ใช้ชีวิตวัยทองให้เป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572322

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ใช้ชีวิตวัยทองให้เป็นสุข

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ก็ชีวิตต้องอยู่กันไปอีกนานน่ะสิ หนึ่งในเคล็ดลับสำคัญคือการเข้าสู่วัยทองอย่างมีความสุข หลายคนมีความสุขกับวัยทอง แน่นอนย่อมจะมีความสุขกับชีวิตยืนยาวที่เป็นไป อย่ามองว่าวัยทองเป็นวัยทุกข์ ใช้ชีวิตวัยทองให้มีความสุขและใช้ชีวิตที่ยืนยาวนี้อย่างคุ้มค่ากันดีกว่า

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช เจ้าของหนังสือ “วัยทอง(ฉบับปรับปรุง)” แนะวิธีมองและคิดกับวัยทองให้เป็นสุข

1.ถือเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ดีๆ ที่ได้ทำมา

คุณผู้หญิงแทบทุกคนได้ทำงานอุทิศชีวิตทั้งเพื่อตนเอง ครอบครัว การงาน ฯลฯ เมื่อมาถึงจุดนี้ จึงเป็นช่วงวัยที่จะได้มีเวลาหยุดมอง ทบทวน คิดถึงสิ่งดีๆ ที่ทำมา ซึ่งจะก่อให้เกิดความสุขมหาศาล เช่นว่า ลูกทุกคนเรียนหนังสือจบหมด มีการงานที่ดี คิดถึงทีไรก็มีความสุข ความภาคภูมิใจ

2.ถือเป็นช่วงโอกาสที่มีสิ่งดีๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต

ในวัยนี้ คุณควรจะหย่อนการทำงานลงบ้าง หลายคนไปท่องเที่ยว หลายคนทำงานอดิเรกที่ชอบ หลายคนหันมาคุยกับกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกัน เช่น เขียนหนังสือ เล่นกีฬา เล่นดนตรี ท่องเที่ยว หลายคนได้หลานคนแรก

3.ถือเป็นช่วงที่เติมเต็มความฝันให้ชีวิต

บางคนกลับไปเรียนหนังสือ บางคนเรียนคอมพิวเตอร์ เรียนวาดรูป ปั้นถ้วยชาม อุทิศเวลาวาดฝาผนังโบสถ์วิหาร เขียนหนังสือ ออกกำลังกาย ฯลฯ บางคนได้รับเกียรติยศและชื่อเสียงจากงานอดิเรกที่ชอบเป็นของแถมด้วย

4.ถือเป็นช่วงที่ดีที่จะตรวจเช็กสุขภาพ

เป็นวัยที่การแพทย์เน้นให้ตรวจสุขภาพ นอกจากจะได้รักษาโรคตั้งแต่แรกเจอ ยังป้องกันโรคที่จะเกิดในวัยทองส่วนใหญ่ เน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การลดน้ำหนัก การออกกำลัง การลดความเครียด การเสริมวิตามิน แคลเซียม ฯลฯ ทั้งหมดนี้ช่วยให้เข้าสู่วัยทองอย่างมีความสุขขึ้น

5.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะได้ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและตกแต่งบ้าน

คงจำเวลาที่มีลูกตัวน้อยวิ่งเจี๊ยวจ๊าวได้ บ้านแทบไม่เป็นบ้าน โซฟาพัง ฝาผนังมีรอยขีดเขียน ห้องรกเลอะเทอะด้วยของเล่น เมื่อถึงวัยนี้ คุณสามารถเลือกมีความสุขด้วยการแต่งบ้านใหม่ ทำสวนในแบบที่ชอบ หรือเลี้ยงสัตว์อย่างมีความสุข

6.ถือเป็นช่วงเวลารื้อฟื้นความโรแมนติก

อย่าคิดว่าวัยทองคือวัยเรื้อความรัก การอยู่ด้วยกันมานานทำให้รู้จักและรู้ใจ มองผ่านความเปล่งปลั่งทางร่างกาย พบแต่ความสวยงามของการกระทำที่ดีต่อกัน ในวัยนี้หลายคู่ชวนกันไปเที่ยวฮันนีมูนรอบใหม่ บางคู่จัดพิธีแต่งงานอีกรอบ

7.ถือเป็นช่วงเวลาดูแลการเงินการคลังของครอบครัว

ถ้าก่อนวัยทองวางแผนการเงินไว้ดี เมื่อถึงวัยนี้ก็สามารถปล่อยมือจากเรื่องทำมาหากินได้บ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าเข้าสู่วัยทองขณะที่เศรษฐกิจไม่ดีนัก ก็ยังพอมีเวลาที่จะหาลู่ทางได้อยู่ วัยนี้ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความรักความอบอุ่นในครอบครัว วิธีใช้ชีวิต ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างด้วย

8.ถือเป็นช่วงเวลาดูแลตัวเอง

เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสกันหน่อย เช่น ถ้าผมเปลี่ยนสี ก็เปลี่ยนทรงเปลี่ยนสีให้เข้ากับบุคลิก เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว เสื้อผ้า รองเท้าให้แปลกให้ใหม่ไปเลย ซื้อของที่อยากได้ให้ตนเองและคนรัก

9.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะทำความรู้จักตัวเองให้ดี

เดินทางมาเกินครึ่งระยะทางของชีวิต จึงควรหันกลับไปมองอดีต สรุปประสบการณ์ บทเรียน เพื่อเตรียมการสำหรับอนาคต หลายคนหันมาศึกษาคำสอนทางศาสนา ฝึกสติ ฝึกจิต

10.ถือเป็นช่วงเวลาที่จะคืนสิ่งดีให้สังคม

คนวัยทองสั่งสมประสบการณ์อันมีประโยชน์ต่อสังคมมาก การอบรมลูกหลานให้เป็นคนดีในสังคมถือเป็นการได้ทำประโยชน์แก่สังคมขั้นที่ 1 การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่โกงกิน ถือเป็นประโยชน์ขั้นที่ 2 ยิ่งถ้าได้อุทิศตนทำประโยชน์แก่ชุมชนสังคมในสิ่งที่ถนัด ก็ยิ่งทำให้วัยทองมีคุณค่า

เรื่องราวล้ำค่า ความทรงจำแสนงดงาม ในแสตมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572321

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.

เรื่องราวล้ำค่า ความทรงจำแสนงดงาม ในแสตมป์

เรื่อง…มัลลิกา นามสง่า

ปัจจุบันการขนส่งในประเทศไทยมีหลายช่องทาง ส่งผลให้การส่งจดหมาย หรือไปรษณียบัตร (โปสการ์ด) เป็นช่องทางที่ถูกลดความนิยมลง แต่ใช่ว่าจะเลือนหายไปเสียทีเดียว เพราะเสน่ห์ของการเขียนจดหมาย การเขียนโปสการ์ดยังมีอยู่ ตัวอักษรบนกระดาษ ตราไปรษณียากรจากเมืองต่างๆ ที่ประทับลงบนไปรษณียากร (แสตมป์) ยังมีเรื่องราว มีความทรงจำ ที่หลายคนประทับใจ

แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาล้ำไปขนาดไหน หากแต่ในบางขณะบางสิ่งบางอย่างก็ยังดำเนินควบคู่ไปอย่างคลาสสิก มีความน่าหลงใหล และมีคุณค่าในตัวของมันเอง

“งานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561” (Thailand 2018 World Stamp Exhibition) ปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ สะท้อนให้เห็นว่า คนทั่วโลกยังคงให้ความสำคัญกับช่องทางการสื่อสารนี้แม้หลายคนอาจมองว่าเชื่องช้า ทว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับรายละเอียดของแสตมป์ซึ่งไม่ต่างจากผลงานศิลปะที่ประเมินค่ามิได้

เส้น สี ความหมาย ในแสตมป์

งานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 จัดภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยววิถีไทย ในยุคดิจิทัล 4.0” โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย (ปณท) ร่วมกับ สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทยฯ

มีประเทศสมาชิกของสหพันธ์ตราไปรษณียากรระหว่างประเทศ (F.I.P) จำนวน 95 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม และนักสะสมจากทั่วโลก ส่งแสตมป์มาจัดแสดง และส่งเข้าร่วมประกวด

ภายในงานผู้ชมจะได้เรียนรู้วิธีการเก็บรวบรวมสิ่งสะสมจากประเทศต่างๆ ว่ามีการเก็บสะสมกันในลักษณะใด เป็นแนวทางเพื่อต่อยอดการสะสมของนักสะสมชาวไทยต่อไป

ชมและประชันการประมูลสิ่งสะสมล้ำค่าหายากจากทั่วโลกกว่า 3,000 รายการ รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ที่เรียงรายมาให้ประมูลกันบนเวที

สิ่งสะสมชิ้นโบแดง ที่ปัจจุบันเหลือเพียงชิ้นเดียวในโลก มีมูลค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ ทั้ง “ต้นแบบแสตมป์พระบรมรูปทรงม้า” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

“จดหมายในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 1” ที่ยืนยันว่าประเทศสยามได้เข้าร่วมสงคราม “ตราประทับรถไฟ” มีที่การใช้งานกันตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และจดหมายที่ส่งจากประเทศสยามก่อนที่จะเริ่มมีกิจการไปรษณีย์ เป็นต้น

“สมร เทิดธรรมพิบูล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ได้อรรถาธิบายถึงแสตมป์ดวงแรกของโลก “เพนนีแบล็ก” (Penny Black)

“สำหรับแสตมป์ชนิดราคา 1 เพนนี สีดำ ที่นักสะสมเรียกกันทั่วไปว่าชุด เพนนีแบล็ก เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ผินพระพักตร์ข้างของสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย กษัตริย์อังกฤษในสมัยนั้น ซึ่งถือว่าเป็นแสตมป์ดวงแรกของโลก ออกใช้งานเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2383 โดยไม่มีฟันแสตมป์ และไม่มีกาวที่ด้านหลัง

เนื่องจากอังกฤษเป็นประเทศแรกที่ออกแสตมป์ สหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union หรือ UPU) จึงกำหนดให้อังกฤษเป็นชาติเดียว ที่ยกเว้นไม่ต้องพิมพ์ชื่อประเทศบนดวงแสตมป์ดังเช่นประเทศอื่นๆ

แสตมป์ชุดแรกของไทย ชื่อ “ชุดโสฬศ”เป็นพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับวันที่สยามเปิดให้บริการไปรษณีย์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2426

มีด้วยกัน 6 ราคา คือ หนึ่งโสฬส หนึ่งอัฐ หนึ่งเสี้ยว หนึ่งซีก หนึ่งเฟื้อง หนึ่งสลึง แสตมป์ชุดนี้ออกแบบและพิมพ์ที่บริษัท วอเตอร์โลว์ แอนด์ ซันส์ (Waterlow And Sons) กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร”

ไปรษณียบัตรส่วนพระองค์ สมเด็จพระเทพฯ

อีกหนึ่งนิทรรศการสำคัญภายในงาน คือ ไปรษณียบัตรส่วนพระองค์ “สมเด็จพระเทพฯ” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานมาให้จัดแสดง

ประกอบไปด้วยไปรษณียบัตรส่วนพระองค์ จำนวน 191 ใบ และไปรษณียบัตรที่พระราชทานเป็นพิเศษสำหรับจัดแสดงภายในงานเป็นครั้งแรก จำนวน 20 ใบ

แบ่งเป็น 2 ชุด คือ ชุดวันอนุรักษ์มรดกไทย และชุดสะสมจดหมายเหตุการณ์เดินทาง (Record Of Journey) ที่ทรงลงลายพระหัตถ์ส่งถึงพระองค์เอง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ เช่น ไปรษณียบัตรทรงเขียนส่งจากกรุงโดโดมา ประเทศแทนซาเนีย

ไปรษณียบัตรทรงเขียนส่งจาก มณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) สาธารณรัฐประชาชนจีน ไปรษณียบัตรทรงเขียนส่งจากกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ไปรษณียบัตรทรงเขียนส่งจาก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นอาทิ

“เมธินทร์ ลียากาศ” หนึ่งในคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน และกรรมการที่ปรึกษาการอนุรักษ์ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ และผู้ถวายงานจัดเก็บตราไปรษณียากรและสิ่งสะสมส่วนพระองค์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานสิ่งแสดงชุดนี้ให้ได้ชมกันบ่อยๆ แต่ละครั้งก็เปลี่ยนไป พระองค์ท่านสะสมไว้มากมาย ทรงโปรดเรื่องการเขียนไปรษณียบัตร

