“ยา” ที่คุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539958

  • วันที่ 11 ก.พ. 2561 เวลา 12:29 น.

"ยา" ที่คุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้

โดย…ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าครึ่งหนึ่งของยาที่คุณใช้อาจไม่จำเป็น สิ่งที่คุณควรรู้คือ ใช้ยาอย่างไรจึงจะสมเหตุผล เพราะองค์การอนามัยโลก (2002) ได้ระบุว่า “มากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ยาเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม ทั้งจากการจ่ายยาโดยแพทย์ เภสัชกร และจากการซื้อยาจากร้านขายยา ในขณะที่ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยกินยาที่ได้ไปอย่างไม่ถูกต้อง”

การใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ “การใช้ยาเมื่อจำเป็น” ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยต้องได้รับประโยชน์จากยาเหนือกว่าความเสี่ยงจากอันตรายของยาอย่างชัดเจน เช่น ผู้ป่วยที่มีกรดยูริกหรือไขมันในเลือดสูง รวมทั้งความดันเลือดที่เพิ่งสูงเพียงเล็กน้อย หากได้รับ

คำแนะนำที่เหมาะสม ปัญหาเหล่านี้ก็จะได้รับการแก้ไขโดยไม่ต้องใช้ยา ซึ่งหากอาการมาถึงจุดที่จำเป็นต้องใช้ยาแล้ว แพทย์ก็จะพยายามติดตามและป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นให้กับผู้ป่วยเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ยา เช่น อาการผิวหนังหลุดลอกทั่วร่างกายคล้ายถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ที่เกิดจากการแพ้ยาลดกรดยูริกอย่างรุนแรง หรือภาวะกล้ามเนื้ออักเสบจนเซลล์กล้ามเนื้อตายและอาจทำให้ไตวายจากการแพ้ยาลดไขมันในเลือดอย่างรุนแรง ตลอดจนผลข้างเคียงอีกนานาชนิดจากยาลดความดันเลือดขึ้นกับชนิดของยา ดังนั้นก่อนใช้ยาเหล่านี้ผู้ป่วยจึงควรได้รับการประเมินอย่างรอบคอบว่าจำเป็นต้องใช้ยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเมื่อเริ่มใช้แล้วมักต้องกินยาไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนดอีกด้วย

การใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ “การใช้ยาอย่างเหมาะสมกับโรคที่เป็น” เช่น กรณีปวดศีรษะเรื้อรังแบบไมเกรนที่มีอาการบ่อยครั้ง การรักษาที่เหมาะสมคือการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ “ป้องกัน” การปวดศีรษะอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การกินยา “แก้ปวด” บ่อยๆ เพราะยิ่งกินยาแก้ปวดบ่อยครั้ง อาการปวดศีรษะเรื้อรังจะยิ่งกำเริบ ทำให้ต้องกินยาบ่อยขึ้นและกินในขนาดยาที่สูงขึ้นด้วย เพิ่มความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากยา เช่น ตับอักเสบ กระเพาะทะลุ หรือไตวาย เป็นต้น การไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาการใช้ยา “ป้องกัน” การปวดศีรษะเรื้อรังจึงเป็นการก้าวเข้าสู่เส้นทางการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ไม่ใช่การไปหาซื้อยาแก้ปวดกินเองอย่างต่อเนื่อง

การใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ “การใช้ยาให้ถูกขนาด” เช่น การกินพาราเซตามอล (500 มิลลิกรัม) 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง อาจได้ยาเกินขนาด เพราะหากเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวน้อย เช่น 50 กิโลกรัม ควรใช้ยาเพียงครั้งละ 1 เม็ด หรือ 1 เม็ดครึ่งเท่านั้น แม้คนที่มีน้ำหนักตัวมากก็ไม่ควรกินพาราเซตามอลเกินกว่า 4,000 มิลลิกรัม/วัน (หรือ 8 เม็ด/วัน) ดังนั้นการกินยานี้ทุก 4 ชั่วโมง จึงอาจได้ยามากถึง 6,000 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งในระยะยาวอาจมีผลเสียต่อตับ เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราสามารถช่วยเหลือและป้องกันตัวเองจากกรณีเหล่านี้ได้ไม่ยาก

1.เราเป็นโรคอะไร ถ้าเป็นโรคติดเชื้อ โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

2.เราสามารถชะลอการใช้ยาไว้ก่อนได้หรือไม่ เพราะเราไม่อยากใช้ยาโดยไม่จำเป็น

3.ยาแต่ละชนิดที่ได้รับคือยาอะไร ใช้เพื่ออะไร เป็นยาที่เราแพ้หรือไม่ หรือใช้ร่วมกับยาเดิมที่ใช้อยู่ได้หรือไม่ เพราะยาอาจจะทำปฏิกิริยาต่อกันทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์หรืออาจออกฤทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

4.ผลข้างเคียงของยาที่สำคัญและควรสังเกตคืออะไร หากเกิดผลข้างเคียงดังกล่าวควรทำอย่างไร

5.วิธีใช้ยาอย่างถูกต้องคืออย่างไร เช่น จะต้องกินก่อนหรือหลังอาหาร ครั้งละกี่เม็ด กินให้หมดหรือไม่ หรือหยุดกินได้เมื่ออาการดีขึ้น

6.เราควรปฏิบัติตัวระหว่างการใช้ยาอย่างไร เช่น ขับรถได้หรือไม่ (เพราะยาบางชนิดอาจทำให้ง่วง) ดื่มสุราได้หรือไม่ (เพราะยาบางชนิดมีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์) ดื่มนมได้หรือไม่ (เพราะอาจทำให้การดูดซึมยาลดลง)

7.วิธีเก็บรักษายาที่ถูกต้องคืออย่างไร เนื่องจากยาบางชนิดไม่ควรโดนแสง ยาบางชนิดควรเก็บในที่เย็น เป็นต้น ซึ่งหากเก็บรักษาไม่ถูกต้องจะทำให้ยาเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ระบุไว้ในวันหมดอายุของยา

โชคดีที่ทุกวันนี้หลายภาคส่วนต่างร่วมมือกันทำงานเพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านยาและสุขภาพให้กับประชาชน มุ่งลดความเสี่ยงและความเสียหายจากการใช้ยาที่ไม่สมเหตุผล อีกทั้งเรายังได้เห็นความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ กับกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้นโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุผลและการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา หรือภายใต้คณะทำงานสร้างเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลภาคประชาชน (สยส.) ยิ่งวันนี้ที่เราเข้าสู่ยุคดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0 แล้ว ทุกคนสามารถใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้อย่างง่ายดาย เช่น เกร็ดความรู้สุขภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยhttp://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/category/health-knowledge/health/ หรือเฟซบุ๊กเพจ http://www.facebook.com/RDUThai  ที่นอกจากมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคภัยและการใช้ยาแล้ว ยังมีการบรรยายสดผ่าน Facebook Live ในประเด็นสุขภาพที่กำลังเป็นที่สนใจและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ถามคำถามสดๆ กับแพทย์ได้อีกด้วย

อีกหนึ่งช่องทางที่เป็นประโยชน์มาก คือ แอพพลิเคชั่น “RDU รู้เรื่องยา” ที่กระทรวงสาธารณสุขได้มอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2561 ให้กับคนไทยทุกคน เพื่อให้ประชาชนค้นหาข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับยาได้อย่างรวดเร็ว อย่าลืมติดตามกันต่อไปนะครับ แล้วคุณจะพบว่ายาที่คุณใช้อยู่หรือกำลังจะใช้ อาจเป็นยาที่ไม่จำเป็น และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง

ฝึกท่าตระกูลบิดให้ปรึกษานักกายภาพบำบัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539922

  • วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 15:37 น.
0ฝึกท่าตระกูลบิดให้ปรึกษานักกายภาพบำบัด

โดย : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในสัปดาห์ที่แล้ว ครูได้อธิบายถึงการบิดที่ปลอดภัย และขีดจำกัดของการฝึกท่าบิด ในครั้งนี้ครูจะพูดถึงคนที่ควรหลีกเลี่ยง ไม่สมควรฝึกท่าบิด หรืออาจจะฝึกแบบระวัง หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ก่อนหรือปรึกษาคุณครูผู้สอน คุณครูอาจมีการประยุกต์ท่าอาสนะให้คุณได้แบบตัวต่อตัว

ยังมีหลายคนที่ทำร้ายร่างกายตัวเองให้แย่ลงจากความไม่รู้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่กระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังเบี้ยว กระดูกสันหลังคด (Scoliosis) หรือคนที่มีอาการปวดที่ข้อต่อกระดูกสันหลังกับเชิงกราน (Sacroiliac Joints) ซึ่งอาจเกิดอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่าง และร้าวไปตามด้านหลังของก้น

บางคนปวดบริเวณสะโพกหรือขาหนีบ ถ้าจะฝึกท่าตระกูลบิดให้ปรึกษานักกายภาพบำบัด หรือครูสอนโยคะก่อน

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นท่าต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ในท่า Basic seated twists into Revolved Head-to-Knee Pose Variation 3 (รูป 1)

(รูป 1)

2.จากนั้นให้งอเข่าข้างขวาและคว่ำมือขวา ที่ด้านหลังขาขวา และหมุนต้นแขนขวาโดยให้ข้อศอกชี้ออกจากลำตัวดังรูป (รูป 2.1) ใกล้ๆ กับก้น ส่วนมือซ้ายไปจับฝ่าเท้าขวาด้านนอก สูดลมหายใจเข้าให้ลึก (รูป 2) 

(รูป 2.1)

 

(รูป 2)

3.หายใจออก ดึงขาขวาให้ลอยขึ้นจากพื้น ข้อศอกขวากดไว้ที่พื้น ศีรษะผ่อนคลายอย่าให้เข่าข้างซ้ายลอยจากพื้น กดก้นแน่นลงที่พื้น จากนั้นหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 3)

(รูป 3)

กรณ์ จาติกวณิช ‘อิงลิช ฟอร์ ออล’ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539898

  • วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 13:26 น.

