ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี บันทึกประวัติศาสตร์ ด้วยภาพแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558368

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 09:20 น.

ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี บันทึกประวัติศาสตร์ ด้วยภาพแห่งความสุข

โดย  ชุติมา สุวรรณเพิ่ม ภาพ : OAT-CHAIYASITH

“จะมีสักกี่ครั้งที่เราจะมีโอกาสอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของโลก” ซึ่งก็ได้คำตอบชัดๆ แฝงอยู่ในประโยคนี้แล้ว

“โอ๊ต” ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี ช่างภาพฝีมือเยี่ยมยุทธ์คนหนึ่งในวงการ ก็ไม่รีรอที่จะตีตั๋วไปประเทศอังกฤษ เดินทางไปเก็บภาพ “Royal Wedding” อีกครั้ง ในพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รี กับ เมแกน มาร์เคิล เมื่อวันที่ 19 พ.ค. วันที่คนทั่วโลกจับจ้องข่าวแห่งความหวานชื่นนี้อย่างสุขหัวใจ

ชัยสิทธิ์ กล่าวว่า “หลายๆ คนคงจะงงว่าทำไมผมต้องไป? ผมบอกได้คำเดียวเลยว่าหากคุณเคยอยู่ในบรรยากาศแบบนี้แล้ว คุณจะเข้าใจว่าทำไมผมต้องกลับไปอีกครั้ง หลังจากที่ผมเคยเป็นส่วนหนึ่งของ Royal Wedding 2011 งานพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี 2011

“ตอนถ่ายภาพพิธีเสกสมรสงานเจ้าชายแฮร์รี คนที่อยู่จุดเดียวกับผม ไม่มีใครเลยครับที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก ทุกคนล้วนผ่านประสบการณ์การเป็นส่วนหนึ่งของ Royal Wedding มาก่อน มีคนหนึ่งที่ผมเจอ เขาได้มาร่วมงาน Royal Wedding ถึง 3 ครั้งแล้ว ตั้งแต่ครั้งพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เลดี้ไดอานา สเปนเซอร์ และก็ครั้งนี้ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องมา

เพราะหลังจากครั้งนี้แล้วก็คงต้องรออีกทีคืองานของเจ้าชายจอร์จ กันเลยทีเดียว ถึงวันนั้นก็ไม่รู้ว่าผมจะถ่ายรูปไหวหรือเปล่า” ชัยสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายอย่างติดอารมณ์ขัน

การบันทึกภาพประวัติศาสตร์ครั้งล่าสุด จากพิธีเสกสมรสของรัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ชัยสิทธิ์ทำด้วยความเชื่อมั่นในคุณค่าของภาพประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องน่ายินดีเพียงใดกับการร่วมในเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

ขอมีส่วนร่วมสร้างคุณค่าทางประวัติศาสตร์

เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ ที่มาที่ไปของแต่ละภาพ ชัยสิทธิ์ กล่าวย้ำอีกครั้งว่า เลือกที่จะไปอย่างช่างภาพธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่เชื่อในคุณค่าของภาพประวัติศาสตร์ โดยทำตัวเป็นประชาชนทั่วไปคนหนึ่งที่ถือกล้อง ไม่ได้ไปในฐานะช่างภาพ ซึ่งสำหรับโปรไฟล์ช่างภาพที่บุคลิกดูนิ่งๆ ดูถ่อมตน แต่ในวงการภาพถ่ายล้วนรู้จักชื่อเสียงที่ช่างภาพคนนี้สะสมไว้เป็นอย่างดี ในฐานะเป็นมือคว้ารางวัลภาพถ่ายจากสมาคมช่างภาพงานแต่งงานของโลก เขาคือช่างภาพคนไทยเพียงคนเดียวที่เป็นสมาชิก ถ่ายภาพงานแต่งงานเซเลบริตี้ระดับโลกมาแล้วหลายคู่ อีกทั้งในวงการโปรดักชั่นเฮาส์เขาคือมือถ่ายภาพนิ่งเจ๋งๆ หลายชิ้น

ชัยสิทธิ์ คือช่างภาพไทยเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าของอัลบั้มภาพงานพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียม และแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี 2011 ความตั้งใจบันทึกภาพประวัติศาสตร์ออกมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด

“ผมเป็นนักเรียนถ่ายภาพที่อังกฤษ เลือกเรียนประเทศนี้ เพราะรู้สึกผูกพันกับความมีราชวงศ์เหมือนเรา ผมเคยมีโอกาสทำงานให้สำนักพระราชวังของไทย ได้ถ่ายภาพพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ บันทึกภาพถ่ายขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เหตุการณ์สำคัญของประเทศที่ผมได้ทำเพราะได้รับโอกาสจากอาจารย์ของผม นพดล อาชาสันติสุข ท่านเคยเป็นเลขาธิการสมาคมธุรกิจการถ่ายภาพ เป็นผู้มอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ทำให้ผมได้มีวันนี้ และได้รับเกียรติสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิตของคนไทยคนหนึ่ง ได้ถวายงานหลายๆ ครั้ง ได้ภูมิใจที่ได้เกิดในแผ่นดินของพระองค์

ผมโชคดีมากๆ ได้ทำงานบันทึกภาพพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ใน 2 ปีท้าย ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชดำเนินในพระราชพิธี ย้อนกลับไปก็ 13 ปีแล้วครับ ภาพเหล่านี้ถูกส่งไปเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ทำให้เห็นคุณค่าของภาพถ่าย ที่คือการบันทึกประวัติศาสตร์อย่างแจ่มชัดที่สุด

สำหรับการถ่ายภาพ Royal Wedding เจ้าชายวิลเลียมครั้งแรก ปี 2011 ก็ต้องถือเป็นโชคที่เราเรียนอยู่ที่อังกฤษในช่วงนั้น ซึ่งทั้งสองครั้งผมวางแผนการทำงานในฐานะประชาชนธรรมดาๆ เริ่มจากหาข้อมูลพิธีจากบทความและข่าว เดินสำรวจเส้นทางก่อน และหาตำแหน่งจุดที่ยืน ก็โชคดีที่ได้ยืนอยู่ถูกจุด ถูกที่ถูกเวลา ทำให้ได้ภาพถ่ายที่ดีแบบเกินคาด แต่ ณ เวลานั้น ไม่มีการคาดการณ์สร้างอัลบั้มภาพที่ครบสมบูรณ์ขนาดนี้เลยนะครับ”

ภาพรถพระที่นั่งวิ่งไปโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน จังหวะที่รถเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้าผมพอดี ทั้งสองพระองค์ก็ทรงหันพระพักตร์มาพอดี ยิ่งเมื่อรวมกับองค์ประกอบของรูปในตอนนั้น ก็ดีมากๆ ธงยูเนี่ยนแจ็กด้านหลัง เพราะผมยืนอยู่ด้านหลังทั้งกลุ่มทหารม้า จุดนี้เป็นการเดินสำรวจพื้นที่ก่อนไปบล็อกจุด จองที่ไว้ครับ

อีกภาพสำคัญ ภาพที่พระราชวังบักกิ้งแฮม ทั้งสองพระองค์จุมพิตต่อหน้าประชาชน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากครับ ช่วงที่รอพระราชพิธีด้านใน ผมเดินไปเดินมาเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบๆ ท่ามกลางคนนับแสน ผู้คนหลั่งไหลกันจับจองเต็มพื้นที่ด้านหน้าแล้ว จุดที่ผมยืนอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ภาพช็อตสำคัญ และด้วยตำแหน่งที่ผมอยู่ทำให้ ขยับเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้มาก แต่ก็มีเหตุการณ์ที่พลิกสถานการณ์ส่งให้เราโชคดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยครับ มีฝรั่งปีนเสาไฟขึ้นไปแล้วโทรศัพท์หาแม่เขา แล้วตะโกนลงมาท่ามกลางคนกว่าแสนๆ คนว่า ‘Everyone says hello to my mom.’ ทุกคนก็ส่งเสียง ‘เฮ…’ ดังมาก ถ้าตำรวจวิ่งเข้ามาจับ ตำรวจจะจับผู้ชายบนเสาไฟก่อน

ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมกระโดดลงไปในสระน้ำพุทันที เพื่อถ่ายช็อตนี้ และบันทึกได้ครบถ้วนทุกพระองค์ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธเสด็จพระราชดำเนินพร้อมเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พร้อมคามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และเจ้าชายแฮร์รี”

ชัยสิทธิ์ เล่าเบื้องหลังการบันทึกชุดภาพประวัติศาสตร์นี้ ทำงานเพียงลำพัง ไม่มีทีมกล้องช่วยอะไรเลย แต่ก็โชคดีซ้อนโชคดียิ่งขึ้นไปอีก ช่วงที่อยู่ในน้ำพุได้ยินเสียงคนไทยคุยกัน ก็เลยยื่นโทรศัพท์ให้ช่วยบันทึกรูปตัวเองครั้งนี้ให้ จึงได้ภาพแห่งความทรงจำนี้กลับมาด้วย

ทุกอย่างเกิดขึ้น“เพียงครั้งเดียว” ในเสี้ยวนาที

ในพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รี กับ เมแกน มาร์เคิล ในปีนี้ ชัยสิทธิ์เดินทางไปเก็บภาพงานพิธีเสกสมรสประหนึ่งช่างภาพธรรมดาๆ คนหนึ่งอีกเช่นเคย

“ความยากในการถ่ายภาพงานระดับโลกเช่นนี้ คือจำนวนคนมหาศาลและระยะที่ไกลมากเกินกว่าเลนส์ธรรมดาจะบันทึกได้คมชัด แต่ก็เตรียมตัวดีกว่าครั้งก่อน เรื่องอุปกรณ์ใช้เลนส์เทเลให้ซูมได้ไกลขึ้น วิธีการทำงานของผมก็คือวางแผนต้องการภาพช่วงรถม้าวิ่งผ่าน แต่ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะต้องได้ภาพดีที่สุดแบบนั้นแบบนี้เลยนะครับ ก็พยายามเดินเข้าไปให้ใกล้ที่สุด 6-7 เมตร เส้นทางที่รถม้าวิ่งผ่าน สไตล์รูปถ่ายของผม คือการเล่าเรื่องราวด้วยภาพ สื่อสารความรู้สึกได้อย่างชัดเจน นำเสนอมุมที่มีชีวิตชีวา

