ชาวบ้านร้อง.. ร้านเหล้าส่งเสียงดัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/407627?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

ชาวบ้านร้อง.. ร้านเหล้าส่งเสียงดัง

30 ธันวาคม 2562 – 13:55 น.
ร้านเหล้าส่งเสียงดัง,ร้องทุกข์กัยลุงแจ่ม
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

ชาวบ้านร้อง.. ร้านเหล้าส่งเสียงดัง คอลัมน์…  เปิดซองส่องไทย  ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม

บริเวณ ร้านเหล้า 51 อยู่แถวคันคลอง เจ็ดยอด-ช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่ ร้านเปิดแบบโอเพ่น เปิดให้บริการตอนหัวค่ำก็จะดังอยู่แล้ว แต่พอเกินสี่ทุ่มไปถึงเที่ยงคืนกว่าๆ จะมีเล่นดนตรีสด คราวนี้ก็จะใส่กันอย่างเต็มที่ ทั้งเสียงร้อง เบส กลอง

ขนาดที่บ้านติดกระจกสองชั้นก็กันอะไรไม่ค่อยได้ กว่าจะได้นอนหลับก็หลังเที่ยงคืนไปแล้ว ที่บ้านมีเด็กที่ต้องอ่านหนังสือและต้องทำงานเช้า ทรมานมากๆ เมื่อก่อนร้านนี้อยู่ในซอย โดนร้องเรียนจึงต้องย้ายมาข้างนอก ก็ยังทำพฤติกรรมเดิมๆ จากกรณีนี้ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงได้รับผลกระทบหลายครัวเรือน จนต้องมาร้องเรียนที่ลุงแจ่มเพื่อให้ลุงแจ่มประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล

เนื่องจากกังวนเกี่ยวกับเรื่องอันตรายในยามค่ำคืน โดยจะมีผลกระทบทางด้านจิตใจของคนบริเวณโดยรอบ และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผู้ร้องเรียนแจ้งมายังลุงแจ่มว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นเสียงแล้ว แต่ในขณะเดียวกันวันนั้นทางร้านเหล้า 51 ก็ไม่ได้ส่งเสียงดังแต่อย่างใดจึงทำให้ไม่สามารถตรวจพบคลื่นเสียงรบกวน

แต่หลังจากหน่วยงานไปแล้วจากนั้นก็กลับมาเสียงดังเหมือนเดิมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีแล้ว สงสารลูกเล็กที่ต้องทนภาวะเสียงดังรำคาญแบบนี้ วอนลุงแจ่มช่วยกระทุ้งหน่วยงานอีกครั้ง
เก่ง

ตอบ
นายคเชน เจียกขจร นายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงว่า ตามที่เทศบาลตำบลช้างเผือก รับเรื่องแจ้งจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กรณีร้านเหล้า Club fifty one (Club 51) บริเวณถนนคันคลองก่อนถึงแยกเจ็ดยอดช่างเคี่ยน เปิดเพลงเสียงดัง สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนผู้อาศัยข้างเคียงนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย โดยอาศัยพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 เทศบาลตำบลช้างเผือก ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ร้านนัว 51 หมู่ 2 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผู้ถูกร้องเรียนยอมรับว่าเสียงดนตรีอาจดังรบกวนประชาชนในพื้นที่จริง

และพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เทศบาลตำบลช้างเผือก จึงแจ้งให้ผู้ถูกร้องเรียนหยุดกระทำการใดๆ ก็ตามที่ก่อให้เกิดเสียงดังรบกวนประชาชนผู้อยู่อาศัยข้างเคียง และให้ดำเนินการติดต่อขออนุญาตจำหน่ายอาหารและขออนุญาตประกอบกิจการที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

คมเลนส์ส่องพระ สุดยอด พระเครื่อง แห่งปี ๖๒ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/407321?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

คมเลนส์ส่องพระ  สุดยอด  พระเครื่อง  แห่งปี ๖๒

29 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
คมเลนส์ส่องพระ,พระเครื่อง,สุดยอด  พระเครื่อง  แห่งปี ๖๒
เปิดอ่าน 19,737 ครั้ง

คมเลนส์ส่องพระ …สุดยอด พระเครื่อง แห่งปี ๖๒   โดย แล่ม พิศาโล

  *** สุดยอด “พระเครื่อง” แห่งปี ๖๒  ฉบับนี้ขอเริ่มด้วย พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ องค์ในตำนาน ที่มีชื่อว่า “องค์ขุนศรี”  เดิมพระองค์นี้เป็นของข้าราชการผู้แทนการค้า ต่อมาได้เปลี่ยนมือไปอยู่กับอดีตรัฐมนตรี กระทั่งเมื่อปี ๒๕๕๘ ได้เปลี่ยนมือไปอยู่กับนักธุรกิจใหญ่ในราคา ๑๒๐ ล้านบาท นับเป็น พระสมเด็จ วัดระฆัง  ที่มีราคาสูงสุดของวงการพระเครื่องเมืองไทย (ขอขอบพระคุณ ภาพและข้อมูลจากหนังสือ “พระเครื่องพระศรีวสุนธรา” รางวัลงานประกวดพระเมื่อ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ จัดทำโดย นิตยสาร “พระท่าพระจันทร์”)

อ่านข่าว…  คมเลนส์ส่องพระ สุดยอด พระเครื่อง แห่งปี ๖๒ 

** องค์ต่อไป พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม พระพิมพ์นี้มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานแซมอกตัน กับ พิมพ์ฐานแซม อกร่อง คือองค์ในภาพนี้ ซึ่งมีสภาพสวยสมบูรณ์คมชัดมาก สนนราคาหลักล้านกลาง เป็นพระของ ภิยวัฒน์ วัฒนายากร (แต๊ก สงขลา)

** ในคราวเปิดกรุ พระสมเด็จ วัดบางขุนพรหม อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๐ ได้พระสภาพสมบูรณ์ทั้งหมด ๒,๙๕๐ องค์ มี พระสมเด็จ พิมพ์ไสยาสน์ เพียง ๓ องค์เท่านั้น โดยทางวัดให้ทำบุญพระพิมพ์นี้องค์ละ ๕,๐๐๐ บาท สูงกว่าพิมพ์อื่นๆ ปีที่ผ่านมา นพ.มาณพ โกวิทยา ได้เป็นเจ้าของ พระสมเด็จ พิมพ์ไสยาสน์ ๑ องค์ ถือเป็น “สุดยอด พระเครื่อง แห่งปี ๖๒” ของคุณหมอ ที่ตั้งใจเก็บไว้โดยไม่เปิดราคาแต่อย่างใด

** พระพุทธรูปธิเบต เนื้อสำริดกะไหล่ทอง สมัยราชวงศ์หมิง หน้าตัก ๔ นิ้ว สูง ๗ นิ้ว อายุความเก่าประมาณ ๔๐๐ ปี พุทธศิลป์งดงามมาก ของ หมู บึงนาราง ผู้ชำนาญพระพุทธรูปเก่าและโบราณวัตถุนานาชาติ

** พระยอดขุนพล กรุวัดพระศรีฯ เนื้อชินเงิน จ.ลพบุรี ถือเป็นต้นแบบของพระยอดขุนพลกรุต่างๆ ศิลปะสกุลช่างขอมในยุคของลพบุรี มีความขึงขังและอลังการสวยงามมาก ของ ศ.นพ.พรพรหม เมืองแมน โรงพยาบาลศิริราช

