ต้นไม้ใช้กู้เงินได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560162

  • วันที่ 08 ส.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

ต้นไม้ใช้กู้เงินได้

โดย…สลาตัน

เห็นข่าวว่าต้นไม้สามารถนำมาใช้กู้เงิน อีกทั้งยังเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้อีก ผนวกกับเพื่อนฝูงถามไถ่มาเยอะว่าสามารถทำได้จริงหรือ แล้วคุณสมบัติหลักเกณฑ์ใดจะสามารถทำได้ เนื่องจากบางทียังมีต้นไม้ที่ชาวบ้านปลูกในพื้นที่ทับซ้อน พื้นที่เช่าอาศัย พื้นที่ของรัฐ

ยกข้อมูลจากที่ประชุม ครม.สัปดาห์ก่อนอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เสนอ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เสนอแผนขับเคลื่อนระบบการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ในส่วนของระบบการจัดการทรัพยากรและชุมชน ที่จะผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ยืนต้นมูลค่าสูงในที่ดินกรรมสิทธิ์

กระทรวงพาณิชย์ในฐานะกำกับดูแล พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจปี 2558 ได้เสนอออกกฎกระทรวงให้นำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ โดยออกกฎกระทรวงตามมาตรา 8(6) พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจที่บัญญัติให้หลักประกัน ได้แก่ ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงได้กำหนดไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 58 ชนิด ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่าให้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้

ส่วนต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า 58 ชนิด เช่น ต้นสัก พะยูง ชิงชัน กระซิก กระพี้เขาควาย สาธร แดง ประดู่ป่า ประดู่บ้าน มะค่าโมง มะค่าแต้ เคี่ยม พะยอม ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียน สะเดา สัตบรรณ ตีนเป็ดทะเล ปีบต้นตะแบกนา แคนา กัลปพฤกษ์ มะขามป้อม จามจุรี หลุมพอ กฤษณา ไม้หอม เทพทาโร ไผ่ทุกชนิด ไม้สกุลมะม่วง ไม้สกุลทุเรียน

ใครมีพันธุ์ไม้ที่เอ่ยมาข้างต้น รีบกลับเข้าสวนไปดูแล เพราะต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้จะไม่ใช่ไม้ไร้ค่า ที่เราปลูกทิ้งไว้เฉยๆ เท่านั้น ต่อไปทุกต้นจะเป็นเงินเป็นทองใช้ทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล กฎหมายแบบนี้ถือว่าดีมากยกนิ้วกดไลค์ให้เลย เพราะนอกจากจะช่วยพยุงทางเศรษฐกิจ ทำนองใครมีต้นไม้ก็สามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้บ้าน รถ อสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป แถมยังส่งเสริมให้คนทั่วประเทศหันมาสนใจปลูกต้นไม้ในพื้นที่ว่างเปล่า ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติให้สมบูรณ์เพิ่มขึ้น ที่สำคัญยังช่วยให้ต้นไม้ในประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นอีกด้วย

เท่าที่ทราบตอนนี้ ได้ยินมาว่าตัวกฎหมายดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างยกร่างกฎกระทรวงตามที่กฤษฎีกาพิจารณา โดยมีการคาดคะเนกันไว้ว่าน่าจะบังคับใช้ได้ในช่วงเดือน ก.ย. แบบนี้เตรียมปัดกวาดถางหญ้าให้สวยงาม ขณะที่การประเมินต้นไม้จะทำอย่างไร เบื้องต้นทราบว่า สถาบันการเงินจะเป็นผู้ประเมิน อย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกที่เข้ามาดำเนินการโครงการ “ธนาคารต้นไม้”

สำหรับสมาชิกในโครงการนี้สามารถนำต้นไม้เป็นหลักประกันมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งทางธนาคาร ธ.ก.ส.เขาจะเป็นผู้ประเมินราคาตามความจริง ถือว่าเป็นธนาคารนำร่องสร้างความเชื่อมั่นต่อเกษตรกร หรือคนทั่วไปที่ปลูกต้นไม้ 58 ชนิดไว้ โดยมีสถาบันการเงินรับต้นไม้เป็นหลักประกันหรือกู้เงินได้ในอนาคต

ส่วนอนาคตจะมีการขยายชนิดต้นไม้เพิ่มเติมอีกหรือไม่ คงต้องดูกระแสตอบรับและความคุ้มค่าที่สะท้อนความจริงกลับมาว่าเป็นอย่างไร อดใจรอกันอีกไม่นานเกษตรกรที่มีต้นไม้เหล่านั้น สามารถนำมาแปรให้เกิดมูลค่าได้อย่างมหาศาล อนาคตประเทศไทยอาจเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และใช้เป็นหลักทรัพย์ทางธุรกิจได้

ใช้รถให้คุ้มต้นทุนที่ต้องจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560064

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 10:55 น.

ใช้รถให้คุ้มต้นทุนที่ต้องจ่าย

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

เวลาคนซื้อแต่รถก็เห็นจะจริงอย่างที่เขาว่าหากเทียบการลงทุนระหว่างอสังหาริมทรัพย์กับรถยนต์ในราคาที่เท่ากันรถนั้นมีมูลค่าหายไปมากกว่าครึ่งในเวลาไม่ถึง 2 ปี แต่เราจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินที่เราลงทุนไปกับรถนั้นเกิดผลประโยชน์สูงที่สุด หรือมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรให้มากที่สุดด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1.ยิ่งวิ่งเยอะยิ่งคุ้ม

รถมีไว้ใช้ไม่ได้มีไว้ถนอมแต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและความสุขในการมีรถของแต่ละคน แต่หากคิดเรื่องเงินเป็นหลักแล้ว รถยิ่งวิ่งเยอะยิ่งคุ้มค่าเงินลงทุน ยกตัวอย่างซื้อรถมาในราคา 8 แสนบาท ใช้มา 15 ปีวิ่งเพียง 1 แสนกิโลเมตร

ในระยะเวลาดังกล่าวแม้จะวิ่งน้อยแต่อุปกรณ์บางอย่างภายในรถจะเสื่อมสภาพไปตามเวลาจนซ่อมไม่ไหว ต้องขายในราคาตลาดเพียง 5 หมื่นบาท เท่ากับว่าต้นทุนของรถอยู่ที่ 7.5 แสนบาท หารกับระยะทางที่ใช้ไป 1 แสนกิโลเมตร ต้นทุนการใช้งานรถคันนี้คิดอย่างง่ายๆ  (ไม่นับรวมค่าบำรุงรักษาและค่าน้ำมัน) จะตกกิโลเมตรละ 7.50 บาท แต่ถ้าในระยะเวลา 15 ปี คุณใช้รถไป 4 แสนกิโลเมตร ขายต่อในราคา 5 หมื่นบาท ต้นทุนต่อกิโลเมตรจะเหลือประมาณ 1.87 บาทเท่านั้น

2.ขายเมื่อถึงเวลาอันควร

อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณใช้รถอย่างคุ้มค่าก็คือ การขายเมื่อใช้งานไปได้ไม่กี่ปี โดยปกติแล้วมูลค่ารถจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 4 ปี แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้อรถรุ่นไหน

หากเป็นรถตลาดผ่านไป 4 ปี ก็ยังขายต่อได้ราคาดี สมมติว่าคุณซื้อรถมาในราคา 7 แสนบาท เมื่อใช้งานไปได้ 2 แสนกิโลเมตร แล้วขายต่อได้ในราคา 4 แสนบาท เมื่อนำต้นทุนที่จ่ายจริงในการใช้งานรถคันนี้ที่ 3 แสนบาท มาหารกับระยะทาง 2 แสนกิโลเมตร ค่าใช้งานรถของคุณจะอยู่ที่ 1.5 บาท/กิโลเมตรเท่านั้น (คำนวณโดยไม่นับรวมค่าบำรุงรักษาและค่าน้ำมันต่อกิโลเมตร)

เมื่อเทียบกับวิธีการใช้งานระหว่างวิ่งให้เยอะ เพื่อให้ต้นทุนต่อกิโลเมตรลดลง กับขายต่อเมื่อถึงเวลาอันควร อย่างหลังดูมีภาษีตรงที่ถึงจุดคุ้มทุนเร็วกว่า โดยไม่เสี่ยงกับการใช้งานรถเก่าที่อาจเสียได้กลางทาง แต่ก็ต้องแลกกับการลงทุนซื้อรถคันใหม่เพื่อให้มีรถใช้ต่อไป แต่ถ้าใช้รถเยอะและซื้อมาขายไปทุก 4-6 ปี เท่ากับว่าคุณจะได้ใช้รถคันใหม่ โดยลงทุนเพิ่มเพียงไม่กี่แสนบาท และขายวนไปอย่างนี่อยู่ตลอด

3.ไม่ลงทุนในสิ่งไม่จำเป็น

การซื้อรถหนึ่งคันก็นับเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้วแต่การที่คุณจะลงทุน ด้านอื่นที่เกี่ยวกับรถเพิ่มเติมก็ต้องคิดให้ดี หลายคนทุ่มเงินไปกับการตกแต่งรถ เป็นความชอบส่วนบุคคล แต่ต้องดูด้วยว่าลงแล้วมีประโยชน์ด้านอื่นนอกจากความสวยงามหรือไม่

เช่น แต่งช่วงล่างลงทุนไป 2-3 หมื่นบาท ต้องได้ความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มขึ้น ลงทุนแต่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นก็ต้องดูว่าซื้อรถเครื่อง 1,500 ซีซี แล้วลงทุนแต่งเครื่องให้มีกำลังเท่าเครื่อง 1,800-2,000 ซีซี ใช้เงินประมาณ 5 หมื่น-1 แสนบาท ถ้าเพิ่มเงินจำนวนนี้ไปตั้งแต่ซื้อรถใหม่จะได้รถรุ่นใหญ่ที่มีกำลังเครื่องสูงกว่าจากโรงงานหรือไม่ แล้วมีผลดีต่อการใช้งานระยะยาวและราคาขายต่อหรือไม่

ลงทุนไปกับน้ำยาขัดเงา เคลือบแก้ว เคลือบฟิล์ม เคลือบแวกซ์ ราคารวมกว่าหมื่นบาท รถจะดูสวยใหม่แบบนี้ได้ถึงปีพอคุ้มค่าเงินลงทุนหรือไม่ เฉี่ยวชนมาต้องเสียเงินไปเคลือบใหม่อีกรอบหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนการใช้รถที่เราต้องคิดให้รอบคอบ แต่ถ้าทำแล้วมีความสุขคิดว่าไม่ใช่ปัญหาด้านการเงินก็สามารถทำได้เท่าที่ต้องการ

4.เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย

บางครั้งอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ก็นำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า เช่น ยางรองฝาวาล์วเครื่องรั่ว หม้อพักน้ำรั่ว ค่าซ่อมราคาไม่ถึง 2,000 บาท แต่ถ้าปล่อยไว้จนเครื่องพังต้องเสียค่าซ่อมอย่างน้อย 4 หมื่นบาท จึงเห็นได้ว่าปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ของรถเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามและหาทางซ่อม เพื่อป้องกันความเสียหายที่ใหญ่กว่า หากดูแลรถไม่เป็นก็ควรเข้าศูนย์เช็กตามระยะหรือหาอู่ซ่อมรถที่ไว้ใจได้เป็นคนดูแลจะช่วยลดค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้กับคุณได้

แฟชั่นเด็ก กิ๊บเก๋ มีสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560061

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 10:52 น.

