‘สเปซ วอล์กเกอร์’ ตอบโจทย์อนาคตสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522670

‘สเปซ วอล์กเกอร์’ ตอบโจทย์อนาคตสังคมผู้สูงอายุ

ประกวดนวัตกรรมสำหรับบ้านผู้สูงวัย

ย้อนกลับไปเมื่อกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน และสถาบันพลาสติก กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ Autodesk Thailand ได้ประกาศผลโครงการประกวด “ITCi Award 2017” ในหัวข้อ “นวัตกรรมสำหรับบ้านผู้สูงวัย”

ภายใต้โจทย์อุปกรณ์ช่วยภายในบ้านเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและสะดวกสบาย (Independent living) พร้อมสิทธิพิเศษในการใช้พื้นที่ทำงานและเครื่องมือเครื่องจักรพร้อมใช้ครบครันที่มารวมตัวกันใน “ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต” (Industry Transformation Center, ITC) แห่งใหม่ ที่ก่อตั้งขึ้นโดย 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

จุดที่น่าสนใจของการประกวดครั้งนี้ ก็คือ นวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยได้รับความสนใจจากคณะกรรมาธิการการสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่พิจารณาติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวมถึงผู้ที่คิดสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมเพื่อดูแลกลุ่มบุคคลดังกล่าว

มาดูกันว่านวัตกรรมนี้สำหรับผู้สูงอายุที่คิดค้นประดิษฐ์โดยคนไทยจะตอบโจทย์อนาคตสังคมผู้สูงอายุได้อย่างไร?

พรชัย ตระกูลวรานนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เล็งเห็นความสำคัญเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่จะมาช่วยตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในอนาคตอันใกล้ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแล

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. จึงได้เปิดโอกาสเวทีส่งเสริมให้เยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ ได้แสดงความรู้ความสามารถอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งแสดงศักยภาพในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงวัย

รวมทั้งเป็นการผลักดันให้เกิดการสร้างเครือข่ายและกิจกรรมภายในศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (ITC) เพื่อให้เป็น Co-Working Space โดยเฉพาะในส่วนของ ITC-innovate ที่รวบรวมเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับการผลิตชิ้นงานต้นแบบเชิงอุตสาหกรรมเพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการ และกระตุ้นให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ผลักดันประเทศไทยให้เกิดโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและตลาดโลก

“กิจกรรมการประกวดครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อนำเสนอสู่ตลาดและทดสอบความต้องการของตลาดเบื้องต้นก่อน ทำให้ช่วยประหยัดเวลา ค่าแรง และต้นทุนการผลิต ตลอดจนได้ต้นแบบที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุซึ่งเริ่มมีมากขึ้นในสังคมไทย”

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า คณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานสร้างสรรค์ที่ส่งเข้ามาทั้งสิ้น  46 ทีม เหลือ 16 ทีม ซึ่งผลงานทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของผลงานที่ส่งเข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นผลงานที่จัดทำขึ้นใหม่ หรือไม่เคยผ่านการนำเสนอที่ใดมาก่อน รวมไปถึงจะต้องไม่มีการลอกเลียนแบบ หรือละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานอื่นใดเด็ดขาด ทั้งนี้ผลงานที่ส่งเข้าประกวดในโครงการถือเป็นสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าของผลงานที่ส่งเข้าประกวด

ผู้อำนวยการเอ็มเทค กล่าวว่า ทั้งนี้สำหรับทีมที่ชนะเลิศ โครงการประกวด “ITCi Award 2017” ได้แก่ ทีม “สเปซ วอล์กเกอร์” โดย วรัตถ์ สิทธิ์เหล่าถาวร รมณ์ พานิชกุล และเมธาสิทธิ์ เกียรติ์ชัยภา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากผลงานนวัตกรรม “สเปซ วอล์กเกอร์” ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เดินด้วยตัวเองได้อย่างลำบาก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ช่วยในการฝึกเดินทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง โดยจะช่วยพยุงน้ำหนักของผู้สูงอายุ และช่วยในการเดิน และยังป้องกันการหกล้ม หากเกิดกรณีหกล้ม จะป้องกันเข่าและศีรษะของผู้ใช้งานไม่ให้กระแทกพื้น ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานง่ายสะดวกในการพกพา ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 2 แสนบาท พร้อมโล่รางวัล เกียรติบัตร และได้รับสิทธิเดินทางไปทัศนศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น

ส่วนทีมที่คว้ารางวัลที่ 2 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 1 แสนบาท พร้อมโล่รางวัล และเกียรติบัตร ได้แก่ ทีม “Stand by Me” โดย สายรัก สอาดไพร บารมี บุญมี และชัยพัฒน์ ศรีขจรลาภ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากผลงานนวัตกรรม “Sit to Stand Trainer with Assessment of Balance Ability : An Apparatus for Rehabilitation and Exercise for Elderly at Home” เป็นเครื่องออกกำลังกายและกายภาพบำบัดสำหรับการฝึกลุกยืน โดยเครื่องมือจะช่วยประคองตัวในขณะลุกขึ้นยืนจากท่านั่ง ทั้งยังสามารถประเมินสมรรถภาพการทรงตัวของผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยได้

สำหรับรางวัลที่ 3 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 5 หมื่นบาท พร้อมโล่รางวัล และเกียรติบัตร ได้แก่ ทีม “BotTherapist” โดย สุจิรัชย์ อัฏฐะวิบูลย์กุล เพ็ญพิชชา หวังลาวัลย์ และก้องเกียรติ รสหอมภิวัฒน์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จากผลงาน นวัตกรรม “หุ่นยนต์แบบเคลื่อนที่สำหรับอยู่เป็นเพื่อนผู้สูงอายุ” พัฒนามาจากหุ่นยนต์ส่งเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก โดยออกแบบเพื่อให้เป็นเพื่อนคลายเหงาให้กับผู้สูงอายุ และช่วยอำนวยความสะดวกในการดูแลผู้สูงอายุให้กับบุตรหลาน

สนช.ช่วยหนุน “สเปซ วอล์กเกอร์” ให้ใช้งานได้จริง

ผู้สูงอายุที่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสุขในการดำรงชีวิตประการหนึ่ง เพราะสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเอง แต่ปัญหาของผู้สูงอายุที่เรามักจะพบกันทั่วไปคือ หลายคนไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง เมื่อเดินเองไม่ได้ จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยการรอให้ผู้อื่นนำพาตนไปยังที่ต่างๆ ที่ต้องการจะไป แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่กว่านั้น คือ เมื่อผู้สูงอายุเดินเองไม่ได้ หลายคนก็กลายเป็นผู้ที่เกิดอาการหงุดหงิด จิตตก กังวล และฟุ้งซ่าน เนื่องจากไม่ได้ออกไปสัมผัสกับโลกภายนอกตามที่ตนเองต้องการจะได้พบได้เห็น

จากผลงานนวัตกรรม “สเปซ วอล์กเกอร์” ที่ชนะเลิศโครงการประกวด “ITCi Award 2017” เนื่องจากมีความโดดเด่นของผลงาน สามารถนำไปใช้ได้จริง เพราะผลงานต้นแบบมีความสมบูรณ์มาก พร้อมนำไปประยุกต์ใช้ต่อได้ทันที ดังนั้นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาการเดิน อุปกรณ์ดังกล่าวช่วยตอบสนองได้เป็นอย่างดี

คณะกรรมาธิการการสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวมถึงผู้ที่คิดสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมเพื่อดูแลกลุ่มบุคคลดังกล่าว จึงได้เชิญหน่วยงานที่มีงานด้านนวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการเข้าร่วมประชุม โดยให้ความสนใจกับสิ่งประดิษฐ์ด้านเครื่องช่วยเดินสำหรับผู้สูงอายุ หรือ สเปซ วอล์กเกอร์

