นำร่อง 20 จุด วิน จยย.รับจ้างไม่ให้กีดขวางทางสัญจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/392557

นำร่อง 20 จุด วิน จยย.รับจ้างไม่ให้กีดขวางทางสัญจร

วันที่ 9 ตุลาคม 2562 – 13:40 น.
วินจักรยานยนต์,เปิดซองส่องไทย,ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม,รถแท็กซี่อัจฉริยะ,กีดขวางทางสัญจร,ศุภกฤต บุญขันธ์
เปิดอ่าน 183 ครั้ง

นำร่อง 20 จุด วิน จยย.รับจ้างไม่ให้กีดขวางทางสัญจร คอลัมน์… เปิดซองส่องไทย ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม

ศุภกฤต บุญขันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กทม. กล่าวถึงการพัฒนาเปลี่ยนแปลงการใช้งานจุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะให้เป็นจุดจอดรถจักรยานยนต์รับจ้างว่า

วินรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะที่ได้รับการจดทะเบียนในพื้นที่กรุงเทพฯ มีจำนวน 5,410 วิน ที่ตั้งวินรถจักรยานยนต์มีทั้งที่จอดในที่สาธารณะ ที่เอกชน ผิวจราจร และบนทางเท้า สำหรับวินที่จอดบนทางเท้าเป็นการอนุโลมให้จอดจากการพิจารณาของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย กรมการขนส่งทางบก กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทหาร (มณฑลทหารบกที่ 11) และฝ่ายเทศกิจสำนักงานเขตพื้นที่ มีการกำหนดจุดจอดที่ชัดเจนโดยการตีเส้นบนทางเท้า

อย่างไรก็ตามการกำหนดจุดจอดบนทางเท้าเป็นการอนุโลมเพียงชั่วคราว สำนักเทศกิจจึงวางแนวทางการแก้ไขปัญหาวินที่จอดบนทางเท้า โดยพิจารณาให้วินที่ตั้งอยู่ใกล้จุดจอดรถแท็กซี่อัจฉริยะ ย้ายลงมาจอดบริเวณพื้นที่ทางเว้าของจุดจอดรถแท็กซี่อัจฉริยะ แต่จะไม่ให้มีผลกระทบต่อการจอดของรถแท็กซี่ หากบริเวณที่ตั้งวินไม่มีจุดจอดรถแท็กซี่อัจฉริยะ ประกอบกับทางเท้าบริเวณนั้นมีความกว้างพอ จะทำการเว้าทางเท้าเพื่อย้ายจุดที่ตั้งวินลงมาจอด

โดยจะไม่ให้มีผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชน ทั้งนี้จากการสำรวจร่วมกับสำนักการจราจรและขนส่ง พบว่ามีทางเท้าที่สามารถเว้าทางเท้าได้จำนวน 97 จุด ในพื้นที่ 21 สำนักงานเขต ซึ่งในเบื้องต้นจะเริ่มดำเนินการนำร่องจำนวน 20 จุด ในเดือนพฤศจิกายน 2562 และจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนครบทุกจุด

ล้่ำค่า นิทรรศการ “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/396353

ล้่ำค่า นิทรรศการ “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค”

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 14:53 น.
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562,พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี,ศรีศุภยาตรา,ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คมชัดลึก
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

องค์ความรู้เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ก่อนที่คนไทยจะได้ร่วมรับเสด็จ และชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดแสดงนิทรรศการ “องค์ความรู้เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ตลอดจนเพื่อเผยแพร่ อนุรักษ์ สืบทอดและต่อยอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโดยมี อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ท้องสนามหลวง เมื่อวันก่อน

แสดงภาพประวัติศาสตร์ เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครทางสถลมารค

ภายในงานนิทรรศการ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 “เถลิงถวัลย์ราชสมบัติ สยามรัฐสีมา” มีรูปแบบการจัดแสดงแบ่งออกเป็น 3 ห้อง ได้แก่ ห้องที่ 1 “มหามงคลสมัยพระขวัญไผทเถลิงรัช” จัดแสดงองค์ความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน โดยมีเนื้อหาและภาพพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์และการแสดงมหรสพสมโภชทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ผ่านจอแอลอีดีและแท่นอักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา รวมทั้งห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ E-book สำหรับสืบค้นและศึกษาข้อมูล ภาษาไทยและอังกฤษ

 ห้องที่ 2 “นิรมิตเรืองนทีเถลิงหล้า” จัดแสดงแสง สี เสียง และสื่อผสม นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความสุขของคนไทยใต้ร่มพระบารมีผ่านจอแอลอีดีในรูปแบบ 3 มิติ ประกอบการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากดารา นักแสดงที่มีชื่อเสียง และการแสดงขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค เรือพระราชพิธีจำลอง 52 ลำ พร้อมกาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติ ประพันธ์โดย นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

 ห้องที่ 3 “ขบวนนาวาอารยศิลป์แผ่นดินสยาม” จัดแสดงองค์ความรู้เกี่ยวกับขบวนพระยุหยาตราทางชลมารคตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยนำเสนอภาพขบวนเรือจากอดีตถึงปัจจุบันผ่านจอแอลอีดี รวมทั้งกาพย์เห่เรือ จำลองภาพเรือ 52 ลำ ประกอบคำบรรยาย พร้อมทั้งจัดแสดงเครื่องดนตรีประกอบการเห่เรือและหุ่นแสดงเครื่องแต่งกายของพนักงานประจำเรือ ทั้งนี้ ภายในพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ ทั้ง 3 ห้อง จัดทำอารยสถาปัตย์และจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้พิการและผู้สูงอายุอีกด้วย

ส่วนที่ 2 “ศรีศุภยาตรา ปวงประชารวมใจถวายพระพร” จัดแสดงเรือพระที่นั่งจำลอง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ประกอบการแสดงเห่เรือจากกองทัพเรือ รวมทั้ง มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก 4 ภูมิภาค และการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ การแสดงละครนอก ละครใน โดยนักแสดงจากกรมศิลปากรและสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

 ส่วนที่ 3 “ม่านธาราลือขจรเฉลิมราชย์องค์ราชัน” จัดแสดงม่านน้ำประกอบแสง สี เสียง เฉลิมพระเกียรติ นำเสนอเรื่องราววิถีชีวิตคนไทยกับสายน้ำที่ผูกพันมาอย่างยาวนาน และความวิจิตรตระการตาของโขนเรือขบวนพยุหยาตราทางชลมารค รวมทั้งพระราชกรณียกิจต่างๆ ผ่านเทคนิคม่านน้ำ

ส่วนที่ 4 “เอมอิ่มสุขสันต์ครบครันสำรับไทย” จำหน่ายสุดยอดอาหารไทยเลิศรสจากร้านที่มีชื่อเสียง

ด้านนอกอาคารนิทรรศการ มีโซน “ศรีศุภยาตรา ปวงประชารวมใจถวายพระพร” ซึ่งกรมศิลปากรสร้างเรือพระราชพิธีจำลอง จำนวน 4 ลำ ขนาดครึ่งของลำจริง ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์, เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ทั้ง 4 ลำเคยสร้างความประทับใจในงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว “สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” ประดับดอกไม้งดงาม ทั้งสาธิตการเห่เรือโดยกองทัพเรือ

นิทรรศการองค์ความรู้เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครฯ เปิดให้ชมแล้วตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ณ ท้องสนามหลวง

คมเลนส์ส่องพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/395317

คมเลนส์ส่องพระ

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
คมเลนส์ส่องพระ,พระเครื่อง,เหรียญแสตมป์หลักเมืองนครศรีธรรมราช ปี ๒๕๓๐,พระหลวงพ่อทวด พิมพ์ใหญ่ปั๊ม หลังหนังสือ,พระหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พิมพ์ตัดชิด เนื้อฝาบาตร
เปิดอ่าน 2,984 ครั้ง