บางครั้งพระองค์ลงพระนาม บางทีเสด็จฯ ไปไหนก็เขียนเหตุการณ์ไว้ ไปรษณียบัตรก็เปรียบเหมือนกับจดหมายเหตุ พระองค์ท่านไปฮ่องกง ช่วงที่อังกฤษจะส่งคืนฮ่องกงให้กับจีน

พระองค์ก็เขียนในไปรษณียบัตร วันที่ 30 มิ.ย. 2540 วันสุดท้ายของอังกฤษในฮ่องกง วันรุ่งขึ้นส่งมอบ 1 ก.ค. 2540 พระองค์ท่านก็เขียนไปรษณียบัตร วันแรกของจีนในฮ่องกง

พระองค์ท่านทรงเขียนประวัติศาสตร์ มีหลายวาระที่ไปล้วนแต่ทรงเล่าด้วยการเดินทาง

ส่วนแสตมป์วันอนุรักษ์มรดกไทย เป็นชุดสะสมส่วนพระองค์ พระองค์ท่านเป็นเอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย ทางไปรษณีย์ไทยก็จัดทำแสตมป์ชุดวันอนุรักษ์มรดกไทย ออกทุกวันที่ 2 เม.ย.ของทุกปี”

ด้วยหน้าที่การงานอยู่กับแสตมป์มาค่อนชีวิต (อดีตผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร) เมธินทร์ จึงเป็นนักสะสมแสตมป์ ที่ชอบที่สุดคือ แสตมป์สถาปัตยกรรม ในต้นสมัยรัชกาลที่ 9 เป็นรูปเรือนไทย เจดีย์ วิหาร

“ย้อนไปเมื่อ 60 ปีก่อน งานอดิเรกของคนสมัยนั้นไม่เหมือนปัจจุบัน หลายคนตอนเป็นนักเรียนต้องเคยผ่านประสบการณ์สะสมแสตมป์ เอามาแลกมาเปลี่ยนกัน จนกระทั่งโตขึ้นทำงานมีเงินเดือน หาซื้อที่หายาก ราคาสูงขึ้น

ปัจจุบันคนอาจไม่นิยมสะสมแสตมป์ แต่ในกลุ่มคนที่สะสมก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง และหลังการจัดงานมักมีนักสะสมหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ แต่ในกลุ่มวัยรุ่นก็มีจำนวนน้อย

จริงๆ ผมก็ชอบทุกชุดที่ออกมา เพราะแสตมป์มีเบื้องหลัง มีที่มาหลายๆ เรื่อง ที่ออกมาแต่ละชุด ไม่ใช่ออกแบบมาใช้ได้เลย ต้องผ่านหลายหน่วยงานที่ตรวจสอบ

แสตมป์ไทย มี 3 ประเภทใหญ่ๆ แสตมป์ทั่วไป คือภาพซ้ำๆ แต่ต่างกันที่ราคา เช่น พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง แสตมป์ทั่วไปที่แสดงความเป็นชาติไทย เช่น ธงชาติ ภาพศาลาไทย ภาพช้าง

ต่อมาแสตมป์ที่ระลึกในวาระสำคัญของประเทศ เช่น วันสำคัญของในหลวง รัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพ แสตมป์วาระอื่นๆ เช่น วันอนุรักษ์มรดกไทย คนมักสะสมชุดที่ระลึก

สุดท้ายแสตมป์พิเศษ ไม่มีวาระออก ส่วนใหญ่เป็นภาพที่หาดูของจริงไม่ได้ เช่น สัตว์ป่าที่หายาก กูปรี สมัน ดอกไม้ป่าหายาก ชุดกีฬา วิถีชีวิต”

ชุดสะสมแสตมป์ในหลวง ร.9

“นพ.อุกฤษฏ์ อุเทนสุต” เป็นอีกหนึ่งคนที่เป็นเจ้าของผลงานไฮไลต์ภายในงาน เช่น “ปรู๊ฟแสตมป์ในหลวง ร.9” ชิ้นเดียวในไทย

แสตมป์ต้นแบบทดลองสี สำหรับการจัดสร้างแสตมป์ชุดแรกแห่งรัชกาลที่ 9 “พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ 9 (ชุดที่ 1)” ซึ่งปัจจุบันนับเป็นดวงแสตมป์ที่หาชมได้ยากและมีมูลค่าสูง เพราะปรู๊ฟทดลองสีดังกล่าว มีการค้นพบเพียงดวงเดียวเท่านั้น ในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้มีการออกแสตมป์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์จำนวน 10 ชุด โดยเป็นแสตมป์ใช้งานทั่วไป ที่ออกมาเพื่อใช้งานในกิจการไปรษณีย์ทำให้แสตมป์ดังกล่าวโดยเฉพาะชุดแรกๆ ของรัชกาล นั้นหายาก เพราะส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ชำระค่าฝากส่ง และมีผู้ที่สะสมจำนวนน้อย

โดยชุดสะสมนี้เป็นการศึกษาในเชิงลึกของแสตมป์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การพิมพ์ในแต่ละชนิดราคาและการพิมพ์เพิ่มเติม ข้อผิดพลาดในการพิมพ์ และการใช้งานบนไปรษณียภัณฑ์ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้นิยมสะสมเป็นจำนวนมาก

“ผมสะสมแสตมป์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2528 อายุ 9 ขวบ เพราะคุณพ่อพาไปเดินงานแสตมป์ สะสมมาสักพัก อารมณ์แบบอยากเก็บแค่แสตมป์ไทย

พอมุ่งมาแสตมป์ไทยก็คิดว่าแล้วอะไรที่เป็นไทยแท้ๆ ก็ไปเจาะแสตมป์ในหลวง (รัชกาลที่ 9) เก็บทุกชุดที่ออก ชุดแสตมป์ในหลวงมี 2 แบบ คือ แสตมป์รูปพระพักตร์ และแสตมป์ที่ระลึก ออกในวาระต่างๆ

ผมเก็บแสตมป์รูปพระพักตร์ที่ใช้งานทั่วไป ชุดหนึ่ง 5-7 ปี ถึงเปลี่ยนชุด ปัจจุบันแสตมป์รัชกาลที่ 9 มี 10 ชุด ผมมีครบ แต่ผมเก็บลึกกว่านั้น เช่น ชุดที่ 1 มี 10 ราคา ผมเก็บทั้งหมด ปีที่พิมพ์ต่างกันก็เก็บ สีต่างกัน ดังนั้นแสตมป์ชุดหนึ่งอาจเก็บ 2,000 ดวง เพื่อศึกษาความแตกต่าง”

นพ.อุกฤษฏ์ เล่าถึงการซื้อขายแสตมป์ในแวดวงนักสะสม “มี 2 ตลาด มีตลาดนักสะสมทั่วไป และเก็บสะสมเพื่อการประกวด แต่ทุกอย่างมีซื้อขายหมด แต่ผม 90 เปอร์เซ็นต์เป็นฝั่งซื้อ

ผมซื้อมาเป็นคอลเลกชั่นเพื่อเก็บสะสมประกวด มีระดับเอเชีย สากล อย่างปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพประกวดระดับโลก ซึ่งปีนี้ผมก็ส่งประกวด 226 ชิ้น

อย่างตอนนี้ที่ยังมองหาจะซื้อ ราคาประมาณ 2 แสนกว่าบาทต่อดวง เคยเห็นแพงสุดเกือบล้านบาท เป็นแสตมป์ต้นแบบ ออกมาแค่ดวงเดียวว่าดวงนี้สีนี้เหมาะสมไหม อย่างแสตมป์ที่จำหน่ายสีเขียว แต่ต้นแบบสีฟ้า”

เขาเป็นคนไทยคนเดียวที่ประกวดแสตมป์ชุดในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้รางวัลเหรียญทองใหญ่ จาก Australia 2017 (FIAP) และ Bandung 2017 (FIP)

“เสน่ห์ของแสตมป์สิ่งแรกที่ผมประทับใจคือ ภาพพระมหากษัตริย์ ในตอนเด็กผมอาจมองไม่สวย สีสันไม่เยอะ แต่พอโตขึ้นได้ศึกษา ภาพบนดวงแสตมป์ พิมพ์แบบ Engraved Steel คือแกะสลัก ภาพนูนเหมือนธนบัตร แสตมป์ทั่วไปสีเรียบๆ รุ่นอื่นแม่พิมพ์หิน แต่รัชกาลที่ 9 ใช้แม่พิมพ์เหล็ก

ผมชอบที่พิมพ์นูน ดวงเล็กแต่ลายสวยเป็นความชอบส่วนตัว และบ่งบอกความเป็นไทย เพราะคือภาพพระมหากษัตริย์ แสตมป์ถูกพิมพ์ออกมาเรื่อยๆ มีรายละเอียดความต่างกัน ส่องกล้องดูจะทราบว่าพิมพ์ไม่เหมือนกัน สีเดียวกันแต่มีรายละเอียดปลีกย่อย เราได้สนุกกับการศึกษาค้นหา

เสน่ห์อีกอย่าง พบได้ทั่วไป ถ้าแสตมป์หายากจนทุกคนไม่อยากจะหาไม่อยากจะเก็บ หรือมีชิ้นเดียวในโลก คนก็จะไม่สนใจ แต่แสตมป์ที่ผมเก็บ ของพวกนี้เรียกคนมาสนใจ เรียกคนหมู่มาก เพราะไม่หายากจนเกินไป”

แสตมป์ดวงเล็กๆ แต่มีเรื่องราวมากมายในนั้น คุณผู้อ่านสามารถไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์ ภายในงานยังมีตราไปรษณียากรที่ระลึกของงาน มีทั้งหมด 5 แบบด้วยกัน โดยนำเสนอเรื่องราวของการท่องเที่ยวเมืองรอง ตามโครงการเที่ยว 55 เมืองรอง ของ ททท.

ร่วมสนุกรับพาสปอร์ตเพื่อสะสมตราประทับ มีมุมถ่ายภาพเก๋ๆ พร้อมบริการทำ iStamp โดยใช้รูปถ่ายของคุณมาพิมพ์บนดวงแสตมป์เพื่อเป็นที่ระลึกและสามารถใช้งานได้จริง

งานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 เปิดให้ชมตั้งแต่วันนี้-3 ธ.ค. 2561 เวลา 10.00-20.00 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

กระถางแฮนด์เมด ดีไซน์เท่ ทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572202

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

กระถางแฮนด์เมด ดีไซน์เท่ ทำเงิน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ณัฐพล โลวะกิจ

ศิลปะนอกจากจะสร้างความจรรโลงใจให้กับผู้คนที่พบเห็นแล้ว บางครั้งเมื่อเรานำศิลปะที่เรารักมาใส่ไอเดียสร้างสรรค์ จนกลายเป็นงานอดิเรกที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับตัวเอง ย่อมเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

เหมือนอย่าง เก่ง-นรินทร์ ตั้งพลสกุล อาจารย์สอนศิลปะซึ่งเรียนจบทางด้านจิตรกรรมจากวิทยาลัยเพาะช่าง ที่เปลี่ยนความชอบส่วนตัวซึ่งชื่นชอบการเลี้ยงต้นกระบองเพชร แต่ก็รู้สึกว่ากระถางที่ใส่กระบองเพชรแบบเดิมนั้นดูจำเจและน่าเบื่อเกินไป เธอเลยคิดทำกระถางขึ้นมาเองซะใหม่ โดยศึกษาและเรียนรู้ด้วยตัวเอง พร้อมกับพัฒนากระถางที่ได้ลองทำมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นที่มาของแบรนด์ ดิบเท่ (dibte) งานปั้นสไตล์แฮนด์เมดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมให้เป็นอย่างดี

“ที่มาที่ไปของแบรนด์ดิบเท่ เกิดจากการที่เราลองทำกระถางกระบองเพชรเพื่อใช้เองก่อน พอทำสำเร็จก็ลองนำออกมาวางขายด้วย ซึ่งช่วงแรกๆ นั้นก็ทำออกมาหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบสวยงามและแบบยอดนิยมที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ แต่ก็จะมีกระถางบางส่วนที่เป็นรูปแบบที่ตัวเราชอบอยู่ด้วย ซึ่งจะออกแนวดิบๆ และมีรูปทรงที่แปลกแตกต่างจากงานที่คนทั่วไปคุ้นเคย

ผลปรากฏว่า งานดิบๆ แบบที่เราชอบนั้น ขายออกเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ ‘ดิบเท่’ ไปโดยปริยาย แล้วเรายังนำจุดเด่นตรงความดิบเท่นี้มาพัฒนาจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปแล้วด้วย เพราะถ้าพูดถึงกระถางแนวดิบๆ ก็ต้องนึกถึงแบรนด์ดิบเท่ ที่แม้แต่ชาวต่างชาติก็ยังชื่นชอบด้วยเช่นกัน กระทั่งมีโอกาสได้ไปวางขายในช็อปดังบนห้างสรรพสินค้าในเวลาต่อมา”

