7 เหตุผลที่ควรเล่นปิงปอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 พ.ย. 2560 เวลา 10:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527030

7 เหตุผลที่ควรเล่นปิงปอง

ปิงปองเป็นกีฬาที่สนุกและให้ประโยชน์แก่ผู้เล่นมากมายหลายประการ

หลายคนอาจยังจำโมเมนต์สนุกๆ เวลาตีปิงปองกับเพื่อนที่โรงเรียนได้อยู่ และคงไม่ยากที่จะกลับมาเรียนรู้และรื้อฟื้นการเล่น “เทเบิลเทนนิส” หรือปิงปอง อีกครั้ง ด้วยเหตุผล 7 ข้อนี้

1. ทำให้เราออกกำลังกายได้ทุกส่วนของร่างกาย ช่วยฝึกให้อวัยวะต่างๆ ทำงานสัมพันธ์กันได้ดีขึ้น ทั้งสมอง สายตา มือ ข้อมือ แขน ลำตัว ต้นขา หัวเข่า เท้า ทั้งยังก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บน้อยเมื่อเทียบกับกีฬาชนิดอื่น

2. ดีต่อใจ เนื่องจากต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วในขณะเล่น ผู้เล่นจึงได้ฝึกตัวเองให้มีจิตใจที่มุ่งมั่นเข้มแข็ง และมีความมั่นใจสูงขึ้น แถมในเกมที่มีการตัดสินแพ้ชนะยังช่วยให้คุณฝึกที่จะยอมรับความจริงอีกด้วย

3. ดีต่อสติปัญญา เพราะเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิสูงมาก และยังฝึกการตัดสินใจเฉพาะหน้าได้เก่งขึ้น ฝึกปฏิภาณไหวพริบให้ดีขึ้น เพื่อรับมือกับลูกตบสุดโหดจากฝ่ายตรงข้าม

4. เป็นกีฬาของเจ้าหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงโปรดกีฬาชนิดนี้ และทรงใช้ปิงปองเป็นสื่อในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนหันมาเล่นกีฬา

5. เป็นกีฬาของเหล่าคนดัง ไม่ว่าจะเป็นสายร็อกแบบ ตูน บอดี้สแลม สายบิวตี้อย่าง แพรี่พาย หรือแม้แต่ผู้นำระดับประเทศอย่าง ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ชอบในกีฬาชนิดนี้เช่นกัน

6. เป็นหนังสร้างแรงบันดาลใจ ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีภาพยนตร์เรื่อง As One จากประเทศเกาหลีใต้ ที่หยิบยกเรื่องราวของปิงปองขึ้นมาเป็นประเด็นสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย และหนังยังได้สร้างความประทับใจเสียจนแม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังมีคนหาหนังเรื่องนี้มาดูซ้ำแล้วซ้ำอีก

7. เป็นกีฬาที่เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะสามารถเล่นได้บนโต๊ะทำงาน โต๊ะประชุม โต๊ะกินข้าว บางแห่งจริงจังถึงขั้นจัดการแข่งขันเล็กๆ ขึ้นมาเลย

แล้วถ้าคุณเป็นคนที่เล่นปิงปองอยู่แล้ว และมั่นใจในฝีไม้ลายมือก็อย่ารอช้า อยากชวนให้ไปร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิส BBG PRINCESS CUP 2017 ชิงถ้วยประทานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 ธ.ค. 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าบราเสื่อมสภาพแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 17:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526874

5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าบราเสื่อมสภาพแล้ว

การปล่อยให้ตัวเองใส่ชุดชั้นในที่เสื่อมสภาพ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

สิ่งที่สาวๆ หลายคนลืมนึกถึงก็คือการตรวจเช็คว่าชุดชั้นในที่ใส่กันอยู่ทุกวันนั้นเสื่อมสภาพแล้วหรือยัง การปล่อยให้ตัวเองใส่ชุดชั้นในที่เสื่อมสภาพ เนื่องจากอายุการใช้งานที่นานเกินไปอาจส่งผลในแง่สุขภาพได้ โดยปกติอายุการใช้งานของบราจะอยู่ที่ประมาณ 6 – 12 เดือน แล้วหลังจากนั้นบราก็จะเริ่มเสื่อมสภาพลงจนไม่สามารถประคับประคองหน้าอกให้อยู่ในรูปทรงที่เหมาะสมได้อีกต่อไป ลองสำรวจบราของคุณว่ามีสัญญาณอันตรายเหล่านี้แล้วหรือยัง

1. โครงเปลี่ยนรูปทรง – ไม่ว่าจะเกิดจากอายุการใช้งานที่นานแล้ว หรือการซักอย่างผิดวิธี แต่ถ้าหากโครงเหล็กของบราเริ่มบิดงอแล้วล่ะก็ น่าจะถึงเวลาเปลี่ยนบราสักที