คอลัมน์… คมเลนส์ส่องพระ  โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** วันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม นี้  คณะนักเรียนนายเรือ รุ่นที่ ๗๕  จัดงานประกวดพระ ณ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ พระที่จัดประกวด ๓,๓๙๕ รายการ ค่าส่งพระองค์ละ ๔๐๐ บาท รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ “สุดยอดตำนาน พญาวานร แห่งสยาม” หนังสือหนา ๔๙๖ หน้า ปกแข็ง บรรจุในกล่องแม่เหล็กอย่างสวยงาม รวมสุดยอดเครื่องรางรูป “ลิง” (พญาวานร) ของ พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ๖ ท่าน พร้อมประวัติอย่างละเอียด และรางวัลพิเศษอีกมากมาย

**  คมเลนส์ส่องพระ  วันนี้ขอเริ่มด้วย  พระบูชารัชกาล หรือ พระรัชกาล หมายถึงพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา ที่มีการขึ้นหุ่นปั้นแม่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ ตามรูปแบบศิลปะที่คิดค้นขึ้นมาเอง หรือดัดแปลงมาจากศิลปะพระพุทธรูปรุ่นเก่า แล้วเททองหล่อเนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะสร้างขึ้นโดยสถาบัน หน่วยงาน องค์กร หรือเอกชน ล้วนเรียกว่า พระบูชารัชกาล ทั้งสิ้น (ข้อมูลจากเว็บไซต์ สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย) ที่นำโชว์นี้ คือ  พระบูชารัชกาล ศิลปะเชียงแสน เกศบัวตูม หน้าตัก ๙ นิ้ว ตาบุเงินแทนเปลือกมุกที่พบเห็นทั่วไป องค์นี้ศิลปะงดงามมาก เม็ดพระศก ปั้นแบบเทหล่อเป็นเกลียวก้นหอย คมชัดเจนทุกเม็ด เทหล่อแบบหนา น้ำหนักมาก เป็นพระของ  ภมร ภคอัครเลิศกุล (ตือ ประตูน้ำ)  นักสะสมพระเครื่องรุ่นใหญ่ของวงการ

**  พระหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พิมพ์ตัดชิด เนื้อฝาบาตร  เป็นพระยุคแรกๆ พิมพ์ทรงเรียบง่าย ไม่มีลวดลายอะไร เป็นพระที่ผ่านการใช้มาแล้ว จึงมีคราบสนิมบนผิวพระ องค์นี้ติดรางวัลงานใหญ่ที่สมาคมให้การสนับสนุน เป็นพระของ  อนุศักดิ์ กิตติศิริสวัสดิ์  นักสะสมพระยอดนิยมประเภทแท้ดูง่าย

**  พระหลวงพ่อทวด พิมพ์ใหญ่ปั๊ม หลังหนังสือ หน้าสายฝน ปี ๒๕๐๕ องค์นี้ปั๊มได้คมชัดทุกมิติ จมูกโด่งคมสัน สภาพเดิมๆ โดยเฉพาะกะไหล่ทองแซมผิวปรอททั้งองค์ เป็นพระแท้ผิวแท้กะไหล่เดิมองค์ครู ไว้ดูเปรียบเทียบกับพระกะไหล่ทองใหม่ที่มีอยู่ทั่วไป เป็นพระของ  ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช  รังใหญ่พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้

**  เหรียญแสตมป์หลักเมืองนครศรีธรรมราช ปี ๒๕๓๐  สร้างพร้อมกับชุดสุริยัน-จันทรา องค์พ่อจตุคามรามเทพ มีขนาดเท่ากับแสตมป์ยุคเก่า (กว้าง ๒ ซม.สูง ๒.๗ ซม.) ช่วงปี ๒๕๓๐ ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ต่อมาปี ๒๕๓๒ มีการสร้าง เหรียญปิดตาพังพระกาฬ  คณะกรรมการจึงนำเหรียญนี้เข้าพิธีปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับ เหรียญปิดตาพังพระกาฬ  เหรียญแสตมป์จึงเท่ากับได้ผ่านพิธี ๒ ครั้ง  ผู้คนเริ่มรู้จัก อีกทั้งค่าบูชาไม่สูงนัก จึงนิยมกันกว้างขวางขึ้น  เหรียญรุ่นนี้สร้างด้วยเนื้อทองแดง, เนื้อฝาบาตร และเนื้ออัลปาก้า (๒ เนื้อหลังสร้างน้อยอยู่ในชุดกรรมการ) ที่นำมาให้ชมนี้เป็น เนื้ออัลปาก้า บล็อกหน้า ฉ จุด หลังบล็อก เฮง นิยมสุด สนนราคาหลักหมื่นปลาย ของ ประจักร์ เจ้งวัฒนพงศ์ (เล็ก พระนคร) ชาวปากพนัง ผู้ชำนาญพระสายใต้

**  สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวดังในวงการพระเครื่อง  นพ.มาณพ โกวิทยา  สร้างสถิติใหม่ด้วยการเช่าบูชา  หนุมาน หลวงพ่อสุ่น พิมพ์หน้ากระบี่ เนื้อไม้พุดซ้อน  ในราคา ๔ ล้านบาท (จ่ายเงินสด)  ตนแชมป์โลก สูง ๒.๗ ซม. งดงามที่สุดตั้งแต่เคยพบเห็น ศิลปะมาตรฐานนิยม คมชัดมาก แกะจากไม้ต้นพุดซ้อนที่หลวงพ่อทำน้ำมนต์รดทุกวันมานานปี เวลาปลุกเสกหลวงพ่อจะนั่งอยู่บนศัตราวุธนานาชนิด แล้วบริกรรมพระคาถาจน  หนุมาน  ขยับไปมาได้ จึงถือว่าสัมฤทธิผล  ผิวหิ้งเดิมๆ มีจารดินสอที่ตา (เพื่อเบิกเนตร) และเครื่องทรงหนุมาน  หลวงพ่อได้ลงเหล็กจารอักขระที่หน้าอก-หลัง-แขน-ขาหนุมานครบสูตร ขนาดเล็กน่ารักน่าคล้องบูชา  ตนนี้มีภาพอยู่ในหนังสือเครื่องรางยอดนิยมหลายเล่ม

**  ในโอกาสทำบุญทอดกฐินสามัคคีปีนี้  วัดป่ายาง (สันพระเจ้าแดง) ต.ห้วยยาบ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน ได้ออกให้บูชา  เหรียญหล่อ พระโพธิญาณ รุ่นแรก ครูบากฤษดา สุเมโธ  เพื่อหาปัจจัยสมทบทุนงานก่อสร้างเสนาสนะต่างๆ ภายในวัด จำนวนสร้างชุดกรรมการ เนื้อทองคำ ๑๐๘ ชุด, เนื้อแร่ ๑๙๐ เหรียญ, เนื้อเงิน ๕๑๙ เหรียญ, เนื้อชนวน ๕,๒๔๒ เหรียญ และเหรียญลองพิมพ์ ๒๐ เหรียญ โดยแบ่งการจองเป็น ๔ ส่วน คือ ๑. จองผ่านเฟซบุ๊ก “ศิษย์ครูบากฤษดา สุเมโธ” (จองหมดภายใน ๑ นาที)   ๒. ศิษย์ต่างประเทศ  ๓.  ผู้อุปถัมภ์และทำคุณประโยชน์ให้แก่วัด  ๔ เปิดจองทั่วไปที่วัดในวันทอดกฐินสามัคคี วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤศจิกายน นี้

        **  พบกับ  คมเลนส์ส่องพระ  ได้ใหม่วันเสาร์ต่อไป  ขอขอบพระคุณ  ทุกท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด  ***          

พลังศรัทธาไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ขอได้ไหว้รับกระแสมาแรงสุดๆ(๓)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/395315

พลังศรัทธาไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ขอได้ไหว้รับกระแสมาแรงสุดๆ(๓)

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
เด็กวัดเจดีย์,ไอ้ไข่,ขอได้ ไหว้รับ
เปิดอ่าน 657 ครั้ง

พลังศรัทธา ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ขอได้ ไหว้รับ กระแสมาแรงสุดๆ (๓) โดย…  0 ตาล ตันยาง 0