** สุดยอดพระกรุเมืองใต้ อันดับ ๑ คือ พระกรุท่าเรือ จ.นครศรีธรรมราช พิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่ องค์พระตัดขอบสี่เหลี่ยม พุทธลักษณะงามสง่า องค์พระประธานประทับปางสมาธิบนฐานบัวสองชั้น ในซุ้มเรือนแก้วแบบซุ้มชินราช มีปรกโพธิ์ปกคลุมเหนือซุ้ม เป็นพระกรุที่หา พระแท้ ได้ยากยิ่ง องค์นี้เป็นพระหลักแสนกลาง ของ ประจักร์ เจ้งวัฒนพงศ์ (เล็กพระนคร) ชาวปากพนัง

** พระยอดขุนพลนาน้อย กรุวัดนาหลวง อ.นาน้อย สุดยอดพระกรุเนื้อชินเงินอันดับ ๑ ของ จ.น่าน มี ๔ พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่, พิมพ์กลาง, พิมพ์เล็ก และพิมพ์พิเศษ เป็นพระกรุที่มีเอกลักษณ์ด้านงานศิลป์ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน ขุดพบประมาณ ๑,๐๐๐ องค์ ผิวสนิมแบบตีนกา พระพักตร์ชัดเจน พระเนตรโปน อกนูน ผนังด้านหลังพระเกศมาลามีประภามณฑล ด้านข้างมีใบบัวและรัศมี ด้านหลังผิวเรียบ ศิลปะลวดลายค่อนข้างหยาบ ไม่ละเอียดมาก เป็นฝีมือช่างชาวล้านนา มีคราบสนิมกรุ ผิวฝ้า ความเก่าตามธรรมชาติ เป็นพระสกุลช่างเชียงแสน หรือชาวพื้นบ้าน อ.นาน้อย องค์นี้เป็น พระพิมพ์ใหญ่ฐานตาราง ของ ส.จ.บอม เมืองน่านประธานกรรมการบริหารสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จ.น่าน

** เหรียญหล่อหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม รุ่น ๒ ความนิยมสูงกว่ารุ่นแรก เนื่องจากเหรียญรุ่น ๒ หล่อที่วัด เนื้อออกทองเหลือง มีหูในตัว ส่วนเหรียญรุ่นแรกหล่อที่วัดบางหลวง อ.บางเลน เนื้อออกทองแดงที่นำมาให้ชมนี้เป็น เหรียญรุ่น ๒ ของ บอย โกพัด

** พระปิดตามหาอุด หลวงปู่ทับ วัดทอง ส่วนใหญ่จะเป็นแบบลอยองค์ พิมพ์ยันต์ยุ่ง แต่ที่หายากสุดๆ คือ พระปิดตา พิมพ์นั่งบัว เนื้อสำริดเงิน ซึ่งมีพุทธลักษณะสวยงามอลังการมาก จำนวนสร้างน้อย พบเห็นยาก องค์ในภาพนี้เป็นพระของ ชรินทร์ สงขลา สนนราคากว่า ๔ ล้านบาท

** พระสังกัจจายน์ พิมพ์ใหญ่ พระอาจารย์ดิษฐ์ วัดปากสระ จ.พัทลุง ปี ๒๔๘๕  สุดยอดพระหล่อโบราณที่เช่าหาสูงเป็นอันดับต้นๆ ของพระสายใต้ องค์นี้ถือว่าหล่อได้สวยสมบูรณ์มาก เป็นพระองค์แชมป์หลายงาน พระแท้ดูง่ายระดับนี้ต้องว่ากันถึงหลักล้านบาทขึ้นไป เป็นพระของ จูน หาดใหญ่  นักนิยมสะสมพระสายใต้เป็นหลัก เพราะมั่นใจในพุทธคุณ

** พระบูชาหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เนื้อว่านผสมปูน ปี ๒๕๐๐ หน้าตัก ๗ นิ้ว กับ ๓ นิ้ว ทาสีทองบรอนซ์ที่จีวร เป็นพระบูชาที่มีแม่พิมพ์ ดังนั้นหน้าตาองค์พระจะเหมือนๆ กันแตกต่างกันที่รอยกะเทาะมากน้อย องค์นี้หน้าตัก ๓ นิ้ว สภาพเดิมๆ สนนราคาหลักแสนขึ้นไป ของ คชรัตน์ ควนโนรี นักสะสมพระหลวงพ่อทวดยุคแรกๆ

** พระหลวงพ่อทวด หลังเตารีด พิมพ์กลางปั๊มซ้ำเปียกทองเต็มทั้งองค์ ปี ๒๕๐๕ เป็นพระที่หาชมได้ยากมากในยุคนี้ องค์นี้เป็นของ สายัณห์ จารุสิริรังษี นักสะสมพระเฉพาะหลวงพ่อทวด หลังเตารีด วัดช้างให้ เท่านั้น

** เหรียญหลวงพ่อทวด พิมพ์พุทธซ้อน ปี ๒๕๐๙ จัดเป็นพิมพ์พิเศษ ที่แตกต่างไปจากเหรียญรุ่นอื่นๆ คือ ด้านหน้ามีรูปพระอาจารย์ทิม เบื้องหลังมีรูปหลวงพ่อทวด อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นไป ลักษณะซ้อนกัน อันเป็นที่มาของชื่อเหรียญรุ่นนี้ว่า พิมพ์พุทธซ้อน มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ทั่วไปและพิมพ์ใหญ่ ที่นำมาให้ชมนี้คือ พิมพ์พุทธซ้อนใหญ่ เนื้ออัลปาก้าเปียกทองสร้างไม่เกิน ๒๐๐ เหรียญสนนราคาหลักแสนกลางขึ้นไป เหรียญนี้ของ โก้ หาดใหญ่

** นักสะสมพระผู้เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ อนุศักดิ์ กิตติศิริสวัสดิ์ ปีที่ผ่านมาได้ เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ พิมพ์ขอเบ็ด ปี ๒๔๖๙ สภาพสวยแท้คมชัด ดูง่าย ที่ ๑ งานสามพราน และได้รับ “ใบเซอร์” จากนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” มาแล้ว เป็น ๑ ใน ๕ ของชุดเบญจภาคีเหรียญยอดนิยม ราคา ๒ ล้านบาทขึ้นไป

** เหรียญท่านเจ้าคุณนรฯ หลังพระแก้วมรกต เป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมมาก ถึงแม้จะไม่ได้ออกที่วัดเทพศิรินทร์ แต่เป็นเหรียญที่มากด้วยประสบการณ์ สร้างโดย ยุวพุทธิกสมาคมชลบุรี พิธีอธิษฐานจิตในพรรษา ปี ๒๕๑๓ สร้างด้วยเนื้อเงิน ๙๙ เหรียญ และเนื้อทองแดงรมดำ ๒,๕๑๓ เหรียญ เป็นเหรียญหายากพิมพ์หนึ่ง ที่นำมาให้ชมนี้เป็นเหรียญเนื้อเงินของ รศ.นพ.อัฐพร ตระการสง่า โรงพยาบาลศิริราช เช่ามากว่า ๒ แสนบาท

** เหรียญปิดตาพังพระกาฬ ปี ๒๕๓๒ ปลุกเสกโดย องค์พ่อจตุคามรามเทพ มีเนื้อทองคำ, เงิน, นวโลหะ และเหรียญลองพิมพ์เนื้อทองแดง ๑๐ เหรียญในภาพนี้คือ เหรียญลองพิมพ์ไม่ตัดขอบ เนื้อทองแดง บล็อกทองคำ ปัจจุบันเหรียญนี้อยู่ที่ สุวัฒน์ เหมอังกูร ผู้ศรัทธาเลื่อมใสองค์พ่อ จตุคามรามเทพ มาตลอด

