คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/372985

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม 2562

วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
พระเครื่อง,เหรียญหลวงพ่อสาย วัดเสือ,พระหลวงพ่อทวด,เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้
เปิดอ่าน 6,598 ครั้ง

โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** งานประกวดพระ เดือนมิถุนายน ๖๒  นัดแรก วันอาทิตย์ที่ ๒ มิ.ย.  จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขา จ.ลำพูน ร่วมกับ สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดลำพูน ณ อนุสรณ์ วงศ์วรรณ สเตเดียม จ.ลำพูน รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ  เหรียญท้าวเวสสุวรรณ  รุ่น “ทรัพย์เศรษฐี” เนื้อ ๑๐๐ สาย อธิษฐานจิตโดย ครูบากฤษดา สุเมโธ วัดสันพระเจ้าแดง จ.ลำพูน  พระที่จัดประกวด ๒,๓๑๙ รายการ  ค่าส่งพระองค์ละ ๓๐๐ บาท  ประธานดำเนินงาน ธีระกาญจณ์ วัฒนไชยกิตติ (เอส เชียงใหม่) งานนี้ เหรียญครูบาศรีวิชัย รุ่น “สมปรารถนา” สำนักสงฆ์ดอยขะม้อ-บ่อน้ำทิพย์ จ.ลำพูน มีในรายการประกวดด้วย โต๊ะที่ ๔๘

** ถัดไป งานประกวดพระ  วันอาทิตย์ที่ ๙ มิ.ย. ที่ อาคารหอประชุมแก้วกัลยา โรงเรียนสตรีชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ  จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขา จ.ชัยภูมิ  ประธานดำเนินงาน ณรงค์ ล่ำฮวด (วัฒน์ ชัยภูมิ)  พระที่จัดประกวด ๒,๗๙๔ รายการ  ครบทุกประเภท  ค่าส่งพระองค์ละ ๓๐๐ บาท  รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ  เหรียญห่วงเชื่อม หลวงพ่อบุญมา วัดปราสาทดิน รุ่นแรก เนื้อสัตตโลหะ หน้ากากอัลปาก้าลงยา

**  วันอาทิตย์ที่ ๑๖ มิ.ย. งานประกวดพระ จัดโดย หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ (SEAL)  ร่วมกับ  ชมรมศิษย์เก่าเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช (ภาคกลาง)  ณ อาคาร บี ศูนย์ราชการ  แจ้งวัฒนะ  รางวัลชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ สุดยอดพระเกจิอาจารย์ของ “เสด็จเตี่ย” กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พิมพ์สี่สี กระดาษอาร์ตมัน ปกแข็ง บรรจุในกล่องแม่เหล็กอย่างสวยงาม

**  คมเลนส์ส่องพระ วันนี้ขอเริ่มด้วย พระพุทธรูป สมัยเชียงแสนลังกาวงศ์ แบบสิงห์หนึ่ง  หน้าตักกว้างประมาณ ๗ นิ้ว (ถ้าเป็น พระพุทธรูปลังกาแท้ เรียกว่า “ลังกานอก”)  อิทธิพลการสร้างพระพุทธรูปเชียงแสน ลังกาวงศ์ มีตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๒๒  จุดสังเกต  พระพุทธรูปลังกาวงศ์ แบบสิงหนึ่ง  คือ สังฆาฏิอยู่เหนือราวนม เหมือนพระเชียงแสนสิงห์หนึ่ง  จัดเป็นพระพุทธรูปเชียงแสนลังกาวงศ์ยุคแรกๆ นอกจากนี้ พระเศียร ลำตัว อวบอ้วน เม็ดพระศกกลมนูนต่ำ ประทับนั่งราบ ฐานเตี้ย บ่งบอกถึงความเป็นยุคต้นของพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนลังกาวงศ์โดยแท้  สภาพสวยสมบูรณ์ หายากมากๆ เป็นพระของ  เฉลิมพล อานุภาพบรรเจิด (ส.จ.บอม เมืองน่าน)  ประธานกรรมการบริหารสมาคมฯ สาขา จ.น่าน

** พระลีลากำแพงขาว เนื้อชินเงิน ศิลปะสุโขทัย สกุลช่างกำแพงเพชร  ที่เรียกว่า พระกำแพงขาว  ก็เพราะตอนพระขึ้นจากกรุมีคราบฝ้ากรุ และปรอทจับตามองค์พระ ลักษณะขาวกว่าพระเนื้อชินทั่วไป  พุทธลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของเมืองกำแพงเพชรโดยเฉพาะ พระกรุเมืองอื่นๆ ไม่มีพระพิมพ์ลีลาลักษณะนี้เลย  พระกำแพงขาว ขุดพบครั้งแรกที่กรุวัดบรมธาตุ  ต่อมาขุดพบที่กรุวัดอาวาสน้อย วัดกะโลทัย วัดอาวาสใหญ่ วัดพระแก้ว ฯลฯ นอกจากเนื้อชินเงินแล้ว ยังมี  เนื้อว่านหน้าทองคำ และ เนื้อว่านหน้าเงิน  อีกด้วย แต่มีน้อยมาก  เนื่องจากนักขุดพระสมัยก่อน เมื่อขุดได้ พระเนื้อว่านหน้าทองคำ มักจะลอกเอาทองคำหน้าพระไปขายหมด  คนรุ่นใหม่จึงไม่มีโอกาสพบเห็น  พระเนื้อว่านหน้าทองคำ ของแท้กันเลย  วันนี้โชคดีที่ได้ภาพ  พระลีลากำแพงขาว เนื้อว่านหน้าทองคำ  มาให้ชมเป็นวิทยาทาน  เป็นพระของ  ภิยวัฒน์ วัฒนายากร  (แต๊ก สงขลา)  อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย   นักสะสมพระเครื่องเก่าทุกประเภท

**  พระพุทธชินราช รุ่นแรก “ฟ.ลึก” หลวงพ่อเฟื่อง วัดคงคาเลียบ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เนื้อดินเผาสีขาว ที่ ๑ งานประกวดพระ ที่ จ.ตรัง ปี ๒๕๒๖ ของ  จูน หาดใหญ่  คนหนุ่มไฟแรง นิยมสะสมพระสวยแท้ดูง่าย…ตามประวัติ  หลวงพ่อเฟื่อง เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๐๕ ที่ จ.สุราษฎร์ธานี (มรณภาพ ๔ มกราคม ๒๔๙๘) เมื่อบวชแล้วท่านได้ธุดงค์ไปทั่ว จนมาถึงสวนยางพารา  ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่…การสร้าง พระพุทธชินราช หลัง “ฟ”  เกิดขึ้นโดย พระอาจารย์แอบ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ หาดใหญ่ เป็นผู้ไปขออนุญาต  หลวงพ่อเฟื่อง  ตามคำแนะนำของ  หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรี ผู้เป็นอาจารย์  เพื่อหาปัจจัยสร้างโบสถ์วัดปากน้ำ หาดใหญ่  หลวงพ่อเฟื่อง อนุญาตโดยกำหนดรูปแบบเป็น  พระพุทธชินราช เนื้อดินเผา  พร้อมกับให้ไปหามวลสารต่างๆ อีกด้วย  พระรุ่นนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ในทุกด้าน มีประสบการณ์มากมาย  ทุกวันนี้องค์สวยๆ เช่าหากันถึงหลักแสนขึ้นไป

** หลวงพ่อสาย ติสสโร วัดเสือ (พยัคฆาราม) อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๗  อุปสมบท พ.ศ.๒๔๑๘  มรณภาพ พ.ศ.๒๔๘๙  สิริรวมอายุ ๙๒ ปี เหรียญรุ่นแรก สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๒ ขณะหลวงพ่อมีอายุ ๖๕ ปี เป็นเหรียญรูปไข่ขนาดเล็กกะทัดรัด  สร้างด้วยเนื้อเงิน, เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อทองแดงผิวไฟ ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อครึ่งองค์ เหนือช่อชัยพฤกษ์ ในช่อชัยพฤกษ์เขียนว่า  “พระครูสังวรโสภณ (สาย) พระพุทธศักราช ๒๔๖๒”  แกะบล็อกนูนต่ำ เป็นเหรียญปั๊ม ข้างกระบอก หูเชื่อม ห่วงเชื่อมด้วยเงิน ด้านหลังเหรียญตรงกลางเป็นพระปิดตา  มียันต์รอบเหรียญจารึกคาถาคงกระพัน  เหรียญนี้ พระอุปัชฌาย์ก๋ง  (พระครูประเวศทิพากร) และ หลวงพ่อสาย  ผู้เป็นลูกศิษย์ ร่วมปลุกเสก  เป็นเหรียญที่มีความขลังศักดิ์สิทธิ์มาก  ชั่วโมงนี้สนนราคาเช่าหาอยู่ที่หลักแสนกลางถึงหลักล้าน เหรียญในภาพนี้ เนื้อทองแดง ของ ช่างเกียรติ สิงห์บุรี ผู้ชำนาญพระหลายประเภท

**  พระหลวงพ่อทวด รุ่นเลขใต้ฐาน ปี ๒๕๐๕ เนื้อนวโลหะ  ออกที่ วัดพุทธาธิวาส อ.เบตง จ.ยะลา  โดย  ท่านสวัสดิ์ โชติพานิช  อดีตประธานศาลฎีกา  เป็นผู้ขออนุญาต  พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้  สร้างขึ้นเพื่อหารายได้สร้างมณฑปประดิษฐานองค์  หลวงพ่อทวด  ไว้ในวัดพุทธาธิวาส  พระอาจารย์ทิม  ได้เมตตาประกอบพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณ  หลวงพ่อทวด  ปลุกเสก ณ วัดช้างให้  เสร็จพิธีแล้วท่านสวัสดิ์ได้นำพระหลวงพ่อทวดทั้งหมดไปให้ชาวเบตง ทำบุญบูชาองค์ละ ๑๐๐ บาท  พระรุ่นนี้สร้าง ๙๙๙ องค์ เนื้อนวโลหะ อย่างเดียว ไม่มีเนื้อพิเศษอื่นใด  พระทุกองค์ตอกหมายเลขอารบิก 1 ถึง 999 ที่ใต้ฐาน องค์นี้สวยสมบูรณ์ สภาพแชมป์ หล่อได้คมชัดลึก จมูกโด่งเฟี้ยว ผิวตั้งหิ้ง ยังมียาขัดสีแดงเดิมๆ  ปรากฏอยู่  หมายเลข 111 เบอร์เทพพิเศษ เลขตองหายากสุดๆ  เป็นพระของ  นพ.มาณพ โกวิทยา  เพิ่งได้มา ขอลงโชว์เพื่อการศึกษาเป็นวิทยาทานอย่างเดียว ไม่ได้เปิดราคาขาย

**  เหรียญเสมาหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่น ๓ ปี ๒๕๐๔ พิมพ์ ๓ ขีดใน (หรือกิ่งไผ่) สภาพเดิมๆ สวยสมบูรณ์คมชัดมาก  ผิวรมดำฉาบปรอททั้งเหรียญ เป็นเหรียญของ  อนุชา เทวานฤมิตรกุล  หนุ่มแปดริ้ว ผู้นิยมสะสม พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้  เป็นพิเศษ จนได้รับรางวัลแชมป์โต๊ะ งานประกวดพระจัดโดยนิตยสาร “สุดยอดพระเครื่องเมืองสยาม” (๗ เม.ย.๖๒)

**  วางตลาดแล้ว  นิตยสาร พระเกจิ ฉบับใหม่ อภินันทนาการพร้อมกับหนังสือ เหรียญหลวงพ่อจาย วัดกระแสร์คูหาสวรรค์  อ่านเรื่องในฉบับ พ่อท่านเล็ก วัดประดู่เรียง, หลวงพ่อประทิน วัดโพธิ์เงิน, พระอาจารย์เถ่ง วัดหนองกรับ ฯลฯ สอบถามโทร.๐-๒๔๓๔-๖๑๘๙

**  พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์หน้า  ขอขอบพระคุณ ***

ถอดรหัสปริศนาธรรมหลวงปู่ขาวศิษย์หลวงปู่ใหญ่:หลวงปู่เทพอุดร๑

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/372981

ถอดรหัสปริศนาธรรมหลวงปู่ขาวศิษย์หลวงปู่ใหญ่:หลวงปู่เทพอุดร๑

วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
หลวงปู่ขาว
เปิดอ่าน 5,781 ครั้ง

คอลัมน์… ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee)

เมื่อไม่นานมานี้ คุณธนอรรถ ตรีธิติธัญ ประธานมูลนิธิ โอ.เค ไลฟ์มากราบขอบารมี พระธาตุคูณคำธรรมเจดีย์ และขอพรหลวงปู่ขาว  พุทธรักขิโต วัดป่าคูณคำวิปัสสนา อ.กุดบาก จ. สกลนคร ท่านบอกว่า ชีวิตช่วงนี้ไม่ต้องกังวลอะไร และทันทีที่ท่านแตะตัวผมท่านบอกว่า ผิวตัวที่ดำไม่ใช่ผิวหนังดำ…นี่มันดำน้ำยางว่าน….โยมไปทำอะไรมา !?!

