5 ข้อควรรู้ก่อนออกสตาร์ทปั่นจักรยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 พ.ย. 2560 เวลา 15:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526651

5 ข้อควรรู้ก่อนออกสตาร์ทปั่นจักรยาน

เทคนิคสำหรับนักปั่นจักรยานมือใหม่ที่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นเตรียมตัวอย่างไร

เดี๋ยวนี้เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรง ใครๆ ก็หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ซึ่งการปั่นจักรยานก็นับเป็นอีกหนึ่งประเภทกีฬายอดฮิต รวมถึงบางครั้งก็มีการรณรงค์ให้คนกรุงหันมาปั่นจักรยาน เพื่อออกกำลังกายและลดปัญหาการจราจร ทำให้มีนักปั่นมือใหม่เกิดขึ้นทุกวัน เราจึงมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ควรรู้ก่อนออกสตาร์ทมาฝากกัน

1. จักรยานต้องพร้อม – สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่หัดปั่น เพื่อความไม่ประมาทและปลอดภัย ก่อนออกจากบ้านทุกครั้งควรตรวจเช็กความพร้อมของจักรยาน ทั้งโซ่ ลมยาง เบรก เกียร์ ว่าอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานหรือไม่

2. ร่างกายต้องฟิต – นอกจากการเตรียมใจสำหรับการปั่นแล้ว ก็ไม่ควรลืมที่จะเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการปั่นในเส้นทางไกลๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกเข้าสู่เส้นทางนักปั่น ควรรู้ลิมิตของตัวเอง และเมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกายก็ไม่ควรฝืน

3. อุปกรณ์เสริม – อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อก ถุงมือ รองเท้า รวมไปถึงชุดปั่นที่กระชับ โดยเลือกชุดที่มีเนื้อผ้ายืดหยุ่น สวมใส่สบาย และควรเป็นแขนยาวหรือขายาว หรืออาจเลือกสวมปลอกแขน เนื่องจากแสงแดดเมืองไทยค่อนข้างร้อน รวมไปถึงเลือกขวดน้ำสำหรับปั่นจักรยานที่สามารถล็อกเข้ากับตัวจักรยาน ให้สามารถหยิบขึ้นมาดื่มได้ง่าย

4. รู้กฎจราจร – ถึงแม้การปั่นจักรยานอาจจะไม่มีกฎระเบียบที่ยุ่งยากเหมือนกับการขับรถยนต์ แต่การปั่นบนท้องถนนร่วมกับผู้อื่น ผู้ปั่นก็จำเป็นต้องเรียนรู้ถึงกฎจราจร รวมถึงป้ายสัญญาณจราจรต่างๆ บนท้องถนน และควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

5. ความปลอดภัย – สตินับเป็นสิ่งสำคัญที่เหล่านักปั่นต้องมีอยู่ตลอดเวลา หากปั่นจักรยานบนท้องถนน จงอย่าลืมว่าไม่ได้มีแค่เพียงเราที่ใช้ถนน และจงอย่าลืมว่า อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรประมาท ปั่นอย่างระมัดระวัง อีกทั้งควรจดจำเบอร์ฉุกเฉินไว้ด้วย ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้รับการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

6 วิธีดูดีได้ในทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 พ.ย. 2560 เวลา 14:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526641

6 วิธีดูดีได้ในทุกวัน

เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราดูดีขึ้นได้ในทุกวัน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในสมัยนี้นั้น รูปลักษณ์ภายนอกก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้จิตใจ ไม่ใช่แค่หน้าตา แต่ยังรวมไปถึงรูปร่าง การแต่งตัว การจัดแต่งทรงผม ที่ทำให้บุคลิกภาพของเราดูดีขึ้น การทำให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง และเมื่อมีความมั่นใจแล้ว เรื่องต่างๆ ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องยากอีกต่อไป

1. ออกกำลังกาย – นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของรูปร่างที่ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยหลั่งสารเอนดอร์ฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ทำให้รู้สึกสดชื่น อารมณ์ดีไปได้ตลอดวัน

2. ล้างหน้า – เติมความสดชื่นให้ผิวแบบทันใจ โดยการล้างหน้าล้างตาให้สะอาด ผิวใหม่ให้ใบหน้าแลดูสดใสในทุกเช้า

3. บำรุงผิว – สิ่งที่ควรทำทันทีหลังล้างหน้าเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ก็คือขั้นตอนของการบำรุง รวมไปถึงการทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกวัน

4. จัดทรงผม – ทรงผมเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กับเสื้อผ้า ควรสระผมเป็นประจำ ไม่ปล่อยไว้ให้เกิดแบคทีเรียสะสม รวมไปถึงจัดทรงให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน

5. ทานมื้อเช้า – อย่าลืมว่าร่างกายเราก็เหมือนเครื่องจักรที่ต้องการพลังงานในการทำงาน จึงควรเริ่มต้นวันด้วยมื้อเช้าที่ให้พลังงานสูง โดยเน้นอาหารจำพวกโปรตีนสูง ลดแป้งให้น้อย สำหรับวันเร่งรีบอาจเติมพลังในมื้อเช้าด้วยข้าวโอ๊ตผสมนม เติมคุณค่าสารอาหารด้วยผลไม้สดที่ชื่นชอบลงไปแทน

6. เติมคาเฟอีน – หากวันไหนรู้สึกว่าร่างกายยังสดชื่นได้ไม่พอ อย่าเพิ่งตัดสินใจสั่งลาเต้ ที่มีทั้งนมและน้ำตาล แต่ให้เติมความสดชื่นยามเช้าด้วยกาแฟดำ ชาเขียวอุ่นๆ หรือชาดำ ที่อุดมไปด้วยแอนตี้ออกซิแดนต์ ที่ช่วยคงความอ่อนเยาว์ อีกทั้งหลากหลายงานวิจัยได้เปิดเผยว่า สารต้านอนุมูลอิสระนี้ยังช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งหลายๆ ชนิดอีกด้วย

7 วิธีเก็บยาอย่างถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 พ.ย. 2560 เวลา 11:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526619

7 วิธีเก็บยาอย่างถูกต้อง

การเก็บรักษายาสามัญประจำบ้านอย่างถูกวิธี

ทุกคนย่อมมีอาการเจ็บป่วยได้ทุกเมื่อ ยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาพาราเซตามอล ยาลดน้ำมูก ยาธาตุน้ำขาว จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นที่ต้องมีติดไว้ในทุกครัวเรือนอยู่เสมอ การรู้วิธีเก็บรักษายาสามัญประจำบ้านอย่างถูกต้อง จะช่วยให้หยิบใช้ได้ถูกต้อง รวมไปถึงสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของยาเหล่านั้นได้

1. เก็บยาให้พ้นแสงแดด ความร้อน ความชื้น ไม่เก็บในห้องน้ำ ห้องครัว หรือตู้เย็น แม้แต่ยาน้ำเชื่อม หรือยาแก้ไอ ก็ไม่ควรแช่ตู้เย็น

2. ควรเก็บไว้ในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส

3. แยกยาที่ใช้ภายนอก ออกจากยากิน

4. ปิดฝาให้สนิทเมื่อไม่ได้ใช้ยา และเก็บให้พ้นมือเด็ก

5. ตรวจสอบวันหมดอายุของยาที่เก็บไว้เป็นระยะๆ เพื่อป้องกันยาเสื่อมคุณภาพ

6. ควรจัดเก็บยาพร้อมฉลากยา ไม่ควรเก็บยาต่างชนิดกันในบรรจุภัณฑ์เดียวกัน

7. สำหรับยาที่เก็บในตู้เย็น ควรแยกจากอาหาร และไม่เก็บในช่องแข็ง ฝาตู้เย็น หรือช่องแช่ผัก เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนเย็นเกินไป

ชีวิต 4.0 ทุกสิ่งเป็นจริงได้ด้วยปลายนิ้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526585

ชีวิต 4.0 ทุกสิ่งเป็นจริงได้ด้วยปลายนิ้ว

ในยุคที่ทุกความต้องการเป็นเรื่องง่าย อยากรู้เรื่องอะไรแค่เข้ากูเกิลไปค้นหา อยากไปไหนแต่ไม่มีรถส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องออกไปยืนตากแดดโบกรถแท็กซี่ แค่ใช้บริการ Uber หรือ Grab วันหยุดนี้อยากหนีไปชาร์จแบต เนรมิตทริปในฝัน ไม่ใช่ปัญหา ไม่ต้องง้อเอเยนซี แค่เข้าเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นก็จองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวให้ชุ่มปอด หรือจองโรงแรมในโลเกชั่นที่ต้องการได้ดั่งใจ

เทคโนโลยี ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของมนุษย์ยุคดิจิทัล นอกจากบริการที่หลายคนคุ้นเคย ปัจจุบันยังมีสตาร์ทอัพมากมายทยอยส่งบริการใหม่ๆ มาตอบโจทย์ในทุกมิติการใช้ชีวิตมากขึ้น จากนี้ คือ 3 สตาร์ทอัพไฟแรง ที่กำลังเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ ให้ทุกความต้องการของทุกคนเป็นจริงได้ด้วยปลายนิ้ว

