วัฒนธรรมนานาชาติเฉลิมราชย์องค์ราชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/372512

วัฒนธรรมนานาชาติเฉลิมราชย์องค์ราชัน

วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 – 10:00 น.
ราชพิธีบรมราชาภิเษก,พระมหากษัตริย์,บรมราชจักรีวงศ์,มหกรรมวัฒนธรรมนานาชาติเฉลิมราชย์องค์ราชัน,กระทรวงวัฒนธรรม,ไอคอนสยาม,ระบำหน้ากากนานิ,ระบำพัดพูเชชุม,ระบำในราชสำนัก,ระบำมินดาเนา โมเสค,ระบำงอบ,การแสดงโขน
เปิดอ่าน 5,181 ครั้ง

ร่วมเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการแสดงวัฒนธรรมจาก 11 ประเทศ

          เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ตลอดจนร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562

การแสดงระบำพัดพูเชชุม จากสาธารณรัฐเกาหลี

การแสดงระบำในราชสำนัก จากประเทศเมียนมาร์

          กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด จัดงาน “มหกรรมวัฒนธรรมนานาชาติเฉลิมราชย์องค์ราชัน” ภายในงานพบกับการแสดงวัฒนธรรมจากประเทศต่างๆ ทั้ง 11 ประเทศ ประกอบไปด้วย กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนแสดง อาทิ การบรรเลงไวโอลินและกู่เจิ้งเพลงจีนในดวงใจ จากจีน การแสดงรามายณะ ตอน พระรามเดินดง จากอินเดีย ระบำหน้ากากนานิ โตเปง โรซาริ ซิเรบอน จากชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย ระบำพัดพูเชชุม จากสาธารณรัฐเกาหลี ระบำในราชสำนัก จากเมียนมาร์ การแสดงชุดเอกภาพบนความหลากหลาย จากกลุ่มชาติพันธุ์ในสิงคโปร์ ระบำมินดาเนา โมเสค จากฟิลิปปินส์ ระบำงอบ จากเวียดนาม และการแสดงโขน ชุดพระบารมีมิ่งฟ้ารามาวตาร จากไทย

การแสดงรามายณะ ตอน พระรามเดินดง จากประเทศอินเดีย

ระบำหน้ากากนานิ โตเปง โรซาริ ซิเรบอน จากชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย

การแสดงระบำมินดาเนา โมเสค จากประเทศฟิลิปปินส์

ร่วมเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมชมสุดยอดการแสดงอันวิจิตรตระการตาระดับนานาชาติโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในงาน “มหกรรมวัฒนธรรมนานาชาติเฉลิมราชย์องค์ราชัน” ระหว่างวันที่ 25–26 พฤษภาคม ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

ธ สว่างในใจ ไทยทั้งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/371949

ธ สว่างในใจ ไทยทั้งชาติ

วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 – 13:00 น.
เพลงสรรเสริญพระบารมี,ธ สว่างในใจ ไทยทั้งชาติ,สมพงษ์ ปรีเปรม,สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์,ภาพยนตร์ประกอบเพลง,ภาพยนตร์คุก
เปิดอ่าน 4,849 ครั้ง

รวมดวงใจถวายความภักดีผ่านเพลงสรรเสริญพระบารมี

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ร่วมกับเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป แถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ประกอบบทเพลงสรรเสริญพระบารมี และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ชุด “ธ สว่างในใจ ไทยทั้งชาติ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนชาวไทยทุกคนได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นำโดย สมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมถวายพระพรชัยมงคลด้วยความปลื้มปีติ บริเวณชั้น 7 โรงภาพยนตร์ซีเนคอนิค ไอคอนสยาม

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ โซนที่ 1 พระราชกรณียกิจ

สมพงษ์ ปรีเปรม-สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์

สมพงษ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ เป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งที่ปวงชนชาวไทยร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จัดนิทรรศการพระเกียรติ ชุด “ธ สว่างในใจ ไทยทั้งชาติ” เพื่อให้ประชาชนชาวไทยร่วมปลื้มปีติยินดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระวิริยอุตสาหะ ตลอดจนพระราชปณิธานที่ทรงบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ปวงชนชาวไทย เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง พระบรมฉายาลักษณ์ที่นำมาจัดแสดงเป็นภาพที่หาชมได้ยาก เนื่องจากเป็นภาพพระราชทานได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ยังจัดแสดงประวัติเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมความหมายอันลึกซึ้ง จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และรับชมภาพยนตร์ประกอบบทเพลงสรรเสริญพระบารมีได้ที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ทุกสาขาทั่วประเทศ

ด้าน สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่นำมาซึ่งความปลื้มปีติยินดี และเป็นสิริมงคลต่อพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ ในส่วนของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติที่แสดงถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงทำเพื่อประเทศไทย พร้อมชมภาพยนตร์ประกอบบทเพลงสรรเสริญพระบารมี ชุด “ธ สว่างในใจ ไทยทั้งชาติ” ที่ในครั้งนี้มีความพิเศษที่ได้เชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่หาชมได้ยาก พร้อมนำความหมายอันลึกซึ้งของบทเพลงอันยิ่งใหญ่นี้มาแสดงในภาพยนตร์ประกอบบทเพลงสรรเสริญพระบารมีชุดดังกล่าว โดยสามารถชื่นชมพระบารมีอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่านในภาพยนตร์ประกอบบทเพลงสรรเสริญพระบารมีผ่านโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จำนวน 154 สาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ภายในนิทรรศการซึ่งจัดขึ้นบริเวณชั้น 6 ด้านหน้าโรงภาพยนตร์ไอคอนซีเนคอนิคได้นำดอกไม้ในโทนสีเหลืองและสีขาวมาสร้างสรรค์ประดับตกแต่งไว้อย่างสวยงาม โดยนิทรรศการแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 พระราชกรณียกิจ รวมถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่มีต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โซนที่ 2 ประวัติความเป็นมาของบทเพลงสรรเสริญพระบารมี โซนที่ 3 ถอดความหมายอันลึกซึ้งของบทเพลงอันยิ่งใหญ่ “สรรเสริญพระบารมี” โดยมี อาจารย์วันเพ็ญ เซ็นตระกูล ผู้ถอดความหมายเพลงสรรเสริญพระบารมี อธิบายถึงความหมายอันลึกซึ้งของแต่ละท่อนในบทเพลงดังกล่าว

อ.วันเพ็ญ เซ็นตระกูล

 อ.วันเพ็ญ ได้กล่าวสรุปความหมายให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้ “ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอน้อมใจ และน้อมศีรษะลงกราบแนบพื้นถวายความเคารพขั้นสูงสุดต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพรักของคนไทยทุกคน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น พระปรีชาสามารถอันสูงส่ง และพระราชจริยวัตรอันงดงาม ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรมทำให้ประชาชนผู้อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารมีความร่มเย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจึงขอถวายพระพรชัยให้พระองค์สมประสงค์ทุกสิ่งที่ตั้งใจไว้ทุกประการ”

พระพุทธปางมารวิชัย หลังสมาธิ’หลวงพ่อแก้ว’ วัดพวงมาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/368653

พระพุทธปางมารวิชัย หลังสมาธิ’หลวงพ่อแก้ว’ วัดพวงมาลัย

วันที่ 13 เมษายน 2562 – 00:00 น.
พระพุทธปางมารวิชัย,พระเครื่อง,หลวงพ่อแก้ว,วัดพวงมาลัย
เปิดอ่าน 2,932 ครั้ง

โดย…   ต้น อ้อมน้อย 

พระครูวินัยธรรม (แก้ว พรหมสโร) วัดพวงมาลัย จ.สมุทรสงคราม  เจ้าของเหรียญหลักล้านอันลือลั่นแห่งเมืองแม่กลอง

ชาติภูมิ นามเดิม แก้ว ทองพันธุ์ เกิดเมื่อปีมะแม พุทธศักราช ๒๓๙๓  ที่ ต.บางแค อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โยมบิดาชื่อ ทัพ โยมมารดาชื่อ เนียม มีพี่น้องร่วมกันทั้งหมด ๓ คน คือ ๑. พระอาจารย์เกตุ วัดทองนพคุณ จ.เพชรบุรี  ๒. หลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย  ๓. นายเทียน ทองพันธุ์

ชีวิตในวัยเยาว์ ได้ศึกษาหาความรู้จากโยมบิดา ซึ่งเป็นทหารวังหน้า มีวิชาอาคมแก่กล้า เป็นที่เลื่องลือยิ่งนัก  จวบจนกระทั่งอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ พัทธสีมา วัดบางแคใหญ่  มี หลวงพ่อเพ็ง วัดบางแคใหญ่ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “พรหมสโร” โดยได้จำพรรษาที่วัดบางแคใหญ่ เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ตลอดจนอักขระสมัย ไทย-ขอม และพุทธาคม ๑ พรรษา

จากนั้นได้เดินทางไป จ.เพชรบุรี เพื่อศึกษาพุทธาคมและวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดเขาตะเครา และพี่ชายของท่าน คือ พระอาจารย์เกตุ วัดทองนพคุณ

ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๒๔ ทางวัดช่องลม จ.สมุทรสงคราม  ตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ว่างลง ชาวบ้านและเหล่าทายกทายิกาได้เล็งเห็นว่า หลวงพ่อแก้ว มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อม อีกทั้งยังเปี่ยมไปด้วยศีลาจารวัตรอันงดงาม จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์ให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดช่องลมสืบต่อมา

ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ ๖ ปี จนถึงพ.ศ.๒๔๓๐ อันเป็นปีที่ สัสดีพ่วง และ นางมาลัย ผู้มีศรัทธาปสาทะอันแรงกล้าได้สร้าง วัดพวงมาลัย จนแล้วเสร็จสำเร็จขึ้น จึงได้นิมนต์ หลวงพ่อแก้ว ให้มาเป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลวัดพวงมาลัย

ช่วงที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพวงมาลัยนั้น ได้มีผลงานการพัฒนาปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ ขึ้นหลายอย่าง โดยเฉพาะด้านงานก่อสร้าง ด้วยความที่ท่านมีฝีมือเชิงช่างที่ได้ร่ำเรียนจากเมืองเพชรบุรีมาแต่เก่าก่อน จึงทำให้มีการสร้างเจดีย์ที่จำลองแบบมาจากมอญหงสาวดี,  พระพุทธบาทจำลอง และพระพุทธปฏิมากรประจำทั้ง ๔ ทิศ มีความวิจิตรงดงามเป็นยิ่งนัก

ในด้านวัตถุมงคล หลวงพ่อแก้ว ได้สร้างขึ้นหลายประเภท อาทิ เหรียญปั๊ม, เหรียญหล่อ, พระเนื้อผง, พระเนื้อดิน และตะกรุดใบลานบังปืน

ในที่นี้จะกล่าวถึง พระเครื่องเนื้อดิน ของท่าน  ซึ่งจัดว่าเป็นสุดยอดของดีอีกอย่างหนึ่งที่ทรงคุณค่าแก่การบูชา และแสวงหา  มีหลายพิมพ์ อาทิ  พิมพ์ไสยาสน์,  พิมพ์พลายคู่,  พิมพ์โมคคัลลาสารีบุตร,  พิมพ์ห้าเหลี่ยมมารวิชัย, พิมพ์กลีบบัว เป็นต้น

พระทุกพิมพ์จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  กล่าวคือ ด้านหน้าพระเครื่องเนื้อดินของท่าน จะบรรจุคาถา ยันต์ ภู ภี ภุ ภะ อันเป็นหัวใจเสือสมิง หรือหัวใจสี่สหาย กำกับเอาไว้ เฉพาะเจาะจงไม่ซ้ำแบบกับวัดอื่น

องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็น พิมพ์พระพุทธปางมารวิชัยห้าเหลี่ยม องค์นี้พิเศษแตกต่างจากที่พบเห็นทั่วไป คือ เป็น พิมพ์พิเศษ ๒ หน้า ด้านหลังกดเป็น พระปางสมาธิ สร้างขึ้นจากเนื้อดินเผา พบเห็นได้ยากมาก สนนราคาเช่าหาอยู่ในหลักหมื่นต้น ส่วน พิมพ์หลังเรียบ อยู่ที่หลักพันถึงหมื่นเศษ

หลวงพ่อแก้ว ได้มรณภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๒ สิริรวมอายุ ๖๙ ปี พรรษา ๔๙  ยังนำมาซึ่งความโศกเศร้าของชาว อ.อัมพวา และละแวกใกล้เคียงเป็นยิ่งนัก ที่ได้สูญเสียพระเถราจารย์ผู้ทรงไว้ซึ่งพุทธาคมอีกรูปหนึ่งของ จ.สมุทรสงคราม อย่างมิรู้ลืม

ตำนานพระกริ่งอู่ทอง(๑)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/368558

ตำนานพระกริ่งอู่ทอง(๑)

วันที่ 13 เมษายน 2562 – 00:00 น.
ตามรอยตำนานแผ่นดิน,พระกริ่งอู่ทอง
เปิดอ่าน 3,157 ครั้ง

คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน   โดย…   เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee)

ไภษัชคุรุ อโรคยา
สรรพมิ่งมังคลาศรัทธานิสงส์
ศักดิ์สิทธิ์อิทธิคุณบุญญายง
ปฐมพิมพ์ภูมิทรง องค์อู่ทอง ฯ

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
๘ เมษายน ๒๕๖๒
๐๕.๔๙ น.

ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์, ศิลปินแห่งชาติ, กวีซีไรต์

ท่านให้ความรักให้ความเมตตาผมมายาวนานแล้วเมื่อทราบว่า ผมมาช่วยพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระอาจารย์มหาพิชัย เจ้าอาวาสวัดเขาทำเทียม ในด้านงานเขียน งานศึกษาค้นคว้าข้อมูลเรื่องพระกริ่ง

ซึ่งทางวัดเขาทำเทียม ได้จัดสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกคือ พระกริ่งอู่ทอง รุ่นแรก ท่านจึงร่ายบทกวีบูชาพระส่งให้ผมเมื่อเช้าตรู่ของวันนี้ วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๒

ขอบุญกุศลที่ท่านได้รจนาถ้อยภาษากวี

เปรียบประดุจดอกไม้ ธูปเทียน ถวายพระไภษัชคุรุส่งให้ท่านปราศจาก โรคาพยาธิเทอญ…สาธุ

เอก อัคคี
๘ เมษายน ๒๕๖๒

พระกริ่ง มีจุดกำเนิดมาจากที่ใดและเพราะอะไร บรรดาพระคณาจารย์ตั้งแต่สมัยโบราณกาลจึงได้สร้างสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นเรื่องที่น่าสนใจและชวนให้ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ?

และที่นี่มีคำตอบ !

หากจะสืบสาวราวเรื่องย้อนกลับไป เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าได้ถึงวาระดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ๖๒๔ ปี บรรดาพุทธสาวกในชมพูทวีปได้มีความเห็นแตกแยกกันในหลักคำสอนของพระองค์ สุดท้ายพุทธสาวกทั้งหลายจึงได้ประชุมร่วมกันเพื่อทำการสังคายนาในหลักคำสอนและได้เกิดความเห็นเป็นสองฝ่าย

ฝ่ายหนึ่งยึดถือในการปฏิบัติและมีความเห็นว่าต้องยึดถือในพระวินัยอย่างเคร่งครัด จึงเกิด “นิกายลัทธิหินยาน” อีกฝ่ายมีความเห็นว่าต้องยึดหลักพระอภิธรรมซึ่งไม่เคร่งครัดนักในด้านพระวินัย และถือว่าการกระทำด้วยเหตุผลและเป็นผลต่อการอนุเคราะห์ยกเว้นได้ ทำให้เกิดเป็น “นิกายลัทธิมหายาน”

ในลัทธิมหายานได้แปลพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งบทสวดพระพุทธมนต์เป็นภาษาของตัวเอง แต่ลัทธินิกายหินยานเป็นการยึดถือพระบาลีอย่างเคร่งครัด

บัดนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่มีนามว่า “พระไภษัชยคุรุ” เป็นพระพุทธองค์ที่พุทธศาสนิกชนที่นับถือลัทธิมหายานนับถือมากดังที่ปรากฏในข้อความหนังสือ “กำเนิดพระกริ่ง” ที่เขียนโดยอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ในหนังสือ “ชีวิต” ฉบับที่ ๕ เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ความหมายตอนหนึ่งว่า

“อันที่จริงพระกริ่งก็คือ พระปฏิมาพระไภษัชคุรุพุทธเจ้านั่นเอง พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เป็นที่นิยมนับถือของปวงพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายานยิ่งนัก ปรากฏพระประวัติอยู่ในพระสูตรสันสกฤตสูตรหนึ่ง คือ พระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาราชามูลประณิธานสูตร”

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระศากยมุนีพุทธเสด็จประทับ ณ กรุงเวสาลี สุขโฆสวิหาร พร้อมด้วยพระมหาสาวก ๔,๐๐๐ องค์ พระโพธิสัตว์ ๓๖,๐๐๐ องค์ และพระราชาธิบดี เสนาอำมาตย์ ตลอดจนปวงเทพโดยสมัยนั้น

และพระมัญชุศรีผู้ธรรมราชาบุตร อาศัยพระพุทธภินิหารลุกขึ้นจากที่ประทับทำจีวรเฉลียงบ่าข้างหนึ่ง ลงคุกพระชานุกับแผ่นดิน ณ เบื้องพระพักตร์ของพระสมเด็จพระโลกนาถเจ้า ประคองอัญชลีกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าขอพระองค์โปรดประทานพระธรรมเทศนา พระพุทธนามและมหามูลปณิธานและคุณวิเศษอันโอฬารแห่งปวงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อยังผู้สดับพระธรรมกถานี้ ให้ได้รับหัตถประโยชน์บรรลุถึงสุขภูมิ”

ในครั้งนั้น พระมัญชุศรีผู้ธรรมราชาบุตร ยังกราบทูลต่อไปอีกว่า “ความสุขในกาลใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใดที่ยากจนปราศจากอาภรณ์นุ่งห่ม อันความหนาวร้อนและเหลือบยุงเบียดเบือน ทั้งกลางวันและกลางคืน หากได้สดับนามแห่งเราและหมั่นรำลึกถึงเราไซร้ เราจักได้สิ่งที่ปรารถนาและจักบริบูรณ์ด้วยธนสารสมบัติสรรพอาภรณ์เครื่องประดับและเครื่องบำรุงความสุขต่างๆ ฯลฯ”

พระบรมศาสดาศากยมุนีพุทธเจ้า ได้ตรัสต่อไปว่า พรไภษัชยคุรุ มีพระโพธิสัตว์ผู้ใหญ่ ๑๒ องค์ คือพระสุริยไวโรจนะและพระจันทรไวโรจนะ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยของพระไภษัชยคุรุพระพุทะเจ้าเบื้องปลายแห่งประสูติ ทรงแสดงอานิสงส์ของการบูชาพระไภษัชยคุรุว่า “ผู้ใดก็ดีได้บูชาพระองค์ด้วยความเคารพเลื่อมใสแล้ว ก็เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากภัยบีฑา ไม่ฝันร้าย ศาสตราวุธทำอันตรายมิได้ยาพิษทำอันตรายมิได้ ฯลฯ”