–—–
หลวงปู่ขาว  รูปนี้ท่านไม่ธรรมดาจริงๆแฮะ!!!
ท่านทราบได้อย่างไรว่า ผมลงแช่ว่านรางยามาแล้ว
–——-

ผมอดทึ่งในใจไม่ได้ที่ท่านทราบ เพราะด้วยความสัตย์จริงผมเพิ่มได้มีโอกาสมากราบท่านครั้งแรกในชีวิต เคยแต่ได้ยินชื่อเสียงของท่านว่าเป็นพระนักพัฒนาและมีวิชาพุทธาคมไม่น้อย เพราะการที่พระรูปหนึ่งจะสร้างพระธาตุขึ้นมาได้ให้เสร็จสมบูรณ์ สวยงามกลางป่ากลางเขาไม่ใช่เรื่องที่ใครก็สามารถจะทำได้…แต่ท่านทำได้

ความงดงาม สูงตระหง่านเสียดฟ้าของพระธาตุคูณคำธรรมเจดีย์ คือคำตอบที่ประดิษฐานตระหง่านอยู่เบื้องหน้าทุกท่านที่ไปเยือนวัดป่าคูณคำวิปัสสนาแห่งนี้

หลวงปู่ขาว หรือ พระอธิการสุพัตร พุทธรักขิโต ท่านได้มีดำริที่จะสร้างองค์พระธาตคูณคำธรรมเจดีย์เพื่อประดิษฐ์ฐานพระบรมสารีริกธาติและเป็นพุทธบูชา โดยเริ่มก่อสร้างอค์พระธาติ (องค์เดิมก่อนที่จะทำการบูรณะ) องค์พระธาติมีส่วนสูง ๑๒ เมตร กว่างด้านละ ๓ เมตร และมีพระธาตุ องค์ล้อมรอบทั้ง ๔ ทิศ  เริ่มก่อสร้างในวันพฤหัสบดีที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๕ จนแล้วเสร็จในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๓๖ รวมระยะเวลาในการก่อสร้าง ๘ เดือน ใช้งบประมาณทั้งสิ้นเป็นเงิน ๙๙๐,๐๐๐ บาท

ต่อมาการบูรณะองค์พระธาตุคูณคำธรรมเจดีย์ นำโดยพระอธิ การสุพัตร พุทธรักขิโต เป็นประธานในการนำคณะสงฆ์ สามเณรวัดป่าคูรคำวิปัสสนา ศิษยานุศิษย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งชาวบ้านกลางร่วมกันบูรณะองค์พระธาติให้มีความมั่นคงถาวรยิ่งขึ้น

เนื่องจากพระธาติองค์เดิมมีขนาดเล็กและเริ่มชำรุดทรุดโทรมพร้อมกันนั้นยังมีวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างพระธาติคูณคำธรรมเจดีย์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาติที่ได้รับประทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๒และเพื่อประดิษฐานพระอุรังคธาติเบื้องซ้ายที่ได้รับประทานจาก ดร.ธรรมเสน  มหาเถโร สมเด็จพระสังฆราชประเทศบังคลาเทศ องค์ที่ ๑๒ แห่งประเทศบังคลาเทศ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๕

ให้เป็นที่สักการะบูชาและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนตลอดชั่วกาลนาน เป็นการสร้างเพื่อครอบพระธาตุองค์เดิม ซึ่งองค์พระธาติที่สร้างขึ้นในครั้งนี้มีขนาดความกว้างของฐานด้านละ ๑๘ เมตา ความสูงจากพื้นถึงยอดฉัตร ๖๐ เมตร เป็นการก่อสร้างแบบคอนกรีตเสริมด้วยเหล็ก ก่อด้วยอิฐและฉาบด้วยปูน ยอดฉัตรทำจากทองคำหนัก ๑๕ บาท

ซึ่งเริ่มบูรณะในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๐ ระยะเวลาในการก่อสร้างทั้งหมด ๖ ปี สิ้นงบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๔๐ล้านบาท

นอกจากนี้ท่านยังได้ร่วมสร้างและบูรณะพระธาตุอีก ๔ แห่งคือ พระธาติเจดีย์ศรีคันไชยวัดท่าเดื่อ ต.ท่าเดื้อคันไชย อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร , พระธาติเจดีย์หินศิลามงคล วัดสว่างอารมณ์บ้านหนองหอย ต.ธาตุทอง อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร , พระธาตุศิลามงคล วัดศิลามงคลตำบลพระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนมและพระเจดีย์พุทธมงคลศรีพยัคฆ์ วัดหนองแคน ต.เมืองเสือ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม

วัดป่าคูรคำวิปัสสนาแห่งนี้ เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๘ โดยหลวงพ่อเบี้ยว ฐานวิโร (อดีตประธานสงฆ์) ได้พิจารณาพื้นที่แห่งนี้ ว่ามีความสงบวิเวก เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม หลวงพ่อเบี้ยว ฐานวิโร พร้อมกลุ่มชาวบ้านกลาง จึงได้มีความประสงค์และร่วมกันตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้น

จนกระทั้ง เมื่อ พ.ส.๒๕๓๓ หลวงปู่ขาว หรือ พระอธิการสัพัตร์ พุทธรักขิโต ภายหลังจากธุดงค์ได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิดของท่านและได้พิจารณาร่วมกับชาวบ้านกลางแล้วเห็นสมควรที่จพัฒนาสำนักสงฆ์แห่งนี้เพื่อเป็นวัดสืบต่อไป ต่อมาได้มีมติความเห็นชอบชองคณะกรรมการมหาเถรสมาคมและกรมการศาสนาในสมัยนั้น (ปัจจุบันกรมการศาสนาได้เปลี่ยนเป็นสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ) ได้อนุญาตให้สำนักสงฆ์ป่าคูณคำวิปัสสนายกลำดับฐานะขึ้นเป็นวัดในวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘

วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดป่าที่มีความร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่มากมายอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง

กุฏิของหลวงปู่ขาวอยู่ลึกเข้าไปในป่าใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ทางเดินเล็กๆ เทหล่อด้วยคอนกรีตลดเลี้ยวเลาะไปตามใต้โคนไม้ ผมเดินตามหลังผู้ใหญ่หลายท่านเข้าไปพร้อมซึมซัมบรรยากาศที่หายากยิ่งจากวัดกลางเมืองหลวง

………………

หลวงปู่ขาว นั่งรออยู่ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยเมตตา ท่านยิิ้มแย้มทักท่ายทุกคนอย่างเป็นกันเอง แม้ว่าผมจะได้ยินร่ำลือมาบ้างถึงความดุของท่านเวลาลูกศิษย์เข้ามาหา แต่ผมเข้าใจว่า ท่านคงดุด้วยความเป็นครูที่มุ่งมากปรารถนาที่จะอบรมสั่งสอนมากกว่าจะดุด้วยโทสะจริต

และจริงอย่างที่ผมคิดไว้ในใจ ท่านเป็นพระที่มีความเป็นครูสูงและมุ่งเน้นที่จะสอนธรรมะแบบไม่ได้ตั้งหน้าตั้งหน้าอบรมสั่งสอนดั่งเป็นผู้วิเศษที่บรรลุธรรม แต่ท่านสอนธรรมะแบบธรรมชาติด้วยการดูจริตของคนๆนั้นว่าสามารถรับธรรมได้ในระดับใด.. ท่านก็จะสอนไประดับนั้น

เรื่องปลกแต่จริงก็คือ ข้างๆ ตั่งแคร่ที่ท่านนั่งจะประดิษฐานรูปปั้นขนาดใหญ่ของพระภิกษุรูปหนึ่งด้วยปูนสีขาวที่สีหม่นไปตามกาลเวลาที่ฐานสลักนามไว้ว่าหลวงปู่เทพอุดร

แต่ใบหน้าของพระรูปปั้นกลับละม้ายคล้ายกับท่าน อย่างน่าประหลาด

ทุกคนในขณะยืนยันว่าเป็นรูปปั้นเก่าแก่ที่หนึ่งในคณะเก็บรักษาไว้นานหลายสิบปีก่อนจะได้รูจักกับหลวงปู่ขาวเสียอีก แต่เมื่อมีโอกาสได้รู้จักท่านและมีโอกาสมากราบก็อัญเชิญมาเพื่อขอให้ท่านเจิมให้เพื่อความเป็นศิริมงคล แต่เมื่อนำมาปรากฎว่าเพิ่มสังเกตว่ารูปปั้นหลวงปูู่เทพอุดรหรือหลวงปู่ใหญ่มีความคล้ายกับท่านมาก จึงตัดสินถวายไว้ที่กุฎิของท่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อเอ่ยถามว่า เพราะเหตุใดจึงมีความคล้ายคลึงกันขนาดนั้น ท่านหัวเราะแต่ไม่มีอธิบายขยายความใดๆ แต่ผมเข้าใจของผมเองว่า “ความบังเอิญ” ไม่มีอยู่จริงหรอกในโลกใบนี้

กลับมานั่งย้อนค้นคว้าเอกสารต่างๆ ที่มีการเขียนบันทึกถึงเรื่องราวของหลวงปู่ขาว จึงพบว่า ท่านมีความสัมพันธ์โยงใยกับหลวงปู่เทพอุดรเป็นอย่างมาก
(อ่านต่อฉบับหน้า)

ปรมาจารย์ไสยเวทฤาษีนกเค็ดผู้เอกอุด้านเมตตามหาเสน่ห์……

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/371838

ปรมาจารย์ไสยเวทฤาษีนกเค็ดผู้เอกอุด้านเมตตามหาเสน่ห์……

วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 – 09:29 น.
ปรมาจารย์ไสยเวทฤาษีนกเค็ด,ฤาษีนกเค็ด
เปิดอ่าน 7,198 ครั้ง

คอลัมน์… ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน โดย… เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee)

หากจะกล่าวถึงฤาษีในหนังตะลุงของทางภาคใต้นั้น จะจำแนกเป็น ๒ พวก คือ ฤาษีฝ่ายธรรม กับ ฤาษีนกเค็ด

