เคล็ดลับกินอยู่ให้อายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558046

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 11:13 น.

เคล็ดลับกินอยู่ให้อายุยืน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ เอเอฟพี

การมีอายุที่ยืนยาว ได้มีความสุขกับครอบครัวหรือคนที่เรารักไปนานๆ คือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ปัจจัยด้านสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญซึ่งจะช่วยให้คุณมีอายุที่ยืนยาวได้ ลองมาดูเคล็ดลับการกินอยู่ให้มีอายุยืนยาวที่เรานำมาฝากนี่สิ เพราะเป็นวิธีง่ายๆ ที่ใครก็สามารถทำตามได้

1.ไม่ลืมรับประทานอาหารเช้า

การรับประทานอาหารมื้อเช้าที่มีประโยชน์ทุกวัน โดยเลือกอาหารที่มีเส้นใยสูงอย่างผักผลไม้หรือธัญพืชไม่ขัดสีประเภทข้าวกล้อง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ไขมันในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานได้ ที่สำคัญยังมีงานวิจัยที่บอกว่าการกินอาหารเช้านั้นจะไม่ทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย แต่ในช่วงมื้อเช้าหากคุณอยากจะกินเนื้อสัตว์ แนะนำว่าควรกินเนื้อสัตว์ประเภทที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลาหรือเนื้อไก่ที่ปรุงด้วยกรรมวิธีนึ่งหรือต้มแทนการทอด ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

2.นอนหลับให้เพียงพอ

การนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง/วัน จะช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ที่สึกหรอให้กลับมาแข็งแรงใหม่ได้ และหากคุณเข้านอนก่อน 4 ทุ่มทุกคืน ร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย แถมยังช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

3.หมั่นบริหารความคิด

การบริหารความคิดเป็นประจำจะช่วยให้เซลล์ในสมองได้ใช้งานอยู่เสมอ วิธีนี้สามารถช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ในทางอ้อม ถ้าอยู่ว่างๆ แนะนำให้ลองหาหนังสือปริศนาอักษรไขว้มาท้าทายตัวเอง เล่นหมากรุก อ่านหนังสือที่น่าสนใจ หรือไปเรียนภาษาใหม่ๆ เช่น ภาษาเมียนมา ภาษาเกาหลี และภาษารัสเซียเพิ่มเติม เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยบริหารความคิดและช่วยบริหารสมองของคุณให้ไม่หลงลืมได้ดีเลยล่ะ

4.ทำอาหารรับประทานเอง

การทำอาหารรับประทานเองมีส่วนช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ นั่นก็เพราะก่อนทำคุณต้องคิดเมนูและไล่เรียงลำดับรายชื่อของอาหารและวัตถุดิบนั่นเอง แถมยังต้องพึ่งการดมกลิ่น สังเกตสีของอาหาร และยังต้องชิมรสชาติของอาหารด้วย เรียกว่าได้ฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 แบบครบถ้วนในครั้งเดียวไปพร้อมกันเลย ทีนี้เห็นประโยชน์ของการทำอาหารรับประทานเองหรือยัง

5.บริจาคเลือด

การบริจาคเลือดเป็นประจำสม่ำเสมอ เป็นการช่วยลดปริมาณธาตุเหล็กที่อาจจะมีมากเกินไปในตัวคุณลงได้ เพราะหากร่างกายมีธาตุเหล็กในเลือดมากเกินไป ก็อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายหรือเกิดภาวะเลือดเป็นพิษได้

6.หายใจให้ถูกวิธี

การหายใจที่ถูกวิธี หรือการหายใจที่ถูกต้องก็คือ การหายใจด้วยท้อง ซึ่งจะช่วยให้กระบังลมได้มีการขยับขึ้น-ลง ส่งผลทำให้สมองและร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ และช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดของเราทำงานได้ด้วยดี ส่งผลให้คุณมีหน้าตาและผิวพรรณที่สดใส ดูสุขภาพดียิ่งขึ้น

7.อย่าอยู่ว่างๆ

การอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ นอกจากจะทำให้จิตใจห่อเหี่ยวแล้ว ยังอาจส่งผลทำให้เกิดอาการป่วยตามมาได้ ลองมองหางานอดิเรกที่คุณชื่นชอบสักอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็ลองมองหางานจิตอาสาที่คุณถนัด เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เราได้บริหารร่างกายและความคิดไปพร้อมกัน

หากคุณลองนำวิธีเหล่านี้ไปปฏิบัติตามละก็ รับรองว่าสุขภาพของคุณจะแข็งแรงและปราศจากโรคภัยมารบกวนให้ไม่สบายกายไม่สบายใจแน่นอน

ภัยธรรมชาติอันตราย ถึงเวลาฝึกหัดเอาตัวรอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558043

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 11:02 น.

ภัยธรรมชาติอันตราย ถึงเวลาฝึกหัดเอาตัวรอด

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชั

ครึ่งปีหลังมีแต่ข่าวภัยพิบัติ โดยเฉพาะความเกรี้ยวกราดของกระแสน้ำที่โถมซัดสร้างรอยน้ำตา ทั้งเหตุการณ์ 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง เรือล่มกลางอันดามัน และญี่ปุ่นเจอน้ำท่วมหนักคร่ากว่า 200 ชีวิต กลายเป็นวิกฤตทางความคิดระหว่างคนกับน้ำ อุบัติเป็นความกลัวและหวาดหวั่นต่อความรุนแรงและเฉียบพลัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนถึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือ และเอาตัวรอดกับสิ่งที่ไม่อาจเอาชนะอย่างธรรมชาติ เพราะไม่มีใครรู้ว่า วันหนึ่งอาจเป็นคิวของเราต้องตกในสถานการณ์ลำบาก

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ภัยธรรมชาติเหล่านี้ไม่ได้เรียกว่า ความผิดปกติ แต่คือ “ความแปรปรวน” ของสภาพภูมิอากาศที่คาดการณ์ได้ยาก

“ตั้งแต่ต้นปีเราอยู่ในสถานการณ์เปียกหรือภาวะลานินญา คือ มีฝนดี แต่เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วเรากลับเข้าไปสู่ปรากฏการณ์แล้ง ซึ่งทำให้สภาพภูมิอากาศเกิดการแปรปรวน ประกอบกับความแปรปรวนของสภาพลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงสลับปกติเพราะได้รับอิทธิพลมาจากพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งความแปรปรวนเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต”

ภาพ : ทัพเรือภาคที่ 3

สำหรับบทเรียนของถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ดร.เสรี มองว่า สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางของพื้นที่ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุมีฝนตกต่อเนื่อง 2 วัน และเมื่อมีฝนตกมากกว่า 80 มิลลิเมตรจะเกิดน้ำหลาก เพราะฉะนั้นการปฏิบัติงานก่อนเกิดภัยมี 2 อย่าง คือ การเตรียมการป้องกัน และการเตรียมพร้อมรับภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขียนอยู่ในพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ 2550 ที่ให้แต่จังหวัดประเมินพื้นที่เสี่ยงและเขียนแผนในการป้องกันและรับภัยให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ แต่ประเด็นคือ “เราทำกันหรือเปล่า”

เหตุการณ์เรือล่มกลางทะเลภูเก็ต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติได้เปิดข้อมูลย้อนหลัง พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1-4 ก.ค. สภาพภูมิอากาศยังปกติคือ ลมมรสุมมีความแรงประมาณ 10 ไมล์ทะเล แต่ปรากฏว่าวันที่ 5 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุเรือล่ม ลมมรสุมมีความแรงขึ้นเป็น 30 ไมล์ทะเล

“กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแล้วว่าจะมีคลื่นสูง แต่เป็นการประกาศปกติ ไม่ได้ประกาศแยกออกไปว่าจะมีลมมรสุมรุนแรงมากขึ้น 3 เท่า จึงไม่เกิดการตระหนักหรือแวดระวัง ในขณะเดียวกันคนเรือที่ออกเรือทุกวันก็ไม่คาดคิดว่า วันที่ 5 ก.ค. จะเจอกับความแปรปรวน ซึ่งผมคิดว่า ความตระหนักเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการอบรม”

ภาพ : เอพี

ดร.เสรี ให้ข้อมูลด้วยว่า โดยทั่วไปคนเรือจะมีแนวปฏิบัติ คือ การออกเรือทุกครั้งความสูงของคลื่นต้องไม่มากกว่าร้อยละ 30 ของความยาวเรือ เช่น เรือยาว 20 เมตร จะรับคลื่นได้ไม่เกิน 6 เมตร แต่ความสูงของคลื่นที่กรมอุตุวิทยาประกาศเรียกว่า ค่าเฉลี่ย ซึ่งในความเป็นจริงคลื่นจะมีความสูงสูงสุดมากกว่าค่าเฉลี่ย 1.5-2 เท่า ทำให้คนเรือไม่ทราบหรือไม่ตระหนักพอ ส่งผลให้ประเมินประสิทธิภาพของเรือผิดพลาดและก่อให้เกิดความสูญเสียในที่สุด

เหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่นก็เป็นอีกเรื่องที่กำลังติดตาม เกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุหลัก คือ จากภัยธรรมชาติซึ่งเป็นผลมาจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากมีไต้ฝุ่นพระพิรุณขึ้นฝั่งญี่ปุ่นในวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งพายุลูกนี้ได้ทำให้เกิดความชื้นสูง ในขณะเดียวกันช่วงวันที่ 5-7 ก.ค. ได้เกิดแนวปะทะอากาศระหว่างอากาศเย็นและอากาศร้อนพาดผ่านตอนใต้ของญี่ปุ่นพอดี เมื่อไปรวมกับความชื้นที่มีอยู่จึงทำให้เกิดฝนตกหนักและทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ตามมา

สาเหตุที่ 2 ดร.เสรี ได้อ้างอิงตามข้อมูลว่า ในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยมีการสร้างบ้านเรือนเพิ่มขึ้นมากในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา และผู้ที่มาอาศัยนั้นไม่ใช่คนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ได้เรียนรู้และตระหนักถึงเรื่องระบบเตือนภัยหรือการอพยพหนีภัยดีนัก

ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ

“ผมคิดว่าตอนนี้เป็นเรื่องจำเป็นแล้ว ที่นักท่องเที่ยวต้องใส่ใจประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจะเป็นประกาศแบบวงกว้าง แต่ถ้าเราต้องการทราบข้อมูลที่แคบลงสามารถเสิร์ชข้อมูลสภาพอากาศในอินเทอร์เน็ตได้เลย ในตอนนี้ข้อมูลด้านสภาพอากาศมีมากเหลือเกิน เราจึงไม่ต้องรอฟังจากประกาศเพียงอย่างเดียวแต่ยังสามารถหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ บทเรียนที่เกิดขึ้นหนีไม่พ้นความรับผิดชอบของรัฐ คือ รัฐต้องประเมินพื้นที่และต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” ดร.เสรี กล่าว

