ณรงค์ชัย อัศวกุล สร้างเป้าหมาย‘ไตรกีฬา’วิธีฝึกสมาธิผู้บริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557627

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:51 น.

ณรงค์ชัย อัศวกุล สร้างเป้าหมาย‘ไตรกีฬา’วิธีฝึกสมาธิผู้บริหาร

โดย ปอย

ทายาทธุรกิจและดีไซเนอร์แบรนด์ร้านเพชร อนันต์ บาย คุณอนันต์ (ANANT by Khun) ณรงค์ชัย อัศวกุล ขอเลือกใช้ช่วงเวิร์คเอาต์พักผ่อนจากการงานเคร่งเครียดหลังเวลางานบริหารร้านเครื่องประดับหรู ความสุขคือการลงสนามทวิไตรกีฬา โดยเริ่มต้นที่จักรยานเสือภูเขา เลือกยี่ห้อ Trek ปั่นเข้าป่าตั้งแต่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ปั่นเข้าป่าเขาเขียว จ.ชลบุรี การประลองความเร็วบนหลังอาน มันๆ เอ็กซ์ตรีมสุดๆ ถึงที่สุดแล้ว ก็ลองเปลี่ยนมาท้าทายประลองความเร็วด้วยจักรยานเสือหมอบ ใช้สนามปั่นมอเตอร์เวย์ ออกกำลังกายสร้างความแข็งแกร่งโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าขา และน่อง

ณรงค์ชัย เล่าพลางหัวเราะ กำลังปั่นมันๆ วันหนึ่งเพื่อนสนิทที่เป็นนักกีฬาไอรอนแมน-โกมุท มณีฉาย กึ่งท้า กึ่งชวนให้เปลี่ยนรองเท้าลงสนามวิ่ง 3 กม. วันนั้นจำความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยได้ดี ใช้คำว่า “แทบตาย” ได้เลย!!!

“กล้ามเนื้อที่ใช้ในการวิ่งนั้นแตกต่างจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการปั่นจักรยานหลายๆ ส่วน หลายๆ มัด ปั่นเสือหมอบ 40 กม. เพื่อนท้าให้ลงวิ่งซึ่งต้องใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน ปั่นเสือหมอบใช้หน้าขาและน่อง มีจังหวะกด ดึง สลับกันไป ส่วนวิ่งสไตล์ของผมคือ วิ่งลงปลายเท้า ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กหน้าแข้งส่วนล่าง คนละส่วนกัน ก็เลยทำให้เราวิ่งไม่ออกในครั้งแรกของการวิ่งต่อเนื่อง 3 กม. จากวันนั้นผมก็เริ่มหัดวิ่ง 5 กม. ทำเวลาได้ราว 31 นาที ส่งเวลาให้โกมุท เขาก็ท้าทายมาอีกว่า ‘…ระวังภรรยาของผมวิ่งแซงคุณนะครับ เธอวิ่ง 5 กม.ทำเวลา 29 นาที’ (เล่าพลางหัวเราะ) ผมก็ต้องพยายามกลับไปซ้อมวิ่ง แล้วเพิ่มระยะขึ้นเรื่อยๆ เป็นระยะ 10 กม.

คุณโกมุทกับผมเป็นเพื่อนสมัยวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนกินนอนที่ทำให้พวกเราสนิทสนมกันมากๆ และการปลูกฝังให้คนรักกีฬา นักเรียนวชิราวุธทุกคนต้องเล่นกีฬา เติบโตมาจึงเป็นนิสัยติดตัว กลุ่มนักวิ่งของพวกเราก็เป็นกลุ่มวชิราวุธที่เล่นไตรกีฬา เพื่อนๆ ทำเวลาวิ่ง 10 กม.ก็มาประชันกัน ทุกคนทำเวลาต่ำกว่า 1 ชั่วโมงทั้งนั้น ผมก็โอ้โห… หยุดวิ่งไม่ได้แล้ว (หัวเราะ) ระยะนี้แต่ละคนไม่มีใครเกิน 1 ชั่วโมง กว่าจะทำเวลาต่ำกว่าเพื่อนได้ก็แทบแย่เลยครับ” ณรงค์ชัย เล่าถึงการท้าทายความเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มาหัวเราะแสดงถึงความสุข กับการเริ่มต้นก่อนลงสนามไตรกีฬา

เป้าหมายคือ ชนะใจตัวเอง ไม่ใช่ชนะเพื่อนๆ ณรงค์ชัย บอกจัดตารางฝึกซ้อมวิ่งอย่างมีวินัย ตื่น ตี 4.45 น. สัปดาห์ละ 6 วัน ให้เวลาพักแค่วันอาทิตย์เท่านั้น การทำเวลาต่ำกว่า 1 ชั่วโมงสำหรับระยะทาง 10 กม. จึงเป็นเรื่องไม่ยากเย็นอะไรเลย

“ความฟิตคือหัวใจสำคัญที่สุดของไตรกีฬา ส่วนการปั่นจักรยานเสือหมอบก็ต้องฝึกซ้อมไม่ขาดด้วยนะครับ ผมฝึกสนามมอเตอร์เวย์ สนามพระราม 5 ที่มีกลุ่มทีมชาติไปฝึกซ้อม ‘ลุงนำชัย’ ‘น้าชาติ’ ความเร็วของมือโปรช่วยเราได้ดีมาก ก็ต้องพยายามเกาะกลุ่มไปกับพวกเขาให้ได้ 1 รอบนันสต็อป 80 กม.ขาไม่ตกพื้น แล้วความเร็วของจักรยานเสือหมอบ เร็วมาก ถ้าแรงตกหลุดกลุ่มไปก็หมดสิทธิที่จะตามกลับมาทัน ผมก็อาศัยฝึกปั่นไปกับคนกลุ่มที่แกร่ง ตามให้ทันให้ได้ครับ

ผมเริ่มจากทวิกีฬา คือ เริ่มต้นวิ่ง 5 กม. ปั่นจักรยาน 40 หรือ 50 กม. และตบท้ายด้วยการวิ่งเข้าสู่เส้นชัยอีก 10 กม. สนามแรกที่พัฒนากอล์ฟคลับ แทบแย่แต่มันมาก (หัวเราะ) ความสนุกท้าทายของการลงสนามกีฬาชนิดนี้คือ การได้อยู่กับตัวเอง สร้างสมาธิโดยไม่ต้องเสียเวลาทักทายหรือคุยกับใครเลย มันสงบมาก ระหว่างนั้นผมลงแข่งวิ่งมาราธอน 42 กม.นักวิ่งบางคนเมื่อถึง 30 กม.จะมีศัพท์ว่า ‘ชนกำแพง’ คือ เริ่มแรงหมด แต่ผมยังได้อยู่ จน 10 กม.หลัง วิธีต้านกับความเหน็ดเหนื่อยคืออยู่กับการท่อง ‘พุทโธ’ แบบวิธีพุทธในแบบที่พระสอนให้ถอดความเหนื่อยกาย แล้วตั้งสติมาดูใจขณะวิ่ง แล้วท่องขวาพุทๆ ซ้ายโธๆ ซ้ำอย่างเดียวเลยครับ ใจจะว่างสบายเพราะไม่คิดอะไรเลย ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือตารางเพซ (Pace) ดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเพซต่ำลงๆ ก็แสดงว่าเราพัฒนาร่างกายดีขึ้น จากเพซ 7 สู่เพซ ระยะทางมาราธอน ผมทำเวลาได้ 5 ชั่วโมง 26-27 นาที”

ณรงค์ชัย บอกว่าการทำสมาธิแบบนี้ นำมาใช้ในเวลางานคร่งเครียดได้ด้วย งานออกแบบเครื่องเพชร บางครั้งก็ตันคิดไม่ออก ก็ตั้งสติใหม่ทำสมาธิ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นเดียวกัน

กีฬาที่ใช้สมาธิและวินัยต้องปลุกตัวเองฝึกซ้อมสม่ำเสมอ ตี 4.45 น.ทุกวัน สร้างความมั่นใจกับการลงสนามทวิกีฬา ระยะวิ่ง 5 กม. ปั่นจักรยาน 50 กม. วิ่งเข้าเส้นชัย 10 กม.ในรายการ Rockman Tri Paradise จ.ราชบุรี เมื่อต้นปี 2017 ผู้บริหารหนุ่มวัย 47 ปี ก็สามารถขึ้นโพเดียมรับรางวัลเข้าเส้นชัย อันดับที่ 3 ได้สำเร็จโดยไม่ได้คาดหวังอะไรเลย

“ผมไม่หวังรางวัล 10 กม.หลังก็ทำสมาธิพุทโธไปเรื่อย ทำเวลาได้ดีน่าพอใจครับ วิ่ง 5 กม.แรกทำเวลาได้ 25.03 นาที จักรยาน 50 กม. ทำเวลา 1 ชั่วโมง 37 นาที วิ่ง 10 กม.สุดท้าย ทำเวลา 1 ชั่วโมง 01 นาที ความสนุกนอกจากการได้เจอเพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้องวชิราวุธ อีกสิ่งสำคัญคือเราชนะใจตัวเอง จากทวิกีฬา คุณโกมุท ก็คือแรงบันดาลใจให้ผมก้าวสู่ไตรกีฬา เขาเป็นนักกีฬาไอรอนแมนที่แข็งแกร่งมาก ตระเวนแข่งขันไปทั่วโลก ก็เคยคุยกันครับว่าไม่จำกัดอายุเหมือนกีฬาอื่นๆ วัยแตะเลข 5 อย่างพวกเราก็สามารถถึงเป้าหมายได้

ระยะต่อไปคือ ระยะ 70.3 กม. หรือระยะ Half Ironman มีระยะทางว่ายน้ำที่ 1.9 กม. ปั่นจักรยาน 90 กม. และวิ่ง 21 กม. การสร้างความฟิตให้ร่างกายแกร่ง และวินัยฝึกซ้อมสม่ำเสมอ ใครๆ ก็ถึงเป้าหมายได้ทุกคนนะครับ” ณรงค์ชัย ผู้บริหารสุดสตรองบอกทิ้งท้ายมั่นใจ 

ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ เบรกชีวิตให้ช้าด้วยธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557625

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:34 น.

ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ เบรกชีวิตให้ช้าด้วยธรรม

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์

ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัย 49 ปี เล่าให้ฟังถึงชีวิตช่วงก่อนติดเบรก ชีวิตที่ผ่านมา ถ้าจะถามว่าทำอะไรผิดพลาดมาบ้าง คงบอกไม่ได้ทั้งหมด ชีวิตของคนย่อมผ่านวิกฤตชีวิตในแต่ละช่วงวัย เมื่อเผชิญปัญหา ตัดสินใจผิดบ้าง ถูกบ้าง ถือว่าเป็นบทเรียน ทำให้เรียนรู้และมีเส้นทางชีวิตมาถึงจุดนี้

“มองชีวิตที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะไม่รู้จักตัวตนของตัวเอง ไม่เคยตั้งเป้าหมายของชีวิต ใช้ชีวิตเลียนแบบและทำตามคนอื่น ไม่มีหลักธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิต พยายามแสวงหาความต้องการตอบสนองความสุขภายนอกให้กับตัวเองตลอดเวลา แต่ก็ไม่พบความสุขที่แท้จริงให้กับตัวเอง ทำให้ตั้งคำถามให้กับตัวเองตลอดเวลาว่า ชีวิตเราต้องการอะไร ทำอย่างไรให้ชีวิตมีคุณค่ามากกว่านี้” ดร.กมลาศ เล่า

ดร.กมลาศ เล่าว่า เมื่อก่อนเชื่อมั่นในตัวเองสูง มีอัตตาตัวตน อารมณ์ร้อน คิดไว ทำไว ไม่รู้จัก การรอคอย ใช้ชีวิตเร่งรีบตลอดเวลา จนกระทั่งตัดสินใจหลายเรื่องในชีวิตผิดพลาด เพราะความใจร้อนและใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหามากกว่าการใช้เหตุผล หากหลังจากได้รู้จักธรรมะ ชีวิตก็เปลี่ยนไป ได้ตั้งสติ ได้เรียนรู้ปฏิบัติ คงต้องกล่าวว่ามิติแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเหลือเชื่อ

“เมื่อคุณพ่อเสียชีวิตลงเมื่อ 20 ปีที่แล้ว รู้สึกเป็นทุกข์มาก จากความทุกข์ใหญ่หลวงครั้งนั้น ทำให้หันมาศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ได้มีโอกาสอ่านธรรมนิยาม สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ของ รศ.ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม และอ่านหนังสือแนวทางปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ทำให้มีจิตศรัทธา เข้าใจกฎแห่งกรรม การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมากขึ้น”

จุดเริ่มต้นการปฏิบัติธรรมของ ดร.กมลาศ คือ การได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี จากที่มีความศรัทธาหลวงพ่อจรัญฐิตธมฺโม อยู่ก่อน ก็ทำให้คลายความทุกข์ พบว่าการปฏิบัติธรรมทำให้ทุกข์น้อยลง ยังทำให้ได้พบกัลยาณมิตรดีๆ ที่สนใจการปฏิบัติธรรม เหนี่ยวนำให้เข้าถึงธรรม น้อมใจให้ใกล้ธรรม

“ตอนนั้นได้มีโอกาสพบพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่ง หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท เจ้าอาวาสวัดป่าเจริญราช ท่านเป็นครูกรรมฐาน ที่สอนกรรมฐานอย่างจริงจัง และมีโอกาสสร้างกุศลกิจที่วัดนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงหนังสือธรรมะ การเข้าร่วมงานบุญต่างๆ สร้างพระ สร้างโบสถ์ จัดค่ายพุทธบุตร จัดโครงการปฏิบัติธรรม ทำให้เราได้เรียนรู้คนและเรียนรู้ธรรมะ ฝึกฝนจิตเราไปในตัว ถือว่าชีวิตเริ่มต้นอยู่ในวิถีธรรมที่วัดป่าเจริญราช”

สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดร.กมลาศ เล่าว่า ชีวิตช้าลง ชีวิตยึดติดน้อยลง รู้จักตัวเองมากขึ้น จากคนอารมณ์ร้อน ก็รู้จักรอคอย รู้จักว่าสิ่งใดที่ควรจะ “เร่ง” เรื่องไหนที่ควรจะ “รอ” รู้จักคำว่า “พอ” รู้จักทบทวนตัวเอง ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดชัดเจนขึ้น รู้ตระหนักว่าควรปรับปรุงตัวอย่างไร จิตไม่หวั่นไหว ไม่ถูกกระทบง่ายเหมือนก่อน มีความเข้าใจตัวเอง มีความเข้าใจผู้อื่นไม่ตัดสินใจผู้อื่น หันมาพิจารณาตัวเองมากขึ้น เรียนรู้การเป็นผู้ให้และผู้รับ เรียนรู้การฝึกฝนใจ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ไม่ค่อยทุกข์กับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จิตใจก็เข้มแข็งขึ้น ใคร่ครวญเรื่องราวในชีวิตได้ดีขึ้น มีความสนใจพัฒนาจิตใจตัวเองมากขึ้น

“นี่คือชีวิตหลังได้ผ่านกระบวนฝึกฝนทางธรรม การเข้าใจธรรมะคือกุญแจสำคัญ ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยน”

สิ่งที่อยากแบ่งปันในมุมของชีวิตที่เปลี่ยนไป ดร.กมลาศ เล่าว่า ธรรมะคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่งดงามของแต่ละคน มีเส้นทางและการให้ความหมายที่แตกต่างกัน ข้อสำคัญคือ เรารู้จักความต้องการของตัวเอง เราฝึกทบทวนและตั้งคำถามให้บ่อยๆ ถึงความสุขในการใช้ชีวิตของเราว่าเป็นอย่างไร เป้าหมายชีวิตของเราเป็นอย่างไร เราเกิดมาเพื่ออะไร และทำประโยชน์เพื่อตนเอง เพื่อผู้อื่น และเพื่อสังคมอย่างไร

“อยากแบ่งปันว่า ถ้าเราลดพึ่งพาวัตถุภายนอกให้น้อยลง เราจะมีความสุขมากขึ้น ถ้าชีวิตติดกับเงื่อนไขภายนอกมาก ก็จะมุ่งแสวงหาสิ่งตอบสนองความต้องการแบบไม่มีสิ้นสุด อยากได้รถ อยากได้บ้าน อยากได้ตำแหน่ง ก็มักมองเป้าหมายที่ปลายทาง แต่ลืมฝึกให้ตัวเองพอใจกับสิ่งเรียบง่าย สุขจากสิ่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ต้องไปแสวงหาข้างนอก”

ชีวิตที่ช้าลงสำหรับ ดร.กมลาศ ยังหมายถึง การแบ่งเวลา การใช้ชีวิตให้สมดุล แบ่งเวลาทำงาน แบ่งเวลาพักผ่อน แบ่งเวลาในการศึกษาธรรมะ เช่น ไปทำบุญที่วัด ไปยังสถานที่ท่องเที่ยว โดยส่วนตัวชอบทั้งภูเขาและทะเล ถือเป็นการใช้ชีวิตให้มีความสุขแบบเรียบง่ายตามสไตล์ของตัวเอง สำหรับผู้สนใจแนวคิดเรื่องหลักธรรมในชีวิตประจำวัน ก็ขอแบ่งปันง่ายๆ ว่า สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุข คือ การฝึกอยู่กับตัวเอง ฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบัน ฝึกคิดแต่เรื่องดีๆ ฝึกการคิดบวก คิดดี มองดีในทุกสถานการณ์

“ขอให้มองว่าทุกสิ่งในโลกนี้เป็นเรื่องธรรมดา ฝึกมองโลกตามความเป็นจริง ฝึกยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เมื่อฝึกคิดแบบนี้บ่อยๆ จิตใจจะสบาย ผ่องใสขึ้น พยายามไม่หมกมุ่นกับปัญหา แต่พยายามมองว่าทุกปัญหา คือ โอกาสที่ทำให้เราได้ฝึกปัญญา”

ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ใช่ชีวิตที่คนอื่นมองจากภายนอกว่า เราเป็นอย่างไร แต่ชีวิตที่เรียบง่าย คือชีวิตที่เราเป็นในสิ่งที่เราตระหนักรู้ เป็นชีวิตที่เราต้องการอย่างแท้จริง จะเป็นอย่างนั้นได้ก็ต้องผ่านการฝึกฝนจิตของตัวเอง คือ ฝึกการรู้สึกตัวขณะทำงานหรือทำกิจกรรมในแต่ละวัน การฝึกจิตให้เบิกบานมีความสุขในใจ ถ้าสามารถฝึกความรู้สึกให้จิตยิ้มตลอดเวลา จะช่วยให้จิตแจ่มใส เตรียมพร้อมที่จะเผชิญปัญหาทุกสถานการณ์ได้ดีขึ้น

ดร.กมลาศ เล่าว่า โดยส่วนตัวแล้ว ถือว่าการทำงาน การใช้ชีวิต และการปฏิบัติธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้แยกส่วนกัน พัฒนาตัวเองไปพร้อมๆ กัน ปัจจุบันอาชีพและการทำงานเกิดจากอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม ทำให้เดินมาถึงจุดนี้ การได้มีโอกาสปฏิบัติธรรม ทำให้เข้าใจตัวเองว่า เป้าหมายชีวิตของตนเองคืออะไร และเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองค้นหาความหมายของชีวิตมาตลอดคืออะไร มีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้น

ปัจจุบัน ดร.กมลาศ เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีบทบาทหน้าที่เป็นอาจารย์และนักวิจัย สอนวิชาเกี่ยวกับจิตวิทยาและระเบียบวิธีวิจัย การทำงานที่มหาวิทยาลัยสงฆ์นี้ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต เนื่องจากที่นี่เป็นสถาบันที่สอนทั้งวิชาชีวิตทางโลกและวิชาทางธรรมสำหรับพระสงฆ์และฆราวาส มหาวิทยาลัยแห่งนี้ทำให้ได้สร้างกุศลทุกวัน

“มีบทบาทเป็นทั้งอาจารย์และเป็นศิษย์ไปพร้อมๆ กัน เพราะในการทำงาน ทำให้มีโอกาสได้พบกัลยาณมิตรที่ดี คือ ครูบาอาจารย์ พระอาจารย์ ทั้งสายปฏิบัติและสายวิชาการ ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตมากยิ่งขึ้น การมีโอกาสเจอกัลยาณมิตรที่ดีทั้งทางโลกและทางธรรม ช่วยให้เรียนรู้ประสบการณ์ดีๆ มาช่วยเติมเต็มชีวิตของเรา”

สุดท้ายอยากฝากว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสั่งสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์เท่านั้น แต่ยังทรงสอนเรื่องความสุข สอนเรื่องนิพพาน ซึ่งเป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนา ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง. นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เมื่อมีหลักก็ปฏิบัติตามหลักทาน ศีล ภาวนา ทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรเที่ยงแท้ อยู่ที่ว่าจะปฏิบัติอย่างไร เพื่อยกระดับจิตให้สูงขึ้น เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และเพื่อความสุขที่แท้จริง 

กฤชวรรณ เจริญรักษ์ เมื่อประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบานก็จะเปิดเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557620

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:17 น.