จุดที่ขบวนสวนสนามออกไปรับเจ้าชายแฮร์รีกับเมแกน อยู่ที่พระราชวังวินด์เซอร์ห่างจากลอนดอนราว 45 นาที ผมนั่งรถไฟเที่ยวแรกจากที่พักมาถึงที่นี่ 6 โมงเช้า คนนับแสนอีกเช่นเคยครับมารอรับเสด็จ พิธีเสกสมรสรอบนี้เดินทางมาจากทั่วโลก คนอังกฤษรักเจ้าชายพระองค์นี้มาก มีคำกล่าวว่า Cool prince ever สิ่งที่ไม่แตกต่างเลยคือจำนวนคน แต่ลักษณะงานเฉลิมฉลองก็จะแตกต่างจากพระเชษฐาโดยสิ้นเชิงเลยนะครับ คือมีความสุขแล้วยังมีความสนุกสนานด้วย เป็นเหมือนเฟสติวัลมากกว่ารอยัลเวดดิ้ง ทุกคนแต่งตัวจัดเต็มมาก แต่งตัวเป็นกิมมิก ดาราคนดัง เด็กผู้หญิงแต่งตัวเป็นเจ้าสาวน่ารักๆ ทุกคนสนุกกับการเป็นส่วนหนึ่งของพิธีนี้ นั่นคือสิ่งที่แสดงว่าคนอังกฤษรักเจ้าชายพระองค์นี้มากๆ ทรงเท่ ทรงคูลที่สุดในราชวงศ์ ประชาชนเข้าถึงพระองค์ได้ง่าย

ครั้งนี้ผมเตรียมตัวค่อนข้างดี กล้อง 2 ตัว เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์โดยสนับสนุนจากแคนนอน การถ่ายภาพในแบบช็อตนี้กำลังจะเล่าเรื่องอะไรบางอย่างได้ เช็กข่าวแล้วครั้งนี้ช็อตจุมพิตอยู่ด้านในโบสถ์ เราจึงไม่มีโอกาสถ่ายช็อตนี้แน่นอน แต่จะได้ภาพขบวนรถม้าพระที่นั่ง ผมอยู่สำรวจพื้นที่รอบพระราชวังวินด์เซอร์ 4 วัน ออกจากที่พักตี 4 ครึ่ง ไปถึงจุดตั้งแต่ 6 โมงเช้า กว่าจะได้ถ่ายภาพคือบ่ายโมงครึ่ง ร่วม 8 ชั่วโมงที่เราต้องรอคอยเวลา ซึ่งช่วงเสด็จมาเร็วมากครับ ขบวนมีลักษณะเกาะกลุ่มกัน มองไม่เห็นทั้งสองพระองค์เลย เพราะระยะห่างของทหารม้านำขบวนและรถม้าพระที่นั่งอยู่ติดกันมาก ม้าก็ตัวสูงมาก บังหมด ฝรั่งก็ตัวใหญ่ เราคนไทยตัวเล็กๆ ก็ใจแป้วแล้วครับ

รู้ตัวอีกทีคือ รถพระที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว จังหวะที่ยกกล้องขึ้นมา ทั้งสองพระองค์หันพระพักตร์ไปอีกด้าน เราก็ยิ่งลุ้นเข้าไปใหญ่ โชคดีที่พระองค์มาพอดี ทรงโบกพระหัตถ์ให้กล้องของเราวินาทีนั้นเรากดชัตเตอร์รัวๆ เลย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ผมใช้เวลาแค่ 4 วินาทีสำหรับภาพช็อตนี้ครับ โชคดีที่ได้ยืนในจุดที่ยืน ที่ผมเลือกนาทีสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ

ไม่มีงานเสกสมรสของราชวงศ์ใดในโลก ที่จะยิ่งใหญ่เท่าราชวงศ์อังกฤษแล้วนะครับ แล้วผมก็สามารถเก็บภาพได้ครบทั้งสองพระองค์ในเจเนอเรชั่นนี้”

ชัยสิทธิ์ บอกทิ้งท้ายขอแค่เป็นช่างภาพคนหนึ่งที่ได้บันทึกงานประวัติศาสตร์ของโลกรูปถ่ายคือการเล่าเรื่องราวได้อย่างมีชีวิต 

อันตรายหน้าฝน ระวังแมลงก้นกระดก และเชื้อโรคปะปนความชื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558271

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 12:42 น.

อันตรายหน้าฝน ระวังแมลงก้นกระดก และเชื้อโรคปะปนความชื้น

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com

การเฝ้าระวังโรคผิวหนังและแมลงสัตว์มีพิษในช่วงฤดูฝน เป็นเรื่องสำคัญและต้องใส่ใจอย่างยิ่งยวด บางทีเรื่องที่มองข้ามและสามารถหาทางป้องกันง่ายๆ กลับมองผ่านหรือข้ามไป เมื่อเกิดเหตุเกิดโรคจนเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ต้องเสียสุขภาพ เสียเวลารักษา และเสียเงินทองโดยมิจำเป็น

ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย บอกว่า ปีนี้หน้าฝนมาเร็ว ความชื้นมาเร็ว ทำให้หลายๆ พื้นที่มีน้ำท่วมขังหรือน้ำรอการระบาย โดยที่เราไม่คาดการณ์ล่วงหน้า โรคหลายๆ โรคมักจะมากับความชื้น

“อย่างที่เจอบ่อยๆ คือ เชื้อราที่เท้า ซึ่งบางคนเรียกว่าน้ำกัดเท้า เชื้อราในที่อับๆ ทั้งหลายอย่างขาหนีบก็พบบ่อยในช่วงนี้ จริงๆ อย่างบ้านเราความชื้นมีทั้งปี บางช่วงก็ร้อนชื้น บางช่วงก็เย็นชื้น ซึ่งเป็นอากาศที่เชื้อราชอบ”

ในฤดูฝน ศ.ดร.นพ.ประวิตร ชี้ว่าพอน้ำท่วมหลายๆ คนก็ต้องใส่รองเท้าลุยน้ำเข้าบ้าน พอใส่รองเท้าแล้วรองเท้าชื้นแล้วก็ใส่คู่เดิม โดยเฉพาะอาชีพตำรวจหรือทหารที่มีรองเท้าเพียงคู่เดียว

“ยิ่งเป็นแบบรองเท้าบู๊ตก็มีโอกาสจะเป็นได้สูง เชื้อราอยู่ในรองเท้าและอยู่บนผิวหนังเรา พอเราใส่รองเท้าคู่เดิมไปทุกๆ วัน เชื้อราทั้งหลายชอบความชื้น ถ้าเราทำให้ผิวหนังเราแห้งได้พอสมควร เชื้อราจะไม่ค่อยเกิดขึ้น การใส่รองเท้าถ้าหากเป็นคู่ที่เปียกๆ ควรพักรองเท้าบ้าง

ถ้าให้ดีให้สลับแล้วพักให้แห้งบ้าง หรือทางที่ดีให้สลับรองเท้าอยู่เรื่อยๆ อย่าพยายามใส่คู่เดียว ถึงแม้เป็นคู่ที่เรารักเราอยากใส่ทุกวันก็ตาม ส่วนถุงเท้าต้องเปลี่ยนทุกวัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการหมักหมมของเหงื่อที่เท้า หรือแถวๆ ขาหนีบ แถวซอกรักแร้ ก็ต้องทำความสะอาดร่างกายให้ดี อย่าให้มันชื้นหรืออับมากเกินไป”

สำหรับในกรณีมีแผลที่เท้าอยู่แล้ว ศ.ดร.นพ.ประวิตร แนะนำว่าต้องดูแลเป็นพิเศษและรักษาแผลให้หาย ดูว่าแผลเกิดจากอะไร

“ผื่นจากเชื้อราที่อักเสบหน่อย อาจได้เชื้อมาจากสัตว์บางชนิด ซึ่งอาจจะมีตุ่มน้ำตุ่มหนองขึ้นมาได้ อีกที่หนึ่งที่เป็นบ่อยและลองสังเกตดูจะเป็นตามซอกของนิ้วนางกับนิ้วก้อยเท้า ซึ่งโดยธรรมชาติจะปิดที่สุดจะอับที่สุด มันจะไม่เหมือนหัวแม่โป้งเท้าที่จะใหญ่หน่อย”

สำหรับโรคเท้าเหม็นเกิดจากเท้ามีเหงื่อออกเยอะ ศ.ดร.นพ.ประวิตร ขยายความว่าแล้วมีเชื้อแบคทีเรียบางตัวที่ชอบความชื้นจึงมักอยู่บริเวณนี้ บางคนที่ฝ่าเท้าหนาหน่อยหรือเหงื่อออกง่ายหน่อย ก็จะเชื้อเชิญทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียมาอยู่ด้วยกันเลย

“วิธีสังเกตง่ายๆ บางทีเพื่อนๆ ก็จะบอก เพราะบางทีตัวเองชินกับกลิ่นตัวเอง หรือที่เท้าอาจจะเห็นเป็นหลุมๆ เกิดจากแบคทีเรียพวกนั้นเติบโตขึ้นแล้ว ไปย่อยผิวหนังให้เป็นหลุมๆ จะต้องทำการรักษา แล้วเรื่องกลิ่นเท้าจะดีขึ้น ซึ่งจะมียาทาเฉพาะที่ หรือกลุ่มยารักษาสิวบางชนิดที่ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียได้ ส่วนแอลกอฮอล์สามารถช่วยได้เป็นครั้งคราว ซึ่งการรักษาต้องฆ่าเชื้อเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรถึงจะหาย”

อันตรายอีกอย่างที่มักพบในช่วงฤดูฝนคือแมลงกัดต่อย ศ.ดร.นพ.ประวิตร มองว่าจริงๆ แล้ว แมลงในเมืองไทยเยอะมาก เพราะภูมิประเทศบ้านเราเป็นเขตร้อนชื้น

“ยุงก็เยอะ คนที่แพ้ก็จะเป็นตุ่มผื่นขึ้นได้ แต่ที่มักเป็นข่าวบ่อยๆ จะมีแมลงอยู่ชนิดหนึ่ง ช่วงปลายๆ ฤดูฝนจะพบได้ก็คือด้วงก้นกระดก หรือแมลงก้นกระดก เคยมีข่าวว่าโดนแล้วตาย จริงๆ แล้วพิษของแมลงชนิดนี้มันอยู่ในตัวของมันเอง โดยจะมีสารที่หลั่งออกมา แมลงก้นกระดกมักจะอยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

