใช้ในเมนูปกติด้วยเลย แต่ถ้าใครอยากกินกากหมูก็มีขายแยกออกมาขายเหมือนกัน

ร้านผัดไทยเทเวศร์ตั้งอยู่ที่แยกเทเวศร์ เปิดวันอังคารถึงวันอาทิตย์ หยุดเฉพาะวันจันทร์ตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น.ลองไปชิมกันได้

 

หลากรส… วันขอบคุณพระเจ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2558 เวลา 18:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/399606

หลากรส... วันขอบคุณพระเจ้า

โดย…คีตะ

และวันขอบคุณพระเจ้า หรือ Thanksgiving Day ก็เวียนมาถึงอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ 26 พ.ย.นี้

ย้อนกลับไปในอดีต ทุกๆ ปีหลังสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว ชาวยุโรปที่อพยพมาอาศัยในทวีปอเมริกาเหนือจะแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้าที่มอบอาหารอันอุดมสมบูรณ์มาให้ จึงกลายเป็นวันขอบคุณพระเจ้าขึ้นมา เดิมทีเป็นเทศกาลที่เกี่ยวกับคริสต์ศาสนา แต่ในปัจจุบันวันขอบคุณพระเจ้าเป็นวันหยุดที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งคนทุกศาสนาเฉลิมฉลองกันในสหรัฐและแคนาดา โดยในสหรัฐจะตรงกับวันพฤหัสบดีที่สี่ของเดือน พ.ย. ขณะที่แคนาดาจะตรงกับวันจันทร์ที่สองของเดือน ต.ค.

ในวันขอบคุณพระเจ้า ชาวอเมริกันจะใช้เวลากับครอบครัวรับประทานอาหารมื้อใหญ่ ในวันนี้ที่นิวยอร์ก ห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง เมซีส์ จะจัดให้มีขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่ที่มีคนสนใจไปชมเป็นจำนวนมาก และถ้าจะพูดถึงอาหารจานยอดนิยมของเทศกาลขอบคุณพระเจ้านั้นจะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากไก่งวง ขณะที่ของหวานนิยมอย่างเช่นพาย ไม่ว่าจะพีแคนพาย พัมพ์กินพาย ฯลฯ

 

อาหารวันขอบคุณพระเจ้านั้นเน้นความหลากหลาย แต่มีสิ่งที่เชื่อมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคือ สีสัน อาหารแห่งเทศกาลนี้มักเน้นสีขาว (เช่น มันฝรั่งบด หรือครีมอันเนียน เป็นต้น) และสีน้ำตาล (ซึ่งก็คือ ไก่งวง ไส้ไก่งวง พาย เกรวี่ เป็นต้น) สีขาวกับสีน้ำตาลจะเรียกว่าเป็นสีแห่งเทศกาลก็ได้ เพราะสื่อถึงผลผลิตทางการเกษตรจากดินที่มนุษย์ปลูกและเก็บเกี่ยวมารับประทาน หากสีขาวกับน้ำตาลดูจืดชืดไป สีแดงก็ถูกเลือกมาแต่งเติมผ่านแครนเบอร์รี่ซอส หรือจะเป็นสีเหลืองส้มของพายฟักทอง หรือสีเขียวของผักและซอสเพื่อทำให้อาหารน่าสนใจขึ้น

ไม่เพียงแค่สี อาหารของวันขอบคุณพระเจ้ายังต้องแสดงถึงเทกซ์เจอร์ที่แตกต่าง มีทั้งผักซึ่งเป็นเครื่องเคียงในลักษณะครีมมี่ก็ควรมีของย่างหรือคาราเมลไลซ์ผสมผสานเข้าไปบ้าง ส่วนรสชาตินั้นบรรดาเชฟมักเตรียมเมนูที่มีรสจัดไว้เพื่อตัดเลี่ยน อย่างเช่นมันหวานที่มีเครื่องชูรสเครื่องเทศผสมผสาน หรือจะเป็นผักดองรสเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ อย่างพิคคาลิลลี หรือจะเป็นเครื่องปรุงรสจากอินเดียอย่างชัตนีย์ เป็นต้น

 