กฤชวรรณ เจริญรักษ์ เมื่อประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบานก็จะเปิดเสมอ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชีวิตคนเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อวานยังดี วันนี้เจอเรื่องเลวร้าย พรุ่งนี้อาจจะกลับมาดี แต่ไม่เหมือนเดิมหรืออาจจะดีกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัยที่ทำให้เราได้พบเจอ เช่นเดียวกับเธอคนนี้ หมอดูที่สวยและแซ่บเว่อร์ที่กำลังโลดแล่นในแวดวงหมอดูอยู่ตอนนี้ และคาดว่าจะเป็นหมอดูรุ่นใหม่มาแรง แซงโค้งเอาได้ง่ายๆ หมอดูเชอรี่-กฤชวรรณ เจริญรักษ์ ในวัย 38 ปี เธอยังหุ่นดูเป๊ะเว่อร์เลยทีเดียว

แต่ก่อนที่เธอจะมาถึงวันนี้ชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยเลย เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า เธอเป็นชาวอยุธยา เกิดและโตที่นั่น จนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มีน้องชายอีกคน พ่อแม่แยกทางกัน เธอโตมาจากการเลี้ยงดูของคุณย่า ซึ่งให้ความรักความอบอุ่นกับเธออย่างมากมาย ชีวิตก็มีความสุขตามแบบเด็กต่างจังหวัด เรื่อยๆ สบายๆ ซึ่งเธอไม่เคยมาอยู่กรุงเทพฯ เลย

เรียนจบก็ทำงานที่อยุธยา เป็นประชาสัมพันธ์ให้กับห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งอยู่ 3-4 ปี แล้วก็ย้ายไปทำงานที่ฝ่ายการตลาดของบริษัทรถยนต์มิตซูบิชิอยู่ 2 ปี แล้วจึงย้ายไปทำงานที่ บริษัท ฮอนด้าคาร์ และที่บริษัทนี้เองที่เธอได้พบเจอกับอดีตสามีของเธอ เธอบอกว่าที่ผ่านมาตั้งแต่เล็กจนโตชีวิตเธอถือว่าราบรื่นดีตามอัตภาพของชนชั้นกลาง คุณย่าเลี้ยงดูอย่างดี ไม่ต้องลำบากลำบนอะไรมากนัก เรียกว่าชีวิตดีมาโดยตลอดเมื่อครั้งอยู่อยุธยา ตั้งแต่เด็กจนวัย 20 กว่า

เธอบอกว่าจนออกจากอยุธยาไปชีวิตก็เริ่มมีเรื่องยากๆ เข้ามาทดสอบอยู่หลายครั้ง เริ่มจากเจ็บป่วยจนต้องออกจากงาน หย่ากับสามี เธอย้อนอดีตให้ฟังว่าเธอได้พบเจอกับแฟนของเธอและกลายมาเป็นสามี และอดีตสามี หลังจากแต่งงานกันได้ 7-8 ปี และแยกทางกันในที่สุด เธอพบกับเขาที่อยุธยา จนกระทั่งแต่งงานก็ย้ายไปอยู่ที่สระบุรี โดยเธอย้ายไปทำงานที่บริษัทรถยนต์เช่นกัน

“แฟนทำงานธนาคาร เราก็ทำงานบริษัทรถยนต์ แต่งงานใหม่ๆ ก็ดีมีความสุข สามีก็ใส่ใจดูแลดีมาก จนกระทั่งแต่งงานได้ 5-6 ปี เราเริ่มป่วยเป็นกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท จากปวดเมื่อยหลังไหล่คอ มือชา เท้าชา ไม่มีแรง ปลายประสาทอักเสบ จนเป็นไข้ หนักขึ้นยืนเดินไม่ได้ ไปทำงานไม่ได้ หยุดงานเป็นเดือน จนต้องลาออกมารักษาตัว แฟนต้องอุ้มเข้าห้องน้ำ เขาก็ดี ดูแลช่วยเหลืออย่างดี ซึ่งต้องรักษาตัวอยู่ 6 เดือนค่อยดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ปกติดี ยังต้องทำกายภาพ ฝังเข็มต่อเนื่องอีกเกือบปี ถึงจะเดินเหินได้เป็นปกติ ตอนนี้ก็ยังต้องฝังเข็มเป็นระยะๆ” เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟัง

เธอเล่าต่อไปว่า ตอนที่เป็นแฟนก่อนแต่งงานกัน เธอได้ไปดูหมอดู หมอดูก็ทักว่ากับคนนี้จะอยู่กันได้แค่ 3 ปี ก็จะเลิก ซึ่งตอนนั้นฟังแล้วก็ตกใจพอสมควร แต่คิดว่าต่างคนก็รักกัน “เราพร้อมจะสร้างครอบครัวด้วยกัน เรารักกันมาก ช่างเถอะ เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าจะอยู่กันได้แค่ 3 ปี แต่เป็น 3 ปี ที่มีความสุขมากๆ เราก็เลือกที่จะได้อยู่ด้วยกัน แต่เราก็อยู่ด้วยกันนานถึง 8 ปี สุดท้ายก็ไปไม่รอด แต่ตอนที่ป่วยนี่เขาก็ยังดูแลเราอยู่นะคะ ไม่ได้เลิกกันตอนป่วย หายแล้วถึงเลิกกัน เมื่อเลิกกันแล้วเธอก็ไม่ได้ย้ายกลับมาอยู่อยุธยา แต่ไปซื้อบ้านใหม่และอยู่ที่สระบุรีต่อไป”

ตอนที่ลาออกจากงานมาอยู่บ้านเกือบ 6 เดือนนั้น เธอจึงเอาวิชาไพ่ยิปซีที่เคยเรียนสมัยวัยรุ่นมาฟื้นฟู เพราะสนใจเรื่องไพ่ยิปซีมาตั้งแต่วัยรุ่น ตอนเรียนจบทำงานใหม่ๆ ก็เคยเข้าไปเรียนกับอาจารย์ด้านไพ่ยิปซีที่ท่านเขียนหนังสือมาหลายเล่ม ตอนวัยรุ่นก็เคยดูให้เพื่อนๆ ญาติๆ ตอนนั้นเกือบทุกคนก็ชมว่าเข้าเค้าแม่นอยู่ แต่เธอทำงานประจำ ไม่ได้คิดว่าจะยึดป็นอาชีพ จึงไม่ได้ดูเป็นจริงเป็นจัง และไม่ได้คิดค่าครูแต่อย่างใด แต่เวลาที่ตัวเธอเองมีเรื่องไม่สบายใจ เธอก็จะจับไพ่ยิปซีหาคำตอบให้ตัวเองอยู่เสมอ

กระทั่งเมื่อป่วยหลายเดือนและเดินไม่ได้ ถึงขั้นต้องคลานเข้าห้องน้ำ ต้องนั่งอย่างเดียว เดิน ยืน ไม่ได้ เธอจึงคิดว่าถ้ายืนทำงานไม่ได้ก็ต้องหาอะไรที่นั่งทำงานได้ แล้วเธอก็ปิ๊งแวบถึงวิชาไพ่ยิปซีขึ้นมา แล้วก็นำมาทบทวนอีกครั้ง แล้วก็โทรหาเพื่อนฝูงคนรู้จักว่าเธอจะมารับดูดวงอย่างจริงจังแล้วนะ ก็เริ่มประกาศข่าวออกไป ในที่สุดเพียง 1 เดือนก็เริ่มมีเพื่อนฝูงมาดูแล้วก็บอกกันไปปากต่อปาก จนเกือบปีก็เริ่มมีคนมาดูที่บ้าน มีคนขอดูทางโทรศัพท์

“จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 7 ปีแล้วที่เชอรี่ยึดอาชีพนี้ และค่าครูของเชอรี่ก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลายอยู่ที่ราคา 300 บาท คนมาดูส่วนใหญ่เขาทุกข์ เราไม่ได้หวังรวย พอมีอยู่มีกินก็พอแล้ว จึงไม่คิดว่าต้องเรียกค่าครูแพงๆ เอาพออยู่ได้ มีคนจองคิวทุกวันก็พอใจแล้ว ช่วยๆ กันไป” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เธอบอกว่าหลังจากที่ชีวิตสั่นไหวโอนเอนสั่นคลอนมานานหลายปีตั้งแต่เริ่มป่วย จนถึงขั้นหย่าขาดกับสามีชีวิตล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีจนตั้งหลักได้ใหม่กับอาชีพหมอดูไพ่ยิปซีนั้น ชีวิตเธอก็เริ่มเข้าที่เข้าทางอยู่ในเกณฑ์ดีมาโดยตลอด เรียกว่าในเนื้องานอาชีพนั้น มีความสะดวกราบรื่นจนอาจจะเรียกได้ว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบกันเลยทีเดียว

นี่คงเป็นตัวอย่างชีวิตที่มันมีหลายบทหลายตอน มีขึ้น มีลง มีสุข มีทุกข์ เพียงแต่เราพยายามอดทนแล้วเราก็จะผ่านมันไปได้ รู้จักรอเวลา รู้จักให้อภัยตัวเอง รักตัวเอง หวังดีกับตัวเองให้มากๆ อย่าทำร้ายตัวเอง