วัดเจดีย์ หมู่ ๗ ต.ฉลอง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช กำหนดจัดงานทอดกฐินสามัคคี ยกช่อฟ้าอุโบสถ และปิดทองลูกนิมิต ในระหว่างวันที่ ๒-๑๐ พฤศจิกายน นี้  โดยมีกำหนดการวันเสาร์ที่ ๒ สมโภชองค์กฐิน, วันอาทิตย์ที่ ๓ ทอดกฐิน,  วันจันทร์ที่ ๔ เปิดงานปิดทองลูกนิมิต,  วันอังคารที่ ๕-วันเสาร์ที่ ๙ ผูกผ้าช่อฟ้า ทำบุญปิดทอง, วันอาทิตย์ที่ ๑๐ ยกช่อฟ้าอุโบสถ ทอดผ้าป่า  งานนี้มีภาพยนต์ให้ชม ฟรี ทุกคืน

สำหรับวัตถุมงคล “ไอ้ไข่” มีให้ทำบุญบูชา  แต่จะเป็นรุ่นไหนแบบใดบ้าง ทางวัดไม่ได้แจ้งไว้  อย่างไรก็ตามจะเป็นรุ่นไหนแบบใด เชื่อว่ามีความขลังแน่นอน เป็นของที่วัดเจดีย์สร้างขึ้นเอง เพราะที่นี่เป็นที่สถิตจิตวิญญาณของ “ไอ้ไข่”โดยตรง
ขอกล่าวถึง หลวงพ่อเทิ่ม ผู้สร้างเหรียญไอ้ไข่ ท่านได้มาถึงวัดเจดีย์ เมื่อปี ๒๕๐๒ ในสภาพวัดร้าง ท่านได้บูรณะจนกลายเป็นวัดที่สมบูรณ์ ได้จดทะเบียนเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษา เมื่อปี ๒๕๑๗

เหรียญหล่อพิมพ์เตารีดใหญ่ รุ่น “ทรัพย์เหลือล้น” ปี ๒๕๖๒

ต่อมาเมื่อปี ๒๕๒๖ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่“พระครูเจติยาภิรักษ์” จึงได้สร้าง เหรียญไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ รุ่นแรก ปี ๒๕๒๖ โดยใช้รูป “เด็กวัด” ที่  ผู้ใหญ่เที่ยง เมืองอินทร์ ได้แกะสลักขึ้นจากไม้ตะเคียน

ผู้ใหญ่เที่ยง เมืองอินทร์ มีฉายาว่า “จอมมนต์คนขลัง” มีวิชาอาคมสูง ท่านได้แกะสลักรูป “ไอ้ไข่” รูปแรกเมื่อปี ๒๕๒๕ พร้อมกับอัญเชิญจิตวิญญาณ “ไอ้ไข่” มาสถิตไว้ในรูปแกะสลักนี้ เพื่อให้ชาวบ้านสักการบูชา ขอพร ขอโชคลาภ ต่อมาเมื่อรูปนี้ชำรุด ก็ได้แกะรูปใหม่ขึ้นมาแทน ทุกครั้งที่มีการแกะสลักรูป “ไอ้ไข่” จะมีพิธีอัญเชิญจิตวิญญาณ “ไอ้ไข่” มาสถิตไว้ในรูปแกะสลักเสมอ และจะอัญเชิญเข้าพิธีปลุกเสกรูปเคารพ “ไอ้ไข่” ทุกครั้ง เพื่อให้วัตถุมงคลทุกชิ้นมีอานุภาพความเข้มขลัง ให้ผู้บูชามีโชคลาภ มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตและกิจการงานตลอดไป

เหรียญพิมพ์นิยม เนื้อทองคำ / เหรียญเม็ดแตง เนื้อทองคำ  

เหรียญปรกใบมะขาม รุ่น “ทรัพย์เหลือล้น” ปี ๒๕๖๒

เรื่องราวของ “ไอ้ไข่” ยังมีอีกมากมาย จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป ท่านผู้ใดอยากไปกราบไหว้ “ไอ้ไข่” ขอพร ขอโชคลาภ เชิญได้ที่  “วัดเจดีย์” จะได้เห็นสภาพที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ด้วยตนเอง แล้วจะเชื่อว่าสิ่งที่ชาวบ้านพูดกันว่า “ขอได้ ไหว้รับ” เป็นความจริงหรือไม่…ขอให้ทุกท่านโชคดี มีโชคลาภโดยทั่วกัน

สืบสานตำนานงานบุญทอดกฐิน วัดท่าม่วง ด้วยบารมีพ่อท่านบุญให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/395300

สืบสานตำนานงานบุญทอดกฐิน วัดท่าม่วง ด้วยบารมีพ่อท่านบุญให้

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ตามรอยตำนานแผ่นดิน,ทอดกฐิน
เปิดอ่าน 2,260 ครั้ง

 คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/Akeakkee Ake) 

ผมได้รับข่าวดีงานบุญจากเซียนพระชื่อดังสายใต้ว่า “บอส บางหลวง” และคณะลูกศิษย์คนใกล้ชิดพ่อท่านบุญให้ เพิ่งเดินทางล่องใต้นำเงินรายได้ปัจจัยส่วนหนึ่งที่ได้รับจากการเปิดจองเหรียญหล่อแบบโบราณรุ่นแรก รุ่นเจ้าสัวของพ่อท่านบุญให้ ปทุโม ร่วมถวายพ่อท่านบุญให้ ในวาระกฐินสามัคคีปี 2562 ซึ่งทางวัดท่าม่วงจะจัดทอดกฐินสามัคคีในวันที่ 1 พฤศจิกายน  นำโดยคณะของ พ.ต.ท.สายชล แสงสุข รอง.ผกก.ป.สภ.บางหลวง จ.นครปฐม

เลยติดต่อสอบถามไปก็ได้ทราบว่า บอส บางหลวง นำเงินรายได้จากการเปิดจองเหรียญหล่อแบบโบราณรุ่นแรกเจ้าสัวของพ่อท่านบุญให้ที่กำลังเปิดจองอยู่ในขณะนี้และจะมีพิธีมหาพุทธาภิเษกในวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน โดยสุดยอดเกจิคณาจารย์รวมพุทธาภิเษกร่วม 9 รูปเป็นไปตามความมุ่งมั่นตั้งใจที่คิดไว้ทุกประการ

พ่อท่านบุญให้ แห่งวัดท่าม่วง

เพราะการสร้างพระเครื่องวัตถุมงคลนั้นว่ากันว่าจะเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนอยู่ที่จิตตั้งมั่นของผู้สร้างว่าสร้างเพื่อวัตถุประสงค์อะไร กล่าวสำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ คือ

1.เพื่อนำเงินเปิดบัญชีดูแลสุภาพพ่อท่านบุญให้ ปทุโม (เนื่องจากพ่อท่านมีอายุมากแล้ว)
2.เพื่อนำเงินซ่อมสร้างเสนาสนะภายในวัดท่าม่วง ซึ่งทุกท่านที่สนใจร่วมบุญบูชาวัตถุมงคลยังสามารถบูชาโดยตรงที่วัดท่าม่วง ติดต่อ พระอาจารย์ธงชัย ศักดามาศ 08-7263-7819 หรือติดต่อ บอส บางหลวง โทร.08-7598-2384 หรือเฟซบุ๊ก กลุ่มพ่อท่านบุญให้ ปทุมโม (บุญให้…เป็นเจ้าสัว) งานนี้เรียกได้ว่าท่านใดร่วมบุญบูชาสั่งจองเหรียญหล่อแบบโบราณเจ้าสัวของท่านบุญให้ จะได้ทั้งวัตถุมงคลได้บูชาติดตัวและได้บุญกุศลอีกด้วย เรียกได้ว่าทำบุญครั้งเดียวได้บุญถึง 2 ต่อเลยทีเดียว

และหากจะกล่าวถึงงานกฐินก็ต้องบอกว่ามีตำนานความเป็นมาที่น่าสนใจมายาวนาน ซึ่งชาวพุทธทุกคนควรทราบ

คือในเมืองไทยเรานั้นรับสืบทอดพระพุทธศาสนามาจากอินเดีย รวมไปถึงประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพระพุทธศาสนาด้วย นักวิชาการด้านพุทธศาสนาสันนิษฐานกันว่า “ประเพณีทอดกฐิน” มีมาตั้งแต่สมัยทวารวดีแล้ว แต่ปรากฏหลักฐานในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีตามความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 2 ปรากฏเนื้อความว่า…

