5 วิธีดูแลสุขภาพช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 16:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525431

5 วิธีดูแลสุขภาพช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ร่างกายย่อมต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้ไม่ป่วย

ในช่วงที่สภาพอากาศเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก ร่างกายของบางคนอาจจะปรับสภาพไม่ได้เป็นธรรมดา ดังนั้นการดูแลตัวเองให้มากๆ ในช่วงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งช่วงปลายปีอย่างนี้ด้วย ยิ่งไม่ควรเจ็บป่วย เพื่อที่จะได้เตรียมตัวออกไปท่องเที่ยวส่งท้ายปีพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง

1. เลือกกิน – ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ อย่าง สตรอเบอร์รี่ ที่มีวิตามินซีสูง แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนั้นผักและผลไม้อีกหลายชนิดก็ช่วยป้องกันโรคที่จะเกิดในช่วงหน้าหนาวได้ เช่น หอมหัวใหญ่ จะช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ อาการหอบหืด กระเทียมสด ช่วยลดความดันโลหิตสูง ป้องกันการจับตัวเป็นลิ่มเลือด

2. ฟิตร่างกายให้พร้อม – ตราบใดที่ร่างกายยังแข็งแรงดี ก็จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใดๆ มากล้ำกรายเราได้ ซึ่งการจะมีสุขภาพดีได้ก็ต้องหมั่นออกกำลังกาย อาจไม่ต้องออกอย่างหนัก แค่ลองท่ายืดเส้น ยืดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยปรับการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดให้ดียิ่งขึ้น สลับกับการวิ่งจ๊อกกิ้งทุกเช้า หรือเลือกคาร์ดิโอที่ช่วยเรียกเหงื่อได้ดี

3. สวมเสื้อผ้าอุ่นๆ – เตรียมหยิบเสื้อกันหนาวตัวโปรดออกมาทำความสะอาด เพื่อมาสวมใส่ทำให้ร่ายกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ป้องกันการเกิดหวัดหรือภูมิแพ้ เพราะในช่วงที่อากาศแห้งอย่างหน้าหนาว เป็นช่วงที่ทำให้หลายคนเป็นหวัดและมีอาการของโรคภูมิแพ้ได้ง่าย

4. ทำความสะอาดที่นอน – ช่วงหน้าหนาวอากาศเย็นสบาย ชวนง่วงอยู่ตลอดเวลา เรามักขลุกตัวอยู่แต่บนที่นอน จึงแนะนำให้หมั่นทำความสะอาดเครื่องนอนบ่อยๆ โดยการซัก หรือนำออกไปผึ่งแดดทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันการเกิดกลิ่นอับและไรฝุ่น

5. หมั่นบำรุงผิว – อากาศแห้งในช่วงหน้าหนาว ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นจนผิวแห้งแตกเป็นขุย จึงต้องเลือกครีมบำรุงผิวที่มีมอยส์เจอไรเซอร์สูง หรือมีส่วนผสมของน้ำมันสักเล็กน้อย เพื่อเติมความชุ่มชื่นให้กับผิว รวมถึงหมั่นทาลิปมันบ่อยๆ เพื่อบำรุงริมฝีปาก

3 วิธีคิดบวกเพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 15:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525421

3 วิธีคิดบวกเพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

สุขภาพจิตที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญพอๆ กับสุขภาพกาย การปรับทัศนคติ มองโลกในเชิงบวกให้มากขึ้น จะช่วยให้มีความสุขได้ไม่ยาก

เทรนด์สุขภาพเป็นเทรนด์ที่ฮิตมากๆ ในปีนี้ แต่นอกจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว สุขภาพจิตก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรปรับทัศนคติในการมองโลก ให้มองโลกในแง่ดี ตัดความคิดเชิงลบออกไป เนื่องจากความคิดเชิงลบมีผลต่อหลายๆ อารมณ์ ทั้งความโกรธ หรือความเกลียดชัง การที่เราปล่อยวาง หมั่นเติมความคิดเชิงบวก จะทำให้เรามีความสุขได้ไม่ยาก

1. ยอมรับความเปลี่ยนแปลง – ชีวิตก็เหมือนกระแสแม่น้ำ เป็นธรรมชาติของโลกที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเราต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยยึดมั่นกับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป เราก็ไม่สามารถมีความสุขได้ ดังนั้นจึงควรปล่อยวาง ทำใจยอมรับในทุกๆ การเปลี่ยนแปลง