แฟชั่นเด็ก กิ๊บเก๋ มีสไตล์ 

เรื่อง ภาดนุ

ในโลกของแฟชั่นใช่ว่าจะมีแต่ธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า แต่งหน้า และทำผมเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น เพราะปัจจุบันนี้แฟชั่นที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ ก็เริ่มมาแรงและมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แพ้ผู้ใหญ่ และด้วยความกิ๊บเก๋ เท่ มีสไตล์ บวกกับความน่ารักสดใสของเด็กๆ ด้วยแล้ว เชื่อได้ว่าธุรกิจแฟชั่นเด็กต้องไปได้อีกไกลเลยล่ะ

ฮูก-มารยาท ศักดิ์ศิริ ดีไซเนอร์และเจ้าของเสื้อผ้าเด็กแบรนด์ “มารยาท” (Marayat) เผยว่า คนทั่วไปมักมองข้ามแฟชั่นเสื้อผ้าเด็กและไม่ค่อยรู้ว่ายังมีฐานลูกค้ากลุ่มพ่อแม่ที่มีกำลังซื้อสูงเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของลูกๆ อยู่อีกมากมาย

“จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากการที่ดิฉันเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าซึ่งเป็นการเรียนสายอาชีพโดยตรง จนได้ประกาศนียบัตรมาตอนอายุ 19 ปี จากนั้นก็ไปเปิดร้านขายเสื้อผ้าวัยรุ่นที่ออกแบบตัดเย็บเองที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โดยตั้งชื่อร้านว่า 13 O’clock แต่พอเปิดได้ไม่นานก็ถูกก๊อบปี้ ดิฉันจึงหันไปทำเสื้อผ้าไหมและผ้าลูกไม้แทน ตามด้วยทำเสื้อผ้าเด็ก เพราะต้องการฉีกแนวออกไปให้ก๊อบปี้ได้ยาก แต่กลายเป็นว่าคนกลับให้ความสนใจและจับตาเสื้อผ้าเด็กเป็นพิเศษ

ช่วงแรกดิฉันก็ทำเสื้อผ้าเด็กขายควบคู่กับเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ร้านไปด้วย ช่วงนั้นก็เคยได้ถ่ายแฟชั่นลงในนิตยสารหลายเล่ม วันหนึ่งฝ่ายจัดซื้อของห้างได้มาเห็นเสื้อผ้าเด็กที่ทำจากผ้าไหม เขาก็มาติดต่อให้ไปขายในห้างโรบินสัน ดิฉันจึงตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘มารยาท’ ซึ่งมาจากชื่อตัวเอง ต่อมาก็ได้ไปขายในแผนกเสื้อผ้าเด็กที่สยามพารากอนด้วย โดยเน้นกลุ่มลูกค้าตลาดบนซึ่งจะชอบซื้อเสื้อผ้าให้ลูกๆ ใส่ในโอกาสพิเศษต่างๆ”

ฮูก-มารยาท ศักดิ์ศิริ ดีไซเนอร์และเจ้าของเสื้อผ้าเด็กแบรนด์ “มารยาท” (Marayat)

ฮูก บอกว่า ปัจจุบันนี้แบรนด์มารยาทอยู่มา 20 กว่าปีแล้ว จุดเด่นของแบรนด์ก็คือความมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เสื้อผ้าเด็กบางแบบคุณอาจจะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย เรียกว่ามีดีไซน์และแพตเทิร์นที่ใส่แล้วผู้ใส่จะรู้สึกว่ามีความพิเศษกว่าเสื้อผ้าอื่นๆ

“ชุดที่เด็กใส่ส่วนใหญ่ เมื่อคนเห็นก็จะถามทุกครั้งว่าซื้อจากที่ไหน สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือการเย็บเก็บตะเข็บ จึงช่วยให้เด็กๆ ใส่สบาย ไม่เกิดการระคายเคือง โดยแบรนด์เราจะเน้นชุดเด็กผู้หญิงเป็นหลัก ที่ผ่านมาก็มีเสื้อผ้าคอลเลกชั่นคลาสสิกที่ยังคงขายได้ตลอด มีทั้งเสื้อ กระโปรง ชุดเดรส ซึ่งจะมีรูปหัวใจประดับอยู่ตามชุด หรืออย่างคอลเลกชั่นโรสการ์เด้น ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสวนกุหลาบ ก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน

เสื้อผ้าเด็กแต่ละคอลเลกชั่นจะออกตามซีซั่นของผู้ใหญ่ แต่ก็อาจจะมีคอลเลกชั่นพิเศษสอดแทรกลงไประหว่างซีซั่นด้วย ปัจจุบันนี้แบรนด์เรายังคงได้รับความนิยมสูง เพราะมีฐานลูกค้าเดิมที่เป็นแฟนเหนียวแน่น แม้ว่าเด็กรุ่นเดิมจะเติบโตขึ้น แต่ก็จะมีเด็กรุ่นใหม่ๆ เสริมเข้ามาเป็นลูกค้าเรื่อยๆ ช่วงอายุของเด็กที่พ่อแม่ซื้อเสื้อผ้าให้มากที่สุดก็คือเด็กอายุไม่เกิน 10 ขวบ ซึ่งกลุ่มนี้พ่อแม่ชอบที่จะแต่งตัวให้ลูกๆ ด้วยความที่เสื้อผ้าแบรนด์เรามีตั้งแต่อายุ 2-14 ปี จึงถือว่าครอบคลุมกลุ่มลูกค้าได้ครบทีเดียว โดยเราจะเน้นตลาดบนเป็นหลัก ราคาเสื้อผ้าจะเริ่มตั้งแต่ 900-42,000 บาท”

ฮูก ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันแบรนด์มารยาทยังคงทำรายได้ให้อย่างดี แม้ยุคนี้อัตราการเกิดของเด็กที่น้อยลงจะมีผลบ้างก็ตาม แต่นอกจากเด็กไทยแล้ว ยังมีฐานลูกค้าต่างชาติจากยุโรปและอาหรับอยู่ด้วย ฉะนั้นในมุมมองของเธอแล้ว แฟชั่นเสื้อผ้าเด็กยังไปต่อได้อีกไกลเลยทีเดียว… Fanpage FB : Marayat Fashion Kids

ด้าน น้ำผึ้ง-สาวิตรี ตาปสนันทน์ เจ้าของ Bambinista Salon ร้านทำผมสไตล์ลักซ์ชัวรี่ครบวงจรสำหรับเด็กๆ และครอบครัว ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกในเมืองไทย เล่าถึงธุรกิจใหม่แกะกล่องของเธอให้ฟังอย่างน่าสนใจ

น้ำผึ้ง-สาวิตรี ตาปสนันทน์ เจ้าของ Bambinista Salon

“ความตั้งใจเดิมของผึ้งก็คือจะทำเสื้อผ้าเด็กชื่อแบรนด์ Bambinista แต่ก็พบว่ายุคนี้คนทำเสื้อผ้าเด็กกันเยอะผึ้งก็เลยมานั่งคิดว่าควรจะทำธุรกิจที่ไม่เหมือนใครจะดีกว่า จึงไปคิดถึงธุรกิจลักซ์ชัวรี่ซาลอนของเด็กที่เคยเห็นที่อิตาลี อีกอย่างสมัยนี้แต่ละครอบครัวจะมีลูกแค่ 1-2 คนเท่านั้น พ่อแม่จึงค่อนข้างมีเงินมากพอที่จะซัพพอร์ตลูกๆ ของพวกเขาได้เป็นอย่างดี แล้วเด็กสมัยนี้ก็อยากจะแต่งตัว อยากจะทำผมเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่ในเมือง ไทยยังขาดร้านซาลอนสำหรับเด็กโดยเฉพาะอยู่ ผึ้งจึงตัดสินใจเปิดธุรกิจนี้ขึ้นมา

ผึ้งเริ่มจากการหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจนี้และเริ่มศึกษาถึงปัญหาต่างๆ ที่ร้านทำผมในเมืองไทยประสบอยู่ โดยพาตัวเองเข้าไปคลุกคลีอยู่กับช่างทำผม มีอบรมตรงไหนจะเข้าไปฟังหมด แต่เมื่อรู้ถึงปัญหาแล้ว เราก็ยังมีไฟอยากจะทำต่ออยู่ดี ผึ้งก็เลยมองหาผลิตภัณฑ์สีทาเล็บออร์แกนิกสำหรับเด็กโดยเฉพาะเพื่อนำมาใช้ในร้าน ซึ่งก็มีทั้งที่ผลิตในไต้หวันและแคนาดา ผึ้งจึงเลือกแบรนด์ซันโค้ทจากแคนาดา รวมทั้งน้ำยาล้างเล็บที่ปลอดภัย ซึ่งเมืองไทยยังไม่มีมาด้วย ส่วนแชมพูและครีมนวดผมก็จะเลือกผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่มาใช้ในร้านทั้งหมดเลย ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากเมืองนอก สำหรับน้ำยาเปลี่ยนสีผมก็จะเลือกแบรนด์ที่ผสมครีมน้ำนม ไม่มีกลิ่นฉุน และไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายค่ะ”

น้ำผึ้งเสริมว่า แบมบินิสต้า ซาลอน มีขนาด 80 ตารางเมตร อยู่ในย่านเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา สามารถรองรับลูกค้าได้ครั้งละหลายครอบครัว หลังจากเปิดร้านมาได้ 2 เดือนก็เริ่มได้รับฟีดแบ็กที่ดีมาก มีดาราเซเลบและคนทั่วไปโทรมาสอบถามและจองคิวกันเยอะมาก เพราะเห็นโฆษณาจากสื่อออนไลน์

“อย่าง มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ก็จะพาลูกสาวสองคน คือ น้องโสน-น้องสวรรค์ มาทำผมและทำเล็บ หรือกีตาร์-ศิริพิชญ์ วิมลโนช ก็เคยพาลูกสาวมาทำสปามือและเท้าด้วยเช่นกัน แล้วยังมีคนดังอื่นๆ ที่พาลูกมาที่

ซาลอนอีกหลายคน โดยที่ร้านจะมีทั้งช่างตัดผม ช่างทำเล็บ และช่างแต่งหน้า ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษซึ่งเราคัดสรรมาอย่างดี สามารถทำงานกับเด็กๆ ได้มาร่วมงานด้วย แล้วเรายังมีแพ็กเกจการทำแฟชั่นเซต ที่เริ่มตั้งแต่การทำผม แต่งหน้า หาชุด จนถึงการถ่ายแฟชั่นภาพนิ่งและวิดีโอเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีการจัดเวิร์กช็อปดูแลผิวพรรณสำหรับเด็ก รวมทั้งรับจัดงานเบิร์ธเดย์ปาร์ตี้ในธีมเก๋ๆ น่ารักๆ ให้เด็กๆ อีกด้วย

เด็กที่เข้ามาในซาลอนของเรา ถ้ามาทำเล็บ ทาสีเล็บ ราคาเริ่มต้นที่ 300 บาท++ ถ้าทำเล็บแบบครบคอร์สจะคิดราคา 3,000 บาท/คอร์ส สระ-ซอยผม 700 บาท แต่งหน้า 2,000 บาท++ ถ้าทำผม-เกล้าผม จะคิดราคา 2,000 บาท++ เป็นต้น ซึ่งผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มตลาดบนที่มีกำลังจ่ายค่อนข้างสูง จึงเชื่อมั่นได้ว่าธุรกิจนี้น่าจะไปได้สวยเลยค่ะ”…IG : Bambinistasalon และ FB : Bambinista Salon

ป๊อป-ฐิติพงษ์ บำรุง

สำหรับ ป๊อป-ฐิติพงษ์ บำรุง แฟชั่นบล็อกเกอร์ เจ้าของฉายา Poppory ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงแฟชั่น และมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายคลิปวิดีโอแฟชั่นรันเวย์เสื้อผ้าเด็ก ที่มีความกิ๊บเก๋และมีเอกลักษณ์จนเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ

“จุดเริ่มต้นในการผันตัวมาเป็นแฟชั่นบล็อกเกอร์มาจากการที่ป๊อปได้ไปดูแฟชั่นโชว์ในงานแอล แฟชั่น วีก ซึ่งเป็นงานระดับประเทศ ทำให้เกิดความชอบและอยากจะดูแฟชั่นโชว์นั้นซ้ำอีกสักรอบ แต่ปรากฏว่าในยูทูบกลับไม่มีคลิปแฟชั่นจากงานให้เราดูเลย นี่จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ป๊อปเริ่มถ่ายคลิปวิดีโอแฟชั่นเล่นๆ โดยใช้สมาร์ทโฟนก่อน เมื่อทำไปหลายๆ คลิปและอัพลงยูทูบก็เริ่มมีคนแชร์ต่อ และเริ่มมีคนสนใจมากขึ้น ป๊อปก็เลยลงทุนซื้อกล้องโปรมาใช้ในการถ่ายคลิปวิดีโอซะเลย

