Great Place To Work® เผย 30 สุดยอดองค์กรน่าทำงานแห่งปี 2025 จุดประกายยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

Great Place To Work® เผย 30 สุดยอดองค์กรน่าทำงานแห่งปี 2025 จุดประกายยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

Great Place To Work® เผย 30 สุดยอดองค์กรน่าทำงานแห่งปี 2025 จุดประกายยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

Great Place To Work® องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านวัฒนธรรมองค์กร  เผยรายชื่อ Best Workplaces™ in Thailand 2025 อย่างเป็นทางการภายในงานแถลงข่าวและพิธีมอบรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ณ โรงแรม Millennium Hilton Bangkok เพื่อเฉลิมฉลองให้องค์กรที่เป็นแบบอย่างแห่งความไว้วางใจ ความเท่าเทียม และภาวะผู้นำที่ให้ความสำคัญกับ “คน” ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกอุตสาหกรรม

Great Place To Work ได้เข้ามาจัดตั้งในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนที่กำลังเติบโตของประเทศ ในการสร้างองค์กรที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรและมีความเชื่อมั่นในระดับสูง (High-Trust Organizations) โดยการขยายเข้ามาในประเทศไทยนี้ Great Place To Work® มุ่งหวังที่จะเสริมศักยภาพให้กับบริษัทในท้องถิ่นด้วยมาตรฐานสากลและกระบวนการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากทั่วโลกซึ่งจะช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร, ส่งเสริมความไว้วางใจและการมีส่วนร่วม และขับเคลื่อนความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

ในปีแรกของการจัดอันดับในประเทศไทย เสียงจากพนักงานกว่า 59,000 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงานเกือบ 97,000 คนทั่วประเทศ ได้มีส่วนร่วมในการจัดอันดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงผลักดันที่เพิ่มขึ้นขององค์กรต่าง ๆ ที่มุ่งมั่นในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นพื้นที่แห่งความไว้วางใจและมีประสิทธิภาพสูง

รายชื่อ Best Workplaces in Thailand 2025 ได้ยกย่ององค์กรที่โดดเด่นจำนวน 30 แห่ง จากสามประเภท ได้แก่ องค์กรขนาดใหญ่ (พนักงาน 1,000 คนขึ้นไป), องค์กรขนาดกลาง (พนักงาน 100-999 คน) และองค์กรขนาดเล็ก (พนักงาน 10-99 คน) ซึ่งองค์กรเหล่านี้ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับการสร้างสรรค์สถานที่ทำงานที่มีพื้นฐานอยู่บนความไว้วางใจ, การทำงานร่วมกัน, และความใส่ใจ

ภายใต้แนวคิดของงานในปีนี้คือ “Change Happens Here” (การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่นี่) เป็นการยกย่ององค์กรที่กำลังกำหนดนิยามใหม่แห่งอนาคตของการทำงาน ด้วยความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และการให้ความสำคัญกับบุคลากรอย่างไม่เปลี่ยนแปลง (หรือ อย่างแน่วแน่) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความไว้วางใจก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ

ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยความไว้วางใจและภาวะผู้นำที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง

ภายในงานมีผู้นำองค์กรระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล และผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เข้าร่วมเพื่อเฉลิมฉลององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม การสร้างสรรค์นวัตกรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน

คุณเอเวลิน เควก (Evelyn Kwek) กรรมการผู้จัดการ Great Place To Work ประจำภูมิภาคอาเซียนและออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ กล่าวในสุนทรพจน์สำคัญ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของการสร้างความไว้วางใจในการสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งว่า:

“การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากผู้คนที่รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับการเคารพ และได้รับความไว้วางใจ องค์กรที่เราเฉลิมฉลองในวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อผู้นำให้ ‘คน’ อยู่ในหัวใจของทุกการตัดสินใจ องค์กรจะไม่เพียงปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่จะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วย”

แนวคิดนี้ยังสะท้อนผ่านการเสวนาแบบเป็นกันเอง (Fireside Chat) ซึ่งมีผู้นำจากองค์กรที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Best Workplaces มาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและแนวทางปฏิบัติในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้พนักงานรู้สึกมีพลังในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

การคัดเลือกที่อิงจากการวิจัยผ่านการประเมินผลอย่างเป็นระบบ

รายชื่อ Best Workplaces in Thailand 2025 ได้มาจากการประเมินผลตอบรับลับของพนักงานผ่านแบบสำรวจ Trust Index™ ของ Great Place To Work® ซึ่งวัดองค์ประกอบหลักของวัฒนธรรมองค์กร ความไว้วางใจในฝ่ายบริหาร, ความภาคภูมิใจในงาน, และความผูกพันกับเพื่อนร่วมงาน

กระบวนการประเมินพิจารณา จากเอกสารอธิบายโครงการและนโยบายของบริษัทรวมถึงมาตรการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เท่าเทียม ครอบคลุม และเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกันภายในองค์กร.

องค์กรที่ได้รับการคัดเลือกไม่เพียงมีคะแนนความไว้วางใจสูงเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึง “ความสม่ำเสมอของประสบการณ์เชิงบวก” ในกลุ่มพนักงานที่หลากหลาย ซึ่งพิสูจน์ว่าองค์กรที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงคือองค์กรที่เป็น “Great Place To Work For All™”

ในการคัดเลือกว่าองค์กรแบบไหนคือ “สถานที่ทำงานยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศไทย”ทาง Great Place To Work® ได้นำกระบวนการประเมินที่เข้มงวดและได้มาตรฐานเดียวกันกับที่ใช้ในการจัดอันดับชื่อดังระดับโลกอย่าง “Fortune 100 Best Companies to Work For®” ในสหรัฐอเมริกา และ “Fortune World’s 25 Best Workplaces” ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1998 มาใช้

ก้าวสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “Change Happens Here”

แนวคิดของปีนี้สะท้อนความจริงที่ทรงพลังว่า “อนาคตของการทำงาน” ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม  แต่มันกำลังเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ องค์กรที่ได้รับรางวัลในปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การเปิดรับการเปลี่ยนแปลงและให้ “คน” อยู่ในศูนย์กลางของทุกการตัดสินใจ คือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันนวัตกรรม ความคล่องตัว และการเติบโตอย่างยั่งยืน

คุณ Evelyn Kwek กล่าวเสริมว่า องค์กรที่ได้รับการยกย่องในปีนี้แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในโลกยุคใหม่ไม่ได้วัดจากตัวเลขผลประกอบการเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากความไว้วางใจ ความเห็นอกเห็นใจ และเป้าหมายร่วมกัน  “พวกเขาตอกย้ำให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่นี่ ที่ซึ่งผู้นำเลือกที่จะนำด้วยการคำนึงถึงบุคลากรเป็นสำคัญ”

-(016)

KTSC ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE

KTSC ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE

KTSC ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.46 น.

