ธัญญาพาร์ค ใส่ใจ แบ่งปัน รักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559012

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 11:10 น.

ธัญญาพาร์ค ใส่ใจ แบ่งปัน รักษ์โลก

โดย ไรเฟิลเบิร์ด

หลายองค์กรทั่วโลกได้ให้ความสำคัญเรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่เพียงหยิบยกมาเป็นเทรนด์ทางการตลาดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้สวยหรู แต่ประเด็นนี้กลายเป็นหัวใจของการพัฒนาระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับโลก ที่ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญ

ศูนย์การค้า ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ ก็เป็นหนึ่งองค์กรที่นำแนวคิด “Eco & Sustainable” มาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน สุนันทา สมบุญธรรม ประธานกรรมการบริหาร บอกว่า ถ้าสังเกตทั้งประเทศไทยและต่างประเทศต่างต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งปัญหาขยะ อุณหภูมิที่ร้อนขึ้น มลพิษ พายุฝน และอีกมากมาย จึงก่อให้เกิดเป็นการจัดทำแผนความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ขึ้น

“การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แผน 15 ปี (Sustainable Development Goals – SDGs) โดยสหประชาชาติ เพื่อนำประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านต่างๆ รวมถึงการนำหัวข้อเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติไปสอดแทรกในการกำหนดเทรนด์โลกเป็นประจำทุกปี และการจัดทำแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของประเทศไทยด้วยเช่นกัน

เห็นได้ว่าแนวความคิดเรื่อง Eco ไม่ได้เป็นเทรนด์ที่แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่เป็นหัวใจของการพัฒนาโลกให้เกิดความอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง”

การวางคอนเซ็ปต์เป็นศูนย์การค้ารักษ์โลก หรือ Eco Shopping Mall เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเหลือประเทศไทยในการอนุรักษ์พลังงานและเป็นต้นแบบองค์กรสีเขียว ไม่ได้คำนึงถึงผลกำไรจากการลงทุนมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ต้องการให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานที่สถาบันการศึกษา หน่วยงานต่างๆ และทุกคนในชุมชนสามารถเข้าถึงได้

อีกทั้งต้องการให้เป็นศูนย์การค้าที่ช่วยปลูกฝังเรื่องการอนุรักษ์พลังงานแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ ได้นำแนวคิด “Eco & Sustainable” มาใช้เป็นหัวใจหลักในการบริหารศูนย์การค้า แบ่งแนวทางการดำเนินงานออกเป็น 2 แนวทาง

แนวทางที่ 1 คือ ด้าน “โครงสร้างอาคาร” (Structure) หรือออกแบบให้เป็นอาคารสีเขียว (Green Building) ถือเป็นกระบวนการคิดตั้งแต่การวางผังอาคารบนพื้นที่กว่า 7 หมื่น ตร.ม. ออกแบบให้มีการวางอาคารแบบกระจายตัว เพื่อเปิดช่องรับลมธรรมชาติ ทำให้มีกระแสลมผ่านตัวอาคารตลอดทั้งปี

พร้อมทั้งนำนวัตกรรมประหยัดพลังงานเข้ามาใช้ในการก่อสร้าง อาทิ กระจก Low – E ลดปริมาณความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร การจัดสวนแนวตั้ง ลดการรับแสงแดดและการสะท้อนของแสงช่วงกลางวัน และภายในตัวอาคารทั้งหมดจะถูกควบคุมและตรวจสอบด้วยนวัตกรรมการจัดการพลังงาน ที่คอยคำนวณปริมาณการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ แต่ละช่วงเวลาของวัน

รวมถึงการนำนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี (Nano Technology) มาใช้ในโถปัสสาวะชายเพื่อลดการใช้น้ำแบบ 100% ควบคู่ไปกับนวัตกรรมการบำบัดน้ำเสียและบ่อกักเก็บน้ำฝนเพื่อนำมาใช้ในการดูแลสวนและงานภายนอกทั่วไป พร้อมด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์โดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้แสงสว่างยามค่ำคืนหลังปิดให้บริการ

“องค์กรมีแผนดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์การค้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการอนุรักษ์พลังงานอย่างเต็มที่ ล่าสุดเตรียมเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าทั้งศูนย์การค้าจากหลอดประหยัดพลังงาน T5 มาเป็นหลอดประหยัดพลังงาน LED เพื่อเพิ่มแสงสว่างและลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า ทั้งสิ้นจำนวน 6,100 หลอด ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปริมาณค่าไฟฟ้าของแสงสว่างได้เพิ่มถึง 60-65% จากเดิมต้องชำระค่าไฟฟ้า 2.75 ล้านบาท/ปี เหลือเพียง 9.6 แสนบาท/ปี”

แนวทางที่ 2 คือ “กิจกรรม” (Event) ตลอดทั้งปีศูนย์การค้าจะมีกิจกรรมทางการตลาดทั่วไปประมาณ 40% และอีก 60% จะเป็นกิจกรรมในรูปแบบ Eco & Sustainable สอดแทรกข้อมูลและเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน และความยั่งยืนของชุมชน โดยมุ่งเน้นให้ผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้มาร่วมงานได้ประโยชน์

ยกตัวอย่าง “อโกรา ฟาร์เมอร์ส มาร์เก็ต” การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์แปรรูปออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ปราศจากยาฆ่าแมลง กิจกรรม “ธัญญาพาร์ค ฟรุตตามิน เฟสติวัล” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรไทยนำผลไม้ปลอดสารเคมีมาจำหน่ายตรงกับผู้บริโภคในราคาหน้าสวน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนเกษตรกรไทยให้ทำการเกษตรอย่างยั่งยืนไม่พึ่งพาสารเคมีในการเพาะปลูก

กิจกรรม “ฟาร์มเด็ก ฟาร์มดี” เป็นกิจกรรมวันเด็กที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะมีการสอดแทรกเนื้อหาเรื่องเกษตรพอเพียงให้เยาวชนในเมืองหลวงได้เรียนรู้และลองลงมือทำ ทั้งการทำนา การเลี้ยงสัตว์ และกิจกรรม “Gardeners Market” เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ได้นำ ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ เมล็ดพืชพันธุ์ และอุปกรณ์สำหรับจัดสวนและการเกษตรมาจำหน่าย พร้อมทั้งภายในงานได้สอดแทรกเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

สุนันทา กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคกับการเลือกใช้สินค้าและบริการไม่ได้พิจารณาแค่คุณสมบัติของสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาไปถึงนโยบายขององค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านต่างๆ ทั้งการอนุรักษ์พลังงาน สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงชุมชน เพราะการเลือกสินค้าหรือบริการเปรียบเสมือนการได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมสิ่งดีๆ ที่องค์กรนั้นได้ปฏิบัติด้วย 

แคปซูลชะลอวัย เพื่อคนไทยหน้าใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559008

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 10:53 น.

แคปซูลชะลอวัย เพื่อคนไทยหน้าใส

โดย โยโมทาโร่

เมื่อโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ใครๆ ก็หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและศาสตร์แห่งการชะลอวัยกันมากขึ้น และผลงานล่าสุดของคนไทย ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนและประชาชนที่เข้ามาร่วมงาน ไทยแลนด์เทคโชว์ 2018 ปรากฏว่าผลงาน “ดรีมเดอร์มา” (Dream Derma) ไมโครแคปซูลชะลอวัย ของ ดร.สรวง สมานหมู่ นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ได้รับรางวัลผลงานที่น่าลงทุนมากที่สุด

นักวิจัยไบโอเทค เปิดเผยภายหลังได้รับรางวัลว่า งานวิจัยนี้เป็นผลงานที่มีโอกาสทางธุรกิจและการตลาดมากๆ เพราะ สวทช.เป็นหน่วยงานวิจัยระดับประเทศและเป็นหน่วยงานที่เปิดให้ทั้งนักลงทุนและประชาชนที่สนใจสินค้านวัตกรรม

“จุดเด่นต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ดรีมเดอร์มา ทั้งเรื่องการใช้สารออกฤทธิ์จากพืชตามธรรมชาติ รวมทั้งการควบคุมการออกฤทธิ์ผ่านไมโครแคปซูล ที่ช่วยทำให้สารออกฤทธิ์ค่อยๆ ทำงานทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยทำให้ได้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งกระบวนการผลิตสารต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและเข้ากับแนวโน้มของประเทศและของโลกได้เป็นอย่างดี”

ดรีมเดอร์มา เป็นนวัตกรรมไมโครแคปซูลแบบหลายชั้น ประกอบด้วยโพลีเมอร์ที่มีคุณสมบัติเข้าได้กับเนื้อเยี่อของร่างกาย โดยไมโครแคปซูลดังกล่าวสามารถกักเก็บและปลดปล่อยสารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการเลียนแบบการทำงานของเอปิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์ จึงช่วยชะลอริ้วรอยจากอายุที่เพิ่มขึ้น ดร.สรวง เล่ากระบวนการของการทำงานนี้ว่า

“ผ่านกระบวนการกระตุ้นการสร้างสารจำพวกคอลลาเจนและอีลาสติน จึงไปช่วยเสริมการเจริญเติบโตของเส้นเลือด ช่วยสมานแผลและฟื้นฟูจากเซลล์ที่ถูกทำลายจากการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ ทำให้ออกฤทธิ์คล้ายกับช่วยชะลอวัย สารธรรมชาติที่เลียนแบบการทำงานของเอปิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์ในไมโครแคปซูลยังถูกควบคุมการปลดปล่อยได้อย่างยาวนานมากขึ้น

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารเข้าสู่ร่างกาย และลดอาการแพ้ ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ โดยเทคโนโลยีการผลิตช่วยทำให้มั่นใจว่าปราศจากการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ และยังช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ การออกฤทธิ์ของโมเลกุล และลดอาการแพ้ได้อีกด้วย”

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้ผลงานวิจัย ดร.สรวง ชี้ว่าดรีมเดอร์มาเป็นผลงานที่โดนใจนักลงทุนจนได้รับผลโหวตมากที่สุดและเป็นเอกฉันท์ เนื่องจากปัจจุบันผู้คนใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพกันมาก เมื่อรวมกับแนวโน้มการก้าวเข้าไปสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงทำผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัย (Anti-Ageing) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากไปด้วย

สินค้าและบริการกลุ่มเวชสำอางเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราเฉลี่ยมากกว่า 6% ต่อปี ประเมินกันว่าเวชสำอางในหมวดนี้มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2017 โดยผู้บริโภคนิยมผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่มาจากสารธรรมชาติมากกว่า สำหรับประเทศไทยกำลังเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเอจจิ้ง โซไซตี้ (Aging Society) แล้ว ทำให้โอกาสของตลาดผลิตภัณฑ์เวชสำอางประเภทชะลอวัยเปิดกว้างออกด้วยเช่นกัน

เรียกได้ว่าต่อไปคนไทยไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวดูแลสุขภาพจากต่างประเทศอีก เพราะสินค้าของคนไทยทุกวันนี้ได้มีการคิดค้นพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับในตลาดได้มาตรฐานสากลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘หัวใจสำคัญไม่ใช่ระยะทาง แต่เป็นระยะเวลาของครอบครัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559005

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 10:35 น.