ที่จริงป๊อปก็ไม่เคยเรียนตัดต่อวิดีโอมาก่อนนะ แต่อาศัยการเรียนรู้และค่อยๆ เริ่มพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อมาตัดต่อวิดีโออีกที เรียกว่าทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง โดยอัพคลิปวิดีโอลงบนยูทูบให้คนอื่นได้ดูด้วย โชคดีว่าป๊อปทำงานเป็นสื่อมวลชนมาก่อน เมื่อมีการจัดงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ต่างๆ ก็ทำให้เราได้รับเชิญไปงานอยู่เรื่อยๆ”

ป๊อป บอกว่า จุดเด่นของคลิปวิดีโอแฟชั่นของเขาก็คือความรวดเร็ว ทันเวลา มุมกล้องเรียลเหมือนไปนั่งดูที่งาน อย่างเช่น ถ้าดูแฟชั่นจริงๆ ในวันนี้ ในวันพรุ่งนี้ผู้ชมก็จะได้เห็นคลิปวิดีโอแฟชั่นเก๋ๆ จากฝีมือป๊อปโปรี่อยู่บนยูทูบเรียบร้อยแล้ว

“สำหรับการทำคลิปวิดีโอแฟชั่นเด็ก ก็เริ่มมาจากการที่สยามพารากอนจะมีการจัดแฟชั่นโชว์ของเด็กๆ เป็นประจำทุกปี ป๊อปจึงถูกทาบทามให้ไปถ่ายคลิปวิดีโอในงานนี้ บางครั้งก็ไปถ่ายแฟชั่นโชว์แบรนด์เสื้อผ้าเด็กๆ ตามห้างที่อาจจะรวมตัวกันจัดแฟชั่นโชว์ที่มีเสื้อผ้าเด็กมากกว่า 1 แบรนด์ โดยงานที่เราไปจะมีทั้งงานที่ไปในฐานะสื่อฯ และไปในฐานะงานจ้าง เนื่องจากแบรนด์เหล่านั้นมีโอกาสได้เห็นผลงานของเราก็เลยรู้สึกชอบ โดยบางงาน ป๊อปอาจได้ถ่ายวิดีโอให้กับลูกค้า 2-3 แบรนด์เลยก็มี แบรนด์เหล่านี้ก็เช่น  Marayat, Barbie, Paul Frank, Arpanet และ Primmeegirl เป็นต้น ซึ่งป๊อปมองว่าแฟชั่นเสื้อผ้าเด็กน่าจะยังไปต่อได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของแบรนด์นั้นๆ เป็นสำคัญ

การถ่ายวิดีโอแฟชั่นเด็กจะเป็นงานที่ยากกว่าการถ่ายวิดีโอแฟชั่นผู้ใหญ่ เพราะเด็กก็คือเด็ก แม้จะมีการมาร์คจุดที่จะเดินหรือหยุดไว้เรียบร้อยแล้ว แต่บางทีเด็กๆ ก็อาจจะมีการหลงลืมไป ถ้าเด็กที่เป็นโมเดลอยู่แล้วก็จะทำงานง่ายหน่อย แต่สำหรับเด็กทั่วไปที่สมัครมาจากทางบ้านหรือทางแบรนด์คัดเลือกมา เราก็ต้องคอยดูว่าเขาจะก้าวเท้าไหนเดินออกมาก่อน เพราะการแพนกล้องนั้นก็สำคัญ ว่าเราจะเก็บภาพวิดีโอยังไงให้สมบูรณ์ที่สุด คือเราต้องเรียนรู้และดูลักษณะของเด็กแต่ละคนเป็นหลัก ถ้าเด็กคนไหนเดินจังหวะไม่สมูท เราก็ต้องใช้มุมกล้องช่วย หรือจับภาพตอนที่เขาหยุดยืนบนรันเวย์ แล้วนำมาตัดต่อช่วยให้ดูสมูทอีกที

ป๊อปทำงานนี้มา 5 ปีแล้ว แต่เพิ่งมาพีกสุดๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงการรับงานถ่ายวิดีโอแฟชั่นเด็กอย่างเดียว เดือนหนึ่งก็มีลูกค้าติดต่อเข้ามา 5-10 งานได้ เพราะแฟชั่นเด็กส่วนใหญ่จะเป็นงานกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกเดือน ซึ่งงานแฟชั่นเด็กจะมีสองลักษณะคือ การเก็บภาพวิดีโอเบื้องหลัง และงานแฟชั่นโชว์เบื้องหน้าซึ่งจะรวบรวมหลายแบรนด์มาเดินโชว์ในวันเดียวกัน เรียกว่าอาชีพนี้ถือว่าทำรายได้ดีและอยู่ได้สบายเลยครับ”…IG : popporyfashionblog

ฟิต & เฟิร์ม ด้วยคลาส ‘บาร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559991

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 14:29 น.

ฟิต & เฟิร์ม ด้วยคลาส ‘บาร์’

เรื่อง ภาดนุ

สุขภาพของเราจะฟิต แอนด์ เฟิร์มได้ ต้องมาจากการเริ่มต้นที่ดี ครั้งนี้เราจึงนำเทรนด์ออกกำลังกายสุดฮิต ที่ช่วยให้ร่างกายฟิตกระชับได้อย่างเต็มที่อย่าง “บาร์” (Barre) ซึ่งเป็นคลาสออกกำลังกายยอดนิยมล่าสุดที่ Yoga & Me สาขา Zpell ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต หยิบมาฝากสาวๆ ที่รักการออกกำลังกายโดยเฉพาะ

ครูบี-กุลรัตน์ ทวีนุช ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง โยคะ แอนด์ มี เผยว่า คลาสบาร์ถือว่าเป็นเทรนด์การออกกำลังกายที่ได้รับกระแสตอบรับดีมากๆ และฮอตสุดๆ ในขณะนี้ โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

“สำหรับบาร์ในสไตล์ โยคะ แอนด์ มี ได้นำศาสตร์ของ Pilates, Body Weight Training และ Ballet Barre มาประยุกต์ใช้ โดยเคลื่อนไหวไปตามจังหวะเพลง และมีอุปกรณ์อย่าง บาร์ ลูกบอล และดัมบ์เบล เป็นตัวช่วยในการเวิร์กเอาต์กล้ามเนื้อให้ถูกจุด แม้แต่กล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้ถูกใช้งาน รวมถึงเซลลูไลต์และไขมันสะสมจะถูกกระตุ้น และถูกใช้งานจนถึงขีดสุด หลังการฝึกจึงทำให้ร่างกายได้เรียกพลังทุกส่วนให้กลับมากระปรี้กระเปร่า มวลกล้ามเนื้อมีความแข็งแรง กระชับได้ทั่วร่าง สามารถสัมผัสความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฝึก

จากการที่บาร์ได้นำเทคนิคการใช้กล้ามเนื้อของนักบัลเลต์มาประยุกต์ใช้ คลาสนี้จึงถือเป็นการออกกำลังที่ไม่มีการกระแทกมากนัก ทำให้สามารถฝึกได้ทุกเพศทุกวัย แม้กับคนที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านโยคะหรือบัลเลต์มาก่อนก็ตาม แต่ถ้าใจพร้อมก็สามารถฝึกได้

เริ่มจากการวอร์มอัพร่างกายในแบบ Ballet Barre ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยจัดระเบียบแนวร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม ก่อนจะเคลื่อนไหวตามท่วงท่า ที่ดึงจุดเด่นของ Pilates มาผสมผสาน โดยเน้นย้ำถึงการคอนโทรลกล้ามเนื้อเฉพาะจุดให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดการฝึก การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เกร็งค้าง ดูเหมือนจะซอฟต์ๆ เบาๆ ทว่าในความเป็นจริงแล้วจะใช้พลังตั้งแต่แขน แกนกลางลำตัว และขา เยอะมากจนถึงขีดสุด ขณะที่ Body Weight Training ทำหน้าที่เพิ่มพลัง กระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญพลังงานได้เร็วยิ่งขึ้น”

ครูบีเสริมว่า การฝึกบาร์ต้องมีขาสั่นแน่นอน ช่วงแรกของการฝึกแม้จะจบคลาสไปแล้ว แขน ขา ยังอาจจะมีอาการสั่นๆ อยู่ ซึ่งจุดนั้นคือคำตอบที่ทุกคนจะได้รับ ได้สัมผัสถึงความแตกต่าง ร่างกายได้เบิร์น ได้เผาผลาญอย่างเต็มพิกัด ท้องแขนย้อยๆ ต้นขาที่มีเซลลูไลต์ หน้าท้องที่สะสมไปด้วยไขมันจะค่อยๆ หายไป

“การฝึกคลาสบาร์จะชัดเจนและตรงจุดที่สุด พูดได้ว่าเตรียมบอกลาไขมันส่วนเกินได้เลย นอกจากครั้งแรกที่ฝึกจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างแล้ว ถ้าฝึกต่อเนื่องแค่ 7 ครั้ง ผู้ที่ฝึกจะรู้สึกว้าว! ถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะนอกจากได้กล้ามเนื้อที่แข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดีแล้ว ยังส่งผลดีต่อหัวใจ ปอดทำงานได้ดี หายใจได้ลึกขึ้น หัวใจสูบฉีดออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้มากขึ้น รวมไปถึงช่วยในเรื่องการทำงานของระบบไต ทำให้ไตขับของเสียออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี และนอนหลับได้ดีขึ้นด้วย”

สอบถามได้ที่ Yoga & Me สาขา Zpell โทร. 09-4994-0201 หรือ FB : yoga and me, IG : yogaandme และ http://www.yogaandme.net

การพัฒนาบุคลากร ในศตวรรษที่ 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559988

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 14:14 น.

การพัฒนาบุคลากร ในศตวรรษที่ 21

เรื่อง กันย์ ภาพ pixabay

“องค์กรมีความเป็นเลิศได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับบุคลากรที่อยู่ในองค์กรนั้นและบุคลากรก็จะดีเลิศได้เพียงใดขึ้นอยู่ที่องค์กรสนับสนุนส่งเสริมทำให้พวกเขาเป็น” คำกล่าวนี้เป็นจริงในยุคปัจจุบัน ที่แทบทุกองค์กรให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างชัดเจน มีการตื่นตัวและเตรียมความพร้อมต่อการสร้างความสามารถทางการแข่งขันของบุคลากรตนเองให้เกิดเห็นอย่างเต็มรูปแบบ หลายองค์กรยังไม่พบว่า ทำอย่างไรให้คนในองค์กรสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างดีที่สุด โดยหลายองค์กรมองว่า การลงทุนทางการพัฒนากลายเป็นความท้าทายของแต่ละองค์กร ควรทำแบบไหนจึงจะคุ้ม เกิดคำถามว่า ลงทุนพัฒนาแล้วได้อะไรที่จับต้องได้ หรือแม้กระทั่ง ลงทุนไปแล้ว แรกๆ ก็ดีแต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม ลงทุนเสียเปล่า

กัลยา กุลประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ M.I.S.S.CONSULT ที่ปรึกษาผู้บริหารและองค์กร บอกว่า จากประสบการณ์ที่พบกับผู้บริหารระดับสูง และผู้ทำงานที่หลากหลาย พบว่าการพัฒนาบุคลากรปัจจุบันกำลังเป็นความท้าทายภายใต้เงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ คือ

1.การลาออกหรือการหมดอายุทำงาน ของผู้ทำงานรุ่นเบบี้บูมเมอร์ หรือ Gen-B (เกิด พ.ศ. 2489-2507 อายุ 54-72 ปี) ผลสำรวจทั่วโลกพบว่า กลุ่มผู้ทำงานรุ่นนี้จะออกจากการทำงานในอีก 5-7 ปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมขององค์กร