ที่น่าสนใจคือ แมลงชนิดนี้เป็นแมลงเล่นไฟชนิดหนึ่ง คนส่วนมากมักจะโดนพิษของแมลงชนิดนี้ในเวลากลางคืน เนื่องจากปิดไฟแล้วแมลงจะตกตามที่นอน ซึ่งเมื่อเราตื่นขึ้นมาก็มักจะรู้สึกแสบๆ อยู่ตามตัว และจะเจอแผลไหม้ๆ แดงๆ สังเกตอาจจะเป็นแผลไหม้ๆ ยาวๆ แต่จะไม่ถึงกับเสียชีวิต ด้วงหรือแมลงก้นกระดกนั้นบินได้ ตัวที่เห็นจะเป็นสีส้ม-ดำ ถ้าเจออย่าบี้หรือขยี้ พิษของมันหากใครโดนก็เหมือนที่ผิวจะเกิดอาการแสบไหม้”

ข้อมูลจากเว็บไซต์ seedoctornow.com เผยแพร่ถึงรายละเอียดของแมลงก้นกระดกว่า มีขนาดตัวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร ลำตัวมีสีดำสลับกับส้ม พบมากทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น แมลงก้นกระดกจะชอบออกมาเล่นไฟนีออนที่มีแสงสีขาว และด้วยขนาดตัวที่เล็กทำให้สามารถเล็ดลอดช่องประตูเข้ามาได้

แมลงก้นกระดกจะไม่ทำอันตรายโดยการกัดหรือต่อย แต่ในลำตัวของแมลงก้นกระดกจะมีสารที่ชื่อว่า Paederin ซึ่งเป็นสารพิษที่มีฤทธิ์เป็นกรด ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนัง สามารถทำลายผิวหนังและเซลล์เนื้อเยื่อได้ ซึ่งหากไม่ไปบี้หรือเผลอปัดที่ลำตัวของแมลง สารชนิดนี้ก็จะไม่สามารถกระจายออกมาภายนอกได้

พิษจะทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดงหรือรอยไหม้เป็นทางยาว มีอาการปวดแสบร้อน และเกิดตุ่มพุพอง ซึ่งหากโดนในบริเวณผิวเนื้ออ่อน เช่น บริเวณรอบดวงตา จะมีความรุนแรงมากกว่าที่อื่น โดยเมื่อโดนพิษของแมลงแล้วห้ามขยี้หรือเกา เพราะจะทำให้พิษขยายวงกว้าง ให้ทำความสะอาดบริเวณที่โดนพิษด้วยการเปิดน้ำให้ไหลผ่านแผล เพื่อชะล้างสารพิษออกไปให้มากที่สุด แล้วใช้สบู่ที่มีฤทธิ์เป็นด่างถูบริเวณแผลเพื่อช่วยกำจัดสารพิษ จากนั้นควรไปพบแพทย์ซึ่งจะสามารถสั่งยาทาช่วยให้อาการไม่ลุกลามไปมากขึ้น

หากพบแมลงก้นกระดกในบริเวณบ้าน ให้ใช้ผ้าหรือกระดาษเขี่ยทิ้งในถุงพลาสติก และมัดปากถุงให้แน่นก่อนนำไปทิ้ง ถ้าโดนแมลงก้นกระดกมาเกาะห้ามตบหรือบี้โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ท้องของแมลงแตกและสารพิษกระจายออกมาโดนผิว ให้ใช้สกอตเทปแปะ เป่า หรือใช้กระดาษเขี่ยออกจากผิวหนัง 

งานฉลองโยคะสุตรา ครบรอบ 15 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558270

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 12:39 น.

งานฉลองโยคะสุตรา ครบรอบ 15 ปี

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ผ่านพ้นไปแล้วกับงานโยคะมาราธอน ต่อเนื่องแบบไม่หยุดทั้ง 7 คลาส งานนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากผู้เข้าร่วมและผู้สนับสนุนทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นของที่ระลึกจากโยคะโอม (YogaAum) อาหารสุขภาพจาก Slimfit คุณครูชื่อดังทั้ง 8 ท่าน ได้แก่ ครูสถิต ครูต่าย ครูเต้ย ครูอุ๋มอิ๋ม ครูเน้า ครูวุธ ครูเอก ครูสุขุม รวมทั้งทีมครูผู้ช่วยทุกท่าน ครูตาร์ ครูเอ๋ ครูจู ครูพัด ครูกบและคุณครูอีกหลายๆ ท่าน ที่แวะเวียนเข้ามาร่วมงานกัน

ที่ขาดไม่ได้เลยคือ คุณม่าเหมี่ยว ที่มามอบศิลปะบนเรือนร่างให้ผู้ที่มาร่วมงานแบบไม่ต้องเจ็บตัว หลายคนได้ลายเพนต์เท่ๆ กลับบ้านไปเป็นที่ระลึก

ผู้เข้าร่วมทุกท่านนอกจากจะอิ่มบุญกับรายได้ที่ไม่หักค่าใช้จ่าย นำเข้าโครงการ “โยคะสุตราพัฒนาโรงเรียนห่างไกลปี 2562” แล้วยังได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ เจอเพื่อนเก่าๆ หรือแม้กระทั่งบางคนที่เคยเห็นกันแต่ในเฟซบุ๊ก ก็ได้มีโอกาสเจอตัวจริงกัน ทำให้บรรยากาศในวันงาน เต็มไปด้วยความอบอุ่น สนุกสนานเฮฮา มีความสุข สุขภาพแข็งแรง อิ่มบุญ สุขใจกันถ้วนหน้า ทั้งยังได้ของรางวัลจากการจับรายชื่อผู้โชคดี ได้ของขวัญติดไม้ติดมือกันกลับบ้านอีกด้วย

สำหรับใครที่พลาดงานในปีนี้ รอฟังข่าวเพื่อพบกันใหม่กับงานฉลองครบรอบในปีหน้านะคะ

เตรียมตัว-ใจ รับวัยเกษียณ ปัทมา เปรมปรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558269

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 12:34 น.

เตรียมตัว-ใจ รับวัยเกษียณ ปัทมา เปรมปรี

โดย อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

นับว่าเป็นผู้หญิงแกร่งและเก่งที่ในแวดวงสื่อสารมวลชนและบริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์รู้จักเป็นอย่างดี “ปัทมา เปรมปรี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิกซ์ แอนด์ แมทซ์ คอมมิวนิเคชั่นส์ ทั้งนี้ด้วยประสบการณ์ทำให้เห็นถึงมุมมองด้านต่างๆ รวมทั้งการเตรียมตัวและเตรียมใจเมื่อต้องถึงวัยต้องเกษียณแม้ปัจจุบันจะมีอายุ 50 ปีก็ตามคุณปัทมา กล่าวว่า ร่างกายของเราเหมือนรถที่ใช้งานหนักมากว่า 50 ปี อะไหล่เริ่มเสื่อม สมรรถภาพลดน้อยถอยลง จำเป็นต้องค่อยๆ ซ่อมแซมกันไป วัยนี้จึงต้องเคร่งครัดเรื่องอาหารการกินที่พอเหมาะพอควรกับวัย กินให้ครบ 5 หมู่ บางหมู่ก็ต้องเพลาๆ ลงบ้างจำพวก แป้ง น้ำตาล และไขมัน ตรวจสุขภาพร่างกายสม่ำเสมอเพื่อให้สามารถควบคุม ดูแล และเฝ้าระวังโรคภัยที่เสี่ยง หรือโรคที่เกิดจากกรรมพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น มะเร็ง หรือเบาหวาน ความดัน หัวใจ

ทั้งนี้ แน่นอนว่าส่วนใหญ่เราก็จะรู้อยู่แล้วว่าอาหารประเภทไหนที่บริโภคแล้วเลี่ยงต่อการเกิดโรคอะไร ก็ให้หลีกเลี่ยง แต่สำหรับเราแล้วเรื่องการบริโภคเป็นสิ่งที่คนทุกวัยต้องให้ความสำคัญ ไม่ต้องรอให้อายุเยอะแล้วค่อยมาคิด ความเห็นส่วนตัวคือ เดินสายกลางดีที่สุด จะกินก็กินแบบกระจาย ไม่กินกระจุกแต่ของซ้ำๆ เดิมๆ ออกกำลังกายก็ควรเน้นแบบพอดีๆ ให้เหมาะสมกับวัย ไม่หักโหม

สำหรับวัย 50 ในด้านการทำงานถือว่าเดินทางมาเกือบจะถึงปลายทางของการทำงานแล้ว ดังนั้นเราจึงควรค่อยๆ ถอยออกมายืนด้านหลังบ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้ใช้ประสบการณ์และความรู้ในการทำงานให้มากขึ้น โดยเรายังสามารถชี้แนะและให้คำแนะนำ

ขณะที่คิดว่าสิ่งที่ยังคงสำคัญที่สุดคือ ถึงแม้วัยจะล่วงเลยไปแค่ไหน จะใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้วก็ไม่ควรทำตัวเป็น Dead Wood ควรจะต้องคิดและหาอะไรใหม่ๆ โดยต่อยอดจากประสบการณ์และความรู้ที่เรามีอยู่ คิดว่าหลักการและตรรกะที่ใช้ในการทำงานคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือ เทคนิค และวิธีการใหม่ๆ ที่จะมีในเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งจะวัยไหนก็ต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในวิชาชีพพีอาร์ ที่เครื่องมือหรือวิธีการเดิมๆ ก็อาจจะใช้ไม่ได้ผลในปัจจุบันหรืออนาคตแล้ว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ว่าจะวัยไหน แต่ในด้านการทำงานแล้ว “เราควรทำตัวเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้วอยู่เสมอ”

นอกจากนี้ เรื่องของการเก็บออมและการวางแผนเป็นการเตรียมตัวที่ดี ด้านการเงินเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะวางแผนตั้งแต่วัย 30 กว่าๆ ที่หน้าที่การงานเริ่มมีความมั่นคงแล้ว เพราะการแพทย์ที่ดี จะทำให้เราอายุยืนยาวขึ้น หรือเปล่าไม่รู้นะ อายุยืนขึ้นก็ต้องใช้เงินมากขึ้น ต้องมีเงินเก็บเพื่อก้าวสู่วัยเกษียณ โดยไม่ต้องเดือดร้อนลูกหลาน ซึ่งในยุคปัจจุบันก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากมายไว้รองรับคนในวัยเกษียณ ทำให้เราสามารถก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