2. เต้าทรงย่น หรือฟองน้ำยุบ – หากเต้าของบรา หรือฟองน้ำเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม ก็เป็นอีกสัญญาณที่บอกว่าบรานั้นเสื่อมสภาพแล้ว

3. ลำตัวด้านข้างยืด – บราที่ดีควรจะกระชับและซัพพอร์ตทรวงอกได้อย่างเต็มที่ หากบราเริ่มย้วย ไม่กระชับ ก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว

4. สายบราเลื่อนหลุด – ถ้าไม่ว่าจะปรับอย่างไรแล้วสายบราก็ยังเลื่อนหลุดอยู่อีก ก็ได้เวลาซื้อใหม่เสียที เพราะนอกจากจะไม่กระชับแล้ว อาจเกิดอุบัติเหตุในที่สาธารณะได้

5. ใส่แล้วไม่พอดีกับรูปร่าง – เมื่อเวลาผ่านไป รูปร่างเราก็เปลี่ยนไปด้วย หากบราเริ่มไม่พอดีแล้ว ก็ควรจะซื้อใหม่ ทางที่ดีควรวัดขนาดใหม่ทุกครั้ง และลองสวมใส่ก่อนตัดสินใจซื้อด้วย

5 อาหารที่ทำให้แก่เร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 16:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526870

5 อาหารที่ทำให้แก่เร็ว

ความแก่เป็นอาการที่ใครๆ ก็อยากหลีกเลี่ยง และเรื่องของอาหารกินก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับความแก่ด้วยเช่นกัน

จริงอยู่ที่ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ลึกๆ แล้วเราต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่า ความแก่เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับใครๆ ทั้งนั้น แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงความแก่ได้ จะทำได้ก็แต่ชะลอความแก่เท่านั้น ซึ่งเรื่องของอาหารการกินก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน อาหารบางชนิดสามารถบำรุงร่างกายและช่วยชะลอความแก่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอาหารบางประเภทที่ส่งผลให้แก่เร็ว จึงควรรู้ไว้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณอาหารเหล่านั้น

1. น้ำตาล – เมื่อรวมตัวกับโปรตีนในคอลลาเจนของผิวหนัง จะส่งผลให้ผิวหนังอ่อนแอลง ความหวานจากน้ำตาลทำให้อ้วน ฟันผุ ปวดข้อ และปวดหัวอีกด้วย อาจจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยากพอสมควร เพราะน้ำตาลมีอยู่ในทุกที่ ไม่ว่าจะในอาหาร ของหวาน ชา กาแฟ ดังนั้น จึงควรจะลดปริมาณการบริโภค หรือเลือกความหวานจากธรรมชาติแทน

2. น้ำตาลเทียม – สารทำความหวานแทนน้ำตาลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น Aspartame ที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด แต่ก็ยังมีการใช้กันอยู่โดยเฉพาะในน้ำอัดลม จะทำให้ปวดหัว ปวดข้อ และหิวมากกว่าปกติ สังเกตได้ว่าคนที่ดื่มน้ำอัดลมชูการ์ฟรีส่วนใหญ่จะมีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

3. เกลือ – หากบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะจะเป็นสารอาหารที่สำคัญและดีต่อสุขภาพ แต่คนส่วนใหญ่มักกินเกลือมากเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้ร่างกายบวมน้ำ ข้อใหญ่ นิ้วบวม เป็นโรคไต และความดันสูง

4. คาเฟอีน – ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และผลที่ตามมาคือ อาการผิวแห้ง มีริ้วรอย ทางที่ดีไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 1 แก้ว และความดื่มน้ำเพิ่ม 8 ออนซ์เป็นการชดเชย

5. แอลกอฮอล์ – ทำให้ผิวแห้ง หย่อนคล้อยเร็วและมีริ้วรอยง่าย อีกทั้งยังทำให้ตับทำงานมากกว่าปกติ ก่อมะเร็ง และเกิดผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารหากมีการบริโภคในปริมาณมากๆ ที่สำคัญคือการดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุเป็นอันดับหนึ่ง

5 สิ่งที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 15:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526864

5 สิ่งที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เมื่อโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัญหาด้านสุขภาพอย่างโรคอัลไซเมอร์ก็ตามมา

โลกของเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ปัญหาด้านโรคภัยไข้เจ็บก็ตามมา อย่าง โรคอัลไซเมอร์ ที่มักเริ่มจากอาการหลงลืม จนกระทั่งอาการของโรคทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนญาติหรือผู้ดูแลไม่สามารถดูแลได้ และกลายเป็นปัญหาข้อขัดแย้งในครอบครัว ส่งผลให้ผู้ป่วยถูกทอดทิ้ง ละเลย หรืออาจถูกทำร้ายได้ในบางกรณี ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เพื่อจะได้ดูแลญาติผู้ใหญ่ได้อย่างถูกต้อง

