คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/366451

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2562

วันที่ 23 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
พระเครื่อง,คมเลนส์ส่องพระ
เปิดอ่าน 2,332 ครั้ง

โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** วันอาทิตย์ที่ ๒๔ มีนาคม นี้ เป็น วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั่วประเทศ จำนวน ๕๐๐ คน เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ชาวไทยผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกคนดีๆ เข้าสภาบริหารประเทศชาติให้สงบสุขและเจริญรุ่งเรืองต่อไป

** งานประกวดพระ ทั่วประเทศ วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน จัดโดยนิตยสาร สุดยอดพระเครื่องเมืองสยาม ณ อาคารบี ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ประธานจัดงาน ธนชาต บุญสูง ประธานดำเนินงาน เยาวลักษณ์ จามเจริญ พระที่จัดประกวด ๓,๖๘๐ รายการ ครบทุกประเภท ค่าส่งพระองค์ละ ๔๐๐ บาท ๓ รางวัลใหญ่ รถจักรยานยนต์ รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ “พระองค์ครู” หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ฉบับสมบูรณ์ ชี้ตำหนิพระเนื้อว่าน ทุกพิมพ์ หนา ๖๓๒ หน้า บรรจุในกล่องแม่เหล็กอย่างสวยงาม เรียบเรียงโดย ชัยนฤทธิ์ เพชรพันธุ์ทอง รางวัลที่ ๒ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์สี่เหลี่ยม รางวัลที่ ๓ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์ใหญ่ รางวัลที่ ๔ พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์พระรอด พิธีปลุกเสก ณ อุโบสถวัดแค อยุธยา (วัดที่หลวงพ่อทวดเคยจำพรรษาช่วงที่ขึ้นมาศึกษาที่กรุงศรีอยุธยา) พิเศษ รางวัลจับสลากแผงพระจรยุทธ ๓๓๓ รางวัล สอบถามโทร.๐๘-๓๒๕๕-๗๙๙๙, ๐๘-๖๙๙๕-๕๕๔๑

** ปฏิทินภาพพระเครื่อง ปี ๒๕๖๒ ของ ท่านไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ องค์ที่ ๓ คือ พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ กรุบางขุนพรหม มีคำบรรยายภาพว่า…พระพิมพ์นี้คล้ายของวัดระฆัง แม่พิมพ์อกวี มีรายละเอียดและจุดแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะเหมือนกัน ไม่ว่าคมขวานฐานสิงห์ อาจจะเป็นแม่พิมพ์เดียวกัน แต่มีการนำมาตกแต่งเพิ่มเล็กน้อย พระกรุบางขุนพรหมส่วนใหญ่มี คราบกรุ ให้เห็นไม่มากก็น้อย องค์นี้จะเห็นคราบกรุจับตามผิวพระ สีของคราบกรุเป็นเอกลักษณ์ของพระกรุนี้ ถือได้ว่าพระองค์นี้มีความสมบูรณ์มากองค์หนึ่ง

** พระกรุวัดนางตรา พิมพ์ซุ้มประตูใหญ่ ปางประทานพร หรืออีกชื่อหนึ่งว่า พระร่วงเมืองใต้ มีประวัติอายุยาวนานนับพันปี เป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของชาวนครศรีธรรมราชมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเหตุการณ์ที่สร้างความโด่งดังให้แก่พระกรุนี้ เมื่อผู้กว้างขวางคนหนึ่งที่ อ.ท่าศาลา แขวนพระพิมพ์นี้เพียงองค์เดียว ถูกถล่มด้วยอาวุธปืนสงครามหลายชนิดหลายครั้ง แต่คมกระสุนไม่ระคายผิวเลย นอกจากนี้ชาวบ้านทั่วไปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อบูชาพระกรุนี้แล้วจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะ พระพิมพ์ประทานพร เปรียบเสมือนการได้รับพรจากพระพุทธองค์ ทำให้พระกรุนี้เป็นที่แสวงหาและหวงแหนของชาวใต้มาก ขนาดองค์จริง ๕.๕x๗.๗ ซม. เนื้อดินเผาผสมว่านยา องค์นี้เป็นพระของ สุวัฒน์ เหมอังกูร

** พระผงแช่น้ำมนต์ ๑ ใน ๑๓ พิมพ์แรก (ยุคต้น) ปี ๒๔๖๘ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี อีกองค์หนึ่งที่ เฉิน รังเทพ เพิ่งได้มา คือ พระพิมพ์สมเด็จก้างปลา พิมพ์เล็ก องค์นี้เป็นพระแท้ดูง่าย สวยคมชัดระดับแชมป์ หูตากะพริบ คราบน้ำมนต์เดิมๆ ติดเต็มทั่วองค์พระ สมบูรณ์มาก ส่งประกวดติดรางวัลแน่นอน

** พระพุทธนฤมิตโชค หลวงพ่อจรัญ (พระธรรมสิงหบุราจารย์) วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี พิมพ์กวางเล็ก ปางประทานพร เกศบัวตูม เนื้อผงพุทธคุณ ๑๐๘ อาจารย์ และผงพระสมเด็จฯ โต วัดระฆัง ดินจากสถานศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง รวมทั้งว่านต่างๆ และแร่โสฬส ๑๖ ชนิด ที่ล้วนเป็นของศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคล ปลุกเสกเป็นรูปพระพิมพ์ขึ้นเมื่อ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๑ ส่วนหนึ่งบรรจุในชุกชีใต้แท่นพระประธานเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา อีกส่วนหนึ่งแจกแก่สาธุชนผู้ใจบุญที่ช่วยบริจาคเงินสร้างอุโบสถ ขนาดองค์พระ ๒.๓x๓.๒ ซม. เนื้อพระเคลือบน้ำมันสีน้ำตาล บางองค์สีเขียวปะปนบ้าง เนื้อพระแกร่งมาก ชั่วโมงนี้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง องค์นี้เป็นพระของ ไก่ ปอร์เช่ ผู้บริหารสถาบันการเงินชื่อดัง

** งานประกวดพระ ที่ ธนาคารศรีนคร สำนักงานใหญ่ สวนมะลิ เมื่อวันที่ ๙-๑๘ กันยายน ๒๕๑๙ เป็นงานประกวดพระที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครจัดได้เท่าครั้งนั้น เฉพาะเรื่องโชว์พระที่ติดรางวัลตลอด ๗ วันติดต่อกัน ก็เป็นเรื่องไกลสุดเอื้อมเกินวิสัยที่จะมีผู้กล้าหาญจัดงานระดับนี้กันแล้ว พระทุกองค์ที่ติดรางวัลงานนี้ถือว่า “สุดยอด” มากๆ เพราะกรรมการตัดสินระดับ “ปรมาจารย์” ทั้งนั้น พระหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิมพ์นิยม องค์นี้ ติดรางวัลที่ ๒ จากงานนี้ เป็นพระของ อุดม เส็งพานิช นักสะสมพระชื่อดังในยุคนั้น ทุกวันนี้พระองค์นี้อยู่ในครอบครองของลูกชายท่าน คือ นพ.พัฒนพงศ์ เส็งพานิช อาจารย์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ภาคเหนือ จ.ลำปาง เจ้าของพระยอดนิยมเก็บเก่าหลายองค์

** หลวงพ่อจั่น วัดเสม็ด เป็นชาวชลบุรี เกิดเมื่อปี ๒๓๗๒ สมัยรัชกาลที่ ๓ อุปสมบทปี ๒๓๙๓ ในสมัยรัชกาล ๔ เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในระเบียบวินัยสงฆ์ ท่านมีลูกศิษย์ที่เป็นพระเกจิอาจารย์รุ่นหลังหลายรูปด้วยกัน อาทิ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ, หลวงพ่อเหมือน วัดกำแพง, หลวงพ่อกุหลาบ วัดบางเป้ง ฯลฯ ท่านมรณภาพเมื่อปี ๒๔๖๗ (สมัยรัชกาลที่ ๖) สิริรวมอายุ ๙๕ ปี (ข้อมูลจากหนังสือภาพประวัติพระเมืองชล) เหรียญหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์จั่น วัดเสม็ด ปี ๒๔๖๗ เนื้อเงิน เป็นเหรียญที่ระลึกในงานศพ สร้างภายหลังท่านมรณภาพแล้ว มีเนื้อเงินและเนื้อทองแดง ปลุกเสกโดย หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ เป็นเหรียญนิยมเหรียญหนึ่งของเมืองชล เหรียญเนื้อเงินเช่าหาที่หลักหมื่นกลาง เนื้อทองแดงหลักหมื่นต้น (ภาพจากหนังสือ “พระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดยทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” รางวัลงานประกวดพระ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายนนี้ จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขา จ.ชลบุรี เขต ๑ ณ โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา ศาลารวมใจต้านภัยยาเสพติด ชั้นล่าง สะดวกกว่าครั้งก่อน พระที่จัดประกวด ๒,๘๑๐ รายการ ครบทุกประเภท

** ขอเชิญร่วมงานบุญครั้งสำคัญและร่วมกันบันทึกประวัติศาสตร์ของ เมืองน่าน ด้วยการบูชา พระสมเด็จนครน่าน เพื่อนำปัจจัยสร้างศาลาปฏิบัติธรรม วัดมิ่งเมือง จ.น่าน พระสมเด็จรุ่นนี้สร้างจากมวลสารศักดิ์สิทธิ์มากมาย พิธีพุทธาภิเษก ๙ วาระ โดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากทั่วประเทศกว่า ๑๐๐ รูป นั่งปรกอธิษฐานจิต จำนวนสร้าง ๘๔,๐๐๐ องค์ แบ่งบรรจุกรุ ๓๐,๐๐๐ องค์ ให้ผู้ศรัทธาทำบุญบูชา ๕๔,๐๐๐ องค์ มี ๓ พิมพ์ คือ ๑.พระสมเด็จพิมพ์พระประธานใหญ่ ๒.พระสมเด็จพิมพ์พระประธานปรกโพธิ์ และ ๓.พระสมเด็จพิมพ์พระประธานเกตุบัวตูม สอบถามได้ที่เฟซบุ๊ก ศึกษาพระเครื่องวัดมิ่งเมือง น่าน โทร.๐๘-๔๗๑๑-๔๔๑๖

** พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์หน้า ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด…นะมัสเต ***

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/365588

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 14:16 น.
พระเครื่อง,คมเลนส์ส่องพระ,พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม,พระคงขาว ลำพูน,พระผงรุ่นสรงน้ำ รุ่นแรก,พระปิดตาหลวงปู่ทับ วัดอนงคาราม,เหรียญหลวงพ่อฉิ่ง วัดบางพระ,รูปเหมือนปั๊ม หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ปี ๒๔๘๒,รูปหล่อลอยองค์ รุ่นแรก หลวงพ่อยอด,ลูกอมติดวิญญาณ พระครูปลัดแน่น
เปิดอ่าน 2,748 ครั้ง

โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

** งานประกวดพระ ทั่วประเทศ วันอาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๒ จัดโดย ชมรมพระเครื่อง จ.สระบุรี ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยสระบุรี รวม ๒,๘๗๙ รายการ ครบทุกประเภท รางวัลที่ ๑ “เสือมหาอำนาจ” เนื้อนวโลหะ ปลุกเสกเดี่ยวโดย หลวงพ่อสุนทร วัดหนองสะเดา จ.สระบุรี

** พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม องค์ที่ ๒ จากปฏิทินปีใหม่ ๒๕๖๒ ของ ท่านไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ ที่นำมาให้ชมฉบับนี้มีคำบรรยายว่า…พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม พิมพ์นี้เป็นแม่พิมพ์ใหญ่ เป็นพิมพ์ที่หายากที่สุด พบเห็นน้อยมาก โดยภาพรวมจะคล้ายๆ กับพิมพ์ฐานแซมอื่นๆ ส่วนที่แตกต่าง คือ องค์พระจะล่ำสันและมีขนาดใหญ่ ส่วนของพระเกศจะสั้นกว่าพิมพ์อื่น ส่วนฐานของพระเกศจะใหญ่และค่อยๆ เรียวสูงขึ้นไป ส่วนอกของขององค์พระจะกว้าง แล้วค่อยๆ คอดตรงเอว แล้วผายออกตรงสะโพก หน้าตักเป็นแบบสมาธิขัดเพชร เช่นเดียวกับพระพิมพ์ฐานแซมอื่นๆ พระองค์นี้ผ่านการใช้งานมาแล้ว มีร่องรอยของคราบน้ำหมากเกาะติดตามพื้นผิวพระ และในซอกพื้นผนัง ซึ่งเป็นวิธีการรักษาผิวพระในสมัยโบราณ คราบน้ำหมากนี้ช่วยให้มุมมององค์พระมีมิติที่สวยงาม เรียกว่า “สวยซึ้ง”