คณะนักประดิษฐ์สเปซ วอล์กเกอร์ ได้เข้านำเสนอถึงมูลเหตุและแรงบันดาลใจในการผลิตนวัตกรรมนี้ให้เกิดขึ้นว่า เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี สถิติปี 2558 มีประชากรผู้สูงอายุจำนวนร้อยละ 11 ของประชากรทั้งหมด (ประมาณ 2 ล้านคน) ดังนั้น จึงคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) และจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี 2574

ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 28 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ดังนั้นเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและเพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุได้อย่างสมบูรณ์ จึงเกิดแนวคิดค้นคว้าสิ่งประดิษฐ์เทคโนโลยี “สเปซ วอล์กเกอร์” หรือเครื่องช่วยเดินสำหรับผู้สูงอายุ

นอกจากกลุ่มผู้สูงอายุแล้ว ยังมีกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และผู้พิการทางการเคลื่อนไหว มีจำนวนประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งต้องการเครื่องมือเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกเช่นเดียวกัน โดยผู้สูงอายุผู้พิการ และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ส่วนใหญ่นอกจากจะสูญเสียความสามารถทางร่างกาย จึงมีข้อจำกัดในการเดินทางด้วยตนเอง

ในขณะเดียวกัน จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ด้านการฟื้นฟูและกายภาพบำบัดในประเทศไทยมีอยู่จำกัด และมีค่าใช้จ่ายสูงในการทำงานด้านการฟื้นฟู เพราะปัจจัยหลักคือต้นทุนการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศมีราคาสูงมาก จึงส่งผลกระทบให้ผู้ที่ต้องการใช้เครื่องมือดังกล่าว โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยขาดโอกาสฟื้นฟูร่างกาย

ดังนั้น คณะนักวิจัยจึงคิดค้นต้นแบบนวัตกรรมที่ผู้พิการสามารถเข้าถึงการฟื้นฟูรักษาได้ในราคาประหยัด ซึ่งมีอุปกรณ์ช่วยเดินที่สามารถปรับแรงช่วยพยุงได้ สเปซ วอล์กเกอร์ ซึ่งได้รับรางวัลเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่นำเสนอร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ

โดยอธิบายว่า สเปซ วอล์กเกอร์ เป็นอุปกรณ์กายภาพบำบัดที่พัฒนามาจากวอล์กเกอร์ หรืออุปกรณ์ช่วยเดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์พื้นฐานกายภาพบำบัดเพื่อทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แต่ที่ผ่านมาอุปกรณ์ดังกล่าวไม่มีระบบพยุงน้ำหนักจึงเกิดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยซึ่งกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะหกล้มขณะฝึกเดิน ซึ่งในต่างประเทศจะมีอุปกรณ์เป็นเครื่องไดนามิกส์ช่วยพยุงน้ำหนักผู้ป่วยขณะเดินตามราง จึงตัดปัญหาการหกล้มได้เบ็ดเสร็จ

ดังนั้น จึงได้คิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์ช่วยเดินที่สามารถปรับแรงช่วยพยุงได้ สเปซ วอล์กเกอร์ ขึ้นมาเพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและเพิ่มระบบพยุงน้ำหนักเพื่อป้องกันการหกล้ม รวมทั้งได้พัฒนาเครื่องกายภาพบำบัดให้มีระบบยกน้ำหนักและสามารถนำไปฝึกที่บ้านได้ เนื่องจากการทำกายภาพที่ดีควรฝึกทุกวันจึงจะเพียงพอที่จะฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

อุปกรณ์ดังกล่าวถือเป็นนวัตกรรมชิ้นสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเนื่องจากราคาไม่แพง ทั้งนี้ได้กำหนดแผนการจัดจำหน่ายสู่ตลาดอย่างเป็นทางการในปี 2561

7 ประโยคที่ทำให้คุณกลายเป็นคนไม่มั่นใจทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ต.ค. 2560 เวลา 10:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522691

7 ประโยคที่ทำให้คุณกลายเป็นคนไม่มั่นใจทันที

รวมคำพูดที่ควรหลีกเลี่ยงหากอยากเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง

ใครๆ ก็อยากดูมั่นใจในตัวเอง เนื่องจากความมั่นใจในตัวเองนั้นก็เป็นหนึ่งในการส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดี เรื่องของคำพูดและการแสดงออกเป็นสิ่งสำคัญมากในการเสริมสร้างบุคลิกภาพ คำพูดบางประโยคจึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหากอยากเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง

1. พูดคำว่า “ฉันขอโทษ” หลายครั้งต่อวัน – จากการศึกษาของ Self-Esteem Institute บอกว่า คำขอโทษ คือปัญหาใหญ่ในเรื่องความมั่นใจ ถ้าคุณมีปัญหาหลังจากเหตุการณ์ที่ทำให้คุณต้องขอโทษ ให้วิเคราะห์สถานการณ์ก่อน เช่น คุณทำเรื่องแย่ขนาดที่คุณต้องขอโทษหรือเปล่า?

2. “ก็แค่โชคดีแค่นั้น” – คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะบอกว่า “ฉันก็แค่โชคดีเท่านั้น!” พวกเขาลืมไปว่าพวกเขาต้องพยายามอย่างหนักกว่าจะได้ผลลัพธ์นี้ สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับว่าคุณเก่ง และถ้ามีคนชื่นชมคุณ ให้รู้จักกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” แทนที่จะเป็นการขอโทษ

3. “ฉันสงสัยว่าคุณคิดยังไงเกี่ยวกับฉัน” – ในรายงานของนักวิทยาศาสตร์จาก University of New Hampshire (สหรัฐ) คนที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำจะมีความกังวลเกี่ยวกับความเห็นของผู้อื่นมากกว่า ในกรณีนี้คุณต้องเข้าใจว่าทุกคนย่อมใส่ใจแต่พวกเขาเอง และไม่มีใครคิดเรื่องของคุณหรอก เลิกใส่ใจความเห็นพวกเขาได้แล้ว

4. “ฉันไม่รู้ว่าจะเลือกอะไร” – คนที่มีความมั่นใจในตัวเองต่ำมักตัดสินใจยากและเปลี่ยนใจบ่อย ควรทำให้ชีวิตง่ายขึ้นสำหรับความกล้าในการตัดสินใจ เช่น ถ้าไม่รู้ว่าจะสั่งอะไร ก็ให้เลือกซีซาร์สลัดไว้ก่อน

5. ใช้ถ้อยคำที่ดูถูกตัวเอง – คนที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำ จะใช้คำในเชิงดูถูกเมื่อพูดถึงตัวเอง จนดูเหมือนเป็นตัวตลก สิ่งที่ต้องทำคือ ถ้าคุณไม่ใส่ใจกับปัญหา คนอื่นก็คงไม่สังเกตเห็น

6. “ทุกคนก็เห็นอย่างนั้น” – ประโยคเหล่านี้ “ทุกคนก็เห็นอย่างนั้น” “ส่วนใหญ่ก็คิดเหมือนกัน” “ทุกคนก็ต้องการ” เป็นตัวอย่างของการกลับความคิดเห็นส่วนบุคคลและกลายมาเป็นทัศนคติของสังคม ต้องเข้าใจว่าความคิดเห็นส่วนบุคคลเป็นบุคลิกภาพของคุณ

7. “ฉันคิดต่างนะ แต่ฉันก็จะเห็นด้วย” – คุณเคยเห็นคนที่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคนที่มีความสามารถน้อย แต่มีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าหรือไม่? พวกเขาจะไม่ถูกโต้แย้งและได้รับการเห็นด้วยโดยง่าย นี่ไม่ใช่ลักษณะที่เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องความกลัวเกี่ยวกับความล้มเหลวและความผิดพลาดจากการอบรมเลี้ยงดู ต้องเข้าใจว่าคนอื่นย่อมต้องไม่รู้ดีไปกว่าตัวคุณและความคิดเห็นของคุณ

