ตีแผ่เทรนด์ฮอต 3 หัตถการความงามยอดนิยม รู้ไว้ไม่เสี่ยง! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660169

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 08:40 น.

ตีแผ่เทรนด์ฮอต 3 หัตถการความงามยอดนิยม รู้ไว้ไม่เสี่ยง!รู้ไว้ไม่เสี่ยง! เผยเทรนด์ความงามยอดนิยม สารลดเลือนริ้วรอยโบทูไลนุ่ม ท็อกซิน, สารเติมเต็มฟิลเลอร์ และเครื่องยกกระชับหน้าอัลเทอราปี ทำอย่างไรให้สวยมั่นใจได้แบบไม่เสี่ยง เตรียมตัวให้พร้อมในช่วง WFH

ช่วงนี้ทุกคนน่าจะต้อง WORK FROM HOME กันยาว เพื่อป้องกันตัวเองและรอให้สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น ดังนั้นเรื่องของความสวยความงามจึงอาจจะต้องดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานกันไปก่อน ทั้งสกินแคร์ การทานอาหาร นอนหลับพักผ่อนและแบ่งเวลามาออกกำลังกาย ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ช่วงเวลานี้ในการเตรียมความพร้อมและเก็บข้อมูล เพื่ออัปเดตนวัตกรรมและเคล็ดลับความงามที่จะทำให้ตัวเราพร้อมและไม่ต้องเสี่ยง รู้เท่าทันก่อนเข้ารับบริการเสริมความงามในอนาคต! 

โดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ ผู้นำนวัตกรรมความงามระดับโลก เรียนเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง รศ.นพ.วาสนภ วชิรมน สาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมพูดคุยในรายการ Woody FM พร้อมด้วยดีเจนุ้ย-ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร ที่มาร่วมปรึกษาและแชร์ประสบการณ์ที่เสริมความงามจนเกือบเสี่ยงถึงชีวิต พร้อมเปิดเคล็ดลับเสริมความงามที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้หรือเข้าใจผิดกันอยู่ โดยตีแผ่ผ่าน 3 หัตถการความงามยอดนิยม อย่างสารลดเลือนริ้วรอยโบทูไลนุ่ม ท็อกซิน, สารเติมเต็มฟิลเลอร์ และเครื่องยกกระชับหน้าอัลเทอราปี 

แต่ก่อนที่จะไปเปิดเคล็ดลับการเสริมความงามให้เป๊ะไม่โป๊ะ และไม่เสี่ยงกัน รศ.นพ.วาสนภ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องความงามและความมั่นใจไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่จะทำให้เราน่ามองและดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น และมนุษย์ทุกคนควรมี คือ “Confidence to be…” หรือ ความมั่นใจในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งความมั่นใจนี้ ไม่ได้เกิดจากความรู้ แต่เกิดจากความพร้อม ในที่นี้คือ ความพร้อมที่มาจากจิตใจ และต้องมีความพร้อมด้านร่างกายมาประกอบด้วย ซึ่งความพร้อมนี้แหละที่จะทำให้เราเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ และรับมือได้อย่างมั่นใจ และเมื่อเรามีความมั่นใจ ก็จะก่อให้เกิดเป็นรากฐานที่สร้างความมั่นใจในระดับต่อไปได้ดียิ่งขึ้น

ความพร้อมทางด้านจิตใจอันนี้หลายคนอาจจะต้องใช้เวลาแต่ความพร้อมด้านร่างกายหรือหน้าตาสมัยนี้เขามีตัวเลือกให้หลากหลายไม่ว่าจะดูแลแบบเข้าคอร์สออกกำลังกายบำรุงด้วยสกินแคร์ทรีตเม้นท์ต่างๆแต่ที่เห็นผลได้อย่างรวดเร็วทันใจคงหนีไม่พ้นหัตถการด้านนวัตกรรมเสริมความงามแต่ถ้าใครที่ไม่ศึกษาข้อมูลให้ดีหรือเข้ารับบริการกับแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญและคลินิกที่ไม่น่าเชื่อถือก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อร่างกายได้

สารลดเลือนริ้วรอย โบทูไลนุ่ม ท็อกซิน

เปิดมาตัวแรก ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี กับสารลดเลือนริ้วรอย “โบทูไลนุ่ม ท็อกซิน” หรือ “โบ” ซึ่งตัวนี้คุณหมอบอกเลยว่า เข้ามาเป็นที่รู้จักในไทยตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อน และมีหลายยี่ห้อ หลายราคา เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับผู้บริโภคมากมาย แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ช่วงหลังมานี้หลายแบรนด์จึงแข่งขันกันด้วยราคาที่ถูกลง ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้โบในปริมาณที่มากขึ้นหรือบ่อยขึ้น และเมื่อเกิดการใช้สารโบทูไลนุ่ม ท็อกซินที่เยอะเกินความจำเป็น ประกอบกับส่วนประกอบหลักของโบจะมีโปรตีนผสมอยู่ ซึ่งร่างกายมักจะต่อต้าน และเมื่อต่อต้านมากขึ้นก็จะไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือก็คือ “ดื้อโบ”  ทำให้หลายคนไม่สามารถที่จะใช้โบได้อีกสักพักใหญ่ๆ

เพื่อให้หนุ่มๆสาวๆได้สวยหล่ออย่างต่อเนื่อง คุณหมอจึงแนะนำให้ Get the right start! คือเริ่มต้นอย่างถูกต้องกับโบที่มีความบริสุทธิ์สูงหรือไม่มีสารโปรตีนที่จะทำให้ร่างกายเกิดการดื้อโบและยังเป็นโมเลกุลที่เล็กจนร่างกายมองไม่เห็นสำหรับคนดื้อโบที่มาใช้ตัวนี้เท่านั้นจึงจะสามารถเห็นผลได้บ้างแต่ถ้าให้ดีคือไม่ต้องรอดื้อโบควรใช้โบบริสุทธิ์ตั้งแต่แรกเพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานและต่อเนื่องอย่างที่เราต้องการ

สารเติมเต็มฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่สามารถใช้ได้กับทุกส่วนที่พร่องหรือต้องการการเติมเต็มบนใบหน้าแต่หากไม่ระวังหรือเลือกใช้สารฟิลเลอร์ที่ไม่ได้คุณภาพก็อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจเช่นมีลักษณะเป็นก้อนและดูไม่เป็นธรรมชาติเป็นต้นบางคนต้องไปใช้ยาสลายออกซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและยังมีบางรายที่อาการหนักเพราะเจอฟิลเลอร์ที่ไม่สามารถใช้ยาสลายได้และจำเป็นต้องผ่าตัดขูดออกซึ่งอันตรายมากหากบริเวณที่ใช้อยู่ใกล้กับจุดสำคัญเช่นรอบดวงตา

สำหรับข้อควรระวังในการใช้สารเติมเต็มอย่างฟิลเลอร์ คือ ฟิลเลอร์เป็นสารหนืด ที่หากเข้าไปอยู่ในเส้นเลือดก็อาจก่อให้เกิดเส้นเลือดอุดตันและใบหน้าบริเวณนั้นก็อาจจะขาดเลือดได้ ดังนั้น บริเวณใบหน้าที่ควรหลีกเลี่ยงหรือมีความเสี่ยง และต้องใช้ความชำนาญของคุณหมอเป็นอย่างมาก ก็คือ บริเวณจมูกและช่วงระหว่างคิ้ว ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่ ผู้ที่จะรับบริการจึงควรปรึกษาและเข้ารับบริการกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญ คลินิกที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งตรวจสอบและเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพผิว 

เครื่องยกกระชับหน้าอัลเทอราปี 

อัลเทอราปี เป็นเครื่องยกกระชับหน้าที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหัตถการที่ไม่ได้เปลี่ยนใบหน้าของตัวเรา แต่ทำให้เรามีผิวที่ยกกระชับและมั่นใจด้วยลุคที่ดูสดใสขึ้น โดยหลายคนมักจะตั้งคำถามว่าการทำอัลเทอราปีจะเจ็บมากไหม ซึ่งจุดนี้คุณหมอบอกเลยว่า ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์และการตั้งค่ากับการเลือกหัวเครื่องอัลเทอราปีเพื่อกำหนดความลึกที่จะใช้ให้เหมาะสมกับชั้นผิวของคนไข้ หากเลือกได้อย่างเหมาะสมก็จะทำให้ไม่เจ็บหรือเจ็บน้อยลง แถมคุณหมอยังเผยเคล็ดลับอีกว่า ควรทำอัลเทอราปีห่างกันอย่างน้อย 6 เดือน เพราะเนื่องจากเครื่องอัลเทอราปีจะเป็นการส่งความร้อนจุดเล็กๆไปกระตุ้นเนื้อเยื่อในชั้นผิว ซึ่งในช่วงระหว่าง 6 เดือนหลังเข้ารับบริการ เนื้อเยื่อในชั้นผิวยังได้รับผลจากการกระตุ้นให้ยกกระชับอยู่ การทำครั้งถัดไปในหลัง 6 เดือนจึงจะได้รับประโยชน์และความคุ้มค่ามากกว่า

ด้านดีเจนุ้ย ก็ได้เผยประสบการณ์เสริมความงามสุดเสี่ยง ว่า “ช่วงแรกๆที่เริ่มเสริมความงามด้วยฟิลเลอร์ ตอนนั้นเข้าใจว่ายิ่งเติมเยอะยิ่งดี จนกระทั่งไปเติมฟิลเลอร์ใต้ตา ด้วยความไม่รู้ก็คิดว่าจะเป็นหมอคนไหนทำก็ได้ แต่ผิดถนัด เพราะปรากฎว่าใต้ตาเป็นคลื่น ยิ่งเวลายิ้มยิ่งเห็นชัด สุดท้ายจึงต้องย้ายที่เพื่อไปใช้ยาสลายออก โชคดีมากๆที่ยังสลายออกได้ และเคยไปเติมฟิลเลอร์ตรงดั้งจมูกระหว่างตาเลย ซึ่งเป็นบริเวณที่เสี่ยงมาก แต่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ และคาดว่าคุณหมอเองก็น่าจะเป็นยุคเก่าที่ยังไม่ทราบเหมือนกัน พอเราจะกลับไปให้หมอทำให้อีกครั้ง ปรากฎว่า ช่วงนั้นเริ่มมีข่าวพบเคสที่คนไข้ตาบอดหรือฟิลเลอร์ไหลเข้าตาเยอะมาก และสุดท้ายคุณหมอก็ไม่รับทำให้ ก็คือว่าเป็นโชคดีมากๆที่เรายังไม่เจอปัญหานั้น” ซึ่งจากประสบการณ์ของดีเจนุ้ยนับว่าโชคดีมากๆที่ยังไม่ร้ายแรงขนาดที่ต้องแก้ไขดวยการผ่าตัดหรือเกิดอันตรายต่อตัวเอง

นอกจากนี้ คุณหมอยังส่งท้ายเพื่อตอกย้ำกับทุกคนอีกว่า “หากตัดสินใจที่จะทำหัตถการเสริมความงามแล้ว ต้องทำแล้วรู้สึกมั่นใจขึ้น ไม่ใช่ทำแล้วไม่ใช่เรา แต่ต้องเป็นตัวเราในแบบฉบับ “Confidence to be…” ที่สำคัญคือ คุณหมอและผลิตภัณฑ์ต้องน่าเชื่อถือ และต้องรักษาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น ถ้าเราเกิดปัญหาจากการที่กล้ามเนื้อบีบ ก็ควรเลือกใช้โบบริสุทธิ์ไปแก้ไขด้วยการคลายกล้ามเนื้อ ไม่สามารถใช้เครื่องอัลเทอราปีได้ เนื่องจากเกิดจากความผิดปกติที่กล้ามเนื้อ หรือการที่โครงหน้ามีเนื้อที่พร่องไปหรือน้อยลงไป ก็ต้องไปใช้สารเติมเต็มฟิลเลอร์แทน จะใช้โบบริสุทธิ์ไม่ได้ เป็นต้น”

เชื่อว่าหลายคนคงได้ความรู้ในการตัดสินใจและความพร้อมสำหรับการเสริมความงามแบบไม่เสี่ยงมากขึ้นแน่นอน และหากต้องการรับฟังข้อมูลเพิ่มเติม สามารถไปฟังความรู้ฉบับเต็มกับคุณหมอ และปรสบการณ์ตรงพร้อมความสนุกจาก ดีเจนุ้ย กันได้ที่ Youtube และหากท่านใดที่สนใจ สามารถตรวจสอบคลินิกที่ให้บริการ โบบริสุทธิ์ ฟิลเลอร์เนื้อเนียน จาก?สวิสเซอร์แลนด์  และเครื่องอัลเทอราปีแท้ หลังคลายล็อกดาวน์ได้ที่ Merz Club Thailand

ความประทับใจจากสายใยแห่งรักระหว่าง 3 คู่แม่ลูกเซเลบริตี้คนดัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660097

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

ความประทับใจจากสายใยแห่งรักระหว่าง 3 คู่แม่ลูกเซเลบริตี้คนดังบอกรักวันแม่ด้วยของขวัญแทนใจ กับไอเดียของขวัญชิ้นพิเศษจากแบรนด์ S’uvimol และ 3 สาวสวยที่โควิดไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการบอกรักในครอบครัว

ต้อนรับเทศกาลวันแม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ด้วยความประทับใจจากสายใยแห่งรักระหว่างคู่แม่ลูกเซเลบริตี้คนดัง  และถึงแม้ปีนี้ทุกคนอาจจะต้องอยู่กับบ้าน ไม่สามารถพาคุณแม่ออกไปฉลองที่ไหนได้  เพราะสถานการณ์โควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดอยู่ ทว่า ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการบอกรักในครอบครัว  โดยลูกๆ ต่างพากันเตรียมของขวัญชิ้นพิเศษจากแบรนด์ S’uvimol  มามอบให้กับคุณแม่ผู้เป็นที่รักอย่างอบอุ่น

เริ่มกันที่คู่ของ ฝน-ชวมณฑ์ ปวโรดม และคุณแม่แพร-พัชรพิมล ยังประภากร โดยที่ลูกสาวคนเก่งอย่าง สาวฝนเล่าถึงกิจกรรมวันแม่ทุกปีว่า เธอจะต้องนำดอกไม้มามอบให้กับคุณแม่ พร้อมพาคุณแม่ออกไปทานอาหารร้านประจำเสมอ 

“ในสถานการณ์ไม่ปกติ วันแม่ปีนี้ลูกๆ เลยวางแผนว่าจะทำอาหารเวียดนามให้คุณแม่ทานที่บ้านค่ะ เพราะท่านชอบทานอาหารเวียดนามมากๆ บวกกับน้องชายของฝนทำอาหารเก่งด้วย คิดว่าน่าจะอร่อยถูกปากคุณแม่แน่นอน ส่วนฝนก็รับหน้าที่เตรียมจัดโต๊ะอาหารสวยๆ ไว้รอค่ะ และอยากจะบอกคุณแม่ว่า ขอให้ท่านมีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง สวยขึ้นทุกๆ วัน และสิ่งสำคัญที่สุด ฝนอยากจะขอกราบขอบพระคุณคุณแม่ที่ให้โอกาสฝนกับน้องๆ ได้ต่อยอดธุรกิจเครื่องหนังจระเข้ของคุณตา ทำให้เป็นแบรนด์ S’uvimol เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว รวมถึงเป็นความภูมิใจของประเทศไทยด้วย ที่คนไทยเรามีความสามารถ มีฝีมือในการสร้างสรรค์แบรนด์กระเป๋าหนังเอ็กโซติกคุณภาพออกสู่ระดับสากล โดยเฉพาะกระเป๋ารุ่น Beauty Glass Bag เป็นกระเป๋าที่เราทั้งคู่ชื่นชมและภาคภูมิใจมากๆ เหมาะสำหรับเป็นขวัญให้กับคุณแม่ทุกๆ ท่านค่ะ”

ด้านคุณแม่แพร กล่าวถึงลูกสาวด้วยความภูมิใจว่า  “ต้องบอกว่าแม่ภูมิใจในตัวลูกๆ ทุกคน เพราะลูกเป็นคนดี มีความกตัญญู รักใคร่กัน และตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเป็นพุทธมามกะที่ดี  ในด้านการทำงานแม้ในยามเจออุปสรรคก็ไม่ท้อแท้ และพยายามฝ่าฟันทุกปัญหาไปได้ด้วยดี  สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณแม่ภูมิใจว่าลูกจะสามารถดำเนินชีวิตของตนเองไปได้เป็นอย่างดี ซึ่งลูกทั้ง 4 คน ก็มีนิสัย 4 แบบ ไม่เหมือนกันทั้งนิสัยใจคอ การเลี้ยงแต่ละคนก็ต่างกันไป แต่แม่จะให้ลูกได้เรียนรู้ในแนวทางที่ตนชอบ ไม่ฝืนหรือบังคับจิตใจ รวมทั้งเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตให้คิดให้ตัดสินใจเอง ให้หาข้อมูล ให้คิดพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วให้ตัดสินใจ ผิดถูกค่อยว่ากัน แต่ในเบื้องต้นต้องกล้าคิด กล้าตัดสินใจก่อน ถูกก็ดี ผิดเป็นครู ไม่มีใครในโลกใบนี้ที่ตัดสินใจหรือทำถูกทุกอย่าง เราต้องเรียนรู้จากสิ่งผิดแล้วพัฒนาต่อยอดจากนั้นไป”

ต่อด้วยการบอกรักของคู่แม่ลูกช่างแต่งตัวอย่าง แก้ม-สามสรา เอี่ยมเอกดุล และ คุณแม่ป้อม-มธุรส สกลธนารักษ์ โดยฝ่ายสาวแก้ม เผยถึงกิจกรรมในวาระพิเศษของทุกปีที่ผ่านมาว่า นอกจากนำพวงมาลัยมากราบเท้าล้างเท้าคุณแม่เพื่อขออโหสิกรรมแล้ว เธอจะพาคุณแม่ไปรับประทานอาหารด้วยกัน มีการ์ดที่ทำขึ้นเองหรือมีของขวัญชิ้นใหญ่เป็นเซอร์ไพร์สให้คุณแม่อยู่เสมอ

“ปีนี้คงพาคุณแม่ออกไปหาของอร่อยนอกบ้านรับประทานด้วยกันเหมือนอย่างเคยไม่ได้ แก้มก็ปิ๊งไอเดียว่าจะชวนคุณแม่เข้าครัวลองทำอาหารรับประทานด้วยกัน คิดว่าน่าจะสนุกไปอีกแบบหนึ่ง และเช่นเคยก็ต้องจบลงด้วยการกราบขอขมาและมีดอกไม้ให้คุณแม่ ส่วนของขวัญที่จะเซอร์ไพร์สคุณแม่ก็เตรียมไว้แล้ว เพราะท่านชอบแต่งตัวมาก แก้มจึงเลือกซื้อกระเป๋าแบรนด์ไทย S’uvimol รุ่น Madison ค่ะ เหตุผลที่เลือกแบรนด์นี้เพราะคุณภาพ ความประณีต อัพเดท  เทรนด์สีและดีไซน์ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญมีความจุมาก เพราะคุณแม่ของเยอะ และไหนๆ ปีนี้ก็พิเศษกว่าปีไหนๆ แล้ว แก้มเลยเลือกซื้อเป็นแพ็คคู่ค่ะ ของคุณแม่ใบใหญ่ไซส์ Regular ส่วนของแก้มใบเล็กไซส์ Mini” ลูกสาวช่างแต่งตัวหนึ่งเดียวของคุณแม่ป้อม กล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างอารมณ์ดี

หลังจากได้ของขวัญเซอร์ไพร์สแล้ว คุณแม่ป้อม มธุรส พูดถึงลูกสาวด้วยรอยยิ้มว่า “แม่มีลูกคนเดียวเลยทำให้เราค่อนข้างสนิทกันมาก สามารถคุยปรึกษากันได้ทุกเรื่อง แม่ไม่เคยบังคับลูกว่าจะต้องเป็นแบบไหน ไม่ได้วางกรอบให้เขาเป็นอิสระ แต่ก็ไม่ได้ให้ล้ำเส้น จะคอยดูอยู่ตลอด อย่างตอนเด็กๆ แม่ก็จะให้แก้มเรียนทุกอย่าง วาดรูป ว่ายน้ำ เทนนิส แบตมินตัน เปียโน บัลเลต์ แล้วให้เขาเลือกเอาว่าชอบด้านไหน ตั้งแต่เด็กจนโตแม่ไม่เคยตีลูกเลย แต่จะสอนด้วยเหตุผลว่าผิดเพราะอะไร และต่อไปจะต้องแก้ไขกับเรื่องแบบนี้อย่างไร ซึ่งจริงๆ แม่ก็แอบภูมิใจในตัวหนูมากที่สุด หนูเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของแม่ เป็นลูกที่น่ารักเชื่อฟังพ่อแม่ เอาใจใส่ดูแลพ่อและแม่เป็นอย่างดี แม่ขอให้หนูมีความสุข มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ขอให้ประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานและความรัก รักและเป็นห่วงหนูตลอดไป”

ปิดท้ายด้วยคุณแม่ลูกสอง แก้ม-มลลิกา เรืองกฤตยา กับน้องสิมิลัน และน้องมาหยา เล็งชวนลูกๆ เข้าครัวทำขนมสานสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกในวันแม่

“ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติแล้ว เวลานอกเหนือจากการทำงาน แก้มเป็นคนชอบอยู่บ้าน หากิจกรรมทำอะไรกับลูกง่ายๆ ในวันแม่ค่ะ อาจจะเริ่มต้นวันด้วยการขอให้ลูกตามใจแม่ในวันนี้ คือไม่ดื้อไม่ซน (หัวเราะ) แล้วก็จะพาไปหาคุณยายเพื่อกราบขอพรค่ะ แต่สำหรับปีนี้คงไม่ได้ออกไปไหน คิดว่าจะชวนลูกๆ เข้าครัวทำอาหารหรือขนมทานกันเองในครอบครัว จากนั้นก็จะชวนกันแต่งตัวแมทช์เข้ากับกระเป๋าหัวใจจาก S’uvimol ถ่ายรูปเล่นกัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ ซึ่งการเลี้ยงลูกในสไตล์แก้ม คือ ค่อนข้างให้อิสระกับเค้าค่ะ แต่ก็จะมีกฎระเบียบบ้างในเรื่องที่คิดว่าควรจะมี ในขณะเดียวกันก็ปล่อยให้เค้าทำอะไรตามใจบ้างในขอบเขตที่เรารับได้ค่ะ”

ให้สินค้าจากแบรนด์ S’uvimol  เป็นหนึ่งในของขวัญชิ้นพิเศษที่จะมอบให้กับคุณแม่ พร้อมร่วมทำบุญไปกับ กิจกรรม Mother’s Day Charity เริ่มตั้งวันนี้ – 12 สิงหาคม 2564 เพียงช้อปกระเป๋า Selected Items ในราคาพิเศษ โดยรายได้ทั้งหมด “ไม่หักค่าใช้จ่าย” จะนำไปสมทบทุนให้มูลนิธิและโรงพยาบาลต่างๆ ที่ดำเนินการดูแลและช่วยเหลือ รักษาผู้ป่วยจากวิกฤต Covid -19  รวมถึงช้อปสินค้าอื่นๆ ที่ร่วมโปรโมชั่น จะนำยอด 12% จากใบเสร็จเข้าร่วมสมทบทุนด้วย เลือกชมสินค้าหนังเอ็กโซติกได้ทาง www.suvimol.com  ช่องทาง Line Official @suvimolbkk , IG : suvimolbkk

จะยั่งยืน มันต้องสมดุลระหว่าง Hard Skills และ Soft Skills (ตอนที่ 1) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660091

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 10:50 น.

จะยั่งยืน มันต้องสมดุลระหว่าง Hard Skills และ Soft Skills (ตอนที่ 1)โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ปัญหา

โลกมีความสลับซับซ้อน สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่แน่นอน และคลุมเครือ โครงสร้างประชากรเปลี่ยน การศึกษา วัฒนธรรม ความเชื่อไม่เหมือนเดิม เทคโนโลยีทันสมัย ก้าวกระโดดในอัตราเร่ง ระบบเก่าถูกทำลาย นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายทุกวัน แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น สังคมทุกระดับเกิดการสั่นคลอน มีทิศทางสู่วิกฤติ การบริหารงานขององค์กรมีความเสี่ยง ไม่แน่นอน องค์กรจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะแนวทางการดำเนินงานแบบเดิมๆ ไม่ได้ผล ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง และกำลังเผชิญกับภาวะล่มสลายหรือ Disruption ท่านคิดว่าเพราะอะไร ปัญหาเหล่านี้มันยิ่งกว่าความท้าทาย เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

สาเหตุ

จากสถานการณ์เหล่านี้ เราลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากร แต่ผลที่ได้ไม่คุ้มค่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ไม่ยั่งยืน เหตุผลหนึ่ง ก็เพราะเรายังยึดติดอยู่กับการพัฒนา Hard Skills เพียงด้านเดียว แต่มองข้ามคุณสมบัติบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังของทักษะการบริหารจัดการทั้งปวง มันคือ Soft Skills

ทำไมต้อง Soft Skills มันคืออะไร มันสำคัญอย่างไร

หลายคนคิดว่า Soft Skills ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร แต่ว่าไปแล้ว ในใจลึกๆ ก็รู้ว่าสำคัญ แต่เพราะไม่เข้าใจมัน ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มีขั้นตอนการพัฒนาอย่างไร เลยมองข้ามไป

Hard Skills คือวิชาทักษะการบริหารจัดการทั้งปวงที่เราเรียนมาส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัย วิชาเหล่านี้ มักให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาที่เป็นประจักษ์เหนือน้ำ ซึ่งก็คือปัญหาส่วนใหญ่ที่ปรากฏตามหน้าสื่อต่างๆ แต่ก็ตระหนักว่าลำพังความรู้ด้าน Hard Skills ไม่สามารถจัดการกับมันได้อย่างยั่งยืน มันแก้ได้เพียงบางส่วนจริง แต่ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงอีกส่วนยังไม่ได้รับการดูแล รู้ว่ามันมี แต่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร เลยซุกไว้ใต้พรม หมกเอาไว้ รู้อยู่แก่ใจ รู้ว่ามันเป็นประเด็นที่เจ็บปวด แต่ไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร

การพัฒนาทุกวันนี้จึงเป็นเรื่องฉาบฉวย ผิวเผิน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง แต่แก้ปัญหาไปตามสภาพ เอาแค่รอดไปวันๆ แต่รากของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข มันถึงเวลาที่เราต้องมาให้ความสนใจ เพราะว่ามันสำคัญ เราเสียเวลามามากแล้วกับการพัฒนาที่ขาดสมดุล แล้วจะมัวรออะไร เรามาวางรากฐานชีวิตให้มั่นคง ไม่ดีกว่าหรือ หากคิดว่าตนเองไม่จำเป็น แล้วบุตรหลานของท่าน มันจำเป็นไหม อะไรคือรากของความสำเร็จอย่างแท้จริง และนี่คือตัวแปรหลักที่เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมทุกวันนี้ เรามาค่อยๆ กะเทาะเปลือกมันออก แล้วจัดการทีละประเด็นดีไหม ก่อนที่จะสายเกินไป

ทางออก

การนำเสนอทางออกของปัญหาด้าน Soft Skills จะแบ่งเป็น 5 หัวข้อ คือ กรอบความคิด การคิดเชิงระบบ ตัวตน อารมณ์ และภาวะผู้นำ ก่อนจะมาพูดถึงทางออก เรามาดูกันชัดๆ อีกครั้งว่า ประเด็นด้าน Soft Skills มันคืออะไร แล้วขอเสนอแนวทางการจัดการไปทีละประเด็น ดังนี้

ประการแรก คำสำคัญคือ กรอบความคิด หรือ Mindset ปัญหาหลักในประเด็นนี้คือ บุคลากรยังยึดติดกับกรอบแนวคิดเดิมๆ ขาดเป้าหมายชีวิต ขาดความสามารถในการนำตนเอง ไม่เล่นเชิงรุก ขาดแรงบันดาลใจ ขาดแรงขับจากภายใน ขาดความมุ่งมั่น ทัศนคติติดลบ ไปคนละทาง มองคนละภาพ ไม่เป็นหนึ่งเดียว ทางออกคือ ก่อนลงมือทำอะไร วาดภาพเป้าหมายให้ชัด เป้าหมายดังกล่าวคือ ภาพ ภาพที่ว่านี้คือ ภาพที่ว่าตนมีเป้าหมายอะไรส่วนตัว ถามลึกๆ ตนเกิดมาเพื่ออะไร ทำไม เพื่อใคร ภาพที่สองคือ ภาพเป้าหมายของงานที่จะทำ ถามตนเองว่าสุดท้ายแล้ว หน้าตาผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร และที่สำคัญถามทีมงานดูว่าภาพเป้าหมายดังกล่าวนั้น มันเป็นภาพเดียวกันหรือไม่ มันมีรายละเอียดอย่างไร เพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจตรงกัน

ประการที่สอง คำสำคัญคือ แนวคิดเชิงระบบ หรือ System Thinkingปัญหาหลักในประเด็นนี้คือ เวลาจะแก้ปัญหา มันคิดไม่ออก หาคำตอบไม่ได้ คิดวนไปมา สับสน แก้ปัญหาหนึ่งได้ ทำไมถึงมีปัญหาอื่นๆ พ่วงเข้ามาทุกครั้ง ทำไมมันไม่จบ การหาทางออกของปัญหา คิดทีไรก็ได้แต่แนวทางเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ จึงขาดนวัตกรรม ทางออกของปัญหาคือ การพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม เวลาจะแก้ปัญหา ถามตนองว่าอะไรคือคำสำคัญ อะไรคือตัวแปรหลัก และในตัวแปรหลักนั้น มันมีตัวแปรรองอะไรบ้าง แล้วอะไรอีกนั่นคืออะไรคือปัญหาหลัก ในปัญหาหลักนั้น อะไรคือประเด็นรองๆ แล้วตัวแปรเหล่านั้นมันสัมพันธ์กันอย่างไร มันมีลำดับความเชื่อมโยงกันอย่างไร การแก้ปัญหาต้องหาคำตอบที่หลากหลาย มิใช่คำตอบเดียวที่ดีที่สุด การหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ก็คือ การเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

ฉบับนี้ ขอเสนอเพียงสองประเด็นนี้ เพราะเชื่อว่ามันมีความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพระดับบุคคล เพราะกรอบความคิดคือฐานรากของชีวิต มันเป็นมิติภายในของบุคคล มันสะท้อนว่าบุคคลมีมุมมองอย่างไรต่อเป้าหมายและความสำเร็จของตนเอง จากนั้น ในการแก้ปัญหา เราจึงต้องพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม เพื่อการแก้ปัญหาเชิงซ้อน และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างที่แปลกใหม่ ทั้งสองคือ Soft Skills ที่จำเป็นต่อการพัฒนาในระดับบุคคลทั้งภายในและภายนอก ที่สำคัญศักยภาพทั้งสองเชื่อมโยงกันอย่างอาจแยกออกจากกันได้

…สัปดาห์หน้าจะต่อด้วยเรื่อง การพัฒนาด้านตัวตน อารมณ์ และภาวะผู้นำ

เปิดมุมมองสองมนุษย์แม่ ผู้ไม่เคยยอมแพ้ให้วิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660086

วันที่ 09 ส.ค. 2564 เวลา 10:27 น.

เปิดมุมมองสองมนุษย์แม่ ผู้ไม่เคยยอมแพ้ให้วิกฤตโควิดค้นหาแรงบันดาลใจ เปิดมุมมองสองคุณแม่ ไรเดอร์ต่างวัยที่มีพลังใจจากลูกเป็นแรงขับเคลื่อนในทุกๆ วัน

เทศกาลวันแม่ในแต่ละปีมักเป็นช่วงเวลาที่แม่ลูกหลายคนได้ใช้เวลาร่วมกันภายในครอบครัว แต่สำหรับ ปีนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นในเร็ววันทำให้หลายครอบครัวอาจไม่ได้ใช้เวลาร่วมกันเหมือนเช่นที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้บทบาทในการดูแลครอบครัวของคุณแม่หลายคนต้องท้าทายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอาชีพก็จำเป็นต้องลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อหาหนทางรอดเมื่อต้องเผชิญ กับวิกฤติ วันนี้แกร็บมีเรื่องราวของ 2 คุณแม่ที่แม้เธอทั้งคู่จะเติบโตมาจากต่างถิ่น ต่างครอบครัว และมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน แต่ความเป็นแม่คือสิ่งที่เชื่อมโยงให้ผู้หญิง 2 คนนี้มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการเลือกที่จะสู้เพื่อดูแลลูกอย่างดีที่สุด

เพราะมีสองชีวิต…คนเป็นแม่ต้องคิดให้ไกล

อรัญญา สิงห์ทิพย์ หรือแม่ญา คุณแม่วัย 47 ของลูกสาวเพียงคนเดียวอย่าง น้องปิ่น-ภัสวณันท์ สิงห์ทิพย์ วัย 18 ปี เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเธอเป็นคนจังหวัดยโสธรและย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ กว่า 9 ปีแล้ว โดยอาชีพหลักที่ใช้เลี้ยงชีพมาตลอดคือการขายอาหาร เพราะเธอนั้นมีความชอบทำอาหารเป็นทุนเดิม โดยก่อนหน้านี้เคยเปิดร้านขายอาหารตามสั่งอยู่แถวตลาดศรีดินแดง แต่น่าเสียดายที่ต้องปิดตัวไปเพราะพิษโควิดตั้งแต่ระลอกแรก 

“แม่ชอบเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะซึมซับมาจากคุณยาย อาหารที่ทำได้ก็มีหลากหลายทั้งอาหารไทย ขนมไทยและเบเกอรี่ต่างๆ พอโตมาก็เลยได้ใช้ความรู้ตรงนี้มายึดทำเป็นอาชีพหารายได้ดูแลครอบครัวมาโดยตลอด และก็ได้ถ่ายทอดให้น้องปิ่นไว้ด้วยเผื่อว่าวันข้างหน้าอย่างน้อยเค้าก็จะได้มีวิชาติดตัวไป”

“ช่วงที่เริ่มมีโควิดเข้ามาแล้วรายได้มันค่อยๆ หายไปยอมรับเลยว่าเครียดมาก เพราะเรามีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลในแต่ละเดือนไม่น้อย พอปัญหามันเข้ามาทุกทางเราก็หันหน้าไปพึ่งใครไม่ได้ เพราะเราเองก็เป็น Single Mom ตอนนั้นมันมีจังหวะที่เราเกือบคิดสั้นด้วยนะ คือเดินไปที่สะพานลอยและพร้อมที่จะไปแล้ว แต่เหมือนดวงยังไม่ถึงฆาต คุณยายก็โทรเข้ามาและบอกให้กลับบ้านเพราะน้องปิ่นรออยู่ พอกลับมาเห็นหน้าลูกเราก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ กอดคอร้องไห้กับลูกและคิดว่าหลังจากนี้ไม่เอาอีกแล้ว ถ้าเราไม่อยู่แล้วลูกเราจะอยู่ยังไง เขาอยู่กับเรามา 18 ปีเราต้องไม่ทิ้งเขาไปง่ายๆ แบบนี้อีก จากจุดนั้นเลยเป็นแรงฮึดให้เราลุกขึ้นมาสู้ต่ออีกครั้ง”

ถ้าเจอปัญหาอย่ามัวเสียเวลาหาข้ออ้าง

เมื่อเจอพิษโควิดเข้าไปทำให้แม่ญาจำเป็นต้องปิดร้านอาหารตามสั่งลง ในขณะที่มองหาแหล่งรายได้ใหม่ก็มีเพื่อนชักชวนให้ลองมาขับแกร็บ ซึ่งช่วงแรกๆ แม่ญาก็ยังไม่ตัดสินใจทำเพราะไม่คุ้นชินกับเส้นทางในกรุงเทพฯ บวกกับไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ จึงลองไปเป็นเด็กสะพายกระเป๋าแกร็บให้เพื่อนก่อน 1 วัน ปรากฎว่าการทดลองงานในวันนั้นก็ทำให้แม่ญาได้ก้าวข้าม Comfort Zone และอยู่บนเส้นทางการเป็นคนขับจัดส่งอาหารกับแกร็บมาเป็นเวลาปีกว่าแล้ว

“ก่อนจะมาขับแกร็บแม่กลัวมาก เพราะเราเองก็อายุมากแล้ว สายตาก็ไม่ค่อยดี GPS ก็ดูไม่ค่อยเป็น มันดูยากไปหมดสำหรับคนวัยเราที่จะมาเริ่มเรียนรู้อะไรแบบนี้ จนสุดท้ายมันต้องทำเพราะเราแทบจะไม่มีเงินเหลือแล้ว ก็เลยตัดสินใจสมัคร พอระบบอนุมัติก็คว้ามอเตอร์ไซค์ไปขับเลย ตอนมาขับแกร็บวันแรกแม่ก็ลองขับคนเดียวก่อน โห…กลับมาบ้านวันนั้น ร้องไห้กับลูกเลย เราไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน จากที่เคยเป็นคนทำอาหาร ตอนนี้กลายมาเป็นคนส่งอาหาร ชีวิตมันเปลี่ยนไปเยอะนะคะ พอได้สติ มาคิดดูอีกทีชีวิตคนเราก็เปลี่ยนไปทุกวัน จากที่เคยมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอพอเจอโควิดเข้าไปบางคนก็แทบไม่มีอาชีพทำด้วยซ้ำ แต่เรายังดีที่ยังมีทางออก ถ้าไม่มัวแต่นั่งเสียใจในโชคชะตาแม่เชื่อว่ายังไงเราก็หาทางรอดเจอนะ”

พาร์ทเนอร์ตัวจริงที่พร้อมลุยไปทุกที่

แม้ช่วงเเรกแม่ญาจะออกไปขับแกร็บคนเดียวจนเริ่มคุ้นเคยเเล้ว แต่ด้วยความเป็นห่วงคุณแม่ ในเวลาว่างน้องปิ่นจึงอาสาออกไปกับคุณแม่ด้วยเพื่อช่วยดู GPS และเดินไปรับอาหารเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ญา  

“ตอนนี้ปิ่นเพิ่งจบ ม.6 จาก กศน.ค่ะ กำลังอยู่ในช่วงเก็บสะสมทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย คิดว่าจะเข้าคณะมนุษย์ศาสตร์ที่รามคำแหงนะคะ เพราะค่าใช้จ่ายไม่สูงและเราสามารถจัดการเวลาเข้าเรียนได้ ช่วงเวลาที่ว่างจากการเรียนและทำงานก็เลยมาช่วยคุณแม่ด้วยค่ะ เพราะเป็นห่วงเวลาเขาออกไปขับรถคนเดียว”

“ก่อนหน้านี้ปิ่นมีรับงานเดินแบบหรือถ่ายแบบทำให้พอมีรายได้เข้ามา แต่พอโควิดระบาดหนักๆงานก็ค่อยๆ น้อยลงจนทุกวันนี้ไม่มีงานเลย รายได้หลักๆ ตอนนี้เลยมาจากแกร็บทางเดียวเลยค่ะ เวลาออกไปกับคุณแม่ก็จะแบ่งหน้าที่กันชัดเจนค่ะ หลักๆ คือคุณแม่จะขับรถ ส่วนปิ่นจะช่วยดูทางและวิ่งรับออเดอร์ พอออกมาทำงานด้วยกันแบบนี้ทำให้เราได้ดูแลซึ่งกันและกันตลอดเวลาเหมือนเป็นพาร์ทเนอร์กัน เพราะตอนนี้ปิ่นก็โตแล้วก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องดูแลคุณแม่บ้าง และเราต้องเป็นที่พึ่งให้กับแม่ได้ในวันที่เขาต้องการกำลังใจ” น้องปิ่นพูดจบพลางมองหน้าคุณแม่ด้วยรอยยิ้ม 