ด้านหน่วยงานด้านความปลอดภัยอย่าง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. เป็นอีกหน่วยงานที่ได้ถอดบทเรียนการให้ความช่วยเหลือทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง จนนำไปสู่การร่างหลักสูตรสอนในโรงเรียน เพื่อสอนให้เด็กได้เรียนรู้การรับมือกับภัยพิบัติ การเอาตัวรอด และการรับมือกับการเจ็บป่วยฉุกเฉิน

ล่าสุด หลังจากระดมความคิดเห็นกับหลายภาคส่วนได้คลอดร่างคู่มือต้นแบบ 7 หลักสูตร ประกอบด้วย หนึ่ง หลักสูตรเรียนรู้การเอาตัวรอดจากการเดินเท้าทั้งบนฟุตปาท ทางเดิน หรือแม้กระทั่งการข้ามถนน สอง หลักสูตรเรียนรู้และรับมือกับโรคจิตเวชทั้งภาวะซึมเศร้าและภาวะเครียดที่พบบ่อยขึ้นในเด็ก สาม หลักสูตรการเตรียมพร้อมในการรับมือกับภาวะโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน

สี่ หลักสูตรเรียนรู้ภาวะหัวใจขาดเลือด ห้า หลักสูตรการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินจากเหตุอัคคีภัยและเหตุอุทกภัยในทุกกรณี หก หลักสูตรการทำซีพีอาร์ (CPR) หรือการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นต้น และเจ็ด หลักสูตรการใช้งานเครื่อง AED เบื้องต้น ซึ่งขณะนี้เนื้อหาทั้งหมดได้ทำเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงการออกแบบสื่อการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กๆ ในแต่ละวัยและแต่ละชั้นเรียน

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. ยังได้ถอดบทเรียนเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตที่มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 47 ราย ระบุว่า หากกล่าวถึงการป้องกันเบื้องต้น ประชาชนทุกคนควรเรียนรู้วิธีการเอาตัวรอดจากการจมน้ำ รู้จักวิธีการร้องขอความช่วยเหลือ เช่น การโบกมือขึ้นลงเหนือศีรษะ ร้องตะโกน และรู้วิธีลอยตัวในน้ำ เช่น การฝึกลอยตัวแบบนอนหงาย ขาแขนเหยียดตรงเหมือนนอนอยู่บนที่นอน เงยหน้ายกคางเพื่อใช้ปากหายใจ และที่สำคัญคือต้องมีสติไม่ตกใจ

ในด้านของผู้ที่พบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินจากการจมน้ำและต้องการเข้าให้ความช่วยเหลือ เบื้องต้นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นสำคัญก่อน โดยวิธีที่ถูกต้องคือ “ตะโกน โยน ยื่น” กล่าวคือ ตะโกนบอกให้คนตกน้ำอย่าตกใจ จากนั้นหาวัสดุลอยน้ำโยนให้เกาะพยุงตัว และยื่นอุปกรณ์หรือหาสิ่งของให้ผู้ตกน้ำจับเพื่อลากเข้าฝั่ง ไม่ควรกระโดดลงไปช่วย ทั้งนี้ ต้องประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของน้ำโดยเฉพาะในทะเลที่มีคลื่นลมแรง

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวด้วยว่า ส่วนใหญ่เสื้อชูชีพที่ใช้ตามเรือท่องเที่ยวจะเป็นเสื้อพยุงตัว ไม่ใช่เสื้อชูชีพแท้ที่ออกแบบไว้ให้นอนหงายตลอดเวลา โดยเสื้อชูชีพจะพยุงตัวผู้ตกน้ำได้นาน 3-6 ชั่วโมง หรือหากมีคุณภาพดีจะลอยตัวได้นานเป็นวัน ขณะเดียวกันผู้ตกน้ำต้องพยายามลอยตามน้ำให้ได้ ตะโกนให้คนช่วย หรือเป่านกหวีดที่ติดมากับชูชีพ และอย่าพยายามว่ายเข้าฝั่งเพราะจะทำให้หมดแรง

“ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด หากช่วยเหลือผู้ประสบเหตุขึ้นมาได้แล้วให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 หากผู้ป่วยหยุดหายใจให้กดนวดหัวใจช่วยฟื้นคืนชีพ ส่วนผู้ป่วยที่ยังหายใจได้เองหรือช่วยเหลือจนหายใจได้แล้ว ควรจับผู้ป่วยนอนตะแคงข้าง ศีรษะหงายไปข้างหลัง เพื่อเปิดทางเดินหายใจ และใช้ผ้าห่มคลุมผู้ป่วยเพื่อให้เกิดความอบอุ่น” ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าว

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

ด้าน ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้กล่าวถึงการดูแลมาตรฐานความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวว่า อพท.ได้ยึดถือและปฏิบัติตาม “เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก” (GSTC-Global Sustainable Tourism Criteria) แบ่งเป็น 4 หมวด หนึ่งในนั้นคือ หมวดการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ซึ่งในหมวดนี้มีประเด็นเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยว และเรื่องการจัดการสภาวะวิกฤตและเหตุฉุกเฉินร่วมอยู่

“หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวต้องไปประสานงานและทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างระบบการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว โดยจะดูแลทั้งด้านการป้องกัน การช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ และการส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสม ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่พิเศษสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทันสถานการณ์ ทำให้ลดการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต”

เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อพท.ได้ร่วมมือกับ สพฉ. จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่พิเศษและเริ่มดำเนินการไปแล้ว ยกตัวอย่าง กิจกรรมการกู้ชีพกู้ภัยในพื้นที่พิเศษเลย และการฝึกอบรมกู้ภัยอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยในพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาภายใต้ชื่อ “EMS ชาวเกาะ” ในวันที่ 25-26 ก.ค. 2561 ณ เกาะช้าง จ.ตราด โดยจะเชิญหน่วยงานด้านความปลอดภัยตามเกาะต่างๆ ทั่วประเทศไทยมาประชุมและทำเวิร์กช็อปร่วมกัน ว่าด้วยเรื่องการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

“ถ้าทุกคนมีความรับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นบริษัทนำเที่ยวมีความรับผิดชอบ ไกด์มีความรับผิดชอบ และตัวนักท่องเที่ยวเองมีความรับผิดชอบ จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและหลีกเลี่ยงความสูญเสียหรือความเสียหายได้” รองผู้อำนวยการ อพท. กล่าวทิ้งท้าย

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเวลาไล่เลี่ยกัน อาจกล่าวได้มนุษย์กำลังอยู่ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่กำลังเล่นงานอย่างแสนสาหัส และคงถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องฝึกหัดการเอาตัวรอด ทั้งขึ้นเขา ลงน้ำ หรือเข้าถ้ำ อย่างน้อยก็ทำให้ตัวเองมีชีวิตรอด และอาจช่วยให้อีกหลายคนรอดชีวิต

ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557937

  • วันที่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 10:47 น.

ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร

หลังจากกระแสละครบุพเพสันนิวาส ได้ปลุกให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทยอย่างล้นหลามแล้ว นับเป็นเรื่องราวที่ดีงามที่คนไทยรุ่นหลังๆ ชื่นชมรากเหง้าของชาติไทย ที่ยังมีแง่มุมดีๆ อีกมากมายหลายเรื่องราวให้ได้ศึกษาเรียนรู้ ยิ่งค้นหาก็ได้แง่มุมอันทรงคุณค่าและน่าภาคภูมิใจไม่น้อยเลยทีเดียว

บริษัท บัตรกรุงไทย ได้จัดกิจกรรมย้อนเล่าเรื่องรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 4 ผ่านแว่นวรรณกรรมที่สะท้อนว่าอารยธรรมตะวันตกนั้นส่งอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของไทยหลายด้าน จากการยอมเปิดประเทศเพื่อทำสนธิสัญญาทางการทูตและการค้า ที่แม้จะถูกเอาเปรียบเพราะโดนผูกมัดและจำกัดอำนาจอธิปไตยหลายอย่าง

แต่ไทยก็นำเอาวิชาการความรู้ที่ได้รับจากชาติตะวันตกมาพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ทั้งด้านการศึกษา ด้านการทหาร การยกเลิกประเพณีและความเชื่อเก่าๆ ที่ล้าสมัย ให้หันมายอมรับความคิดแบบใหม่ ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนยกระดับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อาจารย์นัท-จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมที่จะมาเบิกบทเข้าสู่เรื่องราวของรัตนโกสินทร์ในช่วงรัชกาลที่ 4 ว่า ตัวละครที่สำคัญในรัชกาลนี้ก็คือตระกูลบุนนาค เพราะเป็นดั่งกลไกที่สำคัญในการช่วยเติมเต็มยุคประวัติศาสตร์ช่วงนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น เพราะเป็นสกุลที่มีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนบริหารประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและศาสนา โดยคนในสกุลบุนนาคนี่ถือว่าเป็นมือขวาในการช่วยบริหารประเทศในหลายกระทรวง กรมกองที่สำคัญต่างๆ

สามารถดูดัชนีชี้วัดได้จากวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งถูกสร้างโดยคนในสกุลบุนนาค เช่น วัดพิชยญาติการามวรวิหาร วัดร้างที่สมเด็จพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) ได้บูรณปฏิสังขรณ์จากพระอารามโบราณที่ทรุดโทรมขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีนซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น เมื่อแล้วเสร็จได้น้อมเกล้าถวายรัชกาลที่ 4 และพระราชทานนามจากวัดพระยาญาติการาม เป็นวัดพิชยญาติการาม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดพิชัยญาติ ทัต บุนนาค ถือเป็นขุนนางคนสำคัญที่มีส่วนร่วมในการเจรจาสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง นอกจากนี้ยังมีที่เริ่มสร้างจากคนสกุลบุคนาคอีก 3 วัด คือ วัดอนงคาราม วัดบุปผาราม และวัดประยุรวงศาวาส (ดิศ บุนนาค)

“ตอนที่รัชกาลที่ 4 สวรรคตหลังจากไปดูสุริยุปราคาที่ ต.หว้ากอ จ.ลพบุรี กลับมาและติดไข้ป่า ขณะนั้นรัชกาลที่ 5 ยังทรงพระเยาว์ พระชนมพรรษาเพียง 15 ชันษาเท่านั้น รัชกาลที่ 4 จึงได้ฝากฝังให้คนในตระกูลบุนนาค (ช่วง บุนนาค) ช่วยรัชกาลที่ 5 บริหารประเทศ เพราะพระองค์ยังเยาว์วัยยิ่งนัก ซึ่งตระกูลบุนนาคก็ได้ช่วยบริหารประเทศต่อจนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ทรงเจริญพระชนมพรรษาถึง 20 ชันษา”