‘หัวใจสำคัญไม่ใช่ระยะทาง แต่เป็นระยะเวลาของครอบครัว’

โดย ฤดูกาล ภาพ : ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์

คุณแม่ลูกสองและเจ้าของธุรกิจ คือ บทบาทหน้าที่ของ “ก้อย” ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์ ผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไฮเอนด์แบรนด์ ซอนเดอร์ ลิฟวิ่ง ผู้นำเข้าแฟรนไชส์ ฟาสแทรคคิดส์ เกี่ยวกับการศึกษาสำหรับเด็ก และยังเป็นเจ้าของบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน บลูเวล แอสเซท โดยเธอกล่าวว่า แม้ต้องทำงานมากแค่ไหน ก็ยังยกให้หน้าที่ “แม่” เป็นที่หนึ่ง โดยเฉพาะการให้เวลากับลูกๆ ผ่านการท่องเที่ยว

เธอเล่าว่า หลังจาก 3 เดือนแรกของลูกๆ ก็เริ่มพาเขาไปเที่ยวในประเทศก่อน สำหรับลูกชายคนโต น้องต้นศล (7 ขวบ) เริ่มต้นที่ทะเลหัวหิน ส่วนลูกสาวคนเล็ก น้องข้าวสวย (ย่าง 4 ขวบ) ประเดิมทริปแรกที่เชียงใหม่ แต่ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลคุณแม่ก็ต้องเตรียมของใช้สำหรับเด็กเล็กให้ครบถ้วน

“การพาเด็กเล็กออกเดินทางต้องเตรียมของให้ครบ ที่สำคัญคือ นม ผ้าอ้อม ยา เทอร์โมมิเตอร์ อาหาร และเสื้อผ้าต้องจัดให้เหมาะกับสภาพอากาศ ซึ่งต้องเตรียมให้มากกว่าปกติ 1-2 วัน เพราะของใช้สำหรับลูกเป็นสิ่งเฉพาะที่อาจหาซื้อไม่ได้ตามร้านทั่วไป”

จากนั้นเมื่อลูกอายุได้ 6 เดือน เธอได้พาไปต่างประเทศครั้งแรกที่ญี่ปุ่น โดยเลือกไปในช่วงเวลาที่อากาศดีประมาณเดือน เม.ย.-พ.ค. ก่อนเดินทางเธอจะพาลูกไปพบคุณหมอก่อน เพื่อตรวจให้มั่นใจว่าลูกสามารถเดินทางไกลได้ นอกจากนี้เธอยังมองว่า การพาลูกน้อยไปเที่ยวจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากในบ้านและในห้องเรียน

“การเดินทางตั้งแต่เด็กทำให้ลูกได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เช่น เวลาขึ้นเครื่องบินเขาต้องทำยังไงให้ไม่หูอื้อ ได้ลองกินอาหารใหม่ๆ หรือหากเขาไปเจอสิ่งที่ไม่ชอบ เขาจะจัดการหรือเรียนรู้มันอย่างไร รวมถึงเขาจะได้เรียนรู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร การค้นพบเหล่านี้เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเท่านั้น”

การเดินทางยังทำให้เธอเห็นพัฒนาการของลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนรู้จากสิ่งใหม่ๆ ด้านร่างกายที่จะได้หยิบจับเดินวิ่งอย่างเต็มที่ ด้านอารมณ์จากการอยู่ในภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน ด้านสังคมที่ลูกจะได้เรียนรู้การเข้าสังคม ด้านความอดทนในการรอคอยก่อนถึงจุดหมาย รวมถึงด้านมุมมองชีวิตเพราะการเดินทางจะเปิดโลกของลูกให้กว้างขึ้น

“การท่องเที่ยวทำให้เรา 4 คน ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีที่แน่นแฟ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกับลูกๆ เท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยาก็จะแข็งแรง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ครอบครัวมั่นคงและมีความสุข” เธอกล่าวทิ้งท้าย

“เวลาของครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ก้อยจึงตัดสินใจออกมาทำธุรกิจส่วนตัวเพื่อทำให้มีเวลาไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวัน และพยายามหาเวลาให้เราทั้ง 4 คน พ่อแม่ลูกได้อยู่ด้วยกัน อย่างการไปเที่ยวก็เป็นวิธีหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวต่างประเทศหรือไปไหนไกลๆ เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่ระยะทาง แต่เป็นระยะเวลาของครอบครัว” 

วิทิดา ตรังอดิศัยกุล + เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา 2 พี่น้องความต่างที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/559001

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 10:11 น.

วิทิดา ตรังอดิศัยกุล + เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา 2 พี่น้องความต่างที่ลงตัว

โดย วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

2 ศรีพี่น้อง ที่มีนิสัยต่างขั้วกันอย่างชัดเจน เพราะพี่สาว “เมธ์” เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บางกอก แคปปิตอล ดีกรีปริญญาโทถึง 2 ใบ จากคณะบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-มิลวอกี (University of Wisconsin-Milwaukee) และปริญญาโทด้านการเงิน ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนมือฉมัง

ส่วนน้องสาว “มิ้ง” วิทิดา ตรังอดิศัยกุลดีกรีศึกษาจบปริญญาตรีด้านการตลาด และปริญญาโทด้านอินเตอร์เนชั่นแนล บิซิเนส แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-มิลวอกี สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน วิทิดา คือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่เกิดจากความชอบส่วนตัว ได้แก่ ทำเครื่องประดับผมแบรนด์ เทด อะ พอร์ตเตอร์ และกระเป๋าปักชื่อสวยงามว่า เนมเทค ที่โด่งดังในหมู่เซเลบริตี้

ทั้งสองมีนิสัยแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เพราะพี่สาวนอกจากเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่เก่ง และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาก ในทางกลับกันน้องสาวมีความเป็นอาร์ติสต์มากกว่า ใช้ชีวิตแบบชิลมาก และมีการยึดหลักธรรมะคือความสุขอยู่ ณ ปัจจุบัน

วิทิดา เล่าด้วยรอยยิ้มที่สดใสว่า พี่เมธ์อายุมากกว่าเธอ 4 ปี และเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันมาตลอดคือ มาแตร์เดอีวิทยาลัย ที่กำลังจะจัดงาน “MD Run 2018 วิ่งเพื่อครู” จัดโดยโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย สมาคมนักเรียนเก่า และสมาคมผู้ปกครองและครูจัดงานฉลองครบรอบ 90 ปี ในวันที่ 19 ส.ค.นี้

แม้เรียนโรงเรียนเดียวกันและเป็นพี่น้องกันแต่นิสัยไม่เหมือนกัน กล่าวคือ พี่เมธ์จะมีการคิดที่เป็นระบบระเบียบมากกว่า ในทางกลับกันน้องมิ้งจะไม่ค่อยชอบวางแผนในระยะยาวมากนัก

“ตอนเด็กๆ ครูชอบมาฟ้องพี่สาวว่า มิ้งอยู่โรงรียนชอบทำผิดอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วยังฝากพี่สาวไปบอกคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะ แล้วมิ้งก็จะโดนพี่สาวดุ มิ้งก็มักคิดว่าทำไมพี่สาวดุจัง เพราะเขาก็คิดว่าทำไมน้องทำอย่างนี้นะ

แล้วเวลาพี่เมธ์นำเรื่องความซนของมิ้งไปรายงานให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง มิ้งก็คิดว่าเรื่องแค่นี้เอง ทำไมพี่ต้องมาบอกท่านด้วย แต่มิ้งเข้าใจว่าด้วยความเป็นพี่ จะได้หาวิธีแก้ไข แต่ตอนนั้นมิ้งยังเด็ก ก็คิดว่าเรื่องแค่นี้ช่วยกันปิดก็ได้” วิทิดา เล่า

ฝ่ายพี่สาวเล่าบ้างว่า ถ้าไม่นำความไปบอกคุณพ่อคุณแม่ หากคุณครูรู้ เธอก็โดนดุน่ะสิ แต่น้องสาวคิดว่าทำไมพี่เมธ์ขี้ฟ้อง เอะอะก็ฟ้อง

นั่นคือเรื่องราวตอนเด็กๆ แต่วีรกรรมเด็ดๆ ยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อครั้งที่เมธ์วดีต้องไปศึกษาต่อปริญญาโทยังสหรัฐอเมริกา ตัวเองกลัวเหงาก็เลยชวนน้องสาวที่ศึกษาจบชั้นมัธยมปลายพอดี และกำลังเรียนต่อในระดับปริญญาตรีไปเรียนด้วยกันที่สหรัฐอเมริกา เพราะด้วยความที่ทั้งคู่สนิทกันมาก เพื่อนพี่สาวก็เหมือนเพื่อนน้องสาว ตัวติดกันตลอด พี่สาวไปไหน น้องไปด้วย

คุณพ่อคุณแม่จึงส่งทั้งคู่พ้นอ้อมอกไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นครั้งแรก แล้วก็เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ รถพังไปทั้งคัน แต่ด้วยความแสบเมื่อวัยรุ่นทั้งคู่ช่วยกันปกปิดเป็นความลับมานานถึง 20 ปี แต่เพิ่งเผยความจริงเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมานี่เอง จะสนุกสนานแค่ไหน ไปอ่านต่อได้เลย

“พี่เมธ์เป็นซูเปอร์วูแมน”วิทิดา ตรังอดิศัยกุล

วิทิดา เล่าว่า เธอได้ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อเมริกา เพราะต้องตามพี่สาวไปเรียนด้วยกันที่นั่น โดยเมธ์วดีติดต่อโรงเรียนให้ทั้งหมด และทำหน้าที่พี่ที่ดีช่วยแก้ไขปัญหาให้น้องได้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีเลย โดยไม่ต้องปรับพื้นฐานภาษาก่อน รวมทั้งขับรถไปรับไปส่งน้องเป็นอย่างดี

“ระยะแรกๆ ที่มิ้งไปอยู่อเมริกาที่วิสคอนซิน อากาศหนาวมาก มิ้งก็ป่วยมาก พี่เมธ์ดูแลทำข้าวต้มให้น้องกิน ดูแลน้องดีมากๆ เพราะกลัวน้องขอกลับบ้าน แล้วพี่จะเหงา (หัวเราะ) อยากให้อยู่เป็นเพื่อนกัน พี่เมธ์พาน้องลุยหิมะกลับบ้าน มิ้งจำได้ว่าวันแรกที่ไปถึง พี่เมธ์ไปรับที่สนามบิน พอกลับบ้านเจอซูชิ มีขนมหวานวางอยู่บนโต๊ะเต็มไปหมด เพื่อเป็นแรงดึงดูดให้น้องอยากอยู่กับพี่

เธอเล่าต่ออย่างสนุกว่า จนพี่เมธ์เรียนจบปริญญาโทหนึ่งใบแล้ว ต้องไปเรียนต่อโทอีกใบในอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งซึ่งอยู่มิชิแกน

“พี่เมธ์ก็พามิ้งกับเพื่อนพี่อีก 3 คนไปช็อปปิ้งกันที่เอาต์เล็ต ต้องขับรถกันไปไกลมาก ระหว่างทางเกิดพายุหิมะถนนก็เต็มไปด้วยหิมะ พี่เมธ์ขับรถอยู่ดีๆ รถก็หมุน ทีนี้เวลารถหมุนเขาห้ามเบรก แต่พี่เมธ์คงตกใจแล้วก็เบรก รถเลยหมุนอยู่บนถนน รถเทรลเลอร์ที่ตามมาข้างหลังเลยชนอย่างรุนแรง ชนแรงขนาดรถต้องทิ้งทั้งคันซ่อมไม่ได้เพราะรถเละ แต่น่าแปลกใจมากที่พวกเราไม่เป็นอะไร แค่ตกใจ

