พระปิดตาเมฆพัด หลวงพ่อเป้า วัดใหม่สุปดิษฐาราม จ.นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/400065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

พระปิดตาเมฆพัด หลวงพ่อเป้า วัดใหม่สุปดิษฐาราม จ.นครปฐม

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
พระปิดตาเมฆพัด หลวงพ่อเป้า,วัดใหม่สุปดิษฐาราม
เปิดอ่าน 2,451 ครั้ง

พระปิดตาเมฆพัด หลวงพ่อเป้า วัดใหม่สุปดิษฐาราม จ.นครปฐม โดย…   ต้น อ้อมน้อย 

พระปิดตาหลวงพ่อเป้า วัดใหม่สุปดิษฐาราม อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จัดเป็นอีกหนึ่งพระปิดตาที่หาชมได้ยากแห่งลุ่มน้ำท่าจีน ชาติภูมินามเดิม เป้า ใหยากร เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑มกราคม ๒๔๐๘ ที่บ้าน ต.ยายชา อ.สามพราน จ.นครปฐม โยมบิดาชื่อยิ้ม โยมมารดาชื่อนาค มีพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกันทั้งหมด ๖ คน โดยหลวงพ่อเป้าเป็นลูกคนโต

ชีวิตในวัยเยาว์โยมบิดามารดาพาท่านไปฝากศึกษาเล่าเรียนกับท่านพระครูทักษิณานุกิจ (ผัน) วัดสรรเพชญ จนเมื่ออายุครบ ๒๐ปีบริบูรณ์ ในปี ๒๔๒๘ ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสรรเพชญ โดยมีพระครูทักษิณานุกิจ (ผัน) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อแจ้ง วัดธรรมศาลาเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดสิน วัดไทร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “ธมฺมทิณโน”

เมื่อดำรงอยู่ในสมณเพศแล้วได้จำพรรษาอยู่กับพระอุปัชฌาย์ที่วัดสรรเพชญ ศึกษาพระธรรมวินัยด้วยตัวท่านเองโดยที่ท่านมีความจำที่เป็นเลิศจึงสามารถสวดพระปาฏิโมกข์ได้ในพรรษาแรก ต่อมาท่านได้เดินทางไปศึกษาบาลีและวิปัสนากรรมฐานเพิ่มเติมในสำนักวัดพระปฐมเจดีย์ฯ ซึ่งมีหลวงปู่นาคเป็นหัวหน้าควบคุมการศึกษา ท่านเป็นผู้ที่ฝักใฝ่ค้นคว้าวิชาความรู้เพิ่มเติมโดยตลอด จึงได้มาขอศึกษาวิชาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อเพิ่ม วัดสุทัศนฯ, หลวงพ่อกร วัดบ่อตะกั่วและพระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นอีกหลายรูป

นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ที่สนใจในการเล่นแร่แปรธาตุที่กุฏิของท่านมีเตาสูบอยู่ถึง ๖ ลูกด้วยกัน ในด้านวัตถุมงคล หลวงพ่อเป้าได้สร้างเหรียญหล่อพระพุทธ พิมพ์กลีบบัว, พิมพ์ลีลา, พิมพ์เล็บมือ, พิมพ์นารายณ์สี่กร และพิมพ์พระปิดตา

ในที่นี้จะกล่าวถึงพระปิดตา มีพุทธลักษณะเป็นแบบลอยองค์ มีพระกรยกขึ้นปิดหน้าปิดหู และปิดทวารตามแบบฉบับพระปิดตาภควัมบดีโดยทั่วไป

เป็นพระปิดตาปางสมาธิขัดเพชร ด้านหน้าปรากฏยันต์นะล้อม ด้านหลังเป็นยันต์เฑาะว์ขึ้นยอด มีทั้งเนื้อเมฆพัด,เนื้อตะกั่ว, เนื้อทองผสม

ด้วยจำนวนการสร้างที่น้อยมากจึงทำให้พบเห็นได้ไม่บ่อยนักสนนราคาค่านิยมอยู่ในหลักหมื่นต้นๆ

ถึงกาลมรณภาพ หลวงพ่อเป้าได้มรณภาพลงอย่างสงบเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๔๘๑ สิริรวมอายุได้ ๗๓ ปี พรรษา ๕๓

ไขปมปริศนา สีผึ้งเขียวหลวงพ่อทาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/400434?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ไขปมปริศนา สีผึ้งเขียวหลวงพ่อทาบ

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง,อาจารย์ ชินพร สุขสถิตย์,ขี้ผึ้งเขียวในตำนาน
เปิดอ่าน 334 ครั้ง

ไขปมปริศนาสีผึ้งเขียวหลวงพ่อทาบ เหตุใดถือขึ้นทำเนียบสีผึ้งอันดับ1ของเมืองไทย(1) คอลัมน์… ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน โดย… เอก อัคคี (facebook.com/Akeakkee Ake)

หลวงพ่อทาบ หรือพระครูอรรถโกศล ท่านเป็นคนระยองโดยกำเนิด เกิดที่บ้านนาตาขวัญ ต.นาตาขวัญ อ.เมือง จ.ระยอง เมื่อวันศุกร์ เดือน 6 ปีฉลู ตรงกับ พ.ศ2420. โยมบิดาชื่อ อุ่น เพชรนคร โยมมารดาชื่อ ฉิม พื้นเพเป็นชาวจังหวัดจันทบุรี ท่านมีพี่น้องถึง 8 คน หลวงพ่อทาบเป็นน้องคนสุดท้อง

หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง

ผมอ่านพบบทความในนิตยสารกระแสพระ ฉบับที่ 36 เดือนสิงหาคม 2547

“หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง อ.บ้านค่าย จ.ระยอง” โดยท่านอาจารย์ชินพร สุขสถิตย์ ซึ่งในส่วนความเห็นของผมเองคิดว่าข้อเขียนส่วนใหญ่น่าจะอ้างอิงจากข้อเขียนของอาจารย์ประถม อาจสาคร

เรื่องราวมีอยู่ว่าสมัยท่านเป็นเด็กมีคนเล่าให้ฟังว่าท่านเป็นคนใจบุญมาก เมื่อโยมของท่านจับปลามาขังไว้เพื่อประกอบอาหารท่านมักจะปล่อยลงน้ำไปหมดด้วยความสงสารจนถูกโยมบิดามารดาดุเอาหลายครั้งหลายหน แต่เมื่อมีโอกาสท่านมักจะปล่อยปลาลงน้ำไปเสมอๆ จนโยมท่านต้องงดนำปลาเป็นๆ มากักขังไว้ หลวงพ่อทาบท่านได้เริ่มต้นเล่าเรียนเมื่ออายุได้เพียง 4-5 ขวบ พออายุได้ 20 ปี เข้าสู่วัยฉกรรจ์ ท่านก็ถูกเกณฑ์เป็นทหารเรือรับใช้ชาติตามหน้าที่ของลูกผู้ชายอยู่ถึง 4 ปี จึงได้ปลดประจำการ

ขี้ผึ้งเขียวในตำนาน

หลังจากนั้นท่านก็บวชอุทิศส่วนกุศลให้แก่โยมบิดามารดาทั้งสองคนโดยมีพระครู สมุทรสมานคุณ (แหยว) เจ้าอาวาสวัดป่าประดู่ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์มาก เจ้าอาวาสวัดนาตาขวัญ เป็นพระกรรมวาจารย์ และพระอาจารย์รวม วัดบ้านแลง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงพ่อทาบเป็นพระหนุ่มที่เคร่งครัดสำรวมขยันขันแข็งมากท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยและสามารถแปลมูลกัจจายน์มงคลทีปนี้ได้ในพรรษาแรก

นอกจากนี้หลวงพ่อทาบก็ยังได้ศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่อมาก พระกรรมวาจารย์ของท่านอีก จากนั้นท่านก็ไปอยู่รับใช้พระอุปัชฌาย์อีกประมาณ 2 ปี ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจากพระอุปัชฌาย์จนหมดสิ้น

พระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อทาบ คือ พระครูสมุทรสมานคุณ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดระยอง ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อแหยว เป็นผู้มีวิชาอาคมขลังยิ่งรูปหนึ่งในจังหวัดระยองยุคนั้น โดยเฉพาะด้านเมตตามหานิยม เล่ากันว่าผ้ายันต์พัดโบกของท่านนั้น ใช้โบกไปทางไหนผู้หญิงก็จะต้องตามไปทางนั้นทันที เรียกว่าหลวงพ่อมีชื่อเสียงทางผ้ายันต์หรือผ้าพัดโบกมาก