** ขอขอบพระคุณ  ทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มานานปี โอกาสขึ้นปีใหม่ ๒๕๖๓ นี้ขอให้ทุกท่านประสบแต่สิ่งที่ดีงาม สุขภาพแข็งแรง ปรารถนาสิ่งใดขอให้สำเร็จสมหวังเสมอ โดยเฉพาะขอให้ได้ พระแท้  ตลอดปีตลอดไป ***

กทม.ทดลองโครงการ ซิตี้ แล็บ สีลม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/407096?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

กทม.ทดลองโครงการ  ซิตี้ แล็บ สีลม

27 ธันวาคม 2562 – 14:50 น.
เปิดซองส่องไทย,City Lab Silom
เปิดอ่าน 132 ครั้ง

กทม.ทดลองโครงการ  ซิตี้ แล็บ สีลม  ตามแนวทางการออกแบบพื้นที่สาธารณะ คอลัมน์…  เปิดซองส่องไทย  ร้องทุขก์กับลุงแจ่ม

นายสมชาย เดชากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง (สวพ.) กทม. กล่าวว่า ตามที่สื่อออนไลน์เผยแพร่ภาพพร้อมข้อความ ระบุจากการลงพื้นที่ตรวจสอบทางเท้ารูปแบบใหม่ “City Lab Silom” ประกอบด้วย ป้ายรถเมล์ ทางเท้า และทางม้าลาย บริเวณหน้าโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน หลังเปิดทดลองใช้งานได้ไม่ถึงหนึ่งเดือนเริ่มมีสภาพชำรุด เช่น แผ่นทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา Blind Block (Braille Block) หลุดร่อน ส่วนป้ายหยุดรถโดยสารประจำทางที่มีการทำเครื่องออกกำลังกาย มีประชาชนนำถุงพลาสติกมัดไว้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการนั่งรอรถ นั้น

โครงการ “ซิตี้ แล็บ สีลม” เป็นความร่วมมือระหว่าง กทม. กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาวิจัยรูปแบบการใช้งานพื้นที่ของผู้คน ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีในบริบทเมือง ซึ่งเป็นโครงการศึกษาในระยะเวลาหนึ่งเดือน หากได้รับผลตอบรับที่ดีจะขยายการดำเนินการต่อไป ซึ่งพื้นที่ทดลองดำเนินการ 8 จุดย่านสีลม ได้แก่ อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ อาคารลิเบอร์ตี้ อาคารซีพีทาวเวอร์ อาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ อาคารธนาคารกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน อาคารธนิยะ และอาคารญาดา

ดังนั้นในการทดลองดำเนินการจะใช้วัสดุชั่วคราวที่สามารถรื้อถอนง่าย ราคาไม่สูง รวมทั้งบริเวณดังกล่าวมีผู้สัญจรจำนวนมาก ขณะที่การดำเนินการเป็นการทดลองชั่วคราวในระยะสั้น เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้บริการและผู้สัญจรตามรูปแบบ ซิตี้ แล็บ หรือ ‘ห้องทดลองเมือง’ คือ กระบวนการนำเมืองที่อาศัยอยู่มาเป็นห้องทดลอง ศึกษาความต้องการและพฤติกรรมของคนเมืองเพื่อนำไปเป็นแนวทางการพัฒนางานออกแบบพื้นที่สาธารณะที่จะส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่คนเมือง รวมไปถึงเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์ของเมือง และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสม ก่อนดำเนินการถาวรต่อไป

น.ส.ภัคภร สงวนศักดิ์ ผู้อำนวยการเขตบางรัก กทม. กล่าวว่า โครงการปรับภูมิทัศน์ย่านสีลมในช่วงแรกเป็นช่วงระยะทดลองดำเนินการ จึงใช้วัสดุชั่วคราวที่สามารถปรับเปลี่ยน รื้อถอน หรือล้างออกได้ เช่น ใช้สติกเกอร์สีติดที่ทางเท้า ใช้สีที่สามารถล้างออกได้ และใช้วิธีติดตั้ง Blind Block (Braille block) ชั่วคราว เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดจะมีการสรุปผลการทดลองเพื่อพิจารณาดำเนินการให้เป็นแบบถาวรต่อไป

เสน่ห์แห่งอิสตรี ผ่านงาน “ควิลต์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/406701?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

เสน่ห์แห่งอิสตรี ผ่านงาน “ควิลต์”

27 ธันวาคม 2562 – 01:00 น.
จูนควิลท์ โชว์,แรงบันดาลใจ,ปณิชา สุวรรณโกศัย,อรนุช ศิรประภา,เส้นสร้างศิลป์,ครูจูน
เปิดอ่าน 298 ครั้ง

พบกับงานศิลปะบนผืนผ้าที่ทำโดยการเย็บมือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมยามว่างในงาน “จูนควิลท์ โชว์” ครั้งที่ 3 

ผู้ที่ชื่นชอบชมงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ นอกจากภาพลายเส้นที่ศิลปินบรรจงวาดลงในกระดาษแล้วต้องไม่พลาดมาชมงานศิลปะบนผืนผ้าที่ไม่ได้มาจากการเพนต์แต่มาจากการเย็บในงาน “จูนควิลต์ โชว์” ครั้งที่ 3 

อมรัตน์ สิรวัฒนากุล – ลักขณา คุณาวิชยานนท์

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Strip Art Exhibiton” เส้นสร้างศิลป์ โดย “ครูจูน” อมรรัตน์ สิรวัฒนากุล ผู้อำนวยการจัดงานได้จัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร บริเวณโถงชั้นแอล โดยมี ลักขณา คุณาวิชยานนท์ อดีตผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน รวมพลศิลปินทั้งเป็นคุณครูและลูกศิษย์กว่า 33 คน นำผลงานศิลปะบนผืนผ้ากว่า 63 ชิ้นงานมาอวดโฉมให้ชมอย่าใกล้ชิด พร้อมสัมมนาเรื่องสตรีทั่วโลกกับการทำงานควิลต์ (Quilt) ยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังเป็นการคลายเครียดจากการทำงานประจำและการดูแลครอบครัว

  

ส่วนหนึ่งการแสดงนิทรรศการ “JuneQuilt Show ครั้งที่ 3

          “ครูจูน” อมรรัตน์ สิรวัฒนากุล กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ว่า เพื่อแสดงผลงาน ความงดงาม ความยิ่งใหญ่ ที่สร้างสรรค์จากชิ้นผ้าที่มีสีสันและลวดลายที่หลากหลายถ่ายทอดออกมาตามจินตนาการ ในชื่อนิทรรศการ “เส้นสร้างศิลป์” ด้วยแนวคิดจากองค์ประกอบของผ้าและเส้นด้ายแต่ละชิ้นถูกนำมาผสมผสานกับแนวคิดทางศิลปะและหลักการเรขาคณิต ร่วมกับจินตนาการและสิ่งที่อยู่รอบตัวของศิลปินแต่ละคน มาเย็บต่อกันจนเกิดงานเป็นผืนผ้าที่มีลายเส้นที่มีความงดงาม บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี อีกองค์ประกอบของความสำเร็จของงานนี้ เราได้เห็นสถาบันครอบครัว ที่ทำให้ศิลปินแต่ละคนสร้างสรรค์งานจนสำเร็จเพราะเกิดจากความเข้าใจ ความร่วมใจ และเป็นแรงใจในการอดทน และมุมานะที่จะสร้างผลงานอันเหลือเชื่อต่างๆ เหล่านี้ออกมาได้อย่างมหัศจรรย์ ขอให้ความงดงามนี้คงอยู่ตลอดไปในใจของทุกคน