กรณ์ จาติกวณิช ‘อิงลิช ฟอร์ ออล’ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม

เรื่อง…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

หลากหลายบทบาทของ กรณ์ จาติกวณิช ผ่านมาทั้งแวดวงการเงิน อดีตก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงได้รับการยอมรับเป็นผู้บุกเบิก “ฟินเทค”

รวมถึงการจัดตั้งโครงการเกษตรเข้มแข็ง ที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างชาวนาและนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่ต้องการพิสูจน์ว่า ชาวนาไทย สามารถอยู่ดีกินดีได้ ด้วยการปลูกข้าวพันธุ์ดี โดยวิธีปลอดการใช้สารเคมี โดยอาศัยการขายตรงให้กับผู้บริโภค ที่พร้อมให้ราคากับสินค้าคุณภาพ และเกิดแบรนด์ข้าว “อิ่ม” ประสบความสำเร็จมาแล้ว

ล่าสุด กรณ์ กับเพื่อนๆ ได้ ริเริ่มโครงการ “อิงลิช ฟอร์ ออล” (English for All) ที่อยากเห็นเด็กไทย 1.5 ล้านคน สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

กรณ์ เปิดประเด็นเรื่องโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล เขามองว่า เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะต้นตอทุกปัญหามาจากการศึกษา

“ทุกคนก็ดีแต่พูดเรื่องการศึกษา แต่ก็ไม่มีใครให้ความสำคัญอย่างจริงจัง”

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาการศึกษาในวงกว้าง กรณ์ มองว่านำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำได้

“อิงลิช ฟอร์ ออล  เป็นโครงการที่ผมและเพื่อนๆ ในทีมบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตัดสินใจลงเงินลงแรงทำกันเองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว  เบื้องหลังมาดูนโยบายการศึกษากัน เรื่องการปฏิรูปการศึกษาก็มีการพูดกันมาเยอะ เราก็มาคุยกัน เป้าหมายหลักของการปฏิรูปและผลลัพธ์ที่เราอยากจะเห็นการปฏิรูปการศึกษามันคืออะไรบ้าง ทักษะอะไรที่เราต้องการให้เด็กไทยมี

มีข้อสรุปว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ ทักษะเรื่องภาษา เราต้องการให้เด็กไทยพูดภาษาอังกฤษได้ เราก็มีเวลาที่จะต้องทดลองทำดู เพื่อเป็นคำตอบให้พวกเราว่า นโยบายที่จะนำไปสู่จุดนั้นจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง การที่ให้เด็กไทยพูดภาษาอังกฤษได้ควรจะต้องทำอย่างไร

เราก็มีไอเดียบ้างแล้ว และได้ไปดูงานที่มาเลเซียมาว่าเขาทำอย่างไร คนมาเลย์ถึงพูดได้ 2-3 ภาษา แล้วทำไมเราทำไม่ได้ และจากประสบการณ์ของเราเอง ที่เลี้ยงกันมาอย่างผม ผมพูดภาษาอังกฤษกับลูกผมมาตั้งแต่แรก  ภรรยาพูดภาษาไทย  เขาก็พูดได้ทั้งสองภาษาไม่มีความรู้สึกว่า ต้องเรียน คือพูดง่ายๆ เป็นคำตอบกับเราว่าเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ

ข้อแรก ต้องสอนตั้งแต่วัยเยาว์ ยิ่งเด็กยิ่งดีเพราะสมองมันยังว่างและมีความยืดหยุ่นดี สามารถเรียนรู้ ยิ่งทางวิทยาศาสตร์ก็ศึกษามาแล้วว่ายิ่งเด็กยิ่งดี  ยิ่งโตยิ่งยาก ยิ่งโตยิ่งขี้อาย กลัวผิด

ข้อสอง ต้องให้เขาได้ใช้ภาษาได้จริง คนไทยเรียนแกรมม่า ไวยากรณ์ แต่พูดจาสื่อสารไม่ได้ การสอนจะต้องสอนให้มีการสื่อสารใช้ภาษาได้จริง

ข้อสาม ผู้สอนจะต้องพูดภาษาอังกฤษได้จริง  ซึ่งนี้ก็เป็นปัญหามาก ครูไทยที่สอนภาษาอังกฤษจำนวนมากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้นผมไม่เกี่ยงว่าครูที่จะสอนภาษาอังกฤษจะเป็นครูต่างชาติหรือครูไทย แต่ขอให้พูดภาษาอังกฤษได้

ข้อสี่ เวลาเรียนต้องเพียงพอ ซึ่งในกรณีโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล เราก็กำหนดว่าจะต้องพูดภาษาอังกฤษวันละ 2 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วัน ก็คิดว่าน่าจะพอ

และข้อห้า เปลี่ยนระบบการสอบ เพราะว่าเปลี่ยนรูปแบบการสอนไม่พอ จะต้องเปลี่ยนระบบการสอบด้วย เพราะว่าการสอบแบบเดิม เด็กก็จะต้องถูกบังคับให้เรียนแบบเดิม เพื่อให้สอบผ่าน ซึ่งความจริงเราต้องการเปลี่ยนการสอบด้วย ความหมายคือต้องย้อนกลับไปถึงเงื่อนไขหลัก เราต้องการให้เด็กพูดภาษาอังกฤษได้จริง

ความหมายคือตอนสอบเขาพูดได้จริงหรือเปล่า คำถามแล้วจะทำอย่างไร ต้องดูว่าเด็กวัยชั้นประถมศึกษา 3-4 ล้านคน เขาพูดได้จริงหรือเปล่า? และสอบอย่างไรให้มีมาตรฐานการสอบเดียวกันทั่วทั้งประเทศ”

กรณ์ บอกให้ลองนึกภาพดูถ้าสอบ ออกแบบสอบถามสัมภาษณ์ มาตรฐานครูแต่ละคนการให้คะแนนไม่เท่ากัน หรืออาจจะเรียนภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องให้คะแนนเลย ก็อาจจะเป็นทางออกหนึ่ง เหมือนกับเป็นสกิลหรือทักษะหนึ่งเหมือนกับเล่นกีฬา เป็นกิจกรรมหนึ่งของโรงเรียนเท่ากับทดสอบทักษะการเล่นกีฬา แต่เป็นกิจกรรมสำคัญหนึ่งของโรงเรียนก็เป็นไปได้

“อีกวิธีหนึ่งเราใช้เทคโนโลยีในการสอบก็ทำได้ เรามีเอไอ เรามีโรบอท ซึ่งเด็กทุกคนสามารถที่จะทดสอบเรื่องการสนทนาภาษาอังกฤษผ่านมือถือได้ เป็นเรื่องไม่ยากเลย ตอนนี้มีแอพที่จีนนิยมมากมีการใช้กว่า 50 ล้านคน เป็นแอพที่ฝึกการพูดคุยกับหุ่นยนต์ที่มีการเพิ่มความฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ได้เลย”

กรณ์ เล่าว่าตั้งใจไปเลือกโรงเรียนเด็กยากจนแห่งหนึ่งที่ จ.พิษณุโลก ชื่อ โรงเรียนสะพานที่ 3 ช่วงแรกจ้างครูฟิลิปปินส์ 2 คน เริ่มที่ชั้นอนุบาล 1 และขยับขึ้นมาเรื่อยๆ เป้าหมายโครงการนี้ 6 ปี เริ่มตั้งแต่อนุบาล 1 จนถึง  ม.4

“เราก็คิดว่าน่าจะมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่แน่นพอ ตอนนี้เด็กรุ่นแรกก็อยู่ ป.2 ในช่วงที่ปลายเดือน ธ.ค. 2560  ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไป ครม.สัญจร ที่ จ.พิษณุโลก นั้น ท่านก็ได้มอบหมายให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ไปดูงานโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล ซึ่งท่านเป็นหมอจิตวิทยาเด็กและมีประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศ ถ้าจะประเมินโครงการนี้ ท่านก็เหมาะสมที่สุดที่จะประเมินโครงการนี้ได้ ท่านไปชมโครงการแล้วประทับใจมาก เห็นเด็กฟังและสามารถพูดตอบเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่ต้องคิดเลย แสดงว่าเด็กเริ่มที่จะรับรู้ว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองแล้ว มันต่างกันระหว่างภาษาต่างประเทศกับภาษาที่สองของเรา เราพยายามสร้างเป็นภาษาที่สอง

จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ก็มีการแถลงข่าวและมอบหมายเป็นนโยบายกับข้าราชการว่า จะสนับสนุนโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล ผมได้ชี้แจงว่าโครงการนี้เป็นโครงการนำร่องถ้าประเมินผลแล้วน่าจะขยายโครงการนี้ไปทั่วประเทศไทยได้”

กรณ์ แสดงความตั้งใจว่าจะกำหนดแผนว่าในระยะแรก อยากให้โรงเรียนที่มีโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล ตำบลละ 1 โรงเรียนอย่างน้อย ก็ประมาณ 7,000 ตำบล โดยเฉลี่ยแต่ละโรงเรียนน่าจะมีครู 3 คน เงินเดือนครูคนละประมาณ 3 หมื่นบาท  ก็ใช้งบประมาณปีละ 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก ที่จะทำให้เด็กที่อยู่ในโครงการรวมประมาณ  1.5 ล้านคน พูดภาษาอังกฤษได้

“ผมถือว่าเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่า ทั้งนี้ รมว.ศึกษาฯ ได้สั่งการว่าเริ่มโครงการนี้เลยในปีการศึกษาปีหน้า ถ้าจัดสรรงบประมาณปีนี้ไม่ทัน ให้ใช้เงินประชารัฐ ด้านการศึกษาที่มีเอกชนลงขันไปแล้วประมาณ 4,000 ล้านบาท ตอนนี้เงินดี ดูเหมือนเจตนาตั้งใจดี ประสบการณ์ก็มี เพราะฉะนั้นหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ในส่วนของเราก็ตัดสินใจตั้งแต่แรกว่าจะไม่กั๊กเอาไว้ ยิ่งเริ่มเร็วก็เป็นประโยชน์ของเด็ก ผมเคยนั่งคำนวณเล่นๆ  ว่าถ้าเราดูรายได้ช่วงนี้ในการทำงานของคนไทย มาเปรียบเทียบกันคนที่อยู่ในสถานะเดียวกัน แต่คนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ อีกคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ รายได้ต่างกัน 10 เท่า หรือมากกว่านั้น ที่เราพูดถึงความเหลื่อมล้ำ สาเหตุส่วนหนึ่งก็คือเรื่องทักษะ และทักษะที่สำคัญก็คือเรื่องภาษา เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะมอบโอกาสนี้ให้กับเด็กไทยได้ทุกคน และโอกาสหลายอย่างที่ดีจะตามมา

ผมยกตัวอย่าง สิ่งหนึ่งที่เราคาดไม่ถึง คือผลสอบโอเน็ตของเด็กภาษาอังกฤษไม่ต้องพูดถึง เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก จากปีก่อนที่เราจะเข้าไป 20% เทียบกับเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 40% ก็ต่ำมากอยู่แล้ว 1 ปีผ่านไป ค่าเฉลี่ยคะแนนสอบโอเน็ตขึ้นมา 40% เท่ากับค่าเฉลี่ยของโรงเรียนทั่วประเทศ จากนั้นอีก 1 ปี ค่าเฉลี่ยโรงเรียนขึ้นมา 60% กลายเป็นโรงเรียนที่มีผลการสอบภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดในประเทศ”

กรณ์ ยังเล่าอย่างภูมิใจว่า สิ่งที่คาดไม่ถึงคือผลสอบของทุกวิชาดีขึ้นทุกปี

“ก็มาตั้งคำถามว่าทำไม? ก็มีหลากหลายเหตุผล พอเรานำเสนอให้ รมต.ธีระเกียรติ ท่านบอกว่าไม่แปลกใจ เพราะเป็นเรื่องจิตวิทยา เมื่อเด็กมีความสนุก มันอินกับกิจกรรมการเรียนรู้ มันจะมีผลต่อทัศนคติของเด็กทุกกิจกรรมที่เขาทำ เช่นเดียวกันถ้าเด็กไม่แฮปปี้ เรื่องอะไรก็แล้วแต่ก็จะฉุดผลการเรียนได้เหมือนกัน เหมือนอุปทานหมู่

นอกเหนือจากนั้นที่ผมสังเกต พอมีครูพันธุ์ใหม่เข้ามา เป็นครูต่างประเทศ วิธีการสอนอาจจะสดกว่ามีความแตกต่างวิธีการแบบเดิมในระบบข้าราชการไทย มันเหมือนเป็นตัวช่วยกระตุ้นครูไทยคนอื่นให้มีความกระตือรือร้น เหมือนกับมีไฟลุกโชนกลับคืนมา มันก็ทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนโดยทั่วไปดีขึ้นด้วย ผลต่อชุมชนก็คือตอนนี้ทุกคนแย่งกันส่งลูกเรียนโรงเรียนนี้ จากปีที่เราเข้าไปมีนักเรียน 200 กว่าคน ตอนนี้มีนักเรียน 370 คน