ตัวอย่างวัตถุมงคงชุด เจ้าสัวบุญให้

“…คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลายทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสน ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษากรานกฐินเดือนหนึ่งจึงแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนนอน บริพารกฐิน โอนทานแล่ปีแล้ญิบล้าน ไปสูดญัตกฐินเถิงอไรญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเวียง เรียงกันแต่อไรญิกพู้นเท้าหัวลาน ดมบังคมกลองด้วยเสียงพาทย์เสียงพีณ เสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื้อน เลื้อน เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากปตู”

สังเกตได้ว่าถ้อยคำในศิลาจารึกปรากฏคำว่า “กรานกฐิน”… “บริวารกฐิน”…“สวดญัตติกฐิน” ซึ่งคำเหล่านี้ยังใช้กันมาถึงยุคปัจจุบัน เป็นเอกสารหลักฐานยืนยันว่า “การทอดกฐิน” อยู่กับสังคมไทยเรามายาวนาน

คำว่า “กฐิน” เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้วสามารถรับมานุ่งห่มได้

คำว่า “ทอดกฐิน” หรือการกรานกฐิน จึงเป็นการทำสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลาหรือเรียกกันว่า “กฐินกาล” อันหมายถึงว่าระยะเวลาของการที่พระสงฆ์จะสามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้กำหนดระยะเวลาเพียง 1 เดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น

ด้วยวัตถุประสงค์สำคัญ คือต้องการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ อนุเคราะห์ ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุดและการได้มาของผ้าไตรจีวรนั้น องค์พระสัมมาพุทธเจ้า พระองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน จึงทำให้เกิดการทำทาน ประกอบพิธีการถวายผ้ากฐินหรือการทอดกฐินขึ้นมา

บอส บางหลวง (กลาง) และคณะผู้ใจบุญล่องใต้ไปร่วมงานบุญทอดกฐิน

เรียกว่าเป็นการจัดให้เป็นสังฆทานคือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะลงภิกษุรูปหนึ่งรูปใด

ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยนั้นมีทั้ง “พิธีหลวง” และ “พิธีราษฎร์” ซึ่งการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี

และในงานทอดกฐินนั้นจะมีสิ่งที่สำคัญอีกอีกส่วนหนึ่ง นั่นคือธงกฐินทั้ง 4 อันประกอบด้วย ธงจระเข้ ธงนางมัจฉา ธงตะขาบ และธงเต่า ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความหมายและซ่อนปริศนาธรรมเอาไว้

ธง “จระเข้” เป็นการสะท้อนให้เห็นภาพ สัตว์ปากใหญ่ กินไม่อิ่ม ซึ่งหมายถึงความโลภ ตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา เศรษฐีคนหนึ่งเกิดเป็นจระเข้ว่ายน้ำตามขบวนกฐินจนขาดใจตาย

ธง “ตะขาบ” เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า สัตว์มีพิษ เปรียบดั่งความโกรธที่อยู่ในหัวใจ คอยเผาจิตใจ วัดไหนปักธงนี้แสดงให้รู้กันว่ามีคนมาจองกฐินแล้ว ใครที่จะมาปวารณาทอดกฐินก็ให้ผ่านไปวัดอื่นไม่ต้องมาไถ่ถามให้เสียเวลา

ธง “นางมัจฉา” เป็นการสะท้อนถึงเสน่ห์แห่งความงาม ชวนให้หลงใหลเคลิบเคลิ้ม ตัวแทนหญิงสาว หมายถึงความหลง ตามความเชื่อระบุว่าอานิสงส์จากการถวายผ้าแก่พระภิกษุสงฆ์จะส่งผลบุญให้มีรูปงาม

ธง “เต่า” เป็นการสะท้อนภาพของสัตว์ที่มีกระดองแข็งคอยคุ้มกันป้องกันภัย มีความหมายว่าเมื่อวัดปักธงเต่า เพื่อแสดงแจ้งให้รู้ว่าวัดนี้ทอดกฐินเรียบร้อยแล้ว โดยจะปลดลงในวันเพ็ญเดือน 12

เห็นไหมครับว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีความหมาย การทอดกฐินไม่ว่าที่วัดไหนก็ตามหากเรามีจิตเจตนาที่บริสุทธิ์ย่อมได้รับบุญกุศลอย่างเต็มเปี่ยม ยิ่งใครที่ได้อ่านบทความชิ้นนี้ก่อนไปทอดกฐิน ผมเชื่อมั่นว่าท่านจะอิ่มทั้งบุญอิ่มทั้งความรู้อย่างแน่นอน!!!

คมเลนส์ส่องพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/394155

คมเลนส์ส่องพระ

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
พระนาคปรกใบมะขาม,เหรียญแสตมป์หลักเมืองนครศรีธรรมราช,พระเครื่อง,คมเลนส์ส่องพระ,พระหลวงพ่อทวด หลังเตารีด พิมพ์ใหญ่ เอ,พระปิดตาหลวงพ่อเชย วัดบางกระสอบ,พระกริ่งประภามณฑล ปี ๒๔๘๐ วัดดอน
เปิดอ่าน 2,797 ครั้ง

คอลัมน์… คมเลนส์ส่องพระ โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** นสพ.คม ชัด ลึก มีอายุครบ ๑๘ ปี เมื่อวันพุธที่ ๑๖ ตุลาคม๒๕๖๒ ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้อุปการะด้วยดีเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหนังสือพิมพ์ หรือติดตามอ่านในสื่อดิจิทัลล้วนเป็นการให้กำลังใจทีมงานเป็นอย่างดีตลอดมาขอขอบพระคุณอย่างสูง

** ขึ้นรอบปีที่ ๑๙ ฉบับนี้ ขอเริ่มด้วยพระพุทธรูป ปางนาคปรก หน้าตัก ๑.๕ นิ้ว ศิลปะเขมร สมัยบายน พุทธศตวรรษที่ ๑๘ เนื้อสำริด สนิมหยก เป็นพระขนาดเล็กที่มีความสวยงามและสมบูรณ์มาก ปกติพระขนาดเล็กจะพบสวยแบบนี้ยาก องค์นี้เป็นพระของ เต้ สระบุรี  นักสะสมพระยุคเก่าด้วยใจรักชอบเป็นพิเศษ

** พระกริ่งประภามณฑล ปี ๒๔๘๐ เป็นพระกริ่งที่  พระครูกัลยาณวิสุทธิ์ (หลวงพ่อกึ๋น)  เจ้าอาวาสวัดดอนยานนาวา ได้ขออนุญาต สมเด็จพระวันรัต (แพ) วัดสุทัศนฯ (ต่อมาปี ๒๔๘๑ ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็น “สมเด็จพระสังฆราช”) โดยเจ้าประคุณสมเด็จ ได้มอบแผ่นทองลงอักขระและชนวนพระกริ่งรุ่นเก่าๆ ให้เป็นชนวนและไปเป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระกริ่ง ณ วัดดอนอีกด้วย พระกริ่งรุ่นนี้จึงถือเป็น พระกริ่งสายวัดสุทัศนฯ  อีกรุ่นหนึ่งที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง นับเป็นครั้งแรกที่หล่อนอกวัดสุทัศนฯ โดยเจ้าประคุณสมเด็จประกอบพิธีให้ พระกริ่งประภามณฑล มีหลายชื่อ อาทิ พระกริ่งนิรันตราย, พระกริ่งฟ้าผ่า ฯลฯ สร้างด้วยโลหะทองผสม ด้วยวิธีเททองหล่อแบบโบราณ บรรจุกริ่งในตัว มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก (ขนาดเท่ากับพระกริ่งทั่วไป) องค์นี้เป็นพระของ มาร์ท อ.ก.ว.เอกวิทย์ โรจน์รัชชัย  นักสะสมพระเครื่องเน้นพุทธคุณ