“แน่นอนว่าเราเคยมีงาน เคยมีคนรัก ถ้าเขาไปเราก็แค่เสียคนที่ไม่ได้รักเราจริงไปก็แค่นั้น แต่เขาสิเสียคนที่รักเขาจริงไปหนึ่งคน ถ้าเขาทำร้ายเรา เราก็อย่าทำร้ายตัวเองซ้ำ ถ้าเราไม่รักตัวเองแล้วใครจะรักเราล่ะ เสียใจได้แต่อย่านาน ร้องไห้ให้พอ แล้วต้องสู้ ต้องเดินหน้าต่อ ทำตัวให้ดี ให้มีคุณค่า ให้สวย ให้สดใส ให้เขาเสียดายที่ทิ้งเราไป (หัวเราะ) นี่ก็บอกถึงผู้หญิงที่อกหักที่ถูกทิ้งขว้าง บางทีความรักมันก็มีวันหมดอายุ เหมือนยาที่ฝืนจะกินต่อมันจะเป็นอันตรายกับเราได้กลายเป็นยาพิษ จากประสบการณ์ชีวิตคู่ที่เราเคยผ่านมาทำให้เหมือนเราสื่อสารเรื่องความรักได้ดี เข้าใจความรักได้เข้าถึงยิ่งขึ้น เพราะเราก็ทั้งสุขทั้งทุกข์ เจอมาแล้วครบทุกรส ลูกค้าหลายคนที่มาดูหมอจะบอกว่าเราแม่นเรื่องความรัก”

เวลาเจอลูกค้าที่มาถามปัญหาหัวใจเธอจะให้กำลังใจ ให้เขาสู้ต่อเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป บางคนคิดมาก เครียดจนอยากทำร้ายตัวเอง เธอต้องรีบไปห้าม ไปช่วยให้กำลังใจ อย่าให้เขาคิดทำลายตัวเอง เคยมีลูกค้าโทรมาเล่า ร้องไห้ไปเล่าไป เตรียมจะฆ่าตัวตาย เธอก็ต้องพยายามกล่อมปลอบใจจนเขารู้สึกดีขึ้น แล้วเธอก็ขับรถไปเยี่ยมถึงบ้าน ส่งกำลังใจและกอดแน่นๆ จนลูกค้าเริ่มคลายความเครียดลง

แน่นอนว่าชีวิตคนเราทุกคนนั้น มันมีสุขมีทุกข์ปะปนกันไป ไม่มีใครดีมีความสุขตลอดเวลา หรือใครที่ตกต่ำตรอมตรมตลอดเวลา ชีวิตก็เหมือนสายน้ำ มีขึ้นมีลง มีน้ำขุ่นน้ำใส เหมือนเหรียญสองด้าน อยู่ที่เราจะเจอด้านไหนก่อน ที่เราทุกคนควรทำก็คือประคองสถานการณ์เอาไว้ไม่ให้เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่เมื่อเจอความทุกข์ รู้จักรอจังหวะเวลา ซึ่งไม่นานมันก็จะผ่านไปได้ในที่สุด

ขอแค่รอให้เป็น อดทน อดกลั้น มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน เมื่อประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบานหนึ่งก็จะเปิดเสมอ ยังไงชีวิตก็ไม่มีทางตันจนหาทางออกไม่ได้ ตอนนี้เธอเป็นหมอดูประจำรายการ Horo Hiso และมีงานอีเวนต์หลายอย่าง

“เชอรี่อยากให้กำลังใจทุกคนว่าไม่ว่าใครก็ตามมักจะมีช่วงเวลาแห่งความเลวร้ายเกิดขึ้นได้เสมอ เพียงแต่ว่าเรารับมือมันได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อเวลานั้นมาถึงพยายามตั้งสติให้ดี ตั้งรับแล้วสู้กับมัน ไม่หนีปัญหา อีกไม่นานมันก็จะคลี่คลาย ทุกปัญหามีทางออกเสมอ แต่อาจจะต้องใช้เวลามากน้อยแตกต่างกันไป ขอเพียงมีสติตั้งรับค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละข้อ เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นเอง เชอรี่เองก็เจอมาแล้วหลายเรื่อง และผ่านมันมาได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าเก่ง เพียงแต่ลุกขึ้นสู้และอดทนรอเวลานั่นเอง ต้องสู้ค่ะ จึงจะชนะ เมื่อผ่านมาได้เราก็จะแกร่งขึ้น ยิ้มรับกับปัญหาได้ดีขึ้น” เธอกล่าวทิ้งท้ายอย่างให้กำลังใจ 

Pigeon Pose (Variation): Eka Pada Rajakapotasana

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557533

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 12:26 น.

Pigeon Pose (Variation): Eka Pada Rajakapotasana

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส (Piriformis) อยู่บริเวณแก้มก้นเป็นกล้ามเนื้อที่เชื่อมระหว่างขาและกระดูกสันหลังจะเกาะตัวอยู่ด้านหน้าของกระเบนเหน็บ (Sacrum) ไปจนถึงกระดูกต้นขา การฝึกท่าตระกูลนกพิราบก็เพื่อยืดกล้ามเนื้อมัดนี้รวมทั้งการหมุนสะโพกออกด้านนอก

จะเกิดอะไรขึ้นหากกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสเกิดอาการตึงมากไปหรือหลวมมากเกินไป ส่วนใหญ่มักมาจากการนั่งนานๆ นั่งงอหลัง นั่งไขว้ขาหรือแม้กระทั่งการใช้งานที่มากเกินไปเช่น การวิ่งนานๆ แล้วไม่ได้คลายยืด สิ่งเหล่านี้เป็นการสะสมไปสู่อาการปวดข้อต่อกระดูกสันหลังกับเชิงกราน บางคนก็ร้าวลงขา ปวดหลัง(Sacroiliac Dysfunction, Sl Pain) เพราะกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส คือส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับข้อต่อกระดูกสันหลังกับเชิงกราน The Sacroiliac (SI) joints

ก็อย่างที่ครูบอกอยู่บ่อยครั้ง ว่าการสร้างความสมดุลและมั่นคงให้กล้ามเนื้อ ต้องไม่เพียงแค่ยืดอย่างเดียวต้องสร้างความแข็งแรงควบคู่กันไปด้วย แต่สำหรับการฝึกท่าตระกูลนกพิราบจะเน้นไปที่การยืดจึงต้องไม่ลืมที่จะต้องฝึกท่าที่สร้างความแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ ในวันนี้เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่ครูผสมผสานการยืดหน้าขาและการเปิดไหล่เข้าไปด้วย

วิธีปฏิบัติ

1.ให้เริ่มต้นด้วยในท่า Lunge ขาขวาอยู่หน้า ขาซ้ายอยู่หลัง

2.หายใจเข้าเตรียมแล้วหายใจออกพับขาขวาเข้ามาให้เข่าอยู่หลังมือขวาเช็กให้เข่าด้านนอกอยู่ตรงกับสะโพกด้านนอกเป็นเส้นตรงแล้วไม่ให้สะโพกหรือเข่าล้ำออกไป เก็บส้นเท้าขวาเข้ามาด้านใน รักษาสมดุลของท่าอาจใช้ตัวช่วยเป็นผ้ารองใต้ก้นได้

3.หายใจเข้าใช้มือขวายันพื้นไว้ก่อนเพื่อการทรงตัวแล้วหายใจออกพับขาซ้ายเข้ามาหาก้นมือซ้ายกดฝ่าเท้าเข้ามา หากหมุนมือได้ขณะกดเท้าให้หมุนนิ้วมือมาด้านหน้า ข้อศอกชี้ไปด้านหลัง

4.ส่งมือขวาด้านหน้าไปประสานกับมือซ้ายเพื่อช่วยกันกดฝ่าเท้า

ค้างท่าไว้สักครู่หายใจเข้า-ออก 3 รอบลมหายใจ

5.หายใจเข้ามือขวาจับฝ่าเท้าหลังไว้แน่นๆ หายใจออกส่งมือซ้ายอ้อมหลังไปจับต้นขาขวา

ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ เข้า-ออก จากนั้นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง 

จักรยานจากผ้าไหมคันแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557526

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

จักรยานจากผ้าไหมคันแรกของโลก

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ผ้าไหมนอกจากใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์แต่งบ้าน ทำเครื่องสำอาง ยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัสดุทดแทนอื่นๆ เนื่องจากไหมมีลักษณะของโครงสร้างที่มีความแข็งแรงการรับแรงเทียบเท่ากับเหล็ก

จากแนวคิดดังกล่าว ทำให้สองอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผศ.ดร.พนมกร ขวาของ กับ สุธา ลอยเดือนฉาย ประดิษฐ์โครงรถจักรยานที่มีไหมเป็นส่วนประกอบคันแรกของโลก

การนำวัสดุใหม่มาทดแทนโครงรถจักรยานที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีราคาสูงประมาณโครงละ 4 หมื่น-1 แสนบาท และน้ำหนักเบา รวมไปถึงการมีค่าการยืดหยุ่นตัวสูงเมื่อเทียบกับโครงอะลูมิเนียม ในขณะที่โครงจักรยานไหมมีต้นทุนการผลิตในราคาเพียง 1.5-2 หมื่นบาท ถูกกว่าถึง 4 เท่า

การทดสอบพบว่าโครงรถจักรยานทำจากไหมผสมเรซินสามารถรับแรงกด (Load) ได้มากกว่า 1,300 นิวตัน แรงเค้น (Stress) มากกว่า 55 เมกะปาสคาล และค่าการยืดหยุ่นตัว (Flex Modulus) มากกว่า 2,700 เมกะปาสคาล ส่วนโครงรถจักรยานอะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเท่ากัน พบว่าอะลูมิเนียมสามารถรบแรงกดได้มากกว่า 750 นิวตัน แรงเค้นมากกว่า 12 เมกะปาสคาล และค่าการยืดหยุ่นตัวมากกว่า 80 เมกะปาสคาล

