เปิดบ้านโสมส่องแสง…ส่องชีวิต”ครูมนตรี ตราโมท”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/376183

เปิดบ้านโสมส่องแสง…ส่องชีวิต”ครูมนตรี ตราโมท”

วันที่ 20 มิถุนายน 2562 – 07:00 น.
โสมส่องแสง,มนตรี ตราโมท,ศิลปินแห่งชาติ,ดนตรีไทย
เปิดอ่าน 8,485 ครั้ง

เยี่ยม “บ้านโสมส่องแสง” เรียนรู้ผลงานและวิถีชีวิตของ ครูมนตรี ตราโมท 

การเรียนรู้ผ่านประวัติศาสตร์ ย่อมทำให้เราเห็นถึงวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในอดีต ที่สะท้อนแนวคิด วิถีชีวิต และมุมมองที่มีค่าต่างๆ ของคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นหลัง KBank Live ธนาคารกสิกรไทย จึงได้จัดกิจกรรมพาแฟนเพจ KBank Live เข้าเรียนรู้วัฒนธรรมและเยี่ยมชมหนึ่งในสถานที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ อย่าง “บ้านโสมส่องแสง”

บ้านโสมส่องแสงหรือพิพิธภัณฑ์บ้านครูมนตรี ตราโมท

ซึ่งปัจจุบันเปิดเป็น “พิพิธภัณฑ์บ้านครูมนตรี ตราโมท” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ผลงานและวิถีชีวิตของ ครูมนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรีไทย พ.ศ. 2528 และยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอีกมากมายในฐานะของครูดนตรีและศิลปินผู้สร้างผลงานอันทรงคุณค่าไว้ให้แก่ประเทศชาติทั้งด้านดนตรีไทยและอักษรศาสตร์ แต่ในด้านวิถีชีวิต ท่านกลับเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตด้วยความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและพอเพียง การเรียนรู้วิถีชีวิตดังกล่าวย่อมสะท้อนข้อคิดให้แก่ผู้มาเยี่ยมชมตามเจตนาของครูมนตรีว่าความสำเร็จของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุสิ่งของหรือชื่อเสียงเงินทอง แต่คือการได้สร้างผลงานให้แก่ประเทศชาติและสังคม ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ญาณี ตราโมท ทายาทของครูมนตรี และ กษภรณ์ ตราโมท เลขาธิการมูลนิธิมนตรี ตราโมท ในพระราชูปถัมภ์ฯ ในการเป็นวิทยากรนำชมพิพิธภัณฑ์

ญาณี ตราโมท ทายาทครูมนตรีกับแฟนเพจ

โต๊ะทำงานที่มาของผลงานเพลงของศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรีไทย พ.ศ.2528

          ภายในบ้านโสมส่องแสง ซึ่งเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ใต้ถุนสูง อายุเกือบ 60 ปี ปลูกในพื้นที่ประมาณ 600 ตารางวา ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ดูร่มรื่น ตั้งอยู่ในซอยพิชยนันท์ ถนนติวานนท์ จ.นนทบุรี เป็นบ้านที่ครูมนตรีใช้เงินบำเหน็จหลังจากเกษียณอายุราชการซื้อเป็นที่อยู่อาศัยของตัวเองหลังแรกและหลังเดียวตลอดชีวิต ถึงจะไม่หรูหราหรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก แต่ครูมนตรีกลับพอใจในความเงียบสงบซึ่งแวดล้อมไปด้วยต้นไม้และบ่อน้ำ ภายในซอยพิชยนันท์นั้นมีซอยย่อยทั้งสิ้น 24 ซอย ชื่อของแต่ละซอยถูกตั้งจากชื่อเพลงไทยที่ครูมนตรีประพันธ์ทั้งหมด เช่น ซอยราตรีประดับดาว ซอยเทพบรรทม และ ซอยโสมส่องแสง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของบ้านครูมนตรี โดยเป็นชื่อผลงานเพลงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพลงหนึ่งของท่าน จึงทำให้บ้านของครูมนตรีมีชื่อเรียกกันว่า “บ้านโสมส่องแสง” ท่านได้ต่อเติมห้องพระเพื่อเป็นที่สักการะพระรัตนตรัย เทพ และครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา ซึ่งปฏิบัติเป็นประจำทั้งเช้าเย็นไม่เคยขาด ห้องพระในบ้านจึงมีรอยเขม่าควันธูปให้เห็นอยู่เต็มผนังและแผ่นฝ้า

เตียงนอนของครูมนตรีที่ใช้คิดและแต่งเพลง

ห้องพระ ซึ่งเจ้าของบ้านเข้าสักการะทั้งเช้าและเย็น

          นอกจากอยู่อาศัยแล้ว บ้านหลังนี้ยังเป็นสถานที่ทำงานอีกแห่งของครูมนตรี ตราโมท โต๊ะอาหารเป็นทั้งโต๊ะรับแขกและโต๊ะทำงานไปพร้อมกัน แม้แต่เตียงนอนของครูมนตรียังเป็นสถานที่ใช้คิดและแต่งเพลง โดยท่านจะใช้นิ้วเคาะหัวเตียงเป็นจังหวะ ซึ่งยังมีร่องรอยปรากฏให้เห็นจนปัจจุบัน แม้บ้านโสมส่องแสงจะไม่ได้มีความสวยงามตามลักษณะทางสถาปัตยกรรม และของใช้ภายในบ้านจะไม่ได้มีราคาทางวัตถุมากนัก ไม่ได้ถูกจัดแสดงสิ่งของล้ำค่าเหมือนพิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่บ้านโสมส่องแสงเปรียบได้กับพิพิธภัณฑ์คนที่สอนเรื่องราวของการดำเนินชีวิตด้วยความเรียบง่าย พอเพียง กตัญญูกตเวทีและอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งมีคุณค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้

          สำหรับประวัติและผลงานคร่าวๆ  ครูมนตรี ตราโมท เกิดในปลายรัชกาลที่ 5 ที่ จ.สุพรรณบุรี เริ่มศึกษาด้านดนตรีตั้งแต่วัยเด็กที่หอปี่พาทย์วัดสุวรรณภูมิ และศึกษาในระดับการประพันธ์เพลงและฝึกหัดบรรเลงแตรวงเพิ่มเติม เมื่ออายุ 17 ปี จากนั้นครูมนตรีได้เข้ารับราชการในวัง คือ กรมมหรสพ และได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นนักดนตรีบรรเลงระนาดทุ้มประจำวงตามเสด็จรัชกาลที่ 6 จากนั้นในวัย 35 ปี ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ครูประจำโรงเรียนศิลปากรหรือวิทยาลัยนาฏศิลป ในปัจจุบัน และได้เขียนตำราเรียนดนตรีไทยขึ้นใช้เป็นคนแรก ได้แก่ “ดุริยางคศาสตร์ไทยภาควิชาการ” รวมทั้งเป็นผู้สร้างหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาดนตรีเพื่อใช้ในโรงเรียนนาฏศิลป นอกจากนี้ยังมีผลงานการประพันธ์เพลงและบทละครอีกจำนวนมากกว่า 200 เพลง ใน พ.ศ. 2484 ครูมนตรีได้รับการครอบประสิทธิ์ประสาทให้เป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครูจากหลวงประดิษฐไพเราะ และในปี พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานครอบครูให้แก่ ครูมนตรี ตราโมท เพื่อเป็นประธานในการสืบทอดพิธีไหว้ครูโขนละครอีกครั้งหนึ่ง แม้เกษียณอายุราชการแล้ว ครูมนตรีก็ยังคงทำงานด้านดนตรีไทยอย่างต่อเนื่องจนสิ้นชีวิต เมื่อ พ.ศ. 2538 สิริรวมอายุ 95 ปี ผลงานที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายของครูมนตรี เพลงไทย ได้แก่ เพลงโหมโรงมหาราช เพลงโสมส่องแสง เพลงลาวกระทบไม้ เพลงระบำนพรัตน์ ส่วนเพลงสากล ได้แก่ เพลงในน้ำมีปลาในนามีข้าว เพลงรำวงงามแสงเดือน เป็นต้น