ทั้งตัวมิ้งเต็มไปด้วยบลูเบอร์รี่สีแดงกับสีม่วง เพราะขณะเกิดอุบัติเหตุมิ้งนั่งอยู่เบาะหลังกำลังกินบลูเบอร์รี่พายอยู่ พอคลานออกจากรถ ทุกคนเห็นมิ้งก็ตกใจนึกว่าเป็นอะไร คิดว่าเลือดเต็มตัว แต่เปล่า โดนบลูเบอร์รี่สาดทั้งตัว (หัวเราะ) แต่ทุกคนไม่เป็นอะไร แล้วเพื่อนพี่เมธ์ก็ขับรถมารับไปช็อปปิ้งต่อ เหมือนกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น แล้วพวกเราก็ต้องนั่งรถไฟกลับ”

อุบัติเหตุครั้งนั้น กลายเป็นอุบัติเหตุครั้งใหญ่ของเมือง เพราะมีรถหลายคันชนกัน แต่กลุ่มเด็กไทยถึงกับต้องทิ้งรถ และซื้อรถคันใหม่ขับ โดยช่วยกันบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า ขายรถยนต์คันเก่าทิ้งแล้วต้องเพิ่มเงินเล็กน้อยเพื่อซื้อรถยนต์คันใหม่ แต่ความลับที่ปิดไว้นาน 5 ปีเพิ่งแตกเมื่อไม่นานมานี้เอง และกลายเป็นวีรกรรมที่พวกเธอไม่เคยลืมเลย

ช่วงชีวิตที่อยู่อเมริการะหว่างพี่กับน้อง ยังมีวีรกรรมเด็ดอีกหลายเรื่อง เช่น เมธ์วดีอยากให้น้องเรียนรู้โลกกว้าง พาน้องสาวที่อายุไม่ถึง 20 ปีเข้าผับ จนเป็นที่ขนานนามของบอดี้การ์ดประจำผับว่า สาวๆ กลุ่ม “เฟก ไอดี” มาแล้ว

หากให้ วิทิดา นิยามความเป็น เมธ์วดีเธอขอเรียกพี่สาวว่าชีเป็นซูเปอร์วูแมน พี่สาวเก่งทุกอย่าง แถมยังเป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้ช่วยวางแผนทางการเงินที่ดีมากอีกด้วย

“ตอนเด็กๆ คิดว่าทำไมพี่ดุจัง แต่พอโตขึ้นรู้ว่าพี่หวังดี เวลามิ้งมีปัญหาในทุกด้าน พี่สาวจะช่วยหาทางออก 1 2 3 ให้เสมอ มันจะช่วยซอฟต์ปัญหาได้ เพราะพี่เมธ์จะมีระบบคิดวางแผนที่ดี ทั้งเรื่องการทำธุรกิจ การลงทุน รวมทั้งการหาโรงเรียนให้ลูก พี่เมธ์แนะนำโรงเรียนให้หลานว่า ให้ลูกเรียนอ่านภาษาอังกฤษแบบโฟร์นิกส์สิ เพราะลูกๆ พี่เมธ์เรียนโรงเรียนนานาชาติ แล้วโรงเรียนสอนการอ่านแบบโฟร์นิกส์ ซึ่งจะทำให้เด็กๆ รู้หลักการผสมคำ และอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องท่องจำเหมือนการเรียนการสอนในโรงเรียนไทยทั่วไป”

ไม่เพียงเป็นที่ปรึกษาที่ดีเมื่อตอนโตมีครอบครัวเท่านั้น เมธ์วดียังเป็นที่ปรึกษาที่ดีตอนเรียนหนังสืออยู่ต่างบ้านต่างเมืองด้วย

“ย้อนกลับไปตอนเรียน มิ้งไม่ชอบเรียนบัญชี แต่พี่เมธ์เก่งด้านบัญชีมาก มิ้งเรียนปริญญาตรีต้องทำการบ้านวิชาบัญชีซึ่งตัวเองไม่ถนัด ขณะนั้นพี่เมธ์ต้องไปเรียนปริญญาโทอีกใบที่อีกเมืองหนึ่ง พี่เมธ์บอกว่าให้ส่งแผ่นดิสเกตไปทางไปรษณีย์ แต่พอแผ่นดิสเกตในสมัยนั้นซึ่งเป็นบางๆ พอมันไปถึงพี่เมธ์แผ่นกลับแตกหมดเลย พี่เมธ์จึงให้เพื่อนคนไทยชื่อบ็อบบี้ช่วยเอาไฟล์งานที่อยู่ด้านในของแผ่นที่แตกออกมาให้หน่อย ก็กู้ข้อมูลได้แล้วพี่เมธ์ก็ช่วยทำการบ้านวิชาบัญชีแล้วส่งกลับมาให้มิ้งได้ ตอนสอบแม้มิ้งทำคะแนนวิชาบัญชีไม่ดี แต่ได้พี่เมธ์ช่วยทำการบ้านมิ้งจึงผ่านมาได้”

แม้เป็นพี่น้องที่นิสัยต่างขั้ว แต่ทั้งคู่มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่หลายอย่างคือ รสนิยมดี และชอบช็อปปิ้งเหมือนกัน แค่มองตากันก็รู้ไปถึงใจ เพราะทั้งคู่จะรู้ความชอบส่วนตัวของกันและกัน จึงเป็นเพื่อนคู่คิดด้านช่วยกันช็อปปิ้งฝากกันซื้อของได้เป็นอย่างดี

“อย่างที่บอกว่าพี่เมธ์เป็นซูเปอร์วูแมน คือพี่เมธ์เก่งทุกอย่าง ทั้งทำอาหารทำขนมก็เก่ง ส่วนมิ้งไม่ได้เลย (หัวเราะ) ซึ่งลูกๆ ของมิ้งชอบให้ป้าเมธ์ทำขนมกับอาหารให้กินมากๆ เพราะป้าเมธ์เห็นรายการขนมทำมิลค์เชกอร่อย เลดี้เมธ์ก็สามารถหาวัตถุดิบแล้วทำให้หลานกินได้เลย แล้วอร่อย หลานๆ จึงเรียกป้าเมธ์ว่า ป้าเมธ์ แคน ดู ซึ่งการทำอาหารอร่อยจะไม่เกิดขึ้นกับแม่ (หัวเราะ)”

“มิ้ง แฮปปี้ โก ลักกี้”เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา

ถึงคราวพี่สาวพูดถึงน้องสาวบ้างว่า มิ้งเป็นผู้หญิงที่ แฮปปี้ โก ลักกี้ มากๆ เพราะน้องไม่ค่อยคิดอะไร แต่เขาก็ประสบความสำเร็จและมีความสุขในแบบของเขา น้องมีพรสวรรค์หลายอย่าง เช่น งานศิลปะ สามารถเปลี่ยนความคลั่งไคล้ในการช็อปปิ้งมาพัฒนาเป็นเงินได้ จนพี่สาวอย่างเธอรู้สึกทึ่ง

“เมธ์เป็นคนที่ทำอะไรต้องดีแบบมืออาชีพ โปรเฟสชั่นแนล ซึ่งเมื่อเมธ์เกษียณก็อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเหมือนที่น้องสาวได้ทำนะคะ เช่น ทำอาหาร หรือออกกำลังกาย ในทางกลับกันน้องสาวมีสิ่งที่เขามีความสุขในสิ่งที่เขาทำทุกโมเมนต์ ซึ่งเมธ์ยังไม่มี น้องจะปล่อยวางได้ง่ายมากๆ จนเมธ์รู้สึกทึ่ง เช่น น้องโดนบ่นบางเรื่องเยอะมาก เมธ์ถามน้องว่าแล้วแกคิดไง น้องบอก ไม่คิด ฉันไม่สนใจ ฉันมีข้าวกิน มีบ้านอยู่ก็พอแล้ว แต่บางเรื่องเมธ์ก็แนะนำมิ้งว่า ชิลไปไม่ได้นะ เช่น การวางแผนทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง เราต้องรู้บ้าง เราต้องมองไปถึงอนาคต เช่น การลงทุนหรือการเก็บสตางค์ เหมือนเตือนสติน้อง เพราะน้องไม่รู้เรื่องไฟแนนซ์เลย เมธ์ก็แนะว่าต้องรู้บ้างนะ เช่น เก็บเงินรูปแบบไหนอย่างไรถึงดี เพราะเมธ์จะเป็นคนวางแผนชีวิต เช่น เราควรมีเงินเก็บใช้ยามฉุกเฉิน ซึ่งมิ้งก็รับฟัง แล้วบอกว่าพี่เมธ์แนะนำดีมากๆ”

แม้เมธ์จะทำอะไรอย่างมีแบบมีแผน แต่อีกมุมหนึ่งเมธ์ก็มีเรื่องเล่าที่สนุกๆ มาเล่าให้กันฟังในหมู่พี่น้องอยู่เสมอๆ โดยทั้งสองสามารถหัวเราะในเรื่องเดียวกัน โดยไม่ต้องคุยกันได้

“บ้านเราเป็นคนเกตมุข ทุกคนชอบรีแลกซ์ ชอบเผากัน มีเรื่องเราตอนเด็กๆ ซึ่งขำมากๆ แม้เวลาทำงานพี่ๆ จะเคร่งเครียด แต่เวลาเราอยู่ด้วยกันในครอบครัวเราผ่อนคลาย หัวเราะ เราจะขำเรื่องบ้าๆ บอๆ แซวกันแบบทุกคนมีฉายากันหมด บางครั้งขำกันในหมู่ญาติพี่น้องจนหายใจไม่ออก”

สิ่งที่เมธ์วดีเป็นห่วงน้องสาวก็คือ น้องต้องคอนโทรลชีวิตตัวเองบ้าง อย่ารีแลกซ์มากเกิน เพราะชีวิตไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

“เมธ์อยากให้น้องทำอะไรแล้ววางแผนหลายๆ สเต็ป เพราะน้องชอบอยู่กับตัวเอง เช่น ทำธุรกิจ น้องก็มุ่งมั่นทำแต่งานแฮนด์เมดทั้งหมด เมธ์ก็เตือนน้องว่า ถ้าในอนาคตคนเย็บไม่สบายทำไง หรือทำแล้วได้ยอดขายเท่านี้พอเหรอ สานฝันตัวเองได้แต่เราต้องไปไกลกว่านั้นหน่อยดีไหม แต่มิ้งชอบเชื่อมั่นว่าบางสิ่งจะอยู่กับเขาไปตลอด ซึ่งมันไม่ได้ เพราะเราไม่รู้อนาคต

อย่างกระเป๋าแฮนด์เมดทุกชิ้น เมธ์ก็แนะนำว่าบางชิ้นทำเป็นแมสได้ไหม เพราะมิ้งสามารถทำกระเป๋าได้เดือนละใบเท่านั้นเอง ซึ่งเมธ์จะดูในเชิงธุรกิจ แต่น้องอาร์ติสต์ล้วนๆ เมธ์เป็นห่วงน้องเรื่องนี้ แต่น้องจิตใจดีโลกสวย น้องชอบมองว่าวันนี้แฮปปี้ แต่เมธ์คิดว่าอีกสิบปีจะแฮปปี้แบบนี้หรือไม่ ทำไมน้องไม่คิดให้ใหญ่กว่านี้ เพราะเมธ์ชอบพุชตัวเอง เช่น การออกกำลังกายก็ต้องเล่นหนักๆ ไม่เจ็บไม่ปวดคือไม่เรียนรู้ ชอบทำอะไรยากๆ เมธ์ชอบมาก แต่น้องชอบชิลๆ ชอบอยู่ในคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ประมาณนี้”

2 พี่น้องจึงกลายเป็นความต่างที่ลงตัว เพราะช่วยเหลือเติมเต็มในสิ่งที่แต่ละคนขาด 

วิชิต พยุหนาวีชัย ‘ขอขูดขี้วัวอย่างมีความสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558998

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 09:54 น.