เมื่อหลวงพ่อทาบ บวชได้พรรษาที่ 5 พ้นจากการเป็นพระนวกะแล้ว ท่านก็เริ่มออกเดินธุดงค์เพื่อหาความสงบวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร และแสวงหาพระอาจารย์ดีๆ ไปตามที่ต่างๆ ในช่วงเวลานั้น หลวงพ่อทาบชอบพอกับหลวงพ่อทิมมาก เคยไปธุดงค์และแสวงหาพระอาจารย์ด้วยกันหลายครั้งหลายหน

อาจารย์ ชินพร สุขสถิตย์

อาจารย์ประถม อาจสาคร เคยเล่าเอาไว้ว่า แป้งผัดหน้านั้น หลวงพ่อทาบท่านลงนะนวลจันทร์ และตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงในด้านเมตตามหานิยมของหลวงพ่อทาบก็ยิ่งโด่งดังขึ้นจนคนระยองถึงกับผูกวลียกย่องไว้ว่า “อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อเพ่ง เมตตามหานิยมหลวงพ่อทาบ อาคมหลวงพ่อทิม”

แม้หลวงพ่อทาบ หรือท่านพระครูอรรถโกศล จะสงเคราะห์ผู้เกิดทุกข์เกิดร้อนด้วยการลงนะหน้าทอง อาบน้ำมนต์ ตลอดจนแจกสีผึ้งเขียวให้ผู้เดือดร้อนจนสัมฤทธิ์ผลตามความปรารถนาแล้ว วิชาของท่านกลับมาย้อนทำลายใจของท่านเองเข้าจนได้ กล่าวคือพระลูกวัดท่านรูปหนึ่งซึ่งบวชอยู่รับใช้ใกล้ชิดท่านมาหลายปีเกิดอยากสึกไปครองเรือน จึงมาอ้อนวอนขอสีผึ้งเขียวท่านโดยบอกท่านตรงๆ ว่า

ชอบผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง หลวงพ่อทาบใจอ่อนเห็นใจในความรักของหนุ่มสาวซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ หลวงพ่อทาบจึงให้สีผึ้งเขียวแก่ทิดสึกใหม่ผู้นั้นไปเพียงหนึ่งหัวไม้ขีด ทิดสึกใหม่คนนั้นก็เอาไปป้ายหญิงที่ตนรัก หญิงสาวก็หนีพ่อแม่ตามหนุ่มทิดสึกใหม่ผู้นั้นไปอย่างที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึง ทว่าหญิงสาวคนนั้นก็คือหลานสาวแท้ๆ ของท่านเอง!!!

คุณลุงเจริญ เพชรนคร หลานแท้ๆ ของหลวงพ่อทาบเล่าให้ผู้เขียนประวัติของพ่อทาบลงในเว็บไซต์อิทธิปาปฏิหาริย์พระเครื่องให้ทราบถึงความเสียใจของท่าน โดยท่านพูดว่า “นิ้วเราเองมาทิ่มตาเราเอง ต่อไปนี้จะไม่แจกสีผึ้งแก่คนในบ้านค่ายอีก” (อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

แก้ปัญหาน้ำเน่า-พร้อมรณรงค์สร้างจิตสำนึกต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/400431?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แก้ปัญหาน้ำเน่า-พร้อมรณรงค์สร้างจิตสำนึกต่อเนื่อง

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 13:20 น.
คลองด่าน,น้ำเน่า,ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

แก้ปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองด่าน – คลองสนามชัย พร้อมรณรงค์สร้างจิตสำนึกต่อเนื่อง คอลัมน์…  เปิดซองส่องไทย  ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม

นายเจน วราหะ ผู้อำนวยการเขตธนบุรี กทม. กล่าวตามที่มีการเสนอบทความ ระบุคลองด่าน-คลองสนามชัย ในพื้นที่เขตจอมทอง-เขตธนบุรี ประสบปัญหาน้ำเน่าเสีย สีดำเข้ม ส่งกลิ่นเหม็น และมีขยะในบางจุด ทั้งที่คลองด่าน-คลองสนามชัย ถูกจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางน้ำ หากปล่อยให้น้ำเน่าเสียในอนาคตอาจกลายเป็นคลองแสนแสบ 2 ว่า

สำนักงานเขตธนบุรี ได้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองด่าน ตั้งแต่แยกคลองบางกอกใหญ่ถึงวัดใหม่ยายนุ้ย สุดเขตธนบุรี โดยตรวจสอบการบำบัดน้ำเน่าเสียของอาคารบ้านเรือนและสถานประกอบการตามแผนปฏิบัติงาน ขณะเดียวกันได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างจิตสำนึกของผู้พักอาศัยในพื้นที่ริมคลองไม่ให้ทิ้งขยะของเสียลงคลอง รวมถึงให้สถานประกอบการอาหารติดตั้งและดูแลถังดักไขมันสม่ำเสมอเพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมการระบายน้ำทิ้งให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และประสานสถานประกอบการให้ส่งข้อมูลผลการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียเป็นประจำทุกเดือน

นายดลจิตร์ เสรีรักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตจอมทอง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการเขตจอมทอง กทม. กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานเขตจอมทอง ได้จัดเก็บขยะทางน้ำทุกวัน จุดที่มีขยะอยู่เต็มจะเป็นส่วนที่เว้าเข้าไปอยู่ในแนวเขตบ้านเรือนประชาชน ซึ่งสำนักงานเขตได้เข้าไปจัดเก็บและประสานขอความร่วมมือจากสำนักสิ่งแวดล้อมช่วยดำเนินการจัดเก็บขยะด้วย

ขณะเดียวกันได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์และสร้างจิตสำนึก โดยจัดทำประกาศขอความร่วมมือไม่ให้ทิ้งขยะของเสียลงในคลอง ตลอดจนจัดการอบรมการทำน้ำหมักจุลินทรีย์เพื่อนำไปเทในบริเวณที่มีน้ำขังหรือน้ำทิ้งก่อนปล่อยลงสู่ลำคลอง อีกทั้งได้พัฒนาส่งเสริมการท่องเที่ยวริมคลอง โดยจัดทำโครงการพัฒนารองรับการท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ริมคลองบางขุนเทียน จากวัดบางขุนเทียนในถึงคลองด่าน (วัดหนัง) ให้สวยงาม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ส่งเสริมงานศิลปะกับโครงการ ดาวเด่นบัวหลวง101

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/400225?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ส่งเสริมงานศิลปะกับโครงการ ดาวเด่นบัวหลวง101

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 15:05 น.
ดาวเด่นบัวหลวง 101,ศาสตรเมธี ดรเฉลิมชัย,มูลนิธิบัวหลวง,ตาวิเศษ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

เปิดโอกาสให้แก่นิสิต นักศึกษาด้านศิลปะ ได้ก้าวเดินและเติบโตในเส้นทางศิลปะ

นับเป็นเวทีสูงสุดเวทีหนึ่งของเยาวชน ที่เปิดโอกาสให้แก่นิสิต นักศึกษาด้านศิลปะทุกคน ได้ก้าวเดินและเติบโตในเส้นทางศิลปะเป็นปีที่ 12 สำหรับโครงการประกวดศิลปิน “ดาวเด่นบัวหลวง 101 ครั้งที่ 12 ประจำปี 2562” จัดโดย มูลนิธิบัวหลวง ร่วมกับ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยงานแถลงข่าวจัดขึ้นที่ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อเร็วๆ นี้

ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองที่น่าสนใจ โดยกรรมการมูลนิธิบัวหลวง และประธานโครงการ คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช รวมทั้งศิลปินแห่งชาติ ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง, ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อ.ปัญญา วิจินธนสาร และ อ.วีรเดช พนมวัน ณ อยุธยา ร่วมให้คำแนะนำแก่นักศึกษาผู้เข้าร่วมแข่งขัน ดาวเด่นบัวหลวง จำนวน 74 คน จาก 37 คณะ 35 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช

 คุณหญิงชดช้อย เผยว่า โครงการ “ดาวเด่นบัวหลวง 101” ได้รับความสนใจจากศิลปินรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่จัดโครงการประกวดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2551 เป็นต้นมา เพื่อให้นักศึกษาได้เปิดความคิดและแสดงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ โดยคณะกรรมการได้เสนอประเด็นในแง่มุมต่างๆ เพื่อกำหนดเป็นหัวข้อให้เยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ทั้งยังทำให้ประชาชนทั่วไปมีความสนใจ และเข้าใจงานศิลปะมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับการประกวดในปีนี้ได้กำหนดหัวข้อในการสร้างสรรค์งาน คือ “ร่วมมือร่วมใจ พัฒนา ยั่งยืน” เพื่อให้นักศึกษาได้สร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนสถานการณ์ แนวโน้ม ทิศทางของสังคม รวมทั้งได้ใช้กระบวนการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมตามประเด็นที่ตั้งขึ้น นอกจากนี้ในกิจกรรมปฐมนิเทศ ผู้เข้าร่วมแข่งขันยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนิน กิจกรรมรณรงค์ลดขยะกับตาวิเศษ ด้วยการลงพื้นที่เก็บขยะในคลองแสนแสบเพื่อจะได้รับทราบถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ล้วนมีผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรา

นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการขณะทำกิจกรรมรณรงค์ลดขยะ

หลังจากกิจกรรมลงพื้นที่ ผู้เข้าร่วมโครงการได้นำข้อมูลมาแลกเปลี่ยน และนำเสนอด้วยการสร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นใหญ่ร่วมกันในนามของดาวเด่นบัวหลวงรุ่นที่ 12 โดย อ.ปัญญา กล่าวว่า งานศิลปะไม่ได้มีมิติในแง่ของความสวยงามเท่านั้น ถ้าหากเป็นงานศิลปะร่วมสมัยต้องตอบโจทย์สังคมรอบด้านด้วย

นิสิต นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ขณะทำผลงานร่วมกัน

ด้าน  อ.วีรเดช กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 วัน ผู้เข้าร่วมแข่งขันจะได้มีทักษะความรู้ในแง่มุมต่างๆ โดยผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ร่วมเป็นวิทยากร ไม่ว่าจะเป็น พระอาจารย์สันติพงศ์ เขมปัญโญ วัดป่าสุคะโต จะมาบรรยายธรรมในหัวข้อ ธรรมะ-ศิลปะกับการดำเนินชีวิต ศ.กิตติคุณ กำจร สุนพงษ์ศรี ที่จะให้แนวคิดและแนวทางในการทำงานศิลปะร่วมสมัย ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ดร.ดิสพล จันศิริ นักสะสมผลงานศิลปะ จะมาเล่าถึงผลงานศิลปะที่ต้องใจนักสะสม ประกิต กอบกิจวัฒนา ให้ความรู้ทางด้านโอกาสทางอาชีพของนักศึกษาศิลปะ ศ.วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ ให้แนวคิดในการทำงานสร้างสรรค์ และ อ.อัฐพร นิมมาลัยแก้ว ศิลปินชั้นเยี่ยมจากการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์แห่งความสำเร็จบนเส้นทางศิลปินมืออาชีพ โดยครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมฟังการบรรยายด้วย

อ.วีรเดช พนมวัน ณ อยุธยา-ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์-ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง-อ.ปัญญา วิจินธนสาร

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง กล่าวว่า หลักเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสินผลงานของผู้ชนะในโครงการ มีเกณฑ์การให้คะแนน 3 ด้าน ได้แก่ การสังเคราะห์ความจริงใหม่ให้เกิดขึ้น ความงามของงานศิลปะ และสุดท้าย คือ ความดี

ปิดท้ายที่ ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า โครงการนี้ถือว่าเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ร่วมกัน ได้เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ที่หาไม่ได้จากห้องเรียน หรือตำราเรียนจากเหล่าวิทยากร รวมทั้งยังเป็นการได้แลกเปลี่ยนทักษะและความรู้ต่างๆ ในการทำงานศิลปะระหว่างกลุ่มเพื่อนนิสิต นักศึกษา ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นหัวกะทิที่คัดมาแล้วจากแต่ละสถาบัน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่เราสามารถนำไปพัฒนาตัวเองได้ต่อไปในอนาคต

ผลงานของนิสิต นักศึกษา ที่เข้าร่วมโครงการ

รางวัลสำหรับผู้ชนะในโครงการศิลปินดาวเด่นบัวหลวง แบ่งออกเป็น รางวัลยอดเยี่ยม ผู้ชนะจะได้รับเงินทุนการศึกษา 100,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ รางวัลความคิดสร้างสรรค์ จะได้รับเงินทุนการศึกษา 70,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และ รางวัลดีเด่น จะได้รับเงินทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ โดยมีคณะกรรมการ ซึ่งมีทั้งศิลปินแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ตัดสินพิจารณารางวัล

ร่วมชื่นชมผลงานการสร้างสรรค์งานศิลปะของศิลปินหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในโครงการ “ดาวเด่นบัวหลวง 101 ครั้งที่ 12 ประจำปี 2562” โดยสามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวได้ที่ เว็บไซต์ http://www.bualuang101.com, โดยมีกำหนดการแข่งขันตั้งแต่วันนี้–2 ธันวาคมนี้  และประกาศผลการตัดสินในวันที่ 2 ธันวาคม ที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถ.ราชดำเนินกลาง

ตรวจสอบความเดือดร้อนจากการก่อสร้างสะพานข้ามคลองสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/400032?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ตรวจสอบความเดือดร้อนจากการก่อสร้างสะพานข้ามคลองสอง

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 13:50 น.
ก่อสร้างสะพาน,คลองสอง,ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม
เปิดอ่าน 144 ครั้ง

ตรวจสอบความเดือดร้อนจากการก่อสร้างสะพานข้ามคลองสอง คอลัมน์…  เปิดซองส่องไทย ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม

นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองผู้อำนวยการสำนักการโยธา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม. กล่าวกรณีประชาชนในพื้นที่ริมคลองสอง เขตสายไหม แจ้งว่าได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทเอกชน ก่อสร้างสะพาน ค.ส.ล.ข้ามคลองสอง บริเวณ ซ.พหลโยธิน 54/1 ซึ่งเป็นคลองที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการสัญจรทางน้ำ โดยขณะนี้ได้มีการตอกตอม่อหรือเสาสะพาน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการไหลและสัญจรทางน้ำของประชาชน

อ่านข่าว…  ศรีสุวรรณจ่อร้องป.ป.ช.สอบกทม.เอื้อเอกชนสร้างสะพานขวางทางน้ำ

อีกทั้งการดำเนินการดังกล่าวยังไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามที่กฎหมายกำหนด ไม่มีการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งขัดต่อกฎหมายหลายฉบับว่า สำนักการโยธา ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างสะพานดังกล่าว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างสะพาน ได้ตอกเสาเข็มไม้เพื่อเป็นฐานในการตั้งปั้นจั่นสำหรับตอกเสาเข็มคอนกรีต โดยเว้นช่องว่างเพื่อให้เรือสามารถผ่านได้ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อทำการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะมีความสูงใต้ท้องสะพานที่เรือสามารถลอดผ่านได้ตามระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการขออนุญาตก่อสร้างสะพานข้ามคลอง พ.ศ.2549 รวมทั้งการก่อสร้างสะพานนี้ไม่เข้าข่ายเป็นอาคารที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. กล่าวว่า กทม. ได้รับถ่ายโอนภารกิจการพิจารณา EIA เฉพาะประเภทโครงการด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชน 5 ประเภทเท่านั้น ซึ่งการสร้างสะพานข้ามคลองดังกล่าวไม่เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA แต่อย่างใด ซึ่งตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2561 ได้กำหนดให้ประเภทโครงการ/กิจการที่ต้องจัดทำ EIA จำนวน 35 ประเภท

นายยอดขวัญ จุณณะปิยะ ผู้อำนวยการเขตสายไหม กทม. กล่าวว่า สำนักงานเขตสายไหม ได้ตรวจสอบการก่อสร้างสะพานดังกล่าว พบผู้รับจ้างได้ก่อสร้างนั่งร้านตามความกว้างคลอง เพื่อตอกเสาเข็มรองรับโครงสร้างสะพานและได้เริ่มตอกเสาเข็มไปแล้ว จำนวน 8 ต้น บริเวณที่ดินที่บริษัทฯ เช่าจากกรมธนารักษ์ ฝั่งทิศตะวันออกของคลองสอง โดยการก่อสร้างเป็นไปตามแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต

ความเป็นไทยในสายน้ำแห่งวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/399680?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ความเป็นไทยในสายน้ำแห่งวัฒนธรรม

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 16:36 น.
ศิลปวัฒนธรรม,สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย,River Festival 2019,วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร,ท่าล้ง 1919,วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร,River Consonance เสียง สุข แห่งสายน้ำ,ลำพูน,ลอยกระทง,ปล่อยโคม,แม่น้ำกวง,พระธาตุหริภุญชัย
เปิดอ่าน 23 ครั้ง

สัมผัสมนเสน่ห์แห่งสายน้ำและวัฒนธรรมอันดีงามที่พร้อมบอกเล่าความเป็นไทยไปทั่วโลก

ปิดฉากไปด้วยความประทับใจกับบิ๊กโปรเจกต์ “River Festival 2019 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ที่จัดเต็มพร้อมกันบน 10 พื้นที่หลัก ประกอบด้วย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร นอกจากนี้ยังมีอีก 5 ท่าน้ำ ได้แก่ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ก,  ท่ามหาราช, ท่าล้ง 1919, สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม และเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ที่ล้วนแล้วแต่มีกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท่า อิ่มเอมไปกับประเพณีลอยกระทงและกิจกรรมมากมาย   

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

การแสดงทางวัฒนธรรมที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

โดยในส่วนของพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการขยายการจัดงานเพิ่มเป็น 10 ท่าน้ำ คือ ‘วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร’ วัดที่มีประวัติชื่อเสียงมายาวนานหลายรัชสมัยนับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีท่าน้ำอยู่ในทำเลที่มองเห็นทิวทัศน์ทั้งสองฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็นอารามหลวงที่มีประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าและถือเป็นแลนด์มาร์คหลักริมโค้งน้ำเจ้าพระยาที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักแสวงบุญ

กิจกรรมล่องเรือ

ทูตนานาชาติร่วมลอยกระทง

ขณะที่ไฮไลท์ของพื้นที่กรุงเทพฯ ยังมีกิจกรรมล่องเรือ “River Consonance เสียง สุข แห่งสายน้ำ” ต้อนรับคณะทูตประจำประเทศไทย จากสถานทูตกลุ่มประเทศอาเซียนและทูตวัฒนธรรมนานาชาติ ในโอกาสเฉลิมฉลองปีแห่งวัฒนธรรมอาเซียน และเป็นการขอบคุณความร่วมมือตลอด 5 ปีที่ผ่านมาของพันธมิตรท่าน้ำ ร่วมล่องเรือชมบรรยากาศโค้งน้ำเจ้าพระยาและชมพระอาทิตย์ตก จากนั้นลอยกระทีปมงคลและขอขมาพระแม่คงคา ก่อนปิดท้ายด้วยการเข้าเยี่ยมชมภายในพระบรมมหาเจดีย์ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร แล้วเดินทางไปยังท่าล้ง 1919 สักการะศาลเจ้าแม่ทับทิม และชมการแสดงวัฒนธรรมไทย-จีน   

การแสดงวัฒนธรรมไทย-จีน ที่ล้ง 1919

แขกบ้านแขกเมืองร่วมลอยกระทงที่ลำพูน

และถือเป็นครั้งแรกที่การจัดงานได้ขยายพื้นที่สู่ภาคเหนือ “จังหวัดลำพูน” ภายใต้ชื่อ “River Festival Lamphun – Happy River สีสัน เสียงสุข แห่งสายน้ำ” ครั้งที่ 1 ด้วยการเนรมิตพื้นที่บริเวณริมน้ำฝั่งแม่น้ำกวงความยาวกว่าหนึ่งกิโลเมตรให้เต็มไปสีสันจากโคมแสนดวง ซึ่งถือเป็นหนึ่งไฮไลท์ของการจัดการ และบรรยากาศตลอด 5 คืน เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เข้ามาร่วมลอยกระทง หรือประเพณียี่เป็ง ที่ปฏิบัติสืบทอดมายาวนาน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระธาตุหริภุญชัย และถวายสักการะพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งเมืองลำพูน

นักท่องเที่ยวแห่ร่วมงานที่ริมน้ำกวง ท่าน้ำวัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน คับคั่ง 

เพลิดเพลินไปกับนิทรรศการภาพถ่าย ผลงานศิลปะงานฝีมือของนักออกแบบท้องถิ่น ช็อปสนุกกับสินค้าร้านค้าชุมชนมากมาย และอิ่มอร่อยไปกับอาหารพื้นเมืองลำพูนแท้ๆ บริเวณจัดงานเริ่มตั้งแต่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเชิงสะพานท่าขาม สะพานข้ามฝั่งเวียงยอง สะพานท่าสิงห์ขัวมุง ไปจนถึงประตูท่านาง อำเภอเมืองลำพูน

 เรียกได้ว่าเป็นงานเดียวที่ได้เพลิดเพลินกับสีสันและเสียงสุขแห่งสายน้ำ พร้อมสัมผัสมนเสน่ห์แห่งสายน้ำและวัฒนธรรมอันดีงามที่พร้อมบอกเล่าความเป็นไทยไปทั่วโลก

รถแท็กซี่ต่อภาษี-ตรวจมิเตอร์ได้ทุกที่จริงหรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/399636?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รถแท็กซี่ต่อภาษี-ตรวจมิเตอร์ได้ทุกที่จริงหรือ

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 15:05 น.
รถแท็กซี่,ต่อภาษี,ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

รถแท็กซี่ต่อภาษี-ตรวจมิเตอร์ได้ทุกที่จริงหรือ คอลัมน์…  เปิดซองส่องไทย  ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม

เรียนลุงแจ่มที่เคารพ คอลัมน์เปิดซองส่องไทย หนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้นำรถไปตรวจมิเตอร์ที่สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 3 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร แต่เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจสภาพรถแนะนำให้ไปใช้บริการที่กรมการขนส่งทางบก ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แทน

อ่านข่าว…   ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม

ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่ารถของผมจดทะเบียนอยู่ในเขตจตุจักรจึงไม่สามารถต่อภาษีและตรวจมิเตอร์ที่นี่ได้ ผมจึงบอกว่าครั้งที่แล้วผมก็ต่อที่นี่และผมได้สอบถามเจ้าหน้าที่แล้วว่ารถแท็กซี่สามารถต่อได้ทุกที่ แต่เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสภาพกลับอ้างว่าครั้งนี้จะอนุโลมให้

ทำให้ผมอยากทราบว่าสรุปแล้วสามารถต่อได้ทุกที่อย่างที่เจ้าหน้าที่บอกหรือไม่ จึงอยากรบกวนลุงแจ่มช่วยเป็นสื่อกลางในการหาคำตอบให้ผมด้วย เพราะส่วนตัวผมเห็นว่าในยุค 4.0 นี้ หน่วยงานของภาครัฐควรเน้นอำนวยความสะดวกให้ประชาชนไม่ใช่มุ่งสร้างภาระให้ประชาชน อีกทั้งบริเวณกรมการขนส่งทางบกรถหนาแน่นมากทุกวันนี้
รถแท็กซี่

ตอบ
กรมการขนส่งทางบก ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีประชาชนสงสัยเกี่ยวกับการต่อภาษีและการตรวจสอบมิเตอร์ของรถแท็กซีในการต่อภาษีรถยนต์นั้น สามารถต่อภาษีประจำปีได้ที่กรมการขนส่งทางบก เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครได้ โดยต้องมีหลักฐานดังนี้

1.ใบคู่มือจดทะเบียนรถ (ถ้ามี)
2.หลักฐานการเอาประกันภัยตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ที่ยังไม่สิ้นอายุ
3.ใบรับรองการตรวจสภาพรถ (สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน หรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่จดทะเบียนมาแล้วตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป หรือรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนมาแล้วตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป)
โดยกรมการขนส่งทางบกมีนโยบายการลดความแออัดในการเข้ามาใช้บริการของประชาชนที่เข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน และทำให้ต้องใช้เวลาในการใช้บริการแต่ละครั้งนานเกิน ดังนั้นกรมขนส่งทางบกจึงได้มีการขยายพื้นที่ของการให้บริการอื่นๆ ในเรื่องของการตรวจสอบมิเตอร์ประจำปี ให้ไปใช้บริการได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่ 1–5 ได้เลย โดยไม่คำนึงถึงการจดทะเบียนของรถแต่ละคันว่ามีการจดทะเบียนที่ไหนไว้บ้าง