สิ่งที่ผมเน้นว่าอย่ามอบงบประมาณนี้ให้กับทางหน่วยงานราชการ เพราะจากประสบการณ์ของเราพบว่าโครงการนี้ที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะว่าผู้อำนวยการโรงเรียนเอาด้วยและเข้าใจ ชุมชนเข้าใจและสนับสนุน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาใช้เงินประมาณปีละ 1-2 ล้านกว่าบาท  ซึ่งเป็นเงินที่เราลงขันกันเองและเงินบริจาค ที่สำคัญทุกปีชาวบ้านมีการทอดผ้าป่าเพื่อสนับสนุนโครงการนี้กันด้วย และมีเงินจากชาวบ้านกันเอง มาสมทบทุนให้กับโรงเรียนประมาณปีละ 1 แสนบาท  ซึ่งแม้ว่าไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มาก แต่ด้วยเจตนา ผมมองว่าทำให้ชาวบ้านเหมือนกับเป็นเจ้าของร่วมและหวงแหนกับโครงการนี้ ทำให้ทั้งชุมชนและโรงเรียนมีความเข้มแข็งขึ้น

ดังนั้น อยากจะให้โรงเรียนเอาเงินไปบริหารเอง จัดหาครูต่างประเทศเอง ไม่ต้องไปผ่านเอเยนต์ นายหน้าหาตัวแทนจะถูกกินเปอร์เซ็นต์หมด  ส่วนการประเมินผลทางกระทรวงอาจจะตั้งหน่วยงานขึ้นมาประเมินผล ก็มีอยู่แล้วหรือถ้าใช้เงินประชารัฐ ก็ให้เอกชนเข้ามาประเมินผลก็ได้  มาช่วยติดตามประเมิน หรือสนับสนุนด้วย มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและเราก็พยายามที่จะผลักดันโครงการนี้ต่อไปให้เลือกโรงเรียนที่ยากจนที่สุดในแต่ละตำบล  เราควรที่จะให้โอกาสเขาก่อน”

ทำไงดี กับภาวะ (ชาย) หมดประจำเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539703

  • วันที่ 08 ก.พ. 2561 เวลา 14:30 น.

ทำไงดี กับภาวะ (ชาย) หมดประจำเดือน

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ก็ทีผู้หญิงยังหมดประจำเดือนได้เลย แล้วทำไมผู้ชายจะ (หมดประจำเดือนบ้าง) ไม่ได้ ปัจจุบันยังไม่มีคำตอบที่ฟันธงลงไปแบบ 100% ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลสนับสนุน ในฝ่ายที่เห็นว่าผู้ชายหมดประจำเดือนไม่ได้ ก็เพราะผู้ชายเป็นเพศที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเด่นชัด แต่อีกฝ่ายบอกว่า ทำไมจะไม่ (ชัด) ผู้ชายเราลงถึงวัยแก่ชรา ก็มีการเปลี่ยนแปลงดุจเดียวกับผู้ชราที่เป็นหญิงนั่นแหละ

ในผู้หญิงนั้น อาการหมดประจำเดือนได้แก่ การร้อนวูบวาบตามตัว เหงื่อออกเป็นพักๆ อารมณ์หงุดหงิดซึมเศร้า ซึ่งเกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเพศ แต่ในผู้ชายที่มีฮอร์โมนเพศแตกต่างออกไป คือมีเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีหน้าที่ควบคุมการแสดงออกทางเพศ และควบคุมอัณฑะให้ผลิตสเปิร์มออกมาอย่างสม่ำเสมอ ในอีกด้านหนึ่งคือสมรรถภาพทางเพศ เพราะเป็นที่เชื่อกันว่า ถ้าฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนลดลง อาจทำให้ความสามารถทางเพศมีปัญหา

สำหรับอาการหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน จะเจอได้ในผู้ชายบ้างได้ไหม เรื่องนี้ตอบยากเพราะปัจจัยอาจไม่เรื่องฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าผู้ชายนั้นเมื่ออายุมากขึ้นมักประสบความสำเร็จมากขึ้น มีเงินทองจับจ่ายซื้อหาความสุขได้ง่ายกว่าผู้หญิง ในทางสังคมนั้น สถานะของผู้ชายยังมั่นคงกว่าหญิง ความรู้สึกว่าตัวเองหมดค่าเกิดขึ้นในชายได้น้อยกว่าหญิง

จากการศึกษาพบว่า ระดับของฮอร์โมนเพศชายนั้น มีปริมาณลดลงเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่ผลของฮอร์โมนต่อร่างกายและจิตใจยังคงไม่แน่นอน บางคนอาจได้รับผลกระทบมาก บางคนแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ฝรั่งเรียกระยะที่หมดประจำเดือนในผู้หญิงว่า เมนโนพอส (Menopause) และบัญญัติศัพท์ของผู้ชายวัยหมดประจำเดือนว่า แอนโดรพอส (Andropause) คำว่า Andro มาจากคำว่า Androgen หมายถึงฮอร์โมนเพศชายนั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอาจเป็นเรื่องของกระดูกและกล้ามเนื้อ เราจะได้เห็นชัดว่าสตรีวัยหมดประจำเดือนมีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกค่อนข้างมาก คือจะมีการบางลงของเนื้อกระดูก ทำให้กระดูกเปราะหักง่าย ที่เราเรียกว่ากระดูกพรุน (Osteoporosis) นั่นเอง

ผลเรื่องการบางลงของกระดูก พบในเพศชายไม่มาก ทำให้อุบัติการของกระดูกหัก ไม่แตกต่างไปจากคนในวัยกลางคนอย่างมากมายนัก มีการศึกษาพบว่า ในสตรีนั้นอาจสูญเสียเนื้อกระดูกไปถึง 50% ของเนื้อกระดูกเดิม นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงจึงต้องระมัดระวังมากกว่าผู้ชาย

สำหรับกล้ามเนื้อจะเปลี่ยนแปลงไปมาก คือจะมีการฝ่อตัวลง และอาจมีไขมันเข้ามาแทรกสะสมอยู่ ซึ่งแน่นอนว่ากล้ามเนื้อเหล่านี้จะมีเรี่ยวแรงลดถอยลงไปมาก ส่วนเรื่องที่คุณผู้ชายเป็นห่วงกันมากคือเรื่องสมรรถภาพทางเพศ ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณฮอร์โมนเพศชายที่ลดลงไป อาจทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมถอย

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ความต้องการทางเพศก็จะลดลงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น ที่จริงการเปลี่ยนแปลงนี้คงไม่มีผลต่อผู้สูงอายุเท่าไร จะยกเว้นก็แต่ในบางคนที่ยังมีความต้องการทางเพศอยู่ แต่มีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ผู้สูงอายุในกลุ่มนี้อาจได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยฮอร์โมนคล้ายกับที่สตรีต้องกินฮอร์โมนเสริมนั่นแหละ

เรื่องความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางเพศนั้น หากจะแก้ไขกันจริงๆ ต้องดูหลายองค์ประกอบ สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือความเครียดในผู้สูงอายุ ดังนั้น หากประเมินตัวเองว่า “เข้าข่าย” อาจต้องรู้จักที่จะพักผ่อนและลดความเครียดลงบ้าง บางคนเกินอายุ 60 ปีแล้วแต่ยังทำงานราวกับหนุ่มๆ ต้องรู้จักที่จะออกกำลังกายตามวัย ตามความเหมาะสมด้วย

สำหรับปัญหาด้านอารมณ์ ผู้สูงอายุหลายรายมีปัญหาเรื่องของอารมณ์ กลายเป็นชายแก่ขี้บ่น เซ็ง เบื่อหน่ายชีวิต ก็ต้องแนะนำว่า ผู้ชายสูงวัยทุกคนไม่พ้นต้องปรับตัวปรับความคิดและอารมณ์ ไม่ใช่เรื่องของการยอมรับสภาพ แต่เป็นหลักของสัจธรรมที่ต้องยอมรับ ทุกอย่างคือการเปลี่ยนแปลง เคยมีคนนับหน้าถือตาพรั่งพร้อม ทุกอย่างลดพร่องลงได้ อย่าคิดเซ็ง หากต้องเข้าใจ

ในรายที่มีความหงุดหงิด หรือบ่จอยตลอดเวลา ก็ต้องรู้จักควบคุมตัวเอง ทางที่ดีหาทางผ่อนคลายตัวเองด้วยการทำกิจกรรมที่ชอบ และถ้าทำได้ก็หันหน้าเข้าหาธรรมะ ก็เชื่อว่าจะเยียวยาอารมณ์ให้เย็นลงได้ ลองเขียนเป้าหมายชีวิตและท้าทายตัวเองด้วยการหาหนทางไปให้ถึงเป้าหมาย บรรลุความตั้งใจด้วยความสุข และการรู้ค่าในตัวเอง

ผ้าไทย ใส่เมื่อไรก็เก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539636

  • วันที่ 08 ก.พ. 2561 เวลา 14:14 น.

ผ้าไทย ใส่เมื่อไรก็เก๋

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

พูดถึงผ้าไทยหลายๆ คนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ไปจนถึงวัยต่ำกว่า 40 ปีลงมาอาจจะเสียงแข็งว่า “…ยังไงฉันก็ไม่ยอมใส่แน่” ด้วยเหตุผลและทัศนคติอาจแตกต่างกันไป เช่น ไม่ชอบใส่ เพราะผ้าบางชนิดอย่างผ้าไหมดูแลยากไม่พอยังนุ่งยากอีก เชยไม่ทันสมัยเหมือนผ้าในยุคปัจจุบันที่ใครๆ ก็ใส่กันบ้างละ หรือใส่แล้วไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่าจะเข้ากับบุคลิกและรูปร่างตัวเองหรือเปล่า หรือกลัวจะกลายเป็นมนุษย์ป้าหรือตัวตลกในสายตาคนอื่น อีกอย่างราคาแพงบ้างละ เป็นต้น

หากใครมีมุมมองและทัศนคติกับผ้าไทยเยี่ยงนี้ อยากให้ลองเปิดใจให้กว้าง หันมาใส่ผ้าไทยกันดู แค่ลองแล้วจะรู้ว่านอกจากเป็นเครื่องแต่งกายที่สื่อถึงความเป็นไทยและเอกลักษณ์ไทยได้เป็นอย่างดีแล้วคุณจะดูสง่างาม โดดเด่น เป็นที่จับตามองของคนอื่น รู้สึกได้ถึงความมั่นใจและดูมีสไตล์ที่ทันสมัยมากๆ ไม่เชื่อเชิญไปพิสูจน์ความสวยกันเลย

สวยงามทันสมัยและดูไม่แก่

หากพูดถึงคนใส่ผ้าไทยแล้วมีคนตามเฟซบุ๊กมากที่สุดในเวลานี้ ก็คงต้องยกให้รุ้ง-ศิริรัตน์ ราษฎร์นิยม นักธุรกิจด้านการเงิน เจ้าของเฟซบุ๊ก Rung Sirirat โดยมีคนติดตามเธออยู่ที่ 9 หมื่นกว่าคน ขอบอกว่าไม่ใช่แค่กดไลค์และติดตาม แต่ทุกครั้งที่เธอโพสต์เกี่ยวกับการแต่งตัวด้วยผ้าไทย ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายลงเฟซบุ๊ก ก็จะมีคนมาคอมเมนต์มากมาย ล้วนแล้วแต่ในทางสร้างสรรค์ เช่น สวยมาก สง่างาม เดิร์นจริงๆ อยากใส่แบบนี้บ้าง ซื้อผ้าจากร้านไหน ทำไมใส่แล้วสวยจัง ช่วยสอนหน่อย