“จักรยานที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์มีน้ำหนักเบาแต่ราคาสูงมาก แต่โครงรถจักรยานผ้าไหมผสมเรซินใช้วัสดุใหม่ที่สามารถนำมาทดแทนโครงรถจักรยานที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งมีต้นทุนถูกกว่า จากการทดสอบพบว่าโครงจักรยานผ้าไหมสามารถรับแรงกดได้มากกว่าโครงรถจักรยานที่ทำจากอะลูมิเนียมประมาณ 5 เท่า

การทดสอบแรงสามารถรับแรงดึงได้มากกว่าโครงรถจักรยานที่ทำจากอะลูมิเนียมประมาณ 8 เท่า การทดสอบแรงยืดหยุ่นโครงจักรยานจากผ้าไหมสามารถยืดหยุ่นตัวได้มากกว่าอะลูมิเนียมประมาณ 30 เท่า จึงส่งผลดีต่อผู้ขับขี่ คือน้ำหนักจักรยานไหมเบากว่าจักรยานอะลูมิเนียม หากต้องรับแรงในน้ำหนักเดียวกันจักรยานไหมยืดหยุ่นตัวได้ดี เปรียบเสมือนจักรยานที่มีโช้คในตัว ทำให้เมื่อยล้าน้อยลง สามารถขับขี่ได้นานขึ้น” ผศ.ดร.พนมกร กล่าว

นอกจากนี้ ทีมวิจัยได้มีการพัฒนาเรซินและส่วนประกอบวัสดุที่ใช้กับจักรยานผ้าไหมที่สามารถรับแรงได้มากขึ้น โดยเป็นเรซินที่พัฒนามาใช้ทำเป็นแผ่นกันกระแทกที่สามารถรับแรงกระแทกของกระสุนปืนขนาด .357 Maxnum เทียบเท่าระดับ III ของ NIJ โดยเรซินและวัสดุเสริมสามารถทำให้น้ำหนักแผ่นกันกระแทกลดลง 25% และสามารถนำไปใช้ในการทำแผ่นกันกระแทกสำหรับปืน M16 ได้ (กรณีนี้น้ำหนักยังมากอยู่) ซึ่งเรซินและวัสดุผสมนี้จะถูกนำมาใช้ในการทำโครงจักรยานผ้าไหมเช่นเดียวกัน จะส่งผลให้น้ำหนักจักรยานลดลงได้อีกแต่ยังคงรับแรงได้เท่าเดิม

ด้าน สุธา อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเคมี กล่าวถึงขั้นตอนการทำว่า เริ่มต้นนำโครงจักรยานต้นแบบมาตัดโครงเก่าออกเพื่อใช้ข้อต่อของจักรยานเดิมม้วนพันเป็นลักษณะเช่นเดียวกับโครงรถจักรยานแบบที่มีอยู่ จากนั้นใช้เรซินเชื่อมผ้าไหมเข้าด้วยกัน

“ได้ชิ้นส่วนครบแล้ว ประกอบโครงจักรยานที่ทำจากผ้าไหมเข้ากับโครงจักรยานต้นแบบเดิม จากนั้นนำเส้นไหมมาพันรอบโครงจักรยานที่ทำจากผ้าไหม ทิ้งไว้ให้เรซินแห้งแข็งตัว 3 วัน แล้วขัดผิวสัมผัสให้เรียบเนียนสวยงามด้วยเครื่องกลึง ประกอบโครงจักรยานและสร้างเฟรม ส่วนที่รับน้ำหนักจากเบาะถึงแกนล้อหลัง โดยน้ำหนักผ้าไหมที่ใส่เรซินเท่ากับน้ำหนักเฟรมอะลูมิเนียม เพื่อนำไปทำการทดสอบการยืดหยุ่นตัวเทียบกับเฟรมอะลูมิเนียม เมื่อแล้วเสร็จจะทดสอบด้วยการขับขี่เป็นขั้นตอนสุดท้าย”

ปัจจุบันทีมผู้วิจัยได้จดสิทธิบัตรโครงรถจักรยานที่ทำจากไหมผสมเรซินเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเรียบร้อย ถือได้ว่าจักรยานจากผ้าไหมเป็นอีกก้าวหนึ่งของการนำวิถีวัฒนธรรมอย่างผ้าไหมมาต่อยอดการประดิษฐ์ โดยนำคุณสมบัติความแข็งแรงของไหมมาใช้เป็นวัสดุทดแทนคาร์บอนไฟเบอร์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งาน โดยมีความแข็งแรงเทียบเท่ากับเหล็ก

หากหน่วยงานใดสนใจติดต่อได้ที่กองบริหารงานวิจัย สำนักงานอธิการบดี อาคาร 2 มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. 043-203-176

นอนหลับสนิท เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557525

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 11:35 น.

นอนหลับสนิท เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดวัน

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

ความบดเบลอขาดสติมึนงงในชีวิตประจำวันของคนยุคปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการอดนอนหรือนอนหลับไม่สนิท มีวิถีการนอนหลับที่ไร้ซึ่งคุณภาพที่ดี ทำให้ศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน หรือการดำเนินชีวิตลดน้อยถอยลงไปด้วยอย่างเป็นเงาตามตัว

อย่างที่รู้กันตามหลักสุขอนามัยมนุษย์ต้องนอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเพียงพอหลังจากกรำงานหนักมาทั้งวัน

คนที่นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งน้อยเกินไป หรือคนที่นอนมากกว่า 10 ชั่วโมง/วัน อาจจะมีอายุสั้นกว่าคนที่นอนแบบปกติคือ 6-8 ชั่วโมง/วัน ซึ่งหมายถึงการทำงานของนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย คนที่นอนไม่เพียงพอนานๆ อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดเมื่ออายุมากขึ้น

การนอนหลับที่ดีและมีคุณภาพจะส่งผลให้ร่างกายสุขภาพดีทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูพละกำลัง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และยังช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตื่นเช้ามาก็สมองปลอดโปร่ง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรจะเข้านอนคือระหว่างเวลา 21.00-22.00 น. จะเป็นการนอนหลับอย่างมีคุณภาพและได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะโกรวธ์ ฮอร์โมน (Growth Hormone) คือฮอร์โมนที่ช่วยในการเติบโต จะหลั่งออกมาอย่างเต็มที่ในช่วง 22.00-24.00 น.

ในเด็กและวัยรุ่นฮอร์โมนชนิดนี้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเขา ทั้งร่างกายและสมองในผู้ใหญ่และผู้สูงวัย ฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย ไอ้ที่สึกหรอจะถูกซ่อมให้กลับมาใช้งานใหม่ได้ดี

เปิดข้อมูลจากเพจมูลนิธิหมอชาวบ้าน องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร บริการด้านสุขภาพทางเลือกแบบองค์รวมที่เสนอเรื่อง “นอนหลับอย่างไรให้เป็นสุข” แนะนำว่าการนอนหลับมีส่วนสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตของเรา ถ้าต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีก็ต้องดูแลเสาหลักแห่งการนอนหลับให้ดีด้วย ดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

ปริมาณคือนอนจำนวนชั่วโมงที่พอเพียง ส่วนคุณภาพคือนอนหลับให้สนิท ถ้าได้นอนหลับลึกถึงขนาดที่เรียกว่า “โยคะนิทรา” คือนอนหลับอย่างมีสมาธิด้วยแล้ว ก็ถือว่าเป็นสุดยอดของการนอนหลับเลยทีเดียว โดยมีเคล็ดลับที่น่าจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นคือ

1.นอนหัวค่ำตื่นแต่เช้า

ควรเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้าดีกว่านอนดึกตื่นสาย ถ้าเป็นไปได้ควรเข้านอนอย่าให้เกิน 4 ทุ่ม เพราะช่วงเวลาระหว่าง 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มนั้น ตามหลักอายุรเวทถือว่าเป็นช่วงเวลาของธาตุดิน ธาตุน้ำ บรรยากาศโดยทั่วไปจะมีความหนักหน่วงโน้มนำให้นอนหลับได้ง่าย เหมือนกับธรรมชาติส่งสัญญาณให้รู้ว่าชีวิตในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว ถึงเวลาของการพักผ่อนเสียที

แต่ถ้าเลย 4 ทุ่มไปแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่ธาตุไฟเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายตื่นตัวอีกครั้งและอาจส่งผลให้นอนไม่หลับ ส่วนที่ให้ตื่นแต่เช้านั้นก็ประมาณว่าช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเป็นช่วงที่ธรรมชาติเปี่ยมด้วยพลังชีวิต

2.เผื่อเวลาอาหารมื้อเย็น

ควรเผื่อเวลาให้อาหารมื้อเย็นถูกย่อยให้เสร็จก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงว่าควรกินอาหารมื้อเย็นให้เร็วสักหน่อย เพราะการนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ถ้ากินอาหารเสร็จแล้วเข้านอนโดยทันที จำทำให้อาการไม่ถูกย่อย เพราะกระเพราะอาหารทำงานไม่เต็มที่ ขณะเดียวหันก็จะนอนหลับไม่สนิทด้วย

3.ล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้าก่อนนอน

ก่อนเข้านอนควรล้างมือ เท้า และหน้า และใช้น้ำมัน (ถ้าได้น้ำมันงายิ่งดี) นวดที่ฝ่าเท้าจะทำให้เกิดความผ่อนคลายและหลับสนิทขึ้น อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น คือดื่มนมต้มอุ่นสักแก้วก่อนนอน เนื่องจากมีคุณสมบัติชุ่มชื้นและบำรุงร่างกาย

อาการนอนไม่หลับนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากร่างกายตื่นตัว ความชุ่มชื้นของนมจะทำให้เกิดความหนืดหน่วงลดความตื่นตัวทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

4.ไม่ทำกิจกรรมตื่นเต้นก่อนนอน

ก่อนเข้านอนไม่ควรทำกิจกรรมใดๆ ที่จะกระตุ้นให้ตื่นตัว เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เร้าใจชวนติดตาม เพราะจะทำให้คุณไม่อยากนอนหลับหรือนอนไม่หลับ หรือไม่ก็ทำให้หลับไม่สนิท เพราะเก็บเอาเรื่องราวที่ดูหรืออ่านไปฝัน