KTSC มองดีมานด์ดิจิทัลท่องเที่ยวไทย–อาเซียนยังขยายตัว ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE ที่โตต่อเนื่อง

ศูนย์ส่งเสริมสตาร์ทอัพการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Startup Center: KTSC) เปิดเผยภาพรวมตลาดล่าสุดว่า โครงสร้างการท่องเที่ยวไทย–อาเซียนขยับเข้าสู่ยุคที่ระบบดิจิทัลเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของธุรกิจมากขึ้น ตั้งแต่การจองไปจนถึงการบริหารหลังบ้าน ทั้งจากฝั่งผู้บริโภคที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ และจากฝั่งผู้ประกอบการที่ต้องการระบบหลังบ้านที่แม่นยำกว่าเดิม โดยสัญญาณหลายด้านสะท้อนว่าตลาดเปิดรับผู้เล่นเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มจากเกาหลีที่มีจุดแข็งด้านระบบจัดการแบบเรียลไทม์และการประมวลผลด้วย AI

ข้อมูลจากหลายสำนักระบุว่า มูลค่าการจองท่องเที่ยวออนไลน์ในอาเซียนเกิน 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ¹ และอัตราการใช้บริการออนไลน์อาจแตะ 74%¹ ในระยะใกล้ ขณะเดียวกัน ตลาดเทคโนโลยีการท่องเที่ยวทั่วโลกมีมูลค่าราว 11,100 ล้านดอลลาร์² และอาจขยายสู่ระดับ 18,700 ล้านดอลลาร์² ตามการเติบโตของบริการเชิงประสบการณ์

สำหรับไทย เซกเมนต์ที่เติบโตเด่นคือ MICE และ Mega Event ซึ่งเคยมีมูลค่าราว 6,930 ล้านดอลลาร์³ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากจำนวนงานในเมืองหลักที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านการเดินทาง การจัดสรรที่พัก และการประสานงานหน้างาน ขณะเดียวกัน ตลาดแพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัลของไทยประเมินว่ามีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์⁴ สะท้อนว่าดีมานด์เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็นโครงสร้างตลาดที่กำลังแข็งแรงขึ้น

จากทิศทางดังกล่าว KTSC ระบุว่า สตาร์ทอัพเกาหลีด้านเทคโนโลยีการท่องเที่ยว 5 ราย ได้แก่ GroundK, RIAD Corporation, ND Soft, TripBuilder และ Nanugi World ได้เข้ามาเคลื่อนไหวในไทยมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างจับคู่พันธมิตรเชิงลึก และบางรายเริ่มทดสอบระบบกับผู้ประกอบการไทยแล้วในรูปแบบ Proof of Concept (PoC) ทั้งในระบบบริหารการเดินทางงานอีเวนต์ การจับคู่ที่พัก การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการวางแผนท่องเที่ยวที่ใช้ข้อมูลและ AI

GroundK ระบุว่าตลาด MICE ไทยต้องการระบบควบคุมการเดินทางแบบเรียลไทม์มากขึ้น ขณะที่ RIAD Corporation เห็นว่าการประสานงานระหว่างโรงแรมและผู้จัดงานยังมีช่องว่างที่ระบบ AI สามารถเข้ามาช่วยได้ทันที ด้าน ND Soft ชี้ว่าความต้องการสื่อสารหลายภาษายังคงสูงในเมืองท่องเที่ยว ส่วน TripBuilder มองว่าพฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยนเร็วทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกในการแนะนำบริการมากขึ้น ขณะที่ Nanugi World เห็นโอกาสในโปรแกรมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนในหลายประเทศ

KTSC ระบุว่าหน้าที่ของศูนย์คือจัดทำข้อมูลตลาด เชื่อมต่อผู้ประกอบการไทย และช่วยให้สตาร์ทอัพเกาหลีเข้าใจระบบการทำงานจริงของอุตสาหกรรมในไทย ซึ่งช่วยให้ผู้พัฒนาระบบสามารถปรับโซลูชันให้ตรงความต้องการได้เร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสที่เทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดย KTSC มองว่าการเข้ามาของผู้เล่นจากเกาหลีจะช่วยเพิ่มตัวเลือกด้านเทคโนโลยีให้ตลาด และเป็นแรงเสริมต่อศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระดับภูมิภาค

-(016)

เริ่มแล้ว Song Wat Week 2025 เปิดประสบการณ์ ‘วาดเฉดสีใหม่’ ให้ทรงวาด

เริ่มแล้ว Song Wat Week 2025 เปิดประสบการณ์  ‘วาดเฉดสีใหม่’ ให้ทรงวาด

เริ่มแล้ว Song Wat Week 2025 เปิดประสบการณ์ ‘วาดเฉดสีใหม่’ ให้ทรงวาด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทศกาล “Song Wat Week 2025” เปิดประสบการณ์สร้างสรรค์ ปลุกย่านประวัติศาสตร์ ทรงวาดให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยจัดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบเป็นเวลา 4 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 20 – 23 พฤศจิกายน 2568 นี้ ภายใต้แนวคิด “WHERE HERITAGE MEETS CREATIVITY” ที่มุ่งเน้นการหยิบยกเรื่องราวดั้งเดิม และมรดกอันล้ําค่าที่มีอยู่จริงในพื้นที่ มาพบปะกับความคิดสร้างสรรค์และมุมมองของคนรุ่นใหม่ เพื่อ “วาดเฉดสีใหม่” ต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ที่ยังคงเสน่ห์ของทรงวาดไว้อย่างลงตัว เทศกาลในปีนี้จึงเชิญชวนให้ผู้มาเยือนได้มาร่วมสํารวจย่านทรงวาดในมิติที่สนุก และโลดแล่นกว่าเดิม

ไฮไลต์สําคัญในปีนี้คือ “Made in Song Wat : The Long Table” กิจกรรมสุดพิเศษที่ขอชวนมาร่วมอิ่มเอม กับจิตวิญญาณของย่านทรงวาด ผ่านการ “ลิ้มรสทรงวาด” จากการคัดสรรอย่างพิเศษโดย เชฟแพม พิชญา และเชฟปิง สุรกิจ ร่วมกับพลังของผู้ประกอบการร้านอาหาร และคาเฟ่ชื่อดังภายในย่านกว่า 21 ร้าน อาทิ Potong, เอฟวี(F.V), Rong Klan Nuea, Khaosan Sek, อีกา (E_ga | Local Thai), Chata-ชะตา, HUGS songwat, Soak, La Malifeta, Panwat, ทรงเวียด (SongViet), Gaeng Sod (Chef Ton), Hor Fun, Mandarin Tea House, Lucky Ngou 65, Agar Raga, Arteasia, Casa Formosa Taiwan Tea House, Khiri Thai Tea, Jeen Coffee Bar และ Hit the Road ร่วมกันรังสรรค์เมนูพิเศษรวมกว่า 24 เมนูซึ่งได้รับแรงบันดาล ใจจากเรื่องราว วัตถุดิบ และตัวตนของผู้ประกอบการในย่านเพื่องาน Song Wat Week ปีนี้โดยเฉพาะ

อีกไฮไลต์ที่มีตลอด 4 วันเต็ม ทุกบานประตูทั่วทั้งย่านจะเปิดต้อนรับผู้คนให้เข้าไปดื่มด่ํากับงานอาร์ตดีๆ ที่แทรกตัวอยู่ตาม ตึกเก่า พบกับนิทรรศการศิลปะหลากหลายรูปแบบทั่วย่านทรงวาด อาทิ Yenyen Herb Store, Shade of Artisan, Song Wat Tales, Remind 1953, Beat and Brew, The Song Wat Darkroom, Tra Baihor The Secret Garden, The Moon Guide House และพบกับเซอร์ไพรส์สุดพิเศษจาก Monchichi at Song Wat Week