2.บุคลิกภาพและทัศนคติทางการทำงานของผู้ทำงานรุ่นใหม่ ผู้ทำงานในช่วงวัยที่แตกต่าง มีความคิดและมุมมองต่อการทำงานที่แตกต่างกัน แสดงออกทางบุคลิกภาพหรือพฤติกรรมการทำงาน และทัศนคติด้านการคาดหวังผลงานทางการทำงานที่แตกต่างกัน การหาบุคลากรมาทดแทนในตำแหน่งงานที่อาจต้องการลักษณะเฉพาะของบุคลิกภาพและทัศนคติ ย่อมมีผลกระทบสูง และเกิดผลต่อเนื่องต่อการได้บุคลากรที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ ส่งผลกระทบต่อระบบการบริหารจัดการคนเก่ง เข้ามามีความสำคัญอย่างมากเพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่า บุคลากรรุ่นแรกสามารถถ่ายทอดคุณค่าทางความคิด ทัศนคติ และแนวทางการทำงานไว้กับรุ่นหลังได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและทำให้เกิดการถ่ายทอดวัฒนธรรมและคุณค่าขององค์กรได้อย่างยั่งยืน

การพัฒนาบุคลากรให้ตอบสนองต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร กลายเป็นความท้าทายขององค์กร เพราะในศตวรรษที่ 21 ทุกองค์กรต่างก็ให้ความสำคัญต่อการพัฒนา และการเข้าถึงการพัฒนาที่หลากหลาย หากแต่ว่าโปรแกรมใดหรือรูปแบบใดที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ต้องการหรือคาดหวัง ทำอย่างไรให้เกิดการสนับสนุนบุคลากรของตนเองให้เกิดความสามารถที่ดีที่สุด การพัฒนาบุคลากรกลายเป็นการลงทุนที่ควรต้องหวังผลได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการลงทุนที่สิ้นเปลือง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

จากสายงานด้านการพัฒนาบุคคล พบว่าถ้าระดับปฏิบัติการ แสดงออกถึงพฤติกรรมที่ดี มีประสิทธิภาพ ต่อผู้ที่เขาติดต่อ ส่วนใหญ่ผู้บริหารก็จะดี เก่ง และมีประสิทธิภาพ หากหลายๆ ครั้งผู้บริหารเองกลับไม่สามารถบริหารประสิทธิภาพพื้นฐานได้ เช่น เวลานัด การรักษาคำพูด ก็แทบเรียกได้ว่าคนภายใต้การดูแลของเขาก็มีผลคาดหวังได้น้อยเช่นกัน

การพัฒนาควรเน้นไปยังผู้นำ หรือผู้บริหาร ที่ควรเป็นต้นแบบที่แข็งแรง และเป็นตัวอย่างที่มีพลังต่อการส่งต่อรูปแบบการทำงานที่ดีไปยังระดับทีมที่ตนเองดูแลได้ เพราะการเป็นผู้บริหาร ในยุคศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้บริหารและผู้นำในยุคนี้จำเป็นต้องกล้าต่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างการท้าทายตนเอง ภายใต้เหตุผลง่ายๆ 4 ข้อดังนี้

1.การแข่งขันที่มากขึ้น โลกเปิดกว้าง การทำธุรกิจ การสร้างผลงานของผู้บริหารไม่ได้แข่งขันภายในประเทศอีกต่อไป แต่ต้องสามารถแข่งขันและตอบสนองกับคู่ค้าต่างประเทศด้วยเช่นกัน จากเดิมการทำงานที่อาจทำแค่ 8-10 ชั่วโมง ณ ปัจจุบัน กลายเป็น 24 ชั่วโมง ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้เพียงพอ ทำให้ผู้บริหารถูกคาดหวังมากขึ้น ปริมาณงานและความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น ความกดดันที่มากขึ้น

2.ความหลากหลายทางวัยและเชื้อชาติ หลายๆ องค์กรสมัยใหม่ จะมีบุคลากรในองค์กรมากกว่าสองเชื้อชาติ และแน่นอนว่า บุคลากรในองค์กรจะมีช่วงอายุที่ห่างกันเยอะด้วยเช่นกัน ส่งผลต่อความคิด ทัศนคติ ที่กระทบต่อ ระดับความไว้ใจ ความเชื่อใจ จากความต่างดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อความยากต่อการบริหาร ความเชื่อมั่น เชื่อใจในทีมและองค์กร ถ้าผู้บริหารจะพูดแล้วไม่แสดงออกเป็นตัวอย่างด้วยคงไม่ได้รับความเชื่อถือและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อภาพรวมที่คาดหวังได้

3.แข่งกับเวลา การทำงานในยุคของดิจิทัล ผู้บริหารที่เก่งแต่เฉื่อยชา แทบจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างให้เกิดขึ้นแก่บริษัทได้ ผู้บริหารถูกคาดหวัง นอกจากความเก่ง ต้องเร็วด้วยเช่นกัน คือ รวดเร็ว ถูกต้อง ตรงประเด็น ทำให้เกิดผลลัพธ์ให้เร็วที่สุด เวลากลายเป็นโอกาสทางการสร้างความแตกต่าง ความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นความท้าทายขององค์กรและบุคลากรในองค์กรของไทย ที่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องคุณค่าของเวลาและการบริหารเวลา ที่ชัดเจนจนส่งผลออกเป็นพฤติกรรมและวัฒนธรรมในการทำงาน

4.ความสามารถทางการบริหารคน ผู้บริหารหลายๆ คนขาดการเตรียมพร้อมในด้านการบริหารที่เกี่ยวกับคนอย่างจริงจัง แต่ก้าวขึ้นตำแหน่งการบริหารเพราะผลงานของตนเอง ทำให้ทักษะการบริหารบุคคลเกิดจากประสบการณ์ที่เข้ามา และกลายเป็นความยากมากกว่าจะสนับสนุน ส่งผลต่อการหลีกเลี่ยงการบริหารที่ถูกต้องกลายเป็นทำงานด้วยตนเองเป็นหลัก

การบริหารเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อผู้ทำงานเสมอ การบริหารจำเป็นต้องทำให้เกิดการแข่งขันได้ ส่งผลให้เรื่องการบริหารบุคลากรกลายเป็นเรื่องท้าทายในฐานะโจทย์ของผู้บริหารระดับสูง ในการตอบโจทย์ต่อองค์กรในด้านความสามารถทางการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืน ว่าต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถบริหารจัดการการหลั่งไหลของข้อมูล หลักสูตร ที่หลากหลายเพื่อคัดเลือกได้อย่างเหมาะสมต่อความต้องการขององค์กรมากกว่าลงทุนตามกระแสนิยม เพราะหากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลงทุนจึงสามารถตอบโจทย์ต่อองค์กรแท้จริง

การพัฒนาบุคลากรในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องเน้นการพัฒนาที่วัดประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาถูกนำมาใช้ได้จริงในการทำงาน ทั้งในส่วนของบุคลากรภายในองค์กรและการสร้างภาพลักษณ์ การรับรู้ของบุคคลภายนอก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มและขยายโอกาสทางธุรกิจ วันนี้การพัฒนาบุคลากรขององค์กรจะกลายเป็นส่วนสำคัญของประสิทธิภาพผู้บริหาร ในการเลือกเครื่องมือ โปรแกรม ที่กำลังตอบต่อการพัฒนาที่ทันสมัยและสร้างการแข่งขันอย่างเป็นผู้นำเชิงก้าวหน้าอย่างแท้จริง หรือ ยังคงเลือกแบบไม่รู้ความต้องการของตนเองและปล่อยโอกาสทางการแข่งขัน ที่สามารถสร้างได้ให้หลุดลอยไป

เหตุเกิดจากความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559987

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 14:11 น.

เหตุเกิดจากความรัก

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี (ใส่ตรงรูปผู้ชาย 2 คน นภ พรชำนิ+ไลฟ์) /ภาพ01 จาก pixabay.com

เหมือนคนกำลังมีรัก เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก เหมือนเจอของสำคัญที่หล่นหาย เหมือนร้ายนั้นกลายเป็นดีมาก เหมือนที่ฉันนั้นได้มาพบกับเธอ ชีวิตฉันจึงได้เจอ

แต่ไม่รู้จะขอบคุณ ไม่รู้ทำอย่างไร ไม่รู้ว่าสิ่งไหนจะยิ่งใหญ่ควรค่าพอ ที่ฉันได้จากเธอ ได้รักโดยไม่ต้องขอ ได้รู้โดยไม่ต้องรอ ว่ารักคืออะไร…

(เพลง “รัก” ประพันธ์โดย “บอย โกษิยพงษ์”)

“ความรัก” เป็นแรงขับให้มนุษย์มีพลังสามารถทำทุกอย่างได้ ไม่ว่าจะรักร้ายรักดีแล้วแต่ใครจะปล่อยให้ความรักนำทาง การฆาตกรรมหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีมูลเหตุมาจากความรัก แต่ไม่ได้หมายความว่ารักไม่ดี หากแต่ยังขาดความเข้าใจในความรัก

บางคนเดินหาทางออกไม่เจอติดอยู่ในวังวนแห่งรักจึงต้องพึ่งศิราณี ซึ่งยุคนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก พี่อ้อย-พี่ฉอด (นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) แห่ง คลับฟรายเดย์ คลื่นกรีนเวฟ 106.5 ที่คอยรับฟังสารพันปัญหาความรักจากผู้ฟังปลายสายที่โทรเข้ามาปรึกษามากกว่า 10 ปี จนต่อยอดสู่ซีรี่ส์ รายการ และกิจกรรมต่างๆ

ขณะที่ “นภ พรชำนิ” ก็ได้จับมือกับ “บอย โกษิยพงษ์” ก่อตั้งบริษัท “ไลฟ์อีส” (LIFEiS) ธุรกิจเพื่อสังคม (SE-Social Enterprise) เปิดตัวโปรดักต์แรกก็ว่าด้วยเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ จัดโชว์ “Staying in Love ติวเรื่องเลิฟ เสิร์ฟพร้อมเพลงรัก”

โลกยังสวย…

“นภ พรชำนิ” ประธานบริหาร (ซีอีโอ) บริษัท ไลฟ์อีส เล่าถึงการก่อตั้งธุรกิจเพื่อสังคม คือการสร้างโมเดลแห่งการปลูกความดี หวังสร้างสังคมไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “…ปลูกอะไรก็ได้อย่างนั้น” ผ่าน 3 คอนเซ็ปต์หลัก คือ 1.Life Stage ออกแบบให้สอดรับกับทุกช่วงวัยในชีวิต 2.Life Supplement การเติมวิตามินบำรุงจิตใจให้ตรงตามแต่ละช่วงวัย 3.Lifestyle การให้กิจกรรมนั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำรงชีวิต

“ไลฟ์อีส มีจุดประสงค์ในการสร้างอีเวนต์ กิจกรรมต่างๆ ทำสื่อ หรือจัดแคมปิ้ง โชว์ต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับภาพรวมสังคม สังคมที่ว่าด้วยมนุษย์ มนุษย์ตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึงเสียชีวิต ทุกคนต้องการเติมวิตามิน เราจะทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามต้องเติมวิตามินเสริมให้เขา ให้เขารับพลังงานได้เต็มและเผื่อแผ่ให้คนอื่นได้

คนเต็มแล้วควรเติมให้คนไม่เต็ม ให้เกิดสังคมเกื้อกูลกัน สังคมเกื้อกูลกันมีอยู่จริงมีมานาน แต่ตอนนี้ทุกคนมีแต่ต้องการเทกๆๆๆ ทำตัวอยู่บนหอคอย แต่ความเชื่อของไลฟ์อีสทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ขายขนมครกก็มีความสุขไม่ต้องเปิดแฟรนไชส์ ความสำเร็จของคนหนึ่งทำให้ตัวเองเต็มแล้วแบ่งปันให้คนอื่นได้ นั้นคือสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่ามีคนคิดแบบเราจริงๆ เราพยายามสร้างตรงนี้ ความสุขมีความเรียบง่ายใกล้ๆ ตัว ไลฟ์อีสจะดึงเอาพลังของคนเหล่านี้มารวมกัน”