กล่าวสำหรับฤาษีฝ่ายธรรมนั้น ท่านคือ พระอาจารย์ของฝ่ายพระเอกหรือนางเอก จะสอนธรรมะและวิชาพุทธาคมที่จะช่วยเหลือคนอื่น สอนคนให้เป็นคนดี มีศีล มีคุณธรรมสูง ฤาษีธรรมจะมีฤทธิ์ มีวิชาไสยเวท มนตราอาคมคาถาขลังมีเครื่องรางของขลังให้ลูกศิษย์ไว้ใช้หรือป้องกันตัวเองด้วย

อ.เปลี่ยน ฆราวาสผู้เรืองเวทสายเขาอ้อ มอบรูปหล่อฤาษีนกเค็ดให้ผู้เขียนเก็บไว้บูชา

ส่วนฤาษีนกเค็ด คืออาจารย์ของฝ่ายผู้ร้าย หรือบางครั้งก็เป็นอาจารย์ของพวกยักษ์…อันว่า ฤาษีนกเค็ดนี้ ตามตำนานจะไม่ค่อยตั้งอยู่ในศีลในธรรมเคร่งครัดนัก เช่น ชอบกินเหล้าเมายา หรือเรื่องทะลึ่งทะเล้นป้วนเปี้ยนแถวๆ ใต้สะดือ แต่ก็จะมีฤทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ ทำอะไรก็เข้มขลังอื่นๆ เช่นเดียวกับฤาษีฝ่ายธรรมะ เพราะฤาษีนกเค็ดมีจิตวิญญาณอำนาจแรงครูเสน่ห์เมตตา กามราคะ ตัณหา และความรักแบบเข้มข้น

นักเลงไสยศาสตร์สายใต้จึงนิยมบูชาฤาษีนกเค็ดมาเสริมตบะไสยเวทอาถรรพณ์มนต์ดำเครื่องรางของขลัง ฤาษีท่านมีอิทธิฤทธิ์มีสรรพวิชามากมายนัก ทำให้บรรดาพระเกจิอาจารย์หรือฆราวาสผู้เรืองเวททางภาคใต้ มักนิยมสร้าง ปลุกเสกฤาษีนกเค็ดเหมือนกัน

รูปหล่อฤาษีนกเค็ด ที่ อ.เปลี่ยน หัทยานนท์
ปลุกเสกด้วยวิชาเมตตามหานิยมเพื่อเป็นการแก้เคล็ด

ซึ่งจะว่าไปแล้ว พ่อครูเปลี่ยน หัทยานนท์ ฆราวาสอาวุโสเขาอ้อ ท่านร่ำเรียนวิชาไสยเวทจากหลายครูบาอาจารย์ทุกศาสตร์ มีสายเดียวที่ท่านไม่เรียนคือ มนต์ดำทำเสน่ห์ยาแฝด น้ำมันพราย

ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่า ในอดีตเคยมีครูอาคมเวทมนตร์ขลังอยากมอบวิชาให้แก่ท่าน ถึงขนาดยกโถแก้วใส่น้ำมันพรายมาให้ แต่ท่านไม่เอา ไม่เรียน เมื่อเขาเอามาวางให้ ท่านก็ให้คนอื่นหยิบเอาไปเททิ้งทั้งหมด…ท่านบอกมันเป็นบาปกรรม.

ฤาษีนกเค็ด ปรมาจารย์ฝ่ายมารบนจอหนังตะลุง ผู้มากด้วยวิชาไสยศาสตร์

ส่วนวิชาปลุกเสกฤาษีนกเค็ด ท่านก็เรียนมาเหมือนกันและไม่ได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอะไร เพราะเป็นศาสตร์สายเมตตามหาเสน่ห์ มหานิยม ทำมาค้าขายดี อยู่ที่วิชาเมตตามหานิยมใช้ปลุกเสก อย่างเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มีการสร้างรูปหล่อฤาษีนกเค็ดขึ้นมาโดยมีรูปแบบตามโบราณกาลตามตำรายุคเก่าก่อนแบบไสยเวทสายใต้

มีลักษณะนั่งบนกองเงินชันเข่าข้างซ้าย มือขวาถือถุงเงินเพื่อไว้รับทรัพย์ ไหล่ซ้ายพาดผ้าสไบ ส่วนยอดศีรษะเป็นรูปปลัดขิกอยู่บนหัว มีรูปแบบตามตำราครูไสยเวทอย่างสมบูรณ์ สวยงามในเอกลักษณ์ของฤาษีนกเค็ดแดนใต้

ท่านอาจารย์เปลี่ยน หัทยานนท์ ได้ปลุกเสกให้ด้วยคาถาอย่างเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ใช้ได้ผลแรงเร็ว ในเรื่องมหาเสน่ห์แบบสูตรฤาษีเฒ่าจอมอาคมมหานิยม มีเสน่ห์ เรียกเงินเรียกทองให้มากอง ซึ่งผมทราบมาว่า โดยเฉพาะชนวนโลหะที่นำมาจัดสร้างยิ่งพิเศษและแรงสะท้อนกลับเป็นทวีคูณ การทำยุ่งยากสลับซับซ้อนและมีอาถรรพณ์มาก

กล่าวคือตั้งแต่ขั้นตอนกรรมวิธีการเตรียมชนวนโลหะแต่ละชนิดจะต้องจารอักขระยันต์เฉพาะสายของฤาษีนกเค็ดลงบนชนวนโลหะต่างๆ เพื่อเตรียมไว้เป็นชนวนในการสร้างฤาษีนกเค็ดรุ่นนี้โดยเฉพาะ

นับว่าชนวนโลหะในการนำมาหล่อรูปลอยองค์ฤาษีนกเค็ดเป็นชนวนโลหะที่มีความสำคัญมากที่เดียว และย่อมมีพุทธคุณอยู่ในตัวอยู่แล้วส่วนใต้ฐานรูปหล่อฤาษีนั้นจะอุดมวลสารทีมีพุทธคุณหลักอีกมากมาย ประกอบด้วย

ผงมวลสารเก่าผงพรายกุมารวัดควนนาเเค, ผงพรายอชินโตวัดหอยราก, ผงพรายพ่อท่านฮกวัดท่าข้าม, ผมพรายกุมารหลวงปู่ทิม, ผงพรายกุมารสำนักเณรดอย จ.ตรัง, ผงมหาว่านอาจารย์นำ ปี ๒๕๑๑-๒๕๑๓, ผงจตุคามปี ๒๕๓๐, ผงเก่าปี ๒๕๐๕ วัดสุวรรณวิชัย จ.สงขลา, น้ำตาเเละน้ำมันปลาพยูน, ผงอาจารย์ศรีเงินวัดดอนศาลา, ผงข้าวเหนียวอาจารย์เปลี่ยน, น้ำมันงาอาจารย์เปลี่ยน, ดอกไม้ ข้าวตอก ที่อาจารย์เปลี่ยนปลุกเสกเเต่ละงาน, ผงงาช้างจำนวนมากที่ได้ปลุกเสกหลายพิธี, ดินโป่งเจ็ดป่าช้า, ผงอิฐเชิงตะกอน, ผงว่าน ๑๐๘, สีผึ้งหลักเมือง ๒๕๓๐, ผงไม้ช่อฟ้า ฯลฯ

ส่วนคาถาบูชาคือ โอมสิทธิ การิยะ บรมครูฤาษีนกเค็ดอะธิเจ ตะโส อะปะมัชชะโต โมนะ ปะกะสุ สิกะ คะโต โสพะนัพ ภะวันติ ตาทิโน อุปะสันตัสสะ สะติมะโต ……..

คมเลนส์ส่องพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/372026

คมเลนส์ส่องพระ

วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
พระยอดขุนพล,พระเครื่อง,คมเลนส์ส่องพระ,พระบูชาศิลปะนครศรีธรรมราชหน้าตัก ๙ นิ้ว,พระกริ่งทีอ๋อง จีน,เหรียญปิดตาหล่อโบราณ,รูปเหมือนใบโพธิ์ท่านเจ้าคุณนรฯ,พระนาคปรกใบมะขาม,พระพุทธพิริยมงคลมทรธัญบุรี
เปิดอ่าน 8,741 ครั้ง

โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** งานประกวดพระ วันอาทิตย์ที่ ๑๙ พฤษภาคม นี้ จัดโดย ชมรมพระเครื่องพระบูชาไทย จ.ลพบุรี ณ โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี ประธานจัดงาน จำเริญ สละชีพ (กำนันด้ง) ประธานดำเนินงาน จรัล เรืองศิลป์ (ต่าย พระบาท) พระที่จัดประกวด ๒,๓๘๙ รายการ ครบทุกประเภทรางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ “พระกรุเมืองลพบุรี” ยอดนิยม จัดทำโดยทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” ค่าส่งองค์ละ ๓๐๐ บาท งานนี้สนับสนุนโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย

** วันนี้ คมเลนส์ส่องพระ ขอเริ่มด้วยภาพพระจากหนังสือ “พระกรุเมืองลพบุรี” ยอดนิยม ๓ องค์ คือ ๑.พระยอดขุนพล เนื้อชินเงิน กรุวัดไก่ ๒.พระยอดขุนพล เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และ ๓.พระเทริดขนนก เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ทั้ง ๓ องค์นี้เป็นสุดยอดนิยม พระกรุเมืองลพบุรี ที่หาชม พระแท้ ได้ยากในชั่วโมงนี้ เนื่องจากมีจำนวนน้อย ผู้ที่สะสมต่างก็หวงแหน จึงไม่ค่อยมีพระหมุนเวียนในวงการพระเครื่องเลย

** พระกริ่งทีอ๋อง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยราชวงศ์ถังของจีน เนื้อทองม้าฬ่อ อายุการสร้างร่วมพันปี เป็น องค์ท้าวจตุโลกบาล ในลัทธิมหายาน (หรือองค์ท้าวเวสสุวรรณ) พระกริ่งทีอ๋อง สร้างโดยวิธีเททองหล่อแบบโบราณ ใต้ฐานเปิดโดยไม่มีการปะแผ่นโลหะบรรจุเม็ดกริ่ง จัดเป็น ๑ ใน ๕ ของพระกริ่งนอกประเทศ ที่ได้รับความนิยมในเมืองไทยมานานปี เป็นพระกริ่งที่มีพบเห็นน้อยมากเพียงไม่กี่สิบองค์ในวงการพระเครื่อง ทำให้มีค่านิยมสูงมาแต่อดีต องค์นี้มีความสวยงามและสมบูรณ์อย่างยิ่ง เป็นพระแท้ดูง่ายทั้งพิมพ์ทรงและเนื้อพระ เจ้าของพระ นพ.อนุชิต กิจธารทอง ศูนย์โรคตาหาดใหญ่ ถนนช่องเขา ม.อ.