1. เข้าใจว่าผู้ป่วยมีปัญหาด้านความจำและจะลืมเรื่องราวต่างๆ ในอดีต หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ดังนั้น การพูดเรื่องเดิมๆ ถามเรื่องซ้ำๆ จึงเป็นเรื่องปกติ

2. เข้าใจว่าความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ เช่น ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำให้ผู้ป่วยอาจมองเห็นไม่ชัด ได้ยินไม่ชัด จึงไม่เข้าใจในสิ่งที่เราสื่อสาร ดังนั้นเราอาจจะต้องพูดดังขึ้น พูดย้ำและอธิบายมากขึ้น

3. เข้าใจว่าผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารบอกความต้องการได้ทั้งหมด ทำให้บางครั้งผู้ป่วยเกิดความหงุดหงิด โมโห สับสน ก้าวร้าว ดังนั้น จึงต้องช่วยผู้ป่วยโดยหมั่นสังเกตสภาพร่างกายของผู้ป่วย และจัดสภาพสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต

4. เข้าใจว่าผู้ป่วยมีความรู้สึกเหมือนเราทั่วไป บางวันก็รู้สึกดี บางวันก็ไม่ดี ดังนั้น การกระทำหรือพฤติกรรมของผู้ป่วยอาจจะขึ้นๆ ลงๆ แล้วแต่อารมณ์และแรงกระตุ้นจากภายนอก

5. เข้าใจว่าผู้ป่วยมีความรู้สึกและความคิดเหมือนคนปกติ เพียงแต่มีความบกพร่องด้านการรับรู้ สื่อสาร ตีความหมาย ดังนั้น การดูแลด้วยความรักและให้ความอบอุ่น จึงเป็นพื้นฐานการดูแลที่สำคัญที่สุด

7 สิ่งของที่ควรหมั่นเช็ควันหมดอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 15:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526859

7 สิ่งของที่ควรหมั่นเช็ควันหมดอายุ

สิ่งของบางประเภทควรหมั่นเช็ควันหมดอายุอยู่เสมอ เพราะหากฝืนใช้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

ในช่วงปลายปีที่มีแต่ของลดราคาแบบนี้ หลายคนอาจจะช็อปกระจายกันจนใช้ไม่ทัน ของเก่าก็ยังอยู่ ของใหม่ก็เพิ่มเข้ามาอีก สิ่งของบางประเภทอาจจะมีอายุการใช้งานที่นาน สามารถเก็บไว้ได้ อย่างเช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แต่ก็มีอีกหลายสิ่งที่มีอายุการใช้งานจำกัด หากเก็บไว้นานๆ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ก็จะเสื่อมลง หรือยิ่งไปกว่านั้น หากเก็บไว้นานจนหมดอายุแล้วเผลอหยิบมาใช้ล่ะก็ อาจทำให้เกิดอันตรายได้ด้วยเช่นกัน

1. สกินแคร์ – ครีมบำรุงผิวส่วนใหญ่จะมีการใช้งานประมาณ 2 ปีหลังเปิดใช้ หลังจากนั้นประสิทธิภาพในการบำรุงผิวจะลดลง และยิ่งหากเปิดฝาผลิตภัณฑ์ให้สัมผัสอากาศมากๆ หรือรักษาความสะอาดไม่ดีพอ ก็อาจมีเชื้อแบคทีเรียจากมือเราเข้าไปสะสมอยู่ได้ จึงควรหมั่นเช็ควันหมดอายุ และดูแลเรื่องความสะอาดเป็นอย่างดี หากมีสี กลิ่น หรือเนื้อที่ผิดปกติไปจากเดิม ควรหยุดใช้ทันที เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

2. มาสคาร่า – ในมาสคาร่าที่เปิดใช้งานแล้วประมาณ 3 เดือน จะเริ่มมีแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตาแดงและตาอักเสบเจริญเติบโตอยู่ และตัวมาสคาร่าจะเริ่มแห้ง จึงควรเปลี่ยนมาสคาร่าอยู่เสมอ อย่าไปเสียดายหากยังใช้ไม่หมด เพราะหากดวงตาติดเชื้อขึ้นมาจะไม่คุ้มกันสักนิด

3. ลิปสติก – โดยปกติแล้วลิปสติกจะมีอายุการใช้งานประมาณสองปี เมื่อลิปสติกได้สัมผัสกับอากาศแล้ว สี กลิ่น และเนื้อจะเริ่มเปลี่ยนแปลง อาจส่งผลให้ริมฝีปากดำคล้ำ หรือติดเชื้อได้ ดังนั้นหากเกินอายุการใช้งานให้เปลี่ยนแท่งใหม่เสีย เพื่อเรียวปากสดสวยอยู่เสมอ