เก่งบอกว่า เธอสร้างสรรค์กระถางจนมีเอกลักษณ์โดยใช้ประสบการณ์กว่า 3 ปี เริ่มจากการออกแบบ ขึ้นรูปเอง รวมทั้งงานขัดผิวสัมผัสด้วยมือตัวเอง แม้จะทำงานด้วยความบรรจง แต่ชิ้นงานก็แฝงด้วยความดิบๆ เท่ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ไปในตัว จึงแตกต่างจากงานหล่อซิลิโคนที่หลายแบรนด์นิยมทำกัน

“นอกจากนี้ เรายังนำความชอบของตัวเองมาผสมผสานเพื่อต่อยอดในการทำธุรกิจด้วย นั่นคือการนำต้นไม้นานาชนิดเข้ามาผสมผสานกับกระถางด้วย โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สายแห้งอย่างต้นกระบองเพชร และสายชื้นอย่างต้นบอนไซ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดีว่า บอนไซคือลักษณะการเลี้ยงต้นไม้ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่คนญี่ปุ่นนิยมกัน ซึ่งค่อนข้างเลี้ยงยาก ทางแบรนด์จึงมีไอเดียรับเลี้ยงบอนไซ แล้วส่งต่อให้ลูกค้าพร้อมคำแนะนำ รวมถึงดูแลหลังการขายให้ด้วย สำหรับคนมือใหม่ที่อยากเลี้ยง แต่ยังไม่ชำนาญพอ จึงนับเป็นการต่อยอดที่สร้างยอดขายขึ้นมาได้อีกเกือบเท่าตัวเลยละ

ตอนนี้นอกจากกระถางที่เป็นตัวชูโรงแล้ว ยังมีงานปั้นซึ่งเป็นของแต่งบ้านต่างๆ ที่แตกไลน์ออกมาอีกด้วย อย่างงานปั้นพระพิฆเนศก็ได้รับความนิยม แล้วราคายังจับต้องได้ อย่างกระถาง ราคาเริ่มต้นที่ 80-450 บาท และพระพิฆเนศ ราคา 750 บาทขึ้นไป ตอนนี้เราก็กำลังจะทำงานผสมผสาน 3 วัตถุดิบเข้าด้วยกัน นั่นคือ ไม้ หนัง และปูน ให้ออกมาเป็นสินค้ารูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย”

ผู้ที่สนใจสามารถแวะไปชมสินค้าได้ที่หน้าร้าน ทุกวันศุกร์-อาทิตย์ ที่ห้างเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต โซนแฟชั่น พลัส หรืออัพเดทได้ที่ FB / IG : dibte

ธนัชญา มานะสมจิตต์ สะสมนาฬิกาด้วยใจรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572203

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

ธนัชญา มานะสมจิตต์ สะสมนาฬิกาด้วยใจรัก

เรื่อง ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

สาวสวยนักบริหาร ธนัชญา มานะสมจิตต์ หรือแอน รั้งตำแหน่ง Assistant Managing Director บริษัท แมนสุขภัณฑ์ (1999) ถนนมหาพฤฒาราม ย่านหัวลำโพง ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ที่ขายวัสดุก่อสร้างทั้งปลีกและส่งให้กับโครงการสร้างหมู่บ้านต่างๆ รวมทั้งเป็นผู้ผลิตสุขภัณฑ์แบรนด์คอรัล (Coral) เป็นผู้หญิงทำงานซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารและดูแลเรื่องการขายวัสดุทั้งหมด

นอกจากธุรกิจของครอบครัวแล้ว สาวเก่งยังทำธุรกิจสกินแคร์ โดยเป็นเจ้าของแบรนด์ “โสภี” (Sophee) ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น สบู่อาบน้ำ โฟมล้างหน้า ครีมกันแดดสำหรับใบหน้าและตัว รวมทั้งสครับสำหรับใบหน้าและตัวอีกด้วย อัพเดทได้ที่ FB : Sopheethailand และ IG : Sophee_thailand

“สำหรับธุรกิจอีกหนึ่งอย่างที่แอนหุ้นกับเพื่อนก็คือ เปิดร้านเครื่องประดับ เชอร์ลีย์ เจมส์ (Shirley Gems) ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เพื่อนซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนนี้ ชอบในเรื่องจิวเวลรี่และเรียนจบทางด้านการออกแบบเครื่องประดับมาโดยตรง เราจึงร่วมกันเปิดร้านนี้ขึ้น โดยมีเครื่องประดับ เช่น สร้อยข้อมือ สร้อยคอ ต่างหู กำไรหัวพญานาค ซึ่งประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม ฯลฯ วางขายทั้งที่ร้านและขายผ่านออนไลน์ FB/IG : ShirleyGemsBrand ควบคู่กันไป

ด้วยความเป็นผู้หญิง เราจะขาดเครื่องประดับไปไม่ได้ ถ้าพูดถึงการเก็บสะสมเครื่องประดับ สิ่งที่แอนชอบและรักที่จะเก็บสะสมมาตั้งแต่ตอนวัยรุ่น หรือช่วงที่เรียนมัธยมเลยก็คือ นาฬิกา ซึ่งนาฬิกาที่แอนเก็บมาเรื่อยๆ ก็คือ นาฬิกาตระกูลจี-ช็อก และนาฬิกาแบรนด์แฟชั่นอย่าง จอร์โจ อาร์มานี (Giorgio Armani) และดีเคเอ็นวาย (DKNY) คือทั้งเพื่อนๆ และคนที่รู้จักแอนจะรู้เลยว่าเราชอบนาฬิกามากๆ ซึ่งตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยอยู่นั้น นาฬิกาเหล่านี้ก็ถือว่าแพงทีเดียว

สำหรับนาฬิกาเรือนแรกที่เป็นนาฬิกาหรูซึ่งมีราคาแพง แอนได้มาตอนที่เรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะคุณพ่อคุณแม่ซื้อให้เป็นของขวัญวันเรียนจบ เรือนนี้เป็นนาฬิกาโรเล็กซ์ (Rolex) เรือนเล็กของผู้หญิง หน้าปัดฝังเพชร ที่จริงแอนเป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยหวาน เลยจะไม่ค่อยชอบนาฬิกาที่มีเพชรแวววาวสักเท่าไร แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่ซื้อให้ก็ถือว่าเป็นของขวัญที่มีค่าและเป็นมงคลกับชีวิตมากๆ แอนจึงใช้และเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี โรเล็กซ์เรือนนี้อยู่มา 13 ปีแล้วค่ะ ตอนที่คุณพ่อคุณแม่ซื้อให้ราคาแสนกว่าบาท แต่ปัจจุบันนี้คิดว่าราคาน่าจะเกินสองแสนบาทแล้ว

เรือนต่อมาคือ ชาร์ริออล (Charriol) ตัวเรือนทำจากไทเทเนียม เป็นนาฬิกาทรงผู้หญิงเรือนเล็กๆ หน้าปัดสี่เหลี่ยม ดีไซน์เรียบง่าย ไม่มีเพชรประดับ ลักษณะจะดูคล้ายๆ กับเลซข้อมือ ที่แอนชอบเรือนนี้เพราะช่วงนั้นเราเริ่มทำงานแล้ว และยังต้องออกงานบ่อยๆ ก็เลยอยากได้นาฬิกาเรือนเล็กๆ เพื่อเอาไว้ใส่ ตอนที่ซื้อราคาไม่กี่หมื่นบาท ปัจจุบันนี้น่าจะ 4-5 หมื่นได้ ที่ชอบเรือนนี้เพราะดีไซน์ของมันที่สามารถใส่ได้ทั้งทำงานและใส่ออกงานได้ ประกอบกับตอนนั้นเรามีเงินเท่านั้นด้วยค่ะ จึงลงตัวที่เรือนนี้” (ยิ้ม)

แอนเล่าว่า นาฬิกาเรือนต่อมาของเธอก็คือ แอร์เมส (Hermes) เรือนสี่เหลี่ยมที่มีสายหนังสีน้ำตาล…

“ที่จริงสายหนังเส้นนี้ไม่ใช่สายดั้งเดิมที่มาคู่ตัวเรือน เพราะสายเส้นนั้นแอนใส่จนสายพังไปแล้ว ก็เลยให้ร้านเปลี่ยนเป็นสายสีน้ำตาลเส้นนี้ให้ ซึ่งก็เป็นสายจากแอร์เมสเช่นกัน เรือนนี้แอนชอบดีไซน์ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ตอนที่ซื้อนั้นแอร์เมสเริ่มเข้ามาดังในเมืองไทย และรูปทรงของนาฬิกาจะเป็นรูปตัวเอช (H) ด้วย ตอนซื้อมาราคาแค่ 6 หมื่นบาท แต่ปัจจุบันราคาเกือบแสนบาทแล้ว เรือนนี้สามารถใส่ได้ทั้งการแต่งตัวแนวเวิร์กกิ้ง วูแมน และแต่งตัวสไตล์แคชวลเลยล่ะ เลยรู้สึกชอบเป็นพิเศษค่ะ

เรือนต่อมาคือ พาเนอราย 310 (Panerai 310) คนส่วนใหญ่ที่เล่นนาฬิกาพาเนอรายจะเรียกแบรนด์นี้สั้นๆ ว่า ‘แพม’ ที่ตัดสินใจซื้อเพราะตอนนั้นแอนอยากได้นาฬิกาแนวแมนๆ ที่ใส่แล้วดูทะมัดทะแมง แล้วแพมรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ผู้หญิงใส่ได้ เพราะเรือนไม่ใหญ่เกินไป หน้าปัดสีดำ สายเป็นหนังสีน้ำเงิน คือสายดั้งเดิมคู่ตัวของเรือนนี้จะเป็นสายหนังสีดำ แต่จริงๆ แล้วรุ่นนี้จะมีสายหนังสีอื่นๆ ให้เปลี่ยนถึง 10 สีเลยค่ะ แต่เราต้องซื้อเพิ่มเอง (สายหนังเส้นละ 5,000 บาท เป็นสายหนังที่สั่งตัดเป็นพิเศษ) ตอนซื้อมารุ่นนี้ราคา 2 แสนบาท ปัจจุบันราคาก็ขึ้นไปอีกแล้ว”

ตามมาด้วย ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ (Patek Philippe) รุ่น Aquanaut 5164 ซึ่งเป็นนาฬิกาผู้หญิงเรือนเล็ก สายทำจากยาง แอนบอกว่า ปาเต๊ะ ฟิลิปป์ ถือเป็นนาฬิกาสายยางที่ราคาแพงมากๆ อีกแบรนด์หนึ่งเชียวล่ะ

“เรือนนี้ตอนซื้อมาเกือบ 4 แสนบาทได้ ซึ่งปัจจุบันรุ่นนี้จะหายากแล้ว เพราะทางแบรนด์ไม่ได้ผลิตออกมาขายแล้ว ตอนนี้นักสะสมมองหากันอยู่ ที่แอนชอบเพราะเดิมทีแล้วอยากได้นาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลิปป์อยู่แล้ว ซึ่งรุ่นนี้มันตอบโจทย์ความชอบของเราที่ไม่ค่อยชอบนาฬิกาที่มีเพชรเยอะๆ ไงคะ ที่สำคัญนาฬิกาเรือนนี้เป็นระบบควอตซ์ (แบบใส่ถ่านหรือแบตเตอรี่) ซึ่งแอนจะชอบมากกว่าระบบออโต้ ที่เวลาจะใส่ เราจะต้องมาคอยตั้งเวลาอยู่เรื่อยๆ

ลำดับที่หกคือ นาฬิกาคาร์เทียร์ รุ่นซานโตส (Cartier Santos) ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยม สายหนังสีดำ เรือนนี้ราคากลางๆ ตอนซื้อราคาเกือบ 2 แสนบาท คาร์เทียร์รุ่นนี้ถือเป็นนาฬิกาแนวแฟชั่น พอพูดถึงคาร์เทียร์หลายคนจะนึกภาพว่า มันต้องมีเพชรประดับตัวเรือนเยอะๆ สิ ซึ่งรุ่นนี้ก็มีเพชรอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ไม่มากจนเกินไป แอนซื้อในช่วงที่นาฬิการุ่นนี้กำลังดังเลยค่ะ ปัจจุบันนี้ก็ใช้มาได้ 5 ปีแล้ว ชอบเพราะตัวเรือนมันเป็นเหลี่ยมๆ แต่ก็แฝงความเป็นแฟชั่นไว้หน่อยๆ ด้วย”