คุณปัทมา กล่าวถึงการเตรียมใจ ว่าการเตรียมใจเนี่ยยากสุดละ หนึ่ง เพราะเราเป็นผู้หญิง ต้องยอมรับว่าฮอร์โมนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อก้าวสู่วัยคุณภาพ (วัยทอง) บางครั้งก็ควบคุมลำบาก แต่ละคนจะมีวิธีการควบคุมไม่เหมือนกัน สำหรับพี่ถ้ารู้ว่าเริ่มหงุดหงิด จะต้องออกไปหาอะไรที่เราทำแล้วรู้สึกผ่อนคลาย อย่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ

สำหรับตัวเองไม่น่าเชื่อว่าจากคนที่ไม่ค่อยจะธรรมะธัมโม ก็หันมาอ่านหนังสือธรรมะ และนั่งสมาธิมากขึ้น อันนี้อยากจะแนะนำหลายๆ คน ซึ่งตรรกะจริงๆ แล้วก็คือทำให้เราอยู่และเรียนรู้ทุกอย่างบนโลกอย่างมีสติมากขึ้น เพราะวัยนี้ต้องยอมรับว่าเราเดินทางมาถึงจุดที่ต้องสูญเสีย หรือพลัดพรากจากคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง ต้องเข้าใจในสัจธรรมของชีวิตไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ แก่ เจ็บ และตาย ซึ่งบางครั้งก็มาถึงแบบไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด คือ การวางแผนชีวิตที่ดี เพื่อที่เราจะมั่นใจได้ว่า คนที่อยู่ข้างหลังเราจะไม่เดือดร้อน

การปล่อยวาง อันนี้สำคัญที่สุด เพราะหนึ่งในด้านการทำงาน แน่นอนว่าบทบาทและความสำคัญของเราจะต้องลดลง ที่บางครั้งเมื่อเราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหรือบทบาทนั้นๆ แล้ว อาจจะไม่ได้มีความสำคัญเหมือนเดิม ดังนั้นเมื่อถึงวันหนึ่งที่เราต้องถอดหัวโขนออก เราก็ต้องอยู่ให้ได้อย่างสง่างาม ได้รับเกียรติ และความนับถือจากคนรุ่นหลังๆ จากการกระทำดีๆ ที่เราสั่งสมมาตลอดระยะเวลาการทำงาน และการใช้ชีวิตในสังคมที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่อย่าง Give และ Take ไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช้ Take อย่างเดียวจากอำนาจและบารมีที่เรามี สอง ในด้านครอบครัว ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสมาชิกในครอบครัว ที่เราต้องปล่อยให้บุตรหลานได้เดินไปตามเส้นทางและสร้างครอบครัวของตัวเอง ซึ่งถึงแม้เขาจะไม่ได้พึ่งพาเราเหมือนตอนเล็กๆ แต่เชื่อเถอะว่า เรายังคงเป็นไอดอลในใจเขาอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ต้องไม่หยุดสวย การเป็นผู้หญิงเราต้องไม่หยุดสวย หรือหยุดที่จะดูแลตัวเอง ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งต้องดูแลตัวเองในเรื่องของการแต่งตัวและการบำรุงตัวเองให้มากขึ้น ซึ่งสำหรับพี่มีผลในแง่ของจิตใจนะ เพราะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสีสันของชีวิตทำให้เราไม่อับเฉาไปตามวัย

หลังจากที่เราเตรียมตัวและเตรียมใจพร้อมที่จะก้าวสู่วัยเกษียณแล้ว ต่อไปนี้เราก็ “จงใช้ชีวิตทุกๆ วัน ให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต” อะไรที่ดีต่อใจก็ทำซะ สำหรับตนเองแค่หันกลับไปเจอเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เคยได้ผ่านเข้ามาในแต่ละช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน แค่นี้ก็มีความสุข และทำให้คิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามีกัลยาณมิตรที่ดีมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บางคนเป็นเพื่อนสมัยเรียน เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมอาชีพ ร่วมสังคม พัฒนาจากลูกค้ามาเป็นเพื่อนคู่คิดที่ให้คำแนะนำดีๆ ได้เสมอเมื่อมีปัญหา หรือมีความทุกข์

ส่วนที่เหลือก็คือเพิ่มความถี่ในการเดินทางท่องเที่ยวเปิดโลกทัศน์ให้มากขึ้น เป้าหมายการท่องเที่ยวของพี่มักเป็นแหล่งธรรมชาติ ต้นไม้ ภูเขา จะในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้ ส่วนใหญ่จะเน้นแหล่งชนบทไกลๆ มากกว่า ล่าสุดไป Backpack ซาปา-ฮานอย เวียดนาม กับลูกๆ สนุกมาก แค่ได้ตื่นสายๆ ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบ สูดหายใจแบบเต็มๆ ปอด ก็โอเคแล้ว เพราะทุกๆ วันเราใช้ชีวิตกับการเดินทางมากกว่า 4 ชั่วโมง ทำงานอีกมากกว่า 8 ชั่วโมง ก็แทบไม่เหลือให้ทำอย่างอื่นแล้วละ หลังจากท่องเที่ยวทุกครั้ง เรามักจะกลับมาพร้อมกับ Passion และได้ชาร์จพลังงานดีๆ ที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขเสมอ

“ต้องบอกว่าที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่พยายามทำอย่างยิ่ง บางข้อได้ บางข้อต้องใช้เวลาในการปรับทัศนคติและพฤติกรรมของตัวเองอยู่เหมือนกัน ซึ่งเชื่อว่าถ้าสามารถทำได้ทั้งหมดนี้ ชีวิตเราก็จะไม่มีคำว่า ‘เกษียณ’ แน่นอน” คุณปัทมา กล่าว 

ระวังนกพิราบ! หนูท่ออากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558260

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 11:46 น.

ระวังนกพิราบ! หนูท่ออากาศ

โดย ร็อกนีย์3229

ไม่เฉพาะบ้านหรือที่อยู่อาศัยแนวราบเท่านั้น ที่โดนพิษภัยจากนกพิราบ แต่ที่อยู่อาศัยแนวดิ่งก็ไม่พ้นปัญหาในลักษณะเดียวกัน

อ้าว! ก็พิราบบินได้ ถึงอยู่สูงแค่ไหน ก็เจอนกที่นอกหน้าต่างได้เหมือนกัน ก็พิษภัยเชื้อราเชื้อโรคจากมูลนกน่ะ ไม่ไหวจะเคลียร์ คอนโดมิเนียมบางยูนิต เปิดประตูระเบียงออกไป เจอแต่กับระเบิดจากนกพิราบ ผู้ได้ชื่อว่า “หนูท่ออากาศ” ที่สกปรกโสโครกและกำจัดได้ยากยิ่ง

มี 10 วิธีไล่นกพิราบ… หนูท่ออากาศมหาภัย มาบอกกล่าวกัน

1.หนามกันนก

ใช้ลวดเส้นเล็กปักลงบนฟิวเจอร์บอร์ดในแนวตั้งความสูง 3 นิ้ว ปักถี่ๆ ให้ทั่วแผ่น แล้วนำไปวางไว้ที่ระเบียงหรือหลังคา นกพิราบซึ่งขาสั้น เมื่อบินมาเกาะ ลวดจะทิ่มเท้าและลำตัวจนไม่กล้าบินลงมาเกาะอีก

2.เข็มขัดรัดสายไฟ

เข็มขัดรัดสายไฟ มีลักษณะเป็นพลาสติกเส้นเล็กๆ สามารถไล่นกพิราบได้ โดยการนำไปรัดกับระเบียง โดยไม่ต้องตัดส่วนที่เหลือ เพราะสายส่วนที่ชี้ออกมา จะทำหน้าที่เหมือนหนามแหลมตำเท้านกไม่ให้มาเกาะ ต้องรัดถี่ๆ เพื่อไม่ให้เหลือที่ว่างจนนกบินมาเกาะได้

3.ไม้อัดตอกตะปู

วิธีนี้ใช้หลักการเดียวกับข้อ 1 และข้อ 2 ไม้อัดและตะปูมีน้ำหนักพอสมควร ไม่ปลิวตามแรงลม วิธีทำนั้นก็ง่ายมากโดยตอกตะปูลงไปบนแผ่นไม้อัดถี่ๆ จากนั้นนำไม้อัดไปวางหงาย อาจทำตัวยึดช่วยยึดด้วยก็ได้

4.ตาข่ายพีวีซี

นำตาข่ายพีวีซีขึงปิดช่องว่างระหว่างเพดานกับพื้นระเบียงให้มิดชิด แต่ถ้าไม่อยากให้ตาข่ายบดบังทัศนียภาพ อาจเปลี่ยนจากตาข่ายพีวีซีธรรมดาเป็นตาข่ายพีวีซีใส

5.กำจัดรังนก

หยิบรังนกไปทิ้ง เมื่อนกพิราบเริ่มทำรังอีกรอบก็ให้รีบจัดการ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ นกพิราบก็จะรู้เองว่าที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับมันแล้ว

6.แผ่นซีดี

นำแผ่นซีดีเก่ามาร้อยเข้าด้วยกัน แล้วนำไปแขวนตามระเบียงหรือหลังคา แสงสะท้อนและเสียงเวลาแผ่นซีดีกระทบกันช่วยไล่นกได้

7.กระดาษหนังสือพิมพ์

นำหนังสือพิมพ์เก่าๆ ไปปูบริเวณที่นกชอบเกาะ ใช้เทปกาวติดขอบไว้กันปลิว เมื่อนกบินลงมาเหยียบก็จะเกิดเสียงกรอบแกรบ ช่วยไล่นกได้เหมือนกัน

8.โมบาย

ตามธรรมชาตินกพิราบจะตกใจเสียงและสิ่งของที่ขยับได้ เมื่อโมบายโดนลมพัดหรือโดนปีกที่บินมาใกล้ ก็จะตกใจจนบินหนีไป ควรเลือกโมบายที่น้ำหนักเบา มีเสียงดัง มีแสงสะท้อนด้วยยิ่งดี