4. ฟองน้ำขัดผิว – หากทำจากธรรชาติจะเริ่มมีเชื้อแบคทีเรียก่อตัวหลังจากใช้งานไปได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่วนใยขัดผิวตาข่ายที่ผลิตจากพลาสติก เชื้อแบคทีเรียจะก่อตัวหลังจากใช้งานไปแล้ว 8 สัปดาห์ ดังนั้นทุกครั้งที่ใช้อย่าลืมล้างให้สะอาดและตากให้แห้ง

5. น้ำยาซักผ้าขาว – สิ่งที่เราคาดไม่ถึงอย่างน้ำยาซักผ้าขาวก็ควรตรวจเช็ควันหมดอายุด้วยเช่นกัน เมื่อเปิดใช้แล้วให้เริ่มนับไปอีกประมาณ 3 เดือน เพราะประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของน้ำยาซักผ้าขาวจะค่อยๆ หมดลง อาจทำให้ซักเสื้อผ้าไม่สะอาดเหมือนก่อน

6. ปลั๊กพ่วง – ใครจะรู้ว่าปลั๊กพ่วง หรือปลั๊กสามตา ก็มีอายุการใช้งานเหมือนกัน เพื่อความปลอดภัยต่อคนในครอบครัวและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไม่ควรใช้งานหนักโดยเสียบหัวปลั๊กพร้อมกันหลายตัว ที่สำคัญควรเปลี่ยนปลั๊กพ่วงใหม่ทุกๆ 2 ปี และเลือกซื้อปลั๊กที่มีมาตรฐาน มอก.รับรอง

7. แบตเตอรี่หรือถ่าน – เมื่อเก็บไว้นานจะค่อยๆ เสื่อมคุณภาพไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่วันผลิต การเก็บรักษาควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องและไม่ชื้น เพื่อให้คงประสิทธิภาพเมื่อใช้งาน

4 ข้อควรรู้เกี่ยวกับการวิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 13:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526847

4 ข้อควรรู้เกี่ยวกับการวิ่ง

เคล็ดลับและเกร็ดความรู้ที่ควรรู้ไว้ก่อนออกวิ่ง

หลายคนมักหันมาวิ่งเพื่อออกกำลังกายกันเยอะ เนื่องจากการวิ่งเป็นวิธีออกกำลังกายที่ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์อะไรมาก มีเพียงรองเท้าวิ่งดีๆ สักคู่ ก็สามารถออกสตาร์ทได้แล้ว รวมไปถึงสามารถวิ่งได้ทั้งคนเดียว และวิ่งกับกลุ่มเพื่อน รวมไปถึงเลือกจัดสรรเวลาได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ยังมีเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่นักวิ่งทุกคนควรรู้ก่อนออกวิ่ง

1. เลือกรองเท้าให้ดี – รองเท้าที่ใช้สวมใส่เวลาวิ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ ควรเลือกรองเท้าวิ่งโดยเฉพาะที่ซัพพอร์ตเท้า ขนาดพอดี สวมใส่สบาย ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป และหมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ

2. ชุดใส่วิ่ง – นอกจากรองเท้าแล้ว เสื้อผ้าก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ ควรเลือกเสื้อผ้าที่ไม่อุ้มเหงื่อ ระบายอากาศได้ดี สำหรับผู้หญิงควรสวมใส่สปอร์ตบราเพื่อความคล่องตัวขณะวิ่งด้วย

3. เลือกสถานที่วิ่ง – หลายคนมีไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะว่างวิ่งช่วงเช้า หรือบางคนอาจจะมีเวลาว่างช่วงกลางคืน จึงควรเลือกสถานที่ให้เหมาะสม เพราะการวิ่งสามารถทำได้ทั้งในฟิตเนส และนอกสถานที่อย่างสวนสาธารณะด้วยเช่นกัน

4. อย่าแปลกใจหากน้ำหนักขึ้น – ในช่วงแรกที่เริ่มวิ่ง บางคนอาจจะขาใหญ่และน้ำหนักขึ้นเล็กน้อย อย่าเพิ่งตกใจ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมานั้นคือกล้ามเนื้อ ร่างกายสร้างกล้ามเนื้อที่หนาขึ้น อาจทำให้ดูขาใหญ่ขึ้น หากวิ่งต่อไปเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้เพิ่มขึ้น จะไปช่วยเรื่องการเผาผลาญ และจะผอมลงเอง

3 เทคนิคเลือกจักรยานคู่ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 11:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526815