เกษภรณ์ ตราโมท พาคณะเยี่ยมชมภายในบ้าน

          “บ้านโสมส่องแสง” เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากนี้ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ยังเปิดสอนดนตรีไทยให้แก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย

ศัพท์วัยรุ่น เรื่องวุ่นเข้ามหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/375522

ศัพท์วัยรุ่น เรื่องวุ่นเข้ามหาวิทยาลัย

วันที่ 14 มิถุนายน 2562 – 11:50 น.
อิงลิชทูเดย์,College words,English Today,สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,ผศ ชลาธิป ชาญชัยฤกษ์,นักเรียน,นักศึกษา,ศัพท์วัยรุ่น,สอบ,มหาวิทยาลัย
เปิดอ่าน 12,854 ครั้ง

สถาบันภาษา แห่งจุฬาฯ ชวนวัยรุ่นไปดูคำศัพท์เกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจกันค่ะ

    College words

        ช่วงนี้เป็นช่วงที่น้อง  มัธยมในบ้านเรากำลังวุ่นวายกับการเตรียมตัวเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย วันนี้ English Today            สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยากจะชวนกันมาดูคำศัพท์เกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจกันค่ะ

-Dead week หมายถึง สัปดาห์ก่อนสอบปลายภาค ที่แม้จะปั่นสารพัดงานส่งเสร็จแล้วแต่ยังต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบอีก
We’re completely worn out after turning in all the assignments, and yet there’s still a dead week ahead.  Sigh!  Will it ever end?
เราเหนื่อยแทบอ้วกหลังจากส่งสารพัดงานเสร็จ แต่นี่ยังมีสัปดาห์นรกที่ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบอีก เฮ้อ! เมื่อไหร่จะจบสิ้นซักที
-Fifteen-minute rule  หมายถึง กฏที่ว่าถ้าผู้สอนเข้าสายเกิน 15 นาที ผู้เรียนมีสิทธิ์แยกย้ายกันไปได้
I don’t think the professor is showing up today.  Let’s leave. It’s the fifteen-minute rule, bro.
ฉันว่าวันนี้อาจารย์คงไม่มาแล้วล่ะ ไปกันเถอะ กฏสาย 15 นาทีหมดสิทธิ์สอนไงเพื่อน

 -Marathoning  หมายถึง ใช้เวลาอ่านหนังสือหรือดูรายการทีวีหรือซีรีส์ต่อเนื่องหลาย ๆ ชั่วโมง
“You look so tired.”
“I was marathoning for the exam last night and haven’t yet got a wink of sleep.”
“นายดูโทรมสุด ๆ”
“ฉันอ่านหนังสือสอบหลายชั่วโมงเมื่อคืน และยังไม่ได้หลับเลยซักงีบ

  -Netflixer  หมายถึง วิชาที่ง่ายเสียจนกระทั่งผู้เรียนสามารถนั่งดูรายการทางเน็ตฟลิกซ์ในระหว่างที่ฟังอาจารย์บรรยายได้
Do you have any idea which Netflixer I can take to earn an A to raise my GPA?
นายพอจะรู้มั๊ยว่ามีวิชาไหนที่เรียนง่าย ๆ แล้วได้ A บ้างจะได้ช่วยเพิ่มเกรดเฉลี่ยให้สูงขึ้น
 -Quad  หมายถึง บริเวณในมหาวิทยาลัยที่เป็นจุดนัดพบหรือพักผ่อนหย่อนใจของนักศึกษา
Let’s meet at the quad after class and decide what to eat then.
เจอกันที่จุดนัดพบหลังเลิกเรียนแล้วค่อยคิดว่าจะกินอะไรดี

-Reading day  หมายถึง วันที่มหาวิทยาลัยหยุดเพื่อให้นักศึกษามีเวลาอ่านหนังสือก่อนสอบปลายภาค 1-2 วัน ส่วนคนที่ไม่มีสอบก็นั่งเล่นดูหนังดูละครกันไป
Thank God we have the reading days.  Otherwise, I will never have enough time to study for the history exam.
โชคดีจริง ๆ ที่มหาวิทยาลัยมีวันหยุดให้อ่านหนังสือสอบ ไม่เช่นนั้น ฉันไม่มีทางอ่านวิชาประวัติศาสตร์ทันแน่
-Struggle bus  หมายถึง ช่วงที่มีงานท่วมหัวจนแทบเอาตัวไม่รอด
Toward the end of the semester, many students find themselves on a struggle bus.
ในตอนปลาย ๆ เทอม นักศึกษาหลายคนมีงานท่วมหัวจนแทบเอาตัวไม่รอด

 -Turkey dump  หมายถึง เมื่อนักศึกษาคนใดคนหนึ่งกลับบ้านไปฉลองวันขอบคุณพระเจ้ากับครอบครัว แล้วทิ้งแฟนไว้คนเดียว
“Why the long face, Jane?”
“Aaron turkey dumped me again.”
“ทำไมทำหน้าบูดอย่างนั้นล่ะเจน”
“แอรอนทิ้งฉันไปฉลองวันขอบคุณพระเจ้ากับที่บ้านอีกแล้ว”

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ
     ผศ. ชลาธิป  ชาญชัยฤกษ์

                                                                                                                      English Today

                                              สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โอกาสไร้กรอบ สู่การโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/375266

โอกาสไร้กรอบ สู่การโกอินเตอร์

วันที่ 14 มิถุนายน 2562 – 07:00 น.
จิตรกรรมยูโอบี,ปานพรรณ ยอดมณี,ธิดารัตน์ จันทเชื้อ,สิงคโปร์ เบียนนาเล่,ลียง เบียนนาเล่,อภิวัฒน์ บรรลือ,เกรียงไกร กงกะนันทน์,นพปฎล เทือกสุบรรณ
เปิดอ่าน 11,962 ครั้ง

จับเข่าเจาะคำตอบโลกแตก

  “ทำอย่างไรจะไม่เจอภาวะไส้แห้ง?” คำถามโลกแตกของคนที่ฝันจะเป็นศิลปิน แต่ “ทำงานให้ประสบความสำเร็จ” คำตอบโลกแตกยิ่งกว่าคำถามเสียอีก…ศิลปินที่ประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จัก ขายผลงานได้ เคยแสดงผลงานศิลปะในนิทรรศการระดับนานาชาติ หรือที่เราเรียกกันว่า “โกอินเตอร์” พวกเขาต้องแปลกหลุดโลกหรือแค่โชคดี?