ที่มา: M2F

ยิ้มสู้ แล้วก้าวไปข้างหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ต.ค. 2560 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522524

ยิ้มสู้ แล้วก้าวไปข้างหน้า

ผ่านพ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสร็จสิ้น มองไปข้างหน้า “เรา” พสกนิกรชาวไทยจะก้าวต่อไปอย่างไร
มองให้เห็นความจริงของชีวิต

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า พุทธศาสนามองว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิต ที่ไม่มีใครหนีพ้น แม้แต่พระพุทธองค์ ซึ่งเป็นมหาบุรุษมีคุณสมบัติเหนือปุถุชน นี้คือความจริงที่เราควรเตือนตนอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความไม่ประมาทในชีวิต

ไม่หลงเพลิดเพลินในความสุข หรือหมกมุ่นกับการหาเงินทอง แทนที่จะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ พึงหมั่นสร้างความดี ละเว้นความชั่ว รวมทั้งเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับความตายที่จะมาถึง ดียิ่งกว่านั้นก็คือฝึกจิตพัฒนาใจจนเห็นความจริงของชีวิต อันจะช่วยให้พ้นทุกข์ พ้นตาย เพราะไม่ต้องเกิดอีกต่อไป

ก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ตรัสเตือนพระสาวกและชี้แนะข้อธรรมเพื่อรับมือกับความตาย จนเอาชนะความตายได้ในที่สุด นี้คือธรรมที่ชาวพุทธทั้งหลายพึงสดับและนำไปปฏิบัติ

“ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต ไม่ว่ามั่งมีหรือยากจน ล้วนแต่มีความตายรออยู่เบื้องหน้า ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำขึ้น ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ในที่สุดก็ต้องแตกสลายทุกชนิด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เหมือนกัน วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเรามีอยู่น้อยนิด จำต้องจากพวกเธอไป เราได้ทำที่พึ่งให้แก่ตนเองแล้ว ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอย่าได้ประมาท ขอให้มีสติ มีศีลให้จงดี จงหมั่นรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใดไม่ประมาทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจักไม่เวียนเกิดเวียนตาย แล้วถึงที่สุด (แห่งทุกข์) ได้”

เมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยเฉพาะผู้ที่เราเคารพเทิดทูน เช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 หากนึกถึงแต่ความสูญเสียพลัดพราก จิตจะจมอยู่กับความเศร้า จนหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ไม่อาจทำกิจต่างๆ อันควรทำได้เลย จะดีกว่าหากเรานึกถึงน้ำพระทัยและคุณงามความดีของพระองค์ จะทำให้เราเกิดความซาบซึ้งประทับใจและเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดีตามรอยของพระองค์

ยิ่งได้ลงมือทำความดีโดยมีพระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง ใจเราก็ยิ่งเกิดความปีติ ภาคภูมิใจที่เป็นพสกนิกรที่ดีของพระองค์ จะช่วยให้หลุดจากความเศร้าโศกเสียใจได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้เป็นลูกหลานควรชักชวนให้บิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ที่ยังเศร้าโศกอยู่ ทำความดี เช่น เป็นจิตอาสา หรือทำบุญกุศลถวายพระองค์ท่าน ชวนออกจากบ้านไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ จะช่วยท่านได้มาก

พร้อมกันนั้น เราพึงพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระองค์ว่า ความตายเป็นธรรมดาของทุกชีวิต ไม่ว่าใครก็ตาม ย่อมหนีความตายไม่พ้น นี้คือสัจธรรมที่เราจะต้องเปิดใจยอมรับ เมื่อใดที่เราเข้าใจสัจธรรมดังกล่าวอย่างแท้จริง เมื่อนั้นความตายก็มิอาจบีบคั้นใจเราให้เป็นทุกข์ได้อีกต่อไป

พระไพศาล กล่าวต่อไปว่า ความจงรักภักดีและความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ พึงแสดงออกด้วยการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ ในเมื่อพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประเทศชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เราก็ควรอุทิศตนเพื่อประเทศชาติตามอย่างพระองค์ ในเมื่อพระองค์ทรงรักประชาชนของพระองค์ โดยไม่แบ่งแยกว่ารวยหรือจน และไม่คำนึงถึงเชื้อชาติและศาสนา เราก็ควรรักซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่เอาความแตกต่างทางฐานะ เชื้อชาติ หรือศาสนามาเป็นเครื่องกีดขวาง

เผชิญหน้าความสูญเสีย

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า ในช่วงแรกถือเป็นเรื่องปกติที่จะ “ใจหาย” หากเวลาจะช่วยให้คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม หากผ่านไปนานแล้วยังไม่ดีขึ้น ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ สับสน ไม่ยอมรับ ยังเศร้าอยู่มาก ใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ ขอให้หันหน้ามาเผชิญกับความสูญเสีย

“คุณไม่มีวันหายดีอย่างแท้จริง ตราบใดที่คุณยังไม่เผชิญหน้ากับความเจ็บปวด”

โฆษกกรมสุขภาพจิต เล่าว่า ขอให้ปลดปล่อยตัวเองด้วยการโศกเศร้าให้เต็มที่ แต่ก็ควรกำหนดระยะเวลาไว้ด้วย สิ่งสำคัญคือการรับรู้ถึงความเจ็บปวดและก้าวข้ามผ่านมันไป การแสดงออกซึ่งความเศร้าโศกเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล วิธีการไม่เหมือนกัน ทำวิธีใดก็ได้ที่สมเหตุผล แต่อย่าทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น

“การสูญเสียคือช่วงเวลาที่เราจะได้เรียนรู้การใช้อารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน และเรียนรู้ที่จะรับมือกับความเจ็บปวดนั้น”

ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจ รับรู้ความรู้สึกแล้วตั้งสติ ยอมรับการสูญเสียที่เกิดขึ้น ไม่ควรปิดกั้นความรู้สึก โดยสามารถแสดงผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การพูดคุย การนำเสนอในสื่อสังคมต่างๆ การเข้าร่วมพิธีการต่างๆ หากเวลาผ่านไปแล้วไม่ดีขึ้น ควรมาพบจิตแพทย์ หรือโทรสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323

แสงของฟ้าฤาจะดับสิ้น

…“ น้อมถวายกตัญญุตา คารวาลัย

พระผู้ผ่านภพผไท ครรไลสวรรค์

พระสถิตอยู่ในใจราษฎร์ นิรันดร์

ประทับมิ่ง ประทับขวัญ มั่นคงคืน

ครั้งพระองค์ทรงตื่น เรากลับหลับ

ครั้นพระองค์เสด็จลับ เรากลับตื่น

ตื่นในภูมิที่พระองค์ ยันยงยืน

ทรงหยิบยื่นให้แผ่นดิน ได้ดำรง…”

บางส่วนจากบทกวีในโครงการพลังรักพลังกวี (สถานีชูใจและสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย) เพื่อน้อมถวายคารวาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประพันธ์ขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเมื่อครบศตมวารโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีและศิลปินแห่งชาติ

เนาวรัตน์ กล่าวว่า ถึงฟ้าจะไม่มีแสงตะวัน แสงของฟ้าก็ยังมีอยู่ แสงตะวันทั้งแสงจันทร์และแสงดาว ฟ้าไม่เคยหมดแสง ขอเพียงมองให้กระจ่างแจ่มก็จะล่วงรู้ว่า มิได้ดับสิ้นไปทั้งหมด

องค์คุณของสถาบันชาติคืออารยธรรม องค์คุณของศาสนาคือศานติธรรม ขณะที่องค์คุณของสถาบันพระมหากษัตริย์คือสามัคคีธรรม โดยคำว่า “ราชา” หมายถึง ผู้ยังความยินดีแก่หมู่ชน ความหมายคือสามัคคีธรรมที่นำมาซึ่งความยินดีของหมู่เหล่า