  โดยสิ่งที่ต้องเตรียมไปในวันทำการคือ 
1.ใบคู่มือจดทะเบียนรถ (ถ้ามี)
2.หลักฐานการเอาประกันภัยตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ที่ยังไม่สิ้นอายุ
3.ใบรับรองการตรวจสภาพรถ (สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน หรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่จดทะเบียนมาแล้วตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป หรือรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนมาแล้วตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป)

โดยในการตรวจสอบมิเตอร์และการตรวจสอบสภาพรถในแต่ละครั้งควรมีการเตรียมเอกสารและเตรียมรถที่ต้องการตรวจให้ถูกต้องและครบถ้วน เพราะเนื่องจากถ้าเอกสารหรือรถที่นำมาตรวจสอบแล้วเจอปัญหารถดัดแปลงทางเจ้าของรถจะต้องนำรถไปแปลงสภาพกลับให้เป็นสภาพเดิมก่อน แล้วจึงค่อยมาตรวจสภาพใหม่อีกครั้ง และรถสาธารณะหรือรถแท็กซีที่ต้องนำรถมาตรวจสอบมิเตอร์นั้น รถแท็กซี่ที่มีอายุน้อยกว่า 7 ปี ต้องนำรถมาตรวจสภาพทุก 6 เดือน และรถที่มีอายุเกิน 7 ปี ต้องนำมาตรวจสภาพในทุกๆ 4 เดือน

คมเลนส์ส่องพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/399411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

คมเลนส์ส่องพระ

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
พระเครื่อง,คมเลนส์ส่องพระ
เปิดอ่าน 3,255 ครั้ง

คอลัมน์… คมเลนส์ส่องพระ  โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

** งานประกวดพระ วันอาทิตย์ที่ ๑๗ พฤศจิกายนนี้ จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชา จ.สระบุรี ประธานจัดงาน พ.ท.ปราโมชย์ ปรีชาศาสตร์ ณ ค่ายอดิศร จ.สระบุรี พระที่จัดประกวด ๘๐ โต๊ะ ครบทุกประเภท ค่าส่งพระองค์ละ ๓๐๐ บาท รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ พระชัยวัฒน์ หลวงพ่อจักษ์ วัดชุ้ง เนื้อนวโลหะ

** ถัดไป วันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน คณะที่ปรึกษาตำรวจภูธรภาค ๑  โดย มงคล ศิริพัฒนกุล และ ชัยรัตน์ จำนงค์การ จัดงานประกวดพระ ณ อาคาร บี ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ พระที่จัดประกวด ๓,๕๕๔ รายการครบทุกประเภท ค่าส่งพระองค์ละ ๔๐๐ บาทรางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ พระปิดตาเมืองชล หนากว่า ๓๐๐ หน้า จัดทำโดยทีมงาน นิตยสาร พระท่าพระจันทร์

** คมเลนส์ส่องพระ วันนี้ขอเริ่มด้วย พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ องค์ที่มีความสวยสมบูรณ์ คมชัดที่สุด ที่มีชื่อเรียกกันในวงการว่า “องค์ครูเอื้อ” เนื่องจากเป็นพระของ ครูเอื้อ สุนทรสนาน  นักร้อง นักประพันธ์เพลง และหัวหน้าวงดนตรี “สุนทราภรณ์” มาก่อน ครูเอื้อมีความเคารพศรัทธานับถือ เจ้าประคุณสมเด็จฯ โต มาก จึงเก็บสะสมพระสมเด็จ วัดระฆัง และวัดบางขุนพรหม ตลอดมา พระสมเด็จ “องค์ครูเอื้อ”  จึงมีหลายองค์ ภาพนี้เป็นองค์ที่ครูเอื้อบูชาติดตัวเป็นประจำ ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๕๒๖ หลังจากครูเอื้อถึงแก่กรรมแล้ว พระองค์นี้ได้มีการเปลี่ยนมือไปอยู่กับนักธุรกิจโรงแรมในราคาหลักล้าน กระทั่งปี ๒๕๖๐ ได้มีการเปลี่ยนมืออีกครั้งโดยนักธุรกิจและนักสะสมพระเครื่องแถวหน้าของวงการบูชาไปในราคาร่วม ๕๐ ล้านบาท นับเป็นพระสมเด็จองค์ที่มีราคาสูงสุดของวงการพระเครื่องเมืองไทย (ขอขอบพระคุณ ภาพและข้อมูลจากหนังสือ “พระเครื่องพระศรีวสุนธรา” รางวัลงานประกวดพระ มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช มูลนิธิ ควง อภัยวงศ์ เมื่อ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ จัดทำโดย ทีมงานนิตยสาร พระท่าพระจันทร์)

** พระสมเด็จจิตรลดา เป็นพระเครื่องที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงสร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ระหว่างปี ๒๕๐๘-๒๕๑๓ รวมประมาณ ๓,๐๐๐ องค์ สร้างด้วยผงศักดิ์สิทธิ์มากมายจากทั่วประเทศ และผงศักดิ์สิทธิ์จากส่วนพระองค์ โดยเฉพาะดอกไม้แห้งจากพวงมาลัยที่ประชาชนทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรง “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” และ “เส้นพระเจ้า” ซึ่งเป็นของสูงที่ประมาณค่ามิได้ ที่น่าสังเกตคือ การตัดขอบองค์พระ จะตัดเฉียงลงจากด้านบนสู่ด้านล่างเสมอ องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็น พระสมเด็จจิตรลดาปี ๒๕๑๐ ของ ธีระ ง้อสุรเชษฐ์ (ระ ภูเก็ต)

** พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก องค์นี้ ถือเป็น พระองค์ครู ได้เลย สภาพสวยเดิมๆ สมบูรณ์คมชัดมาก เนื้อจัด ที่สำคัญ คือเป็น พระเนื้อเขียว ซึ่งหายากมาก เป็นพระเก่าเก็บของ พรรค คูวิบูลศิลป์ ชาวเชียงใหญ่โดยกำเนิด ศึกษาพระสกุลลำพูน ตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ มุ่งมั่นที่จะเป็นเซียนพระให้ได้ จนประสบความสำเร็จในชีวิต

** หลวงปู่ครีพ วัดสมถะ (วัดอุทยานนที) เป็นพระเกจิอาจารย์ยุคเดียวกับหลวงปู่เจียม วัดกำแพง ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๐ สมัยรัชกาลที่ ๔ ท่านได้สร้างพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก แบบเนื้อกะลาสีน้ำตาลเช่นเดียวกับพระปิดตาของเมืองชลบุรีทั่วไปมีพิมพ์ต่างๆ อาทิ พิมพ์เศียรโตหลังอูม และหลังยันต์, พิมพ์เศียรเล็กหลังอูมและหลังยันต์ พระปิดตาหลวงปู่ครีพ  จัดอยู่ในชุด พระปิดตา ๕ เสือเมืองชลบุรี องค์นี้ พิมพ์เศียรโต สภาพสวยแชมป์ คมชัดลึกทุกมิติ เนื้อเก่าถึงยุคแท้ดูง่าย มีภาพอยู่ใน หนังสือพระปิดตาเมืองชล รางวัลงานประกวดพระ คณะที่ปรึกษาตำรวจภูธรภาค ๑วันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน นี้