9.น้องแมว

น้องแมวน่ะมีไหม วิธีนี้ได้ผลดี ถ้าแมวของคุณเป็นนักล่าและยังมีสัญชาตญาณการล่า (แต่ถ้าเป็นแมวอ้วนปี๋ที่เลิกไล่จับอะไรมาตั้งนานแล้วก็อีกเรื่องหนึ่งนะ) พวกมันชอบจับนก แค่เห็นนกพิราบบินลงมา พวกมันก็จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด

ขอแถมด้วยโรคภัยจากพิราบ ถ้าเจ้าของคอนโดท่านใดยังไม่ทราบ ข้อมูลจากรามาโฟกัส ระบุว่า โรคที่มากับนกพิราบอันตรายร้ายแรงถึงสมอง พิษภัยมาจากเชื้อราที่อยู่ในมูลนก เรียกว่า “เชื้อคริปโตคอคคัส” ซึ่งติดเชื้อในคนได้โดยการสัมผัสมูล หรือจากการหายใจสูดดมเชื้อ

เมื่อเกิดการสัมผัส เชื้อคริปโตคอคคัสจะฟุ้งกระจาย ทำให้ติดเชื้อที่ปอดและลุกลามไปยังอวัยวะอื่น เช่น สมอง กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือแม้แต่ในคนที่ภูมิคุ้มกันปกติก็ติดเชื้อได้ ในนกพิราบยังมีแบคทีเรีย “คลามัยเดีย” ที่ทำให้ปอดบวมด้วย

นกพิราบ…ศัตรูตัวฉกาจที่ชอบบินมาเกาะตามระเบียงและหลังคา แล้วปล่อยของเสียไม่นับ พวกมันดีใจที่ได้ชายคาคอนโดของคุณเป็นที่พึ่งหรือรังอันอบอุ่น แต่ต่อไปนี้พวกเราจะยึดพื้นที่คืนแล้ว 

‘เปิดโลกใหม่ให้กับลูก’ โสภิณ รองรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558259

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

‘เปิดโลกใหม่ให้กับลูก’ โสภิณ รองรัตน์

โดย ฤดูกาล ภาพ : โสภิณ รองรัตน์

เจ้าของธุรกิจสปากระเป๋า รองเท้า และเครื่องหนังแบบครบวงจร ร้านเลธเธอร์ โซลูท (Leather Solute) “เก๋” โสภิณ รองรัตน์ เธอเป็นหญิงเก่งที่สามารถบริหารงานและบริหารเวลาครอบครัวได้สมบูรณ์แบบ เพราะเธอเชื่อมั่นว่า นอกจากจะมีความสุขกับการทำงาน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ต้องมีความสุขกับครอบครัว

เธอเล่าถึงการเดินทางแบบครอบครัวที่มีหัวใจดวงน้อย น้องไตตั้น และน้องแอสตั้น เป็นสมาชิกร่วมทางว่า พ่อแม่ถือเป็นความทรงจำแรกของลูกๆ และลูกๆ ก็คือความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตของพ่อและแม่ ดังนั้นการพาลูกเที่ยวแต่เล็กจึงมีความหมายแม้ว่าลูกอาจจะจำอะไรไม่ได้ก็ตาม

“เก๋เป็นคนชอบถ่ายรูปลูก เพื่อจะเก็บไว้ให้เขาได้ดูตอนโต และเวลาไปเที่ยวทุกทริปเก๋จะถ่ายรูปไว้ค่อนข้างเยอะ เก๋เชื่อว่ารูปภาพคือ ความทรงจำที่ดีที่สามารถถ่ายทอดได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่เดือนกี่ปีแล้วก็ตาม

หากลูกเรายังเล็กแน่นอนอาจจะจำทุกอย่างไม่ได้ แต่รูปภาพที่เราไปเที่ยวด้วยกันเหล่านั้น เก๋เชื่อว่ามันสามารถถ่ายทอดให้เขารับรู้ถึงความรัก ความสนุก และความสุขที่เคยเกิดขึ้นกับเขา และคุณต่อ-ภูมิพัฒน์ รองรัตน์ สามีเก๋เป็นคนติดลูกมาก เพราะเขาไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่กับลูกอย่างเก๋ เวลาไปเที่ยวไหนก็อยากจะพาลูกๆ ไปด้วยกัน มันคือความสุขของคนเป็นพ่อแม่จริงๆ”

เก๋เล่าด้วยว่า ทริปที่ไกลที่สุดสำหรับลูกชายทั้งคนคือ ทริปล่องเรือที่ยุโรป คราวนั้นไปหลายประเทศและไปนานเกือบ 2 สัปดาห์ แต่โชคดีที่ลูกๆ เป็นเด็กร่าเริง ไม่งอแง และการมีพี่น้องทำให้ลูกๆ สามารถเล่นด้วยกัน ทำให้พวกเขามีความสุขกับทุกที่ที่ไป

“แน่นอนว่า การท่องเที่ยวก็เหมือนการผจญภัยเปิดโลกใหม่ๆ ให้กับลูก ให้เขาได้เรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆ เพราะแต่ละประเทศก็จะมีวัฒนธรรม อาหาร สถาปัตยกรรม ภาษาที่แตกต่างกันออกไป เขาก็ได้ประสบการณ์ใหม่พร้อมกับเห็นอะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน ซึ่งตอนนี้เวลาไปต่างประเทศลูกจะเริ่มถามแล้วว่าทำไมไม่พูดภาษาไทย ทำไมเขาไม่ใช้ช้อนส้อม ทำไมใช้มีด ทำไมใช้ตะเกียบ

น้องแอสตั้นเป็นเด็กที่อยากรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเป็นเด็กชอบถาม และถ้าคำถามไหนพี่ไตตั้นตอบได้ก็จะตอบและอธิบายให้น้องฟัง เก๋คิดว่านี่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและประสบการณ์ของลูกๆ ด้วย”

สำหรับครอบครัวของเธอ ได้ยกให้เวลาของครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นทุกปีเธอและสามีจะต้องวางแผนไปท่องเที่ยวทั้งครอบครัวอย่างน้อย 1 ทริป และไปเที่ยวกับสามีอีก 1 ทริป เพื่อใช้เวลาพักผ่อนและสนุกอย่างเต็มที่

“เก๋เชื่อว่าเรามีาการจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ถ้าหากมีเวลาไม่ว่ามากหรือน้อย ทุกคนคงอยากอยู่กับลูกและครอบครัวให้มากที่สุด ส่วนตัวเก๋ทำธุรกิจที่ไม่ต้องเข้าทำงานทั้งวันเลยมีเวลาอยู่กับลูกมาก ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นวันที่เก๋จะไม่นัดประชุม และไม่ไปงานใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเราอยากให้เวลาอยู่กับลูกอย่างเดียว”

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า พ่อแม่ทุกคนควรจัดเวลาในการทำงานและเวลาของครอบครัว เพราะเวลาไม่เคยย้อนกลับ การใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่ากับครอบครัวและลูกจึงสำคัญ

“เด็กๆ โตเร็วมาก ส่วนพ่อแม่เองก็อายุมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นเก๋อยากให้ทุกคนใช้เวลากับครอบครัวให้มากที่สุด” 

ศรัณย์+ณัฐชญา ไมตรีเวช ทำธุรกิจแบบสายกลางพอดีๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558248

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 10:17 น.

ศรัณย์+ณัฐชญา ไมตรีเวช ทำธุรกิจแบบสายกลางพอดีๆ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

มักได้ยินคำกล่าวตามแนวความคิดแบบศาสนาพุทธว่า คนที่จะอยู่กันได้นั้นมักจะมีธรรมะเสมอกัน คนที่มาเจอกันเกี่ยวข้องกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่งนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต้องเคยทำบุญหนุนนำร่วมกันมา

เช่นเดียวกับบุคคลคู่นี้ โดยหน้าที่การงานแล้วทั้งคู่เติบโตกันมาคนละทางไม่น่าจะมาบรรจบกันได้ แต่เขาก็ได้มาเจอกันได้ ศรัณย์ กับ ณัฐชญา ไมตรีเวช

ฝ่ายชายนั้นเป็นนักเขียนดังในแนวธรรมะ ใช้นามปากกาว่า “ดังตฤณ” ส่วนฝ่ายภรรยานั้น เป็นแพทย์ทางด้านผิวพรรณและความงาม เจ้าของคลินิก ณัฐชญา คลินิก ผู้ให้บริการความงามแบบครบวงจรทั้งการใช้เครื่องไม้เครื่องมือจากเทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามาช่วยในการรักษา ขณะเดียวกันก็ยังให้การรักษาแบบธรรมชาติบำบัดแบบองค์ร่วมกันไปด้วย ซึ่งมีแนวคิดในการทำธุรกิจที่ต้องควบคู่กับจรรยาบรรณทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

ทั้งสองได้พบกัน เพราะมีสายธรรมะเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ เนื่องจากพี่สาวของศรัณย์ ได้ไปปฏิบัติธรรมและทำบุญที่วัดแห่งเดียวกับที่คุณหมอสาวไปปฏิบัติธรรมเช่นกัน จึงแนะนำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน และทั้งคู่มีแนวคิดมุมมองความคิดในทางธรรมและการใช้ชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน แม้วัยจะต่างกันถึง 10 กว่าปี ก็ไม่ใช่อุปสรรค การได้พูดคุยดูใจกันหลายปีจึงแต่งงานกันมานานกว่า 10 ปี จนมีลูกชายวัย 7 ขวบ เป็นโซ่ทองคล้องใจทั้งคู่วัยด้วยกัน

“เราสนับสนุนซึ่งกันและกันเป็นอย่างดีผมเขียนหนังสือทำงานที่บ้าน ภรรยาไปทำงานที่คลินิกต่างคนต่างมีทางของตัวเอง มีความเหมือนกันเพื่อให้เข้าใจกัน มีความต่างกันเพื่อให้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน” ศรัณย์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ภรรยาสนับสนุนเส้นทางธรรมเป็นอย่างดี