Song Wat Week 2025 เชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “เรื่องเล่าที่มีชีวิต” บทใหม่ของทรงวาด เทศกาลที่จะปลุกทุกประสาทสัมผัสของคุณให้ตื่นตัว เติมพลังสร้างสรรค์ให้เต็มเปี่ยม และสร้างความทรงจําดีๆ ร่วมกัน ระหว่างวันที่ 20 – 23 พฤศจิกายน 2568 นี้ ติดตามข่าวสาร ไฮไลต์และตารางกิจกรรมทั้งหมดได้ที่  Facebook: Song Wat Week,  Instagram: Song Wat Week  และ  TikTok: Song Wat Week

นักวิชาการมหิดล ยืนยัน ‘นมไทย’ คุณภาพระดับสากล แนะคนไทยเลือกดื่มนมอย่างรู้เท่าทัน

นักวิชาการมหิดล ยืนยัน ‘นมไทย’ คุณภาพระดับสากล แนะคนไทยเลือกดื่มนมอย่างรู้เท่าทัน

นักวิชาการมหิดล ยืนยัน ‘นมไทย’ คุณภาพระดับสากล แนะคนไทยเลือกดื่มนมอย่างรู้เท่าทัน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กว่าจะเป็น “นมไทยหนึ่งกล่อง” ไม่ง่าย นักวิชาการคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  ระบุ “โปรตีนสูง” หรือ “แคลเซียมสูง” ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด พร้อมแนะ“นมสด” หรือ “นมผง” ต้องเลือกอย่างไร รวมทั้งแนวทางการดื่มนมในแต่ละวัย

ผศ.ดร. สุภัทร์ ไชยกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า นมไทยทุกกล่อง ผ่านกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดในทุกขั้นตอนก่อนถึงมือผู้บริโภค ยืนยันคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล อยากขอแนะนำให้คนไทยดื่มนมอย่างรู้เท่าทัน โดยอ่านฉลากเพื่อเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้สารอาหารเหมาะสมกับสุขภาพและช่วงวัย พร้อมโชว์นวัตกรรมโภชนาการจากนมไทย ที่ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ในราคาที่เข้าถึงได้ ภายใต้สัญลักษณ์แบรนด์ Mahidol Collection โดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหิดล กับบทบาทสำคัญในการผลักดัน ส่งเสริม และเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมาตรฐานสูง สร้างโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงและร่วมมือพัฒนานวัตกรรมคุณภาพจากมหิดลได้อย่างมั่นใจ

กว่าจะเป็น “นมไทยหนึ่งกล่อง”

ผศ.ดร.สุภัทร์ อธิบายว่า กระบวนการผลิตนมในประเทศไทย อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมปศุสัตว์ และ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) โดยโรงงานนมทุกแห่งต้องผ่านมาตรฐาน GMP ซึ่งควบคุมตั้งแต่สุขลักษณะของฟาร์ม วัตถุดิบ การขนส่ง ไปจนถึงกระบวนการบรรจุและการเก็บรักษา โดยฟาร์มโคนมที่จำหน่ายน้ำนมให้กับโรงงานผลิตต้องผ่านการรับรองคุณภาพวัตถุดิบ และมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบทุกล็อตก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ส่วนโรงงานขนาดใหญ่หรือผู้ผลิตนมรายหลักอื่น ๆ ในประเทศ จะมีการยกระดับมาตรฐานเพิ่มเติม เช่น HACCP, ISO 17025, และบางแห่งยังได้รับมาตรฐาน Codex Alimentarius ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางที่ใช้ในระดับโลก

ในกรณีที่นมมีการเสริมคุณค่า เช่น แคลเซียม วิตามินดี หรือโปรตีนสูง ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตามมาตรฐานการกล่าวอ้างสารอาหาร ของ อย. โดยข้อมูลที่ระบุบนฉลาก เช่น “โปรตีนสูง” หรือ “แคลเซียมสูง” ต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐาน และมีหลักฐานยืนยันว่ามีสารอาหารตามเกณฑ์ที่กำหนดจริง

“กระบวนการตรวจสอบและควบคุมมาตรฐานเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่า นมที่ออกจากโรงงานในประเทศไทยทุกกล่องปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการตามที่ระบุไว้บนฉลาก เพราะข้อมูลทุกบรรทัดไม่สามารถใส่ได้ตามความเชื่อ แต่ต้องผ่านผลการวิเคราะห์จริงจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองคุณภาพระดับประเทศ”  ผศ.ดร. สุภัทร์ กล่าว

“นมสด” หรือ “นมผง” ต้องเลือกอย่างไร?

มีความเชื่อว่านมสดให้คุณค่ามากกว่านมผง ซึ่งไม่ถูกต้องเสมอไป ผศ.ดร. สุภัทร์ อธิบายว่า ทั้งน้ำนมโคสดแท้และนมที่ผลิตจากนมผงคืนรูปสามารถให้สารอาหารใกล้เคียงกันได้หากผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน “ที่จริงแล้วนมผงก็คือนมสดที่ผ่านกระบวนการทำให้เป็นผง โดยถึงแม้ขั้นตอนการผลิตนมผงบางครั้งอาจทำให้โปรตีนหรือวิตามินบางส่วนในน้ำนมหายไปเพียงเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตามผู้ผลิตก็สามารถตรวจสอบ ควบคุม และเติมสารอาหารเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายหรือ Finishing Goods ของนมผงมีสารอาหารหรือประโยชน์เทียบเท่ากับนมวัวได้ สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการเลือกดื่มนมหรืออาหารใดๆ คือผู้บริโภคควรรู้ว่าเรากำลังบริโภคอะไรอยู่และเราต้องการสารอาหารอะไรจากสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นการจะบอกว่าอันนี้ดีกว่าอันนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสูตรหรือยี่ห้อ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการอะไรและสารอาหารนั้นเหมาะกับร่างกายเราหรือไม่”

ทั้งนี้ อาจารย์แนะนำให้ใช้ข้อมูลบนฉลากโภชนาการ เป็นเครื่องมือสำคัญในการเลือกบริโภคนมและอาหาร เพราะฉลากจะระบุชัดเจนถึงปริมาณ โปรตีน ไขมัน และคอเลสเตอรอลต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งหากเข้าใจข้อมูลเหล่านี้จะสามารถเลือกดื่มนมให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละช่วงวัยได้

แนวทางการดื่มนมในแต่ละวัย

เด็กเล็ก (1–3 ปี): ดื่มวันละ 2 แก้ว เพื่อเสริมสร้างกระดูกและฟัน, วัยรุ่น: ดื่มวันละ 1–2 แก้ว เพื่อเพิ่มแคลเซียมและโปรตีนสำหรับการเจริญเติบโต, วัยทำงาน: ดื่มวันละ 1 แก้ว หรือเลือกสูตรไขมันต่ำ, ผู้สูงอายุ: ดื่มวันละ 2 แก้ว เน้นสูตรแคลเซียมสูง และหากมีอาการท้องอืด ควรเลือกสูตร ปราศจากแลคโตส

จากน้ำนมไทยสู่ผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ พร้อมการรับรอง Mahidol Collection