** พระปิดตามหาเสน่ห์ เนื้อผงเกสร ปี ๒๕๑๘ เป็นพระปิดตารุ่นแรกที่ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี จัดสร้างขึ้น โดยให้ทางวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม เป็นผู้ผสมผงพุทธคุณ และกดพิมพ์สร้างเป็นองค์พระขึ้นมีผงเก่าของพระสมเด็จกรุบางขุนพรหม ที่แตกหักเป็นส่วนผสมรวมอยู่ด้วย และผงอิทธิเจของหลวงปู่โต๊ะ ท่านได้ปลุกเสกพระปิดตารุ่นนี้นานถึง ๑ พรรษา มี ๒ เนื้อ คือ เนื้อผงใบลานและเนื้อผงเกสร องค์ที่นำมาเสนอนี้ เป็นพระที่มีความสวยระดับแชมป์ หูตากะพริบ พระกดพิมพ์ได้คมชัดลึกทั้งหน้า-หลัง ติดรางวัลที่ ๑ งาน จ.ลำปาง ที่ผ่านมา (๑๐ พ.ย.) เป็นพระของ เฉิน รังเทพ ชั้น ๓ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน

** พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ หลังเตารีดพิมพ์ใหญ่เอปี ๒๕๐๕ พระองค์นี้ฟอร์มล่ำใหญ่ มีความสมมาตรทั้งด้านซ้ายและขวา เป็นเนื้อโลหะผสมแก่ทององค์พระจึงมีวรรณะเหลือง พระหล่อได้สมบูรณ์คมชัดลึก มีมิติ บัวติดทุกเม็ด อีกทั้งยังมีเม็ดทรายตามจุดต่างๆ ขององค์พระ เนื้อพระเกิดลายตามุ้งเนื่องจากการหดตัวของเนื้อโลหะชนิดต่างๆ ที่ผสมกัน มีความเก่าถึงยุค ทำให้ดูง่ายขึ้น เป็นพระองค์รักองค์ครู ของ สมควร สว่างเลิศ (ดำ ทองจันทร์) นักสะสมพระรูปหล่อโบราณในสายเลือด

** งานประกวดพระ นักเรียนนายเรือ ๗๕ (๒๗ ต.ค.) ที่ผ่านมา อนุชา เทวานฤมิตกุล (โอ๊ค แปดริ้ว) ส่ง พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เข้าประกวด โต๊ะ ๒ พระหลวงพ่อทวด ยอดนิยม ๓๖ องค์ ติดรางวัล ๓๒ องค์ ได้แชมป์โต๊ะไปโดยปริยาย องค์หนึ่งที่ชนะเลิศงานนี้ คือ พระหลวงพ่อทวด หลังหนังสือ พิมพ์ใหญ่ปั๊ม หน้า “ท” ปี ๒๕๐๕ สวยสมบูรณ์คมชัดทุกซอกมุม รมดำเดิมๆ สมศักดิ์ศรีที่ ๑ งานใหญ่ ทำให้มีกำลังใจที่จะส่งงานใหญ่ครั้งต่อไป

** รูปหล่อโบราณรุ่นแรก หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา จ.ปราจีนบุรี ปี ๒๔๘๔ เนื้อโลหะผสม ใต้ฐานตอกอักษร ๓ แถวว่า “หลวงพ่อจาด / สวัสดิ์ ผ่องสกุล / ผู้ทำ” จัดเป็นพิมพ์นิยมที่หาชมพระแท้ได้ยาก…หลวงพ่อจาด (พระครูสิทธิสารคุณ) เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมในสมัยสงครามโลก มีชื่อเสียงโด่งดังมาก วัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์ด้านมหาอุด คงกระพันชาตรี และแคล้วคลาด เป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง รูปหล่อโบราณรุ่นแรกนี้ จัดสร้างขึ้นเพื่อแจกชายฉกรรจ์ชาวปราจีนบุรี อาราธนาติดตัวเข้าร่วมสู้รบในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทุกคนที่มีพระรุ่นนี้ติดตัวต่างกลับมาบ้านโดยสวัสดิภาพ องค์นี้สวยสมบูรณ์คมชัดมาก ติดรางวัลงานที่สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สนับสนุน และมี “ใบเซอร์พระแท้” จากสมาคม เป็นพระของ เบียร์ นครปฐม นักสะสมพระเครื่องหลากหลายประเภท

** แมงมุมเรียกทรัพย์ ต้อง หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า มาถึงวันนี้ หลวงพ่อเสน่ห์ ก็ได้วิชานี้จากต้นเค้าเดียวกัน ท่านได้สร้าง แมงมุมวิชาเย็น จากตำราสายหลวงปู่ศุข เป็นแมงมุม “จ่าฝูง” แสดงฤทธิ์กลางสายฟ้า เรียกเงินกลางสายฝน ชักใยดักทรัพย์กลางสายลม มีพลังเมตตามหานิยมสูง ใครพบเห็นเป็นต้องให้ความรักความเมตตาเสมอ ผู้ประกอบกิจการค้าขายจะมีความเจริญก้าวหน้า มีโชคมีลาภ ได้เงินได้ทอง ทรัพย์สินเพิ่มพูนทวีขึ้น ขนาด ๒.๒x๒.๐ ซม. สูง ๐.๕ ซม. สร้างด้วยเนื้อทองยอดธง และเนื้อเงินยวง ติดต่อบูชาได้ที่ พระครูอุปกิตสารคุณ วัดพันสี หมู่ ๑ ต.ท่าโพ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี

** วางตลาดแล้ว นิตยสาร พระท่าพระจันทร์  ฉบับใหม่ปก พระปิดตาหลวงปู่ภู่ วัดนอก พร้อมประวัติและภาพพระปิดตาองค์ครูมากมาย สำหรับการศึกษาและสะสม

** พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด ขอให้โชคดี มีความสุขทุกวันเวลา ***

ป้องกันภูตผี…ก่อนเดินทาง ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/399183?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ป้องกันภูตผี…ก่อนเดินทาง ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ท้าวเวสสุวรรณ,ยักษ์,ตามรอยตำนานแผ่นดิน
เปิดอ่าน 182 ครั้ง

ป้องกันภูตผี…ก่อนเดินทาง ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…   เอก อัคคี (facebook.com/Akeakkee Ake) 

ผมว่าบรรดาพญายักษ์ที่คนไทยเรารักมากที่สุดไม่มีพญายักษ์ตนใดเกินหน้าเกินตา “ท้าวเวสสุวรรณ” ไปได้เลย เพราะในความเป็นจริงแล้ว “ยักษ์” นั้น ตามความเชื่อของคนไทยเรามักจะจัดอยู่ในกลุ่มผู้ร้ายไม่ใช่กลุ่มผู้ดี อาจจะเพราะว่าคนไทยเราจำพฤติกรรมของพญายักษ์นามว่า “ทศกัณฐ์” ในเรื่องรามเกียรติ์มาเป็นข้อยุติ เลยสรุปว่า ขึ้นชื่อว่า “ยักษ์” ต้องเป็นตัวร้าย

อ่านข่าว…  อีกหนึ่งที่มาของชื่อ ภูเขาทอง ฤาที่นี่จะเป็นที่เก็บทองคำของกองทัพญี่ปุ่นจริง แต่ที่แน่ๆ ที่นี่เก็บอิฐบรรพบุรุษผม

นี่เข้าข่ายยักษ์ตนเดียวทำเสียไปทั้งเผ่าพงษ์พันธุ์ เข้าทำนอง “ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง” นั้นแหละครับ!!!!

แต่เรื่องจริงที่น่าแปลกคือ มีพญายักษ์ตนหนึ่งผู้ที่มีนามว่าท้าวเวสสุวรรณ ที่บอกไปแล้วว่าคนไทยเรารักมาก-ถามว่ารักเพราะอะไร?

แฮ่ม…รักเพราะท่านคือราชาแห่งโภคทรัพย์และเป็นพญายักษ์ผู้พิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา จะเรียกว่าท่านเป็นยักษ์ธรรมะธัมโมก็ว่าได้ ในหนังสือสารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ 3 หน้า 1439 กล่าวถึงท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณเอาไว้ว่า

พระครูอรุณธรรมญาณ มอบของดีให้ผู้เขียนไว้ก่อนเดินทางปีใหม่

“กุเวร-ท้าว พระญายักษ์ผู้เป็นเจ้าแห่งขุมทรัพย์ มียักษ์และคุยหกะ (ยักษ์ผู้เฝ้าขุมทรัพย์) เป็นบริวาร ท้าวกุเวรนั้น บางทีก็เรียกว่าท้าวไวศรวัน (เวสสุวรรณ) ภาษาทมิฬเรียก “กุเวร” ว่า “กุเปรัน” ซึ่ง มีเรื่องอยู่ในรามเกียรติ์ว่าเป็นพี่ต่างมารดาของทศกัณฐ์ และทศกัณฐ์ไปแย่งบุษบกของท้าวกุเวรไป ท้าวกุเวรมีรูปร่างพิการผิวขาว มีฟัน 8 ซี่ และมีขาสามขา (ภาพท้าวเวสสุวรรณจึงมักเขียนท่ายืนแยงแย ถือไม้กระบองยาว อยู่หว่างขา) ท้าวกุเวรเป็นโลกบาลประจำทิศเหนือ คนจีนเรียกว่า “โต้เหวน” หรือ “โต้บุ๋น” คนญี่ปุ่นเรียกว่า “พสมอน”…..”