โมเดลธุรกิจเพื่อสังคม ในเฟสแรก แบ่งกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าไปสื่อสาร สร้างแรงบันดาลใจ ปลดล็อกปัญหาของแต่ละช่วงชีวิต

“พี่บอยพูดว่า จริงๆ โลกมันสวยเพียงแต่หลายคนอาจจะเจอกับด้านมืดเลยคิดว่าโลกมันเป็นแบบนั้น เราจึงไม่ลังเลที่จะสร้างและลงมือทำ ผมเชื่อสิ่งที่พี่บอยพูด คือ เราปลูกสิ่งดีๆ วันนี้ อนาคตเราจะได้เก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ

ไลฟ์อีสเกิดจากการคิดวิเคราะห์หลายด้าน ไม่ใช่แค่คิดว่าจะทำ แต่ได้ผ่านไอเดียต่างๆ จากพวกเราและทีมงานทุกคน ความฝันพี่บอยมีอยู่มากแต่ผมขออาสาทำตรงนี้ ไลฟ์อีสจะเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนมุมมองของคนเราผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เรานำเสนอ และเร็วๆ นี้ที่ไลฟ์อีสจะทำ คือ Staying In Love ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือน ส.ค.นี้

เรามองเห็นว่าประเทศไทยมีคนแต่งงานปีหนึ่ง 2 แสนกว่าคู่ เราก็จะเอากิจกรรมขยายไปตามเมืองต่างๆ เพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์ของคู่รักให้แข็งแรงขึ้น

ในช่วงเด็กอายุ 0-5 ขวบก็มีคุณเพลิน ประทุมมาศ (พรชำนิ) เป็นผู้มาออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสำหรับเด็ก โดยนำเสนอผ่านรายการทีวีสำหรับเด็กที่มีเพลินและเดอะแก๊งของเขาร่วมทำรายการ ซึ่งพ่อแม่ที่ดูรายการก็จะนำกิจกรรมเหล่านั้นไปพัฒนาลูก แล้วเราก็จะมีการจัดกิจกรรมให้พ่อแม่และเด็กได้มาทำร่วมกัน

สำหรับเด็กช่วงประถม 1-6 จะมีคุณโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร มาฝึกฝนสมาธิผ่านดนตรี ช่วงมัธยมหรืออาชีวะก็มีคุณอุ๋ย บุดด้าเบลส มาพูดถึงชีวิตวัยรุ่นที่เขาก็เคยผ่านมาก่อน

ช่วงมหาวิทยาลัย มีคุณหนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ มาชวนน้องๆ ค้นหาตัวเอง ช่วงวัยทำงาน หลังเรียนจบแต่งงาน (Staying In Love) เริ่มต้นทำงานสร้างครอบครัว จึงปลูกความรักและความเข้าใจในชีวิตคู่ มีพี่บอย และอาจารย์ไลฟ์-วาระ มีชูธน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการดำเนินชีวิตและการใช้ชีวิตคู่

ช่วงวัยกลางคน เป็นช่วงเริ่มประสบความสำเร็จในชีวิต จึงต้องปลูกค่านิยมการแบ่งปัน และช่วงผู้สูงวัย มีคุณอาต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา และพี่ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ มาสอนการวางแผนชีวิตวัยเกษียณ”

เติมวิตามินบำรุงความรัก

“Staying In Love ติวเรื่องเลิฟ เสิร์ฟพร้อมเพลงรัก” วาไรตี้โชว์ สำหรับคู่รัก เพื่อนรัก เพื่อนสนิท สามีภรรยา หรือใครที่กำลังดูใจกันอยู่ โชว์เต็มรูปแบบครั้งแรกของเมืองไทย แบบ Love Mentor-Trainmen ที่จะช่วยให้คู่รักทุกคู่ทุกรูปแบบความสัมพันธ์ ตกหลุมรักครั้งแล้วครั้งเล่ากับคู่รักของคุณไปตลอดชีวิต

วิทยากร คือ กูรูด้านความรัก “ไลฟ์-วาระ มีชูธน” และเจ้าพ่อเพลงรัก “บอย โกสิยพงษ์” 3 ชั่วโมงเต็ม พบกับคอนเสิร์ต ไลฟ์ทอล์ก เวิร์กช็อป ที่จะพาคุณเดินทางไปพบกับ สูตร+เคล็ดลับ+คำตอบ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของกันและกันให้มากขึ้น จนเกิดเป็นความรัก ความเข้าใจ อันเป็นพื้นฐานอันสำคัญยิ่งต่อการใช้ชีวิตคู่ต่อไป โชว์จะเกิดขึ้นวันที่ 25-26 ส.ค. ณ โรงละครเอ็ม เธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ

นภ พรชำนิ ยกตัวอย่างคำพูดของบอย โกสิยพงษ์ ก่อนที่จะขับรถเป็นเรายังต้องไปเรียนหัดขับรถก่อน แต่ก่อนแต่งงานไม่เคยมีใครมาสอนการใช้ชีวิตคู่ ความรักก็เหมือนกับการเติมน้ำมันรถ ถ้าเติมน้ำมันผิด รถก็พัง ดังนั้นหากเรารู้ภาษาของคู่รักเรา เราจะเข้าใจกันได้ดีขึ้น

“ความคาดหวังแต่ละคนมาคนละแบบ เราเพราะถูกสอนมาไม่เหมือนกัน บางคนพ่อแม่สอนให้ทำมาหากิน บางคนเอาแต่เล่นเกม แต่นั้นคืออดีต ปัจจุบันคือภาษารักการเติมใจให้เต็ม อนาคตคือการวางเป้าหมายของชีวิต สมมติว่า เรารู้ว่าแฟนเรามองเป้าหมายคนละอย่าง เราไม่เลิกกันแต่จะมีคอนฟิกซ์ มาดูโชว์เราจะทำให้รู้ว่าสามารถเดินไปด้วยกันได้ ทำไงให้วินๆ ทั้งคู่”

“ไลฟ์-วาระ มีชูธน” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ชีวิตคู่ “ส่วนตัวผมคบแฟน 12 ปีก่อนแต่งงาน แต่งมาแล้ว 14 ปี เราคิดว่าทำไมคู่อื่นหลายคู่ความสัมพันธ์ไปไม่รอด ทำไมสถาบันครอบครัวที่เป็นสังคมที่เล็กที่สุด เป็นสังคมที่สำคัญที่สุดแต่เละเทะที่สุด

เรามาหาอะไรที่เป็นแรงหนุน เป็นความรู้ความเข้าใจที่ทำให้คู่แต่งงานอยู่กันได้ ใช้เหมือน Premarital Counseling ที่หลายประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรป ให้รู้ความแตกต่างของกันและกัน แม้กระทั่งเรื่องเพศศัมพันธ์ก็คุยกัน

เมืองไทยทำแบบนี้ทำในวงกลมเล็กๆ ของคริสเตียน องค์ความรู้ตรงนี้ของเราไม่เยอะ ประเทศมาเลเซียทุกคนที่จะแต่งงานต้องเข้าตรงนี้ ควรทำตั้งแต่วันแรกที่คบกัน หรือยังไม่มีแฟน ถ้าวันหนึ่งเรามีแฟนเราจะทรีตความรักแบบนี้

ถ้าคนสองคนเข้าเรียนรู้เรื่องนี้ Staying In Love ความตั้งใจอย่างเดียวไม่พอต้องรู้วิธีปฏิบัติต่อกันด้วยถึงจะอยู่ได้ยาว

มีประโยคหนึ่งผมมักบอกเสมอว่า ถ้าจะตกหลุมรักต้องมีความต้องใจ ถ้าจะอยู่ในความรักต่อไปเรื่อยๆ ต้องมีความตั้งใจ คือต้องมีแพลนบางอย่าง

คนไทยให้ความสำคัญกับงานแต่งงาน วางแผนทุกอย่างเกี่ยวกับงาน พรีเวดดิ้ง โรงแรม อาหาร ของชำร่วย แต่ไม่ได้วางแผนเรียนรู้วิธีการจะอยู่ด้วยกัน

สังเกตได้ว่าบางคู่ที่อยู่กันไปเหมือนรูมเมท สิ่งที่เคยวางแผนตั้งแต่ยังเป็นแฟนหายไปไหนไม่รู้ การมานั่งคุยกัน คนที่อยู่ในความสัมพันธ์แล้ว เราจะเริ่มแก้ไข เราจะต่อเติมไฟให้คุอีกครั้ง

ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มคบกันใหม่ๆ ความรู้นี้จะประเสริฐมาก เราจะเติมคนนี้ให้เต็ม คนที่จะจ่ายเงินมาชม Staying In Love เขาต้องเป็นคนที่ลงทุนในเรื่องของความรัก”

ในส่วนของโชว์นั้น นภ พรชำนิ บอกว่า “เราทำเป็นโชว์ ไม่เหมือนโค้ชชิ่ง เรามีความกลมกล่อมของโชว์ ได้ดรีม  บ็อกซ์ทำโปรดักชั่น มีแขกรับเชิญที่เป็นคู่รักดารา มีวิดีโอคลิป มีแบบสอบถาม ในโชว์จะเป็นทูเวย์ ฟังเสร็จถามได้ด้วย แล้วคุยกับคนที่นั่งข้างๆ ได้ด้วย

พยายามดีไซน์โชว์ เป็น เลิฟ เมนเตอร์เทนเมนต์ เอาความเป็นเมนเตอร์มาบวกกับเอนเตอร์เทน นี่คือข้อที่เด็ดของพวกเรา เป็นศาสตร์และศิลป์ คนจะจำได้ คนจะนำไปปฏิบัติ เพราะเป็นประโยชน์ต่อเขาจริงๆ เราไม่ได้มาขายของ แต่ของเราคือรีเลชั่นชิป ที่คุณจะได้คือความเข้าใจ

เราคิดโชว์นี้มา 1 ปี โชว์นี้สำคัญเพราะสถาบันครอบครัวสำคัญที่สุด ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ดี เด็กที่เกิดมาก็จะพร้อม พ่อแม่ไม่ทะเลาะกัน ปู่ย่าตายายไม่ถูกทอดทิ้ง เราเลยเลือกทำโชว์นี้เป็นอันแรก ตรงกับแนวคิดของไลฟ์อีสด้วย เพราะมันเชื่อมกับทุกมิติครอบคลุม”

ทุก(ข์)ความรัก ยินดีรับฟัง

“ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา” รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง และซีอีโอ บริษัท Change 2561

กับตำแหน่งและบทบาทการทำงานใหม่ แต่ยังไม่ทิ้งดีเอ็นเอในการทำงานมาตลอดชีวิต นั่นคือ คลับฟรายเดย์

“ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามแต่ สุดท้ายดีเอ็นเอของเราคือคลับฟรายเดย์ และที่เราแฮปปี้อยากทำที่สุด คืองานของเราสุดท้ายเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ต่อสังคม”

แนวคิดของ Change 2561 คือ “เปลี่ยนโลกไม่ได้…แต่เปลี่ยนวิธีคิดได้”

วางสถานะเป็นบริษัท คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ มุมมองใหม่ ด้วยความตั้งใจอยากเปลี่ยนเพื่อสิ่งใหม่ เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนเพื่อสังคมที่ดีขึ้น เปลี่ยนเพื่อโลกใบเดิมที่ดีกว่า

ตอนนี้โปรดักต์ที่เห็นเป็นรูปธรรมอยู่บนแฟนเพจของเฟซบุ๊ก เป็นการนำเสนอคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

“พอมีเวลาได้ทบทวนตัวเอง เราไม่ได้ดัดจริตเป็นคนดี แต่เราทำงานสุดท้ายต้องให้อะไรกับคนดู คนฟัง งานที่มีความสุขคือกรีนเวฟ คลับฟรายเดย์ พอเรามาขึ้นรูปงานใหม่หลายๆ อย่างก็มีอิทธิผลมาจากตรงนี้ เราคงมีความสุขกับการทำงานแบบนี้

ภาระหน้าที่ที่ผ่านมา เราทำยังไงให้ช่อง (จีเอ็มเอ็ม25) รอดยังไง มันเป็นภาระใหญ่หลวงมาก จนลืมความสุขของการทำงานคืออะไร