“มายซิกซ์” แอพคนรักสุขภาพ

ตอบรับเทรนด์การดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุดที่สุด นาทีนี้ต้องยกให้มายซิกซ์ (My Six) ออนไลน์แพลตฟอร์มน้องใหม่แกะกล่องที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 1 สัปดาห์ มาพร้อมไอเดียของคนรุ่นใหม่ที่อยากให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี จึงได้ริเริ่มสร้างเว็บไซต์เพื่อเป็นแหล่งนัดพบของคนรักการออกกำลังกาย ได้คัดเลือกเทรนเนอร์ที่ตอบโจทย์การออกกำลังกายในแบบที่มองหา ในราคาที่พอใจ พร้อมเลือกสถานที่ที่ลงตัวทั้งคุณและเทรนเนอร์

รุ่งพล วิโรจน์โภคา หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งมายซิกซ์ บอกเล่าถึงโอกาสทางธุรกิจที่มองเห็นจนก่อให้เกิดบริการรูปแบบใหม่นี้ว่า ปัญหาของคนไทยทุกวันนี้คือ ยังออกกำลังอย่างผิดวิธี เพราะขาดผู้รู้ให้คำแนะนำ ขณะที่คนรักสุขภาพบางส่วนเบื่อหน่ายที่ต้องฝ่าการจราจรหลังเลิกงาน เข้าฟิตเนสไปเจอเทรนเนอร์ ขณะที่เทรนเนอร์บางส่วนยังขาดช่องทางในการโปรโมทตัวเองเพื่อหาลูกค้า หรือบางครั้งมีลูกค้าแต่อยู่ในโลเกชั่นที่ไกลกัน เสียเวลาและไม่คุ้มค่าเดินทาง มายซิกซ์ จึงพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางให้เทรนเนอร์และลูกค้ามาเจอกัน ช่วยตอบโจทย์ลูกค้า และเป็นช่องทางสร้างงานและรายได้เสริมให้แก่เทรนเนอร์

“เฟสแรกในการให้บริการของเรา คือ ผ่านหน้าเว็บไซต์ ในเฟสต่อไป จะพัฒนาไปสู่แอพพลิเคชั่น โดยลูกค้าที่เข้ามาที่เว็บไซต์สามารถเลือกประเภทการออกกำลังกายที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเวตเทรนนิ่ง คาร์ดิโอ โยคะ หรือชกมวย จากนั้นค้นหาเทรนเนอร์ที่มีโปรไฟล์ถูกใจ นัดหมายวัน-เวลาที่แมตช์กัน ในสถานที่ที่ลงตัว

ราคาเริ่มต้นสำหรับบริการตอนนี้อยู่ที่ 500-1,200 บาท โดยหลังจากเสร็จสิ้นการเทรนทุกครั้ง เทรนเนอร์ทุกคนจะต้องทำสรุปการเทรนแต่ละครั้งเพื่อส่งอีเมลกลับไปหาลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ในการเทรนครั้งต่อๆ ไป จะได้มีข้อมูลเพื่อส่งต่อให้เทรนเนอร์ที่มารับช่วงดูแล”

สำหรับสาวๆ ที่ไม่มั่นใจว่า ให้เทรนเนอร์มาบ้านจะวางใจได้หรือเปล่า มายซิกซ์มีระบบคัดกรองเทรนเนอร์ในเบื้องต้นด้วยการสัมภาษณ์ และตรวจเช็กประวัติอาชญากรรมก่อน พร้อมทดสอบเบื้องต้นถึงทักษะในการเทรนให้มั่นใจหายกังวล

หาแม่บ้าน-หาช่าง ให้ “ซีคสเตอร์” ดูแล

หนึ่งในปัญหากวนใจคนเมืองยุคนี้คือ วันหยุดแท้ๆ แต่กลับมีงานบ้านกองโต หรือตั้งใจนอนดูซีรี่ส์ให้ฉ่ำปอด แอร์ดันเสีย แถมไม่รู้จะไปหาแม่บ้าน และช่างที่ไว้ใจได้จากที่ไหน ซีคสเตอร์ (Seekster) แพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับบริการซ่อมแซมบ้าน ความสะอาด จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์

สเฮ็บ อนันต์ทรงวิทย์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารซีคสเตอร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า เริ่มต้นจากที่บ้านทำธุรกิจโรงแรมเล็กๆ วันหนึ่งต้องการช่างแอร์แต่ไม่รู้จะหาที่ไหน จะจ้างช่างประจำก็มองว่าไม่คุ้ม เลยนึกถึงป้ายโฆษณาตามเสาไฟฟ้าที่มีช่างรับซ่อม ต่อเติม ทำความสะอาดบ้านตามเสาไฟฟ้า คิดว่าน่าจะนำความต้องการของลูกค้ากับแม่บ้านและช่างมาเจอกัน อารมณ์คล้ายๆอูเบอร์ เลยตัดสินใจพัฒนาแพลตฟอร์มขึ้น