วิชิต พยุหนาวีชัย ‘ขอขูดขี้วัวอย่างมีความสุข’

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

พูดถึงคนแวดวงการเงินไทยแล้ว วิชิต พยุหนาวีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จัดได้ว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ระดับแถวหน้าของเมืองไทย และหากดูนามสกุลแล้วก็อาจจะคุ้นๆ หูอยู่บ้าง ก็เพราะวิชิตเป็นน้องชายของ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน นั่นเอง ถือได้ว่าเป็นพี่น้องที่มีดีกรีด้านการเงินไม่แพ้กันทีเดียว

วิชิต บอกว่า งานที่เขารับผิดชอบอยู่นั้น จะคอยให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้กับลูกค้ารายย่อยทั่วไป ซึ่งแน่นอนต้องเกี่ยวข้องกับตัวเลขและเป้าหมายต่างๆ การทำงานในแต่ละวันจึงทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้

แต่เมื่อถึงวันหยุดพักผ่อนแล้ว เขาจะแปลงร่างเป็นเกษตรกรเต็มตัวทีเดียว ทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ถ้าไม่ติดธุระสำคัญหรือเดินทางท่องเที่ยวไปไหน จะเห็นเขานั่งรีดนมวัว จากฟาร์มโคนมด้วยตัวเอง

“ผมมีความสุขมากกกกก” เป็นคำพูดที่มาพร้อมกับสายตาที่เปล่งประกายให้เห็นว่ามีความสุขจริงๆ เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกในงานอดิเรกของวิชิตที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ด้วยการเป็นเจ้าของฟาร์มโคนม “ไร่ภูนับดาว” ที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

วิชิต เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีก่อนว่า เขาได้ไปไถ่ชีวิตวัวมา 4 ตัว และฝากคนอื่นเลี้ยงไว้ที่อยุธยา แต่ตอนหลังมีปัญหาถูกเอาที่ดินคืน จึงต้องหาที่เลี้ยงวัวใหม่ ซึ่งเดิมตั้งใจว่าจะเอาไปเลี้ยงที่บ้านพักตากอากาศที่มวกเหล็ก ที่ซื้อไว้เพื่อพักผ่อนนานแล้ว เพราะโดยส่วนตัวเป็นคนชอบอยู่กับธรรมชาติอยู่แล้ว

“เพียงแต่ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้ไปบ่อย จึงคิดว่าจะเอาวัว 4 ตัว ไปเลี้ยงที่นั่น แต่คิดแล้วคงไม่เหมาะ ดังนั้น จึงได้หาพื้นที่ใหม่แถวมวกเหล็ก และนำวัวที่ไถ่มาไปเลี้ยงได้ ซึ่งช่วงแรกก็ยังไม่คิดว่าจะทำฟาร์มโคนม คิดว่าจะปลูกแค่ปลูกผัก ปลูกผลไม้เฉยๆ แต่คิดไปคิดมา ศึกษาดูแล้ว ถ้าปลูกแค่ผักผลไม้อย่างเดียว คงมีแต่รายจ่าย และมีรายได้ไม่เพียงพอมาเลี้ยงฟาร์มแน่ๆ จึงคิดว่าไหนๆ ก็ชอบทางด้านนี้อยู่แล้ว ก็ควรจะทำในสิ่งที่ชอบและต้องมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ด้วย”

วิชิต ขยายภาพว่าเมื่อศึกษาหาข้อมูลหลายๆ ด้านแล้ว ในที่สุดก็มาลงตัวที่ฟาร์มโคนมเหมาะที่สุด จึงเริ่มทำฟาร์มโคนมอย่างจริงจังเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะโดยส่วนตัวก็มีพื้นฐานด้านนี้มาบ้างและชอบอยู่แล้ว เนื่องจากเขาเคยเรียนที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนปริญญาตรีได้ 1 เทอม แต่พอรุ่นพี่บอกว่าเรียนจบมาตอนนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นพนักงานขายอาหารสัตว์ เขาเลยไม่ชอบ และเบนเข็มมาเรียนด้านการเงิน จนเข้าทำงานในวงการเงินมาถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันฟาร์มโคนมของเขา มีพื้นที่อยู่ประมาณ 68 ไร่ เลี้ยงโคนมอยู่ 300 ตัว เมื่ออยู่ในฟาร์มเขาจะทำหน้าที่เป็นเกษตรกรเต็มตัว เขาบอกว่าต้องตื่นตี 4 มารีดนม ให้อาหาร และขูดขี้วัวทำความสะอาดคอกด้วยตัวเอง

“เพราะวัวตัวไหนจะสุขภาพดีหรือไม่นั้น จะสามารถดูได้จากขี้วัว รวมถึงกำหนดผสมพันธุ์วัวเองอีกด้วย เลยมีความรู้สึกว่าได้กลับมาทำในสิ่งที่ชอบ เป็นสิ่งที่มีความสุขอีกครั้ง”

เมื่อถามว่า ทำไมต้องต้องตื่นตี 4 มารีดนม วิชิตตอบทันทีว่าก็เพราะต้องแข่งกับเวลา เนื่องจากโรงนมจะเปิดรับนมตั้งแต่ 7 โมงเช้า ปิด 5 โมงเย็น

“ฟาร์มโคนมแถวนั้นจึงรีดนมและส่งนมให้โรงนมได้ 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้ากับเย็นเท่านั้น เพราะต้องเว้นช่วงเวลาด้วย ในขณะที่ต่างประเทศจะมีความพร้อมมากกว่า โดยรีดนมได้ 3 ครั้ง ทุก 8 ชั่วโมง

ส่วนขั้นตอนการรีดนมนั้น ก็ต้องมีการล้างเต้านม ต้องอาบน้ำทำความสะอาดวัวก่อนถึงรีดได้ เริ่มต้นตี 4 ทำเสร็จก็ประมาณ 7 โมงเช้า ซึ่งปัจจุบันรีดได้วันละ 2,000 กิโลกรัม ก็จะรีบขับรถไปส่งนมดิบเอง เพราะนมดิบจะมีคุณภาพและได้ราคาดีที่สุด ก็ต่อเมื่อออกจากเต้าแล้วต้องไม่เกิน 3 ชั่วโมง”

วิชิต กล่าวว่า เขาเลี้ยงวัวแบบเอาความสุขเป็นที่ตั้ง เลี้ยงด้วยความรัก ให้กินอาหารที่มีคุณภาพดี ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องต้นทุนมากนัก จึงส่งผลให้วัวเขาผลิตน้ำนมดิบคุณภาพได้ 20 กิโลกรัม/ตัว/วัน ขณะที่ฟาร์มโคนมอื่นได้แค่ 14 กิโลกรัม/ตัว/วันเท่านั้น

“ไร่ภูนับดาว” จึงกลายเป็นฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในมวกเหล็กขณะนี้ เมื่อปัจจุบันเขาขายน้ำนมดิบได้ถึงเดือนละ 1.1 ล้านบาท จากการรีดนมวัวเพียง 95 ตัวเท่านั้น หากดูยอดขายแล้วอาจเห็นว่ามีรายได้มาก แต่ความจริงแล้วถือว่าไม่มากเลย เมื่อต้องจ่ายกับค่าอาหารวัวคุณภาพถึงเดือนละ 7 แสนบาท และยังไม่รวมค่าใช้จ่าย น้ำ ไฟ ค่าคนงานอื่นๆ อีก

จากการที่เขาลงมือทำฟาร์มโคนมด้วยตัวเองอย่างเต็มตัวนี้ ทำให้ วิชิต ได้เห็นปัญหาและเข้าใจเกษตรกรมากขึ้นว่า ทำไมเกษตรกรไทยจึงมีปัญหาเรื่องรายได้น้อยอยู่ อย่างนมดิบจากฟาร์มของเขา เขาจะเลือกส่งให้กับโรงนมเอกชนมากกว่า เพราะจะได้ไม่ถูกกดราคา

“แต่ถ้าเป็นเกษตรกรทั่วไป จะส่งนมให้กับโรงนมเอกชนไม่ได้ เพราะเกษตรกรมีเงินกู้กับองค์กรนั้นอยู่แล้ว ซึ่งคิดดอกเบี้ยแพงมาก ฉะนั้น เวลาส่งนมไป เกษตรกรก็จะถูกกดราคานม และยังถูกบังคับให้ซื้ออาหารที่แพง คุณภาพต่ำอีก เช่น ที่ฟาร์มเขา จะซื้อข้าวโพดหมักทั่วไปถุงละ 25 กิโลกรัม ก็แค่ 40 บาทเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเกษตรกรซื้อก็ต้องถูกบวกเข้าไปอีกเป็น 60 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมาก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลตรงนี้ด้วย เพื่อเกษตรกรไทยเจริญก้าวหน้าได้

ผมเป็นคนที่ชอบอยู่กับธรรมชาติอยู่แล้ว มันเป็นความฝันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นมีกำลังเพียงพอก็อยากทำให้ความฝันเป็นจริง ซึ่งตอนนี้ผมมีความสุขมาก เป็นงานอดิเรกแบบยั่งยืนได้ และน่าจะเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำได้หลังผมเกษียณอายุแล้ว ตอนนี้ผมจึงถือว่าผมเป็นเกษตรกรเต็มตัวก็ว่าได้” วิชิต กล่าวทิ้งท้าย

รศ.วรณพ วิยกาญจน์ + รศ.สุชนา ชวนิชย์ 2 นักวิทย์ไทยสำรวจใต้ทะเลขั้วโลกเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558995

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 09:36 น.

รศ.วรณพ วิยกาญจน์ + รศ.สุชนา ชวนิชย์ 2 นักวิทย์ไทยสำรวจใต้ทะเลขั้วโลกเหนือ

โดย นิติพันธุ์ สุขอรุณ

การเปลี่ยนแปลงของสภาวะสิ่งแวดล้อมกำลังทำให้เกิดภัยพิบัติขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพายุที่ก่อตัวทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี นำไปสู่เหตุการณ์น้ำท่วม แผ่นดินไหว โลกร้อน หรือแม้กระทั่งปัญหาสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์อาจต้องเผชิญหน้ากับความสูญสิ้น ทั้งหมดเกิดจากน้ำมือมนุษย์ได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการปล่อยมลพิษทางอากาศและทิ้งขยะจำนวนมหาศาลสิ่งปฏิกูลเหล่านี้ไม่ได้สลายสูญหายไปไหน แต่กลับล่องลอยไปตามกระแสลม-กระแสน้ำขึ้นไปสะสมในเขตขั้วโลกเหนือ ดินแดนธรรมชาติแห่งความหนาวเย็นและน้ำแข็งยักษ์ให้ละลายลงทุกวินาที จึงเป็นที่มาของการตั้งทีมนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปสำรวจวิจัยขั้วโลกเหนือครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นการปฏิบัติการดำน้ำสำรวจใต้ทะเล เก็บตัวอย่างตะกอนดิน สิ่งมีชีวิต และขยะขนาดเล็กเพื่อนำมาศึกษา วิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า

ทีมนักวิทยาศาสตร์ใต้ทะเลขั้วโลกเหนือชุดนี้มีหัวหอกนำทีม 2 คน คือ รศ.วรณพ วิยกาญจน์ และ รศ.สุชนา ชวนิชย์ หัวหน้าภาคและอาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อยอดการวิจัยหลังจากได้ไปสำรวจที่ทะเลแอนตาร์กติกดินแดนขั้วโลกใต้ เรื่องผลกระทบต่อทางสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และประเทศนอร์เวย์ ให้การสนับสนุนเงินทุนไปสำรวจขั้วโลกเหนือครั้งแรกของประเทศไทย