ถ้าจะฟังเพลงเพราะฟังดนตรีที่นุ่มนวลชวนให้อารมณ์และจิตใจผ่อนคลายช่วยให้หลับง่ายขึ้น ถ้าต้องการหลับให้สนิทและจิตใจได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์ ควรจะทำจิตใจให้สงบโดยการสวดมนต์และทำสมาธิ การทำสมาธิก่อนนอนจะทำให้หลับได้ลึกอย่างที่เรียกว่า “โยคะนิทรา” คือหลับแบบมีสมาธิได้

5.ท่านอนต้องเหมาะสม

ท่าและทิศในการนอนก็มีผลต่อการนอนหลับด้วยเหมือนกัน ท่านอนตะแคงขวาจะทำให้รูจมูกซ้ายโล่ง เพราะน้ำหนักตัวไปลงที่ร่างกายซีกขวา รูจมูกซ้ายสัมพันธ์พลังเย็น เมื่อเปิดโล่งจะทำให้ร่างกายชุ่มเย็นและผ่อนคลาย การนอนตะแคงขวาจึงทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น

ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายจะทำให้รูจมูกขวา ซึ่งสัมพันธ์กับพลังร้อนเปิดโล่งมีผลทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น จึงเหมาะที่จะเป็นท่านอนช่วงสั้นๆ ก่อนหรือหลังอาหารมากกว่า ไม่เหมาะที่จะเป็นท่าในการนอนหลับเพราะมีผลทำให้ร่างกายร้อนขึ้น

ท่านอนหงายมีผลทำให้การไหลเวียนของพลังในร่างกายไม่ดี ทำให้ธาตุลมกำเริบ ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ไม่เหมาะสมที่สุด เพราะร่างกายโดยเฉพาะบริเวณท้องและอกถูกกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก

6.ไม่ควรนอนกลางวัน

โดยทั่วไปแล้วไม่ควรนอนกลางวัน เพราะทำให้อาหารไม่ย่อยและเป็นไข้ได้ ยกเว้นในฤดูร้อนที่อนุโลมให้นอนหลับตอนกลางวันได้ เพราะอากาศร้อนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย

การนอนกลางวันจะช่วยฟื้นคืนพลังได้ หรือคนแก่ เด็กเล็ก คนที่ร่างกายอ่อนเพลีย หรือเหน็ดเหนื่อยจากการมีเพศสัมพันธ์ การใช้แรงมากๆ จากการเดินทางหรืออดนอน อนุโลมให้นอนตอนกลางวันได้เพื่อชดเชยพลังที่สูญเสียไป

เมื่อล้มตัวลงนอนและเข้าสู่ภวังค์ของการหลับร่างกายจะค่อยๆ ปิดระบบการทำงานที่ไม่จำเป็นต่างๆ เพื่อพักและซ่อมสร้างทำให้เกิดการ “ดิ่งหลับ” เป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เคลิ้ม ครึ่งหลับครึ่งตื่น ยังหลับไม่สนิท จึงถูกปลุกให้ตื่นได้ง่าย ช่วงนี้อาจมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ หรืออาการเหมือนตกเหว ทำให้สะดุ้งตื่นได้

ระยะที่ 2 หลับสนิท ตาหยุดการเคลื่อนไหว ระยะที่ 3 หลับลึก นอนหลับไม่ไหวติง เสียงอะไรดังรบกวนก็ไม่รับรู้รับฟังแล้ว และระยะที่ 4 หลับไหล ปลุกตื่นยาก ถ้าถูกปลุกให้ตื่นในช่วงนี้ จะงัวเงีย สะลึมสะลือ งุนงง ยังสื่อสารได้ไม่รู้เรื่องนัก

หน้าที่ของมนุษย์ที่จะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือ หาวิธีที่จะอำนวยให้การนอนหลับนั้น สนิทลึกและปราศจากการถูกรบกวน 

‘โลกนี้คือห้องเรียนของครอบครัว’ อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557523

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 11:26 น.

‘โลกนี้คือห้องเรียนของครอบครัว’ อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย

โดย ฤดูกาล ภาพ : อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย

ผู้บริหารเพจเฟซบุ๊กท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ บริษัท เก็ตอัพ สแตนด์อัพ และหนึ่งในผู้ก่อตั้งเพจพาลูกเที่ยวดะ “ปุ้ม” อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย ได้แบ่งปันประสบการณ์ในฐานะของคุณแม่ลูกสอง โดยมีลูกชายคนโต “น้องจอมทัพ” วัย 10 ขวบ และคนเล็ก “น้องขุนพล” วัย 8 ขวบ เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง ถึงเรื่องราวความประทับใจระหว่างทางของครอบครัว

แม่ปุ้มเล่าถึงทริปประทับใจย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้วว่า เธอเคยพาลูกๆ ขับรถตะลอนเที่ยวไปภาคอีสาน เพื่อไปตามหาไดโนเสาร์อย่างที่ลูกชายคนโตชื่นชอบ

“ทางอีสานมีฟอสซิลมีพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์เยอะ เราเลยเลือกเส้นทางขับรถจากกรุงเทพฯ ค่อยๆ ล่องขึ้นไป” เธอกล่าว

“มีหยุดแวะพักค้างแรมระหว่างทาง มีพาเขาไปนอนเต็นท์ที่อุทยานแห่งชาติ จนถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นทริปที่ได้ลองความอดทนของลูกว่าสามารถนั่งรถไกลๆ ได้ไหม หรือสามารถใช้ชีวิตแบบอยู่ง่ายกินง่ายได้หรือเปล่า ซึ่งปรากฏว่าเป็นทริป 10 วันที่สนุกสนานจึงเป็นจุดเริ่มต้นของโรดทริปครั้งต่อไป ทั้งภาคเหนือและภาคใต้อย่างที่ผ่านมา”

แม่ปุ้มเผยเทคนิคพาลูกเล็กนั่งรถนานๆ ว่า นอกจากจะต้องให้ลูกนั่งบนที่นั่งสำหรับเด็ก (คาร์ซีต) ตลอดเวลา ต้องมีของเล่นดึงดูดความสนใจ และเธอได้แนะนำหนังสือนิทานเสียง ตัวช่วยชั้นเยี่ยมที่จะทำให้ลูกอยู่นิ่งได้นาน

“ปุ้มชอบไปเที่ยวด้วยรถยนต์เพราะมันมีเรื่องราวระหว่างทาง การขับรถทำให้เราได้แวะในจุดที่สนใจ และเกิดเป็นเรื่องราวใหม่ๆ ที่เราไม่ได้วางแผนไว้ ซึ่งทำให้ประทับใจกว่าเดิม”

มีคำพูดอยู่ว่า พาเด็กเล็กไปเที่ยวแล้วไม่ได้อะไร เพราะเขาคงจำไม่ได้อยู่ดี สำหรับแม่ปุ้มแล้วเธอไม่ได้โต้แย้งในเรื่องของความทรงจำ

“เพราะตอนนี้น้องจอมทัพก็คงจำไม่ได้แล้วว่าตอน 3 ขวบ เคยไปดูไดโนเสาร์ที่อีสาน”

เธอกล่าว แต่เธอเชื่อว่า หากลูกได้เดินทางตั้งแต่เล็กและได้เดินทางอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างความผูกพันของครอบครัว และปลูกฝังการใช้ชีวิตแบบอยู่ง่ายกินง่าย

“สิ่งที่การเดินทางสอนลูกของเราคือ สังคม เพราะเขาจะได้เจอคนทุกรูปแบบ ได้เจอวัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่างกัน ทำให้ลูกชายทั้งสองคนไม่กลัวคน กล้าถามกล้าพูด และที่สำคัญคือ การเดินทางได้ให้ประสบการณ์ ทำให้เขามีคลังเครื่องมือนำไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่รวมถึงพัฒนาการด้านร่างกาย เพราะการได้ออกไปวิ่งปีนป่ายก็ทำให้ร่างกายเขาแข็งแรง”

เธอจะพาลูกชายออกเดินทางแบบระยะยาวทุกปิดเทอม และทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็จะหากิจกรรมหรือพาไปเที่ยวใกล้ๆ บ้านอย่าง มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ปี 2 ตอน โลกนี้คือห้องเรียน เป็นอีกกิจกรรมของครอบครัวที่ไม่น่าพลาด จัดขึ้นวันที่ 13-15 ก.ค. 2561 ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน โดยงานนี้เข้าฟรี และมีกิจกรรมดีๆ สำหรับเด็กทุกวัย

“เคยได้ยินมาว่า ถ้าพาลูกออกไปเที่ยวบ่อยๆ จะทำให้ลูกไม่ชอบอยู่ติดบ้าน ปุ้มคิดว่าความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะยิ่งได้ออกไปข้างนอก ลูกจะรู้สึกว่าบ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ที่สงบ ที่มีความสุข เป็นเซฟโซนของเขา และเป็นสถานที่ที่เขาอยากกลับมาอยู่มากที่สุด”

แม่ปุ้มยังกล่าวทิ้งท้ายถึงครอบครัวอื่นๆ ว่า การท่องเที่ยวอาจไม่ใช่คำตอบของทุกครอบครัว แต่สิ่งที่สำคัญของทุกครอบครัวคือ “การใช้เวลาร่วมกัน” โดยคอนเซ็ปต์ของเพจพาลูกเที่ยวดะคือ “เพราะลูกเป็นเด็กได้ครั้งเดียว”

ดังนั้น ในช่วงวัยที่ลูกยังไม่มีสังคมของตัวเอง จึงเป็นช่วงเวลากอบโกยของพ่อแม่ เพื่อสร้างพื้นฐานให้ลูกรู้สึกมั่นคง และคอยบ่มเพาะก่อร่างให้ลูกเติบโตมาเป็นคนดี

‘ไม่อยู่บ้าน’ เขียนไดอารี่ผ่านเสียงชัตเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557520

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 10:59 น.