2. รู้ความหมายของความทุกข์ – ความทุกข์อยู่ตรงข้ามกับความสุข ถ้าเราไม่ประสบความสำเร็จเราก็มักจะเป็นทุกข์ เราล้มเหลวเพราะเราไม่รู้ เพราะเราไม่ได้เรียนให้มากพอ ที่สำคัญทุกความล้มเหลวคือบทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุด แต่หลายคนหยุดเรียนรู้เพราะกลัวล้มเหลว หยุดทำ ไม่ยอมพยายาม และปล่อยให้อดีตมาปิดกั้นอนาคต

3. พัฒนาความรู้สึกมีเมตตา – การมีเมตตาต่อคนรอบข้าง รู้จักควมคุมสติ ลดความโกรธ ความอิจฉาริษยา จะช่วยให้ใจเราไม่ต้องเป็นทุกข์ จิตใจที่เต็มไปด้วยความเมตตา จะไม่ทำให้รู้สึกขุ่นมัว อีกทั้งยังเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับคนรอบตัวอีกด้วย

4 สเต็ปดูแลผิวสวยสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 14:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525414

4 สเต็ปดูแลผิวสวยสุขภาพดี

ขั้นตอนการดูแลผิวง่ายๆ 4 ขั้นตอน ที่จะช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดีอย่างเห็นได้ชัด

ใครๆ ก็อยากมีผิวสวยสุขภาพดีกันทั้งนั้น แต่ถ้าจะให้สวยทั้งทีต้องสวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก ด้วยการดูแลสุขภาพผิวอย่างสม่ำเสมอ อย่าละเลยจุดเล็กๆ น้อยๆ หากทำครบ 4 ข้อนี้ รับรองว่าผิวสวยสุขภาพดีต้องอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

1. ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี – ต้องเช็ดเครื่องสำอางออกก่อนการล้างหน้าทุกครั้ง ด้วยคลีนซิ่งหรือรีมูฟเวอร์สำหรับล้างคราบเครื่องสำอางโดยเฉพาะ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและสารตกค้างในผิวออกได้อย่างหมดจด

2. ทำความสะอาดผิวด้วยโทนเนอร์หลังล้างหน้า – ทำความสะอาดผิวด้วยการเช็ดขึ้นจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับรูขุมขน และทำความสะอาดรูขุมขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรเลือกโทนเนอร์ที่เหมาะกับสภาพผิว

3. ทาครีมบำรุงผิวหน้ากลางวันและกลางคืน – ควรทาครีมบำรุงพร้อมนวดหน้าระหว่างที่ทาผลิตภัณฑ์ลงบนผิว วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการดูดซึมของเนื้อครีมเข้าสู่ผิวหน้าได้ดีมากยิ่งขึ้น

4. เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไป – ให้คิดไว้เสมอว่าแสงยูวีมีอยู่ทุกที่ จึงควรใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เนื่องจากแสงแดด คือตัวเร่งเม็ดสีใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ การใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดและป้องกันการผลิตเม็ดสีได้ดียิ่งขึ้น

4 วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อต้านมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 13:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525402

4 วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อต้านมะเร็ง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่าง มีส่วนข่วยให้เราห่างไกลโรคร้ายอย่าง มะเร็ง

รู้หรือไม่ว่า ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่เซลล์มะเร็งนั้นจะไม่แสดงอาการใดๆ ตราบที่ร่างกายเรายังแข็งแรงดี แต่เมื่อไรก็ตามที่เราไม่ดูแลตัวเองจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ เซลล์มะเร็งจะสามารถเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นได้จนทำให้อวัยวะบางอย่างในร่างกายทำงานผิดปกติ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคร้าย

1. เลือกทาน – เลี่ยงอาหารรสจัด ทานเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา และทานน้ำตาลไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะ หรือเลือกใช้น้ำผึ้งแทนความหวานจากน้ำตาล เพราะน้ำตาลเป็นสารที่มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในร่างกาย รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น เนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง รมควัน และลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนให้เหลือไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน อาจเปลี่ยนมาดื่มชาเขียวแทน เพราะชาเขียวมีคุณสมบัติในการต่อต้านโรคมะเร็ง

2. กินให้ครบ – กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ เน้นอาหารที่ประกอบจากธัญพืช เช่น เมล็ดถั่วต่างๆ งา ข้าวโพด ข้าวกล้อง รวมถึงผักสดและผลไม้ให้ได้วันละ 500 กรัม เพราะในธัญพืช ผัก และผลไม้สดเหล่านี้ เป็นแหล่งของสารอาหารและวิตามินซึ่งมีส่วนช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ที่ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้ออกมาทำลายสุขภาพ