รุ้ง เล่าว่า เริ่มใส่ผ้าไทยมาตั้งแต่ ยังสาว ส่วนใหญ่แค่ใส่ไปในโอกาสทำบุญที่วัดเท่านั้น แต่ทุกวันนี้หันมาใส่จริงจัง ทุกวัน เรียกว่าไม่ได้แตะผ้าอื่น เช่น ยีนส์ กางเกง เลย มาได้ 5 ปีกว่าๆ แล้ว ถ้ารวมผ้าไหมบวกฝ้ายที่มีอยู่ ณ ตอนนี้และส่วนใหญ่เป็นผ้าผืนมากกว่าผ้าซิ่นอยู่ที่ประมาณ 300-400 ผืน

“ชอบผ้าไทยมาตั้งแต่เด็กค่ะ เห็นครูใส่มาโรงเรียนดูสวยดีก็เกิดความชอบอยากใส่แต่ไม่มีโอกาส พอเริ่มโตเป็นสาวก็พยายามเก็บเงินซื้อแต่ก็ไม่ได้มากเพราะตอนนั้นเงินยังหาได้น้อย ทุกวันนี้พอหาได้บ้างก็เลยซื้อใส่ จุดเปลี่ยนที่จุดประกายให้หันมาใส่จริงจัง คือ เห็นน้องสาวเพื่อนในเฟซบุ๊กใส่ผ้าซิ่นผืนหนึ่งไปวัด เป็นซิ่นจกของเชียงของ สวยดีเลยสั่งซื้อ และใส่จริงจังมาตั้งแต่นั้น”

ขณะที่การนุ่งให้ดูโมเดิร์น ส่วนใหญ่เธอดีไซน์รูปแบบการนุ่งเอง บางรูปแบบก็เรียนรู้จากคนอื่น แต่รวมแล้วมีหลายแบบ เช่น การนุ่งหน้านางประยุกต์ โดยใช้ผ้า 1×2 หลา นุ่งแบบทวีต ใช้ผ้าซิ่นไหม การนุ่งจับจีบพัดทัดดอกลีลาวดี ใช้ผ้าซิ่นไหมพับหัวลงก่อนจับจีบ การนุ่งพันเกลียวราชาวดี ใช้ผ้าไหมผืน 1×2 หลา หรือการนุ่งแบบสาวอีสานดอกคูณ ใช้ผ้าซิ่นไหมพับครึ่งนุ่งแบบดั้งเดิม เป็นต้น

ศิริรัตน์ ราษฎร์นิยม

 

“ตอนฝึกนุ่งแรกๆ รู้สึกเขินอายอยู่ค่ะ ไม่ค่อยมั่นใจ กลัวหลุดบ้าง กลัวคนมองอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอเป็นแล้วความรู้สึกแบบนั้นไม่มีแล้ว ทุกวันนี้ใส่ไปไหนมาไหนด้วยความมั่นใจ ไม่มีอะไรมาขวางศิริรัตน์ได้แล้ว ออกจากบ้านไปทำงานใส่เสื้อเชิตสีเรียบและผ้าถุงลายก็พอแล้ว ถ้าไปงานอื่นก็จะดูธีมงาน แต่จะเลือกเสื้อสีเรียบๆ ไม่ฉูดฉาดแล้วข้างล่างเป็นผ้าไหมลาย แต่ถ้าบนก็ลายล่างก็ลายก็จะกลายเป็นลายชนลาย ไม่สวยและดูไม่เด่น อยากให้ทุกคนมาลองใส่ดู ไม่จำเป็นต้องซื้อผ้าราคาแพง ราคา 600-700 บาทก็สวยได้ ดีเก๋ไก๋ ทันสมัยและดูมีคุณค่า อีกอย่างผ้าผืนเดียวสามารถนุ่งได้หลายแบบอยู่ที่วิธีการนุ่ง และถ้าเรานุ่งทุกวันหรือนุ่งประจำเท่ากับได้อนุรักษ์ผ้าไทยและช่วยคนไทยมีรายได้ อีกด้วยค่ะ”

ว่าแต่ใครอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องการแต่งกายด้วยผ้าไทยสามารถปรึกษาเธอได้ เช่น ผ้าซื้อร้านไหน หรือนุ่งอย่างไร ในเฟซบุ๊ก Rung Sirirat จะมีคลิปสอนเกี่ยวกับเกี่ยวกับวิธีการนุ่งในรูปแบบต่างๆ ให้ด้วย

ขณะที่ เมย์-มนัฐกานต์ กงแก้ว เจ้าของร้านเรื่องไหม บ้านประดู่ทอง อ.ลำดวน จ.สุรินทร์ เป็นสาวรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการใส่ ผ้าไหม กล่าวว่า การนุ่งผ้าไหมให้ดูดีทันสมัยในแบบเธอคือการนุ่งให้ถูกกาลเทศะ โดยการเลือกผ้าและสีที่อยากนุ่งให้เหมาะสมกับงาน ส่วนเครื่องประดับไม่มีอะไรที่ยุ่งยากวุ่นวาย ต่างหู สร้อย เข็มขัด หรือเข็มกลัดที่ใส่แล้วดูไม่รกจนเกินไปก็เป็นอันใช้ได้

 

“การนุ่งผ้าไทยนางเอกอยู่ที่ผ้าอยู่แล้ว คือดูดีตั้งแต่ผ้าที่เราเลือก ส่วนเครื่องก็ไม่ได้ใช้เครื่องประดับที่แพง เมย์ก็จะใช้งานแฮนด์เมดของคนไทยด้วยกัน ต่างหูก็คู่ละ 10 บาท 20 บาท เข็มขัดเส้นละร้อยสองร้อย เข็มกลัดจะไม่เกิน 100 บาท เน้นงานแฮนด์เมดของไทยเป็นหลัก”

เมย์บอกว่า การนุ่งผ้าไทยที่ดูแล้วไม่จำเจและไม่เหมือนคนสมัยก่อนนุ่ง สำหรับเธอไม่ได้คิดจะนุ่งออกมาให้ดูแปลกตาคนมาก แค่ต้องการให้ออกมาดูดีเท่านั้น ซึ่งบางแบบก็ได้เห็นการนุ่งจากพี่ๆ เพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ก ชอบแบบไหนก็เอามาดัดแปลง พยายามมองให้ออกว่าแบบที่คนอื่นนุ่งนั้นนุ่งอย่างไรถึงออกมาแบบนี้ๆ อีกส่วนหนึ่งก็ได้การนุ่งมาจากลูกค้าที่มาเลือกผ้าที่ร้านแล้วลองนุ่งให้ดู แต่ที่สำคัญที่อยากบอกคือการแต่งตัวให้ดูดีและไม่แก่ต้องเลือกเสื้อให้เข้ากับผ้าที่ต้องการนุ่งด้วย

“ทุกวันนี้ใครที่เห็นเมย์นุ่งผ้าไทย ก็จะต้องมาสอบถามว่านุ่งยังไงถึงสวย ใช้ผ้าอะไร เมย์ก็จะแนะนำและแบ่งปันวิธีการนุ่งตลอดจนวิธีการรักษา จากปากต่อปากเล่าสู่กันฟัง แบบนี้ก็เป็นการอนุรักษ์ผ้าไทยและให้คนอื่นๆ หันมาใส่ผ้าไทยมากขึ้น”

มนัฐกานต์ กงแก้ว

 

คนรุ่นใหม่รักใส่ผ้าไทย

นักแสดงสาวจากช่อง 3 เดียร์น่า ฟลีโป (ที่ตอนนี้มีละครกำลังถ่ายอยู่ 2 เรื่อง คือ สัตยาธิษฐาน กับชาติเสือมังกร) เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบใส่ผ้าไทยมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้าไทย ชื่อร้านชานเรือน นาข่า ที่บ้านนาข่า อ.เมือง อุดรธานี โดยเป็นทั้งผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าทอมือพื้นเมือง ผ้าไหมโบราณ ผ้าย้อมคราม ผ้ามัดหมี่ ผ้าฝ้ายทอมือ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป

“ทุกครั้งที่เดียร์เดินทางกลับอุดรธานี ก็จะต้องหยิบผ้าไทยมานุ่งตลอด ไปวัดกับคุณแม่ก็นุ่งผ้าไทย เดียร์รู้สึกว่าผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายเวลาใส่มันนุ่มนะ ใส่สบาย จะใส่ไปไหนก็ได้ที่เข้ากับทุกสถานที่ และใส่ไม่เคยซ้ำเลย แล้วที่ผู้ใหญ่เวลาเห็นเราใส่ก็จะชมว่าสวยดี น่ารักจัง เดียร์เลยใส่ผ้าถุงบ่อยๆ

บางทีคนอื่นเห็นภาพที่เราใส่ก็อยากใส่ตามเพราะมันดูสวยเก๋ดี ซึ่งการที่เดียร์ใส่อยู่เรื่อยๆ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้คนไทยหรือวัยรุ่น หรือวัยประมาณเดียร์หันมาใส่ผ้าไทยกันมากขึ้น เดียร์คิดว่าถ้า วัยรุ่นเราเปิดใจ ลองใส่ดูจริงๆ มันก็สวยเก๋ดี และน่ารักด้วยในความเห็นของเดียร์”

เดียร์น่า ฟลีโป

 

ทว่า ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ที่กำหนดให้นักเรียนทั้งระดับ ปวช.และปวส. หันมานุ่งผ้าไทยมาโรงเรียนในทุกวันศุกร์ โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2556 ปรากฏว่าการนุ่งผ้าไทยมาโรงเรียนของนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ ได้เป็นต้นแบบของโรงเรียนต่างๆ ใน จ.สุรินทร์ ให้ได้กระทำตาม

กรรณิการ์ เหลือสุข นักศึกษาระดับ ปวส. 2 แผนกเทคโนโลยีผ้าและเครื่องแต่งกาย กล่าวว่า ใส่ผ้าไหมมาตั้งแต่เข้าเรียน ปวช.ปีแรก รู้สึกดีใจ ไม่คิดว่าจะได้ใส่ ผ้าไหมมาโรงเรียน มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้บริหารเห็นความสำคัญ เพราะสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นในการทอผ้าทั่วทั้งจังหวัดอยู่แล้ว เกือบทุกหมู่บ้านนอกจากทำนาแล้วก็จะเลี้ยงไหมทอผ้าอีกอาชีพหนึ่ง

“ต้องขอบคุณผู้อำนวยการ นิวัติ ตังวัฒนา ที่นำแนวคิดดีๆ มาสู่โรงเรียน ทำให้พวกหนูได้ใส่ผ้าไหมสวยๆ มาโรงเรียนกัน เพราะปกตินักเรียนทุกคนและทุกบ้านจะมีผ้าไหมอยู่แล้วไม่ต้องซื้อ แต่เราไม่ได้เอาออกมาใส่เพราะไม่มีโอกาสให้ต้องใส่ แต่ตอนนี้เราใส่ทุกวันศุกร์มาโรงเรียน ขณะเวลาไปวัดก็ใส่ผ้าถุงด้วย”

เลือกลงทุนให้ถูกโฉลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539468

  • วันที่ 07 ก.พ. 2561 เวลา 13:37 น.