เรานั่งนิ่งๆ จะทำอะไรต่อ ทุกวันนี้คนรู้จักพี่อ้อยพี่ฉอด เราตอบปัญหาเรื่องความรัก ทุกวันนี้เราเดินไปไหนก็มีแต่คนอยากคุยกับเรา ไปกินข้าวข้างทางก็ยกเก้าอี้มาเล่าให้ฟัง เราก็ฟัง เรายอมไม่เป็นส่วนตัวเพราะคนเราคงถึงโหมดทุกข์ใจ ต้องการความช่วยเหลือ เราเลยใจร้ายไม่ลง

บางคนเล่าเสร็จก็ไป เรายังไม่ได้ตอบอะไรเลย คือเขาคงแค่อยากระบายแล้วก็สบายใจ เราเป็นผู้รับฟังให้เขาได้ เราก็ถามตัวเองทำไมไม่หงุดหงิด และเราก็ฟังทุกที จัดรายการก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะฟัง”

รับฟังปัญหาความรักมานับสิบๆ ปี สรุปปัญหาหลักๆ ได้ว่า นอกใจ เรื่องเพศที่สาม ไม่ได้รับการยอมรับ มีเพียงรายละเอียดที่แตกต่าง

“มีบางเคสที่เรารู้สึกไม่สบายใจ เราก็ตามต่อ ความรักแก้ยังไงล่ะ เขาไม่รักคือไม่รัก เราแก้ให้ไม่ได้ แต่ก็มีมุมอื่นๆ ให้เขาบ้าง”

ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ของ Change 2561 ที่ทำออนไลน์มี “หนึ่งคำถามหนึ่งคำตอบ” เป็นคลิปวิดีโอสั้นๆ ประมาณ 2 นาที เกี่ยวกับความรัก โพสต์ลงในแฟนเพจ

รายการ “พี่อ้อยพี่ฉอด ตัวต่อตัว” ต่อยอดจากคลับฟรายเดย์ทางคลื่นวิทยุที่ได้ยินแต่เสียง มานั่งคุยกันแบบเห็นหน้าค่าตา เน้นประชาชนทั่วๆ ไป

“มีเคสหลั่งไหลมามหาศาล สิ่งแรกที่เขาได้คือเจอเรา เขาต้องการกอดเรา เติมเต็มกำลังใจ อย่างเคสแต่งงานมา 14 ปี แต่มารู้ว่าเขามีคนอื่นมาตลอด 15 ปี หรือเคสผู้หญิงคนหนึ่งตาเสีย อนาคตเขาคิดว่าตาจะบอดสนิท เขาอยากมีใครสักคนมาเป็นตาให้เขา ทุกคนที่มาตรงนี้สุดท้ายเขาได้เห็นคุณค่าของตัวเอง”

“พี่อ้อยพี่ฉอดออนทัวร์” ไปตามโรงเรียนต่างๆ “เมื่อก่อนมีคนเชิญให้ไปเป็นวิทยากรเยอะแต่ไม่ค่อยได้ไป พี่อ้อยไปเยอะกว่า พอได้มาทำจะเจออีกประเภทหนึ่งของปัญหา ความรักในวัยเรียน ปัญหาท้องก่อนวัย เมื่อก่อนจะเป็นแบบอย่ามีความรักในวัยไม่เหมาะ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมามีความรักแล้วทำยังไงให้รอด”

แม้จะเป็นผู้รับฟังปัญหาความรักมานาน แต่เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นโค้ชชิ่งด้านความรัก “ความตั้งใจต่างกัน เราไม่ได้ตั้งใจสอน เรารู้สึกแบบพี่น้องกัน เราลืมไปด้วยซ้ำว่าเราจัดรายการอยู่ เราไม่กล้าคิด ตัดสินชีวิตใคร

ปัญหาความรักมันพูดง่ายไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะเราไม่รักคนนั้นเท่ากับเขารัก ไม่เคยคิดว่าจะชี้นำใคร อย่างน้อยเป็นอารมณ์พี่น้องรับฟัง แล้วเราเห็นมุมอะไรที่เธอไม่เห็น มันเป็นแบบนี้ไหม

จะมีบางเคสที่รู้สึกว่า น้องควรต้องตัดสินใจซะทีหนึ่ง ความอดทนไม่ได้ช่วยอะไร วันนี้ทำไม่ได้ แต่วันหนึ่งก็ต้องรู้ควรทำอย่างไร เจ็บที่สุดหยุดได้เอง มันจะเสียเวลาชีวิตนะ เราแค่พยายามให้เขาเห็นอีกมุม สุดท้ายความรักจะเป็นยังไงเขาต้องเป็นคนตัดสินใจเอง”

ปัญหาความรักมีหลากหลายรูปแบบ จริงอยู่ที่ความรักเป็นเรื่องระหว่างคนสองคน แต่ถ้าหากมีคนที่สาม ที่สี่ สามารถช่วยคลี่คลายปัญหาหนักอก มาช่วยแบ่งเบากลัดหนองที่อยู่ในจิตใจได้ มาช่วยชี้ทางเดินแห่งรักที่จะครองคู่กันอย่างมีความสุขไปยาวนาน เรื่องรักๆ ก็จะไม่รกรบกวนชีวิตอีกต่อไป และความรักที่บังเกิดความสุขนั้นมีจริง…

โชติกา ปริณายก ตีตั๋วไปปารีสบนดาวดวงอื่นบนดาวดวงนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559849

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 10:46 น.

โชติกา ปริณายก ตีตั๋วไปปารีสบนดาวดวงอื่นบนดาวดวงนี้

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

เหมือนเวลารถติดแล้วคิดสนุกอยากแต่งเรื่องให้คนบนถนน มันเป็นอารมณ์เดียวกับตอนอ่านหนังสือ เรื่อง Paris in Pairs ปารีสบนดาวดวงอื่น เรื่องสั้นที่คาบเกี่ยวระหว่างความจริงกับจินตนาการของนักเขียนสายครีเอทีฟ โชติกา ปริณายก โดยเธอได้หยิบคนในภาพฟิล์มมาผูกเป็นเรื่องราว 13 บท และมีฉากหลังเป็นกรุงปารีสที่อาจไม่ใช่เมืองแห่งความโรแมนติกที่เคยรู้จักอีกต่อไป

“เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ การมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่มมันเป็นความฝันอย่างหนึ่งของเรา” โชติกาเคยทำงานเป็นนักครีเอทีฟอยู่ที่สำนักข่าวออนไลน์ เดอะ แมทเทอร์ แต่เพราะการลาพักร้อนไปฝรั่งเศสในคราวนั้น ได้จับพลัดจับผลูให้เธอเขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิต

“ไม่อยากเขียนไกด์บุ๊กเพราะเราไม่ได้เชี่ยวชาญถึงขนาดที่จะไปแนะนำใคร แต่อยากเขียนอะไรที่แปลกใหม่และใส่ความเพ้อฝันแบบนักครีเอทีฟลงไป เราเลยหยิบจับภาพฟิล์มที่ถ่ายมา หยิบจับสิ่งที่เราประสบมา มาผสมกับเรื่องที่เราแต่งขึ้น”

ตัวละครที่เธอสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวนักโจรกรรม ชายหนุ่มเจ้าของร้านเคบับ คู่รักแปลกหน้า สาวปริศนาผู้ยืนอยู่หน้าตึกแลนด์มาร์ค หรือชายผู้ออกเดินทางจากดาวดวงนี้เพื่อไปพบปารีสบนดาวดวงอื่น ตัวละครทั้งหลายถูกผูกเข้ากันด้วยจินตนาการสุดพิลึก จนยากที่จะคาดเดาได้ว่าแต่ละบทมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างไร

“ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบอะไรง่ายๆ เลยอยากเขียนให้ผู้อ่านสามารถอ่านจบได้ในตอนเดียว หรือจะอ่านครบทุกบทแล้วได้อีกความรู้สึกใหม่หรือเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย” เธอกล่าวต่อ

“ถ้าถามว่าแก่นของหนังสือเรื่องนี้คืออะไร คิดว่าไม่มี เพราะเราไม่ได้ตัดสินว่าตัวละครตัวไหนดีหรือเลว หรืออ่านจบแล้วจะได้ข้อคิดสอนใจอะไร แต่เราอยากให้ผู้อ่านอ่านแล้วสนุกไปฟิกชั่นที่แต่งขึ้น ผสมกับได้รับความรู้หรือรู้ความเป็นจริงของสถานที่นั้น โดยจุดจบของเรื่องนี้ไม่มีขีดจำกัด เพราะมันน่าจะดีกว่าถ้าคนอ่านจะได้ตีความและมีบทสรุปเป็นของตัวเอง”

นักครีเอทีฟสาวกล่าวด้วยว่า สิ่งที่เธอเก่งกว่าการเขียน คือ การคิด อย่างหนังสือเล่มนี้เธอไม่คิดว่ามันโดดเด่นที่สำนวนภาษา แต่เด่นในเรื่องของไอเดียและการเล่าเรื่องที่ทำให้คนอ่านกระตุกคิ้วตลอดเวลา กระนั้นขณะที่เธอผูกเรื่องราว เรื่องราวก็กลับมาผูกรัดตัวเธอจนทำให้เป็น “นักคิดมาก” และเกือบไม่มีปารีสบนดาวดวงอื่นบนดาวดวงนี้

“ตอนแรกวางไว้ว่าจะเขียน 14 บท แต่เพราะเวลาและความกดดันตัวเองที่เกินพิกัดเลยหยุดอยู่ที่ 13” บทที่หายไป คือ “ปารีสบนดาวดวงนี้” โดยเธอคิดจะรวบรวมเรื่องจริงทั้งหมดให้ผู้อ่านหายสงสัยว่า อะไรคือความจริง อะไรคือจินตนาการ

อย่างไรก็ตาม บทที่หายไปก็ไม่ได้ทำให้เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้แหว่งหาย และจากที่เธอกล่าวไว้ว่า หนังสือเรื่องนี้ไม่มีแก่น อาจไม่จริง เพราะในบทสุดท้าย เธอทิ้งให้ผู้อ่านเคว้งคว้างกลางอากาศ ท่ามกลางเมฆสีขาว แต่ตรงปลายขอบฟ้านั้นเหมือนเห็นยอดหอไอเฟลอยู่ไกลๆ ซึ่งไม่อาจแน่ใจว่า เธอได้พาไปพบปารีสบนดาวดวงไหน หรือแท้จริงแล้วไม่ได้ไปไหนเลย 

‘สัญลักษณ์ชนบท’ 26 ปี ชีวิตและผลงานของ ทินกร กาษรสุวรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559845

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 10:20 น.