“องค์พระมหากษัตริย์คือมิ่งขวัญของแผ่นดิน องค์คุณของพระองค์อย่ายึดถือแต่วาทกรรม”

ก้าวข้ามทุกข์ด้วยความหวัง กุศโลบายส่วนตัวของศิลปินแห่งชาติคือความหวังและความเชื่อในพลังของประชาชนที่ถูกต้อง ทุกอย่างจะก้าวต่อเป็นภูมิพลังของแผ่นดิน พลังที่แท้จริงที่จะพาคนไทยข้ามผ่านความทุกข์ แจ่มกระจ่าง คงความงามและความดี

เมื่อมีความหวังก็มีรอยยิ้ม ประชาชนคนไทยอย่าลืมว่า พวกเรามีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เพียงไร มหากษัตริย์พระองค์นั้นได้ตรัสบอกกับประชาชนไว้เมื่อครั้งหนึ่ง ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระองค์ “ยิ้มสู้”…โลกมืดมนเพียงใดหัวใจอย่าคร้ามเกรง

วงกลมคือท้องฟ้า สี่เหลี่ยมคือแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 11:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522369

วงกลมคือท้องฟ้า สี่เหลี่ยมคือแผ่นดิน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

แม้ไทยยืมคำภาษาจีนมาไม่น้อย แต่ก็มีศัพท์ไทยกลุ่มหนึ่งที่ฟังได้อารมณ์จีนโดยที่ไม่ได้ประกอบขึ้นจากคำจีนเลย เช่น ฟ้าลิขิต, บัญชาฟ้า, ฟ้าพิโรธ, ฟ้าดินเป็นพยาน หรือพรรคฟ้าดิน

อารยธรรมจีนให้ความสำคัญกับฟ้าอย่างยิ่ง ฟ้าคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอารยธรรมจีน แม้จีนจะใช้ฟ้าเป็นตัวแทนสวรรค์ไม่ต่างจากอารยธรรมอื่น แต่ในขณะที่อารยธรรมอื่นแต่งแต้มเทพเจ้าที่ทำหน้าที่ต่างๆ เพิ่มเติม จีนไม่ค่อยแต่งเติมเทพเจ้าให้มากความ แล้วนับถือฟ้าโดยตรง

แต่จะให้แหงนหน้าบูชาฟ้าอันเวิ้งว้างไร้รูปร่างโดยตลอดคงไม่ไหว ต้องทำให้ฟ้าจับต้องได้มากกว่านี้ ชาวจีนจึงริเริ่มใช้วงกลมเป็นสัญลักษณ์แทนฟ้า

ที่เลือกใช้สัญลักษณ์วงกลมย่อมมีที่มา หลักการ และคำอธิบาย เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันหลายพันปี

เรื่องเห็นฟ้าเป็นวงกลมเป็นเรื่องเข้าใจง่าย เพราะก่อนยุคที่พิสูจน์ได้ว่าโลกกลม ไม่ว่าใครแหงนหน้าขึ้นฟ้าไป ย่อมมองเห็นฟ้าเสมือนฝาชีขนาดใหญ่ครอบลงมาบนดินทุกทิศทาง

ฟ้าจึงเป็นรูปทรงครึ่งวงกลมครอบแผ่นดินเอาไว้

เมื่อฟ้ามีรูปทรงแล้วคงจะไม่พูดเรื่องรูปร่างของดินไปไม่ได้… ฟ้าเป็นวงกลมแล้วแผ่นดินจะเป็นรูปอะไร?

อารยธรรมจีนให้แผ่นดินมีสัญลักษณ์เป็นสี่เหลี่ยม เมื่อประกอบร่วมกันทั้งจักรวาลฟ้าที่ครอบดินไว้จึงมีสัญลักษณ์เป็นสี่เหลี่ยมในวงกลม (เหรียญอีแปะจีนคือภาพการประกอบฟ้าเข้ากับดินที่เห็นได้ชัด)

แล้วทำไมแผ่นดินจึงไม่เป็นแปดเหลี่ยม หรือแผ่นกลม? หลายคนคงนึกสงสัย

คำอธิบายมีว่า เพราะลักษณะกายภาพของมนุษย์และสรรพสัตว์ที่มีด้านหน้าด้านหลังด้านซ้ายด้านขวา และวัตถุบนท้องฟ้าเคลื่อนที่อย่างมีทิศทาง เช่น พระอาทิตย์ขึ้นที่ด้านตะวันออกและจบลงที่ด้านตะวันตก แกนของธรรมชาติจึงมี 4 ด้านโดยปริยาย นั่นก็คือ ออก ตก เหนือ ใต้

และในเมื่อชาวจีนเดินทางไปสุดที่ขอบแผ่นดินแล้วต้องพบกับทะเลอันเป็นสถานที่แห่งเดียวที่มีสิทธิยื่นยาวไปแตะขอบฟ้า แผ่นดินภายใต้ฟ้าจึงต้องมีช่องว่างให้กับทะเลโดยรอบด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นก็คือพื้นที่ว่างที่เป็นรูปเสี้ยววงกลมที่เหลืออยู่ 4 ด้าน เชื่อมต่อเนื่องกันเป็นทะเลทั้งสี่

ในภาษาจีนนอกจากคำว่า ใต้ฟ้า ( – ไทยมักแปลว่า ใต้หล้า) แล้ว คำว่า “ทะเลทั้งสี่ ()” ต่างมีความหมายว่าโลกได้ทั้งสิ้น ศัพท์ทั้งสองคำล้วนมาจากภาพของจักรวาลในหัวของชาวจีนโบราณที่อธิบายไปข้างต้น

แน่นอนว่าชาวจีนยุคโบราณคงพบแต่ทะเลทางตะวันออก และทางใต้ ส่วนทะเลตะวันตกและเหนือยังไม่เคยมีชาวจีนโบราณไปถึง

อย่างไรเสียในเมื่อแผ่นดินทางเหนือและทางตะวันตกยังต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด และคาดเดาได้ว่าเมื่อไปถึงสุดก็คงเป็นทะเลอยู่ดี ภาพลักษณ์ว่าโลกเรานี้มี 4 ทะเล จึงยังอยู่ในอารยธรรมจีนเรื่อยมา พอมาถึงในยุคที่วิทยาการก้าวหน้า ภาพเหล่านี้ก็ฝังรากในภาษาและระบบสัญลักษณ์เสียแล้ว

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชาวจีนโบราณจะเชื่อว่าผืนแผ่นดินเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสเป๊ะๆ เพราะทั้งหมดคือแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ เป็นไปเพื่ออธิบายธรรมชาติเบื้องต้นมาให้ผู้คนเข้าใจจึงกระชับกว่าความเป็นจริง

อันที่จริงในข้อจำกัดของความรู้และวิทยาการเมื่อ 4,000-5,000 ปีที่แล้ว ก็นับว่าเป็นคำอธิบายที่ทันสมัยและเรียบง่ายมาก ประหนึ่ง Infographic ที่สื่อยุคนี้ชอบทำกัน

ชาวจีนยึดถือสัญลักษณ์นี้ตลอดมา สะท้อนอยู่ในศิลปะและสถาปัตยกรรม

ในสมัยโบราณวัฒนธรรมจีนซึ่งยกย่องหยกเป็นหินมีค่าชั้นเลิศ หยกชั้นดีจะถูกคัดและสลักเป็นรูปจานวงกลมเรียบง่ายมีรูวงกลมตรงกลาง เพื่อถือเป็นของที่ฟ้าประทาน เป็นสิ่งมีค่าแห่งแผ่นดิน

ในส่วนผังเมืองหลวง หรือพระราชวังของจีนมักวางผังเป็นสี่เหลี่ยม เพื่อแสดงอำนาจของผู้ปกครองบนแผ่นดิน ส่วนสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับสวรรค์ก็มักต้องมีวงกลมเข้ามาเกี่ยวข้อง