วันขอบคุณพระเจ้าถึงแม้จะเป็นประเพณีจากฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐและแคนาดา แต่คนไทยเราเองก็ไม่ละเว้นที่จะมีส่วนร่วมเฉลิมฉลองไปด้วย

ที่ห้องอาหารฟีสท์ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ก็ร่วมรำลึกฤดูเก็บเกี่ยวด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์มื้อพิเศษด้วยไก่งวงอบสมุนไพร ซุปฟักทอง พายฟักทอง แฮมอบน้ำผึ้ง มันบด ฯลฯ ทั้งยังมีบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติที่รวมซูชิ-ซาชิมิสดๆ อาหารไทยรสจัด อาหารยุโรป อาหารทะเลสดใหม่ และเบเกอรี่แสนอร่อยไว้ด้วยกัน เอร็ดอร่อยในวันขอบคุณพระเจ้า มื้อกลางวัน 790 บาท++/ท่าน และมื้อค่ำ 1,090 บาท++/ท่าน สมาชิกบัตรสตาร์วู้ด พรีเฟอร์ เกสต์ (Starwood Preferred Guest) รับสิทธิพิเศษทันที ส่วนลด 20% เฉพาะค่าอาหาร เพียงคุณกดเช็กอินและแชร์ภาพอาหารหรือบรรยากาศห้องอาหารแบบสาธารณะบนเฟซบุ๊ก บริการเรือรับส่งจากสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินถึงโรงแรมฟรีทุกครึ่งชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-266-9214 หรืออีเมล : events.rosh@sheraton.com

ห้องอาหารไฟร์เพลส กริลล์ แอนด์ บาร์ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ก็ร่วมเฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารในวันขอบคุณพระเจ้า ด้วยหลากหลายเมนูซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษด้วยวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม เป็นเมนูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งแปลกใหม่และคงรสชาติดั้งเดิมไว้ ไม่ว่าจะเป็น สลัดหัวผักกาดแดงอบ กับเนยแข็งนมแพะ ซุปข้นฟักทอง เนื้ออกไก่งวงอบ เสิร์ฟกับซอส
แครนเบอร์รี่และซอสเกรวี่ ก่อนปิดท้ายด้วยเมนูของหวานสุดคลาสสิก พายฟักทองและถั่วพีแคน อิ่มอร่อยในราคาเพียง 3,200 บาท++/ท่าน รวมเครื่องดื่มชาหรือกาแฟ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร. 02-656-0444 ต่อ 5505 หรือ www.bangkok.intercontinental.com

การเฉลิมฉลองวันขอบคุณพระเจ้าที่ห้องอาหารร่มไทร โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ เหมาะสำหรับการรวมตัวของครอบครัว เพื่อร่วมรับประทานอาหารมื้อใหญ่ทั้งพิเศษและหลากหลาย อย่างเช่น ไก่งวงอบ พายชนิดต่างๆ เช่น พายแอปเปิ้ล พายฟักทอง และพายพีแคน ระหว่างวันที่ 26-29 พ.ย.นี้ ในมื้อบรันช์วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-15.00 น. ราคา 1,900 บาท/++ท่าน มื้อค่ำวันเสาร์ เวลา 18.00-10.30 น. ราคา 1,800 บาท++/ท่าน และมื้อค่ำวันอาทิตย์ เวลา 18.00-10.30 น. ราคา 1,500++ บาท/ท่าน ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 02-679-1200

 

อิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์พิเศษฉลองวันขอบคุณพระเจ้าที่ห้องอาหารอัพแอนด์อะบัฟ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 พ.ย. กับเมนูปลาหิมะคาปาชิโอ ซุปถั่วกับหอยเชลล์ทะเล กะหล่ำปลีแดงตุ๋นไส้กรอก และเมนูจานเด่นของเทศกาลนี้ที่ขาดไม่ได้ คือ ไก่งวงตัวโตอบ ให้บริการพร้อมซอสแครนเบอร์รี่รสกลมกล่อม และเครื่องเคียงทั้งมันบด ถั่วลันเตาอบเนย นอกจากนี้ยังมีอาหารนานาชาติและขนมหวานน่ารับประทานอีกหลายรายการให้เลือกรับประทานอย่างไม่จำกัด บุฟเฟ่ต์พิเศษฉลองวันขอบคุณพระเจ้ามื้อกลางวัน ราคาท่านละ 1,300 บาท++ และสำหรับท่านที่ต้องการรับประทานอาหารพร้อมเครื่องดื่มไม่จำกัด ราคาท่านละ 2,300 บาท++ ให้บริการตั้งแต่เวลา 12.00-14.30 น. รายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ 02-687-9000 หรือ upandabove@okurabangkok.com