อาจารย์นัท เล่าต่อไปว่า วัดของคนตระกูลบุนนาคนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ย่านฝั่งธนบุรี ฝั่งบางกอกน้อย โดยสยามประเทศยุคแรกๆ ของรัตนโกสินทร์จะไม่ค่อยติดต่อกับฝรั่งมากนักเนื่องจากฝรั่งเริ่มล่าอาณานิคมเข้ามาใกล้และล้อมประเทศไทยเอาไว้ เหมือนประเทศไทยเป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง และล่าอาณานิคมทั้งพม่า ลาว เขมร เวียดนาม โดยฝรั่งได้ทำสนธิสัญญาบางอย่างจนสิงคโปร์ต้องเสียเอกราชบางส่วนไป ทำให้รัชกาลที่ 4 มีความระมัดระวังในการคบหากับต่างประเทศ พระองค์เคยกล่าวว่า ญวน ลาว พม่า ไม่น่ากลัวเท่ากับฝรั่งหัวแดง เพราะพวกนี้เก่งเรื่องเทคโนโลยีกว่า มีความทันสมัยกว่า และยังนำฝิ่นเข้ามาเป็นโซ่ตรวนคล้องไว้ จนทำให้หลายประเทศรอบบ้านเราต้องเสียเมือง เพราะยอมให้ฝรั่งหัวแดงเข้ามาค้าฝิ่นโดยเสรี

ดังนั้น รัชกาลที่ 4 จึงทรงตั้งรับเรื่องนี้อย่างเข้มงวด โดยพระองค์ท่านทรงศึกษาภาษาต่างประเทศทั้งภาษาละติน ฝรั่งเศส จนสามารถ พูด อ่าน ฟัง ได้พอสมควร “สมัยที่พระองค์ท่านผนวชอยู่ที่วัดสมอราย หรือวัดราชาธิวาส ซึ่งอยู่ใกล้กับโบสถ์คอนเซ็ปชัญย่านสามเสนในปัจจุบัน พระองค์ได้ฝึกภาษากับบาทหลวงปารากัว และพระองค์ทรงสอนภาษาไทย บาลี และมคธ ให้กับบาทหลวงเป็นการตอบแทน จนพระองค์ขึ้นครองราชย์ก็มีความพร้อมเรื่องภาษาเป็นอย่างดี และพระองค์ยังอ่านหนังสือเป็นจำนวนมาก ในสมัยของพระองค์มีการสั่งหนังสือดีๆ เข้ามาในสยามเป็นจำนวนมาก

“ดังนั้น พระองค์ทรงตั้งคณะทำงานที่รู้ภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นคณะทำงานเพื่อให้เท่าทันฝรั่งต่างชาติ และทรงจ้างครูมาสอนภาษาอังกฤษ (แหม่มแอนนา) ให้กับพระโอรสธิดาเชื้อพระวงศ์ตั้งแต่อายุ 3-4 ชันษา และให้สอนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกด้วย รวมทั้งพระองค์โปรดให้พระโอรสธิดาร่วมรับแขกบ้านแขกเมืองชาวต่างชาติอยู่เสมอ เพื่อให้พระโอรสธิดาทรงคุ้นเคยและไม่กลัวฝรั่งต่างชาติ ถือเป็นกลยุทธ์ที่เยี่ยมยอด พระองค์เชื่อว่าการจะสู้กับฝรั่งหัวแดงได้ก็คือการติดอาวุธทางปัญญามากกว่าใช้กำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว”

เนื่องจากในรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 นั้น เป็นช่วงที่ฝรั่งชาติโปรตุเกสเข้ามานานแล้ว แต่พอสมัยรัชกาลที่ 3 เริ่มมีฝรั่งชาติอังกฤษเข้ามา แต่คนไทยยุคนั้นพอพูดฟังภาษาโปรตุเกสได้บ้าง แต่ฟังภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ดังนั้นรัชกาลที่ 4 จึงให้มีการสอนภาษาอังกฤษในรัชสมัยของพระองค์

สาเหตุที่พระองค์ทรงให้ตระกูลบุนนาคมีส่วนร่วมในการทำงานบริหารประเทศอย่างใกล้ชิดเนื่องจากต้นตระกูลบุนนาคเป็นแขกมาจากเปอร์เซีย มีความรู้เรื่องภาษา มีความสามารถในการค้าขาย ถือว่าเป็นฝ่ายบุ๋น ต่อมาภายหลังสกุลบุนนาคก็เริ่มเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธในที่สุด

รัชกาลที่ 4 ถือเป็นจอมปราชญ์ในหลายๆ แขนง ทั้งเรื่องดาราศาสตร์ที่พระองค์ทรงคิดสร้างหอดูดาว คำนวณเวลาสุริยุปราคาอย่างละเอียดได้เป็นเสี้ยววินาที หรือกำหนดเวลาที่เป็นมาตรฐานสากลได้เร็วกว่าที่ฝรั่งต่างชาติใช้เร็วกว่าถึง 6 เดือน รวมทั้งพระองค์ยังเก่งเรื่องโหราศาสตร์จนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของโหราศาสตร์ไทยอีกด้วย

พระองค์ทรงชอบเรียนรู้และผสมผสาน พระองค์จะไม่ลอกเลียนแบบ แต่ใช้วิธีการนำของต่างบ้านต่างเมืองมาผสมผสานของไทย และได้ของใหม่ๆ ที่มีกลิ่นอายของความเป็นไทยอยู่ไม่น้อย

อาจารย์นัท เล่าว่า อย่างที่ที่เป็นอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีนั้น เดิมที่ดินในอุทยานนั้นเป็นนิวาสสถานเดิมของเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) เป็นอธิบดีกรมพระคลังสินค้าในรัชกาลที่ 5 ต่อมารัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้อนุรักษ์และพัฒนาเป็นอุทยานเฉลิมพระกียรติ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นย่านประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกับสถานที่ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเคยประทับตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์

ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ทรงเริ่มสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นครั้งแรกถือว่าเป็นรอยัลมิวเซียม มีเรือกลไฟลำแรกชื่อสยามอรสุมพล เพื่อใช้ค้าขายข้าว มีถนนหนทางที่ตัดขึ้นใกล้กับพระราชวังก็คือถนนเสาชิงช้า เริ่มใช้ช้อนส้อมรับประทานข้าว ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่กินข้าวด้วยช้อนส้อม เริ่มใส่โจงกระเบนคู่กับเสื้อราชปะแตน เพราะพระองค์ทรงเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเอามาผสมผสานกับความเป็นไทยดั้งเดิม

ถือว่ารัชสมัยของรัชกาลที่ 4 นั้น ทรงมีบทบาทและได้ริเริ่มสิ่งใหม่ที่สร้างประโยชน์และคุณูปการให้กับชาวไทยอย่างเหลือคณานับ

พิวัฒน์ ศุภวิทยา กรวยอัจฉริยะแก้ระบบรับส่งนักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557827

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:44 น.

พิวัฒน์ ศุภวิทยา กรวยอัจฉริยะแก้ระบบรับส่งนักเรียน

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

การจราจรในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาที่คนกรุงเดินทางไปทำงาน เด็กๆ เดินทางไปโรงเรียนในตอนเช้า (เวลา 07.00-09.00 น.) และช่วงเลิกเรียนไปจนถึงเวลาเลิกงาน รถยนต์บนท้องถนนหนาแน่น ทำให้การจราจรติดขัดในหลายๆ จุด

จุดหนึ่งที่มักเจอปัญหา ถ้าไม่มีการบริหารจัดการหรือจัดระบบการจราจรที่ดี คือบริเวณถนนด้านหน้าโรงเรียนและรอบโรงเรียน ที่เกิดจากการจอดรถแช่นานหรือขับรถแทรกเลน โดยเฉพาะโรงเรียนใหญ่นักเรียนมาก และอยู่ในละแวกที่การจราจรคับคั่งในเวลาเร่งด่วน

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่และมีนักเรียนประมาณ 6,000 คน มักประสบปัญหาเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองขับรถมารับมาส่งลูกหลานที่หน้าประตูโรงเรียน ในซอยประมวญ ถนนสาทร

จากสภาพปัญหานี้ทำให้ ปุ๊น-พิวัฒน์ ศุภวิทยา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย พร้อมกับเพื่อนอีกหนึ่งคือ ปัง-ศุภสิทธิ์ สิทธิพันธ์ คิดหาวิธีแก้ไขปัญหาการรับส่งนักเรียนให้เป็นระบบ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กๆ และแก้ปัญหาจราจรติดขัดและลดการเกิดอุบัติเหตุด้วย

“ปัญหาพวกนี้ผมเจอมาตั้งแต่เด็กแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองโดยมากอยากให้ลูกมาขึ้นรถ หรือส่งลูกลงตรงด้านหน้าประตูโรงเรียน ไม่อยากจอดรถไกลๆ แล้วให้ลูกเดินไปโรงเรียนหรือเดินมาขึ้นรถ เพราะห่วงความปลอดภัยลูก ถ้าจอดหน้าประตูโรงเรียนพ่อแม่ก็สบายใจ แต่ปัญหาคือบางคนลูกยังไม่มาก็จอดแช่ พอการจราจรติดขัดบางคันก็แทรกเลนเข้ามาทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก บางทีเกิดอุบัติเหตุ

ผมกับเพื่อนจึงประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมาแก้ปัญหา ชื่อว่า BCC E-TM (Bangkok Christian College Electronic Traffic Management) รถถูกคัน รับถูกคน เพื่อความปลอดภัยของรถกับรถ และรถกับเด็ก”  พิวัฒน์ เล่าถึงที่มาของการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อความปลอดภัยในการรับส่งนักเรียน

BCC E-TM ระบบกรวยอัจฉริยะ

พิวัฒน์ เล่าว่า สิ่งประดิษฐ์ BCC E-TM ดังกล่าว มีแนวคิดมาจากการปรับปรุงกรวยจราจรที่เราพบเห็นตามท้องถนนทั่วไป โดยเขากับเพื่อนได้นำมาปรับให้กลายเป็นระบบกรวยที่มีความอัจฉริยะ โดยเพิ่มองค์ประกอบของระบบ 4 อย่างต่อไปนี้เข้าไป

ประกอบด้วย 1.แอพพลิเคชั่นของผู้ปกครองซึ่งจะสามารถส่งข้อมูลเพื่อเรียกนักเรียนอัตโนมัติผ่านอินเทอร์เน็ต 2.เครื่องสแกนบัตรนักเรียน เพื่อตรวจสอบว่านักเรียนได้เข้ามารอที่จุดรับนักเรียน และเมื่อได้เข้ายังรถผู้ปกครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