อ.นพปฎล เทือกสุบรรณ-อ.เกรียงไกร กงกะนันทน์

มีโอกาสได้เจอกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ที่เคยโชว์ผลงานศิลปะในต่างประเทศผ่านเส้นทางการชนะเลิศการประกวดจิตรกรรมยูโอบี “อุ้ม” ปานพรรณ ยอดมณี ศิลปินชนะเลิศ ปีที่ 1 ผู้มีฝันที่จะชนะเลิศงานประกวดศิลปะระดับเอเชีย “สิงคโปร์ เบียนนาเล่” ตามฝันจนได้ไปงาน “ลียง เบียนนาเล่” ที่ฝรั่งเศสสำเร็จก่อนอายุ 30 ปี “มาเรียม” ธิดารัตน์ จันทเชื้อ ผู้ชนะเลิศ ปีที่ 6 และได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการศิลปินในพำนักกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2558 และ “รัก” อภิวัฒน์ บรรลือ ผู้ชนะเลิศ และได้แสดงผลงานที่ประเทศสิงคโปร์ในปีที่ผ่านมา พร้อมด้วยศิลปินและอาจารย์สอนศิลปะที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ “อาจารย์ตั้ม” เกรียงไกร กงกะนันทน์ และ “อาจารย์ตอง” นพปฎล เทือกสุบรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และค้นหาตัวตน ในงานเปิดตัว “การประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 10” เลยขอจับเข่าเจาะคำตอบโลกแตกมาให้น้องๆ หรือศิลปินที่สนใจสามารถตามรอยกันได้

ธิดารัตน์ จันทเชื้อ มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์

ทำไมศิลปินต้อง “โกอินเตอร์”

          “อ.ตั้ม” เกรียงไกร ให้ไอเดียว่า ศิลปินอาชีพยุคนี้ไม่ลำบากมากแบบเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้คนอายุ 30 ต้นๆ ก็เริ่มสนใจเก็บสะสมงานศิลปะ ไม่เหมือนยุคก่อนที่กลุ่มคนสะสมจะเป็นผู้สูงวัยที่มีกำลังซื้อ แถมมีความเป็นไปได้ที่ศิลปินจะประสบความสำเร็จและได้ ‘โกอินเตอร์’ ได้ไวขึ้น มีเวทีการประกวดที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้แสดงตัวตน ให้เป็นที่รู้จักในวงที่กว้างขึ้น ซึ่งการโกอินเตอร์จะนำมาซึ่งโอกาสอันท่วมท้น ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ตัวศิลปิน สร้างโอกาสในการพัฒนา การทำงานรูปแบบใหม่ๆ กับมิวเซียม งานนิทรรศการชั้นนำ อันจะนำไปสู่ชื่อเสียงและเม็ดเงินก้อนโต

          3 เคล็ดลับสู่การนำผลงานศิลปะโกอินเตอร์ ที่ถอดโค้ดประสบการณ์จริงของศิลปินและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะตัวจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ทำจริงๆ จนมีวันแห่งความสำเร็จที่แท้จริง

ผลงานสุดเจ๋งของปานพรรณ ยอดมณี

          Must Have : พื้นฐานสำคัญของศิลปิน คือ “ต้องมีใจรักและรู้จักตัวเอง” เริ่มจากสิ่งที่ชอบแล้วเราจะทำงานออกมาได้ดี จะมีพลังที่จะทำไปเรื่อยๆ อันนี้หมายรวมถึงคนที่ทำงานศิลปะเป็นงานอดิเรกด้วย การสร้างผลงานจะมีโอกาสเป็นไปได้ที่งานของเราอาจจะไปคล้ายกับงานของคนอื่น แต่จะมีองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความแตกต่างสร้างตัวตน หรือ ‘อัตลักษณ์’ ในงานของเราได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทักษะ แนวความคิด และเทคนิค สิ่งเหล่านี้จะติดตัว ทำให้ผลงานของเรามีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร

อภิวัฒน์ บรรลือ

          Must Do : “อย่าหยุดอยู่กับที่และถอดใจ” ไม่ว่าจะเป็นศิลปินมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น อยากให้วางความฝันไว้เป็นขั้นบันได ฝันที่ยิ่งใหญ่สำเร็จได้ด้วยการไล่ตามฝันไปทีละขั้น พอสำเร็จขั้นหนึ่งแล้วค่อยก้าวไปสู่อีกขั้นที่สูงขึ้น ไม่หยุดอยู่กับที่ ในขณะเดียวกันก็ให้เปิดรับความคิดเห็นคำติชมจากคนอื่น แม้ว่าเคยได้รางวัลและผ่านการแสดงผลงานในต่างประเทศมาแล้ว ศิลปินกลุ่มนี้ก็ยังรับฟังการวิเคราะห์และวิจารณ์จากอาจารย์หรือศิลปินท่านอื่นๆ เพื่อพัฒนาข้อด้อยอยู่เสมอ ศิลปินไทยมีฝีมือ แต่บางครั้งมีจุดด้อยในเรื่องภาษา อยากให้นักศึกษาศิลปะเสริมเรื่องภาษา เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสื่อสารกับชาวต่างชาติ

โกอินเตอร์ที่ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

          Must Try : หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่ “เห็นคุณค่าของผลงานและสร้างโอกาสให้ตัวเอง” ศิลปินต้องมั่นใจและเชื่อว่างานของเราดี ให้หาพื้นที่แสดงผลงานของตัวเอง ในยุคสมัยนี้การใช้สื่อออนไลน์มีบทบาทมาก เราสามารถใช้พื้นที่ตรงนี้สร้างโอกาสในการโชว์ผลงานของเราได้ ขอให้พยายามโพสต์ผลงานออกไป สร้างตัวตนเราอย่างชัดเจนให้เป็นที่รู้จัก และต้องเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จ ขยันส่งผลงานเข้าร่วมประกวดบ่อยๆ ไม่ต้องรอให้งานสมบูรณ์แบบ หน้าที่ของเราคือทำผลงานให้ดีที่สุด ปล่อยให้การตัดสินเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ การที่ผลงานเราได้ผ่านตาของศิลปินอาชีพที่เป็นผู้ตัดสิน ก็เป็นอีกรูปแบบของการสร้างโอกาสที่ทำให้คนอื่นจำผลงานเราได้ โอกาสแบบนี้มีแต่ได้กับได้ ทำไมจะไม่ลองล่ะ

          การเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จมีรายได้ที่ดี ไม่ได้มาจากความติสต์สติหลุดหรือแต้มบุญ แต่เป็นเรื่องของความมานะพากเพียร ใช้เวลา เพื่อความละเอียดของงาน การสร้างตัวตนในแบบที่เราชอบ และไม่เหมือนใคร ที่สำคัญต้องกล้าที่จะสร้างและคว้าโอกาสอย่างไม่ลังเล

          โอกาสโกอินเตอร์กำลังเปิดกว้างสำหรับศิลปินทุกคน ไม่ว่าจะกำลังศึกษาด้านศิลปะ กำลังเริ่มต้นก้าวสู่การเป็นศิลปินอาชีพ หรือผู้สนใจที่มีใจรักในการวาดภาพ โดยไม่จำกัดหัวข้อ ไม่จำกัดเทคนิคการสร้างสรรค์งานจิตรกรรม รวมถึงอายุ เพศ การศึกษา และไม่ว่าจะอยู่มุมใดของประเทศไทย ทุกคนสามารถคว้าโอกาสชนะเลิศบนเวทีการประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 10 เวทีเดียวในประเทศไทยที่เป็นบันไดไปสู่การประกวดบนเวทีนานาชาติ ณ ประเทศสิงคโปร์ เปิดโอกาสไปสู่รางวัล ชื่อเสียง และการแสดงผลงานออกสู่สายตาชาวโลก รวมถึงโอกาสที่ได้รับการคัดเลือกเป็นศิลปินในพำนักของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

          สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.uobpoy.com “คุณอาจเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จและได้โกอินเตอร์คนต่อไป”

จารึกรวมใจไทย ใต้ร่มพระบารมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/375265

จารึกรวมใจไทย ใต้ร่มพระบารมี

วันที่ 13 มิถุนายน 2562 – 01:00 น.
พอร์เทรต,สาโรจน์ ตั้งตฤษณกุล,หอศิลป์จามจุรี,จารึกรวมใจไทย,ใต้ร่มพระบารมี,บรมราชาภิเษก,ช่างภาพสหภาพ,ด้วยรัก,สุวรรณี สารคณา,จิตรกรรมสีน้ำมัน,คอร์รัปชั่น,ธนัช ตั้งสุวรรณ
เปิดอ่าน 9,159 ครั้ง

