รู้หรือไม่…”แพ้ไข่” ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/664219

วันที่ 28 ก.ย. 2564 เวลา 06:40 น.รู้หรือไม่..."แพ้ไข่" ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ระบุ คนไทยแพ้อาหารมากขึ้น จากปัจจัยด้านพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการแพ้อาหาร ที่มีส่วนประกอบของนมวัว ไข่ และแป้งสาลี โดยการ “แพ้ไข่” แต่ไม่กระทบกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ในปัจจุบัน พบคนไทยแพ้อาหารมากขึ้น จากปัจจัยด้านพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการแพ้อาหาร ที่มีส่วนประกอบของนมวัว ไข่ และแป้งสาลี โดยการแพ้ไข่ มีรายงานเพิ่มขึ้นถึง 1.3% ในเด็ก และ 0.2% ในผู้ใหญ่

สำหรับคนที่สงสัยว่าตนเองแพ้ไข่หรือไม่ พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช ได้มาให้คำตอบในเรื่องนี้

การทดสอบว่าคนไข้มีการแพ้ไข่จริงหรือไม่ พิจารณาจากประวัติการกินไข่ การทำ Skin prick test หรือ การตรวจเลือดหาภูมิที่จำเพาะต่อโปรตีนในไข่ (Blood test for specific IgE) ไปจนถึงการทำการทดสอบโดยการกินไข่ (Oral challenge test)

ซึ่งคนไข้ที่แพ้ไข่ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ มีอาการแพ้รุนแรงถึงระดับใด ก็สามารถรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ตามช่วงอายุและประจำปีได้อย่างปลอดภัย โดยคนไข้ที่มีประวัติแพ้ไข่ ชนิดอาการเฉียบพลันรุนแรง ที่มากกว่าผื่นลมพิษ (เช่น อาการบวมชนิด Angioedema, หายใจลำบาก, สัญญาณชีพผิดปกติ, อาเจียนรุนแรง) เป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องเฝ้าสังเกตอาการนานกว่าปกติ (มากกว่า 30 นาทีโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ)

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบฉีด หรือพ่นจมูก มีส่วนประกอบของโปรตีนจากไข่ คือ ovalbumin เพียงเล็กน้อย ซึ่งพบอาการแพ้รุนแรงชนิด anaphylaxis ตามหลังการฉีดวัคซีนเพียง 1.31 ใน 1 ล้านโดสเท่านั้น

แต่ในคนไข้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดอาการรุนแรง หรือมีข้อบ่งชี้แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน เป็นข้อห้ามในการรับวัคซีนในครั้งถัดไป

อัพเดตแนวทางรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663845

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 08:20 น.อัพเดตแนวทางรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับสมาคมวิชาชีพและสถาบันทางการแพทย์ หารือแนวทางรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันและอนาคต พร้อมเร่งลดภาระงานของแพทย์ด่านหน้า ลดจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงซึ่งต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และลดตัวเลขผู้เสียชีวิตในประเทศ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จัดงานแถลงข่าวในหัวข้อ “การรับมือต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในปัจจุบันและอนาคต” โดยได้รับเกียรติจาก ศ. นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รศ. นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผศ. นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และ ผศ. นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย มาร่วมอภิปรายเพื่อแสดงวิสัยทัศน์และความร่วมมือระหว่างคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมวิชาชีพและสถาบันทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ต่อการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยลดภาระงานของแพทย์ด่านหน้า ที่กำลังทำงานอย่างหนัก ลดจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงซึ่งต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และลดตัวเลขผู้เสียชีวิตในประเทศลงได้

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงพันธกิจที่จะยับยั้งความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยพระปณิธานใน ศ.ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยทรงให้ความสำคัญด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย ควบคู่ไปกับการคิดค้นองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการวิจัยที่เป็นมาตรฐานสากล จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทรงมีความห่วงใยและทรงติดตาม ศึกษา วางแผน และมอบแนวพระนโยบายในการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคมาโดยตลอด ด้วยความมุ่งมั่นของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการให้คำแนะนำด้านการปฏิบัติตัวแก่ประชาชนเพื่อลดการระบาดเท่านั้น แต่ยังเพิ่มกลยุทธ์การป้องกันการติดเชื้อเชิงรุกด้วยการเร่งจัดสรรและกระจายวัคซีนให้แก่ประชาชนโดยเร็ว

แต่ด้วยการแพร่ระบาดที่ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจ สังคม และจิตวิญญาณจากความวิตกกังวลและความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ต้องเร่งแสวงหาแนวทางให้ความช่วยเหลือแก่บุคลากรทางการแพทย์และบริหารจัดการทรัพยากรให้เพียงพอกับความต้องการในภาวะผู้ป่วยโควิด-19 ล้นระบบสาธารณสุข เช่น ลดแนวโน้มในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ลดจำนวนผู้ป่วยอาการรุนแรงที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและออกซิเจนเสริม รวมไปถึงลดจำนวนผู้เสียชีวิตลง เพื่อช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่ต้องแบกรับภาระหนักเกินไป ตลอดจนช่วยให้ระบบดูแลสุขภาพของประเทศไทยกลับฟื้นตัวสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ในฐานะที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นหนึ่งในห้าหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต ตามประกาศศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ให้สามารถนำเข้าและกระจายเวชภัณฑ์เพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉินได้ จึงเล็งเห็นว่ายา ‘โมโนโคลนอล แอนติบอดี’ ซึ่งเป็นยาในกลุ่มภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 และข้อมูลการใช้จริงในประเทศสหรัฐอเมริกา บ่งชี้ว่าช่วยลดโอกาสที่โรคจะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรง ลดแนวโน้มการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และมีส่วนช่วยลดอัตราการเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยโควิด-19 ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น สูงอายุ มีภาวะอ้วน และเป็นโรคเรื้อรัง ดังนั้น ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการนำเข้า จัดสรร และกระจายยาดังกล่าว ให้ถึงมือผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางให้ได้มากที่สุดอย่างทันท่วงที รวมถึงกําหนดราคาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกสถานพยาบาล”

เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะเตียงเต็ม อันเป็นผลจากการที่ผู้ป่วยโควิด-19 อาการลุกลามจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดย รศ. นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์รับมือกับเคสผู้ป่วยอาการรุนแรง กล่าวถึงผลกระทบและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น หากอาการของโรคดำเนินไปสู่ระดับรุนแรงว่า “ผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวมายังห้องไอซียู มักมาด้วยภาวะปอดบวม และภาวะล้มเหลวในอวัยวะต่างๆ อันเป็นผลจากการติดเชื้อ SARs-COV-2 นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายมีการติดเชื้อแทรกซ้อนอีก ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตถึง 50%”

นอกจากนี้ ผศ. นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ยังกล่าวเสริมถึงแนวทางการรับมือในสถานการณ์เช่นนี้ว่า “บุคลากรทางการแพทย์ต่างก็ทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยกันลดแนวโน้มที่ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวและสีเหลือง (หรือผู้ป่วยที่มีอาการน้อยและปานกลาง) ไม่ให้อาการของโรคดำเนินไปสู่ระดับสีแดง (หรืออาการรุนแรง) ดังนั้น หากมีตัวเลือกการรักษาที่มีส่วนช่วยดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ได้เหมือนการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ก็จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรทางการแพทย์ให้จะเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยทุกรายอาจไม่จำเป็นต้องถูกส่งตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล แต่อาศัยวิธีการแยกตนเองหลังได้สัมผัสกับเชื้อ (self-isolation) อย่างเคร่งครัดแทนได้ แต่ทว่า ที่ผ่านมายังไม่มียาต้านไวรัสชนิดใดเลยที่ได้ผลดีเป็นที่ยอมรับเป็นมาตรฐาน นอกเหนือจากยา ‘โมโนโคลนอล แอนติบอดี’ ซึ่งเป็นยาในกลุ่มภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ เช่น ยาแอนติบอดี ค็อกเทล ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยตรงสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยต้องให้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และยังอยู่ในแนวทางเวชปฏิบัติการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งอเมริกา (Infectious Diseases Society of America – IDSA)1 และสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health – NIH)2”

ทุกวันนี้แม้จะมีความพยายามกระจายวัคซีนอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่จำนวนผู้ได้รับวัคซีนครบโดสยังมีเพียง 14.3 ล้านคน3 หรือคิดเป็น 20.5% ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้น โดยกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเลย เนื่องจากมีโรคประจำตัวบางชนิด มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่รับวัคซีนแล้วแต่มีภูมิคุ้มกันขึ้นไม่สมบูรณ์ “ยาดังกล่าวก็นับได้ว่าเป็นตัวเลือกการรักษาที่ดี หากผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนบังเอิญไปสัมผัสกับเชื้อ ทั้งนี้ การได้รับวัคซีนก็ยังคงแนวทางป้องกันหลักและควรเป็นทางเลือกแรกของประชาชนอย่างไม่มีข้อจำกัด เช่น โรคประจำตัวหรือมีปฏิกิริยาแพ้” ผศ. นพ.กำธร มาลาธรรม แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

ด้านความก้าวหน้าในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในต่างประเทศ ผศ. นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ชี้แจงว่า “ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา4 อังกฤษ5 องค์การอาหารและยาของประเทศเหล่านั้นอนุมัติให้ใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล ในผู้ที่มีประวัติสัมผัสเชื้อแต่ยังไม่ติด และในผู้ที่ยืนยันการติดเชื้อแล้วแต่ไม่แสดงอาการ หากประเทศไทยนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้อาจช่วยเพิ่มตัวเลือกการรักษาให้แก่ผู้ป่วยและยับยั้งการแพร่เชื้อลงได้อย่างรวดเร็วในเวลาเดียวกัน โดยกลยุทธ์เชิงป้องกัน (post-exposure prophylaxis) ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงมีเพียงยาแอนติบอดีเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังยังมีการศึกษากลุ่มยาต้านไวรัส (antiviral) ด้วย หากมีการนำแนวทางนี้มาใช้ควบคู่ไปกับการกระจายวัคซีน ที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการเสียชีวิต การเข้าถึงของประชาชนก็จะสะดวกและกว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งมีส่วนให้ประเทศไทยลดการแพร่กระจายของเชื้อลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

สุดท้ายนี้ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลือกการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละกลุ่มจึงเป็นกลไกสำคัญที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สมาคมวิชาชีพ และสถาบันทางการแพทย์ต่างๆ เล็งเห็นแล้วว่าเป็นแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดในปัจจุบันและอนาคตได้ โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ยังมีโครงการศีกษาวิจัยผลิตภัณฑ์ยารักษาโควิด-19 ในกลุ่มภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ หรือ ยาโมโนโคลนอล แอนติบอดี ในผู้ป่วยที่มีอาการและปัจจัยเสี่ยงสอดคล้องกับคำแนะนำการใช้ยา เพื่อติดตามผลลัพธ์การรักษาอย่างใกล้ชิดเและประเมินความเหมาะสมต่อไป

รู้จักลมพิษให้ดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663771

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 08:05 น.รู้จักลมพิษให้ดีขึ้นวันโรคลมพิษโลก : คนคันบ่อยต้องสำรวจตัวเอง แพทย์เร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของโรคลมพิษ ชี้อันตรายถึงตายได้

หลายคนน่าจะรู้จักหรือเคยได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับลมพิษกันมาบ้างแล้ว สำหรับในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกๆ ปี เป็นวันโรคลมพิษโลก สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงต้องการสร้างความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของโรคลมพิษ 

รศ.นพ.มติ เชื้อมโนชาญ หน่วยวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า คนที่เป็นลมพิษส่วนใหญ่จะมีผื่นแดง บวม เป็นจุด หรือปื้นขึ้นตามผิวหนัง บางคนก็อาจจะมีอาการบวมตามเนื้อเยื่ออ่อนต่างๆ เช่น เปลือกตา หรือริมฝีปากร่วมด้วย ผื่นลมพิษยุบเร็วครับ แต่ละจุดที่ขึ้นเป็นแค่วันเดียวก็หายแล้ว พอผื่นหายไปผิวหนังบริเวณนั้นก็จะกลับมาเรียบสนิทสีเหมือนเดิมเลยครับ 

บางคนที่เป็นลมพิษอาจมีอาการรุนแรง เกิดอาการทางปอด หัวใจ หรือทางเดินอาหาร ทำให้หายใจลำบากจากภาวะหลอดลมตีบ มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด จากความดันโลหิตต่ำ หรือปวดท้องบิด คลื่นไส้อาเจียนได้ ซึ่งต้องรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต 