3. เลือกวิตามินเสริม – นับเป็นอีกทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารสดได้อย่างเพียงพอ อย่าง วิตามินซี วิตามินอี สารสกัดจากชาเขียว และโคเอนไซม์คิวเทน ร่วมกับการรับประทานอาหารสดในแต่ละวัน จะสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย ให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้เป็นปกติ

4. ลดความเครียด – ควรมีวิธีจัดการกับความเครียด มองโลกในแง่ดี จะช่วยลดสภาวะที่ทำให้เกิดกรดในร่างกาย เพราะสภาวะที่ร่างกายเป็นกรดนี่เองที่จะส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อมะเร็งได้ โดยพฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

หนาวนี้อีกนาน (มั้ย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525362

หนาวนี้อีกนาน (มั้ย)

สะใจคนชอบความหนาว เพราะปีนี้อากาศจะหนาวยาวนาน อย่างไรก็ตาม เป็นความหนาวที่จะไม่ได้มาในทุกวันต่อเนื่อง หากลมหนาวยะเยือกจะพัดมาเป็นช่วงๆ ตลอด 3 เดือนข้างหน้า…ถึงอย่างนั้น ก็สะใจอยู่ดี

ถามจริงๆ ก็ตอบตรงๆ ว่า หนาวนี้ อีกนานนนนนน……

แอบสะใจไม่น้อยได้เมื่อรู้ว่า หนาวนี้จะอยู่กับคนไทยไปอีกอึดใจใหญ่ๆ อย่างน้อยก็ถึงปลายเดือน ม.ค. 2561 และเป็นไปได้สูงที่จะหนาวต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือน ก.พ.อีกต่างหาก ก็ทำไมจะไม่ (สะใจ) ในเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หน้าหนาวประเทศไทยมาแบบไม่หนาว หรือที่เรียกว่าหนาวป๊อบๆ แป๊บๆ แบบนับ (ไม่กี่) วัน โธ่ๆๆๆ

วันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เล่าให้ฟังว่า หน้าหนาวปีนี้จะมีความหนาวเย็นปกติ โดยเป็นความหนาวตามฤดูกาล ที่ไม่ได้สุดขั้วไปข้างใดข้างหนึ่ง มีระยะตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. 2560-กลางเดือน ก.พ. 2561 โดยกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา

“ลมหนาวถึงวันนี้ก็เป็นระลอกที่ 3 แล้ว จากนี้ไปจะมาอีกหลายระลอก ตัวแปรสำคัญของฤดูหนาวบ้านเราคือความกดอากาศสูงจากจีนทิเบตหนึ่ง และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออีกหนึ่ง จะหนาวมั้ย จะหนาวอีกนานมั้ย ขึ้นอยู่กับสองปัจจัยนี้” วันชัย กล่าว

 

 

ผลมาจากเหตุปัจจัย ความยาวนานของฤดูหนาวก็เฉกเช่นกัน หากความกดอากาศสูงจากซีกโลกเหนือ แถบจีนและทิเบต แผ่ลงมาลึก และลมมรสุมพัดตะวันออกเฉียงเหนือจากฝั่งแปซิฟิกผ่านพัดเข้ามาเป็นระยะๆ ส่งผลให้หนาวเย็นโดยทั่วไป

อุณหภูมิ ณ เทือกเขาและยอดดอย จัดอยู่ในเกณฑ์หนาวจัด 2-3 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิในเขตภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือจัดอยู่ในเกณฑ์หนาว 13-14 องศาเซลเซียส (อากาศหนาว : 8-15.9 องศาเซลเซียส) ขณะที่ “เอ็กซ์ตรีม” หรือหนาวที่สุด 7-8 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่

“ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือปัจจุบันมีอุณหภูมิ 11 องศาเซลเซียส จากเมื่อแรกมวลอากาศเย็นพัดเข้ามารอบแรก อุณหภูมิ 6-7 องศาเซลเซียส ในปีนี้อุณหภูมิยอดดอยคาดว่าใกล้ 0 องศา โดยจะมีความเย็น ได้เห็นหมอกเช้า ได้เห็นแม่คะนิ้ง ได้เห็นเหมยขาบ หรือน้ำค้างแข็งกันถ้วนทั่ว” วันชัย กล่าว

สำหรับกรุงเทพฯ จะหนาวต่อเนื่อง หากอุณหภูมิปีนี้คาดว่าจะไม่หนาวจัด โดยจะมีอุณหภูมิเย็น 17-18 องศาเซลเซียส (อากาศเย็น : 16-22 องศาเซลเซียส) เตรียมซักเสื้อหนาวกันได้ เพราะจะหนาวแน่ (เย้) อากาศเย็นและแห้ง ฝนลดลงไปเรื่อยๆ ขณะที่ภาคใต้จะมีฝนชุกต่อไปจนถึงเดือน ธ.ค.