สถานที่สักการบูชาฟ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนใหญ่มักสร้างขึ้นโดยมีองค์ประกอบจากวงกลม บ้างเลือกตั้งอยู่กลางบ่อน้ำวงกลม บ้างก็สร้างอาคารขึ้นมาจากผังวงกลมโดยตรง

และในเมื่ออารยธรรมจีนถือฮ่องเต้เป็นบุตรแห่งฟ้า (-โอรสสวรรค์) เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่จะขึ้นครองราชย์ ย่อมต้องประกอบพิธีกรรมเพื่อรับความยินยอมจากฟ้า (สวรรค์) เช่นกัน ทุกราชวงศ์จึงขาดสถานที่สักการบูชาฟ้าไปไม่ได้

หอบูชาฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนอยู่ในยุคราชวงศ์ถัง ในสมัยพระนางหวู่เจ๋อเทียน (บูเช็กเทียน) จากหลักฐานทางบันทึก หอนี้มีผังอาคารรูปวงกลม ฐานอาคารกว้างด้านละประมาณ 90 เมตร และมีความสูงถึง 88 เมตร สูงเท่ากับตึก 27 ชั้น! นับเป็นวิหารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมจีน (ส่วนหอบูชาฟ้าที่ปักกิ่งปัจจุบันมีความสูง 38 เมตร)

แม้รูปร่างหน้าตาของหอบูชาฟ้าสมัยราชวงศ์ถังจะไม่เหลือให้เห็น แต่ก็พอจะจินตนาการว่าคล้ายหอฟ้าที่ปักกิ่งซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง แล้วใช้ต่อเนื่องกันมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในปัจจุบัน

หรือแม้แต่สถาปัตยกรรมที่สร้างในยุคปัจจุบัน เช่น สนามรังนกและสนามลูกบาศก์น้ำของจีนที่สร้างขึ้น เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 ก็ใช้แนวคิดการวางผังรูปร่างวงรี (แทนวงกลมตามความเหมาะสมในการใช้งาน) และสี่เหลี่ยมวางอยู่คู่กันให้เป็นสัญลักษณ์ของฟ้าและดิน

ความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมมักเป็นเช่นนี้ แค่สี่เหลี่ยมและวงกลมง่ายๆ กลับกลายเป็นคำอธิบายเนิบนาบ ยืดยาวต่อเนื่องมานับพันปี และดูเหมือนว่าชาวจีนจะไม่มีสิทธิหลุดพ้นจากจักรวาลวงกลมและสี่เหลี่ยมเลยหรือไร แต่เปล่าเลย

เพราะนอกจากจะได้ทำความเข้าใจในมุมมองของผู้คนในอดีต หากเรายังสามารถมองลึกลงไปเห็นวิธีคิดซึ่งพยายามอธิบายจักรวาลตามความเข้าใจด้วยเครื่องมืออันจำกัดของยุคอดีต และกระบวนการถ่ายทอดออกมาเป็นวัฒนธรรม เมื่อนั้นเราก็จะสามารถเรียนรู้กรรมวิธีสร้างสรรค์สัญลักษณ์จากมุมมองของตนเองได้ และสามารถอ่านสิ่งที่ผู้คนต่างๆ ในโลกยุคปัจจุบันในหลากหลายวัฒนธรรมกำลังสร้างสรรค์ ภายในกรอบจักรวาลของยุคเราเอง

การศึกษาวัฒนธรรมที่ดูโบร่ำโบราณ จึงเป็นรากฐานของการสร้างสรรค์ในยุคใหม่ที่เชื่อมโยงกัน n

นวัตกรรม การรักษามะเร็ง (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 11:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522402

นวัตกรรม การรักษามะเร็ง (1)

โรคมะเร็งเป็นโรคที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงวิถีความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อมะเร็งมากขึ้น

โดย…ศ.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็มาจากการที่สาธารณสุขดีขึ้น ทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้นนั่นเอง ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะมีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดการ

กลายพันธุ์ของยีนในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง และเกิดเป็นมะเร็งได้มากขึ้นด้วย ดังนั้นจะกล่าวว่าโรคมะเร็งเป็นปัญหาของสังคมสูงอายุก็ได้

สถาบันมะเร็งของสหรัฐอเมริกา (National Cancer Institute) ได้ประเมินไว้ว่าบุคคลหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งในช่วงชีวิต (Lifetime Risk) สูงถึง 40% เวลาใครได้ยินคำว่าเนื้อร้ายหรือโรคมะเร็งก็จะเกิดความตระหนกมาก เนื่องจากเราทราบดีว่าโรคมะเร็งนั้นรักษายาก ขั้นตอนการรักษามีผลข้างเคียงสูง

และที่สำคัญคือ มะเร็งมักรักษาไม่หายขาด มะเร็งมักจะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนเชื้อโรคที่มีวิวัฒนาการเพื่อต่อสู้กับยา ทำให้โรคมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำอีก และแพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น ปอด ตับ สมอง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

ดังนั้น คงไม่น่าแปลกใจว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ในประเทศไทยมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 เช่นกัน โดยมีผู้ป่วยเสียชีวิตกว่า 7 หมื่นคน/ปี และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับวิธีการรักษามะเร็งหลักๆ คือการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงซึ่งยังเป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่พบก้อนเนื้อตั้งแต่ระยะแรกๆ จะทำให้สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้

อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองที่มีในปัจจุบันไม่สามารถตรวจพบมะเร็งส่วนใหญ่ในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก ทำให้มีผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะที่มีการแพร่กระจายไปแล้วจำนวนมากที่ยังต้องต่อสู้กับโรคร้ายนี้ ทำให้เรายังต้องการการวิจัยเพื่อค้นหาการรักษาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงต่ำ

การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นแนวคิดที่มีมานานแล้ว โดยเชื่อว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ เช่นเดียวกับการกำจัดเชื้อโรคนั่นเอง

ทุกคนคงจะสงสัยอยู่ในใจว่า ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งได้แล้ว ทำไมร่างกายไม่กำจัดเซลล์มะเร็งออกไปล่ะ คำตอบที่สำคัญอยู่ที่ว่าเซลล์มะเร็งนั้นเกิดมาจากเซลล์ปกติของเรานั่นเอง แต่เป็นเซลล์ปกติที่เสียการควบคุมด้านการแบ่งตัว ทำให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเราถูกพัฒนามาให้ไม่

ต่อต้านเซลล์ของร่างกายเราเอง เพื่อไม่ให้เกิดโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อตนเอง

ดังนั้น ระบบภูมิคุ้มกันของเราจึงมักไม่ค่อยจะทำร้ายเซลล์มะเร็งด้วยนั่นเอง แต่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเซลล์มะเร็งที่มีการกลายพันธ์ุ หรือมะเร็งบางชนิดมีชิ้นส่วนของไวรัสอยู่ด้วย ทำให้เซลล์มะเร็งมีลักษณะบางอย่างที่ต่างออกไปจากเซลล์ปกติ ทำให้ความแตกต่างนั้นเป็นเป้าหมายสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันได้ และได้พยายามกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อความแตกต่างเหล่านั้น โดยหวังว่าจะทำให้ร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งออกไปได้ด้วยภูมิคุ้มกันของเราเอง

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าในอดีตการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดไม่เคยได้รับการรับรองด้วยองค์การอาหารและยาให้เป็นการรักษาแบบมาตรฐานมาก่อนเลย เนื่องจากให้ผลการรักษาไม่ค่อยดีนัก แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาการรักษาที่จะถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนเข้าสู่ยุคใหม่ของการรักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดที่สำคัญอยู่ 2 แนวทาง