** พระคงขาว ลำพูน องค์นี้ติดหน้าตาชัดเจน เป็นพระเก่าเก็บ ไม่ผ่านการใช้มาก่อนเลย องค์พระฟอร์มล่ำตรง บึกบึน มีปีกยื่นด้านบน ใบโพธิ์และฐานเม็ดบัวคมชัด วรรณะเนื้อออกโทนสีขาว มีลายนิ้วมือที่ด้านหลัง และใต้ฐานองค์พระ เสริมเสน่ห์ให้พระองค์นี้สมบูรณ์แบบครบเครื่อง เป็นพระของ ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ผู้ครอบครองพระเครื่ององค์สวยแชมป์จำนวนมาก

** พระผงรุ่นสรงน้ำ รุ่นแรก ปี ๒๔๘๔ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทร์ มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์เสาใหญ่ และ พิมพ์เสาเล็ก ความแตกต่างให้ดูที่ยันต์น้ำเต้าด้านหลัง พิมพ์เสาใหญ่ รูปน้ำเต้าเส้นขอบโค้ง พิมพ์เสาเล็ก เส้นขอบตรง พระรุ่นแรกจะมีคราบน้ำหมาก (หรือน้ำยาย้อมแห) บางบ้างหนาบ้าง ๒ องค์นี้เป็นพระของ พัฒนะ ธรรมวิริยะกุล บ้านบางทราย ผู้ชำนาญพระสายวัดเทพศิรินทร์ (ต่อมาปี ๒๔๙๒ ทางวัดได้นำแม่พิมพ์เดิมมาสร้าง พระผงสรงน้ำ รุ่นเกาหลี รุ่นนี้มี ๒ พิมพ์เช่นกัน ต่างกันที่เนื้อพระไม่มีคราบน้ำหมาก หรือน้ำยาย้อมแห)

** หลวงปู่ทับ วัดอนงคาราม คลองสาน เป็นพระลูกวัด โดยมี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) เป็นเจ้าอาวาส หลวงปู่ทับ มีวิชาอาคมสูง สามารถเล่นแร่แปรธาตุ จนได้ เนื้อเมฆสิทธิ์ โดยใช้คาถาอาคมกำกับ ท่านได้สร้าง พระเมฆสิทธิ์ สีเขียวปีกแมลงทับหลายพิมพ์ อาทิ พระปางซ่อนหา พระปิดตา ลูกอม ฯลฯ มีคุณวิเศษด้านอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด ปลอดภัย และสามารถใช้เสริมดวง กันดวงตก คุ้มครองดวงชะตาได้ด้วย องค์ในภาพนี้คือ พระปิดตาเมฆสิทธิ์ ของ ภมร ภคอัครเลิศกุล (ตือ ประตูน้ำ) นักสะสมพระเครื่องสวยแท้ดูง่าย

** หลวงพ่อครน วัดบางแซะ รัฐกลันตัน มาเลเซีย สมัยก่อนเป็นดินแดนของไทย เราได้เสียดินแดนแห่งนี้ให้แก่อังกฤษ เมื่อปี ๒๔๕๒ ทุกวันนี้ยังมีคนไทยติดแผ่นดินอยู่ที่นั่นจำนวนหนึ่ง ซึ่งยังนับถือศาสนาพุทธ มีวัดมีพระสงฆ์ มีการเรียนหนังสือไทย พูดภาษาไทย (สำเนียงปักษ์ใต้) หลวงพ่อครน วัดบางแซะ เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๙ อุปสมบทที่วัดบางแซะ ต่อมาท่านได้มาศึกษาเล่าเรียนที่ จ.สงขลา ได้ศึกษาคาถาอาคมจากพระเกจิอาจารย์ดังๆ หลายท่าน รวมทั้งที่สำนักเขาอ้อ จ.พัทลุง ท่านมรณภาพเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ สิริรวมอายุ ๘๖ ปี พรรษา ๖๖ วัตถุมงคลของท่านที่โด่งดังมาก คือ พระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก ซึ่งมีพิมพ์ทรงเป็นของท่านโดยเฉพาะ ขนาดองค์พระค่อนข้างใหญ่ เข่ากว้าง มีทั้งพิมพ์มีหู และ พิมพ์ไม่มีหู คือ องค์ในภาพนี้เป็นพระของ ชรินทร์ สงขลา ผู้ชำนาญพระเครื่องหลายประเภท

** หลวงพ่อฉิ่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดบางพระวรวิหาร ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นชาวบางพระโดยกำเนิด เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖ ในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อุปสมบทเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๘ ท่านเป็นพระเถระผู้เชี่ยวชาญทั้งวิปัสสนากรรมฐาน, คาถาอาคม และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ผลงานการก่อสร้างสำคัญที่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านพระพุทธศาสนากับชุมชนชาวบ้านบางพระ และละแวกใกล้เคียง คือ การสร้าง รอยพระพุทธบาทจำลอง ขึ้นบนเนินเขาริมถนนสุขุมวิท หลวงพ่อมรณภาพ พ.ศ.๒๔๕๘ ในรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริรวมอายุ ๖๒ ปี พรรษา ๔๐ (ขอขอบคุณข้อมูลจาก สิทธิ สุทธิอัมพร ชาวบางพระ) เหรียญหลวงพ่อฉิ่ง วัดบางพระวรวิหาร รุ่นแรก ปี ๒๔๘๐ เนื้อทองแดงกะไหล่เงิน เป็นการสร้างขึ้นภายหลัง ปลุกเสกโดยพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในสมัยนั้น (ภาพจากหนังสือ “พระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดยทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” รางวัลงานประกวดพระ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายน จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขา จ.ชลบุรี เขต ๑ ณ โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา)

** รูปเหมือนปั๊ม หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ปี ๒๔๘๒ มี ๒ เนื้อ คือ เนื้อทองเหลือง และเนื้อช้อนส้อม (หรือเนื้ออัลปาก้า) มีแม่พิมพ์เดียว เมื่อผ่านการกระแทกไปบ่อยครั้งแม่พิมพ์เกิดการชำรุด แตกตัวเป็นรายละเอียด จึงมีการแยกพิมพ์ออกเป็นพิมพ์นิยม ๑ (เอ) – ๒ (บี) – ๓ (ซี) – ๔ (ดี) (ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก อ.เกี๊ยก ทวีทรัพย์) องค์ในภาพนี้เป็น พิมพ์นิยม ๑ (เอ) เนื้ออัลปาก้า สภาพสวยสมบูรณ์ คมชัดมาก หน้าตาจมูกปากเส้นหน้าผากเดิมๆ ใต้ฐานมีจารเก่าครบสูตร ประกวดติดที่ ๑ มาแล้ว ๒ งาน ที่รับรองโดยสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย และมีภาพอยู่ในหนังสือ “เบญจภาคีพระรูปเหมือนยอดนิยม” จัดทำโดยนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” เป็นพระของ นพ.มาณพ โกวิทยา นักสะสมพระเครื่องหลายประเภท

** รูปหล่อลอยองค์ หลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ อ.หนองแค จ.สระบุรี รุ่นแรก ปี ๒๔๘๗ แม้ว่าจะสร้างหลังจากหลวงพ่อมรณภาพแล้วก็ตาม แต่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากมีประสบการณ์โดดเด่นด้านมหาอุดเป็นเลิศ รูปหล่อรุ่นนี้จัดสร้างโดย พระครูวิบูลย์คณานุสรณ์ (เฉื่อย) วัดสหมิตร ซึ่งเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิด หลวงพ่อยอด รูปหนึ่ง และเป็นเจ้าคณะแขวงหนองแค ต่อจากท่าน จำนวนสร้าง ๕๐๐ องค์ เนื้อทองเหลือง ใต้ฐานคว้านเจาะรูเพื่อบรรจุอัฐิของหลวงพ่อ แล้วอุดทับด้วยโลหะทองแดงทุกองค์ ของ สมชาย เมฆรารัตน์ เจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท.สระบุรี

** พระครูปลัดแน่น ปุสฺโส (พัฒนมาศ) เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๒ มรณภาพ เมื่อ ๑๑ เมษายน ๒๕๒๘ ณ วัดอินทาราม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี สิริรวมอายุ ๗๘ ปี ท่านเป็นศิษย์เอกของ หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ สร้าง “ลูกอมติดวิญญาณ” ครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๙๔ ด้วยผ้าห่อศพพรายท้องกลม ถักด้วยด้ายดิบ ลงรักดำ อานุภาพโดดเด่นด้านแคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี มหาอุดหยุดปืน เมตตามหานิยม เมตตามหาเสน่ห์ ค้าขายดี มีโชคลาภ ฯลฯ “ลูกอมติดวิญญาณ” ของท่านมีผู้เข้าใจผิดว่าเป็น หมากทุย หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ลูกนี้มีขนาดประมาณเหรียญ ๕ บาท สูง ๒.๕ ซม. ของ วัต ท่าพระจันทร์ นักสะสมพระเครื่องรางยอดนิยมทุกประเภท

** วางตลาดแล้ว นิตยสาร พระท่าพระจันทร์ ฉบับใหม่เสนอ ประวัติและวัตถุมงคล หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ตอน ๓ (จบ) หาซื้อได้จากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขา

** พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์หน้า ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด…นะมัสเต ***

พลายชุมพลเนื้อนาบุญแห่งพญาคชสารของตระกูลแก้วคง เมืองพัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/365711

พลายชุมพลเนื้อนาบุญแห่งพญาคชสารของตระกูลแก้วคง เมืองพัทลุง

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
ตามรอยตำนานแผ่นดิน,พลายชุมพล
เปิดอ่าน 1,088 ครั้ง

คอลัมน์… ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน โดย… เอก อัคคี facebook.com/ake.akeakkee

พัทลุงเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ดังปรากฏหลักฐานจากการค้นพบขวานหินขัดในท้องที่ทั่วไปหลายอำเภอว่าเก่าแก่ถึงในสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔)

อย่างที่หลายคนอาจจะทราบกันบ้างแล้วครับว่า พัทลุงเป็นแหล่งชุมชนของพราหมณ์ ที่ได้เดินทางมาจากเมืองพาราณสี อินเดีย ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเผยแผ่มาถึง ในสมัยก่อนชื่อเมืองพัทลุง ไม่ได้เขียนอย่างที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ จากหลักฐานพบว่าบนเหรียญอีแปะพัทลุง พ.ศ. ๒๔๒๖ เขียนว่า พัททะลุง และพัตลุง ในเอกสารของไทย ใช้ต่างกันมากมายได้แก่ พัตะลุง พัดทลุง พัทธลุงพัตลุง พัฒลุง พัทลุง

พิธีกรรมไหว้ตาหมอช้าง และจัดพิธีรำคล้องช้างถวายหน้าศาลเพียงตา

ในเอกสารเบอร์นีของอังกฤษสมัยรัชกาลที่ ๓ เขียนว่า Bondelun และในเอกสาร Merdelong ของนายลามาร์ วิศวกรชาวฝรั่งเศส สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เขียนว่า Bourdelun ความหมายของชื่อเมืองหมายถึงเมืองช้างหรือเมืองเกี่ยวเนื่องด้วยช้าง ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงหลายประการ คำว่า “พัต-พัท-พัทธ” แต่ผมไม่อาจทราบได้ว่าคำเดิมเขียนอย่างไร คำไหน ทราบเพียงว่าใช้เป็นคำขึ้นต้น