“เราเริ่มต้นเมื่อปีที่แล้ว โดยให้บริการผ่านเว็บไซต์ ลูกเล่นในเว็บยังไม่มาก เวลามีลูกค้าส่งรีเควสเข้ามาก็จะมีระบบหลังบ้านส่งข้อมูลไปยังช่างและแม่บ้านว่ามีใครสนใจรับงาน จากนั้นจึงตอบกลับไปที่ลูกค้า ระบบช่วงแรกๆ ค่อนข้างแมนนวลมากๆ เราพัฒนามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นรูปแบบแอพพลิเคชั่น เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว”

เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า ช่าง-แม่บ้าน ทุกคนต้องมายื่นใบสมัครด้วยตัวเอง พร้อมยินยอมให้เราเช็กประวัติอาชญากรรม และเข้าสู่ระบบเทรนนิ่งเบื้องต้นของเรา ในกรณีให้บริการแล้ว ลูกค้าให้คะแนนความพึงพอใจต่ำกว่า 4.2 จาก 5 เราจะเตือนเป็นครั้งแรก ถ้าครั้งต่อไปยังต่ำกว่า 4 จะเตือนเป็นครั้งที่ 2 และหากต่ำกว่า 3.87 จะให้เข้ามาเทรนนิ่งอีกครั้ง ถ้ายังไม่ขึ้นจะแบนทันที

ปัจจุบันลูกค้าของซีคสเตอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ลูกบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกค้าเป็นกลุ่มธุรกิจ และในอนาคตตั้งเป้าว่าจะเริ่มเข้าไปเจาะในกลุ่มธุรกิจโรงแรมมากขึ้น

พนักงานขาดไม่ต้องตกใจ “เฮลสเตอร์” ช่วยได้

การเติบโตของตลาดออนไลน์ที่ร้อนแรง สร้างแรงกระเพื่อมในทุกธุรกิจไม่เว้นตลาดแรงงาน ด้วยแนวความคิดที่จะสร้างรูปแบบใหม่ในการหางาน เฮลสเตอร์ (Helpster) จึงกลายเป็นจุดนัดพบของผู้ประกอบการและพนักงาน โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นสื่อกลาง

มาร์ติน ทอฟ ซอเรนเซ่น ซีอีโอเฮลสเตอร์ ประเทศไทย เผยถึงจุดแข็งของเฮลสเตอร์ว่า เข้ามาจับตลาดแรงงานระดับปฏิบัติการทั้งพาร์ตไทม์และฟูลไทม์ที่ไม่ต้องใช้ทักษะเฉพาะตัว แต่เป็นงานที่อาศัยการเรียนรู้ เช่น พนักงานเสิร์ฟ พนักงานอีเวนต์ พนักงานส่งเสริมการขาย พนักงานในคลังสินค้า พนักงานให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ เป็นต้น

“เรามุ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงงานที่ดีและค่าแรงที่เหมาะสม โดยไม่ต้องผ่านนายหน้า ช่วยตอบโจทย์การหาพนักงานแบบเร่งด่วนให้บรรดาผู้ประกอบการ แถมช่วยลดต้นทุนในการจัดจ้างพนักงาน เรามีระบบจับคู่ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ผู้ประกอบการต้องการ เช่น ประสบการณ์ในการทำงาน ทักษะการทำงาน ที่อยู่อาศัย รีวิวการทำงานที่ผ่านมา มีระบบแชตภายในแอพพลิเคชั่น ให้สามารถสื่อสารระหว่างผู้ประกอบการกับพนักงานได้โดยตรง”

เป้าหมายจากนี้ เราตั้งใจให้เฮลสเตอร์ เป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์เรื่องการทำงานที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ล่าสุดเราได้ขยายตลาดไปยังประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีคนว่างงานเยอะกว่าไทย ความแตกต่างคือ ในอินโดนีเซียจะมองหาคนงานระดับปฏิบัติการได้ง่ายกว่า แต่สำหรับคนงานที่มีฝีมือ ไทยจะหาได้ง่ายกว่า”

4 เมนูน้ำผลไม้คลายเหนื่อยล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 17:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526456

4 เมนูน้ำผลไม้คลายเหนื่อยล้า

น้ำผักและผลไม้ นอกจากจะช่วยเติมความสดชื่นให้กับร่างกายแล้ว ยังมีประโยชน์ดีๆ ซ่อนอยู่อีกมากมาย

ไม่ใช่แค่สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเท่านั้น แต่พนักงานออฟฟิส นักศึกษา หรือเรียกได้ว่าทุกคนก็มีอาการเหนื่อยล้าด้วยกันทั้งหมด ไม่ว่าจะจากงาน จากสภาพการจราจร หรือปัจจัยอื่นๆ น้ำผักและน้ำผลไม้บางชนิด นอกจากจะช่วยเติมความสดชื่นให้กับร่างกายแล้ว ยังมีประโยชน์อีกมากมาย ทั้งวิตามิน ใยอาหาร และน้ำตาล ที่อยู่ในรูปแบบที่ร่างกายสามารถดูดซับไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย

1. น้ำสตรอว์เบอร์รี – น้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของผลเบอร์รี่มักมีน้ำตาลจากธรรมชาติที่จะช่วยเติมความสดชื่นให้กับร่างกาย นอกจากนั้นยังมีปริมาณวิตามินซีสูงช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินเอจากผลเบอร์รี่ช่วยบำรุงสายตาที่เหนื่อยล้า เหมาะมากกับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องเดินทางฝ่าการจราจรมาเข้างานตั้งแต่เช้า และต้องใช้สายตาไปกับการจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ

2. น้ำบร็อกโคลี่ – บร็อกโคลี่มีแมกนีเซียมอยู่มาก ซึ่งมีส่วนช่วยลดความถี่ของอาการปวดหัวจากไมเกรน ช่วยควบคุมปริมาณอินซูลิน และระดับของน้ำตาลในเลือดได้ เหมาะสำหรับผู้ที่เครียดเป็นประจำ มีภาวะความตึงเครียดที่ทำให้เลือดหมุนเวียนไม่สะดวก จนอาจนำไปสู่อาการปวดหัวไมเกรนได้ง่าย

3. น้ำส้ม – น้ำผลไม้ชนิดนี้จะช่วยเติมวิตามินซีให้กับร่างกาย ให้ร่างกายนำไปใช้สร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ไม่เจ็บป่วยง่ายๆ เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการความสดชื่น และผู้ที่ป่วยบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายขาดภูมิคุ้มกัน

4. น้ำกล้วย – กล้วยอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งล้วนแต่เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาท ช่วยเติมพลังงานให้แก่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มความแข็งแรงสมบูรณ์ให้แก่ร่างกาย เหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก เนื่องจากย่อยง่าย ดูดซึมได้ทันที และช่วยป้องกันตะคริวได้อีกด้วย

3 เทคนิคเลือกสปอร์ตบราคู่ใจสำหรับสาวรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 16:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526448

3 เทคนิคเลือกสปอร์ตบราคู่ใจสำหรับสาวรักสุขภาพ

สำหรับสาวรักสุขภาพแล้ว อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือสปอร์ตบรา ซึ่งควรรู้วิธีการเลือกอย่างถูกต้อง

ในยุคนี้ใครๆ ก็อยากมีหุ่นผอมเพรียว บวกกล้ามเนื้อนิดๆ ให้ดูแข็งแรง เพราะเทรนด์สุขภาพเป็นอีกเทรนด์ที่มาแรงมากๆ ในปีนี้ และยังไม่มีวี่แววว่าเทรนด์นี้จะเอาท์ สำหรับสาวๆ ผู้ที่มีใจรักการออกกำลังกาย อีกหนึ่งไอเท็มคู่ใจนอกจากรองเท้ากีฬาคงจะหนีไม่พ้นสปอร์ตบราตัวเก่ง ที่นอกจากรูปลักษณ์ภายนอก อย่างดีไซน์และสีสันแล้ว ก็ควรมีวิธีการเลือกอย่างถูกต้อง เพื่อให้ออกกำลังกายได้อย่างไม่สะดุด

1. เลือกขนาดที่พอดี – เวลาสวมใส่สปอร์ตบรา เนื้อหน้าอกควรจะเต็มคัพ ไม่หย่อนยานหรือมีรอยย่น สวมใส่แล้วต้องรู้สึกไม่อึดอัด หากสวมใส่แล้วเนื้อปลิ้นออกมา ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือใต้วงแขน แสดงว่าสปอร์ตบรานั้นคับเกินไป จนไม่มีพื้นที่ให้หน้าอกได้หายใจ ให้ทดสอบด้วยการสอดนิ้วมือลงไป 1 นิ้ว บริเวณสายไหล่ขอบด้านข้างและขอบด้านหลัง สปอร์ตบราที่พอดีจะต้องมีพื้นที่พอสำหรับ 1 นิ้วมือ

2. ลองก่อนทุกครั้ง – การเลือกสปอร์ตบราที่ดี แม้เราจะคำนวณขนาดไปอย่างละเอียดแล้วก็ตาม แต่ทั้งนี้ก็ควรลองสวมให้แน่ใจก่อนทุกครั้ง ครั้งละ 2 ไซส์ และ 2 ดีไซน์ เพื่อความพอดี เพราะสปอร์ตบราแต่ละรุ่นก็อาจมีขนาดและความกระชับของเนื้อผ้าที่ต่างกัน ไม่สามารถนำขนาดมาเทียบกันได้เสมอไป