3 เทคนิคเลือกจักรยานคู่ใจ

เทคนิคการเลือกจักยานให้เหมาะกับตัวเอง

ในปีนี้เทรนด์การปั่นจักรยานนับเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรง ด้วยความที่จักรยานเป็นพาหนะที่ให้ความคล่องตัวสูง ช่วยเลี่ยงปัญหารถติดของคนเมืองได้ แถมหลายคนก็ยังยกให้การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายสุดโปรด ที่นอกจากจะสนุกเพลิดเพลินแล้ว ยังทำให้ได้เพื่อนใหม่อีกไม่น้อย จนหลายๆ คนที่เห็นอย่างงี้แล้วก็อยากจะหันมาปั่นจักรยานกันดูบ้าง ซึ่งการเลือกจักรยานคู่ใจสักคันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องคำนึงถึงหลายๆ ปัจจัย เพื่อให้เหมาะกับตัวเอง และใช้งานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

1. ดูการใช้งาน – เนื่องจากจักรยานนั้นมีอยู่หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นจักรยานทั่วไป จักรยานแข่ง จักรยานสำหรับปั่นเพื่อการออกกำลังกาย ซึ่งแต่ละประเภทก็มีดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยการจะเลือกซื้อจักรยานสักคัน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือควรเลือกซื้อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน เพื่อความปลอดภัยของผู้ปั่นเองและเพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน

2. เลือกให้เหมาะกับสรีระ – สำหรับจักรยานนอกจากการเลือกที่มีดีไซน์สวยงาม เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในขณะปั่นแล้ว การเลือกจักรยานให้เหมาะกับรูปร่างของผู้ปั่นถือเป็นอีกข้อสำคัญที่ควรคำนึงถึง เช่น การเลือกจักรยานตามความสูงของผู้ปั่น ที่ตัวนักปั่นเองจะสามารถรู้สึกได้ถึงความคล่องตัว

3. ตั้งงบประมาณ – อีกสิ่งที่ควรให้ความสำคัญก็คือการตั้งงบประมาณคร่าวๆ เพราะเดี๋ยวนี้จักรยานก็มีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนเลยทีเดียว นอกจากประเมินราคาของตัวจักรยานแล้วก็อย่าลืมคำนึงถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ด้วย เช่น หมวกกันกระแทก อุปกรณ์ที่ช่วยเรื่องความปลอดภัยทั้งหลาย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่นักปั่นต้องมีไว้เพื่อความปลอดภัย

เที่ยว ‘หนาว’ นอกกระแส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526797

เที่ยว ‘หนาว’ นอกกระแส

ฤดูหนาวอาจไม่มีจริงในเมืองใหญ่ แต่ไม่ใช่กับบนยอดดอยและในธรรมชาติโดยเฉพาะทางภาคเหนือ ตะวันตก และตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ตอนนี้อุณหภูมิลดระดับแตะ 10 กว่าองศาเป็นที่เรียบร้อย แต่ครั้นจะไปหนาวสั่นบนดอยอินทนนท์ ภูเรือ ภูชี้ฟ้า ก็อาจสุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญกับทะเลคนแทนทะเลหมอกยามเช้า ดังนั้นสถานที่ท่องเที่ยว “นอกกระแส” จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับหนาวนี้

บ้านหล่อโย จ.เชียงราย

จากการอัพเดทล่าสุดพบว่า หมอกได้เข้าปกคลุมทุกวันพร้อมกับความหนาวเหน็บระดับไม่กล้าอาบน้ำนับเป็นข่าวที่น่าอิจฉาจาก “บ้านหล่อโย” หมู่บ้านเล็กๆ ในป่าใหญ่บนดอยแม่สลอง จ.เชียงราย สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรเศษ ล้อมรอบด้วยภูเขาและป่าไม้ ทำให้เกือบทุกเช้าจะเห็นหมอกไหล และอากาศก็หนาวสะใจนักท่องเที่ยว

โยฮัน-ประกาศิต เชอมือกู่ ผู้นำหมู่บ้านหล่อโย และเจ้าของบ้านดินอาข่า (เพจเฟซบุ๊ก Akha Mudhouse Maesalong) เล่าว่า ในหมู่บ้านมีเพียง 58 ครัวเรือน มีประชากรประมาณ 280 คน มีอาชีพหลักเป็นเกษตรกร ทำไร่ทำสวน เช่น กาแฟอราบิกา ข้าวไร่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในฤดูเก็บเกี่ยวผลกาแฟ

สำหรับกิจกรรม ที่นี่ไม่มีแลนด์มาร์ค หรือถนนคนเดินเอาใจนักท่องเที่ยว แต่ทุกคนจะได้ใช้ชีวิตประจำวันเหมือนชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่าหาอาหารตามธรรมชาติ เก็บกาแฟใต้ต้นไม้ใหญ่ ร่วมเล่นโล้ชิงช้า ลองมัดหญ้าคาทำหลังคาตามภูมิปัญญาท้องถิ่น และเรียนรู้การเล่นลูกข่างที่สามารถเรียกเสียงหัวเราะได้กึกก้องหมู่บ้าน