‘สัญลักษณ์ชนบท’ 26 ปี ชีวิตและผลงานของ ทินกร กาษรสุวรรณ

โดย พริบพันดาว

คราวนี้พาไปดื่มด่ำงานศิลป์กันไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อยู่ในโซนปริมณฑลนั่นคือ จ.นครปฐม พาไปเยือนหอศิลป์บรมราชกุมารี คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์

นิทรรศการศิลปะชุด “สัญลักษณ์ชนบท” โดย รศ.ทินกร กาษรสุวรรณ ภาควิชาภาพพิมพ์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ภาพรวมของการจัดแสดงงานศิลปะครั้งนี้ของ รศ.ทินกร เขาบอกว่า เป็นการรวบรวมตัวอย่างผลงานชิ้นเด่นๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมา และได้รับรางวัลทั้งระดับชาติและนานาชาติตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา

“ด้วยระยะเวลาการทำงานที่ค่อนข้างนาน จึงต้องการนำผลงานเหล่านี้มาร่วมแสดงกับผลงานยุคกลางและยุคใหม่ๆ เพื่อให้นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ที่สนใจได้เห็นพัฒนาการการทำงานของคนทำงานศิลปะทางด้านภาพพิมพ์ ซึ่งแต่ละช่วงของการทำงานนั้นจะมีความละเอียดและความประณีตที่แตกต่างกัน”

ทั้งนี้ รศ.ทินกร ขยายความถึงภาพว่าสัญลักษณ์และรูปแบบในการแสดงออกของแต่ละยุคก็จะแตกต่างกันไปด้วย อันเกิดจากประสบการณ์ อารมณ์ความรู้สึก และช่วงวัยของแต่ละยุคที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนกัน

“แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ แนวความคิดและเนื้อหาในการสร้างสรรค์ผลงาน ความเป็นชนบท วิถีชีวิตต่างๆ ยังคงอยู่ ซึ่งการแสดงออกทางศิลปะของศิลปินแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน ผลงานของผมจะบ่งบอกความเป็นตัวตนที่เป็นตัวแทนความเป็นไทยพื้นบ้านแบบชนบทในวิถีที่เรียบง่ายอย่างชัดเจน

สิ่งที่ท้าทายในการทำงาน คือ การจะทำอย่างไรให้เนื้อหาเหล่านี้ออกมาเป็นงานศิลปะที่ร่วมสมัยได้ หลักๆ ก็คือการนำสัญลักษณ์จากผลผลิตทางการเกษตรและวิถีชนบทมานำเสนอ โดยสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นสำคัญ ความพิเศษคือการทำให้มันร่วมสมัย เป็นสากล เป็นที่รับรู้ และยอมรับในวงกว้าง ซึ่งจะเห็นได้จากหลายผลงานที่ได้รับรางวัลหรือเผยแพร่ในต่างประเทศด้วย”

อย่างที่กล่าวนิทรรศการศิลปะชุด “สัญลักษณ์ชนบท” มีผลงานศิลปะภาพพิมพ์ผลงานประติมากรรม ตั้งแต่ปี 2535-2561 โดยคัดผลงานชิ้นที่ได้รับรางวัลระดับชาติและระดับนานาชาติ และได้ร่วมแสดงในระดับนานาชาติ เป็นผลงานหลายๆ ช่วงในการทำงานที่ผ่านมา จัดแสดงพร้อมผลงานภาพพิมพ์ชุดใหม่อีก 23 ภาพ ทั้งหมด 91 ผลงานรวมเป็นเวลาถึง 26 ปี ซึ่งจะเห็นพัฒนาการของตัวงานจากอดีตสู่ปัจจุบันได้อย่างเด่นชัด รศ.ทินกร ชี้ถึงอนาคตการทำงานของศิลปะตัวเองว่า

“ในแง่ของการทำงานศิลปะก็ยังต้องทำงานต่อไปในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องถ่ายทอดความรู้ สอนหนังสือต่อไปในฐานะอาจารย์สอนศิลปะด้วย ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง

นอกจากนี้ สิ่งที่ฝันหรือวางแผนมานานแล้ว แต่อาจยังไม่สามารถทำได้จริงในช่วงเวลาที่ผ่านมาเพราะติดภารกิจด้านการสอนและงานต่างๆ มากมาย ก็คือการวางแผนจะทำพื้นที่กิจกรรมทางศิลปะที่บ้านเกิด จ.เลย เป็นพื้นที่สำหรับสะสมผลงานจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และประติมากรรมของตัวเอง รวมถึงมีพื้นที่แสดงงานหมุนเวียนและพื้นที่เวิร์กช็อปสำหรับทำงานศิลปะของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งนักศึกษาศิลปะด้วย ไม่ใหญ่ไม่เล็กตามกำลังที่พอจะทำได้ ให้เป็นพื้นที่ศิลปะเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชนสำหรับนักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจ”

อัตลักษณ์ภาพพิมพ์ของอาจารย์โดดเด่นเป็นที่ยอมรับทั้งในไทยและนานาชาติ โดยเฉพาะความเป็นพื้นถิ่นรวมถึงความฟุ้งฝัน รศ.ทินกร อยากให้คนมาเสพงานศิลป์ของเขากันเยอะๆ

“ในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานแบบไทยร่วมสมัย ต้องการให้ผู้มาชมนิทรรศการเห็นว่าการแสดงผลงานศิลปะแต่ละครั้งของศิลปินแต่ละคนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ต้องมีการวางแผน มีการเตรียมการอย่างละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน จึงอยากให้นักศึกษา เยาวชน หรือบุคคลที่สนใจ มาชมนิทรรศการกันมากๆ ให้เห็นผลงานที่เป็นการแสดงออกทางด้านศิลปะภาพพิมพ์แบบร่วมสมัยที่เทียบเท่าสากล หรือเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ

แม้จะมีเนื้อหาเฉพาะถิ่นแบบชนบทไทยๆ แต่ก็สามารถใช้เทคนิควิธีในการสื่อความหมายให้คนทั่วโลกรับรู้ได้ หากเป็นนักศึกษามาชมก็จะได้แรงบันดาลใจไปต่อยอดผลงานของตนเอง ทั้งด้านเทคนิค รูปแบบ และเนื้อหา โดยสามารถศึกษาจากตัวอย่างผลงานที่มีเนื้อหาเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่ค่อยๆ พิเศษและยิ่งใหญ่ได้ ซึ่งการทำงานศิลปะก็เหมือนการระเบิดจากข้างใน

หลายคนอาจมองว่างานเกี่ยวกับชนบทเชย ล้าสมัย ซ้ำซาก แต่ถ้าใครมาชมนิทรรศการก็จะได้เห็นผลงานที่หลากหลายรับกลิ่นอายชนบทผสมผสานกับจินตนาการจากสัญลักษณ์ที่ปรากฏในผลงาน ตั้งแต่งานที่ละเอียดประณีตในยุคเริ่มต้น จนค่อยๆ คลี่คลายปลดปล่อยความเป็นตัวตนที่มีความสุขอย่างเรียบง่ายพอเพียงเช่นผลงานในยุคปัจจุบัน”

นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 2-31 ส.ค. 2561 เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-16.30 น. ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เฟซบุ๊กเพจ : Psg Art Gallery

รศ.ทินกร ทิ้งท้ายว่า ถ้ามีนักศึกษาหรือบุคคลที่สนใจศิลปะมาดูเป็นกลุ่มๆ เขายินดีที่จะนำชมและอธิบายทุกชิ้นผลงาน โดยกรุณาแจ้งก่อนล่วงหน้า

สานฝันนักฟุตบอลเยาวชน ‘ระดับอาชีพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559844

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 10:13 น.

สานฝันนักฟุตบอลเยาวชน ‘ระดับอาชีพ’

โดย ปอย

“…จัดเป็นนักธุรกิจที่รู้เรื่องฟุตบอล ทั้งไทยและเทศแบบอินไซต์เลยทีเดียว เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แสนสิริ และใช้กีฬาเป็นตัวเชื่อมโยงคนในสังคม ที่มาจากคนละที่ละทางได้…” คือคำนิยมของ ธชตวัน ศรีปาน อดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย กล่าวถึงนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของไทยไว้ในหนังสือ เศรษฐากับกีฬา” และล่าสุด การสานต่อโครงการเกี่ยวกับฟุตบอลก็เริ่มขึ้นอย่างมุ่งมั่นอีกครั้ง

กับโครงการ แสนสิริอะคาเดมี่ (Sansiri Academy) ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือความมุ่งมั่นส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานด้านฟุตบอลอย่างถูกต้อง และไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้แนวคิด “Sansiri Social Change” มุ่งมั่นสร้างรากฐานเพื่อช่วยเหลือ และพัฒนาเด็กในแต่ละด้านอย่างยั่งยืน

ตอกย้ำส่งเสริมประโยชน์การเล่นกีฬา มีความสำคัญต่อสุขภาพ และมอบประโยชน์อีกหลายๆ ด้านให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับสังคม และการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนกว่า 7,000 คน ที่ผ่านการบ่มเพาะทักษะจากโครงการแสนสิริ อะคาเดมี่ และสามารถสานฝันนักฟุตบอลเยาวชน สู่เป้าหมายที่วางไว้ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การสร้างอนาคตที่ดีของเยาวชนอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี

เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แสนสิริ กล่าวว่า “กิจกรรมนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด Sansiri Social Change ที่มุ่งมั่นให้การสนับสนุนการดูแลเด็กใน 3 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา และกีฬา ซึ่งการจัดตั้งโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน เพราะนอกจากจะมีสุขภาพดีจากการพัฒนาทักษะการเล่นกีฬาแล้ว ยังสามารถต่อยอดสู่ด้านการศึกษาได้อีกด้วย เช่น การได้รับโควตาเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพหรือต่อยอดสู่ระดับสโมสรและระดับชาติ

นอกจากนี้ แสนสิริ เพิ่มโปรแกรมAcademy Pro มีโปรแกรมฝึกซ้อมที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนรายการต่างๆ และมีกิจกรรมพิเศษให้เด็กได้ใกล้ชิด กับนักฟุตบอลทีมชาติไทยอีกด้วย ปีที่ผ่านมาแสนสิริสานฝันนักฟุตบอลเยาวชนสู่เป้าหมายได้กว่า 100 คน แบ่งเป็นการต่อยอดด้านการศึกษากว่า 80 คน หรือการเป็นนักฟุตบอลเยาวชนระดับอาชีพอีกกว่า 20 คน แน่นอนว่า “ทุกคนคือความภูมิใจของเรา” และคาดหวังว่าโครงการแสนสิริอะคาเดมี่จะสามารถผลิตนักฟุตบอลระดับเยาวชนที่มีคุณภาพจนสามารถต่อยอดอนาคตในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดกับสนามฟุตบอลหน้าที่ว่าการอำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต แสนสิริอะคาเดมี่ ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อรองรับและขยายความต้องการของเด็กๆ ที่มีความสนใจทางด้านกีฬาให้มาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดีๆ แบบนี้ครับ”

โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากครอบครัวเซเลบริตี้ เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ พาลูกชายแฝดสาม น้องปราณ-น้องปราชญ์-น้องปริญญ์ รุ่นประพันธ์ พร้อมด้วย พิตต้า ณ พัทลุงกวิตา จินดาวัฒน์ ในฐานะ Social Change Ambassador เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

คุณแม่สายลุย “มุก เพลินจันทร์” ในฐานะลูกบ้านของแสนสิริ พาลูกชายแฝดสาม ลงสนามเตรียมเสริมทักษะกีฬาฟุตบอลกับโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ กล่าวถึงโครงการนี้มีประโยชน์ ทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งมุกเชื่อว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการสร้างรากฐาน หรือสนับสนุนเด็กและเยาวชนอีกแล้ว โดยเฉพาะด้านกีฬาฟุตบอลเหมาะกับเด็กชาย นอกจากเราจะสนับสนุนด้านการเรียนแล้ว ด้านกีฬามุกก็ให้ความสาคัญไม่แพ้กัน

“ตอนนี้มุกส่งลูกๆ เรียนว่ายน้ำ เทนนิส และบาสเกตบอลค่ะ สำหรับการลงสนามเล่นฟุตบอลครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาเล่น แต่สังเกตได้ว่าเด็กผู้ชายทุกคนชอบ และมีความสุขมาก และส่วนตัวแล้วมุกว่าการเล่นกีฬาไม่ว่าจะประเภทไหน ล้วนมีประโยชน์เหมือนกัน เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ยังสอนให้เค้ารู้จัก การแพ้ชนะ ความพยายาม กติกามารยาท และความเคารพผู้อื่นด้วยค่ะ”

ปัจจุบันโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ได้ขยายโอกาสในการเรียนการสอนถึง 7 สนาม โดยเปิดให้ฝึกซ้อมทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-10.00 น. ทั้งในกรุงเทพมหานครและภูเก็ต ได้แก่ สนามฟุตบอล The Pac พุทธมณฑลสาย 4 สนามฟุตบอล บอย ท่าพระจันทร์ อักษะ สนามฟุตบอลอินเตอร์พรีเมียร์ ประชาชื่น สนามฟุตบอล Star Kick อ่อนนุช สนามฟุตบอลปัญญาซอคเกอร์ปาร์ค สนามฟุตบอลโรงเรียนสาธิตพัฒนารามอินทรา และสนามหน้าที่ว่าการอำเภอกะทู้ จ.ภูเก็ต โดยเปิดรับเด็กและเยาวชนทุกคนที่สนใจตั้งแต่อายุ 6 ขวบขึ้นไป