** พระบูชาศิลปะนครศรีธรรมราช หน้าตัก ๙ นิ้ว พุทธศิลป์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองนครศรีธรรมราช ที่แตกต่างจากยุคสมัยอื่นและเมืองอื่นๆ เป็นศิลปะที่มีลักษณะไม่เป็นไปตามสัดส่วนของ Anatomy (กายวิภาค, ร่างกายมนุษย์) แต่มีความสวยงามอ่อนช้อยตามศิลปะแบบ Primitive (ดั้งเดิม) ในกลุ่มของ Folk Art (ศิลปะพื้นบ้าน) จึงมีนักสะสมบางท่านเรียกว่าเป็น ศิลปะอู่ทองแบบการ์ตูน คำว่า “การ์ตูน” นี้ไม่ได้เป็นเรื่องตลก แต่เป็นการสื่อให้เห็นว่ามีความบริสุทธิ์เหมือนกับเด็กๆ ที่ยังมีความชื่นชอบการ์ตูน ซึ่งตรงกับความเห็นของฝรั่งที่ชอบศิลปะของพระพุทธรูปแบบนี้ เขาบอกว่าเป็นศิลปะแบบ Pure Art หรือศิลปะบริสุทธิ์ องค์นี้เป็นพระพุทธรูปของ สุวัฒน์ เหมอังกูร คนรุ่นเก่านักสะสมพระเครื่องพระบูชายอดนิยม

** พระรูปเหมือนใบโพธิ์ท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ สร้างครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ มี ๒ พิมพ์ และครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๑๓ มี ๑ พิมพ์ โดยนายช่าง เกษม มงคลเจริญ เป็นผู้แกะพิมพ์ ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๑๒ สร้างด้วยเนื้อทองคำ ๑๗๓ องค์, เนื้อเงิน ๑๘๒ องค์ และเนื้อนวโลหะ ๒,๗๔๐ องค์ พระชุดนี้มีทั้งตอกโค้ดและไม่ตอกโค้ดเนื่องจากทาง “กลุ่มอู่กรุงเทพรวมช่าง” ได้จัดทำโค้ดขึ้นมาในภายหลัง โดยส่วนหนึ่งของพระรุ่นนี้ได้มีผู้บูชาไปก่อนหน้าแล้ว จึงไม่มีโค้ด… ต่อมาในปีเดียวกัน ได้มีการจัดสร้าง พระรูปเหมือนใบโพธิ์ ขึ้นอีกครั้งเพื่อเข้าพิธีเสาร์ห้า (๒๕ เมษายน ๒๕๑๓) เนื่องจากมีเวลาน้อยมาก นายช่างเกษมจึงยินยอมสร้างพระพิมพ์นี้ขึ้นอีกครั้ง แต่ได้แกะแต่งขอบของใบโพธิ์ให้มีลักษณะหยักขึ้นมา เพื่อให้มีความต่างจากพระรูปเหมือนใบโพธิ์พิมพ์แรก ที่มีลักษณะเป็นขอบเรียบ (พระรุ่นนี้วงการยังคงเรียก “พระรูปเหมือนใบโพธิ์ ปี ๒๕๑๒ พิมพ์ ๒”) ในภาพนี้ คือ พระรูปเหมือนใบโพธิ์ เนื้อทองคำ พ.ศ.๒๕๑๒ พิมพ์แรก ของ รศ.นพ.อัฐพร ตระการสง่า รพ.ศิริราช นักสะสมพระเครื่องสายนี้

** ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา พระนาคปรกใบมะขาม วัดท้ายตลาดรุ่น ๒ ที่ทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” โดย หมึก ท่าพระจันทร์ และคณะ ดำเนินการจัดสร้าง ได้เกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในวงการ โดยเมื่อเปิดจอง (๓๐ เมษายน) ได้มีการ ซื้อใบจอง ขึ้นทันที ต่อมาราคาขยับขึ้นเรื่อยๆ จนถึงชั่วโมงนี้ ชุดทองคำ สร้าง ๙๙๙ ชุด จองชุดละ ๒๘,๐๐๐ บาท ขึ้นเป็นกว่า ๓ หมื่นบาท ชุดเงิน สร้าง ๑,๙๙๙ ชุด จองชุดละ ๖,๐๐๐ บาท ขึ้นเป็น ๘ พันบาท และ เนื้อทองแดง สร้าง ๕,๐๐๐ องค์ จององค์ละ ๑๙๙ บาท ขึ้นเป็นกว่า ๑ พันบาท พิธีพุทธาภิเษก วันเสาร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม ณ พระอุโบสถวัดโมลีโลกยาราม (วัดท้ายตลาด) รับพระวันที่ ๒๗ พฤษภาคม เป็นต้นไป…พระรุ่นนี้ได้สร้างกระแสความเคลื่อนไหวในวงการพระเครื่องจากที่หลับใหลมานาน ได้กลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง

** มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จัดสร้าง “พระพุทธพิริยมงคล” (จำลองจาก พระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย) รูปแบบพระบูชา หน้าตัก ๗ นิ้ว เป็นการจัดสร้างครั้งที่ ๒ มี ๒ เนื้อ คือ ๑.เนื้อโลหะทองเหลือง สร้าง ๙๙๐ องค์ ทำบุญบูชาองค์ละ ๒,๙๐๐ บาท ๒.เนื้อผงหินอ่อน สร้าง ๑,๕๕๖ องค์ ทำบุญบูชาองค์ละ ๑,๐๐๐ บาท ติดต่อสั่งจองได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี โทร.๐-๒๕๔๙-๔๙๙๐ -๒

** พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป  ขอขอบพระคุณ  ***

พระปิดตาไม้แกะ ‘หลวงพ่อขริก’วัดสาวชะโงก จ.ฉะเชิงเทรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/372020

พระปิดตาไม้แกะ ‘หลวงพ่อขริก’วัดสาวชะโงก จ.ฉะเชิงเทรา

วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
พระปิดตาไม้แกะ,หลวงพ่อขริก,พระเครื่อง,วัดสาวชะโงก,อยู่ยงคงกระพันมหาอุด
เปิดอ่าน 6,517 ครั้ง

โดย…  0 ต้น อ้อมน้อย 0

“ของดีศรีอำเภอบางคล้า” สุดยอดเจ้าตำรับวิชา “ปลัดขิก” อันลือเลื่องแห่งเมืองฉะเชิงเทรา “หลวงพ่อขริก” วัดสาวชะโงก

ชาติภูมิ เกิดเมื่อวันเดือนปีใดไม่ปรากฏหลักฐานการบันทึกเป็นที่แน่ชัด สืบทราบแต่เพียงว่า ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดสาวชะโงกในตำแหน่งพระอธิการ, เป็นพระกรรมวาจาจารย์และอาจารย์ของ พระครูนันทธีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ) เจ้าอาวาสวัดสาวชะโงกรูปต่อมา

ในด้านวัตถุมงคล ท่านได้สร้าง พระปิดตาไม้แกะ และ ปลัดขิก ในที่นี้จะกล่าวถึงพระปิดตาของท่าน ซึ่งสร้างจากไม้แก่นต้นชัยพฤกษ์ (ไม้แก่นต้นคูน) ยืนตายพราย นำมาแกะขึ้นรูปเป็น พระปิดตานั่งสมาธิราบ พระเกศทรงแหลม ที่ฐานแกะเป็นบัวฟันปลาสลับไปมา ขนาดขององค์พระไม่เป็นที่แน่นอน เนื่องจากเป็นงานมือแกะทีละองค์ สำหรับองค์นี้ความกว้างที่ฐานด้านล่างสุด ๒.๕ ซม. ความสูงจากฐานถึงพระเกศ ๕.๐ ซม.

พุทธคุณของพระปิดตาหลวงพ่อขริกโดดเด่นไปทางอยู่ยงคงกระพันมหาอุด กันเขี้ยวงา อีกทั้งยังดีทางเสริมสร้างเมตตามหานิยมทำมาค้าขายอีกด้วย

นอกเหนือจากนี้คนในสมัยเก่าที่บูชาพระปิดตาของท่านมักนิยมเอาพระไปฝนกับน้ำซาวข้าวเพื่อใช้ถอนพิษไข้ได้เป็นอย่างดีจนเป็นที่เลื่องลือมาจนถึงปัจจุบัน

สนนราคาพระปิดตา หลวงพ่อขริก อยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ แต่หาชมของแท้ได้ยากมาก เนื่องจากมีจำนวนสร้างที่น้อยมาก

ถึงกาลมรณภาพ หลวงพ่อขริก มรณภาพประมาณ พ.ศ.๒๔๗๒-๒๔๗๓ โดยมีพระครูนันทธีราจารย์ (เหลือ) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสาวชะโงกสืบต่อมา อีกทั้งยังเป็นผู้สืบทอดวิชาสร้าง “ปลัดขิก” อันลือเลื่อง จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่นักนิยมสะสมพระเครื่องรางของขลังในยุคปัจจุบันอีกด้วย

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/371208

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2562

วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
คมเลนส์ส่องพระ,พระเครื่อง,พระร่วงยืน พิมพ์ใหญ่ หลังตัน สนิมแดง กรุวัดพระศรีฯ จลพบุรี,พระรอด กรุวัดมหาวัน จลำพูน พิมพ์เล็ก เนื้อเขียว,พระเปิมแดง กรุวัดพระธาตุ จลำพูน,พระหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน พิมพ์ซุ้มกอใหญ่,เหรียญจอบเล็ก หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์แข้งตรง,รูปหล่อโบราณ หลวงพ่อซวง อภโย วัดชีปะขาว
เปิดอ่าน 7,493 ครั้ง

โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชศรัทธาออกผนวชในพระพุทธศาสนา โดยได้รับการถวายพระสมณนามว่า “วชิราลงฺกรโณ” ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดจนทรงลาสิกขาในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ ต่อมา มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดสร้าง เหรียญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงผนวช (วชิราลงกรโณ ภิกขุ) วัดบวรนิเวศวิหาร ปี ๒๕๒๑ ประกอบพิธีพุทธาภิเษกยิ่งใหญ่หลายวาระ เหรียญรุ่นนี้มีเนื้อทองคำ, เงิน และทองแดง ชุดนี้หมายเลข ๓๒ เหมือนกันทั้ง ๓ เหรียญ เป็นเหรียญของ อนุศักดิ์ กิตติศิริสวัสดิ์ สะสมเหรียญรุ่นนี้ไว้หลายเหรียญด้วยความชื่นชมในพระบารมี **

** งานประกวดพระ จัดโดย ชมรมพระเครื่องพระบูชาไทย จ.ลพบุรี วันอาทิตย์ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ณ โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี ประธานจัดงาน จำเริญ สละชีพ (กำนันด้ง)  ประธานดำเนินงาน จรัล เรืองศิลป์ (ต่าย พระบาท) พระที่จัดประกวด ๒,๓๘๙ รายการ ครบทุกประเภท รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ “พระกรุเมืองลพบุรี” ยอดนิยม จัดทำโดยทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์”  รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม คะแนนรวมสูงสุด รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ ๑ คัน, รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม คะแนนรวมพระยอดนิยม สร้อยคอทองคำ หนัก ๑ บาท ๑ เส้น, รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม คะแนนรวมพระทั่วไป สร้อยคอทองคำ หนัก ๒ สลึง ๑ เส้น  ผู้ส่งพระเข้าประกวดส่งหางบัตรลุ้นรางวัล สร้อยคอทองคำ หนัก ๒ สลึง ๑ รางวัล และหนังสือ “พระกรุลพบุรี” ๑๐ รางวัล  แผงพระจรยุทธ ลุ้นรางวัลที่ ๑ ตู้เย็น ๑ รางวัล  รางวัลที่ ๒ พัดลมตั้งโต๊ะ ๕ รางวัล ค่าส่งองค์ละ ๓๐๐ บาท งานนี้สนับสนุนโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย **

** พระองค์แรกวันนี้ ขอเริ่มด้วย พระร่วงยืน หลังลายผ้า เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี ปางยืนประทานพร ศิลปะเขมรยุคบายน อายุประมาณ ๘๐๐ ปี สร้างโดยกษัตริย์ขอมสมัยที่ปกครองเมืองลพบุรี (เมืองละโว้) มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก นอกจากนี้ยังมีอีกพิมพ์หนึ่ง คือ พิมพ์ใหญ่หลังตัน (องค์ในภาพนี้) มีน้อยหายาก  ภาพจากหนังสือ “พระกรุเมืองลพบุรี” ยอดนิยม  จัดทำโดยทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์”  รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ  งานประกวดพระ  วันอาทิตย์ที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ **

** พระรอด กรุวัดมหาวัน จ.ลำพูน พิมพ์เล็ก เนื้อเขียว องค์นี้สวยสมบูรณ์มาก  มีหน้าตา  ติดรางวัลงานประกวดพระเชียงใหม่ ปี ๒๕๒๘ เป็นพระเบสิก ดูง่าย อีกองค์ที่จะนำมาให้ผู้เข้าร่วมอบรม  หลักสูตร “พระเบญจภาคีรู้แล้วรวย” ได้ดูอย่างใกล้ชิด ในวันอาทิตย์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๓.๐๐-๑๗.๐๐ น. ที่ห้องฝ้ายคำ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอบถามโทร.๐-๕๓๙๔-๒๘๗๔, ๐๘-๙๙๕๕-๙๘๙๙, ๐๘-๑๕๓๑-๓๔๓๕  **

** สมัยก่อนนักสะสมพระเครื่องส่วนใหญ่มักจะมองผ่าน พระเปิม ลำพูน เพราะพบเห็นบ่อย ราคาไม่แพง ขนาดองค์พระใหญ่เกินไป แต่สมัยนี้ความคิดเห็นเช่นนั้นหายไปหมดแล้ว เพราะอายุความเก่าของ พระเปิม มีมากกว่า ๑,๐๐๐ ปี องค์พระมีรายละเอียดสวยงามคมชัดมาก พระแท้เก๊ดูได้ไม่ยากนัก  ทำให้มีผู้สนใจมากขึ้น ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงชั่วโมงนี้องค์สวยๆ อยู่ที่หลักแสนกว่าขึ้นไปแล้ว พระเปิม เป็นพระเนื้อดินเผา ขึ้นจากหลายกรุในเมืองลำพูน องค์นี้เป็น พระเปิมแดง กรุวัดพระธาตุ  คมชัดทุกซอกมุม ติดที่ ๑ งานพื้นที่ตลอดมา ขึ้นอันดับองค์ดาราในหนังสือ พระลำพูน หลายเล่ม เป็นพระของ นพ.ภาณุเมศ ศรีสว่าง อายุรแพทย์โรคหัวใจ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ **

** หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดคลองมะดัน (วัดอัมพวัน) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เกิด พ.ศ.๒๔๐๘ อุปสมบท พ.ศ.๒๔๓๒ ตั้งแต่บวชไม่เคยฉันเนื้อสัตว์เลย ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๔๗๗ สิริรวมอายุ ๖๙ ปี พรรษา ๔๕ ท่านเป็นศิษย์ หลวงพ่อจันทร์ วัดทุ่งคอก และ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.บางปลาม้า ท่านจึงมีวิชาอาคมสูง ได้สร้างพระเครื่องเนื้อดินเผาพิมพ์ต่างๆ มากมาย เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง ที่เช่าหากันแพงสุด คือ องค์นี้ พิมพ์ซุ้มกอใหญ่ องค์แชมป์ของวงการ งดงามคมชัดทุกมิติ สภาพผิวเดิมๆ   เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนมือกันล่าสุดที่ ๒ ล้านบาท  เป็นสถิติใหม่ของวงการพระเครื่อง เจ้าของคนปัจจุบัน คือ ภโวทัย ศุภวิรัชบัญชา นักธุรกิจ กทม. **

** เหรียญจอบเล็ก หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์แข้งตรง องค์นี้เป็นพระเก็บเก่าของ อุดม เส็งพานิช นักสะสมพระชื่อดังช่วง ๔๐ ปีก่อน ท่านชื่นชอบ พระหลวงพ่อเงิน มาก พบเห็นที่ไหนจะเช่าไว้ทันที ทำให้มี พระหลวงพ่อเงิน หลายองค์  งานประกวดพระ ที่ ธนาคารศรีนคร เมื่อวันที่ ๙-๑๘ กันยายน ๒๕๑๙ ท่านส่ง พระหลวงพ่อเงิน ติดรางวัลทุกองค์  องค์นี้ พิมพ์แข้งตรง ติดที่ ๓ ปัจจุบันเป็นพระของลูกชายท่าน นพ.พัฒนพงศ์ เส็งพานิช อาจารย์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ภาคเหนือ จ.ลำปาง **

** คมเลนส์ส่องพระ ฉบับวันเสาร์ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๒ ได้นำ รูปหล่อโบราณ หลวงพ่อซวง อภโย วัดชีปะขาว อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี รุ่นแรก ปี ๒๕๐๘ พิมพ์ฐานสูง (สร้างประมาณ ๑๕๐ องค์) ให้ชมไปแล้ว วันนี้ขอนำ รูปหล่อโบราณ หลวงพ่อซวง พิมพ์ฐานเตี้ย ที่สร้างในคราวเดียวกัน มาให้ชมต่อ พิมพ์ฐานเตี้ย (สร้างประมาณ ๒๐๐ องค์) เนื้อทองผสม รมกำมะถัน ใต้ฐานมีเลข ๑ ติดมากับแม่พิมพ์ องค์นี้สภาพสวยแชมป์ ของ ปานศักดิ์  จิระเมธากร สนนราคาหลักแสนกลาง **

** นิตยสาร พระเกจิ ฉบับใหม่ปก หลวงปู่บุดดา วัดป่าใต้พัฒนาราม จ.สระแก้ว พร้อมแจกพระผงรูปเหมือนของท่าน  อ่านเรื่องในฉบับ หลวงพ่อจาย วัดกระแสร์คูหาสวรรค์, หลวงพ่อทองสุข วัดหนองฆ้อ, หลวงปู่เจ้าพุ่ม วัดบ่อระกำ ฯลฯ

** พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป ขอขอบพระคุณ ***

ตำนานพระกริ่งจากปุษยคีรีชมพูทวีปสู่เขาทำเทียม สุวรรณทวีป(จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/371204

ตำนานพระกริ่งจากปุษยคีรีชมพูทวีปสู่เขาทำเทียม สุวรรณทวีป(จบ)

วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
ตามรอยตำนานแผ่นดิน,พระเครื่อง,ชมพูทวีป,แคว้นอุฑร
เปิดอ่าน 4,568 ครั้ง

คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee) 

การเดินทางไปอินเดียเพื่อศึกษาแก่นแท้พุทธศาสนาของพระถังซัมจั๋งในพุทธศตวรรษที่ 12 ท่านได้บันทึกสิ่งที่พบเห็นตลอดการเดินทางในช่วงเวลานั้นไว้อย่างละเอียด บันทึกการเดินทางเล่มนั้นมีความสำคัญยิ่งยวดต่อการศึกษาประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดีของพุทธศาสนาในอินเดียมาจนทุกวันนี้ เมื่อพระถังซัมจั๋งได้เดินทางมาถึงแคว้นอุฑร (Udra) ก็ได้บันทึกไว้ว่า

“…มีสถูปกว่า 10 องค์ เป็นสถานที่ที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนา พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างไว้”

“ในหุบเขาอันเป็นพรมแดนด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ (แคว้นอุฑร) มีอารามชื่อปุษปคีรีสังฆาราม (Puspagiri) สถูปหินในอารามศักดิ์สิทธิ์มาก ในวันอุโบสถมักจะเปล่งรัศมีโชติช่วง พุทธศาสนิกชนทั้งใกล้และไกล มักจะมาชุมนุมกันที่วัดนี้…”

พระกริ่งอู่ทองรุ่นแรกที่สร้างไว้เป็นหมุดหมายสำคัญ

แคว้นอุฑร ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐโอริสสา (Orissa) หรือแคว้นกลิงคะโบราณ (Ancient Kalinga) อยู่ติดชายฝั่งตะวันออกค่อนไปทางเหนือของอินเดีย นับตั้งแต่กองโบราณคดีอินเดียขุดสำรวจแหล่งโบราณสถานในรัฐโอริสสา พวกเขาได้พบซากพุทธสถานโบราณจำนวนมากมายหลายยุคสมัย แต่กลับไม่เคยพบพุทธสถาน หรือสถูปใดที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกเลย ยกเว้นการพบจารึกหิน (Rock Edicts) ที่พระเจ้าอโศกให้จารึกธรรม และบทบัญญัติต่างๆ ไว้สอนชาวบ้านชาวเมือง

จนกระทั่ง ในปี พ.ศ.2539-2544 นักโบราณคดีจากสถาบันศึกษาทางทะเลและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งโอริสสา (The Orissan Institute of Maritime and South-east Asian Studies) ได้สำรวจพบพุทธสถานโบราณ ที่เนินเขาลังกุฎี (Langudi Hill) ในรัฐโอริสสา พวกเขาขุดพบหลักฐานและจารึกมากมายที่ยืนยันได้ว่าบริเวณนี้คือ ปุษปคีรีมหาวิหาร หรือสังฆารามที่พระถังซัมจั๋งได้กล่าวไว้ในบันทึก และแน่นอน สถูปที่พวกเขาพบนั้นสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

ฐานโบสถ์โบราณของ วัดเขาทำเทียม ที่กรมศิลปากร มาบูรณะใหม่

หลักฐานสำคัญที่พบที่เนินเขาลังกุฎี ชี้ชัดว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช คือซากปรักหักพังของพระสถูปหินทรงโอคว่ำเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 ฟุต ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สถูปมีรั้วหิน หรือ เวทิกา (Vedika or Railing) ล้อมอยู่ทั้งสี่ทิศ รั้วหินทั้ง 26 ชิ้นที่ขุดพบ มีเพียง 2 ชิ้นที่สลักลวดลาย ส่วน 24 ชิ้นนั้นเป็นหินเรียบ ซึ่งเป็นรูปแบบการก่อสร้างในสมัยพระเจ้าอโศก สันนิษฐานว่ารั้วหิน 2 ชิ้นที่แกะสลักลายดอกบัวน่าจะสร้างเพิ่มเติมภายหลังในสมัยศุงคะ นอกจากนี้ ยังได้พบรูปดินเผา เช่น ฉัตร ที่ใช้ประดับยอดพระสถูปสมัยพระเจ้าอโศก รูปพระพุทธบาท สัญลักษณ์ที่ใช้แทนการปรากฏองค์ของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น เหมือนกับภาพแกะสลักรอยพระบาทที่พบที่พระสถูปสาญจีในรัฐมัธยมประเทศ ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกเช่นกัน

แต่การสำรวจพระสถูปในครั้งนั้น พวกเขาไม่พบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ภายในพระสถูป พวกเขาพบเพียงฝาผอบ จึงสันนิษฐานกันว่ากษัตริย์ในสมัยหลังอาจโยกย้ายพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุไว้ในพระสถูปที่สร้างขึ้นใหม่ที่ยังไม่ได้ขุดสำรวจ เพราะทั่วบริเวณเนินเขาลังกุฎีนั้นปรากฏร่องรอยพุทธสถาน รูปพระพุทธปฏิมาดินเผา และภาพจำหลักหินพระพุทธรูปในคติพุทธมหายานอีกมากมาย ที่สามารถยืนยันความรุ่งเรืองของพุทธสถานที่ลังกุฎีมาอย่างต่อเนื่องทั้งพุทธผ่ายเถรวาทสมัยพระเจ้าอโศก ฝ่ายมหายาน และวัชรยาน ตั้งแต่สมัยคุปตะตอนต้น ล่วงมาถึงคุปตะตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ 14

เขาทำเทียมที่ตั้งของวัดแห่งแรกของไทยในพระพุทธศาสนา

เนินเขาลังกุฎี ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของปุษปคีรีสังฆารามนี้ มีพิกัดทางภูมิศาสตร์อยู่ที่เส้นละติจูด 20 องศา 12 ลิปดาเหนือ เส้นลองติจูด 86 องศา 43 ลิปดาตะวันออก ตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านสาลีปุระ (Salipur) ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเคลัว (Kelua) ในเขตจาจปุระ (Jajpur) และอยู่ห่างจากเมืองภูพเนศวร (Bhubaneshwar) เมืองหลวงของรัฐโอริสสา 80 กิโลเมตร