ในเวลาตรัสพระคาถา พระบรมศาสดาทรงพระทัยเข้าสมาธิ ชื่อ “สรวลสัตวทุกขภินทนาสมาธิ” ปรากฏรัศมีไพไรจน์ขึ้นเหนือพระเกตุมาลา แล้วจึงตรัสพระคาถามหาธารณี ขึ้นในบัดดล

เมื่อในพุทธศาสนาได้แบ่งเป็นลัทธินิกายใหญ่สองนิกาย ในพุทธศาสนาคือ ลัทธินิยานหินยานและลัทธินิกายมหายาน กล่าวในส่วนของฝ่ายลัทธินิกายมหายานนั้น พุทธสาวกจึงได้เคารพและศรัทธาในพระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นอีกองค์หนึ่ง คือ พระไภษัชยคุรุ ซึ่งมีความปรารถนาในการที่จะบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเพื่อช่วยเหลือบรรดาสรรพสัตว์ในโลก

เมื่อความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารของพระไภษัชยคุรุได้ปรากฏ จึงเกิดการสร้างพระพุทธรูปไภษัชยคุรุขึ้นในพุทธศาสนาลัทธิมหายานเพื่อกราบไหว้สักการบูชาขึ้นอีกพระองค์หนึ่งและเป็นพระพุทธรูปที่สาวกลัทธินิกายมหายาน เคารพนับถือมาก จึงได้ปรากฏมีพระปฏิมาของพระไภษัชยคุรุบูชากันทั่วไปในวัดของ ประเทศจีน ญี่ปุ่น ทิเบต เกาหลี เวียดนาม และประเทศเขมรและเผยแพร่เข้ามาในประเทศไทย

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยเพิ่งจะมาเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ เมื่อยุคกรุงสุโขทัย อาณาจักรศรีวิชัยซึ่งตั้งแคว้นอยู่บนคาบสมุทรมลายู ตั้งแต่ พ.ศ.๑๒๐๐ – ๑๗๐๐ รวมระยะ ๖๐๐ ปี

เป็นอาณาจักรที่เคารพนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และนำพุทธศาสนาลัทธิมหายานแพร่หลายในหมู่เกาะชวา มลายู จนมาถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนอาณาจักรขอมปรากฏมีพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานและลัทธิพราหมณ์เจริญแข่งกันพระมหากษัตริย์ของอาณาจักรขอมในสมัยนั้นหรือประเทศกัมพูชาในยุคปัจจุบัน บางพระองค์เป็นพุทธมามกะบางองค์เป็นพราหมณ์มกะ

ใน พ.ศ.๑๕๔๖ – ๑๕๙๒ “พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑”ซึ่งเป็นกษัตริย์ขอมที่ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้วมีพระนามว่า “พระบรมนิวารณบท” ลัทธิมหายานไม่เฟื่องฟูในสมัยพระองค์มากนักเนื่องจากสืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรศรีวิชัย

แต่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ยังมีกษัตริย์อีกพระองค์คือ “พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗” ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๗๒๔ – ๑๗๔๘ พระองค์ทรงเป็นมหายานพุทธมามกะโดยแท้จริง ทรงพยามยามจรรโลงพุทธศาสนาลัทธิมหายานให้ซึมซับเข้าไปในจิตใจของประชาชนทรงเป็นพระมหาราชาธิราชองค์สุดท้ายของอาณาขอม

เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์และอาณาจักรก็เข้าสู่ยุคเสื่อมสลาย พระองค์ ซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองใหม่ชื่อ “นครชัยศรี” คือปราสาทพระขรรค์สำหรับเป็นพุทธสถานประดิษฐานพระปฏิมาอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ อันเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณาซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน

ทรงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระเจ้าธรณินทรวรมันพระชนกแล้วทรงสร้างปราสาทตาพรหม ประดิษฐานพระปฏิมาปรัชญาปารมิตาโพธิสัตว์แห่งปัญญาอุทิศแด่พระวรราชมารดา มีจารึกว่าปราสาทตาพรหมเป็นอาวาสสำหรับพระมหาเถระ ๑๘ องค์และสำหรับพระภิกษุ ๑,๗๔๐ รูป แล้วทรงสร้างปราสาทบายนเป็นที่ประดิษฐานพระรูปสนองพระองค์เอง

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/368063

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2562

วันที่ 6 เมษายน 2562 – 00:00 น.
พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ กรุบางขุนพรหม,พระยอดขุนพล เชียงแสน เนื้อดิน,พระกรุวัดจุฬามณี จพิษณุโลก พิมพ์หน้าฤาษี หลังนางพญา,พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
เปิดอ่าน 3,687 ครั้ง

โดย… แล่ม จันท์พิศาโล วันที่

           *** วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน ขอเชิญร่วม งานประกวดพระ งานใหญ่จัดโดยนิตยสาร สุดยอดพระเครื่องเมืองสยาม ณ อาคาร บี ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ หลักสี่ ประธานอำนวยการ ชัยนฤทธิ์ เพชรพันธุ์ทอง ประธานจัดงาน ธนชาต บุญสูง ประธานดำเนินงาน เยาวลักษณ์ จามเจริญ สนับสนุนโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ฯลฯ พระที่จัดประกวด ๓,๖๘๐ รายการ ครบทุกประเภท รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ “พระองค์ครู” หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ฉบับสมบูรณ์ ชี้ตำหนิพระเนื้อว่าน ทุกพิมพ์ หนา ๖๓๒ หน้า บรรจุในกล่องแม่เหล็กอย่างสวยงาม เรียบเรียงโดย ชัยนฤทธิ์ เพชรพันธุ์ทอง รางวัลที่ ๒ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์สี่เหลี่ยม, รางวัลที่ ๓ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์ใหญ่, รางวัลที่ ๔ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์พระรอด พิเศษ รางวัลจับฉลากแผงพระจรยุทธ ๓๓๓ รางวัล สอบถามโทร.๐๘-๓๒๕๕-๗๙๙๙, ๐๘-๖๙๙๕-๕๕๔๑ **

** ปฏิทินภาพพระเครื่อง ปี ๒๕๖๒ ของ ท่านไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ องค์ที่ ๔ คือ พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ กรุบางขุนพรหม มีคำบรรยายภาพว่า…พระพิมพ์นี้เหมือนกับ พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ วัดระฆัง สันนิษฐานว่า น่าจะใช้แม่พิมพ์อันเดียวกัน ความแตกต่างพอมีให้เห็น อาทิ เส้นกรอบแม่พิมพ์มีการเซาะร่องให้ลึกมากขึ้น เพื่อให้เป็นจุดสังเกตในการตัดขอบได้ชัดเจน ทำให้เห็นเส้นกรอบของแม่พิมพ์ พระสมเด็จ กรุบางขุนพรหม เป็นเส้นนูนทุกพิมพ์  พระสมเด็จ พิมพ์ทรงเจดีย์ กรุบางขุนพรหม องค์นี้มีคราบกรุบางๆ พิมพ์ทรงชัดเจนมาก **

** พระยอดขุนพล เชียงแสน เนื้อดิน กรุวัดเจดีย์หลวง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ลักษณะองค์พระล่ำสัน หน้าอกผึ่งผาย ด้านซ้ายขวามีฉัตรทวน ประทับบนฐาน ๑๗ ขีด เนื้อพระละเอียด ถือเป็นพระต้นแบบของ พระยอดขุนพล เนื้อดิน ตระกูลเชียงแสน ที่มีการสร้างต่อเนื่องกันมา ทั้งของ พะเยา แพร่ และเชียงใหม่ พบเห็นน้อยมาก เท่าที่พบเห็นในวงการมีแค่สิบกว่าองค์เท่านั้น  พระองค์นี้สวยสมบูรณ์มาก ขนาดองค์พระกว้าง ๓.๕ ซม. สูง ๖.๐ ซม. ของ แนท เชียงราย คนรุ่นใหม่นักสะสมพระเครื่อง และกรรมการตัดสินพระยอดนิยมสกุลช่างเชียงแสนผู้มีอนาคตไกล **

**  วัดจุฬามณี จ.พิษณุโลก เป็นโบราณสถานที่สร้างโดยขอมสมัยเรืองอำนาจทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ ส่วน พระกรุวัดจุฬามณี เป็นพระยุคหลังที่พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาผู้บูรณะวัดจุฬามณี พร้อมกับได้สร้างพระเครื่องบรรจุไว้ในกรุ พุทธศิลป์สมัยสุโขทัยยุคปลาย หรืออยุธยาตอนต้น เป็นพระเนื้อดิน มีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด  ส่วนใหญ่เป็นพระ ๒ หน้า อันเป็นเอกลักษณ์ของพระกรุนี้ มีหลายพิมพ์ อาทิ พระนางพญา ๒ หน้าเหมือนกัน หรือ พิมพ์หน้าฤาษี หลังนางพญา องค์ในภาพนี้ ซึ่งมีสภาพสวยสมบูรณ์คมชัดมาก ของ ศ.นพ.พรพรหม เมืองแมน โรงพยาบาลศิริราช ส่งประกวดติดรางวัลมาหลายครั้งแล้ว **

**  พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พิมพ์ทรงเม่น (มาตรฐาน) พ.ศ.๒๔๖๐ แบ่งออกเป็นพิมพ์ย่อยได้อีกหลายพิมพ์ อาทิ เม่นบัวโค้ง, เม่นบัว ๗ (เม่นอ้วน), เม่นมังกรพิมพ์ใหญ่ / พิมพ์เล็ก, เม่นบัวแถวเดียวมีขอบ / ไม่มีขอบ, เม่นเล็ก, เม่นกระโดด, เม่นขัดเพชร, เม่นหัวกลับ ฯลฯ องค์ในภาพนี้ คือ บัว ๒ ชั้น ๘ เม็ด สภาพสวยสมบูรณ์คมชัด รอยอุดผงเดิมๆ เป็นพระของ นพ.ภาณุเมศ ศรีสว่าง อายุรแพทย์โรคหัวใจ ศูนย์ศรีพัฒน์ ม.เชียงใหม่  ผู้ชื่นชอบ พระหลวงพ่อปาน ได้สะสมไว้หลายองค์แล้ว **