Single Mom ที่ชีวิตไม่โดดเดี่ยว

“แม่ญาแยกทางกับคุณพ่อของน้องปิ่นมากว่า 6 ปีแล้วนะ แต่ทุกวันนี้การได้อยู่กับลูกสองคนกลับรู้สึกสบายใจด้วยซ้ำเพราะเราไปไหนไปกันเป็นคู่ เวลาแม่ขับแกร็บน้องปิ่นก็มาช่วย ส่วนเวลาน้องปิ่นไปทำงานแม่ก็ขับมอเตอร์ไซค์คันเดียวกันนี้ไปส่งน้อง กลายเป็นว่าตั้งแต่มาขับแกร็บทุกวันนี้รู้จักเส้นทางในกรุงเทพฯ มากขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะเวลามีออเดอร์เข้ามาแม่ไม่เคยกดยกเลิกเลยไปไหนไปกัน แถมยังอุ่นใจขึ้นเพราะแกร็บเขาก็มีทำประกันอุบัติเหตุเพื่อคุ้มครองคนขับด้วย ซึ่งแม่มองว่ามีประกันตรงนี้มันดีกับเราที่ต้องขับรถเกือบทุกวันนะ พอเราทำงานตรงนี้มาปีกว่าเราก็ได้ไอเดียอาชีพมาเพิ่มเหมือนกันนะ ตอนนี้แม่คิดว่าไว้รอสถานการณ์โควิดดีขึ้นแม่อาจจะเก็บเงินซื้อรถสักคันทำเป็น Food Truck ขับรถขายอาหารไปเรื่อยๆ ก็ได้นะ เราจะได้เจอลูกค้าหลากหลายแบบ ชีวิตน่าจะสนุกดีเหมือนกัน” แม่ญาเล่าเรื่องความฝันของเธอด้วยรอยยิ้มพร้อมมองหน้าลูกสาวคนเดียวที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวหัวใจให้ก้าวต่อไป 

เมื่อพิษวิกฤติทำให้ต้องหยุดจับเส้น..มาจับแฮนด์รถมอเตอร์ไซค์

พี่อ้อย-ศิริพร สีขำ วัย 35 ปี อีกหนึ่งคุณแม่จากเมืองสุพรรณที่เจอวิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออาชีพหมอนวดแผนไทยที่ทำเป็นอาชีพหลักมากว่า 20 ปี จนต้องมองหาอาชีพใหม่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ทุกอาชีพต่างต้องดิ้นรน “พี่เกิดและโตที่สุพรรณบุรี แต่พ่อแม่ก็แยกทางกันตั้งแต่เด็กๆ นะ ตอนนั้นเราก็เทียวไปเทียวมาอยู่กับพ่อบ้างอยู่กับแม่บ้าง แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็มีครอบครัวใหม่ พี่เลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาตายเอาดาบหน้าตั้งแต่อายุ 15 เพราะอยู่ที่บ้านเราก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะตอนแรกพี่จบแค่ ป.3 เองแล้วมาเรียนต่อ กศน.ด้วยตัวเองจนจบ ม.3 งานสำหรับคนมีความรู้น้อยก็หายากเป็นธรรมดา” 

“ช่วงแรกเราก็หางานทำไปเรื่อยๆ ทำมาหมด ทั้งงานโรงงาน งานก่อสร้าง ทำเพื่อให้ได้เงิน แต่โชคดีที่ไปเจอเพื่อนที่เขาเรียนวิชานวดแผนไทยมา เขาก็มาสอนเราจนเราได้วิชาติดตัวและยึดป็นอาชีพหลักเลี้ยงตัวเองมาเรื่อยๆ แต่พอเจอ โควิดเข้าไปเราก็ได้รับผลกระทบโดยตรง ต้องหยุดทำจากอาทิตย์เป็นเดือน จากเดือนจนเป็นปีกว่าแล้วที่เราไม่ได้กลับไปนวดเลย ตอนนั้นก็มีไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟช่วงหนึ่ง แต่ร้านอาหารก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกันจากมาตรการที่งดให้นั่งทานในร้าน ตอนที่กำลังกลุ้มใจอยู่ว่าจะหารายได้ทางไหนดีก็มีเพื่อนมาชวนขับแกร็บส่งอาหาร พี่เลยคิดว่าอยากลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหายอะไร เลยลองขับมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็ 7 เดือนกว่าแล้ว” 

ยิ่งมีวิกฤติ ชีวิตยิ่งต้องไม่หยุดเรียนรู้

เมื่อต้องเริ่มต้นทำอาชีพใหม่ที่ไม่คุ้นเคยหลายคนอาจท้อและถอดใจ แต่ไม่ใช่กับคุณแม่นักสู้คนนี้ “พอตัดสินใจแล้วว่าจะมาขับแกร็บพี่ก็เริ่มลุยเลย คว้ามอเตอร์ไซค์ออกไปอยู่ในจุดที่เขาบอกกันว่าร้านอาหารเยอะ จำได้ว่าวันแรกที่ออกไปขับเหมือนโดนรับน้องใหม่ เพราะเราก็ยังไม่คล่องแต่ก็อาศัยครอบครัวชุดเขียวอย่างคนขับแกร็บด้วยกันนี่แหละช่วยสอนให้จนเราก็ค่อยๆ เรียนรู้งานจนผ่านมาได้ วันแรกที่ขับก็ค่อนข้างทุลักทุเลนะ เพราะพี่ดู GPS ไม่เก่ง ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ เกือบขับไปบ้านลูกค้าไม่ถูก เรียกว่าอุปสรรคเยอะไปหมด แต่โชคดีอย่างหนึ่งคือเราเป็นคนกล้าถาม อะไรที่ไม่รู้ก็อาศัยถามพี่ๆ เพื่อนที่ขับแกร็บด้วยกัน ซึ่งพวกเขาก็ยินดีสอนให้เราตลอด”

“พอได้ลองขับมาเรื่อยๆ ก็รู้สึกสนุกนะ เราก็เก่งขึ้นจนตอนนี้กลายเป็นเราได้เป็นฝ่ายสอนคนอื่นแล้วด้วย พี่คิดว่าการขับแกร็บจริงๆ แล้วก็คล้ายกับตอนเราทำงานนวดนะ คือยิ่งขยันเรายิ่งได้เงิน ทุกวันนี้พี่ก็พออยู่ได้นะ แต่พอมีมาตรการเรื่องเคอร์ฟิวเราก็อาศัยว่าต้องออกเช้าหน่อยเพราะร้านอาหารปิดเร็วขึ้น และที่สำคัญคือเราก็ต้องระวังมากขึ้น ดูแลตัวเองและปฏิบัติคำแนะนำด้านปลอดภัยและสุขอนามัยที่แกร็บกำหนด ก็ช่วยให้อุ่นใจขึ้น”

คนเป็นแม่…อยู่ที่ไหนก็ยังเป็นแม่

ปัจจุบันพี่อ้อยเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูก 2 คนคือน้องเบนซ์ลูกสาวคนโตวัย 19 ปีและน้องเป้ลูกชายคนเล็กวัย 11 ที่อาศัยอยู่กับคุณยายที่จังหวัดสุพรรณบุรี แม้ตอนนี้เธอจะไม่ได้อยู่กับลูกทั้งสองแต่พี่อ้อยก็ไม่เคยปล่อยระยะทางมาทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับลูกต้องห่างกัน

“พี่ให้ลูกอยู่กับคุณยายที่สุพรรณบุรีเพื่อที่จะได้เรียนหนังสือ เราอยากให้เขาได้เรียนสูงๆ จะได้ไม่ต้องมาลำบากแบบเรา เพราะตอนเด็กๆ เราอยากเรียนมากแต่ไม่มีโอกาส ปกติเวลาเก็บเงินได้สักก้อนหนึ่งพี่จะกลับไปหาเขาบ่อยๆ แต่ปีนี้ยิ่งเจอกันยากขึ้น ยิ่งวันแม่ปีนี้โอกาสได้กลับไปเจอกันก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเราอยู่ในจุดที่เสี่ยงไม่อยากที่จะเอาความเสี่ยงกลับไปหาครอบครัวด้วย ซึ่งลูกๆ เขาก็เข้าใจนะ เขารู้ว่าแม่อยู่ตรงนี้คอยทำงานหาเงินเพื่ออนาคตของพวกเขา” 

“ทุกวันนี้พี่โทรคุยกับลูกทุกวันเลย บางวันโทรหากันเช้า กลางวัน เย็น ทำให้เราไม่รู้สึกว่าห่างกันเลย ความเป็นแม่ลูกกันไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนความสัมพันธ์มันก็ไม่มีวันเปลี่ยน อีกอย่างโชคดีว่าที่ผ่านมาพี่ไม่เคยมีเรื่องลูกให้หนักใจเลย พวกเขาเองยังช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจเเม่ด้วยซ้ำ อย่างน้องเบนซ์ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเพื่อหารายได้เสริม การที่เราเห็นว่าลูกตั้งใจเรียน ดูแลตัวเองได้และไม่เกเรนี่ถือเป็นความภูมิใจสูงสุดของคนเป็นแม่แล้วนะ” พี่อ้อยกล่าวถึงลูกทั้งสองด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิใจ

ก่อนจบบทสนทนาระหว่างคุณแม่นักสู้คนนี้ พี่อ้อยได้กล่าวทิ้งท้ายพร้อมสายตาที่มุ่งมั่นและให้กำลังใจคุณแม่ท่านอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับอุปสรรคในช่วงนี้ว่า “ในสถานการณ์ตอนนี้ เราต้องทำใจไว้เลยว่ามันจะอยู่กับเราไปอีกพักใหญ่แน่ๆ แต่เวลาที่รู้สึกว่าท้อสำหรับคนเป็นแม่ พี่คิดว่าขอแค่หันไปมองหน้าลูกสักครั้งคิดถึงหน้าของลูกไว้ ร้อยทั้งร้อยเราก็จะมีแรงฮึดสู้ต่อ แม้ว่าเราจะเหลือแรงเฮือกสุดท้ายแต่เราก็จะไปต่อได้เพราะลูกคือกำลังใจที่ดีที่สุดของคนเป็นแม่ทุกคน หลายครั้งที่เวลาพี่เหนื่อยมากๆ แต่พอนึกถึงหน้าลูกก็จะทำให้เราอยากสู้ต่อ ลองดูอีกสักตั้งหนึ่ง อย่ายอมแพ้กับมัน”

ชวนตื่นตานิทรรศการแสดงศักยภาพคนรุ่นใหม่สู่สากล ISAN to The World #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660054

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 16:20 น.

ชวนตื่นตานิทรรศการแสดงศักยภาพคนรุ่นใหม่สู่สากล ISAN to The Worldชื่นชมสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม “ISAN to The World” ใน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2564” ชวนตื่นตานิทรรศการแสดงศักยภาพคนรุ่นใหม่สู่สากล ใต้แนวคิด “Isan Crossing: อีสานโคตรซิ่ง” ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ขอนแก่น วันนี้-15 สิงหาคม 2564

ผนึกพลังหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับจังหวัดขอนแก่น จัด “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2564” (Isan Creative Festival 2021) ใต้แนวคิด “Isan Crossing: อีสานโคตรซิ่ง” เพื่อสะท้อนการผสานสินทรัพย์ทางภูมิปัญญาเเละวัฒนธรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม “อีสาน” ผ่านกิจกรรมต่างๆ กว่า 200 รายการ บนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ ในจังหวัดขอนแก่น และทั่วภาคอีสาน ได้เปิดอีกหนึ่งไฮไลต์ กับการเปิดเวทีการแสดงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในนิทรรศการ “Student showcase” โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วภาคอีสานส่งโครงการเพื่อคัดเลือก จนได้ 21 ทีมคัดสรร จัดแสดงผลงาน หวังสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งผู้ชมและผู้สร้างสรรค์ เพื่อต่อยอดพัฒนาสู่วงการออกแบบระดับโลกต่อไป เปิดให้ชม ณ Pavilion บริเวณลานจอดรถ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ขอนแก่น ตั้งแต่วันนี้-15 สิงหาคม 2564

นิทรรศการ “Student showcase” เกิดจากภูมิภาคอีสาน ถือเป็นแหล่งอุดมทางภาคการศึกษา โดยจังหวัดขอนแก่น ถือเป็นเมืองหน้าด่านทางการศึกษาของภาคอีสาน ด้วยเป็นที่ตั้งสถานศึกษาทุกระดับชั้น รวมกันกว่า 1,500 แห่ง โดยมีแผนตั้งเป้าให้อีสานเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอนุภูมิภาค “ลุ่มแม่น้ำโขง” ซึ่งหนึ่งในการขับเคลื่อน คือ การพัฒนาด้านการออกแบบสร้างสรรค์ ภายในงานครั้งนี้ จึงได้เชิญสถาบันอุดมศึกษาทั่วภาคอีสาน นำเสนอโครงการเพื่อรับการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมจัดแสดงผลงาน โดยแบ่งรูปแบบการจัดแสดงเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ งานแฟชั่นและสิ่งทอ, งานหัตถกรรม, งานด้านสถาปัตยกรรม, จิวเวลรี และเฟอนิเจอร์ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากสถาบันชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์, มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี และ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยมุ่งหวังให้นิทรรศการครั้งนี้ จะจุดประกายสร้างสรรค์บันดาลใจให้ทั้งผู้ชม และผู้สร้างสรรค์ผลงาน เพื่อต่อยอดการพัฒนาตนเองสู่วงการออกแบบระดับโลกต่อไป