เมื่อพิจารณาถึงชื่อเสียงของพระสถูปที่ปุษปคีรีสังฆารามในสมัยที่พระถังซัมจั๋ง (พุทธศตวรรษที่ 12) มาพบนั้นยังเป็นที่เลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์ จนชาวพุทธทั้งใกล้ไกลจะต้องเดินทางมาชุมนุมกันในวันอุโบสถ

จึงอาจจะเป็นไปได้ว่า พระสถูปและวิหารที่แคว้นกลิงคะ (ปัจจุบันคือรัฐโอริสสา)ที่มีมา ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนั้น (ราวพุทธศตวรรษที่ 3) คงจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของบรรดาพุทธศาสนิกชนมาอย่างต่อเนื่อง

และเป็นไปได้หรือไม่ว่าชื่อปุษปคีรีสังฆารามแห่งแคว้นกลิงคะ จะมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ ชื่อเขาปุษยคีรี หรือเขาทำเทียมในเมืองเก่าอู่ทอง ซึ่งเป็นสถานที่เล่าขานว่าพระโสณะและพระอุตระ สมณทูตสมัยพระเจ้าอโศก ได้เดินทางมาพำนักอยู่ เมื่อครั้งที่เข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ และที่เมืองเก่าอู่ทองเช่นกัน

แท่งหินแกะสลักจำลองคำว่า ปุษยคีรี

เพราะนักโบราณคดีได้พบจารึกสันสกฤตบนแผ่นศิลา ปรากฏคำว่า “ปุษยคีรี” และพบรูปปั้นดินเผาและรูปจำหลักนางกษัตริย์ประทับนั่งเหนือดอกบัว มีช้างสองเชือกชูงวงจับเต้าน้ำสรงเทลงเหนือพระเศียร เป็นสัญลักษณ์ปางประสูติเช่นเดียวกับรูปจำหลักที่พระสถูปสาญจีในอินเดีย และพระสถูปอื่นที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกที่ใช้สัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าในการเล่าพุทธประวัติ เช่น ช้าง ดอกบัว ธรรมจักร ฉัตร รอยพระพุทธบาท ความสอดคล้องของการใช้รูปสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า ยังได้สะท้อนถึงการเผยแพร่แนวคิดและคติพุทธในการสร้างศิลปวัตถุในพุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศก ในบริเวณเมืองเก่าอู่ทองในช่วงเวลาหนึ่ง

เมืองอู่ทอง….จึงเป็นหัวใจแห่งสุวรรณภูมิ เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของโลก ได้ส่งสมณทูตไปเผยแพร่ในภูมิภาคต่างๆ ทั้งทางบกทางทะเล และหนึ่งในสมณทูตเหล่านั้น คือ พระโสณะและพระอุตระ ที่เข้ามาสุวรรณภูมิทางทะเล ซึ่งบริเวณที่เข้ามานั้น จากหลักฐานทางโบราณคดีและตำแหน่งภูมิศาสตร์น่าจะอยู่บริเวณที่เรียกว่า แหลมทอง ที่ตั้งอยู่ในคาบสมุทรไทยต่อคาบสมุทรมลายู ซึ่งก็คือ บริเวณตอนเหนือของคาบสมุทรมลายู ตั้งแต่จังหวัดปัตตานีขึ้นมาจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาของไทยนั่นเอง

เพราะฉะนั้นการจัดสร้างพระกริ่งอู่ทองรุ่นแรกของวัดเขาทำเทียม อันเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาบนดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ จึงนับว่าเป็น หมุดหมายสำคัญต่อไปในอนาคตที่ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับทราบถึงที่มาที่ไปว่า กว่าจะมาเป็นพระไภษัชคุรุอู่ทองรุ่นแรกนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรและการเชื่อมโยงผสมผสานกันทางศิลปวัฒนธรรมระหว่างยุคสมัยนั้นเป็นอย่างไร?

ผมเชื่อว่าสำหรับผู้ที่ติดตามอ่านบทความชุดตำนานพระกริ่ง จากปุษยคีรี ชมพูทวีป สู่เขาทำเทียม สุวรรณทวีป คงจะได้สาระความรู้ไม่มากก็น้อย

เพราะไม่ว่าเราจะสนใจศึกษาสะสมวัตถุมงคลใดหรืออยากรู้เรื่องใด-เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน อย่าเชื่อตามคนอื่นเขาโดยปราศจากองค์ความรู้โดยเด็ดขาด !!

ตำนานพระกริ่งอู่ทอง (๓)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/369875

ตำนานพระกริ่งอู่ทอง (๓)

วันที่ 27 เมษายน 2562 – 00:00 น.
ตำนานพระกริ่งอู่ทอง
เปิดอ่าน 3,540 ครั้ง

คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน/  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee) 

วัดเขาทำเทียม ตั้งอยู่ตำบลอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณ สันนิษฐานว่าจะเป็นวัดแห่งแรกในประเทศไทย หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 300 ปี พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ ได้สังคายนา ครั้งที่ 3 โดยมีพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นองค์อุปถัมภ์ ณ เมืองปาฏลีบุตร และได้ส่งสมณทูตพระอรหันต์ปัญจวคคีย์ ได้แก่ พระสณะ พระมุนียเถระ พระฌานีเถระ พระภูริยเถระและพระอุตตรเถระ ออกเผยแพร่พระพุทธศาสนายังเมืองสุวรรณภูมิ และได้จารึกภาษาสันสกฤตโบราณไว้ว่าปุษยคิริ หรือปุษยคีรีแปลว่า ภูเขา ดอกไม้ เนื่องจากบนภูเขามีดอกไม้ที่สวยงาม ประกอบด้วย ดอกสุพรรณิกา (สมอฝ้าย) ดอกงิ้วป่าสามสี เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ชื่อ ปุษยคิริ ไปพ้องกับภูเขาปุษยคีรีสังฆาราม ในเมืองสาญจี รัฐโอริสสา

วัดเขาทำเทียมมีชื่อเรียกหลายชื่อ วัดเขาธรรมเธียร วัดเขาคำเทียม วัดเขาถ้ำเทียมสวรรค์ วัดเขาทำเทียม ชื่อเขาธรรมเธียร แปลว่าที่อยู่ของนักปราชญ์ผู้ฉลาดในธรรม และเขาคำเทียม ปรากฏในหนังสือรายงานตรวจราชการของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ร.ศ.122 (พ.ศ.2446) อยู่ด้านทิศตะวันตกของเมืองอู่ทอง

เขาถ้ำเทียมสวรรค์ หมายถึง เพิงผาหน้าถ้ำของวัดอยู่บนที่สูง ก็เลยได้ชื่อว่าถ้ำเทียมสวรรค์ และชื่อว่าวัดเขาทำเทียมนั้น น่าจะหมายถึงวัดที่สร้างขึ้นคู่กับวัดเขาพระ คำว่า เทียม หมายถึงคู่กัน จึงมักมีคนพูดว่าวัดเมียหลวง เมียน้อย ได้ขออนุญาตสร้างวัดพร้อมกันกับวัดเขาพระ เมื่อปีพุทธศักราช 2460 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปีพุทธศักราช 2471 เนื่องจากวัดเขาทำเทียมชุมชนไม่หนาแน่น การพัฒนาเกี่ยวกับศาสนวัตถุ ค่อนข้างลำบาก ล่าช้า

ศาสนวัตถุที่อยู่ในบริเวณวัดประกอบด้วยพระอุโบสถเก่า สร้างในสมัยต้นๆ กรุงศรีอยุธยา และเจดีย์หมายเลข 12 ฐานเจดีย์สร้างในสมัยอยุธยา พระพุทธรูปเก่าๆ ที่พบที่วัดเขาทำเทียมนั้น ปัจจุบันนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ และเสมาธรรมจักรที่สมบูรณ์ที่สุด สวยงามที่สุด ขุดค้นพบในในปี พ.ศ.2519 โดย นายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น

หลักฐานที่สนับสนุนว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดแห่งแรกในประเทศไทยก็คือ บันทึกของนักโบราณคดีอินเดียระบุว่า การเดินทางไปอินเดียเพื่อศึกษาแก่นแท้พระพุทธศาสนาของหลวงจีนเหี้ยนจังหรือสำเนียงกลางว่าเสวียนจั้ง玄奘(พระถังซำจั๋ง) ในพุทธศตวรรษที่ 12 ท่านได้บันทึกสิ่งที่พบเห็นตลอดการเดินทางในช่วงเวลานั้นไว้อย่างละเอียด เมื่อพระถังซำจั๋งได้เดินทางมาถึงแคว้นอุฑร ก็ได้บันทึกไว้ว่ามีสถูปกว่า 10 องค์ เป็นสถานที่ที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนา “พระเจ้าอโศกมหาราช” ทรงสร้างไว้ในหุบเขาอันเป็นพรมแดนด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ (แคว้นอุฑร) มีอารามชื่อ “ปุษปคีรีฆาราม” สถูปหินในอารามศักดิ์สิทธิ์มาก
จนกระทั่งในปี พ.ศ.2539-2544 นักโบราณคดีได้สำรวจพบพุทธสถานโบราณที่เนินเขาลังกุฏี ในรัฐโอริสสา อินเดีย พวกเขาขุดพบหลักฐานและจารึกมากมายที่ยืนยันได้ว่าบริเวณนี้คือ “ปุษปคีรีมหาวิหาร” หรือ “ภูเขาปุษยคีรี” สังฆารามที่พระถังซำจั๋งได้กล่าวไว้ในบันทึกหลักฐานสำคัญที่พบที่เนินเขาลังกุฏี ชี้ชัดว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช คือซากปรักหักพังของพระสถูปหินทรงโอคว่ำ สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษที่พบในบริเวณพระสถูปเป็นจารึกหินชิ้นหนึ่งที่สลักพระนามพระเจ้าอโศกมหาราชไว้ถอดความได้ว่า “chhi karena ranja asokhena” หรือราชาอโศก และพระรูปพระเจ้าอโศกมหาราชแกะด้วยหินคอนดาไลด์พระรูปแกะสลักพระเจ้าอโศกที่ขุดพบครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นให้นักโบราณคดีอินเดียเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการพบพระรูปเดี่ยวของพระเจ้าอโศกมหาราชในอินเดียเป็นครั้งแรก พร้อมกับจารึกหินระบุพระนามในบริเวณเดียวกัน

เมื่อพิจารณาถึงชื่อเสียงของพระสถูปที่ปุษยคีรีสังฆารามในสมัยที่พระถังซำจั๋ง (พุทธศตวรรษที่ 12) ก็อาจให้คิดต่อไปได้ว่าพระสถูปและวิหารที่แคว้นกลิงคะ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนั้น (ราวพุทธศตวรรษที่ 3) คงจะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่พุทธศาสนิกชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพ่อค้านักบวชที่เดินทางจากเมืองท่าทางทะเลที่แคว้นกลิงคะไปค้าขาย และเผยแผ่ศาสนายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือสุวรรณภูมิ เนื่องจากเมืองท่ากลิงคะเป็นหนึ่งในเมืองท่าโบราณสำคัญที่ชาวอินเดียใช้เดินเรือไปมาหาสู่กับเมืองท่าสำคัญในสุวรรณภูมิสมัยพุทธศตวรรษที่ 3-4 ซึ่งได้แก่เมืองท่าตักโกลา (คลองท่อม) ที่ ังหวัดกระบี่ เมืองสะเทิม เมืองออกแอวในเวียดนาม และเมืองอู่ทองในจังหวัดสุพรรณบุรี