มื้อค่ำวันขอบคุณพระเจ้าที่เทรเดอร์ วิคส์ โรงแรมอนันตรา กรุงเทพฯ ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา นำเสนอเมนูคลาสสิกในวันขอบคุณพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นขนมปังฟักทองพร้อมดิปสูตรพิเศษ ตามด้วยเทอร์รีนตับห่าน ไก่งวงพร้อมด้วยแครนเบอร์รี่ชัตนีย์ เกรวี่ เชสนัท มันฝรั่งและของหวานคือ พายฟักทอง อิ่มอร่อยในราคา 1,599 บาท++ สอบถามโทร. 02-476-0022

ใครมีโอกาสไปฉลองเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าที่พัทยาก็แวะชิมขนมหวานเเสนอร่อยที่วิสตัส ล็อบบี้เลานจ์ เซ็นทาราแกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา ตลอดเดือน พ.ย.นี้ สุดยอดพ่อครัวขนมหวานจัดเตรียมทั้งเมนูพายฟักทองเพื่อสุขภาพ พายถั่วพีเเคนรสชาติกลมกล่อม ทาร์ตช็อกโกเเลต ทาร์ตส้มเเบบดั้งเดิม ฯลฯ ไว้ให้ลิ้มลองในราคาเริ่มต้นเพียง 110 บาท++ ทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-22.00 น. พิเศษ อร่อย 1 แถม 1 ทุกวัน ตั้งแต่ 19.00 น.เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ 038-714-981

และวันขอบคุณพระเจ้าก็เวียนมาถึงอีกครั้ง พร้อมกับความเอร็ดอร่อยของอาหารมื้อใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองซึ่งรอคอยอยู่

 

Castel wines for every occasion

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Castel-wines-for-every-occasion-30272824.html

EATING OUT

Patrick Bongard

Patrick Bongard

Bangkok palates get to smaple the remarkably diverse French wines

THREE GENERATIONS of the close-knit family that runs the Castel Group have since 1949 been perfecting the art of winemaking. The group currently owns 1,400 hectares of vineyards in France and another 1,600 in Morocco, Tunisia and Ethiopia, and annually produces 640 million bottles.

Eighty per cent of those bottles are sold in France and much of the rest are finding welcoming homes in Asia.

Castel’s “directeur chateau and domaines” Patrick Bongard was in Bangkok last week to showcase stellar products from some of the group’s 21 winemaking estates in the Bordeaux region and Provence.

“Our style of wine is very modern, fresh and light and easy to drink,” Bongard told eager fans at the tasting. “It doesn’t come out the way most people would expect of Bordeaux wines.

“The world is changing, and people enjoy wine with food more, and it’s become an art to pair wine and food. We accommodate this trend when we develop our wines and keep in mind what our consumers need.”

Cotes de Provence Rose from Chateau Cavalier’s sandy soils yield varietals like Grenache, Syrah, Cinsault, Cabernet, Mourvedre and Carignan and together make the perfect blend for a salmon-pink rose.

The nose of peach, lychee and rose, as well as its complexity and long, pleasing finish, makes it a good match for fish and poultry, any dishes in white sauce, and foods flavoured with herbs and spices. It’s also good on its own when slightly chilled.

Maison Louis Girard Chablis, with pure Chardonnay, comes from a Chablis vineyard on slopes bordering the valley of the Serein River.

The clear, pale-gold wine sports notes of honey, ripe white fruit and dried fruit, which leads into a wide array of flavours on the palate. Mouthful and smoothly harmonious, it has good minerality and crispness that goes well with dishes like carpaccio of tuna, sea bream and goat’s cheese.

The “family wine” range – Famille Castel Grande Reserve – brings together an accessible range of wines. This full spectrum of tasty, affordable, easy-to-drink wines is made for sharing with friends and family. It captures the essence of France’s most distinguished grape varieties. Matured in oak barrels, the wines are a true reflection of the Pays d’Oc terrior.