          “ศิลปินทุกคนที่นำผลงานมาจัดแสดงในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน หรือไม่ก็อยู่ในช่วงวัยเกษียณ ซึ่งไม่มีความรู้ด้านงานศิลปะมาก่อนเลย แต่ทุกคนก็มีความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองผ่านศิลปะบนผืนผ้าด้วยการออกแบบและเย็บลวดลายต่างๆ อย่างบรรจง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมกิจกรรมยามว่างของผู้หญิงให้เกิดประโยชน์สูงสุด แถมยังช่วยในเรื่องของความผ่อนคลายจากความเครียดต่างๆ ได้เป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ “ครูจูน” อมรรัตน์ เล่าถึงผลงานทั้ง 63 ชิ้นที่นำมาจัดแสดงภายในนิทรรศการครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นอัตลักษณ์ของผู้หญิงอาทิ ผลงาน “แรงบันดาลใจ” โดยเจ้าของผลงานได้นำความรักความผูกพันระหว่างศิลปินและสุนัขที่เคยเลี้ยง.. “Bobby & Tommy” เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดผลงานนี้ โดยใช้เทคนิคจากรูปภาพถ่ายทอดลงบนผ้า เลือกสี ออกแบบผ้าให้เสมือนจริง เย็บต่อขึ้นมาให้เป็นโครงร่าง … ทำ texture ด้วย free motion จักร ใช้ด้าย 16 สีแทนการผสมสี สะบัดสีแทนปลายพู่กันด้วยเข็มจักร ออกแบบสีด้าย ทั้งด้ายบน และด้ายที่กระสวย

ปณิชา สุวรรณโกศัย

 “เกด” ปณิชา สุวรรณโกศัย เจ้าของผลงานการเย็บผ้าคลุมเตียงภายใต้คอนเซ็ปต์ “Moonlight” บอกว่า ด้วยความที่เป็นแม่บ้านที่ต้องดูแลลูกๆ เป็นหลัก หลังจากที่ไปส่งลูกเข้าโรงเรียนเสร็จแล้วจึงอยากหาอะไรทำไปพลางๆ ระหว่างรอรับลูกในตอนเย็น และด้วยความที่ชอบงานเย็บปักถักร้อยอยู่แล้วเป็นทุน จึงมุ่งหน้าไปร้านผ้าครูจูนเพื่อไปนั่งเรียนการทำผ้า เริ่มจากฝึกหัดเย็บผ้าผืนเล็กๆ อย่างจานรองแก้วน้ำ กระเป๋าใส่เหรียญบาท จนฝึกปรือฝีมือถึงขั้นเย็บผ้าผืนใหญ่อย่างผ้าคลุมเตียงแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น ไว้ใช้เองอย่างเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร โดยแรงบันดาลใจนั้นก็เพราะเป็นคนที่ชื่นชอบสีอันร้อนแรงของสีแดง แต่ขณะเดียวกันภายในห้องนอนเป็นสีครีมจึงนำสีร้อนอย่างสีแดงมาผสมกับสีโทนนุ่มนวลอย่างสีเหลืองได้อย่างลงตัว

อรนุช ศิรประภา 

เช่นเดียวกับ “นุช” อรนุช ศิรประภา อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ.กรุงไทย เจ้าของผลงาน “Red tulip” แม้เพิ่งหันมาศึกษางานควิลต์ได้เพียง 8 เดือนเศษ บอกว่า ด้วยหน้าที่การงานที่รับผิดชอบก่อนหน้านี้ต้องมีความเคร่งเครียดตลอดเวลาและทั้งชีวิตก็มีแต่ตัวเลขในหัวสมอง จึงอยากจะจัดสมดุลชีวิตระหว่างงานและเรื่องส่วนตัวได้อย่างลงตัว ประกอบกับเห็นผู้หญิงที่รู้จักหลายคนมาเรียนการทำงานควิลต์แล้วเขามีอิริยาบถที่ผ่อนคลาย จึงตัดสินใจเดินเข้าไปสมัครเรียนการทำผ้าควิลต์ทันที แม้จะไม่มีทักษะการเย็บปักถักร้อยมาก่อนก็ตาม

          “ช่วงก่อนที่จะเกษียณตอนนั้นชีวิตเครียดมากต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา จึงอยากหาอะไรทำให้ตัวเองผ่อนคลายจึงไปเรียนการทำงานควิลต์กับครูจูน แรกๆ ก็งงว่าทำอย่างไรเพราะชีวิตนี้ไม่เคยจับจักรเย็บผ้ามาก่อนเลย แต่พอได้ลองเย็บงานเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเห็นงานเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก็รู้สึกภูมิใจมาก ส่วนผลงาน “Red tulip” นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากสีสันสดใสของทุ่งดอกทิวลิปที่อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ วินาทีที่เรามองเห็นดอกทิวลิปที่มีทั้งสีแดง สีชมพู ทำให้เรารู้สึกสดใสและสดชื่น ดังนั้นจึงออกแบบศิลปะบนผืนผ้าอันเป็นผลงานชิ้นแรกของเราเป็นทุ่งดอกทิวลิป ซึ่งความยากของงานชิ้นนี้คือการปักกรอบสีดำที่ต้องใช้ด้ายล่องหนต้องปักให้ไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคพิเศษที่ยากมาก แต่พอเราเห็นชิ้นงานสำเร็จออกมาแล้วทำให้เราภูมิใจและมีแรงในการสร้างสรรค์ผลงานอื่นๆ ตามมาอีก” อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ.กรุงไทย เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสัมมนาเรื่องผู้หญิงกับงานควิลต์อันเป็นการเย็บผ้าหลากสีและลวดลายผ่านเส้นด้ายลงบนผืนผ้า อันเป็นศิลปะที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ที่นอกจากจะเป็นการต่อยอดงานเย็บปักถักร้อยให้ได้รับความนิยมมากขึ้น ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความนุ่มนวลของสตรีทั่วโลกที่ได้บรรจงเย็บผ้าหลากสีลงบนผืนผ้าให้เป็นรูปร่างต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการทำงานควิลต์ เพื่อเติมเต็มชีวิตและชาร์จพลังงานให้เติมเต็มสำหรับการเริ่มต้นทำหน้าที่ของตัวเองในวันถัดไปได้อย่างเต็มที่

“มิกิโมโต้” ราชินีความงามระดับอินเตอร์ฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/406917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

“มิกิโมโต้” ราชินีความงามระดับอินเตอร์ฯ

26 ธันวาคม 2562 – 14:44 น.
มิกิโมโต้,มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019,มงกุฎไข่มุก,บิ๊นท์-สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์,ญี่ปุ่น,ความงาม
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

มงกุฎไข่มุกระดับมาสเตอร์พีซที่รังสรรค์จากไข่มุกที่ดีที่สุด 778 เม็ด

    “มิกิโมโต้” (Mikimoto) แบรนด์ไข่มุกอันดับหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่น สัญลักษณ์แห่งความงามอันทรงคุณค่าที่อยู่คู่สุภาพสตรีทั่วโลกมากว่าศตวรรษ โดยล่าสุดมงกุฎมุกระดับมาสเตอร์พีซที่รังสรรค์โดยมิกิโมโต้ ได้ถูกสวมอยู่บนศีรษะ “บิ๊นท์” สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ เจ้าของตำแหน่งนางสาวไทยประจำปี 2562 ที่เพิ่งจะไปคว้ามงกุฎบนเวทีนางงามระดับโลก“มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019” (Miss International 2019) ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อไม่นานนี้ ทำให้ “บิ๊นท์” ถือเป็นนางงามสาวไทยคนแรกที่คว้ามงกุฎบนเวทีแห่งนี้ ตั้งแต่มีการจัดการประกวดมากว่า 59 ปี