แอนเสริมว่า ลำดับที่เจ็ดคือ โรเล็กซ์หน้าปัดสีช็อกโกแลต ตัวเลขเป็นอักษรโรมัน เรือนนี้เธอเพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน รุ่นนี้ตอนนี้ฮิตมาก ที่จริงตัวเรือนเป็นรูปทรงแบบนาฬิกาผู้ชาย แต่ทำออกมาสำหรับให้ผู้หญิงใส่โดยเฉพาะในรุ่นนี้

“ด้วยความที่โรเล็กซ์เป็นนาฬิกาที่ทนทาน ตัวเรือนทำจากไทเทเนียม มีกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ที่กันรอยขูดขีดได้ดี ราคาตอนที่แอนซื้อมาเกือบ 3 แสนบาท ถือเป็นโรเล็กซ์เรือนล่าสุดที่แอนชอบมาก เพราะหน้าปัดเป็นสีแบบใหม่ที่โรเล็กซ์ไม่เคยทำมาก่อน

ลำดับที่แปด นาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลิปป์ รุ่น Aquanaut 5067 รุ่นนี้มีเพชรประดับรอบๆ หน้าปัด ถือว่าเป็นรุ่นยอดฮิตที่สาวๆ ชอบมาก เรือนนี้เป็นหนึ่งในของหมั้นในวันแต่งงานที่สามีซื้อให้ สายทำจากยางสีเทาซึ่งเป็นสีใหม่ล่าสุด แต่สามารถเปลี่ยนสายเป็นสีอื่นๆ ได้ รุ่นนี้ออกมายังไม่ถึงสองปี ตอนนั้นราคา 6 แสนบาทได้

นอกจากนาฬิกาแบรนด์หรูๆ เหล่านี้แล้ว แอนก็ยังใช้นาฬิกาซึ่งเป็นแบรนด์ไฮแฟชั่นอย่าง ชาแนล (Chanel) และอื่นๆ อยู่ด้วย รวมทั้งแบรนด์สตรีทอย่าง ทอยวอตช์ (Toy Watch) ซึ่งเมื่อก่อนนี้ฮิตมากก็ยังเก็บสะสมอยู่ ในอนาคตแอนคิดว่าจะสะสมทั้งนาฬิกาหรูและนาฬิกาแฟชั่นควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากเราสะสมเพราะความรักความชอบมากกว่า เรือนไหนรุ่นไหนที่ดูแล้วชอบก็จะซื้อเก็บไว้เลย แต่จะเป็นแนวเท่ๆ แมนๆ จะไม่ใช่แนวผู้หญิงสไตล์หวานๆ สักเท่าไร พอซื้อเก็บและใช้ไปเรื่อยๆ ซื้อไปซื้อมาหลายปีเข้า จำนวนนาฬิกาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แอนว่าความสุขจากการสะสมนาฬิกาเพราะมันเป็นเครื่องประดับชิ้นแรกในชีวิตที่เราชอบจริงๆ เวลาออกจากบ้านทุกครั้ง นาฬิกาจะเป็นเครื่องประดับชิ้นแรกที่แอนต้องหยิบก่อนเลยล่ะ เพราะใส่แล้วรู้สึกมั่นใจ ถ้าวันไหนเกิดรีบจนลืมใส่ ก็ต้องขับรถกลับมาบ้านทุกครั้งเลยค่ะ พูดง่ายๆ ว่านาฬิกากลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตเราไปแล้ว สำหรับมูลค่าของมัน ถ้าในอนาคตมันเพิ่มขึ้นก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ แต่ทั้งนี้เราก็ต้องเก็บสะสมโดยอิงจากราคาที่เราสามารถครอบครองได้เป็นสำคัญค่ะ”

ฝายบ้านเขาแดงพัฒนา ฝายน้ำแห่งแรกในรัชกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572201

  • วันที่ 28 พ.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

ฝายบ้านเขาแดงพัฒนา ฝายน้ำแห่งแรกในรัชกาล

เรื่อง  วราภรณ์ ภาพ  มูลนิธิปิดทองหลังพระ

“จันทบุรี” เป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคตะวันออกของประเทศที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานโครงการก่อสร้างฝายบ้านเขาแดงพัฒนา ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริด้านพัฒนาแหล่งน้ำโครงการแรกที่ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี โดยทรงรับเป็นโครงการพระราชดำริเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2560 พื้นที่ ต.ทับช้าง อ.สอยดาว เป็นพื้นที่แล้งซ้ำซาก แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แต่ด้วยความที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดชัน ทำให้น้ำที่ไหลลงมาจากเขาสอยดาวไหลมาตามคลองย่อยในพื้นที่แล้วก็ผ่านเลยไป ไม่มีอ่างเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ หรือมีฝายสำหรับชะลอน้ำ มีแหล่งน้ำต้นทุน ได้แก่ บ่อน้ำบาดาล และคลองตาโนด ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งพื้นที่นี้จึงไม่มีน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภค และประกอบอาชีพเกษตรกรรม

เมื่อกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา มูลนิธิปิดทองหลังพระพาสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลดำเนินงานฝายบ้านเขาแดงพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ทำการเกษตร ปลูกมันสำปะหลัง ทำสวนลำไย เมื่อไม่มีน้ำเพียงพอก็ไม่สามารถเร่งผลผลิตให้ออกนอกฤดูกาลได้ ทำให้ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา ประสบปัญหาขาดทุนมาโดยตลอด ในขณะที่ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงโคนม รวมประมาณ 200 ตัว แต่ไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับให้วัวกินและปลูกหญ้าเลี้ยงวัว ทำให้น้ำนมที่ได้ไม่เพียงพอทั้งปริมาณและคุณภาพ

ด้วยเหตุนี้ บุญช่วย โตประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 17 บ้านเขาแดงพัฒนา ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี จึงทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานความช่วยเหลือในการจัดสร้างแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ ต่อมาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและศึกษาหาวิธีการแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน โดยได้ข้อสรุปว่าให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างฝายบ้านเขาแดงพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นที่ ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี จำนวน 1 แห่ง

พร้อมกับขุดลอกหน้าฝายบนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ และขุดลอกคลองตาโนด ระยะทางประมาณ 1,400 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ของราษฎรที่เสียสละที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ และเมื่อขุดลอกแล้วเสร็จทำให้เพิ่มความจุของปริมาณน้ำได้ถึง 8 หมื่นลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 2,000 ไร่ สามารถช่วยให้ราษฎรมีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี เมื่อมีน้ำเพียงพอสามารถวางแผนการผลิต เพาะปลูกพืช ผัก ผลไม้ นอกฤดูกาลได้ และมีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง มีแหล่งอาหารให้ปศุสัตว์ สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น

สายน้ำความสุขแห่งภาคตะวันออก

ย้อนกลับไปเพียง 3 ปีก่อน ชาวบ้านหมู่ที่ 17 บ้านเขาแดงพัฒนา ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เมื่อยามหน้าแล้งคือราวเดือน พ.ย.-เม.ย. ต้องอพยพครอบครัวไปทำงาน ณ จังหวัดต่างๆ เพื่อหารายได้ในช่วงหน้าแล้งซ้ำซากมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ราษฎรนำโดยผู้ใหญ่บ้าน วินนา ศรีสงคราม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บุญช่วย และเด็กๆ จึงล้อมวงกันเขียนจดหมายฎีกาขอพระราชทานฝายทดน้ำคลองตาโนด

บุญช่วยเล่าถึงบรรยากาศของการเขียนฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานความช่วยเหลือ

“รู้สึกสงสารชาวบ้าน โดยผมได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่บ้านวินนาให้ช่วยกันเขียนจดหมาย เพราะผมทำคนเดียวคงไม่สำเร็จ สมัยก่อนรุ่นพ่อรุ่นแม่เขาอยู่กันด้วยความยากลำบาก ฤดูแล้งชาวบ้านต้องอพยพไปทำงานที่อื่น ปล่อยลูกๆ เรียนหนังสือและเฝ้าบ้าน เพราะพ่อแม่ต้องไปหาอาชีพทำ ไปรับจ้างก่อสร้างบ้างย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว คือช่วงหน้าฝนเรามีน้ำเพราะเราเป็นพื้นที่ลาดชัน แต่พอหมดหน้าฝนฝนก็หมดเลย เพราะเราจะทำการเกษตรเราจะทำกันทั้งปี แต่ช่วงเดือน พ.ย.ไปถึง เม.ย.น้ำก็หมด คือหน้าแล้ง แต่ตำบลผมเป็นหมู่บ้านแล้งซ้ำซาก แล้งมานาน บางครั้งแล้งติดต่อกัน 7 เดือน ต้นยางยังตาย คนมีเงินก็ซื้อน้ำได้ ผมเคยขอหน่วยงานภาครัฐมาบรรเทาได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอ พวกเราจึงมาช่วยกันร่างจดหมาย ช่วยกันคิด หลังจากส่งจดหมายไป 3 เดือน ก็มีหนังสือตอบกลับจากสำนักราชเลขาฯ ตอบว่าจะช่วยเหลือ ทำให้ชาวบ้านดีใจมาก”

แล้วฝายก็ได้สร้างบนที่ดินที่ชาวบ้านนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอย่างไม่นึกเสียดายราว 20 ไร่ ซึ่งผู้บริจาคที่ดีมี 2 ราย คือ วินนา ศรีสงคราม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 17 บ้านเขาแดงพัฒนา กับลุงทองคำ เจริญทรัพย์ เกษตรกรเลี้ยงวัว และชาวบ้าน หมู่ 17 บริจาคที่ดินคนละ 10 ไร่ เพื่อให้เกิดโครงการฝายขึ้น

โครงการตามแนวพระราชดำริ

ฝายบ้านเขาแดงพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงถือเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับไว้เป็นโครงการพระราชดำริลำดับต้นๆ หลังจากเสด็จขึ้นทรงราชย์ ด้วยพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและแนวพระราชดำริต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้ประชาชน เพื่อช่วยให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เนื่องมาจาก ต.ทับช้าง และ ต.ทุ่งขนาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี 2 ตำบลแล้งซ้ำซากของจังหวัด พื้นที่เดิมในฤดูแล้งไม่มีน้ำกักเก็บเลย เพราะปริมาณฝนแต่ละปีราว 1,400 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับปริมาณฝนเฉลี่ยของทั้งจังหวัดประมาณ 3,000 มิลลิเมตร/ปี โดยราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2558 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากพื้นที่ จ.จันทบุรี มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ เป็นแหล่งเพาะปลูกผลไม้ เมื่อมีแหล่งน้ำก็จะหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกได้ เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้รับผลผลิตจากการเพาะปลูกอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้เลี้ยงโคนมสามารถปลูกหญ้าให้โคนมกินได้ตลอดปี ส่งผลให้น้ำนมโคมีคุณภาพและมีปริมาณมาก เกษตรกรสามารถรีดน้ำนมโคส่งไปขายยังสหกรณ์โคนมสอยดาวเพื่อนำไปแปรรูปได้

นับเป็นโครงการพระราชดำริโครงการแรกที่แล้วเสร็จหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใช้ระยะเวลาดำเนินการเพียง 6 เดือนก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ ระยะเวลาดำเนินการ : เริ่มดำเนินการ มิ.ย. 2560 แล้วเสร็จ พ.ย. 2560

“ลักษณะเป็นฝายทดน้ำ ความสูงสันฝายสูง 3 เมตร 50 จากพื้นคลอง สันฝายกว้าง 30 เมตร ความจุของสันฝาย 22,700 ลูกบาศก์เมตร มีการขุดลอกคลองตอนบน 2 กิโลเมตร สามารถจุน้ำได้อีก 5.86 หมื่นลูกบากศ์เมตร รวมกัน 8 หมื่นลูกบาศก์เมตร ผ่านหน้าแล้งมา 2 แล้งก็ยังพอมีน้ำใช้” เชิงชาญ ชวลิตเมธารัตน์ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม โครงการชลประทานจันทบุรีเล่า

ชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนไป

บุญช่วย ในฐานะเป็นทั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและเป็นชาวสวนลำไย กล่าวว่า ชีวิตหลังมีฝายกับก่อนมีฝายของพวกเขาต่างกันมาก ปัจจุบันหลายครัวเรือนที่มีหนี้ครัวเรือนหลังละนับล้านบาทใกล้ปลดหนี้ได้หมดแล้ว