แนวทางแรก คือ การใช้ยาที่ชื่อว่า Immune checkpoint inhibitors ยาชนิดนี้พัฒนาขึ้นจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่สำคัญ นั่นคือการค้นพบว่าเซลล์มะเร็งจะมีกลไกที่จะยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำลายตัวมัน โดยการเพิ่มการแสดงออกของโมเลกุลที่จะไปยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cell) ซึ่งเป็นพระเอกสำคัญที่จะช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะพยายามกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งมากแค่ไหนก็ตาม ปฏิกิริยานี้จะเป็นเสมือนเบรกห้ามไม่ให้ทีเซลล์ทำงาน แต่เมื่อให้ยา Immune checkpoint inhibitors เข้าไปจะไปทำให้เบรกนี้หลุดออกจากกัน และทำให้ภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งกลับมาทำงานได้อีกครั้ง

การวิจัยทางคลินิกพบว่า ยา Immune checkpoint inhibitors ร่วมกับยามาตรฐานอื่นๆ ได้ผลดีมากต่อโรคมะเร็งหลายชนิด การให้ยาในระยะเวลาไม่กี่เดือนสามารถทำให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีอัตรารอดชีวิตสูงขึ้นชัดเจน และในผู้ป่วยบางส่วนสามารถกำจัดมะเร็งได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันของตนเองออกไปได้เองอย่างมหัศจรรย์

ปัจจุบันองค์การอาหารและยาของสหรัฐได้อนุมัติให้ใช้รักษาโรคมะเร็ง 8 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งของศีรษะและคอ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน มะเร็งตับ และมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยประมาณ 30% จะเห็นได้ว่าในผู้ป่วยที่ยาชนิดนี้ได้ผล แปลว่าผู้ป่วยมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งในร่างกายอยู่แล้ว เมื่อเอาเบรกออก ระบบภูมิคุ้มกันจึงทำงานและกำจัดมะเร็งออกไปได้เอง การรักษานี้มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการให้เคมีบำบัด แต่อาจเกิดผลข้างเคียงในผู้ป่วยบางรายจากการเกิดภูมิต้านเนื้อเยื่อตนเองได้

แต่ข้อจำกัดสำคัญอีกประการคือยามีราคาสูงมาก ในสหรัฐ

ค่าใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 1.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5 ล้านบาท ในไทยมีราคาสูงขึ้นอีกจากราคาการนำเข้า

ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือการสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อเซลล์มะเร็ง จะติดตามได้ในบทความตอนต่อไป

ตามรอยศิลปะของพ่อ ที่ หออัครศิลปิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522387

ตามรอยศิลปะของพ่อ ที่ หออัครศิลปิน

เรื่อง : สมแขก ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความเป็นเลิศทางด้านงานศิลปะหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านดนตรี ด้านการถ่ายภาพ ด้านจิตรกรรม วรรณกรรม พระองค์ทรงมีคุณูปการอุปถัมภ์ศิลปินทั้งหลายมาโดยตลอด ทรงได้รับการยกย่องสดุดีพระเกียรติคุณ ในฐานะ “อัครศิลปิน” ซึ่งแปลว่า “ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ” หรือ “ผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน” ซึ่งประจักษ์ชัดแก่พสกนิกรและศิลปินทั่วโลกในพระปรีชาสามารถ

สถานที่ซึ่งรวบรวมพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในฐานะที่ทรงเป็น “อัครศิลปิน” ตลอดจนพระปรีชาสามารถในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” ทุกเรื่องราวถูกจัดเป็นนิทรรศการถาวรที่หออัครศิลปิน

 

“หออัครศิลปิน” ก่อสร้างขึ้นบนเนื้อที่ 5 ไร่ ใน ต.คลองห้า จ.ปทุมธานี จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ 3 ชั้น เพื่อเป็นสถานที่แสดงผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทั้ง 5 ด้าน ประกอบด้วย

งานหัตถกรรมฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่สำคัญคือการต่อเรือใบ ซึ่งเป็นกีฬาที่ทรงโปรด ประกอบกับทรงสนพระราชหฤทัยในงานช่าง จึงโปรดที่จะต่อเรือใบพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง

 

พระอัจฉริยภาพด้านวรรณศิลป์เป็นที่ประจักษ์ได้ด้วยผลงานพระราชนิพนธ์หลายต่อหลายเล่ม ซึ่งพระราชนิพนธ์เล่มแรก ได้แก่ พระราชานุกิจรัชกาลที่ 8 พระราชนิพนธ์แปล ได้แก่ นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ และติโต นอกจากนี้ ยังมีบทความที่พระราชนิพนธ์แปลและเรียบเรียง และผลงานพระราชนิพนธ์ที่เป็นที่กล่าวขานอย่างที่สุดเรื่อง พระมหาชนก

ด้านจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เท่าที่ปรากฏแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ ลักษณะหนึ่งเป็นภาพแบบเหมือนจริง (Realistic) อีกลักษณะหนึ่งคือ คตินิยมแบบลัทธิเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) และที่ได้เห็นกันช่วงหลังๆ เป็นศิลปะแบบนามธรรม (Abstractionism) ซึ่งจัดแสดงไว้ภายในหออัครศิลปินนี้

 

การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 สนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นกล้องธรรมดาหรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ และการถ่ายภาพสไลด์ ก็เป็นงานอดิเรกที่ทรงโปรดมาก ในขณะที่นิทรรศการนำพระปรีชาสามารถอันหลากหลายภูมิสถาปัตยกรรม ด้วยสื่อวีดิทัศน์และภาพพระราชกรณียกิจหลากหลายโครงการ

ภายใต้แนวคิด “อัครศิลปินรายล้อมด้วยศิลปินแห่งชาติ ซึ่งพระองค์ทรงให้การอุปถัมภ์” หออัครศิลปินยังใช้เป็นสถานที่จัดแสดงประวัติและผลงานอันทรงคุณค่าของศิลปินแห่งชาติในสาขาต่างๆ อีกด้วย

 

การแบ่งห้องต่างๆ ภายในพื้นที่ 3 ชั้นของหออัครศิลปิน ได้แบ่งห้องจัดแสดงนิทรรศการเริ่มต้นที่ห้องนิทรรศการวิศิษฏศิลปิน ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับพื้นที่ชั้นที่ 2 ห้องนิทรรศการอัครศิลปิน ซึ่งเป็นห้องที่จัดแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระปรีชาสามารถทางด้านศิลปะ รวมถึงจัดแสดงผลงานจิตรกรรฝีพระหัตถ์และภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

ในส่วนของชั้น 3 จัดแสดงพระอัจฉริยภาพด้านคีตศิลป์ พระราชอัจฉริยภาพด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยการนำเสนอพระราชนิพนธ์กว่า 43 บทเพลง โดยมีบทเพลงที่คนไทยคุ้นเคย เช่น แสงเทียน ชะตาชีวิต ยามเย็น ใกล้รุ่ง พรปีใหม่ นอกจากนี้ ยังทรงพระปรีชาสามารถในการทรงเครื่องดนตรีหลายชนิด เช่น แซ็กโซโฟน คลาริเน็ต ทรัมเป็ต กีตาร์ และเปียโนด้วย

 

จุดสำคัญของหออัครศิลปิน เป็นที่ประดิษฐานบุษบกไม้ประดับกระจกปิดทอง ภายในบุษบกประดิษฐานพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 จำลองบนพานแว่นฟ้า ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนพระองค์ สมดังพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน”

สำหรับผู้ชื่นชอบงานศิลปะ หออัครศิลปินให้ทั้งความรู้ ความอิ่มเอมและเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจจากองค์พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ เวลาทำการ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.30 น. ปิดวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-986-5020-4

สุขะชัย ศุภศิริ สานฝันพ่อ อยู่อย่างพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 10:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522399

สุขะชัย ศุภศิริ สานฝันพ่อ อยู่อย่างพอเพียง

โดย…วรธาร
สุขะชัย ศุภศิริ หรือครูชัย เจ้าของไร่สุขกลางใจ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ปัจจุบันรับราชการครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