ปัจจุบันบ้านดินอาข่ามี 8 ห้อง แบ่งเป็นห้องน้ำในตัว 4 ห้อง (คืนละ 1,300 บาท) และห้องน้ำรวม 4 ห้อง (คืนละ 800 บาท) ทุกห้องไม่มีเครื่องปรับอากาศ และค่าอาหารคิดหัวละ 250 บาท โดยจะเป็นอาหารอาข่าขนานแท้และยืนพื้นด้วยไข่เจียวหอมๆ ทุกมื้อ ติดต่อโทร. 09-3258-9994 (โยฮัน)

บ้านมณีพฤกษ์ จ.น่าน

ความน่ารักของชาวม้ง “บ้านมณีพฤกษ์” ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ทำให้คนแปลกหน้าตกหลุมรักได้ง่ายๆ โดยที่นี่มีไฮไลต์อยู่ที่ กาแฟเกอิชา รสชาตินุ่ม กลิ่มหอมไกล ซึ่งอาจเป็นเกอิชาที่ดีที่สุดในประเทศก็เป็นได้

วิชัย กำเนิดมงคล ประธานกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนและกลุ่มกาแฟ เล่าว่า เรื่องการท่องเที่ยวชุมชนที่บ้านมณีพฤกษ์เพิ่งเปิดอย่างจริงจังได้ไม่นาน โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชาวม้งอย่างใกล้ชิดผ่านการนอนโฮมสเตย์ การกินอาหารฝีมือชาวบ้าน ดื่มกาแฟดริป และเรียนรู้ชีวิตผ่านการลงมือทำด้วยตัวเอง ทั้งการปักผ้าม้ง การตีมีด เป่าแคนม้ง เดินป่าเก็บกาแฟ และชื่นชมธรรมชาติ

ดอยผาผึ้งและถ้ำผาผึ้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ชาวมณีพฤกษ์เองชอบไปหย่อนใจ ซึ่งบนดอยที่ความสูงมากกว่า 1,400 เมตร ทำให้มองเห็นธรรมชาติกว้างใหญ่ ตอนเช้าตรู่จะได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นปะทะทะเลหมอก ส่วนตอนค่ำคืนจะมองเห็นทางช้างเผือกพาดผ่านท้องฟ้า โดยเมื่อต้นเดือน พ.ย. อุณหภูมิยามเช้าและเย็นลดเหลือ 14 องศา ซึ่งคาดว่ายิ่งใกล้ปลายปีเท่าไรจะยิ่งหนาวจับใจจนอาจถึงเลขตัวเดียว

ติดต่อโฮมสเตย์และการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านมณีพฤกษ์ โทร. 06-2248-5028 (พี่กล้วย)

บ้านหนองส่าน จ.สกลนคร

ทุ่งนาปลอดสารที่ตอนนี้คงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลตาตัดกับสีผ้าครามของชาวบ้าน ยิ่งทำให้ “บ้านหนองส่าน” ต.โคกภู อ.ภูพาน จ.สกลนคร สวยงามกว่าเดิม

บ้านหนองส่านห่างจากตัวเมืองประมาณ 1 ชั่วโมง แต่บรรยากาศกลับเหมือนอยู่ห่างไกล เพราะชาวบ้านยังมีชีวิตเรียบง่าย เนิบช้า และเต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรี นักท่องเที่ยวจะได้ชิมอาหารอีสานฝีมือแม่ๆ เรียนรู้วิถีชีวิตชาวนา การทำเกษตรผสมผสานทั้งข้าว ข่าตาแดง กล้วย ไผ่ มันญี่ปุ่น ตะไคร้ พริก แตงโม ฟัก ข้าวโพดหวาน หม่อน เชอร์รี่ ซึ่งทั้งหมดปลูกแบบปลอดสาร

นอกจากนี้ ชาวหนองส่านยังคงทอผ้าและย้อมครามสวมใส่กันเองตามเทคนิคพื้นบ้านที่สืบทอดกันมา โดยแม่อี๊ดจะใจดีสอนนักท่องเที่ยวย้อมครามและให้นำผ้าพันคอผืนนั้นกลับไปเป็นที่ระลึก รวมถึงยังมีโฮมสเตย์ให้ใกล้ชิดความเป็นท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผ่านโลเคิลอไลค์ คิดราคา 3,600 บาท สำหรับวันเดย์ทริป และ 6,800 บาท สำหรับทริป 2 วัน 1 คืน ดูรายละเอียดได้ที่ localalike.com