** พระปิดตาเนื้อผงใบลาน หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง  พิมพ์ ๒ หน้า พิมพ์ใหญ่ ตัวจริงหายากมาก อายุกว่า ๑๐๐ ปี องค์นี้เป็นพระหน้าใหม่ของวงการสวยสมบูรณ์คมชัดมาก พุทธคุณเด่นด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดคงกระพันชาตรีเจ้าของพระ อัคร์พล กันใจ  นักธุรกิจชาวเชียงราย พระภาวนาโกศลเถระ (หลวงปู่เอี่ยม สุวณฺณสโร) เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๕ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นศิษย์ หลวงปู่รอดวัดนางนอง ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๑ ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดหนัง จนถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๔๖๙ สิริรวมอายุ ๙๔ ปี พรรษา ๗๑ ครองวัดหนังนานถึง ๒๗ ปี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความรู้ด้านวิชาอาคมสูง ได้สร้างพระเครื่องรางของขลังไว้มากมายหลายประเภท รวมทั้งพระปิดตาหลายรุ่นหลายแบบ ซึ่งล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์ในทุกด้าน เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง

** หากกล่าวถึงพระปิดตายอดนิยมของเมืองไทย หนึ่งในนั้นก็ต้องมี พระปิดตาหลวงพ่อเชย ติสฺสรวัดบางกระสอบ จ.สมุทรปราการ ศิษย์เอก​ของหลวงพ่อปาน วัดบางกระสอบ ลักษณะ พระปิดตาหลวงพ่อเชย เป็นพระเนื้อผงคลุกรัก เนื้อพระจะ​แห้งเก่าตามอายุการสร้างที่ผ่านมากว่าร้อยปี มี​ลักษณะ​คล้ายวงกลมผ่าซีก ด้านหน้าเป็นรูปองค์พระนั่งขัดสมาธิเพชร จุดเด่นคือท้องขององค์พระมีลักษณะท้วม แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์​ มั่งคั่ง มือทั้ง ๓ คู่ ปิดตา ปิดหู และลงมาวางที่หน้าตัก ด้านหลังเป็นลักษณะโค้งนูน ที่เรียกว่า “หลังประทุน” (คำว่า “ประทุน” หมายถึง หลังคาของรถ เรือ หรือเกวียนที่มีลักษณะโค้งตามพาหนะนั้นๆ พุทธคุณ พระปิดตาหลวงพ่อเชย เน้นเรื่องเมตตามหานิยม มี ๒ พิมพ์ตามลักษณะของแขนองค์พระ คือ พิมพ์แขนหักศอก และ พิมพ์แขนกลม (องค์ในภาพนี้) เป็นพระของ รศ.นพ.อัฐพร ตระการสง่า โรงพยาบาลศิริราช ลักษณะองค์พระสวยสมบูรณ์ มีร่องรอยการจุ่มรัก ปิดทองเก่า องค์นี้เป็นพระองค์แชมป์จากงานประกวดพระเครื่องที่รับรองโดยสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยมาแล้วหลายรางวัล

** พระหล่อโบราณ ที่นักสะสมนิยมและแสวงหามากที่สุดในยุคนี้ คือ พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้  รุ่นหลังเตารีด พิมพ์ใหญ่ เอ ปี ๒๕๐๕ ซึ่งมีการสร้างถึง ๒ หมื่นองค์ ในยุคนั้นถือว่าเป็นการสร้างที่มากทีเดียว นักสะสมยุคเก่าจะคัดพระสวยๆ เก็บสะสม คนที่มีฐานะดีบางท่านจะนำไปจ้างช่างทองทำการ เปียกทอง เพื่อเก็บรักษาและบูชา กรรมวิธีการทำเปียกทองของช่างยุคเก่ามีขั้นตอนยุ่งยากมาก ในวงการพระจึงหาพระหลังเตารีดเปียกทองตัวจริงได้ยากมากๆ พระหลวงพ่อทวด หลังเตารีดใหญ่ เอ เปียกทอง องค์นี้ทองเต็มทั้งองค์ สวยสมบูรณ์คมชัดมาก เป็นพระของ สายัณห์ จารุสิริรังษี  นักสะสมเฉพาะพระหลวงพ่อทวด หลังเตารีด วัดช้างให้ เท่านั้น

** ขอเชิญสั่งจอง พระนาคปรกใบมะขาม รุ่น ๒ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท ชุดกรรมการ เนื้อทองคำลงยา, เนื้อทองคำ, เนื้อนาก, เนื้อเงิน, เนื้อสำริด, เนื้อทองฝาบาตร และเนื้อทองแดง + เนื้อทองแดงธรรมดาอีก ๑๐ องค์ รวม ๑๗ องค์ สร้าง ๑,๕๐๐ ชุด ชุดละ ๓๐,๐๐๐ บาท เนื้อทองแดงธรรมดา เปิดจอง ๑,๐๐๐ องค์ องค์ละ ๒๐๐ บาท จัดสร้างโดยนิตยสาร พระท่าพระจันทร์สอบถามโทร.๐๘-๙๙๑๙-๗๗๘๘, ๐๘-๖๗๘๑-๑๑๖๙

** ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ติดตามอ่านคมเลนส์ส่องพระ  มาครบ ๑๘ ปี ขึ้นปีที่ ๑๙ พบกันใหม่ในวันเสาร์ต่อไป ขอให้โชคดีมี พระแท้ โดยทั่วกัน ***

พลังศรัทธาไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ขอได้ไหว้รับกระแสมาแรงสุดๆ(๒)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/394152

พลังศรัทธาไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ขอได้ไหว้รับกระแสมาแรงสุดๆ(๒)

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
เด็กวัดเจดีย์,ไอ้ไข่,พระเครื่อง
เปิดอ่าน 637 ครั้ง

พลังศรัทธา ไอ้ไข่”เด็กวัดเจดีย์ ขอได้ ไหว้รับ กระแสมาแรงสุดๆ(๒) โดย…  0 ตาล ตันหยง 0

วัดเจดีย์หมู่ ๗ ต.ฉลองอ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เคยเป็นวัดร้างมานานนับ ๑,๐๐ ปี มีเจดีย์โบราณองค์หนึ่งอยู่หลังโบสถ์ในทุกวันนี้ เชื่อกันว่าเป็นจุดที่ หลวงพ่อทวด มาปักกลดพักแรมที่นี่

เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๐๐ มีการบูรณะวัดขึ้นมาใหม่ มีพระสงฆ์จำพรรษา และเป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจของชาวบ้านใกล้เคียง

“ไอ้ไข่” หรือ “ตาไข่” คือรูปเคารพไม้แกะสลักของเด็กชายอายุประมาณ ๑๐ ขวบ ตั้งอยู่ในศาลาวัดเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของ “ตาไข่” ที่สถิตอยู่ในนี้ เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านมาก เชื่อกันว่า “ขอได้ไหว้รับ” โดยเฉพาะเรื่องการงาน ธุรกิจ ค้าขาย และโชคลาภ

เหรียญไอ้ไข่  รุ่นแรกปี2526

ชาวบ้านเล่าว่า เคยเห็นภาพเด็กวิ่งเล่นอยู่ในบริเวณวัด แต่เมื่อเข้าไปหาดูก็ไม่พบว่ามีเด็กในบริเวณนั้นแต่อย่างใด ชาวบ้านจึงเรียกเด็กที่ปรากฏร่างนั้นว่า “เด็กวัด”

สมัยก่อนบริเวณนี้ยังมีความเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มีกองร้อยทหารพรานมาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในวัดเจดีย์ ตอนกลางคืนวิญญาณ “เด็กวัด” ได้ออกมาหยอกเล่น ดึงแขนขาทหารพราน จนไม่ได้หลับนอน รุ่งขึ้นทหารพรานได้เล่าเรื่องนี้ให้ชาวบ้านฟัง ชาวบ้านบอกว่าเป็นวิญญาณ “เด็กวัด” ให้สักการะดวงวิญญาณ “เด็กวัด” ก่อนนอน คืนต่อมาก็ไม่มีเหตุการณ์รบกวนใดๆ

ตำนาน “เด็กวัด” มีหลายกระแส ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นจริงก็คือ เป็นวิญญาณเด็กที่ติดตาม “หลวงพ่อทวด” เมื่อครั้งธุดงค์มาถึงวัดร้างแห่งนี้ หลวงพ่อทวดรับรู้ด้วยญาณว่าที่นี่มีทรัพย์สินโบราณฝังอยู่ จึงให้วิญญาณ “เด็กวัด” เฝ้าดูแลรักษาทรัพย์สินที่วัดนี้ตั้งแต่นั้นมา