ส่วนคำพื้นเมืองที่เรียกว่า “ตะลุง” แปลว่าเสาล่ามช้าง หรือ ไม้หลักผูกช้าง ชื่อบ้านนามเมืองของพัทลุง ที่เกี่ยวกับช้างมีมาก หรือจะเรียกว่าเป็น “เมืองช้าง” ก็ได้ โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลาในแถบบ้านชะรัดซึ่งอยู่ติดกับเทือกเขาบรรทัด มีช้างป่าชุกชุม และในตำนานนางเลือดขาวตำนานเมืองพัทลุงกล่าวว่า ตาสามโม ยายเพชรเป็นหมอสดำหมอเฒ่านายกองช้าง เลี้ยงช้างส่งเจ้าพระยากรุงทองทุกปี ต่อมาพระกุมารกับนางเลือดขาวก็ได้รับมรดกเป็นนายกองเลี้ยงช้างส่งส่วย

พิธีกรรมไหว้ตาหมอช้าง และจัดพิธีรำคล้องช้างถวายหน้าศาลเพียงตา

ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านในท้องถิ่นยังคงนับถือ “ตาหมอช้าง” ส่วนช้างพลายชุมพลนั้น เป็นช้างของ นายชื่น ชูหนู ชาวสวนโหนด จ.พัทลุง เดิมนายชื่น เป็นคนเลี้ยงช้างหลวงที่บ้านสวนหลวง ศรีนครินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยต่อมานายชื่น ได้มีช้างที่สืบมาตั้งแต่พ่อของท่านไว้ ๒ เชือก คือ พลายชุมพล และพังภักดี เพื่อเป็นช้างที่ใช้ในการตรวจตราและควบคุมช้างหลวง นำมาเลี้ยงไว้ที่บ้านสวนหลวง

จนในที่สุดพลายชุมพลอายุมากเข้าและล้มด้วยสิ้นอายุขัย นายชื่นและบรรดาควาญช้าง จึงนิมนต์พระมาสวดตามพิธีและทำการฝังตามธรรมเนียม

พิธีกรรมไหว้ตาหมอช้าง และจัดพิธีรำคล้องช้างถวายหน้าศาลเพียงตา

แต่เล่ากันว่า…ในวันที่ฝังร่างของพลายชุมพลที่หลับตาสนิท กลับลืมตาขึ้นต่อหน้าต่อตาพระอธิการสังข์ ซึ่งเป็นพระเกจิในสมัยนั้น พระอธิการสังข์เลยพูดว่า..”ช้างนี้แม้ตัวตายแต่ใจมันยังไม่ตาย ช้างเชือกนี้จะมีดีแน่ในอนาคตข้างหน้า”

หลังจากฝังเสร็จ ผ่านไปเพียงหนึ่งคืนนายชื่นฝันว่า..มีคนแก่นุ่งชุดขาว มีผ้าขาวม้ารั้งคอและถือตะขอสับช้างขี่ช้างพลายชุมพลตัวที่ตายมาหาแล้วบอกว่า..

“เราอนุญาตให้มึงขุด แล้ว เอาหนัง เอางวง เอาปาก เอาหาง ไว้ตั้งหิ้งบูชาครบ ๑๐๐ วัน ค่อยขุดเอากระดูก นิมนต์พระมาสวดอีกรอบ แล้วเก็บกระดูกไว้เถิด..”

ขี้ผึ้งหุ่นพระปิดตาคเณศฤษีพญาฉัททันต์บรรพต

สิ้นคำในฝันนายชื่นก็ตกใจตื่นทันที และนึกถึงคำพระอธิการสังข์ว่าช้างเชือกนี้มีดีในตัว จึงชวนพรรคพวกขุดเพื่อทำตามที่ในฝันและเมื่อเอาหนัง เอางวง เอาหาง และส่วนต่างๆ ตามที่ฝันแล้ว ปรากฏว่าตาของซากพลายชุมพลที่ลืมตาอยู่ก็ปิดลงสนิท

คนในละแวกนั้นจึงลือกันว่า ช้างเชือกนี้คงอยากอยู่กับควาญ พอครบ ๑๐๐ วันก็มีการทำบุญอีกรอบและขุดเอากระดูกมาเก็บไว้ ลูกหลานก็มีการแบ่งไปบูชาคนละชิ้นสองชิ้น ส่วนงานายชื่นเป็นผู้เก็บไว้… ครั้นต่อมาเมื่อสิ้นนายชื่นของนี้จึงตกทอดมาสู่นายลับ แก้วคง ผู้เป็นน้องชาย (ลูกพี่ลูกน้องกันกับนายชื่น) โดยนายลับ แก้วคง ก็เป็นผู้สืบทอดหิ้งบูชาครูหมอเฒ่าหรือครูหมอช้างที่คนใต้ใช้เรียกกัน ในปัจจุบันทุกปีจะมีการบูชาตาหมอช้าง และจัดพิธีรำคล้องช้างถวายหน้าศาลเพียงตา โดยจัดขึ้นในช่วงเดือน 4 ของทุกปี หลังจากผ่านพิธีปีใหม่พราหมณ์แล้ว…ครับ

เพราะข้อมูลส่วนหนึ่งที่ผมได้มาจาก อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิต หรือชื่อจริงคือ อ.สิทธิชัย แก้วคง ผู้เป็นทายาทนั้นเอง ซึ่งมีการมอบมวลสารทุกอวัยวะของพญาช้างพลายชุมพลให้ผมเพื่อหลอมรวมเป็นร่างพระปิดตาคเณศฤษีพญาฉัททันต์ เขาอ้อ

เพราะการที่ผมจะสร้างวัตถุมงคลสักรุ่นผมคิดเยอะในพิธีกรรม แต่ไม่คิดมากในเรื่องกำไร-ขาดทุน คำว่าคิดเยอะคือ คิดให้ละเอียดรอบคอบในเรื่องมวลสารที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

คำว่าไม่คิดมากคือผมรู้ดีว่าวัตถุมงคลผมไม่มีราคาในสนามพระหรอก เพราะมันประเมินคุณค่าไม่ได้ ซึ่งนั่นคือเจตนาผม

อ.สิทธิชัย โหรบัณฑิตฆราวาสสายพราหมณ์พัทลุงแจ้งมาว่า ท่านยินดีจะมอบมวลสารพญาช้างทุกส่วนของพลายชุมพล ช้างเก่าแก่โบราณที่ล้มลงด้วยวัยชราทั้งงา, งวง, กระดูก, เนื้อหนัง, ขน, เล็บ ฯลฯ เพื่อผสมกับว่าน ๑๐๘ ที่ผ่านการหุงเคี่ยวในน้ำมัน ในถ้ำฉัททันต์บรรพต เขาอ้อ เพื่ออุดในฐานพระปิดตาคเณศฤษีพญาฉัททันต์ เขาอ้อ เพราะให้ครบสูตรการหลอมร่างเป็นมหาเทพพญาคชสารผู้ทรงฤทธิ์

อวัยวะส่วนต่างๆ ของช้างโบราณ พลายชุมพล

ตรงตามหลักมูลกรรมฐาน เป็นกรรมฐานให้รู้จักพิจารณาความไม่งามของสังขาร อันได้แก่ “เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ” หรือที่เรียกกันในภาษาชาวบ้านว่า “ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง” เพราะพระปิดตาคือปริศนาธรรม

บูรพาจารย์สายเขาอ้อมักสร้างพระปิดตา เพราะนี่คือการปิดทวาร ได้แก่ ตา หู จมูก ปาก โดยไม่ให้กองกิเลสเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นรัก โลภ โกรธ หลง ที่เกิดจากการปรุงแต่งซึ่งย่อมกระทบมาทางทวาร คือ ตา หู จมูก ปาก จึงต้องปิดทวาร เช่น ดวงตาเอาไว้นั่นเองซึ่งการปิดทวารนั้นไม่ได้หมายถึงการไม่มองเห็นรูป ไม่ดมกลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่ได้ยินอะไรเลย แต่หมายถึง การปิดโดยการไม่ลุ่มหลงไม่มัวเมาไปกับสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน ได้สัมผัส หรือได้ดมกลิ่นอันทำให้เกิดความชอบความชังขึ้นมา ส่วนพุทธด้านมหาอุดเป็นผลพลอยได้ !

ท่าน อ.สิทธิชัยคงมองว่าผมมีความตั้งใจจริงที่จะสืบสานตำนานเขาอ้อเลยร่วมส่งเสริมก็เลยขออนุโมทนาในกุศลครั้งนี้ด้วย

เหรียญรุ่นแรก ‘หลวงปู่บุญใหญ่’วัดเจดีย์คีรีวิหาร พ.ศ.๒๔๘๐

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/364980

เหรียญรุ่นแรก ‘หลวงปู่บุญใหญ่’วัดเจดีย์คีรีวิหาร พ.ศ.๒๔๘๐

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
พระครูธรรมฐิติวงศ์คีรีเขตร
เปิดอ่าน 1,210 ครั้ง

โดย…  ต้น อ้อมน้อย 

“เพชรน้ำเอกแห่งอำเภอลับแล” พระครูธรรมฐิติวงศ์คีรีเขตร (บุญใหญ่ อินทปญฺโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์คีรีวิหาร และเจ้าคณะแขวงเอกเมืองพิชัย ชาติภูมิ นามเดิม บุญ พุฒเนียม เกิดเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๔๑๕ โยมบิดาชื่อ หม่อม โยมมารดาชื่อ แก้ว มีพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน ๓ คน คือ ๑.นางแตะ พุฒเนียม ๒.นางคำ สุขวุ่น และ ๓.หลวงปู่บุญใหญ่

ในสมัยเด็กท่านมีความสนใจใฝ่ศึกษาในทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เมื่ออายุ ๑๒ ปี โยมบิดามารดานำไปฝากเป็นศิษย์ หลวงพ่อน้อย วัดป่ายาง ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและอักขระสมัยจนมีความรู้แตกฉาน และได้บรรพชาเป็นสามเณร พออายุครบ ๒๐ ปี ท่านได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์โดยมี หลวงพ่อน้อย วัดป่ายาง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาทางธรรมว่า “อินทปญฺโญ”

เมื่อดำรงอยู่ในสมณเพศแล้วท่านได้อยู่ปรนนิบัติหลวงพ่อน้อย พระอุปัชฌาย์ ตามธรรมเนียม ศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมควบคู่กันไป ต่อมาได้กราบลาพระอุปัชฌาย์ไปจำพรรษาที่วัดทุ่งเอี้ยง เพื่อจะได้อยู่ใกล้โยมบิดามารดา

ในปี ๒๔๕๓ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ วัดราชบพิธ เสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ ประทับที่วัดทุ่งเอี้ยง ได้ทอดพระเนตรเห็นเจดีย์เก่าองค์หนึ่งซึ่งชาวบ้านแถวนั้นเรียกกันว่า วัดป่าแก้ว ตรัสถามหลวงปู่ว่า “นั่นเป็นวัดหรืออย่างไร เห็นเจดีย์เก่าแก่อยู่”

หลวงปู่ได้กราบทูลว่า “เป็นวัดร้างมานานแล้ว ชาวบ้านเรียกว่าวัดป่าแก้ว”

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าจึงตรัสถามหลวงปู่บุญใหญ่อีกว่า “วัดร้างนั้นอยู่ในทำเลที่ดี อยู่บนเนินที่สูงไม่มากนัก อีกทั้งเจดีย์เก่าอยู่ ข้าพเจ้าว่าคงเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง น่าจะบูรณะซ่อมแซม และไปอยู่ที่นั่น ถ้าท่านจะไปบูรณะและไปอยู่จริงข้าพเจ้าจะตั้งชื่อให้ใหม่ว่า วัดเจดีย์คีรีวิหาร”

ในปีถัดมาหลวงปู่บุญใหญ่พร้อมด้วยชาวบ้านได้ช่วยบูรณะซ่อมแซมเจดีย์ อุโบสถและสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ขึ้นใหม่ เมื่อแล้วเสร็จจึงได้ย้ายมาจำพรรษา ณ วัดเจดีย์คีรีวิหาร โดยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระครูธรรมฐิติวงศ์คีรีเขตร” เจ้าคณะแขวงเอกเมืองพิชัย มณฑลพิษณุโลก สืบต่อตามลำดับ