“กรุงเทพฯ จะหนาวแน่ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนหลังของ ธ.ค. จะมีโอกาสที่คลื่นความกดอากาศสูงจะพัดเข้ามาลึกและพัดเข้ามาแรงในช่วงนั้น” อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าว

สำหรับการเตรียมความพร้อมของประชาชน อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า ภัยหนาวและการรับมือ สำคัญคือสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน เริ่มจากการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาและยอดดอยที่จะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด การดูแลสัตว์เลี้ยงที่ต้องเพิ่มความอบอุ่นภายในโรงเรือน หรือการดูแลสัตว์น้ำในกระชังที่ต้องลดปริมาณอาหารลง เป็นต้น

“ความหนาวจัดคือภัยชนิดหนึ่ง เตรียมเครื่องนุ่งห่มที่เหมาะสม และอย่าดื่มเหล้าเพื่อแก้หนาว เพราะไม่ได้แก้ นอกจากจะไม่แก้และต้องหนาวต่อไปแล้ว ก็ยังอาจเสียชีวิตจากการนี้ได้ ที่ผ่านมาคือปัญหาความเชื่อว่าสุราคลายหนาวได้ หลายคนดื่มแล้วปล่อยปละละเลยเรื่องความอบอุ่น เมาพับหลับไปอยู่นอกบ้าน ถ้าอุณหภูมิหนาวมากร่างกายจะรับไม่ได้”

 

 

การใช้รถใช้ถนนต้องเพิ่มความระมัดระวัง  สำหรับบางช่วงที่จะมีหมอกในตอนเช้า โดยเฉพาะในช่วงที่บริเวณความกดอากาศสูงมีกำลังอ่อนลง และมีลมใต้จากทะเลพัดเข้าสู่ฝั่ง ฤดูกาลแห่งความหนาวเย็นและหมอกในยามเช้า พัดพามาด้วยคืออุบัติเหตุ ควรสำรวจไฟหน้าและไฟท้ายให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน มองเห็นได้ในระยไกล เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

ต่อเนื่องไปต้นปีหน้า อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาเล่าว่า เดือน ม.ค.-กลางเดือน ก.พ. เป็นช่วงฤดูหนาวตอนปลาย แต่สภาพอากาศยังคงหนาวเย็น ตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จะยังมีความหนาวที่ต่อเนื่องยาวนานกว่าทางตอนล่างของภาค จากนั้นก็จะค่อยๆ ลดอุณหภูมิความหนาวเย็นลงกระทั่งเข้าสู่ฤดูร้อน

“ความหนาวเย็นของฤดูหนาวดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มนิยมท่องเที่ยวธรรมชาติยิ่งคึกคักมาก เชื่อว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่การท่องเที่ยวไทยจะคึกคักที่สุดปีหนึ่ง”

ภูมิอากาศโลกมองไปข้างหน้า อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า โกลบอลวอร์มมิ่ง ผลกระทบที่ส่งผลต่อโลก ไม่เว้นแม้แต่สภาพอากาศที่ปรับเปลี่ยน ธรรมชาติกลายเป็นมิติความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บทบาทของกรมอุตุนิยมวิทยาและการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งจำเป็น เรียนรู้และใช้ประโยชน์จากอนาคตที่บอกล่วงหน้า

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คงดีไม่น้อยถ้าประชาชนชาวไทยมีความพร้อมมีความเข้าใจ กรมถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญประการหลักที่จะทำให้การพยากรณ์อากาศได้เชื่อมโยงต่อทุกภาคส่วน ในอันที่จะลดความสูญเสียหรือป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้น

ปัจจุบันผู้สนใจ เข้าเยี่ยมชมการตรวจสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th ยังมีช่องทางโซเชียล เช่น เฟซบุ๊กไลฟ์ และยูทูบ ได้แก่ พยากรณ์อากาศชาแนล ที่ผู้ประกาศใช้ 4 ภาษาท้องถิ่นสื่อสารแจ้งข่าว เช่น ภาษาใต้และอีสาน ยังมีสถานีวิทยุเอเอ็มและเอฟเอ็ม รวมทั้งล่าสุดกำลังจะมี “แอพพลิเคชัน” ใหม่ ที่เตรียมอัพโหลดกันได้เร็วๆ นี้

“โลกเปลี่ยน สภาพภูมิอากาศเปลี่ยน เราทุกคนบนโลกก็ต้องเปลี่ยน ใส่ใจและหาความรู้เรื่องสภาพภูมิอากาศ”