ศรัณย์ บอกว่าแต่เดิมนั้นเขาไม่คิดจะแต่งงานเลย คิดว่าบั้นปลายจะบวชเป็นพระ จึงอยู่เป็นโสดมานานถึง 40 ปี จึงมาเจอเธอและเห็นในแนวทางการใช้ชีวิตของภรรยาว่ามีความสนใจในหลักทางธรรมเช่นเดียวกัน ตอนที่เริ่มคบหาดูใจกันก็บอกว่า เขาเป็นผู้สนใจธรรมะทำงานเกี่ยวกับธรรมะ ไม่มีความหวือหวา ไม่มีสีสันในชีวิต ไม่โรแมนติก ไม่เที่ยวสรวลเสเฮฮา ใช้ชีวิตอยู่ในความสงบและเรียบง่าย และถ้าหากแต่งงานแล้วไม่มีลูกก็ขอไปบวชในช่วงบั้นปลายชีวิต

“การทำงานการต่างๆ ของผมก็จะไม่สะสมเงินทองมากมาย เพื่อกินเพื่อใช้ไปพอสมควรแก่เหตุ อีกครึ่งหนึ่งก็เพื่อทำบุญแบ่งปันสะสมบุญมากกว่าสะสมเงิน ถ้าใครจะมาร่วมชีวิตต้องเข้าใจตรงกัน ซึ่งโชคดีมากที่เธอเข้าใจความตั้งใจของผม เราจึงไปกันได้ด้วยดี ไม่ต้องมาทุกข์ร้อนใจ เพราะเห็นไม่ตรงกันก็จะทำให้ชีวิตคู่มีแต่เรื่องร้อนใจ” ศรัณย์ เล่าอย่างจริงจัง

ในขณะที่เรื่องงานของเธอเขาก็สนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งการให้แนวคิดหรือส่งเสริมเงินทุนอย่างสมเหตุสมผล เพราะเข้าใจว่าพวกเรายังเป็นคนที่ต้องทำงานเลี้ยงชีพ มีลูกน้องต้องดูแล การทำบุญก็ต้องทำบ้าง เรียกว่าทางโลกไม่ให้ช้ำ ทางธรรมไม่ให้เสื่อม ทั้งสองอย่างนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้

“คืองานก็ต้องทำ แต่เราก็ไม่อยากให้ภรรยาอยู่กับตัวเลขบัญชีขาดทุนไปทั้งชีวิต ผูกกับตัวเลขตลอดเวลาชีวิตก็ไม่เหลืออะไรสุดท้ายตัวเลขนั้นก็ไม่มีความหมายอะไร แต่ถ้านำตัวเลขนั้นไปทำประโยชน์ให้คนอื่นด้วยมันก็มีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ”

สามีเป็นที่พึ่งทางใจได้เป็นอย่างดี

ฝ่ายคุณหมอภรรยา กล่าวว่า เธอเป็นผู้หญิงทำงานที่สามารถดูแลตัวเองได้ ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ แต่สามีนั้นถือเป็นที่พึ่งทางใจเวลามีเรื่องไม่สบายใจต่างๆ ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

“เมื่อได้คุยได้ปรึกษากับสามี เขาจะมีคำแนะนำที่ทำให้เธอสบายใจ ทุเลาความเครียดออกไปได้มาก เขาจะมีเมตตาธรรมอยู่มาก วิธีคิดมุมมองไม่เอาเปรียบใคร เขาจะสอนให้ไม่โกง ไม่เอาเปรียบ อย่าเห็นแก่ตัว แต่แนะนำให้เราทำงานโดยไม่ผิดศีลห้า ทำงานให้พอดี เดินสายกลาง จะส่งผลดีในระยะยาวได้ทำงานด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง เอาความสุขความถูกต้องเป็นตัวตั้ง ซึ่งจะยั่งยืนในระยะยาว”

คุณหมอ กล่าวว่า มองภาพตัวเองในอนาคตภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ จะทำงานให้ดีมีคุณภาพและสามารถใช้หนี้ที่เอามาทำธุรกิจหมด และคลินิกดำเนินการด้วยตัวเองได้และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาดูแล จนธุรกิจดำเนินไปได้เอง เธอก็จะค่อยๆ วางมือและจะไปช่วยสามีทำงานเพื่อมูลนิธิ “บูรณะพุทธ” เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแก่คนรุ่นใหม่ที่ขาดโอกาส ทำสื่อการเรียนการสอนให้กับเด็กชาวเขาต่างๆ

“บ้านรถ เงินทอง ได้แค่ชาตินี้ แต่ความดีบุญกรรมต่างๆ จะตามไปถึงชาติหน้า เราจึงสะสมเงินตามสมควร แล้วก็สะสมความดีสะสมบุญไปควบคู่กัน”

นอกจากทำคลินิกด้านผิวพรรณแล้ว เธอกับสามียังลงทุนร่วมกันเปิดสำนักพิมพ์ชื่อ How far เพื่อพิมพ์หนังสือธรรมะและการ์ตูนธรรมะเพื่อเผยแพร่ธรรมะให้กับเด็กๆ และเยาวชน ในรูปแบบที่ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ เพราะชื่อว่าธรรมะเป็นของดีใช้เป็นวัคซีนใจให้เด็กๆ เอาไว้ใช้ดำเนินชีวิต

ทั้งเธอและสามีเชื่อว่าการสอนธรรมะควรสอนกันแต่เด็กๆ เพราะไม้อ่อนดัดง่าย อย่ารอให้โตแล้วค่อยสอนซึ่งอาจจะสายเกินไป 

My Collection สไตล์ ‘จิรายุ ห่วงทรัพย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558244

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 09:57 น.

My Collection สไตล์ ‘จิรายุ ห่วงทรัพย์’

โดย ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในการไล่ตามความฝันครั้งวันวาน จนกลายเป็นของสะสมอันทรงคุณค่าตามแบบฉบับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง และอดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย ก่อนจะเปิดห้องทำงานซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่บ่งบอกสะท้อนความเป็นตัวตน

จิรายุ บอกว่า ห้องทำงานนี้เกิดจากความชื่นชอบรถตั้งแต่เด็กๆ เพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีชีวิต ความหมายคือ มันพูดสื่อสารได้ ยกตัวอย่างรถหนึ่งคันไม่ใช่มีแค่ล้อรถหรือตัวถัง แต่เป็นการออกแบบของคนนับร้อยเข้าไปดีไซน์ จนออกมาเป็นรถหนึ่งคันให้ได้ขับ

จิรายุ เล่าต่อว่า เมื่อได้เข้าวงการสื่อสารมวลชน โดยประจำอยู่สายเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ จึงมีโอกาสถูกเชิญให้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อทดสอบรถยนต์ และได้มาเขียนคอลัมน์ทดสอบรถ ประมาณปี 2534-2535 กระทั่งได้ขึ้นเป็นบรรณาธิการหน้าการตลาด

“จากนั้นผมเริ่มเก็บทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะของเกี่ยวกับรถเท่านั้น ผมเก็บตั้งแต่ อาทิ บัตรนักข่าว นามบัตร เครื่องอัดเสียงเป็นแบบตลับเทป กล้อง ของที่ไปทำข่าวทุกชิ้น ซึ่งสมัยก่อนบริษัทจะให้ของชำร่วยเล็กๆ และของแต่ละชิ้นมีการคิดมาก่อน จะทำให้เราผูกใจรักกับผลิตภัณฑ์เขาได้อย่างไร และสมัยนั้นเป็นการออกแบบให้ใช้งานได้ เช่น ปากกาดีไซน์รถ ก็เก็บมาตลอด” จิรายุ เล่าพลางอมยิ้ม

กระทั่งเขาได้มาเริ่มแข่งรถและทำธุรกิจเกี่ยวกับรถมาตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้สื่อข่าว โดยรับจัดแข่งแรลลี่ ทำรายการวิทยุ จนมีรายได้เสริมเติบโตขึ้นมา

“พอไปเจออะไรก็แล้วแต่ ที่คิดว่ามันใช่ก็ซื้อหมด แม้มีครอบครัวมีลูก พอลูกอายุ 1 ขวบ แล้วเล่นรถสักคันก็เก็บ กระทั่งรองเท้าใส่ปั่นจักรยานของลูก จักรยานลูก เก็บหมด จนภรรยาบ่นว่าเก็บทำไมให้รกบ้าน (หัวเราะ) แต่ที่เก็บเพราะรู้สึกว่ามีคุณค่า จึงเป็นที่มาของห้องนี้”

นอกจากนี้ ยังมีเบาะรถแข่ง เวลาทำรถแข่งซึ่งที่ผ่านมือมาจริงๆ 7 คัน ทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นตัวรถ เขาเอากลับมาไว้บ้านหมด เช่น ตัวจับระยะ เบาะ พวงมาลัย ถุงมือแข่งรถ ล้อแม็ก แป้นเบรก หน้าปัด รองเท้า ชุดแข่ง เป็นความทรงจำที่เห็นได้ตลอด มันอาจเป็นเรื่องทั่วๆ ไปของผู้ชายที่ชอบรถ หรือผู้หญิงอาจชอบตุ๊กตา ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อชอบแล้วลงไปให้ลึก จะเห็นว่างานแต่ละชิ้นที่ถูกออกแบบ ทำให้ได้ปัญญามาก ไอเดีย ความคิด ความสนุก สีสันของมัน

“ห้องนี้มันทำให้เรามองเห็นความทรงจำทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาคิดอะไรไม่ออก ผมก็จะเดินไปดูงานสักชิ้นหนึ่ง คิดได้ยังไงกว่าจะออกแบบมาให้เราชอบได้ เช่น ที่วางโทรศัพท์ดีไซน์รูปรถ เราอยากได้ก็ซื้อ หรือไปงานเขาแจกมา ก็จะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

และหากถามว่าชอบที่สุดในห้องนี้ พูดตรงไปตรงมายังหาคำตอบไม่ได้ เพราะมันเป็นที่สุดทุกอย่าง และของที่เพิ่งได้มาเร็วๆ นี้ก็เป็นโมเดลรถมินิคูเปอร์เก่า จึงตอบยากว่าอันไหนคือที่สุดของความชอบ แต่ถ้ามองรอบๆ ที่สุดในห้อง คงจะเป็นถ้วยรางวัลที่ได้รับจากการแข่งขันรถ เพราะมันมาจากการต่อสู้ ไม่ใช่มาแบบฟลุกๆ หรือจับสลากมา”

อดีตผู้ประกาศข่าวรายนี้ ยังเล่าถึงอีกหนึ่งของสะสมสุดเจ๋ง คือ ป้ายทะเบียนรถยนต์ โดยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพื่อนซึ่งอยู่สหรัฐอเมริกาขายให้ โดยป้ายทะเบียนรถที่สหรัฐ เวลาใช้เสร็จแล้วจะทิ้ง แต่เพื่อนก็เก็บๆ มา พอเขามาดูเป็นปี 1939 อยู่รัฐเคนทักกี ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