สำหรับวัตถุมงคลที่ลงในคอลัมน์นี้เป็น เหรียญรุ่นแรก ที่สร้างขึ้นในคราวฉลองตราตั้งอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ ลักษณะเหรียญทรงกลม ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่บุญใหญ่ครึ่งองค์ ด้านหลังเป็นยันต์ “นะโมพุทธายะ” และ “มะอะอุ” บรรจุในตาราง เป็นเหรียญเนื้อทองแดง สนนราคาในปัจจุบันอยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ นับเป็นอีกหนึ่งเหรียญที่หาชมยากของจังหวัดอุตรดิตถ์

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/364841

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2562

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
พระเครื่อง,พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม,พระยอดขุนพล พิมพ์ นก-ปลา กรุสันธาตุ,พระผงของขวัญ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ,พระกริ่งบัวบาน พระอาจารย์นอง
เปิดอ่าน 2,728 ครั้ง

โดย… แล่ม จันท์พิศาโล

*** วันอาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๒ มี งานประกวดพระ ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยสระบุรี จัดโดย ชมรมพระเครื่อง จ.สระบุรี

** วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน มี งานประกวดพระ ทั่วประเทศ จัดโดยนิตยสารสุดยอดพระเครื่องเมืองสยาม ณ อาคาร บี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ

** วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายน งานประกวดพระ ทั่วประเทศ จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขา จ.ชลบุรี เขต ๑ ร่วมกับ ชมรมอนุรักษ์พระเครื่องศรีราชา ณ โรงเรียนดาราสมุทร รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ “พระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดย ทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์”

** ปฏิทินภาพพระเครื่อง ปีใหม่ ๒๕๖๒ ของ ท่านไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ เป็น ภาพพระสมเด็จ ที่ท่านได้สะสมมานานปี หลายองค์เป็น “พระในตำนาน” ไปแล้ว เนื่องจากไม่มีการหมุนเวียนในวงการอีกเลย จึงขอนำมาลงในคอลัมน์นี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ชม พระแท้องค์จริง องค์แรกวันนี้ คือ พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม มีคำบรรยายใต้ภาพว่า…พระสมเด็จ วัดระฆัง พิมพ์ฐานแซม มี ๓ พิมพ์ องค์นี้เป็นพิมพ์ที่พบเห็นได้บ่อยกว่าพิมพ์อื่นๆ พระสมเด็จ พิมพ์ฐานแซม จะมีเส้นแซมคั่นระหว่างฐานทั้ง ๓ ชั้น พระพิมพ์นี้ช่างแกะแม่พิมพ์ตั้งใจทำให้หน้าตักองค์พระเป็นแบบ “สมาธิเพชร” คือ ขาสอดไขว้กัน มีลักษณะคอดตรงส่วนกลางหน้าตัก หัวเข่าทั้ง ๒ ข้างใหญ่ตรงกลางหน้าตัก หน้าอกแม่พิมพ์นี้จะค่อยๆ ลาดเรียวลงไปหามือที่ประสานกัน ซึ่งแตกต่างกับอีกแม่พิมพ์ องค์นี้แม่พิมพ์คมชัด และผิวพระสมบูรณ์มากๆ

** พระยอดขุนพล พิมพ์ นก-ปลา กรุสันธาตุ (วัดติโลกอาราม) จ.พะเยา เนื้อดิน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๑ ศิลปะบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมืองในยุคนั้น เป็นพระยอดนิยมที่หาชมองค์แท้ๆ ได้ยากมาก ขนาดองค์พระกว้าง ๓ ซม. สูง ๖ ซม. สนนราคาหลักหมื่นกลางๆ ถึงแสนต้นๆ องค์นี้เป็นพระเเชมป์งานประกวดพระที่ รร.นรต.สามพราน เมื่อ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๒ ของ ซุย แม่จัน พี่ใหญ่แห่งเชียงราย

** พระผงของขวัญ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ รุ่น ๑ สร้างเมื่อปี ๒๔๙๓ จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ (เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์) หลวงพ่อได้ทำพิธีบรรจุพุทธานุภาพตามหลักวิชชาธรรมกาย ตลอดพรรษา พระผงของขวัญ รุ่นแรกมี ๑๐ แม่พิมพ์ มีทั้งเคลือบเชลแล็กและไม่ได้เคลือบเชลแล็ก องค์ในภาพนี้เป็นพิมพ์ ๗ เลี่ยมเงินเดิมจากวัด คลาสสิกมาก ของ ว่าที่ ร.ต.พรศักดิ์ ชัยนิรัติศัย (เล็ก หลักสี่) นักสะสมพระสวยแท้ดูง่าย

** พระกริ่งบัวบาน พระอาจารย์นอง วัดทรายขาว ปี ๒๕๓๔ สร้างขึ้นในโอกาส พระอาจารย์นอง มีอายุครบ ๖ รอบ ๗๒ ปี นับเป็น “พระกริ่งรุ่นแรก” ของท่าน โดยเรียกตามลักษณะของฐานที่เหมือนกับ “บัวบาน” มี ๒ เนื้อ คือ เนื้อเงิน และเนื้อนวโลหะ ด้านหลังตอกโค้ดดอกจัน ถัดลงไปมีข้อความ “วัดทรายขาว ครบ ๖ รอบ” ใต้ฐานตอกเลขไทยกำกับไว้ทุกองค์ องค์ในภาพนี้ เนื้อเงิน ของ กุ้ง หลักสี่ สายตรงพระอาจารย์นอง วัดทรายขาว

** พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ พิมพ์บัวรอบ ใต้ฐานลายเซ็น ปี ๒๕๐๘ จัดสร้างขึ้นเพื่อหาทุนสร้างอาคารเรียน โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ปัตตานี จำนวนสร้าง ๕,๐๐๐ องค์ เป็นพระหล่อโบราณ ในองค์พระบรรจุเม็ดกริ่ง ใต้ฐานองค์พระตอกตัวหนังสือ ๓ แถว อ่านว่า “วิสัยโสภณ” / “หลวงพ่อทวด” / “วัดช้างไห้” (ที่ถูกคือ “วัดช้างให้”) พระอาจารย์ทิม ทำพิธีปลุกเสกเดี่ยวภายในกุฏิเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๐๘ วันรุ่งขึ้นเปิดให้ทำบุญบูชาที่โรงเรียนและคลังจังหวัด องค์ละ ๓๐๐ บาท ถือว่าราคาสูงมากในสมัยนั้น องค์ในภาพนี้เป็นพระสภาพเดิมๆ ไม่ได้ใช้เลย ของ ไก่ ปอร์เช่ ผู้บริหารสถาบันการเงิน

** สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทร์ นามเดิม เจริญ สุขบท เกิดในรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๔๑๕ ที่ จ.ชลบุรี มรณภาพเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๙๔ สิริรวมอายุ ๘๐ ปี พรรษา ๕๙ เหรียญรุ่นแรก สร้างปี ๒๔๘๓ มี ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ทรงกลม และพิมพ์รูปไข่ ทั้ง ๒ พิมพ์สร้างด้วยเนื้อเงิน และเนื้อทองแดง ภาพนี้ เนื้อเงิน สวยสมบูรณ์คมชัดมาก ราคาเกิน ๓ ล้านบาท เนื้อทองแดงหลักแสนปลาย (ภาพจาก หนังสือ “พระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดย ทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์” รางวัลงานศรีราชา (๒๘ เม.ย.๖๒)

** สุขสันต์วันเกิด ท่านนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย พยัพ คำพันธุ์ ครบ ๖ รอบ ๗๒ ปี วันจันทร์ที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๒ จัดงานเลี้ยงฉลอง ณ ชั้น ๘ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน (เริ่ม ๑๖.๐๐ น.) งานนี้ขอความร่วมมือ งดรับของขวัญใดๆ ทั้งสิ้น สอบถามโทร.๐-๒๙๕๒-๗๘๙๘, ๐๘-๓๐๗๖-๖๙๑๙, ๐๘-๙๐๑๖-๑๐๓๖

** พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด…นะมัสเต ***

เจาะเวลาทะลุมิติหายไป ๑๖ ปีฤาษีชาม สรรพจักร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/364839

เจาะเวลาทะลุมิติหายไป ๑๖ ปีฤาษีชาม สรรพจักร

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
ฤาษีชาม สรรพจักร,พระเครื่อง,ตามรอยตำนานแผ่นดิน
เปิดอ่าน 4,445 ครั้ง

คอลัมน์…  ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee)

เรื่องจริงที่เล่าขานกันมานานปีของเมืองตรังเรื่องหนึ่ง ในกลุ่มผู้ที่สนใจใคร่รู้ใคร่ศึกษาสายไสยศาสตร์ไสยเวทของแดนใต้ คือเรื่องราวชีวิตสุดพิสดารของคุณตาชาม สรรพจักร หรือฤาษีชาม เพราะว่ากันว่า ท่านเคยหายตัวเข้าไปในถ้ำ บนเขาเจ็ดยอด เมืองตรัง ถึง ๑๖ ปี จนผู้คนที่อยู่ด้านนอกถ้ำ คิดว่า ท่านคงจะเข้าถ้ำหายไปและคงตายคาถ้ำไปเสียแล้ว แต่เข้าไปตามหาในถ้ำเท่าไรก็หาไม่เจอ

จนอยู่มาวันหนึ่ง ๑๖ ปีผันผ่านไป…ท่านเดินออกมาจากถ้ำแห่งนี้ ในรูปลักษณ์ที่ผิดแผกแปลกไป กล่าวคือ ผมและหนวดยาวถึงเท้าและมีวิชาไสยศาสตร์ไสยเวทติดตัวออกมามากมาย ท่านบอกว่า ไปเรียนจากเมืองบังบดมา

จนเป็นที่มาของคำเรียกท่านว่าฤๅษีชาม

เรื่องราวในตำนานหมอแหล่ บ้านควนยวน ผู้เป็นอีกหนึ่งในอาจารย์ของตาคล้อย จันทร์ศร ฆารวาสผู้เรืองอาคมอีกท่านหนึ่งของสายเขาอ้อ ก็เคยหายตัวไปอยู่ในถ้ำบนภูเขาหลายปีก่อนจะกลับออกมา แล้วบอกว่า ไปอยู่ในเมืองบังบด หรือเมืองลับแลมา จนมีเมียมีลูกด้วยกันและเมื่อออกมากลับมาอยู่เมืองมนุษย์แล้ว ลูกก็ตามออกมาช่วยเป็นเสมือนลูกกรอก ลูกกายทิพย์ แต่ภาษาของท่านเรียกว่า เป็นพับแพว คอยช่วยเหลือผู้เป็นพ่อไว้ใช้ลากผัวลากเมียที่มีชู้กลับบ้าน หรือช่วยในด้านเมตตามหาเสน่ห์ ฯลฯ

พระอาจารย์ประสูติ วัดในเตา

นั่นแสดงว่า เมืองบังบด มีอยู่จริงและมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทยหรือในดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ เพราะเปรียบเสมือนโลกอีกมิติหนึ่งที่ซ้อนกันอยู่กับโลกมนุษย์ปัจจุบัน เพราะอย่างในภาคเหนือก็มีเรื่องราวของเมืองบังบดหรือว่าเมืองลับแล ที่อุตรดิตถ์, ที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ฯลฯ

และหากเมืองบังบดมีอยู่จริงประตูทางเข้าเมืองนี้มีผู้เฝ้าอยู่และประตูมิติสุดอัศจรรย์นี่แหละที่ทำให้เกิดเรื่องราวของ ฤาษีชามขึ้น หลังจากที่ท่านได้ผ่านเข้าออกประตูบานนี้ที่เขาเจ็ดยอด

และกลายมาเป็นตำนานฤๅษีผู้วิเศษแห่งเมืองทับเที่ยง หรือว่า เมืองตรัง

ฤๅษีชาม สรรพจักร…นั้นขึ้นชื่อลือนามว่า เป็นผู้ที่มากด้วยเรื่องเวทมนตร์​คาถา ​ท่านไม่เคยกลัวใคร ท่านจะนับถือคำว่าพระสงฆ์อย่างน้อยต้องถึงอนาคามี คือเป็นพระสงฆ์ที่สำเร็จฌานขั้นสูง นอกนั้นท่านไม่นับถือ เพราะท่านบอกว่า พระสงฆ์ทั่วไปก็ยังมีกิเลสหนาเป็นแค่มนุษย์เสมอเรา