Highlights include both reds and whites. Famille Castel Grande Reserve Chardonnay with a sparkly golden tint is rich and complex, with exotic fruits on the nose and subtle vanilla on the finish. It’s an ideal aperitif or paired with poultry or fish in light sauces.

Famille Castel Grande Reserve Cabernet Sauvignon has an alluring violet hue with balanced complexity of spices and black fruits, full and powerful and firm tannin – a good glass with grilled and roasted meats and cheeses. For something a bit heartier, the deep-red Famille Castel Grande Reserve Syrah has aromatic hint of spice and well-rounded tannins. It goes wonderfully well with red meat, game meat and spicy food.

Find out more about Castel wines at http://www.Groupe-Castel.com/En/Wines.

Bangkok gives a Hoot(ers)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Bangkok-gives-a-Hoot(ers)-30269979.html

AFTER DARK

There’s burgers, buffalo wings, and girls galore at the city’s newly opened branch of the American chain

HOOTERS, the international restaurant chain that describes itself as “delightfully tacky yet unrefined”, arrived in Bangkok late last month after testing the waters down in Phuket and finding them very much to its liking.

Located in Sukhumvit Soi 15, it offers the full range of American comfort foods for which it is known, all of them brought to the table at a gorgeous Hooter Girl.

Now serving more than 1.5 |million happy guests per week in some 430 locations around the world, the first Hooters opened in 1983 in Clearwater, Florida. The brand is well-known for food and fun, featuring a casual sports bar atmosphere, a menu that’s heavy on seafood, sandwiches and chicken wings, and most notably the friendly service provided by the American cheerleaders known as the Hooters Girls.

“Hooters Girls are the brand of the restaurant. They are the ones that make Hooters unique,” Miss Hooters International 2015, Meagan Pastorchik, told us in an exclusive interview on the eve of the grand opening night last week. A native of North Charleston, South Carolina, the 21-year-old beauty competed for the title against 100 other young women at the 19th annual swimsuit competition. The finalists were selected from more than 18,000 Hooters waitresses who currently work in one of the chain’s restaurants worldwide.

“People come to Hooters for a different experience; if they want to look at plain, normal girls they can go other restaurants. Hooters Girls are the image and the face of the brand, and we have to uphold that image,” Pastorchik says proudly.

“You’re the girl next door who is fit and pretty with nice hair, makeup and manicure, and no stains on the uniform. It’s not easy!”

Hooters patrons are enticed by the casual and relaxing atmosphere, which is largely generated by the well-trained girls whose job it is to serve as well as entertain the customers.

“Because Hooters is known for the Hooters Girls, most people think it’s just for guys but it’s not”, says Pastorchik, who is now the global brand ambassador of the chain.

“Hooters is for everyone – women, friends, business people and families. It is a restaurant where you can go and watch sports, drink beers and interact with pretty girls – nothing more.

“It offers the overall experience, not just great chicken wings! There’s entertainment value too, which a lot of restaurants don’t have. In the US kids love Hooters. We bring them balloons and do dances with them. We’ve had kid soccer teams, birthday parties and bachelorette parties – literally everyone can come and enjoy.”

Pastorchik is using her Hooters experience to prepare her for a future career in management of a big corporate firm.

“Hooters changed my life. I worked in a bunch of restaurants. I have no money and not much education. I was going to be a waitress all my life. Hooters showed me that there is opportunity and they pushed me and encouraged me to do more, to become better. That’s why I decided to go to school.

“I’m now a full-time student, and this job allows me to work for money and get education in a full time programme. Hooters work around your school schedule, which a lot of jobs don’t. I always tell new girls that if you want a better opportunity in life, you’re at the right spot because Hooters likes to hire from within. Hooters girls can become trainers, area coaches, international trainers, management and then work for corporate Hooters. One day you could be the chief executive! If you put in the work, the opportunity is there.”

Hooters Bangkok is on the ground level of Four Points by Sheraton Bangkok on Sukhumvit Soi 15 (BTS Asoke). It is open daily from 10am till 1am.

For reservation, |call (02) 006 6001-3; http://www.HootersBangkok.com.