“โรคลมพิษ มีเพื่อนที่หน้าตาคล้ายๆ กันด้วยนะ แต่ไม่ใช่พวกเดียวกัน โดยจะมีอาการแตกต่างจากโรคลมพิษที่เรารู้จัก เช่น ผื่นแต่ละจุดเป็นนานเกิน 1 วันกว่าจะหาย เมื่อหายแล้วผิวหนังบริเวณนั้นเกิดรอยคล้ำมีสีเข้ม หรือมีไข้ ปวดข้อร่วมด้วย ซึ่งหากมีอาการต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุต่อไป”

รศ.นพ.มติ เชื้อมโนชาญ กล่าวว่า โรคลมพิษนั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ แบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ซึ่งแต่ละกลุ่มมีสาเหตุและการดำเนินโรคที่แตกต่างกัน คือ

1. ลมพิษเฉียบพลัน เกิดขึ้นไม่เกิน 6 สัปดาห์ เกิดจาก ยา อาหาร แมลงสัตว์กัดต่อย หรือการติดเชื้อบางชนิด แต่บางครั้งก็อาจจะไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ผู้ป่วยลมพิษชนิดเฉียบพลัน มักจะหายภายใน 1-3 สัปดาห์ 

2. ลมพิษเรื้อรัง เป็นติดต่อกันนานเกิน 6 สัปดาห์ ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายในร่างกายเองทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่เป็นสาเหตุของลมพิษได้ง่ายกว่าปกติ มีผู้ป่วยบางส่วนที่อาจเกิดจากกระตุ้นโดยปัจจัยทางกายภาพ เช่น การออกกำลังกาย ความร้อน ความเย็น แสงแดด การขูดถู หรือกดทับ เป็นต้น 

สำหรับลมพิษชนิดเรื้อรังนั้น ส่วนใหญ่เป็นกันนานหลายเดือน บางคนอาจเป็นนานหลายปี แต่ไม่ต้องเป็นกังวลมาก เพราะลมพิษถ้าไม่เกิดอาการแทรกซ้อน ก็ไม่อันตราย ไม่ได้ส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ แต่อาจรบกวนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยบ้าง

สำหรับการป้องกันที่ดีที่สุดที่ไม่ให้เป็นลมพิษ คือ หลีกเลี่ยงสาเหตุ หรือปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดผื่นลมพิษครับ  ส่วนการรักษานั้น ในปัจจุบันมียาหลายขนานทั้งยารับประทาน และยาฉีดที่มีประสิทธิภาพดี เกิดผลข้างเคียงน้อย ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ถือว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยในการใช้ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

‘โรคพังผืดในปอด’ กลุ่มโรคหายาก สร้างความสับสนในยุคโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663776

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 14:05 น.'โรคพังผืดในปอด' กลุ่มโรคหายาก สร้างความสับสนในยุคโควิด-19แพทย์โรคปอดผนึกกำลังเติมเต็มลมหายใจให้ผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด เผยความรู้โรคพังผืดในปอด ลดความสับสนจากโรคโควิด-19

สมาคมอุรเวชช์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับคณะทำงานโรคปอดอินเตอร์สติเชียลและโรคปอดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม (ILD assembly) จัดกิจกรรมเติมเต็มลมหายใจ สัมนาสดบนเฟซบุ๊กเพจรู้ไว้ไอแอลดี เพื่อให้ความรู้โรคพังผืดในปอด หรือ Fibrotic-ILD (Fibrotic-Interstitial Lung Disease) โรคหายากที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19  ทั้งด้านการคัดกรองวินิจฉัยโรคและการรักษาติดตามอาการของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ปอดถูกทำลายอย่างรุนแรง ซึ่งอาจลุกลามกลายเป็นโรคพังผืดในปอด เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า โรคพังผืดในปอด หรือ Fibrotic-ILD (Fibrotic-Interstitial Lung Disease) เป็นกลุ่มโรคหายากที่เกิดการอักเสบตรงเนื้อเยื่อในปอด เดิมมีความท้าทายในการคัดกรองวินิจฉัยโรคอยู่แล้ว เนื่องจากอาการคล้ายโรคปอดและระบบหายใจอื่นๆ ที่แพทย์คุ้นเคย เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ในเพศชาย ภาวะหัวใจล้มเหลวในเพศหญิง วัณโรค มะเร็งปอด โรคหัวใจ แต่การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019  ยิ่งทวีความท้าทายให้กับแพทย์และผู้ป่วยเนื่องจากมีอาการคล้ายโรคโควิด-19 ทั้งอาการหอบเหนื่อย ไอแห้ง และการอักเสบที่ปอด ผู้ป่วยจึงควรเข้าใจโรคเพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่ยำยิ่งขึ้น โดยอาการที่บ่งชี้ว่าอาจเข้าข่ายเป็นโรคพังผืดในปอด ได้แก่ มีอาการไอ หรือ หอบเหนื่อยมานานกว่า 2 เดือน โดยหาสาเหตุอื่นไม่พบ และไม่เคยสูบบุหรี่ ส่วนแพทย์หากสงสัยและส่งวินิจฉัยเพื่อเติมหากมีผลเอกเรย์ปอดที่ผิดปกติ ฟังเสียงหายใจผิดปกติที่ชายปอดทั้ง 2 ข้าง คล้ายเสียงลอกแถบตีนตุ๊กแก และออกซิเจนปลายนิ้วต่ำเมื่อออกกำลัง

โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมต่อคนไทย รวมทั้งผลกระทบต่อคนไข้ที่เป็นโรคพังผืดในปอดที่เข้ารับการรักษาต่อเนื่อง ทั้งการเข้ารับยา ทำกายภาพบำบัด การเข้าถึงการรักษาด้วยออกซิเจนที่ทำได้จำกัด ไม่สามารถตรวจที่โรงพยาบาลตามนัด ถูกเลื่อนหรือส่งยาทางไปรษณีย์ ออกซิเจนขาดแคลน ในขณะเดียวกันโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบผู้ป่วยที่อยู่เข้าข่ายจะเป็นโรคนี้ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ช้าเกินไป เช่น การเอกซ์เรย์ปอด การตรวจสมรรถภาพปอด และการตรวจชิ้นเนื้อนั้นช้าลง ทำให้ผลการรักษาอาจออกมาได้ไม่ดี