การประกวดมิส อินเตอร์เนชั่นแนล ถือเป็น 1 ใน 3 ของเวทีการประกวดสาวงามที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก เริ่มจัดการประกวดครั้งแรกเมื่อปี 1960 ที่สหรัฐอเมริกา และมาจัดที่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1967 นับเป็นเวทีที่ดึงดูดสาวงามจากทั่วโลกมากกว่า 70 ประเทศในทุกๆ ปี โดยต่างมุ่งมั่นที่จะเอาชนะกัน ไม่เพียงแต่ในด้านความงามภายนอกเท่านั้น ความงามจากภายในก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน  เพราะผู้ครองตำแหน่งมิสอินเตอร์เนชั่นแนล จะต้องทำหน้าที่ “ทูตแห่งความงามและสันติภาพ” ที่แสดงถึงความงามของประเทศญี่ปุ่น และความปรารถนาที่จะให้เกิดสันติภาพในโลกใบนี้
ในฐานะผู้สนับสนุนการประกวด มิกิโมโต้ ไม่เพียงแต่มอบมงกุฎไข่มุกอันล้ำค่าและสง่างามให้แก่นางงามผู้ครองตำแหน่ง มิสอินเตอร์เนชั่นแนล  ระหว่างการทำกิจกรรมสาวงามผู้เข้าประกวดยังได้รับเชิญมาที่ Mikimoto Pearl Island ในเมืองโทบะ จังหวัดมิเอะ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการแนะนำวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นและทำความรู้จักกับการทำฟาร์มไข่มุกระดับโลก รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะเผยแพร่สู่สายตาคนทั้งโลก

ประวัติศาสตร์ของมิกิโมโต้ร้อยเรียงด้วยไข่มุกอันล้ำค่า การรังสรรค์ความงามและไลฟ์สไตล์ที่เปี่ยมด้วยรสนิยม สำหรับผู้หญิงทั่วโลก คือสิ่งที่มิกิโมโต้ช่วยเติมเต็มให้กับผู้หญิงทุกคน จึงถือเป็นสิ่งที่เข้ากันได้ดีกับปรัชญาของการประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลทั้งทัศนคติในเรื่องความงามแบบองค์รวม และกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ที่สอดประสานกับปรัชญาของมิกิโมโต้  ซึ่งมงกุฎไข่มุกนี้ทำขึ้นเมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว และถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
  มีการซ่อมบำรุง โดยการเปลี่ยนไข่มุกเม็ดใหม่เข้าไปแทน ทั้งหมดมี 778 เม็ดที่ประดับอยู่บนมงกุฏ มากพอที่จะสร้างความโดดเด่นและเหมาะสมกับ ‘ราชินีแห่งความงาม’ ถ้าสังเกตดู จะเห็นว่าในโลกนี้ไม่มีมงกุฏไหนที่ประดับด้วยไข่มุกเช่นนี้ มีเพียงมิกิโมโต้เท่านั้น ที่มีเทคโนโลยีและฝีมือเฉพาะตัว 
และเมื่อชื่อผู้ชนะตำแหน่งถูกประกาศ  มงกุฎมิกิโมโต้ ได้ทำหน้าที่เสมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจนั้น  เช่นเดียวกับคณะกรรมการและผู้ชมที่อยู่ ณ ที่นั้น มันอาจพูดได้ว่าเป็นการสื่อสารถึงชัยชนะ ดังนั้นเมื่อมงกุฎถูกสวมอยู่บนศีรษะของผู้ชนะ ทุกคนที่อยู่ในสถานที่นั้นก็รู้สึกตื่นเต้น มงกุฏนี้ไม่ได้เปิดให้คนดูทั่วไปได้ชม ดังนั้นแทบจะไม่เคยมีใครเห็น และมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวที่จะได้สวม จึงนับเป็นความรู้สึกที่พิเศษมากทีเดียว

กล่าวได้ว่า “มิกิโมโต้” คือคุณค่าแห่งความบริสุทธิ์ที่มอบให้หญิงสาวในทุกโอกาส ทั้งยังเคยสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกมงกุฎไข่มุกให้กับเวที Miss Universe มาแล้ว  โดยมิกิโมโต้ได้บรรจงคัดเลือกไข่มุกเม็ดงามที่มีความกลมเกลี้ยง และเงางามที่สุด โดยคัดไข่มุก 1% แรกที่ดีที่สุด หรือเรียกได้ว่าเป็นไข่มุกเพียงหนึ่งในร้อยของไข่มุกทั้งหมดมารวมไว้ด้วยกัน เพื่อประกอบเป็นมงกุฎที่เรียกได้ว่า “สวยงามที่สุด” 

ผลงานจากฝีมืออันประณีตซึ่งไม่มีที่ใดเสมอเหมือนของมิกิโมโต้ ได้รวมเอาเทคนิคงานช่างทองตามประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น ผสมผสานเข้ากับการดีไซน์เครื่องประดับแบบยุโรปไว้อย่างลงตัว โดยครั้งนี้มิกิโมโต้ได้นำเสนอผลงานชิ้นเอกที่รังสรรค์ได้อย่างวิจิตรบรรจง แสดงออกถึงความประณีตพิถีพิถันจากช่างฝีมือชั้นสูงไว้อย่างแท้จริง  ซึ่งแน่นอนว่า โคคิชิ มิกิโมโต้ ผู้ก่อตั้งแบรนด์มิกิโมโต้ ยังคงปรารถนาให้ผู้หญิงทั่วโลกสวมใส่ไข่มุก อัญมณีแห่งท้องทะเลอันล้ำค่าที่จะมอบความรู้สึกพิเศษให้แก่หญิงสาว เช่นเดียวกับมิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019

เปิดไดอารี่ส่วนตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/406765?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

เปิดไดอารี่ส่วนตัว

26 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
Sirreallit,บัตเตอร์ฟลายส์ ออล กอน,กันตภณ เมธีกุล,เยสเตอร์เดย์,ทูเดย์,ทูมอร์โร่ว์,ชาตินี้ที่รักเราคงรักกันไม่ได้,คธา แสงแข,มิติ เรืองกฤตยา,อะ คอนวีเนียน ซันเซต,อะ คอนวีเนียน โฮลด์อัพ
เปิดอ่าน 272 ครั้ง

กันตภณ เมธีกุล นำเสนอผลงานซึ่งเปรียบเสมือนไดอารี่ส่วนตัวของศิลปิน

นิทรรศการ “บัตเตอร์ฟลายส์ ออล กอน”

** นิทรรศการ “บัตเตอร์ฟลายส์ ออล กอน” โดย Sirreallit ว่าด้วยการเติบโดและการเข้าใจตัวเอง โดยดำเนินเรื่องราวภายใต้การเล่าผ่านบันทึกการเดินทางของเด็กคนหนึ่ง ความรู้สึกคือบันทึกของชีวิต ลองฟังเรื่องราวของเขาที่เหมือนกับการฟังเสียงของตัวเอง จัดแสดงถึง 2 มกราคม 2563 ที่ 10 ml.คาเฟ่ แกลเลอรี่

นิทรรศการ “เยสเตอร์เดย์ทูเดย์ทูมอร์โร่ว์” 

** นิทรรศการ “เยสเตอร์เดย์ทูเดย์ทูมอร์โร่ว์” โดย กันตภณ เมธีกุล หรือ Gongkan นำเสนอผลงานซึ่งเปรียบเสมือนไดอารี่ส่วนตัวของศิลปิน ที่จัดแสดงในบรรยากาศร่วมสมัย จัดแสดงตั้งแต่วันนี้-9 มกราคม 2563 ที่ชั้น 2 อาร์ซีบี แกลเลอเรีย ซ.เจริญกรุง 24

นิทรรศการ “ชาตินี้ที่รักเราคงรักกันไม่ได้” 