บ้านสนวนนอก จ.บุรีรัมย์

ชุมชนคนเขมรกลุ่มนี้ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ จนกลายเป็นเสน่ห์ของ “บ้านสนวนนอก” อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ โดยมีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งรวมตัวกันเป็นกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมสร้างสรรค์กิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง การนั่งรถกระสวยอวกาศเที่ยวชุมชน ลองสาวไหม ชมการทอผ้าไหมลายหางกระรอก ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เก็บใบหม่อน ชิมขนมตดหมา ร่วมวงรำตร๊ดกับพี่ป้าน้าอา และซาบซึ้งไปกับพิธีบายศรีสู่ขวัญที่มีผู้เฒ่าผู้แก่มาผูกแขนรับขวัญอย่างอบอุ่น

บ้านสนวนนอกมีที่พักทั้งแบบโฮมสเตย์และรีสอร์ทชื่อ บ้านสนวน รีสอร์ท ซึ่งใหญ่และมีคุณภาพจนไม่คิดว่าจะตั้งอยู่ในชุมชนเล็กๆ ติดต่อโทร. 08-5411-4435, 09-5801-1693, 08-7435-3237 หรือเพจเฟซบุ๊ก หมู่บ้านท่องเที่ยวไหม “บ้านสนวนนอก” อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์

โครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก

ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องตื่นเช้าก็สามารถเห็นหมอกและสัมผัสอากาศหนาวได้ที่ “โครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้า” จ.พิษณุโลก

สถานที่ทดลองปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับธรรมชาติทั้งกาแฟอราบิกา สตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80แมกคาเดเมีย และดอกกระดาษ ประกอบกับให้ความรู้แก่ชาวม้งในพื้นที่ภูหินร่องกล้าเรื่องป่าไม้ การดูแลแหล่งน้ำ และการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าอย่างกลมเกลียว

นอกจากความรู้ที่สอดแทรกอยู่ในแปลงปลูก นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมความสวยงามของทุ่งดอกกระดาษ (ช่วง ธ.ค.-มี.ค.) ดอกกาแฟพวงสีขาว ถ่ายภาพกับ 6 หน้าผาที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ได้แก่ ผาไททานิค ผาพบรัก ผาบอกรัก ผาคู่รัก ผารักยืนยง และผาสลัดรัก และที่นี่ยังเป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยผลิบานบนภูหินร่องกล้าที่สวยงามอีกจุดหนึ่งด้วย โครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ภูหินร่องกล้า เปิดให้เข้าฟรีทุกวัน ติดต่อโทร. 08-1596-5977

บ้านอีต่อง จ.กาญจนบุรี

ด้วยความที่เป็นทางผ่านของเส้นทางพิชิตเขาช้างเผือก ทำให้ “บ้านอีต่อง” กลายเป็นเส้นทางเงียบสงบและยังคงสวยงามสมกับสมญานาม ภาคเหนือแห่งภาคตะวันตก

บ้านอีต่องตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ท่ามกลางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับมีบึงน้ำขนาดใหญ่กลางหมู่บ้าน จึงทำให้มีหมอกและอากาศชื้นตลอดปี โดยภายในหมู่บ้าน สามารถท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการทำเหมืองในอดีต แวะกินเค้กป้าเกล็นที่ร้านชาวเหมืองบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน และใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์มองดูชาติพันธุ์หลากหลายที่อาศัยอยู่ร่วมกัน

บ้านอีต่องเหมาะกับแบ็กแพ็กเกอร์ขาลุย เพราะเส้นทางต้องผ่าน 399 โค้งจากทองผาภูมิมายังหมู่บ้าน และยังมีเกสต์เฮาส์ให้บริการในราคาประหยัดซึ่งน่าจะถูกจริตนักเดินทางรุ่นใหม่ อย่างเช่น อีต่องโฮมสเตย์ โทร. 09-2449-1915

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะยาวนานถึงกลางเดือน ก.พ. 2561 นับเป็นโอกาสเดียวในรอบปีที่เมืองร้อนอย่างไทยจะมีอากาศหนาว ดังนั้นอย่ารอช้าเสียเวลาอยู่ในห้องแอร์แทนที่จะออกไปอยู่ใต้ธรรมชาติ จุดกำเนิดความหนาวเย็นบริสุทธิ์ที่ทุกคนรอคอย

4 สัญญาณปัญหาสายตาเอียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 พ.ย. 2560 เวลา 17:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526672