อีกด้านหนึ่ง ปอดเป็นอวัยวะสำคัญที่จะถูกโจมตีโดยโรคโควิด-19  ในผู้ป่วยทั้งหมดจะมี 30-50% ที่เกิดปอดอักเสบที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ ในจำนวนนี้เมื่อหายดีแล้วอาจจะมีผู้ป่วย 1 ในหมื่น หรือน้อยกว่านั้นเกิดปอดเป็นพังผืดถาวรใกล้เคียงกับโรคพังผืดในปอด หรือ Fibrotic-ILD ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง รบกวนชีวิตประจำวันของผู้ป่วยและเป็นภาระต่อครอบครัวและสังคม

รศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการโรคปอดอินเตอร์สติเชียลและโรคปอดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “โรคพังผืดในปอดพบได้บ่อย ในประเทศตะวันตกมีความชุกของโรคอยู่ที่ 90-100 คน ต่อ 100,000 ประชากรต่อปี ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการ แต่จากการรวบรวมของสมาคมฯ ในโครงการ IPF Registry ซึ่งเป็นโรคพังผืดในปอดชนิดไม่ทราบสาเหตุ เก็บรวบรวมผู้ป่วยได้กว่า 131 คน สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการอักเสบในปอดเกิดจากปัจจัยภายนอก คือการหายใจรับทั้งสารมลพิษอินทรีย์ สารมลพิษอนินทรีย์ และปัจจัยภายใน เช่น ภาวะภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง (autoimmune dysfunction) ทำให้เกิดการอักเสบในปอด และอาจจะไม่ทราบสาเหตุ  แพทย์จะใช้ประวัติการตรวจร่างกายร่วมกับเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดความละเอียดสูง (HRCT) โดยอาจพิจารณาร่วมกับการประเมินทางผลปฏิบัติการอื่นๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ โรคพังผืดในปอดมีโอกาสเพิ่มความรุนแรงเป็นโรคพังผืดในปอดชนิดลุกลาม หรือ PF-ILD (Progressive Phenotype ILD) เกิดพังผืดหรือแผลเป็นบริเวณถุงลมและหลอดลมฝอย ทำให้ออกซิเจนผ่านไปที่ปอดและกระแสเลือดยากขึ้น ผู้ป่วยจะหายใจหอบเหนื่อย ทำให้อวัยวะขาดออกซิเจนและทำงานไม่เต็มที่ แผลเป็นที่ปอดจะไม่หายกลับมาเป็นเนื้อปอดปกติ ดังนั้น หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพังผืดในปอดแล้ว ผู้ป่วยต้องไปตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังการลุกลามของโรคอย่างใกล้ชิด ในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดส่งผลต่อการรักษา จึงได้เปิดตัวไลน์ออฟฟิเชี่ยลแอคเคานต์ “ปอดโปร่ง” (O2LUNG) เพื่อช่วยติดตามการรักษา ผู้ป่วยสามารถบันทึกอาการแต่ผิดปกติและส่งให้แพทย์ได้โดยไม่ต้องมาโรงพยาบาล ขณะที่แพทย์สามารถเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ด้วย” 

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ อุปนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “โรคพังผืดในปอดที่มีอาการลุกลามมีความรุนแรงมากกว่ามะเร็งหลายอย่าง ผู้ป่วยจะมีการสูญเสียการทำงานของปอดอย่างต่อเนื่อง ทุกทรมาน หายใจลำบาก และเสียชีวิตเมื่อปอดทำงานต่อไม่ได้ หรือภาวะหายใจวาย เทียบกับอัตรารอดชีวิตภายใน 5 ปี มะเร็งปอดเฉลี่ยอยู่ 20% โรคพังผืดในปอดไม่ทราบสาเหตุ 35% มะเร็งลำไส้ 60% มะเร็งเต้านม 85% และมะเร็งต่อมลูกหมาก 87% นอกจากนี้ โรคพังผืดในปอดวินิจฉัยไม่ง่ายและมักได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่นอยู่นาน และหากได้รับการรักษาที่เหมาะสมช้า ทำให้อัตราการรอดชีวิตน้อยลง เช่น ได้รับการรักษาช้า 1 ปี มีอัตราการเสียชีวิต 8% รักษาล่าช้า 1-2 ปี มีอัตราเสียชีวิต 18% รักษาล่าช้า 2-4 ปี มีอัตราเสียชีวิต 27% และรักษาช้ากว่า 4 ปี มีอัตราเสียชีวิต 32%   

ในปัจจุบันมียาต้านพังผืดในปอดซึ่งเป็นยาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ที่ได้รับการรับรองครอบคลุมทั้ง 3 ข้อบ่งชี้ ประกอบด้วย ผังผืดในปอดแบบไม่ทราบสาเหตุ พังผืดในปอดจากโรคหนังแข็ง และพังผืดในปอดชนิดลุกลาม ซึ่งสามารถที่จะชะลอการลุกลามของโรค ลดการกำเริบแบบเฉียบพลัน และลดอัตตราการเสียชีวิตได้อีกด้วย โดยมีการรักษาชนิดอื่นๆควบคู่ เช่นการบำบัดด้วยออกซิเจน การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการและคุณภาพชีวิตที่ดี วิธีป้องกันโรคพังผืดในปอดที่ดีที่สุดคือใส่หน้ากากหรือเครื่องป้องกันหากต้องอยู่ในสภาวะเสี่ยง และหลีกเลี่ยงอย่าให้ปอดติดเชื้อ”

คุณอนุวัฒน์ โนรีวงศ์ ผู้ป่วยโรคพังผืดในปอด อายุ 78 ปี  กล่าวว่า “โรคพังผืดในปอดมีอาการเหนื่อยมาก สำลักบ่อย ไอต่อเนื่องรุนแรงจนไม่สามารถพูดหรือช่วยเหลือตัวเองได้เลย แม้จะใช้เวลารักษานานแต่อาการกลับแย่ลงเพราะหาสาเหตุไม่ได้และมีอาการคล้ายโรคอื่นๆ กว่าจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมนั้นต้องทรมานหลายปี ผมเองรู้สึกโชคดีที่ลูกสาวได้หาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและสังเกตอาการโรคจึงได้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง นพ. อมรพันธุ์ วงศ์กาญจนา ทำให้ผมรอดชีวิตอยู่ได้ จึงอยากฝากไปยังผู้ป่วยโดยเฉพาะในช่วงที่โควิด-19 ระบาดอยู่ขณะนี้ลองสังเกตอาการโรคให้มากยิ่งขึ้น และปรึกษาแพทย์หากสงสัยว่าเป็นโรคนี้”