**  พระหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์นิยม รุ่นนี้ทางวัดได้ว่าจ้างช่างเทหล่อพระจากบ้านช่างหล่อกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกของวัด โดยเทหล่อพร้อม เหรียญหล่อพิมพ์จอบใหญ่ และ เหรียญหล่อพิมพ์จอบเล็ก สร้างระหว่าง พ.ศ.๒๔๔๘-๒๔๕๕ แยกเป็น ๒ พิมพ์ คือ ๑. พิมพ์นิยมมีมือรองนั่ง หรือพิมพ์ชายชิด และ ๒. พิมพ์นิยมไม่มีมือรองนั่ง หรือพิมพ์ชายห่าง (ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก อ.เกี๊ยก ทวีทรัพย์) องค์ในภาพนี้ คือ พระหลวงพ่อเงิน พิมพ์นิยม ไม่มีมือรองนั่ง ของ อนุศักดิ์ กิตติศิริสวัสดิ์ สภาพสวยเดิมๆ เป็นพระติดรางวัลและมีภาพอยู่ใน หนังสือ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จัดทำโดยนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” **

**  เหรียญจอบใหญ่ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน เป็นเหรียญสภาพสวยแชมป์ในสมัยก่อน ติดรางวัลชนะเลิศประมาณ ๒๐ งาน ของ อุดม เส็งพานิช นักพระเครื่องอาวุโส ช่วงปี ๒๕๑๙ ปัจจุบันอยู่ในครอบครองของลูกชายท่าน คือ นพ.พัฒนพงศ์ เส็งพานิช อาจารย์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ภาคเหนือ จ.ลำปาง…เหรียญจอบใหญ่ นี้ไม่ได้ส่งเข้าประกวดงานธนาคารศรีนคร (๙-๑๘ กันยายน ๒๕๑๙) เนื่องจากเพื่อนขอไว้ ถ้าส่งก็ต้องชนะเลิศอีกแน่นอน **

**  หลวงพ่อติ้ว วัดหัวถนน เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี  ปางมารวิชัย แกะจากไม้แต้ว ซึ่งคนลาวเรียกว่า “ไม้ติ้ว” ช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ ตรงกับวันที่ ๑๙ เมษายน ของทุกปี ทางวัดจะจัดให้มีการแห่องค์ หลวงพ่อติ้ว ไปรอบๆ หมู่บ้านเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชาวบ้าน รวมทั้งพี่น้องชาว สปป.ลาว ก็มากันไม่น้อย เหรียญหลวงพ่อติ้ว วัดหัวถนน รุ่นแรก ปี ๒๔๙๙ เนื้อทองแดงกะไหล่เงิน จัดเป็นเหรียญนิยมรุ่นหนึ่งของเมืองชลบุรี เหรียญสภาพสวยๆ เช่าหากันถึงหลักหมื่นกลางขึ้นไป (ภาพจากหนังสือ “พระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดย ทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” รางวัลงานประกวดพระ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายน นี้ จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขา จ.ชลบุรี เขต ๑ ณ โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา ศาลารวมใจ ชั้นล่าง สะดวกกว่าครั้งก่อน) **

**  เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อยอด วัดอ่าวบัว อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง สร้างเมื่อต้นปี ๒๔๙๗ จำนวน ๑,๐๐๐ เหรียญ เป็นเหรียญที่ทันหลวงพ่อปลุกเสก และยังได้แจกในงานศพของท่านในปี ๒๔๙๘ อีกด้วย ถือเป็น “เบญจภาคีเหรียญยอดนิยม จ.สงขลา” สนนราคาเช่าหาสภาพสวยๆ หลักแสนต้น เหรียญนี้เป็นของ กรุง สงขลา นักสะสมพระเครื่องแนวอนุรักษ์พระท้องถิ่น  พ่อท่านยอด สุวัณโณ เป็นบุตรนายพรหมแก้ว และ นางหอม มณีพรหม ชาตะเมื่อวันที่  ๕ พฤศจิกายน ๒๔๒๓ มรณภาพเมื่อวันที่  ๕ เมษายน ๒๔๙๗ สิริรวมอายุ ๗๔ ปี **

**  พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด…นะมัสเต ***

หลวงปู่ยนต์…อริยสงฆ์แห่งอีสานใต้พระผู้เปี่ยมด้วยพลังเมตตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/368023

หลวงปู่ยนต์…อริยสงฆ์แห่งอีสานใต้พระผู้เปี่ยมด้วยพลังเมตตา

วันที่ 6 เมษายน 2562 – 00:00 น.
หลวงปู่ยนต์,พระเครื่อง
เปิดอ่าน 2,922 ครั้ง

คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน   ดดย…   เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee)

หลวงปู่ยนต์ ยนฺตธมฺโม – ท่านเป็นศิษย์เอกหลวงปู่หงส์ พรหมปัญโญ และหลวงปู่ฤทธิ์ รตนโชโต สองเกจิดังแห่งดินแดนอีสานใต้ ผู้มากด้วยสรรพวิชาอาคมไสยเวทและปัจจุบันก็มีลูกศิษย์มากมายที่เคารพนับถือท่าน จนมีการจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาให้ได้พกพาบูชาติดตัวกัน แต่ที่โดดเด่นมากเป็นพิเศษคือ เหรียญตอกรุ่นแรกของท่านและสีผึ้งด้านเมตตาค้าขาย

ซึ่งจะว่าไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปสุรินทร์และได้พบกับลูกศิษย์ของท่าน ซึ่งได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับหลวงปู่ยนต์ให้ฟังมากมาย อาทิ มีอยู่ครั้งหนึ่งมีโยมผู้หญิงจากอยุธยามาหาหลวงปู่ยนต์ให้ช่วย เพราะป่วยออดๆ แอดๆ มานานแต่หาสาเหตุไม่ได้ ไปหาหมอตามโรงพยาบาลก็ตรวจไม่เจอ ไปรักษากับพระเกจิอาจารย์มาก็หลายที่แต่อาการก็ไม่หาย

จนมีคนบอกว่ามีหลวงตาแก่ๆ อยู่สุรินทร์ อ.ศรีขรภูมิ อยู่ที่หมู่บ้านแก่นเมธี ญาติพี่น้องเขาก็พามาจากอยุธยา มาตั้งต้นที่ อ.ศรีขรภูมิ จากนั้นก็ถามคนมาเรื่อยๆ จนมาเจอหลวงปู่ยนต์ที่นี่ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่เป็นสำนักสงฆ์แก่นเมธี หลวงปู่ยนต์พักอาศัยปฏิบัติธรรมเจริญกรรมฐานอยู่ที่นี่ ซึ่งมีแค่กระต๊อบเล็กๆด้านในมีเพียงแคร่ตั่งที่คนเลี้ยงวัวเลี้ยงควายสร้างถวายหลวงปู่ท่าน

เมื่อญาติและคนป่วยรายนั้นได้เจอกับหลวงปู่ยนต์แล้วและเล่าเรื่องราวต่างๆให้หลวงปู่ฟัง หลวงปู่ก็พอจะเข้าใจที่ไปที่มา จากนั้นหลวงปู่ท่านก็นั่งเงียบไปครู่หนึ่ง ซึ่งทราบต่อมาภายหลังว่าท่านได้กำหนดจิตดูจึงรู้สาเหตุว่าโยมผู้หญิงคนนี้โดนทำคุณไสยใส่จากฝ่ายเมียใหม่ของสามีเก่า

เขากระทำคุณไสยจากดินผีตายโหงเจ็ดป่าช้ามาทำพิธี โดยคนที่ทำใส่หวังเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว หลวงปู่บอกถ้ามาช้ากว่านี้คงไม่รอดแน่ หลวงปู่ก็ได้นั่งกำหนดจิตสักพักแล้วเป่าพรวดไปที่กระหม่อมผู้หญิงผู้โดนกระทำคุณไสยก็ผงะหงายหลังลงไปตามแรงลมมนต์ที่หลวงปู่ยนต์เป่าไปสักพักพอฟื้นคืนสติขึ้นมาหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายก็รู้สึกเบาตัวสบาย ต่อมาก็สามารถกินข้าวกินปลาได้ตามปกติและหายดีขึ้นเรื่อยๆ

จนถึงทุกวันนี้เธอคนนั้นก็กลายเป็นอุบาสิกาอุปถัมภ์ค้ำชูที่สำนักสงฆ์แห่งนี้จนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีห้องน้ำ มีศาลา มีกุฏิขึ้นมาจวบจนถึงทุกวันนี้ ถึงจะยังไม่แล้วเสร็จก็ตาม แต่ด้วยแรงจิตศรัทธาของเธอและญาติธรรมคนอื่นๆ ทุกอย่างก็เริ่มพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ลูกศิษย์ของหลวงปู่ยนต์คนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า จะว่าไปแล้วเรื่องวิชาอาคม พุทธาคมต่างๆ ของหลวงปู่ยนต์ท่านไม่ธรรมดาและที่สำคัญท่านเป็นพระที่มีจิตเมตตาสูงมาก

“ผมว่าในเรื่องอาคมคาถาของหลวงปู่ ชาวบ้านแถวนี้รู้จักกันดีว่าแกไม่ธรรมดา อย่างเรื่องสีผึ้งมหาเสน่ห์ของท่าน ชาวบ้านในเขตบ้านกุดหวายรู้ดีว่าใครได้สีผึ้งหลวงปู่ไปใช้ในการค้าการขายเห็นผลทุกราย แต่ก็มีบ้างบางคนเอาไปใช้ในทางที่ผิด คือเจ้าชู้ไปผิดผัวผิดเมียเขาก็มี มันก็เป็นเวรกรรมของเขานะ จนทุกวันนี้หลวงปู่ไม่อยากให้ใคร แม้จะมีชาวบ้านมาขอบูชา ทำบุญถวาย ตลับหนึ่งสามสี่พันหลวงปู่ท่านก็ไม่ให้เลย ทุกวันนี้ก็มีน้อยคนมากที่จะได้ไป เพราะท่านกลัวว่าจะนำไปใช้ในทางที่ผิด”