ฝั่งผู้ใหญ่บ้าน วินนา กล่าวสอดคล้องกันถึงปากท้องหลังมีน้ำกับก่อนมีน้ำชีวิตต่างกันมาก แต่ก่อนที่จะมีฝายบ้านเขาแดงพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วงหน้าแล้งหลังเดือน พ.ย.-เม.ย. ใครมีกำลังทรัพย์เพียงพอก็หาซื้อน้ำมาอุปโภคบริโภคได้

“หลังมีฝายสร้างเสร็จ ชาวบ้านเริ่มปรับเปลี่ยนจากทำการเกษตรในฤดูฝนก็เริ่มมาปรับทำสวนในฤดูแล้ง หันมาปลูกผักในตลาด ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ใครมีที่ 10 ไร่ ก็หันมาปลูกชะอม เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ อุดมสมบูรณ์มากขึ้น มีมากก็นำไปขาย หรือนำไปแบ่งเพื่อนบ้าน ก็รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 10 ที่พระราชทานแหล่งน้ำมาให้ราษฎรทั้งหมู่ 17 และหมู่บ้านใกล้เคียง ได้ใช้ทั้งอุปโภคและบริโภค อาชีพดั้งเดิมของราษฎรคือปลูกมันสำปะหลังกับข้าวโพด ต่อมาราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง ราคาตกต่ำจึงหันมาปลูกลำไย ทุเรียน และเลี้ยงโคนม หน้าแล้งส่งผลต่ออาชีพเกษตรกรมาก หลังมีฝายชาวบ้านได้รับประโยชน์มากมาย รัชกาลที่ 10 ได้พระราชทานมาให้ชาวบ้านล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้ เพราะวันนี้เรามีป่าลำไยออกได้ทั้งปี ปลูกหญ้าเลี้ยงโคนมได้ พอมีฝายสามารถดันน้ำขึ้นไปถึง 2 หมู่บ้าน หมู่ 15 กับหมู่ 3 ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์ข้างๆ คลอง 9, 3 และ 17 ออก จ.สระแก้ว ตอนนี้เราไม่ขาดแคลนน้ำแล้ว เพราะในบ่อบาดาลก็มีน้ำแล้ว ชาวบ้านมีแหล่งทำมาหากิน มีปลา มีกุ้ง หอย คนยากคนจนได้เก็บไปกิน ทุกระบบบูรณาการกันหมดในเขต ต.ทับช้าง ต้องขอบคุณคุณลุงทองคำด้วย ผมคิดว่าพื้นที่ 3,000 ไร่ ได้รับผลประโยชน์จากฝาย เมื่ออดีตเราปลูกลำไยขาดทุนมาก ปัจจุบันได้กำไร เรามีเขาแดง 170 กว่าหลังคาเรือน 1,000 ครอบครัวได้ใช้น้ำ และเราจะมีคลองสาขาย่อยๆ เข้าสู่ชาวบ้านทั่วถึง ในอนาคตเราอาจใช้พลังงานกังหันลมมาช่วยผลิตน้ำด้วยก็ได้”

ทองคำ เจริญทรัพย์ เกษตรกรเลี้ยงโคนม หนึ่งผู้บริจาคที่ดินสร้างฝาย 10 ไร่ กล่าวว่า เมื่อมีฝายก็ดี วัวที่เขาเลี้ยงไว้จำนวน 80 ตัว ได้กินหญ้าสดๆ ดีกว่ากินหญ้าแห้งๆ มีคุณประโยชน์มากกว่า

“เมื่อก่อนไม่มีน้ำต้องไปซื้อน้ำให้วัวกิน ตกเดือนละ 3 หมื่นบาท ไว้ให้วัวกินและอุปโภคบริโภค พอมีฝายไม่ต้องซื้อน้ำแล้ว โดยเฉพาะผู้เลี้ยงโคนมต้องใช้น้ำเยอะในการทำความสะอาดเต้า ล้างคอกวัว จึงไม่เดือดร้อนแล้ว แต่ปีหนึ่งๆ จะแล้งแค่ช่วง มี.ค. กับ เม.ย. ปัจจุบันไม่ต้องซื้อน้ำใช้แล้ว เลี้ยงวัวนมอยู่ 80 ตัว เพื่อการดูแลให้ทั่วถึง อย่างไรเราต้องให้วัวกินให้อิ่ม นอกจากไม่ต้องเสียเงินซื้อน้ำแล้ว ยังได้ลดหญ้า ซึ่งเป็นอาหารของวัวได้อาหารอุดมสมบูรณ์ เดิมต้องซื้อฟาง 30 ก้อน ก้อนละ 40 บาท ให้วัวกิน วันละ 1,200 บาท ตอนนี้เรามีน้ำแล้วเราก็ปลูกหญ้าให้วัวกินเองได้”

โครงการต่อยอด

ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ยังมีโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรอีก 1 โครงการ ซึ่งทรงรับไว้เป็นโครงการพระราชดำริเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2560 ได้แก่ โครงการก่อสร้างทำนบดินบ้านไทรนอง 2 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ตลอดจนอุปโภคบริโภค โดยสำนักงาน กปร. กรมชลประทาน และ จ.จันทบุรี ผู้นำชุมชนและราษฎรในพื้นที่ ได้ร่วมกันจัดสร้างทำนบดินบ้านไทรนอง 2 โดยการสร้างทำนบดินในการกักเก็บน้ำสามารถเพิ่มปริมาณน้ำมากขึ้นกว่า 5.4 หมื่น ลบ.ม. ยังประโยชน์ให้พื้นที่เกษตรกว่า 55 ไร่

ถิรยุต ศรีสุเทพ ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน จันทบุรี กล่าวถึงการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนหมู่ที่ 17 บ้านเขาแดงพัฒนา ถึงการช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในอนาคตว่า กรมชลประทานมีแผนพัฒนามาตลอดใน อ.สอยดาว ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำที่อ่างคลองตาพราย กำลังศึกษาอยู่ความจุอ่างราว 500 ลูกบาศก์เมตร อ.สอยดาว ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ในเขตที่กฎหมายห้าม เป็นเขตป่าไม้ อุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบ้าง แต่การที่กรมชลประทานจะเข้ามาพัฒนาแหล่งน้ำก็มีความยากพอควร พออยู่ในเขตการขออนุญาตจะต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องใช้เวลานาน แต่ละโครงการจะขึ้นได้จะต้องศึกษาราว 4-5 ปีทีเดียว

“สำหรับในพื้นที่นี้ที่จะพัฒนาต่อไป เราจะดูว่าปริมาณน้ำมีเพียงพอไหม ปัญหาที่เราประสบมากคือปัญหาที่ดินที่กรมชลประทานจะใช้ในการก่อสร้าง โครงการพระราชดำริเราไม่มีงบประมาณจัดซื้อที่ดิน ต้องรอจากบริจาคที่ดินก่อน ต่อไปแนวทางพัฒนาฝายแห่งนี้คือ อาจมีการเสริมสันฝายขึ้นไปอีก 1 เมตร อาจเป็นฝายพับได้ หรือทำสต็อปล็อก คือการทำเป็นร่องแล้วเอาคอนกรีตหรือไม้มาอัดเพื่อให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นมา เป็นวิธีที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องดูก่อนว่าช่วงเข้าฤดูแล้งน้ำจะเพียงพอหรือไม่ ซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน ทางผู้ใหญ่บ้านตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำไว้แล้วก็ต้องอาศัยการบริหารจัดการน้ำ แบ่งกันใช้ เพราะน้ำมีจำกัด ตอนนี้กรมชลประทานอยากให้ชาวบ้านสูบน้ำไปเก็บไว้ในสระไว้ก่อน ก่อนที่น้ำจะหมดในลำคลอง เพราะใน จ.จันทบุรี แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ ไม่เหมือนภาคกลางที่น้ำไหลมาจากภาคเหนือ มีน้ำมาทดแทนตลอด แต่ในแม่น้ำจันทบุรี น้ำหมดก็หมดเลย เพราะไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำด้านบน แม่น้ำจันทบุรีสั้นมาก ไหลก็ไหลลงทะเลเร็ว”

ไม่ควรมี… ใครเจ็บบนท้องถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572123

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ไม่ควรมี... ใครเจ็บบนท้องถนน

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี ภาพ : pixabay, มูลนิธิบลูมเบิร์ก

ปัญหาผู้เสียชีวิตบนท้องถนนเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของโลก ในแต่ปีจะมผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนสูงราว 1.3 ล้านคน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 50 ล้านคน

ในการประชุม ชาเลนจ์ บีเบนดัม ริโอ 2010 (Challenge Bibendum Rio 2010) ณ กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล ได้ร่างกรอบกำหนดการทำงานเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตบนท้องถนนให้เหลือศูนย์ ภายในปี 2593 หรือในอีก 32 ปีข้างหน้า แต่ดูเหมือนว่า 8 ปีที่ผ่านมาหลังจากมีการรณรงค์ ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปเลย

ไทยรั้งอันดับหนึ่งของโลก

ในกลุ่ม 100 ประเทศที่ร่วมลงนามรณรงค์ประเทศไทยเรายังคงรั้งอันดับหนึ่งในอัตราการเสียชีวิตราว 36.4 ต่อประชากร 1 แสนคน แซงหน้าประเทศมาลาวี ประเทศไลบีเรีย ประเทศแทนซาเนีย และประเทศรวันดา และเมื่อมองจังหวัดที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดย่อมไม่พ้นกรุงเทพมหานคร หนึ่งในเมืองที่รถติดที่สุดในโลก

สุราษฎร์ เจริญชัยสกุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในกรุงเทพมหานครว่า “สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตนั้นส่วนใหญ่จะเกิดกับกลุ่มประชากรในช่วงอายุ 15-29 ปี โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่คือ รถจักรยานยนต์ มองลึกลงไปอีกจะพบว่ามีการตายเกิดขึ้นกับกลุ่มเยาวชนผู้ที่ไม่มีใบขับขี่สูงขึ้นทุกปี ที่สำคัญกว่านั้นก็คือผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ใส่หมวกกันน็อก”

สอดคล้องกับข้อมูลสถิติอุบัติเหตุของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ปี 2558 พบว่ามีคดีอุบัติเหตุทางบกสูงถึง 69,394 คดี มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6,273 คน แบ่งเป็นชาย 4,722 คน และหญิง 1,551 คน เสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุทันที 3,331 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2,520 คน

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงที่สุด คืออุปกรณ์ชำรุด 9,861 ราย การขับตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด 8,027 ราย และการขับตามในระยะกระชั้นชิด หรือการขับจี้ท้ายคันหน้าทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงถึง 5,826 ราย ส่วนคดีเมาสุราแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุนั้นมีอยู่ 1,362 ราย ประเภทพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงที่สุดคือรถจักรยานยนต์ 26,715 คัน ตามด้วยรถเก๋ง 22,637 คัน

รายงานจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรม ความปลอดภัยทางถนน ได้รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในประเทศไทย ในปี 2561 วันที่ 24 พ.ย. 2561 ทั้งหมด 13,877 คน บาดเจ็บทั้งหมด 912,220 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุที่สูงมาก

จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร 845 ราย จ.ชลบุรี 522 ราย และนครราชสีมา 515 ราย ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนต่ำที่สุดคือ แม่ฮ่องสอน ที่มีเพียง 38 รายเท่านั้น

เมาไม่ขับและใส่หมวกกันน็อก

“เราไม่รู้เลยว่าเพื่อนที่เรานั่งมอเตอร์ไซค์ของเขาไปด้วยจะดื่มเหล้ามาก่อน ถ้ารู้ก็คงไม่ซ้อนท้ายไปด้วย” นุชจรี เหมราช วัย 39 ปี หนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายจากการซ้อนท้ายคนเมาแล้วขับ เล่าถึงความทรงจำเมื่อ 24 ปีก่อนที่ประสบอุบัติเหตุจนเกือบทำให้ตัวเองต้องเสียชีวิต แต่เคราะห์ดีเธอรอดมาได้เพราะหมวกกันน็อก และเล่าให้แง่คิดเตือนใจกับทุกคนถึงภัยจากความประมาทบนท้องถนน เนื่องในวันรำลึกถึงผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนนแห่งโลก โดยมูลนิธิบลูมเบิร์กเพื่อสาธารณประโยชน์ (Bloomberg Philanthropies Initiative for Global Road Safety: BIGRS) เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