จากนั้นเขาเลยลองมาค้นประวัติดู พบว่าปี 1930-1935 สหรัฐเริ่มมีป้ายทะเบียนใช้แล้ว แต่มันก็หายหมดไปตามสภาพ เพราะตั้ง 80 ปี

“เลยรู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เก่าที่สุดและมีค่า และกำลังคิดไปใส่กรอบ แต่ที่สะสมมันหลากหลาย หากเอาไปใส่กรอบจะกลายเป็นมาสเตอร์พีซเพียงชิ้นเดียว แทนที่จะสนใจทุกสิ่งทุกอย่าง ผมยอมรับว่าเป็นป้ายทะเบียนแผ่นแรกในชีวิต และยังเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเริ่มสะสมเรื่อยมา จนทุกวันนี้เก็บจนครบ 50 รัฐ ซึ่งเดี๋ยวนี้คนอเมริกาจะเอามาขายเยอะ เพียงแต่เป็นปี 2000 ขึ้นมา แต่ปีต่ำกว่า 1960 ลงมา จะไม่ค่อยมี บางคนเก็บหมด ไม่มีใครปล่อยออกมาขาย และทำปลอมออกมาขายก็เยอะที่เห็นอยู่”

นอกเหนือจากนี้ จิรายุ ยังบอกว่า ของสะสมชิ้นใหญ่ๆ เลย มอเตอร์ไซค์โบราณ Honda R80 ของพ่อตา และรักมากสุดคือ Morris Mini Pick-up เพราะเป็นรถยุคแรกๆ ค่อนข้างหายากและเป็นรถแท้ ซึ่งสมัยก่อนที่ผลิตจะมี Austin / Morris Mini Cooper ทว่า Morris Mini Pick-up ถูกผลิตออกมาให้เป็นกระบะ ซึ่งเจ้าตัวนี้มีไม่กี่คันในประเทศไทย

สำหรับอีกหนึ่งของสะสมที่ประทับใจคือ Lotus Elan ซึ่งรถคันนี้เพิ่งได้มาไม่ถึง 7 ปีก่อน สาเหตุฝังใจกับรถคันนี้เพราะสมัยตอนเคยถูกเชิญให้ไปทดสอบรถรุ่นนี้ และมันพิเศษตรงที่เป็นรถเปิดประทุน โดยรถใช้ทดสอบเป็นของภรรยา เจ้าของบริษัท โลตัส ในปัจจุบัน โดยให้มาขับ 7 วัน

ทว่าวันแรกน้ำมันหมด ไปปั๊มแต่เขาดันหาที่เปิดถังน้ำมันไม่เจอ จนกระทั่งเด็กปั๊มมาถามแล้วเปิดให้ เพราะที่เปิดมันดันซ่อนอยู่ตรงประตู เด็กรู้ว่าไม่ใช่รถตัวเองแน่ ทำให้ผูกใจเจ็บและชอบเจ้าคันนี้

“พอเห็นรถรุ่นนี้ที่เคยทดสอบขับ ประกาศขายในเว็บประมาณ 4 แสนบาท ก็ไปซื้อ พอได้มาก็เอาไปแต่งให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมทุกอย่าง และที่พิเศษคือตัวถังรถรุ่นนี้ไม่ใช่เหล็ก หากชนเรื่องใหญ่ เพราะต้องเอามาขึ้นรูปใหม่

ทั้งหมดมันทำให้ชีวิตขับเคลื่อนได้และทำให้เราหนุ่มเสมอ มันทำให้รู้สึกว่าถ้าเราชอบรถต้องปรับตัวเข้าหามัน หากเชยๆ แล้วไปขับรถซิ่งๆ มันไม่ได้ มันทำให้รู้จักเลือกใช้ชีวิต เลือกซื้อของ เลือกผจญภัย รู้จักเลือกทุกอย่าง มันทำให้มีพลังทางความคิด และที่เติบโตมาได้ทางธุรกิจต้องบอกว่าได้รถยนต์ จึงคิดอยากทำหิ้งแล้วเอารถไปไว้ จุดธูปไหว้ขอบคุณ ทำให้รู้ว่ารถมันต้องอยู่กับตัวเราทุกอย่าง”

ธนวรรธน์ พลวิชัย นักเศรษฐศาสตร์สายประยุกต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558242

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

ธนวรรธน์ พลวิชัย นักเศรษฐศาสตร์สายประยุกต์

โดยชลธิชา ภัทรสิริวรกุล ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ในวงการนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ชื่อของ ธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการและวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย น่าจะถูกคิดถึงเป็นอันดับแรกๆ เพราะเป็นคนที่มีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจแบบรอบด้าน และด้วยลักษณะการนำเสนอที่ตรงประเด็น เข้าใจง่าย จึงไม่แปลกใจที่ธนวรรธน์จะถูกเรียกใช้บริการ และครองพื้นที่สื่ออยู่บ่อยๆ

ชะตาลิขิต ฟ้ากำหนดให้เป็นนักเศรษฐศาสตร์

ธนวรรธน์ หรืออาจารย์กอล์ฟของลูกศิษย์ เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วไม่เคยคิดที่จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์เลย อยากเป็นวิศวกรมากกว่า ทำให้ได้เรียนฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ และเริ่มตั้งใจเรียนเพื่อสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย แต่ปรากฏว่าสอบไม่ติด จึงต้องมองว่าที่ไหนเปิด และมีสาขาไหนบ้างที่พอจะสอบเทียบโอนกันได้ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลา พบว่าตอนนั้นมีเพียงคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เปิด จึงไปเรียน และเรียนแบบงงๆ แต่กลับจบภายใน 3 ปีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2

“พอจบก็เลยไปเรียนต่อที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพราะด้วยความที่เรียนจบเร็ว ทำให้ต้องหาที่เรียนต่อที่เปิดรับช่วงกลางเทอม ซึ่งก็มีเพียงคณะเศรษฐศาสตร์ (เชิงปริมาณ) ของนิด้าที่เปิดสอน ทั้งๆ ที่ใจจริงแล้ว อยากเรียนต่อหลักสูตรด้านการบริหารธุรกิจ (เอ็มบีเอ) มันจึงเหมือนไฟลต์บังคับ พอจบปริญญาโทแล้วก็มีโอกาสไปทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 5 ปี ก่อนจะได้รับทุนให้ไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา”

และตอนนั้นเขาก็เลือกไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในรัฐที่มีญาติอยู่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ แล้วก็บังเอิญอีกที่มหาวิทยาลัยในรัฐนั้นมีคณะเศรษฐศาสตร์ด้านสถิติที่เปิดสอนอยู่ และได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับแบบจำลองทางเศรษฐกิจ

“ตอนที่ทำงานอยู่ กฟผ.ก็มีโอกาสได้ใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ในการทำงาน และยิ่งเมื่อจบเอกมาทำให้รู้และเข้าใจทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ สถิติและเศรษฐศาสตร์ จึงทำให้สามารถนำความรู้ที่ได้มาผสมผสานกัน และมองอะไรเป็นระบบมากขึ้น ทำให้รู้ว่าตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกเรียนทางนี้”

เส้นทางการทำงานที่หล่อหลอมสู่แวดวงวิชาการ

เมื่อเรียนจบปริญญาเอกกลับมา แรกๆ ธนวรรธน์ก็ยังไม่รู้จะทำอะไรดี รู้แค่ว่าตัวเองอยากทำงานกับเอกชนและภาคธุรกิจ และก็ไม่รู้อะไรดลใจให้โทรหาเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่เจอกันมานานมาก

“เลยเปิดสมุดหน้าเรียนเพื่อหาเบอร์โทรมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เพื่อนสอนอยู่ และจำได้ว่า ตอนนั้นปลายสายเป็นผู้หญิงรับ และเผอิญเพื่อนเราอยู่ตรงนั้นพอดี ก็เลยได้คุยถามสารทุกข์สุกดิบกัน ก็ตอบไปว่า นี่เพิ่งเรียนจบเอกกลับมา เพื่อนเลยชวนว่าสนใจมาสมัครเป็นอาจารย์ที่หอการค้าไทยมั้ย จึงตอบตกลงไป”

เขาเริ่มชีวิตการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปี 2538 ทำได้ปีกว่าๆ ก็มีคนชวนไปทำงานฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจบริษัทหลักทรัพย์ แต่โชคร้ายที่ปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

“สถาบันการเงินหลายแห่งปิดตัวลง รวมทั้งบริษัทที่ทำอยู่ด้วย จึงทำให้ตอนนั้นตกอยู่ในภาวะคนว่างงาน และทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทราบข่าวก็เลยชวนให้กลับมาทำงานด้วยอีกรอบ และอยู่ยาวมาถึงปัจจุบัน จากประสบการณ์ตอนนั้น ทำให้เข้าใจในมุมมองของทั้งภาครัฐ เศรษฐกิจ และภาคธุรกิจ ได้เข้าใจเรื่องการวิเคราะห์หุ้น รวมทั้งได้เรียนรู้ภาวะการหนีตายและภาวะการรอดตาย และเข้าใจสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ มันจึงกลายเป็นทักษะในการทำงานที่ติดตัว”

เศรษฐศาสตร์ในฉบับ“ธนวรรธน์”

การดึง 5 เสือ ตั้งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ถือว่าเป็นการเปิดประตูใหม่ของชีวิตธนวรรธน์ หลังจากที่มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของหอการค้าไทย จึงทำให้มีแนวคิดที่จะเปิดศูนย์ที่ใช้ในการติดตามและพยากรณ์ทางด้านเศรษฐกิจในเวลานั้น จึงได้ดึงอาจารย์ที่จบ ป.เอก 5 คนมาตั้งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจเมื่อเดือน มิ.ย. 2541 และโพลดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจึงเปิดตัวออกมาครั้งแรกเมื่อ พ.ย. 2541 พอแถลงข่าวเปิดตัวปุ๊บก็ได้รับความสนใจจากสื่อ และเป็นที่ยอมรับ เพราะออกมาได้ถูกที่ ถูกเวลา และครองพื้นที่สื่อมาถึงทุกวันนี้

หากจะให้นิยามตัวเองนั้น ธนวรรธน์ บอกว่า คงตอบไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นคำถามง่ายๆ เพราะสไตล์ของแต่ละคนก็ต่างกัน