หนึ่งในผลงานที่สะท้อนศักยภาพของนมไทยอย่างชัดเจน คือการต่อยอดน้ำนมโคไทยสู่ผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ โดยทีมวิจัยของ ผศ.ดร.สุภัทร์ ไชยกุล ภายใต้ความร่วมมือกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยใช้น้ำนมโคไทยคุณภาพสูงที่ปราศจากแลคโตสผสมกับโปรตีนข้าวกล้องไทยที่ย่อยง่าย เพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์นำเข้าราคาแพงจากต่างประเทศ ที่ผ่านมาอาหารทางการแพทย์ส่วนใหญ่ในไทยต้องนำเข้า ทำให้มีราคาสูงและเข้าถึงยาก แต่ผลิตภัณฑ์นี้สามารถจำหน่ายได้ในราคาประมาณ 49 บาทต่อมื้อ ซึ่งถูกกว่าผลิตภัณฑ์นำเข้าถึงสามเท่า และอยู่ระหว่างการยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็น อาหารทางการแพทย์ในอนาคต

“เราต้องการสร้างสูตรโภชนาการครบถ้วนที่ใช้ได้จริงสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ผลิตภัณฑ์นี้ใช้วัตถุดิบในประเทศทั้งหมด เพื่อให้ได้สินค้าคุณภาพดี ราคาเข้าถึงได้ และยังช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย” ผศ.ดร. สุภัทร์ กล่าว

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นสูตร Complete Formula ที่จัดสมดุลสารอาหารหลัก ได้แก่โปรตีนจากนมโคคุณภาพสูง ช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ, คาร์โบไฮเดรตจากข้าวกล้องไทย ซึ่งเป็นพลังงานย่อยช้า อิ่มนาน, และไขมันดีจากกรดไขมันไม่อิ่มตัว Omega 3, 6 และ 9 ที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้มีสัญลักษณ์แบรนด์ Mahidol Collection ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ยืนยันว่าเป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดล โดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหิดล มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและส่งเสริมการใช้แบรนด์ Mahidol Collection เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมาตรฐานสูง สร้างโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงและร่วมมือพัฒนานวัตกรรมคุณภาพจากมหิดลได้อย่างมั่นใจ

โปรตีนทางเลือกจาก “ไข่ขาว” อีกหนึ่งนวัตกรรมสุขภาพจากมหิดล

ถึงแม้นมจะเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพที่เข้าถึงง่าย อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจมีข้อจำกัดทำให้ไม่สามารถบริโภคนมได้ ดังนั้นโปรตีนจากแหล่งพลังงานอื่นจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ โดยอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยมหิดลคือการพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนคุณภาพสูงจากไข่ขาว โดย อ.ดร. ดลพร แซ่แต้ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าโปรตีนไข่ขาวเป็นโปรตีนคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน เหมาะกับผู้รักสุขภาพและผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีนอย่างเร่งด่วน เครื่องดื่มดังกล่าวให้โปรตีนเทียบเท่าการบริโภคไข่ขาว 4–5 ฟองต่อขวด ผ่านการทดสอบความพึงพอใจจากผู้บริโภคไทยกว่า 1,000 ราย และมีหลายรสชาติ เช่น โกโก้ กาแฟลาเต้ กรีนทีลาเต้ และชาไทย ดื่มง่าย ไม่มีกลิ่นคาว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ผลงานเหล่านี้ตอกย้ำบทบาทของสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะ “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” ที่นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสร้างผลลัพธ์จริงเพื่อช่วยแก้ปัญหาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย

ELLE FASHION WEEK 2025 ปักหมุดรันเวย์ประวัติศาสตร์เฉลิมฉลอง 80 ปี ELLE

ELLE FASHION WEEK 2025 ปักหมุดรันเวย์ประวัติศาสตร์เฉลิมฉลอง 80 ปี ELLE

ELLE FASHION WEEK 2025 ปักหมุดรันเวย์ประวัติศาสตร์เฉลิมฉลอง 80 ปี ELLE

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ ELLE Fashion Week 2025 สัปดาห์แฟชั่นทรงอิทธิพลและเก่าแก่ที่สุดของประเทศกลับมอีกครั้งาภายใต้การบริหารงานโดย อาลี ซีอานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมส ดิจิทัล จำกัด ผู้ถือครองลิขสิทธิ์ ELLE Thailand และ ELLE MEN Thailand สื่อแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศสที่ครองใจผู้อ่านมาอย่างยาวนาน พร้อมวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบการก่อตั้ง 80 ปี ของ ELLE

ELLE Fashion Week 2025 ได้ปักหมุด ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม จุดหมายเดิมเป็นปีที่สอง เพื่อสานต่อพันธกิจในการเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจอันไร้ขีดจำกัด และผลักดันศักยภาพของดีไซเนอร์ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีสากล ภายใต้คอนเซปต์ ‘LIFE – A Seed of Creativity, The Future of Fashion’ เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ให้เติบโตสู่อนาคต สะท้อนภาพความเชื่อมั่นในพลังแห่งความหลากหลาย เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ และการตีความนิยามอีกมิติของแฟชั่นซึ่งขับเคลื่อนด้วยชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คน ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่ แต่คือเรื่องราวและตัวตนที่ถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาบนรันเวย์

ความยิ่งใหญ่ตระการตาได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรชั้นนำ นำโดยพันธมิตรหลักอย่าง ICONSIAM แลนด์มาร์กระดับโลกซึ่งถือเป็นเดสติเนชั่นแห่งการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางแห่งแรงบันดาลใจระดับเวิลด์คลาสอย่างแท้จริง ร่วมด้วย Bobbi Brown แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกที่เชื่อมั่นเรื่องความสวยเรียบง่ายอย่างเป็นธรรมชาติ ให้คุณมั่นใจขึ้นในแบบที่คุณเป็น, Don Julio (ดอนฮูลิโอ) ลักชัวรี่เตกีล่าอันดับหนึ่งของโลกสำหรับทุกการเฉลิมฉลอง, Madame Fin น้ำหอมสัญชาติไทยที่รังสรรค์กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ นึกถึงความหอม นึกถึงมาดามฟิน, SLC Clinic & Hospital สถานเสริมความงามอันดับหนึ่งของไทยที่ได้รับการยอมรับ ด้วยประสบการณ์ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 21 ปี และ XPENG Thailand (เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ที่จะมาร่วมกันเนรมิตรันเวย์ให้สมบูรณ์แบบและผลักดันผลงานของเหล่าดีไซเนอร์แถวหน้าของประเทศ ที่มาร่วมกันเนรมิตรรันเวย์ในครั้งนี้ให้สมบูรณ์แบบและผลักดันผลงานของเหล่าดีไซเนอร์แถวหน้าของประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ

การสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการในคราวนี้ประกอบด้วย 12 โชว์ จาก 26 แบรนด์และดีไซเนอร์ไทยที่อัดแน่นด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ THEATRE, Hook’s by Prapakas, LA BOUTIQUE, ICONCRAFT x WISHARAWISH, TandT Presented by Madame Fin, NICHp, STUDIO UNKNOWN, EVERYWEEK.OUTFIT, HEIDI’S SECRET X LOPTEL, SILHOUETTE, MERGE, RENIM PROJECT, BLACKSUGAR และ Boy Scouts ELLE MEN Presented by XPENG ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างนำเสนอผลงานที่ตีความคอนเซปต์ ‘LIFE – A Seed of Creativity, The Future of Fashion’ ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง

ในปีแห่งการเฉลิมฉลองนี้มาพร้อมกับเซอร์ไพรส์ที่ทุกคนรอคอย กับโชว์พิเศษ Social Buzz รันเวย์ที่จะสร้างกระแสไปทั่วโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกบนรันเวย์ ELLE FASHION WEEK ของ 3 ดีไซเนอร์ไฟแรง ได้แก่ MERGE แบรนด์ขวัญใจเจนซีที่มีดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะตัว, RENIM PROJECT แบรนด์ที่สร้างนิยามใหม่ให้เสื้อผ้า Utility Wear ด้วยกระบวนการรักษ์โลก และ BLACKSUGAR แบรนด์สไตล์ avant-garde ร่วมสมัย และอีกหนึ่งโชว์สำคัญคือ Boy Scouts ELLE MEN Presented by XPENG การรวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ของ 12 แบรนด์เสื้อผ้าบุรุษและยูนิเซ็กส์ชั้นนำของไทย ประกอบด้วย MOO Bangkok, ISSUE Thailand, VVON SUGUNNASIL, Sretsis, ANURUQ, Dry Clean Only, INTIRA, 37°c Thirty-seven degrees, Good Mixer, House of UPA-IN, Atelier Pichita และ TAKARA WONG มาร่วมกันรังสรรค์กว่า 50 ลุค

‘ถ้ำมองของกรมพระกำแพง’ นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติครั้งแรกของโลก

‘ถ้ำมองของกรมพระกำแพง’ นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติครั้งแรกของโลก

‘ถ้ำมองของกรมพระกำแพง’ นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติครั้งแรกของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แกลเลอรี่ โอเอซิส (Gallery Oasis)  สุขุมวิท 43  ชวนผู้สนใจเข้าชมงาน “ถ้ำมองของกรมพระกำแพง” นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติ ครั้งแรกของโลก หนึ่งในโปรเจ็กต์พิเศษภายใต้“โครงการศิลปินในตู้” เปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์และศิลปะร่วมสมัยมาบรรจบกัน ผ่านผลงานภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติของ พลเอก พระบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน (พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร) พระบรมวงศานุวงศ์ผู้สนใจการถ่ายภาพอย่างลึกซึ้ง และเป็นหนึ่งในผู้บันทึกสังคมโลกผ่านสายตาชาวสยามยุคต้นศตวรรษที่ 20

นับเป็นครั้งแรกที่ภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติ (Stereoscopic Glass Plate Photography) อันทรงคุณค่าและหาชมยาก ที่ได้รับการจัดเก็บอย่างหวงแหนในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะในบริบทงานศิลปะร่วมสมัย ผลงานภาพถ่ายกว่า 100 ภาพ ที่ทรงฉายระหว่าง พ.ศ. 2451 – 2464 เผยให้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในสยาม อินโดจีน จีน และดินแดนอาหรับ ผ่านมุมมองของบุคคลผู้ร่วมขับเคลื่อนการสร้างทางรถไฟหลวงยุคบุกเบิก ภาพถ่ายเหล่านี้ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญของสยาม หากยังสะท้อนแง่งามของการจัดองค์ประกอบภาพ ความเป็นธรรมชาติของการกดชัตเตอร์ และสายพระเนตรที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม

ถ้ำมองของกรมพระกำแพง ไม่ใช่เพียงนิทรรศการภาพถ่าย 3 มิติ หากแต่เป็นการพบกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ประวัติศาสตร์กับศิลปะ สายพระเนตรกับสายตาผู้ชม ดังเชื้อเชิญให้เราตั้งคำถามว่า เรากำลังมองภาพ หรือกำลังถูกภาพมองอยู่กันแน่ นิทรรศการจัดแสดงที่แกลเลอรี่ โอเอซิส เข้าชมได้ทุกวันอังคาร – อาทิตย์ เวลา 11.00 – 20.00 น. (ปิดวันจันทร์)

ตาโปน ตาแห้ง อย่ามองข้าม ‘ไทรอยด์ขึ้นตา’ โรคอันตรายของเบ้าตาที่ควรรู้

ตาโปน ตาแห้ง อย่ามองข้าม ‘ไทรอยด์ขึ้นตา’ โรคอันตรายของเบ้าตาที่ควรรู้

ตาโปน ตาแห้ง อย่ามองข้าม ‘ไทรอยด์ขึ้นตา’ โรคอันตรายของเบ้าตาที่ควรรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจรู้จัก “โรคไทรอยด์” จากอาการน้ำหนักขึ้นลงผิดปกติ หัวใจเต้นแรง หรือเหนื่อยง่าย แต่รู้หรือไม่ว่า ไทรอยด์ยังส่งผลต่อดวงตาได้เช่นกัน โดยเฉพาะอาการตาโปน หนังตาบวม หรือแม้กระทั่งการมองเห็นเปลี่ยนไป โรคตาโปนจากไทรอยด์ หรือ Thyroid Eye Disease (TED) คือปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะส่งผลต่อภาพลักษณ์แล้ว ยังส่งผลกระทบชีวิตประจำวันได้

ไทรอยด์ขึ้นตาคืออะไร

แพทย์หญิง ภาวินี อมรพันธางค์ แพทย์ผู้ชำนาญการพิเศษ สาขาจักษุวิทยาTED โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อรอบลูกตาและเนื้อเยื่อในเบ้าตาเกิดการอักเสบ บวม และมีพังผืดตามมา จนเกิดอาการ “ตาโปน” หรือ “ตาอักเสบ” ซึ่งสัมพันธ์กับโรคไทรอยด์ โดยเฉพาะไทรอยด์เป็นพิษ (Graves’ disease)

สาเหตุของไทรอยด์ขึ้นตา

แม้ยังไม่เป็นที่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่อาการไทรอยด์ขึ้นตา สามารถเกิดจากปัจจัยดังนี้ เกิดร่วมกับโรคไทรอยด์เป็นพิษ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง พันธุกรรม คนในครอบครัวมีประวัติไทรอยด์ขึ้นตา มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และการสูบบุหรี่

อาการของโรค

เปลือกตาบวม แดง แสบตา ตาแห้งผิดปกติ น้ำตาไหลตลอดเวลา เห็นภาพซ้อน ตามัว ตาเข ตาเหล่

ในรายที่อาการรุนแรงมาก อาจสูญเสียการมองเห็น

แนวทางการรักษา

การรักษาไทรอยด์ขึ้นตามักรักษาควบคู่กับไทรอยด์เป็นพิษ โดยมีวิธีการรักษาดังต่อไปนี้ 1.รักษาแบบประคับประคองอาการ  ใช้น้ำตาเทียม น้ำยาหยอดตา หรือเจลเพื่อบรรเทาอาการตาแห้ง แสบเคือง 2.การใช้ยาในระยะอักเสบ  ยากลุ่มสเตียรอยด์ ใช้ในช่วงที่มีการอักเสบรุนแรง เพื่อลดอาการบวมและกดภูมิคุ้มกัน   3.การผ่าตัดในระยะโรคคงที่ เช่น ผ่าตัดลดความดันในเบ้าตา (orbital decompression) สำหรับผู้ที่ตาโปนมากหรือเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น ทั้งนี้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติ และการผ่าตัดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ควบคุมปัจจัยที่กระตุ้นอาการของโรค งดการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ การรักษาไทรอยด์ขึ้นตาไม่ใช่แค่เรื่องของยา หรือการผ่าตัด แต่เป็นการจัดการโรคอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การควบคุมระดับฮอร์โมน ดูแลสุขภาพดวงตา ไปจนถึงการปรับพฤติกรรม หากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยส่วนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติและมองเห็นได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง

สงสัยหรือต้องการปรึกษาอาการทางสายตา สามารถติดต่อนัดหมายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์จักษุวิทยาเฉพาะทาง ชั้น 3 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร. 02 836 9999 ต่อ *3621-2

คุณแหน : 20 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 20 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 20 พฤศจิกายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll เมื่อวันที่ 13-17 พ.ย. 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ เป็นการกระชับสัมพันธมิตรไมตรีที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ครบ 50 ปี…หนึ่งในสิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉลองพระองค์ของพระบรมราชินี ที่พระสิริโฉมงดงาม และสื่อถึงไมตรีจิตระหว่างสองแผ่นดิน ซึ่งทรงเลือกสวมใส่ระหว่างการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในจีน แต่ละชุดออกแบบอย่างประณีต ทั้งในด้านโทนสีถวายการไว้ทุกข์  ความงดงามที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมของไทย และความเคารพต่อวัฒนธรรมของประเทศเจ้าบ้าน ควบคู่กับการสะท้อนเอกลักษณ์ความงามแบบไทยได้อย่างลงตัว..ดีไซน์เนอร์ผู้รังสรรค์ฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมคือ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์  ส่วนชุดฉลองพระองค์ผ้าไหมไทย แบบเก๋ๆ โดยดีไซนเนอร์ชื่อดัง พิสิษฐ์ ศิริเหมะรัตน์  รวมทั้งสไตลิสต์ผู้รังสรรค์ผลงานถวายโดย นรีรัตน์ เตลาน ..

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในโอกาสเสด็จไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประทับคู่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ 20 พ.ย.15.00 น..

ll ครบรอบ 45 ห้องเสื้อพิจิตรา โดย  พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ ดีไซเนอร์คนเก่งและเจ้าของร้าน   จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดั่งดวงประทีปส่องสว่างนำทางให้ผ้าไทยกลับมามีชีวิตและเป็นที่ประจักษ์ในเวทีโลก ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและเผยแพร่ศิลปหัตถกรรมผ้าไทย พร้อมจัดแฟชั่นโชว์ จาก ระพี สู่ พิจิตรา  ร่วมสืบสานมรดกหัตถศิลป์ และจะได้อัญเชิญฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปจัดแสดงให้ทุกคนได้เข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 21-29 พ.ย. ที่ชั้น 1 เอ็มไลฟ์สไตล์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

ll พล.ต.ต.พรภัทร์-โสภา สุยะนันทน์  มีความสุขอยู่ที่เขาใหญ่  นอกจากทำหมู่บ้านจัดสรรที่ขายดิบขายดีหมดเกลี้ยงแล้วยังทำ Airbnb ให้เช่าด้วย…

ll ไม่น่าเชื่อว่าอายุครบ 100 ปี จรรย์สมร วัธนเวคิน ยังกระฉับกระเฉง สดใสแข็งแรงยืนตรง สวยงาม ทั้งความจำยังแจ่มใสคุยกับทุกคนที่พบเห็นอย่างสบายๆ  อยากรู้เคล็ดลับกราบเรียนถามได้..

ll อนุโมทนาบุญกับ วสวัฒติ์ วัฒนศิริสมบัติ พร้อมคณะที่ได้จัดทำโครงการสร้างอาคารโรงเรียนปริยัติธรรมวัดสวนดอก จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่  โดยมี ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญเหนือ เป็นประธานอุถัมภ์โครงการ  สำเร็จลุล่วงงดงามตามกุศลเจตนาเรียบร้อยแล้ว

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911-2187 ค.ศ. 1368-1644) อยุธยาตอนต้น

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911-2187  ค.ศ. 1368-1644) อยุธยาตอนต้น

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911-2187 ค.ศ. 1368-1644) อยุธยาตอนต้น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวงศ์หมิง (明朝  Ming Dynasty) เป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ครอบครองอำนาจเป็นเวลา 276 ปี และเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองโดยชาวจีนฮั่น  ก่อนที่จะถูกพวกแมนจูยึดครองและก่อตั้งราชวงศ์ชิง สมัยราชวงศ์หมิงตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองถึงพระเจ้าปราสาททอง

การก่อตั้ง ราชวงศ์หมิง ได้รับการก่อตั้งโดยจักรพรรดิหงอู่ (洪武帝Hongwu Emperor)  ซึ่งเกิดในครอบครัวชาวนายากจน และได้ขึ้นมาเป็นผู้นำการต่อต้านราชวงศ์หยวนของชาวมองโกล การปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จนำไปสู่การสถาปนาราชธานีที่นานกิง (Nanjing) ใน  พ.ศ. 1911 ราชวงศ์หมิงถือเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่มีความมั่นคง แต่ก็มีความเป็นเผด็จการสูงที่สุดในประวัติศาสตร์จีน    

มีบันทึกพงศาวดารราชวงศ์หมิงหรือหมิงสื่อลู่ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 1914 ระบุว่า เมื่อ พ.ศ. 1914  เจา-เอี้ยน-กู๋-ม่าน  (เจ้าอินทรกุมาร หรือเจ้านครอินทร์ ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระนครินทราธิราช) จากอาณาจักรเสียนหลอ (กรุงศรีอยุธยา) ได้เสด็จฯไปเมืองจีนพร้อมกับราชทูตจีนชื่อหลี่จงจิ้น และ เมื่อ พ.ศ. 1947 เรือสำเภาจากอยุธยามุ่งหน้าไปเกาะริวกิวของญี่ปุ่น ถูกพายุพัดไปยังเมืองฝูเจี้ยน ของจีน

จักรพรรดิหย่งเล่อ (永樂帝Yongle Emperor) ( พ.ศ.1945-1967) เป็นกษัตริย์ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์หมิง มีการย้ายราชธานีจากนานกิงไปยังปักกิ่ง และสร้างพระราชวังต้องห้าม (紫禁城) ที่งดงามและเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจจักรพรรดิจีนจนถึงปัจจุบัน

การเดินทางทะเลของนายพลเจิ้ง เหอ (鄭和Zheng He) ที่เป็นขันทีมุสลิมเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นในรัชสมัยจักรพรรดิหยงเล่อ   เจิ้ง เหอได้นำกองเรือขนาดใหญ่ออกสำรวจมหาสมุทรถึง 7 ครั้ง ระหว่างพ.ศ. 1943 ถึง 1976(ค.ศ. 1405-1433) ไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ตะวันออกกลาง และชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก  มีคำเล่าลือว่า  เมื่อพ.ศ.1951  เรือในกองเรือของเจิ้งเหอบางลำได้แล่นเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช(เจ้านครอินทร์) แผนที่เดินเรือของเจิ้งเหอ เรียกชื่อเมืองสงขลาว่า “ ซุ่ง-กู่-หนา”   เรียกปัตตานีว่า “ลังคะสุกะ”  และมีเส้นทางเดินเรือในอ่าวไทยไปถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา

สมัยราชวงศ์หมิง มีการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแกร่งของ กำแพงเมืองจีน ให้มีรูปแบบที่เรารู้จักในปัจจุบัน เพื่อป้องกันการรุกรานจากมองโกลทางเหนือ หนังสือพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์หมิง มีชื่อว่า หมิงสื่อลู่

พ.ศ. 2000  สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา   เอกสารพงศาวดารจีนราชวงศ์หมิง  “หมิงสื่อลู่” บันทึกว่า  ผู้อำนวยการกองจัดการฉางข้าวกรมนา กราบบังคมทูลราชสำนักเกี่ยวกับ “ทูตสยาม” ได้ซื้อบุตรหลานของชาวนาจีนที่ยากจนนำกลับไปเป็นข้าทาสรับใช้ที่เมืองสยาม   อันเป็นเรื่องน่าอับอายเสื่อมเสียเกียรติจีน   จึงกราบบังคมทูลขอให้นำเงินหลวงไปไถ่ตัว เนื้อหาที่บันทึกเอาไว้มีใจความว่า

 “เมื่อวันที่ ๑ เดือน ๖ ปีที่ ๑ แห่งรัชศกเทียนซุ่น [๒๒ มิถุนายน ค.ศ. ๑๔๕๗/พ.ศ. ๒๐๐๐] เฉินเจิ้น ตำแหน่งกงบู้ อุ่ยกวนจูซื่อ [ผู้อำนวยการกองจัดการฉางข้าวกรมนา] กราบบังคมทูลว่า ‘หม่าหวงเป้า ราชทูตจากประเทศสยาม ได้ซื้อบุตรหลานของชาวนาที่ยากจนเนื่องจากนาล่ม ที่มณฑลซานตง เพื่อนำกลับไปเป็นข้ารับใช้ ที่เมืองสยาม นี่ใช่ว่าต่ำช้าแลไม่รู้กฎเกณฑ์เท่านั้น ยังจักทำให้พวกอาณาจักรนั้นหัวเราะเยาะแลดูหมิ่นจีนด้วย จึงขอให้จัดส่งเจ้าพนักงานติดตามไปโดยด่วน เมื่อพบตัวแล้วที่หน่วยราชการที่พบเห็นให้นำเงินหลวงไถ่ตัวเด็กคืน หลังจากนั้นให้ส่งตัวกลับภูมิลำเนาไปอยู่กับครอบครัวเดิม’

พ.ศ. 2135 และ 2140  (ค.ศ. 1592 และ 1597) สมัยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช  และ ราชวงศ์หมิง เกิดสงครามอิมจิน Imjin War ( 壬辰倭亂 ) ระหว่างจีนญี่ปุ่นครั้งแรก ขณะนั้นญี่ปุ่นยุคเซ็นโกคุ ภายใต้การนำของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ยกทัพ 150,000 คนไปบุก เกาหลี  ซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของจีน โดยยกพลขึ้นบกที่ปูซานแล้วบุกยึดถึงกรุงโซลและเมืองเปียงยาง ในช่วงนั้นอาจมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการส่งกองทัพสยามไปช่วยจีนรบกับญี่ปุ่น   โดยมีบันทึกในเอกสารจีนว่า “หลังจากที่ญี่ปุ่นเข้าไปตีเกาหลีได้ สยามแอบเสนอจีนอย่างลับๆ ว่าจะส่งกองทัพไปบุกญี่ปุ่นเพื่อเป็นกำลังเสริมให้จีน โดยเสนาบดีกระทรวงกลาโหมคิดที่จะรับข้อเสนอนี้ไว้ แต่ข้าหลวงใหญ่มณฑลกวางตุ้งกวางสีชื่อเชียวเยี่ยนไม่เห็นด้วย เรื่องเลยตกไป”

มีเอกสารเกาหลีชิ้นหนึ่งให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในวันที่ 28 เดือน 9 ปี ค.ศ. 1592 (พ.ศ. 2192 รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง)…  เสนาบดีกระทรวงกลาโหมของจีน ได้เชิญเจิ้งคุนโช่ว ทูตเกาหลี และ “ล่ามที่ติดตามมากับทูตสยาม” แซ่หลี่ไปกินเลี้ยงที่บ้านของเขาที่ปักกิ่ง ล่ามที่ติดตามมากับทูตสยามได้แอบกระซิบกับล่าม (ซึ่งน่าจะเป็นคนเกาหลี) ว่า   “การที่ท่านเสนาบดีเชิญพวกเรามาอีกครั้ง ก็เพราะต้องการให้สยามส่งทหารไปช่วยจีนตีญี่ปุ่นเป็นแน่    (แต่) สยามเองมีลูกศรก็จริงแต่ยิงคนก็ยังไม่เข้า ดาบฟันก็ไม่ขาด ลูกปืนก็ไม่มีประสิทธิภาพ แล้วจะไปช่วยได้อย่างไร จะเอาอาวุธเหล่านี้ไปบุกญี่ปุ่นได้อย่างไร ถ้าจะไปประเทศของฉัน (สยาม ) ต้องออกจากกวางตุ้ง ผ่านริวกิว ประเทศฉันอยู่ทางขวา ญี่ปุ่นอยู่ทางซ้าย ระหว่างทางมีโขดหินและคลื่นลมแรง ไปทางเรือไม่ได้ จะต้องไปกวางตุ้งก่อนถึงจะไปถึงญี่ปุ่นได้”

รัชศกวั่นลี่ (ค.ศ. 1573-1620) ราชวงศ์หมิงเริ่มเห็นความสำคัญของสยามมากขึ้น มีการเพิ่มของกำนัลให้ทูตสยามที่มาถวายบรรณาการ รวมทั้งตั้งหน่วยงานแปลพระราชสาส์นของสยาม 

ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคม จีนสมัยราชวงศ์หมิงมีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างมาก การเกษตรพัฒนาขึ้น มีการปลูกพืชใหม่ที่นำมาจากต่างประเทศ  เช่น ข้าวโพด มันเทศ และถั่วลิสง ประชากรเพิ่มขึ้นจากประมาณ 60 ล้านคนในต้นราชวงศ์เป็นกว่า 150 ล้านคนในปลายราชวงศ์

มีการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาแบบเซรามิก โดยเฉพาะเครื่องลายคราม และผ้าไหมมีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก การค้าขายกับยุโรปเริ่มต้นขึ้นผ่านทางชาวโปรตุเกสและสเปนที่เดินทางมาถึงจีนในศตวรรษที่ 16

ราชวงศ์หมิงได้พัฒนาระบบการสอบจอหงวน เพื่อ เปิดโอกาสให้คนจากทุกชนชั้นสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้หากมีความรู้

ตั้งแต่กลางราชวงศ์หมิง จีนเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย การคอรัปชั่นในระบบราชการทวีความรุนแรงขึ้น ภาษีที่หนักเหินกดดันประชาชน การขาดแคลนที่ดินเนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ชาวมองโกลในภาคเหนือยังคงเป็นภัยคุกคามต่อเนื่อง ส่วนในช่วงปลายราชวงศ์หมิง ชาวแมนจูในแมนจูเรียได้ กลายเป็นศัตรูที่น่าเกรงขาม