จึงเป็นไปได้ว่าชื่อปุษยคีรีสังฆาราม แห่งแคว้นกลิงคะ จะมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับชื่อเขาปุษยคีรี หรือเขาทำเทียมในเมืองเก่าอู่ทอง ซึ่งเป็นสถานที่เล่าขานว่า “พระโสณะ” และ “พระอุตระ” สมณทูตสมัยพระเจ้าอโศก ได้เดินทางมาพำนักอยู่เมื่อครั้งที่เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนายังดินแดนสุวรรณภูมิ

และที่เมืองเก่าอู่ทองเช่นกันที่นักโบราณคดีได้พบจารึกสันสกฤตบนแผ่นศิลา ปรากฏคำว่า “ปุษยคีรี” เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการเผยแพร่พุทธศาสนาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แผ่ขยายมาถึงบริเวณเมืองเก่าอู่ทองนั่นเอง และจารึกหินก้อนนี้ ปัจจุบันกรมศิลปากรเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง
……………………..
(ติดตามอ่านต่อต่อไป)

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/369776

คมเลนส์ส่องพระ  :   วันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2562

วันที่ 27 เมษายน 2562 – 00:00 น.
พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค,เหรียญพระพุทธ วัดโพธาราม,พ่อท่านปลอด วัดนาเขลียง,หลวงพ่อซวง อภโย วัดชีปะขาว,พระเครื่อง,คมเลนส์ส่องพระ,แหวนพิรอด
เปิดอ่าน 4,609 ครั้ง

คมเลนส์ส่องพระ โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** งานประกวดพระ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายน จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขา จ.ชลบุรี เขต ๑ ณ โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา ศาลารวมใจ ชั้นล่าง (สะดวกกว่าครั้งก่อน) ประธานจัดงาน ท่านฉัตรชัย ทิมกระจ่าง ประธานชมรมอนุรักษ์พระเครื่องศรีราชา  ประธานดำเนินงาน คมสัน ชาญชัยวรวิทย์ (หน่อย ศรีราชา) ประธานกรรมการบริหาร สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขา จ.ชลบุรี เขต ๑ พระที่จัดประกวด ๒,๘๑๐ รายการ ครบทุกประเภท ค่าส่งพระองค์ละ ๓๐๐ บาท รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ “พระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดยทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระยอดนิยม จักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ ๑๑๐ และถ้วยเกียรติยศ จาก ท่านสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระทั่วไป จักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ ๑๑๐ และถ้วยเกียรติยศ จาก ท่านฉัตรชัย ทิมกระจ่าง ประธานสภาเทศบาลเมืองศรีราชา  รางวัลพิเศษ แผงจรยุทธ์ ลุ้นรับรางวัล จักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ ๑๑๐ ๑ คัน **

** คมเลนส์ส่องพระ วันนี้ขอเริ่มที่ พระสมเด็จ พิมพ์ฐานแซม พระพิมพ์นี้มีทั้งของวัดระฆังและกรุวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) ในส่วนของกรุวัดบางขุนพรหมมีหลายแม่พิมพ์ด้วยกัน องค์ในภาพนี้ คือ พระสมเด็จ พิมพ์ฐานแซม กรุบางขุนพรหม พิมพ์ทรงคล้ายกับของวัดระฆังมาก แตกต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น เช่น ร่องสังฆาฏิจะลึกและสูงกว่าของวัดระฆัง ที่สำคัญ คือ เส้นกรอบแม่พิมพ์ของกรุบางขุนพรหมจะเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะด้านข้างทั้ง ๒ ด้าน พระสมเด็จ พิมพ์ฐานแซม กรุบางขุนพรหม องค์นี้มีคราบกรุบางๆ เส้นสายคมชัด ถือว่าสมบูรณ์มากๆ ภาพจากปฏิทินปีใหม่ ๒๕๖๒ ของ ท่านไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ อดีตผู้บริหาร ธนาคารศรีนคร จำกัด **

** พระยอดอัฏฐารส ศิลปะสุโขทัย ขุดพบจากยอดพระเศียรพระอัฏฐารส และฐานขององค์พระ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่ด้านหลังของวิหารคดของพระปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ. พิษณุโลก  พระยอดอัฏฐารส เป็นพระ ๒ หน้า ด้านหน้าเป็นพระปางลีลา ด้านหลังเป็นพระซุ้มอรัญญิก มี ๓ พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่  พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก ทุกพิมพ์สร้างด้วย เนื้อชินเขียว มีสนิมไขมันใสเป็นเม็ด คล้ายไข่แมงดา เรียกว่า “สนิมไข่แมงดา” มีฝ้าสีเหลืองอ่อนปกคลุมทั่วองค์พระ และมีสนิมปานดำ (กระ) เป็นจุดดำเกิดขึ้นเป็นจุดๆ เป็นปื้นกินลึกเข้าไปในเนื้อโลหะ องค์นี้เป็นพระแชมป์จากงานประกวดหลายครั้ง ของ ฐกร บึงสว่าง ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง **

** พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา พิมพ์ทรงไก่หาง ๓ เส้น เป็นพิมพ์หนึ่งในตระกูล “ไก่” ที่นิยมกันมาก เพราะเชื่อกันว่า “ไก่” เป็นสัตว์ที่หากินเก่ง ขยันหาอาหาร ไม่มีอดอยาก ไก่ตัวผู้ยังมีสัญชาตญาณเป็นนักสู้อีกด้วย องค์ในภาพนี้สภาพสมบูรณ์คมชัด สวยเดิมๆ ส่งประกวดติดรางวัลมาแล้ว ๑๐ งาน ล่าสุดที่งาน นรต.สามพราน เป็นของพระ ไก่ ปอร์เช่ ผู้บริหารสถาบันการเงิน **

** เหรียญพระพุทธ วัดโพธาราม ต.หนองเหียง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ปี ๒๔๗๙ สร้างในโอกาสจัดงานปิดทองฝังลูกนิมิต ในสมัยที่ หลวงปู่พรหม เป็นเจ้าอาวาส พิธีพุทธาภิเษกมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายท่านนั่งปรกปลุกเสก อาทิ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ, หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว ฯลฯ นับเป็นเหรียญพระพุทธที่มีอายุการสร้างเก่าแก่มากเหรียญหนึ่งในภาคตะวันออก ราคาเช่าหาอยู่ที่หลักหมื่นต้นถึงหลักหมื่นกลาง (ภาพจากหนังสือ “พระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดย ทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์”) **

** พ่อท่านปลอด วัดนาเขลียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เดิมท่านเป็นชาวบ้านเกาะใหญ่ อ.เมือง จ.สงขลา เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๐ สมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๐ ปี ณ วัดพังตรี จำพรรษาอยู่ที่วัดแจ้ง กับ พ่อท่านแก้ว พระกรรมวาจาจารย์ ได้เรียนวิทยาคมกับพ่อท่านแก้วนานถึง ๑๕ ปี จึงได้เดินทางไป อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้พบกับ พ่อท่านบัว เจ้าอาวาสวัดนาเขลียง  ต่อมาพ.ศ.๒๔๕๑ พ่อท่านบัวมรณภาพ  ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ พ่อท่านปลอด เป็นเจ้าอาวาสแทนตั้งแต่นั้นมา พ่อท่านปลอดมรณภาพอย่างสงบด้วยโรคลมปัจจุบัน เมื่อปลายปี ๒๔๘๒ สิริรวมอายุ ๗๒ ปี ช่วงที่ผ่านมา ท่านได้พัฒนาบูรณปฏิสังขรณ์ วัดนาเขลียง จนเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ขณะเดียวกันท่านก็ได้สร้างพระเครื่องรางของขลังแจกชาวบ้านด้วย ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา วัตถุมงคลที่ชาวบ้านได้รับจากมือท่านล้วนปลอดภัยทุกคน เหรียญพ่อท่านปลอด รุ่นแรก สร้างปี ๒๔๘๒ จัดเป็นสุดยอดคงกระพันแคล้วคลาดปลอดภัยที่นักสะสมพระเครื่องแสวงหามาตลอด จนกลายเป็น เหรียญหลักล้าน ของ จ.นครศรีธรรมราช เหรียญในภาพนี้เป็นของ ท็อป ชัยบุรี ร้านทองพงษ์ทองดี อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี และฟองคลื่นรีสอร์ต อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช **

** หลวงพ่อซวง อภโย วัดชีปะขาว ต.พระงาม อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี (ชาตะ ๑๘ มิ.ย.๒๔๔๒ มรณภาพ ๑๘.ก.ค.๒๕๑๐ สิริรวมอายุ ๖๙ ปี พรรษา ๔๔) พระเกจิอาจารย์ผู้ปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ ได้อย่างเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์มีประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะ รูปหล่อโบราณ รุ่นแรก ปี ๒๕๐๘ ซึ่งมี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานสูง และพิมพ์ฐานเตี้ย สมนาคุณแก่ผู้ร่วมบริจาคทรัพย์สร้างโบสถ์หลังใหม่ องค์ละ ๕๐ บาท มีผู้ทำบุญหมดอย่างรวดเร็ว ชั่วโมงนี้ในวงการเช่าหากันถึงหลักแสนขึ้นไป จัดเป็นสุดยอดพระเครื่องหมายเลข ๑ ของ หลวงพ่อซวง องค์นี้ พิมพ์ฐานสูง สภาพสวยแชมป์ คมชัดลึกทุกมิติ เป็นพระผิวหิ้งตามธรรมชาติดูคลาสสิกมาก ของ แกะ อ่างทอง นักสะสมพระเครื่องยอดนิยมระดับแนวหน้าของวงการมากมาย **

** สุดยอด แหวนพิรอด ที่วงการนักสะสมเครื่องรางต่างแสวงหากันมาก คือ แหวนพิรอดหมวกเจ็ก ของ หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี ท่านได้สร้างตามตำราโบราณทุกขั้นตอน  เริ่มจากต้องเอาผ้าดิบห่อศพนำมาตัดเป็นเส้น ลงอักขระพระคาถาอิติปิโสมงคล กับพระหัวใจพระธรรม ๗ คัมภีร์ ลงด้วยหมึกจีน เริ่มจากเดินหน้าแล้วถอยหลัง สลับกันไปมา เสร็จแล้วนำผ้าดิบนั้นพันไขว้กันเป็นรูปแหวน มีหัวแหวนอยู่ด้านบน จากนั้นนำไปลงรักเพื่อให้แข็งแรง สุดท้ายท่านจะปลุกเสก แล้วนำแหวนที่เสกแล้วไปโยนเข้ากองไฟ แหวนวงไหนไม่ไหม้ไฟจึงจะถือว่า “ใช้ได้” ท่านจะมอบให้กับผู้ขอไว้ ผู้ที่นำไปติดตัวต่างมีประสบการณ์ต่างๆ นานามากมาย  ด้วยกรรมวิธีการสร้างที่ยุ่งยาก ใช้เวลานาน จึงทำให้ แหวนพิรอดหมวกเจ็กหลวงปู่ยิ้ม มีของแท้ในวงการน้อยมาก วงในภาพนี้ได้รับ “ใบเซอร์” จากสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย มาแล้ว การันตีของแท้แน่นอน เป็นสมบัติของ การุณ พุ่มพฤกษ์ เจ้าของสวนทุเรียน จ.จันทบุรี **

** วางตลาดแล้ว นิตยสาร พระท่าพระจันทร์ ฉบับใหม่ ปก เหรียญสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) วัดเขาบางทราย พร้อมกับประวัติและภาพวัตถุมงคลมากมาย **