** นิทรรศการ “ชาตินี้ที่รักเราคงรักกันไม่ได้” โดย คธา แสงแข ที่ครั้งนี้สวมบทบาทเป็น “SK” Secret Killer ตัวตนที่ศิลปินสร้างขึ้นเป็นศิลปินเพลงแร็พ ที่เขียนเพลงแร็พออกมาจากความกดดันในชีวิต จากปัจจัยด้านคนใกล้ตัวและสังคม จัดแสดงตั้งแต่วันนี้-12 มกราคม 2563 ที่ 1 โปรเจ็กท์ ซ.เจริญกรุง 28 (เปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์)

นิทรรศการ “อะ คอนวีเนียน ซันเซต I อะ คอนวีเนียน โฮลด์อัพ”

** นิทรรศการ “อะ คอนวีเนียน ซันเซต I อะ คอนวีเนียน โฮลด์อัพ” โดย มิติ เรืองกฤตยา ประกบคู่ภาพสองชุด ต่างองศาและอุณหภูมิ แต่เชื่อมโยงกันทางความคิดและเนื้อหาที่ซุกซ่อนอยู่หลายชั้น เปิดให้ชมตั้งแต่วันนี้-19 มกราคม 2563 ที่บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ ซ.สาทร 1 (เว้นวันจันทร์และอังคาร)

ติดตั้งเครื่องตรวจวัด PM2.5 ครอบคลุมทั้ง 50 เขต ภายใน ก.พ.63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/406589?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

ติดตั้งเครื่องตรวจวัด PM2.5 ครอบคลุมทั้ง 50 เขต ภายใน ก.พ.63

25 ธันวาคม 2562 – 11:45 น.
เครื่องตรวจวัด PM25,เปิดซองส่องไทย,ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม
เปิดอ่าน 158 ครั้ง

ติดตั้งเครื่องตรวจวัด PM2.5 ครอบคลุมทั้ง 50 เขต ภายใน ก.พ. 63 คอลัมน์…  เปิดซองส่องไทย ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม

นายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. กล่าวกรณีนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตั้งข้อสังเกตในพื้นที่กรุงเทพฯ มีสถานีตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กของกรมควบคุมมลพิษ และ กทม. รวมกัน 46 สถานี ซึ่งยังไม่ครอบคลุมทั้ง 50 เขต ทำให้การรายงานปริมาณฝุ่นจากแอปพลิเคชัน Air4Thai ไม่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทั่วถึงว่า ปัจจุบัน กทม. อยู่ระหว่างจัดหาเครื่องตรวจวัด PM2.5 เพิ่มเติม จำนวน 30 เครื่อง เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต คาดภายในเดือนธันวาคม 2562 จะติดตั้งแล้วเสร็จ 13 เครื่อง และอีก 17 เครื่อง จะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

ซึ่งจะสามารถรายงานและแจ้งเตือนสถานการณ์คุณภาพอากาศให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง พร้อมแนะนำการป้องกันตนเองจากปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศของ กทม. แบบเรียลไทม์ได้ที่ http://www.bangkokairquality.com http://www.air4bangkok.com Facebook : กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และแอพพลิเคชัน “กทม. Connect”

ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้น กทม. ยังได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยกำชับให้สำนักงานเขตบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในสถานการณ์วิกฤตฝุ่นละออง เพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่ ได้แก่ การตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ควันดำทุกประเภทร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รวมถึงประสานสถานีตำรวจในพื้นที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร รณรงค์ “ไม่ขับ…ช่วยดับเครื่อง” และบำรุงรักษาเครื่องยนต์รถราชการในสังกัดไม่ให้ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน

ขณะเดียวกันยังได้ดำเนินโครงการถนนอากาศสะอาด โดยวางแนวทางให้สำนักงานเขตควบคุมและลดผลกระทบจากฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำหนดจัดสัมมนาวิชาการเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้ประกอบการอาคารสูงและผู้เกี่ยวข้องในเดือนมกราคม 2563 เพื่อบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพฯ อีกทางหนึ่ง

คำสุภาพที่ใช้แทนวลีที่อาจฟังดูหยาบกระด้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/406427?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

คำสุภาพที่ใช้แทนวลีที่อาจฟังดูหยาบกระด้าง

24 ธันวาคม 2562 – 13:19 น.
English Today,สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,Euphemism,ภาษาอังกฤษ,คำสุภาพ,วลี,ความตาย,ตกงาน,เลิกจ้าง,ไล่ออก,หยาบกระด้าง,ยากจน
เปิดอ่าน 261 ครั้ง

euphemism ช่วยให้เราสามารถเลี่ยงการใช้คำพูดตรง ๆ ที่อาจไม่ชวนฟังแต่ยังคงสื่อความหมายที่ต้องการได้

 Euphemisms
 Euphemism  หมายถึง คำสุภาพที่ใช้แทนคำหรือวลีที่อาจฟังดูหยาบกระด้างหรือไม่น่าฟัง euphemism ช่วยให้เราสามารถเลี่ยงการใช้คำพูดตรง ๆ ที่อาจไม่ชวนฟังแต่ยังคงสื่อความหมายที่ต้องการได้ ตัวอย่างเช่น Make him an offer he can’t refuse ซึ่งเป็นวลีสุดฮิตจากภาพยนตร์เรื่อง The Godfather นั้นมีความหมายว่า ‘do as I say or I’ll kill you’ หรือ ‘จงทำตามที่ฉันบอกไม่งั้นแกตาย’ มาดูตัวอย่าง euphemism ประเภทต่าง ๆ กันค่ะ

euphemism เกี่ยวกับความตาย
ความตายเป็นเรื่องที่หลายคนไม่อยากพูดถึง ดังนั้นจึงมี euphemism จำนวนมากที่ใช้แทนคำว่า die ซึ่งเป็นคำกริยามีความหมายว่า ตาย เช่น
Breathe one’s last                                          Bite the dust
Cash in your chips                                          Give up the ghost
Fall asleep                                                       Go down for the third time
Come to Jesus                                                 Meet your maker
Depart this                                                       lifeBuy the farm
Cross over to the other side                           Kick the bucket
Pass away                                                        Snatched from us
Drop off the perch                                           Turn up your toes

สำหรับคำที่ใช้แทนคำว่า dead ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ที่มีความหมายว่า ซึ่งตายไปแล้วได้แก่ Missing in action และ No longer with us และคำที่ใช้แทนคำนาม death (ความตาย) ได้แก่ Eternal rest และ Supreme sacrifice ส่วนคำว่า The departed นั้น เป็นคำนามหมายถึงผู้วายชนม์ ผู้ที่จากไป

euphemism เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ว่างงาน
การถูกเลิกจ้างหรือให้ออกจากงานเป็นเรื่องที่กระทบต่ออัตตาและความรู้สึกของผู้ที่ถูกเลิกจ้างอย่างมาก ดังนั้นหลายคนจึงเลือกใช้คำที่นุ่มนวลกว่าคำว่า ‘ถูกไล่ออก’ หรือ ‘ตกงาน’ เช่น
Gardening leave   (การว่างงาน)                                            To be dismissed   (ถูกไล่ออก)
Laid off   (ถูกปลดออก)                                                        To be made redundant   (ถูกไล่ออก)
Spend more time with my family  (ถูกให้ออกจากงาน)              Taking an early retirement   (ถูกไล่ออก)
Let someone go   (ไล่คนออก)                                               Embarking on a journey of self-discovery (ตกงาน)
Between jobs   (ตกงาน)                                                     Downsizing   (การไล่พนักงานออก)

euphemism เกี่ยวกับความยากจน ไร้ที่อยู่อาศัย
สิ่งที่มักตามมาหลังตกงานคือ ปัญหาการเงินซึ่งอาจนำไปสู่ความยากจน การสิ้นเนื้อประดาตัว หรือการเป็นคนเร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัย ตัวอย่าง
On the streets   (คนเร่ร่อน)                                                      Economically disadvantaged  (ที่ยากจน)
Urban outdoorsman   (คนเร่ร่อน)                                              Low income   (ที่มีรายได้น้อย)
Negative cash flow   (ถังแตก)                                                 Economically deprived   (ที่ยากจน)
In reduced circumstances  (ความยากจนหรือการสิ้นเนื้อประดาตัว)   Underprivileged   (ที่ยากจน)
พบกับ euphemism ในหัวข้ออื่น ๆ ในคราวหน้าค่ะ
ผศ. ชลาธิป  ชาญชัยฤกษ์