ไขข้อสงสัยเรื่องผีๆ กับคำอธิบายทางการแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663737

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 08:05 น.ไขข้อสงสัยเรื่องผีๆ กับคำอธิบายทางการแพทย์สถาบันประสาทวิทยา โดยกรมการแพทย์ ชี้แจงประเด็นด้านความเชื่อเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ สิ่งลี้ลับ ไสยศาสตร์ ที่คนทั่วไปเชื่อว่าไม่สามารถหาข้อพิสูจน์หรือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้นั้น แท้จริงแล้วมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับระบบประสาท และโรคทางจิตเวช ซึ่งสามารถหาสาเหตุ และอธิบาย อันจะนำไปสู่แนวทางการบำบัดรักษาได้

นพ.ชลภิวัฒน์ ตรีพงษ์ นายแพทย์ชำนาญการ สถาบันประสาทวิทยา อธิบายถึงการทำงานของสมองว่า สมองของคนเรานั้นทำหน้าที่สลับซับซ้อนมาก บางส่วนทำหน้าที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับระบบประสาทสัมผัส การรับรู้ ซึ่งสามารถอธิบายสิ่งที่ผู้ป่วยรับรู้ผิดปกติไปได้ เช่น เห็นภาพ ได้ยินเสียง ได้กลิ่น สัมผัส ทั้งที่ไม่มีสิ่งกระตุ้นนั้นอยู่จริง เรียกรวมว่ากลุ่มอาการประสาทหลอน (Hallucination) กล่าวคือ สมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็นจะอยู่ด้านหลัง สมองส่วนที่ทำหน้าที่ได้ยินจะอยู่ที่ขมับ และสมองส่วนรับกลิ่นจะเหนือโพรงจมูกลึกเข้าไป เมื่อสมองส่วนใดก็ตามทำงานผิดปกติ แม้ไม่มีสิ่งกระตุ้นอยู่จริง สมองก็เกิดการแปลผลแบบผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเสมือนได้เห็นภาพหรือมองเห็นภาพผิดปกติ เสมือนได้รับกลิ่นหรือได้กลิ่นแปลก เสมือนได้ยินเสียง เป็นต้น แนวทางการตรวจวินิจฉัยก็จะพิจารณาจากการทำงานของสมองส่วนต่าง ๆ ตามอาการทางประสาทสัมผัสของคนไข้ ซึ่งสามารถมีได้มากกว่าหนึ่งอาการ ยกตัวอย่างเช่น เห็นภาพพร้อมกับได้ยินเสียง หรือได้กลิ่นร่วมด้วย ก็เป็นไปได้ว่าสมองทำงานผิดปกติมากกว่าหนึ่งส่วน เมื่อวินิจฉัยจนได้คำตอบว่าสมองส่วนใดที่ผิดปกติ ก็จะเป็นแนวทางในการรักษาต่อไป อีกอาการที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับ คืออาการเห็นผิด (Illusion) คือการเห็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่สมองแปลผลผิดจากความเป็นจริง เช่น เห็นสายยางเป็นงู หรือเห็นสุนัข เป็นเสือ กล่าวคือมองเห็นวัตถุ สิ่งของที่มีอยู่จริง แต่ภาพที่ผู้ป่วยเห็นนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเนื่องมาจากสมอง และมีอีกอาการที่เรียกว่า อาการหลงผิด ที่เรียกว่า อาการหลงผิด (Delusion) โดยจะเห็นจากกรณีตัวอย่างคือข่าวเหตุฆาตกรรมในครอบครัว ซึ่งผู้ก่อเหตุอ้างว่างถูกผีสั่งให้ทำ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอาการทางจิตเวช

และอีกอาการที่ไม่ได้เกิดการรับรู้จากตัวผู้ป่วย แต่เป็นการตีความจากผู้พบเห็นที่บอกว่าผู้ป่วยคนนั้น ๆ มีอาการ “ผีเข้า” เช่น เมื่อเห็นผู้ป่วยมีอาการตาเหลือกขวาง ก็สรุปเอาว่าผู้ป่วยนั้นถูกผีเข้า ในขณะที่การ อุปทานหมู่ (Mass Hysteria) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับจิตสังคมซึ่งเกิดขึ้นกับบุคคลตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ในกรณีที่กลุ่มบุคคลนั้นมีความคิดความเชื่อว่าตนเจ็บป่วยเป็นโรคเดียวกันหรือเผชิญปัญหาเดียวกัน จึงแสดงอาการออกมาแบบเดียวกัน เช่น หลายคนออกอาการเหมือนผีเข้า หลายคนส่งเสียงกรีดร้องโดยไม่มีเหตุผล บางรายเห็นภาพหลอน แสดงกิริยาก้าวร้าวออกมาเป็นต้น พบได้บ่อยจากการรวมตัวเพื่อทำกิจกรรมของกลุ่มเปราะบาง เช่นนักเรียน หรือวัยรุ่นหมู่มาก ที่สามารถส่งต่อความรู้สึกจนกระทั่งมีอารมณ์ร่วมได้ง่าย

อีกหนึ่งเรื่องที่พบได้บ่อย อย่างเช่น ข่าวของผู้ป่วยรายหนึ่ง ที่มีอาการปวดท้องและเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัด และปรากฏว่าพบเส้นผม เล็บ ฟัน ในช่องท้อง เหตุการณ์เหล่านี้อาจจะมีคนคิดว่าโดนคุณไสย แต่สามาถอธิบายได้จากความผิดปกติของการแบ่งเซลล์ที่มีมาตั้งแต่ปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน แล้วเซลล์อวัยวะอย่าง ผิว ผม เล็บ ซึ่งควรจะเจริญเติบโตภายนอก กลับมีการเจริญเติบโตผิดที่ และสามารถพบอวัยวะเหล่านี้ในช่องท้องได้ โดยส่วนมากพบในคนไข้เพศหญิง ซึ่งโดยทั่วไปเรามักเรียกกันอย่างติดปากว่า “เนื้องอก” นั่นเอง