3.กรวยกล้องแอลพีอาร์ (LPR) ซึ่งประกอบด้วย (1) กล้องแอลพีอาร์ซึ่งจะสามารถตรวจจับป้ายทะเบียนรถและส่งข้อมูลไปให้เซิร์ฟเวอร์การประมวลผล (2) ทาวเวอร์แลมป์ (Tower lamp) และไซเรน (Siren) ซึ่งจะแสดงไฟสีต่างๆ ในกรณีการรับส่งนักเรียน (3) อัลตราโซนิกเซ็นเซอร์ (Ultrasonic Sensor) ซึ่งจะตรวจจับวัตถุที่เคลื่อนที่เข้ามาในช่องทาง (4) โหนด เอ็มซียู (NodeMCU) ซึ่งจะรับข้อมูลจากการประมวลผลและส่งสัญญาณเพื่อเปิดสัญญาณไฟ ทำให้เราสามารถตรวจสอบรถที่เข้ามารับนักเรียนและเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและความปลอดภัยในการรับส่งนักเรียน

อันสุดท้ายคือ 4.กรวยกำหนดเวลา (เท่ากับมี 2 กรวย) ประกอบด้วย กรวยกล้องแอลพีอาร์ระบบเซ็นเซอร์อัลตราโซนิก โหนดเอ็มซียู และเพิ่มเติมในส่วนของไฟและเสียงแจ้งเตือน ซึ่งจะทำงานเมื่อรถผู้ปกครองใช้เวลาในการรับนักเรียนมากเกินเวลาที่กำหนดไว้และเร่งให้รถออกจากช่องทางการรับนักเรียน

สำหรับกลไกการทำงานของระบบ BCC E-TM พิวัฒน์อธิบายว่า ผู้ปกครองจะทำการเปิดแอพพลิเคชั่นและกดปุ่มเริ่มทำการรับนักเรียน ข้อมูลจะถูกส่งไปยังแท็บเลตและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงเรียนที่จะมีเครื่องสแกนบัตรนักเรียน

แล้วนักเรียนจะนำบัตรของตนมาสแกน และลงทะเบียนเพื่อแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครองทางแอพพลิเคชั่นว่า บุตรหลานของตนพร้อมที่จะให้มารับ เมื่อเข้าช่องทางการรับนักเรียน กล้องแอลพีอาร์จะตรวจจับป้ายทะเบียนรถและส่งข้อมูลทางเน็ตเวิร์กไปให้เซิร์ฟเวอร์ประมวลผล

“กรณีที่รถของผู้ปกครองเป็นรถที่อยู่ในฐานข้อมูลและนักเรียน ได้มารอที่จุดรอเรียบร้อยแล้ว ระบบจะเกิดไฟสีเขียวให้รถเข้าช่องทางได้ ในกรณีที่รถของผู้ปกครองเป็นรถที่อยู่ในฐานข้อมูล โดยนักเรียนคนแรกได้มารอที่จุดรอแล้วแต่นักเรียนอีกคนยังไม่มารอ กรณีนี้จะเกิดไฟสีแดงและไซเรนเพื่อให้รถออกไปวนเข้าช่องทางใหม่

และในกรณีที่รถคันดังกล่าวไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูล (ไม่ใช่รถผู้ปกครองนักเรียน) จะเกิดไฟสีแดงและไซเรนเพื่อให้รถออกจากช่องทาง จากนั้นระบบเซ็นเซอร์อัลตราโซนิกและโหนดเอ็มซียูจะทำงานร่วมกัน เพื่อส่งสัญญาณถึงเซิร์ฟเวอร์และรับข้อมูลจากการประมวลผล”

เมกเกอร์วัยทีนเจ้าของผลงานอธิบายต่อว่า เมื่อโหมดเอ็มซียู ((Node MCU) ได้รับข้อมูลจากการประมวลผลแล้ว จะส่งสัญญาณให้ไฟในทาวเวอร์แลมป์ (Tower Lamp) ทำงาน อีกทั้งเซิร์ฟเวอร์ประมวลผลจะส่งข้อมูลของรถที่อยู่ในระบบไปให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงเรียนเพื่อประกาศชื่อนักเรียนล่วงหน้า

“เมื่อรถผ่านเข้าช่องทางการรับนักเรียนแล้ว จะมีช่องสำหรับรถแต่ละคันให้จอดรับนักเรียน อัลตราโซนิกเซ็นเซอร์จะตรวจจับรถส่งให้โหนดเริ่มจับเวลาในกรณีที่รถออกก่อนเวลาหมด ระบบจะกลับไปที่ค่าตั้งต้นอัตโนมัติ แต่ในกรณีที่เวลาหมดและรถยังไม่ออกจะมีไฟและเสียงแจ้งเตือน”

ผลงานดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงและมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและลดปัญหาการจราจรได้จริง แต่ ตอนนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับทางผู้ปกครองนักเรียน ตำรวจ และโรงเรียนเพื่อนำมาใช้จริง นอกจากนี้ พิวัฒน์กับเพื่อนยังมีแผนพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นให้ผู้ปกครองส่งข้อมูลทะเบียนรถยนต์ของตนง่ายยิ่งขึ้นด้วย

ชนะเลิศผลงานเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน

ผลงานชิ้นนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับนักเรียนสายสามัญ การประกวดโครงการ Enjoy Science : Young Makers Contest ปี 2 ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการจัดขึ้นในหัวข้อ ”สิ่งประดิษฐ์เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน” โดยได้รับทุนการศึกษา 5 แสนบาท พร้อมกับได้เดินทางไปร่วมงาน Maker Faire Bay Area ที่สหรัฐอเมริกา ต้นตำรับของงานเมกเกอร์แฟร์ทั่วโลกเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาด้วย

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งประดิษฐ์ BCC E-TM รถถูกคัน รับถูกคน ลดอุบัติเหตุ รถกับรถและรถกับเด็กนี้ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความปลอดภัย ลดปัญหาจราจรและปัญหาอุบัติเหตุในชุมชนเล็กๆ รอบตัวผมแล้ว ยังจะสามารถต่อยอดไปสู่ความปลอดภัยในรูปแบบอื่นๆ เช่น การเรียกรถบริเวณจุดจอดรถสาธารณะ และอีกมากมายครับ” พิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ชีวิตงานดี มีสวัสดิการเยี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557825

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

ชีวิตงานดี มีสวัสดิการเยี่ยม

เรื่อง ราตรีแต่ง

คําว่า “สวัสดิการ” ถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้เรื่องผลตอบแทนเงินเดือนประจำ คนทำงานส่วนใหญ่ ล้วนให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกแล้ว และเป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่งในการช่วยบริหารพนักงานให้อยากทำงานกับองค์กรนานขึ้น ในส่วนมนุษย์เงินเดือนก็เป็นข้อดึงดูดใจให้อยากมาทำงานกับองค์กรที่มีสวัสดิการเจ๋งๆ มากขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

หลายองค์กรเริ่มหันมาให้ความสำคัญและคิดค้นสวัสดิการที่มีความแปลกใหม่ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทำงานยุคใหม่ เว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) ซึ่งเป็นเว็บไซต์หางาน สมัครงาน มีผู้ลงทะเบียนฝากประวัติกว่า 1.4 ล้านคน และมีจำนวนงานจากบริษัทชั้นนำกว่า 9 หมื่นอัตรา สำรวจความคิดเห็นของคนทำงานทั่วประเทศจำนวน 3,184 คน ในเรื่องสวัสดิการนอกเหนือจากกฎหมายกำหนด ที่พนักงานต้องการจากองค์กร พบว่ามีสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่พนักงานในยุคปัจจุบันอยากได้ ประกอบไปด้วย 7 กลุ่มสวัสดิการ ดังนี้

การพักผ่อนและความบันเทิง

คนทำงานที่ต้องพบเจอสถานการณ์ตึงเครียดอยู่เป็นประจำ หากองค์กรสามารถจัดสรรสวัสดิการช่วยเรื่องการผ่อนคลายและความบันเทิงแก่พนักงาน นอกเหนือจากการมีพื้นที่นันทนาการได้ เช่น การนำคะแนนสะสมแต้มตาม KPI หรือเกณฑ์ต่างๆ ตามที่องค์กรกำหนด ไปแลกเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวกับครอบครัวในช่วงปลายปีก็จะทำให้สวัสดิการดูน่าสนใจ และเป็นแรงจูงใจให้พนักงานปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรมากขึ้น

การส่งเสริม และพัฒนาความรู้ ความสามารถพนักงาน

นอกจากเรื่องงานแล้ว องค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ ความสามารถในด้านอื่นๆ ตามความสนใจของพนักงาน เช่น คอร์สเรียนถ่ายภาพ ทำอาหาร จัดสวน ฯลฯ หรือการให้พนักงานสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ไอทีได้ตามความถนัด เช่น Macbook, Notebook, PC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ด้านสุขภาพ

จัดเป็นสวัสดิการพื้นฐาน เพราะเรื่องสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจล้วนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน การที่องค์กรมีประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตให้กับพนักงานถือเป็นเรื่องที่ดี หากองค์กรสามารถส่งเสริมเรื่องสุขภาพในด้านอื่นๆ ของพนักงานได้มากขึ้น เช่น สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ตลอดจนสนับสนุนอาหารเสริมหรือวิตามินให้กับพนักงาน หรือจัดคอร์สการออกกำลังกายเป็นประจำทุกอาทิตย์ เช่น โยคะ เต้นออกกำลังกาย หรือมีพื้นที่ประจำสำหรับฟิตเนส สนามแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆ สนามฟุตบอล บาสเกตบอล สระว่ายน้ำ ฯลฯ

บางองค์กรมีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์มาให้คำปรึกษา ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานสม่ำเสมอ สวัสดิการที่ดูน่าสนใจและน่าร่วมงานด้วยแล้ว ในส่วนพนักงานรู้สึกดีว่าตัวเองมีค่ากับองค์กรมากยิ่งขึ้น

วันหยุดและวันลาพิเศษ

โดยปกติแล้ววันหยุดและวันลาถือเป็นสวัสดิการตามกฎหมายที่พนักงานทุกคนควรได้รับจากองค์กรอยู่แล้ว พนักงานบริษัทต่างๆ ซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน และยังได้ค่าจ้างแม้จะหยุดพักผ่อนประจำปี หากองค์กรใดสามารถให้วันลาในกรณีพิเศษได้เพิ่มเติมจะเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถมัดใจพนักงานได้เช่นกัน หรือเปลี่ยนวันพักร้อนเป็นเงินได้ และของขวัญมีค่าประเภทต่างๆ ได้ พนักงานหลายๆ คนน่าจะสนใจข้อเสนอนี้