ซึ่งจะว่าไปแล้วเรื่องวิชาอาคมต่างๆ นั้น หลวงปู่ยนต์ถือว่า ไม่เป็นสองรองใครจริงๆ อย่างเรื่องหนึ่งการเขียนยันต์ลงผ้าหรือกระดาษ หลวงปู่เขียนลงยันต์เสร็จท่านจะลูบน้ำมันใส่ลงไปแล้วจุดไฟดู ถ้าจุดไฟไม่ติดยันต์นั้นถือว่าใช้ได้ ซึ่งเป็นการทำตามรอยทางของครูบาอาจารย์ของท่านคือหลวงปู่ฤทธิ์ ซึ่งท่านยกย่องเป็นอาจารย์ใหญ่ในสายนั้น

หลวงปู่ยนต์ ท่านเมตตาเล่าให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า สมัยก่อนนั้น มีการลองวิชาเขียนยันต์ในน้ำกัน ถ้าใครสามารถเขียนติดเขียนอักขระเลขยันต์ในน้ำได้ถือว่าผ่าน

จะว่าไปแล้วเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงปู่ยนต์นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่หลวงปู่ไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาล เข็มที่สี่พยาบาลยังเจาะผิวหนังของท่านไม่ได้ จนหลวงปู่ท่านเมตตาบอกว่า เอาล่ะเจาะเถอะโยมพยาบาล เท่านั้นแหละได้เรื่อง ได้เลือดหลวงปู่ไปตรวจ

หลากหลายเรื่องราวที่เกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์หลวงปู่ยนต์ที่ลูกศิษย์ได้ประสบพบเจอ เพียงแต่สำหรับคนทั่วไปที่เพิ่งไปกราบท่านอาจจะมองว่าท่านเป็นพระธรรมดา ซึ่งนั่นก็เป็นเจตนาของท่านที่ไม่ต้องการโอ้อวดใดๆ เพราะจะผิดธรรมวินัย แต่ขอบอกว่าท่านเป็นพระธรรมดาที่ไม่ธรรมดาที่ไม่ชอบคุยโม้

ท่านดำรงอยู่ในสมณเพศที่เรียบง่าย ฉันข้าวมือเดียวตามสมถอัตภาพแต่แฝงไปด้วยความเมตตาสูง​

ปีใหม่ไทยๆ ถ้าใครผ่านไปแถวจังหวัดสุรินทร์ ก็ไปกราบขอพรหลวงปู่ยนต์​ ยนฺตธมฺโม กันได้เลย แล้วจะได้รู้ว่า พระธรรมดาที่ไม่ธรรมดายังมีอยู่อีกมากในดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้

มนุษย์กับถ้ำเขาอ้อกับคติความเชื่อของพราหมณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/367266

มนุษย์กับถ้ำเขาอ้อกับคติความเชื่อของพราหมณ์

วันที่ 30 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
ตามรอยตำนานแผ่นดิน
เปิดอ่าน 1,314 ครั้ง

คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee)

ผมจำความได้ก็จำได้ว่า ผมโตมากับลานหินหน้าถ้ำ…ถ้ำที่ว่านั้นคือ ถ้ำน้ำเย็นแห่งเขาชัยสน เมืองพัทลุง เพราะที่นาและสวนยางพาราของตายายผมอยู่บริเวณหน้าถ้ำและเชิงเขาในสมัยโน่นนะ ผมน่าจะมีอายุไม่เกิด ๙ ขวบ แปลกแต่จริงคือ ยิ่งแก่ยิ่งจำเรื่องสมัยเด็กๆ ได้

ถ้ำน้ำเย็นอยู่ทางหัวเขาด้านเหนือ ถ้ำน้ำร้อนอยู่ค่อนไปทางด้านใต้ ถ้ำพระที่สมัยนั้นมีตาหลวงเหียนปฏิบัติธรรมอยู่ช่วงกลางๆ ของเขาชัยสนฟากตะวันออก ตาผมเคยทำกิจการ “มายา” คือ ปุ๋ยขี้ค้างคาวบนเขาลูกนี้(แม่เล่าให้ฟัง)

การเข้าถ้ำ มุดถ้ำ ผมทำมาตั้งแต่เด็กๆ ในถ้ำน้ำเย็น ผมเคยขี่คอน้าชายลุยเข้าไปในถ้ำน้ำลึก-น่ากลัว(สำหรับเด็กน้อยอย่างผม-แต่น้าผมเขาคงสนุก) หลังจากคุณตาคุณยายเสียชีวิต แม่ผมและพี่น้องก็ตัดสินใจขายที่นาที่สวนผืนนั้นให้ญาติฝ่ายยายและต่อมาก็ทราบว่ามีการขายต่อให้คนอื่น จนทุกวันนี้บริเวณนั้นได้รับการพัฒนาปรับปรุงจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว รีสอร์ตและมีความสวยงามร่มรื่นมาก…ผมเคยกลับไปนั่งคิดอะไรเงียบๆ ที่นั่น…

ผมว่า ถํ้าน่าจะเป็นบ้านหลังแรกของมนุษย์เราก่อนที่มนุษย์เราจะรู้จักตัดไม้มาสร้างบ้านบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์พวกเราเคยเป็น มนุษย์ถ้ำมาก่อนเพราะมีหลักฐานทางโบราณคดีมากมายในโลกนี้ที่บ่งชี้ ให้เห็นความผูกพันของมนุษย์กับถ้ำ

แต่นอกจากจะเป็นอยู่ที่กินที่หลับนอนหลบภัยแล้วถ้าเราศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีของมนุษย์ทั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคที่เริ่มมีประวัติศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เราก็ใช้ถ้ำเป็น ศาสนาสถาน, เทวสถาน บำเพ็ญเพียรภาวนา มาตั้งแต่ยุคมนุษย์บูชาดำ น้ำ ลม ไฟ จนถึงมีศาสนา

เพราะในความมืดมิด รูปทรงที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้หินงอกหินย้อยมีส่วนโค้งเว้า นูนต่ำเมื่อมีแสงเงาตกกระทบย่อมที่จะเกิดปรากฏรูปร่างทรวดทรงที่แตกต่างกันไปตามแสงหักเห

เสียงสะท้อนที่ก้องกังวานสะท้อนกระทบไปมา ผมว่าน่าจะทำให้มนุษย์เราเกิดความรู้สึกกริ่งเกรงและจินตนาการถึง “พลังงานบางอย่าง” ภายในถ้ำ

ยิ่งเป็นการบำเพ็ญเพียรภาวนาสวดมนต์ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกสะกดข่มและสงบงามในท่วงท่าทีที่นั่งฝึกจิตสู่ห้วงภวังค์ที่ดำดิ่งลงในสมาธิ ก่อให้เกิดฌานสมาบัติ ไม่ว่าจะเป็น นักพรต ฤาษี นักบวช พระสงฆ์ ในลัทธิ นิกาย ศาสนาต่างๆ สุดแท้แต่ จึงนิยมเข้าถ้ำจำศีล !

แต่หากถ้ำ…อยู่ในภูเขาโดดๆ ลูกเดียว ผู้ที่สนใจใฝ่ศรัทธาในศาสนาพราหมณ์ก็จะยกเขาลูกนั้น เปรียบเหมือน เขาพระสุเมรุ, เขาไกรลาศ ที่ประทับของพระศิวะเจ้า ผมรู้สึกว่า ถ้ำก็เหมือนท้องเหมือนครรภ์ของพระแม่ธรณี พระแม่อุมาเทวี นั่นแหละครับ และบางแห่งอาจจะมีสายโลหิตของพระแม่คงคาหล่อเลี้ยงอยู่ไม่ไกลหรือไม่ก็อยู่ในท้องถ้ำเป็นอุทกธารนั้นแหละ

แม้ว่าในกาลต่อมา มนุษย์ออกจากถ้ำมาสร้างบ้านแปงเมืองแล้ว แต่ถ้ำก็ยังมีความหมายในด้านของการเป็นที่ “เร้นกาย” ของนักพรต ดาบส ผู้ทรงศีลที่ปลีกวิเวกจากสังคมมนุษย์ ก่อนศาสนาพราหมณ์จะเกิดและศาสนาพุทธจะมีตามมา

คือที่เก่าก่อนในถ้ำคือที่อยู่ของศาสนาผี ผีป่าผีเขาผีถ้ำผีน้ำเพราะมนุษย์มักไปฝังศพในถ้ำ เชิงเขา หรือใต้ซอกหินหลืบผา

ปัจจุบันยังมีถ้ำในบ้านเราอีกหลายแห่งที่เชื่อว่ายังคงมี “ผีศักดิ์สิทธิ์” ครอบครองอยู่ อย่าง เช่น ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ถ้ำเชียงดาวที่ เชียงใหม่ ถ้ำขุนตาล ฯลฯ

หรือแม้แต่ถ้ำฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ พัทลุง ก็เชื่อกันว่าดวงจิตอันศักดิ์สิทธิ์ของบรรดาฤาษี นักพรต บูรพาจารย์แห่งสำนักปาฏิโมกข์เขาอ้อ ยังคงสถิตอยู่ในถ้ำแห่งนี้มากมาย

ในอินเดีย ในจีนและในเมืองไทยเราเอง ผมว่า ถ้ำยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของแทบทุกศาสนา หากใครไปอินเดียจะพบว่า มีถ้ำที่เป็นเทวสถานต่างๆ ทั้งศาสนาพราหมณ์ฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ฯลฯ รวมไปถึงในจีนและไทย