“ตอนที่เกิดเหตุประมาณสามทุ่ม นุชนั่งรอรถอยู่ริมถนนแถวบางแค เพื่อที่จะกลับเข้าบ้านหลังจากไปทำธุระ โชคไม่ดีที่วันนั้นฝนตกหนัก ทำให้ต้องรอรถนานมากจนถึงเวลาสี่ทุ่มก็ยังไม่มีรถประจำทางมา พอดีมีเพื่อนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านมาบริเวณนั้น จึงอาสาพาไปส่งที่บ้าน

เราก็ไม่ทราบมาก่อนว่าเพื่อนคนนี้ได้ดื่มแอลกอฮอล์มา ตอนนั้นฝนตกหนักด้วย พอสวมหมวกกันน็อกและรถออกตัวไปได้เพียงไม่นาน รถมอเตอร์ไซค์ที่นุชนั่งซ้อนท้ายได้ชนเข้าอย่างแรงกับรถกระบะที่จอดติดไฟแดงอยู่ข้างหน้า ตอนนั้นความรู้สึกเราเหมือนโดนปิดสวิตช์

มารู้สึกตัวอีกทีขณะที่กู้ภัยกำลังลากตัวเราออกมาจากใต้ท้องรถกระบะ และนำส่งโรงพยาบาล ความรู้สึกตอนนั้นคือตัวชาไปหมด ไม่รู้สึกอะไร เจ้าหน้าที่กู้ภัยบอกว่าหมวกกันน็อกเราแตกละเอียด ถ้าหากไม่สวมหมวกกันน็อก ศีรษะของเราอาจจะไปกระแทกกับเพลาใต้ท้องรถหรือพื้นถนน หรือสมองอาจได้รับความกระทบกระเทือนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงก็ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราก็คือ กระดูกคอแตกทับเส้นประสาท และกลายเป็นผู้พิการ ต้องนั่งรถเข็นตั้งแต่อายุ 15 และมารู้ทีหลังจากทางตำรวจว่า เพื่อนที่เราซ้อนท้ายเขานั้นตรวจพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูง แล้วขับมาด้วยความเร็วในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก จึงเสียหลักทำให้รถจักรยานยนต์ชนเข้ากับท้ายรถกระบะที่จอดติดไฟแดง แล้วตัวเราก็กระเด็นเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถกระบะ ต้องใช้เวลารักษาตัวในห้องไอซียูนานถึง 3 เดือน

จากนั้นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกเกือบปี เพราะต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่อง ความฝันทุกอย่างพังทลายหมด จนคิดอยากจะฆ่าตัวตาย เราชอบเรียนภาษาแต่ความฝันที่เคยอยากเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องจบลง รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของพ่อแม่ ทำให้แม่ต้องหยุดทำงานเพื่อดูแลเรา ในขณะที่พ่อต้องเป็นเรี่ยวแรงสำคัญคนเดียวในการทำงานเลี้ยงดูลูกทั้งสามคน แต่กำลังใจจากแม่และครอบครัว ทำให้เราฉุกคิดสู้ชีวิตและอยากกลับมาช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด”

เธอฝากทิ้งท้ายกับทุกคนว่า ครั้งนั้นหมวกกันน็อกช่วยชีวิตไว้ ถ้าตอนนั้นไม่ได้ใส่หมวกกันน็อก ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง “ใกล้ไกลขอให้ใส่หมวก เพราะหมวกกันน็อกคือสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตคุณได้ อย่างน้อยก็ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น” ปัจจุบัน นุชจรีได้เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือคนพิการให้มีงานทำ โดยทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ของบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ทำให้เธอได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม แม้จะไม่ได้เดินตามความฝันแต่อย่างน้อยก็ได้ใช้ชีวิตอย่างมีค่ากับทุกคนในครอบครัว

จิตสาธารณะแก้ปัญหาอุบัติเหตุ

สุราษฎร์ เสริมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนว่า แนวทางของกรุงเทพมหานคร โดยสำนักการจราจรและขนส่ง ก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการทำงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บบนท้องถนน ทั้งด้านการสื่อสารรณรงค์ และการออกแบบพัฒนาปรับปรุงถนนในกรุงเทพมหานครให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่มีอัตราความเสี่ยงสูงกว่ารถประเภทอื่นมีตัวเลขความพิการทุพพลภาพ และสูญเสียชีวิตมากกว่า หากเป็นรถเก๋งหรือรถโดยสารอื่นเมื่อประสบอุบัติเหตุ ก็จะเสียหายแค่ทรัพย์สิน แต่รถจักรยานยนต์นั้น ผู้ขับขี่มีความเสี่ยงถึงชีวิต โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลให้มีการบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น เช่น การไม่สวมหมวกนิรภัย

เราพบว่าในกรุงเทพฯ มีผู้ไม่ใส่หมวกกันน็อกแล้วขับขี่ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 45 เปอร์เซ็นต์ มีแนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชนผู้ที่ไม่มีใบขับขี่สูงขึ้น กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการจราจรและขนส่ง ได้ดำเนินกิจกรรมการสื่อสารรณรงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ปลุกจิตสำนึก ค่านิยม วัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนให้กับประชาชน รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในการรณรงค์ให้ผู้ขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ให้มากขึ้น

“สิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหานี้ก็คือการมีจิตสาธารณะในการใช้รถใช้ถนน เพราะถนนเป็นของส่วนรวม เรื่องความปลอดภัยทางถนนจึงควรเป็นของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง หากเรามีจิตสาธารณะแล้ว เราจะปฏิบัติตามกฎจราจร แล้วอุบัติเหตุจะไม่เกิดขึ้น” สุราษฎร์ กล่าวทิ้งท้ายให้กับทุกคน โดยเฉพาะช่วงเวลาใกล้เทศกาลที่ทุกคนเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยแล้วยิ่งควรตระหนักถึงความปลอดภัยให้มากขึ้น

ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ กับสัญลักษณ์มิสยูนิเวิร์ส 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572126

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ กับสัญลักษณ์มิสยูนิเวิร์ส 2018

เรื่อง  วราภรณ์ ภาพ  ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ

นับเป็นเกียรติและสิ่งภาคภูมิใจครั้งสำคัญของจิตรกรมากฝีมือ ป๋วย-ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ที่มีโอกาสออกแบบสัญลักษณ์ที่จะใช้ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ทั้งหมด อาทิ ออกแบบโลโก้มงกุฎนกยูงและสัญลักษณ์ในการประกวดอื่นๆ ที่เขาได้รับแรงบันดาลใจจากมวลบุปผาราชินี 6 ชนิด ซึ่งล้วนเป็นตำนานที่ออกแบบขึ้นใหม่ภายใต้สัญลักษณ์แห่งดวงดาว เพื่อเป็นการถวายพระพรเนื่องในโอกาสสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 66 พรรษา ในปีนี้

ที่สำคัญ ดอกไม้งามที่เขานำมาออกแบบทั้ง 6 ชนิดนี้เป็นดอกไม้ในพระนามาภิไธย และดอกไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม หนึ่งในนั้นคือ ดอกดารารัตน์ สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ชูศิษฐ์ออกแบบจะไปปรากฏในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ทั้งหมดโดยเลือกใช้ให้เหมาะกับแต่ละโอกาส

สำหรับรางวัลการันตีฝีมือด้านการวาดภาพของชูศิษฐ์ ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ชูศิษฐ์คือศิลปินไทยคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดวาดภาพลายเส้นจาก “อเมริกัน อาร์ติสต์แมกกาซีน” ที่ได้รับการยอมรับแวดวงศิลปะมานานกว่า 70 ปี และด้วยฝีมือหาตัวจับยากทำให้ชูศิษฐ์ได้รับทุนจาก Leslie T. Posey Foundation ศึกษาปริญญาโทในสาขาจิตรกรรมที่ New York Academy of Art สหรัฐอเมริกา ขณะกำลังศึกษาอยู่ที่สหรัฐ ชูศิษฐ์ยังได้รับเกียรติให้เป็น 1 ใน 7 ศิลปินร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการ Painting From the Part ที่จัดโดย The Metropolitan Museum of Art มหานครนิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของจิตรกรไทยตัวเล็กๆ เนื่องจากนิทรรศการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ล่าสุด ชูศิษฐ์ได้ทำงานศิลปะที่จะเข้าไปอยู่การประกวดมิสยูนิวิร์ส 2018 ออกแบบเชิงสัญลักษณ์ แทรกแนวคิด เพื่อนำเสนอความเป็นไทยออกสู่สากล ถือว่ามีความยากในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ชูศิษฐ์กล่าวว่า เพราะไม่ใช่เพียงการออกแบบสัญลักษณ์ แต่ต้องแฝงไปด้วยความหมายที่คมมากพอ และต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงในการประกวดครั้งนี้ เพื่อนำไปสู่งาน 3D แอนิเมชั่น แต่จะเข้าไปอยู่ในลักษณะใดต้องมีกระบวนการคิดมากกว่าแค่ออกแบบสัญลักษณ์

“ผมได้ร่วมงานนี้เพราะผมรู้จักกับหนึ่งในคณะผู้จัดประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 บริษัท ทีพีเอ็น คือคุณตี๋-สมชาย ชีวสุทธานนท์ ผมได้เจอคุณตี๋ในงานนิทรรศการศิลปะ อยู่บ่อยๆ คุณตี๋จึงให้โอกาสป๋วยเข้าไปร่วมงานออกแบบครั้งนี้ โดยงานที่คุณตี๋มอบหมายให้ป๋วยทำคือ อยากให้ป๋วยออกแบบและคิดเนื้อหาแนวความคิดที่จะเข้าไปอยู่ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ซึ่งเป็นงานระดับโลก คุณตี๋คิดว่ามันเป็นงานที่เราต้องสร้างชื่อเสียงให้สาวงามทั้ง 95 ประเทศที่จะเข้ามาประกวด ทำให้เขารู้สึกประทับใจที่เข้ามาร่วมงาน ผมถือว่าเป็นเกียรติมากๆ”

สัญลักษณ์แห่งความรักและภักดี ในงานมิสยูนิเวิร์ส 2018 ที่ชูศิษฐ์ออกแบบ อาทิ ออกแบบโลโก้มงกุฎนกยูง และลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมวลบุปผาราชินี 6 ชนิด ได้แก่ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์, มหาพรหมราชินี, โมกราชินี, ดารารัตน์, สรัสจันทร และบัวควีนสิริกิติ์ โดยดึงตำนานแห่งมวลบุปผางาม 6 ชนิด ที่ออกแบบขึ้นใหม่ภายใต้สัญลักษณ์แห่งดวงดาว นอกจากเป็นการถวายพระพรเนื่องในโอกาสสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 66 พรรษาในปีนี้ โดยร่วมกันเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านสู่สายตาชาวโลกในงานนี้ ที่สำคัญดอกไม้งามที่นำมาออกแบบทั้ง 6 ชนิดนี้ คือ มวลบุปผาราชินี อันเป็นดอกไม้ในพระนามาภิไธย และดอกไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม และหนึ่งในนั้นคือ “ดอกดารารัตน์ ดอกไม้แห่งความทรงจำ” ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้ ม.ร.ว.หญิงสิริกิติ์ เสมอเมื่อครั้งที่ยังมิได้ทรงราชาภิเษกสมรส สัญลักษณ์ที่นำมาใช้ในการออกแบบทั้งหมดจึงเป็นเครื่องหมายของการแสดงความรัก ความศรัทธา ที่น้อมถวายแด่พระผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งแผ่นดินจากประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