เลือกลงทุนให้ถูกโฉลก

เรื่อง: อณุสรา ทองอุไร ภาพ: Pixabay

คนเราจะรวยและประสบความสำเร็จได้ มันต้องทั้งเก่งและเฮงมาคู่กัน เก่งแต่ไม่เฮงก็รวยยาก ดังนั้นจึงต้องหาตัวช่วยในการลงทุนทำธุรกิจให้ถูกโฉลก โดยการหา Passive Income ที่เหมาะกับตัวคุณจากวันเดือนปีเกิดของตัวคุณเอง จะได้รู้ว่า แต่ละอย่างเป็นอย่างไร และทำเงินได้อย่างไร ใน พ.ศ.นี้ แบบไหนเหมาะกับตัวคุณ

หมอมีน ตีสิบ-อรรถพล น้อยวงศ์ (IG : MasterMeenforYou) วิทยากร และเจ้าของหนังสือ 12 ราศี ชี้การลงทุน แนะนำการลงทุนให้ถูกโฉลกของแต่ละราศีว่า ภาพรวมในปีนี้ เรื่องของการเงินจะกระเตื้องได้ดีขึ้นมากกว่าเดิม เพราะอิทธิพลของดาวจันทร์ตามหลักเลขศาสตร์สากล จะทำให้การเงินดีกว่าปี 2560 ในเรื่องของการช่วยเหลือของผู้ใหญ่ หรือทุนจากที่ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงมาก แต่ถ้าหาโอกาสเป็นจะอยู่รอด และเกิดธุรกิจใหม่ๆ ตามราศีดังนี้

1.ราศีมังกร เกิด 22 ธ.ค.-19 ม.ค.

ดวงในปีนี้จะโดดเด่นมากเรื่องของการเงิน เพราะจะมีเรื่องธุรกิจใหม่ๆ จากเพื่อนฝูงหรือโอกาสที่ดีจากเจ้านายมาให้ทำธุรกิจใหม่ๆ ถือเป็นราศีมังกรเด่นเรื่องความเป็นผู้นำและเจ้าของกิจการ เหมาะกับการทำงานแฟรนไชส์ เจ้าของธุรกิจ ขยายธุรกิจ ขยายสาขา

2.ราศีกุมภ์ เกิด 20 ม.ค.-18 ก.พ.

ปีนี้เป็นอีกปีที่ชาวราศีกุมภ์จะมีโชคเรื่องของการได้รางวัลทางความคิดกับเรื่องของธุรกิจ และมีเพื่อนคอยช่วยเหลือทางด้านธุรกิจเป็นอย่างดี ชาวกุมภ์เป็นผู้มี Creativity สูง และถนัดด้านธุรกิจความงาม ถ้าทำ Brand และเครือข่ายด้าน MLM ด้านความงามจะเฮงมาก

3.ราศีมีน เกิด 19 ก.พ.-20 มี.ค.

ชาวราศีมีนจะทำให้การเงินและการงานชะงักได้ หากไม่ปล่อยวางความคิดหรือทางธุรกิจให้ดี แนะนำให้เชื่อถือคนที่เป็นผู้ใหญ่หรือที่ปรึกษา โดยเฉพาะทางด้านของการเงิน โดยรวมๆ การทำธุรกิจ ชาวราศีมีนมักจะถนัดเรื่องใช้ความรู้ การศึกษา แนะนำ ให้เป็น ครูออนไลน์ ใช้สื่อออนไลน์ หรือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์ทุกชนิด

4.ราศีเมษ เกิด 21 มี.ค.-19 เม.ย.

ด้านชาวราศีเมษในปีนี้ จะมีโชคทางด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือโชคทางเรื่องของการลงทุนทางด้านทองสูง เพราะดาวจันทร์ในปีนี้ช่วยเหลือได้อย่างดีมากๆ ชาวเมษชอบความมั่นคง หมอมีนแนะนำให้ชาวราศีเมษ มี Passive Income แบบทำอสังหาริมทรัพย์ แบบเก็บค่าเช่า หรือเล่นทอง จะเหมาะกับตัวเอง และเสริมดวงทางด้านธุรกิจอย่างมาก

5.ราศีพฤษภ 20 เม.ย.-20 พ.ค.

ชาวราศีพฤษภจะทำให้การงานปีนี้สดชื่นได้ และได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่และเพื่อนฝูงดี หากมีการเปิดกว้างทางความคิด เพราะโดยภาพรวม ชาวราศีพฤษภจะเป็นคนที่มีแรงมุ่งมั่นและบันดาลใจ แนะนำให้มีการทำ Passive Income แบบเล่นหุ้น แบบ VI หรือทำ MLM ขายตรงรูปแบบต่างๆ จะถูกกับนิสัยของคนราศีนี้

6.ราศีเมถุน เกิด 21 พ.ค.-22 มิ.ย.

ปีนี้ชาวคนคู่อาจจะต้องระมัดระวังเรื่องการลงทุนมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการลงทุนที่น่าสนใจและใช้ความเร็ว เช่น เรื่องการเทรดหุ้น แนะนำให้ใช้เวลาพิจารณาดูให้ดี แนะนำให้ทำเรื่อง Branding ให้ชัดเจน และจ้างผลิตหรือทำด้านลิขสิทธิ์ จะทำให้เงินเข้ามาอย่างต่อเนื่องเป็นอย่างดี

7.ราศีกรกฎ เกิด 23 มิ.ย.-22 ก.ค.

ชาวราศีกรกฎปีนี้ต้องระมัดระวังมากๆ เรื่องของการดูและตรวจสอบทางการเงิน มีโอกาสสูงที่จะเกิดปัญหา หรือรูรั่วได้มากกว่าเดิม ชาวกรกฎแนะนำให้ทำโปรแกรมให้ความรู้กับระบบออนไลน์ เช่น โปรแกรมบัญชี ที่เก็บค่าดูแลระบบทุกๆ ปี เป็นรายได้จากการทำ Passive Income

8.ราศีสิงห์ เกิด 23 ก.ค.-22 ส.ค.

ปีนี้ดาวการเงินค่อนข้างเด่นสำหรับชาวราศีสิงห์ เพราะจะมีเรื่องคนนำเอาโอกาสดีๆ เข้ามาทำให้การเงินคล่องตัว เช่น การขยายตัวทางธุรกิจ หรือแนะนำ Partner ดีๆ ให้ คนราศีสิงห์จะกล้าได้กล้าเสีย แนะนำให้ทำ Passive Income ด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือทำโรงงานให้เช่า

9.ราศีกันย์ เกิด 23 ส.ค.-22 ก.ย.

สำหรับชาวราศีกันย์ แนะนำว่า ปีนี้สบายๆ รอรับเงินจากการลงทุน หรือการทำธุรกิจในปีก่อนๆ เพราะดาวปีนี้ถูกโฉลกอย่างดี หลังจากเหนื่อยมานาน ลักษณะของคนชาวราศีกันย์ เป็นคนที่ฝันหวานและสบายๆ ทำ Passive Income จากความสวยงามหรือด้านสปา เช่น วางระบบ และขายแฟรนไชส์ หรือคิดโปรแกรมดูแลก็ได้

10.ราศีตุล เกิด 23 ก.ย.-23 ต.ค.

ปีนี้ราศีตุลระวังเรื่องบุญมีแต่กรรมบัง เรียกว่ามีโอกาสที่ดีมากที่จะได้รับการช่วยเหลือ แต่อาจจะพลาดเพราะดวงบริวารไม่สานต่อ หรือไม่สนับสนุนทำงานเสียได้ ชาวราศีตุลจะมั่นคงและติดต่อกับผู้ใหญ่ บริษัทใหญ่ หรือราชการดี แนะนำให้ทำลิขสิทธิ์ทางด้านหนังสือที่มีการสั่งซื้อทุกปี เช่น ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย

11.ราศีพิจิก เกิด 24 ต.ค.-21 พ.ย.

ชาวราศีพิจิกจะทำงานได้อย่างดีมาก และเจรจาประสานงานได้อย่างคล่องตัว แนะนำให้เชื่อและเปิดรับบริวาร จะทำให้การงานดีมาก เฮงๆ ชาวพิจิกจะเด็ดขาดเรื่องการทำงาน พยายามใช้เรื่องระบบเข้ามาทางออนไลน์ และเก็บค่าดูแลแลกกับด้าน Consult

12.ราศีธนู เกิด 22 พ.ย.-21 ธ.ค.

สำหรับชาวราศีธนู ปีนี้ค่อนข้างเด่นมากๆ เพราะดาวประจำราศีได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี แนะนำทำเรื่องของความงาม และเรื่องของการค้า ต่างประเทศ ชาวราศีธนูจะเด่นทางด้านธุรกิจ และการเล่าเรื่อง แนะนำด้านหุ้น หรือเป็น Blogger เขียนบรรยายเรื่องที่ถนัด เช่น การท่องเที่ยว อาหาร หรือแกดเจ็ต และมีสปอนเซอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ทางด้าน ซินแซเจ๋อหลาง เซียงเซิง จากกรุงศรีกูรู กล่าวว่า เคยถามตนเองไหมว่าเหมาะกับการลงทุนแบบใด อะไรที่เหมาะสมกับดวงชะตา อะไรที่ทำแล้วร่ำรวยมั่งคั่ง เพราะคงไม่มีใครอยากเอาเงินที่มีไปเสี่ยงกับการลงทุนที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง แม้การลงทุนของเราได้ผ่านการวางแผนอย่างรัดกุมดีแล้ว ก็ยังพบความผิดพลาดได้ หากเราสามารถตรวจดวงชะตาเราให้เหมาะสมกับการลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการทำกำไร หลักการง่ายๆ เบื้องต้นมาเป็นตัวช่วยในการพิจารณาเลือกหุ้นที่เหมาะสมตามศาสตร์จีน ดังนี้

  • คนเกิดเดือนชวด (7 ธ.ค.-4 ม.ค.), คนเกิดเดือนกุน ( 8 พ.ย.-6 ธ.ค.) และคนเกิดเดือนฉลู (5 ม.ค.-3 ก.พ.)

คนเกิดเดือนนี้จะใส่ใจเรื่องเงินทอง ชอบความละเอียด รอบคอบ คิดทุกเรื่อง รู้รอบด้าน ชอบการพลิกแพลงปรับตัว วิจัยเจาะลึก ซื้อมาขายไป สิ่งที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ทะเล การเดินทาง เครื่องดื่ม

ลักษณะของหุ้นที่เหมาะสม คือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการพลิกแพลงปรับตัวตลอดเวลา หุ้นที่เป็นรอบวัฏจักรขึ้นลงตามสภาวะตลาด (หุ้นสวิงขึ้นลงอย่างมีรูปแบบซ้ำๆ เดิมๆ เหมือนลูกคลื่นไหลต่อเนื่องกันไป) หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ขนส่ง โลจิสติกส์ ทัวร์ ชลประทาน ประมง เดินเรือ อาหารทะเล เครื่องดื่ม เครื่องทำความเย็น แอร์ ห้องเย็น นำเข้า-ส่งออก

  • คนเกิดเดือนขาล (4 ก.พ.-5 มี.ค.), คนเกิดเดือนเถาะ (6 มี.ค.-4 เม.ย.), คนเกิดเดือนมะโรง (5 เม.ย.-5 พ.ค.)