ไก่ชนปูนปั้นขนาดใหญ่ หน้าโบสถ์

ชาวบ้านแถบนี้มีปัญหาอะไร ก็จะมาบนบานศาลกล่าววิญญาณ “เด็กวัด” เสมอ เมื่อได้ผลสำเร็จก็จะนำสิ่งของมาเซ่นไหว้เพื่อ “แก้บน” จนเป็นเรื่องที่เล่าลือกันอย่างกว้างขวาง ทำให้มีผู้คนรู้จักมากขึ้น

ต่อมา ผู้ใหญ่เที่ยง เมืองอินทร์ ได้แกะสลักไม้เป็นรูป “เด็กวัด” เพื่อเป็นรูปเคารพที่ชาวบ้านได้กราบไหว้ขอพรจากท่านเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทุกวันจะมีผู้มากราบไหว้ขอพร ขอโชคลาภ เป็นประจำ ส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จเสมอ

“ไอ้ไข่” เด็กวัดเจดีย์ รูปเคารพยุคแรก

เมื่อปี ๒๕๒๖ หลวงพ่อเทิ่ม เจ้าอาวาสวัดเจดีย์ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระครูเจติยาภิรักษ์” จึงได้จัดสร้างเหรียญที่มีรูป “เด็กวัด” เพื่อเป็นของที่ระลึกแจกชาวบ้าน พร้อมกับตั้งชื่อว่า “เหรียญไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ รุ่นแรก ปี ๒๕๒๖” จำนวนสร้าง ๑,๐๐๐ เหรียญ

จากเหรียญแจกฟรี ทุกวันนี้เช่าหากันถึง ๒-๓ แสนบาท ก็เพราะความศักดิ์สิทธิ์ มีประสบการณ์มากมายนั่นเอง(ยังมีต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

แกะรอย…พระนาคปรกใบมะขามสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/394147

แกะรอย…พระนาคปรกใบมะขามสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
พระนาคปรกใบมะขาม,สมเด็จพระสังฆราช,ตามรอยตำนานแผ่นดิน,พระเครื่อง
เปิดอ่าน 972 ครั้ง

คอลัมน์… ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/Akeakkee Ake)

ในแวดวงนักสะสมพระเครื่องนั้น ต่างยอมรับกันมานมนานแล้วว่า “พระนาคปรก” เป็นหนึ่งในพระเครื่องยอดนิยมที่ผู้คนนิยมแสวงหาไว้สักการบูชา เพราะมีพุทธลักษณะที่งดงาม แลดูเข้มขลัง และมีนัยแสดงความหมายสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาลในทางพุทธศาสนา เพราะเกี่ยวเนื่องกับพญานาคผู้มากฤทธิ์ที่ชื่อ “พญานาคมุจรินทน์” ซึ่งมาแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์ และเมื่อมีการจัดพระพุทธรูปประจำวัน “พระพุทธรูปปางนาคปรก” ก็ได้รับการจัดสรรให้เป็นปางประจำวันเสาร์

ส่วนการจัดสร้าง “พระเครื่องปางนาคปรก” นั้นจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่ามีการจัดสร้างกันมาตั้งแต่โบราณกาล ย้อนกลับไปถึงยุคขอมโบราณ เลยทีเดียว โดยมีการค้นพบ “พระปางนาคปรก” จากกรุพระสำคัญๆ ทั่วประเทศ อย่างเช่น พระนาคปรก กรุนาดูน และพระนาคปรก บ้านพลูหลวง เป็นต้น

พระนาคปรกใบมะขาม ครบชุดเนื้อสามกษัติย์ ออกปี ๒๕๕๘

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ สำนักต่างๆ รวมถึงแวดวงพระเครื่อง ก็มักนิยมสร้าง “พระปางนาคปรก” เป็นหนึ่งประเภทของการจัดสร้างวัตถุมงคลในแต่ละรุ่นเสมอมา ซึ่งจะมีขนาดแตกต่างกันไป ที่นิยมมากจะเป็น “พระนาคปรกใบมะขาม” เพราะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการพกพา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระปรกใบมะขามเจ้าคุณสนิทสมณคุณ วัดท้ายตลาด ถือว่าเป็นสุดยอดพระชุดจิ๋ว เบอร์หนึ่งของวงการ, พระนาคปรกใบมะขามหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า, พระนาคปรกใบมะขามหลวงปู่ทิม วัดระหารไร่, พระนาคปรกใบมะขามพ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง ฯลฯ

แต่ในทำเนียบสุดยอดพระปรกใบมะขามที่ได้รับความนิยมในวงการฯก็ต้องจัดว่าของ วัดท้ายตลาด ปี ๒๔๕๖ เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ ปรกวัดมะขามเฒ่า สร้างปี ๒๔๖๓ (สร้างที่วัดอนงคาราม แต่หลวงปู่ศุขเสก) ปรกอันดับสามคือ ปรกวัดกัลยาณมิตร ๒๔๗๔-๒๔๗๖ อันดับสี่คือ ปรกวัดอนงคาราม ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) และอันดับห้าคือ พระนาคปรกใบมะขามเนื้อเมฆพัด หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ สมุทรสงคราม

พระนาคปรกใบมะขามขนาดเท่ากับใบมะขามจริงหน้าพระอุโบสถ์วัดราชบพิธ

กล่าวสำหรับ พระนาคปรกใบมะขามวัดท้ายตลาด นั้นตามประวัติมีการบันทึกไว้ว่า เจ้าคุณสนิทสมณคุณ ซึ่งเป็นพระเขมร มาจากพระตะบอง (สมัยนั้นยังเป็นดินแดนไทย) สร้างขึ้นหลังจากเข้ามาอยู่ในกรุงสยาม ในสมัย รัชกาลที่ ๕ เพราะท่านไม่สมัครใจจะอยู่กับฝรั่งเศส ที่บังคับไทยให้ยกพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ให้ตอนอพยพมาสยาม เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ เจ้าคุณสนิท ได้ขนทรัพย์สมบัติมาหลายเล่มเกวียน โดยมี หลวงพ่อคง วัดซำป่างาม คุมขบวนมาด้วยกัน แต่เมื่อถึงไทยแล้ว หลวงพ่อคง ซึ่งเป็นพระวัดป่า ได้จำพรรษาอยู่ ฉะเชิงเทรา

ส่วน เจ้าคุณสนิท เข้ามาอยู่ในเมืองที่วัดโมล-บีโลกยาราม หรือวัดท้ายตลาด และได้สร้างพระปรกใบมะขามขึ้นเมื่อปี ๒๔๕๖ เพื่อแจกลูกศิษย์เป็นที่ระลึกบูชา ในโอกาสที่ท่านมีอายุ ๖๐ ปี โดยปลดตะกรุดทองคำที่ท่านนำ ติดตัวมาจากพระตะบองใส่เบ้าหลอมพระด้วย และเพื่อให้ได้เนื้อโลหะมากๆ จึงใส่ ทองแดง ผสม ทำให้ พระปรกใบมะขาม วัดท้ายตลาด ที่นิยมเรียกกันว่า ทองคำ แต่ความจริงแล้วคือ เนื้อทองผสม หรือที่ฝรั่งเรียก ทองเคไงล่ะครับ

และเมื่อครั้งที่สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระสังฆราชองค์แรกในรัชกาลปัจจุบัน สมัยยังดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อัมพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

พระองค์ทรงเมตตาให้คณะศิษย์ได้จัดสร้างพระปรกใบมะขามเป็นที่ระลึกแก่ศิษยานุศิษย์ในวันคล้ายวันอายุวัฒนมงคล ๘๘ ปี ในวันศุกร์ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ โดยจัดสร้างเป็นเป็นเนื้อทองคำ-นาก-เงิน ๓๐ ชุด เนื้อเงิน ๓๙๙ องค์ เนื้อนวโลหะ ๕๐๐ องค์ เนื้อทองแดง ๒๐,๐๐๐ องค์

โดยสมเด็จฯ ทรงอนุญาตให้ นายยอดชาย ชาญช่าง ทหารเป็นผู้จัดสร้างถวาย พระชุดนี้สมเด็จฯ ท่านอธิษฐานจิต นานถึง ๖ เดือน และยังนำเข้าปลุกเสกอีกหลายวาระ

พระปรกใบมะขามของพระองค์น่าสนใจมาก เพราะสมเด็จฯ ท่านดำริให้นำใบมะขามที่หน้าพระอุโบสถไปเป็นต้นแบบ นับได้ว่าเป็นของดีที่แจกฟรี น่าเก็บสะสมเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มีจำหน่ายและแจกหมดไปนานแล้ว

วันนี้…จึงอย่าถามว่า ให้คนถามปวดหัวใจเองว่า..หาได้ง่ายไหม?