“แนวความคิดการออกแบบงานศิลปกรรมของผมชุดนี้ที่นำมาออกแบบจะมี 2 ส่วน ประกอบไปด้วย สัญลักษณ์แห่งดวงดาวตามคติความเชื่ออย่างไทยในเรื่องภูมิจักรวาล โดยการนำมวลบุปผาราชินีจำนวน 6 ชนิด นำมาสร้างสรรค์ลวดลายและองค์ประกอบขึ้นใหม่ภายใต้สัญลักษณ์แห่งดวงดาว ด้วยการจัดวางการเคลื่อนไหว ด้วยอัตลักษณ์ความงดงามอย่างดาวเพดานไทย ประกอบกับคติตำนานหมู่ดาวนกยูง ซึ่งนกยูงถูกยกให้เป็นนกที่สวยงามและสง่างามที่สุดของโลก เป็นราชินีแห่งนกทั้งปวง ดั่งที่องค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทยให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย นกยูงยังเป็นสัญลักษณ์ในสากลที่มีความหมายถึง ความเป็นอมตะ ความโชคดีความสูงส่ง และความรัก ซึ่งบุปผาราชินีออกมาในสัญลักษณ์ของดาวเพดานคือ คติความเชื่อของความเป็นไทย สิ่งเหล่านี้แฝงอยู่ในการตกแต่งอยู่ในดาวเพดานของโบสถ์และอื่นๆสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คติความเชื่อของไทยเรื่องจักรวาล ซึ่งพ้องกับคำว่า จักรวาล ซึ่งมีความเป็นนามธรรมและร่วมสมัย ที่จะมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการประกวดครั้งนี้ แต่ใช้ฟอร์มของดอกไม้ เช่น ดอกไม้ชนิดนี้มี 5 กลีบ เช่น โมกราชินีมีความซับซ้อนของกลีบ เกสรเหมือนหยดน้ำเล็กๆ สวยและหาดูยาก โดยบุปผาราชินีจะไปอยู่ในงานต้อนรับหลายส่วนที่จะเกิดขึ้น เช่น อยู่ในงานเลี้ยง หรือศิลปะที่จะใช้ในงานนี้” โดยโลโก้นกยูงจะถูกส่งต่อไปให้ศิลปินศิลปะดิจิทัล 3D ฝีมือระดับต้นๆ ของเมืองไทย ธีร์นันทวริศ นำไปทำเป็นภาพ 3D แอนิเมชั่น ที่ฝีมือของธีร์ฮือฮาและเป็นที่ชื่นชมมาแล้วในงานแถลงข่าวการเปลี่ยนมือการเป็นผู้จัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ในประเทศไทย ในการเปิดตัวนางงามจักรวาลประจำปี 2017 เดมี-ลีห์ เนล-ปีเตอร์ส บนเวที ณ โรงแรมดุสิตธานี มาแล้ว

งานออกแบบสัญลักษณ์แต่ละชิ้นที่ชูศิษฐ์แสดงฝีมือ ล้วนอยู่ภายใต้ความรัก ความศรัทธา ของเขาที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

“ความยากในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน คือ เพราะไม่ใช่เพียงการออกแบบสัญลักษณ์ แต่ต้องนำไปใช้ได้จริงในการแสดงงานในครั้งนี้ จะนำไปสู่งาน 3D แอนิเมชั่น จะเข้าไปอยู่ในลักษณะใด ต้องมีกระบวนการคิดมากกว่าแค่ออกแบบสัญลักษณ์ งานนี้จึงท้าทายและรู้สึกกดดัน เพราะผลงานตัวแทนของคนไทยที่ทำงานศิลปะไทยที่จะเข้าไปอยู่ในงานนี้ ขณะเดียวกันมันต้องมีความเป็นสากลและเข้าถึงทุกคนได้ เพราะเป็นงานออกสู่สายตาชาวโลก จึงต้องมีความผสมผสานไทยแล้วต้องงดงามในเชิงสากลด้วย คือผมทำงานศิลปะมาเกือบทั้งชีวิต งานครั้งนี้ถือเป็นอีกสาขาหนึ่ง ปกติผมชำนาญงานภาพเหมือนสีน้ำมัน ซิกเนเจอร์ของผมคือ ได้รับการยอมรับในเรื่องการวาดภาพเหมือน พระบรมสาทิสลักษณ์ งานของผมได้ไปโชว์ในระดับนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง ประสบการณ์ของผมที่สั่งสมมาทั้งหมดผมนำมาใช้ในงานครั้งนี้ อาจไม่ใช่งานโดยตรงในเชิงศิลปะเพียวอาร์ต แต่เป็นงานที่ใช้แนวความคิดลึกซึ้งแบบการทำงานศิลปะเข้ามาใช้ในการทำงานครั้งนี้ที่จัดขึ้นที่เมืองไทย ผมคิดว่างานครั้งนี้เป็นงานสำคัญของประชาชนคนไทย เพราะเป็นงานเผยแพร่ความเป็นชาติไทย สู่สายตาชาวโลก รู้สึกภูมิใจที่ปีนี้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็รู้สึกภูมิใจที่ไทยได้จัดงานเป็นเจ้าภาพเพราะเป็นงานระดับโลก อยากให้คนร่วมเชียร์และมาดูงานศิลปะ ดูโปรดักชั่นที่เป็นมืออาชีพทั้งนั้น”

ชูศิษฐ์ยอมรับว่ากว่าจะกลั่นงานออกแบบเชิงสัญลักษณ์ได้ต้องใช้เวลานาน 1 เดือนกว่าความคิดจะตกผลึก ขณะที่คิดงานเขาหาแรงบันดาลใจด้วยการฟัง Main Theme ของการประกวดแต่ละครั้ง เพื่อเขาต้องเข้าใจถึงมูฟเมนต์ จังหวะแนวดนตรีประกอบกัน

“ทุกอย่างต้องทำงานสอดคล้องกัน เพราะมันต้องใช้ในการเคลื่อนไหว การเดิน การแสดงทุกอย่างที่อยู่บนเวที อย่างที่กองประกวดให้โจทย์ในการทำงานของผมมาคือ เป็นงานของผู้หญิงสมัยใหม่ที่มีความบอบบางแต่แข็งแรง สวยที่สุดในโลก ณ พ.ศ.ปัจจุบัน ฉลาด มั่นใจ ผมต้องแสดงให้เห็นภายใต้การออกแบบ การใช้เส้น การออกลวดลายหนาบาง น้อยแต่มีความเท่ ที่ชัดเจนและน่าจดจำนี่คือโจทย์ที่ผมได้รับ โจทย์เป็นนามธรรมมากๆ ตอนเรียนคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร อยู่แล้ว ผมได้รีเสิร์ชงานในโบสถ์ ตามวัดสำคัญๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผมได้เห็นบรรยากาศความเชื่อ คติความเชื่อไทยที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นความผูกพันที่อยู่ในตัวผมอยู่แล้ว ผมถึงรู้ว่าเราจะนำสัญลักษณ์เหล่านี้มาใช้ในงานอย่างไร”

งานครั้งนี้จึงถือเป็นงานที่ท้าทายมาก เพราะเป็นงานที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เวลาทำงานทุกครั้งเขาจะมีแรงบันดาลใจและเขาชื่นชอบทำงานที่มีความยากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอที่จะท้าทายตัวเอง ดึงความสามารถของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นงานใหญ่ๆ ที่เขาทำมักจะมีความยากขึ้นเรื่อยๆ

“ผมรู้สึกว่าผมต้องทำงานที่ยากขึ้น อุปสรรคมากขึ้น และผมต้องผ่านอุปสรรคให้ได้ เป็นสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญที่ทำงานในสาขาใดก็แล้วแต่ ต้องมีความมุ่งมั่นความเพียร ข้ามผ่านอุปสรรคให้สำเร็จลุล่วงเป็นดียิ่ง ซึ่งผมได้แรงบันดาลใจนี้มาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตลอดชีวิต เราต้องเพียร มุ่งมั่นในการทำงานตลอดระยะเวลาของการทำงาน“

ยกระดับ ความรู้เรื่องการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572125

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ยกระดับ ความรู้เรื่องการเงิน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ Pixabay

การยกระดับความรู้เรื่องการเงินเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ เพราะนอกจากจะต้องเรียนรู้แนวทางการลงทุนต่างๆ รวมไปถึงการเก็บเงิน หาเงิน การใช้เงินให้ประหยัด และการบริหารเงินออมให้งอกเงยแล้ว เรายังจะต้องรู้จริงในเรื่องการเงินทุกแง่ทุกมุมอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการกู้ยืม จำนอง จำนำ ทั้งในฐานะที่เราเป็นคนกู้และคนให้กู้ กฎหมายแรงงานและการทำงานต่างๆ เรื่องภาษีอากร เรื่องสัญญาซื้อ-เช่า หรือจะซื้อจะเช่าอสังหาริมทรัพย์ ระบบต่างๆ ในธนาคาร ทั้งบัญชีหลากรูปแบบ เช่น ฝากประจำ กระแสรายวัน และออมทรัพย์ รวมถึงกฎ ค่าธรรมเนียมในการใช้บริการแต่ละครั้ง (ปัจจุบันหากใช้แอพพลิเคชั่นของบางธนาคารก็จะไม่เสียค่าธรรมเนียม) กองทุน หุ้น บัตรเครดิต ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องเงินที่คุณควรรู้

ที่ผ่านมามีคนมากมายต้องมาตกม้าตาย หรือไม่ก็ต้องเสียเวลา เนื่องมาจากการไม่มีความรู้เรื่องการเงินเหล่านี้ เช่น จะให้ใครกู้ยืมก็ไม่ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร สุดท้ายก็ชวดเงิน หรือถ้าเราไปยืมเขา ทำเรื่องกู้เรียบร้อย มีสัญญาชัดเจน พอถึงกำหนดเราก็จ่ายไปตามปกติ แต่ดันไม่ได้ทำหลักฐานเอาไว้ ในที่สุดถ้ามีคนคิดจะโกง เขาก็จะหาเรื่องฟ้องร้องเราได้อีก หรือการลืมจ่ายภาษี นี่ก็สร้างปัญหาใหญ่จนถึงขั้นขึ้นศาลและสร้างภาวะล้มละลายให้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน

เรื่องเงินคือเรื่องสำคัญ มันอยู่กับเราทุกเวลา และมันมีผลต่ออนาคตของเราโดยตรง เราจึงต้องศึกษากระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ให้ละเอียด ด้วยเหตุผล 4 ประการคือ

1.รู้เรื่องเงินไว้ เราจะได้ไม่เสียรู้หรือประสบปัญหา อันเนื่องมาจากความไม่รู้ เสียรู้ หรือความประมาทเลินเล่อ จนอาจส่งผลให้เราสิ้นเนื้อประดาตัวได้

2.รู้เรื่องเงินไว้ เราจะได้เห็นแนวทางการเพิ่มเงินที่มีให้มากขึ้น เห็นลู่ทางในการส่งเงินไปทำงานแทนเรา

3.รู้เรื่องเงินไว้ เพื่อความมั่นคงในชีวิต ทรัพย์สิน และอนาคต

4.รู้เรื่องเงินไว้ เพื่อช่วยเหลือคนอื่นที่อาจจะต้องประสบความลำบากด้วยความไม่รู้ เช่น คู่ชีวิต บุตรธิดา พ่อแม่พี่น้อง หรือเพื่อนพ้องของเรา รวมไปถึงบริษัทที่เราทำงานอยู่ การที่เรารู้ อาจส่งผลให้เราช่วยในการตรวจสอบไม่ให้บริษัทโกงเรา หรือทำอะไรผิดพลาดจนเกิดความเสียหายต่อตัวบริษัทเองได้

เมื่อถึงตรงนี้หากคุณยังไม่เห็นว่า การรู้เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ก็ขอให้ระมัดระวังไว้ว่าสักวันหนึ่งเราอาจต้องเสียหายจากความประมาทนี้ก็เป็นได้

คุณอาจจะไม่ต้องถึงขั้นลงทะเบียนเรียน “วิชาเศรษฐศาสตร์” หรือหาตำราระบบเศรษฐกิจมาอ่านเป็นเล่มๆ แต่อย่างน้อยก็ควรทำความเข้าใจเรื่องการจัดการบริหารเงินของเรา ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น การทำบัญชี การฝากเงิน การออม เพราะสิ่งเหล่านี้เราย่อมต้องทำเป็นอยู่แล้ว

สำหรับคนทำงานก็ต้องรู้เรื่องกฎหมายแรงงานไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกัน รู้กฎหมายภาษีเพื่อทำหน้าที่พลเมืองผู้มีรายได้อย่างถูกต้อง หรือถ้าเราอยากลงทุนก็ต้องรู้ให้ลึก รู้ให้จริงเกี่ยวกับการลงทุน และรู้รวมไปถึงสิ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยง กับผลตอบแทนของการลงทุนนั้นๆ ด้วย

ถ้าอยากทำสวนส้มโอให้ออกดอกออกผล ก็ต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับมัน ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ การเลือกสถานที่ปลูก และอื่นๆ ด้วย ถ้าอยากทำเงินให้ออกดอกออกผล เราก็ต้องรู้เกี่ยวกับมันให้ละเอียดที่สุด ตามคำกล่าวที่ว่า “เราจะมีเงินมากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ว่าเรามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมันมากน้อยเพียงใด” ถ้ารู้มากก็มีมาก แต่ถ้ารู้น้อยก็ย่อมมีน้อยเป็นเรื่องธรรมดา ว่าแต่คุณอยากจะมีเงินมากหรือน้อยกันล่ะ

ปวดข้อ สัญญาณเตือนแรกโรคเอสแอลอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572124

  • วันที่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 15:00 น.