English Today
สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชาวบ้านร้อง ถังขยะกีดขวางทางจราจร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/406150?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

ชาวบ้านร้อง ถังขยะกีดขวางทางจราจร

23 ธันวาคม 2562 – 12:55 น.
เปิดซองส่องไทย,ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม,ถุงขยะ,กีดขวางจราจร
เปิดอ่าน 194 ครั้ง

ชาวบ้านร้อง ถังขยะกีดขวางทางจราจร คอลัมน์…  เปิดซองส่องไทย  ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม

ประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนตรงบริเวณปากซอยชุมชนวัดโสมนัส แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย แจ้งว่ามีถังขยะวางกีดขวางทางจราจรอยู่บนถนนจึงทำให้กินเนื้อที่การจราจรไป 1 เลน

ชาวบ้านที่ต้องสัญจรบริเวณดังกล่าวต้องเลี้ยวรถยนต์ออกจากซอยแบบทุลักทุเลเพราะต้องตีวงกว้าง ชาวบ้านจึงได้แจ้งเรื่องความเดือดร้อนนี้มายังลุงแจ่ม เพื่อเร่งประสานงานให้หน่วยงานที่ดูแลและประสานผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหาในส่วนนี้

เพราะประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก และฝากถึงหน่วยงานที่จะเข้ามาแก้ไขให้นำถังขยะไปตั้งภายในซอยชุมชนวัดโสมนัสด้วย เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากผู้ที่สัญจรผ่านไปมาและเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นด้วย
สุทธิศักดิ์

ตอบ
ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ชี้แจงว่า จากในกรณีที่ได้รับเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับเรื่องที่มีถังขยะตั้งกีดขวางทางจราจรบริเวณปากซอยชุมชนวัดโสมนัส แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  โดยฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ ได้ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบและดูแลพื้นที่บริเวณปากซอยชุมชนวัดโสมนัสแล้ว

โดยฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ ตรวจสอบแล้วพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่รับผิดชอบในส่วนของสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และทีมงานก็ประสานงานไปถึงหน่วยงานของเทศบาลเมืองคลองหลวงแล้ว และได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจดูพื้นที่บริเวณปากซอยชุมชนวัดโสมนัส ผลปรากฏว่าบริเวณที่แจ้งว่ามีถังขยะตั้งกีดขวางทางจราจรนั้น ไม่มีถังขยะตั้งอยู่แต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย จึงเข้าไปสอบถามประชาชนในละแวกดังกล่าวได้ความว่า จะมีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบริเวณปากซอยชุมชนวัดโสมนัส และในช่วงเวลากลางคืนก็จะเข็นถังขยะออกมาตั้งบริเวณปากซอยดังกล่าวเพื่อให้รถเก็บขยะมาการเก็บขยะออกไป และเมื่อถึงเวลาประมาณเวลา 08.00-09.00 น. ก็จะเข็นถังขยะกลับไปเก็บที่เดิม โดยฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายจะมั่นดูแลสอดส่องเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและดูแลพื้นที่ดังกล่าวให้มากขึ้น ถ้าประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนก็สามารถโทรไปแจ้งข้อมูลข่าวสารได้ที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ ติดต่อได้ที่เบอร์โทร.0-2524-0015

พระเครื่องในดวงใจ..ของ ‘น้าหงา’ สุรชัย จันทิมาธร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/405716?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=knowledge

พระเครื่องในดวงใจ..ของ ‘น้าหงา’ สุรชัย จันทิมาธร

22 ธันวาคม 2562 – 01:00 น.
สุรชัย จันทิมาธร,พระเครื่อง,หงา คาราวาน,หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด,พระสมเด็จเนื้อผงน้ำมัน อนำ ชินวโร
เปิดอ่าน 7,531 ครั้ง

พระเครื่องในดวงใจ..ของ ‘น้าหงา’ สุรชัย จันทิมาธร คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…   เอก อัคคี (facebook.com/Akeakkee Ake)

ถ้าเอ่ยนาม สุรชัย จันทิมาธร หรือ “หงา คาราวาน” ผมว่าทุกคนคงร้องอ๋อ นี่คือครูใหญ่เพลงเพื่อชีวิต แต่ผมว่าอีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ไม่ทราบว่า “สุรชัย จันทิมาธร” เป็นคนที่เคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนาและนับถือบูชาพระเกจิอาจารย์ โดยเฉพาะทางสายใต้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด หรือว่าพระอาจารย์นำ ชินวโร แห่งวัดดอนศาลา อีกทั้งยังสะสมพระเครื่อง วัตถุมงคลเอาไว้จำนวนไม่น้อย

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับหลักคิดที่สำคัญในชีวิตของสุรชัย จันทิมาธร เวลาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิต นั่นก็คือการทำใจให้สงบนิ่ง

ผมมีโอกาสได้นั่งคุยยาวๆ กับพี่หงาหลายครั้งครับ—ยิ่งในระยะหลังคุยกันเรื่องพระเครื่องนี้แหละสนุกดี พี่หงาบอกว่า เรื่องความสงบนิ่งคือการทำสมาธินั้นแหละ

หงา คาราวาน ครูใหญ่เพลงเพื่อชีวิต

“คือความจริงมันก็คือการสงบนิ่งนั้นแหละ สงบนิ่งแล้วหยุดคิดไตร่ตรอง ส่วนจะมีอะไรพึ่งทางใจได้นั่นมันก็อีกเรื่องหนึ่ง ไหว้พระหรือว่าคิดในสิ่งที่ดีๆ ทำใจให้สงบแล้วคิดทบทวนว่า เรื่องราวมันเป็นมายังไงแล้วเราจะแก้ไขยังไงได้ ถ้ามันมีวิกฤตินะ”

“ชีวิตของผมมีวิกฤติเยอะ ตลอดมาล่ะ เจอเยอะจริงๆ แต่ก็อย่างที่บอกว่า เวลาเจอเราก็จะพยายามนิ่งทบทวนแล้วก็หาทางแก้ไข แก้ไขเท่าที่จะแก้ได้ มันอาจจะแก้ไม่ได้ทั้งหมด อาจจะต้องใช้เวลาบ้างอะไรบ้าง แต่เราก็พยายามจะหาทางแก้ไข บางทีบางเรื่องเราก็ต้องทน…ทนรับกรรมว่างั้นเถอะ(หัวเราะเบาๆ) ผมเป็นคนเชื่อเรื่องกรรมนะ เพราะกรรมคือผลของการกระทำนั้นเอง เราทำในสิ่งที่มันพลาด มันก็ทำให้เราทุกข์ นั่นคือ ผลกรรม แต่ผมก็เชื่อในสิ่งที่เป็นจริง ไม่ใช่เชื่อถึงขนาดว่าชาติก่อนมีกรรมอะไรทำนองนั้น ไม่ได้เชื่อเป็นตุเป็นตะ แต่..อืมม…แต่บางทีก็อดจะคิดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราผ่านผู้คนมา ผ่านสังคมมา บางคนเล่าเรื่องให้ฟังก็น่าคิด ว่าเออ ชาติก่อนคงทำกรรมเวรไว้เยอะ(หัวเราะ) มีความเชื่ออยู่บ้างเหมือนกันนะ”