ความหนาวแห่งฤดูกาล…แล้วไง ก็คือสัจธรรมที่โลกและมนุษย์ต้องฝ่าไป พี่น้องเกษตรกรภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องรับมือกับความหนาวอันหนักหนา รวมทั้งพี่น้องชาวใต้ที่ต้องรับมือกับฝนตกชุก นั่นแหละที่จะหนักหน่อย ส่วนมนุษย์กรุงเทพฯ คงไม่เป็นไร เพราะส่วนใหญ่โหยหาความหนาวกันอยู่ หนาวไม่กลัว กลัวไม่หนาว

เป็นห่วงก็แต่พี่ตูน บอดี้สแลม อาทิวราห์ คงมาลัย ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ (ขออนุญาตโฉบไปหาพี่เค้าหน่อยนะ) ที่จะวิ่งฝ่าลมหนาวอีกมิใช่ใกล้ 2,000 กิโลเมตร เบตง-เชียงราย…ระหว่างทาง…ดูแลด้วย

5 อาหารช่วยเบิร์นสำหรับคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 พ.ย. 2560 เวลา 10:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525382

5 อาหารช่วยเบิร์นสำหรับคนรักสุขภาพ

การจะมีสุขภาพแข็งแรง หุ่นฟิต ต้องออกกำลังกายควบคุมไปกับการทานอาหารด้วย

สมัยนี้ใครๆ ก็หันมาดูแลตัวเองกันทั้งนั้น เราจึงมักเห็นหนุ่มสาวเข้าฟิตเนสออกกำลังกายกันเป็นประจำ นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ก็จะช่วยส่งเสริมให้หุ่นฟิตด้วยเช่นกัน ที่สำคัญอาหารบางประเภทสามารถช่วยเบิร์นได้ด้วย

1. โฮลเกรนหรือธัญพืชทั้งเมล็ด – ในโฮลเกรนมีไฟเบอร์จำนวนมาก ร่างกายจึงต้องออกแรงย่อยอย่างหนัก ตั้งแต่เริ่มบดเคี้ยวจากปากลงไปถึงทางเดินอาหาร ทำให้การกินแต่ละครั้งเป็นการออกกำลังโดยไม่รู้ตัว

2. เนื้อไร้มัน – โปรตีนถือเป็นอาหารช่วยเบิร์นกำลังแรงสูง ด้วยกลไกที่ถูกย่อยอย่างหนักโดยต้องอาศัยต้นทุนพลังงานในการสลาย ดังนั้นการทานหมูปิ้ง สเต๊ก หมูกระทะ หรือยากินิกุ ก็ถือเป็นเมนูที่ดีต่อคนออกกำลังกาย แต่ให้ทานแบบที่ไม่ติดมัน

3. นมโลว์แฟต – นมวัวเป็นแหล่งวิตามินช่วยเสริมสร้างกระดูกและบำรุงสมอง การดื่มนมไขมันต่ำช่วยให้ไม่ต้องกังวลกับส่วนเกินที่ต้องมานั่งเบิร์นกันต่อ

4. ชาเขียว – เหมาะกับช่วงสร้างกล้ามเนื้อ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังอย่าง EGCG และยังมีฤทธิ์ช่วยเผาผลาญ ดังนั้นการดื่มชาเขียวที่ปราศจากน้ำตาลหรือไม่หวานจนเกินไป จึงเป็นตัวช่วยอีกแรงเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ

5. ของเผ็ด – ของเผ็ดมีแคปไซซิน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดจะช่วยอุ่นร่างกายให้ร้อนขึ้น การกินพริกยังได้เบต้าแคโรทีนสูง ส่วนจะให้ได้สารเผ็ดเต็มๆ นั้นควรกินเม็ดและไส้ของพริกด้วย นอกจากนี้ของเผ็ดอื่นๆ อย่างพริกไทยก็ช่วยได้

น้ำตาลช่อดอกมะพร้าวแท้ ภูมิปัญญาไทยไปตลาดสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 17:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525247

น้ำตาลช่อดอกมะพร้าวแท้ ภูมิปัญญาไทยไปตลาดสากล

น้ำตาลช่อดอกมะพร้าวแท้ 100% ของดีฝีมือคนไทย ที่สายสุขภาพทั้งหลายชื่นชอบ

ภานุกฤษ เดชากิตตินันท์ (แชมป์) และณัฐท์ธีรา งามโสภา (หยิน) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “Cobie Brown” น้ำตาลช่อดอกมะพร้าวแท้ 100% ที่สายสุขภาพทั้งหลายชื่นชอบ และเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งสองคนหยิบของใกล้ตัวมาสร้างแบรนด์สินค้าให้ประสบความสำเร็จได้