เริ่มที่ประสบการณ์ทำงานของ รศ.วรณพ จบการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ด้านอาหารสัตว์น้ำ และได้เข้ามาทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2537 มุ่งเน้นทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นต้นมา ขณะที่ รศ.สุชนา จบด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล จากนั้นไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาปริญญาโทและเอก ด้านการอนุรักษ์ทางทะเล ก่อนเข้ามาทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2544 ทั้งคู่จึงได้ตั้งทีมวิจัยเรื่องการเพาะพันธุ์ปะการัง ศึกษาระบบนิเวศทางทะเล ทำงานร่วมกับกองทัพเรือที่เกาะแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี สามารถขยายพันธุ์ปะการังในพื้นที่เสื่อมโทรมได้เป็นผลสำเร็จ

เป็นที่มาของการศึกษาต่อยอดวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ กระทั่งได้มีโอกาสไปขั้วโลกใต้จึงจับเอางานวิจัยสิ่งแวดล้อมนี้มาขยายถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งใบ อันเกิดจากปัญหาขยะพลาสติก ส่งผลกระทบต่อสัตว์หลายชนิดในทะเล ซึ่งปะการังคือสัตว์ที่บอกถึงสภาพการเปลี่ยนเป็นทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการต่อยอดงานวิจัยไม่สิ้นสุด เริ่มต้นจากปะการังในไทยไปจนถึงสัตว์น้ำใต้ทะเลขั้วโลกเหนือนับจากนี้

วรณพ เล่าว่า การไปขั้วโลกเหนือจะเดินทางด้วยเรือสลับกับเครื่องบิน เข้าสู่พื้นที่เมือง “สวาลบาร์ด” เป็นหมู่เกาะในมหาสมุทรอาร์กติก ตั้งอยู่ที่ละติจูด 79-90 องศาเหนือ เรียกได้ว่าเป็นจุดบนสุดของโลก เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนอร์เวย์ กำหนดการเดินทางจะเริ่มในวันที่ 24 ก.ค.-12 ส.ค.นี้ และเมื่อถึงเมืองสวาลบาร์ดแล้ว ยังต้องเดินทางขึ้นเหนือต่อไปที่ศูนย์วิจัยนานาประเทศ มีเป้าหมายไปเก็บตัวอย่างตะกอนดิน สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและขยะพลาสติกขนาดจิ๋ว เพื่อหาการปนเปื้อนทั้งในน้ำทะเล น้ำแข็ง สัตว์น้ำ สัตว์บก มากน้อยเพียงใด เพราะทั้งหมดสามารถบอกถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้

ปัจจัยที่เป็นความกังวลอันดับแรก คือ สัตว์น้ำขนาดใหญ่ เช่น แมวน้ำ ตัววอลรัส รวมถึงหมีขาว แม้ว่าเขาจะไม่ได้มาทำร้ายแต่หากพุ่งชนเข้ากับอุปกรณ์ถังอากาศก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้นการสำรวจจะเน้นที่บริเวณชายฝั่งประมาณ 20 เมตรที่ไม่ลึกมากและปลอดภัย

สุชนา ขยายความเสริมว่า จากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของขั้วโลกเหนือ มีสิ่งน่าสนใจอยู่ที่ขนาดของน้ำแข็งหดตัวลงอย่างต่อเนื่องหรือแตกตัวออก สวนทางกับสิ่งที่ควรเป็นในฤดูหนาวที่น้ำแข็งต้องขยายตัวแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น สร้างความตื่นกลัวให้กับทั่วโลก จึงนิยามว่า “ขั้วโลกเหนือเป็นภาชนะรองรับของเสียจากทั้งโลก” เนื่องจากทุกกิจกรรมของมนุษย์ ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากทุกประเทศ ซึ่งก๊าซเหล่านี้ไม่ได้สะสมอยู่แค่ในประเทศของตัวเองเท่านั้น หากแต่ได้ลอยตามกระแสลมและการหมุนของโลกพัดผ่านไปสะสมอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ เมื่อนักวิทยาศาสตร์วัดค่าคาร์บอนไดออกไซด์จึงพบว่าค่าคาร์บอนไดออกไซด์มีระดับที่สูงมาก ทั้งที่บริเวณนั้นแทบไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่เลย

“สิ่งที่คาดว่าจะเจอนอกจากขยะขนาดไมโครบีดส์ คือพฤติกรรมของสัตว์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะเคยมีนักวิจัยจากประเทศจีน พบเห็นลูกหมีกำลังกัดกินขยะพลาสติกที่อยู่บนน้ำแข็ง แสดงว่าอาหารไม่มีอะไรจะกินแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้เริ่มพบเห็นบ่อยขึ้น ซึ่งมีผลต่อไปยังเรื่องการสืบพันธุ์ สุดท้ายแล้วนำไปสู่การสูญพันธุ์ ทั้งหมดเกิดจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น” สุชนา กล่าว

สำหรับผลงานวิจัยศึกษาสภาพสิ่งแวดล้อมขั้วโลกเหนือ จะถูกนำมาวิเคราะห์รับมือผลกระทบทางธรรมชาติในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่กำลังคืบคลานเข้ามา สุชนา กล่าวว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับกระบวนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมน้อยมาก จึงต้องศึกษาตั้งรับกับปัญหาที่กำลังจะเกิด เช่น พายุใหญ่ฝนตกหนักน้ำท่วม น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น รวมถึงเหตุการณ์สึนามิ เพราะนิสัยคนเราต้องเผชิญกับเรื่องร้ายก่อนจึงจะตื่นตัว ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงต้องลงพื้นที่ไปเห็นจุดเริ่มต้นของปัญหาก่อนอย่ารอให้สายเกินไป แม้ว่าในอดีตได้เกิดผลกระทบทางธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง ทว่ามนุษย์ยิ่งไปเร่งให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นอีก

ด้าน วรณพ เสริมว่า ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญต่องานวิจัยมากขึ้นกว่านี้ อย่ามองแต่มุมเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แล้วมาเมินคุณค่าของสิ่งแวดล้อม สังคม ทุกวันนี้ประเทศไทยนี้มุ่งเน้นด้านการท่องเที่ยว แต่ไม่เคยลงไปดูว่าการท่องเที่ยวจริงๆ มีการป้องกันรักษาธรรมชาติให้คงอยู่ได้อย่างไร ซึ่งมนุษย์เราเก่งเรื่องการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือมนุษย์ไม่สามารถทำให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับคืนมาเหมือนเดิมได้ ผลสุดท้ายมนุษย์ก็จะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่ทำลงไปนั่นเอง

สุชนา เล่าว่า มีคนเคยถามว่าต่างชาติไปศึกษามาแล้ว ทำไมประเทศไทยจึงต้องไปศึกษาอีกในเรื่องเดียวกัน นั่นเป็นเพราะต่างชาติเขาไม่ได้บอกเราทั้งหมด เช่น กรณีที่สหประชาชาติบอกว่าโลกใบนี้ไม่ควรให้อุณหภูมิสูงเกิน 5 องศา แต่ล่าสุดได้มีการแจ้งอีกครั้งว่าอุณหภูมิโลกได้เกิน 5 องศาไปนานแล้ว นี่คือการไม่ส่งข้อมูลระหว่างกัน ฉะนั้นประเทศไทยจึงควรเข้าเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงออกให้ต่างประเทศเห็นว่าเราก็ใส่ใจสิ่งแวดล้อมโลกเช่นกัน

วรณพ อธิบายว่า เมื่อสากลประเทศเห็นว่าไทยใส่ใจปัญหานี้ แน่นอนว่าเขาย่อมให้ความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้นด้วย แม้ว่าผลงานวิจัยจะเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กก็ตาม แต่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสำคัญระดับโลก เสมือนเหตุการณ์ช่วยทีมนักฟุตบอลเยาวชนหมูป่า ที่หลายประเทศส่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามากู้ภัย นั่นคือการแสดงออกถึงความรับผิดชอบอย่างสมัครใจร่วมกัน

สำหรับการเตรียมความพร้อมทางร่างกายที่ต้องลงดำน้ำท่ามกลางอุณหภูมิศูนย์ถึงลบหนึ่งองศา วรณพ กล่าวว่า ด้วยอายุที่มากขึ้นจึงต้องออกกำลังกายให้แข็งแรง ฝึกว่ายน้ำเป็นหลัก ฝึกใส่ชุดดำน้ำพิเศษ ซึ่งเป็นการดำน้ำแห้งที่ตัวจะไม่เปียกและในการดำน้ำครั้งนี้จะดำได้ไม่เกินระยะเวลา 30 นาที ไม่เช่นนั้นร่างกายจะสูญเสียความร้อน อาจทำให้มีอาการช็อกได้ จึงต้องฝึกจิตใจให้หนักแน่นด้วย เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ

“สัญญาณของของร่างกายที่ต้องสังเกตให้ดีเมื่ออยู่ใต้ทะเลน้ำเย็นจัด เริ่มจับสัญญาณความเย็นที่มือเป็นอันดับแรก เมื่อเริ่มมีอาการชามือแล้ว ในช่วงระยะเวลาหนึ่งความเย็นจะเริ่มถ่ายทอดลงมาที่เท้า จากนั้นจะเริ่มมีอาการชาวิ่งเข้าสู่หัวใจอย่างรวดเร็ว ควรรีบขึ้นจากน้ำทันที สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ระยะเวลาการทำงานใต้น้ำไม่ควรเกิน 30 นาทีถือว่าสุดขีดของร่างกายแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคือเรายังไม่รู้ว่าทัศนวิสัยการมองจะเห็นสิ่งต่างๆ หรือไม่ เห็นได้ไกลเท่าไหร่ รวมถึงทีมนักดำน้ำสนับสนุนเขาจะทนต่อสภาพความเย็นได้แค่ไหนอีกด้วย”

สุชนา กล่าวว่า จากประสบการณ์จากขั้วโลกใต้ ทำให้รู้ว่าเมื่อเข้าสู่เขตน้ำแข็ง เป็นกังวลเรื่องของคลื่นมากที่สุด เพราะคลื่นจะสร้างความลำบากต่อภารกิจดำน้ำมาก อีกส่วนหนึ่งคืออุปสรรคด้านความหนาวเย็น จึงต้องออกกำลังกายเตรียมพร้อมกับภารกิจนี้อย่างหนัก เนื่องด้วยร่างกายเป็นผู้หญิงไม่เหมือนผู้ชายที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังต้องแบกถังอากาศน้ำหนักมากจึงต้องอดทนให้ได้ หากทำงานนี้ได้สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ แม้จะต้องเหนื่อยยากอันตรายแค่ไหนก็คุ้มค่ากับประสบการณ์ชีวิตและเป็นย่างก้าวสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก

จิระ ด่านบวรเกียรติ ล้างมือ (ในอ่างทองคำ) ในวัยขึ้นเลขสี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558993

  • วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 09:26 น.