ภาพถ่ายอันทรงคุณค่าเพื่อร่วมจารึกประวัติศาสตร์ของชาติไทย

นิทรรศการศิลปะจิตรกรรม “พอร์เทรต” 

          ** นิทรรศการศิลปะจิตรกรรม “พอร์เทรต” ผลงานของ อ.สาโรจน์ ตั้งตฤษณกุล จัดแสดงผลงานว่า 15 ปี รวม 50 ภาพ เป็นการแสดงงานวาดภาพเหมือนของบุคคลครึ่งตัว จากแนวความคิดผ่านเทคนิคการใช้สีน้ำเป็นสื่อ เน้นความเหมือนผ่านแววตา สีหน้าโดยจัดภาพแบบมีที่ว่างให้เกิดความสวยงาม จัดแสดง-30 มิถุนายน เวลา 10.00-19.00 น. ที่หอศิลป์จามจุรี ช้ัน 1 ห้องนิทรรศการ 2

นิทรรศการภาพถ่ายพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “จารึกรวมใจไทย ใต้ร่มพระบารมี” 

          ** กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และบริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และกลุ่มช่างภาพสห+ภาพ จัดนิทรรศการภาพถ่ายพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “จารึกรวมใจไทย ใต้ร่มพระบารมี” แสดงภาพถ่ายอันทรงคุณค่าเพื่อร่วมจารึกประวัติศาสตร์ของชาติไทย วันนี้-16 มิถุนายน ที่ฮอลล์ ออฟ เฟม ชั้นเอ็ม สยามพารากอน และวันที่ 5 มิถุนายน-30 กรกฎาคม ชั้น 1 ไอคอนสยาม

นิทรรศการ “ด้วยรัก”

          ** นิทรรศการ “ด้วยรัก” โดย สุวรรณี สารคณา ถ่ายทอดผลงานผ่านจิตรกรรมสีน้ำมัน ได้หยิบยกและรับแรงบันดาลใจจากคนในครอบครัว ลวดลายไทยที่แทรกอยู่ในบางชิ้นงานสื่อถึงการเชื่อมโยง การเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคของแม่กับลูก ความเป็นครอบครัว การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน จัดแสดง-22 มิถุนายนนี้ ที่นัมเบอร์วัน แกลเลอรี่ ซอยสีลม 21 (เว้นวันอาทิตย์)

          ** นิทรรศการภาพจิตรกรรม “คอร์รัปชั่น” โดย ธนัช ตั้งสุวรรณ พูดถึงความวิบัติของข้อมูลที่เราพบเจอผ่านการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าข้อมูลจำนวนมหาศาลบนพื้นที่ออนไลน์จะช่วยให้เรามีปัญญาที่สูงขึ้นเป็นหลายร้อยพันเท่า แต่บางส่วนของเราก็ยังขาดหายไปจัดแสดงตั้งแต่วันนี้-4 กรกฎาคม 11.00-19.00 น. ที่เคส สเปซ เรโฟลูชั่น สุขุมวิท 49 (เว้นวันจันทร์)

ทอม!ก็แค่คนธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/374569

ทอม!ก็แค่คนธรรมดา

วันที่ 7 มิถุนายน 2562 – 09:00 น.
ออกแบบ แบบญี่ปุ่น,เจแปนฟาวน์เดชั่น,สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์,สกนธ์ โปรเจ็กท์,สกนธ์ ภู่งามดี,มานุษยวิทยาร่วมสมัย,ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร,ศมส
เปิดอ่าน 8,605 ครั้ง

นิทรรศการชุดภาพถ่ายบุคคลของทอมอาสาสมัครอายุ 15-33 ปี

** ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) จัดนิทรรศการ “มานุษยวิทยาร่วมสมัย” สายธารความคิดมานุษยวิทยาสากลสู่มานุษยวิทยาไทย แสดงประวัติและผลงานของนักมานุษยวิทยา ได้แก่ โคลด เลวี-สเตราส์, คลิฟฟอร์ด เจมส์ เกียร์ซ และ อรชุน อัปปาดูรัย ตลอดจนนำเสนอเกี่ยวกับนักคิดชาวฝรั่งเศส ที่ผลงานมีอิทธิพลต่อแนวความคิดทฤษฎีหลังโครงสร้างนิยม และหลังสมัยใหม่ ได้แก่ มิแช็ล ฟูโกต์ และ ปิแอร์ บูร์ดิเยอ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานวิชาการของนักมานุษยวิทยาไทยที่ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของนักมานุษยวิทยา ทั้ง 5 คน โดยจัดแสดงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่โถงด้านหน้าห้องสมุด ชั้น 8 ศมส. สอบถามโทร.0-2880-9429 ต่อ 3702-4

นิทรรศการ “สกนธ์ โปรเจ็กท์”

          ** นิทรรศการ “สกนธ์ โปรเจ็กท์” โดย สกนธ์ ภู่งามดี นำเสนอผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบสีสันสดใสสว่างเจิดจ้า ภายใต้เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่ศิลปินมีความประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือน ทิวทัศน์ธรรมชาติ บรรยากาศในวงสังสรรค์สนทนา ฯลฯ จัดแสดงวันนี้-22 มิถุนายน ที่อาร์เดลเธิร์ดเพลส แกลเลอรี่ ซ.ทองหล่อ 10 (เว้นวันจันทร์)

นิทรรศการภาพถ่าย “ทอม (toms)” 

          ** นิทรรศการภาพถ่าย “ทอม (toms)” ก็แค่คนธรรมดา นิทรรศการชุดภาพถ่ายบุคคลของอาสาสมัครที่มาเป็นแบบและระบุว่าตัวเองเป็นทอมนั้น มีจำนวนทั้งหมด 65 คน อายุ 15-33 ปี เปิดให้เข้าชม ในวันที่ 21-22 และ 28 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 19.00-22.30 น. ที่แกลเลอรี่ของร้านไวท์ไลน์ สีลมซอย 8

นิทรรศการสัญจร “ออกแบบ แบบญี่ปุ่น”

          ** สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ เจแปนฟาวน์เดชั่น ประเทศไทย เชิญชมนิทรรศการสัญจร “ออกแบบ แบบญี่ปุ่น” มุ่งนำเสนอแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น และการออกแบบสมัยใหม่ที่คำนึงถึงวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ชมได้ระหว่าง 8-30 มิถุนายน เวลา 10.30-18.00 น. บริเวณพื้นที่นิทรรศการ ชั้น 1 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเชียงใหม่ สอบถามโทร.0-5208-0500 ต่อ 1

นำงานหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/374563

นำงานหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก

วันที่ 6 มิถุนายน 2562 – 14:30 น.
SACICT,ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ,Revelations 2019,Grand Palais,อัมพวัน พิชาลัย,ดรอนุชา ทีรคานนท์,ผ้าไหมกาบบัวลายไก่,ผ้ามัดหมี่ลายไก่,BIO-TULIP Chair,ทศกัณฐ์ชีวภาพ
เปิดอ่าน 9,012 ครั้ง