ครูใหญ่เพลงเพื่อชีวิตบอกว่า บางทีเคยอ่านเคยดูเคยฟังมาเหมือนกัน มันก็เป็นไปได้ในเรื่องกรรมเวร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเชื่อทั้งหมด เชื่อแค่ว่ามีส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

พระสมเด็จเนื้อผงน้ำมัน อ.นำ ชินวโร

แต่ในยุคต้นๆ บนถนนชีวิต ยุคที่แสวงหายุคเสรีชน บุปผาชน พี่หงาดูเหมือนจะไม่สนใจ ไม่ใส่ใจไม่เชื่อในเรื่องความศรัทธา เรื่องกรรม เรื่องศาสนา เพราะในสมัยนั้นไม่เชื่ออะไรเลย มันเกิดการหล่อหลอมจากความคิดทางสังคมจากสิ่งที่เราเผชิญ แต่ต่อมามันก็เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างครั้งหนึ่งเคยมีอาการเหมือนประสาทหลอน เพราะเคยกินเหล้ามาก เมาอะไรต่ออะไรมากชีวิตอ่อนแอ ประสาทหลอนจนคิดว่าตัวเองเจอผีอะไรทำนองนั้น เจอสิ่งร้ายๆ ที่รู้สึกกลัวมาก กลัวผีเคยกลัวมาก

จนตอนหลังมาเจอที่พึ่งทางใจ มาเจอสิ่งที่ทำให้สงบนิ่งอย่างว่า คือมีสติ มีพระเครื่อง มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจห้อยพระแขวนพระก็สบายใจขึ้น หลังจากนั้นก็ไม่เจออะไรอีกเลย เหตุการณ์ครั้งนั้นน่ากลัวมาก แต่มันนานมาแล้วนะหลายสิบปีแล้ว หลังจากนั้นความคิดเรื่องแบบนี้เราเปลี่ยนไปเลย เราเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่พึ่งทางใจได้ หลังจากนั้นเราก็สบายใจขึ้น มีสติมากขึ้น สงบนิ่งมากขึ้น

“ความจริงเราก็แขวนพระห้อยพระนะนับถือ แต่ว่าสวดมนต์อะไรไม่เป็นหรอก ก็แค่นั่งสงบนิ่งทำใจให้สงบๆ ก่อนจะทำอะไรก็รู้สึกว่าปลอดภัยนะ หลังจากนั้นมาเราไม่ค่อยกลัวอะไร ไปไหนก็นอนคนเดียวในโรงแรมเงียบๆได้ไม่กลัวผีไม่กลัวอะไรแล้ว(หัวเราะ)

แต่แปลกนะหลังจากที่เราเปลี่ยนความคิดมาห้อยพระเครื่อง ก็เริ่มมีคนเอาพระมาให้เยอะมากไปไหนก็มีแต่คนเอามาให้เรื่อยๆมีองค์หนึ่งองค์สองมาเรื่อย เราก็เก็บไว้ตรงโน่นตรงนี้เจอบ้าง หายมั้งอะไรมั้ง แต่พอมาระยะหลังๆ เราก็เริ่มเก็บเป็นเรื่องเป็นราว ทีละน้อยทีละน้อย แต่ที่รู้สึกว่าพระที่ห้อยแล้วสบายใจ สงบนิ่งดี คือ หลวงปู่ทวดกับพระสมเด็จนะที่ห้อยแล้วสบายใจดี รู้สึกปลอดภัย”

อ.เปลี่ยน หัทยานนท์ เมื่อครั้งมอบวัตถุมงคลให้ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตระดับตำนาน

ครูใหญ่เพลงเพื่อชีวิตระดับศิลปินแห่งชาติ ยังบอกอีกว่า เป็นเรื่องที่แปลกมากเพราะหลังจากได้หลวงปู่ทวดองค์แรกมาไว้บูชาแล้ว รู้สึกว่ามีดวงด้านนี้เพราะมีคนเอาพระหลวงปู่ทวดหลายรุ่นมาให้เรื่อยๆ ได้รับมาตลอดไม่เคยขาดเลย มีอยู่หลายองค์

“รู้สึกว่าเป็นดวงที่ผูกพันกับท่านนะ เราเคยรถคว่ำรถหงายก็มี(หัวเราะ)รอดมาได้ แต่เราก็ไม่ประมาท มีคนบอกว่าห้อยหลวงปู่ทวดแล้วแคล้วคลาด เราไม่รู้(อมยิ้ม)แต่เราก็เคยผ่านมาได้ ตอนนี้เราก็มีองค์ท่านบูชาไว้ในรถบ้างอะไรบ้าง แขวนติดตัวบ้าง แต่ที่สำคัญเราต้องไม่ประมาท ต้องมีสติ อย่าไปยึดแต่พระเครื่อง เพราะพระสงฆ์ท่านก็ไม่ได้ให้ยึดติดอยู่แต่ในพระเครื่อง ท่านสอนให้คนมีสติแล้วใช้ปัญญา อันนี้เป็นคำสอนที่ดีมาก”

พี่หงา บอกว่า ตนเองมีพระสมเด็จหลายองค์เหมือนกัน แต่จริงบ้างไม่จริงบ้างแท้บ้างอะไรบ้างก็ไม่รู้นะนั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่ดีใจที่ได้รับมาอีกองค์คือ พระสมเด็จที่พระอาจารย์นำ ชินวโร ท่านสร้าง เนื้อผงน้ำมัน สร้างเมื่อ พ.ศ.2515 ซึ่งเท่าที่ทราบมา มวลสำคัญของพระรุ่นนี้ประกอบด้วยผงวิเศษอนันตคุณ น้ำมันเสก ข้าวเหนียวดำเสก ฯลฯ ประสบการณ์เด่นไปทางเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด อีกทั้งยังสามารถป้องกันพวกคุณไสยและเสนียดจัญไร ได้อีกด้วย พิมพ์ทรงสวยงามและน่าสะสมมาก

“แต่เรามีความเชื่อแบบเรานะ อาจจะไม่เน้นหนักไปที่เรื่องพุทธคุณหรืออะไรมากนัก แต่เราเชื่อในเรื่องความสงบนิ่ง เชื่อเรื่องคำสอนของพระพุทธองค์ อย่างปาฏิหาริย์อะไรทำนองนั้น ถามว่าเราจะเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ไหมก็ไม่ใช่ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ไม่ใช่ลบหลู่นะเราเชื่อระดับหนึ่ง แต่เราเชื่อในคำสอนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือ จากคำสอนของพระสงฆ์ อย่างท่านพุทธทาสบ้างอะไรบ้าง เป็นถ้อยคำที่สะอาดหมดจดและเรียบง่าย”

ในชีวิตของคนเราไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร ขอให้มีศรัทธาเป็นที่ตั้ง ศรัทธาในอะไรก็ได้ในพระเจ้าองค์ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นทางพุทธ ทางอิสลาม หรือว่าในทางคริสต์ ความเชื่อ ความศรัทธามันจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว มันจะเป็นบรรทัดฐานให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ

เพราะสรุปแล้วเส้นทางคำสอนแต่ละสาย ล้วนแล้วแต่มุ่งจะนำทางไปให้คนมีความสุข มีสติ มีความคิดไตร่ตรอง มีเหตุมีผลทั้งนั้นเลยเพราะไม่มีศาสนาไหนสอนให้คนบ้าคลั่งหรือว่าสอนให้คนกลายเป็นคนที่มีจิตใจโหดร้าย!!