3. จับคู่โทนสี – เทคนิคในการเลือกโทนสี สามารถเลือกแมทช์ได้ทั้งสีโทนเดียวกันหรือสีที่ตรงข้ามกันสุดขั้ว เช่น เสื้อกล้ามสีแดงสวมทับบนสปอร์ตบราสีดำ หรือเสื้อกล้ามสีม่วงสวมทับบนสปอร์ตบราสีฟ้านีออน เลือกตามที่ตัวเองชอบและสามารถสวมใส่ได้อย่างมั่นใจที่สุด เนื่องจากสไตล์ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

10 คำถามเป็นธรรมชาติ กับ คน หลง ป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 15:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525931

10 คำถามเป็นธรรมชาติ กับ คน หลง ป่า

โดย รอนแรม ภาพ : คน หลง ป่า

มองไปโพสต์ไหน ก็เจอแต่สีเขียวครึ้มของผืนป่า ความชุ่มชื่นของสายหมอก และความสวยงามของดวงอาทิตย์

สมกับเป็นเพจเฟซบุ๊ก คน หลง ป่า ของคนหลงรักธรรมชาติ น้ำจันทร์-สุรศักดิ์ ดำดี ที่ส่วนใหญ่ทำงานในป่า ถ่ายรูปป่า และพาคนที่สนใจร่วมเดินทางไปหาป่า

ทำให้ 10 คำถามและคำตอบต่อจากนี้มีความเป็นธรรมชาติที่สุด

 

1.ที่มาที่ไปของเพจ คน หลง ป่า

 แต่ก่อนก็ยังไม่รู้จักหรอกเทคโนโลยี ไม่รู้จักว่าอะไรคือเพจ แต่เราเที่ยวมานานแล้ว ทำให้พอมีคนรู้จักในกลุ่มสายป่า อย่างน้องฝน (เพจบันทึกคนขี้เที่ยว) ก็ถามว่า ทำไมไม่ทำเพจ เราก็บอกอะไรคือเพจ เราไม่รู้จัก แต่สุดท้ายก็ยอมทำ แล้วได้ผลตอบรับดี ถ้าถามว่ามีแรงบันดาลใจอะไรตอนนั้น ต้องบอกว่า ไม่มีเลย เพราะแค่อยากเข้าป่าหาธรรมชาติอย่างเดียว

2.ตัวตน คน หลง ป่า

คนหลงป่าเป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ รักษาให้คงอยู่ ที่ไหนที่ดังหรือคนไปเยอะ เราจะไม่ไป แต่ที่แปลกๆ ใหม่ๆ เราจะไป

3.สไตล์การท่องเที่ยวของน้ำจันทร์

สไตล์เหรอ จะเน้นธรรมชาติเสียส่วนใหญ่ ชอบป่าเขา ชอบเดินป่า น้ำตก ทะเลหมอก แต่ที่อาจไม่เหมือนใครน่าจะเป็นการที่เราชอบทำตามกฎ เพราะเราอาศัยป่าเที่ยวจึงต้องเคารพกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือพูดง่ายๆ คือไม่บุกรุก อย่างการเที่ยวโฮมสเตย์ที่ยังเป็นโฮมสเตย์จริงๆ เราจะเน้นอยู่ร่วมกับชุมชน ท้องถิ่น ชอบอยู่กับวิถีและชอบเรียนรู้

 

4.มีเทคนิคถ่ายภาพหรือการเล่าเรื่องหรือเปล่า

สำหรับการถ่ายภาพ เราไม่มีเทคนิคอะไรแค่ใช้ใจถ่าย คือถ่ายทอดออกมายังไงก็ได้ ให้คนอื่นรู้สึกเหมือนที่เรารู้สึกในขณะที่เราเห็นอยู่ตรงนั้น

5.คาดหวังอะไรจากการทำเพจ

เรื่องของอนาคต ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ระหว่างทางก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้กับเราให้มากที่สุด

6.คน หลง ป่า ให้อะไรกับลูกเพจ

อย่างน้อยก็ให้ลูกเพจรู้ว่าเราทำอะไร เที่ยวแบบไหน หลายคนที่มาเที่ยวกับเราหรือตามเราอยู่ จะได้รู้ว่าเราท่องเที่ยวแบบไหน บางคนอาจได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่จริง บางคนได้เห็นว่าสถานที่แบบนี้ยังมีอยู่ในประเทศไทย

เราคิดว่า อย่างน้อยเพจนี้จะสามารถเปิดความคิดในการท่องเที่ยวของพวกเขาให้ออกมาค้นหาสิ่งใหม่ๆ ไม่มากก็น้อย