ค่าตอบแทนพิเศษ

นอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว หากองค์กรไหนมีค่าตอบแทนพิเศษตามวาระสมควร ก็ถือเป็นอีกสวัสดิการหนึ่งที่ส่งเสริมขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังจูงใจให้พนักงานมีการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สนับสนุนค่าเดินทางสำหรับคนที่พักอยู่ไกลจากบริษัท สนับสนุนค่าเดินทางสำหรับคนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาสัตว์เลี้ยง ค่าล่วงเวลาสำหรับคนที่มาทำงานเร็วกว่าเวลาเข้างาน หรือจะเป็นค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งที่มีความกดดันและเครียดเป็นพิเศษ

ตลอดจนเงินชดเชยในกรณีพนักงานเสียชีวิต ขณะยังเป็นพนักงานของบริษัท โดยคู่สมรสจะได้รับเงินชดเชยบางส่วนของเงินเดือนพนักงาน เป็นต้น

ของขวัญพิเศษ

สวัสดิการพิเศษที่จูงใจพนักงานอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบตัวเงินเสมอไป องค์กรสามารถสร้างสรรค์สวัสดิการพิเศษ โดยการแจกรางวัลจากการจัดการแข่งขัน เพื่อพัฒนาองค์กรในด้านต่างๆ ได้ เช่น การแข่งขันตกแต่งบริเวณที่ทำงานอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มบรรยากาศในการทำงานให้น่าอยู่มากขึ้น

ในโอกาสวันสำคัญ เช่น วันเกิด บางบริษัทจะรวบรวมวันคล้ายวันเกิดของพนักงานในแต่ละเดือน และมีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์วันเกิดเป่าเค้กร่วมกัน สร้างบรรยากาศความรัก ความผูกพันคุ้นเคยกันในองค์กรได้ดียิ่งขึ้น

การปรับเปลี่ยนเวลาเข้าออกงาน

พนักงานในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารเวลาในการทำงานและการพักผ่อน จัดสรรเวลาในแบบ Work-Life Balance กันมากขึ้น ดังนั้น หากมีสวัสดิการที่ตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าว เช่น สามารถขยายเวลาพักเที่ยงให้มากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือมีเวลาพิเศษเพื่อให้พนักงานได้พักผ่อนระหว่างวัน เช่น ช่วงเวลาคอฟฟี่เบรก ก็ถือเป็นอีกสวัสดิการที่สามารถมัดใจพนักงานในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากสวัสดิการถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยบริหารคนได้เป็นอย่างดี สามารถจูงใจให้พนักงานอยากทำงานกับองค์กรยาวนานขึ้น รวมถึงสามารถดึงดูดให้คนสมัครงาน ที่ใครๆ ก็อยากทำงานกับองค์กรที่มีสวัสดิการดีๆ แบบนี้

คนผอมอยากมีกล้าม ต้องทำอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557824

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:36 น.

คนผอมอยากมีกล้าม ต้องทำอย่างไร

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ เอเอฟพี, อีพีเอ

ระหว่างคนผอมและคนอ้วนใครจะมีโอกาสเพิ่มกล้ามได้เร็วกว่ากัน คำตอบส่วนมากก็คือคนอ้วนมีโอกาสเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้มากกว่า เพราะว่าภายใต้ชั้นไขมันส่วนใหญ่ก็จะมีกล้ามเนื้อมากกว่าคนผอม เพื่อให้มีแรงมากพอที่จะขยับร่างกายที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติ

เมื่อออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ ก็จะได้ผลเร็วมากกว่าเพียงแค่ต้องลดอาหารประเภทไขมัน ให้กล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายในปรากฏออกมาให้เด่นชัดนั่นเอง

ในขณะที่คนผอมนั้นจะมีมวลกล้ามเนื้อค่อนข้างน้อย แต่มีดีตรงที่ระบบเผาผลาญพลังงานนั้นสูงกว่าคนอ้วนง่าย ไม่ต้องเหนื่อยกับการคาร์ดิโอมากเหมือนคนน้ำหนักเกิน แนวทางการเล่นกล้ามของคนผอมและอ้วนจึงแตกต่างกัน วันนี้เราโฟกัสเฉพาะการเล่นกล้ามของคนผอมโดยเฉพาะ

กินให้บ่อยและมากกว่าปกติ

การรับประทานอาหารของคนเล่นกล้ามนั้นเป็นสิ่งสำคัญ คนผอมหากต้องการให้ร่างกายขยายและเต็มไปด้วยมัดกล้ามมากขึ้นก็ต้องรับประทานอาหารให้มากกว่าปกติ แต่ส่วนมากแล้วที่ทำไม่สำเร็จก็เพราะร่างกายมีกระเพาะที่เล็ก รับประทานมากแล้วรู้สึกแน่นจุก

หากรับประทานมากไม่ได้ก็ควรปรับให้รับประทานบ่อยขึ้น มีช่วงมื้อว่างระหว่างวัน เน้นรับประทานอาหารที่ให้โปรตีนสูงเพื่อนำไปใช้สร้างกล้ามเนื้อ รับประทานของหวานหรืออาหารอื่นๆ ได้ตามปกติ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่คนอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนักสร้างกล้ามเนื้อไม่สามารถทำได้เลย

เมื่อร่างกายเรามีสารอาหารและพลังงานมากพอก็จะไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมทั้งไม่ดึงไกลโคเจนที่กล้ามเนื้อมาใช้เมื่อพลังงานขาดแคลน ทำให้คุณสามารถออกกำลังกายแล้วกล้ามขึ้นได้เร็ว

เพิ่มน้ำหนักขึ้นไปเรื่อยๆ

เป็นปกติของการเล่นกล้ามที่ต้องเพิ่มน้ำหนักดัมบ์เบลขึ้นไปเรื่อยๆ สูตรแรกเล่นแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นสัปดาห์แรก ใช้ดัมบ์เบลน้ำหนัก 5 กก. สัปดาห์ต่อมาขยับขึ้นไปเป็น 6-7 กก. และค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามความแข็งแรงที่เพิ่มมากขึ้น

สูตรต่อมาเล่นแบบนักกีฬาเพาะกายที่เล่นเพิ่มขึ้นไปตามเซต เช่น เซตแรกยก 5 กก. เซตต่อมาเพิ่มเป็น 7 กก. และเพิ่มขึ้นเป็น 12-15 ในเซตต่อๆ ไป จนกว่าจะรู้สึกปวดกล้ามเนื้อจนยกไม่ขึ้นถึงจะพอใจ จากนั้นพักการเล่นกล้ามเนื้อในส่วนนั้นประมาณ 1-2 วัน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นตัว

วิธีที่สองออกแนวโหดไปสักนิด แต่เป็นวิธีที่สร้างกล้ามเนื้อได้เร็ว แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบกัน เช่น กินอาหารที่มีโปรตีนมากพอที่จะซ่อมกล้ามเนื้อที่เสียหาย และสร้างเพิ่มเพื่อรองรับการออกกำลังกายครั้งต่อไป

ยกให้ช้า อย่ารีบ

ถ้าคุณต้องการขยายร่างให้ดูสมบูรณ์ ไม่ผอมเกร็ง ก็ไม่ควรเร่งยกดัมบ์เบลหรือยกน้ำหนักให้ครบเซตไปวันๆ ควรใส่ใจกับการหายใจเข้าออกและยกอย่างช้าๆ ให้กล้ามเนื้อทุกมัดได้ออกแรงได้คราวเดียวทั้งตอนยกขึ้นและลง

ส่วนมากแล้วเราจะใส่ใจในการยกขึ้น แต่ตอนลงนั้นยังสามารถออกแรงประคองเพื่อใช้แรงกล้ามเนื้อในส่วนอื่นได้อีกด้วย คราวต่อไปยกให้ช้า ใช้แรงทั้งขาขึ้นและขาลง ไม่เสียเวลา และยังได้กล้ามเนื้อมัดเล็กเพิ่มอีกด้วย

วัดความเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์

เริ่มต้นการเล่นกล้ามสำหรับคนผอมให้วัดขนาดรอบแขน ขา หน้าอก เอว ไหล่ สะโพก ต้นขา จดอย่างละเอียด แล้ววัดความเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อยจะเป็นกำลังใจให้คุณพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ โดยปกติแล้วคนผอมที่เล่นกล้ามจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี กว่าจะได้มัดกล้ามสวยอย่างที่ต้องการ

ดังนั้น หากเล่นกล้ามมาหลายเดือนแล้วยังไม่เห็นผลก็ไม่ต้องท้อใจ เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่คุณจะรู้สึกได้แม้กล้ามจะยังไม่ขึ้นอย่างที่ต้องการก็คือ ร่างกายแข็งเรงขึ้น คล่องตัวขึ้น ยกของหนักๆ ได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเหมือนแต่ก่อน เล่นต่อไปเรื่อยๆ สักวันหุ่นเท่ๆ จะเป็นของคุณเอง

สมุนไพรแห่งชาติ (ไทย) มองไปอีก 100 ปีข้างหน้า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557823

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:32 น.

สมุนไพรแห่งชาติ (ไทย) มองไปอีก 100 ปีข้างหน้า!