อีกอาการที่คนทั่วไปมักเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการถูกผีเข้า คือภาวะสมองอักเสบเนื่องจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น สมองอักเสบจากแอนติบอดี้ NMDA มักเริ่มจากอาการไข้ จากนั้นคือบุคลิกภาพเริ่มแปลกไปจากเดิม บางคนก้าวร้าว กรีดร้อง ตาเหลือก จนในที่สุดมีอาการซึม แน่นิ่งไป ซึ่งอาการที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ญาติหรือผู้พบเห็นคิดว่าผู้ป่วยถูกผีเข้า แต่ในทางการแพทย์มีโรคชนิดนี้อยู่จริง สามารถให้การตรวจรักษาได้ จะรักษาด้วยวิธีการภูมิคุ้มกันบำบัด ให้ยากดภูมิคุ้มกัน ร่วมกับฟอกน้ำเหลืองเพื่อนำเอาภูมิคุ้มกันที่มีความผิดปกติออกไป โดยลักษณะของเครื่องฟอกน้ำเหลืองจะเหมือนกับเครื่องฟอกไต หรือบางคนมีอาการที่คล้าย ๆ กัน อาจจะเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน หากแพทย์ตรวจพบความผิดปกติที่หลอดเลือดสมอง ก็ให้การตรวจรักษาด้วยกระบวนการใส่สายสวนหลอดเลือด หรือ หากตรวจพบมีก้อนเนื้องอก ก็สามารถให้การรักษาด้วยการผ่าตัดได้ แต่ในบางรายไปพบแพทย์แล้วอาการปกติดี เนื่องจากอาการทางระบบประสาทสามารถเกิดขึ้นแบบชั่วคราว และเมื่ออาการหยุดไปผู้ป่วยก็จะเหมือนคนปกติได้ แพทย์จึงจำเป็นต้องซักประวัติเพื่อค้นหาสาเหตุและนำเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป เช่นอาการของ “โรคลมชัก” ผู้ป่วยอาจจะมีอาการชักเกร็งกระตุกทั้งตัว เกร็ง กระตุกบางส่วน หรือควบคุมร่างกายไม่ได้ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงช่วงสั้น ๆ เคี้ยวปาก ขย้ำมือ สวดมนต์ กรีดร้อง แลบลิ้น เลียริมฝีปาก ตาเหลือก ได้กลิ่นแปลก ๆ เช่นกลิ่นธูป กลิ่นศพ เป็นต้น อาจจะเป็นอาการของโรคลมชักที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น จนทำให้เข้าใจผิดว่า เป็นอาการผีเข้าได้

ในขณะที่อาการขนลุก ซึ่งปกติเป็นการทำงานระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งคนทั่วไปจะมีอาการเวลาอากาศเย็น เวลาปวดท้องเข้าห้องน้ำ หรือเวลากลัวจริง ๆ แต่ก็มีโรคทางระบบประสาทที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการขนลุกเป็นพัก ๆ โดยไม่มีเหตุได้ เช่น อาการขนลุกจากโรคลมชัก อาการขนลุกจากสมองอักเสบเนื่องจากภูมิคุ้มกันผิดปกิ เป็นต้น

นอกเหนือจากคำอธิบายจากโรคทางระบบประสาทและสมองแล้ว อาการแปลก ๆ เหล่านี้ทั้งหมดบางอย่างที่เป็นกลุ่มอาการทางจิตเวช ยังสามารถอธิบายจากโรคทางจิตเวชได้เช่นกัน ซึ่งยังมีกลุ่มโรคที่หลากหลาย ซึ่งในบางครั้งอาจจะแยกจากกันได้ยาก แพทย์เฉพาะทางด้านโรคสมองและระบบประสาท จึงอาจจะต้องประสานงานเพื่อร่วมในการรักษาด้วย

“สุดท้ายแล้ว สิ่งที่แพทย์มักจะแนะนำแก่ผู้ป่วยหรือคนรอบข้างคือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและมีความผิดปกติ สามารถหาสาเหตุและสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ หากผู้ป่วยหรือญาติเชื่อว่าความเจ็บป่วยนั้นเกิดจากภูตผีปีศาจ หรือสิ่งลี้ลับ แล้วละทิ้งการเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ ยิ่งทิ้งระยะเวลาไปนานเท่าไร โอกาสในการรักษาให้หายหรือกลับมาเป็นปกติก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ แต่หากยังมีความกังวลว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ ก็สามารถขออนุญาตจากแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อให้พระ หมอผี ได้ร่วมคลายความทุกข์ความกังวลให้กับผู้ป่วยและญาติไปพร้อม ๆ กันได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะหากจะรักษาด้วยวิธีที่แปลกประหลาดอันอาจจะเป็นอันตราย ก็จะได้มีคนช่วยสอดส่องได้ ทั้งนี้ สิทธิของประชาชนไทย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ประกันสังคม สิทธิข้าราชการ สามารถนำมาใช้ในกระบวนการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ทั้งหมด นั่นหมายความว่าผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาด้วย ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นภาระต่อฐานะทางเศรษฐกิจแน่นอน และฝากถึงสื่อมวลชนที่มีบทบาทอย่างมากในการนำเสนอประเด็นเหล่านี้ สามารถช่วยชี้นำครอบครัวและสังคม ให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษากับการแพทย์แผนปัจจุบันร่วมด้วยกับการรักษาตามความเชื่อได้ คำว่าโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม อาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้กับทุกกรณี เพราะบางครั้งผู้ป่วยหรือผู้ชม อาจจะไม่พร้อมสำหรับการใช้วิจารณญาณด้วยต้นเองได้ สื่อจึงมีบทบาทสำคัญที่จะสนับสนุนให้สังคมพบทางออกที่ดีได้ ” นพ.ชลภิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

หมอเผยงานวิจัย โพรพอลิส กระชายขาว กับ COVID-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663735

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 07:45 น.หมอเผยงานวิจัย โพรพอลิส กระชายขาว กับ COVID-19หมอซี แพทย์อาสา THAI COVID CARE ให้ความรู้เกี่ยวงานวิจัยโพรพอลิส (Propolis) จากรังผึ้ง ช่วยลดการบาดเจ็บของไต และลดจำนวนวันนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วย COVID-19