Cobie Brown เริ่มต้นจากหยินเป็นลูกหลานเจ้าของสวนมะพร้าวใน จ.สมุทรสงคราม ทำน้ำตาลมะพร้าวทานเอง ผลิตมาจากน้ำหวานช่อดอกมะพร้าว 100% แล้วนำมากวนเคี่ยวจนเป็นน้ำตาลโดยไม่ผสมน้ำตาลทรายเลย ซึ่งน้ำตาลมะพร้าวทั่วๆ ไปที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า น้ำตาลปี๊บ ที่วางขายก้อนละ 30 บาท จะทำมาจากน้ำหวานดอกมะพร้าวเพียงแค่ 10% ที่เป็นหัวเชื้อและผสมน้ำตาลทรายเข้าไป ทำให้ขายได้ในราคาที่ถูกลง แต่ถ้าเป็นน้ำตาลดอกมะพร้าวแท้กว่าจะกวนได้จนเป็นน้ำตาลนั้น ปริมาณมันจะหดลงกว่าเดิมถึงสองเท่ากว่าจะได้น้ำตาลมา ทั้งสองคนจึงจับเอาความพิเศษตรงนี้มาต่อยอดธุรกิจ และสินค้าโดนใจลูกค้าต่างชาติและกลุ่มคนรักสุขภาพเป็นอย่างมาก

ในช่วงแรกลูกค้าไม่เข้าใจในความแตกต่าง ไม่ได้ให้มูลค่ากับน้ำตาลมะพร้าวที่ผลิตออกมา จนเริ่มปรับโดยการแบ่งออกจากก้อนเป็นป่นๆ ให้ลูกค้าได้ลองชิม พอลูกค้าได้ชิมก็จะรับรู้ได้ถึงรสชาติที่แตกต่าง จึงปิ๊งไอเดียทำน้ำตาลเป็นแบบป่นแทนแบบก้อน เพราะใช้ปรุงอาหารได้สะดวก ใส่กาแฟก็หอมอร่อย มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดูทันสมัย พร้อมกับคำอธิบายรายละเอียดของน้ำตาลว่าแตกต่างอย่างไร ทำไมถึงราคาสูงกว่าซื้อตามตลาด และกว่าจะออกมาเป็นแบรนด์ลงตัว ก็ใช้เวลาพัฒนาจนได้ อย. มีโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐาน ใช้ระยะเวลาถึง 2 ปี

ในช่องทางการตลาด แชมป์มองว่า ไม่ควรฝากชีวิตไว้กับสินค้าเพียงตัวเดียว จึงมองหาสินค้าเพิ่ม แต่ก็อยากให้ตรงคอนเซ็ปต์เดิมคือเพื่อสุขภาพ มาลงตัวที่ น้ำผึ้ง ซึ่งแบ่งน้ำผึ้งออกเป็น 3 ภาค เพราะดอกไม้ของแต่ละภาคแต่ละฤดูกาลแตกต่างกันและมีรสชาติเฉพาะตัวอย่างชัดเจน น้ำผึ้งของภาคเหนือ จะมีกลิ่นที่หอมแรงและหวานจัด น้ำผึ้งทางภาคอีสานมีรสหวาน แต่หอมไม่แรงเท่าของภาคเหนือ ส่วนน้ำผึ้งของภาคตะวันตก จะมีความละมุนทั้งกลิ่นและรสชาติ โดยน้ำผึ้งขนาด 380 กรัม จำหน่ายในราคาขวดละ 190 บาท น้ำตาลช่อดอกมะพร้าว ราคา 96 – 227 บาท ตามแต่ขนาดของสินค้า

สายรักสุขภาพพลาดไม่ได้กับน้ำตาลช่อดอกมะพร้าวแท้ 100% สามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ Foodland และซื้อออนไลน์ผ่านทาง www.cobiebrown.com

ปรุงแล้วได้อะไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 16:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525236

ปรุงแล้วได้อะไร?