จิระ ด่านบวรเกียรติ ล้างมือ (ในอ่างทองคำ) ในวัยขึ้นเลขสี่

โดย ปอย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

อุปมาวรรคเด็ดที่คนรอเกษียณ รอคอย “ล้างมือในอ่างทองคำ” ซึ่งมีความหมายในการวางมือจากกิจการที่บุกเบิก การก่อร่างสร้างสมความมั่นคงมาอย่างยาวนาน และในวันนี้ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้กับกลุ่มเจ้าสัวเพียงเท่านั้น

กลุ่มคนเจนวาย (Generation Y -กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 2523-2543) “ฟลุค” จิระ ด่านบวรเกียรติ ที่มีโอกาสเป็นทั้งศิลปิน และกุมบังเหียนเจ้าของธุรกิจความงาม ขอกล่าวถึงอนาคตด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ ในฐานะการเป็นคนทำงานรุ่นใหม่ ที่ขอวางแผนเกษียณอายุในวัยแตะเลขสี่

นั่นจึงแสดงว่า จิระ นับถอยหลังเวลาบริหารงานที่เซ็นทรัลคลินิก และงานหน้าจอโทรทัศน์อาชีพนักร้อง-นักแสดงสังกัดช่อง 8 การเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานได้ในช่วงเวลา อีกราว 10 ปีเพียงเท่านั้น ซึ่งสำหรับบางคนอาจคือวัยเริ่มต้นสร้างความมั่นคงด้วยซ้ำ

แต่สำหรับพระเอกหนุ่มหน้าใส กลับเป็นภาพของการวางมือจากงานหนักหน่วง สิ่งแรกที่จะทำคือออกไปท่องเที่ยวตะลุยโลกกว้าง

“ผมอายุ 33 ปียังไม่มีทริปยาวๆ ลุยๆ ในแบบเที่ยวรอบโลกเลยครับ มีเพียงทริปสั้นๆ เล็กๆ ญี่ปุ่น ยุโรป ไปไม่กี่วัน เที่ยว ช็อปปิ้งกับภรรยา ไปเที่ยวแล้วก็ต้องรีบกลับมาทำงานกันต่ออีก ในวัยเลขสาม ผมคิดว่าเราต้องทำงานให้หนักกันไว้ก่อน หลายๆ คนในวัยเดียวกับผมทุกคนก็ต้องคิดแบบนี้นะครับ”

ถ้าชีวิตเดินตามรูปตามรอยแถมโรยกลีบกุหลาบ ก็ต้องนับคู่นี้ไว้ด้วย จิระ คบหาดูใจเป็นคู่รักร่วม 10 ปี กับ “แอปเปิ้ล” สีสะเหงียน สีหาราช พิธีกรและนักแสดงสาวชาวลาว ระฆังวิวาห์ลั่นไปเมื่อปีที่แล้ว สร้างเรือนหอหรูหรากว่า 100 ล้านบาท ในช่วงปีนี้จึงเป็นวันก่อร่างสร้างครอบครัวให้มั่นคงก้าวไปอีกขั้น

“ด้านการงานผมมี 2 บทบาท สิ่งที่คนทั่วไปรับรู้ คือ สวมบทพระเอกละคร ช่อง 8 ละครแนวดราม่าเรื่องที่เพิ่งจบไป เรื่อง ใจลวง รับบท เทวา ผมเล่นละครกับอาร์เอสตั้งแต่เป็นเคเบิลทีวี ปี 2554 สมัยเป็นนักร้องบอยแบนด์วงซีควินท์ ก็ได้รับโอกาสเป็นพระเอกละครเรื่องแรก เรื่อง เขยรสข่า พ่อตารสขิง เล่นละครมาหลายปีแล้วครับ”

ส่วนอีกบทบาทของเขา คือนักธุรกิจเจ้าของเซ็นทรัลคลินิก ซึ่งเป็นคลินิกความงามที่มีผลิตภัณฑ์ด้านดูแลผิวพรรณครบวงจร จิระ บอกถึงความแตกต่างของสองบทบาทนี้ว่า

“การรับงานพระเอกละคร เป็นงานหน้าจอ ซึ่งต้องแบกภาระไว้มากกว่าเพียงรับค่าจ้าง แล้วไปเล่นละครหล่อๆ แต่เรารับความคาดหวังเรื่องความนิยม เรื่องเรตติ้งละครเอาไว้ด้วยนะครับ หุ่นต้องดี หน้าต้องใส ฝีมือการตีบทเล่นก็ต้องดี เข้าคู่กับนางเอกได้ และเข้าใจสารที่ผู้กำกับการแสดงให้ได้ด้วย

ผมเข้าวงการบันเทิง ตั้งแต่ผมเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม เริ่มต้นที่มีแมวมองติดต่อให้ไปเคสติ้งโฆษณา มันเป็นความท้าทายสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ไปแข่งกับคนที่มาแคสติ้ง บางชิ้นแข่งกันนับ 100 คน ผมได้โฆษณาดังๆ หลายชิ้นครับ

พอคร่ำหวอดอยู่ในวงการนานๆ เข้าก็เริ่มมีเขี้ยวเล็บ (หัวเราะ) ชักชวนเพื่อนๆ น้องๆ ไปแคสติ้ง โดยผมเป็นโมเดลลิ่งทำโฟรไฟล์เก็บนายแบบกลุ่มเพื่อนพี่น้องนี่แหละครับ ส่งให้เอเยนซีแล้วหักเปอร์เซ็นต์ มีหัวการค้าตั้งแต่เด็ก อยากร่ำรวย อยากมีเงิน”

งานนักร้องนักแสดง จิระ บอกว่าเขาไปไกลกว่าฝัน และเป็นฝันที่ใหญ่ขึ้น จึงต้องเลิกธุรกิจโมเดลลิ่งไป แล้วในช่วงนั้นกำลังเรียนปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เรียนไปด้วยทำงานในวงการบันเทิงไปด้วย การเรียนก็ยากมากครับกว่าจะจบ แล้วต่อปริญญาโทอีกใบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จบเกรดเฉลี่ย 3.75 เกียรตินิยมอันดับ 2

“นี่คือนิสัยผมเลยครับ เลือกทำในสิ่งที่ยากเอาไว้ก่อน เป็นดาราเพราะอยากเป็นนักร้อง และอยากรวย (บอกพลางยิ้ม) ผมก็ได้รู้ว่าอาชีพนี้ถ้ามีชื่อเสียง ก็รับเละงานเยอะ แล้วมันก็จะมีวันที่ไม่มีรายได้เลยอีกด้วย ต้องประหยัด ต้องเก็บเงิน ธุรกิจความงามจึงเกิดขึ้นตามมาอีก 1 อาชีพ

แล้วเป็นอีกอาชีพที่สอดคล้องกับงานดารา ที่ขายความสวยความหล่อ ผมเริ่มเซ็นทรัลคลินิก โดยเปิดคลินิกเวชกรรมเสริมความงาม เมื่อ 5 ปีก่อน อยู่ในกลุ่มนำเทรนด์เฮลธ์แอนด์บิวตี้ที่กำลังมาแรง การเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเอสพละนาด รัชดาฯ ได้ผลตอบรับลูกค้าชาวจีนจำนวนมาก”

จิระ บอกว่า คืนเงินลงทุนได้ในปีแรกทันที โดยเน้นมาตรฐานมีแพทย์ประจำคลินิก ครบทั้ง 7 วัน ใครมาเมื่อไรก็เจอหมอแน่นอน

“ความโดดเด่นเรื่องบริการ บรรยากาศร้านหรูสวยงาม และใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โดยภรรยา แอปเปิ้ล ซึ่งเป็นอิฟลูเอนเซอร์สร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ทำให้มีเซเลบชาวลาวเข้ามาใช้บริการคลินิกที่ จ.อุดรธานี

ตอนนี้มี 3 สาขา ซึ่งผมตั้งเป้าไว้ไม่เกิน 10 สาขา ทั้งในกรงุเทพฯ และต่างจังหวัด ไม่ขยายเกินไปกว่านี้ครับ เพราะจะยากสำหรับการบริหารในมาตรฐานที่ได้คุณภาพ”

สอดคล้องนโยบายบริษัทที่ตั้งไว้คือ เติบโตและมั่นคง จิระ กล่าวว่าสู้มาตั้งแต่อายุแตะๆ เลข 3 ใครอาจมองว่าก้าวไปเร็ว แต่สำหรับคนคลุกวงในก็ได้สัมผัสมาแล้ว ทุกๆ ปัญหา ตั้งแต่ปีแรกที่อ่อนประสบการณ์ เจอปัญหาพนักงานยกทีมลาออกทั้งคลินิก ทำให้เจ้าของต้องเปิดปิดไฟ กวาดเช็ดคลินิกเองทั้งหมด เรียกว่าอะไรหนักๆ เจอมาหมดแล้ว

“งานคลินิกความงามที่มีการแข่งขันสูง หัวใจคืองานบริการ ประสบการณ์ครั้งนั้นผมจึงกลับมาบริหารคนให้มากขึ้น สนับสนุนส่งไปเข้าคอร์สอบรมต่างๆ เพิ่มความรู้ให้กลุ่มคนทำงาน สร้างคนทำงานมีคุณภาพ ส่วนตัวผมก็ตั้งเป้าไว้ว่า อายุ 40 ปี จะไม่ลงไปคลุกงานหนักๆ แต่จะสร้างระบบขับเคลื่อนด้วยพนักงานให้ธุรกิจก้าวไปได้โดยอัตโมมัติ

ทุกวันนี้ 3 สาขาก็ใช้ระบบนี้แล้วครับ ซึ่งไม่ต้องขยายสาขา 4-5-6 อีกต่อไปก็ได้ แต่ผมตัดสินใจทำต่อไป เพราะมีพนักงานของเราคอยเติบโต มีไฟรอทำงานอยู่เยอะนะครับ ส่วนตัวผมแทบไม่มีอะไรให้ทำแล้ว”

จิระ กล่าวประโยคสุดท้ายพร้อมรอยยิ้ม และย้ำความหมายของการเกษียณอายุ ก็ย่อมไม่เหมือนกันเสมอไป บางคนการเกษียณอายุถือเป็นการตัดสินใจในขณะที่ยังแข็งแรง เพราะต้องการใช้เวลากับครอบครัว และคนที่รักให้มากขึ้น สำหรับเขาคือการออกไปท่องเที่ยวทั่วโลก และรับส่งลูกที่จะต้องมาเติมเต็มความสมบูรณ์ให้แก่ชีวิตคู่

การเกษียณอายุถือเป็นขั้นสำคัญของชีวิต ซึ่งไม่ว่าจะคำนึงถึงเหตุผลใดๆ และการวางแผนก็ถือเป็นกุญแจของการเตรียมพร้อม สำหรับช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง เพื่อสู่การล้างมือในอ่างทองคำ วรรคทองของชีวิตที่ใครก็อยากไปให้ถึงได้เร็วที่สุด 

ความจำไม่ดีไม่ใช่เรื่องร้ายที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558844

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 11:42 น.

ความจำไม่ดีไม่ใช่เรื่องร้ายที่สุด

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าคุณจะลืมว่าวางแว่นสายตาไว้ที่ไหน หรือวันนี้กินยาหลังอาหารเช้าแล้วหรือยัง เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า การลืมบางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องธรรมดา และอาจทำให้คุณสมาร์ทกว่าเดิม

วารสารเกี่ยวกับประสาท (Neuron) ได้ตีพิมพ์รายงานของ พอล แฟรงแลนด์ และเบลก ริชาร์ดส์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ระบุว่า การเป็นคนที่มีความจำดีไม่ใช่การถ่ายทอดข้อมูลที่แม่นยำตลอดเวลา แต่เป็นการจดจำสาระสำคัญและลืมส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ ไป

“เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะให้สมองลืมรายละเอียดยิบย่อยและจดจำแต่ส่วนสำคัญ เพื่อใช้มันในการตัดสินใจในชีวิตจริง” เบลก กล่าว

จากการศึกษาในหนูทดลองพบว่า สมองจะมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ในสมองส่วนที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเรียนรู้ ซึ่งเซลล์สมองที่สร้างขึ้นใหม่นี้ จะทำเกิดความทรงจำใหม่ที่ไปแทนที่ความทรงจำเดิม ทำให้คนอาจจดจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้

นอกจากนี้ สมองยังช่วยลบเรื่องราวที่เฉพาะเจาะจงในอดีต แต่จะเก็บไว้เฉพาะภาพใหญ่ ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่าความทรงจำในภาพกว้างนี้จะกลายเป็นประสบการณ์ และเป็นสิ่งที่คนสามารถหยิบมาใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้

“ปัจจุบันเราทุกคนมีโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้สมองไม่ต้องจดจำทุกอย่าง เช่น เบอร์โทรศัพท์หรือข้อมูลที่สามารถค้นหาได้ในกูเกิล สมองคนยุคนี้จึงมีพื้นที่ว่างมากกว่า ซึ่งจะทำให้คุณจดจำได้ดีกว่าเดิม” เบลกเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เขายังได้แนะนำวิธีทำความสะอาดระบบความทรงจำด้วยการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัส ซึ่งจริงอยู่ว่ามันอาจไปทับความทรงจำเก่าๆ ที่ไม่สำคัญ แต่เมื่อมันเป็นความทรงจำที่ไม่จำเป็นแล้ว การเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จึงดีต่อการใช้ชีวิตต่อไป

หลักการบริหารหนี้ ที่(ทุกคน)ต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558843

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 11:39 น.