คนเกิดในช่วงนี้จะชอบพัฒนาตนเอง อะไรที่มีความเป็นวิชาการ งานที่พัฒนาสิ่งใหม่ๆ เสมอ งานสร้างสรรค์ ศิลปะ ลิขสิทธิ์ การตลาด การประชาสัมพันธ์ การสื่อสาร สายการบิน เฟอร์นิเจอร์ไม้ การเกษตร เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน หนังสือ สำนักพิมพ์ กระดาษ ยา เส้นใยผ้า

ลักษณะหุ้นที่เหมาะสม คือ หุ้นที่มีลักษณะของการเจริญเติบโต ก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง หุ้นที่อยู่ในช่วงของการขยายกิจการ ขยายสาขา หุ้นที่อยู่ในลักษณะขาขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่แกว่งตัวขึ้นลงมาก ธุรกิจสามารถก้าวหน้าขยายได้เรื่อยๆ หรือหุ้นกลุ่มสื่อสาร สายการบิน สำนักพิมพ์ กระดาษ เอกสาร บริษัทยา ยางพารา อุตสาหกรรมทางการเกษตร ธุรกิจที่มีหลายสาขา แฟรนไชส์

  • คนเกิดเดือนมะเส็ง (6 พ.ค.-5 มิ.ย.), คนเกิดเดือนมะเมีย (6 มิ.ย.-6 ก.ค.) และคนเกิดเดือนมะแม (7 ก.ค.-7 ส.ค.)

ช่วงเวลาเกิดแห่งฤดูธาตุไฟ ผู้ชื่นชอบและคุ้นเคยกับความร้อนแรง กระแสสังคม ภูมิปัญญาและความรู้ ธุรกิจที่เน้นชื่อเสียง ความสำเร็จโด่งดัง งานโฆษณา เอเยนซี รายการโทรทัศน์ ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า แสงสว่าง แก๊ส พลังงาน คอมพิวเตอร์ มือถือ สินค้าสวยงาม แฟชั่น

ลักษณะหุ้นที่เหมาะสม คือ หุ้นที่หวือหวาตามกระแสสังคม ข่าวสาร อาศัยชื่อเสียงความโดดเด่นอยู่เสมอ กราฟขึ้นเร็วและลงเร็ว คุณต้องเข้าไวเมื่อมีข่าวและออกไวก่อนคนอื่น หุ้นที่สวิงขึ้นลงตามข่าวสาร หุ้นกลุ่มสื่อโทรทัศน์ วิทยุ ผู้ผลิตรายการทีวี ข่าว กลุ่มพลังงานทุกประเภท น้ำมัน แก๊ส โซลาร์เซลล์ พลังงานขยะ ไฟฟ้า พลาสติก

  • คนเกิดเดือนวอก (8 ส.ค.-7 ก.ย.), คนเกิดเดือนระกา (8 ก.ย.-7 ต.ค.) และคนที่เกิดเดือนจอ (8 ต.ค.-7 พ.ย.)

ฤดูแห่งการร่วงโรยของตลาดหุ้น คุณเกิดในช่วงไตรมาสแห่งความซบเซาของตลาด เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรเหมือนใบไม้ที่ร่วงโรย ช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้กลับมีกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ คือ กลุ่มที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ตัดสินใจ เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงชัดเจนตามนโยบายรัฐบาล และเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร หลักทรัพย์ ของมีค่าราคาแพง เครื่องจักร โรงงาน รถยนต์ อาวุธ กลุ่มธุรกิจประมูล ธุรกิจที่ต้องประมูลแข่งขันงานภาครัฐ เหล็ก โลหะ

ลักษณะหุ้นที่เหมาะสม คือ หุ้นที่มีการเคลื่อนไหวของกราฟก่อนข่าวสาร หุ้นที่เคลื่อนไหวไร้ทิศทาง ไม่มีรูปแบบตายตัว ขึ้นเร็วลงเร็วมาก ในบางครั้งสะท้อนถึงหุ้นขนาดเล็กแต่เคลื่อนไหวรุนแรง หุ้นกลุ่มธนาคาร หลักทรัพย์ การเงิน สินเชื่อ กลุ่มรับงานประมูล ผู้รับเหมาจากงานประมูล กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องประดับ กลุ่มเหล็ก อุปกรณ์ก่อสร้าง รถยนต์ อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ ขายเครื่องจักร ทองคำ อาวุธ กลุ่มโรงแรม บันเทิง

  • กลุ่มพิเศษคนที่เกิดเดือนฉลู (5 ม.ค.-3 ก.พ.), คนที่เกิดเดือนมะโรง (5 เม.ย.-5 พ.ค.), คนที่เกิดเดือนมะแม (7 ก.ค.-7 ส.ค.) และคนที่เกิดเดือนจอ (8 ต.ค.-7 พ.ย.)

มีคุณสมบัติของธาตุดิน นอกจากจะอาศัยหุ้นที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังสามารถเลือกลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธาตุดิน ได้แก่ ทรัพยากร เหมืองแร่ ธุรกิจสัมปทาน ผู้ขาย จัดสรรที่ดิน ก่อสร้าง ปูน ที่ปรึกษา รักษาความปลอดภัย ธุรกิจประกัน ออร์แกไนเซอร์จัดงาน อาหารสำเร็จรูป กระเบื้อง อาหารสัตว์ อุปกรณ์ป้องกันทุกชนิด ระบบป้องกันน้ำท่วม บริหารจัดการน้ำ ขยะ

ลักษณะหุ้นที่เหมาะสมคือ หุ้นที่มีลักษณะกราฟโตอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง ไม่หวือหวามากเกินไป (เน้นปันผลและถือยาวๆ มากกว่าหาจังหวะเข้าออกเร็วจากกราฟ) กลุ่มที่ได้รับงานภาครัฐแล้ว หุ้นบริษัทที่มีความมั่นคง มีปันผลดี พื้นฐานและมูลค่าของธุรกิจมีความมั่นคงสูง มีหนี้สินน้อยกว่าทรัพย์สิน กลุ่มก่อสร้าง โครงการบ้านจัดสรร คอนโด ผู้เก็บค่าเช่าพื้นที่ เช่น ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น กลุ่มรับจัดงาน ออร์แกไนเซอร์ พลังงานขยะ จัดการขยะ จัดการน้ำ กลุ่มประกันภัยทุกชนิด กลุ่มโรงพยาบาล

หุ่นฟิตเฟิร์ม สุขภาพดีสไตล์ ‘เฌอเบลล์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539152

  • วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 12:12 น.

หุ่นฟิตเฟิร์ม สุขภาพดีสไตล์ ‘เฌอเบลล์’

เป็นอีกหนึ่งสาวที่ขึ้นชื่อว่าดูแลรูปร่างได้สมส่วนและดูดีอยู่ตลอด สำหรับนางเอกหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม เฌอเบลล์-ลัลณ์ลลิน เตจะสาเวศซ์ จนเธอกลายเป็นแบบอย่างในการออกกำลังกายของใครหลายคนในขณะนี้ แต่การจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงได้นั้น เฌอเบลล์มีวิธีออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างไร ลองไปฟังเจ้าตัวเปิดเผยเทคนิคในการดูแลตัวเองให้ฟิตแอนด์เฟิร์มกันเลย

“ตอนที่เข้าวงการแรกๆ ต้องบอกว่าเป็นนางเอกที่ตัวใหญ่มาก เคยหนักถึง 60 กก. ซึ่งตอนนั้นเราก็เคยพยายามลดน้ำหนักนะ แต่พอลดได้สักพักน้ำหนักก็ขึ้นมาเท่าเดิม นั่นเป็นเพราะเราออกกำลังกายและควบคุมอาหารไม่ถูกวิธี จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา หนูเริ่มหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองอย่างถูกวิธี ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาน้ำหนักตัวก็ลดลง หุ่นกระชับและเฟิร์มมากขึ้น ที่สำคัญบุคลิกภาพดีขึ้น จึงเป็นแรงบันดาลใจให้อยากทำต่อไปเรื่อยๆ และก็ทำให้เรารู้สึกมีความสุข สนุกทุกครั้งเวลาที่ได้ออกกำลังกาย

 

 

 

การออกกำลังกาย ช่วงแรกจะเริ่มจากการเข้าฟิตเนสสัปดาห์ละ 2-3 วัน แต่พอเล่นฟิตเนสไปได้สักพักก็เริ่มเบื่อ เพราะไม่มีคนคอยกระตุ้น หนูเลยมองหากิจกรรมใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากการเข้าฟิตเนส จนมาเจอการเข้าคลาสที่ Absolute You ซึ่งเป็นคลาสของการเล่น ริธึ่ม ไซคลิ่ง (Rhythm Cycling) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบมากๆ เพราะเป็นการปั่นจักรยานไปพร้อมกับจังหวะเพลงที่มีแสง สี เสียง แบบจัดเต็ม และมีเทรนเนอร์ที่ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก ทำให้เล่นจนจบคลาสได้อย่างไม่น่าเบื่อ ที่สำคัญมันเป็นการออกกำลังกายที่เผาผลาญพลังงานได้ดีมากๆ คือเราเข้าคลาสแค่ 45 นาที แต่สามารถเบิร์นได้ 500 แคลอรี ซึ่งพอออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ต่อเนื่องประมาณ 1-2 เดือน เห็นผลทันทีเลยค่ะว่าเราผอมลง หุ่นกระชับขึ้น แล้วน้ำหนักก็จะทรงตัวด้วยค่ะ”

เฌอเบลล์เสริมว่า การเลือกกินอาหารก็เป็นสิ่งที่ทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วยเช่นกัน… “อย่างที่เรารู้กันมาว่า โภชนาการเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ กับร่างกายเราเลย คือการกินมีผลต่อการลดน้ำหนักถึง 80% เลยทีเดียว เราต้องกินให้พอกับที่ร่างกายเราต้องการ กินให้ครบทุกมื้อ และต้องเป็นของที่มีประโยชน์ เน้นในเรื่องผักและผลไม้ ข้าวก็เลือกเป็นจำพวกข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รี่ และพยายามงดเว้นพวกของทอดของมันด้วยนะ

หนูว่าข้อดีของการออกกำลังกาย นอกจากได้สุขภาพที่ดีขึ้นแล้ว ร่างกายยังแข็งแรงด้วย แถมเวลาไปออกกำลังกายยังได้เพื่อนใหม่อีกด้วย ไปเข้าคลาสก็ได้เจอสังคมใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เมื่อเรามีความสุขมันก็จะส่งผลให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยค่ะ”

เฌอเบลล์ทิ้งท้ายว่า สำหรับผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกาย ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการเอาชนะใจตัวเองให้ได้ก่อน ต้องคิดว่าการออกกำลังกายคือสิ่งที่เป็นประโยขน์กับร่างกายของตัวเอง หลังจากเอาชนะใจตัวเองได้แล้ว ก็ต้องทำให้การออกกำลังกายกลายเป็นไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของคุณ โดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30-45 นาที ถ้าทำได้แบบนี้ คุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงและหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มได้แน่นอน

สอนลูก… และสอนพ่อแม่ของลูก (ด้วย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539149

  • วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 12:00 น.