ทั้งนี้ รายชื่อผลงานจากสถาบันการศึกษา และนักศึกษา ที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานใน “STUDENT SHOACASE” มีจำนวน 21 ผลงาน ดังนี้

1. Student fashion design showcase โดย วีนพงษ์ นันทะเขต

2. Student fashion design showcase โดย นรัญญา กองเงิน

3. Student fashion design showcase โดย จันทรภรณ์ เหิรเมฆ

4. Student fashion design showcase โดย กฤษฎา คงนุรัตน์

5. Student fashion design showcase โดย สพลพชร อุ่นทะยา

6. Design program (Textile&Fashion) : สาขาวิชาการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

7. โหมมัดหมี่ด้วยเทคนิคการสร้างลายแบบพร่าเลือน โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

8. Hao – ผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตชาวนา โดย อัจฉรากรณ์ วินิจศรีการุญ

9. เส้นทางนักสู้ โดย ชัยวัฒน์ ชูรัตน์

10. ผีตาโขน โดย สุขกษม อึ้งประเสริฐ

11. pha taem tea pot โดย ปิยพัทธ์ เผือดนอก

12. ชีวิตเขาวงกตในมหาสมุทร โดย สุจิตรา บุดดีเสาร์

13. เก้าอี้ตุ้มปลายอนคอลเลกชั่น โดย บดินเดช แยงไรสง

14. อ้อนต้อน โดย วราวุฒิ ทิวะสิงห์

15.หนังสือป๊อปอัพ 3 มิติ โดย วรพงษ์ กั้วมาลา

16. เก้าอี้สาธารณะเพื่อช่วยยืดเหยียดก่อน – หลังออกกำลังกาย โดย ชวนากร แสงสว่าง

17. คิดใหม่ มองใหม่: สร้างบ้านแปลงเมืองให้มีชีวิต โดย วารุณี หวัง

18.ใหม่ในเก่า&เก่าในใหม่ : ศิลปะในสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เมืองขอนแก่น โดย นพดล ตั้งสกุล

19. เครื่องประดับสไตล์สตรีทจากขยะทะเลภายใต้ชื่อแบรนด์ Rudedox Number4 โดย นรินทร สัตนาโค

20. “I PAINT HIS DREAM” โดย จุฑาทิพย์ ศรีไสล

21. โครงการออกแบบเครื่องแต่งกายรูปแบบครีเอทีฟเรดี้ทูแวร์ โดย ณัฐกานต์ สักขวา

พบกับ “Student showcase” ได้ที่ Pavilion บริเวณลานจอดรถ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ขอนแก่น ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 สิงหาคม 2564ณ Pavilion บริเวณลานจอดรถ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ขอนแก่น ตั้งแต่วันนี้-15 สิงหาคม 2564 เวลา 11.00-20.00 น.

พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ “อีสานโคตรซิ่ง” สัมผัสการแสดงศักยภาพครั้งยิ่งใหญ่ของภาคอีสาน กับกิจกรรมสร้างสรรค์อีกกว่า 200 รายการใน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2564” บนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ ในจังหวัดขอนแก่น และทั่วภาคอีสาน ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 ส.ค.นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่www.isancreativefestival.com, FB: isancreativefestival, Instagram: @isancreativefestival, Line@: IsanCreativeFestival #ISANCF2021

ส่องภารกิจปันอาหารส่วนเกิน ประโยชน์ของการให้ที่ได้มากกว่าการแบ่งปัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660027

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 10:55 น.

ส่องภารกิจปันอาหารส่วนเกิน ประโยชน์ของการให้ที่ได้มากกว่าการแบ่งปันชวนส่องภารกิจแบ่งปันอาหารส่วนเกิน (Surplus food) ของ “ท็อปส์” ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำด้านค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของประเทศ จากโครงการ “FOOD for GOOD DEED อาหารปันสุข” สู่ “Care and Share Food for All” ให้ใจและแบ่งปันอาหารสำหรับทุกคน เพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน เด็กทุพลภาพ ผู้สูงอายุ และคนเจ็บป่วยในชุมชน

เมื่อทั่วทั้งโลกกำลังเผชิญกับวิกฤต “ความหิวโหย” ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยเป็นการระบุจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ล่าสุดอัตราการขาดสารอาหารเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 10 “ท็อปส์” ในเครือเซ็นทรัล รีเทล  ผู้นำด้านค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของประเทศ  จัดโครงการ “FOOD for GOOD DEED อาหารปันสุข” ภารกิจแบ่งปันอาหารส่วนเกิน (Surplus food) จากการจำหน่ายในแต่ละวัน ได้แก่ เบเกอรี่ ผัก และผลไม้ ที่ยังมีคุณภาพดีสามารถนำไปปรุงอาหารและรับประทานได้  บริจาคให้แก่ผู้ขาดแคลนผ่านองค์กรต่างๆ โดยความร่วมมือล่าสุด ท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ 33 สาขา บริจาคอาหารส่วนเกินให้กับ สหพันธ์อธิการเจ้าคณะนักบวชในประเทศไทย ในโครงการ “Care and Share Food for All”  (ให้ใจและแบ่งปันอาหารสำหรับทุกคน) เพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน เด็กทุพลภาพ (พิการ ตาบอด) ผู้สูงอายุและคนเจ็บป่วยในชุมชน รวมไปถึงผู้ลี้ภัยในพื้นที่ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์คาทอลิกทั่วประเทศ

นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการสูญเสียอาหาร และขยะอาหารที่เกิดจากกระบวนการผลิตสินค้าพื่อจำหน่ายในแต่ละวัน จึงมีเจตนารมณ์ในการลดปริมาณขยะอาหารในประเทศไทย ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals:SDGs) ข้อ12: ว่าด้วยเรื่องสร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Ensure sustainable consumption and production patterns) โดยในข้อ 12.3 มีเป้าประสงค์ที่ครอบคลุมประเด็นการลดของเสียที่เป็นอาหาร (food waste) เพื่อจัดการอาหารส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการ “FOOD for GOOD DEED อาหารปันสุข” เกิดจากแนวคิดที่ว่า อาหารทุกชนิดที่เราจำหน่ายมีคุณค่าและไม่ควรถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า เพราะการทิ้งอาหารที่ยังมีคุณภาพดี นอกจากจะสูญเสียทรัพยากรแล้ว ยังเป็นการสร้างขยะอาหารให้เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็น และจะเกิดประโยชน์มากกว่าหากเรานำอาหารที่ยังมีคุณภาพเหล่านั้นนำกลับมาทำให้เกิดคุณค่า ด้วยการส่งมอบให้กับหน่วยงานที่ดูแลเพื่อนำไปส่งต่อให้ผู้อื่นที่ขาดแคลน

ตั้งแต่ปี 2562 บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ  ได้แก่ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนนซ์ (SOS) มูลนิธิวีวีแชร์ ส่งมอบอาหารส่วนเกิน ได้แก่ ผัก ผลไม้ เบเกอรี่ และล่าสุด ท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ 33 สาขา ได้สนับสนุนโครงการ “Care and Share Food for All” (ให้ใจและแบ่งปันอาหารสำหรับทุกคน) ภายใต้การดูแลของสหพันธ์อธิการเจ้าคณะนักบวชในประเทศไทย  บริจาคอาหารส่วนเกิน ให้กับ ศูนย์คาทอลิกทั่วประเทศ 33 ศูนย์ เพื่อนำไปมอบให้กับกลุ่มบุคคลเป้าหมายที่ศูนย์คาทอลิกดูแล เช่น  เด็กยากจน เด็กทุพลภาพ (พิการ  ตาบอด) ผู้สูงอายุและคนเจ็บป่วยในชุมชน รวมไปถึงผู้ลี้ภัยในพื้นที่” นับเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) ตามเป้าหมายอันดับที่ 2 การพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

ซิสเตอร์บังอร มธุรสสุวรรณ เลขาธิการสหพันธ์ฯ ณ อารามพระหฤทัย คลองเตย หนึ่งในผู้รับผิดชอบโครงการ “Care and Share Food for All”  (ให้ใจและแบ่งปันอาหารสำหรับทุกคน) กล่าวว่า “โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่สหพันธ์อธิการเจ้าคณะนักบวชในประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการกำจัดความหิวโหยและการสูญเสียอาหารโดยเปล่าประโยชน์ในประเทศไทย เพื่อนำมายังผู้ยากจนในทุกกลุ่ม ตลอดจนผู้ที่มีอาหารไม่เพียงพอ ทั้งในชุมชนและกลุ่มบุคคลที่อยู่ในความดูแลของคณะนักบวชและ/หรือในสังฆมณฑลต่างๆ ซึ่งเป็นการแสดงออกซึ่งความรักและการแบ่งปันที่เป็นรูปธรรมตามจิตตารมณ์ของพระเยซูคริสตเจ้า และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ โครงการ “Care and Share Food for All” ได้รับการสนับสนุนจากท็อปส์  โดยเริ่มต้นโครงการครั้งแรกเมื่อเดือน มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา มีการรับมอบอาหารส่วนเกินจากท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์  6 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และ พัทยา เพื่อส่งต่อไปยังศูนย์คาทอลิก 5 แห่ง ที่เข้าร่วม ซึ่งการดำเนินโครงการประสบผลสำเร็จอย่างมาก จนปัจจุบันได้ขยายความช่วยเหลือเพิ่มอีก 28 ศูนย์ รวมเป็น 33 ศูนย์ทั่วประเทศ และรับมอบอาหารส่วนเกิน จากท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ รวม 33 สาขา”

ซิสเตอร์ปิยฉัตร บุญมูล ผู้อำนวยการศูนย์ธารชีวิตสตรี อธิการ คณะศรีชุมพาบาลบ้านพัทยา หนึ่งในศูนย์คาทอลิกที่รับอาหารส่วนเกินจาก ท็อปส์ มาร์เก็ต สาขา บ้านแอนด์บียอนด์พัทยา และ พัทยาใต้ ตึกคอม กล่าวว่า “รู้สึกขอบคุณต่อความใจดี มีเมตตาจิตแก่สังคม เพราะโครงการ “FOOD for GOOD DEED อาหารปันสุข” ที่ร่วมส่งมอบอาหารส่วนเกินให้กับโครงการ Care and Share Food for All ของสหพันธ์อธิการเจ้าคณะนักบวชในประเทศไทย มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อเยาวสตรีและบรรดาสตรีที่เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์คาทอลิก คนที่ไม่เงินซื้อข้าวหรือตกงานก็ได้ทานอาหารที่รับมา ยิ่งปัจจุบันมีสถานการณ์ COVID-19 ทางศูนย์ฯ ได้แบ่งบางส่วนของขนมปังประมาณ 30-50 ชิ้น เพื่อนำไปแจกให้กับชาวบ้านที่มารอรับอาหารชายหาดเมืองพัทยาอีกด้วย” ทั้งนี้ ศูนย์ธารชีวิตสตรีเข้าร่วมโครงการเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และมีประชาชนได้รับอาหารจากท็อปส์ราว 200-250 คนต่อวัน

นายสเตฟาน กล่าวเพิ่มเติมว่า  โครงการ “FOOD for GOOD DEED อาหารปันสุข”จะยังคงดำเนินต่อไป เพราะถือได้ว่าเป็นการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอีกรูปหนึ่ง นอกจากความร่วมมือกับมูลนิธิต่าง ๆ ที่มารับสินค้าและนำไปส่งต่อชุมชนแล้ว เรายังยินดีให้ความร่วมมือกับชุมชนต่าง ๆ ที่มีความพร้อมและประสงค์ขอรับอาหารส่วนเกินจากร้านค้าของเรา เพื่อนำไปบริหารจัดการส่งต่ออาหารส่วนเกินไปยังผู้ที่ขาดแคลนภายในชุมชนใกล้เคียงสาขา การดำเนินโครงการดังกล่าวนอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความลำบากให้หลุดพ้นจากความหิวโหย การบริจาคอาหารส่วนเกินยังมีประโยชน์อีกหลากหลายมิติด้วยกัน  ได้แก่ ลดปริมาณการสูญเสียอาหาร  ลดปริมาณขยะอาหารส่วนเกินของประเทศที่ส่งผลต่อมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม  ซึ่งในประเทศไทยขยะอาหารที่ถูกทิ้งในแต่ละวันมีปริมาณสูงมากและไม่ได้รับการบริหารจัดการที่ดีพอ การทับถมของขยะอาหารจึงส่งผลเสียมากมายทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัยของประชาชน และคุณภาพชีวิต  จากวันนั้นถึงวันนี้ “ท็อปส์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ แฟมิลี่มาร์ท” 109 สาขาทั่วประเทศ ได้ร่วมแบ่งปันอาหารส่วนเกินไปแล้วว่า 1,608,161 มื้อ ซึ่งนอกจากช่วยให้ผู้คนได้อิ่มท้องเพื่อมีแรงสู้ต่อแล้ว ยังช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้อีก 727,501.60 กิโลกรัม 

ภาพเด็กน้อยและผู้คนที่ยิ้มออกเมื่อได้รับอาหาร คือแรงผลักดันและแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เรามุ่งมั่นที่จะเดินหน้าช่วยเหลือสังคมต่อไป เพราะท็อปส์รู้ดีว่าทุกมื้อที่อิ่มท้อง ย่อมหมายถึงหนึ่งชีวิตที่สามารถก้าวต่อไปได้ และพร้อมกลับมาเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศไทยไปด้วยกัน 

3 สาเหตุหลักปัญหาการเรียนของลูก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/660026

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

3 สาเหตุหลักปัญหาการเรียนของลูกหมอปุ๊ก Doctor For Kids แนะนำเคล็ด(ไม่)ลับฉบับคุณหมอ เมื่อลูกสุดรักมีปัญหาการเรียน คุณพ่อคุณแม่ต้องแก้อย่างไร?