ข้อดีและข้อเสียของการปรุงรสชาติอาหาร

ทุกคนมีรสชาติอาหารที่ถูกปากเป็นของตัวเอง บางคนชอบรสหวาน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว ส่วนบางคนก็ไม่ชอบปรุงรสอะไรเพิ่มเลย แล้วรู้ไหมว่ารสชาติต่างๆ ที่เราปรุงในอาหารนั้นมีข้อดีข้อเสียกับร่างกายอย่างไร

1. เติมน้ำปลาเพิ่มรสเค็ม

ข้อดี – โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของเกลือ ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ควบคุมระดับความเป็นกรด-ด่างของเลือด ช่วยขับร้อน ลดเลือดออกตามไรฟัน บำบัดอาการท้องเฟ้อ

ข้อเสีย – เมื่อร่างกายมีโซเดียมจากเกลือสูงกว่าปกติ จะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ทำให้รู้สึกคอแห้งกระหายน้ำ ร้อนใน หรือรุนแรงถึงขั้นภาวะขาดน้ำได้ นอกจากนี้ รสเค็มจะทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนช้า ทำให้ความดันโลหิตสูง และหัวใจทำงานหนักขึ้น

2. เติมน้ำตาลเพิ่มรสหวาน

ข้อดี – น้ำตาลจัดอยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานกับร่างกายโดยทันที จึงรู้สึกสดชื่นกระปรี้ประเปร่า ส่งเสริมการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม มีสรรพคุณทางยารักษาอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง และแก้กระหาย

ข้อเสีย – เมื่อกินรสหวานมากๆ ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน เพราะการได้รับน้ำตาลมากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ ทำให้อ้วนเพราะร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต ฟันผุ คนเป็นเบาหวานยิ่งกินหวานมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้ตับอ่อนทำงานหนักและเป็นอันตรายมากเท่านั้น

3. เติมน้ำส้มเพิ่มรสเปรี้ยว

ข้อดี – ความเปรี้ยวช่วยในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน

ข้อเสีย – การกินอาหารรสเปรี้ยวมากเกินไป มักทำให้ท้องเสีย ร้อนใน และระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา จึงทำให้แผลหายช้า และเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดฟันผุ

4. เติมพริกเพิ่มรสเผ็ด

ข้อดี – อาหารรสเผ็ดช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นไปตามปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อเสีย – ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ อาหารรสเผ็ดจำพวกเครื่องแกงมักมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรส ซึ่งมีโซเดียมอยู่มาก จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตและความดันโลหิตสูง แถมก่อให้เกิดสิว เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ

6 วิธีสร้างแรงบันดาลใจด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 15:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525222

6 วิธีสร้างแรงบันดาลใจด้วยตัวเอง

การสร้างแรงบันดาลใจเป็นสิ่งง่ายๆ ที่เริ่มได้จากตัวเอง

พูดถึงเรื่อง “แรงบันดาลใจ” หลายคนคงรู้สึกเอียนกับคำๆ นี้ ที่มองในสมัยนี้จะเห็นว่า แรงบันดาลใจนั้นมีเต็มเกลื่อนไปหมด หยิบมาใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่อย่างไรเสียทุกคนก็ยังคงต้องการแรงบันดาลใจ เพื่อใช้ชีวิตต่อไปอยู่ดี และแรงบันดาลใจที่ดีคือ การสร้างแรงบันดาลใจขึ้นมาเอง เพราะเรื่องราวดีๆ สามารถเริ่มได้จากตัวเอง

1. ละเว้นเรื่องไม่สำคัญ – การเรียนรู้ที่จะละเว้นหรือปฏิเสธเรื่องที่ไม่สำคัญออกไปบ้าง คุ้มค่ามากกว่าที่คุณคิด เราอาจไม่เคยเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย แต่ในชีวิตจริงเราต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะละเว้นสิ่งที่ไม่สำคัญ เพราะช่วยคุณประหยัดพลังงาน สร้างแรงจูงใจที่สนับสนุนให้คุณโฟกัสในสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ และทำอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

2. รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเบื่อ – เมื่อคุณรู้ว่าสิ่งไหนทำให้คุณรู้สึกเบื่อ จงหลีกเลี่ยงมัน ความเบื่อเป็นเรื่องน่ารังเกียจ ดิฉันเองก็เป็นคนที่ทนอะไรที่น่าเบื่อไม่ได้ ดังนั้น จงหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปในโซนเบื่อทั้งหลาย

3. เก็บบันทึกการคิดค้นของคุณ – คุณจำได้ไหมว่าครั้งล่าสุดที่เป็นครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ตอนที่คุณประสบความสำเร็จ หรือตอนที่คุณภูมิใจในตัวเองที่สุดนี่เมื่อไหร่กัน เรามักจะมองการจดบันทึกและเขียนลงความรู้สึกของเราเป็นเรื่องคร่ำครึ แต่บางครั้งพอได้กลับมาอ่านความสำเร็จครั้งเก่า ก็ได้แรงบันดาลใจกลับมาอีกครั้ง