สอนลูก... และสอนพ่อแม่ของลูก (ด้วย)

มากไปกว่าความเศร้าและความหดหู่สะเทือนใจทุกครั้งที่ได้ยินข่าวการล่วงละเมิดในเด็กเยาวชน โดยเฉพาะเมื่อผู้กระทำเป็นครูบาอาจารย์ หรือบางครั้งก็เป็น “ผอ.โรงเรียน” นั่นหมายความว่า ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่เราต้องทำอะไรมากกว่านี้ เพื่อป้องกันเด็กเยาวชนของเรา ต้องมีมาตรการที่ดีและเข้มงวดกว่านี้หรือไม่ เพื่อคัดกรองคนแย่ๆ ไม่ให้เข้าถึงเด็กเยาวชน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้จัดทำโครงการ “สิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก” เครื่องมือดูแลลูกยุคใหม่ ที่สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้แก่เด็กจากเรื่องใกล้ตัวที่ทำได้ง่าย

เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านเด็กเยาวชนและครอบครัว สสส.เล่าว่า โครงการฯ คือการสอนพ่อแม่ให้เลี้ยงลูกตามหลักพัฒนาการเด็ก นั่นหมายถึง จะสอนลูกก็ต้องสอนพ่อแม่ของลูกก่อน หลายกรณีที่เกิดขึ้นในสังคมของเราเวลานี้ สะท้อนให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป คนในสังคมไม่ได้ทำหน้าที่ตามบทบาทของตัว

“ถ้าเป็นเด็ก ก็มีหน้าที่เรียนรู้พัฒนาตัวเอง เมื่อเป็นครู ก็ต้องเป็นครูที่ดี ให้ความรู้แก่ศิษย์ มีคุณธรรมจริยธรรม หรือถ้าเป็นแม่เป็นพ่อ ก็ต้องทำหน้าที่บทบาทของการเป็นผู้ปกครองที่ดี เด็กมีโอกาสเคว้งคว้างหรือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ถ้าคนรอบตัวของเขาไม่ทำหน้าที่”

 

ดร.วรนาท รักสกุลไทย ผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาปฐมวัย สสส. เล่าว่า การทำให้คนทำหน้าที่ของตัวเอง จุดประกาย สสส.ให้คิดโครงการสอนพ่อแม่เลี้ยงลูก การทดสอบสติปัญญาอารมณ์ของเด็กปฐมวัยทั่วประเทศครั้งล่าสุดยังสะท้อนว่า จะเสี่ยงเกินไปถ้าไม่เริ่ม อย่างน้อยก็ช่วยให้พ่อแม่มีหลักยึด อย่างน้อยเด็กไม่เติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นมีปัญหา ไม่เป็นพ่อแม่สร้างปัญหา

“ต้นทุนชีวิตคือการลงทุนด้านพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยการติดตามผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ เราไปตามเป้าไม่ได้ เด็กต่ำกว่า 5 ขวบมากกว่า 30% ล่าช้ากว่าเกณฑ์”

ดร.วรนาทเล่าอีกว่า สมองของมนุษย์จะพัฒนาต่อเนื่องกระทั่งอายุ 25 ปี การพัฒนาเด็กเยาวชนจึงต้องพัฒนาต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เด็กเยาวชนในบ้านเราขาดทักษะการใช้ชีวิต ขาดทักษะการเอาตัวรอด ขาดทักษะการปฏิเสธสิ่งยั่วยุ บกพร่องในกระบวนการแก้ปัญหา บกพร่องเรื่องความรับผิดชอบ ทักษะการใช้ชีวิตเหล่านี้ต้องเสริมสร้างตั้งแต่ปฐมวัย

นอกจากนี้ เมื่อเด็กโตขึ้น ก็ต้องรักษาและเสริมสร้างต่อเนื่อง ซึ่งทักษะต่างๆ โดยเฉพาะทักษะเรื่องการตระหนักรู้และเท่าทัน ไม่ควรเน้นแต่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว เพราะจะกลายเป็นเด็กที่เอาตัวไม่รอด แก้ปัญหาไม่เป็น คิดไม่เป็น สรุปว่ายุทธศาสตร์ต้องเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย เล็งเห็นความสำคัญก่อนที่จะสาย

เบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หมอมินบานเย็น เพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา แสดงความเห็นถึงการเลี้ยงดูเมื่อเด็กก้าวสู่วัยรุ่นว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่เด็กพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองอย่างเหมาะสม พึ่งพาตัวเองได้ ค่อยๆ แยกออกจากการพึ่งพาพ่อแม่ พร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบทั้งตัวเอง คนรอบข้าง รวมถึงสังคม ประเทศชาติ

หากในช่วงที่เด็กเข้าวัยรุ่นนี้เอง ที่อาจจะสร้างความเครียดความไม่เข้าใจกันระหว่างเด็กและพ่อแม่ ช่วงรอยต่อสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่เรียกว่า วัยรุ่น จึงนับว่าเป็นช่วงที่วุ่นวาย ปวดหัว สำหรับพ่อแม่ ภาษาอังกฤษจะเรียกช่วงการเปลี่ยนผ่านของวัยนี้ว่า Adolescent turmoil หรือความวุ่นวายสับสนของวัยรุ่น

พ่อแม่จะสังเกตว่า ลูกเริ่มติดเพื่อนมากขึ้น คุยโทรศัพท์กับเพื่อนนานๆ สนใจเรื่องภาพลักษณ์ การแต่งตัว รูปร่างหน้าตามากกว่าเดิม กังวลกับความคิดความรู้สึกของเพื่อนที่มีต่อตัวเอง อยากเป็นที่นิยมชมชอบของเพื่อน

บางทีถ้าเพื่อนไม่ชอบ ไม่พอใจตัวเอง ก็จะเก็บเอามาคิดมาเครียด พ่อแม่ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรลูกถึงต้องแคร์เพื่อนขนาดนั้น ลูกๆ อาจมีความชื่นชมหลงใหล ดารานักร้อง นักกีฬา รุ่นพี่ที่มีชื่อเสียงในโรงเรียน มีการเลียนแบบ ทำตามการเปลี่ยนผ่านนี้ หรือ Adolescent turmoil ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตเวช แต่เป็นพัฒนาการที่ปกติของวัยรุ่น ซึ่งครอบครัวต้องจับมือกันเดินข้ามผ่านไป การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อเค้ายังเป็นเด็กๆ มีความสำคัญที่จะลดความสับสนและขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น

1.การเตรียมตัวอย่างแรกคือ พ่อแม่ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีของบ้าน ให้อบอุ่นและน่าอยู่ คงไม่มีใครอยากกลับมาที่บ้านที่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ทุกคนอยากอยู่ในที่ที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย สงบ บ้านควรมีบรรยากาศของความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน ให้เกียรติตามสมควร และมีความจริงใจต่อกัน

2.อย่าตีกรอบจนเกินไป พ่อแม่ควรให้โอกาสลูกในการแสดงออกเป็นตัวของตัวเองอย่างเหมาะสมตามวัย และสนับสนุนการแสดงออกที่สร้างสรรค์ อย่ามองว่าเวลาที่เด็กแสดงความเห็นคือการเถียง ไม่เชื่อฟัง ควรรับฟังเหตุผลของเด็ก แต่ก็ต้องมีระเบียบวินัยที่เป็นหลักที่เด็กต้องทำตาม

3.ต้องมีเวลาที่จะรับฟังเด็ก มีเวลาที่อยู่กับเด็กเพียงพอ ให้ความเข้าใจความต้องการ ความรู้สึก จะทำให้เด็กรับรู้ว่าพ่อแม่เข้าใจเขา และเวลามีเรื่องอะไรก็ตาม เด็กจะสบายใจที่จะเล่าให้พ่อแม่ฟัง

4.อย่าลืมปลูกฝังให้เด็กได้ช่วยเหลือตัวเอง มีหน้าที่รับผิดชอบตามวัยที่ทำได้ เช่น งานบ้านบางอย่าง

5.ถ้าเด็กทำอะไรไป ต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบสิ่งที่ทำ เช่น ทำผิดต้องถูกทำโทษ เรียนผูกต้องเรียนแก้ ตรงนี้จะทำให้เด็กรู้จักรับผิดชอบ เมื่อโตขึ้นเวลาทำอะไรก็จะรู้ว่าต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ไม่ใช่ว่าอยากทำอะไรก็ทำ รู้จักคิดก่อนทำอะไร

6.พยายามทำความรู้จักเพื่อนของลูกหรือสิ่งที่ลูกชอบ จะทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่เข้าใจเขา และหากเราจะชี้แนะหรือตักเตือนว่าสิ่งที่เขาชอบบางอย่างนั้นอาจส่งผลเสียกับเขาได้เราก็ค่อยๆ เข้าไปตักเตือน การผลีผลามเข้าไปว่ากล่าวหรือใช้คำพูดรุนแรงจะยิ่งทำให้เด็กพยายามปิดบังในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ไม่ให้พ่อแม่รู้

หมอมินบานเย็นระบุว่า การที่จะปล่อยให้เด็กทำอะไร ต้องปล่อยอย่างมีขอบเขต ตรงนี้สำคัญมาก เพราะหากฝึกเมื่อเขาโตแล้ว จะยากมาก ตอนนั้นส่วนใหญ่ก็จะไม่เชื่อฟัง ทำให้ทะเลาะกัน เข้าสู่วัยรุ่นอย่างวุ่นวายอลวน สับสนอลหม่าน

“ถ้าพ่อแม่สามารถทำความเข้าใจกับการเข้าสู่วัยรุ่นของลูก และสามารถป้องกันและจัดการได้อย่างเหมาะสม การเปลี่ยนผ่านนี้จะไม่มีปัญหามากนัก”

พ่อแม่ทุกคนมีหน้าที่ นั่นคือ การเตรียมตัวลูกให้พร้อมที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ การเตรียมตัวลูกให้พร้อมที่จะต้องรับผิดชอบตัวเองและคนรอบข้าง เพราะในวันหนึ่ง เราคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็จะต้องจากโลกนี้ไป…มาทำหน้าที่ของตัวเองกันเถอะ!

 

 

สิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า พัฒนาการที่ดีเริ่มต้นจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ลูกจะมีพัฒนาการดีไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนมากหรือมีเวลามาก หากจุดเริ่มต้นคือสิ่งเล็กๆ ใกล้ๆ ตัวในชีวิตประจำวัน ความรักความเอาใจใส่ รวมทั้งความสม่ำเสมอ

การเล่นที่เสริมสร้างพัฒนาการของลูกได้ ยกตัวอย่างการเล่นจ๊ะเอ๋ ที่แฝงความมหัศจรรย์ ช่วยให้สมองและพัฒนาการของเด็กในหลายด้านถูกกระตุ้น เช่น ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องการคงอยู่ของวัตถุ (Object Permanance) การที่ผู้ใหญ่ปิดตาหรือซ่อนแอบอยู่ที่ด้านหลังของมือ ช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการสื่อสารระหว่างกัน ฝึกการจดจำข้อมูล เด็กจะรู้จักการรอคอย เกิดเป็นความสัมพันธ์ความผูกพันในหัวใจลูก

5 เครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกของ สสส. ประกอบด้วย

1.คู่มือสิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก คู่มือพัฒนาลูกจากสิ่งใกล้ตัว

2.นิทานจ๊ะเอ๋

3.คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยและโปสเตอร์เฝ้าระวัง

4.ห้องเรียนพ่อแม่ ห้องเรียนสัญจร 4 ภาค

และ 5.สื่อรณรงค์ ทั้งหมดกระจายสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและเครือข่ายด้านเด็กทั่วประเทศ

รวมทั้งสามารถดาวน์โหลดฟรีด้วย QR Code ผ่าน http://www.KhunLook.com และเฟซบุ๊กเพจ : สิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก

ภูพิงค์ มะโน รื่นรมย์กับการชงชาที่ ‘มากกว่าชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538999

  • วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 10:55 น.