ปัญหาเรื่องการเรียนของลูกดูเหมือนจะเป็นปัญหาหนักใจของคุณพ่อคุณแม่ เมื่อลูกอ่านเขียนช้า เรียนไม่ทันเพื่อน หลายคนคิดไม่ตกว่าจะแก้ไขอย่างไรดี พญ.ดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษาศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช และเจ้าของเพจ หมอปุ๊ก Doctor For Kids จึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก โดยยกเคสของคุณแม่ท่านหนึ่งที่ลูกชายมีปัญหาการเรียน นำมาบอกเล่าแบ่งปันให้เห็นเป็นตัวอย่าง

หมอปุ๊กเล่ามีคุณแม่ท่านหนึ่งถามว่าลูกชายเรียนอยู่ชั้น ป.2 กาลังจะขึ้นชั้น ป.3 เป็นเด็กฉลาดเฉลียว ร่าเริงแจ่มใส เรียนรู้อะไรเร็ว ช่างพูดช่างคุย ช่างซักช่างถาม ช่วยเหลือตัวเองดี ดูแล้วก็เหมือนกับเด็กวัยประถมทั่วๆ ไป แต่มีปัญหาของลูกอยู่อย่างหนึ่งที่คุณแม่ไม่เข้าใจ ก็คือจะขึ้นชั้น ป.3 แล้ว ทำไมลูกถึงยังอ่านเขียนหนังสือไม่ได้เลย พยัญชนะไทย 44 ตัวก็ยังจำได้ไม่แม่น ไม่นับตัวสะกด ผันวรรณยุกต์ต่าง ๆ จำสับสนปนเปกันไปหมด

คุณแม่เคี่ยวเข็ญ จับมาสอนให้ท่องจำแค่ไหน ไม่นานก็ลืม ต้องมาสอนจำพยัญชนะกันใหม่ตลอด พอเอามารวมตัวสะกดให้เป็นคำ ใส่วรรณยุกต์ ลูกสับสนมาก อ่านเขียนผิดซะมากกว่าถูก จะว่าลูกไม่ฉลาด สติปัญญาไม่ดี ก็ดูจะไม่ใช่ เพราะเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันจะจำได้ดี ดูจะฉลาดเอาตัวรอดเก่ง ตอนนี้มีปัญหาคือ เวลาสอนการบ้านลูกทีไร คุณแม่โมโหทุกที ดุว่าไปบ่อยๆ “แค่นี้ทำไมถึงทำไม่ได้” “มันยากเย็นอะไรหนักหนา” ลูกกลัวคุณแม่ ไม่อยากอ่านเขียน คอยจะเลี่ยง ทำใหัความสัมพันธ์แม่ลูกไม่ดี

ที่โรงเรียน คุณครูแจ้งให้คุณแม่ทราบว่า ลูกเรียนวิชาอ่านเขียนได้ช้า เรียนวิชาการไม่ทันเพื่อนในห้อง แต่พวกวิชาวาดรูป พละศึกษา วิชาที่ต้องลงมือทำสิ่งต่างๆ เด็กทำได้ดีเท่าหรือจะดีกว่าเพื่อนร่วมชั้น คุณครูจึงช่วยด้านการเรียนโดยในเวลาว่างครูจะให้มาฝึกเขียนอ่านแยกต่างหากให้เป็นพิเศษ แต่เด็กก็ยังอ่านเขียนได้ไม่ดีเท่าที่ควร พอจบชั้น ป.2 คุณครูประจำชั้นก็แนะนำให้คุณแม่พาลูกไปหาคุณหมอเพื่อดูว่าลูกมีปัญหาการเรียนรู้ หรือไอคิวบกพร่องอะไรหรือเปล่า พอรู้สาเหตุแล้ว ครูจะได้ช่วยเหลือให้ถูกจุด

เมื่อฟังคุณแม่เล่ามาแบบนี้ ในเบื้องต้น หมอปุ๊กจึงคิดว่าปัญหาหลักของลูกชายก็คือเรื่องปัญหาการเรียน คือเรียนรู้ทางวิชาการ ด้านการอ่าน การเขียนได้ช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกันทั้งๆ ที่ครูและแม่ก็ใส่ใจสอนให้ และถือว่าโชคดีที่ขณะนี้ เด็กไม่มีปัญหาพฤติกรรมหรือปัญหาจิตใจด้านอื่นๆ

หมอปุ๊กได้กล่าวถึงปัญหาการเรียนของเด็กว่ามีสาเหตุหลัก 3 ด้าน คือ

1.จากตัวเด็กเอง เช่น โรคซน สมาธิสั้น โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning disability) หรือแอลดี สติปัญญาบกพร่อง ปัญหาทางจิตใจอารมณ์ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า

2.จากครอบครัว เช่น การเลี้ยงดูไม่เอื้อต่อการเรียนของเด็ก รวมไปถึงขาดปัจจัยในการสนับสนุนการเรียน บรรยากาศครอบครัวเคร่งเครียด มีปัญหาความสัมพันธ์ในบ้าน

3.จากโรงเรียน สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ตามวัย เช่น ระบบการเรียนการสอนของโรงเรียน คุณสมบัติ ความสามารถ และทักษะในการสอนของคุณครู ความสัมพันธ์กับคุณครูและเพื่อนที่โรงเรียน

สำหรับสาเหตุของปัญหาการเรียนที่หมอปุ๊กนึกถึงมากที่สุดสำหรับเคสนี้ ก็คือ “โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ ” หรือ “แอลดี” ซึ่งคำกว่าแอลดีนี้เป็นคำเรียกรวมของความบกพร่องของทักษะ 3 ด้านในการเรียน นั่นคือ

  1. ทักษะการอ่าน
  2. ทักษะการเขียนและการสะกดคำ
  3. ทักษะการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์

หมอปุ๊กได้แนะนำให้คุณแม่พาลูกไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือกุมารแพทย์ เพื่อทำการประเมิน และวินิจฉัยสาเหตุของปัญหาการเรียนของลูก ซึ่งแพทย์จะมีขั้นตอนการดูแลและช่วยเหลือเด็ก โดยซักประวัติเพิ่มเติมจากคุณพ่อคุณแม่ คนในครอบครัวที่เกี่ยวขัองกับเด็กและตัวเด็ก ตรวจร่างกาย ตรวจประเมินสภาพจิตใจของเด็ก และขอข้อมูลปัญหาการเรียนของเด็กจากคุณครู

ตามมาตรฐานการวินิจฉัยโรคแอลดีจะต้องตรวจประเมินระดับสติปัญญาร่วมกับตรวจแบบทดสอบประเมินความถูกต้องในการอ่านและสะกดคำ (Wide- Range -Achievement test) ฉบับภาษาไทย ซึ่งทำโดยนักจิตวิทยาคลินิก นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการช่วยเหลือเด็กโรคแอลดี ก็คือ เด็กแอลดีอาจจะมีภาวะอื่นๆเกิดร่วมด้วย เช่น โรคซน สมาธิสั้น โรควิตกกังวล การขาดแรงจูงใจในการเรียน หรือการมองเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง ฯลฯ ซึ่งภาวะที่พบร่วมเหล่านี้ควรได้รับการช่วยเหลือ ช่วยแก้ปัญหาให้เด็กไปพร้อมๆ กับการช่วยเหลือทางด้านการเรียน ผลการรักษาจึงจะครอบคลุมและได้ผลดีที่สุด

หมอปุ๊กกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเด็กแล้ว การเรียนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ต่อการวางรากฐานชีวิตในอนาคตของเด็กคนหนึ่งเลยทีเดียว ไม่จำเป็นที่เด็กจะต้องแข่งขันกันเรียนอย่างเอาเป็นเอาตายให้ได้ที่หนึ่งในระดับโรงเรียนหรือระดับประเทศ เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องเก่งวิชาการขนาดนั้น แต่หากเด็กคนใดจะเรียนได้ดีระดับนั้นโดยมีความสุขในการเรียน นั่นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี น่าชื่นใจของพ่อแม่ แต่เด็กทุกคนต้องสามารถเรียนรู้ มีทักษะพื้นฐานในการอ่านเขียน การค้นคว้า การคิดวิเคราะห์เหตุผล เพื่อจะได้ต่อยอดหาความรู้ในสายงานต่างๆ ตามความถนัดความชอบต่อไป เมื่อพบว่าเด็กมีปัญหาการเรียนตั้งแต่วัยเด็กเล็ก วัยประถม พ่อแม่และครูก็ไม่ควรเพิกเฉยหรือปล่อยปละละเลย คิดว่าเด็กยังเล็ก ไม่เป็นไร เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน โตขึ้น ปัญหาการเรียนของเด็กจะยิ่งแก้ไขยากขึ้นๆ ดังนั้น หากพ่อแม่และครูพบปัญหาการเรียนของเด็กเล็กและไม่สามารถแก้ไขเองได้ ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เขี่ยวชาญ ซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาและการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและครบวงจร ทั้งที่ตัวเด็ก ครอบครัว และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น

เปิดตัวอุปกรณ์เสริมสุดคูลสำหรับไดร์เป่าผม เพื่อผมสวยเหมือนเดินออกจากซาลอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659825

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 13:55 น.

เปิดตัวอุปกรณ์เสริมสุดคูลสำหรับไดร์เป่าผม เพื่อผมสวยเหมือนเดินออกจากซาลอนDyson เปิดตัวหัวต่อ Flyaway เพื่อผมสวยเหมือนเดินออกจากซาลอน อุปกรณ์เสริมใหม่สำหรับไดร์เป่าผม Dyson Supersonic ด้วยเทคโนโลยี Coanda effect ขจัดปัญหาผมชี้ฟู ไม่มีน้ำหนัก โดยไม่พึ่งความร้อนสูง เพื่อผมสุขภาพดีเหมือนทำจากซาลอน

ตัวช่วยเพื่อผมสวยไม่ง้อซาลอนตอบโจทย์ช่วงล็อกดาวน์ที่สุด สำหรับอุปกรณ์เสริมใหม่ของไดร์เป่าผม Dyson Supersonic อุปกรณ์จัดแต่งทรงผมเพื่อช่วยให้ผมเรียบไม่ชี้ฟู โดยปราศจากความร้อนสูง อุปกรณ์เสริมใหม่หัวต่อ Flyaway ใช้เทคโนโลยีปรากฏการณ์ Coanda effect เทคโนโลยีเดียวกันที่ออกแบบมาเพื่อจัดแต่งทรงผมในผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมอย่าง Dyson Airwrap อุปกรณ์เสริมใหม่นี้ช่วยขจัดปัญหาผมชี้ฟู ทำให้ผมเรียบสวยและเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ 

Emma Sheldon ผู้อำนวยการฝ่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมของ Dyson กล่าวว่า “วิศวกรของเราถูกผลักดันให้คอยพัฒนาสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ และความเชี่ยวชาญในเรื่องการไหลเวียนของอากาศทำให้เราได้ค้นพบศักยภาพของปรากฏการณ์ Coanda หลังจากที่เราได้สังเกตเทคนิคในการแปรงผมและใช้ไดร์เป่าผมของช่างทำผมมืออาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาผมที่ชี้ฟู เทคนิคนี้จะใช้แปรงทรงกลมเพื่อแบ่งผมเป็นส่วน ๆ พร้อมกับใช้ไดร์เป่าผมเพื่อไดร์ผมที่ชี้ฟูให้อยู่ทรง เราจึงได้พัฒนาอุปกรณ์เสริมหัวไดร์ Dyson Flyaway ที่ใช้เทคโนโลยี Coanda effect เพื่อจัดการปัญหาผมที่ชี้ฟูโดยไม่ทำให้ผมเสียจากความร้อนที่สูงเกินไป และสามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน”

นักวิศวกรของ Dyson ได้รวบรวมข้อมูลการออกแบบทรงผมมืออาชีพมากกว่า 1.14 พันล้านชิ้น ซึ่งบันทึกจากการทดลองของช่างทำผมมืออาชีพกว่า 10,000 ชั่วโมง โดยได้สังเกตเทคนิคจากช่างทำผมมากกว่า 420 คนใน 80 ร้านเสริมสวยทั่วโลก จึงพบว่าพวกเขาจะใช้แปรงทรงกลมและไดร์เป่าผมเพื่อทำให้ผมเรียบตรงโดยการไดร์ ส่วนผู้ที่จัดแต่งทรงผมด้วยตัวเองที่บ้านส่วนมากจะใช้ความร้อนที่สูงในการจัดแต่งทรงผม เช่น การใช้เครื่องหนีบผม ซึ่งทำให้ผมได้รับความร้อนเพิ่มโดยไม่จำเป็นและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายที่ป้องกันได้ ผมที่เสียจะอ่อนแอและมีแนวโน้มที่แตกหักได้ง่าย เป็นสาเหตุของผมหลุดร่วง