พิธีอาบน้ำให้ฤาษีชาม ซึ่งจะอาบปีละหนึ่งครั้ง

ท่านเคยเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า ท่านนับถือพระพุทธกกุสันโธเป็นใหญ่ ที่สุด เป็นครูใหญ่ของท่าน และท่านจะปฏิบัติตนเพื่อรอพบพระศรีอาริยเมตไตรย เมื่อครั้งที่เดินหายเข้าไปในถ้ำนั้น ท่านเรียนวิชากับฤๅษีในเมืองบังบด ท่านไม่รู้หรอกว่า วันเดือนปีที่หายไปอยู่นั้น มันยาวนานถึง ๑๖ ปี ตามเวลาของโลกมนุษย์

และอย่างที่เล่าไปแล้วว่า เมื่อเดินออกมาจากถ้ำ ท่านก็มีหนวดและผมยาวถึงเท้า จนกลายเป็นที่มาของชื่อฤๅษีชาม ในทุกเดือน ๕ หรือเดือนพฤษภาคมทุกปี จะมีการสรงน้ำท่าน

สรรพศาสตร์วิชาของฤาษีชามนั้น ว่ากันว่า ท่านเก่งเรื่องรักษาคนทุกชนิด ทั้งโรค ทั้งวิกลจริต แต่ที่เก่งที่สุดคือเรื่องเมตตามหานิยมจังงัง ท่านจับหัวใคร รับรองว่า คนนั้นจะลืมบ้านลืมชื่อตนเองในทันที

วิชาปลุกเสกหุงน้ำมันเสน่ห์ของท่าน เป็นน้ำมันที่เสกไม่มีการใส่มวลสารอันใดเพิ่มและไม่ใช่แค่น้ำมันขัน น้ำมันงา เท่านั้น น้ำมันอะไรก็ได้ขลังเช่นกัน เพราะท่านเคยบอกว่าจะขลังไม่ขลังได้นั้นมันขึ้นอยู่กับคาถาของท่านที่เสกแบบไม่เหมือนชาวบ้าน หมอไสยศาสตร์​ในตรังรุ่นหลังๆ ต่างรู้ดีว่าท่านเก่งอย่างไร เรียกง่ายๆ ว่าปรมาจารย์สายเมตตาโดยแท้ ถือว่าเป็นสุดยอดฤๅษีในตำนานเมืองตรังอีกท่าน

บุคคลหนึ่งที่เคยเข้าไปสัมผัสเรื่องราวของฤาษีชาม อย่างใกล้ชิดคือ เณรดอย ปิยภัทร สุดศิริ ฆารวาสรุ่นใหม่ของเมืองตรังแห่งบ้านนาท่ามใต้ เคยเล่าเอาไว้ว่า

ครั้งหนึ่งเคยไปสอบถามเรื่องราวของอาจารย์สีชาม สรรพจักร(ฤๅษีชาม) จากภรรยาท่านปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่และผมจะเอามารวบรวมกับเรื่องเล่าของชาวบ้านในสมัยนั้นด้วย…เรื่องเล่ามีอยู่ว่า

“ครั้งหนึ่งสมัยนายชามร่ำเรียนวิชาใหม่ๆ ชอบเข้าไปนั่งทำสมาธิและหาของดีตามป่าตามเขาและถ้ำเขาเจ็ดยอด อยู่มาวันหนึ่งท่านได้เข้าไปในถ้ำแล้วหายตัวเข้าไปในอีกเมืองหนึ่งหรือเมืองบังบด มีคนธรรพ์ ซึ่งท่านเข้าไปแล้วก็ได้อยู่ศึกษาเรียนวิชาต่างๆ กับคนธรรพ์เหล่านั้น ในความคิดท่านว่าเป็นเวลาแค่ไม่นาน ระยะเวลาไม่มาก…แต่ตรงกันข้ามในโลกปัจจุบันคนคิดว่าท่านหายไปไหนหลายวัน จนเป็นเดือนจนเป็นปีและหลายๆ ปี จนญาติท่านคิดว่าหายและหาไม่เจออีกแล้ว…

ส่วนตัวตาชามก็คิดว่าคนต้องตามหาท่านแล้วเพราะมาอยู่ที่นี่นานหลายวันจึงหลอกถามทางกลับจากคนธรรพ์แล้วได้หนีกลับมาโลกปัจจุบัน ตาชามเล่าให้เมียท่านฟังว่าท่านวิ่งเข้าถ้ำจากเมืองนู้นแล้วทะลุมาโลกปัจจุบัน เมื่อวิ่งออกมาปรากฏว่าวิ่งออกมาตรงหน้าผาพอดี ท่านวิ่งหยุดไม่ได้เลยกระโดดหน้าผา แต่โชคดีด้านล่างเป็นโคลนจึงรอดมาได้…ท่านกลับมาในโลกปัจจุบันนั้นครบ 16 ปีที่ท่านหายไป ปรากฏว่าหนวดและผมท่านยาวถึงดิน (ชาวบ้านเห็นท่านหนวดยาวผมยาวจึงได้เรียกชื่อท่านว่าฤๅษีชาม)…ท่านปรากฏตัวเป็นที่แปลกประหลาดแก่ชาวบ้านมากมาย

ท่านจึงเล่าเป็นเรื่องราวให้ชาวบ้านฟัง หลังจากท่านออกมาอยู่ตามปกติแล้ว วันหนึ่งมีคนธรรพ์ได้ตามท่านมาแล้วบอกว่าถ้าไม่อยากอยู่เมืองนู้นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าท่านอยากจะเรียนวิชาอะไรก็ให้ไปนั่งในถ้ำเขาเจ็ดยอดแล้วอธิษฐานคาถาจะปรากฏฉายกับผนังถ้ำให้จดตำราเอา ตาชามก็ได้ไปเรียนวิชาจากผนังถ้ำที่ว่าจนมีวิชาแปลกๆ มากมาย รักษาโรคแปลกๆ คนถูกของถูกกระทำ กระทำศัตรู เสน่ห์ต่าง ฯลฯ จนเป็นที่โด่งดังในสมัยนั้น

พอวันสงกรานต์จะมีชาวบ้านมาสรงน้ำให้ท่านทุกปี ท่านนับถือพระพุทธกกุสันโทนับถือธาตุสี่แรงจากธรรมชาติพระอาทิตย์พระจันทร์กำลังวันและปฏิบัติตนเพื่อหวังรอพบศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรย…ท่านเคยปั้นรูปเคารพไว้ในถ้ำรูปหนึ่งคล้ายพระพุทธเจ้า มีเม็ดพระศกห่มจีวร แต่เกศแบบฤๅษี บางคนถามท่านว่าเป็นใคร ท่านตอบว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ของท่าน บางคนเล่าลือว่าเป็นพระกกุสันโธ (รูปปั้นปัจจุบันยังมีอยู่)

ก่อนท่านฤๅษีชามจะตาย ท่านได้สั่งเสียกับเมียท่านไว้ว่าถึงตัวท่านตายท่านก็ไม่ได้ไปไหน อยู่แถวๆ นี้แหละ…หลังจากท่านตายไปแล้วท่านเคยสั่งห้ามนิมนต์พระมาสวดศพท่าน แต่ลูกหลานก็ทำให้ไม่ได้และจัดพิธีศพอย่างคนทั่วไป แล้วเอากระดูกท่านมาไว้ในรูปเหมือนท่าน…(ครั้งหนึ่งคนที่ผมรู้จักชื่อพี่เจ็กไปขอเช่าผ้ายันต์ของท่านที่เหลืออยู่จากเมียของท่านและเดินไปยังสำนักเก่าของท่านที่เป็นโรงเก็บไม้ เห็นผ้ายันต์เหมือนกันติดอยู่หน้าสำนักทำท่าจะหลุดเลยยื่นมือจะแกะ ทันใดนั้นได้ยินเสียงว่า “ไอ้ๆๆ” แล้วหันไปดูต้นเสียง ปรากฏว่าตาชามยืนอยู่แต่เห็นลางๆ แค่ท่อนเดียว ทำให้ตกใจวิ่งออกมาเล่าให้คนฟัง)

ครั้งหนึ่งสมัยท่านยังมีชีวิต อาจารย์ประเทือง อินทรทอง ก็เคยไปหาท่าน ไปดูท่านเสกน้ำมันเมตตา ท่านเสกง่ายแค่น้ำมันมะพร้าวเท่านั้นเสกทีละหลายๆ ขวด เสกจนน้ำมันเดือดพุ่ง เป็นที่แปลกใจแก่สายตาผู้ที่ดู และอีกหลายเรื่องที่คนเล่ากันว่าวิญญาณฤๅษีตาชามไม่เคยไปไหนตราบถึงปัจจุบัน…

กล่าวได้ว่า ตำนานนี้คือเรื่องจริงมีหลักฐานพยานบุคคลที่ทันยังเหลืออยู่หลายคนและหนึ่งในผู้ที่เคยได้เรียนวิชาอาคม โดยเฉพาะการปลุกเสกน้ำมันและสีผึ้งและวิชาโนราหน้าทอง…สืบสานตำราวิชาหน้าทองก็คือ พระอาจารย์ประสูติ วัดในเตา เมืองตรังนั้นเอง !!!!

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/364209

คมเลนส์ส่องพระ : วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2562

วันที่ 2 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
พระเครื่อง,คมเลนส์ส่องพระ,พระบูชาล้านนา แบบสิงห์ ๑,พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง กรุวัดนางพญา,พระชัยหม่อมมิตร สมเด็จพระสังฆราช แพ,พระลีลากลับด้าน หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว,เหรียญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงผนวช ปี ๒๕๒๑,พระปิดตา พิมพ์ปั้น หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์,พระปิดตาอาจารย์สีแก้ว วัดไทรใหญ่,พระปิดตามหา
เปิดอ่าน 2,454 ครั้ง

โดย… แล่ม จันท์พิศาโล วันที่

*** งานประกวดพระ งานแรกของเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ จัดโดย ชมรมพระเครื่อง จ.สระบุรี ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี อ.เมือง วันอาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๒

** งานประกวดพระ ทั่วประเทศ วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน จัดโดยนิตยสารสุดยอดพระเครื่องเมืองสยาม ณ อาคาร บี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ

** วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายน งานประกวดพระ ทั่วประเทศ จัดโดย สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขา จ.ชลบุรี เขต ๑ ร่วมกับ ชมรมอนุรักษ์พระเครื่องศรีราชา ณ โรงเรียนดาราสมุทร รางวัลพระชนะเลิศแต่ละรายการ หนังสือ “พระเครื่องล้ำค่าเมืองชล” จัดทำโดย ทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์”

** เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชศรัทธาออกผนวชในพระพุทธศาสนา โดยได้รับการถวายพระสมณนามว่า “วชิราลงฺกรโณ” ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดจนทรงลาสิกขาในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ ต่อมา มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดสร้าง เหรียญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงผนวช (วชิราลงกรโณ ภิกขุ) วัดบวรนิเวศวิหาร ปี ๒๕๒๑ ประกอบพิธีพุทธาภิเษกยิ่งใหญ่ เหรียญรุ่นนี้มีเนื้อทองคำ, เงิน และทองแดง เหรียญทรงผนวช เนื้อทองคำ เหรียญนี้เป็นของ อนุศักดิ์ กิตติศิริสวัสดิ์

** พระองค์แรกวันนี้ขอเริ่มด้วย พระบูชาล้านนา แบบสิงห์ ๑ ช่างเชียงใหม่ อายุประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ ปี ขนาดหน้าตัก ๘.๕ นิ้ว ลงรัก ชาด ทอง สวยงาม สภาพสมบูรณ์ เป็นพระของ เศรษฐสิริ อภิพรจีรภัทร์ (ต้อม บ้านธารทิพย์) จ.เชียงใหม่ ผู้ชำนาญพระบูชาล้านนา องค์นี้มีผู้สนใจอยากได้กันมาก แต่เจ้าของไม่ยอมเปิดราคา

** พระนางพญา พิมพ์เข่าตรง กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก ๑ ใน ๕ ของพระชุดเบญจภาคี สร้างขึ้นโดย พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระมเหสีของ พระมหาธรรมราชา และทรงเป็นพระราชมารดาของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้าง พระนางพญา ในคราวบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ช่วงปี ๒๐๙๐-๒๑๐๐ องค์นี้สภาพเดิมๆ สวยสมบูรณ์ คมชัดมาก เป็นพระของ รังสรรค์ ทับแก้ว (ดามพ์ สุพรรณ) กรรมการตัดสินพระชุดเบญจภาคี