และพระนาคปรกใบมะขามอีกรุ่นตามมาติดๆ ที่น่าสนใจมาก ซึ่งเพจศิษย์เก่าวัดราชบพิธนำมาเผยแพร่ข่าวคือ รุ่นที่จัดสร้างโดย คณะศิษย์เก่า โรงเรียนวัดราชบพิธ รุ่น ๑๐๒ ปี

เป็น พระนาคปรก ใบมะขาม เนื้อทองแดง จำนวน ๑๐,๐๐๐ องค์ เนื่องในโอกาสเจริญอายุวัฒนมงคล ครบ ๘๙ ปี คือเมื่อปีที่แล้ว ๒ มิถุนายน ๒๕๕๙ นี่เอง

และโปรดอย่าถามให้ปวดหัวใจตัวเองอีกเช่นกันว่า หาง่ายไหม?

เพราะถือว่าเป็น รุ่นสุดท้ายที่สร้างขณะดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อัมพโร) เพราะถัดจากนี้ไปก็จะเป็นวัตถุมงคลของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐ ซึ่งวัตถุมงคลรุ่นแรกในสมณศักดิ์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช คือ เหรียญตราสัญลักษณ์ ออป. นั่นเอง!!!!

และขอร้องอีกครั้งว่า อย่าถามว่า ผมมีไหม?

และมีกี่เหรียญ?

ท่านจะเจ็บหัวใจเองเพราะผมไม่บอก…ฮา

พลังศรัทธา ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ขอได้ ไหว้รับ กระแสมาแรงสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/392775

พลังศรัทธา ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ขอได้ ไหว้รับ กระแสมาแรงสุดๆ

วันที่ 13 ตุลาคม 2562 – 07:55 น.
เหรียญไอ้ไข่ ตาไข่,พระเครื่อง,หลวงพ่อเทิ่ม,วัดเจดีย์,แก้บน,ไก่ปูนปั้น
เปิดอ่าน 13,676 ครั้ง

พลังศรัทธา ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ ขอได้ ไหว้รับ กระแสมาแรงสุดๆ โดย…  0 ตาล ตันหยง 0

เหรียญไอ้ไข่ (ตาไข่) เด็กวัดเจดีย์ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช รุ่นแรก ปี ๒๕๒๖ มาแรงสุดๆ ในช่วงนี้ จากเหรียญแจกฟรี ชั่วโมงนี้ขึ้นหลักแสนรุ่นนี้มีเนื้อเดียว พิมพ์เดียว ไม่มีรมดำ ไม่มีพิมพ์เสริม พิมพ์เดียว คือ พิมพ์มือขีด เล็บเปลวเพลิง จำนวนสร้าง ๑,๐๐๐ เหรียญ

เหรียญนี้ออกในโอกาสที่ หลวงพ่อเทิ่ม อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระครูเจติยาภิรักษ์” เมื่อปี ๒๕๒๖ ท่านจึงได้จัดทำของที่ระลึกแจกชาวบ้าน โดยเห็นว่าชาวบ้านแถบนี้เชื่อถือศรัทธาบนบานศาลกล่าว รูปไม้แกะสลัก “เด็กวัด” มาก จึงได้จัดสร้างเหรียญรูปเด็กวัด แบบที่ ผู้ใหญ่เที่ยง เมืองอินทร์  ได้แกะสลักไม้ไว้ พร้อมตั้งชื่อว่า เหรียญไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์ รุ่นแรก ปี ๒๕๒๖

คำว่า “ไอ้ไข่” เป็นคำที่ชาวบ้านภาคใต้ใช้เรียกเด็กผู้ชายเล็กๆ โดยทั่วไป บางคนเห็นว่าในทุกวันนี้ท่านเป็นผู้สูงอายุแล้ว จึงให้เรียกว่า “ตาไข่” เป็นการให้ความเคารพ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังนิยมเรียก “ไอ้ไข่” มากกว่า

“เหรียญไอ้ไข่” เด็กวัดเจดีย์ รุ่นแรก ปี 2526 เนื้อทองแดงรมดำ

“ไอ้ไข่” เป็นรูปเด็กอายุประมาณ ๑๐ ขวบ แกะสลักจากไม้ สวมชุดลายพรางทหาร สวมแว่นตาดำ ชาวบ้านเรียกว่า “ไอ้ไข่” หรือ “ตาไข่” ตั้งอยู่ในศาลาหลังใหญ่ ปัจจุบันมีรูปจำลองหลายรูป ชาวบ้านให้ความเคารพกราบไหว้ทุกรูป โดยเชื่อกันว่าเป็นรูปเคารพ “ไอ้ไข่” ของวัดเจดีย์ ย่อมมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์เหมือนๆ กันเพราะจิตวิญญาณของท่านสถิตอยู่ที่วัดเจดีย์แห่งนี้

จากคำเล่าลือกันว่ารูปเคารพของ “ไอ้ไข่” วัดเจดีย์ “ขอได้ ไหว้รับ” ทำให้ชาวบ้านที่ไปกราบไหว้ขอพร ขอลาภ ขอให้ประสบความสำเร็จต่างๆ ฯลฯ” ก็ได้ประสบความสำเร็จเสมอ จึงได้นำสิ่งของไป “แก้บน” กับท่านตามสัญญา

ในแต่ละวันจะมีชาวบ้านทั้งใน จ.นครศรีธรรมราช และใกล้เคียง ตลอดจนที่มาจากจังหวัดไกลๆ เข้ามากราบไหว้อย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ แน่นจนแทบเดินไม่ได้

ขณะที่ “เสียงประทัด” ที่ผู้บนบานแล้วได้ผล นำมาจุดแก้บน ดังรัวสนั่นตลอดเวลา แต่ละคนซื้อประทัดมานับหมื่นๆ นัดก็มีกระดาษประทัดที่จุดแล้วกองพะเนินสูงเป็นภูเขา

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงกราบไหว้ “ไอ้ไข่” วัดเจดีย์ ได้บนบานขอโชคลาภและให้ประสบผลสำเร็จในการประกอบธุรกิจ ต่อมาอีกไม่นานได้มาซื้อประทัดหน้าวัดจำนวน ๘ ล้านนัด มาจุดแก้บนนานถึง ๓ ชั่วโมง เป็นประกฏการณ์จริง ที่เล่าลือกันสนั่นเมือง

ของแก้บนอีกอย่างหนึ่งคือ “ไก่” ปูนปั้น มีกองเต็มบริเวณวัดนับแสนๆ ตัว ทั้งขนาดเล็กและใหญ่แสดงถึงพลังศรัทธาชาวบ้านที่มากราบไหว้แล้วบนบานได้ผลสำเร็จ จึงทำ “ไก่” ปูนปั้นมาแก้บน ในแต่ละวันมากมาย

สังเกตจาก ๒ ข้างทางจากถนนใหญ่ เข้าวัดประมาณ ๗ กม. มีร้านขายของไหว้ของแก้บนหลายสิบร้าน และที่กำลังก่อสร้างขึ้นใหม่ก็มีอีกหลายสิบร้าน

แสดงถึงพลังศรัทธาต่อ “ไอ้ไข่” วัดเจดีย์ อย่างล้นหลามและกว้างไกล (ยังมีต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

แช่ว่านรางยาในความมืดกลางถ้ำฉัททันต์บรรพต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/378188

แช่ว่านรางยาในความมืดกลางถ้ำฉัททันต์บรรพต

วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 – 00:00 น.
ตามรอยตำนานแผ่นดิน,ว่านรางยา
เปิดอ่าน 10,276 ครั้ง

คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน   โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee) 

เป็นความเชื่อกันมายาวนานแล้วว่าการที่ใครได้มีโอกาสเข้าไปแช่ว่านในถ้ำฉัททันต์บรรพตเป็นที่สุดของศาสตร์สรรพวิชาลงรางแช่ว่านกินเหนียวกินมัน เพราะว่ากันว่า ความยากของศิษย์สายสำนักตักศิลามหาเวทไสยศาสตร์กล้าอาคมขลังสำนักเขาอ้อแห่งเมืองพัทลุง

คือการลงแช่ว่านรางยาที่อ่างรางยาเชิงภูเขาอ้อ เพราะขึ้นอยู่กับวาสนาชีวิต แต่ที่ยากกว่าคือการได้ลงรางแช่ว่านในถ้ำฉัททันต์บรรพต ที่ถือว่าเป็นเสมือนโบสถ์มหาอุด !!!!