หรือครูชัย เจ้าของไร่สุขกลางใจ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ปัจจุบันรับราชการครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้วางรากฐานชีวิตหลังเกษียณด้วยการเป็นเกษตรกรที่พร้อมเจริญรอยตามศาสตร์พระราชา และตั้งใจทำหน้าที่ของการเป็นครูไปตลอดชีวิตแม้เกษียณแล้วด้วยการแบ่งปันความรู้ให้กับประชาชนที่ต้องการมาเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรตามศาสตร์พระราชา“เป้าหมายชีวิตผมหลังเกษียณไม่ได้หวังรวย แต่อยากมีความสุขและดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง เรียบง่าย พร้อมแบ่งปันความสุขและความรู้ส่งต่อให้กับรุ่นถัดไปคือลูกหลาน คือผมไม่มีลูกไม่มีเมียมีแต่หลาน (ลูกพี่ชาย ลูกพี่สาว) ผมเชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจในอนาคตคนรุ่นหลังอาจจะอยู่ยากแต่ถ้าเราปูพื้นฐานที่มั่นคงไว้ให้เขา เรื่องพอกิน พออยู่ พอใช้ มีงานของตัวเองอยู่ในสวน ไม่ต้องเดินทางไปไหน มันก็เป็นความมั่นคงอีกรูปแบบหนึ่ง”

ปัจจุบัน ครูชัย มีไร่สุขกลางใจอยู่ 2 แห่ง ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ไร่สุขกลางใจ 1 มีเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ ซื้อไว้เมื่อปี 2554 ส่วนไร่สุขกลางใจแห่งที่ 2 มี 23 ไร่ อยู่ที่ อ.สวนผึ้งเช่นกันและอยู่ในพื้นที่ไม่ไกลจากที่แรก โดยเขากับพี่น้องได้ออกเงินกันซื้อเพื่อตั้งใจทำเกษตรไว้รองรับชีวิตหลังเกษียณและสานฝันพ่อของเขา

“จริงๆ แล้วการที่ผมกับพี่น้องอีก 5 คน ซื้อที่ทั้งสองแห่งนี้ไว้ทำเกษตร เพื่อต้องการสานฝันของคุณพ่อให้สำเร็จ เพราะครั้งหนึ่งคุณพ่อในสมัยที่พวกเราพี่น้องทั้ง 6 คนยังเด็ก ต้องเรียนหนังสือ พ่อได้ซื้อที่ดินจำนวน 6 ไร่ไว้และตั้งใจจะทำเกษตร แต่ในที่สุดพ่อก็ต้องขายที่ผืนนั้นเพื่อส่งลูกๆ เรียน

ดังนั้น ครั้นพอพวกเราพี่น้องโตขึ้นมีงานทำทุกคน และที่ผ่านมาก็เห็นความลำบากของพ่อที่สู้เพื่อพวกเราก็อยากทำอะไรที่ท่านชอบและอยากทำ ก็คือเมื่อก่อนพ่ออยากทำเกษตร เราก็เลยมาคิดและตกลงกันว่า เรามาสานฝันของพ่อกันนะ ในที่สุดผมก็ได้ชวนพี่ๆ น้องๆ มาดูที่ทั้งสองแห่งนี้และออกเงินซื้อกัน”

ครูชัยเล่าว่า ด้วยความที่เขาไม่ใช่เกษตรกรที่มีความรู้เรื่องการทำเกษตรมาก่อนและยังไม่ได้ศึกษาเรื่องการทำเกษตรจากที่ไหนจึงไม่มีความกล้าที่จะปลูกอะไรลงไปในพื้นที่ 32 ไร่ที่ซื้อก่อน แต่จำได้ว่าต้นไม้ต้นแรกที่เขาปลูกคือยางนาเพราะเป็นคนชอบต้นไม้ใหญ่และรู้ว่า

ยางนาเป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรด จากนั้นก็ทยอยปลูกต้นไม้ทุกวันและปลูกต้นไม้หลากหลายคละปนกันไป

“ตอนนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องเกษตรหรอกครับ อยากปลูกอะไรก็ปลูก และคืนแรกที่ผมไปนอนกระท่อมในไร่ ผมอาราธนาขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและขอพระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ขอให้กระผมได้เป็นเกษตรกรทำถูกต้องตามวิถีที่ควรทำ จากนั้นผมเริ่มใช้ชีวิตที่สวนผึ้งมากขึ้น แต่มีช่วงหนึ่งที่ผมกลับไปหาพ่อที่ จ.ลพบุรี พาพ่อนั่งรถเล่นไปสระบุรี เห็นป้ายหนึ่งขึ้นคล้ายๆ งานรวมปราชญ์เกษตรจัดที่

วัดมงคลชัยพัฒนา ซึ่งเป็นวัดที่ในหลวงทรงทำเกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก

พอเข้าไปในวัดไปเจอหนังสือของอาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ซึ่งผมเองไม่รู้จักอาจารย์ยักษ์มาก่อน ชื่อหนังสือ ‘ชายเพี้ยนแห่งมหา’ลัยคอกหมู’ และหนังสือ ‘พอแล้วรวย’ จากนั้นก็ติดตามอาจารย์ในยูทูบ มีข้อความหนึ่งที่ผมฟังแล้วรู้สึกว่าใช่เลยคือขอให้ค่อยๆ เดินไปทีละก้าวช้าๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน ใครจะไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ ช่างเขาทำไปทีละนิดๆ อาจารย์ยักษ์บอกว่านี่คือคำพูดในหลวงที่ทรงสอนเสมอ หลังจากนั้นผมก็ศึกษางานของอาจารย์ยักษ์และไปเป็นลูกศิษย์นำความรู้มาปรับใช้ในพื้นที่ 32 ไร่”

ครูชัยเชื่อว่า พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ดลจิตดลใจให้เขามาเจองานนี้ที่วัดชัยมงคลพัฒนา และจุดนั้นเองก็ทำให้เขาทำไร่ทำสวนแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง เริ่มทำตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ตรัสสอนเกี่ยวกับเรื่องน้ำคือชีวิต ด้วยการขุดหนอง ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง โดยปลูกต้นไม้คละเคล้าปะปนกันไป

“ตอนนั้นผมยังไม่ได้เรียนเรื่องการวางแผนการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (แลนด์สเคป) ก็ปลูกตามใจตนเอง พอตอนหลังไปเรียนก็มาปรับทีหลัง แต่ว่าพื้นที่ 23 ไร่ (สุขกลางใจ 2) ผมไปเรียนโคกหนองนาโมเดล ซึ่งเป็นการวางแผนการใช้ที่ดินจากอาจารย์ยักษ์ และ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงจัดการพื้นที่ด้วยการทำเป็นโคก หนอง นาตามรูปแบบโคก หนองนาโมเดลเพราะพื้นที่นี้ผมต้องการปลูกข้าวเป็นหลัก

ดังนั้น จึงมีการออกแบบแปลงที่ดินชัดเจน มีส่วนที่เป็นนา เป็นหนอง มีคลองไส้ไก่ มีโคก มีเส้นทางลำเลียง มีการปลูกต้นไม้ตามแนวทางลำเลียง ปลูกรอบหนองรอบคลอง มีการปลูกป่า 3 อย่างประโชน์ 4 นำร่องด้วยปลูกกล้วยที่ขึ้นง่ายและให้ความเขียวกับพื้นที่เร็ว ต่อด้วยกระถินเทพา ขี้เหล็ก และอื่นๆ” ครูชัย กล่าว

ครูชัยเล่าต่อว่า ส่วนหนึ่งต้องการทำให้ชาวบ้านเห็นว่าศาสตร์พระราชาสามารถพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งผลิตอาหารได้ เนื่องจากที่ดินตรงพื้นที่นี้เดิมดินอุดมสมบูรณ์ แต่ตอนหลังชาวบ้านมีการปลูกมันสำปะหลังจนดินกลายเป็นทราย การทำให้พื้นดินตรงนี้กลับมาอุดมสมบูรณ์ใหม่จึงเป็นเรื่องท้าทาย แต่เขาก็ต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านและชุมชนแถวนี้ได้ว่าสามารถฟื้นและสร้างแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ได้

“เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ไร่สุขกลางใจ 2 มีการจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน โดยบริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติของอาจารย์ยักษ์และเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติทั่วประเทศ ซึ่งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถพลิกฟื้นพื้นที่มาปลูกข้าวและปลูกพืชอื่นๆ ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้ไร่สุขกลางใจเป็นแหล่งเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชาให้คนที่สนใจด้วย ส่วนผมกับพี่น้องทุกคนก็คงจะมาอยู่ที่นี่หลังเกษียณสานฝันพ่อไปด้วยกัน” ครูชัย กล่าวทิ้งท้าย

4 ธัชพืชช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 17:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522322

4 ธัชพืชช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกทานอาหาร อย่างเช่น ธัญพืช ก็สามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้

คงปฏิเสธไม่ได้มาสมัยนี้คนเราหันมาใส่ใจดูแลตัวเองกันมากขึ้น เพราะการมีหุ่นผอมเพรียว บวกกับกล้ามเนื้อสวยๆ เป็นสิ่งแทบทุกปรารถนา นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกทานควบคู่กันไปด้วยจะยิ่งทำให้ได้หุ่นตามที่เราต้องการมากขึ้น นอกจากอาหารเสริมอย่างเวย์โปรตีนแล้ว ธัญพืชบางชนิดก็สามารถช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อได้ด้วยเช่นกัน

1. ถั่วแดง ธัญพืชที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่สามารถละลายน้ำได้ ช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยเรื่องการขับถ่าย ป้องกันท้องผูก ทั้งยังเป็นอาหารที่นำไปปรุงได้หลายเมนู มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่าง โปรตีน แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต และธาตุเหล็ก ถั่วแดงต้ม 1 ถ้วย ให้โปรตีนแก่ร่างกาย 15 กรัม ซึ่งไข่ต้ม 1 ฟอง ให้โปรตีนเพียง 7 กรัม

2. เมล็ดฟักทอง เต็มไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ธาตุเหล็ก และสังกะสี แถมยังกินง่าย แค่โรยลงไปในอาหารเช้าซีเรียลประมาณ 1 ใน 4 ก็จะได้รับโปรตีน 10 กรัม ในทุกเช้า

3. เนยถั่ว ของโปรดของหลายคนที่นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังแถมคุณประโยชน์คับแก้ว ช่วยให้อิ่มนาน จึงเหมาะกับการกินคู่กับขนมปังในยามเช้า เพียงกินเนยถั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ก็จะได้รับโปรตีน 8 กรัม

4. สาหร่ายแห้ง เป็นหนึ่งในอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีทั้งไอโอดีน โปรตีน ใยอาหาร และธาตุเหล็ก เพียงตักสาหร่ายแห้ง 2 ช้อนโต๊ะใส่ในสลัดหรือแกงจืด ก็จะเพิ่มปริมาณโปรตีนได้อีก 8 กรัม

4 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 16:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522317

4 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อสุขภาพที่ดี

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ทานอาหารที่มีประโยชน์ ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

จะดีกว่ามั้ยหากเราสามารถเลือกที่จะมีสุขภาพดีได้ ด้วยวิธีดูแลตัวเองแบบธรรมชาติ แทนการใช้ชีวิตตามกระแสสังคมที่เร่งรีบในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหุตที่ทำคนเมืองส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับหลากหลายปัญหาสุขภาพ การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย หลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่าง สามารถช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

1. ความเครียด – การเผชิญกับความเครียดสะสมเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เพราะความคิดหรือจินตนาการเชิงลบจะทำให้เราไม่เป็นสุข สะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยตามความคิดไปด้วย ดังนั้นการลดความเครียด หรือสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดลงจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ง่ายๆ

2. ความอ้วน – หลายคนอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้อ้วนแต่แค่มีพุงเล็กน้อย แต่การอ้วนลงพุงนั้นอันตรายกว่าที่คิด เป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตามเกณฑ์แล้วหากวัดจากรอบเอว ผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว หรือประมาณ 90 ซม. สำหรับเอวผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้วหรือ 80 ซม. ควรดูแลตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป

3. น้ำตาล – มีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่มีอาการติดรสหวานโดยไม่รู้ตัว ร่างกายคนเราต้องการน้ำตาลเพียงครึ่งช้อนชาต่อวันเท่านั้น การบริโภคน้ำตาลมากๆ จะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็น และนำมาสู่โรคภัยต่างๆ ได้

4. ไขมัน – ไขมันบางชนิดถือเป็นไขมัน สามารถทานได้ แต่ไขมันบางประเภทที่เป็นไขมันเลว ก็ไม่ควรทานมากเกินไป ควรเลี่ยงอาหารประเภททอด แล้วหันมาเน้นกินอาหารที่ปรุงแบบนึ่ง ต้ม หรือย่างแทน

5 เทคนิคช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 15:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522313

5 เทคนิคช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

รวมเทคนิคที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

ไม่ว่าใครก็ย่อมอยากมีหุ่นสวย สุขภาพดี ดูแข็งแรงกันทั้งนั้น ซึ่งการอดอาหารไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่สามารถช่วยปั้นหุ่นสวยได้ แต่บางคนอาจจะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องยาก การหาเทคนิคที่จะมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจเล็กๆ น้อยๆ ในการออกกำลังกาย น่าจะช่วยให้ทุกคนอยากหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้นได้

1. ชุดออกกำลังกาย – การเห็นภาพสะท้อนตัวเองแต่งชุดสวยๆ สปอร์ตบราเก๋ๆ ในกระจก น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนอยากกำลังกายมากขึ้น ควรวางเสื้อยืดตัวโคร่งไว้ก่อน แล้วหันมาใส่ชุดที่พอดีตัว กระชับสัดส่วน นอกจากจะดูดีแล้ว ยังช่วยให้เห็นพัฒนาการของรูปร่างที่เปลี่ยนไปได้ง่ายขึ้นด้วย

2. อย่าโฟกัสที่ตัวเลข – แทบทุกคนที่ออกกำลังกายมักจะสนใจตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้วควรหันมาสนใจรูปร่างและความแข็งแรงของร่างกายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า การปรับทัศนคติเพียงเล็กน้อย มองที่สุขภาพมากกว่าความผอม จะช่วยให้ออกกำลังกายอย่างมีความสุขมากขึ้น

3. สร้างลิสต์เพลงในมือถือ – เพลงมีส่วนช่วยในการออกกำลังกายได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาดิโอ อย่างเช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน การสร้างลิสต์เพลงจังหวะสนุกๆ ไว้ในสมาร์ทโฟน จะช่วยให้เราเพลิดเพลินกับการออกกำลังกายจนลืมความเหนื่อยล้าไปเลย

4. มองหาต้นแบบหุ่นในฝัน – การมองหาต้นแบบของรูปร่างที่เราอยากได้ อาจจะเป็นศิลปิน นักแสดง หรือนางแบบ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายที่สำเร็จได้ เก็บรูปของพวกเขาเหล่านั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ และบอกตัวเองว่าพวกเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

5. ถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เป็นระยะ – การถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เรื่อยๆ จะช่วยให้เราเห็นพัฒนาการของตัวเอง ช่วงแรกอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง รับรองว่าจะต้องเห็นผลแน่นอน และเมื่อเราย้อนกลับมาดูรูปเหล่านี้ มันจะเป็นกำลังใจที่ดีที่จะช่วยทำให้เราออกกำลังกายต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้หุ่นสวยแบบนี้อยู่กับเราไปตลอด