‘ไม่อยู่บ้าน’ เขียนไดอารี่ผ่านเสียงชัตเตอร์

โดย รอนแรม ภาพ : ไม่อยู่บ้าน

มนุษย์เงินเดือนขอสะพายกล้องออกเดินทางจนกลายเป็นมนุษย์ไม่อยู่บ้านอย่าง “เจ” ฐาปานา มณีทอง พนักงานโรงแรมชาวหัวหิน ที่หลงใหลเสียงชัตเตอร์และภาพถ่าย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาออกเดินทางและถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ไม่อยู่บ้าน”

“ทีแรกเริ่มเดินทางเพราะหัดถ่ายรูป เพราะเริ่มเบื่อทะเลหน้าบ้านตัวเอง เลยรู้สึกว่าอยากไปถ่ายที่อื่นบ้าง พอได้เดินทางมากขึ้นๆ เลยตัดสินใจเปิดเพจเพื่ออธิบายให้คนที่ติดตามเราได้รับข้อมูลว่าเราเดินทางยังไงและเราเจออะไรมา”

นักเดินทางหนุ่มเริ่มจากการทำเพจเฟซบุ๊กเมื่อราว 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา จากนั้นได้ทำบล็อกเพื่อเป็นที่เก็บรวบรวมข้อมูลและรูปภาพให้เป็นระเบียบ และง่ายต่อการค้นหา

“การจัดระเบียบเนื้อหาในบล็อกดูสะอาดตากว่าในเฟซบุ๊ก โดยจะเน้นเฉพาะเรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว ซึ่งลักษณะการเขียนเนื้อหาเจจะเขียนเป็นไดอารี่ เล่าประสบการณ์จริงทั้งเรื่องดีและไม่ดี บอกขั้นตอนการเดินทางอย่างละเอียด เพราะเจเป็นคนไม่ขับรถ แม้ว่าจะเที่ยวในประเทศไทยก็จะเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนตลอด

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเจจะไปทุกรูปแบบทั้งเข้าป่า นอนโฮมสเตย์ เข้าคาเฟ่ ดังนั้นทุกคนจะสามารถไปตามเจได้หมดเลย ทำให้กลายมาเป็นคอนเซ็ปต์ของเพจว่า ถ้าเจไปได้ ทุกคนก็ต้องไปได้”

สำหรับพนักงานประจำที่ชอบท่องเที่ยวหรืออยากหาเวลาเดินทางบ้าง เจ กล่าวว่าต้องดูเงื่อนไขของหน้าที่การทำงานของแต่ละบุคคล ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่ว่าอย่างไรพนักงานประจำก็ต้องมีวันหยุด จึงขึ้นอยู่กับว่าจะใช้วันหยุดนั้นไปกับอะไร

“เจเดินทางเดือนละครั้ง” เขากล่าวต่อ

“ออกเดินทางเพราะอยากไปถ่ายรูปในสถานที่ที่เราไม่เคยไป หรือที่ไหนที่เคยไปแล้วเหตุการณ์ตรงหน้าก็ไม่เคยเหมือนเดิม เจมองว่าเสน่ห์ของการถ่ายภาพมันคือการบันทึกอดีต แค่เรากดชัตเตอร์สิ่งที่อยู่ในเมโมรีการ์ดก็คือเมโมรีของเราแล้ว เจเลยอยากเก็บความทรงจำในขณะนั้นไว้

บางรูปแม้ไม่สวยเท่าตาเห็น แต่มันมีเรื่องราวอยู่ในภาพนั้น มันทำให้เราหวนคิดถึงสิ่งที่พบเจอระหว่างทาง ทั้งความสุข ความลำบาก และเสียงหัวเราะ”

นอกจากนี้ เมื่อการถ่ายภาพทำให้เขาออกเดินทาง การเดินทางยังทำให้เขาค้นพบมุมมองการใช้ชีวิตใหม่ๆ คือทำให้เป็นคนมีความสุขกับสิ่งที่เรียบง่าย ไม่ว่าจะถ่ายต้นไม้ใบหญ้า มองทะเลหน้าบ้าน หรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำให้เรารู้สึกจรรโลงใจและมีความสุขได้แล้ว

“เจอยากให้คนที่ติดตามเพจหรือบล็อกของเจมีความสุขเหมือนกับเรา เพราะทุกวันนี้เจมีความสุขกับการท่องเที่ยว หรือต่อให้ไม่ได้เที่ยวเจก็ยังมีความสุข จึงอยากให้ทุกคนรู้สึกแบบเดียวกัน” เจ กล่าวทิ้งท้าย

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ เจอยากให้ทุกคนบาลานซ์ชีวิต เพราะทุกวันนี้ทุกคนทำงานเครียดหมดเลย ต้องหาให้เจอว่าความชอบของเราคืออะไร อย่างเจคือการได้ถ่ายภาพ ได้ออกจากสภาพแวดล้อมเดิม ออกไปพบปะคนที่ไม่รู้จัก เจว่าเวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างพลังบวกให้กลับมาทำงานและใช้ชีวิต”

ติดตามการเดินทางของมนุษย์เงินเดือนและภาพถ่ายระหว่างทางของเขาได้ ทางเพจเฟซบุ๊ก ไม่อยู่บ้าน เว็บไซต์ maiubaan.blog และอินสตาแกรม anapaht 

‘น้องพี่ที่รัก’ ชนกพล+ชลรดา ไชยศุภรากุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557518

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 10:46 น.

‘น้องพี่ที่รัก’ ชนกพล+ชลรดา ไชยศุภรากุล

โดย  พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ได้ฟังเรื่องราวของ “ตั้ม” ชนกพล และ “ตูน” ชลรดา สองพี่น้องตระกูล ไชยศุภรากุล ผู้นำเข้าแบรนด์เครื่องประดับอัญมณีน้ำงามจากเบลเยียม “โรส 1835” (Roos 1835) แล้วอดนึกถึงภาพยนตร์ที่เพิ่งลาจอไปอย่าง “น้องพี่ที่รัก” จากค่ายจีดีเอชไม่ได้ ถึงเรื่องราวของตั้ม-ตูน จะไม่ได้มีดราม่าเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนในหนัง แต่ก็ชวนให้ฟีลกู้ดไม่ต่างกับกำลังนั่งชมหนังดีๆ สักเรื่องที่มีตัวเอกเป็นพี่ชาย-น้องสาว

พี่ชาย คือ “สปริงบอร์ดของน้อง”

“ครอบครัวเรามีพี่น้องสามคน พี่ตั้มเป็นพี่ชายคนโต ส่วนตูนเป็นน้องคนเล็กของบ้าน เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะอายุห่างกันแค่ 4-5 ปี พี่ตั้มจะเป็นหัวโจกเลย พาน้องเล่นแบบโลดโผนเด็กผู้ชาย สไตล์ต่อสู้ ปีนกำแพง เรียนเทควันโด” ตูน เล่าถึงความทรงจำเมื่อครั้งวัยเยาว์อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเผยถึงวีรกรรมสมัยเด็กที่จำไม่ลืม

“สมัยเด็กตูนมักจะทะเลาะกับพี่สาวคนกลาง คือ พี่ต้อง ทะเลาะกันทีไร พี่ตั้มเปิดเวทีให้สู้กันทุกที แยกฝั่งให้นวมคนละอันเลย (หัวเราะ) โดยแต่ละฝ่ายจะมีพี่เลี้ยง มีครั้งหนึ่งพี่ตั้มเป็นพี่เลี้ยงให้พี่ต้อง ส่วนตูนอยู่กับพี่เลี้ยง ตอนนั้นก็แอบน้อยใจนะ พี่ชายไม่อยู่ข้างเรา” ตูนเล่าอย่างออกรส ขณะที่ผู้เป็นพี่กลับจำไม่ได้แล้วว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้น

เปิดฉากวีรกรรมที่แอบเคืองพี่ชายเมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยพอเป็นน้ำจิ้มแล้ว ตูนถือโอกาสอวยพี่ชายว่า

“จริงๆ เขาเป็นพี่ชายที่ดีนะคะ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งสามพี่น้องต้องย้ายไปอยู่บ้านแถวมหาวิทยาลัย พี่ชายจะทำหน้าที่รับส่งน้องตลอด แต่ไม่ได้ออกแนวหวงน้องสาวนะคะ มีคนมาจีบพี่ไม่ว่า บ้านเราออกแนวประชาธิปไตยพี่ชายก็มีดุบ้าง แต่ก็รับฟังความคิดเห็นของน้องๆ เวลาเห็นอะไรไม่ดี ก็เตือน แต่ขณะเดียวกันก็ยังให้อิสระกับน้องๆ ในการตัดสินใจ”

สิ่งที่น้องสาวคนนี้ประทับใจพี่ชายมาตลอด คือความเป็นผู้ใหญ่ สามารถให้คำแนะนำเรื่องการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

“พี่เขาเจออะไรมากขึ้น เขาก็จะคอยสอน ตั้งแต่สมัยเรียน จนตอนนี้มาทำธุรกิจ เขาก็จะสอนเรื่องการดีลกับคน การวางแผนชีวิต เขาเป็นแบบอย่างเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจ เขาเป็นคนทำอะไรแล้วเอาจริง ทำแล้วต้องไปให้สุด อย่างสมัยเด็ก เขาชอบเล่นกีฬาอย่าง ปิงปอง เทควันโด เทนนิส เข้าเล่นหนัก จริงจัง เล่นจนไปแข่งถึงระดับเยาวชน พอมาการทำงาน เขาก็มีเป้าหมายชัดเจนว่าแต่ละปีจะต้องไปได้ถึงไหน และเขาตั้งใจและพยายามจนทำได้จริง”

อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้พี่ชายจะแต่งงาน สร้างครอบครัวของตัวเอง แต่ความผูกพันสายใยพี่น้องยังไม่เปลี่ยน เพราะด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้กัน ยังมากินข้าวและเจอกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์

“สำหรับตูน พี่ชายเหมือนสปริงบอร์ด เป็นแบ็กอัพที่ดี เขาพยายามผลักดันเราให้ไปในทางที่ดีขึ้น ถึงไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายเยอะ แต่เวลาเราต้องการความช่วยเหลือ เขาจะเป็นคนที่พร้อมสนับสนุนเราเสมอ”

น้องสาว คือ “เสียงหัวเราะของผม”