ชูภูมิปัญญาดั้งเดิมฝีมือคนไทย ครูศิลป์ของแผ่นดินและทายาทช่างศิลปหัตถกรรม รวมทั้งคนรุ่นใหม่ใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) : SACICT นำหัตถศิลป์ไทยยุคดิจิทัลอวดสายตาชาวโลก ชูภูมิปัญญาดั้งเดิมฝีมือคนไทย ครูศิลป์ของแผ่นดินและทายาทช่างศิลปหัตถกรรม รวมทั้งคนรุ่นใหม่ใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ผสานแรงบันดาลใจที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังและสุนทรียภาพ กลายเป็นงานอาร์ตระดับมาสเตอร์พีซ ในงาน Revelations 2019 ที่ Grand Palais กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ได้รับเชิญจาก Ateliers d’Art de France ให้เข้าร่วมงาน Revelations 2019 ซึ่งเป็นการแสดงศิลปะร่วมสมัยที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของยุโรป และนานาชาติยอมรับว่าเป็นงานที่ดีที่สุดของโลกงานหนึ่ง ศิลปินทั่วโลกและบุคคลที่มีชื่อเสียงในหลากหลายวงการต่างปักหมุดเข้าร่วมชมผลงานของผู้สร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยกว่า 450 คนจาก 33 ประเทศ โดย SACICT และ Ateliers d’Art de France มีความร่วมมือในข้อตกลงระหว่างกัน ในการส่งเสริมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านงานศิลปหัตถกรรมสู่ระดับสากล

นำงานหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก

สำหรับประเทศไทยได้รับคัดเลือกเข้าไปจัดแสดงในโซน The Exhibition Le Banquet ซึ่งเป็นโซนที่ได้รับการคัดเลือกว่าเป็นสุดยอดผลงานระดับโลก ทั้งนี้ อัมพวัน พิชาลัย ยังเป็นหนึ่งในแขกรับเชิญร่วมบรรยายเปิดมุมมอง “Thai Fine Art” ในงาน Symposium ร่วมกับ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปูทางการพัฒนาศิลปะหรือหัตถกรรมร่วมสมัยของโลกให้ขับเคลื่อนและพัฒนาสู่อนาคต ผลงานหัตถศิลป์ไทยสมัยใหม่จึงต้องทั้งความสวยและยังต้องแปลกแตกต่าง องค์ประกอบที่ผ่านการคิดมาอย่างใส่ใจ ผ่านกรรมวิธีที่ทั้งยากและใช้เวลามากมายในการสร้างสรรค์ ผนวกกับแนวคิดทางศิลปะสามารถสร้างสุนทรียภาพ ความงดงามในจิตใจ เกิดความอิ่มใจในวิถีแห่งภูมิปัญญาที่ถูกนำกลับมาเติมเต็มชีวิตของผู้คนในปัจจุบันได้

          ภายในงาน นานาชาติจะได้เห็นถึงศิลปหัตถกรรมไทยบนความเปลี่ยนแปลงของโลก พัฒนาการงานหัตถศิลป์ของไทย จากเดิมเป็นของใช้ของชาวบ้าน ต่อมาภูมิปัญญาเหล่านี้ได้เกิดการพัฒนาและฝึกฝน จนเกิดเป็นงานเชิงช่างชั้นสูงที่รังสรรค์ผลงานเพื่อตอบสนองความเชื่อทางศาสนา และส่งเสริมบ่งบอกสถานภาพของผู้ใช้ เช่น เครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์ มีความงดงามประณีตวิจิตรตระการตา เพื่อแสดงออกถึงความเคารพเทิดทูน เมื่องานช่างวิจิตรศิลป์แพร่ขยายสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงแนวคิดวิถีชีวิตของผู้คน ส่งผลให้งานศิลปหัตถกรรมจำเป็นต้องปรับตัว SACICT ได้ผลักดันให้วงการหัตถศิลป์ไทยมีพัฒนาการที่สอดรับกับกระแสของประชาคมโลก ด้วยภารกิจในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือ “หัตถศิลป์ของชีวิตปัจจุบัน” หัตถศิลป์ยุคใหม่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว ผลงานหัตถศิลป์ไทยที่จัดแสดงเป็นงานฝีมือที่มาจากครูศิลป์ของแผ่นดิน ทายาทศิลปหัตถกรรม และศิลปินรุ่นใหม่ผู้ชนะการประกวด SACICT Innovative Crafts Award

ทศกัณฐ์ชีวภาพ

          ทศกัณฐ์ชีวภาพ ศิลปินได้รับแรงบันดาลใจจากโขน ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ทำขึ้นโดยการหล่อ ปั้น ฉีดและขึ้นรูปด้วยวัสดุบางอย่าง และใช้กรรมวิธีอื่น ๆ ลงรักปิดทอง ประดับกระจก โดยศิลปินนำแนวคิดหัวโขนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทศกัณฐ์ ในรามเกียรติ์ มาพัฒนาออกแบบโดยใช้เซลลูโลสชีวภาพ ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อข้าว เป็นการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม รูปแบบ ซีโร่ เวสท์ แต่ “ทศกัณฐ์” ในมุมมองของศิลปินเป็นการนำเสนอใบหน้าเรียงต่อกันเป็นวงรอบศีรษะ โดยขึ้นโครงเป็นเรซิ่นแล้วใช้เส้นใยที่เกิดจากจากการเพาะเลี้ยงแบคทีเรียเซลลูโลสปิดทับซ้อนกันไป แสดงให้เห็นถึงมุมของวรรณคดีผสานกับวิทยาศาสตร์ เป็นการตีความองค์ความรู้ดั้งเดิมนำเสนอในรูปแบบที่ทันสมัยทันโลกที่คมคายอย่างยิ่ง

BIO-TULIP Chair

          BIO-TULIP Chair ศิลปินนำเสนอผ่านการใช้วัสดุเนื้อเยื่อชีวภาพ ออร์แกนิก โดยใช้เทคนิคการทับซ้อน และใช้ความสามารถในการรวมตัวเป็นเนื้อเดียวในระดับนาโน เมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดด ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของเนื้อเยื่อชีวภาพนี้ เพื่อให้เกิดเป็นผลงานอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น และยังใช้การย้อมด้วยสีที่แตกต่างจากเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป โดยใช้สีผสมอาหารในการสร้างสีสัน ทำให้ผลงานมีความเป็นธรรมชาติในทุกมิติของการนำเสนอ

ประเภทงานผ้า

ผ้ามัดหมี่ลายไก่

          – ผ้ามัดหมี่ลายไก่ เป็นผ้ามัดหมี่ลายรูปสัตว์ที่เป็นที่นิยมทั่วไปในภาคอีสานตอนเหนือ มีความสนใจในแง่การใช้สีที่แม้จะเป็นสีเคมี แต่มีความงดงามละมุนตา และที่สำคัญคือมีการมัดย้อมเส้นไหมเป็นลวดลายที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง

          – ผ้าไหมกาบบัวลายไก่ ลายมัดหมี่ คั่นเส้นพุ่งพิเศษ จกลายดาวทั้งผืน โดย มีชัย แต้สุจริยา ครูศิลป์ของแผ่นดินปี 2559 ผ้าไหมผืนนี้เกิดจากเทคนิคการมัดหมี่ ย้อมสีธรรมชาติ ด้วยทักษะความชำนาญของช่างหัตถกรรมอีสานใต้ จึงเกิดเป็นผ้าที่ดูเหมือนผ้าโบราณที่ฟื้นฟูทั้งกระบวนการย้อม และภูมิปัญญาในการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติในการผลิตในเวลาเดียวกัน

“รักการอ่าน”พัฒนา”ความคิดสร้างสรรค์”สู่งานศิลปะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/373935

“รักการอ่าน”พัฒนา”ความคิดสร้างสรรค์”สู่งานศิลปะ

วันที่ 2 มิถุนายน 2562 – 08:00 น.
อินทัช,บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด มหาชน,จินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช,พิสชา พ่วงลาภ,สุขสุดของปวงไทย,ธนาธิป นาฉลอง,อีสาน,อีสานบ้านเฮา,อินทัช คมชัดลึก
เปิดอ่าน 11,904 ครั้ง