Jen Atkin Global Styling Ambassador ของ Dyson กล่าวว่า “ฉันคิดว่าเราทุกคนต่างหงุดหงิดเพราะผมที่ชี้ฟู! ไม่มีอะไรจะรู้สึกดีเท่ากับการไปทำผมที่ร้านเสริมสวย เพราะเคล็ดลับในการจัดการผมที่ชี้ฟูเป็นทักษะของช่างทำผมมืออาชีพ อย่างไรก็ตาม เราต้องการให้ลูกค้าของเรามีผมที่เงางามเหมือนทำจากร้านได้เองที่บ้าน ด้วยอุปกรณ์เสริมใหม่ล่าสุดของ Dyson จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการมีผมที่ไม่ชี้ฟูและเงางามสามารถทำผมเองที่บ้านได้อย่งง่ายดาย”

นักวิศวกรได้ทดสอบหลายหนทางก่อนที่จะอุปกรณ์ที่มีความโค้งครึ่งวงกลมที่เหมาะสม ซึ่งทำให้หัวต่อ Flyaway มีรูปร่างที่แตกต่างไป ต้นแบบรุ่นแรก ๆ จะมีลักษณะเป็นวงปิด แต่เมื่อทดสอบเพิ่มเติมแล้วได้พบว่ามันสามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นได้ และปรัชญาด้าน lean engineering ของ Dyson ช่วยผลักดันให้เกิดการตัดทรัพยากรที่ไม่จำเป็นออกโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน

อุปกรณ์เสริมหัว Flyaway สำหรับไดร์เป่าผม Dyson Supersonic ถูกออกแบบให้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนี่เป็นจุดเด่นของ Dyson ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีรูปทรงที่แตกต่างอย่างเช่นไดร์เป่าผม Dyson Supersonic เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อจัดแต่งสไตล์ทรงผมที่หลากหลายให้กับผมประเภทต่าง ๆ โดยไม่ต้องใช้ความร้อนจัด

เครื่องเป่าผม Dyson Supersonic ใช้พลังงานจาก Dyson ดิจิตอลมอเตอร์ V9 ที่มีขนาดเล็กแต่ทรงพลัง สามารถหมุนได้สูงถึง 110,000 รอบต่อนาที ซึ่งเร็วกว่ามอเตอร์เครื่องเป่าผมอื่น ๆ ถึง 6 เท่า ขนาดของ Dyson ดิจิตอลมอเตอร์ V9 ช่วยให้นักวิศวกรสามารถติดตั้งตัวมอเตอร์ให้อยู่ในด้ามจับได้ นอกจากนี้ เครื่องยังมีระบบควบคุมความร้อนอัจฉริยะที่คอยวัดอุณหภูมิความร้อนมากกว่า 40 ครั้งต่อวินาที สามารถช่วยป้องกันความเสียหายจากความร้อนสูงต่อเส้นผม และเทคโนโลยี Air Multiplier จะช่วยกระจายอากาศได้ถึงสามเท่าเพื่อผลิตลมที่ควบคุมด้วยแรงดันและความเร็วสูง ทำให้เป่าผมแห้งได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากทดสอบกับเส้นผมหลายหลายประเภทในห้องปฏิบัติการของเราแล้ว เราได้ออกแบบอุปกรณ์เสริมชนิดต่าง ๆ สำหรับเครื่องเป่าผม Dyson Supersonic เพื่อจัดแต่งทรงผมทุกประเภท อุปกรณ์เสริมที่มีอยู่ตอนนี้ได้แก่หัว Smoothing Nozzle หัว Styling Concentrator และหัว Gentle Air

พบกับอุปกรณ์เสริมหัว Flyaway จะมาพร้อมกับไดร์เป่าผม Dyson Supersonic ตั้งแต่วันนี้ ราคา 14,900 บาท ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Dyson.co.th หรือร้าน Dyson Demo สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว สยามพารากอน และไอคอน สยาม

การ์มิน เปิดตัว “tactix Delta Solar Edition” สมาร์ทวอทช์ระบบจีพีเอส พร้อมฟีเจอร์สุดล้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659821

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 13:35 น.

การ์มิน เปิดตัว "tactix Delta Solar Edition" สมาร์ทวอทช์ระบบจีพีเอส พร้อมฟีเจอร์สุดล้ำประเดิมตลาดครึ่งปีหลัง “การ์มิน” เผยปิดครึ่งปีแรกทำยอดขายนิวไฮ ลุยเปิดตัว “tactix Delta Solar Edition” สมาร์ทวอทช์ระบบจีพีเอส พร้อมฟีเจอร์สุดล้ำ ชูดีไซน์เรียบหรูด้วยวัสดุพรีเมียม แข็งแรงตามมาตรฐาน MIL-STD 810 ของกองทัพสหรัฐ

การ์มิน เผยยอดขายครึ่งปีแรกสูงกว่า 2,399 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณกว่า 74,376 ล้านบาท) โตขึ้น 39% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า จากสินค้ากลุ่มกลางแจ้ง สะท้อนตลาดยังมีดีมานด์ เดินหน้าลุยเปิดตัว Garmin tactix Delta Solar Edition ประเดิมตลาดครึ่งปีหลัง ด้วยจุดเด่นภายใต้คอนเซ็ปต์ BUILT FOR THE LONG MISSION ถ่ายทอดผ่านการเป็นนาฬิกาอัจฉริยะระบบจีพีเอส ที่มีพลังแบตเตอรี่ยาวนานสูงสุดกว่า 120 วัน ในโหมดประหยัดพลังงาน ด้วยระบบชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ ดีไซน์เรียบหรูด้วยวัสดุพรีเมียม แข็งแรงตามมาตรฐาน MIL-STD-810 ของกองทัพสหรัฐอเมริกา พร้อมฟีเจอร์และเทคโนโลยีสุดล้ำที่เรียกใช้งานได้ง่าย ออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติภารกิจลับ และการฝึกซ้อมแบบยุทธวิธี พร้อมยกระดับประสบการณ์กิจกรรมกลางแจ้งด้วยฟีเจอร์ออกกำลังกายและติดตามสุขภาพแบบจัดเต็ม เอาใจผู้ที่หลงใหลในความคล่องตัว และสายเอาท์ดอร์แอดแวนเจอร์

“ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา การ์มินยังคงสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถส่งมอบสินค้าที่มีฟีเจอร์ที่เป็นที่ต้องการ และมีความแม่นยำเชื่อถือได้ อาทิ ตัววัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) และฟีเจอร์การมอนิเตอร์สุขภาพอื่นๆ มาพร้อมกับตัวเลือกด้านดีไซน์ที่หลากหลายให้กับลูกค้าได้ทันท่วงที ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกสามารถทำยอดขายนิวไฮได้สูงสุด เพิ่มขึ้นกว่า 39% ในภาพรวม และเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในทวีปเอเชียแปซิฟิกเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มกลางแจ้ง ได้แก่ สินค้าในซีรีส์ DESCENT และ FORERUNNER ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ภาพรวมสินค้ากลุ่มกลางแจ้ง ในครึ่งปีแรกเติบโตขึ้นกว่า 52%” สกาย เชน ผู้อำนวยการ การ์มิน ประเทศไทย กล่าว

“ในครึ่งปีหลัง การ์มิน ยังคงเดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยจะประเดิมตลาดครึ่งปีหลังด้วยการเปิดตัว Garmin tactix Delta Solar Edition ที่รุกเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการทำมิชชั่นมีการใช้งานแบบเฉพาะตัวมากขึ้น กับจุดเด่นในเรื่องของแฟชั่นการดีไซน์ที่ทำให้ดูคล่องตัว มาตรฐานในการเลือกใช้วัสดุ ความง่ายในการเรียกใช้งานของแต่ละฟีเจอร์ และเทคโนโลยีการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยให้ระยะเวลาการใช้งานของสมาร์ทวอทช์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น” มร. สกาย กล่าวเสริม

Garmin tactix Delta Solar Edition มาพร้อมหน้าจอเลนส์แซฟไฟร์ และกรอบเคลือบคาร์บอนคุณสมบัติแข็งแกร่งคล้ายเพชรช่วยป้องกันรอยขีดข่วน หน้าจอดิสเพลย์ขนาดใหญ่ 1.4 นิ้ว ถือได้ว่าเป็นนาฬิกาหน้าปัดกลมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของการ์มิน ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการใช้งานในทุกสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ตามมาตรฐาน MIL-STD-810 ของกองทัพสหรัฐฯ อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ยุทธวิธีสำหรับการฝึกซ้อมและปฏิบัติภารกิจลับ ไม่ว่าจะเป็น โหมด Night Vision Capacity โหมดการใช้งานที่ทำให้สามารถมองเห็นหน้าจอได้เมื่อสวมใส่ Night Vision Goggles โหมด Stealth เพื่อการหยุดบันทึกและแชร์ตำแหน่ง GPS รวมถึงหยุดการเชื่อมต่อการสื่อสารแบบไร้สาย ฟีเจอร์ Kill Switch ลบข้อมูลเพื่อความปลอดภัย  โหมด Jumpmaster โหมดการคำนวนความสูง นำทาง และคำนวนจุดปล่อยตัวและลงจอดเพื่อการกระโดดร่ม รวมไปถึงโหมด Dual-Format GPS ระบุตำแหน่งพร้อมกัน 2 ค่าที่มาพร้อมแผนที่ topographic เพื่อการระบุตำแหน่งที่แม่นยำยิ่งขึ้น Garmin tactix Delta Solar Edition ยังมาพร้อมกระจกแซฟไฟร์ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 120 วัน ในโหมดประหยัดพลังงาน

นอกเหนือไปจากความสามารถในการซัพพอร์ตการฝึกซ้อมและการปฏิบัติภารกิจลับ Garmin tactix Delta Solar Edition ยังเป็น สมาร์ทวอทช์จีพีเอสระดับพรีเมียมที่อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นปีนเขา วิ่งเทรล ปั่นจักรยาน กอล์ฟ สกี และดำน้ำ รวมทั้งยังมีฟีเจอร์ติดตามสุขภาพที่สำคัญ เช่น ฟีเจอร์วัดค่าการใช้ออกซิเจนของร่างกายเมื่อออกกำลังอย่างเต็มกำลัง (VO2 max) ฟีเจอร์ติดตามและแนะนำการวิ่ง (PacePro) ฟีเจอร์ติดตามการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Tracking) และ ฟีเจอร์ติดตามระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Ox Blood Sensor) สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับเพื่อรับการแจ้งเตือนการโทรเข้าออก ข้อความ และปฏิทินนัดหมาย จัดเก็บเพลงโปรด รวมทั้งเชื่อมต่อ Garmin Pay เพื่อการชำระเงินแบบปราศจากการสัมผัส (Contactless)

Garmin tactix Delta Solar Edition ยังมาในรูปลักษณ์ดีไซน์เรียบหรูด้วยวัสดุพรีเมียม และยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรงทนทานตามมาตรฐานการออกแบบของกองทัพสหรัฐฯ ด้วยหน้าจอและปุ่มกดขนาดใหญ่ จึงทำให้ใช้งานได้อย่างสะดวก มาพร้อมสายรัดข้อมือไนลอนและสายซิลิโคนสีดำ ให้ผู้ใช้เลือกใช้งาน ตอบโจทย์การใช้งานแบบสมบุกสมบันทุกภารกิจ แต่ไม่ทิ้งความมีสไตล์ด้วยการใช้สีดำทั้งตัวเรือนที่สามารถเข้าได้กับทุกลุค

นอกจากนี้ เทคโนโลยีจากการ์มิน มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการฝึกซ้อมและภารกิจของกองกำลังทหารสหรัฐอเมริกามายาวนานหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์จีพีเอสที่ใช้ในกองทัพสหรัฐฯ ในภารกิจสงครามอ่าว (Gulf War) ในปีพ.ศ. 2534 ไปจนถึงการใช้สมาร์ทวอทช์การ์มินในหมู่นักบินนาวิกโยธินสหรัฐฯ เพื่อประเมินสภาพความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจเมื่อต้องปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาวะกดดันระดับสูง การ์มินยังได้พัฒนาเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ (Wearable Technology) สำหรับการใช้งานด้านการทหารอย่างต่อเนื่อง และด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ทั้งหลากหลายและเฉพาะเจาะจง การ์มินจึงได้ยกเอาเทคโนโลยีระดับสูงตามมาตรฐานทางทหารมาสู่ข้อมือของผู้ใช้งานในรูปแบบนาฬิกาอัจฉริยะ Garmin tactix Delta Solar Edition ถือเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดในการนำเทคโนโลยีระดับสูงมานำเสนอแก่ผู้บริโภคเพื่อการใช้งานที่แม่นยำในชีวิตประจำวัน

เป็นเจ้าของ Garmin tactix Delta Solar Edition ได้แล้ววันนี้ ในราคา 37,390 บาท ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของการ์มินทุกสาขา สามารถติดตามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3iiJH0G ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ Garmin Thailand และ อินสตาแกรม Garmin Thailand

Hyperconnectivity กุญแจหลักสู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659782

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 10:05 น.