4. ทำความสะอาดบ้าน – การทำความสะอาด จัดข้าวของภายในบ้าน จะทำให้คุณรู้สึกปลอดโปล่งและรู้สึกสบายใจขึ้น คุณจะรู้สึกว่าสมองลื่นไหล ไอเดียบรรเจิดขึ้นเยอะ

5. การออกกำลังกาย – เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างแรงจูงใจ เพราะเมื่อเลือดหมุนเวียน ทำให้สมองปลอดโปร่ง จิตใจแจ่มใส เวลาที่คุณออกกำลังกาย ร่างกายจะผลิตสาร endorphins ซึ่งช่วยการกระตุ้นความคิด

6. อ่านเรื่องราวความสำเร็จของคนประสบความสำเร็จ – เรื่องราวผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักจะซ่อนแรงบันดาลใจเล็กๆ ไว้เสมอ ลองเปิดใจเรียนรู้ มองหาจุดสำคัญที่ทำให้ชีวิตพวกเขาพลิกผัน แล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตตัวเองดูค่ะ อาจช่วยให้คุณได้ไอเดียในการคิดเรื่องใหม่ๆ หรือช่วยแก้ไขปมปัญหาเรื่องเก่าในอดีตในใจของคุณ แล้วช่วยให้คุณได้วิธีคิดแบบใหม่ที่คุณเองไม่เคยคิดมาก่อน

ปัญหาคาใจ กินเส้นอะไรอ้วน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 พ.ย. 2560 เวลา 14:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525216

ปัญหาคาใจ กินเส้นอะไรอ้วน?

ไขปัญหาคาใจใครหลายคนที่สงสัยว่าเส้นอะไรกินแล้วอ้วนบ้าง

อาหารประเภทเส้น อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ถือเป็นอาหารยอดฮิตของคนไทย และเป็นอาหารที่ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหลายคนเลือกทานกัน เนื่องจากให้สารอาหารครบถ้วน และให้พลังงานที่เพียงพอ แต่ทว่าแต่ละเส้นที่ใช้ก็ให้พลังงานไม่เท่ากัน ดังนั้นเมื่อเทียบสารพัดเส้นในปริมาณ 100 กรัมเท่ากันทั้งหมด ก็จะสามารถดูได้ว่าเส้นอะไรเป็นปัจจัยของความอ้วนมากที่สุด

1. บะหมี่เหลือง (280 kcal) – แป้งล้วนๆ ให้พลังดี แต่เป็นตัวการที่ทำให้อ้วนมาก หากอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรซื้อชนิดที่มีการเติมสารอาหาร เช่น ไอโอดีน ธาตุเหล็ก หรือวิตามินเอ เพิ่มเข้าไป เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มากขึ้น

2. เส้นเล็ก (180 kcal) – ทำจากแป้งข้าวเจ้า มีส่วนประกอบของน้ำมันเช่นกัน แต่ว่าจะน้อยกว่าเส้นใหญ่ แต่ให้แคลอรีมากกว่าเส้นหมี่

3. เส้นใหญ่ (220 kcal) – ทำจากแป้งข้าวเจ้า ดูดซึมน้ำมันที่เคลือบเพื่อไม่ให้เส้นติดกันมากที่สุด ควรควบคุมปริมาณการกิน

4. เส้นหมี่ขาว (150 kcal) – อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต กินได้ไม่อ้วน ไม่ซับน้ำมัน

5. ขนมจีน (80 kcal) – แคลอรีน้อย เพราะมีองค์ประกอบของน้ำมาก มีการสร้างจุลินทรีย์ดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ควรเลือกแบบที่เป็นสีธรรมชาติ ไม่มีการแต่งสีเพิ่มเติม และหากซื้อมาแล้วยังไม่กินควรแช่ตู้เย็น แม้จะเป็นแป้งหมักแต่ก็ไม่ควรทิ้งไว้ข้ามวัน

6. วุ้นเส้น (80 kcal) – แม้ทำจากถั่วเขียว แต่ผ่านกระบวนการแยกโปรตีนจนเหลือแต่แป้งจากถั่วเขียว ให้พลังงานไม่มาก เหมาะกับการลดน้ำหนัก

7. เส้นบุก (10 kcal) – มีเส้นใยสูง ให้พลังงานต่ำ เหมาะที่สุดสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เส้นบุกมีทั้งแบบเส้นใสและแบบผสมสาหร่ายทะเลเพื่อเพิ่มคุณค่าอาหาร แต่ให้พลังงานต่ำไม่ต่างกัน ส่วนการปรุงควรลวกในน้ำเดือดจัดจึงจะได้เส้นบุกที่นุ่มกำลังดี