“ผมโชคดีที่มีประสบการณ์ทางด้านสื่อสารมวลชนจากการจัดรายการวิทยุและทีวี ทำให้มีทักษะในการอ่านสรุปข่าว และจับประเด็นได้ดีและเร็ว และจากประสบการณ์เรารู้เลยว่า ถ้าคุยกับนักธุรกิจ มีเวลาแค่ 1-2 ชั่วโมง นักธุรกิจจะเอาประเด็นอะไร ต้องพูดให้ตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม และให้เขารู้ว่า เขาจะได้คำตอบที่กำลังมองหา มันฝึกให้เราทำงานรวดเร็วใช้คำพูดสั้นๆ มุ่งตอบคำถาม ทำให้สไตล์ของเราหลุดจากโลกวิชาการ

กับฉายาที่ว่าเป็น ‘อับดุล’ นั้น ความจริงผมเป็นคนไม่มีสคริปต์ แต่โชคดีที่การทำงานมีโอกาสได้คุยกับคนในทุกระดับ ตั้งแต่นักธุรกิจพันล้าน ภาครัฐ ไปจนถึงชาวนา ทำให้มีข้อมูลอยู่รอบตัว แล้วนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลแล้ววิเคราะห์ออกมา มันจึงทำให้เรารู้และสามารถตอบได้ทุกเรื่อง”

บทบาทในหมวกของบอร์ดและโฆษกสำนักงานสลากฯ

ธนวรรธน์ ยอมรับว่า เขามีภารกิจเยอะมาก ต้องทำงาน 7 วันมาหลายเดือนแล้ว ทั้งตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัย บอร์ดในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และงานวิจัยที่ทำร่วมกับหลายๆ หน่วยงาน แต่ก็มองว่า นั่นเป็นการที่เขาให้โอกาสเราได้แสดงความสามารถ และทุกครั้งที่มีโอกาสก็จะใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์เข้าไปเปลี่ยน

“เพราะหลักของวิชาเศรษฐศาสตร์คือ การจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเลือกทางที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับการเข้ามาเป็นบอร์ดและโฆษกกองสลากฯ ที่ต้องแก้ปัญหาราคาสลากแพง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะเรื่องนี้มีคนเกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม คือ ผู้ซื้อ ผู้ขาย สังคม และรัฐบาล ซึ่งเราต้องตอบโจทย์คนทั้ง 4 กลุ่มให้ได้พอดี เพราะถ้าขายปล่อยให้ขายแพงก็ไม่ตอบโจทย์คนซื้อ ถ้าพิมพ์เพิ่มก็ไม่ตอบโจทย์สังคม เพราะถือเป็นการมัวเมาสังคม

ถ้าสำนักงานจะทำขายเองก็ไม่ตอบผู้ขาย ทางแก้คือ การออกลอตโต้ แต่คำถามคือ พร้อมไหม ตอบเลยว่ายัง ทำให้ระหว่างนี้ต้องใช้ค่อยๆ ทยอยแก้ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการช็อกจากการเปลี่ยนแปลงทันที รวมทั้งมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ จึงทำให้ภาพของบอร์ดกองสลากฯ ชุดนี้ต่างจากที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นมิติใหม่ของกองสลากฯ”

เมื่อผลงานเยอะขนาดนี้ ธนวรรธน์ยอมรับว่า ก็มีคนชวนให้เข้าสู่วงการการเมืองอยู่เหมือนกัน และมีการชักชวนมานานแล้ว แต่ต้องตอบว่า เขายังไม่ได้คิดเรื่องนั้น

“เพราะสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือสังคมแล้ว (ยิ้มหล่อเลย) แต่เอาจริงๆ ถ้าถึงเวลาที่มันจำเป็นก็คงไป แต่ไม่ได้ไปเพราะอยากไป ซึ่งมันอยู่ที่จังหวะเวลา สุดท้ายผมอาจจะเกษียณอายุที่อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมดาๆ หรืออาจจะมีตำแหน่งทางการเมืองก็ได้ ใครจะรู้ (หัวเราะ)”

เส้นทางสร้างบำนาญให้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/558048

  • วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 11:15 น.

เส้นทางสร้างบำนาญให้ชีวิต

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

เราต่างทำงานเก็บเงินเลี้ยงดูครอบครัวและสร้างรากฐานให้ชีวิตยามเกษียณ แต่เส้นทางความสำเร็จของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป เรามาดูกันว่าแนวทางในการออมเงินเพื่อการเกษียณนั้นมีเส้นทางไหนบ้างที่ช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

1.ออมเงินเก็บในระยะเริ่มต้น

แม้หลายคนจะไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ เพราะดอกเบี้ยต่ำไม่สู้ค่าเงินเฟ้อ แต่ก็เป็นการเก็บเงินที่ง่าย มีความปลอดภัยในแง่ความเสี่ยงน้อย (หากไม่คิดเรื่องเงินเฟ้อ) และมีความคุ้นเคยมากที่สุด แต่คนที่เหมาะกับการเก็บเงินด้วยวิธีนี้ คือคนที่อยู่ในช่วงแรกของการทำงานหาเงิน

เงินเดือนเริ่มต้น 1.5 หมื่นบาท ใช้จ่ายอย่างประหยัดก็อาจจะเหลือเก็บเพียง 2,000-3,000 บาทเท่านั้น จะให้เอาเงินไปซื้อประกันสุขภาพ ลงกองทุนต่างๆ ก็เห็นทีจะยาก จึงเหมาะกับคนที่ยังมีเงินเดือนไม่มาก และต้องใช้เวลาในการเก็บเงินให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ก่อน ค่อยเปลี่ยนไปใช้วิธีเพิ่มมูลค่าเงินแบบอื่นที่ดีกว่า

เช่น คุณตั้งเป้าหมายจะต้องมีเงิน 20 ล้านบาท ก่อนอายุ 60 ปี ในช่วง 5 ปีแรกคุณเก็บเงินก้อนให้มากพอจะรับความเสี่ยงจากการตกงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก 6 เดือน ประมาณ 2-3 แสนบาท เงินเก็บส่วนเกินจากนี้ค่อยนำไปลงทุนด้านอื่น

ขณะที่บางสูตรก็ใช้วิธีทำควบคู่กันไป เช่น เก็บออมและลงทุนไปพร้อมๆ กัน แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อยู่ที่นิสัยการใช้เงินและรูปแบบความชอบในการออมเงิน

2.ลงกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ

กองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟนี้ เป็นรูปแบบการลงทุนที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูง แต่ส่วนมากแล้วค่อนข้างเชื่อใจได้ในระดับหนึ่งว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี แม้บางปีจะไม่ได้ผลกำไร แต่เมื่อเฉลี่ยในระยะ 10 ปีแล้วก็ยังได้มากกว่าการเอาเงินไปฝากไว้ในธนาคารอย่างเดียว

ด้วยเพราะเริ่มแรกกองทุนแอลทีเอฟตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนเข้าลงทุนในตลาดหุ้น โดยใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องมือจูงใจ ส่วนกองทุนอาร์เอ็มเอฟจัดตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์คือ เป็นหนึ่งในเครื่องมือเตรียมความพร้อมด้านการออมหลังเกษียณสำหรับคนไทย โดยใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องมือจูงใจเช่นกัน

การจะเข้ามาใช้กองทุนนี้ต้องดูฐานภาษีของเราเป็นหลักว่าเราอยู่ในระดับไหน ถ้าอยู่ในระดับล่างการคืนภาษีนั้นจะได้ไม่สูงเมื่อเทียบกับเงินลงทุน (แต่ก็ยังได้คืน) ถ้าฐานภาษีของเราอยู่ในระดับสูง คุณมีความจำเป็นต้องใช้ทั้งสองกองทุนนี้เพื่อช่วยลดหย่อนภาษี

หมายความว่าเงินเดือนน้อยใช้กองทุนนี้ได้ แต่อย่าคาดหวังการคืนภาษีมากนัก คิดเสียว่าทำเพื่อออมเงินเพื่อการเกษียณและยังดีกว่าฝากเงินกับธนาคาร แต่ถ้าคุณมีฐานเงินเดือนสูงระดับแสนบาทจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่มากกว่า และยังได้เก็บเงินเพื่อการเกษียณอีกด้วย

3.ลงทุนธุรกิจส่วนตัว

เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ตรงที่สุดหากคุณคิดจะมีบำนาญหลังเกษียณ แต่อันที่จริงจะเรียกว่าบำนาญก็คงไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะคุณยังต้องทำงานอยู่แม้อายุจะมากกว่า 60-65 ปีไปแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยคุณก็ยังมีรายได้ที่สม่ำเสมอ ไม่ต้องเครียดเรื่องการเก็บเงิน เพราะคุณจะหารายได้มากพอเลี้ยงครอบครัว และยังส่งต่อธุรกิจให้กับลูกหลานได้อีกด้วย

หากจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจของเรานั้นต่างกัน บางคนเริ่มต้นได้ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ เพราะทางบ้านมีฐานะสนับสนุนที่ดี บางคนมีภาระรับผิดชอบครอบครัวดูแลพ่อแม่ก็ไม่อยากเสี่ยงลงทุนทำธุรกิจตั้งแต่เริ่มแรก

กว่าจะตั้งตัวได้ก็อายุ 40 กว่าปี หรือมาเริ่มหลังเกษียณแล้ว ก็มีให้เห็นมากมาย อย่าได้รู้สึกผิดที่ยังไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง พร้อมเมื่อไหร่ค่อยเริ่มเมื่อนั้น

สิ่งที่คนเริ่มธุรกิจมักจะพลาดมากที่สุดอย่างแรกก็คือล้มแล้วไม่ลุกเดินต่อปิดฉากความฝันของตัวเองคิดว่าทำไม่ได้ และอีกเหตุผลก็คือเริ่มสเกลใหญ่เกินไปโดยขาดประสบการณ์ บริษัทที่มั่นคงใหญ่โตทุกวันนี้ก็เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ ด้วยกันทั้งสิ้น

สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างบำนาญของทุกคนก็คือความมีวินัยด้านการเงิน และรู้ว่าควรใช้จ่ายอย่างไรตรงจุดไหนเพื่อความมั่นคงด้านการเงินในอนาคตของคุณเอง