นอกจากนี้ แสนสิริจึงจัดทำคอนเทนต์วิดีโอที่ร้อยเรียงเรื่องราวและบอกเล่าความประทับใจในวัยเด็กของนักเตะหนุ่มฝีเท้าดี เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่มีโอกาสได้เข้าร่วมในโครงการแสนสิริอะคาเดมี่ เพื่อมุ่งหวังให้คอนเทนต์วิดีโอนี้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย คือ น้องๆ เยาวชนและผู้ปกครองที่สนใจในกีฬาฟุตบอล เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญผลักดันให้น้องๆ ก้าวตามฝันได้ต่อไป ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/sansirifamily/videos/10155615006805334/?source=feed_text หรือ https://www.youtube.com/watch?v=fJWHMylIeGU

เนื้อหาที่นับเป็นแรงบันดาลใจ “พี่เมสซี่เจ ชนาธิป” ฝากถึงน้องๆ ที่อยากก้าวไปเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ ในวัย 12-13 ปี มากันได้เลย ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เปิดให้เด็กๆ ที่มีใจรักฟุตบอลเข้ามาเรียนที่นี่ได้ ฟรี ในกรุงเทพฯ มี 6 สนาม และภูเก็ต อีก 1 สนาม ถ้าย้อนให้เล่าถึงจุดเริ่มต้นทีมชาติไทย เจ ชนาธิป ก็เริ่มต้นที่สนาม “WIT Soccer มีโค้ชสอนเด็กเป็นฐาน ฝึกซ้อมแบ่งข้าง 1-1, 2-2, 3-3 ให้เด็กสนุกสนาน ทุกอย่างมีฟรีหมด เด็กแค่เตรียมถุงเท้าร องเท้าสตั๊ด กางเกงของเราไป เสื้อบอลไม่ต้องสนามมีให้ด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อยเข้ามาเล่นได้ แต่ไม่ว่าน้องจะมีเงินหรือไม่มีเงินก็มาเรียนกันฟรี ได้ที่นี่

ชนาธิป บอกทิ้งท้ายไว้ในคลิปนี้ว่า คุณพ่อของเขาพามาเรียนฟุตบอลสนามนี้ถึง 3 ปี สนามนี้เปิดโอกาสให้เด็กทุกๆ คนที่รักฟุตบอล ถ้าปีนี้เรามีเด็กเก่งกว่ารุ่นของเขา ก็นับเป็นการสร้างนักกีฬาทีมชาติได้มั่นคงที่สุด 

ธมนภัทร เจริญสุข เตรียมแผนชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559839

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

ธมนภัทร เจริญสุข เตรียมแผนชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติหลังเกษียณ

โดย อณุสรา ทองอุไร

หลายคนนั้นโชคดี ชีวิตถือว่าออกแบบได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะถูกวางแผนและเตรียมการมาไว้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าคิดวางแผนและลงมือทำ ฝันก็จะกลายเป็นจริง เช่นเธอคนนี้ ปักเป้า-ธมนภัทร เจริญสุข เธอทำงานประจำที่บริษัททำออร์แกไนเซอร์ย่านใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง แต่หากเป็นช่วงวันหยุด เธอก็มีงานอดิเรกในการไปทำสวนที่ จ.ระยอง เพราะชื่นชอบการปลูกต้นไม้ ชอบวิถีสีเขียว เธอเล่าว่าก่อนแต่งงานก็ไม่ได้สนใจเรื่องต้นไม้ใบหญ้าสักเท่าไหร่นัก ปลูกต้นไม้อะไรก็ไม่ค่อยจะขึ้น จนกระทั่งแต่งงานสามีก็กลับไปทำสวนที่บ้านเกิดของเขาที่ จ.ระยอง แต่เธอยังคงทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยจะกลับบ้านทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

“ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่พอแต่งงาน มีลูกเราก็เริ่มมาสนใจ ชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ วิถีสีเขียว ใช้ชีวิตแบบเนิบช้า พอมีลูกเราก็อยากอยู่กับธรรมชาติ อยากกินอยู่อย่างปลอดภัย ปลูกต้นไม้ ผักผลไม้กินเองแบบปลอดสารพิษมากยิ่งขึ้น เราอยากมีสุขภาพที่ดีไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วยจะได้อยู่กับลูกไปนานๆ”

เธอบอกว่าจะว่าไปแล้วแรกๆ เธอก็ไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้เท่าไหร่ ทำอะไรไม่เป็นเลย แต่ระยะหลังๆ มานี้เริ่มดีขึ้น เพราะเริ่มสนใจ ก็พอเป็นผู้ช่วยสามีในการเป็นลูกมือเขาได้พอสมควร มือเริ่มเย็นปลูกต้นไม้ได้รอดมากขึ้นโดยที่สวนแปลงใหญ่สามีจะปลูกยางพารา แต่แปลงเล็กนั้นเธอก็ขอไว้ปลูกผลไม้ เช่น มะพร้าว มะม่วงหลายๆ พันธุ์ มะละกอ เงาะ สับปะรด มะพร้าวกะทิ กล้วย พริกไทย หมาก อย่างหมากนั้นปลูกเพื่อส่งออกไปประเทศใกล้เคียงย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่ล่ะ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นผลไม้ที่เราชอบกิน และบางครั้งก็เอาผลผลิตในสวนมาเป็นวัตถุดิบในการทำขนมไทยๆ บ้าง เบเกอรี่บ้าง เพราะเธอมีงานอดิเรกในการทำขนมขายยามว่าง ทั้งขนมไทยและเบเกอรี่ เช่น ขนมชั้น เค้กต่างๆ ตอนนี้เธอเริ่มสนใจเรื่องการแปรรูปผลไม้ต่างๆ เช่น มะม่วงแปรรูป แยมมะละกอ

โดยอนาคตในวัย 40 กว่าๆ มีโครงการที่จะกลับไปใช้ชีวิตที่สวนต่างจังหวัด และเปิดร้านกาแฟในสวนของเธอ ช่วงสุดสัปดาห์ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ โดยขนมทุกอย่างในร้านเธอจะทำเอง และจะใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่เป็นผลไม้จากสวนของเธอเอง เช่น เค้กทุเรียน มูสมะม่วง และเบเกอรี่อีกหลายชนิด หรือขนมชั้น ขนมไทยอื่นๆ

รวมทั้งการปลูกผักกินเองเพื่อความปลอดภัย เวลาที่ดูข่าวที่เขาไปสำรวจผักต่างๆ ที่ตลาดแล้วพบว่ามีสารเคมีปนเปื้อนในปริมาณที่สูงมากเกือบทุกชนิดเลย ไม่ว่าจะพริก ผักชี ต้นหอม มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ทั้งๆ ที่เป็นผักพื้นบ้าน พืชริมรั้วหลายชนิดก็ยังปนเปื้อนสารเคมีในปริมาณที่สูงมากอย่างคาดไม่ถึง

“มันทำให้เรารู้สึกกังวลใจว่าที่เรากินๆ อาหารสำเร็จรูป หรือร้านย่านออฟฟิศอะไรต่างๆ นั้น มันเต็มไปด้วยสารเคมี คนถึงได้เจ็บป่วย เป็นโรคร้ายแรง มะเร็งต่างๆ เราไม่อยากกินสะสมโรคต่างๆ ไปจนแก่เฒ่า แต่ชีวิตคนเมืองก็ยากที่จะปลูกผัก ผลไม้กินเอง ยากที่จะมีเวลาทำกับข้าวกินเองได้ทุกวัน มันจึงยากที่จะเลือก สุดท้ายก็คือต้องพยายามปลูกกินเองตอนนี้พยายามปลูกเองให้มากที่สุด พริก มะนาว มะกรูด โหระพา ก็ปลูกไว้ที่ระยองนี่ล่ะ พอเช้าวันจันทร์กลับกรุงเทพฯ ก็เก็บใส่รถมา” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ

นอกจากนี้ เธอยังวาดโครงการไว้ว่า อีกสักปีหน้า จะไปอยู่ที่ จ.ระยอง มากขึ้น อาจจะเปิดเวิร์กช็อป ทำขนม หรือทำกิจกรรมอื่นที่เราสนใจ เช่น มัดย้อม หรือกิจกรรม DIY ต่างๆ ที่น่าสนใจ ทำพิซซ่า ทำขนม สักเดือนละครั้งที่ร้านกาแฟในสวนของเธอ

อนาคตถ้าไปอยู่สวนแล้วไม่ได้ทำงานอย่างอื่น แม้มีรายได้ไม่มากนักก็พออยู่ได้ มีผัก ผลไม้ ที่ปลูกกินเอง ไม่ต้องซื้อทุกอย่างเหมือนในกรุงเทพฯ มีน้อยใช้น้อยก็อยู่ได้สบาย มีผักอะไรในสวนก็เก็บมาทำกับข้าว มีผลไม้อะไรในสวนก็เอามาทำขนม กินที่ปลูก ปลูกที่กิน เหลือก็ขาย ใช้ชีวิตแบบพอเพียง เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ไม่ต้องกินเนื้อวัว กินเนื้อหมูมากไปก็ดีกับสุขภาพร่างกายของตนเองด้วย

“เวลาที่ได้ไปอยู่ที่สวนนั้น เรามีความสุขมาก ได้อยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวพ่อ แม่ ลูก สามีก็สนใจไปในทิศทางเดียวกัน เขาก็ไปเรียนทำน้ำหมักชีวภาพ ไปเรียนเรื่องดินเรื่องน้ำเพื่อนำมาดูแลในสวน ทุกอย่างจะไม่มีสารเคมีเลย ตัวเราเองก็เริ่มไปอบรมเกี่ยวกับการเกษตรแบบพอเพียงเอาไว้ เพื่อนำมาใช้งานจริงเมื่อต้องมาทำงานที่สวน ความรู้หาได้ในโลกอินเทอร์เน็ต หลักการคล้ายกันที่เหลือคือฝึกฝนลงมือทำ ประสบการณ์จะทำให้เราเก่งขึ้นเอง ลองผิดลองถูกไปเดี๋ยวก็ดีขึ้น”

เธอบอกว่าหลังเกษียณแล้วอยากมีชีวิตที่ออกแบบได้ มีชีวิตอยู่ในสวนท่ามกลางธรรมชาติ ใช้ชีวิตเนิบช้าแต่สุขใจ ไม่ร่ำรวยเงินทองก็ไม่เป็นไร แต่ขอรวยความสุข รวยสุขภาพที่ดี ไม่รีบร้อนเร่งรีบจนแทบจะไม่มีเวลาหายใจยาวๆ อยากดื่มด่ำกับต้นไม้ ดอกไม้ อากาศดี ธรรมชาติที่สวยงาม

แม้จะไม่ใช่ชาวสวนแท้ๆ แต่ของแบบนี้ถ้ามีใจรัก มีความตั้งใจก็ฝึกฝนหาความรู้กันได้ ในอินเทอร์เน็ตก็มีความรู้แจกฟรีมากมายให้เลือกเรียนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ขอเพียงเปิดใจเรียนรู้ไม่มีอะไรยากเกินไป

“เราโชคดีที่สามีมีที่ทางเก็บเอาไว้ ทำให้ต้นทุนของเราต่ำลง ถ้าต้องไปซื้อหาเองก็คงลำบาก สิ่งที่เราต้องทำเพิ่มก็คือการลงมือฝึกฝนเพียรพยายามอย่างตั้งใจจริง สำหรับใครที่ชอบชีวิตติดดินอยู่กับต้นไม้ใบหญ้าอยู่กับธรรมชาติ ถ้าที่บ้านพอมีบริเวณมีที่ทางลองปลูกผักสวนครัว ปลูกผักแปลงเล็กๆ ไว้กินเองก็ได้ ลองๆ ซ้อมมือดูก่อน จนแน่ใจว่าชอบจริงจังมีเวลาลงมือทำเองจริงๆ แล้วค่อยหาที่หาทางสักครึ่งไร่เพื่อทำเกษตรแบบพอเพียงดู” เธอให้ข้อแนะนำอย่างจริงใจ