หลักการบริหารหนี้ ที่(ทุกคน)ต้องรู้

เรื่อง บีเซลบับ / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เรื่องราวของคณะครูที่ประกาศพักการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารออมสินเมื่อเร็วๆ นี้ สร้างความตระหนกแก่สังคมไม่น้อย หลายคนวิพากษ์ไปในทางที่ว่าไม่เหมาะสม จะเหมาะควรหรือไม่อย่างไรเป็นเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับสังคมที่จะมองหรือให้คุณค่ากันต่อไป แต่เรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ “ครูส่วนหนึ่ง” (ไม่ใช่ทุกคน) ไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการหนี้

เพราะถ้าครูมีความรู้ หรือบริหารจัดการกระเป๋าซ้ายขวาของตัวเองได้ ก็คงไม่ถลำเถลือกหรือเตลิดเปิดเปิงมาจนถึงขั้นนี้!

สร้างหนี้ได้ ก็สางหนี้ได้

1.ในต่างประเทศ ความรู้เรื่องการเงินส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้กันตั้งแต่ยังเล็ก โตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น จะขวนขวายหาเงินค่าขนม รับจ๊อบหรือหารายได้พิเศษ โดยเงินที่ได้ถือเป็นรายได้ที่เด็กๆ ต้องบริหารจัดการ นัยหนึ่งคือการเรียนรู้ไปในตัว

2.วัยรุ่นในต่างประเทศ ส่วนใหญ่โตขึ้นมาแล้วไม่มีปัญหา เพราะได้เจอกับปัญหามาตั้งแต่ทำงานหาเงินได้สมัยวัยรุ่น รู้จักวางแผนทางการเงิน รู้จักตั้งเป้าหมายทางการเงิน รู้จักการลงทุนในรูปแบบต่างๆ  รู้จักเขียนแผนเงินกู้ และเมื่อกู้แล้วก็จัดระเบียบทางการเงินจ่ายหนี้ตามแผนที่วางไว้

3.เรื่องการจัดการเงินหรือกระเป๋าของตัวเองนั้น เริ่มต้นจากการมีทัศนคติที่ดี มีมุมมองเป็นบวก สร้างตัวสร้างฐานะ รวมทั้งสร้างหนี้อย่างมีระบบ (มีความรู้)

4.การวางแผนทางการเงินเป็นเครื่องมือนำชีวิตสู่ความมั่นคงทางการเงิน ควรเริ่มจากการปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้เงินอย่างสมเหตุสมผลตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อบ่มเพาะวินัยทางการเงิน เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จำเป็นต้องรู้วิธีการวางแผนการจัดสรรรายได้ให้เพียงพอกับการออมเงินตามเป้าหมายและรายจ่ายอย่างเหมาะสม

5.จำไว้ว่าการวางแผนทางการเงินหรือการมีวินัยทางการเงินต้องอยู่กับเราจนชั่วชีวิต เมื่อมีครอบครัวก็ต้องดูแลคนในครอบครัว มีความรับผิดชอบและภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การวางแผนทางการเงินมีความสำคัญมากขึ้น กระทั่งเมื่อเกษียณอายุ หากไม่มีการวางแผนที่ดีก็อาจเกิดปัญหาได้

​​​​​6.การสร้างหนี้ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เพราะบางครั้งเราอาจต้องซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตหรือการลงทุนเพื่ออนาคต สิ่งที่สำคัญคือหลักการสร้างหนี้ ควรเลือกก่อหนี้ที่ดี ได้แก่ หนี้ที่สร้างอนาคตหรือความมั่นคงระยะยาว หลีกเลี่ยงการก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือไม่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน เช่น หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค สินค้าฟุ่มเฟือย เป็นต้น

7.เมื่อมีหนี้ก็พึงเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการหนี้ นั่นคือ ต้องวางแผนและบริหารจัดการรายได้ เพื่อชำระคืนหนี้ให้ตรงตามนัด ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ไม่สร้างภาระหนี้​จนเกินตัว โดยมาตรฐานการชำระหนี้ พึงให้มีสัดส่วนการผ่อนชำระทั้งหมดในแต่ละเดือน ไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้รวม

8.จะก่อหนี้ทั้งที ต้องทำการบ้าน ควรหาข้อมูลจากสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง เพื่อใช้เปรียบเทียบสินเชื่อที่เหมาะกับความต้องการและได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เช่น เงื่อนไขการกู้ยืม ระยะเวลาผ่อนชำระ สิทธิพิเศษ อัตราดอกเบี้ย และวิธีคิดดอกเบี้ย รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องไม่ลืมว่า ห้ามก่อหนี้นอกระบบเด็ดขาด

9.ก่อนทำหรือลงนามในนิติกรรมสัญญา ต้องอ่านสัญญากู้รวมทั้งเอกสารประกอบให้เข้าใจอย่างถี่ถ้วน เรื่องนี้สำคัญ ไม่ใช่ว่าเซ็นไปแล้ว พอรู้ตัวอีกทีก็จะขอพักชำระหนี้ อย่างนี้ก็ยากที่จะขอความเข้าใจหรือเห็นใจ ในเมื่อก่อนเซ็นเอกสาร คู่สัญญาย่อมไม่มีข้ออ้างที่จะไม่อ่านหรือละเลยเงื่อนไขที่ต้องผูกพัน

ส่งท้ายด้วยความเห็นใจ เข้าใจและเห็นใจจริงๆ กับผู้มีอาชีพเป็นเรือรับจ้าง ที่ยุคนี้เอาตัวรอดจากหนี้ได้ยาก บางคนกู้ยืมจากแหล่งหนึ่งเพื่อโปะ(หนี้)อีกแหล่งหนึ่ง กลายเป็นงูกินหาง ที่ถูกกินกลางตลอดตัว เป็นอย่างนี้เพราะไม่มีความรู้เรื่องหนี้สิน ไร้ภูมิคุ้มกันและไร้ความสามารถจัดการหนี้ของตัวเอง

ถึงเป็นคุณครูก็เป็นนักเรียนได้ เพราะจริงๆ แล้วคนทุกคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะเรื่องหนี้ ที่จะสร้างคุณภาพชีวิตและอิสรภาพทางการเงินให้กับคุณครู(และ)ทุกคน

นวัตกรรมอัพไซคลิ่ง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้มีมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558840

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 11:26 น.

นวัตกรรมอัพไซคลิ่ง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้มีมูลค่า

เรื่อง ภาดนุ

ปัญหาขยะล้นเมืองเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องให้ความใส่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะพลาสติกที่กำจัดได้ยาก ทำยังไงก็ไม่หมดไปจากโลกนี้สักที เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยตระหนักถึงพิษภัยของมันที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ รวมทั้งชีวิตมนุษย์และสัตว์

หากจะกำจัดพลาสติกให้ลดน้อยลงหรือค่อยๆ หมดไป นอกจากจะต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิถีการบริโภคและวิธีกำจัดขยะอย่างถูกต้องแล้ว เรายังต้องร่วมมือกันเพื่อคิดค้นนวัตกรรมในการแก้ปัญหาวิกฤตจากขยะพลาสติกกันอย่างจริงจังซะที

เหมือนอย่างที่ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเมนต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) ร่วมกับบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) พัฒนาวัสดุก่อสร้างจากพลาสติกที่ใช้แล้ว เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) และศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน หรือศูนย์ RISC (Research & Innovation for Sustainability Center) ที่ได้ประกาศความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมในการกำจัดขยะพลาสติกแบบถาวรและนำไปใช้ประโยชน์ได้ขึ้นมา

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเมนต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) เผยว่า ที่ผ่านมา MQDC มุ่งมั่นที่จะหาวิธีการใหม่ๆ ที่สามารถใช้วัสดุแปรรูปจากพลาสติกใช้แล้ว ตลอดจนเศษวัสดุต่างๆ จากท้องทะเลมาใช้ในโครงการอสังหาฯ ประเภทบ้านและคอนโดอยู่แล้ว

“นวัตกรรมอัพไซคลิ่ง (Upcycling) เป็นวิธีการแก้ปัญหาพลาสติกเหลือทิ้งที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ โดยการนำขยะมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยทำให้เป็นวัสดุใหม่ที่สามารถนำมาใช้ได้ในรูปแบบใหม่ๆ โดยไม่สร้างขยะกลับคืนสู่วงจรขยะพลาสติกอีกครั้ง ซึ่งกลยุทธ์การจัดการขยะพลาสติกนี้สอดคล้องกับปรัชญาของเราที่ว่าด้วยนวัตกรรมยั่งยืนเพื่อคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน (Sustainnovation for all well-being) ซึ่งหมายรวมถึง มนุษย์ สัตว์ และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ดังนั้น MQDC ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาฯ รายแรกที่มุ่งมั่นในการนำวัสดุจากขยะพลาสติกมาใช้ในการพัฒนาโครงการของเราทุกๆ แห่งทั่วโลก จึงหวังว่าความร่วมมือระหว่าง MQDC และ GC นี้จะช่วยปลุกกระแสให้มีการนำวัสดุใหม่นี้มาใช้ในรูปแบบต่างๆ อย่างแพร่หลายในอนาคตอันใกล้ได้”

วราวรรณ ทิพพาวนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกิจการองค์กร GC ให้ความเห็นว่า วัสดุก่อสร้างอัพไซคลิ่งจะเป็นวัสดุที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางต่อไปในอนาคต…“GC ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน โดยให้ความสำคัญต่อการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และริเริ่มโครงการ Upcycling Plastic Waste ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการแปรรูปขยะพลาสติกให้กลายเป็นวัสดุที่มีมูลค่าเพิ่ม เป็นการสร้างชีวิตใหม่ให้กับขยะพลาสติกอีกครั้งหนึ่ง

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของจีซีสู่ธุรกิจอสังหาฯ เนื่องจากวัสดุเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งช่วยจุดประกายและสร้างความตื่นตัวให้กับสังคม ด้วยคุณสมบัติของวัสดุที่คงทน แข็งแรง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราจึงหวังว่าผู้ประกอบการด้านอสังหาฯ รายอื่นๆ จะหันมาสนใจใช้วัสดุนี้กันมากขึ้น”

ด้าน รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษาศูนย์ RISC และผู้อำนวยการศูนย์ Scrap Lab มก. ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการพัฒนาฉลาก Upcycle ของประเทศไทย เผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการร่วมสร้างประสบการณ์ครั้งสำคัญให้กับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และยังช่วยให้วัสดุที่ผ่านกระบวนการอัพไซคลิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเมืองไทย ที่สำคัญยังนำไปใช้ในงานออกแบบโดย Scrap Lab คณะสถาปัตย์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้อีกด้วย