ส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนไทยเห็นคุณค่าของการอ่าน

หลายคนคงเคยได้ยินว่าคนอ่านหนังสือน้อยลง และหนังสือกำลังจะหมดความนิยม แต่จากผลสำรวจการอ่านของประชากรไทย ประจำปี 2561 จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า คนไทยใช้เวลาอ่านในการอ่านเฉลี่ย 80 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งที่ผ่านมาในปี 2558 อยู่ที่ 66 นาทีต่อวัน โดยหนังสือเล่มยังคงเป็นสื่อที่คนนิยมอ่านมากที่สุด ตามมาด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งสื่อออนไลน์ เว็บไซต์ อีบุ๊ค เป็นต้น สอดคล้องกับพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของเทคโนโลยีในโลกยุคดิจิทัล บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ อินทัช เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวจึงส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนไทยเห็นคุณค่าของการอ่านผ่านโครงการ “จินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทยกับอินทัช” ปีที่ 12 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สุขสุดของปวงไทย

พิสชา พ่วงลาภ
โดยผลงานชิ้นแรกชื่อ “สุขสุดของปวงไทย” จากวรรณกรรมเรื่อง “ความสุข ความทรงจำในรัชกาลที่ 9” ของ “พิม” พิสชา พ่วงลาภ เยาวชนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา ถ่ายทอดความรู้สึกประทับใจที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทย ฝากถึงเพื่อนๆ ที่จะส่งผลงานเข้าประกวดว่า “ให้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นตัวของตัวเอง ใช้เทคนิคที่ตังเองถนัด ทำแล้วมีความสุข โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงรางวัล แต่ทำผลงานให้สุดความสามารถแล้วจะได้ผลงานที่ทรงคุณค่า น่าสนใจ เพราะผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงความสุขจากการชมผลงานของเรา”

ธนาธิป นาฉลองอีสาน กับผลงาน “อีสาน”

อีกหนึ่งผลงานชื่อ “อีสาน” จากวรรณกรรมเรื่อง “อีสานบ้านเฮา” ของ “ติ๊ก” ธนาธิป นาฉลอง ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ถ่ายทอดกลิ่นอายของความเป็นชนบทบนผืนแผ่นดินอีสานในแง่มุมที่หลากหลาย กล่าวว่า รู้สึกดีใจ และภูมิใจที่ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน ตัวเองได้พัฒนาฝีมือ ได้สร้างสรรค์งานด้วยเทคนิควิธีการใหม่ๆ เพื่อถ่ายทอดผลงานให้ครอบคลุมเนื้อหาของวรรณกรรมให้ได้มากที่สุด และสิ่งสำคัญที่สุดที่ผมอยากให้เกิดขึ้น คือ เมื่อคนดูภาพของตัวเองแล้ว เขาอยากอ่านวรรณกรรมเรื่องที่นำมาถ่ายทอดเพื่อจะได้เข้าใจภาพได้ชัดเจนขึ้น สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจส่งผลงานเข้าประกวดอย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องรางวัล ให้คิดถึงโอกาสดีๆ ที่จะทำให้เราได้ฝึกฝน พัฒนาฝีมือ และทำให้หลงรักการอ่านมากขึ้น

สำหรับในปีนี้ อินทัช พร้อมเดินหน้าโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยจัดการประกวดภาพวาดในหัวข้อ “บวร” ความสุข ความผูกพันของสังคมไทย เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้ตระหนักรู้ถึงบทบาท หน้าที่ และความสำคัญของ “บ้าน วัด โรงเรียน” (บวร)  ชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทุนการศึกษาสำหรับเยาวชน และสถาบันการศึกษาที่สนับสนุนให้เยาวชนส่งผลงาน รวมมูลค่ากว่า 1.4 ล้านบาท น้องๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงอุดมศึกษา ส่งผลงานตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 082-796-1670-1 หรือ 02-118-6953

QR สำหรับดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติม จินตนาการ

คติโบราณราชประเพณี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/373796

คติโบราณราชประเพณี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 – 07:00 น.
ราชพัสตราบรมราชาภิเษก,พิพิธภัณฑ์ผ้า,ศเกียรติคุณ ดรมรวสุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์,อวีรธรรม ตระกูลเงินไทย,อเผ่าทอง ทองเจือ
เปิดอ่าน 9,890 ครั้ง

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ร่วมกับ สถาบันไทยคดีศึกษา และคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนา “ราชพัสตราบรมราชาภิเษก ในสมัยรัตนโกสินทร์”

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ร่วมกับ สถาบันไทยคดีศึกษา และคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมเสวนา “ราชพัสตราบรมราชาภิเษก ในสมัยรัตนโกสินทร์” ที่หอประชุมศรีบูรพา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันก่อน

บรรยากาศกิจกรรมเสวนา

โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ ศ.เกียรติคุณ ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านวัฒนธรรมและวิเทศสัมพันธ์ ม.สยาม ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่มาให้ความรู้ในหัวข้อ “ขอบเขตและความหมายของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” อ.เผ่าทอง ทองเจือ นักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าไทย และ อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ครูศิลป์ของแผ่นดินผ้าทอไหมยกทอง และหัวหน้ากลุ่ม “ผ้าทอยกทองจันทร์โสมา” จ.สุรินทร์ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของ “เครื่องบรมราชภูสิตาภรณ์ พัสตราภรณ์ และผ้าที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”

ศ.เกียรติคุณ ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์

          ศ.เกียรติคุณ ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ กล่าวว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนับเป็นพระราชพิธีที่มีความสำคัญที่สุดของทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือ พระมหากษัตริย์ทรงรับน้ำอภิเษกจากพราหมณ์ ตามประวัติศาสตร์ สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถึง 2 ครั้ง เช่นเดียวกับรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 6 จำนวนครั้งในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและพระราชอัธยาศัยส่วนพระองค์ ส่วนขั้นตอนการประกอบพระราชพิธีฯ ไทยไม่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียโดยตรง แต่รับผ่านจากเขมรโบราณ เมื่อสมัยพระเจ้าอู่ทอง อาณาจักรอยุธยาไปทำศึกกับเขมรโบราณจึงได้นำวัฒนธรรมประกอบพิธีบรมราชาภิเษกมาใช้ คือการนับถือว่า กษัตริย์เป็นเทวราชา กษัตริย์ไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป

          

อ.เผ่าทอง ทองเจือ 

          ในส่วนของรายละเอียดภูษาราชพัสตราบรมราชาภิเษก ที่ใช้ในการพระราชพิธี อ.เผ่าทอง เล่าว่า ในพระราชพิธีอาบน้ำพระมูรธาภิเษกในรัชกาลที่ 6 ทรงฉลองพระองค์ครุยขาวขลิบกุ๊นแถบด้วยทอง เช่นเดียวกับฉลองพระองค์ในรัชกาลที่ 9 บางพระบรมฉายาลักษณ์ในหมายของรัชกาลที่ 7 หลังจากสรงน้ำมูรธาภิเษกแล้วเสด็จฯ ไปประทับที่พระแท่นอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทรงพระสนับเพลาเชิงงอน ทรงพระภูษาเขียนทองพื้นสี น้ำเงิน ฉลองพระองค์ตาดเงินประดับดาราเครื่องราชฯ ทั้ง 6 ทรงสายสะพายมหาจักรีพร้อมพระสังวาล ฉลองพระองค์ครุยกรองทองริ้วปัตหล่าที่ชั้นนอก ในรัชกาลที่ 9 ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ระบุว่าเป็นฉลองพระองค์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทำจากไหมทองสลับไหมสีฟ้ากลัดกระดุมนพรัตน์ 7 กระดุมและจีบหลัง 2 กระดุม ทรงฉลองพระองค์เป็นเสื้อฝรั่งครุยริ้วทองพื้นสีเหลืองอ่อน

อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย

          ขณะที่ อ.วีรธรรม กล่าวว่า พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงผ้าสะพักซึ่งมีกำหนดในกฎมณเฑียรบาลตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ที่กำหนดให้พระอัครมเหสีห่มสะพัก 2 พระอังสา ถือเป็นการห่มที่มีพระอิสริยยศสูงในฝ่ายใน หรือพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 5 เสด็จเลียบพระนคร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์มีเพียงภาพเดียว ทรงฉลองพระองค์เครื่องต้นแบบโบราณทรงฉลองพระองค์สองชั้น โดยมีฉลองพระกรน้อยอยู่ด้านใน สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระราชวินิจฉัยว่าเป็นฉลองพระองค์ที่หนักและน่าจะทำเพื่อความงามส่งเสริมความเป็นสมมุติเทพของพระมหากษัตริย์สำหรับประทับนิ่งๆ ในยุคหลังจึงเปลี่ยนไป

           “เครื่องต้น หรือพระบรมราชสิตาภรณ์ เปรียบเทียบได้จากภาพจิตรกรรมจากวัดช่องนนทรี จะเห็นพระมหากษัตริย์ทรงฉลองพระองค์ 2 ชั้นมาตั้งแต่โบราณ โดยมีพระสนับเพลา และพระภูษาโจงในยุครัตนโกสินทร์ก็ยังเครื่องทรงสืบทอดกันมา ประกอบด้วยฉลองพระองค์ตัวในเรียกว่า ฉลองพระองค์พระกรน้อย ฉลองพระองค์นอกแขนสั้น และยังมีฉลองพระองค์ทรงประพาส ทรงพระสนับเพลาและทับด้วยพระภูษาอีกชั้นหนึ่ง หรือภาพจิตรกรรมในวัดพุทไธสวรรย์ในสมัยรัชกาลที่ 1 ยังแต่งพระองค์ตามโบราณราชประเพณี จนถึงรัชกาลที่ 4 ในยุคที่มีภาพถ่าย พระเครื่องต้นยังทรงแบบโบราณที่สืบทอดกันมา ประกอบด้วย พระสนับเพลาเชิงงอน พระภูษาทรง ฉลองพระศอ ฯลฯ เป็นเครื่องทรงมาตรฐาน” ครูศิลป์ของแผ่นดินผ้าทอไหมยกทอง อธิบาย

ห้องจัดนิทรรศการ

          นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้จัดนิทรรศการ “ราชพัสตราบรมราชาภิเษก” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีดังกล่าว ตลอดจนเครื่องแต่งพระองค์ที่เกี่ยวเนื่องเพื่อให้ผู้สนใจประวัติศาสตร์ราชประเพณีไทยได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยเป็นพระราชพิธีที่ว่างเว้นไปนานถึง 69 ปี นิทรรศการจัดขึ้น ที่ห้องประชุม พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคมนี้

ครูศิลป์อาสาแบ่งปัน “ปักผ้า” เพื่อชายขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/372854

ครูศิลป์อาสาแบ่งปัน “ปักผ้า” เพื่อชายขอบ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 – 12:00 น.
SACICT จิตอาสา,ครูสิริวัฑน์ เธียรปัญญา,อัมพวัน พิชาลัย,ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพฯ,ลุงปุ๊ ถ่ายทอดงานปักผ้า,ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2554,ลุงปุ๊ ครูช่างหัตถกรรมปี 2554,จิตอาสาปักผ้า ครูศิลป์อาสาแบ่งปันง,ปักผ้าเพื่อชายขอบ
เปิดอ่าน 6,352 ครั้ง

ให้ความรู้และพัฒนาฝีมือด้านการปักผ้าให้แก่ชาวไทยภูเขาใน อ.แม่สรวย

งานศิลปหัตถกรรมเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างงานสร้างรายได้ และหากมีการพัฒนาฝีมือให้เชี่ยวชาญก็ยิ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ “SACICT” มุ่งมั่นพัฒนาฝีมือช่างศิลป์แขนงต่างๆ นอกเหนือจากภารกิจหลักด้านการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอด โดยล่าสุดจัดโครงการจิตอาสา “SACICT จิตอาสา” เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 น้อมนำแนวพระราชดำริด้านจิตอาสา พร้อมสืบสานพระราชปณิธานในการส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทย ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประเดิมด้วยกิจกรรมจิตอาสาสัญจร “SACICT จิตอาสา พัฒนาอาชีพ” พาวิทยากรจิตอาสาไปให้ความรู้และพัฒนาฝีมือด้านการปักผ้าให้แก่ชาวชุมชนใน ต.แม่สรวย อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เมื่อวันก่อน

อัมพวัน พิชาลัย

 อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้สอดคล้องกับภารกิจของ SACICT ในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดศิลปหัตถกรรมไทย ภายใต้กลยุทธ์ “หัตถศิลป์ของชีวิตปัจจุบัน” โดยจะจัดทั้งหมด 10 ครั้ง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2562 ใน 2 รูปแบบคือ “SACICT จิตอาสา พัฒนาอาชีพ“ สร้างอาชีพแก่ผู้ด้อยโอกาส เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนชายขอบ และกลุ่มประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งจะจัด 8 ครั้งใน 4 ภูมิภาค และกิจกรรมที่สองคือ ”SACICT จิตอาสา นำพาความสุข” สร้างการรับรู้ให้สังคมไทยว่างานศิลปหัตถกรรมสามารถสร้างความสุข ฝึกสมาธิ และช่วยบำบัดความเครียดแก่กลุ่มบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือเยียวยา เช่น กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มผู้สูงอายุ ตามสถานพยาบาลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 2 ครั้ง นอกจากจะสะท้อนความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ยังสะท้อนจิตวิญญาณของจิตอาสา เป็นความสุขจากการเป็นผู้ให้อย่างแท้จริง

ครูสิริวัฑน์ เธียรปัญญา

กิจกรรมจิตอาสาตามรอยการพัฒนา “ผ้าปัก” กับชุมชนชายขอบครั้งนี้  เริ่มด้วย ครูสิริวัฑน์ เธียรปัญญา ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2554 หรือที่ใครๆ เรียกขานว่า “ลุงปุ๊” ผู้มีฝีมือในการออกแบบลวดลายผ้าปักล้านนา นำชมพิพิธภัณฑ์หอพลับพลาเจ้าดารารัศมีที่ละลานตาไปด้วยผ้าทอพื้นเมืองสมบัติล้ำค่าของลุงปุ๊ที่สะสมมากว่า 40 ปี บางผืนอายุกว่า 100 ปี แต่ละผืนมีเรื่องเล่าและความเป็นมาน่าสนใจทั้งสิ้น อาทิ ผ้าซิ่นบ้านโป่ง จาก สปป.ลาว, ผ้าซิ่นลื้อ บ้านน้ำเกิง-หาดบ้าย, ผ้าซิ่นลื้อ เมืองงา, ผ้าซิ่นลื้อนาแล, ผ้าซิ่นลื้อ เมืองล้าเชียว เวียดนาม, ผ้าเจ็ต หรือผ้าเช็ดปาก, ผ้ากั้นประตู จากสปป.ลาว เป็นต้น

ชนิตา เยเบี่ยง (ขวา)

ซึ่งลุงปุ๊บอกว่าผ้าทอแต่ละแหล่งไม่สามารถแบ่งแยกได้ เพราะมีลักษณะใกล้เคียงกัน จะแตกต่างกันตามเทคนิคเท่านั้น เช่น บางบ้านใช้เทคนิคการจกทั้งผืน บางบ้านปัก บางบ้านยก บางบ้านขิด แต่การสร้างแพทเทิร์นลายจะอยู่ตรงกลางเหมือนกัน และนั่นเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองอยากศึกษาเรื่องการปักผ้าอย่างจริงจังแล้วคิดรังสรรค์งานศิลป์บนผืนผ้า โดยเอาผ้าทอพื้นๆ มาปักลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลายทองในโบสถ์และลายปูนปั้นจากวัดต่างๆ ในแถบภาคเหนือแล้วประยุกต์เป็นสไตล์ของตัวเอง

ลุงปุ๊ ถ่ายทอดงานปักผ้า

จากนั้นคณะครูศิลป์จิตอาสาเดินทางสู่ชุมชนชายขอบ บ้านหนองขำ ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ และชุมชนโป่งแขมของชาวอาข่า เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องการปักผ้าสไตล์ลุงปุ๊ให้ชาวบ้าน โดยลุงปุ๊ เล่าว่าตัวเองเป็นครูช่างของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศมากว่า 10 ปี ที่ผ่านมาได้เดินทางไปแทบทุกที่ใน จ.เชียงราย เพื่อสอนงานปักผ้าให้ชาวบ้าน เป็นการสร้างอาชีพให้มีรายได้เสริมจากการทำไร่ทำนาซึ่งเป็นเป็นอาชีพหลัก ชาวบ้านไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้เพียงฝีมือเท่านั้น

ลายปักเชิงชายผ้าถุงของลุงปุ๊

“วันนี้มาสอนปักผ้าง่ายๆ แบบลูกโซ่ สำหรับปักเชิงชายผ้าถุงเป็นลวดลายต่างๆ หรือผ้าคลุมไหล่ โดยจะวาดลายและกำหนดสีก่อนปัก มีชาวบ้านประมาณ 40 คนสนใจมาเรียน จะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่ม มีครูผู้ช่วยอีก 2 คนมาช่วยสอน เริ่มจากการเดินเส้นด้ายสีขาวก่อนแล้วจึงใส่สีสันที่เรียกว่า “ใส่ใจ” เช่น สีแดง ชมพู เหลือง เขียว ฟ้า เป็นต้น ค่อยๆ เรียนรู้ไปไม่ยาก ปกติชาวบ้านก็มีงานปักเสื้อผ้าสไตล์ชนเผ่าอยู่แล้ว ที่นำมาสอนนี้จะเป็นงานเสริมอีกทาง พอมีฝีมือแล้วก็จะนำงานมาป้อนให้ทำเรื่อยๆ” ครูศิลป์ด้านการปักผ้า กล่าว

ทีมจิตอาสาขณะลงมือสอนชาวเขาปักผ้า

หลังจากฝึกทักษะการปักผ้าแบบลูกโซ่แล้ว นา แสงตุ้ย อายุ 39 ปี ชาวเขาเผ่าลาหู่เหลือง หมู่ 9 บ้านหนองขำ บอกว่างานปักแบบนี้ง่ายกว่างานปักของชนเผ่าที่เคยทำ เพราะแบบเดิมจะปักซับซ้อนและใช้เวลานาน ดีใจที่จะมีงานเสริมทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ปกติปักผ้าถ้าขยันก็มีรายได้เป็นหมื่นต่อปี แบบไม่ได้เลยก็ 4-5 พันบาท  ขณะที่ ชนิตา เยเบี่ยง อายุ 43 ปี ชาวเขาเผ่าอาข่า หมู่ 16 บ้านโป่งแขม บอกว่าปกติทำไร่ข้าวโพด สับปะรด มันสำปะหลัง เสร็จจากไร่นาก็จะรับจ้าง อย่างงานปักผ้าก็เป็นอาชีพเสริมได้ดี แต่นานๆ จะมีคนส่งงานมาให้ วันนี้ลุงปุ๊นำงานมาให้รู้สึกดีใจ ปกติปักผ้าเป็นผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน ได้ค่าแรง 2,500 บาท ถ้ามีงานเพิ่มก็มีรายได้เพิ่มใช้จ่ายในครอบครัวและส่งลูกเรียนหนังสือ
 นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ช่วยให้เกิดวัฏจักรของงานศิลปหัตถกรรมที่ยั่งยืน สร้างคุณค่า และมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ…

เทศกาลภาพยนตร์เงียบประเทศไทย ครั้งที่ 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/372599

เทศกาลภาพยนตร์เงียบประเทศไทย ครั้งที่ 6

วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 – 07:00 น.
เดอะ โกท สตอรี่,เกตุสุดา ลูกทอง,ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์,ชัยยศ จินดากุล,faith,ฟีโนมีน่า,เทศกาลภาพยนตร์เงียบ,หอภาพยนตร์,สถาบันเกอเธ่,โรงภาพยนตร์สกาลา
เปิดอ่าน 5,562 ครั้ง

พบกับหนัง 5 เรื่อง 5 รสชาติ พร้อมดนตรีประกอบเล่นสดทุกรอบ ที่โรงภาพยนตร์สกาลา

เทศกาลภาพยนตร์เงียบประเทศไทย ครั้งที่ 6

          ** หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) โดยความสนับสนุนของสถาบันเกอเธ่ จัดเทศกาลภาพยนตร์เงียบประเทศไทย ครั้งที่ 6 ที่โรงภาพยนตร์สกาลา พบกับหนัง 5 เรื่อง 5 รสชาติ พร้อมดนตรีประกอบเล่นสดทุกรอบ วันที่ 24-26 พฤษภาคม สนใจรับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/silentfilmthailand และ http://www.fapot.org

นิทรรศการ “ฟีโนมีน่า” 

          ** นิทรรศการ “ฟีโนมีน่า” สร้างสรรค์สัญญะภาพในอุดมคติผ่านประสบการณ์จริงของทั้ง 3 ศิลปิน พูดถึงความเชื่อที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณมนุษย์ โดยศิลปินแต่ละคนได้หยิบยกแง่มุมต่างๆ มาวิเคราะห์ กลั่นกรอง ถ่ายทอดแนวคิด และความรู้สึกของตัวเอง จัดแสดงวันนี้-2 มิถุนายน ที่จอยแมนแกลเลอรี่ ย่านเกาะรัตนโกสินทร์ (เว้นวันจันทร์)

นิทรรศการ “เฟธ” 

          ** นิทรรศการ “เฟธ” โดย ชัยยศ จินดากุล นำเสนอศิลปะที่จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสร้างความสะเทือนอารมณ์กระตุ้นผัสสะจินตนาการลุ่มลึกต่อผู้รับชมให้มากที่สุดเท่าที่กำลังและศักยภาพศิลปินจะพึงมีได้ในช่วงชีวิตนี้ของเขา จัดแสดงวันนี้-30 มิถุนายน ที่หอศิลป์ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ (เว้นวันจันทร์)

นิทรรศการ “เดอะ โกท สตอรี่”

          ** ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์ มีความยินดีนำเสนอการแสดงนิทรรศการเดี่ยว “เดอะ โกท สตอรี่” ของ เกตุสุดา ลูกทอง  ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศไทยระหว่างวันนี้-15 มิถุนายน ที่ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์ กรุงเทพฯ จะมีการนำเสนอชิ้นงานแกรไฟต์บนกระดาษจำนวน 16 ชิ้น รวมทั้งการจัดแสดงรูปปั้นตะกั่ว