อาจเป็นเพราะถ้ำเป็นที่ “วิเวก” เหมาะแก่การเจริญจิตภาวนาและศึกษาพระธรรม ผมเคยไปชมถ้ำที่เมืองลั่วหยาง ประเทศจีน พบว่ามีการเจาะผนังภูเขาหินและถ้ำทำเป็นช่องเล็กๆ มากมายนักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เพื่อให้เป็นที่นั่งจำศีลภาวนาของพระภิกษุและจัดวางพระพุทธรูปเพื่อเป็นพุทธบูชา พระภิกษุฝ่าย “อรัญวาสี” หรือ พระป่ามักนิยมแสวงหาที่พำนักวิเวกตามถ้ำต่างๆ ไม่ว่า อินเดีย พม่า ไทย เนปาล ทิเบต จีน ลาว ฯลฯ

และก็น่าจะคล้ายกันครับ !…

กล่าวคือถ้ำไม่ได้เป็นพื้นที่เฉพาะของศาสนาเดียว กล่าวคือ พุทธศาสนาก็ไปซ้อนทับกับพื้นที่ของศาสนาอื่นที่อาจจะอยู่มาเก่าก่อน อย่างศาสนาผีอาจจะอยู่แต่เดิมในถ้ำเหล่านั้นที่ถูกทดแทนด้วยศาสนาพราหมณ์ และต่อมาศาสนาุพุทธก็เข้าไปแทนที่

ถ้ำหลายแห่งจึงอยู่ทั้งพุทธ พราหมณ์และผีครับ

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/367262

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม 2562

วันที่ 30 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
พระเครื่อง,พระกริ่งหนองแส,เหรียญพระพุทธบาท,พระพิมพ์สมเด็จ หลัง อุ
เปิดอ่าน 2,585 ครั้ง

โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** วันอาทิตย์ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๒ มี งานประกวดพระ จัดโดย กองบิน ๔๖ ร่วมกับประธานกรรมการบริหาร สมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย จ.พิษณุโลก ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน ๔๖ รางวัลชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ พระพุทธชินราช อินโดจีน วัดสุทัศนฯ ปี ๒๔๘๕ พระที่จัดประกวดกว่า ๒ พันรายการ

**  วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน งานประกวดพระ ทั่วประเทศ จัดโดยนิตยสาร สุดยอดพระเครื่องเมืองสยาม ณ อาคาร บี ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ พระที่จัดประกวด ๓,๖๘๐ รายการ ครบทุกประเภท รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ “พระองค์ครู” หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ฉบับสมบูรณ์ ชี้ตำหนิพระเนื้อว่าน ทุกพิมพ์ หนา ๖๓๒ หน้า บรรจุในกล่องแม่เหล็กอย่างสวยงาม เรียบเรียงโดย ชัยนฤทธิ์ เพชรพันธุ์ทอง รางวัลที่ ๒ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์สี่เหลี่ยม, รางวัลที่ ๓ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์ใหญ่, รางวัลที่ ๔ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์พระรอด พิเศษ รางวัลจับฉลากแผงพระจรยุทธ ๓๓๓ รางวัล สอบถามโทร.๐๘-๓๒๕๕-๗๙๙๙, ๐๘-๖๙๙๕-๕๕๔๑

** พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิมพ์เข่าตรง เนื้อเขียว จ.พิษณุโลก หนึ่งในชุดสุดยอดพระเบญจภาคี องค์นี้ฟอร์มดี สภาพสวยมาก ผิวเดิมๆ ไม่ชำรุดอุดซ่อม เนื้อสีนี้หาได้ยาก ส่งประกวดติดที่ ๑ งานที่รับรองโดยสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย (๒๗ ม.ค.๖๒) เป็นพระของ นพ.มาณพ โกวิทยา เพิ่งได้มาใหม่

** พระกริ่งหนองแส เป็นประติมากรรมรูปพระไภษัชยคุรุ สร้างด้วยโลหะสำริดโบราณ ที่เรียกว่า “เนื้อทองม้าฬ่อ” นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า พระกริ่งรุ่นนี้สร้างขึ้นประมาณ ๑ พันปีที่แล้ว ณ เมืองแส อาณาจักรน่านเจ้า ตรงกับสมัยศรีวิชัย หรือราชวงศ์ถัง พระกริ่งหนองแส เป็นหนึ่งในชุดเบญจภาคีพระกริ่งนอก อันประกอบด้วย ๑. พระกริ่งใหญ่  ๒. พระกริ่งหนองแส  ๓. พระกริ่งบาเก็ง  ๔. พระกริ่งตั๊กแตน และ ๕. พระกริ่งตี๋อ๋อง  พระกริ่งหนองแส เป็นพระกริ่งนอกที่หาได้ยากยิ่ง จำนวนที่พบหมุนเวียนตั้งแต่อดีตไม่น่าเกิน ๓๐ องค์ นับเป็นความโชคดีของ นพ.อนุชิต กิจธารทอง หาดใหญ่  ที่ได้ครอบครองพระกริ่งองค์นี้

** เหรียญพระพุทธบาท วัดเขาบางทราย ปี ๒๔๖๑ เป็นเหรียญที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรมหาเถร) สร้างขึ้นเพื่อสมนาคุณแก่ผู้ร่วมงานนมัสการพระพุทธบาท วัดเขาบางทราย พิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๑ มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ สร้างด้วยเนื้อเงิน, ทองแดง และสำริด พิมพ์เล็ก สร้างเนื้อทองคำ เงิน ทองแดง และสำริด ในภาพนี้ คือ พิมพ์ใหญ่ เนื้อเงิน (ภาพจากหนังสือ “พระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดย ทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” รางวัลงานประกวดพระ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายนนี้ จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขา จ.ชลบุรี เขต ๑ ณ โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา ศาลารวมใจ ชั้นล่าง สะดวกกว่าครั้งก่อน

**  พระพิมพ์สมเด็จ หลัง “อุ” รุ่นแรก ท่านเจ้าคุณนรฯ สร้างโดย ท่านเจ้าคุณอุดมฯ อธิษฐานจิตโดย ท่านเจ้าคุณนรฯ เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๑๓ จำนวนสร้าง ๓,๐๐๐ องค์ พระจำนวนหนึ่งท่านเจ้าคุณอุดมฯ ได้ถวายแด่ สมเด็จพระสังฆราช เพื่อนำไปแจกแก่พุทธบริษัทชาวฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น และชาวไทย เมื่อครั้งที่เสด็จไปยังประเทศเหล่านั้น  อีกส่วนหนึ่งนำไปแจกเป็นของชำร่วยในพิธีมงคลสมรสของลูกศิษย์ท่านหนึ่ง พระพิมพ์นี้ นายช่างเกษม มงคลเจริญ ได้แกะพิมพ์พระโดยใช้ต้นแบบจาก พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ ด้านหลังแกะเป็นรูปตัว “อุ” มาจาก อุดม, อุตตมะ หมายถึงสูงสุด หรือประเสริฐสุด พระพิมพ์สมเด็จ หลัง “อุ” องค์นี้เป็นพระสภาพผิวเดิมๆ สวยสมบูรณ์มาก ของ รศ.นพ.อัฐพร ตระการสง่า โรงพยาบาลศิริราช

** เหรียญหล่อพิมพ์จอบเล็ก หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน เป็นเหรียญหล่อโบราณที่มีการเช่าหาสูงสุด (เป็นรองเฉพาะเหรียญหล่อพิมพ์ใหญ่หลวงพ่อเงิน) เหรียญนี้ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อเงิน ด้านหลังเรียบ มี ๔ พิมพ์ คือ พิมพ์แข้งติด (แข้งชิด), พิมพ์แข้งตรง, พิมพ์ปลายเท้ากระดก และพิมพ์ตาขีด เหรียญในภาพนี้ พิมพ์แข้งติด (แข้งชิด) โดยดูจากใต้ฝ่าเท้าซ้ายมี เนื้อเกิน เชื่อมกับริ้วจีวรหน้าแข้งขวา เหรียญนี้ติดรางวัลที่ ๒ งานประกวดพระ ที่ ธนาคารศรีนคร เมื่อวันที่ ๙-๑๘ กันยายน ๒๕๑๙ งานประกวดพระที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นพระของ นพ.พัฒนพงศ์ เส็งพานิช อาจารย์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ภาคเหนือ จ.ลำปาง ได้รับจากคุณพ่อ อุดม เส็งพานิช นักสะสมพระชื่อดังในยุคนั้น

** พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด…นะมัสเต ***

พระปิดตาหลวงพ่อรุณวัดช้างเผือกพิมพ์ไม่มีสูญญังเนื้อดินขุยปู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/367261

พระปิดตาหลวงพ่อรุณวัดช้างเผือกพิมพ์ไม่มีสูญญังเนื้อดินขุยปู

วันที่ 30 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
พระปิดตาหลวงพ่อรุณ
เปิดอ่าน 1,357 ครั้ง

โดย… 0 ต้น อ้อมน้อย 0

หนึ่งในของดีเมืองแม่กลอง พระปิดตาหลวงพ่อรุณ วัดช้างเผือก พิมพ์ไม่มีสูญญัง เนื้อดินขุยปู

ชาติภูมิ นามเดิม “รุณ” เกิดเมื่อวันพุธ เดือน๖ ปีระกา พ.ศ.๒๓๙๒ ที่บ้าน ต.ไผ่ขวาง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โยมบิดาชื่อ “รุ่ง” โยมมารดาชื่อ “น้อม” ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒ จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๔ คน