เพราะถึงแม้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับพลังศรัทธาที่เรามีต่อบูรพาจารย์ของสำนักไสยเวทแห่งนี้ แต่สุดท้ายอยู่ที่ดวงจิตที่ไม่มีวันดับสลายของบรรดาบูรพาจารย์ของสำนักท่านจะเลือกเอง !? ด้วยที่นั่นมีความเชื่อกันว่า ดวงจิตของบูรพาจารย์ผู้ละกายสังขารหยาบไปแล้ว แต่ดวงใจที่แก่กล้าของทุกท่านยังคงสถิตอยู่บนยอดเขาอ้อ และยังคงลงมาแผ่บารมีคุ้มครองบรรดาศิษย์ผู้มีความเคารพนับถืออยู่

โดยส่วนตัวผมไม่ได้มีเจตนาจะคุยโตโอ้อวดอะไรเลยแม้แต่น้อยที่โชว์ภาพที่ตัวเอง เพียงแค่อยากจะนำเสนอภาพให้เห็นว่า การแช่ว่านรางยา คือภาพที่ฉายถึงวิถีแห่งจิตวิญญาณของลูกผู้ชายสายเขาอ้อ ยิ่งได้รับความเมตตาจากครูบูรพาจารย์ครูบาอาจารย์ของเรา เรายิ่งต้องระมัดระวังตัว อย่าตกใจ อย่าหลงละเลิงกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา อย่าคิดว่าเราเก่ง เราแน่ เรามีวิชา สำหรับผม ไม่เลยครับ เพราะผมไม่มีวิชาอาคมอะไร ผมมีแต่พลังศรัทธาล้วนๆ และในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง ผมต้องศึกษาลงไปให้ลึกถึงราก เอาให้สิ้นสงสัยว่าทำไมสำนักเขาอ้อ ถึงขลัง!? ……………

ภาพชุดนี้ถ่ายเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ในพิธีกรรมลงรางแช่ว่านในถ้ำฉัททันต์บรรพต วัดเขาอ้อ เวลาประมาณบ่ายโมง ท้องฟ้าสว่างแจ่มใสนอกถ้ำ แต่ทันทีที่ อ.เปลี่ยน หัทยานนท์ เริ่มทำพิธีเสกรางยา ด้านนอกถ้ำเกิดพายุมาทั้งลมทั้งฝนทั้งที่ฟ้ายังสว่าง

แต่ไฟฟ้าในถ้ำดับพรึบลง เหลือเพียงแสงเทียนวับแวม ผมลงราวแช่ว่านท่ามกลางแสงสลัว…นอนภาวนาครู่หนึ่ง ไฟฟ้าก็สว่างจ้าขึ้นมา ผมนอนหลับตาบริกรรมคาถาอยู่ได้ยินเสียงพูดว่า ไฟสว่างแล้วๆ

ผมนึกในใจคิดว่า “นี่ถ้าในสมัยก่อน ศิษย์รุ่นพ่อรุ่นปู่รุ่นทวดมานอนแช่ว่าน คงมืดมาก” คิดได้แค่นั้น ไม่นานก็มีเสียงพูดมาว่า อ้าว ไฟดับอีกแล้ว คราวนี้นานเลยร่วมครึ่งชั่วโมง ผมก็นึกในใจว่า สงสัยครูอยากให้รู้ว่าสมัยโบราณเขาแช่ว่านกันบรรยากาศมันแบบนี้ไง !

จากการที่ได้แช่ว่านมาแล้วหลายครั้ง บอกได้เพียงแค่ว่า แต่ละครั้งได้รับพลังลี้ลับที่ต่างกัน เหมือนกับว่า แต่ละครั้งบูรพาจารย์ที่มาประสิทธิ์ให้ไม่ซ้ำองค์ !…

และวันที่ ๖ กรกฏาคม ๒๕๖๒ ผมก็ลงแช่ว่านในถ้ำอีกครั้ง เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญมากในทางโหราศาสตร์และในสายไสยเวท วันเสาร์ที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เป็นวันเสาร์ ๕ ตามตำราโหราศาสตร์ ซึ่งตามโบราณกาล ถือเป็นวันแรง และวันที่แข็งที่สุด ในตำราโหราศาสตร์ของไทย ตามปกตินั้นเชื่อกันว่า บุคคลที่เกิดในวันเสาร์นั้นจะมีเทพพระเสาร์พิทักษ์ คุ้มครองและรักษาดูแลชะตาชีวิต

เทพพระเสาร์ เกิดจากพระศิวะ หรือพระอิศวร มหาเทพสูงสุด ของศาสนาพราหมณ์ ทรงนำเอาเสือพยัคฆราชจำนวน ๑๐ ตัวมาป่นให้เป็นผง แล้วห่อด้วยผ้าสีม่วง สีดำ ทรงประพรมด้วยน้ำอมฤต ก่อกำเนิดเทพเจ้าอีกองค์มีพระนามว่า พระเสาร์เทวราชอันเป็นเทพเจ้าสำหรับคนเกิดในวันเสาร์ วันเสาร์ ๕ คือ วันเสาร์ ขึ้นหรือแรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ ในรอบปีนี้คือเดือน ๗ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดวันเสาร์ ๕ นั้นเกิดได้ยากมาก ตามคติความเชื่อของโบราณเชื่อว่าดาวเสาร์เป็นดาวแห่งความเข้มแข็ง และมีพลังมาก หากมีการประกอบพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลในวันเสาร์ห้า จะมีพุทธคุณด้านคงกระพัน และแคล้วคลาด มากกว่าวันปกติ

ตามคติความเชื่อของโบราณาจารย์เชื่อว่า ดาวเสาร์เป็นดาวแห่งความเข้มแข็ง และมีพลังมาก การประกอบพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลในวันเสาร์ ๕ จะมีพุทธคุณด้านคงกระพัน และแคล้วคลาด เมตตามหานิยม

โดยจะเห็นได้ว่า ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อมีการประกอบพิธีในวันดังกล่าว วัตถุมงคลส่วนใหญ่มักได้รับความนิยม อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบระหว่างการประกอบพิธีในวันข้างขึ้นกับข้างแรม การประกอบพิธีในวันข้างขึ้นจะดี ๑๐๐% ส่วนข้างแรมจะดีประมาณ ๘๐% ซึ่งวันเสาร์ที่ ๖ กรกฎาคม ตรงกับข้างขึ้นพอดี !

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุที่วัดส่วนใหญ่ นิยมจัดให้มีพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลในวันเสาร์ ๕ เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้พิธีพุทธาภิเษกที่เข้มขลังมีความศักดิ์สิทธิ์ที่ดีมากเป็นพิเศษ…พลังเต็ม! วันเสาร์ ๕ จึงเป็นวันสำคัญมากและเป็นวันที่ อ.เปลี่ยน หัทถยานนท์ เจ้าพิธีกรรมอาวุโสแห่งสำนักเขาอ้อ เลือกเป็นวันที่ให้ผม-คนเกิดวันเสาร์ลงแช่ว่านในถ้ำฉัททันต์บรรพต เป็นครั้งที่ ๙