7.นอกจากเป็นบล็อกเกอร์ ยังทำอะไรอีก

ส่วนใหญ่เราจะทำงานในป่าและออกไปถ่ายรูปสถานที่ใหม่ๆ นำมารีวิวลงในเพจให้ลูกเพจได้รู้จัก แล้วจะมีการเปิดทริปพาลูกค้าเดินป่าไปเที่ยวแนววิถีชาวบ้าน นอนโฮมสเตย์ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของท้องถิ่นด้วยกัน คนที่สนใจสามารถติดตามทริปต่างๆ ได้ทางหน้าเพจ คน หลง ป่า อย่างวันที่ 23-24 ธ.ค.นี้ ได้จัดทริปดอยม่อนจอง จ.เชียงใหม่

 

8.ธรรมชาติสอนวิชาอะไรให้บ้าง

เขาสอนให้เราได้เรียนรู้ ได้ทั้งประสบการณ์และความเข้าใจในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ สอนให้เราอดทน รู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดีเลย

9.อะไรที่ทำให้ก้าวผ่านความเหนื่อยระหว่างขึ้นภูเขาสูง

สิ่งที่ทำให้เราลืมความเหนื่อยความลำบากระหว่างเดินป่าคือ เรื่องราวระหว่างทาง ธรรมชาติรอบด้าน ความสมบูรณ์ของผืนป่า และที่สำคัญมิตรภาพระหว่างการเดินทาง

10.ความรู้สึกที่ได้ขึ้นไปอยู่บนยอดเขาหรือปลายทาง

คำตอบแรกเลยคือ หายเหนื่อยแน่ๆ กับการได้ไปถึงที่หมาย ได้เห็นวิว ได้เห็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ แต่ก็ยากนะที่จะเล่าออกมาเป็นคำพูดให้คนอื่นสัมผัสได้ ถ้าอยากเข้าใจเหมือนเรา ลองเก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทาง แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมเราถึงเป็น “คนหลงป่า” อย่างตอนนี้

 ติดตามการเดินทางสายธรรมชาติ หรือร่วมเดินทางกับผู้ชายสายป่า พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่หาไม่ได้ไปพร้อมกับเขาได้ ทางเพจเฟซบุ๊ก คน หลง ป่า / K O N L O N G P a

6 วิธีลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่ดวงตาสำหรับผู้สวมใส่คอนแทคเลนส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 15:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526433

6 วิธีลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่ดวงตาสำหรับผู้สวมใส่คอนแทคเลนส์

แนวทางการลดความเสี่ยงอีกหนึ่งโรคทางตา อย่าง การติดเชื้อที่กระจกตา ที่เกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์

ในปัจจุบันมีผู้ที่มีปัญหาทางสายตามากขึ้น ทำให้จำนวนผู้ที่สวมใส่คอนแทนเลนส์ก็เพิ่มขึ้นตามไปเช่นกัน ยังไม่รวมผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์เพื่อความสวยความงามอย่าง บิ๊กอาย หรือคอนแทคเลนส์แฟชั่นอื่นๆ อีก พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ จักษุแพทย์ด้านกระจกตาและการแก้ไขสายตาผิดปกติ รพ.พระรามเก้า บอกว่า การติดเชื้อที่กระจกตาเกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์เป็นประจำ ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการตาแดง ปวดตา น้ำตาไหล มองสู้แสงไม่ได้ มีขี้ตา และอาจเห็นจุดสีขาวอยู่บนกระจกตาได้ หากไม่ได้ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น จุดขาวที่เกิดขึ้นจะลุกลามเกิดเป็นหนองสีขาวในช่องหน้าลูกตา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่ดวงตา เช่น กระจกตาทะลุ ต้อหิน ต้อกระจก ไปจนถึงตาบอด สำหรับการลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่ดวงตา เบื้องต้นสามารถทำได้โดย

1. ดูแลรักษาเลนส์อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์

2. ห้ามเลนส์สัมผัสกับน้ำทั่วไป ต้องเป็นน้ำยาที่ใช้สำหรับคอนแทคเลนส์เท่านั้น

3. ไม่ใส่เลนส์เกินอายุการใช้งานที่ระบุไว้ข้างกล่อง

4. ไม่ใช้คอนแทคเลนส์มือสอง

5. ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ขณะหลับ และควรเปลี่ยนตลับแช่คอนแทคเลนส์บ่อยครั้ง

6. ตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ และตรวจวัดค่าสายตา หรือเลนส์ที่เหมาะสมอย่างน้อยทุก 6-12 เดือน

3 สิ่งที่ชวนให้หวนคิดถึงเรื่องราวความประทับใจในอดีต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 14:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526421

3 สิ่งที่ชวนให้หวนคิดถึงเรื่องราวความประทับใจในอดีต

หลายครั้งที่เรื่องราวในอดีตไม่ใช่สิ่งที่เราอยากลืม แต่กลับชวนให้หวนคิดถึงความสุขในครั้งเก่า

สำหรับคนที่ใช้ชีวิตมาสักระยะหนึ่ง น่าจะมีความทรงจำมากมายอัดแน่นอยู่ภายใน ทั้งความทรงจำที่ดีจนอดยิ้มไม่ได้ทุกครั้งที่นึกถึง และความทรงจำอันแสนเจ็บปวด แต่เชื่อเถอะว่าหลายครั้งเรื่องราวในอดีตก็ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากลืมไปเสียหมด ในบางจังหวะชีวิต เราเองก็อยากให้เรื่องราวความประทับใจในอดีตหวนคืนกลับเข้ามาอีกครั้ง หากใครที่ความทรงจำเริ่มเลือนลางไปแล้ว เราขอแนะนำ 3 สิ่งที่จะชวนหวนคืนเรื่องราวแห่งความสุขในครั้งเก่ากลับมา

1. ภาพถ่าย – แทบทุกคนมักจะบันทึกความทรงจำดีๆ ไว้ในภาพถ่าย การรื้อภาพถ่ายในกล่องใบเก่าออกมาดูบ้างยาวเหงา มักจะชวนให้เราแอบอมยิ้มมุมปาก นึกถึงเรื่องราวสนุกๆ ในครั้งเก่าอยู่ไม่น้อย

2. สถานที่ที่เคยไป – สมองเรามักจะเชื่อมโยงภาพความทรงจำกับสถานที่ ไม่ว่าเรื่องราวจะผ่านไปนานเท่าใด แต่หากได้ไปเยือนสถานที่เดิมๆ ที่เคยไป โดยเฉพาะสถานที่ที่มีความประจำดีๆ หรือสถานที่ที่ไปกับคนสำคัญในชีวิตคุณแล้วล่ะก็ รับรองว่าเรื่องราวต่างๆ ในอดีตจะหวนคืนกลับเข้ามาอย่างแน่นอน

3. กลิ่นหอม – กลิ่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เชื่อมโยงกับสมอง น้ำหอมจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถสื่อความหมายและถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ออกมาได้ผ่านกลิ่นหอม อย่าง น้ำหอม OBSESSED จาก Calvin Klein (คาลวิน ไคลน์) ที่นำเอาน้ำหอมอันโด่งดังมาแปลงโฉมใหม่โดยเป็นการใช้กลิ่นหอมกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต และสร้างความผสมผสานระหว่างความทรงจำกับความคิดถึง ความแข็งแกร่งและอ่อนโยน จากอดีตถึงปัจจุบัน

5 เคล็ดลับป้องกันสายตาให้ห่างจากโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 13:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526398

5 เคล็ดลับป้องกันสายตาให้ห่างจากโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม เป็นโรคที่เกิดจากแสงสะท้อนจากหน้าจอ ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานติดต่อกันจึงควรรู้วิธีการป้องกัน

จากสถิติรายงานโรคตาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ พบว่าอีกหนึ่งโรคทางตาที่พบมากขึ้นในสังคมไทยคือ โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ซึ่งเกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จนเกิดอาการทางตาต่างๆ สาเหตุหลักเกิดจากแสงสะท้อนหน้าจอ ทำให้ปวดตา ล้าตาได้ง่าย อีกทั้งการกะพริบตาน้อยลงขณะที่อยู่หน้าจอ ทำให้น้ำตาระเหย ตาแห้ง แสบตา แพ้แสง หรือตามัว เมื่ออาการสะสมเรื่อยๆ อาการจะหนักขึ้น และปวดบริเวณศีรษะ คอ บ่า ไหล่ ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนในสมัยนี้ที่อยู่ไม่ห่างจากจอ ทำให้มีแนวโน้มที่จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรรู้วิธีป้องกัน เพื่อปกป้องดวงตาคู่สวยให้อยู่กับเราไปนานๆ

1. กะพริบตาบ่อยขึ้นเวลาอยู่หน้าจอ และควรพักสายตาเป็นระยะตามกฎ 20-20-20 คือทุก 20 นาทีให้พักสายตาอย่างน้อย 20 วินาที โดยการมองไกลๆ 20 ฟุต หรือหลับตาพักก็ได้

2. การปรับท่าทางการทำงาน ตำแหน่งของหน้าจอ ใช้แว่นสายตาที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการต่างๆ ได้มากขึ้น

3. ดูแลสายตาได้จากภายในด้วยการกินวิตามินเอที่มีหน้าที่ช่วยในการมองเห็น เช่น ผักบุ้ง ตำลึง ฟักทอง

4. ควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อดวงตา ตั้งแต่การใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน นานเกิน 25-30 นาที และพักสายตาอย่างน้อย 1-5 นาที

5. ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ดวงตามีความชุ่มชื้น และพักผ่อนนอนหลับ 6-8 ชม.