4 สัญญาณปัญหาสายตาเอียง

อาการที่ชี้ว่า คุณอาจกำลังประสบกับปัญหาสายตาเอียง

ดวงตาเป็นอีกอวัยวะที่เราใช้งานค่อนข้างหนัก เนื่องจากหลายคนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน แถมยังใช้สมาร์ทโฟนกันแทบจะตลอดเวลา ทำให้เสี่ยงต่อการประสบปัญหาสายตาเอียงได้ เวลามองตัวเลขที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน อย่างเช่นเลข 3 และเลข 8 แล้วแยกไม่ออก หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องใช้สายตาเยอะจะต้องหรี่ตาเพ่งจนรู้สึกตาล้าและปวดหัวบ่อยมากขึ้น อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าสายตาเอียง เราจึงมีเทคนิคง่ายๆ สำหรับสังเกตอาการมาให้ทุกคนสำรวจตัวเองกัน

1. มองตัวเลขผิดเพี้ยน – คนสายตาเอียงมักมองตัวเลขบางตัวเลข เช่น 3, 5, 8, 9, 0 คล้ายๆ กัน และแยกแยะลำบาก โดยจะเห็นเป็นภาพซ้อน ตัวอย่างใกล้ตัวก็คือ เวลามองหมายเลขรถเมล์ไกลๆ แล้วเห็นไม่ชัด เห็นเลข 3 เป็นเลข 8 เลข 6 หรือเลข 9 เป็นต้น

2. เห็นภาพเป็นแสงขาวกระจาย – เวลาทำกิจกรรมต่างๆ หรือใช้ชีวิตอยู่ในภาวะแสงน้อย แสงไม่พอ จะมองเห็นภาพที่แทรกด้วยแสงกระจายตัวเหมือนมีเงาเป็นรุ้งๆ ซึ่งหากขับรถตอนกลางคืนอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพการขับรถลดลงตามไปด้วย

3. หรี่ตาจนเสียบุคลิก – อาการนี้จะเป็นเรื่องของการปรับโฟกัส เพราะสายตาเอียงเกิดจากการหักเหของแสงแล้วมองเห็นจุดโฟกัส 2 จุด ทำให้เห็นภาพหรือตัวหนังสือเบลอจนต้องหรี่ตาเพื่อที่จะมองสิ่งต่างๆ พยายามปรับความคมชัดในการมองเห็น บางทีอาจไม่รู้ตัวจนเคยชินและติดเป็นนิสัย ผลที่ตามมานอกจากทำให้ดูเสียบุคลิกแล้ว ยังทำให้ความเร็วในการอ่านหนังสือช้าลง

4. ปวดหัวง่ายเมื่อต้องใช้สายตานานๆ – อาการปวดหัวอาจมีผลทางด้านสุขภาพตา เช่น การอ่านหนังสือ ทำงาน หรือดูทีวีนานๆ พอภาพซ้อนหรือเบลอ ทำให้เราต้องเพ่งเพราะมองภาพไม่ชัด ส่งผลให้ตาล้าและรู้สึกปวดหัวบ่อยๆ ซึ่งสายตาเอียงที่ไม่ได้รับการแก้ไขจะมีความสัมพันธ์กับอาการปวดหัวที่เพิ่มขึ้น

7 ข้อสังเกตยาหมดอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 พ.ย. 2560 เวลา 16:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526659

7 ข้อสังเกตยาหมดอายุ

รวมสัญญาณที่บ่งบอกว่ายาเริ่มเสื่อมคุณภาพแล้ว

อาการเจ็บไข้ได้ป่วยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หลายๆ คนน่าจะพอมียารักษาโรคเบื้องต้นติดบ้านหรือติดโต๊ะทำงานกันอยู่แล้ว บางคนก็ซื้อเก็บไว้นานมาก จนลืมดูว่ายาเหล่านั้นหมดอายุหรือยัง เราจึงรวบรวมสัญญาณที่บ่งบอกว่ายาเริ่มคุณภาพ เพื่อให้ทุกคนนำมาสังเกตก่อนทานยาเข้าไปในทุกครั้ง

1. ยาเม็ด ต้องมีสี กลิ่น ลักษณะคงเดิม ไม่มีรอยร้าว รอยด่างที่ตัวยา

2. ยาแคปซูล ต้องไม่นิ่มหรือแข็งผิดปกติ ไม่ปูด พอง บวม

3. ยาที่เป็นผง หรือยาน้ำแขวนลอย ต้องไม่เกาะกันเป็นก้อน หรือเปลี่ยนสีไปจากเดิม

4. ยาน้ำใส ต้องไม่ขุ่นผิดปกติ หรือมีตะกอนแขวนลอย หรือจับกันเป็นผลึกตะกอนที่ก้นขวด

5. ยาครีม ขี้ผึ้ง โลชั่น ยาต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่แยกตัว ไม่แห้ง หรือมันเยิ้มเกินไป

6. ยาสอดทวาร ต้องไม่นุ่มหรือแข็งเกินไป

7. ยาสมุนไพร ต้องไม่ชื้นหรือมีเชื้อรา