อ่านประวัติแล้วก็น่าเห็นใจท่านนะ เพราะว่าทศกัณฐ์นี่ร้ายจริงๆ กับพี่ชายก็ยังแย่งของ!!

กล่าวสำหรับในพระพุทธศาสนานั้นจะเรียกท่านว่า “ท้าวไพสพ” ในฐานะที่เป็นเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย คือเป็นเจ้ากรมผู้บังคับบัญชาสูงสุดของบรรดาภูตผีทั้งหลาย ตำแหน่งนี้ถือว่าสำคัญมากและจากนี้ท่านยังมีตำแหน่งเป็นหนึ่งในคณะจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้ทำหน้าที่คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์

ตามเอกสารโบราณบันทึกกันเอาไว้ว่าอาณาเขตที่ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองนั้นกว้างใหญ่มหาศาลมาก ยิ่งไปกว่านั้นในคณะจตุโลกบาลทั้งสี่ อันประกอบไปด้วย “พระอินทร์” (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก, “พระยม” (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ “พระวรุณ” (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก และท่านท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) ผู้ปกครองโลกด้านทิศเหนือนั้นยังควบตำแหน่งหัวหน้าของคณะจตุโลกบาลด้วย!!

รูปหล่อท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ (หน้า/หลัง)

ท่านท้าวเวสสุวรรณนั้นมีคทา หรือกระบองเป็นอาวุธ ซึ่งมีฤทธิ์เดชเป็นที่เกรงกลัวของบรรดายักษ์ อมนุษย์ และภูติผียิ่งนัก พระเกจิครูบาอาจารย์ทั้งหลายตั้งแต่โบราณนานมารวมไปถึงผู้เรืองวิชา มักนิยมนำพระคาถารวมอาวุธของท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ มารวมกับคาถาพระพุทธเจ้าแล้วจารจารึกในมีดหมอ ไม้เท้าครู หรือใช้เสกหวาย เสกก้านมะยม เสกโพล เสกว่าน เสกทราย เสกข้าวสาร เสกด้ายมงคลลงลูกประคำ หรือทำน้ำมนต์สำหรับเฆี่ยนขับผีดียิ่งนัก เรียกว่าพระคาถาอาวุธห้าประการ สวดว่า “สักกัสสะ วะชิราวุธัง ยมมัสสะ นัยยะสาวุธัง อาฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง เวสสุวัณณัสสะ คะทาวุธัง พุทธัสสะ ธัมมะจักกะวุธัง อะระหัง พุทโธ นะโมพุทธายะ”

ด้วยเหตุที่ท่านท้าวเวสสุวรรณเป็นเจ้าแห่งอสูรคนโบราณจึงมักทำรูป ท้าวเวสสุวรรณแขวนไว้เหนือเปลเด็กอ่อน เพราะเชื่อว่าจะช่วยป้องกันภูตผีปีศาจไม่ให้มารบกวนได้ รวมทั้งจำหลักรูปท้าวเวสสุวรรณไว้ที่มีดหมอของสัปเหร่อ เพื่อกำราบวิญญาณ และยังมีผู้พกพารูปท้าวเวสสุวรรณ หรือทำเป็นเครื่องรางของขลัง ป้องกันภัยจากวิญญาณต่างๆ อีกด้วย

สำหรับเครื่องรางของขลังรูปหล่อจำลองท้าวเวสสุวรรณในอดีตที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการพระเครื่องนั้นคือ ท้าวเวสสุวรรณสายสำนักวัดสุทัศน์ สร้างโดยพระมงคลราชมุนี หรือพระศรีสัจจญาณมุนี (สนธิ์ ยฺติธฺโร) อันเป็นสมณศักดิ์เดิมของท่านก่อนได้รับเลื่อนเป็น “พระมงคลราชมุนี” ท่านคือผู้สืบทอดการสร้างพระกริ่งจากสมเด็จพระสังฆราช(แพ) ที่ถือว่าเป็นอมตะพระกริ่งของเมืองไทย

เหตุของการสร้างรูปหล่อท้าวเวสสุวรรณในคราวนั้นเกิดจากเมื่อครั้งที่ ท่านไปดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถวัดศรีจอมทอง (วัดตีนโนน) อ. พระพุทธบาท จ.สระบุรี ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้านเกิดของท่าน ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ ในสมัยนั้นยังมีความเชื่อในเรื่องภูติผีปีศาจอยู่มากโดยเฉพาะเรื่องผีปอบ เพราะจะว่าไปแล้วบ้านเมืองในสมัยนั้นโดยเฉพาะชนบทที่ห่างไกลสระบุรีก็เป็นป่าลึก ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ดำริสร้างรูปจำลองท้าวเวสสุวรรณขึ้นเพื่อแจกจ่ายแก่บรรดาชาวบ้านไว้เป็นเครื่องรางป้องกันภูติผีต่างๆ

ลักษณะของท้าวเวสสุวรรณของท่านพระมงคลราชมุนีจำลองแบบออกมาเป็นรูปยักษ์ยืนถือกระบอง แต่งองค์ทรงเครื่องมีลวดลายชัดเจนสวยงามมาก โดยเฉพาะลายกระบองจะชัดเจนเป็นพิเศษ ส่วนกระแสเนื้อนั้นท่านได้นำชนวนที่ได้จากการเทพระกริ่งรุ่นก่อนๆ ที่ท่านเทไว้มาเป็นเชื้อผสมลงไปในเนื้อโลหะกระแสเนื้อจะออกไปทางเหลืองทอง มีสนนราคาเช่าหาอยู่ในหลักพันปลาย แต่ถ้าสวยจัดๆ แบบคมชัดผิวเดิมมีคราบน้ำทองก็ต้องว่ากันเป็นหมื่นกลาง

แต่ที่ผมอยากจะแนะนำให้ไปเสาะหากันมาไว้พกพาบูชาติดตัวตอนนี้คือ ท้าวเวสสุวรรณ วัดอรุณราชวราราม จัดสร้างโดยท่านพระครูอรุณธรรมญาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม เพราะเท่าที่ได้รับรู้ว่าสรรพวิชาพุทธาคมของท่านไม่ธรรมดาเพราะร่ำเรียนมาจากหลายสำนักทั้งจากครูบาอาจารย์ที่เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่และจากครูฆราวาสจอมขมังเวทย์รวมไปถึงจากอาจารย์ชินพร สุขสถิตย์ ศิษย์เอกหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดระหารไร่นั่นเอง

องค์หล่อท้าวเวสสุวรรณที่ท่านพระครูอรุณธรรมญาณสร้างในปีนี้ หลอมรวมมาจากชนวนโลหะธาตุสำคัญคือ 1.ชนวนช่อพระกริ่งชินบัญชร ลป.ทิม อิสริโก วัดระหารไร่ 2.ผงตะไบพระกริ่งปี 17 ที่มูลนิธิหลวงปู่ทิมนำมาโรยขุนแผนแสนแสบ 3.ผงยอดเจดีย์ 4.ก้านชนวนพระกริ่งวัดสุทัศน์ 5.แผ่นจารอักขระเลขยันต์ต่างๆ ที่เรียนมาจาก อ.คำมา หงส์ทอง ฆราวาสจอมเวทแห่งเมืองช้างสุรินทร์ และผงตะไบพระกริ่งชินบัญชร

จะเรียกว่ารูปหล่อท้าวเวสสุวรรณสายช่อพระกริ่งชินบัญชรหลวงปู่ทิม ที่เสกกำกับด้วยพระคาถาชินบัญชรมหาปราบก็ไม่ผิดปาก!!