** โครงการอนุรักษ์และเผยแพร่พุทธศิลป์ล้านนา สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดหลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “เบญจภาคี รู้แล้วรวย” วันอาทิตย์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๒ เวลา ๑๓.๐๐-๑๗.๐๐ น. ณ หอประชุมฝ้ายคำ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอบถามโทร.๐๘-๙๙๕๕-๙๘๙๙ (มนตรี), ๐๘-๑๕๓๑-๓๔๓๕ (สมชาย) หรือคลิกเข้าไปที่ http://www.pralanna.com/boardpage.php?topicid=92534 **

** ขอแสดงความยินดี ในโอกาส พล.ร.อ.ดร.ปรีชาญ จามเจริญ ร.น. เจ้ากรมพระธรรมนูญ, รองนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เมื่อเร็วๆ นี้

** พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป ขอขอบพระคุณ ***

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/369237

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2562

วันที่ 20 เมษายน 2562 – 00:00 น.
พระเครื่อง,คมเลนส์ส่องพระ,พระหลวงพ่อทวด,พระหลวงพ่อเดิม,เหรียญเจ้าคุณศรีวัดอ่างศิลาปี ๒๕๐๔
เปิดอ่าน 3,787 ครั้ง

โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** งานประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ ๑๔ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๒ ณ ศาลารวมใจต้านยาเสพติด โรงเรียนดาราสมุทร อ.ศรีราชา รางวัลชนะเลิศคะแนนรวม รถจักรยานยนต์ฮอนด้า / รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ “หนังสือพระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดยนิตยสารพระท่าพระจันทร์ / แผงจรยุทธ์จับสลากรางวัลรถจักรยานยนต์ ๑คัน แหวนทองคำ ๑วง พร้อมหนังสือพระเครื่องมากกว่า ๒๐ เล่ม

** งานประกวดพระ (๗ เมษายน ๒๕๖๒) จัดโดยนิตยสาร “สุดยอดพระเครื่องเมืองสยาม”ณ อาคาร บีเก็บเงินรายได้กว่า ๖.๖ ล้านบาท

** คมเลนส์ส่องพระ วันนี้ขอเริ่มที่ พระสมเด็จ พิมพ์เส้นด้าย จากปฏิทินปีใหม่ ๒๕๖๒ ของ ท่านไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ อดีตผู้บริหาร ธนาคารศรีนคร จำกัด มีคำบรรยายภาพว่า…พระสมเด็จ พิมพ์เส้นด้าย มีเฉพาะกรุวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) เป็นการแกะแม่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ มีหลายแม่พิมพ์ พระพิมพ์เส้นด้าย มีลักษณะผึ่งผายแบบ พระพิมพ์ใหญ่ แต่รายละเอียดขององค์พระและฐาน ตลอดจนเส้นซุ้ม จะเป็นเส้นที่เล็กบางกว่าพระพิมพ์ใหญ่ ฐานทั้ง ๓ ชั้นเป็นเส้นตรงบางๆ ฐานชั้นกลางไม่ใช่แบบคมขวานฐานสิงห์ ฐานชั้นล่างสุดมักจะทำขอบฐานเป็นสันขึ้นมา ทั้งด้านบนและด้านล่าง และด้วยเส้นสายที่เป็นเส้นคมบางๆ จึงเรียกกันว่า พิมพ์ฐานเส้นด้าย หรือ พิมพ์เส้นด้ายองค์นี้มีคราบกรุบางๆ องค์พระคมชัดสมบูรณ์มาก

**องค์ต่อไปพระสมเด็จปิลันทน์วัดระฆัง สร้างโดย หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัต เสนีวงศ์)(ประสูติ พ.ศ.๒๓๖๔ สิ้นชีพิตักษัย พ.ศ.๒๔๔๓) ช่วงที่สร้างพระรุ่นนี้ประมาณ พ.ศ.๒๔๐๗ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์  ส่วนหนึ่งเพื่อแจกผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสอีกส่วนหนึ่งเพื่อบรรจุไว้ในองค์เจดีย์เป็นพุทธบูชา จำนวนพระที่สร้าง ๘๔,๐๐๐ องค์ มีพิมพ์ต่างๆ นับสิบพิมพ์ แต่ละพิมพ์มีความประณีตลวดลายงดงามมาก เพราะเป็นการแกะแม่พิมพ์โดยฝีมือช่างหลวง สร้างด้วยมวลสารศักดิ์สิทธิ์มากมาย รวมทั้งผงวิเศษจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)ผู้เป็นพระอาจารย์ เชื่อกันว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ โตได้ร่วมปลุกเสกด้วย จึงมีผู้เรียกพระชุดนี้ว่า พระสองสมเด็จเอกลักษณ์สำคัญของ พระปิลันทน์ทุกพิมพ์ คือ คราบไขสีขาวขึ้นตามผิวขององค์พระ องค์ในภาพนี้ คือ พิมพ์ซุ้มประตูสภาพสวยเดิมๆ มี ใบรับรองพระแท้ออกโดยคุ้มเมืองเหนือ สนนราคาหลักแสนต้น เป็นพระของ พรรค คูวิบูลย์ศิลป์ ผู้ได้รับตำแหน่ง “อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย” จากท่านนายก พยัพ คำพันธุ์ เมื่อเร็วๆ นี้

** เหรียญพระพุทธชินราช ปี ๒๔๖๐ ที่ระลึกในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๕) เสด็จฯ นมัสการพระพุทธชินราช ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ ประกอบ พิธีพุทธาภิเษกโดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในสมัยนั้นหลายท่าน มี ๓ พิมพ์ คือ ๑. พิมพ์หลังอกเลา ๒. พิมพ์หลังหนังสือ ๕ แถว และ ๓. พิมพ์หลังหนังสือ ๓ แถว สร้างด้วยเนื้อเงิน และเนื้อทองแดง เหรียญในภาพนี้ คือ เหรียญพระพุทธชินราช หลังหนังสือ ๓ แถว เนื้อทองแดง ของ เกล้า วังวิเศษชาวพิษณุโลกโดยกำเนิด

** พระหลวงพ่อทวด หลังเตารีดพิมพ์เล็กหน้าแหงนปี ๒๕๐๕ องค์นี้จัดเป็นองค์สวยคมชัด โดยเฉพาะจมูกโด่งมาก (ความโด่งของจมูกคือจุดสำคัญสุดว่าจะให้เป็นองค์แชมป์ในงานประกวดพระมาตรฐานนั้นหรือไม่) องค์นี้สภาพเดิมๆ เกือบ ๑๐๐% ทั้งทรงพิมพ์ ผิวพรรณ คราบเบ้าและดินเบ้า…เป็นพระองค์แชมป์ งานประกวดพระงานใหญ่จัดโดยนิตยสาร “สุดยอดพระเครื่องเมืองสยาม” (๗ เม.ย.๖๒) ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เป็นพระของ ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโชท่านที่สนใจชมพระเครื่ององค์งามติดตามได้ใน https://m.facebook.com/ผดุงศักดิ์-พระเครื่ององค์แชมป์และเกร็ดข้อมูล

** พระหลวงพ่อเงิน พิมพ์จอบเล็ก วัดบางคลานพิมพ์แข้งติด ของ อุดม เส็งพานิช นักสะสมพระรุ่นเก่า ส่งประกวดงาน ธนาคารศรีนคร สำนักงานใหญ่ สวนมะลิ เมื่อวันที่ ๙-๑๘ กันยายน ๒๕๑๙ งานประกวดพระยิ่งใหญ่ที่สุด จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครจัดได้เท่าครั้งนั้นพระหลวงพ่อเงิน พิมพ์จอบเล็ก องค์นี้ติดรางวัลชมเชย ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องที่ ๑ แน่นอน ทุกวันนี้พระองค์นี้อยู่ในครอบครองของลูกชายท่าน คือ นพ.พัฒนพงศ์ เส็งพานิช อาจารย์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ภาคเหนือ จ.ลำปาง

** รูปหล่อโบราณ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ รุ่นวัดหนองหลวงถือเป็นรูปหล่อรุ่นแรกของท่าน จากคำบอกเล่าของนักสะสมพระรุ่นครูว่าเทหล่อที่วัดหนองหลวงเมื่อคราวบูรณปฏิสังขรณ์วัดหนองหลวง อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ในราว พ.ศ.๒๔๗๐-๒๔๘๐ เป็นพระเทหล่อโบราณแม่พิมพ์ประกบเทเป็นช่อตัดชนวนใต้ฐาน เนื้อทองผสม มี ๒ พิมพ์คือพิมพ์ฐานเตี้ย และพิมพ์ฐานสูง (ขอขอบพระคุณ ข้อมูลจาก อ.เกี๊ยก ทวีทรัพย์taweesubfanpage.blogspot.com ) องค์ในภาพนี้ พิมพ์ฐานสูงติดที่ ๑ งานประกวดพระ จัดโดยนิตยสาร “สุดยอดพระเครื่องเมืองสยาม” (๗ เม.ย.๖๒) เป็นพระของ อนุศักดิ์ กิตติศิริสวัสดิ์สะสมพระหลวงพ่อเดิม ด้วยความศรัทธาเลื่อมใส

** เหรียญพระครูชลโธปมคุณ (เจ้าคุณเฒ่า) วัดเขาบางทราย ปี ๒๔๕๐ เนื้อทองแดง(ภาพจากหนังสือ“พระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดยนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์”)…พระชลโธปมคุณมุนี (พุฒ ปุณฺณกเถร) กำเนิดเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๓๖๑อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๑ ปี ที่วัดบวรนิเวศวิหารพระภิกษุ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ได้รับฉายา “ปุณฺณโก” บรรพชาอุปสมบทครั้งที่ ๒ เมื่ออายุได้ ๔๙ ปี ที่วัดบุปผาราม ธนบุรี ได้รับฉายา “ปุณฺณโก” เหมือนเดิม ต่อมาได้เป็นเจ้าอธิการวัดเขาบางทราย จ.ชลบุรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตำแหน่งพระครูเจ้าคณะเมืองให้เป็น พระครูชลโธปมคุณมุนีต่อมาเมื่อมีอายุ ๘๑ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะที่ พระชลโธปมคุณมุนี เจ้าคณะภาคตะวันออก มรณภาพเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๔๔๙ สิริรวมอายุ ๘๙ ปี พรรษา ๓๙ ท่านเป็นอาจารย์ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทร์ (ข้อมูลจาก http://www.web-pra.com/auction)

** เหรียญเจ้าคุณศรีวัดอ่างศิลา จ.ชลบุรี ปี ๒๕๐๔ ออกในงานทำบุญอายุครบ ๙๐ ปี สร้างด้วยเนื้อเงินราคาเช่าหาชั่วโมงนี้แสนกว่าบาท, เนื้อทองแดงรมดำ หมื่นกว่าบาท และเนื้อทองแดงกระไหล่ทอง ประมาณ ๑-๒ หมื่นบาท เหรียญนี้ของ พัฒนะ ธรรมวิริยะกุล ชาวเมืองชลผู้ชำนาญพระสายนี้

** อีกก้าวหนึ่งของ พรรค คูวิบูลย์ศิลป์ ร่วมกับ โจ๊ก ลำพูน และเพื่อนพ้องน้องพี่ เปิดรับการตรวจสอบพระเครื่องรางของขลังทุกประเภท ออกใบ “เซอร์” พระแท้ ติดต่อได้ที่ร้าน พรรค คูวิบูลย์ศิลป์ ชั้น ๒ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน หรือที่ บริษัท คุ้มเมืองเหนือ จำกัด ๒๘๙/๗ ถนนช้างคลาน ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๐๐ โทร.๐๙-๔๖๓๕-๑๑๙๙ http://www.khummueangnuea.com/

** พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด…นะมัสเต ***