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงศ์

“อย่าตีตัวไปก่อนไข้” อ่านบทความนี้จบแล้ว ต้องไม่ป่วยก่อนป่วย หมายถึง ต้องไม่ตีตัวตีตนว่าป่วยเสียก่อนเจ็บก่อนป่วยแบบจริงๆ จังๆ แต่ให้ดูแลตัวเองได้ พึ่งพาตัวเองเป็น เพราะจะชวนไปเที่ยวด้วยกันที่งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 15

นับเป็นมหกรรมใหญ่ที่สายแข็งสมุนไพรเฝ้ารอคอยมาทุกปี สำหรับปีนี้เป็นการจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 แล้ว งานกำหนดจัดอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องจากประจวบเหมาะกับวาระ 100 ปี การสาธารณสุขไทย (พ.ศ. 2461-2561) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 ก.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกร่วมกับภาคีเครือข่ายแถลงการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 15 ที่จะร่วมจัดในงาน 100 ปีการสาธารณสุขไทย กระทรวงสาธารณสุขว่า ปีนี้เตรียมจัดยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ ภายใต้แนวคิดหลัก โลกมั่นใจ สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย

“มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติเข้าร่วมเฉลิมฉลองวาระ 100 ปีการสาธารณสุขไทย ตั้งเป้าต่อยอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพร ให้ประชาชนรู้จัก รักและใช้สมุนไพรไทยมากขึ้น พร้อมๆ กับบุกเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางสมุนไพรในอาเซียน ก่อนจะยกเป็นฮับหรือศูนย์กลางสมุนไพรโลกภายใต้กรอบแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”

นพ.เกียรติภูมิ เล่าว่า ในปี 2560 มูลค่าตลาดรวมสมุนไพรไทยสูงถึง 2.53 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้จำนวน 2.3 แสนล้านบาท ก้าวกระโดดจากปีก่อนหน้า 1.8 แสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นอัตราการขยายตัวของตลาดสมุนไพรที่สดใส อย่างไรก็ตาม อุปสรรคคือภาพลักษณ์ที่คนยังไม่เชื่อมั่น

“ประชาชนหันมาสนใจสมุนไพรมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เชื่อมั่นเต็มร้อย หน้าที่ของกรมการแพทย์แผนไทยฯ คือการสื่อสาร ขณะเดียวกันก็อุดช่องโหว่ด้วยการพัฒนาคุณภาพงานวิจัย ยกระดับมาตรฐานสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งการปรับภาพลักษณ์ให้นำสมัยน่าใช้ ขยายฐานกลุ่มผู้บริโภค”

นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าว่า อภัยภูเบศรฯ ยืนหยัดในการนำองค์ความรู้ภูมิปัญญารุ่นปู่ย่าตาทวดกลับมารับใช้สังคม โดยเป็นเวลากว่า 35 ปีมาแล้วที่ได้มุ่งมั่นพัฒนางานด้านสมุนไพรจนเป็นที่ยอมรับ ความคาดหวังคือประชาชนที่พึ่งตนเองด้านสุขภาพในเบื้องต้นได้

สำหรับการเข้าร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติปีนี้ อภัยภูเบศรได้จัดกิจกรรมพิเศษ หยิบยกการดูแลสุขภาพของคน 3 วัย “สมดุลแห่งตรีโทษ กุญแจสู่สุขภาพ” ทั้งนี้ เป็นไปตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยที่แบ่งคนในแต่ละวัยตามโอกาสของการเกิดโรคในระบบที่แตกต่างกัน ทำให้การดูแลสุขภาพในแต่ละวัยแตกต่างกันไปด้วย

วัยเด็ก มีเสมหะเป็นเจ้าเรือน มักป่วยด้วยอาการหวัด ไอ ท้องอืด ปอดบวม หอบหืด เสมหะในลำคอมาก ระบบปิตตะ (ธาตุไฟ) ในร่างกายหย่อน ควรใช้สมุนไพรที่มีรสอุ่น เช่น กะเพรา ขิง หัวหอมแดง หรือดีปลี ตำรับยาที่เข้าการบูร และมะขามป้อมที่มีรสเปรี้ยวฝาด ช่วยบรรเทาอาการไอ บำรุงปอด

สำหรับวัยทำงาน มีปิตตะเป็นเจ้าเรือน เป็นธาตุที่ทำหน้าที่ในการเผาผลาญ การย่อย ให้ความอบอุ่น เป็นช่วงวัยที่มีความร้อนสูง มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และมีความเครียด มักป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับความร้อน ควรใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นช่วยผ่อนคลาย เช่น เถาวัลย์เปรียง สมุนไพรกระดูกไก่ดำ เปราะหอม เทียนกิ่ง บานเย็น มะขามป้อม

ด้านวัยสูงอายุ มีวาตะเป็นเจ้าเรือน ธาตุมีลักษณะเบา มีการเคลื่อนไหว แห้ง เย็น เป็นวัยของการถดถอยการทำงานของธาตุต่างๆ ในร่างกาย มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทได้ง่าย เนื่องจากมีธาตุลมเป็นส่วนประกอบ มักพบปัญหานอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน มีความเสื่อมของมวลกระดูก ปัญหาโรคปริทันต์ และอาการหลังหมดประจำเดือนในผู้หญิง สมุนไพรที่เหมาะ เช่น น้ำมันรำข้าว บัวหลวงมะลิ ช่วยปรับสมดุลการนอน เพชรสังฆาตเพิ่มมวลกระดูก กระชายช่วยรักษาปริทันต์ ดับกลิ่นปาก และช่วยลดปัญหาอาการสตรีวัยทอง

“ปีนี้อภัยภูเบศรจะนำเสนอการพัฒนายาจากสมุนไพร เพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบัน วิจัยและพัฒนาสร้างนวัตกรรมด้านสมุนไพร เช่น การวิจัยทางคลินิกมะระขี้นก ที่พบว่าสามารถชะลอการเพิ่มน้ำตาลสะสมในผู้ป่วยเบาหวานได้” นพ.นำพล กล่าว

ด้าน ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรเชี่ยวชาญหัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงความคาดหวังของอภัยภูเบศรกับงานด้านสมุนไพรว่า กลยุทธ์ที่จะทำให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองด้านสุขภาพได้ คือการเสริมสร้างพลังอำนาจทางสุขภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะช่วยเสริมสร้างความสามารถและพัฒนาศักยภาพของบุคคล ครอบครัวชุมชน ในการควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

“ประชาชนสามารถเลือกใช้ทรัพยากรที่มีและดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ นั่นคือความสำคัญ” ดร.ภญ.สุภาภรณ์ เล่า

การเสริมสร้างพลังอำนาจทางสุขภาพ คือ การกระตุ้นให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น มีส่วนร่วมมีความรับผิดชอบในการดูแลตนเอง มีความตระหนักในการดูแลตนเอง รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า สามารถดูสุขภาพตนเองและจัดการกับอาการไม่สบายต่างๆ ได้ เพื่อให้มีภาวะสุขภาพที่ดีขึ้น สมุนไพรคือเครื่องมือในการดูแลสุขภาพที่ประชาชนสามารถเข้าใจเข้าถึง ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งในระดับประเทศและครัวเรือนในระยะยาว

 “ถือโอกาส 100 ปีการสาธารณสุขไทย เราเองก็ต้องกลับมาทบทวนในสิ่งที่เราทำ ทบทวนถึงบทบาทหน้าที่ในงานด้านสมุนไพร เรายังขาดอะไร เรายังไม่ได้ทำอะไร หรือถึงแม้ประชาชนเองก็ต้องทำหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของตัวเองนะ ทุกวันนี้มองไปส่วนใหญ่ยังคงพึ่งกันแต่ยาแผนปัจจุบัน แม้กระทั่งโรคเล็กๆ น้อยๆ จนคนไข้โอพีดีล้นทุกวัน”

มองไปอีก 100 ปีข้างหน้า ดร.ภญ.สุภาภรณ์ มองว่า ประชาชนจะสามารถพึ่งตัวเองด้านสมุนไพรได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคพื้นฐาน โดยส่วนตัวมองว่าสมุนไพรคือเครื่องมือหนึ่งของประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง ขณะเดียวกันก็ประชาชนนั้นเอง ที่คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนวงการสมุนไพรให้เดินต่อไปข้างหน้า

100 ปีแห่งการพัฒนา เชิญชวนประชาชนไปเที่ยวงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ งานแบ่งเป็น 3 โซนหลัก คือ 1.โซนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (Wisdom Zone) จัดแสดงภูมิปัญญาพื้นบ้าน 4 ภาค 2.โซนบริการ (Service Zone) ให้บริการตรวจรักษาโรคด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ยาไทย และศาสตร์การแพทย์แผนจีน 3.โซนผลิตภัณฑ์ (Product Zone)

ในงานมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมมากมาย เช่น องค์การเภสัชกรรมที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนอภัยภูเบศรจัดสวนสมุนไพรเพื่อคน 3 วัย  สาธิตการนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งเปิดตัวครั้งแรกกับตำรับยาหมอพรจากสมัย รศ.131 ห้ามพลาดคือไฮไลต์แจกหนังสือคุณภาพ ปีนี้อภัยภูเบศรแจก “ดอกสร้อยร้อยบุปผา ร้อยคุณค่าสมุนไพรไทย” ดอกไม้ 100 ชนิดที่สามารถนำมาใช้ดูแลสุขภาพเบื้องต้น รับแจกฟรีวันละ 200 เล่ม

นอกจากนี้ยังมีการให้บริการตรวจปรึกษาสุขภาพฟรี โดยเฉพาะการตรวจผิวหน้าแบบ 3 มิติด้วยเครื่อง Antera 3D ชวนชิมชาสมุนไพร การประชุมวิชาการและกิจกรรมเวิร์กช็อปที่น่าสนใจมากมาย เช่น กิจกรรมเด่นของกลุ่มนักเรียนแข่งขันประกวดวาดภาพ “ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรจากสีสมุนไพร (Herb of Art)  มิติใหม่ของการนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์

รายละเอียดของงาน http://www.moph.go.th

การรักษาเฉพาะบุคคล ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557816

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 10:44 น.

การรักษาเฉพาะบุคคล ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็ง

เรื่อง พุสดี

มะเร็งยังคงเป็นโรคร้ายที่เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในคนไทยเป็นอันดับ 1 ทั้งยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย ศ.คลินิก พญ.สุดสวาท เลาหวินิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา กล่าวว่า การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีพัฒนาการรุดหน้าไปมาก ทั้งยาเคมีบำบัด รังสีรักษา การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) รวมถึงการรักษาด้วยแอนติบอดี้ และภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) จนมะเร็งหลายชนิดมีโอกาสรักษาหายขาด

มีมะเร็งระยะแพร่กระจายจำนวนมากไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ก็สามารถยับยั้งการเติบโตและการแพร่กระจายของโรคมะเร็งได้ระดับหนึ่ง ด้วยการรักษาแบบมาตรฐาน อีกหนึ่งความท้าทายของการรักษาโรคมะเร็งคือ โรคมะเร็งชนิดเดียวกันในผู้ป่วยแต่ละรายอาจตอบสนองต่อการรักษาแบบมาตรฐานต่างกัน ผู้ป่วยบางรายได้ผลดี ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ได้ผล ซึ่งอาจเป็นผลจากพันธุกรรมของมะเร็งในตัวผู้ป่วยที่แตกต่างกัน

ด้วยความก้าวหน้าของการแพทย์ ล่าสุดได้มีการนำเทคโนโลยีในการวินิจฉัยมาช่วยในการรักษาโรคมะเร็งที่เรียกว่า “การรักษาเฉพาะบุคคล” (Personalized Medicine หรือ Precision Medicine) วิธีการคือ นักวิจัยและแพทย์จะทำการตรวจสอบระดับโมเลกุล (Molecular Profiling) ของก้อนมะเร็งของผู้ป่วย โดยการตรวจพันธุกรรมของก้อนมะเร็ง และโปรตีนที่สร้างจากเซลล์มะเร็งโดยละเอียด ทำให้สามารถเข้าใจในรายละเอียดของพันธุกรรมและสารอื่นๆ ของมะเร็งในผู้ป่วยคนนั้นๆ ที่เป็นตัวทำให้มะเร็งในตัวผู้ป่วยแต่ละรายเติบโตและแพร่กระจาย