หมอซี หรือ นพ.ธนรัตน์ ใบเจริญโรจน์ แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย และทีมแพทย์อาสา THAI COVID CARE ได้เผยแพร่คลิปให้ความรู้เกี่ยวกับ “งานวิจัย Propolis กระชายขาว และ COVID” ผ่านทาง TikTok dr.c.official ว่า

จากงานวิจัยของ Biomedicine & Pharmacotherapy ที่ศึกษาประสิทธิภาพของ Brazilian Green Propolis ที่ใช้เสริมร่วมการรักษาหลักคนไข้ติดเชื้อ Covid ในโรงพยาบาล เป็นการศึกษาแบบ Randomized controlled Clinical Trial คนไข้ทั้งหมด 124 คน ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มแบบสุ่ม โดยจะได้รับ Propolis 0, 400, 800 มิลลิกรัม / วัน เป็นเวลา 5-6 วัน พบว่า โพรพอลิส (Propolis) ขนาด 800 มิลลิกรัม ช่วยลดการบาดเจ็บของไตที่เกี่ยวข้องกับ โควิด19 (Covid-19) ในงานวิจัยพบว่า โพรพอลิสปลอดภัย และมีประโยชน์ในการเสริมร่วมกับการรักษาหลัก ช่วยลดจำนวนวันในการนอนโรงพยาบาล

ด้วยคุณสมบัติของโพรพอลิส (Propolis) ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติที่ได้จากผิวของรังผึ้งมีสรรพคุณทางยาและนำมาใช้ในทางการแพทย์ตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน มีการใช้โพรพอลิส (Propolis) ในตำรับยาสมานแผลและฆ่าเชื้อโรคส่วนกระชายขาวเป็นสมุนไพรไทยที่คุ้นเคยกันดี มีสาระสำคัญคือ แพนดูราทินเอ (Panduratin A) และ พิโนสโตรบิน (Pinostrobin)

มีงานวิจัยที่พบว่ามีฤทธิ์ช่วยลดจำนวนเชื้อไวรัสโควิด19 เป็นการศึกษา In vitro ในระดับหลอดทดลองเบื้องต้น จึงควรต้องมีการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์เพิ่มเติมต่อไป

จากรายงานในระดับห้องปฏิบัติการ CBAI ผลการทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบทั้ง โพรพอลิส (Propolis) และกระชายขาว พบว่าช่วยลดโอกาสของเชื้อ โควิด19 (Covid – 19) ในการเข้าสู่เซลล์ปอด และมีความสามารถในการต้านการอักเสบ เป็นการศึกษา In vitro ในระดับหลอดทดลองเบื้องต้น ควรต้องมีการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์เพิ่มเติมต่อไป

ปัจจุบันมีการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบทั้ง โพรพอลิส (Propolis) และกระชายขาว ในรูปแบบของเมาท์สเปรย์ (Mouth spray) พ่นปาก และแบบรับประทาน ควรเลือกโปรดักส์ที่มีมาตรฐาน ไม่มีสารปนเปื้อนยาฆ่าแมลง และต้องระวังในคนที่แพ้ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

ถ้าใครติดโควิดรอเตียงจากโรงพยาบาลอยู่ สามารถแอดไลน์ไอดี @Thaicovidcare ปรึกษาแพทย์อาสาจะจัดส่งยารักษาให้ที่บ้านฟรี 

ใครได้ประโยชน์จากวีดีโอนี้ช่วยคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้หมอ หมอจะทำวีดีโอความรู้อื่นๆ เพิ่มให้อีกนะครับ และฝากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ บางคนที่อาจจะยังไม่รู้เรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

กินให้ดีต่อใจ เลือกอย่างไรให้ถูกต้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663674

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 11:07 น.กินให้ดีต่อใจ เลือกอย่างไรให้ถูกต้องแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ แนะอาหารที่ดีต่อหัวใจ พร้อมไขความต่างระหว่าง การกินอาหารเพื่อหัวใจที่ดี กับการกินอาหารเพื่อลดน้ำหนัก

หากย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อน โรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษยชาติไปหลายล้านคนมาจากโรคติดเชื้อเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากยังไม่มียาปฏิชีวินะที่ดีและการแพทย์ที่เจริญเพียงพอ แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่คร่ามนุษย์ทั่วโลกนาทีละ 34 คน หรือคิดเป็น 18 ล้านคนต่อปี นั้นมาจาก “พฤติกรรมการกิน” ของคนในปัจจุบันที่จะนำไปสู่ โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของผู้คนทั่วโลกนั่นเอง

แม้จะดูอันตรายแต่ข่าวดีคือ แค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้มากแล้วเช่นกัน

มาถึงคำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้ แล้วเราจะทานอะไรได้บ้าง? ไก่ทอดกินได้ไหม? ทำกับข้าวด้วยน้ำมันหมู หรือน้ำมันพืชดี? ต้องกินแต่สลัดทุกวันเลยหรือเปล่า? …มาหาคำตอบจากบทความตอนนี้กัน

นพ.ทินกฤต ศศิประภา แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และอนุสาขาหัตถการปฏิบัติรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช กล่าวว่า ก่อนจะอธิบายเรื่องอาหารที่ดีต่อหัวใจ ขออธิบายให้ชัดเจนก่อนว่า การรับประทานอาหารเพื่อหัวใจที่ดี กับการรับประทานอาหารเพื่อลดน้ำหนักนั้นเป็นคนละเรื่องกัน การลดน้ำหนักนั้นต้องลดปริมาณที่ทานเพื่อลดแคลอรี่ต่อวันที่ได้รับ แต่การรับประทานอาหารให้ดีต่อหัวใจนั้นเน้นไปที่คุณภาพอาหารที่ทานเสียมากกว่า

หลักการในการรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ ก็คือการรับประทานอาหารเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งประกอบไปด้วย

1.) เน้นรับประทานที่มีการใยสูง เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ ธัญพืช และถั่ว (ไม่อบเกลือ)

2.) หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม เนื่องจากความเค็มในอาหารเกิดจากโซเดียม (Sodium) การรับประทานโซเดียมในปริมาณมากจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูงตามมาได้

3.) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ (Trans fatty acid) ซึ่งเป็นไขมันที่ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดมากที่สุด ยกตัวอย่าง ได้แก่ อาหารที่มีส่วนผสมของมาการีน (เช่น เบเกอรี่ต่างๆ) อาหารทอด เป็นต้น

4.) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid) เช่น เนื้อสัตว์ (เช่นหมู เนื้อวัว) น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ชีส ไอศกรีม แต่ให้รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวแทน(Unsaturated fatty acid) เช่น น้ำมันพืช เนื้อปลา เป็นต้น

5.) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีความหวานสูง ๆ เช่น น้ำอัดลม น้ำ energy drinks ต่างๆ เป็นต้น

6.) หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์และเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการผลิตมาก่อน เช่น เบคอน ไส้กรอก ฮอตดอก เป็นต้น

      สรุปตัวอย่างอาหารตามตารางต่อไปนี้

Top virologist answers questions about Omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40010414


Top virologist answers questions about Omicron

• Is it very transmissible?

Yes. For example, if one person infected by the original Covid-19 virus sits among seven people, one or two will be infected.

If a person infected by the Delta variant sits among 10 people, six or seven will be infected.

If one person infected by the Omicron variant sits among 11 people, 10 will be infected.

• Can Omicron skip the immunity provided by the vaccine?

Two doses of any Covid-19 vaccine provide little or no protection. People should get a third jab to protect themselves. Those who have received a booster a long while ago may be at risk because immunity provided by the vaccine can drop over time and people who have been infected before can be infected again.

Vaccines, however, reduce the severity of symptoms.

Related News

Get your third jab for extra protection, urges virologist

Covid likely to spread quickly as it mutates, take precaution, advises Dr Yong

Three Sinovac jabs provide 94% immunity against Omicron, doctor claims citing study

• How severe is the Omicron variant?

Studies show that the Omicron variant is far less severe than the Delta variant. The number of hospitalisations from the variant in South Africa, where it was discovered, is 70 per cent fewer than from the Delta variant.

However, hospitalised patients did develop symptoms as severe as with the Delta variant.

Studies in the UK revealed that the number of hospitalisations from Omicron was 15 to 20 per cent less than the Delta variant, while they were two-thirds less in Scotland.

Yong advised people to get their shots to build up their immunity to reduce the severity of the disease. He said people should get a booster three months after their last jab because Omicron will soon replace the Delta variant.

Published : December 25, 2021

By : THE NATION

Get your third jab for extra protection, urges virologist

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40010375


In a Facebook post on Thursday, expert virologist Dr Yong Poovorawan said people need at least three doses of the Covid-19 vaccine to protect themselves from the Omicron variant.

Get your third jab for extra protection, urges virologist

He said the booster dose should be AstraZeneca or the mRNA Pfizer or Moderna vaccines, as they will increase people’s immunity, especially if they have had two jabs of the inactivated Sinovac or Sinopharm vaccines.

He added that people who have received two Sinovac shots and followed up with an AstraZeneca, Pfizer or Moderna booster will have the same immunity as people who have received two jabs of AstraZeneca and then a third shot of either Pfizer or Moderna.

He added that even half a dose of Moderna provides enough immunity.

However, the virologist said this was a basic study and that we need to wait for the results of a study into neutralising antibodies that work against Omicron and Delta.

Yong added that people in the US and UK were being given half a dose of Moderna if their first two doses were AstraZeneca.

Related News

Astra Covid booster increases antibodies against omicron

Covid likely to spread quickly as it mutates, take precaution, advises Dr Yong

Three Sinovac jabs provide 94% immunity against Omicron, doctor claims citing study


He added that the results of a study into the booster dose for people who received a combination of Sinovac and AstraZeneca will be available next year.

These studies are necessary to work out which vaccine formula is most effective, he added.

Published : December 24, 2021

By : THE NATION

Astra Covid booster increases antibodies against omicron

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40010358


A third dose of AstraZenecas Covid-19 vaccine significantly boosted neutralizing antibodies against omicron, according to lab studies at the University of Oxford.

Astra Covid booster increases antibodies against omicron

The vaccine, created by Astra and Oxford, saw antibodies increase to similar levels as those after two doses against the delta variant with a booster shot, the drug company said Thursday. A third dose also produced higher levels of neutralizing antibodies than those found in individuals who had recovered naturally from the alpha, beta and delta strains.

The results are largely good news for the vaccine, which has been sidelined in the West as a booster after messenger RNA vaccines were shown to be more effective in various trials. The study looked at 41 people who had been given a third dose.

Omicron’s rapid spread and its ability to initially reduce antibody protection in many vaccines led many countries to launch accelerated booster campaigns. The U.K. alone reported more than 100,000 new covid cases Wednesday for the first time, heaping pressure on Prime Minister Boris Johnson, who has resisted imposing further restrictions before Christmas.

However, early studies out of South Africa, Scotland and England show the highly mutated omicron variant appears less likely to land patients in the hospital than delta. The findings raise hopes there will be fewer cases of severe disease, yet omicron’s greater infectiousness means it could still severely affect health services, fueling the need for boosters.

“It is very encouraging to see that current vaccines have the potential to protect against omicron following a third dose booster,” said John Bell, a professor of medicine at Oxford and one of the study investigators. “These results support the use of third dose boosters as part of national vaccine strategies, especially to limit the spread of variants of concern, including omicron.”

Neutralizing antibodies against omicron were 3.6-fold lower 28 days after a booster Astra shot compared with the levels seen from three shots against delta, according to a preprint of the study. Exactly the same reduction was seen from the Pfizer Inc. vaccine compared with delta in the study.

The results come after Pfizer and Moderna released studies on how their vaccines stand up against omicron in recent weeks. Initial lab tests from Pfizer and partner BioNTech showed a third dose of their Covid-19 vaccine may be needed to neutralize omicron after researchers observed a 25-fold reduction in neutralizing antibodies that fight the variant from two doses.

Moderna also found a booster dose increased antibody levels against omicron.

Novavax said Wednesday that its vaccine generates an effective immune response against the variant, but added it could be necessary to develop an omicron-targeted vaccine.

Data from another lab study showed two doses Astra’s retained some protection against omicron, although a 36-fold decrease in antibody levels was observed from the original virus strain.

Separately, Astra published more results on the impact of omicron on its Covid-19 antibody drug Thursday after the company said last week the therapy retained neutralizing activity against the variant in lab testing.

Tests using a live version of the virus conducted by University College Oxford and Washington University School of Medicine in St. Louis found neutralizing antibody levels were similar to individuals who had been previously infected with Covid-19.

Published : December 24, 2021

By : Bloomberg