ภูพิงค์ มะโน รื่นรมย์กับการชงชาที่ ‘มากกว่าชา’

โดย  วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ภูพิงค์ มะโน

ทุกวันนี้เครื่องดื่มชากลายเป็นเครื่องดื่มสากลทั่วโลก บางคนนิยมดื่มชาจีน บางคนนิยมดื่มชายุโรป และมีหลายคนที่ชื่นชอบชาญี่ปุ่น หนังสือเล่มใหม่ “มากกว่าชา” ของ ภูพิงค์ มะโน สารคดีเรื่องชาที่ใช้วิธีเล่าเรื่องจากคลาสชงชาสุดพิถีพิถันที่ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ร่ำเรียนถึงถิ่นต้นกำเนิด

ภูพิงค์ มะโน วัย 34 ปี ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำวิชา Human Resource Management และ Motivation สาขาบริหารธุรกิจ สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ก่อนหน้านี้ได้ศึกษาเล่าเรียนและใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะญี่ปุ่นถึง 9 ปีเต็ม โดยไปอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่อายุ 15 ปี

ชายหนุ่มเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยโตเกียวกักกุเงจากนั้นศึกษาต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยไซตามะ จังหวัดไซตามะ คณะเศรษฐศาสตร์ ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

“ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึมซับวัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่น และคิดว่าบางทีสิ่งที่เราเห็นเราสัมผัส ก็มีอะไรที่มากกว่านั้น”ภูพิงค์ เล่า

หนึ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีอิทธิพลต่อนักเขียนหนุ่มผู้นี้คือ การชงชา ครั้งหนึ่งยังได้มีโอกาสร่ำเรียนอย่างจริงจัง เพื่อศึกษาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งความเรียบง่าย ทว่ามากมายไปด้วยความลุ่มลึก พิธีชงชามัทฉะ หรือชาเขียวของญี่ปุ่นนั้น ไม่อาจพรรณนาได้โดยง่าย เป็นสิ่งที่ต้องปล่อยให้ตกผลึกในจิต จนในอีกหลายปีต่อมา

ญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องขนบธรรมเนียม ความพิถีพิถัน และความมุ่งมั่นตั้งใจ แม้แต่การดื่มชาก็ต้องมีพิธีกรรมชงชาที่ละเอียดอ่อน จนถึงกับต้องร่ำเรียนกันอย่างจริงจัง นั่นเพราะชาเขียวเป็นมากกว่าชา หรือเครื่องดื่มประจำชาติ เป็นมากกว่าการพักผ่อนหย่อนใจ หากยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ ศาสนา ความเชื่อและตัวตนของคนญี่ปุ่น

“ถ้าอยากรู้จักญี่ปุ่น ถ้าอยากรู้จักตัวตนของญี่ปุ่น อยากรู้จักและเข้าใจประเทศนี้อย่างลึกซึ้ง ก็ต้องไม่มองข้ามพิธีกรรมชงชาอันละเมียดละไม” ภูพิงค์ เล่า

ภูพิงค์ เล่าว่า หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน “สมุดบันทึก” ช่วงปีสุดท้ายที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าจะไม่เคยเป็นขาประจำการดื่มมัทฉะมาก่อน แต่เมื่อได้เข้าเรียนที่สำนักอุระเซนเกะ ที่เปิดสอนการชงชา ก็ทำให้ได้รู้ว่าที่เคยรู้เข้าใจญี่ปุ่นมานั้นมี “อะไร” ที่มากกว่านั้น

“เปรียบเสมือนว่าการเรียนพิธีชงชาที่สำนักอุระเซนเกะแห่งนี้ ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ทำให้ได้มองญี่ปุ่นผ่านเลนส์อันใหม่ อธิบายให้เราได้เข้าใจว่า เพราะเหตุใดประเทศญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่น จึงเป็นดังที่เราเห็นและรู้จักในปัจจุบัน” ภูพิงค์ เล่า

ในหนังสือยังมีเกร็ดเฟื่องเรื่องชาที่สอดแทรกไว้อยู่ในทุกบท ให้ความรู้เรื่องชาและเกร็ดต่างๆ เช่น เรื่องโชกุนกับฉะเซ็น (ที่ตีชาไม้ไผ่) ที่อธิบายให้ทราบถึงความถนัดชำนาญของโชกุนแต่ละคนที่มีความชอบใช้ฉะเซ็นที่แตกต่างกันตั้งแต่รุ่น 80 ซี่ จนถึงรุ่น 120 ซี่

เกียวโตเมืองของมัทฉะ ภูพิงค์ เล่าให้ฟังว่า ชาของจังหวัดเกียวโตมักปลูกในพื้นที่ของเมืองอุจิ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ ชาจากเกียวโตถูกเรียกว่าชาอุจิ ชาที่โด่งดังมากก็คือมัทฉะ เชื่อกันว่ามัทฉะจากอุจิเป็นมัทฉะที่มีรสชาติดีที่สุด

เมืองอุจิเป็นพื้นที่ปลูกชายุคแรกๆ ในญี่ปุ่น ราวศตวรรษที่ 13 พันธุ์ชาถูกนำเข้าจากจีนสู่ญี่ปุ่น และโชกุนในสมัยนั้นก็สั่งให้สร้างไร่ชาขึ้น ปัจจุบันเจ้าของไร่ชาที่เมืองอุจิได้พัฒนาเทคนิคการเพาะปลูก การดูแลพันธุ์ การผลิตชา สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอดระยะเวลากว่า 800 ปีแล้วนั่นเอง

ถ้าอยากรู้เรื่องชาญี่ปุ่นก็ตามผู้เขียน “มากกว่าชา” ไปเรียนรู้เรื่องชาและอาทิตย์อุทัย รื่นรมย์ไปกับการชงชาที่มากกว่าชา

ทฤษฎี 21 วัน โลกฝันกับความจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538994

  • วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 10:24 น.

ทฤษฎี 21 วัน โลกฝันกับความจริง

โดย พาแลง  ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หลังจากไปแสดงผลงานภาพวาด ชื่อ Thai-Tai ที่เมืองไทเปและไทจง ประเทศไต้หวัน ในปี 2559 และเข้าร่วมงานศิลปะของ Pop up Asia ที่เมืองไทเป ไต้หวัน เมื่อปี 2560 มาแล้ว ถึงเวลาที่ กวาง-สิรินาฏ สายประสาท เจ้าของคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูน SIRI (สิริ) อดีตเทคนิคการแพทย์ ที่หันมาเอาดีด้านงานเขียนและศิลปะ จะมีนิทรรศการแสดงงานศิลปะเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง ในชื่อ “21 Exhibition By SIRI” ภายใต้คอนเซ็ปต์ 21 สถานที่ในจินตนาการกับบันทึก 21 วันในโลกความจริง

ตัวเลข 21 คือจำนวนวันตามทฤษฎีของ ดร.แมคเวล มอลท์ ที่กล่าวไว้ว่า การกระทำจะตกผลึกกลายเป็นนิสัยได้ ต้องต่อเนื่องอย่างน้อย 21 วัน

“ตอนเราอ่านเรื่องนี้แล้วเรารู้สึกชอบ ก็เลยเอาตัวเองไปทดลอง เพราะลึกๆ แล้วเราก็ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ ชอบหาคำตอบว่าทฤษฎีที่ได้ยินมาจริงไหม ตอนนั้นที่ได้ทดลองเกิดจากมีปัญหาเรื่องความรัก แล้วไปอยู่ จ.น่าน คนเดียว ใช้เวลาทั้งหมด 21 วัน ทำสิ่งที่เราไม่เคยทำ เลือกไปอยู่ในจังหวัดที่ไม่มีเพื่อน อยู่โฮสเทลที่เป็นบ้านไม้คนเดียว เราเปลี่ยนจากที่เป็นคนนอนดึกก็นอนเร็ว เคยตื่นสายก็ตื่นเช้า เป็นคนชอบอาบน้ำอุ่นก็อาบน้ำเย็น ทั้งหมดก็สนุกดีและกลายเป็นบันทึกการเดินทางทั้งหมด 21 วัน นำมาสู่หนังสือเรื่อง 21 พอจะจัดนิทรรศการที่ไทย เรื่องนี้ก็เป็นหัวข้อแรกที่นึกถึง”

งานนิทรรศการนี้สิรินำงานภาพวาดที่เธอชอบ มารวมกับการจดบันทึกที่เธอถนัด บอกเล่าด้วยการเดินทาง เป็นสามสิ่งที่บ่งบอกตัวตนของเจ้าของนิทรรศการเป็นอย่างดี พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าลึก 14 เมตร แบ่งนิทรรศการเป็น 2 ฝั่ง คือโลกความจริง เธอจะเขียนบันทึกเรื่องราวในโลกของความจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ลงบนสมุดบันทึกเล่มพิเศษ และวาดรูปให้ทุกคนที่มาชมนิทรรศการ ซึ่งจะต้องแลกกับการที่ผู้ร่วมงานต้องเขียนบันทึกร่วมกับเธอ

สองฝั่งถูกกั้นด้วยม่านที่แต่งแต้มสีสัน แต่มีรูปทรงแปลกตา สิริเรียกว่าเป็นหน้าตาของแบคทีเรียที่อยู่ในความทรงจำสมัยเป็นเด็กสายวิทยาศาสตร์ พื้นที่หลังม่านนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในจินตนาการ และมีภาพวาดที่สิริวาดขึ้นใหม่ด้วยสีอะคริลิคบนเฟรมผ้าใบจำนวน 21 ภาพ เล่าถึง 21 สถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง เป็นบันทึกที่แต่งขึ้นมา เป็นเรื่องราวที่อ่านเพลินจนเผลอคิดว่ามีสถานที่เหล่านี้อยู่จริง บางสถานที่ช่างอยากให้มีในโลกนี้

รูปสุดท้ายเป็นการสีสันแพดเดิลป๊อบ การจัดวางก้อนเมฆเป็นตัวแทนของการล่องลอยไปตามจินตนาการ เป็นจุดถ่ายภาพและไฮไลต์ของงาน ที่เล่นกับแสงแดดในแต่ละช่วงของวัน แสงที่ลอดผ่านช่องกระจกผ่านกระดาษแก้วหลายสี เมื่อแดดบ่ายมาถึงพื้นที่นิทรรศการจะถูกย้อมให้เป็นสีชมพูที่มีเมฆลอยโดดเด่น

กำหนดการจัดงานของนิทรรศการนี้คือ 21 วัน ซึ่งเริ่มวันแรกตั้งแต่ 26 ม.ค. เจ้าของนิทรรศการบอกว่า เธออยากทำการทดลองอีกสักครั้ง อยากลองดูว่าจะรู้สึกอย่างไรกับการทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เช่น การตื่นแต่เช้า แต่งตัวด้วยคอนเซ็ปต์ของตัวสิริ คือเสื้อลายขวางและกางเกงยีนส์ตลอด 21 วัน เธอต้องวาดรูปด้วยมือทุกวัน

อย่างไรเสีย ในความซ้ำเดิมนั้น มีความแตกต่างของผู้คนที่แวะเวียนมา การวาดรูปก็มีโจทย์ใหม่ๆ เสมอ เช่น ข้อกำหนดของการเลือกชนิดอุปกรณ์ที่จะวาด เช่น สีไม้สีเมจิก หรือดินสอ สีชอล์ก หรือสีเทียน จะเป็น 21 วันแห่งการฝึกฝนและให้เติบโตไปอีกขั้น

นิทรรศการ 21 Exhibition By SIRI เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จัดขึ้นที่ ร้าน 10 mL. Café Gallery ซอยวิภาวดี 16/6 ตั้งแต่วันนี้ ถึง 11 ก.พ. ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์) สอบถามเส้นทาง และดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/10mlcafegallery ข้อมูลเพิ่มเติมของศิลปิน FB : SIRI.DRAWING IG : Kwang_Siri