จากการค้นพบความผิดปกติในระดับพันธุกรรม รวมทั้งโปรตีนที่สร้างจากเซลล์มะเร็งในผู้ป่วยเฉพาะราย จะช่วยให้แพทย์สามารถคัดเลือกยารักษาโรคมะเร็งได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยามุ่งเป้า หรือแม้แต่ยาเคมีบำบัดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย และยังสามารถลดการใช้ยารักษาโรคมะเร็งที่อาจไม่ได้ผลดี และนำไปสู่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้

สำหรับ “เทคนิคการตรวจสอบระดับโมเลกุลของก้อนมะเร็ง” ใช้วิธีการนำชิ้นเนื้อมะเร็งของผู้ป่วยไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานด้วยวิธีการทดสอบหลากหลายวิธี โดยในต่างประเทศแพทย์อาจแนะนำการตรวจระดับโมเลกุลของก้อนมะเร็งในโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งปอด ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานแล้ว จากการตรวจวิธีนี้ มีแนวโน้มที่จะค้นพบความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือโปรตีนที่สร้างจากมะเร็ง และนำไปสู่การคัดเลือกยารักษามะเร็งที่เหมาะสมขึ้นในผู้ป่วยรายนั้นๆ ได้

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบระดับโมเลกุลยังมีข้อจำกัดอยู่ เนื่องจากการวินิจฉัยยังมีข้อมูลจำกัดอยู่เพียงมะเร็งระยะแพร่กระจายเท่านั้น และราคาค่าตรวจค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีการใช้ในต่างประเทศเพียงบางประเทศ สำหรับประเทศไทยการตรวจสอบระดับโมเลกุลของก้อนมะเร็ง ยังมีการใช้อย่างจำกัดในโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง แต่หากในอนาคตอันใกล้การตรวจวิธีนี้มีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นในมะเร็งชนิดต่างๆ และราคาถูกลง ก็จะเป็นการนำไปสู่การใช้ที่แพร่หลายมากขึ้น และสามารถเป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่งให้ผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทยได้เข้าถึงต่อไป

โรโบติกส์ผสานเอไอ แรงงานใหม่ของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557811

  • วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 10:31 น.

โรโบติกส์ผสานเอไอ แรงงานใหม่ของมนุษย์

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ รอยเตอร์ส

ปัจจุบันนี้การพัฒนาด้านหุ่นยนต์หรือโรโบติกส์ พัฒนาอย่างก้าวกระโดดเป็นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากแขนกลที่เราคุ้นตาในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมรถยนต์ กลายเป็นของตกยุคในทันทีเมื่อแขนกลรุ่นใหม่ไม่ได้มีความสามารถแค่ทำงานหยิบจับตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ แต่เป็นแขนกลฝังระบบเอไอ (AI – Artificial Intelligence) ที่สามารถคิดหาช่องทางในการทำงานและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง ไม่ต่างกับการทำงานของมนุษย์ เมื่อหุ่นยนต์สามารถทำได้ขนาดนี้แล้วอนาคตแรงงานของมนุษย์จะเป็นอย่างไร

อนาคตเกินครึ่งคือ แรงงานโรโบติกส์

สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป เล่าถึงข้อมูลตลาดแรงงานในประเทศไทยและต่างประเทศ ถึงการเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ด้วยโรโบติกส์ ว่า “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคโรโบติกส์และระบบอัตโนมัติที่จะเข้ามามีบทบาทในการทำงานแทนมนุษย์

โดยเฉพาะในส่วนของภาคอุตสาหกรรมทางโรงงานก็มีการนำเอาเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นแขนกลหนัก เข้ามาทำงานแทนที่ตำแหน่งงานต่างๆ ในโรงงานที่ต้องใช้ความแม่นยำ รวดเร็ว และเพิ่มกำลังการผลิต ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้มีการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เพราะสภาวการณ์เศรษฐกิจ การพัฒนาของเทคโนโลยี สภาพสังคมและการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องแข่งขันกันมากขึ้น เจ้าของธุรกิจจึงต้องหาวิธีลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยการนำเอานวัตกรรมโรโบติกส์และระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น ไม่เพียงแค่การทำงานในโรงงานผลิต แต่ภายในองค์กรบริษัทก็มีการนำมาใช้ด้วยเช่นกัน

หากถามในเรื่องของการลดจำนวนการจ้างงานต้องบอกว่ายังไม่เห็นเด่นชัด เพราะประเทศไทยของเรากำลังปรับตัวไปสู่ทิศทางของการเป็นประเทศที่มีการใช้เทคโนโลยีโรโบติกส์กันมากขึ้น แต่จะให้บอกว่าเป็นไทยแลนด์ 4.0 แล้วนั้นอาจจะยังพูดได้ไม่เต็มปาก เรายังอยู่ในระหว่างทางไปสู่จุดนั้น

ปัจจุบันธุรกิจของเราส่วนใหญ่ยังใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ แบบอุตสาหกรรมดั้งเดิม ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการนำโรโบติกส์มาใช้จะมีอยู่ประมาณ 15% ของระบบอุตสาหกรรมทั้งหมด และใน 15% กลุ่มที่มีการใช้มากที่สุดเป็นธุรกิจขนาดใหญ่

ในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็กยังคงใช้แรงงานเป็นหลัก อาจมีการปรับใช้เทคโนโลยีให้ทันสมัยมากขึ้นแต่ยังไม่ถึงระดับของการแทนที่แรงงานมนุษย์

มีความเป็นไปได้ว่าในระยะเวลาอีก 3-5 ปี จะมีการใช้โรโบติกส์มากขึ้น แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปหลังจากผ่านช่วง 5 ปีนี้ไป การเปลี่ยนแปลงจะเป็นแบบก้าวกระโดด ธุรกิจต่างๆ จะเริ่มปรับตัวเห็นความสำคัญกันมากขึ้น มีการสนับสนุนจากทางภาครัฐ และมีเม็ดเงินการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาช่วยหนุน

ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กก็จะเริ่มมีการใช้โรโบติกส์กันมากขึ้น ตัวเลขที่คาดการณ์กันไว้น่าอยู่ที่ 50% ของแรงงานทั้งหมด”

สุธิดา เสริมต่อว่า “ในฐานะที่เราเป็นคนกลางระหว่างภาคอุตสาหกรรมและระบบใหม่ ไม่ได้อยากให้คนไทยตื่นตัวในเรื่องการแทนที่ของโรโบติกส์ เพราะในปัจจุบันโรโบติกส์ก็มีหลากหลาย ตามลักษณะความสามารถและรูปแบบการใช้งาน

ภาพในอดีตหุ่นยนต์ทำงานภายใต้ความควบคุมของมนุษย์ มีทั้งที่เป็นแบบการตั้งโปรแกรมไว้ให้ทำไปตามแผน แม้ทุกวันนี้โรโบติกส์สามารถเก็บข้อมูลและประมวลผลด้วยตัวเองได้หมดแล้ว แต่การที่จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์จะยังค่อยเป็นค่อยไป และลงท้ายที่การทำงานร่วมกันมากกว่าที่จะทำงานแทนที่ไปเสียทุกอย่าง”

โรโบติกส์อยู่รอบตัวเรา

ดร.อนันตพัฒน์ อนันตชัย รองคณบดีและอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิบายว่า “โรโบติกส์ หรือโรบอต นั้นในความหมายของผมมีความคล้ายคลึงกัน แต่โรโบติกส์จะมีการทำงานที่เป็นระบบอัตโนมัติมากกว่ามีความสามารถในการคิดและตัดสินใจได้มากกว่า

เราอย่าเพิ่งไปจินตนาการว่าโรโบติกส์จะต้องมีรูปร่างเป็นแขนกล เป็นหุ่นยนต์มีรูปร่างหน้าตาเหมือนในภาพยนตร์ เพราะบางครั้งก็มาในรูปแบบของกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่กับที่ เป็นเซ็นเซอร์ฝังตัวตามจุดต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูลเอาไปประมวลผลที่ศูนย์กลางเพื่อตัดสินใจต่อไป

เครื่องดูดฝุ่นทุกวันนี้ก็จัดเป็นโรโบติกส์ได้เช่นกัน เพราะมีการเคลื่อนไหวทำงานไปตามการออกแบบที่วางไว้ และยังสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง เพราะมีการใส่ปัญญาประดิษฐ์ที่จะสามารถจำลองความคิดแนวทางการแก้ปัญหาของมนุษย์มาช่วยในการตัดสินใจด้วยตัวเอง

ไม่เฉพาะแต่การตัดสินใจตามกลไกของสมองมนุษย์ เอไอยังสามารถจำลองการทำงานและการตัดสินใจของสัตว์ชนิดอื่นได้ด้วย เช่น การตัดสินใจหาเส้นทางหาอาหารของมด ว่ามดสามารถหาเส้นทางที่สั้นที่สุดเพื่อให้ถึงอาหารได้อย่างไร เราก็สามารถเอาตัวแปรเหล่านี้มาทำเป็นอัลกอริทึม เพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานหาเส้นทางตามที่ต้องการได้

ดังนั้น แนวทางการปรับตัวของนักศึกษารุ่นใหม่ที่จะเข้าไปสู่ตลาดแรงงานในอนาคต จะต้องมีองค์ความรู้เรื่องโรโบติกส์ การเขียนโปรแกรมเอไอเหล่านี้ให้มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการแรงงานในตลาด

ส่วนตัวผมได้มีโอกาสเข้าไปดูตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ก็พบว่ามีความต้องการแรงงานที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมเหล่านี้สูงเพิ่มมากขึ้น อย่างไรผมคิดว่าไม่ใช่ปัญหาว่าโรโบติกส์จะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ เพียงแต่เราต้องปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงไปทำงานเพื่อรองรับตลาดตรงนี้จะดีกว่า

ซึ่งคนที่เรียนจบทางด้านซอฟต์แวร์จะได้เปรียบกว่าในเรื่องของระบบเอไอ สถาบันการศึกษาเองก็ต้องปรับการสอนเพื่อให้ตอบโจทย์ในด้านโรโบติกส์ปรับเนื้อหาวิชาให้เกี่ยวข้องกับเอไอและฮาร์ดแวร์

การพัฒนาและประยุกต์ด้าน IoT (Internet of Things) ให้มากขึ้น ซึ่งอนาคตอุปกรณ์ใช้งานแทบทุกชนิดจะมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและมีระบบเอไอเข้ามาช่วยดูแล