ที่สำคัญท่านพระครูอรุณธรรมญาณ ปลุกเสกเดี่ยวด้วยพระคาถาครูเวสสุวรรณ เรียกว่าคาถาศิษย์บริวาร ซึ่งการปลุกเสกเดี่ยวท้าวเวสสุวรรณในสายวิชานี้จะปลุกเสกโดยการเดินมนต์ตราพระคาถาที่ครูบาอาจารย์ประสิทธิ์ให้ ไม่นิยมให้พระเกจิอื่นๆ มาร่วมนั่งล้อมวงปลุกเสก

เพราะสายวิชานี้ถือว่ามีครูเวสสุวรรณและองค์บรมครูท้าวมหาอปรพรหมจะมาเป็นองค์ประสิทธิ์ให้แล้วโดยตรงถือว่าการปลุกเสกเดี่ยวตามพิธีพรหมศาสตร์ ซื่งท่านพระครูอรุณธรรมญาณได้สืบทอดจากพระเดชพระคุณพระธรรมมงคลเจดีย์เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์อาวุโสในสายวิชา ผู้ถือคติว่า ชาติเสือไม่ขอเนื้อใครกิน!

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างเพื่อซื้อต้นไม้ประดับจัดแต่งพระอารามให้เกิดความสวยงามเพราะเป็นที่ท่องเที่ยวสนองนโยบายพระเดชพระคุณพระธรรมมงคลเจดีย์เจ้าอาวาสวัดอรุณฯ ใครอยากได้ไว้บูชาพกพาติดตัวก่อนออกเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เพื่อให้ท่านท้าวเวสสุวรรณปกป้องคุ้มครองก็เชิญไปสอบถามกันได้ที่ศาลาทำบุญข้างพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม

ไม่ต้องถามมาที่ผมนะครับ เพราะผมมีไว้กันผี-คนเดียว

โชคดีในทุกเส้นทาง ท้าวเวสสุวรรณ ชินบัญชรมหาปราบ คุ้มครอง !!

รูปปั้น “โกษาปาน” อนุสรณ์สถานแห่งมิตรไมตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/399245?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รูปปั้น “โกษาปาน” อนุสรณ์สถานแห่งมิตรไมตรี

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 16:33 น.
โกษาปาน,รูปปั้นโกษาปาน,เจ้าพระยาโกษาธิบดี ปาน,อวัชระ ประยูรคำ,สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ,สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยฯ,อนุสรณ์สถานแห่งมิตรไมตรี,ถนนสยาม,ถนนสยาม ประเทศฝรั่งเศส,รูปปั้นโกษาปาน ศิลปวัฒนธรรม,รูปปั้นโกษาปาน คมชัดลึก
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

นำไปประดิษฐาน ณ ถนนสยาม เมืองแบรสต์ ประเทศฝรั่งเศส

เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณในวาระครบรอบ 11 ปีการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ผู้ก่อตั้งสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดสร้างรูปปั้นขนาดครึ่งตัว “Kosa Pan: Le buste โกษาปาน อนุสรณ์สถานแห่งมิตรไมตรีที่ถนนสยาม” นำไปประดิษฐาน ณ ถนนสยาม เมืองแบรสต์ ประเทศฝรั่งเศส

รศ.ดร.ธิดา บุญธรรม-พิกิฏ ศรีชนะ-จุรีรัตน์ ภัทโรพงศ์

ฌัก ลาปูฌ

ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติจำนวนมาก อาทิ ฌัก ลาปูฌ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย, พิกิฏ ศรีชนะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, คุณหญิงวงจันทร์ พินัยนิติศาสตร์ อุปนายกสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยฯ, กอบลาภ โปษะกฤษณะ นายกสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ, อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติและกวีรัตนโกสินทร์, อ.วัชระ ประยูรคำ ประติมากรชาวไทยผู้ปั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน), รศ.ดร.กรรณิกา จรรย์แสง อาจารย์นักแปลและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณกรรมฝรั่งเศส, อ.เกริกบุระ ยมนาค จิตรกรและศิลปิน, สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ อุปนายกสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และผู้ประสานงานโครงการ, จุรีรัตน์ ภัทโรพงศ์ ผู้บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), “ใหญ่” อมาตย์ นิมิตภาคย์ ช่างภาพผู้คร่ำหวอดในวงการ รวมถึง “เก่ง” ชาติชาย งามสรรพ์ นักแสดงมากความสามารถ ฯลฯ ร่วมให้ความสนใจงานแถลงข่าวในครั้งนี้

อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อ่านบทกวี “โกษาปาน”

อ.วัชระ ประยูรคำ ประติมากรและศิลปินผู้ปั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน)

รศ.ดร.ธิดา บุญธรรม อุปนายกสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และประธานโครงการ กล่าวถึงการจัดทำรูปปั้นเพื่อรำลึกถึงเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ปูชนียบุคคล ซึ่งในปีพุทธศักราช 2562 เป็นวาระครบรอบ 333 ปี เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ราชทูตแห่งราชอาณาจักรสยามที่ได้เชิญพระราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพื่อนำไปถวายแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส ในปีพุทธศักราช 2229 โดยได้รับการต้อนรับอย่างเอิกเกริก และด้วยไหวพริบปฏิภาณอันเฉลียวฉลาดหลักแหลมของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ได้สร้างความประทับใจและสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศสยามอย่างมากมายอันถือเป็นปฐมบทแห่งความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศ

อ.เกริกบุระ ยมนาค ศิลปินวาดภาพ

นอกจากนี้ ร่องรอยประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ฉันมิตรยังปรากฏในเมืองแบรสต์ เช่น ถนนสยาม (Rue de Siam) ถือเป็นอีกหนึ่งประจักษ์พยานแห่งมิตรภาพที่ทางการเมืองแบรสต์ได้มอบเกียรติสูงสุดแก่สยามประเทศ โดยเมื่อปีพุทธศักราช 2285 ทางการเมืองแบรสต์ได้เปลี่ยนชื่อถนนแซงต์ปิแอร์ (Rue de St.Pierre) ถนนหลักของเมืองให้เป็นชื่อ ถนนสยาม เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะราชทูตสยาม รวมไปถึงป้ายรถรางไฟฟ้าชื่อสถานีสยาม ตลอดจนหุ่นจำลองขบวนของคณะราชทูตสยามที่จัดแสดงใน ตูร์ ตองกี (Tour Tanguy) พิพิธภัณฑ์ประจำเมือง แสดงถึงความสำคัญของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น

อมาตย์ นิมิตภาคย์

กว่าสามศตวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศสมีความแน่นแฟ้นและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ โดยในปีพุทธศักราช 2532 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้เสด็จไปทรงดูงานด้านการศึกษา ณ เมืองแบรสต์ ทรงตระหนักว่า นอกจากเมืองแบรสต์มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แบรสต์ยังเป็นศูนย์การศึกษาที่มีความเป็นเลิศด้านการสอนภาษาฝรั่งเศสให้แก่ชาวต่างชาติ

สุพจน์ โล่คุณสมบัติ

ชาติชาย งามสรรพ์

“อนึ่ง เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และในโอกาสครบรอบ 333 ปี ของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันน่าจดจำนี้ ทางสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือดำเนินการจัดสร้างรูปปั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ขนาดครึ่งตัว โดยผู้ปั้น อ.วัชระ ประยูรคำ ประติมากรชาวไทย เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ ถนนสยาม เมืองแบรสต์ และนอกจากนี้ได้จัดทำหนังสือรูปภาพสีน้ำที่ระลึก “333 ปี จากวังนารายณ์สู่แวร์ซายสถาน” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของคณะราชทูตไทย ในรูปแบบหนังสือท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ตามเส้นทางของคณะราชทูตสยาม ตั้งแต่จากพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์กระทั่งถึงพระราชวังแวร์ซาย ประกอบด้วยผลงานภาพสีน้ำของ อ.เกริกบุระ ยมนาค ศิลปินวาดภาพ และเล่าความโดย สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ นักเขียนสารคดีท่องเที่ยว และสุดท้ายนี้ทางสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ จะจัดงานพิธีเปิดอนุสาวรีย์เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ณ ถนนสยาม เมืองแบรสต์ สาธารณรัฐฝรั่งเศสเร็วๆ นี้” รศ.ดร.ธิดา บุญธรรม กล่าวปิดท้าย