ชีวิตในวัยเยาว์ โยมบิดาได้นำท่านไปฝากไว้กับ พระอาจารย์ภู่ ที่สำนักเรียนวัดประตูสาร เพื่อร่ำเรียนอักขระสมัยไทย-ขอม จนกระทั่งเมื่ออายุครบบวช ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ พัทธสีมาวัดประตูสาร มี พระอาจารย์ภู่ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ดี และ พระอาจารย์นวม เป็นพระคู่สวด ได้รับฉายาทางธรรมว่า “พุทธสโร”

เมื่อครองอยู่ในสมณเพศแล้ว ท่านได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์ตามจารีตประเพณี และศึกษาพระธรรมวินัย จนสามารถสวดปาฏิโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว  ต่อมาท่านได้ศึกษาการรุกขมูลธุดงควัตรจาก พระอาจารย์แสวง วัดตะค่า

ในพรรษาที่ ๖ ท่านได้เดินทางไปงานศพโยมยาย ที่ จ.สมุทรสงคราม ได้พบกับ หลวงปู่เอี่ยม วัดเกษมสรณาราม (วัดบางจาก) จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์

ต่อมาโยมบิดาของท่านได้ถึงแก่กรรมลง โยมมารดาจึงชักชวนท่านให้กลับมาอยู่ จ.สมุทรสงคราม อันเป็นภูมิลำเนาบ้านเกิด

หลวงพ่อรุณ จึงมาจำพรรษาที่วัดบางจาก ท่านได้ใช้ช่วงเวลานี้ ธุดงควัตรเข้าป่าลึก ได้พบกับแพทย์แผนโบราณ ผู้มากด้วยความรู้  จึงได้ศึกษาวิชาตำรับตำรายาสมุนไพรต่างๆ ตลอดจนพุทธาคมชั้นสูง จากพระอาจารย์หลายท่านที่พบในป่า

ต่อมาท่านได้เดินทางกลับ จ.สมุทรสงคราม ในขณะนั้นตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดช้างเผือกได้ว่างลง ชาวบ้านตลอดจนเหล่าทายกทายิกา ได้มองเห็นถึงศีลาจารวัตรของหลวงพ่อรุณ จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์ท่านขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อ

ในสมัยที่ท่านปกครองวัดช้างเผือก มีพระภิกษุทั่วทุกสารทิศมาปักกลดในบริเวณวัดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหลวงพ่อรุณมีความเชี่ยวชาญในการออกรุกขมูลธุดงควัตร มีลูกศิษย์ลูกหาที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาเรียนหลายรูป อาทิ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม, หลวงพ่อหรีด วัดเพลง, หลวงพ่อแช่ม วัดจุฬามณี, หลวงพ่อห่วง วัดท่าใน เป็นต้น

ในด้านวัตถุมงคล ท่านได้สร้างไว้เพียงไม่กี่ชนิด อาทิ เหรียญหล่อพระพุทธสมาธิ เนื้อสำริด, เนื้อทองผสม และพระปิดตา เนื้อดินขุยปู

ในที่นี้จะกล่าวถึง พระปิดตา เนื้อดินขุยปู ซึ่งแยกออกเป็น ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์มีสูญญัง และไม่มีสูญญัง

พุทธลักษณะองค์พระ เป็นรูปทรงวงรี (รูปไข่) องค์ภวัมบดี (พระปิดตา) ประทับบนฐานหมอน ใต้ฐานมีสัญลักษณ์ที่เรียกว่า “สุญญัง” คล้ายเลข ๑ กลับด้าน

ด้านหลังองค์พระเรียบ บางองค์มีรอยจาร และลายนิ้วมือคลึงรอบองค์พระ  สนนราคาการเช่าหาอยู่ที่หลักหมื่นกลาง สำหรับพิมพ์มีสูญญัง และหลักหมื่นต้น สำหรับพิมพ์ไม่มีสูญญัง

ถึงกาลมรณภาพ หลวงพ่อรุณ ได้ละสังขารเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ สิริรวมอายุได้ ๖๖ ปี พรรษา ๔๖

ย้อนรอยความทรงจำสุดมหัศจรรย์ เมื่อครั้งเผาพระอาจารย์ปาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/366580

ย้อนรอยความทรงจำสุดมหัศจรรย์ เมื่อครั้งเผาพระอาจารย์ปาล

วันที่ 23 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
พระอาจารย์ปาล,เจ้าสำนักเขาอ้อ,พระเครื่อง
เปิดอ่าน 3,448 ครั้ง

คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…   เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee)

พ่อครูเปลี่ยน หัทยานนท์ เคยเล่าให้ผมฟังว่า สภาพความเป็นอยู่ของ อ.ปาล ปาลธัมโม ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่านนั้น ไม่ได้มีความสะดวกสบายในเรื่องสภาพความเป็นอยู่เหมือนตามปรกติวิสัยของพระสงฆ์ทั่วไป คือไม่ได้มีกุฏิใหญ่โต โอ่อ่า ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เลย

เพราะท่านไม่สนใจสิ่งเหล่านั้นแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นที่วัดเขาอ้อ ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ท่านก็ไม่เคยสนใจจะสร้างถาวรวัตถุใดๆ ปล่อยให้เป็นป่า มีต้นไม้ขึ้นรกครึ้ม วัดเขาอ้อในสมัยนั้น มีลำคลองไหลผ่านวัด ชาวบ้านเรียกคลองน้ำขุ่น เป็นสายน้ำกว้าง พื้นที่วัดมีเพียงนิดเดียวตรงเชิงเขา เพิ่งมีการมาพัฒนาและเปลี่ยนเส้นทางน้ำใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้วัดเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้

จุดที่สายน้ำคลองแดงขุ่นไหลผ่าน ปัจจุบันนี้คือบริเวณที่เป็นศาลาโรงธรรมและพื้นที่อื่นๆ ที่มีการถมดินขยายเป็นลานวัดขึ้นมา สมัยก่อนมีเพียงดินตรงเชิงเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้และพวกพราหมณ์ก็ใช้พื้นที่ในถ้ำฉัททันต์ในการบำเพ็ญเพียร ทำศาสนกิจต่างๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนกุฏิเรือนไทยหลังเดียวเชิงเขาสร้างในสมัยพระอาจารย์ทองเฒ่า

ส่วนตัวท่านเองส่วนมากจะใช้เวลาอยู่ในถ้ำฉัททันต์บรรพต จำวัด(นอน)ในถ้ำมากกว่าจะอยู่ที่กุฏิไม้เรือนไทยหลังใหญ่ที่หน้าถ้ำ แม้ว่าภายในถ้ำจะมืด มีเพียงแสงเทียนที่ท่านจุดไว้และคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นของขี้ค้างคาว แต่ท่านก็มักจะชอบอยู่ในถ้ำมากกว่า ซึ่งไม่ต่างจากวิถีดั้งเดิมแต่ครั้งโบราณกาลนานมาของบรรดาบูรพาจารย์ของสำนักตักศิลาเขาอ้อที่มักใช้เวลาส่วนใหญ่บำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ภายในถ้ำฉัททันต์บรรพตแห่งนี้

เมื่อท่านถูกนำตัวมาพักรักษาอาการอาพาธอยู่ที่วัดดอนศาลา จนมีสุขภาพแข็งแรงดี แต่ท่านก็ยังเหมือนเดิมคือ ดำรงตนอย่างสมถะไม่สะสมอะไรเลย อ.เปลี่ยน เคยถามพระอาจารย์ปาลว่า อาจารย์ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวเลยหรือ และที่หลับที่นอนก็ลำบาก อัตคัต แล้วอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง พระอาจารย์ปาลหัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า “เอ๊ะ…ไม่เป็นไร คอยดูเอาเถอะเงินเยอะแยะ เวลากูตาย ช้างก็จะมา”

ซึ่งความจริงในข้อนี้ก็ปรากฏให้เห็น หลังจากที่พระอาจารย์ปาลมรณภาพ เงินทองที่บรรดาลูกศิษย์ที่ทราบข่าวการมรณภาพของพระอาจารย์ปาลในปี ๒๕๒๑ นำมาร่วมทำบุญที่วัดเขาอ้อมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๗-๘ แสนบาท มีขบวนช้างมาไม่ต่ำกว่า ๗-๘ เชือก ที่บรรดาลูกศิษย์ใช้บรรทุกข้าวสาร, ผัก, หมู ข้าวของเครื่องใช้มาร่วมอาหารเลี้ยงบรรดาพี่น้องประชาชนและลูกศิษย์ทั้งหลายซึ่งเดินทางมาร่วมงานศพอาจารย์กันเนืองแน่นจากทั่วทุกสารทิศ

ทั้งที่ในยุคสมัยนั้นการติดต่อสื่อสารก็ไม่ใช่ว่าจะสะดวกรวดเร็วเหมือนในสมัยปัจจุบัน แต่ลูกศิษย์ของพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม ก็ทราบข่าวกันอย่างรวดเร็วทั่วถึง บ้างก็ว่าอาจารย์ปาลไปเข้าฝัน ไปดลใจหรือบางคนก็เกิดสังหรณ์ใจคิดถึงอาจารย์ขึ้นมาก็ติดตามข่าวจากปากต่อปาก ข่าวเศร้าเรื่องการมรณภาพของปรมาจารย์แห่งสำนักก็เข้าหู ต่างคนต่างก็รีบรุดเดินทางมาสำนักตักศิลามหาเวทที่ตนเคยมาร่ำเรียนสรรพวิชาอาคม

“ช้างลูกศิษย์อาจารย์บรรทุกข้าวสารมา บรรทุกหมูมา บรรทุกผักมา มาช่วยงาน เขามางานอาจารย์เขาอ้อกันเยอะแยะเงินได้สมัยนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นที่วัดก็ไม่ได้มีเงิน ปรากฏว่ามีเงินตั้ง ๗-๘ แสนบาท ถือว่าเยอะมากนะในสมัยนั้น ๒๕๒๑ สมัยนั้นเงินทองก็หายากนะ เพราะเหมือนกับที่แกบอกเอาไว้ไงล่ะว่า เงินลุย(เยอะ)”
งานศพของพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม เจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ ถือเป็นข่าวใหญ่ข่าวดังระดับจังหวัด ระดับภาค เพราะว่าชื่อเสียงของท่าน ชื่อเสียงของสำนักเขาอ้อเป็นที่เลื่องลืออยู่แล้ว จึงมีการจัดเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติท่านเจ้าสำนักผู้ได้รับการสืบทอดสรรพวิชามาจาก พระอาจารย์ทองเฒ่า ปรมาจารย์แห่งสำนักโดยตรง