Hyperconnectivity กุญแจหลักสู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยโดย ธนัตถ์ เตชะธนบัตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา

ประเทศไทยได้ก้าวสู่ยุคแห่งนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยุคที่ทั้งผู้คนและภาคธุรกิจต่างยอมรับเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงกระนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่ารวดเร็วเสียจนบางทีก็เร็วเกินกว่าเมืองที่เราอาศัยอยู่จะปรับตัวได้ทัน 

อีกเพียงไม่นาน ประเทศไทยจะขยับเข้าใกล้ความเป็นไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งผู้บริหารของเมืองต่าง ๆ ในประเทศกำลังมองหาหนทางที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่ในปกครองของตน สิ่งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ปรากฏอยู่ในแผนงานพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City Plan) ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาเมือง 100 แห่งทั่วประเทศไทยให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะภายในปี 2565 และยังช่วยให้ประเทศได้ตระหนักถึงเป้าหมายในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

กระนั้นก็ดี การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ยิ่งทำให้ดิสรัปชั่นดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น การพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่สามารถให้ความสำคัญแต่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่สามารถปรับระดับขีดความสามารถ และสามารถใช้ในสถานการณ์จริงได้ด้วย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ได้สอนพวกเราว่าความยั่งยืนควรเป็นปัจจัยสนับสนุนในการก่อร่างสร้างตัวของเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้เมืองเหล่านั้นจะต้องเข้าถึงจุดที่เป็นสามารถเชื่อมต่อหากันได้ทุกมิติ (hyperconnected maturity)

อะไรที่ช่วยทำให้เมืองเกิดการเชื่อมต่อในทุกมิติได้

โดยพื้นฐานนั้น เมืองที่มีการเชื่อมต่อในทุกมิติ หรือ hyperconnected city จะสามารถปลดล็อคค่านิยมทางด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมที่มีความสำคัญได้ด้วยการผลักดันการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนแปลงและเชื่อมต่อในจุดที่สำคัญต่อระบบนิเวศเมืองให้กับประชากรด้วยความรอบคอบ  สิ่งที่ทำจะต้องเป็นมากกว่าแนวความคิดทั่วไปของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่ง hyperconnected city จะให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี  ขณะเดียวกันก็ยังเชื่อมต่อกับหน่วยงานรัฐบาล สถานประกอบการธุรกิจ สถาบันการศึกษา และประชาชน  เพื่อปรับปรุงพัฒนาในการส่งมอบบริการอัจฉริยะต่าง ๆ  ซึ่งทำได้โดยผ่านการกำหนดองค์ประกอบหลักทั้งสี่ ที่เมืองเหล่านั้นจะสามารถรับรู้ถึงผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แต่ว่าเราจะประเมินความแข็งแกร่งของการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบทั้งสี่ในเมือง ๆ หนึ่งได้อย่างไร และองค์ประกอบสี่อย่างนั้นมีอะไรบ้าง จากรายงานเรื่อง Building a Hyperconnected City ที่โนเกียได้ทำงานร่วมกับ ESI ThoughtLab การเชื่อมต่อจะต้องถูกประเมินโดยพิจารณาสี่องค์ประกอบหลักของการเปลี่ยนแปลงเมือง ได้แก่ เทคโนโลยี ข้อมูลและการวิเคราะห์ ความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ และประชากรที่เชื่อมโยงถึงกัน

บนพื้นฐานขององค์ประกอบหลักทั้งสี่นั้น เราระบุได้ว่าในปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมี 20 เมืองที่สามารถถูกจัดกลุ่มให้เป็น hyperconnected city ได้ ขณะที่แต่ละเมืองได้เข้าถึงบางส่วนของการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบหลักต่าง ๆ นั้น เมืองเหล่านั้นก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่จากระดับวุฒิภาวะในการเข้าถึงการเชื่อมต่อที่ต่างกัน  อย่างเช่นกรุงเทพมหานครก็เป็นหนึ่งในเมืองเหล่านั้นและได้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมีการดำเนินการที่เหมาะสมและเป็นลำดับขั้นตอนอย่างไรในการพัฒนาสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะ ถึงอย่างไรก็ตาม เมืองไทยยังเฝ้ารอโอกาสในการส่งเสริมการพัฒนาในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น ดังเห็นได้จากความพยายามที่จะพัฒนาพื้นที่สำคัญ ๆ ของประเทศ อย่างโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ที่เป็นความร่วมมือขององค์กรภาครัฐและเอกชน ผู้บริหารเมือง เอ็นจีโอ และสถาบันการศึกษา 

การยอมรับ IoT ของประเทศไทย

Hyperconnected city ทั้งหลายกำลังขยายขอบข่ายการใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงไปทั่วทั้งระบบนิเวศเมือง ขณะนี้ทั้ง 20 เมืองที่กล่าวถึงข้างต้นกำลังเร่งเดินหน้าให้เกิดการยอมรับความก้าวหน้านี้ด้วยการปรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสารโทรคมนาคม และโซลูชั่นเทคโนโลยีด้าน Mobility เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแบบองค์รวม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีไอโอที (IoT: Internet of Things) และการยอมรับเทคโนโลยีดังกล่าวในเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชียทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ที่มุ่งไปสู่ความเจริญแบบเมืองอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชากรมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น และคนอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ความยั่งยืนในแบบเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างสถานที่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยต่อการอยู่อาศัยและทำงานให้กับชาวเมือง และ IoT สามารถช่วยให้เมืองเหล่านี้ใช้เครื่องมือดิจิทัลที่สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน (และในอนาคต) ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

ประเทศไทยกำลังขยายการใช้งาน IoT ให้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว  การยอมรับการใช้งานในขอบข่ายนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในภาคส่วนหลัก ๆ ของประเทศ อาทิ ภาคการผลิต โลจิสติกส์ และการขนส่ง ที่ยังนับรวมไปถึงด้านบริการสาธารณะต่าง ๆ ด้วย เช่น มาตรการที่เคยดำเนินการโดยบริษัทไปรษณีย์ไทยที่จะประยุกต์ใช้งาน IoT ในการสร้างกล่องไปรษณีย์อัจฉริยะ (smart mailboxes) ที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของบริการไปรษณีย์ทั่วประเทศ 

จากงานวิจัยของโนเกีย กรุงเทพฯ และเมืองอื่น ๆ อีก 19 แห่งที่ได้รับการสำรวจ ต่างมองหาลู่ทางที่จะขับเคลื่อนการใช้งาน IoT ต่อไปในระยะสามปีข้างหน้านี้  เมืองเหล่านี้เองยังได้มีการจัดให้ IoT มีความสำคัญในลำดับต้น ๆ ในแง่ของการสร้างข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้งานเพื่อการปรับพัฒนาการบริหารจัดการเมืองให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

เพิ่มศักยภาพความเป็นเมืองอัจฉริยะของไทยด้วยการบริหารข้อมูล

Hyperconnected city ทั้งหลายใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่าง IoT เพื่อกระตุ้นการใช้ข้อมูลที่หลากหลายในวงกว้างให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริหารเมือง ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลแบบดั้งเดิม อาทิ ข้อมูลที่รวบรวมมาจากส่วนงานต่าง ๆ ของเมือง สถานประกอบการท้องถิ่น และการสำรวจประชากร และข้อมูลรูปแบบใหม่ เช่น จากระบบตรวจจับด้วย IoT ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแม้กระทั่งที่ได้มาจากโซเชียลมีเดีย 

ด้วยการผสานการใช้งานทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริงจากแหล่งต่าง ๆ hyperconnected city จะช่วยพัฒนาการบริหารและความยั่งยืนของเมืองได้ ตัวอย่างเช่น เมืองส่วนใหญ่ที่เราได้ทำการสำรวจไปนั้นมีการปรับใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโทรคมนาคม โดยขณะที่กึ่งหนึ่งกำลังใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ในด้านบริการและระบบทางด้านการเงิน การรับส่งข้อมูลแบบเคลื่อนที่ (mobility) และการคมนาคมขนส่ง เช่นเดียวกับงานระบบรักษาความปลอดภัย (ทั้งทางกายภาพและดิจิทัล)  ขณะเดียวกัน ส่วนที่สามของการใช้งานข้อมูลเหล่านั้นก็เป็นไปในเรื่องของความปลอดภัย การสาธารณสุข และการส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนในเมืองนั้น ๆ

สำหรับประเทศไทย มีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการใช้งานข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้นในเมืองต่าง ๆ ซึ่งสิ่งสำคัญเหนืออื่นใด คือไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงในหัวเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่นกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในอีกหลาย ๆ จังหวัด เช่น ชลบุรี และ ระยอง เป็นต้น

Hyperconnectivity – เมื่อการเชื่อมต่อในทุกมิติช่วยสร้างผลกำไรตอบแทนได้มากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการรับมือกับความท้าทายในเรื่องความยั่งยืนของเมืองโดยตรงแล้ว  ผู้บริหารเมืองนั้น ๆ ยังต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุนสำหรับเมืองอัจฉริยะเพื่อสร้างผลกำไรตอบแทนให้ได้มากที่สุด เราเชื่อว่าการจะก้าวสู่สภาวะที่สามารถเชื่อมต่อได้ในทุกมิตินั้น เมืองอัจฉริยะจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่สร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี  เมืองทั้งหลายยังต้องทำความเข้าใจว่าการลงทุนในเรื่องอะไรที่จะสามารถสร้างผลกำไรตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดได้  โดยอ้างอิงจากงานวิจัย โครงการธรรมาภิบาล ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในบรรดาการลงทุนด้านอื่น ๆ ภายในระบบนิเวศเมือง  ขอยกตัวอย่างโดยเลือกโครงการที่เกี่ยวกับธรรมาภิบาลอิเล็กทรอนิกส์  สำหรับเมืองต่าง ๆ ที่พึ่งจะเริ่มนำโซลูชั่นเพื่อการเชื่อมต่อแบบครบวงจรมาใช้งานจะเห็นว่ามีตัวเลขผลกำไรตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ร้อยละ 2.6 ในขณะที่หัวเมืองชั้นนำที่มีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมากกว่า ตัวเลขผลกำไรตอบแทนโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 5.6 และไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่ในทางกลับกัน hyperconnected city ที่อยู่ในการสำรวจของเรายังเป็นเมืองที่มีการให้บริการต่าง ๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-service) และโปรแกรมต่าง ๆ ในระดับสูงที่ช่วยมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าในการใช้ชีวิตแบบคนเมือง  ดังนั้น เมื่อเมืองต่าง ๆ มีการเชื่อมต่อที่เข้าถึงได้ในทุกมิติมากขึ้น เครือข่ายที่เชื่อมต่อนั้นจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่หลากหลายได้ด้วย

กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่มองหาโอกาสเพื่อดึงการลงทุนที่มีมูลค่าสูงให้เพิ่มมากขึ้นผ่านโร้ดแม็ปของแผนยุทธศาสตร์ชาติไทยแลนด์ 4.0 ที่รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในด้านบริการสาธารณะ การคมนาคมขนส่ง และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้ผลักดันการสาธารณสุขของประเทศสู่อนาคตด้วยการเริ่มนำบริการด้านสุขภาพทางไกล (telehealth) บนเครือข่าย 5G มาใช้งานตั้งแต่ระยะแรกของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกด้วย  โดยขณะที่เป้าประสงค์พื้นฐานของการนำระบบนี้มาใช้คือเพื่อลดภาระให้กับบุคลากรด่านหน้า และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการสาธารณสุขแล้ว การปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนี้ยังช่วยสนับสนุนภาคการสาธารณสุขในภาพรวม  ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพภาคเอกชนสามารถใช้ประโยชน์เพื่อเสริมสร้างความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในวงการอุตสาหกรรมนี้ของประเทศด้วย

ผู้มีส่วนในการบริหารเมืองของประเทศไทยต้องให้ความสำคัญและมองหาหนทางที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นในระยะยาว

ณ ตอนนี้ ประเทศไทยกำลังเข้าใกล้ความเป็นเมืองอัจฉริยะที่มีการเชื่อมต่อในทุกมิติยิ่งกว่าเดิม โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองชั้นนำในการปรับเปลี่ยนที่ว่านี้  อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเมืองต่าง ๆ จะต้องมีการฝึกทักษะด้านความอดทน นั่นคือพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน แพลตฟอร์มที่หลากหลาย ความต้องการข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ และการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับความต้องการของเมือง

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า และนำไปใช้ได้กับทุกเมืองคือ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในจุดไหนของการพัฒนาความเป็นเมืองอัจฉริยะก็ตาม ผู้บริหารเมืองจะต้องทำให้แน่ใจได้ว่าประชนชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของเมืองให้การสนับสนุน  โดยการปรับปรุงในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของแผนงานการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

การสร้างเมือง hyperconnected city จำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร หากแต่ผลที่ได้นั้นถือว่าคุ้มค่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปสู่การปรับปรุงสวัสดิการด้านสังคมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการขับเคลื่อนให้เมืองเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และการใช้ประโยชน์จากผลพลอยได้อื่น ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย  และเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น ประเทศไทยได้วางมาตรการเชิงรุกต่างๆ ไว้รองรับแล้ว  ดังนั้น ผู้บริหารเมืองต่างๆ ควรจะมองหาโอกาสที่จะส่งเสริมให้บรรลุวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ชาติไทยแลนด์ 4.0 ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางเพื่อการเป็นเมืองอัจฉริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภูมิทัศน์ทางด้านสังคมและธุรกิจของประเทศได้วิวัฒน์ไปเพื่อการสร้างอุปสงค์ใหม่ในอนาคต