** พระชัยหม่อมมิตร หรือ พระพุทธศิริวัฒน์ เป็นพระชัยวัฒน์ที่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ สร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๔๖๑ โดย สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ขณะครองสมณศักดิ์ที่ “พระพรหมมุนี” ประกอบพิธีเททองหล่อและพุทธาภิเษก ณ วัดสุทัศนฯ มีพระเถราจารย์ ๑๔ รูป สวดพุทธาภิเษกแผ่เมตตาพรหมวิหาร และ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า บริกรรมปลุกเสกตอนสุดท้าย จำนวนสร้าง ๓๗๓ องค์ ต่อมา ม.ร.ว.มิตรารุณ เกษมศรี ได้นำพระชัยวัฒน์รุ่นนี้มอบแก่ญาติมิตร จึงเรียกกันว่า “พระชัยหม่อมมิตร” ขนาดองค์พระกว้างประมาณ ๑.๐ ซม. สูงประมาณ ๑.๕ ซม. เนื้อนวโลหะกลับดำสนิท ที่ใต้ฐานมีรอยจารึกพระนามของพระพุทธเจ้า และพระอรหันตเจ้า แต่ละองค์ไม่ซ้ำกัน องค์นี้จารึกพระนาม “ปะทุมุตะโร” เป็นพระนามของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๓ พระชัยหม่อมมิตร องค์นี้เป็นของ ชรินทร์ สงขลา สนนราคาหลักล้านต้น

** พระลีลา หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว โดยทั่วไปจะลีลาไปทางซ้ายมือขององค์พระ แต่องค์นี้ลีลาไปทางด้านขวามือ จึงเรียกว่า พระลีลากลับด้าน (หรือ “พระลีลาสะดุ้งกลับ”=กลับร้ายเป็นดี) เป็นพิมพ์ที่มีน้อย องค์นี้เป็น พระเนื้อดิน สร้างประมาณ ปี ๒๔๗๒ สนนราคาหลักแสนกลางขึ้นไป เป็นพระติดรางวัลที่ ๑ งานตำรวจภูธรภาค ๗ (๑๒.๒.๒๕๖๐) ของ ภมร ภคอัครเลิศกุล (ตือ ประตูน้ำ)

** นับเป็นครั้งแรกที่ได้ลงภาพพระของ สถิต มหัทธนไพศาล เซียนพระอาวุโสแห่ง จ.ราชบุรี ผู้ชำนาญดูพระเครื่องหลายประเภท องค์นี้ คือ พระปิดตา พิมพ์ปั้น หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี เนื้อผงคลุกรักจุ่มรัก ปิดทองเดิมๆ ขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วลิสง ติดที่ ๑ งานสมาคมเมื่อ ๒ ปีก่อน และมีภาพอยู่ในหนังสือขายดี “ตามรอยตำนานพระปิดตามหามงคล” ของ ท่านนายก พยัพ คำพันธุ์ พระปิดตาพิมพ์นี้สร้างด้วยวิธี “ปั้นทีละองค์” ไม่มีแม่พิมพ์ แต่ละองค์จึงไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ทรงหรือขนาดองค์พระ ที่เหมือนกัน คือ เนื้อมวลสาร การลงรักจุ่มรัก และการปิดทอง ต้องเก่าได้อายุ องค์นี้เนื้อจัดมาก ประเภท “พระแท้ดูง่าย” แขวนได้สบายใจ

** พระปิดตาอาจารย์สีแก้ว วัดไทรใหญ่ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา (บางแห่งเขียนเป็น “ศรีแก้ว”) เป็นหนึ่งใน ห้าเสือพระปิดตาเมืองสงขลา รุ่นนี้สร้างในราวปี ๒๔๘๕ พิธีสร้างในถ้ำ โดยใช้มวลสารโลหะศักดิ์สิทธิ์หลายอย่างผสมกัน สร้างจำนวนน้อย เป็น พระปิดตามหาลาภ มีตัว “นะ” ตรงท้องและข้างหูทั้งสองด้าน ได้รับการจัดอันดับอยู่ในความนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ค่านิยมเล่นหา สวยๆ หล่อได้เต็มฟอร์ม รายละเอียดนิ้วมือชัดเจน ต้องว่ากันที่หลัก ๑-๒ แสนขึ้นไป องค์นี้เป็นพระของ เล็ก ระโนด นักสะสมแนวอนุรักษ์พระท้องถิ่น (พ่อท่านสีแก้ว กุลคุโณ มรณภาพวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๖ สิริรวมอายุ ๗๓ ปี)

** พระปิดตามหาลาภ หลวงพ่อเกษม เขมโก ปี ๒๕๑๘ ออกที่วัดประตูป่อง จ.ลำปาง มี ๓ เนื้อ คือ เนื้อทองคำ สร้างตามสั่งจอง, เนื้อนวโลหะ ๑,๙๙๙ องค์, เนื้อเงิน ๒๒๗ องค์ ออกแบบโดย ช่างเกษม มงคลเจริญ มีโค้ดรูป “เจดีย์” ตอกใต้ฐานพระทุกองค์ ตำแหน่งต่างกันแต่ละเนื้อ องค์นี้ เนื้อทองคำ ของ ต้น ลำปาง ราคาเช่าหา เนื้อทองคำ ๔-๕ แสนบาท, เงิน ๗-๘ หมื่นบาท, นวโลหะ ๑.๕-๒ หมื่นบาท ตามสภาพความสวยงามคมชัด

** หนังสือรวมภาพถ่ายแห่งกาลเวลา “หลวงปู่เผือก” วัดกิ่งแก้ว จัดทำโดย หมู วัดกิ่ง หนา ๔๘๐ หน้า ปกแข็ง พร้อมกล่องใส่สวยงาม สั่งจองได้ที่ หมู วัดกิ่ง โทร.๐๘-๗๐๙๕-๒๖๖๗, หอย ปากน้ำ โทร.๐๖-๒๘๙๗-๙๒๘๙, ก้อง กิ่งแก้ว โทร.๐๙-๖๗๘๙-๕๕๓๒…พิเศษ จองเล่มละ ๒,๕๐๐ บาท หลังจอง ๓,๐๐๐ บาท จองวันนี้ ถึง ๑๐ เมษายน ๒๕๖๒ รับหนังสือ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๒ ออกแบบและจัดพิมพ์โดยทีมงานนิตยสาร “พระท่าพระจันทร์”

** พบกับ คมเลนส์ส่องพระ ได้ใหม่ในวันเสาร์ต่อไป ขอขอบพระคุณ ทุกท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด…นะมัสเต ***

เล่าเรื่องยาสั่งสรรพวิชาด้านมืด!!จากเทือกเขาบรรทัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/364202

เล่าเรื่องยาสั่งสรรพวิชาด้านมืด!!จากเทือกเขาบรรทัด

วันที่ 2 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
พระเครื่อง,ยาสั่ง
เปิดอ่าน 6,844 ครั้ง

คอลัมน์… ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee)

ผมเชื่อว่าในโลกนี้สิ่งใดมีคุณสิ่งนั้นก็อาจจะมีโทษได้ ความรู้เรื่องยาก็เป็นเสมือนดาบสองคมเช่นกัน !

เพราะยาสมุนไพรนอกจากใช้รักษาโรคให้หายได้แต่ยาสมุนไพรก็คร่าชีวิตได้เช่นกัน หากคนใช้ใจอำมหิตใช้ความรู้ทางยาสมุนไพรเพื่อทำให้คนอื่นถึงแก่ความตาย

        ด้วยการใช้ยาสั่ง!!
ยาสั่ง! หลายคนสงสัยว่าดูละครเรื่องทองเอกหมอยาท่าโฉลงแล้วหมอผีอย่างหมอมั่น ใช้วิชายาสั่งจะเล่นงานทองเอกจนปู่ทองอินต้องรับเคราะห์ตายแทนด้วยยาสั่งในปลาย่าง งั้น….แสดงว่า สรรพวิชายาสั่งมีอยู่จริงหรือ? เท่าที่ผมรู้มาก็ต้องบอกว่ายังมีอยู่ให้เรารู้เห็น ยาสั่งเป็นเรื่องลึกลับเรื่องหนึ่งในด้านการแพทย์ในอุษาคเนย์เป็นสิ่งที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นวิธีวิทยาเชิงประจักษ์และเป็นเรื่องลึกลับไสยศาสตร์ อีกทั้งยังมีร่องรอยอยู่ในเอกสาร ทางประวัติศาสตร์ไม่น้อย….

อย่างในจดหมายเหตุวันวลิต เยเรเมียส ฟาน ฟลีต ได้บันทึกเรื่องราวการขึ้นครองราชบัลลังก์ของท้าวศรีสุดาจันทร์ พระสนมเอกของพระเจ้าไชยราชาเอาไว้ตอนหนึ่งว่า ใช้วิธีเจือยาพิษให้แก่พระสวามี จากนั้นจึงวางแผนปลงพระชนม์สมเด็จพระยอดฟ้า พระราชโอรสของสมเด็จพระไชยราชาด้วยการใช้เวทมนตร์และวางยาพิษ ซึ่งมีการตีความว่านั่นอาจจะเป็นยาพิษหรือยาสั่งก็เป็นได้

ซึ่งความจริงแล้วเรื่องการใช้ยาสั่งนี้มีอยู่ทั่วไปในทุกภาคเพราะมันคือการใช้วิชาการแพทย์การใช้สมุนไพรมาทำยาไม่ว่าจะเป็นทางภาคเหนือ อีสาน หรือทางอีสานใต้ เขมร ฯลฯ

แต่หากกล่าวเฉพาะทางภาคใต้นั้นมีการศึกษาเชิงลึกพบว่าเป็นสรรพวิชาที่ส่วนหนึ่งมาจากชาวป่า อย่างกลุ่มซาไกและถูกนำมาใช้ร่วมกับเวทมนตร์คาถาให้มีความขลังเข้มมากยิ่งขึ้น

โดยจะเป็นการใช้หนอน–ปิ้งและรากไม้บางชนิดมาตากแห้ง บดเป็นผงและจับตัว-(–ยักษ์) ที่ยังมีชีวิตมาหากจะให้ผู้ถูกยาสั่งกินอะไรตายก็เอาอาหารนั้นมาคลุกผงยาแล้วให้ตัวนี้กิน โดยยัดปากมันจนตายแล้วนำตัวมันมาปิ้งไฟจนกรอบแล้วบดเป็นผงไปโรยในอาหารให้คนที่ต้องการทำร้ายกิน เมื่อใดที่กินอาหารที่กำหนดไว้ก็จะเกิดพิษกำเริบถึงแก่ความตาย!!