ทางวัดมีการจัดสร้างโกศบรรจุสรีรสังขารของท่าน และจัดวางท่านในท่านั่งสมาธิ แต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่าพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม ท่านมรณภาพในอิริยาบถใด แต่การดับขันธ์ละสังขารในท่านั่งสมาธิ ถือว่าเป็นสิ่งที่ทางคณะพราหมณ์ผู้เรืองเวทสายเขาอ้อและพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมักจะยึดปฏิบัติ
อย่างที่เคยเล่าว่า ในพัทลุงสมัยโบราณเมื่อพราหมณ์คนหนึ่งคนใดตาย การบรรจุโลงต้องทำเป็นรูปโกศรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยอดแหลมพอให้ผู้ตายนั่งได้ และก่อนบรรจุศพต้องอาบน้ำให้สะอาด จัดท่าให้ศพนั่งท่าสมาธิ แล้วบรรจุเข้าในโกศให้หันหน้าไปทางทิศอีสานจากนั้นก็จะทำพิธีฝังต้องไปทางทิศอีสาน เมื่อทำพิธีเสร็จแล้วพวกพราหมณ์ทั้งหมดจะกลับไปบ้านเจ้าภาพ แล้วรับประทานข้าวต้มบนครก เป็นอันเสร็จพิธีศพ

แต่ในเมื่อพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ที่มีคำสอนเรื่องการไม่ยึดมั่นในกายสังขาร จึงต้องมีงานประชุมเพลิงเผา แต่ในเมื่อสำนักเขาอ้อ เป็นสำนักวิชาที่ก่อตั้งจากคณะบูรพาจารย์พราหมณ์เป็นองค์ปฐม การจัดงานศพท่านเจ้าอาวาสจึงจัดสร้างเป็นเมรุลอยกลางลานวัดและบรรจุสรีรสังขารท่านในโกศดุจเดียวกับพราหมณ์ แต่ที่น่าศึกษาค้นคว้าให้ลึกลงไปคือ ในพิธีกรรมงานศพของพระอาจารย์ทองเฒ่า หรือพระครูสังฆพิจารย์ฉัททันต์บรรพต นั้นมีการจัดงานอย่างไร ?

ในส่วนของงานพระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม นั้น อ.เปลี่ยน หัทยานนท์ บอกว่า มีผู้คนหลั่งไหลมามากมาย รวมไปถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และลูกศิษย์ผู้มีชื่อเสียงอย่าง ท่านอาจารย์ขุนพันธรักษ์ราชเดชก็เดินทางมาร่วมงานศพด้วย

แต่เหตุการณ์สำคัญที่สุดในวันเผาศพพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม คือ ร่างของท่านเผาไม่ไหม้ ซึ่งภาษาปักษ์ใต้เรียกกันว่า “เผาไม่กิน” คือ ไฟไม่สามารถทำอะไรร่างของท่านได้เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าบรรดาลูกศิษย์ผู้เรืองเวททั้งหลาย ทั้งขุนพันธรักษ์ราชเดชและคนอื่นๆ ที่รู้เคล็ดวิชาไสยศาสตร์เชี่ยวชาญช่ำชองทั้งหมด ต่างช่วยกันทุกวิถีทาง จุดไฟครั้งแล้วครั้งเล่า ราดน้ำมันเติมเพิ่มเข้าไปสุมฟืนเร่งฟอนไฟให้ลุกโหม

แต่กายสังขารของพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม ก็ยังเหมือนเดิมคือ อยู่ในท่านั่งสมาธิ….เผาไม่กิน !!

“เขาเอาร่างอาจารย์ใส่โกศ แต่ไฟไหม้โกศหมดแล้ว เหลือแต่ร่างอาจารย์นั่งสมาธิอยู่บนเชิงตะกอน ในวันนั้นผมก็อยู่ในงานเผาศพอาจารย์ด้วย แต่ปรากฏว่า พี่ของแม่พลอย(ภรรยาของ อ.เปลี่ยน) บอกให้ไปเป็นเถ้าแก่สู่ขอเจ้าสาวให้หลานชาย เวลานั้นประมาณบ่ายสี่โมงกว่าๆ เดินออกจากบริเวณงานศพที่วัดเขาอ้อ เดินมาทางด้านตะวันตกของวัด เดินเลาะริมเขามาจะไปบ้านที่ดอนศาลา ปรากฏว่าเกิดไปสะดุดแง่งหินเอาจนหน้าคะมำ นึกขึ้นได้ว่า อาจารย์ท่านเคยสั่งเอาไว้จะต้องทำอย่างไรให้สามารถเผาร่างของท่านได้ เพราะท่านเคยสั่งเอาไว้นานมาแล้ว จึงหันไปบอกกับคนที่เดินมาด้วยคือ นายพ่วง ว่าอาจารย์เคยบอกว่า ถ้าจะเผาท่าน ท่านขอให้เอา—ถวายให้ท่านด้วย เมื่อนึกขึ้นได้ จึงเดินย้อนกลับไปที่ร้านค้าหน้าวัด ไปสั่งเณรทิม (ภาษาใต้เรียกเณรทิม หมายถึงคนที่เคยบวชเรียนมาแล้ว แต่อาวุโสน้อยกว่าผู้เรียก) เณรทิมถามว่า เอาไปทำไม จึงบอกว่าเอาไปให้อาจารย์ เณรทิมบอกว่าแล้วจะให้ทำอย่างไร นายทั้งนั้นนั่งอยู่ (นาย ในภาษาใต้ หมายถึง ผู้หลักผู้ใหญ่ เจ้านาย ข้าราชการ)”

อ.เปลี่ยน เลยออกอุบายว่า ให้เอาน้ำโอเลี้ยงเทใส่ลงไปในขวดให้สีมันเปลี่ยนไป จะได้ไม่เป็นที่ผิดสังเกต เมื่อผสมกันเสร็จแล้วก็ถือขวดเข้าไปในวัด จึงไปสะกิดพระครูกาชาดบุญทอง เจ้าอาวาสวัดดอนศาลา ที่อยู่ที่เมรุ ตรงนั้น มีอาจารย์ขุนพันธรักษ์ราชเดชยืนอยู่ใกล้กับผู้กำกับการตำรวจคือ ผู้กำกับผาด จ่าเกื้อม และใครต่อใครอีกหลายคน เพราะเป็นงานพระราชทานเพลิงศพ ไปสะกิดอาจารย์พระครูกาชาดบุญทองกับท่านเจ้าคุณประสาท

“ผมไปสะกิดแล้ว ไม่พูดอะไร ชี้มาที่เอว ซึ่งเอาขวด—พกไว้มีชายเสื้อปิดอยู่ พระครูกาชาดเลยบอกว่าให้เข้าไปยืนแทรกข้างๆ ระหว่างท่านกับท่านเจ้าคุณประสาท พอเข้าไปถึงใกล้ก็ควักขวดออกมาเปิดฝาเทใส่เลย ปรากฏว่า ไฟลุกโชนขนานใหญ่เลย ทีเดียวไหม้หมดร่างเลย เหลือแต่เถ้าถ่าน เหลือเพียงกะโหลกในส่วนกระหม่อมศีรษะ ซึ่งอาจารย์เคยสั่งเอาไว้ว่าจะให้ผมเก็บไว้ แต่ปรากฏว่า หลังจุดไฟแล้ว ผมต้องรีบออกจากวัดไปขอสาวให้หลานชายที่ต่างอำเภอ เลยไม่ได้อยู่ตลอดงาน กลับมาไม่ทันท่านพระครูกาชาด ท่านเป็นผู้ที่ประกอบพิธีดับธาตุเก็บอัฐิ ปรากฏว่ากะโหลกในส่วนกระหม่อมไม่ไหม้ไฟยังเหลืออยู่เกือบเต็ม แต่พระครูกาชาด ท่านเอาของแข็งทุบจะให้แตก แต่ทุบเท่าไรก็ไม่แตก ปรากฏว่าเณรทิม เจ้าของร้านค้าหน้าวัด ยกมือไหว้ว่า อาจารย์ให้ผมนะ ผมขอ ท่านพระครูกาชาดเลยให้ไป เลยอยู่ในความครอบครองของบ้านเณรทิม และหลังจากเณรทิมและเมียเสียชีวิตไปแล้ว ทุกวันนี้ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว ตามสืบไม่ได้ เคยพยายามไปขอจากเณรทิมกับเมีย เขาไม่ให้จนเขาตายไปหมดแล้วก็เลยไม่รู้ว่าอยู่ไหน เพราะเขาก็เคารพนับถืออาจารย์เช่นกัน”

แต่ถามว่า เพราะเหตุใด?
พระเกจิหรือแม้แต่ปรมาจารย์เขาอ้อ ถึงเผาไฟไม่ไหม้
พ่อครูเปลี่ยนบอก ก็ตอบไม่ได้ อาจจะเพราะความเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ของท่านหรือเพราะเหตุใด?
ก็ยากจะกล่าวสรุปลงไปง่ายๆ
เอาเป็นว่า มันเป็นเหตุปัจจัตตัง
ที่ต้องรับรู้กันเอาเอง—คิดกันเอาเอง!!!

 ขอบคุณข้อมูลและภาพบางส่วน
จาก คุณตูน, คุณเอ๋ มนต์พระเวทย์