ปล่อยให้น้องสาวเป็นฝ่ายถ่ายทอดเรื่องราวมาพักใหญ่ ถึงคราวพี่ชายได้เผยมุมมองของตัวเองบ้าง งานนี้ ตั้มออกตัวเลยว่า

“ผมชอบแกล้งน้องเป็นปกติครับ (ยิ้ม) สมัยเด็กผมซนมาก จนพอเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความที่เราเรียนคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน เลยได้มีโอกาสแนะนำเขาเรื่องเรียนบ้าง จนมาทำงานด้วยกันเลยยิ่งได้คุยกันบ่อย”

สำหรับการดูแลน้องสาวในสไตล์ของตั้ม เขาใช้วิธีดูแลห่างๆ อย่างห่วงๆ

“ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเขายังขับรถไม่เป็น คุณพ่อก็จะให้ดูแลน้อง ผมเองเลยมีหน้าที่ไปรับไปส่งเขา แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากให้เขาเรียนรู้ที่จะเริ่มดูแลตัวเอง เพราะเราอยู่ในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่ดูแลมาตลอด ดังนั้น พอเริ่มโตเราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับโลกแห่งความเป็นจริงผมไม่ใช่พี่ชายสไตล์ 1 2 3 4 แต่จะให้เขาลองไปทำก่อน”

ถามว่าเมื่อพี่น้องต้องมาทำงานด้วยกัน ต้องมีวิธีบริหารจัดการอย่างไร ตั้มเผยว่า

“เราเป็นแบรนด์เครื่องประดับ เพราะฉะนั้นด้วยความเป็นผู้หญิงเขาจะค่อนข้างได้เปรียบ เพราะพรีเซนต์ของพวกนี้ได้ดีกว่าเรา สามารถสอนพนักงานขายได้ ถ่ายเป็นโมเดลเองก็ได้ ในเรื่องความละเอียดอ่อนจะมีมากกว่า

ส่วนในเรื่องบทบาทที่เปลี่ยนไปจากพี่น้องที่เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก จนมาทำงานร่วมกัน ผมว่าเราต้องแยกกันให้ออก ต้องมีเส้นแบ่ง นอกเวลางานเราเป็นพี่น้องกันปกติ แต่อยู่ในงานเขาคือเพื่อนร่วมงาน เป็นลูกน้องที่ต้องดูแล

เราทำงานเข้ากันได้ดีมาก เวลาเจอปัญหาเราจะใช้การพูดคุยกัน อย่างช่วงแรกๆ บางเดือนที่ยอดขายไม่ดี เราจะมานั่งคุยกันเพื่อหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องไม่ลืมให้กำลังใจกันเพื่อจูงมือกันเดินต่อไป”

สำหรับประทับใจที่พี่ชายมีต่อน้องสาวคนนี้ ตั้มตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า

“เขาเป็นคนน่ารัก ยิ้มง่าย ไม่โกรธใคร ตั้งแต่มาทำงานด้วยกัน ผมเห็นถึงความมุ่งมั่นของเขา พยายามนำความคิดใหม่ๆ มีแพสชั่นในการทำงานอย่างเต็มที่ สำหรับผมเขาเปรียบเหมือนเสียงหัวเราะในชีวิตของผม เขาเป็นรอยยิ้มทุกคนในครอบครัว ตัวผมเป็นคนค่อนข้างซีเรียสในหลายๆ อย่าง แต่เขามาหักลบด้านซีเรียสของผมลงได้เป็นอย่างดี” ตั้มทิ้งท้าย 

เจตน์ เพชรกนกพราว อยากให้คนไทยเข้าถึงอาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557515

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 10:36 น.

เจตน์ เพชรกนกพราว อยากให้คนไทยเข้าถึงอาหารปลอดภัย

โดย วรธาร ทัดแก้ว

“หยก” เจตน์ เพชรกนกพราว คนรุ่นใหม่วัยแค่ 25 ปี แต่รักในการทำงานเพื่อสังคมมานานหลายปี ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยกระทั่งเรียนจบ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีก็ยังทำงานในองค์กรที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อสังคม

ปัจจุบันเป็นผู้จัดการสวนชีววิถี (Growing Diversity Park) หรือ GD Park อันเป็นสวนที่ตั้งขึ้นเป็นสำนักงานของมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย (BIOTHAI) ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ทำงานเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร การติดตามบทบาทบรรษัท และการค้าที่เป็นธรรม เป็นต้น โดยเขาเพิ่งเริ่มงานมาได้ประมาณ 1 เดือนเศษๆ เท่านั้น

“สวนชีววิถีเพิ่งตั้งมาไม่นาน มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่เศษ เป็นที่ตั้งของมูลนิธิชีววิถี และมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ตัวสวนประกอบด้วยสำนักงาน บุคลากรด้านต่างๆ ห้องประชุม ห้องฝึกอบรม มีพิพิธภัณฑ์เพื่อโชว์ความหลากหลายของพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะพืชผักพื้นบ้านที่หากินยาก ด้านนอกมีบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ มีแปลงผักเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจากเราต้องการสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและมั่นคงให้ประชาชนได้เข้าถึง

มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น ห้องน้ำและทางลาด มีร้าน GD Shop&Cafe’ มีเมนูเครื่องดื่มสุขภาพที่คัดสรรอย่างดีและเน้นเรื่องราวแหล่งที่มาของวัตถุดิบ อาทิ เมล็ดกาแฟ นมสดออร์แกนิก ส้ม มะนาวปลอดสารเคมี น้ำผึ้งแท้จากชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ มีครัวทราย (Sand Kitchen) สำหรับเด็กๆ ได้เล่นสนุกสนาน

หน้าที่ผมคือทำให้สวนชีววิถีแห่งนี้สื่อสารความเป็นมูลนิธิชีววิถีออกมาให้ประชาชนได้รู้จักมากที่สุด ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของมูลนิธิที่ได้จัดขึ้นเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม อย่างเช่นโครงการกินเปลี่ยนโลกที่กำลังทำอยู่ในเวลานี้ โดยเรามีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันอยู่ทั่วประเทศ”

เจตน์ กล่าวต่อว่า สวนชีววิถีถือเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้การเกษตรและอาหาร มีหลักสูตรให้ผู้สนใจเข้าร่วมมากมาย เช่น การทำดินปลูกสำหรับเกษตรในเมือง การคัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ การปลูกผักพื้นบ้านสำหรับบริโภคในพื้นที่จำกัด การเรียนรู้วัตถุดิบที่มาของอาหาร การทำเวิร์กช็อปต่างๆ เป็นต้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้มูลนิธิต้องการสร้างทางเลือกระบบการบริโภคอาหารให้เป็นระบบที่ยั่งยืนปลอดภัยกับผู้บริโภค

นี่คือหน้าที่การงานของเจตน์ในปัจจุบัน แต่ถ้าย้อนชีวิตไปก่อนหน้านี้ จะรู้เลยว่าทำไมเขาถึงเลือกมาทำงานกับมูลนิธิชีววิถี ทั้งที่เมื่อพูดถึงความรู้ที่เรียนจบมา (จบเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล) สามารถทำงานอื่นที่ตรงกับสายงานหรือรับราชการได้สบาย แต่เขากลับเลือกมูลนิธิชีววิถี

“ที่เลือกชีววิถี เพราะผมทำงานจิตอาสามาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ตั้งชมรมจิตอาสาก็เป็นประธานชมรมและเป็นผู้ประสานงานทุกอย่างเวลาทำโครงการต่างๆ ไม่ว่าโครงการของมหาวิทยาลัย โครงการที่พวกเราทำกันเอง หรือร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น โครงการครูบ้านนอก เป็นครูอาสาสอนน้องๆ ชาวเขา พร้อมนำเอาของไปแจกก็ไปกันทุกปี ผมชอบที่จะทำและมีความสุขดี

ทว่า พอเรียนจบมุมมองในการทำจิตอาสาเปลี่ยนไปจากที่เคยทำ ผมมองว่าการเอาของไปแจกไม่ได้เกิดความยั่งยืน เรียนจบจึงขอคุณแม่ไปเป็นอาสาสมัครที่ จ.เชียงใหม่ ประมาณ 1 ปี ที่แรกไปอยู่สวนพันพรรณ ศูนย์การเรียนรู้การพึ่งพาตนเองในเรื่องปัจจัยสี่ของพี่โจน จันใด เรียนรู้การสร้างบ้าน การผลิตอาหารที่ปลอดภัย จากนั้นไปเป็นครูอาสาที่ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ พร้อมกับช่วยเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นปกาเกอะญอทำโฮมสเตย์”

เจตน์เป็นคนที่มุ่งมั่นและตั้งใจสมชื่อ หลังได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ จากการเป็นอาสาสมัคร 1 ปี ก็เดินทางกลับบ้าน คิดถึงการทำงานตามสเต็ปของชีวิต แต่มุมมองในการทำงานของเขาน่าสนใจคือ ไม่อยากทำงานเพื่อมุ่งหวังเงินสร้างเนื้อสร้างตัวอย่างเดียว แต่งานที่ทำนั้นควรต้องเป็นงานที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนเรื่องใดเรื่องหนึ่งในสังคม

“การไปเป็นอาสาสมัครทำเกี่ยวกับการเกษตร ผมเห็นว่าเรื่องอาหารเป็นปัญหาใหญ่มากในสังคม เราไม่รู้หรอกว่าอาหารที่เรากินทุกวันมีการปนเปื้อนสารเคมี นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงเลือกมูลนิธิชีววิถี เพราะมูลนิธินี้พยายามที่จะสร้างทางเลือกอีกช่องทางหนึ่งให้ผู้บริโภคได้ตระหนักรู้ว่าอาหารที่คุณกินมันมีสารเคมีนะ

เพราะฉะนั้นคุณสามารถเลือกกินอาหารที่ไม่มีสารเคมีจากเกษตรกรผู้ทำเกษตรอินทรีย์ หรือคุณสามารถปลูกผักปลอดสารพิษเองได้ อย่าลืมว่าทุกวันนี้คนเป็นมะเร็งเยอะมาก ส่วนหนึ่งมาจากอาหาร” เจตน์ เล่าถึงการร่วมงานกับมูลนิธิชีววิถี