เคยมีการศึกษาพบว่ายาสั่งจะมีระยะเวลาออกฤทธิ์ต่างกัน ช่วงออกฤทธิ์ตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1-2 ปี หากพ้นเส้นตายที่วางไว้ผู้ที่ถูกยาสั่งจะยังคงมีชีวิตรอดดังเดิม

จึงยังไม่มีใครสรุปได้ว่ายาสั่งเป็นวิชาไสยศาสตร์ผสมยาพิษ หรือยาพิษผสมไสยศาสตร์กันแน่ แต่ที่แน่ๆ วิชายาสั่งนั้นยากที่จะเผยแพร่ออกมาง่ายๆ เพราะถ้าเปิดเผยออกไปก็อาจเป็นอันตรายต่อตัวเองได้

ว่ากันว่าสำหรับอาการของผู้โดนยาสั่งระยะแรกอาการจะเหมือนคนปกติ ต่อมาร่างกายผอมแห้งแรงน้อย มีไข้ ถ้ารับประทานอาหารต้องห้ามตามที่ผู้สั่งกำหนดมา จะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดทันที มีอาการหงอยๆ เหงาๆ หรือท้องไส้ปั่นป่วน ทุรนทุรายเป็นบางครั้งแล้วหายไป เป็นๆ หายๆ ซึ่งคนโบราณจะรู้ว่าเป็นอะไร ตรวจชีพจรได้ หัวใจจะเต้นไม่เป็นปกติ เมื่อได้รับยาแก้อาการเหล่านั้นก็จะหายทันที

ผู้รู้ในศาสตร์ยาสั่งเคยเล่าให้ฟังผมว่าเทคนิคการตำ “ยาสั่ง” จะต้องดูฤกษ์ยามว่าขึ้นกี่ค่ำ แรมกี่ค่ำด้วย ส่วนมากจะตำกัน “วันดับ” ระหว่างตำจะมีการร่ายคาถาเวทมนตร์ มีตัวยาที่นิยมนำมาผสมหลายชนิด เช่น เปลือก แก่น หรือใบของต้น (ขอสงวนชื่อ) และใบ(—-)ป่า

แกเล่าว่าต้น “—” (ขอสงวนชื่อ) เป็นไม้เนื้อแข็ง ต้นสูงใหญ่ เมื่อรับประทานส่วนต่างของต้นนี้แล้วจะเกิดอาการเมา บางครั้งอาจเมาถึงแก่ความตายได้เมื่อรับประทานไปจำนวนมากๆ ชาวบ้านแถบเขาบรรทัดนิยมนำเนื้อไม้ของต้นไม้นี้มาเผาถ่าน เพื่อใช้ในการ “ตีมีด” เนื่องจากให้ปริมาณไฟที่ร้อนแรงมาก

แต่พิษฤทธิ์เมามันร้ายเหลือแม้แต่เห็ดที่งอกบนต้นนี้ก็ทำให้เห็ดนั้นเมาได้ ส่วนผสมอื่นๆ ที่นำมาผสมร่วมกันก็คือ “ใบ—ป่า” ลักษณะใบจะคล้ายกับ “ผักหวาน” แต่ลักษณะใบจะมีสีคล้ำกว่า เป็นพุ่มเตี้ย มีฤทธิ์เมา และ “ต้นตา—” แต่ต้นตา—จะมีฤทธิ์เมาไม่รุนแรงกว่าพืชตัวอื่นๆ

ส่วนผสมของยาสั่งที่ใช้ในบางจังหวัดในภาคใต้ มีดังนี้ 1.ใช้หนอนชนิดหนึ่งเกิดในป่าทึบในฤดูฝนหนอนชนิดนี้เรียกชื่อทางภาคใต้ว่าหนอน—-ปิ้ง

2.ใช้รากไม้ เนื้อไม้……
3.ใช้ตัวตะ—ขนาดใหญ่ ซึ่งมีชุกชุมในป่าบนเขาบรรทัด

ผู้รู้บอกว่าให้นำหนอน…..มาตากแห้งแล้วบดเป็นผงและจับตัว….เป็นๆ มาขังไว้ สมมุติว่าจะให้ผู้ถูกยาสั่งรับประทานเนื้อวัวตายก็ให้นำเนื้อวัวมาคลุกกับผงยาแล้วให้ตัว….กิน โดยยัดปากตัว…จนเต็มท้อง เมื่อตัว…ตายแล้ว ให้นำมาปิ้งไฟจนกรอบแล้วบดเป็นผงไปโรยในอาหารให้คนคนนั้นกิน เมื่อผู้นั้นรับประทานยาสั่งแล้ว ยาสั่งก็กระจายซึมอยู่ในกระแสเลือดของผู้นั้น และยังไม่เกิดปฏิกิริยาแก่ร่างกายอย่างไร

แต่หากผู้นั้นรับประทานเนื้อวัวเมื่อใดยาสั่งนั้นจะเกิดปฏิกิริยาเป็นพิษต่อร่างกายผู้นั้นทันที ผู้นั้นก็จะถึงแก่ความตายตามสั่ง!

เรียกว่าอยากจะให้รับประทานอะไรตายก็ใช้สิ่งนั้นเป็นสื่อกลางคลุกยาพิษให้ตัว….กิน ถ้าจะให้กินข้าวสุกตายก็ใช้ข้าวสุกคลุกยาพิษให้ตัว….กิน ไงล่ะ…นี่จึงเป็นที่มาของชื่อว่ายาสั่ง!

และหมอยาคนที่ทำก็สามารถจะทำให้เป็นแค่ยาสั่งสอน หรือยาสั่งตายก็ได้!! จะเห็นได้ว่าคนโบราณเราก็มีความฉลาดรู้จักปรุงยาสมุนไพรที่มีปฏิกิริยาทางเคมีรุนแรงร้ายกาจไม่แพ้แพทย์แผนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามมีความเชื่อว่ายาสั่งสามารถป้องกันได้โดยวัสดุที่เป็นโลหะเงิน หรืองาช้าง จุ่มลงไปในน้ำหรืออาหารเป็นการทดสอบก่อน หากสีเปลี่ยนเป็นสีดำ คือมียาสั่งเจือปน แต่ผู้รู้บอกว่าเอาแน่ไม่ได้เพราะคนที่ทำยาสั่งเก่งๆ จะหาทางป้องกันได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่รอดมาได้ก็ต้องมีวิชาติดตัว

หรือบางคนก็บอกว่ามีอีกวิธีที่จะพิสูจน์ว่าอาหารมียาพิษหรือยาสั่งเจือปน ให้ฝานหัวว่านขอทองแก้หรือว่านพญ่าปล้องทอง แก้บางๆ ใส่ลงไปในอาหาร หากว่านนี้หมุนเชื่อได้ว่าในอาหารนั้นมีพิษเจือปน ปัจจุบันยังเชื่อว่ายังมีการใช้ยาสั่งอยู่ในพื้นที่เชิงเขาบรรทัดทั้งสองฟากฝั่งพัทลุงและตรัง

แต่ว่ามียาพิษก็ต้องมียาแก้พิษยาสั่งนี้มีทั้งที่เป็นตำรับยาผสมและยาเดี่ยว ดังตัวอย่างบางขนานตำรับหนึ่งแก้ยาสั่งทางเขมรให้ใช้กันและมีการบันทึกกันเอาไว้คือใช้รากหญ้าแดงฝนกับน้ำซาวข้าวดื่มขับพิษ หรือใช้ปูนาและขมิ้นอ้อยมาตำให้แหลกคั้นเอาแต่น้ำ เอาน้ำสองสิ่งมาผสมกันให้ดื่มหรืออีกแขนงหนึ่งให้ใช้รางจืดประมาณ 12 ใบ ตำผสมน้ำซาวข้าวประมาณ 6 ช้อนโต๊ะ หรือจะใช้รากรางจืดฝนกับน้ำซาวข้าวให้ดื่มก็ได้ จะทำให้ผู้ถูกยาสั่งปลอดภัยได้ภายใน 1 ชั่วโมง

ซึ่งว่านพญาปล้องทอง (หรือชองระอา) เป็นไม้เถาขนาดกลาง เถาโตกว่านิ้วหัวแม่มือ มีปล้องเหมือนไผ่ ฝนกับน้ำกินแก้พิษได้ นอกจากนี้ยังเชื่อกันอีกว่าว่านนี้สามารถป้องกันของไม่ดีต่างๆ ที่มีคนกระทำในทางไสยศาสตร์ได้อีกด้วย บ้างก็นำมาทำปลัดขิกแขวนเอว เวลาฉุกเฉินหยิบใช้ได้ทันที

ครับ—ปัจจุบันเรื่องราวของยาสั่งอาจะดูจะเงียบไปจนมีฉากใช้ยาสั่งในละครทองเอกหมอยาท่าโฉลงนี่แหละแต่ผมอยากจะบอกว่าอาหารที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ก็เหมือนยาสั่งอยู่แล้วนะเพราะพืชผัก เนื้อสัตว์ อาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีก็เหมือนเรากินยาสั่งไปในตัวล่ะครับ!!

ป.ล.มีงานทางวิชาการของ อ.สุวิทย์ มาประสงค์ อยู่ชิ้นหนึ่งคือ ยาสั่ง : สั่งสอน สั่งตายจารีตการลงฑัณฑ์ของท้องถิ่นในชุมชนเขาบรรทัด พัทลุง ตรัง ก่อน พ.ศ.2500 ว่างๆ จะเก็บความมาเล่าให้ฟัง

พระปิดตาไม้แกะ’หลวงพ่อเบี้ย’วัดโคกพระเจดีย์ จ.นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/363420

พระปิดตาไม้แกะ’หลวงพ่อเบี้ย’วัดโคกพระเจดีย์ จ.นครปฐม

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
พระปิดตาแห่งเมืองนครปฐม,พระปิดตาไม้แกะ,หลวงพ่อเบี้ย,วัดโคกพระเจดีย์
เปิดอ่าน 1,879 ครั้ง

โดย…  ต้น อ้อมน้อย 

อีกหนึ่ง “พระปิดตาแห่งเมืองนครปฐม”  ที่หาชมได้ยาก และนิยมเป็นอันดับ ๒ รองลงมาจากสำนักวัดกลางบางแก้ว คือพระปิดตา พระอธิการเบี้ย ยสฺสสุวณฺโณ ใต้ฐานอุดผงบรรจุกระดาษสาลงยันต์ พิมพ์ฐานผ้าทิพย์ วัดโคกพระเจดีย์ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

ประวัติโดยสังเขป ชาติภูมิ นามเดิม เบี้ย จันทร์แจ่มใส เกิดเมื่อใดไม่ปรากฏการบันทึกไว้ ท่านเป็นบุตรชายของ หลวงพ่อธูป เจ้าอาวาสวัดโคกพระเจดีย์ รูปก่อน พื้นเพเดิมเป็นชาวบ้าน อ.เมือง จ.นครปฐม

เมื่ออายุครบอุปสมบท ได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ณ พัทธสีมา วัดบ้านยาง นามพระอุปัชฌาย์และพระคู่สวดไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่จากข้อสันนิษฐานตามที่สืบค้นประวัติ หลวงปู่ดี และ หลวงปู่จันทร์ วัดบ้านยาง ต้องอุปสมบทให้ท่านอย่างแน่นอน โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “ยสฺสสุวณฺโณ”

เมื่อดำรงอยู่ในสมณเพศแล้ว ท่านได้ไปจำพรรษากับหลวงพ่อธูป ผู้เป็นบิดาที่วัดโคกพระเจดีย์ จวบจนหลวงพ่อธูป มรณภาพในราว พ.ศ.๒๔๖๐ เศษ คณะสงฆ์ตลอดจนเหล่าทายกทายิกา ได้มีมติพร้อมใจกันแต่งตั้งให้ หลวงพ่อเบี้ย ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อมา

เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๖๖ ท่านได้ดำริที่จะสร้างอุโบสถเพื่อให้ภิกษุได้ใช้ทำสังฆกรรม จึงได้บอกบุญแก่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา โดยการทำ พระปิดตาไม้แกะ และเครื่องรางเพื่อสมนาคุณแก่ผู้บริจาคทรัพย์ในครั้งนั้น กล่าวกันว่าท่านลงมือแกะไม้ขึ้นรูปพระปิดตาด้วยฝีมือของท่านเองแทบทุกองค์ ใต้ฐานคว้านกลวง เพื่อบรรจุกระดาษสาลงอักขระยันต์ บางองค์ปิดทับด้วยผงพุทธคุณ ลงรักน้ำเกลี้ยงสำทับซ้ำอีกรอบ

นอกจากนี้ยังมี ตะกรุด และ ผ้ายันต์สำเภา (ผ้ายันต์ทำบุญผืนละ ๒๐ บาท) โดยได้ปัจจัยจากการบอกบุญมาทั้งหมดประมาณ ๑๓,๐๐๐ บาท มีโยม “อ่ำ” บ้านธรรมศาลา มรรคนายกวัด เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ตลอดจนชาวบ้านโคกพระเจดีย์ และละแวกใกล้เคียง ช่วยกันก่อสร้างอุโบสถจนสำเร็จ ในปีถัดมาจึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาและผูกพัทธสีมา จัดงานปิดทองฝังลูกนิมิตในปี ๒๔๖๗

นอกจากนี้ท่านยังได้สร้างศาลาการเปรียญตลอดจนถาวรวัตถุขึ้นอีกหลายอย่าง ต่อมาในราวปี ๒๔๙๕ หลวงพ่อเบี้ยได้มรณภาพลง มี พระธรรมธร (เปล่ง ยสฺสชาโต) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแทน

ตามไปดู… อ.เปลี่ยน หัทยานนท์ ทำพิธีเบิกไพรหาว่าน ๑๐๘ ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/knowledge/363257

ตามไปดู… อ.เปลี่ยน หัทยานนท์ ทำพิธีเบิกไพรหาว่าน ๑๐๘ ชนิด

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
อเปลี่ยน หัทยานนท์,พระเครื่อง,ทำพิธีเบิกไพรหาว่าน ๑๐๘ ชนิด,ตามรอยตำนานแผ่นดิน
เปิดอ่าน 1,009 ครั้ง

คอลัมน์… ตามรอย…ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี (facebook.com/ake.akeakkee) 

จะว่าไปแล้วหลายปีมานี้ การออกตระเวนหาว่านเพื่อนำมาใช้ในพิธีแช่ว่านรางยานั้น ทีมงานคณะศิษย์ของ พ่อครูเปลี่ยน หัทยานนท์ มักจะเดินทางไปที่บ้านตะแพน อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง ซึ่งไกลจาก อ.ควนขนุน ไปพอสมควร ที่ ต.เขาตะแพง อ.ศรีบรรพต หมู่บ้านแห่งนี้อยู่เชิงเขาอันเป็นเทือกเขาเดียวกับเขาปู่เขาย่า จากป่าทึบในอดีต ปัจจุบันก็ถูกปรับพื้นที่เป็นสวนยางพารา แต่ยังถือว่าเป็นแหล่งรวมว่านยาที่สายสำนักตักศิลามหาเวทเขาอ้อ ใช้มายาวนาน เพราะต้นว่านต่างๆ ยังมีอยู่มาก

การเดินทางก็จะแยกเลี้ยวจากถนนเอเชีย ขับไปทางสายแยกทุ่งข่า ถึงสี่แยกแพรกหา ก็เลี้ยวไปตามถนนลาดยาง ๖ กม. แล้วจากสี่แยกแพรกหา แล่นไปตามถนนลาดยาง ยาวอีกร่วม ๒ กม. ก่อนจะเลี้ยวลัดเลาะเข้าไปตามถนนลูกรังแล้วเข้าไปในป่าสลับสวนยางพาราของชาวบ้าน

และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทางทีมงานรายการโทรทัศน์ดาวเทียมมนต์พระเวท ก็ได้เดินทางไปถ่ายทำและบันทึกภาพไว้ด้วย ซึ่งผมก็จะเรียบเรียงมาเล่าให้ฟังกัน เพราะถึงแม้จะดูรายการหรืออ่านข้อมูลที่ผมนำมาเล่าให้ฟังก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะเดินตามรอยไปหาว่านกันเอง !?!

ถึงแม้ว่าพ่อครูเปลี่ยน หัทยานนท์ ฆราวาสเจ้าพิธีกรรมสำนักเขาอ้อ จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ออกเดินทางมาด้วยตัวเอง เหตุผลที่ท่านต้องเดินเท้าออกมาตามหาตัวว่านสมุนไพรเองเพราะไม่มีใครในคณะที่จะมีวิชาอาคมและรู้จักตัวว่านยาต่างๆ ได้เท่ากับตัวท่านเอง และเมื่อเข้าไปในป่าแล้วต้องมีการทำพิธีบวงสรวงเทพารักษ์ทั้งหลายด้วย

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะเก็บว่านยาต่างๆ ให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนมาตั้งแต่ครั้งอดีต โดยทั่วไปแล้วเมื่อไปถึงพื้นที่ก็จะมีการปูเสื่อและปูผ้าขาวทับทำเป็นมณฑลพิธีแล้วตั้งบายศรีปากชามหนึ่งคู่ พร้อมอาหารคาวหวาน เพื่อขออนุญาตในการเก็บตัวว่านยาชนิดต่างๆทั้ง ๑๐๘ ชนิด ตามตำราของเขาอ้อโบราณ

เรียกว่า ที่ ๑๒ ประกอบด้วยเครื่องคาวหวาน ๑๒ อย่าง พร้อมเหล้า ยาสูบ หมากพลู ยาเส้น น้ำเปล่า กล้วย อ้อย ถั่ว งา ขนมโค ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า น้ำสวรรค์ (น้ำมะพร้าว) สุรา และอื่นๆ ตามแต่จะหาได้

การเก็บว่าน ๑๐๘ ชนิด ในพื้นที่ป่าต้องทำพิธีบวงสรวงบอกกล่าวให้ถูกต้อง พ่อครูเปลี่ยน ได้อธิบายถึงการทำพิธีบวงสรวงเจ้าป่าเจ้าเขา เทวดาทั้งหลายไว้ว่า

เวลาไปที่ไหนก็ต้องขออนุญาต อย่างมาที่เขาตะแพน ก็ต้องขอทวดเขาตะแพน เพื่อขอเครื่องยาเพื่อไปทำพิธีแช่ว่านที่วัดเขาอ้อ ภาษาภาคกลางเรียกว่า พิธีแช่ว่าน แต่คนใต้เราเรียกพิธี ลงราง แช่ยา ส่วนใหญ่จะทำพิธีลงรางให้ที่ไหล่เขา เขาอ้อ ส่วนในถ้ำฉัททันต์นั้น น้อยครั้งจะทำพิธีแช่ว่านรางยา นอกจากจะศิษย์วงในหรือบุคคลสำคัญจริงๆ

“เวลาเข้าป่ามาเก็บว่านก็ต้องทำพิธีบวงสรวงเทวดา เจ้าป่าเจ้าเขาเจ้าถ้ำ พระแม่ธรณี ถ้าเราไม่ทำพิธีบอกกล่าวก่อน เราจะเจอปัญหาหลายอย่าง บางทีก็หาไม่เจอ มองไม่เห็น หาไม่ครบ มันหลายอย่างปัญหาอุปสรรค บางทีไปเจองู เจออะไร มันหลายเรื่อง เพราะเหมือนกับว่าเราไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของเขาก่อน เราก็ต้องทำให้ถูกต้อง ทำตามขั้นตอน ทำตามธรรมเนียมที่ครูบาอาจารย์ของเราเขาทำมา สมัยก่อนอาจารย์ก็ทำพิธีใหญ่ เวลามากินว่านในป่าหรือมากินว่านเพชรหน้าทั่ง ตอนอาจารย์เอียด วัดดอนศาลา อาจารย์นำ อาจารย์ขุนพัน และอาจารย์แจ้ง เพชรรัตน์ เขามาทำพิธีกัน”

ในการทำพิธี เมื่อมีการปูผ้าข้าวเป็นมณฑลพิธีแล้วก็ตั้งบานศรีคู่ ตั้งเครื่องเซ่น ที่ ๑๒ แล้วจุดรูปเทียน บูชา อาจารย์เปลี่ยน ท่านจะนำมีดหมอ ด้ามแกะเป็นท้าวเวสสุวรรณ มันเป็นมีดประจำตัวของท่านมาวางไว้ข้างหน้าเพื่อป้องกันอาถรรพณ์ป่า แล้วตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งนะโม แล้วเริ่มสวดคาถาเสกตัวเอง “อิมังสัจจะวาจัง…ขอเชิญธาตุทั้งสี่ อัญเชิญเทวดา…ขอ…พุทธัง… …พระแม่ธรณี พระแม่คงคา พระเพลิง พระพาย…พระ…ขอเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์…..”

กล่าวสรุปโดยรวมว่า ท่านก็บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขา ปรากฏว่าในระหว่างประกอบพิธีอยู่นั้นมีฝูงผีเสื้อมาเป็นฝูงบินวนอยู่รอบๆ ยอดบายศรีทั้งสอง ซึ่งอาจารย์เปลี่ยนบอกว่า เป็นสัญญาณว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านรับรู้เจตนาของการทำมาพิธี เรียกว่าพอพ่อครูเปลี่ยนอ่านโองการบวงสรวง ถ้าท่านอนุญาตก็จะส่งสัญญาณที่ดีมาให้ได้รับรู้กัน บางทีก็มาในรูปแบบของฝูงผีเสื้อ ลูกไฟเล็กๆ หรือเสียงฝูงจั๊กจั่น ดังขึ้นมาสนั่น ขณะที่ทุกอย่างเงียบสงบ

จะว่าไปแล้วการหาว่านยาตามสูตรเขาอ้อนั้น นับวันจะหายากขึ้นทุกวัน ยิ่งที่บริเวณเขาอ้อนั้นเหลือน้อยมาก แต่ในสมัยโบราณนั้นถือว่าอุดมไปด้วยว่านสารพัดชนิดจะเรียกว่าภูเขาว่านก็ว่าได้ เพราะว่าใช้กันเยอะมาก ที่เรียกว่าว่าน ๑๐๘ ชนิด แต่ความจริงในการแช่ว่านแต่ละครั้ง มักใช้ว่านเกิน ๑๐๘ ชนิดเสียอีก มากกว่า ๒๐๐ ชนิด

และปรากฏว่า หลังจากบวงสรวงเสร็จก็มีการเก็บว่านต้นแรกขึ้นมา เรียกว่า หัวว่านปฐมฤกษ์ ซึ่งจู่ๆ พอพ่อเปลี่ยนอ่านโองการจบ ทีมงานหาว่านก็หันไปเห็นว่านกำลังพญาหนุมานขึ้นอยู่ไม่ไกลจากจุดนั้น ก็เลยไปขุดออกมาเป็นต้นแรก ถือว่า ว่านปฐมฤกษ์ของวันนั้น มีฤทธิ์ด้านคงกระพันชาตรี เหนียวและมีกำลังมาก ฆ่าไม่ตาย จากนั้นก็เริ่มเข้าป่าลึกเข้าไปเพื่อหาว่าน ซึ่งพ่อครูเปลี่ยนจะถือมีดหมออยู่ในมือข้างขวาตลอดเวลา ไม่นานก็เจอ ต้นเอาะดอกขาว หรือมะเดื่อดิน ชื่อบอกบอกอยู่แล้วว่า ต้นเอาะ ซึ่งก็ไปพ้องกับชื่อของวัดเขาอ้อ หรือในโบราณที่เรียกกันว่า วัดเขาเอาะ

จากนั้นการหาว่านคือ พ่อครูเปลี่ยนจะเดินดูไปเรื่อยๆ มองไปตามสุมทุมพุ่มไม้ ต้นไหนเป็นว่านที่ท่านจะใช้ก็จะชี้ให้ลูกศิษย์ไปขุดเอามา โดยที่ท่านจะยืนกำกับและบริกรรมคาถาอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าจะเป็นว่านกลีบม้าหรือกลีบแรด ที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคฝีกาฬและมีคุณด้านคงกระพันชาตรี, ว่านไม้ค้อนตีหมา ที่เป็นเหมือนเถาวัลย์ บางชนิดหัวว่านจะฝังอยู่ลึกมากก็จะเอาเพียงลำต้นของมันแทน, ว่านพญาคุ้ม, ว่านพุดเหล็ก ที่มีคุณด้านอยู่ยงคงกระพัน ขึ้นมาโชว์ให้ดูว่าในบริเวณเป็นป่าที่ว่านอยู่มากมายจริงๆ ฯลฯ

ซึ่งทุกครั้งที่ออกไปตระเวนเก็บว่านยา ลูกศิษย์หลายคนก็เคยเล่าให้ผมฟังว่า มักจะมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นเสมอ รวมไปถึงเมื่อครั้งที่ทีมงาน รายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมนต์พระเวท ไปสังเกตการณ์ก็เจอเหตุการณ์ คือ รู้สึกว่า ตอนที่ไปถึงบริเวณนั้นแรกเหมือนจะไม่มีต้นว่านอะไรเลย เป็นเพียงป่าธรรมดาๆ แต่หลังจากประกอบพิธีไปเรียบร้อยแล้ว เหมือนทำพิธีเบิกไพร เปิดทางแล้ว ปรากฏว่า เดินไปทางไหนก็เจอแต่ต้นว่านมากมายให้ทีมงานเก็บใส่กระสอบได้เต็มท้ายรถกระบะถึงสองคันรถ ราวกับว่าก่อนหน้านั้นมีอะไรมาบังตาไว้ให้มองไม่เห็น

…แต่เมื่อมีคนถาม พ่อครูเปลี่ยนท่านก็หัวเราะเบาๆ แต่ไม่พูดอะไร