หากเราจะผลิตบุคลากรให้มีประสิทธิภาพมารองรับกับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีได้เทียบเท่ากับต่างประเทศนั้น เราจะต้องมีความร่วมมือและพัฒนาทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา โดยภาครัฐเป็นส่วนสนับสนุนแล้วส่งต่อให้ภาคการศึกษาคิดต่อยอดและให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปปรับใช้ นับเป็นความร่วมมือแบบบูรณาการที่นำไปสู่ความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในอนาคต”

ปรับตัวอย่างไรในยุคโรโบติกส์ผสานเอไอ

สุธิดา ให้คำแนะนำว่า “สำหรับแรงงานในสายไอทีนั้นได้ควรมีการปรับตัวให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ สามารถสร้างและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราพบว่ามีความต้องการบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์ด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรายได้ในการเปลี่ยนงานแต่ละครั้งของผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ตรงตามคุณสมบัติในสายงานด้านนี้ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25%

อีกส่วนคือ แรงงานที่มีแนวโน้มจะถูกแทนที่หรือต้องทำงานร่วมกับโรโบติกส์ ได้แก่งานที่ต้องทำซ้ำๆเหมือนเดิม งานที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต เช่น งานสำรวจ งานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย แรงงานเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะให้โรโบติกส์เข้ามาแทนที่เพื่อความปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

ด้วยตัวแปรอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้มีการใช้โรโบติกส์เพิ่มสูงขึ้นคือต้นทุนค่าแรง และการขาดแคลนแรงงานในตำแหน่งต่างๆ แรงงานต่างด้าวอยากกลับไปทำงานที่ประเทศตัวเอง คนรุ่นใหม่เลือกงานมากขึ้น สังคมไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ตำแหน่งงานบางตำแหน่งขาดแคลน จึงจำเป็นต้องใช้โรโบติกส์เข้ามาทำงานแทน

ส่วนงานที่โรโบติกส์ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ก็คือ งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานด้านการบริการให้คำปรึกษา งานที่ต้องใช้วิจารณญาณ งานที่ต้องใช้ทักษะความสัมพันธ์ของมนุษย์ และงานที่ต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์ในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ดังนั้น แรงงานที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มความต้องการด้านโรโบติกส์และมีความเสี่ยง ในช่วง 5 ปีนี้อาจจะต้องปรับตัว ไปทำงานภาคการบริการกันมากขึ้น หรือหางานในสายอื่นที่ต้องทำงานร่วมกับโรโบติกส์ หรือโรโบติกส์ เข้ามาแทนที่ได้ยาก

ในขณะเดียวกัน แรงงานที่ได้ทำงานทางด้านโรโบติกส์เองแม้จะมีความมั่นคงในอนาคตจะยังต้องมีเรียนรู้อัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะอนาคตจะมีระบบใหม่ เครื่องจักรอันทันสมัยเกิดขึ้นตลอดเวลา

จึงต้องเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์ บูรณาการองค์ความรู้เพื่อให้เป็นที่ต้องการของบริษัท ที่ต้องการบุคลากรซึ่งมีความสามารถในการสร้างและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และทักษะที่จำเป็นมากที่สุดในยุคโรโบติกส์ นอกจากความรู้และประสบการณ์ก็คือทักษะทางอารมณ์

สุดท้าย จากการสำรวจความต้องการแรงงานของนายจ้าง เราพบว่าทักษะทางอารมณ์ติดหนึ่งในทักษะที่นายจ้างต้องการมากที่สุด ไม่ใช่เฉพาะงานในสายบริการ แต่มีความต้องการในทุกสายอาชีพ เพราะอนาคตบริษัทต้องการบุคลากรที่รู้จักการควบคุมอารมณ์ในการทำงาน ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ รู้จักการติดต่อสื่อสารการทำงานที่ดี ซึ่งเป็นอีกหนทางที่จะทำให้ตัวเราเป็นบุคคลที่ทุกบริษัทต้องการตัวในอนาคต”

‘Tempus & Vita : เวลาและชีวิต’ สนามชัย พวงระย้า + สุดรัก คงพ่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/557628

  • วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:58 น.

‘Tempus & Vita : เวลาและชีวิต’ สนามชัย พวงระย้า + สุดรัก คงพ่วง

โดย พริบพันดาว

ยู่หยวน อาร์ต แอนด์ แอนทีค (YuYuanArt & Antique) เป็นแกลเลอรี่ที่ตั้งอยู่ภายในล้ง1919 ความพิเศษของที่นี่เป็นสถานที่จัดงานศิลปะที่ดูสบายๆเล็กๆ และเป็นกันเอง มีกลิ่นอายบรรยากาศของความเป็นจีนโบราณที่ถูกนำมาแผลงประยุกต์จนมีลักษณะร่วมสมัย

เมื่อมีงานศิลปะเข้าไปร่วมจัดแสดง จึงมีเสน่ห์อย่างเอ็กโซติกกรุ่นกำจายออกมาอย่างประหลาดๆ ไม่เหมือนใคร ยิ่งในวันเปิดนิทรรศการศิลปะ “Tempus & Vita : เวลาและชีวิต” ของสองศิลปินต่างเพศ คือ สนามชัย พวงระย้า กับ สุดรัก คงพ่วง ซึ่งมีรูปแบบการทำงานศิลปะในสายสกุลเซอร์เรียลิสม์ (Surrealism) มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ทำให้การชมงานศิลปะยิ่งสนุกมากขึ้นเพราะบรรยากาศเป็นใจพาไปสู่อีกมิติหนึ่งในตัวงาน

รูปภาพแบบเซอร์เรียลิสม์ของทั้งสองยิ่งทำให้กรุ่นอายของแกลเลอรี่แห่งนี้ดูอวลอายสอดคล้องลงตัวเป็นอย่างยิ่ง ดังแนวความคิดหรือธีมของนิทรรศการครั้งนี้ที่วางไว้คือ “เวลาและชีวิต”

เวลาและชีวิตเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เวลาทำให้เกิดชีวิต และชีวิตดำเนินไปตามกาลเวลา อดีตทำให้เกิดปัจจุบัน และเชื่อมโยงต่อไปถึงอนาคต ทุกช่วงเวลามีคุณค่า ความทรงจำสร้างประสบการณ์ให้เราในการใช้ชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขหรือความทุกข์ ความสำเร็จ รุ่งโรจน์ หรือความล้มเหลว ทุกสิ่งล้วนไม่สามารถอยู่คงที่ได้ตลอดกาล ย่อมต้องเคลื่อนผ่านไปตามกาลเวลา

ชีวิตของงานศิลปะก็เช่นเดียวกัน มีเรื่องราวมากมายที่ถูกถ่ายทอดผ่านผลงานศิลปะจากประสบการณ์ของศิลปิน ที่พานพบในวันแล้ววันเล่า สิ่งที่ประทับใจเหล่านี้มีทั้งความสวยงามหรือความอัปลักษณ์ ทั้งความปลื้มปีติหรือสะเทือนใจ ถูกนำมาเรียงร้อยในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของศิลปินแต่ละคน

เพราะศิลปะใช้เวลาในการเดินทาง เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของมนุษย์ที่เดินผ่านกาลเวลา วันแล้ววันเล่าผลงานศิลปะแต่ละชิ้นจึงมีชีวิตของมันเอง มีความงามและคุณค่าแตกต่างกันไป

เมื่อมองกลับไปสู่รากฐานของงานศิลปะเซอร์เรียลลิสม์ จะพบได้ว่ามีความสำคัญอยู่ที่การแสดงออกของจิตใต้สำนึกอย่างอิสระ ปราศจากการควบคุมของเหตุผล มีความฝันและอารมณ์ จินตนาการ ค่อนข้างโน้มเอียงไปในทางกามวิสัย

หลักการของเซอร์เรียลิสม์ คือ จินตนาการเป็นส่วนสำคัญของการแสดงออก จินตนาการคือจิตไร้สำนึก และจิตไร้สำนึกเป็นภาวะของความฝัน ที่มีขบวนการต่อเนื่องกันซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะได้

สิ่งที่เห็นจากโลกภายนอกขณะตื่นเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางสายตา การแทรกแซงความงามของพวกเขาคือความมหัศจรรย์ ความมหัศจรรย์เพียงอย่างเดียวที่สามารถสร้างศิลปะให้สมบูรณ์ได้ และยังให้ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหมายต่อความรู้สึกของมนุษย์

เอกลักษณ์ของศิลปะเซอร์เรียลลิซึมก็คือการใช้สิ่งที่เรียกว่าความบังเอิญ มาเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอผลงานโดยเฉพาะการหยิบเอาสิ่งของสองอย่างหรือมากกว่านั้น ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาวางไว้ด้วยกัน เหมือนเป็นการพบกันโดยบังเอิญที่ก่อให้เกิดความหมาย

แม้แต่ละอย่างจะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันเลย แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน ก็ย่อมจะกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดจินตนาการและความรู้สึกถึงเอกภาพแบบใหม่ ซึ่งไม่ขึ้นกับเหตุผลหรือตรรกะใดๆ ในโลกกายภาพ

รูปแบบผลงานศิลปะจะใช้วิธีการนำเอาสิ่งที่เป็นสภาวะปกติวิสัยตั้งแต่ 2 สิ่งที่ดูเข้ากันไม่ได้มาจัดร่วมประกอบกัน และแต่งเติมผสมผสานให้ดูเป็นสิ่งเดียวกันอย่างกลมกลืน รวมถึงการเชื่อมโยงความรู้สึกสัมผัสและประสบการณ์ทางการเห็นให้สอดคล้องกับความคิด เชื่อมโยงให้เป็นเรื่องใหม่

ในการจัดแสดงครั้งนี้ผลงานศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของสนามชัย ไล่เรียงมาตั้งแต่ชุดเก่าแก่สุดหายากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว มาจนถึงผลงานชุดล่าสุดที่สดใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดให้ชมที่ไหนมาก่อน

ส่วนของสุดรักเห็นถึงพัฒนาการการเติบโตทางด้านทักษะและความรู้สึกนึกคิดของศิลปินที่ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมากมายในทุกช่วงอารมณ์ ที่มีทั้งสุขและทุกข์ ทั้งเศร้าและดีใจ ซึ่งทุกสิ่งล้วนหล่อหลอมให้แข็งแกร่งเติบโตขึ้น โดยศิลปินได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกกลั่นกรองออกมาผ่านผลงานที่มีรูปทรง สีสัน องค์ประกอบที่จัดจ้าน เข้มข้นขึ้น

นิทรรศการศิลปะชุด “Tempus & Vita :เวลาและชีวิต” จัดแสดงถึงวันที่ 31 ก.ค. 2561 ที่ ยู่หยวน อาร์ต แกลเลอรี่ ใน ล้ง1919 คลองสาน กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.09-4554-8883