ราชวงศ์หมิงล่มสลายใน พ.ศ. 2187 (สมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา)  เมื่อเกิดกบฏภายใน   แล้วชาวแมนจูเข้ามายึดครองและก่อตั้งราชวงศ์ชิง

โดย  อาทร  จันทวิมล

POP MART ชวนมาฉลองเทศกาลแห่งความสุขปลายปี เนรมิต POP LAND กับการปรากฎตัวครั้งแรกของ ‘MOKOKO’

POP MART  ชวนมาฉลองเทศกาลแห่งความสุขปลายปี  เนรมิต POP LAND กับการปรากฎตัวครั้งแรกของ ‘MOKOKO’

POP MART ชวนมาฉลองเทศกาลแห่งความสุขปลายปี เนรมิต POP LAND กับการปรากฎตัวครั้งแรกของ ‘MOKOKO’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

POP MART THAILAND ภายใต้การบริหารของ POP MART INTERNATIONAL ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย  อาร์ตทอยส์รายใหญ่ระดับโลก นำโดย ศิริพร แผลงจันทึก Country General Manager บริษัท ป๊อป มาร์ท (ประเทศไทย) ร่วมกับ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดโลกแห่งจินตนาการกับอาร์ตทอยส์สุดคิวต์กลางกรุงเทพฯ กับงาน “POP LAND EXCLUSIVE FESTIVE EVENT IN THAILAND” ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสปรากฏการณ์ความน่ารักระดับโลกในดินแดนแห่งความสุขจาก POP LAND ฉลองเทศกาลปลายปี บนพื้นที่รวมกว่า 1,000 ตร.ม. ที่ครอบคลุมสยามพารากอนและสยามเซ็นเตอร์

ภายในงานได้รับเกียรติจาก บี้–ธรรศภาคย์ ชี, กุ๊บกิ๊บ–สุมณทิพย์ ชี,น้องเป่าเปา – พอลลีน่า ชี, น้องเป่าเป้ย์ – ลาลิน่า ชี, ไปป์-มนธภูมิ สุมนวรางกูร และนิว – ชยภัค ตันประยูร มาร่วมสร้างสีสันให้กับชาวป๊อป

Outdoor Pop-Up Event ที่ใหญ่ที่สุดของ POP LAND ที่จะเปลี่ยนฤดูกาลแห่งความสุขนี้ให้กลายเป็นโลกแห่งจินตนาการ ท่ามกลางเหล่าคาแรกเตอร์สุดไอคอนิกจาก POP MART ที่แฟน ๆ ทั่วโลกต่างหลงรัก แนวคิดของ POP LAND เริ่มต้นจากกรุงปักกิ่งในปี 2023 ด้วยความตั้งใจที่จะบันทึกช่วงเวลาเล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่งดงาม และพาผู้คนย้อนกลับไปสัมผัสความสุขในวัยเด็กอีกครั้ง

สำหรับประเทศไทย POP LAND ถูกออกแบบให้ถ่ายทอดเสน่ห์ของ POP Culture ผ่านบรรยากาศสุดคิวต์ในทุกมุม พร้อมคาแรกเตอร์สุดพิเศษ “MOKOKO” ที่ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ด้วยคาแรกเตอร์ขนฟูสีชมพูที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความสุข สื่อถึงความอบอุ่น ความรัก และความบริสุทธิ์ โดยภายในงานจะมี คอลเลกชันลิมิเต็ด ให้แฟน ๆ และนักสะสมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด อาทิ MOKOKO Sweetheart Series, Spring Flower Series, Twinkly Fairy Tale Series รวมถึงไอเท็มหายากที่เคยสร้างปรากฏการณ์ SOLD OUT มาแล้ว

ภายในงานแบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก โดยเริ่มจาก POP LAND CASCADE อุโมงค์ตกแต่งด้วยเหล่า IPs จาก POP MART ตั้งแต่ชั้น G ของศูนย์การค้าสยามพารากอน สู่พาร์คพารากอน เหมือนหลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝัน, POP LAND CHRISTMAS TREE ครั้งแรกในประเทศไทยกับต้นคริสต์มาสจาก POP MART ที่ตกแต่งด้วยคาแรกเตอร์ขวัญใจแฟนๆ มากมาย เพื่อเติมเต็มความสุขและความสดใสในช่วงเทศกาลปลายปี, POP LAND CASTLE ปราสาทป๊อปแลนด์ ที่รวบรวม Big Figure คาแรกเตอร์สุดฮิตอย่าง MOLLY, SKULLPANDA, HIRONO และไฮไลต์ อย่าง MOKOKO Big Figure สูงกว่า 5 เมตร ที่รายล้อมด้วยเขาวงกต, POPSICLE ร้านไอศกรีม ที่เสิร์ฟเมนูสุดพิเศษเฉพาะประเทศไทย อาทิ ไอศกรีม TWINKLE TWINKLE TWIN MANGO YUZU (รสมะม่วงยูสุ) ไอศกรีมที่มีความหอมสดชื่นกับกลิ่นอายความเป็นไทย, ไอศกรีม SKULLPANDA รส Double Chocolate และ รส Cheesecake สองรสชาติซิกเนเจอร์สุดเข้มข้นที่สายหวานต้องลอง ปิดท้ายด้วยโซน POP SLIDE: Finding MOKOKO บ่อลูกบอลสีชมพูขนาดใหญ่ใจกลางสยามเซ็นเตอร์ ที่ให้ทุกคนร่วมค้นหาความลับของ MOKOKO พร้อมมุมถ่ายรูปสุดคิวต์ที่ห้ามพลาด

อีกหนึ่งไฮไลต์กับโครงการ POP DONATION ที่รวมคนป๊อปมาร่วมทำบุญ สร้างอาคารภาคบริการโลหิตแห่งชาติ ณ จังหวัดลพบุรี ที่ POP MART ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ร่วมส่งต่อโอกาสให้ผู้ป่วย บริจาคเงินสมทบทุนสร้างอาคารภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 2 ในจังหวัดลพบุรี เพื่อรองรับกับการขยายศักยภาพงานบริการโลหิตแบบครบวงจรเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ในการจัดหาโลหิตที่มีคุณภาพปลอดภัย ส่งต่อไปยังผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอและทันท่วงที  เพียงร่วมบริจาคผ่านระบบ e-Donation บัญชีสภากาชาดไทย บริจาคขั้นต่ำเพียง 100 บาท สามารถลดหย่อนภาษี ได้ถึง 2 เท่า โดยผู้บริจาคสามารถรับกล่องสุ่มสุดพิเศษจาก POP MART จำนวน 1 กล่อง ต่อการบริจาค (ของมีจำนวนจำกัด และแจกตามลำดับก่อนหลัง)

พบกับความสุขแบบเต็มขั้น POP LAND EXCLUSIVE FESTIVE EVENT IN THAILAND จัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่ 11 มกราคม 2569 ณ พาร์คพารากอน, สยามพารากอน และสยามเซ็นเตอร์ พร้อมกิจกรรมพิเศษตลอดช่วงเทศกาล โดยสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมและสินค้าได้ที่ Facebook: POP MART THAILAND, Instagram, Twitter และ TikTok: popmartth