ปวดข้อ สัญญาณเตือนแรกโรคเอสแอลอี

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

โรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus : SLE) เป็นโรคไม่ติดต่อ เกิดจากภูมิต้านทานทำร้ายตัวเอง ปกติภูมิต้านทานของเรา จะมีหน้าที่ทำร้ายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เชื้อโรคตายโดยการหลั่งสารอักเสบ แต่ในผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ภูมิต้านทานไม่สามารถแยกแยะระหว่างสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายกับเซลล์และเนื้อเยื่อของตัวเองได้ จึงทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายคิดว่าเซลล์ปกตินั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมจึงได้ไปทำร้ายเซลล์นั้น ทำให้เกิดการอักเสบจนมีผลกระทบกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะ ผิวหนัง ข้อ ระบบเลือด ไตและระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งถ้าปล่อยให้มีการอักเสบเป็นเวลานานจะทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย จนทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

ดังนั้นในการรักษาจึงต้องรีบควบคุมการอักเสบให้ได้ก่อนที่จะไปทำลายอวัยวะต่างๆ อย่างถาวร โดยมีสาเหตุจากพันธุกรรม ร่วมกับสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของระบบภูมิต้านทานในร่างกาย เช่น ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งมักจะพบในวัยรุ่นเพศหญิง ความเครียด แสงแดด การติดเชื้อ และยาบางชนิด

รศ.พญ.สุมาภา ชัยอำนวย อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติซั่ม โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า อาการของโรคเอสแอลอี สามารถแสดงอาการได้หลายรูปแบบ แต่ละคนก็จะมีอาการที่ต่างกัน โดยอาการจะมีช่วงกำเริบและสงบสลับกันไป แต่มักจะไม่หายขาด ส่วนใหญ่จะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนน้อยจะมีอาการแบบรุนแรง รวดเร็ว สามารถเกิดอาการได้ทุกระบบ อาการที่พบบ่อยได้แก่ อาการปวดข้อ อาการผื่นบนใบหน้า เช่น ผื่นผีเสื้อ คือผื่นที่ขึ้นบริเวณจมูกและแก้มทั้งสองข้าง ผื่นแพ้แสงแดด เหนื่อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว รู้สึกเหมือนมีไข้ต่ำๆ ซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกที่พบได้บ่อยที่สุด มีแผลในปากบริเวณเพดานปากและเหงือก ผมร่วง ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อซีด เป็นจ้ำเลือดง่าย

หากมีอาการที่สมองจะทำให้มีอาการปวดศีรษะ ชัก หรืออ่อนแรงได้ อาจจะมีอาการเยื่อหุ้มปอดและหัวใจอักเสบทำให้มีอาการหายใจแล้วเจ็บหน้าอกได้ หากโรคเอสแอลอี ทำให้ไตอักเสบจะทำให้มีอาการบวมทั้งที่เท้า ขา และหนังตา ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะเป็นฟอง หรือมีเลือดในปัสสาวะ โดยมากกว่าร้อยละ 90 ในผู้ป่วยโรคเอสแอลอี พบอาการปวดข้อเป็นอาการนำ

ส่วนมากมักมีอาการอักเสบของข้อร่วมด้วย โดยสังเกตจากมีอาการบวม ตึงรอบๆ ข้อผู้ป่วยบางรายอาจจะปวดข้อแต่ไม่มีอาการอักเสบก็ได้ ซึ่งบริเวณที่พบได้บ่อย คือ ข้อเล็กๆ ในนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก และข้อเข่า อาจจะมีการปวด ร่วมกับบวมตึง อาการมักจะแย่ที่สุดในช่วงเช้า หลังจากตื่นนอน หรือหลังจากที่ไม่ได้ขยับข้อมานานๆ จะทำให้มีการสะสมของสารอักเสบรอบๆ ข้อมากขึ้น

พอได้ขยับเขยื้อน หรืออาบน้ำอุ่นๆ จะทำให้อาการดีขึ้น แม้ว่าอาการบวม อักเสบจะไม่มาก แต่ในบางครั้งผู้ป่วยโรคเอสแอลอีจะมีอาการปวดได้มากๆ ไม่สัมพันธ์กับการอักเสบที่เห็น บางคนปวดมากจนแทบลุกจากเตียงไม่ได้ในตอนเช้า อาการปวดข้อในโรคเอสแอลอียังมีอาการปวดแบบย้ายที่ คือ ปวดจากข้อหนึ่งย้ายไปอีกข้อหนึ่ง วันหนึ่งปวดข้อมืออีกวันปวดข้อเข่า บางครั้งญาติหรือคนที่บ้านก็ไม่เข้าใจ เพราะดูไม่เห็นจะอักเสบหรือบวมแดงอะไร

อันนี้หมอต้องอธิบายคนในครอบครัวให้เข้าใจ และขอความเข้าใจ เห็นใจให้คนไข้อยู่เสมอๆ นอกจากอาการปวดบริเวณข้อแล้วยังมีอาการปวดเมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดระบม ตัวรุมๆ ไม่สบายตัว ร่วมด้วยได้ อาการปวดข้อช่วงเช้านี้จะแตกต่างจากการปวดข้ออื่นๆ เช่น อาการปวดข้อจากโรคข้อเสื่อม ซึ่งมักจะปวดเมื่อมีการใช้งาน อาการดีขึ้นเมื่อได้พักหรืออยู่นิ่ง อาการปวดข้อในโรคเอสแอลอี จะเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง มักเป็นทั้งสองข้าง แบบสมมาตรกัน คือเป็นทั้งด้านซ้ายและขวา

หากมีอาการดังข้างต้นและสงสัยว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคเอสแอลอี สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ไม่เครียด เพราะความเครียดอาจจะทำให้โรคกำเริบเพิ่มได้ ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม ซึ่งแพทย์จะตรวจเลือด เพื่อหาโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อทำลายตัวเอง ที่เรียกว่าแอนติบอดีซึ่งหากให้ผลบวก จะเป็นข้อมูลในการช่วยวินิจฉัยโรคเอสแอลอี และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองที่ถูกต้อง เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังและซับซ้อนในหลายๆ ครั้งผู้ป่วยจึงอาจจะท้อแท้และหมดกำลังใจ ดังนั้นครอบครัวมีความสำคัญอย่างมาก ที่จะสนับสนุนในเรื่องจิตใจ ให้ความเข้าใจถึงตัวโรคที่เกิดขึ้น และให้กำลังใจกับผู้ป่วย เพื่อจะได้ต่อสู้กับโรคต่อไป

(อย่า) กังวลกับอนาคต จนไม่กล้าก้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/572031

  • วันที่ 26 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

(อย่า) กังวลกับอนาคต จนไม่กล้าก้าว

เรื่อง บีเซลบับ

ไม่มีใครที่เก่งมาตั้งแต่เกิด ในชีวิตคนเรามีโอกาสที่จะได้รู้ได้เห็นและได้จดจำสิ่งต่างๆ มากมาย เมื่อได้เรียนรู้อาจจะทีละเล็กทีละน้อย แต่เราก็จะทำดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้คือกระบวนการที่เท่าเทียมกันทุกคนหมด หากเราไม่คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งเรียนรู้เพื่อให้ได้มา เราก็จะลองท้าทายทำสิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ

อย่ากังวลกับอนาคตจนไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า!

1.ทำไมไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมชอบคาดเดาอนาคตว่า ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จนกังวลวิตกไปเอง ทั้งที่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ก็ไม่มีใครประกันได้ หรือทำอะไรต่อไปไม่ถูกก็มี ความจริงก็คือยิ่งคิดเช่นนั้นก็ยิ่งเป็นทุกข์ รู้สึกหวาดระแวงกับงานที่ทำอยู่ การกระทำเช่นนี้นี่แหละที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเอาแต่คิดแง่ร้ายกับเรื่องที่คุณมองไม่เห็น หรือเรื่องที่ไม่ได้มีการตกลงอะไรแน่ชัด

นี่อาจทำให้คุณกังวลใจจนนอนไม่หลับ ถ้าทำแบบนั้นแล้วช่วยแก้ไขปัญหาได้จริงๆ คงไม่มีใครว่าอะไร ถึงคุณจะคิดฟุ้งซ่านจนถึงรุ่งเช้า สถานการณ์ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คุณก็แค่ต้องเข้าใจตัวเอง แล้วทำใจให้สบาย เผชิญหน้ากับความเป็นจริง แล้วก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง

2.ทุ่มเทกับเรื่องดีที่เป็นไปได้

หากเราทุ่มเทกับเรื่องใกล้ตัวจนเกิดผลลัพธ์ที่ดี ผลลัพธ์ที่ดีนั้นจะชักพาเรื่องดีๆ เรื่องอื่นๆ เข้ามาหา แต่หากไม่ลองพยายาม เราก็ไม่มีแม้แต่โอกาสที่เรื่องดีๆ จะเข้ามาหาเลย อย่ามัวยึดติดกับเรื่องที่คิดไปก็ไปไม่ได้ไกล และไม่ได้ประโยชน์อะไร แล้วหันหน้ามาเผชิญกับสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ดีกว่า

ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เวลาที่มานั่งกลุ้มใจกับเรื่องในอนาคตจึงเปล่าประโยชน์ นั่นหมายความว่าคุณต้องเปลี่ยนวิธีคิด หันมาสนใจกับเรื่องตรงหน้าแล้วทำมันอย่างดีที่สุดแทน

3.มุ่งมั่นฝึกฝน พัฒนาทักษะ

ในระหว่างหรือในจังหวะชีวิตของคนทุกคน คือการพัฒนาทักษะ และการมุ่งมั่นฝึกฝน เมื่อโอกาสมาถึงก็ไม่มีคำว่า ไม่เอา หรือไม่กล้า นี่เป็นเรื่องจริงที่คนทำงานหลายคนได้จดจำเงื่อนไขแห่งความทุกข์ และเชื่อมโยงมันไว้กับภาพจำแง่ลบ ที่เมื่อทับถมมากเข้าๆ ก็กลายเป็นแก่นแกนความคิด ที่ยึดติดกลายเป็นภาพจำของตัวเองไปจริงๆ และภาพนี้เองที่ทำให้เราต้องเสียโอกาสดีๆ ไปหลายครั้งในชีวิต

ทำไมเราไม่กำหนด “เงื่อนไขแห่งความสุข” และเชื่อมโยงมันไว้กับภาพจำแง่บวก คิดถึงปัจจัยแห่งความสุขและเครื่องมือสู่อนาคตที่แจ่มใสบ่อยๆ ด้วยวิธีนี้ คุณก็จะยืนต่อหน้าโอกาสดีๆ ในทุกจังหวะของชีวิต และจะไม่พลาดมันอีกเลย วิธีนี้ไม่เสียทั้งเงินไม่เสียทั้งเวลา เพราะตัวเราที่มีสวิตช์ควบคุมความสุขและการเดินทางไปสู่ความสำเร็จของเราเอง

4.กล้ากระโดดออกจากคอมฟอร์ตโซน

ความเป็นจริงก็คือ ความคิดเรื่องย้ายงานของคนทำงานจะเปลี่ยนแปลงควบคู่ไปกับสภาพเศรษฐกิจ ความรู้สึกจะโลเลไปมาไม่ต่างจากลูกตุ้มนาฬิกา เปลี่ยนงานไปแล้วสักพักหนึ่ง ก็คิดอยากเปลี่ยนงานอีกด้วยเหตุผลต่างๆ

เมื่อเห็นสัจธรรมของการเปลี่ยนงานแล้ว ก็มองเข้าไปให้เห็นตัวเอง อย่างไรก็ตาม บางทีเหตุผลของการไม่กล้าเปลี่ยนงานอาจไม่ใช่เพราะเหตุผลแรกก็ได้ แต่ไม่กล้าเปลี่ยนงาน เนื่องจากไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงใหม่ๆ คิดเท่าไรก็ไม่ได้บทสรุปจนสุดท้ายก็รู้สึกแย่กับตัวเอง เพราะไม่กล้าตัดสินใจอะไรลงไป

คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ คุณต้องกล้าก้าวออกมาจากคอมฟอร์ตโซนนั่นเสีย แม้หน้าที่การงานที่ทำอยู่จะ “ปลอดภัย” เพียงใด แต่นัยหนึ่งก็เป็นกับดักที่ทำให้เราไม่อาจก้าวออกสู่โอกาสและความท้าทายใหม่ๆ อาจเริ่มด้วยลองพักสมองไว้ก่อน แล้วสร้างจินตภาพถึงตัวเลือกและโอกาสต่างๆ

คุณจะประหลาดใจว่า ในที่สุดคุณก็ได้พบทางเลือกที่ดีที่สุด!