“นวัตกรรมอัพไซคลิ่ง คือการให้ชีวิตใหม่กับของเหลือทิ้ง โดยการแปรรูปให้เป็นวัสดุที่นำมาใช้งานได้ใหม่ในรูปแบบอื่นๆ เมื่อก่อนเราได้รู้จักคำว่า ‘รียูส’ กับ ‘รีไซเคิล’ กันมาแล้ว ซึ่งการรียูสก็คือการใช้ซ้ำ ส่วนรีไซเคิลคือการนำกลับมาใช้ใหม่ แต่อัพไซคลิ่งจะเป็นการผสมผสานระหว่างการรียูสกับรีไซเคิล ซึ่งการรียูสนั้นคุณภาพของวัสดุจะไม่ต่ำลง แต่การรีไซเคิลนั้นคุณภาพของวัสดุที่ได้มามีโอกาสต่ำลงจากเดิมมาก ดังนั้นนวัตกรรมอัพไซคลิ่งซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสองวิธีนี้จึงเกิดขึ้น จึงช่วยทำให้คุณภาพของวัสดุที่ได้มาดีขึ้นกว่าเดิม และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าวัสดุให้แพงขึ้นด้วย

อย่างที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันประเทศเรามีการสร้างเมืองใหม่ คอนโด และหมู่บ้านกันเยอะมาก แถมยังใช้วัสดุมหาศาล ฉะนั้นบทบาทสำคัญของศูนย์ RISC ก็คือ มีหน้าที่ลดผลกระทบจากการก่อสร้างที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ โดยมีนักวิชาการเข้ามาช่วยพัฒนานวัตกรรมที่ทำให้วัสดุเหลือใช้มีมูลค่าขึ้นมา แล้วเราพบว่าขยะจากท้องทะเลนั้นมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก โฟม หรือไนลอน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นขยะสะอาด ฉะนั้นในฐานะที่ RISC เป็นศูนย์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรใหญ่อย่าง MQDC เราจึงมองว่าศูนย์นี้มีศักยภาพที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ในระดับหนึ่ง”

รศ.ดร.สิงห์ บอกว่า ขยะที่นำมาเข้ากระบวนการอัพไซคลิ่งนี้ สามารถทำเป็นอิฐบล็อกที่ใช้ตามพื้นถนนหรือขอบถนนตามทางเข้าหมู่บ้าน เฟอร์นิเจอร์ แท็งก์น้ำ ม่าน พรม ฝ้าเพดาน กระเบื้องยางปูพื้น ฉนวนกันความร้อน ฉนวนกันเสียง และวัสดุอื่นๆ อีกสารพัด ซึ่งวัสดุเหล่านี้จะมีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก

“นอกจากการนำขยะพลาสติกมาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กับวิศวกรรมศาสตร์แล้ว ยังต้องพึ่งพาการออกแบบควบคู่กันไปด้วย เพราะหากทำออกมาแล้วหน้าตาวัสดุที่ได้ดูไม่สวย ไม่น่าใช้ ก็สร้างมูลค่าให้กับวัสดุนั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องทำให้ทั้งสวยและคุณภาพดีไปพร้อมกัน

เราจึงร่วมมือกันหลายฝ่าย โดยมี GC ทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อเพิ่มการรับรู้ด้านการจัดการขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทางอย่างถูกต้อง และร่วมพัฒนากระบวนการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับพลาสติกเหลือใช้หรือเก็บขยะจากท้องทะเลมาแปรรูปอยู่แล้ว ในขณะที่ มหาวิทยาลัยเกษตรฯ, ศูนย์ RISC, มทร.ธัญบุรี, ศูนย์นวัตกรรม และ CSC (Customer Solution Center) ของ GC จะร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมในการแปรรูปขยะ จากนั้นทาง MQDC ก็จะนำวัสดุที่ได้มาใช้ในโครงการก่อสร้างคอนโดและหมู่บ้านอีกที ซึ่งการร่วมมือกันของทุกฝ่ายนี้จะช่วยสร้างมิติใหม่ในการกำจัดขยะพลาสติกเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และพิทักษ์ระบบนิเวศของเราไปด้วยในตัว”

รศ.ดร.สิงห์ เสริมว่า นอกจากองค์กรต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ในอนาคตเขาอยากเห็นบริษัทเอกชนซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการสร้างบ้านและคอนโดหันมาให้ความร่วมมือกับศูนย์ RISC ด้วยเช่นกัน

“ลองคิดดูว่า ถ้าบริษัทเอกชนทุกแบรนด์หันมาร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมอัพไซคลิ่งต่อไป ก็น่าจะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้เยอะเลย ยิ่งถ้าได้ความร่วมมือจาก กทม.เสริมเข้าไปด้วยนะ ผมคิดว่าผลจะต้องออกมาดีกว่านี้แน่นอน

สำหรับโครงการ Upcycling Plastic Waste ที่เราร่วมมือกันทำนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยลดขยะพลาสติกลงเท่านั้น แต่จำนวนพลาสติกเหลือใช้ยังมีอีกมหาศาล เราจึงอยากให้ทุกคนหันมาร่วมมือกันตั้งแต่การกำจัดขยะพลาสติกให้ถูกต้องเสียก่อน ถ้าทุกคนลงมือทำ ผมเชื่อว่าปัญหาขยะพลาสติกในบ้านเราต้องดีขึ้นแน่ๆ ขึ้นอยู่กับว่าทุกคนจะร่วมมือกันมั้ยเท่านั้น”

รศ.ดร.สิงห์ ทิ้งท้ายว่า RISC คือศูนย์วิจัยและให้ความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปสามารถเดินเข้ามาได้ทุกเมื่อ ถ้าต้องการคำปรึกษาหรือต้องการความช่วยเหลือ หรือถ้าใครมีไอเดียสร้างสรรค์ด้านการทำธุรกิจก็สามารถเข้ามานำเสนอโครงการหรือนำเสนอไอเดียได้ เพราะที่ศูนย์นี้จะมีนักวิจัยที่มีความรู้คอยดูแลและให้คำปรึกษาอยู่เสมอ

สำหรับ ประชุม คำพุฒ ผู้อำนวยการหน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา บอกว่า ความร่วมมือนี้จะทำให้วัสดุใหม่ซึ่งแปรรูปจากขยะพลาสติกเกิดขึ้นในท้องตลาดได้อย่างเป็นจริง

“นวัตกรรมอัพไซคลิ่ง มีกระบวนการที่เริ่มจากการนำขยะพลาสติกที่ได้จากทะเลและในชุมชนมาทำความสะอาดก่อน จากนั้นจึงนำมาผ่านกระบวนการบดย่อยด้วยเครื่อง แล้วกรองผ่านตะแกรงขนาด 4 มม. หรือ 8 มม.ภายในโรงงาน จนได้ขนาดพลาสติกที่เหมาะสมเพื่อนำไปแทนมวลโดยรวมของหินในการทำอิฐบล็อก แต่อาจต้องใช้พลาสติกบดในปริมาณที่มากสักหน่อย (แทนที่หินมากกว่าครึ่ง) เนื่องจากมีน้ำหนักเบา โดยนำมาผสมกับทราย ซีเมนต์ และน้ำในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ก็จะสามารถนำมาผลิตเป็นอิฐบล็อก (รักษ์โลก) ได้

เท่าที่ผ่านมา เราสามารถผลิตได้ทั้งอิฐบล็อกซึ่งเป็นวัสดุเอาต์ดอร์ ต่อไปก็อาจจะพัฒนาเป็นผนังภายในอาคารบ้านเรือนได้ หรือหากบดให้ละเอียดมากๆ ก็อาจนำไปทำไม้อัดเทียมได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งคนทั่วไปอาจจะมองว่าวัสดุเหล่านี้เป็นขยะพลาสติกนะ แล้วมันจะทนทานเหรอ? แต่รู้มั้ยว่าในมุมมองของการก่อสร้างแล้ว พลาสติกเหล่านี้เมื่อนำไปผสมกับทราย หิน ซีเมนต์แล้ว มันก็จะเป็นคอนกรีตเสริมเส้นใยโพลีเมอร์ดีๆ นี่เอง แล้วจะมีความทนทาน ความเหนียว และมีโมเลกุลที่ยึดเหนี่ยวได้ดีขึ้น แถมน้ำหนักยังเบากว่าอิฐที่ผสมด้วยหินและทรายเท่านั้นอีกด้วย”

ประชุม เสริมว่า สำหรับการร่วมมือกันครั้งนี้ GC จะเป็นผู้สนับสนุนขยะพลาสติกที่ได้มาจากชุมชนและท้องทะเลเป็นหลัก โดยมีพาร์ตเนอร์เป็นโรงงานผลิตวัสดุอัพไซคลิ่งซึ่งอยู่แถวรังสิต คลอง 5 เป็นผู้ผลิตให้อีกที

“ในมุมมองของผมแล้ว นวัตกรรมอัพไซคลิ่งนี้นอกจากจะใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติกทั่วไปได้แล้ว ยังสามารถตอบโจทย์ในการกำจัดขยะพลาสติกอีก 20% ที่เหลือซึ่งไม่สามารถรีไซเคิลได้อีกด้วย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นฉลากหรือฟิล์มพลาสติกข้างๆ ขวดน้ำ ซึ่งเราสามารถนำมาเข้าในกระบวนการอัพไซคลิ่งได้ แล้วผลพลอยได้อีกอย่างก็คือ สามารถช่วยลดปริมาณการใช้หินและใช้ปูนซีเมนต์ลงได้ แล้วตอนนี้ มทร.ธัญบุรี ยังสามารถนำขยะพลาสติกบางส่วนมาผ่านกระบวนการทดลองแปรรูปให้เป็นน้ำมันสำหรับเติมรถยนต์ได้อีกด้วย

สำหรับโครงการ Upcycling Plastic Waste ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันนี้ แม้จะไม่สามารถช่วยกำจัดขยะโดยเฉพาะพลาสติกให้หมดไปได้ในตอนนี้ แต่ผมยังเชื่อว่าจะสามารถสร้างความตระหนักในเรื่องของการปรับพฤติกรรมการทิ้งขยะของคนเราได้มากขึ้น เรียกว่าเป็นโครงการที่ช่วยเสริมการรณรงค์จากภาคส่วนอื่นๆ อีกที แม้คนจะทิ้งขยะพลาสติกโดยไม่แยกชนิดเลยก็ตาม แต่ถ้านำมาผ่านกระบวนการอัพไซคลิ่งเมื่อไร ก็จะสามารถนำมาบดและผสมให้เป็นอิฐบล็อกหรือทำเป็นผนังในอาคารต่างๆ ในอนาคตได้

ให้นึกถึงขวดน้ำ 1 ขวดซึ่งเราไม่ต้องเสียเวลามาแยกทิ้งฝาและตัวขวดออกจากกัน เพราะสามารถนำมาผ่านกระบวนการอัพไซคลิ่งได้เลย ซึ่งในอนาคตยังสามารถส่งเสริมให้ทำในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนมุมมองของคนทั่วไปซะใหม่ว่า วัสดุเหล่านี้ไม่ใช่ขยะอีกต่อไปแล้วนะ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีสารพิษตกค้างและเป็นอันตราย เพราะเมื่อผ่านกระบวนการทำเป็นอิฐหรือผนังอาคารแล้ว วัสดุเหล่านี้ยังมีคอนกรีตอีกชั้นที่กั้นอยู่ จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน”