บุษบา โคทับ รอยยิ้มที่ให้ส่งกำลังใจให้สู้ต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 11:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525926

บุษบา โคทับ รอยยิ้มที่ให้ส่งกำลังใจให้สู้ต่อ

โดย กั๊ตจัง

“กิจกรรมอาสาล่าสุดที่เราเข้าร่วม คือการเป็นอาสาสมัครช่วยแจกแอมโมเนียและน้ำให้กับผู้ร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บริเวณวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา

เป็นกิจกรรมที่พวกเรานักศึกษารวมกลุ่มจัดขึ้นเอง เพราะว่าตอนเด็กๆ เราเคยเห็นข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎร พระองค์ท่านทำความดีให้กับแผ่นดินไทยมากมาย เมื่อมีโอกาสที่เราพอจะทำความดีช่วยเหลือพระองค์ท่านได้บ้างเราก็อยากจะทำความดี เพื่อพระองค์ท่านสักครั้งหนึ่งในชีวิต”

 บุษบา โคทับ วิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ สาขาการจัดการการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยศรีปทุม เล่าถึงกิจกรรมจิตอาสาของเธอและกลุ่มเพื่อนพ้อง

เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้คิดหาความสุขแต่ตัวเองเพียงอย่างเดียว ยังมองหาความสุขอื่นๆ ในชีวิตด้วยการเป็นผู้ให้อีกด้วย บุษบา เล่าถึงงานอาสาสมัครของเธออีกว่า

 “จุดเริ่มต้นของการเป็นอาสาสมัครทำความดีเพื่อสังคมนั้น เริ่มมาจากตอนเรียนปีหนึ่งมีวิชาที่ต้องออกค่ายอาสา เราได้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่ทำกิจกรรมเพื่อน้องหมาน้องแมว เป็นกิจกรรมแรกๆ ของเรา และมีข้อผิดพลาดมากมายเกิดขึ้นในการทำกิจกรรมครั้งแรก เลยทำให้คิดว่าหากจะจัดกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราเป็นคนเริ่มคิดเริ่มทำขึ้นมาอีก จะต้องทำให้ดีกว่านี้”

 อีกอย่างหนึ่งที่ บุษบา อยากบอกก็คือการเป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคมเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เรารู้จักโลกภายนอกมากขึ้น

“เพราะเราไม่ค่อยได้ออกไปเห็นโลกในมุมอื่นๆ สักเท่าไหร่ การเป็นจิตอาสาจึงทำให้ได้เห็นปัญหาและมุมความดีที่มีอยู่ในสังคมมากขึ้น อีกอย่างการที่ได้รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมก็เป็นความสนุกและความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน เลยเป็นที่มาว่าเราอยากจะเข้ามาทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องทำโครงการด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ

 มีชมรมไหนเปิดกิจกรรมจิตอาสาก็แค่อยากจะมาเข้าร่วมเพื่อเรียนรู้การทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือการที่เราได้ทำสิ่งดีเพื่อคนอื่น ตอนนี้ก็เลยเข้าร่วมอยู่หลายชมรมเรียนรู้งานและปัญหาต่างๆ ไปก่อน หวังว่าวันหนึ่งเราคงได้ทำโครงการของตัวเองที่ดีกว่าเดิม”

จิตอาสารุ่นใหม่ เล่าต่อว่าตอนนี้เพิ่งกลับมาจากการไปร่วมโครงการใหม่ของชมรมยุติธรรม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ก็คือการไปปรับปรุงซ่อมแซมอาคารห้องสมุด เพื่อเป็นแหล่งสร้างเสริมความรู้ให้กับน้องๆ ณ โรงเรียนบ้านวังโค้ง อ.เมืองเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์ บ้านวังโค้ง เป็นโครงการของชมรมที่จะไปทำกิจกรรรมเพื่อเด็กต่างจังหวัดด้วยกัน

  “สิ่งที่เราได้กลับคืนมาสู่ตัวเรา คือความรู้สึกขอบคุณของคนที่เราไปทำให้ อย่างเวลาที่เราได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ ก็ทำให้เราหายเหนื่อย มีแรงที่จะทำให้ทำดีต่อไป และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากจะทำกิจกรรมเพื่อสังคมเรื่อยๆ”

ดูแลผิวสู้ลมหนาว เนียนนุ่มชุ่มชื่นรื่นหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525919

ดูแลผิวสู้ลมหนาว เนียนนุ่มชุ่มชื่นรื่นหัวใจ

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล          sopitasavang2010@gmail.com

คงไม่มีใครอยากมีผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย ขรุขระ ไม่เรียบเนียน แต่เมื่อต้องเผชิญกับอากาศในหน้าหนาว กับลมหนาวๆ ที่เริ่มเข้ามาทักทายกันในช่วงนี้ ก็ยิ่งจะทำให้มีโอกาสเกิดผิวแห้งได้ง่ายขึ้นอีก

ผิวแห้งสร้างปัญหากวนใจให้สาวๆ ทั้งอาการคัน เป็นขุย แต่งหน้าไม่เรียบ และยังทำให้มีโอกาสเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย และไม่เพียงแค่ความแห้งของอากาศในหน้าหนาวเท่านั้นที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวแห้ง แต่การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง แสงแดด มลภาวะ และสภาพแวดล้อมก็เป็นตัวการสำคัญของการเกิดผิวแห้งอีกด้วย

ปัญหาผิวแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และสร้างความรำคาญใจให้กับสาวๆ อยู่เสมอๆ แล้วครีมบำรุงที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ที่ผสมมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว กับการทาครีมบำรุงอย่างเดียวจะเป็นตัวช่วยเรื่องผิวแห้งได้ดีจริงหรือ?

มาทำความรู้จักกับตัวการและตัวช่วยในเรื่องของผิวแห้งกันซักหน่อย พญ.ชนิดา ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงาม จาก Athena Clinic ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลผิวแห้งไว้ว่า ผิวแห้ง คือภาวะที่ระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงกว่าระดับปกติ โดยปกติผิวหนังของคนเราที่ดูสดใสผุดผ่องก็เพราะมีส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ

 โดยน้ำเป็นส่วนประกอบที่มีมากและสำคัญที่สุดของเซลล์ผิวหนัง สำหรับน้ำมันจากต่อมไขมันทำหน้าที่ฉาบเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง ส่วนสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติจะช่วยดึงดูดน้ำไว้ให้อยู่กับผิวหนัง

 ดังนั้น ถ้าระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงก็จะส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย คัน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งตัวการมีทั้งภายในและภายนอก สามารถป้องกันและแก้ไขได้ด้วยตัวช่วยต่างๆ

 เริ่มจากการทำความรู้จักสาเหตุตัวการทำผิวแห้ง

1.อายุ : อายุที่มากขึ้นทำให้ต่อมผลิตไขมันทำงานลดลง ผิวขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ และผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้

2.สภาพแวดล้อม : แสงแดด มลภาวะต่างๆ และอากาศที่มีความชื้นต่ำ (หน้าหนาว หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ)

3.การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง : ใช้สบู่ที่ไม่อ่อนโยนต่อผิว ใช้สครับขัดผิดบ่อยเกินความจำเป็น ใช้โลชั่นเช็ดผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ รวมถึงการอาบน้ำที่อุ่นจนเกินไปอีกด้วย

4.ยาบางชนิด : เช่น ยาทาสิว ยาขับปัสสาวะ

5.โรคบางชนิด : ผิวแห้งสามารถพบได้ร่วมกับโรคต่างๆ เช่น โรคผิวหนังผื่นแพ้ (Eczema) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism)

6.ภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition) : การขาดสารอาหารจำพวกวิตามินและกรดไขมันต่างๆ ที่จำเป็นกับผิวจะทำให้ผิวแห้งกร้านหมองคล้ำได้

เมื่อทราบสาเหตุหรือตัวการกันไปแล้ว มาดูตัวช่วยที่จะช่วยลดอาการผิวแห้ง

1.ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ในเรื่องความชุ่มชื้นของผิวแล้ว ยังช่วยเรื่องของการขับถ่าย และสุขภาพในด้านต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

2.ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป และในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ และเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท

สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมากควรเลือกโลชั่นที่มีความชุ่มชื้นมากหน่อย ทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ที่สำคัญโลชั่นเหล่านี้ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม

3.เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิว นอกจากนี้คุณสามารถเลือกใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว

4.การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง

5.เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บร็อกโคลี่ เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น เบคอน ไอศกรีม เนย ชา กาแฟ รวมถึงงดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

ง่ายๆ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลใจกับผิวแห้งหยาบกร้านอีกต่อไป สาวๆ สามารถเผยผิวสวยเนียนนุ่มชุ่มชื่นได้อย่างมั่นใจได้ทุกสถานการณ์ท้าลมหนาว

รชต ลีลาประชากุล สุนทรีย์ในการฟังเครื่องเสียงระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ย. 2560 เวลา 09:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525914

รชต ลีลาประชากุล สุนทรีย์ในการฟังเครื่องเสียงระดับโลก

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมมาตลอดชีวิตการทำงาน สำหรับ รชต ลีลาประชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย-เยอรมัน โปรดักส์ ผู้ผลิตท่อสเตนเลสรายใหญ่ของเมืองไทย

หากในมุมหนึ่งของชีวิต นอกจากเป็นนักธุรกิจผู้ฝ่าคลื่นฟองสบู่แตกมาแล้ว การชื่นชอบในเครื่องเสียง สรรหาเครื่องเสียงที่ให้เสียงดี กระทั่งการตกแต่งประกอบเองก็มี นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งในชีวิตที่เติบโตมาพร้อมกัน

หลายคนอาจจะมองเห็นความสำเร็จในวันนี้ และชื่นชม แต่กว่าจะกลับมาผงาดในเส้นทางนี้ได้อีกครั้ง เขาเคยมีหนี้สิ้นถึง 8,000 ล้านบาท

ความสุนทรีย์เดียวในชีวิตที่เขาจำความได้ตั้งแต่ 10 ขวบ คือการฟังเพลง ดูหนัง ผ่านเครื่องเสียงที่เขาสรรหามา ทว่าเสียงนั้นพลอยเงียบดับไปด้วย

 “เป็นธุรกิจของตระกูล ผมรับทอดต่อมา 40 ปีแล้ว ทำอย่างเดียว ผ่านวิกฤตตอนปี 2540 เราไม่มีฟูกรองรับ จากเป็นหนี้ 2,000-3,000 ล้านบาท ผ่านคืนเดียวกลายเป็นหนี้ 8,000 ล้านบาท”

ในช่วงที่ธุรกิจล้มครืน รชต ต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ วันหยุดไม่มี กลับบ้านมายังคิดเรื่องงานต่อด้วยซ้ำ แม้ว่าช่วงแรกๆ ที่เจอวิกฤตจะหดหู่ ยืนขายังสั่น แต่เพราะมองกลับไป นี่คือธุรกิจของตระกูลจะปล่อยให้หลุดไปไม่ได้ มองไปข้างๆ ก็มีลูกน้องที่อยู่ด้วยกันมานาน พวกเขายังต้องอยู่ต้องกิน

“ตอนนั้นไม่มีอารมณ์ อยากฆ่าตัวตาย วิชาชีพมันอยู่กับเรา ใครเอาไปไม่ได้หรอก วันนั้นถ้าผมเดินออกจากบริษัทแล้วผมไปสร้างใหม่ง่ายกว่า แต่ธุรกิจนี้มันเป็นของรุ่นพ่อ

เราคนจีนเกิดในไทย พ่อแม่สอนตลอดว่า คนที่ให้เรากู้เงินเป็นผู้มีพระคุณ เราจะทำอะไรก็ต้องคิดถึงเขาด้วย ต้องชดใช้เขาเท่าที่เราสามารถทำได้

ตอนนั้นต่อรองกับแบงก์ แบงก์ยึดบริษัทเราไปแล้ว และจ้างผมมาบริหารบริษัท พวกสถาบันการเงินเข้าใจดี ไม่ใช่เราเจ๊งเพราะโกง เราพังเพราะค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลง หนี้ก็เพิ่ม ตอนนั้นนั่งเซ็ง ใครจะไปรับได้เป็นเศรษฐีอยู่ดีๆ เป็นยาจก

สภาพสังคมตอนนั้นหดหู่มาก ตอนนั้นเซ็งๆ จะไปเที่ยวฮ่องกง แต่มีคนชวนไปอินเดีย เรายังถามจะไปทำไม เขาบอกไปไหว้พระพุทธเจ้า เราก็ไปไม่คิดอะไร แต่พอไปได้อะไรกลับมาเยอะ ได้ความสงบ มีกำลังใจ โลกนี้ก็เกิดแก่เจ็บตาย เกิดขึ้นดับไป

 ทรัพย์สินเยอะแยะหมดไป เราก็เริ่มใหม่ได้ ถ้าเรามีโอกาส ใช้เวลาสิบกว่าปีกว่าจะปรับโครงสร้าง บริษัทถึงกลับมาเป็นของเรา ตอนนี้ผมถือหุ้นอยู่ 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์”

เมื่อมรสุมเริ่มสงบ ความสุนทรีย์ก็หวนสู่ชีวิตอีกครั้ง

“พอเราได้บริษัทคืน จิตใจเราดีขึ้นมาก แต่ตอนนี้อายุเยอะแล้ว 59 ช่วงวัยหนุ่มฝ่าฟันมาเยอะ วันนี้ไม่กลัวอะไร ตอนนี้ยังทำงานอยู่แต่ความเครียดน้อยลง”

รชต เล่าย้อนถึงความรักในการเล่นเครื่องเสียง

“ในบรรดาพี่น้อง 8 คน ผมฟังคนเดียว ตั้งแต่ 10 ขวบพ่อผมซื้อเครื่องเสียงตัวแรกเป็นยี่ห้อ Marantz ให้เล่น

พออายุ 12 ได้เงิน 300 บาท กำเงินแน่นไปบ้านหม้อ เลือกลำโพง สมัยก่อนดีไอวาย ผมซื้อฟิลิปส์ 12 นิ้ว ดีใจมากนั่งรอเขาประกอบตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสามทุ่ม

วัยเด็กผมป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้านหม้อ ซื้อดอกลำโพง ครอสโอเวอร์ มาต่อตู้เอง ไม่ได้มีความรู้อะไรหรอก ครูพักลักจำ ซื้อทวิตเตอร์มาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สนุกดี

พอมีเงิน โตมาก็มี Standard Sansui เราก็เล่นแบรนด์ตลาดที่เขาเล่นกันนั่นล่ะ ค่อยข้ามมายุคไฮเอนด์ Mark Levison”

 ปัจจุบัน รชต ได้แปลงความรักในเครื่องเสียงมาเป็นธุรกิจเล็กๆ หากแต่คัดสรรเครื่องเสียงระดับมหภาค ในชื่อ “The Museum” ที่ทีซีกรีน อาคาร D ถนนริมคลองสามเสน เป็นโชว์รูมที่มีห้องฟังเครื่องเสียงระดับหูทองคำเลยเทียว

“ผมเชื่อว่าในวงการเครื่องเสียงเอาทั่วโลกเลย ไม่มีใครไม่รู้จัก มาร์ค เลวินสัน เจ้าของชุดเครื่องเสียงระดับ High Performance Audio & Home Theater  ซึ่งตอนหลัง มาร์ค เลวินสัน ได้กลับมาทำเครื่องเสียง ใช้ชื่อแบรนด์ Daniel Hert S.A. เราได้นำมาจัดจำหน่าย

เครื่องเสียงดี ดียังไง ดีแค่ไหน ความจริงคำว่าไม่ดี ไม่มีหรอก ถูกใจเราหรือไม่ ส่วนเล่นยังไงก็อีกเรื่อง ผมชอบของผมแบบนี้ ผมเล่นแบบนี้ บางทีก็ชวนเพื่อนมาฟัง บอกเขาด้วยว่าติชมได้ ไม่ต้องเกรงใจ ถ้าไม่ดี บอกด้วยว่าไม่ดีตรงไหน เราจะได้นำมาปรับปรุง ส่วนใหญ่น้อยครับ ที่จะติ ก็มีแต่พวกที่เอาของมาส่งนั่นแหละ ที่เมนต์โน่นนี่นั่น เราก็จดไว้

ถ้าจะเล่นเครื่องเสียงไฮเอนด์ ยังไงก็ต้องมีห้องฟังที่ดี เพราะส่งผลต่อคุณภาพห้องเสียงโดยตรง กล้าเล่นเครื่องเสียงแพงๆ อย่าขี้เหนียวเรื่องห้อง ต้องลงทุนกับห้องดีๆ มิฉะนั้นจะเสียดายมาก

เมื่อมีห้องแล้ว ต้องเลือกลำโพงที่เราชอบ แต่ต้องให้เหมาะกับห้อง แล้วค่อยหาเพาเวอร์มาขับมัน แอมป์ใหญ่ไว้หน่อยดีกว่าเล็กไป เพราะจะไม่มีแรง ส่วนคำถามว่าจะเลือกอะไรก่อน ระหว่างแอมป์หรือลำโพง และฟรอนต์เอนด์ ลำโพงต้องมาก่อน เพราะเราฟังเสียงจากลำโพง เราต้องชอบเสียงลำโพงก่อน ลำโพงคือปาก ถ้าไม่ชอบนักร้องเสียแล้วจะเพราะได้ยังไง”

รชต ทิ้งท้ายว่า

“ตอนวิกฤตบริษัทผมหยุดฟังไป เพิ่งกลับมาฟังเมื่อ 10 ปีก่อน ชีวิตมีความหวังอีกครั้ง และการได้ฟังเครื่องเสียงดีๆ มันทำให้เราดื่มด่ำ อิ่มใจ เป็นความสุขที่ผมอยู่กับมันมาตั้งแต่เด็ก”

4 เทคนิคพิชิตปัญหาเล็บสุขภาพไม่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 17:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525808

4 เทคนิคพิชิตปัญหาเล็บสุขภาพไม่ดี

เทคนิดการดูแลเล็บให้แข็งแรง ไม่บาง เปราะ หรือเหลือง

เล็บที่สะอาด และมีสุขภาพดีย่อมจะช่วยเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจได้ไม่น้อย หลายคนคงประสบกับปัญหาเรื่องเล็บ ทั้งเล็บไม่แข็งแรง เปราะบาง ฉีกขาดง่าย หรือเล็บเหลือง โดยเฉพาะผู้ที่ทาเล็บบ่อยๆ โดนสารเคมีเป็นประจำ วันนี้เราจึงมีเทคนิคการดูแลเล็บง่ายๆ ทั้งจากภายในและภายนอกมาฝากกัน

1. เล็บบาง เปราะ ฉีกขาดง่าย – ใครที่มีปัญหานี้ให้ใช้ตะไบเบาๆ แทนการตัดเล็บ และควรใช้น้ำมันมะกอกนวดเล็บบ่อยๆ กินอาหารที่มีประโยชน์จำพวกธัญพืช ปลาและผักใบเขียว นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

2. เล็บเหลือง – ใช้เปลือกมะกรูด หรือมะนาวขัดเล็บบ่อยๆ เล็บก็จะขาวขึ้นได้

3. เล็บและมือแห้ง – การทาครีมบำรุงมือและเล็บ ช่วยบำรุงได้ในระดับหนึ่ง เพราะช่วยทำให้มือและเล็บชุ่มชื่นขึ้น ทำให้เกิดการยืดหยุ่นได้ดี และยังช่วยเคลือบผิวจากสภาพอากาศเย็น

4. เล็บไม่แข็งแรง – วิตามินที่ช่วยให้เล็บสุขภาพดีคือ วิตามินบี 2 ซึ่งจะพบได้มากในเครื่องในสัตว์ นม เนย ถั่ว ชีส ผักใบเขียว เนื้อปลา ไข่ และควรเสริมด้วยธาตุเหล็กสำหรับคนที่มีเล็บแบน เปราะบาง ฉีกขาดง่าย ซึ่งธาตุเหล็กจะพบได้มากในพวกเนื้อสัตว์จำพวกสัตว์ปีก ปลา และผักใบเขียว

5 สาเหตุที่ทำให้พนักงานออฟฟิสอ่อนเพลียทั้งวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 16:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525800

5 สาเหตุที่ทำให้พนักงานออฟฟิสอ่อนเพลียทั้งวัน

ทั้งงาน สุขภาพ และสภาพแวดล้อม ล้วนส่งผลต่อร่างกายและอาการอ่อนเพลียทั้งสิ้น

สำหรับพนักงานออฟฟิสที่มักจะนั่งอยู่กับที่ พิมพ์งานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ไม่ค่อยได้ขยับร่างกายเท่าไหร่ มักมีอาการอ่อนเพลียได้ แม้ว่าคุณจะได้ทำงานที่ชอบ หรือผ่อนคลายเต็มที่แล้วก็ตาม แต่เรื่องของสุขภาพและสภาพแวดล้อมก็มีส่วนทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและอาการอ่อนเพลียได้

1. เบาะที่นั่ง – จริงอยู่ว่าเบาะรองนั่งนุ่มๆ จะทำให้เรารู้สึกสบาย แต่หากสบายเกินไปก็อาจจะทำให้ง่วงนอนได้ ดังนั้นควรเลือกให้พอเหมาะพอดี เหมาะกับการนั่งทำงานดีกว่า

2. นั่งห่อตัว – ลองสังเกตคนที่มีแต่ความสุขในชีวิตจะนั่งอกผายไหล่ผึ่ง ไม่งอห่อตัว ยิ่งถ้านั่งแล้วห่อตัวมากๆ แปลว่าอาจเครียดเกินไปแล้วล่ะ ควรลุกขึ้นเดินไปมาผ่อนคลายตัวเองสักหน่อย

3. โต๊ะรก – ทัศนยีภาพที่ดีจะทำให้เรามีความสุขกับการทำงานมากขึ้น หากบนโต๊ะทำงานของคุณเต็มไปด้วยสิ่งของที่วางกระจัดกระจาย ยิ่งมองก็ยิ่งเพลีย แถมอาจเสี่ยงต่อการหาเอกสารไม่เจอด้วย ลองปรับโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบดู อาจจะทำให้ชีวิตดีขึ้นก็ได้

4. ตารางชีวิตจำเจ – คนเราเวลาทำอะไรแบบเดิมๆ ทุกวันก็ย่อมเบื่อเป็นธรรมดา ลองหาอะไรใหม่ๆ ที่สนุกและท้าทายเสริมเข้ามาในกิจกรรมของคุณดูบ้าง หรืออย่างที่ง่ายที่สุดก็คือการออกกำลังกายนั่นเอง

5. ไม่กินอาหารเช้า – บางคนมักจะข้ามมื้ออาหารเช้าไป อาจจะด้วยเหตุผลด้านเวลา ความเร่งรีบ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่แท้จริงแล้วการไม่กินอาหารเช้าจะทำให้ร่างกายไม่มีแรง และอ่อนเพลียทั้งวันได้เช่นกัน ดังนั้นให้ระลึกไว้เสมอว่า มื้อเช้าสำคัญที่สุด

5 เคล็ดลับกินมังสวิรัติให้เฮลท์ตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 15:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525793

5 เคล็ดลับกินมังสวิรัติให้เฮลท์ตี้

การกินมังสวิรัติที่ดี ควรมีการวางแผน เพื่อให้เกิดความสมดุล และได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจการกินอยู่เพื่อสุขภาพที่ดีมากขึ้น ซึ่งเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพที่ยังคงความฮอตอยู่อย่างสม่ำเสมอคงหนีไม่พ้นอาหารมังสวิรัติ คือการไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ยังคงกินไข่และนมได้ การกินมังสวิรัติที่ดีก็เหมือนกับการกินอาหารเพื่อสุขภาพทั่วๆ ไป ที่ต้องวางแผนเป็นอย่างดี มีความสมดุล เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

1. เติมเต็มทุกมื้ออาหารด้วยผักและผลไม้ ในแต่ละวันควรกินผลไม้ 3 ชนิดขึ้นไป และอย่างน้อยที่สุดก็ควรจะกินผัก 2 หน่วยบริโภคทุกมื้อเที่ยง และอีก 2 หน่วยบริโภคทุกมื้อเย็น (1 หน่วยบริโภคเท่ากับผักสด 1 ถ้วย)

2. กินเมล็ดธัญพืชและถั่วต่างๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างเต็มที่ ผู้กินมังสวิรัติควรบริโภคเมล็ดธัญพืชอย่างน้อย 2 หน่วยบริโภคต่อวัน (1 หน่วยบริโภคเท่ากับครึ่งถ้วย หรือ 100 กรัม) ได้แก่ ถั่วต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากถั่ว เช่น เต้าหู้

3. ไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม วิธีนี้ค่อนข้างสะดวกมากๆ สำหรับผู้กินมังสวิรัติทั้งหลาย โดยสามารถกินไข่ไก่ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมชนิดต่างๆ ร่วมกับมื้ออาหาร เนื่องจากไข่ไก่และผลิตภัณฑ์จากนมเหล่านี้ให้โปรตีนคุณภาพสูงแถมมีไขมันต่ำอีกด้วย

4. โปรตีนผงช่วยเติมเต็มปริมาณโปรตีนที่ร่างกายควรได้รับ เช่น ถั่วเหลือง ข้าว หรือถั่วลันเตา โปรตีนผงช่วยเพิ่มโปรตีนให้กับร่างกายและให้แคลอรีต่ำ สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น โปรตีนเชค ข้าวโอ๊ตต้ม หรือแม้แต่ซุป ซึ่งเราสามารถเพิ่มหรือลดปริมาณได้ตามที่ร่างกายต้องการ

5. ลองเช็คปริมาณโปรตีนที่อยู่ในอาหารมังสวิรัติทั้งหลาย เราควรใส่ใจกับจำนวนแคลอรีในอาหารมังสวิรัติด้วย เพราะบางเมนูก็อาจให้โปรตีนเพียงเล็กน้อย แต่กลับให้แคลอรีที่สูงมาก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

7 ข้อควรรู้ วิ่งอย่างถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 13:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525785

7 ข้อควรรู้ วิ่งอย่างถูกต้อง

การรู้วิธีการวิ่งอย่างถูกต้องจะช่วยลดอุบัติเหตุและอาการบาดเจ็บได้

การวิ่งเป็นการออกกำลังกายอันดับต้นๆ ที่เหล่าคนรักสุขภาพนิยมทำกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากใช้อุปกรณ์ไม่มาก มีเพียงรองเท้าวิ่งดีๆ สักคู่ ก็สามารถออกวิ่งได้แล้ว นอกจากนั้นยังวิ่งได้ทั้งคนเดียวและหลายๆ คน รวมไปถึงสามารถวิ่งได้ทั้งกลางแจ้งตามสวนสาธารณะ หรือจะวิ่งบนลู่วิ่งในฟิตเนสก็ยังได้ การวิ่งจึงเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย แต่ก็สามารถเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้นการรู้วิธีการวิ่งอย่างถูกต้องจะช่วยลดอุบัติเหตุและอาการบาดเจ็บเหล่านั้นได้

1. ใช้รองเท้าสำหรับวิ่งเท่านั้น เพื่อให้รองเท้าช่วยซัพพอร์ตเท้าเวลาวิ่ง

2. ไม่จำเป็นต้องวิ่งทุกวัน ควรวิ่งสัปดาห์ละ 3 – 5 วันก็เพียงพอ โดยจัดให้มีวันพักบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูซ่อมแซมกล้ามเนื้อ

3. หายใจให้เป็นจังหวะและหายใจลึกๆ

4. วอร์มอัพก่อนวิ่งทุกครั้ง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกาย

5. วิ่งโดยมีจังหวะการก้าวที่พอดี ไม่ซอยเท้า หรือมีจังหวะการก้าวที่เร็วเกินไป โดยให้เฉลี่ยที่ 160 – 180 ก้าวต่อนาที

6. โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย หลังตรง จะทำให้ใช้แรงน้อยลง และหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บได้

7. ไม่ควรใช้ส้นเท้าหรือปลายเท้าลง ให้ใช้บริเวณกลางเท้าลงจะเหมาะสมที่สุด

3 วิธีบริหารร่างกายแบบง่ายๆ เมื่อต้องนั่งนานๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 พ.ย. 2560 เวลา 11:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525765

3 วิธีบริหารร่างกายแบบง่ายๆ เมื่อต้องนั่งนานๆ

หลายคนมีไลฟ์สไตล์ที่ต้องนั่งนานๆ จึงควรบริหารร่างกายอย่างง่ายๆ เพื่อลดผลเสียที่จะเกิดกับร่างกาย

ในปัจจุบันหลายคนมักจะมีไลฟ์สไตล์ที่นั่งนิ่งๆ ไม่ว่าจะนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ นั่งอยู่บนรถเป็นเวลานานท่ามกลางจราจรที่ติดขัด หรือนั่งดูโทรทัศน์นานหลายชั่วโมงโดยไม่ได้ลุกไปไหน พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ขยับร่างกายน้อยลง และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในอนาคตได้ทั้งสิ้น เราจึงขอแนะนำกายบริหารง่ายๆ ที่จะลดผลเสียต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย

1. การนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ จะเกิดการเกร็งค้างของกล้ามเนื้อคอ ไหล่ และการแอ่นหรือบิดของกระดูกหลัง ควรบริหารคอด้วยการนั่งตัวตรง หันหน้าไปทางซ้ายสลับขวา มือไขว้จับศีรษะดึงเฉียงลงไปทางด้านซ้ายขวา บริหารไหล่และแขนโดยประสานนิ้วเหยียดไปข้างหน้า แล้วเหยียดไปข้างหลัง ยืนหันหลังแนบผนัง แหงนคอ แอ่นอก และบริหารหลัง โดยใช้มือเกาะขอบเก้าอี้ บิดตัวสลับซ้ายขวา

2. การนั่งอยู่ในรถท่ามกลางการจราจรติดขัด ทำให้คอและไหล่ก้มมาข้างหน้า ส่งผลให้เกิดอาการปวดคอและสะบัก ยามที่รถติดจะสามารถบริหารร่างกายได้เล่นน้อย เช่น บริหารคอ ให้เอามือไขว้จับศีรษะดึงเฉียงลงไปทางด้านซ้ายขวา บริหารไหล่และแขนโดยไขว้จับไหล่ อีกมือดึงข้อศอกตามไปจนสุด ก่อนประสานนิ้วเหยียดไปข้างหน้า และบริหารเท้า ให้กระดกข้อเท้าสลับซ้ายขวา ทั้งนี้ควรคำนึงถึงความปลอดภัยควบคู่กันไปด้วย

3. การนั่งดูทีวีหรือเล่นโทรศัพท์มือถือนานจะทำให้นิ้วและข้อมือเกร็ง ไหล่ยกเกร็ง คอยื่นและก้มไปข้างหน้า การบริหารร่างกายทำได้ทั้งท่านั่ง นอน และยืน ร่วมกับการเดินไปมา การบริหารหลังและต้นขา ให้เริ่มจากก้มแตะปลายเท้า บิดตัว หรือบริการหลัง ไหล่ ต้นขา ด้วยการนอนชันเข่า กดหลัง แอ่นอก นอนบิดสะโพกซ้ายสลับขวา นอนหงายกอดเข่าทีละข้าง

อาชีพเท่ๆ ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525557

อาชีพเท่ๆ ยุค 4.0

ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล อาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้าน โครงการ “Enjoy Science Careers : สนุกกับอาชีพวิทย์” ปีที่ 2 จึงเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ 10 อาชีพที่น่าสนใจ โดยให้น้องๆ ได้พบปะพูดคุยกับบุคคลต้นแบบในแต่ละอาชีพ อาทิ วิศวกรระบบดาวเทียม นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล วิศวกรระบบราง ฯลฯ เอาเป็นว่าเราขอหยิบ 3 อาชีพเท่ๆ มาให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกันก่อนเลย

สิริวิมล ชื่นบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ผู้มีประสบการณ์มากว่า 10 ปี เล่าถึงที่มาของอาชีพนี้ให้ฟัง

“เดิมทีดิฉันเรียนจบปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พอจบก็เริ่มทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลัง และพบว่า ถ้าจะแก้ปัญหาในเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยในโรงงานก็ต้องมีความรู้เรื่องวิศวกรรมร่วมด้วย ดิฉันจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนจบ ทำให้รู้วิธีแก้ปัญหาในโรงงาน เช่น ฝุ่นละอองจากการผลิตแป้ง การออกแบบระบบดับเพลิงในโรงงาน และรู้ว่าสารเคมีในโรงงานตัวไหนมีอันตรายต่อร่างกายคนบ้าง เป็นต้น”

สิริวิมล บอกว่า หลังจากทำงานที่แรกได้ 3 ปีกว่า ก็มีรุ่นพี่ชวนมาทำงานที่เชฟรอน… “งานที่ดิฉันทำจะมีสองส่วนหลักๆ คือ ดูแลสุขภาพอนามัยของพนักงานที่แท่นผลิต และอีกส่วนหนึ่งคือดูแลสุขภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย โดยต้องไปอยู่ที่แท่นผลิตกลางทะเลเพื่อเรียนรู้การทำงานและสภาพแวดล้อมของที่นั่น ซึ่งช่วงแรกดิฉันมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนถึงอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์เล็กน้อยเพียงใด คนงานก็จำเป็นต้องมาแจ้งให้ทราบทุกเรื่อง

จากนั้นดิฉันจะนำรายงานนั้นมาคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้อีกที โดยอาจจะให้ความรู้กับพนักงานเพิ่มเติมไปด้วย สมมติว่ามีเหตุการณ์ที่เกือบจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น ดิฉันก็จะให้ทุกคนนำข้อมูลมาเล่าให้ฟังก่อน แล้วค่อยหาวิธีป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น พูดง่ายๆ ว่ากระตุ้นให้คนงานมีจิตสำนึกร่วมกัน และให้คิดเสมอว่าการมาแจ้งให้เราทราบมันคือสิ่งที่ดี เพราะจะเป็นการเตรียมการป้องกันเรื่องต่างๆ หรือเรื่องร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่เนิ่นๆ”

งานอีกส่วนหนึ่งที่เธอทำก็คือ การดูแลผู้รับเหมา เนื่องจากเชฟรอนมีพนักงานรับเหมาที่มาทำงานด้วยเยอะมาก แต่ละคนก็จะมีบริษัทต้นสังกัดอีกที แต่เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการของบริษัทเหล่านี้ดีเทียบเท่ามาตรฐานที่เชฟรอนทำ เธอจึงมีหน้าที่ในการให้ความรู้กับบริษัทรับเหมาว่า เรื่องไหนทำได้ เรื่องไหนทำไม่ได้ แล้วจะมีวิธีป้องกันอันตรายหรืออุบัติเหตุแบบไหนได้บ้าง จากนั้นบริษัทรับเหมาก็จะนำไปขยายผลต่อให้คนงานของตัวเองทราบอีกที

“ดิฉันคิดว่าอาชีพนี้มีความสำคัญมากทีเดียว เพราะไทยเป็นประเทศที่กำลังขยายตัวในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลและน้ำมัน ซึ่งในกระบวนการผลิตมีทั้งการใช้เครื่องจักรและสารเคมี เราจึงไม่อยากให้เหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างมาตรการที่ปลอดภัยไว้ให้ ในอนาคตอาชีพนี้ยังเป็นที่ต้องการอยู่มาก สามารถทำได้ในระยะยาว แถมเป็นอาชีพที่สนุก เพราะมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ บางครั้งก็ต้องเป็นครู เป็นนักจิตวิทยา และเป็นนักโฆษณาไปด้วย แล้วการไปทำงานที่แท่นผลิตเดี๋ยวนี้ก็สะดวกสบาย สามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวผ่านไว-ไฟได้ง่ายมากค่ะ”

ด้าน ดร.ณัฏฐพร พิมพะ นักวิจัยนาโนเทค ตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยวิจัยเกษตรนาโนและสิ่งแวดล้อม ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทำงานวิจัยมากว่า 12 ปี เผยว่า

“ตั้งแต่เรียนจบปริญญาเอกภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เข้าทำงานที่ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติเลยค่ะ หน้าที่หลักๆ ที่รับผิดชอบก็คือ การเป็นนักวิจัยหรือผู้คิดค้นที่ไขความลับธรรมชาติ แล้วนำองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ต่อ งานอีกส่วนหนึ่งคือการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ แล้วนำไปใช้ประโยชน์

ที่ผ่านมาได้ทำงานวิจัยและคิดค้นวัสดุทางการแพทย์และวัสดุที่นำมาใช้งานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น วัสดุกรองน้ำที่ใช้ในการบำบัดน้ำเมื่อเกิดอุทกภัยในปี 2554 ซึ่งสิ่งที่คิดค้นขึ้นจะเป็นวัสดุสำหรับกรองน้ำที่ทำจากเซรามิกเคลือบอนุภาคเงินนาโน โดยนำไปใช้งานร่วมกับเครื่องกรองน้ำอีกที ในช่วงนั้นสภากาชาดไทยได้นำเครื่องกรองน้ำที่พัฒนานี้ไปใช้งานในพื้นที่น้ำท่วมแถบที่ลุ่มภาคกลาง ซึ่งวัสดุกรองนี้จะนำไปใช้ในส่วนของไส้กรอง ช่วยให้เครื่องกรองน้ำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถยับยั้งเชื้อโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วง ที่ปนมากับน้ำได้ โดยใช้ไส้กรองนี้ในระบบประปาในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมอีกที”

ดร.ณัฏฐพร กล่าวว่า การนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในเครื่องกรองน้ำ ได้มีการออกแบบให้ตัวเครื่องกรองน้ำมีขนาดที่กะทัดรัดขึ้น สามารถขนลงเรือได้ เนื่องจากในช่วงน้ำท่วมถนนจะถูกตัดขาด ไส้กรองนาโนนี้สามารถใช้กรองน้ำดิบ โดยผ่านตัวเครื่องที่ใช้แหล่งพลังงานจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งน้ำที่ผ่านเครื่องกรองนี้แล้วสามารถนำมาใช้บริโภคได้เลย

“ในอนาคตศูนย์นาโนฯ มีแนวทางวิจัยต่อยอดการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ทางด้านการเกษตรและปศุสัตว์ด้วย เนื่องจากนาโนเป็นเทคโนโลยีระดับอนุภาค หากนำไปใช้ในการให้อาหารพืชก็จะดูดซึมได้รวดเร็วกว่าการให้ธาตุอาหารแบบเดิมๆ ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยมาก แต่ก็ได้ผลดี เพราะจะซึมได้ถึงภายใน จึงสามารถนำมาใช้ในมนุษย์ได้ เช่น กินวิตามินแค่เม็ดเดียว แต่สามารถครอบคลุมได้ครบถ้วน หรือกินไปแค่โดสเดียว แต่สามารถค่อยๆ ปล่อยวิตามินได้เรื่อยๆ ตามความต้องการของร่างกาย

ในยุคนี้นักวิจัยวัสดุนาโนเป็นอาชีพที่จำเป็นมากต่อการพัฒนาประเทศ เพราะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น สภาพอากาศ ปัญหาโลกร้อน โรคติดต่ออุบัติใหม่ โรคในอดีตที่อาจกลับมา เช่น กาฬโรค หรือพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาหารเพื่อผู้สูงอายุที่นับวันจะมีมากขึ้น ฉะนั้นนักวิจัยจึงมีความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ค่ะ”

ดร.ณัฏฐพร ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับอาชีพนักวิทยาศาสตร์ว่า เป็นอาชีพที่ยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่มีความสำคัญและท้าทายอย่างมาก เรียกว่าเป็นอาชีพที่ต้องการขององค์กรในอนาคต เยาวชนรุ่นใหม่ที่สนใจต้องเรียนมาทางสายวิทย์-คณิต แล้วมาแยกเรียนเฉพาะทางอีกที วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเรียนด้วยความชอบ ความเข้าใจ และสนุกกับการหาความรู้เพิ่มเติม เพราะเมื่อเรียนจบจะมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชนรองรับแน่นอน ซึ่งค่าตอบแทนก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปสูงเลยทีเดียว

ปิดท้ายที่ ธนทร ศิริรักษ์ วิศวกรเสียงจากบริษัท ซาวด์เวฟ ที่เรียนจบปริญญาตรีด้านมิวสิค บิซิเนส จากมหาวิทยาลัยมหิดล และเริ่มทำงานด้วยการเป็นนักแต่งเพลงประกอบหนังและโฆษณามาก่อน เมื่อพบว่าสามารถต่อยอดอาชีพเป็นซาวด์เอนจิเนียร์ได้ เขาจึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Music Production & Sound Design for Visual Media ที่อะคาเดมี ออฟ อาร์ต ยูนิเวอร์ซิตี้ ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐ ต่อเลย

“พอเรียนจบปริญญาโท ผมก็กลับมาทำงานเป็นซาวด์ เอนจิเนียร์ ต้องบอกว่าอาชีพนี้ในเมืองไทยคนอาจจะให้ความ สำคัญไม่เท่ากับที่ต่างประเทศ เช่น สหรัฐ เกาหลี ซึ่งซาวด์เพลงหรือดนตรีของเขาจะยอดเยี่ยมมาก เพราะเขาให้ความสำคัญกับอาชีพเบื้องหลังในการผลิตซาวด์หรือทำเพลง

ในเมืองไทยผมคิดว่าอาชีพนี้ก็คงจะยังมีอยู่และมีงานต่อไปเรื่อยๆ แต่คนอาจจะหลงลืมไป จึงไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก ตราบใดที่เมืองไทยยังมีการทำโฆษณาทั้งในทีวี ยูทูบ เฟซบุ๊ก หรือไวรัลคลิปบนโลกออนไลน์อยู่ ผมคิดว่าอาชีพนี้ก็ยังสามารถทำไปได้อีกนานเลยละ”

ธนทร เสริมว่า ยุคนี้คนอาจจะกลัวว่าจะมีหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรกลมาทำงานแทนคนมากขึ้น แต่เขาคิดว่าอาชีพซาวด์เอนจิเนียร์ เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทักษะหรือใช้หูในการวิเคราะห์หรือฟังเสียง ซึ่งมีทั้งเสียงเพลงและเสียงประกอบในด้านอื่นๆ ซึ่งเครื่องจักรกลอาจทำไม่ได้ 100% แบบที่มนุษย์ทำได้

“ถ้าให้พูดตรงๆ ผมคิดว่าอาชีพนี้ยังมีอนาคตอยู่ โดยรายได้จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน ถ้าคุณเป็นคนเก่งที่หาตัวจับยากในเรื่องการวิเคราะห์เสียง มิกซ์เสียง หรือสร้างเสียงเอฟเฟกต์ที่ไม่เหมือนใคร เงินเดือนก็อาจจะเฉียดหลักแสนได้เช่นกัน บางคนเป็นซาวด์เอนจิเนียร์ที่มีซิกเนเจอร์ให้คนจดจำได้ หรือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินดังๆ ระดับโลก แน่นอนว่าอาชีพนี้ก็มีอนาคตแน่นอน ถ้าใครชอบก็ต้องพยายามฝึกฝนให้เต็มที่ เพราะในยุคนี้ยังมีงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต และโฆษณาออนไลน์รองรับอยู่”

7 วิธีชะลอความแก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 17:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525436

7 วิธีชะลอความแก่

รวมวิธีที่ช่วยต่อสู้กับปัญหาความร่วงโรยของผิว และสัญญาณความแก่อื่นๆ

การดูแลสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในบางครั้งเราก็ละเลย ปล่อยร่างกายทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ได้ใส่ใจ อย่างไรก็ตามการใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพให้สมดุลทั้งสมอง ร่างกาย และจิตใจ นอกจากจะช่วยให้รูปร่างหน้าตาดูดี ดูอ่อนกว่าวัย ดูหนุ่มสาวกว่าอายุ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เราควรกระทำ ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวเองทั้งนั้น

1. หยุดผมร่วง – ทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การทานกล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน

2. ลดผิวมัน – ทานธัญญาหารทุกเช้า ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกินของต่อมผลิตภายในร่างกาย

3. หยุดการหลุดลอกของผิวหนัง – ทานปลาแซลมอนรมควัน อาหารทะเล หรือสลัดผักสดก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

4. ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก – มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี โดยช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนัง เพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระ ให้กลับมีความชุ่มชื่นและนุ่มเนียน

5. ชะลอผมหงอก – ทานถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อนๆ เนื่องจากถั่วลิสงมีวิตามินบี ที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผม และยังทำให้ผิวดูดีขึ้นอีกด้วย

6. คงไว้ซึ่งผิวเด็ก – ทานฝรั่งหรือน้ำฝรั่ง ซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี เพราะจะช่วยเก็บรักษาคอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้ประจำวันก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีเช่นกัน

7. ปกป้องผิวจากมลพิษ – วิตามินบีในอโวคาโด ช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากมลภาวะรอบตัวด้วย