3 เทคนิคกระชับมิตรเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659781

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 08:40 น.

3 เทคนิคกระชับมิตรเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวโควิด-19 สร้างสถิติการหย่าร้างสูงขึ้นและมีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น ดูแลความรักด้วย 3 เทคนิคเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวในช่วงสถานการณ์โควิด-19

หลายคนอาจมองว่า ช่วงโควิด-19 เป็นช่วงเวลาดีที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่บ้านและใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสนี้ กลับสร้างสถิติอันน่ากลัว ปรากฎว่ามีอัตราการหย่าร้างสูงขึ้นและมีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มมากขึ้นด้วย 

เมื่อวิเคราะห์ดูจะพบว่า ความใกล้ชิดสนิทสนมที่มากเป็นพิเศษ อาจทำให้เราเผลอทำร้ายจิตใจกันง่ายขึ้น ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าเรามักจะใส่ใจความรู้สึกของคนใกล้ตัวน้อยกว่าคนทั่วไปนั่นเอง จึงไม่แปลกที่หลายครอบครัวมักเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันมากขึ้นในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน 

วันนี้จึงขอแนะนำ 3 เทคนิคดีๆ ในการสื่อสารและดูแลรักษาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้  เพื่อจะได้มีความเข้าใจคนในครอบครัวดีมากยิ่งขึ้นในช่วงวิกฤตนี้

1.ใช้ I-Message แทน You-Message

I-Message คือการสื่อสารความรู้สึกและความต้องการของตัวเองโดยตรง หลีกเลี่ยงการพูดถึงผู้ฟัง ส่วน You-Message คือการกล่าวถึงการกระทำของคู่สนทนา ซึ่งการสื่อสารลักษณะนี้อาจทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกตำหนิอยู่และนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการให้คนในครอบครัวเก็บกรรไกรเข้าที่ แทนที่จะพูดว่า ‘กะอีแค่เก็บกรรไกรให้เข้าที่ เรื่องง่ายๆ แบบนี้ทำไม่ได้หรือไง’ ลองเปลี่ยนเป็น ‘เก็บกรรไกรตรงนี้นะ จะได้หยิบง่ายๆ หลังใช้เสร็จช่วยเก็บเข้าที่เดิมด้วยนะจ๊ะ’  วิธีพูดแบบนี้จะช่วยให้ลดโอกาสในการปะทะอารมณ์กับคนในครอบครัวลงได้ 

2.หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดดูถูกซึ่งกันและกัน

ไม่มีใครชอบการโดนดูถูก แต่หลายครั้งที่เราเผลอพูดดูถูกคนใกล้ตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการพูดโดยไม่ให้เกียรติ ประชดประชัน หรือการแสดงสีหน้าท่าทางต่างๆ ที่สร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับคู่สนทนา ซึ่งการทำกิริยาแบบนี้บ่อยครั้ง อาจนำไปสู่ความร้าวฉานภายในครอบครัวได้

ในช่วงนี้ที่หลายคนต้องกักตัวอยู่ในบ้าน ถ้าบังเอิญเห็นลูกหลานนั่งนิ่งๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ก็อย่าเพิ่งไปตัดสินและพูดกับพวกเขาว่า ‘วันๆ เอาแต่มองจอ ไม่รู้จักทำอะไรที่มีประโยชน์บ้างเลยหรือไง’ เพราะอันที่จริง พวกเขาอาจกำลังทำงานหรือเรียนออนไลน์อยู่ก็เป็นได้

3.ทำความเข้าใจ ชื่นชม และให้กำลังใจกัน

ในสถานการณ์ที่ต้องอยู่ร่วมกันในบ้านเป็นระยะเวลานานๆ การปรับตัวและความเครียดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนการกระทบกระทั่งกับสมาชิกในครอบครัวก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา 

อย่างไรก็ตาม ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า คนเหล่านี้คือคนที่เรารักและรักเรา และเขาไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์ของเรา ลองถามตัวเองว่าอยากอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยความรู้สึกอย่างไร ลองเปิดใจ ทำความเข้าใจภาระหน้าที่ของแต่ละคน เห็นใจกันและกัน อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง พยายามชื่นชมและขอบคุณคนในครอบครัวเวลาที่เขาทำสิ่งดีๆ ให้กับเรา

How to เลือกรองเท้าอย่างไร ให้เหมาะกับแต่ละช่วงอายุของลูกน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659718

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 13:50 น.

How to เลือกรองเท้าอย่างไร ให้เหมาะกับแต่ละช่วงอายุของลูกน้อยแบรนด์รองเท้าสำหรับเด็ก “เบบี้บอท” เปิดตัวคอลเลกชั่น “ซัมเมอร์ เนเจอร์” รองเท้าเพื่อสุขภาพสำหรับเหล่าแฟชั่นนิสต้าตัวน้อย ที่มีแรงบันดาลใจจากความงดงามทางธรรมชาติ พร้อมแนะหลักเกณฑ์ในการเลือกรองเท้าสำหรับเด็ก และข้อควรรู้ที่อาจเกิดขึ้นหากเด็กไม่ได้สวมใส่รองเท้าที่ดี

การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุของเด็ก นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาของกระดูก และรูปเท้าของเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะเท้าเป็นอวัยวะที่มักถูกใช้งานเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในวัยเด็กที่เริ่มหัดเดิน ดังนั้นการเลือกรองเท้าที่ถูกต้องจะมีส่วนช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีอย่างสมวัย โดยล่าสุด “เบบี้บอท” (Babybotte) แบรนด์รองเท้าที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเดินสำหรับเด็ก ภายใต้การบริหารของ อรนิดา จุลเสน ได้เปิดตัวรองเท้าคอลเลกชั่นใหม่ที่ชื่อว่า “ซัมเมอร์ เนเจอร์” (Summer Nature) นำเสนอแรงบันดาลใจจากความงดงามทางธรรมชาติ โดยมี แพทย์หญิงขวัญเมือง ณ ตะกั่วทุ่ง กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และพัฒนาการเด็ก ร่วมเผยถึงหลักเกณฑ์ในการเลือกรองเท้าสำหรับเด็ก พร้อมเหล่าเซเลบริตี้คุณแม่คนสวยร่วมแนะนำเคล็ดลับการเลือกรองเท้าคู่แรกให้ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย

แพทย์หญิงขวัญเมือง ณ ตะกั่วทุ่ง กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและพัฒนาการเด็ก ได้เผยถึงหลักเกณฑ์ในการเลือกรองเท้าสำหรับเด็ก และข้อควรรู้ที่อาจเกิดขึ้นหากเด็กไม่ได้สวมใส่รองเท้าที่ดี ดังนี้

สรีระของเด็กวัยทารกจนถึงวัยหัดเดินจะมีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ โดยกระดูก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และมัดเล็กจะมีขนาดที่ใหญ่ตามวัยที่เติบโตขึ้น ทำให้สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้มากขึ้น จนเริ่มทรงตัว เกาะยืน เกาะเดิน ก้าวเดิน และวิ่งเองได้

ทว่า กระดูกข้อเท้าและเท้าจะยังรับน้ำหนักตัวได้ไม่ดีมากนัก จึงทำให้การเดินจึงยังไม่มั่นคง และมักจะล้มบ่อย ดังนั้น การใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลกระทบต่อท่าทางการเดินของเด็ก อาจจะทำให้เกิดภาวะเท้าแบนถาวร เท้าบิดเสียรูป ท่าทางการเดินที่ไม่สวย ดังนั้น การหารองเท้าที่เหมาะสมกับสรีระเท้าของลูกจึงมีความสำคัญ และมีประโยชน์มากต่อการเริ่มต้นเดินของลูก เพราะรองเท้าที่ดีจะเป็นตัวช่วยในการให้ลูกมีความมั่นใจในก้าวเดินแต่ละก้าว เปรียบเสมือนเป็นการลงทุนด้านบุคลิกภาพให้ลูกเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อเด็กเริ่มเกาะยืนได้ คุณพ่อหรือคุณแม่จึงควรเริ่มฝึกให้ลูกใส่รองเท้าตั้งแต่แรก เพื่อฝึกการยืนของลูกให้มั่นคง อีกทั้งยังช่วยให้ลูกได้คุ้นเคยกับการใส่รองเท้าในขณะเดินด้วย

โดยควรเลือกรองเท้าที่ทำจากวัสดุน้ำหนักเบา แต่รูปทรงรองเท้ามีความคงตัวได้ดี ซึ่งมักจะทำด้วยหนัง หรือผ้าแคนวาส ไม่ควรทำจากผ้าที่นิ่มเกินไป หรือเป็นฟองน้ำ ควรมีการระบายอากาศที่ดี ไม่อับชื้น และควรเป็นรองเท้าหุ้มข้อเท้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทรงตัวให้เด็ก เพราะข้อเท้าของเด็กยังไม่สามารถรับน้ำหนักตัวเองได้ดี และหากการออกแบบมีส่วนเสริมบริเวณอุ้งเท้าด้านในด้วยก็จะยิ่งดี เพราะสรีระของอุ้งเท้าเด็กยังมีสภาพเป็นเท้าแบนอยู่ การลงน้ำหนักตัวจะยังไม่ถูกต้องตามแนวแกนการรับน้ำหนักของเท้า และขนาดของรองเท้าควรพอดีกับเท้าเด็ก และพื้นรองเท้าด้านในควรมีความแน่นเพียงพอ ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป โดยรองเท้าที่ไม่ควรเลือกให้เด็กสวมใส่เลยนั้นคือรองเท้าคับเกินไป เพราะจะบีบนิ้วเท้า และส้นเท้าเด็ก ทำให้เท้าเด็กเสียดสีกับขอบรองเท้า ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองเป็นแผลถลอกช้ำได้ หรือนิ้วงอบิด รวมถึงรองเท้าที่ใหญ่เกินไป จะทำให้เด็กต้องจิกเท้าเดินในรองเท้า เนื่องจากรองเท้าไม่กระชับพอดีเท้า หรือรองเท้าที่มีพื้นอ่อนเกินไป จะทำให้เด็กใช้ปลายเท้าเดิน และจะติดเป็นพฤติกรรมไปจนโต กระทั่งรองเท้าที่แข็งกระด้างเกินไป จะทำให้กระดูก และเนื้อเยื่อเสียดสี เกิดเป็นตาปลา หรือแผลกดทับได้

และอีกหนึ่งข้อควรรู้ที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวัง หากเลือกรองเท้าให้ลูกไม่เหมาะสม หรือลูกมีการเคลื่อนไหวที่ผิดวิธี อาจส่งผลให้เป็นโรคข้อหย่อน หรือข้อหลวมได้ ซึ่งเป็นอาการผิดปกติของเอ็น และเนื้อเยื่อหุ้มข้อต่อของร่างกาย ที่มีความหย่อนตัว ไม่กระชับ ทำให้ข้อนั้นๆ ดูเหมือนไม่แข็งแรง รับน้ำหนักได้ไม่ดี จะส่งผลต่อท่าทางการทรงตัว และเคลื่อนไหว โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม และบางครั้งเกิดจากพัฒนาการที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ตามอายุ อาการที่สังเกตุได้ง่ายๆ คือ เวลาขยับข้อต่อจะมีความรู้สึกสะดุดกึกๆ โดยทั่วไปมักจะเริ่มสังเกตุเห็นในขณะที่เด็กเริ่มเดินหรือวิ่ง การทรงตัวจะไม่ดี มักจะล้มบ่อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ปลายเท้าบิดเข้าด้านใน หรือส้นเท้าเอียง ดังนั้นหากเลือกรองเท้าที่ถูกต้องให้ลูกก็จะสามารถช่วยลดอาการของโรคนี้ลงได้ เพราะรองเท้าที่ดีจะเป็นตัวช่วยในการให้เด็กมีความมั่นใจในก้าวเดินแต่ละก้าว

อรนิดา จุลเสน กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์เบบี้บอท ว่า “เบบี้บอทเป็นรองเท้าเด็กที่แพทย์แนะนำว่าคุณสมบัติตรงตามตำราแพทย์ เนื่องจากเป็นรองเท้าที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเดินสำหรับเด็ก โดยจะมีรองเท้าสำหรับเด็กแรกเกิด ไปจนถึงอายุ 15 ปี แต่ในแง่ของการผลิตเราจะให้ความสำคัญในขั้นตอนการผลิตรองเท้าของเด็กแรกเกิดถึงอายุ 5 ขวบมากเป็นพิเศษ เพราะในช่วงวัยนี้รองเท้าจะมีส่วนช่วยจัดรูปทรงกระดูกของเท้าด้วย และยังช่วยทำให้เท้ามีสรีระที่ดี ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อการทรงตัว และทำให้ท่าทางในการเดินถูกต้องเหมาะสม เพราะหากเด็กไม่ได้สวมใส่รองเท้าที่ถูกต้องในช่วงเริ่มต้น จะมีผลต่อการเดินในอนาคตได้ ดังนั้นการหารองเท้าที่เหมาะสมกับสรีระเท้าของลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์มากต่อการเริ่มต้นเดินของลูก เพราะรองเท้าที่ดีจะเป็นตัวช่วยในการสร้างความมั่นใจให้ลูกในการหัดเดินแต่ละก้าว และหากเด็กสวมใส่รองเท้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการเดินได้ อาทิ เดินแล้วล้มง่าย เดินเขย่งปลายเท้า เท้าบิดเสียรูป ท่าทางการเดินไม่สวย และภาวะเท้าแบน ซึ่งภาวะเท้าแบนจะส่งผลให้เดินได้ไม่นาน และเมื่อยง่าย โดยที่ผ่านมาเบบี้บอทได้รับการตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากจากลูกค้าชาวไทย เราจึงได้เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ด้วยงานดีไซน์ที่สนุกขึ้น และพัฒนาการออกแบบให้เหมาะสมกับสรีระเท้าของเด็กไทยมากยิ่งขึ้น”

สำหรับเบบี้บอท เป็นแบรนด์รองเท้าที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเดินสำหรับเด็กจากประเทศฝรั่งเศส ที่ก่อตั้งมาอย่างยาวนานกว่า 80 ปี โดยมีทีมนักวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการผลิตรองเท้าสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ซึ่งโครงรองเท้าจะต้องสามารถช่วยพยุงข้อเท้า และรองรับส้นเท้า สำหรับเด็กในช่วงหัดเดินได้ ส่วนพื้นรองเท้ายังมีบุเสริมอุ้งเท้า เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างรูปเท้าให้มีส่วนโค้งเว้า และเท้าไม่แบน ผ่านกระบวนการผลิตกว่า 120 ขั้นตอน ด้วยการเลือกใช้หนังแท้จากอิตาลี (Italian Full Grain leather) ในการตัดเย็บทั้งบริเวณด้านนอกและด้านใน ทำให้มีน้ำหนักเบา และรู้สึกนิ่มสบายขณะสวมใส่

โดยรองเท้าเบบี้บอท”มีการออกแบบมาสำหรับเด็กแรกเกิด ไปจนถึงอายุ 15 ปี โดยแบ่งออกเป็น 4 รุ่น เริ่มจากรุ่นออล โฟร์ (All Fours) รองเท้าสำหรับเด็กแรกเกิด หรือช่วงกำลังคลาน โดยรองเท้าจะมีความยืดหยุ่นดี ทำให้เด็กรู้สึกคล่องตัว และคุ้นชินกับการใส่รองเท้า ถัดมาที่รุ่นท็อดเลอร์ (Toddler) เป็นรุ่นสำหรับเด็กเริ่มหัดเดิน-อายุ 2 ปี โดยรองเท้าจะช่วยเรื่องการทรงตัว รองรับการเดินได้ดี สามารถใส่เดินภายในบ้านได้ เพื่อช่วยให้เด็กฝึกการทรงตัว และเดินได้เร็วขึ้น ต่อมาที่รุ่นเฟิร์ส สเต็ป (First Step) รองเท้าสำหรับเด็กช่วงเริ่มเดิน และเริ่มวิ่ง ตั้งแต่อายุ 1-5 ปี โดยการออกแบบรองเท้าจะเน้นให้ผู้สวมใส่มีความคล่องตัวมากขึ้น และรุ่นอินเตอร์พิต (Intrepides) รองเท้าสำหรับเด็กอายุ 4-15 ปี ที่ดีไซน์ให้เหมาะสมกับการสวมใส่เพื่อทำกิจกรรมในแต่ละวัยมากขึ้น

ด้านเหล่าเซเลบริตี้คุณแม่คนสวยได้มาร่วมแนะนำเคล็ดลับการเลือกรองเท้าคู่แรกสำหรับลูกน้อยให้ดีที่สุด โดยเริ่มจากคุณแม่ลูกสอง จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ เผยว่า “อันดับแรกเลยต้องเป็นรองเท้าที่ให้ความสำคัญด้านการออกแบบให้เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย มีการใช้วัสดุตัดเย็บที่ทนทาน สวมใส่สบาย ถ่ายเทอากาศได้ดี เวลาใส่เดินแล้วไม่ลื่น สามารถช่วยส่งเสริมการสร้างพัฒนาการให้ลูก ให้เขารู้จักหัดเดินด้วยตัวเองได้อย่างมั่นใจ รวมถึงดีไซน์ก็ต้องสวยงาม และสามารถสวมใส่ได้หลายโอกาส อย่างน้องดวิน น้องดีญ์อา เราก็เลือกเบบี้บอทให้เขาใส่มาตลอด จะสังเกตเห็นได้เลยว่าพฤติกรรมการเดินของลูกดีมาก เวลาเดินเขามีบุคลิกภาพที่ดี ทรงตัวได้ดี และทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว”

ถัดมาที่คุณแม่ลูกแฝด อรชุมา ดุรงค์เดช เล่าว่า “ตอนแรกไม่มีความรู้เรื่องการเลือกรองเท้าสำหรับเด็กเลย เมื่อก่อนก็จะเลือกจากดีไซน์อย่างเดียว กระทั่งไปอ่านเจอบทความที่มีคุณหมอมาแนะนำว่าเด็ก 0 ถึง 5 ขวบ กระดูกข้อเท้าของเขาจะยังอ่อนอยู่ ไม่ค่อยแข็งแรง ควรเลือกใส่รองเท้าที่ช่วยพยุงข้อเท้า เพราะจะช่วยให้เด็กเดินไม่ผิดรูป พอมาเจอแบรนด์เบบี้บอทที่มีคุณสมบัติการออกแบบตรงตามที่คุณหมอบอก เราก็ตัดสินใจอย่างไม่ลังเลเลยที่จะเอามาให้ลูกใส่ เพราะเป็นรองเท้าที่ดีไซน์สวยและช่วยดูแลเรื่องพัฒนาการการเดินให้ลูกด้วย ส่วนเรื่องพฤติกรรมการเดินน้องคอลินจะเดินได้ไวกว่า เพราะเขาเป็นเด็กผู้ชาย ด้วยสรีระจะมีความแข็งแรงกว่าอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็เดินได้คล่องขึ้น เพราะใส่รองเท้าที่ดี เวลาเดินเท้าก็ไม่สะบัด ไม่ล้มเลย ส่วนน้องโคลเอ้เขาเป็นผู้หญิงก็จะเดินช้ากว่า 2 ถึง 3 เดือน สำหรับเรามองว่าการเลือกรองเท้าที่ดีให้ลูกนั้นสำคัญมาก ขนาดเราเป็นผู้ใหญ่ถ้าโดนรองเท้ากัดยังเจ็บเลย แต่เด็กเขาเป็นวัยเพิ่งเริ่มเดิน กำลังพัฒนา ถ้าเลือกใส่รองเท้าที่ไม่ถูกต้องตามหลัก อาจส่งผลให้เขามีการเดินที่ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถทำกิจกรรม หรือเล่นกีฬาได้ในอนาคต”

คนต่อมาคุณแม่ยิ้มสวย เมลนีย์ อยู่วิทยา เผยว่า “ตอนน้องเฌอลินณ์ใกล้หัดเดินเรากังวลมากว่าจะหารองเท้าแบบไหนมาให้ลูกใส่ดี เพราะรู้ว่ารองเท้าที่ดีสำหรับเด็กจะต้องได้รับการตัดเย็บแบบเฉพาะทางเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการการเดินเป็นหลัก ซึ่งเราตั้งใจจะหารองเท้าที่ใส่แล้วช่วยพยุงข้อเท้าลูก ใช้วัสดุอย่างดี ใส่สบาย ไม่กัดเท้า และไม่อับ แต่เราก็ยังอยากได้รองเท้าที่ดีไซน์สวยด้วย เพราะลูกเป็นผู้หญิง เราก็อยากให้เขาแต่งตัวน่ารักๆ ตั้งแต่เด็ก กระทั่งมาเจอแบรนด์เบบี้บอท ที่คุณภาพ และดีไซน์ ได้รับการการันตีจากหมอหลายๆ คน เราก็เลยให้น้องเฌอลินณ์ใส่แบรนด์นี้ตลอด ตอนนี้เขาก็กำลังหัดเดินเตาะแตะได้ประมาณ 5 ถึง 8 ก้าว สังเกตุเห็นเลยว่ารองเท้ามีส่วนช่วยให้เขายืนได้อย่างมั่นคง และก้าวเดินอย่างมั่นใจมาก ซึ่งสามารถช่วยลดอุบัติเหตุการล้มระหว่างหัดเดินได้ค่อนข้างดี”

ปิดท้ายที่คุณแม่คนเก่ง รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา เล่าว่า “สำหรับการเลือกรองเท้าให้น้องไอออน โอบอุ้มใส่ใจมากตั้งแต่น้องเริ่มหัดเดิน เพราะเราทราบดีว่าการเลือกรองเท้าในวัยเด็กนั้นสำคัญมาก อย่างหลักในการเลือกให้น้องไอออน จะต้องเป็นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา บริเวณหน้าเท้าต้องกว้างจะได้ไม่บีบนิ้วเท้าลูก ขนาดต้องพอดีไม่คับหรือหลวมจนเกินไป รัดข้อเท้าพอดี เพื่อให้เขาเดินได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงดีไซน์ก็ต้องดูดี ไอออนเขาจะชอบแบบรองเท้ารัดส้น เปิดหน้า เพราะใส่สบาย ไม่ร้อน เวลาเลือกรองเท้าเราก็จะถามเขาด้วยว่าชอบแบบไหน เพราะอยากให้เขาใส่บ่อยๆ เนื่องจากรองเท้าที่ดีก็จะช่วยส่งเสริมในเรื่องพัฒนาการการเดินด้วย ตั้งแต่ไอออนใส่เบบี้บอทเขาเดินสวย ขาไม่โก่งงอเลย รองเท้ามีส่วนช่วยในการพยุงข้อเท้ามากๆ ทำให้สรีระ และท่าทางการเดินไม่มีปัญหาอะไรเลย”

สแกน DNA ‘ทีโม่ ทรังก์ส’ แบรนด์แฟชั่นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659677

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 08:10 น.

สแกน DNA 'ทีโม่ ทรังก์ส' แบรนด์แฟชั่นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทย“ฟอร์บส์” อเมริกา ยกย่อง “เป๋า สรรพสิทธิ์” สร้าง “TIMO TRUNKS” โดดเด่น ขึ้นแท่นแบรนด์ชุดว่ายน้ำชายที่นำสมัยในอนาคต

ทีโม่ ทรังก์ส (TIMO TRUNKS) แบรนด์แฟชั่นกางเกงว่ายน้ำชายที่โด่งดังระดับอินเตอร์ จำหน่ายใน 14 ประเทศทั่วโลก จนเป็นที่กล่าวถึงในนิตยสารแฟชั่นระดับโลกหลายฉบับมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดได้รับความสนใจจากคอลัมนิสต์แฟชั่นชื่อดังของสื่อที่ทรงอิทธิพลอย่าง “ฟอร์บส์ อเมริกา” (Forbes USA) โดยได้สแกนไปถึง DNA ของแบรนด์ทีโม่ ทรังก์ส และกลยุทธ์การตลาดอันเฉียบคม ทั้งยังมองว่า TIMO จะเป็นแบรนด์กางเกงว่ายน้ำชายอันนำสมัยในอนาคตอีกด้วย

สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง หรือ เป๋า ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสร้างสรรค์ TIMO

TIMO โดดเด่นด้วยการสร้างสรรค์ลายผ้าเพื่อเป็นตัวเลือกของผู้บริโภคที่แต่งตัวทันสมัยอยู่เสมอ โดยไม่ได้จำกัดแต่เพียงชุดว่ายน้ำชายเท่านั้น แต่ TIMO ยังมีกางเกงหลากหลายแบบที่เก๋ไก๋ โก้หรู และคล่องตัว เหมาะกับการสวมในวันหยุดพักผ่อนได้อีกด้วย ด้วยคุณสมบัติของเนื้อผ้าที่ซับความชื้นได้ดี ช่วยให้แห้งเร็ว

และไม่เพียงแต่โด่งดังด้านกางเกงว่ายน้ำแบบขาสั้นเท่านั้น ล่าสุด TIMO ยังเปิดตัวไลน์กางเกงว่ายน้ำแบบบิกินนี่ทรงเต็มตัว (Square Cut) ออกแบบมาเพื่อนักว่ายน้ำโดยเฉพาะ และกางเกงเล่นเซิร์ฟ เป็นอีกสองกลุ่มผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ที่เพียบพร้อมด้วยจุดแข็ง ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ของความเนี้ยบ เท่ห์ ตัดเย็บอย่างทันสมัย ลายผ้าอันลือลั่น หรือเรื่องราวอันแหวกแนวของที่มาแต่ละลวดลาย ที่สำคัญนับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ TIMO ขึ้นเมื่อปี 2011 สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง ยังคงรับหน้าที่เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ หรือผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์มาโดยตลอด และวันนี้ TIMO มีแผนที่จะเขย่าวงการชุดว่ายน้ำชายด้วยกลยุทธ์ความยั่งยืนอันชาญฉลาด

โจเซฟ ดีอะเซติส แฟชั่นคอลัมนิสต์ชื่อดัง ฟอร์บส์ อเมริกา ได้วิเคราะห์ถึงแบรนด์ TIMO ว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน วงการชุดว่ายน้ำเหมือนจะหยุดนิ่ง ตลาดเต็มไปด้วยสินค้าแบบเดิมๆ แม้จะมีแบรนด์จำนวนมาก แต่แบรนด์เหล่านั้นมักแค่ผลิตสินค้าแบบเก่า ด้วยสีสันใหม่เท่านั้น ทั้งที่กางเกงว่ายน้ำแบบขาสั้นกำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสำหรับกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การจะออกแบบกลยุทธ์อันชาญฉลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชายที่ใส่ใจทั้งเรื่องคุณภาพและความทนทานเป็นสิ่งที่ TIMO หนึ่งในแบรนด์แรกๆ ที่ได้ใส่ใจอย่างสูงสุด

TIMO เป็นแบรน์ที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการชุดว่ายน้ำชายของโลก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าสินค้าจะพัฒนาไปในทิศทางใดในอนาคต เพราะชุดว่ายน้ำชาย TIMO ออกแบบมาได้อย่างลงตัว ที่มีครบทุกองค์ประกอบ อย่างแรก คือ มีความทนทานและมีฟังชั่นแบบชุดกีฬา เน้นการออกแบบที่เรียกว่า Performance Wear ที่มีความเบาสบาย แถมยังใช้ “ผ้าที่แห้งเร็วมาก” แต่สีไม่จางไปตามกาลเวลา องค์ประกอบอย่างที่สอง คือ การมีอัตลักษ์ด้านดีไซน์ชัดเจน การออกแบบลวดลายที่เหมือนการนำอตีดกับอนาคตมาบรรจบกัน แบบที่ไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อน อาทิ ลวดลายรูปทรงเรขาคณิตแบบคลาสิกโบราณมาปรับให้กลายเป็นลายมินิมอล ดูมีทั้งความคลาสสิกและล้ำสมัยในตัวเดียวแบบไม่มีวันตกยุค รวมทั้งการร่วมมือออกแบบกับศิลปินดังทั่วโลก ไปจนถึงการออกแบบร่วมกับเด็กออทิสติก หรือการให้โอกาสตรีในทัณฑสถานได้มีส่วนร่วมในการผลิตสินค้า หากใครอยากจะดูโดดเด่นในกางเกงว่ายน้ำขาสั้น ลายที่เท่ห์ทรงพลัง TIMO จะเป็นที่ถูกใจอย่างแน่นอน และองค์ประกอบที่สาม คือการสร้างสินค้าแบบบูรณาการน์ ด้วยการผลิตสินค้าที่ช่วยลดคาร์บอนฟุตปรินต์ (Carbon Footprint) หรือเรียกได้ว่าการผลิตที่ช่วยให้โลกยั่งยืน

เมื่อแบรนด์ TIMO ขยับพลิกโฉมวงการชุดว่ายน้ำชาย ด้วยการพัฒนาสินค้าชั้นเยี่ยมสุดพิถีพิถัน ครบฟังก์ชั่นแบบกีฬา สร้างสรรค์ระดับแนวหน้าแฟชั่นระดับอินเตอร์ และการผลิตแบบใส่ใจโลก ทั้งหมดเป็นการสร้างแบบฉบับมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการชุดว่ายน้ำของโลก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นี่คือชุดว่ายน้ำแห่งอนาคตอย่างแท้จริง โดยคอลเลกชั่นใหม่ของ TIMO ได้เผยโฉมกางเกงว่ายน้ำแบบสั้นเข้ากับรูปทรงเต็มตัว (Square – Cut Brief) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นยุค 1970s และกางเกงโต้คลื่นที่มีความล้ำอนาคต พร้อมเผยความมุ่งมั่นกับการตั้งฐานการผลิตใกล้จุดขาย เพื่อลดคาร์บอนฟูตปรินต์ และเจาะลึกว่าอะไรที่เป็นเทคนิคการสร้างสินค้าที่จะมีพลังสามารถดึงดูดความสนใจจากกลุ่มลูกค้าผู้ชายที่เรียกได้ว่าเป็นตลาดสินค้าแฟชั่นที่หินมาก

ด้าน สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง หรือ เป๋า ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสร้างสรรค์ TIMO เปิดเผยกับฟอร์บส์ อเมริกา ว่า “ผมพัฒนาและออกแบบโรงแรม รีสอร์ต มาแล้วหลายแห่ง ในช่วงเวลาหลายปีนั้น ผมเดินทางไปท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ หลายที่ แต่ยังไม่เจอชุดว่ายน้ำแบบที่ผมชอบเลย ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจว่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้าแฟชั่นด้านนี้เอง โดยเน้นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปที่การสร้างลวดลาย โดยแต่ละซีซั่นทีโม่จะออกแบบลายผ้าที่คิดว่าสวยและใหม่ที่สุดมากถึง 30 ลาย แต่จะมีเพียง 12 ลายที่ดีที่สุดเท่านั้นที่ถูกเลือกเข้ามาอยู่ในคอลเลกชั่นนี้ จึงทำให้เราเรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรมแฟชั่น” ระดับโลกอย่างแท้จริง”

“เราเลือกเฉพาะลายที่ใหม่ที่สุด และลายที่ไม่เคยมีใครในโลกทำมาก่อน ปัจจุบันเราได้นำเสนอลวดลายใหม่ๆ ออกสู่ตลาดไปแล้วหลายร้อยลวดลาย จนถึงขั้นต้องจัดทำคลังเก็บลวดลายผ้าไว้ในศูนย์ ฐานข้อมูลที่สตูดิโอ ซึ่งผู้ชายจะไม่เหมือนกับผู้หญิงตรงที่เวลาไปเที่ยวทะเลจะต้องมีชุดว่ายน้ำหลากหลายแบบ แต่ผู้ชายจะไม่ได้ซื้อชุดว่ายน้ำใหม่กันบ่อยๆ จึงจะใส่ชุดว่ายน้ำตัวเดิมซ้ำๆ กัน ดังนั้น การจะดึงดูดความสนใจของผู้ชายจึงต้องมีลวดลายที่ไม่เพียงสะดุดตาเท่านั้น แต่จะต้องเป็นลวดลายที่เข้าใจถึงความชอบของเขาอย่างลึกซึ้งชนิดที่เห็นแล้วต้องซื้อทันที”

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ยังคงพยายามขับเคลื่อนการลดคาร์บอนฟูตปรินต์ต่อไปนั้น เป๋า สรรพสิทธิ์ เผยว่า “เราเดินหน้าผลิตสินค้าของ TIMO ในโซนที่เรามีการจัดจำหน่ายสินค้าแบบรีเทล ยกตัวอย่างเช่น ตลาดในสหภาพยุโรป เราเริ่มจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตในอิตาลี โดยมีแผนที่จะผลิตกางเกงว่ายน้ำ มุ่งหน้าลดคาร์บอนฟูตปรินต์ ที่เลือกวัสดุสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องขนส่งไปรอบโลกหลายครั้งกว่าจะถึงมือลูกค้าเหมือนแต่ก่อน โดยตั้งแต่คอลเลกชั่น 2023 เป็นต้นไป สินค้าที่จะจัดจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป ก็จะผลิตในภูมิภาคนั้น หรือสินค้าที่จะจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา เราก็จะตั้งฐานการผลิตที่นั่นเลย ส่วนตลาดเอเชียสินค้าของเราทั้งหมดจะใช้ฐานการผลิตในประเทศไทย”

และเมื่อถามถึงสไตล์ที่อินเทรนด์กับโทนสีของฤดูกาลนี้ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ TIMO มองว่าลวดลายรูปทรงเรขาคณิตและมินิมัลยังคงเป็นสินค้ายอดฮิตเหมือนเช่นฤดูกาลก่อนๆ “นอกจากนี้ เรายังใช้เทคนิคพื้นเมือง อย่างเช่น การมัดย้อมแบบญี่ปุ่นในสีแบบดั้งเดิมสำหรับการผลิต ที่เห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นแบบกีฬาที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เน้นการใช้งานและความทนทานไปพร้อมๆ กับสไตล์ ด้วยเหตุนี้เราถึงเปิดตัวคอลเลกชั่นกางเกงว่ายน้ำแบบบรีฟ (Brief) ที่มีความแนบเนื้อ ปลายขาตรงแบบเต็มตัว ที่ออกแบบมาสำหรับคนที่ว่ายน้ำแบบกีฬาในสระโดยเฉพาะ รวมทั้งยังมีคอลเลกชั่นทีโม่ เซิร์ฟ (TIMO Surf) ที่นำเสนอกางเกงขาสั้นสำหรับเล่นกระดานโต้คลื่นอันทันสมัย พร้อมกลิ่นอายสุดคลาสสิกของยุค 1970s ตลอดจนเสื้อกีฬาอันล้ำสมัย และลวดลายเด็ดๆ แห่งอนาคต”

เป๋า สรรพสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ”ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 เราแปลกใจมาก ที่พบว่ายอดขายชุดว่ายน้ำของเราโตขึ้น เพราะคนรู้สึกอืดอัด จึงมีความต้องที่จะออกไปเดินทางท่องเที่ยวอย่างมาก นับตั้งแต่มีการล็อกดาวน์ทั่วโลกครั้งล่าสุด ยอดขายออนไลน์ของเราเพิ่มขึ้นสองเท่า ซึ่งลูกค้าเต็มใจที่จะจ่ายเงินมากขึ้นในการเตรียมตัวไปท่องเที่ยว ไม่ว่าจะซื้อต่อชิ้น หรือซื้อในจำนวนมากก็ตาม เพื่อเพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟของแต่ละทริป ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินความคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรก”

“ดูเหมือนว่าผู้บริโภคปัจจุบันจะใจถึงกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะเมื่อถึงโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น การไปท่องเที่ยวพักผ่อนหรือการไปร่วมงานปาร์ตี้ชายหาด เพราะทุกคนคิดว่าเดี๋ยวนี้ชีวิตไม่ยืนยาวเหมือนแต่ก่อนจากบทเรียนโควิด จึงหันมา ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดทุกนาทีนับจากนี้…” เป๋า สรรพสิทธิ์ ทิ้งท้าย

และนั่นคืออีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทย เมื่อ “TIMO” เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้น บรรดากูรูแฟชั่นยังมองว่า TIMO จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในฐานะแบรนด์ผู้กำหนดทิศทางชุดว่ายน้ำชายในอนาคตอีกด้วย

เปิด 5 เคล็ดลับเลือกสกินแคร์ดูแลผิวหน้า เสริมความแข็งแรงและเผยออร่าไม่ง้อ Makeup #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659607

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 10:40 น.

เปิด 5 เคล็ดลับเลือกสกินแคร์ดูแลผิวหน้า เสริมความแข็งแรงและเผยออร่าไม่ง้อ Makeupการ์ดผิวห้ามตก…Work From Home ใครว่าหน้าไม่โทรม ผิวไม่ล้า! Swisse เปิด 5 เคล็ดลับเลือกสกินแคร์ดูแลผิวหน้าไม่ให้โทรม เสริมความแข็งแรงและเผยออร่าแบบไม่ง้อ Makeup

แม้ Work From Home ทำให้เราไม่ได้เจอกับมลภาวะหรือมลพิษทางอากาศที่เป็นศัตรูตัวฉกาจกับผิวหน้าของเรา รวมทั้งยังไม่ต้องตื่นเช้ามา Makeup ให้อึดอัดผิว แต่ทำไม! ผิวของเรายังดูล้า ไม่สดใส ประชุมวีดิโอคอลทีก็ไม่กล้าเปิดกล้องเผยลุคโทรมให้ใครเห็น นั่นก็เป็นเพราะ ถึงแม้เราจะไม่โดนมลภาวะภายนอกมาทำร้ายผิว แต่การทำงานที่หนักเกินไป อยู่หน้าจอคอมหรือจอโทรศัพท์นานๆกับแสงสีฟ้า ความเครียดที่สะสม หรือการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็ล้วนส่งผลต่อสุขภาพผิวให้หมองคล้ำ มีริ้วรอยและอาจเกิดจุดด่างดำขึ้นได้ทั้งนั้น  ดังนั้นเราจึงไม่ควรการ์ดตกในการดูแลผิว และยิ่งต้องบำรุงและฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อเผยออร่าความสุขภาพดีของผิวแบบไม่ต้องง้อ Makeup

แต่ใครที่ยังไม่รู้ว่า เมื่อเจอปัญหาผิวแบบนี้จะต้องมีวิธีการดูแลหรือควรใช้อะไรดี วันนี้เราจะมาแบ่งปัน 5 เคล็ดลับการเลือกสกินแคร์เพื่อดูแลผิวที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ และควรเลือกจากส่วนผสมที่อุดมด้วยคุณประโยชน์จากธรรมชาติ อย่างผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Swisse (สวิสเซ) แบรนด์ดังเพื่อสุขภาพและความงาม อันดับ 1 จากประเทศออสเตรเลีย ที่เฟ้นหาและคัดสรรสุดยอดวัตถุดิบจากธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลก ตอบโจทย์ความ Clean Beauty ให้คุณมั่นใจด้วยผิวที่แข็งแรง มีออร่า แลดูสุขภาพดี เพื่อค้นพบตัวคุณที่ดีกว่า และมีสุขภาพและความงามที่ดีจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง

1. สายผิวอ่อนแอ แลดูอ่อนล้า ต้องเน้นบำรุง เสริมผิวให้แข็งแรง

ใครที่เป็นสายผิวอ่อนแอ โดนแดดนิด โดนลมหน่อยก็แดงหรือแพ้ง่าย อยากแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเลือกสกินแคร์ที่เน้นไปที่การบำรุงให้ผิวแข็งแรง โดยให้ดูจากส่วนผสมของสกินแคร์นั้นว่ามีตัวที่เน้นบำรุงและฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงหรือไม่ อย่างผลิตภัณฑ์ของ Swisse หลายตัวก็มีส่วนผสมที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องผิวแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็น สารสกัดจาก โรสฮิป ที่อุดมด้วยสารอาหารผิว อย่างกรดไขมัน โอเมก้า 3 และ 6 ช่วยบำรุงให้ผิวชุ่มชื้น น้ำมันจากสวีท อัลมอนด์ ที่ช่วยบำรุงผิว และแครนเบอร์รี่ ที่ช่วยทำความสะอาดผิวอย่างลึกล้ำ กระชับรูขุมขน โดยมีอยู่ในเซ็ตบำรุงผิวให้แข็งแรง ประกอบไปด้วย Sweet Almond Gentle Cream Cleanser, Rosewater Hydrating Mist Toner, Rose Hip Nourishing Cream Moisturiser, Rose Hip Antioxidant Facial Oil,  Cranberry Pore Perfecting Clay Mask เรียกว่าครอบคลุมตั้งแต่ทำความสะอาดผิว จนถึงขั้นดูแลและบำรุงผิวกันไปเลย

2. หน้าเป็นสิว ผิวขาดสมดุล ต้องควบคุมความมัน สร้างบาลานซ์ให้ผิว

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเจอกับปัญหาหน้ามันกันบ่อย เพราะอากาศในเมืองไทย ต่อให้อยู่แต่ในบ้านหน้าก็เมือกได้ ซึ่งความมันบนผิวนี่แหละที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวบนใบหน้า และผิวขาดความสมดุล ทางที่ดีควรเลือกสกินแคร์ที่ซึบซาบเข้าผิวไว ไม่ทิ้งความเหนอะหนะไว้บนใบหน้า แต่ก็ต้องไม่ทำให้ผิวหน้าแห้ง  เพื่อรักษาสมดุลของผิวไปด้วย อย่างเซ็ตสร้างสมดุลให้ผิว จาก Swisse ที่มีส่วนประกอบหลักเป็น โอลีฟ และ เอคไคเนเซีย พืชที่มีชื่อเสียง และนิยมมากในแถบยุโรปและอเมริกา เพื่อสร้างสมดุลให้ผิว อโรเวรา ที่ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นและผิวชุ่มชื้น สารสกัดจากชาเขียวมัทฉะ ช่วยปกป้องผิวจากสารพิษและมลภาวะต่างๆ และสารสกัดจากแตงกวา ที่ช่วยให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย เป็นต้น และมีใน Micellar Makeup Removing Cleansing Water, Olive Leaf Deep Cleansing Gel และ Matcha Tea Clay Mask

3. ริ้วรอยก่อนวัย ไม่ใช่เรื่องตลก! ต้องเร่งฟื้นฟูเพื่อผิวเรียบเนียน

กับการทำงานที่หักโหมเอย นอนดึกเอย และความเครียดต่างๆเอย ล้วนเป็นตัวเร่งให้เรามีริ้วรอยก่อนวัย สกินแคร์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้ยืดหยุ่นและลดเลือนริ้วรอยส่วนใหญ่จึงต้องเน้นให้ความชุ่มชื้นกับผิว เพราะหากผิวขาดน้ำหรือแห้งก็จะทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้นนั่นเอง สำหรับ Swisse ก็มีเซ็ตผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่องนี้เช่นกัน และมีส่วนผสมที่น่าสนใจ อย่าง   ออแกนิค อาร์แกน ออยล์ ที่ผ่านการรับรอง และอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายอย่าง เช่น วิตามินอี, เฟรูลิค แอซิด, และกรดไขมัน โอเมก้า 6 และ 9 ช่วยบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เต่งตึง และปกป้องผิวจากริ้วรอยแห่งวัย และยังมี น้ำมันเกรปซีด ที่ช่วยบำรุงและเสริมความแข็งแรงให้กับชั้นผิว โดยสามารถพบได้ใน Argan Youthful Facial Oil และ Argan Revitalising Eye Cream

4. เสริมออร่า ด้วยความผิวโกล์ว เปล่งปลั่งแบบสุขภาพดี

ต้องยอมรับว่าความผิวโกล์วตอนนี้ยังคงเป็นเทรนด์ที่หลายๆคนให้ความสนใจ โดยต้องอาศัยหลายปัจจัย ทั้งการพักผ่อนและการดื่มน้ำอย่างเพียงพอด้วย ขณะเดียวกันสกินแคร์ที่จะช่วยเรื่องนี้ก็ต้องเน้นที่การบำรุงให้ผิวดูอิ่มฟูและชุ่มชื้น อย่างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของ Swisse ที่เน้นสารสกัดจาก น้ำผึ้งมานูก้า จากต้นมานูก้า ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ให้คุณประโยชน์ มากกว่าน้ำผึ้งทั่วไปถึง 4 เท่า และอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวแลดูชุ่มชื้น กระจ่างใส เมื่อนำมารวมกับโคลนสีขาวจากออสเตรเลียและชาร์โคล ใน Manuka Honey Clay Mask ก็จะช่วยทำความสะอาดผิวอย่างลึกล้ำ กำจัดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยลดขนาดรูขุมขนบนใบหน้าให้แลดูเล็กลง เผยผิวชุ่มชื้นแลดูสุขภาพดี การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1 ของสกินแคร์ในออสเตรเลีย

5. เพิ่มความกระจ่างใส ให้คุณ Shine ที่สุด

การเพิ่มความกระจ่างใส ไม่ใช่แค่การทำให้ผิวของเราไบร์ทขึ้นเท่านั้น แต่ต้องปรับสีผิวของเราให้สม่ำเสมอ น่ามอง และจะทำให้คุณดู Shine ที่สุด สกินแคร์ที่เลือกใช้จึงต้องมีส่วนประกอบที่สามารถปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมดึงความกระจ่างใสของผิวขึ้นมาได้ด้วย อย่าง สารไนอาซินาไมด์ธรรมชาติ ที่ช่วยให้สีผิวกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรือ สารสกัดจากผลส้มเลือดจากเมืองซิซิลี่ ประเทศอิตาลี ที่ช่วยเผยผิวความกระจ่างใส เปล่งปลั่ง เรียบเนียน ซึ่งทั้ง 2 ตัว ก็อยู่ในเซ็ตผิวกระจ่างใส จาก Swisse ได้แก่ Blood Orange Brightening Cream Moisturiser,  Blood Orange Brightening Facial Serum และ Blood Orange Brightening Clay Mask

พบกับผลิตภัณฑ์เซ็ตสกินแคร์เหล่านี้ และวิตามินอาหารเสริมจากแบรนด์ SWISSE (สวิสเซ) ได้แล้วที่ร้านวัตสัน วัตสันออนไลน์ ลาซาด้าและช้อปปี้ โปรโมชั่นพิเศษ! เมื่อช้อปสินค้าของสวิสเซทุกชนิดผ่านทางร้านวัตสัน และวัตสันออนไลน์ https://bit.ly/3y21mP3 รับส่วนลดไปเลย 20% ทันที ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 24 สิงหาคม 2564 และลดเพิ่มอีก 50 บาท เมื่อช้อปสินค้าของ SWISSE เท่าไหร่ก็ได้ ผ่านทางวัตสันออนไลน์ เพียงพิมพ์ Code: SWISSE50 ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 สิงหาคมนี้ เท่านั้น!! รีบไปช้อปกันได้เลย

ติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ โปรโมชั่น และกิจกรรมดีๆเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กเพจ https://www.facebook.com/SwisseThailand.Official และอินสตาแกรม https://www.instagram.com/swisseth/  #สวิสเซ #DiscoverAbetteryou #สู่การค้นพบตัวคุณที่ดีกว่า

ไอเดียของขวัญวันแม่ ตอบแทนความรักและสัมผัสอันอ่อนโยนด้วยของขวัญล้ำค่าแทนคำขอบคุณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659604

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 10:10 น.

ไอเดียของขวัญวันแม่ ตอบแทนความรักและสัมผัสอันอ่อนโยนด้วยของขวัญล้ำค่าแทนคำขอบคุณVan Cleef & Arpels แนะนำ ไอเดียของขวัญแทนความรักในโอกาสพิเศษเนื่องในวันแม่ ด้วยคอลเลคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ประจำเมซง

มอบจิวเวลรีแทนความรักในโอกาสพิเศษเนื่องในวันแม่ ด้วยคอลเลคชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ประจำเมซง อาทิ Frivole,  ALHAMBRA และ PERLEE รวมถึงนาฬิกาเรือนงาม ซึ่งได้คัดสรรเฉพาะตัวเรือนสีโรสโกล์ดสัญลักษณ์แห่งความงดงาม อ่อนโยน ละมุนละไม ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการขัดผิวอย่างพิถีพิถันจนขึ้นเงา ก็ให้การสะท้อนแสงทอประกายเปล่งปลั่ง อบอุ่น นุ่มนวลดุจสัมผัสอันอ่อนโยนของแม่ได้อย่างลึกซึ้ง ตอบแทนความรักและสัมผัสอันอ่อนโยนด้วยของขวัญล้ำค่าแทนคำขอบคุณที่ไม่มีวันสิ้นสุด

Van Cleef & Arpels เริ่มนำทองคำสีกุหลาบมาใช้ในการสรรค์ศร้างผลงานระหว่างทศวรรษ 1920 สำหรับใช้ตกแต่งกล่องประดับต่างๆ จากนั้น ก็มีบทบาทมากยิ่งขึ้นในทศวรรษ 1930 ดังปรากฏให้เห็นบนงานกระเป๋าหนีบมิโนดิเอร (Minaudière) อันเลอค่า ตลอดจนสร้อยข้อมือ, กำไล และนาฬิกาข้อมือ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินกลุ่ม “สมัยใหม่” กว่าหลายปีที่ทองคำสีกุหลาบเผยความงดงามของตนเป็นระยะด้วยการถูกนำมาใช้ร่วมกับทองคำขาว และทองคำสีเหลืองเพื่อก่อลูกเล่นสะท้อนแสง และสลับโทนสี การใช้โลหะทองต่างเฉดโทนเหล่านี้ ยังช่วยทวีความคมชัดของเส้นลายกราฟิก และลวดลายแนวแอ็บสแตร็กบนแผ่นโมทิฟของเครื่องประดับบางชิ้นจากทศวรรษที่ 1970 จนถึง 1990 สำหรับทศวรรษ 2000 สีทองเฉดซึ่งเป็นที่ชื่นชอบอย่างยิ่งสืบเนื่องจากประกายเงางามในโทนอบอุ่น อ่อนหวาน บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิง ได้ขยายบทบาทของตนมากขึ้นในกลุ่มเครื่องประดับ และนาฬิกาข้อมือ      คอลเลคชันต่างๆ ของเมซง ไม่ว่าจะในลักษณะของทองคำล้วน หรือรองรับงานประดับรัตนชาติเลอค่าหลากสี

เริ่มด้วย Frivole คอลเลคชั่น ที่ช่วยเติมเต็มความงดงาม สดใส มีชีวิตชีวาให้กับคุณแม่คนพิเสษ โดดเด่นด้วยประกายสว่างเรืองรองราวกับมีจุดกำเนิดแสงแฝงอยู่ภายในรูปทรงดอกไม้ ซึ่งอาศัยเส้นกราฟิกก่อโครงสร้างอย่างอ่อนช้อย เปล่งประกายความงามยิ่งขึ้นด้วยหกผลงานใหม่ด้วยตัวเรือนทองคำสีกุหลาบรองรับการฝังเพชรล้อแสง ประกอบไปด้วยต่างหูหนึ่งคู่, จี้สร้อยคอหนึ่งอัน กับสร้อยข้อมือหนึ่งเส้น ซึ่งล้วนเป็นงานออกแบบโมทิฟขนาดมินิ และอาศัยประกายระยิบระยับวับวาวทวีความชัดเจนของรูปทรง ในขณะที่ประกายเงางามวามวาวจากแหวนปลายเปิด หรือแหวนหว่างนิ้ว (Between the Finger ring), จี้สร้อยคอ กับต่างหูขนาดเล็ก ต่างเติมแสงแต่งผิวพรรณเปล่งปลั่งเรืองลอออย่างงดงาม เครื่องประดับแต่ละชิ้น ล้วนแสดงให้เห็นถึงไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญด้านต่างๆ ของเมซง ศิลปะของเหล่านักอัญมณศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ, ช่างทำตัวเรือนเครื่องประดับ และช่างฝังอัญมณี ปรากฏให้ประจักษ์ชัดผ่านการเลือกรัตนชาติ, โครงสร้างตัวเรือนแบบเปิดโปร่ง และงานฝังอัญมณีขึ้นตัวเรือน ซึ่งร่วมกันจุดประกายสว่างสุกใสเจิดจรัสสะกดสายต

หรือมอบคอลเลคชั่นอันทรงเอกลักษณ์ประจำเมซงตอบแทนความรักของคุณแม่ด้วยสัญลักษร์นำโชคอย่างคอลเลคชั่น Alhambra (อัลลองบรา) ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1968 ด้วยโมทีฟใบโคลเวอร์สี่แฉก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีอย่างแท้จริง ที่นำเสนอในดีไซน์เหนือกาลเวลาของ Van Cleef & Arpels    ผ่านความเป็นเลิศของทักษะความชำนาญการเหนือชั้น โดยเมซงยังคงเติมเต็มคอลเลคชั่นด้วยผลงานการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความลื่นไหลและความสง่างามของการออกแบบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมซงใช้วัสดุธรรมชาติหลากหลายชนิดมารังสรรค์ผลงาน เรียงร้อยเป็นสายสร้อยจี้ สร้อยข้อมือ ต่างหู รวมไปถึงนาฬิกา เจิดจรัสด้วยโทนสีที่ดูอบอุ่นทำให้เครื่องประดับนี้สามารถสวมกับคอลเลกชั่นอื่นๆ

คอลเลคชั่น Perlée (แปรเล) ตัวแทนแห่งความสดใส เบิกบาน เปี่ยมสุข  เป็นเครื่องประดับซึ่งสรรค์สร้างขึ้นโดยอาศัยทรวดทรงกลมกลึง และสัดส่วนโค้งเว้าเป็นพื้นฐานสำคัญทางการออกแบบ ด้วยรูปทรงอันทรงเอกลักษณ์ ประหนึ่งก่อตัวขึ้นจากลีลาอ่อนช้อยดุจนาฏกรรมของการเรียงร้อยลูกปัดทองอย่างมีจังหวะ อ้างอิงถึงรูปทรงที่เกิดจากเม็ดกลมมนที่เรียงร้อยเป็นเส้นยาว เคร่งครัดกับขนบดั้งเดิมของเมซง เป็นผลงานที่แสดงถึงการผสมกลมกลืนกันของความบอบบางและความโดดเด่นสะดุดตา เป็นเครื่องประดับที่เหมาะสำหรับทุกวาระ

ล่าสุดกับเครื่องประดับจากในคอลเลคชัน Perlée ที่เพิ่งเผยโฉมความงามออกมาเมื่อเร็วๆนี้กับ กำไลข้อมือ Perlée sweet clovers สำหรับสวมสลับจับคู่กับแหวน รองรับการตกแต่งรายละเอียดโมทิฟสีโรสโกล์ด ฝังเพชรระยับแสงละมุนละไม อันเป็นผลจากกระบวนการผลิตสุดพิถีพิถัน และบ่งบอกถึงทุกแง่มุมเอกลักษณ์แห่งความเป็น Van Cleef & Arpels อย่างชัดเจน ท่ามกลางประกายสุกสว่างประดับผิว ลีลาล้อแสงระยิบระยับยังสร้างแรงบันดาลใจ      ให้ความสนุกสนานในการเลือกจับคู่สวมใส่ร่วมกับเครื่องประดับต่างคอลเลคชัน ได้อย่างหลากหลายไร้ขีดจำกัด

พบกับคอลเลคชั่น Frivole,  Alhambra และ  Perlée ที่ Van Cleef & Arpels บูติค ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม ชั้น G

และ Van Cleef & Arpels  ป๊อปอัพ บูติค ชั้น M สยามพารากอน หรือ vancleefarpels.com

เติมพลังบวก เปิดรับความรู้สู้วิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659601

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 09:45 น.

เติมพลังบวก เปิดรับความรู้สู้วิกฤต“Siam One Heart รวมใจเป็นหนึ่ง” เติมพลังบวก เปิดรับความรู้สู้วิกฤต ภายใต้โครงการสยามรวมใจ ไทยช่วยไทย สร้างสรรค์กิจกรรมมอบกำลังใจผนึกพลังบวกโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านจิตบำบัด การเงิน สุขภาพ และไลฟ์สไตล์

การรวมพลังแห่งสยามปลุกสปิริตนักสู้ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้!! เมื่อ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด จัดแคมเปญ “Siam One Heart รวมใจเป็นหนึ่ง” ภายใต้โครงการ สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย สร้างสรรค์กิจกรรมมอบกำลังใจผนึกพลังบวกโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านจิตบำบัด การเงิน สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งต่อสาระความรู้ดีๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้คน ให้ทุกคนมีแรงสู้ต่อไปในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยกัน

ในภาวะที่ใครหลายคนอาจรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับปัญหารุมเร้า มาสำรวจความรู้สึก พร้อมหาวิธีรับมือกับอารมณ์เหล่านั้นอย่างเข้าใจ พร้อมมุมมองแง่คิดที่จะช่วยสร้างพลังใจจาก ดร.สุววุฒิ วงศ์ทางสวัสดิ์ นักจิตวิทยาการปรึกษาชื่อดัง จากเพจนักจิตวิทยาการปรึกษาคนหนึ่ง ที่เผยว่า “เมื่อไรที่มีปัญหาเข้ามาปะทะ ตั้งสติ เราสามารถบอกตัวเองว่าเป็นไร ช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้น เหมือนเวลาสร้างบ้านต้องเริ่มจากการก่ออิฐทีละก้อน สุดท้ายแล้วอิฐทีละก้อนจะกลายเป็นกำแพงเป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นและมีกำลังใจว่า เราเริ่มเข้าใกล้ความจริงแล้ว ชีวิตคือการเรียนรู้ ประคองและยืนหยัดผ่านไปให้ได้ ระหว่างทางเราสามารถสร้างพลังบวกด้วยการมองหาว่าตัวบั่นทอน ให้ลองสังเกตความรู้สึก แล้วจัดการสิ่งนั้นให้ถูกจุด ฝึกใจให้เปิดกว้าง พร้อมรับสิ่งที่เข้ามา อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีเมื่อมีความเข้าใจ สิ่งที่อาจกระทบให้เกิดพลังลบจะช่วยเบาบางลงได้ และที่สำคัญเมื่อเราสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้แล้ว อย่าลืมการหันไปสังเกตเอาใจใส่คนรอบข้างด้วย”

ด้านหมอซี-นพ.ธนรัตน์ ใบเจริญโรจน์ ทีมหมออาสา Doctor A to Z ได้มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรู้ที่เราต้องรู้ไว้กับการรับมือกับโควิด-19 กล่าวว่า “ในกรณีที่ผู้ติดเชื้อโควิดต้องทำการกักตัวและรักษาตัวที่บ้านผ่าน Home Isolation มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ เริ่มจากการแยกตัวออกมา โดยให้ทำการกักตัวในห้องคนเดียว แยกอาหาร ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า และจัดพื้นที่สิ่งแวดล้อมให้แสงแดดและอากาศถ่ายเทสะดวก พร้อมทำความสะอาดผิวสัมผัสอย่างสม่ำเสมอ ล้างมือบ่อยๆ และใส่หน้ากากอนามัยเข้าห้องน้ำทุกครั้ง งดการรวมตัวหรือสื่อสารกับคนในครอบครัวโดยตรง สิ่งสำคัญคือการเตรียมยาสามัญประจำบ้าน เช่น พาราเซตามอล ผงเกลือแร่ ถ้ามีโรคประจำตัวให้กินยาต่อได้ ส่วนคนป่วยเบาหวาน ควรตรวจน้ำตาลในเลือดทุกวัน และควรหลีกเลี่ยงคาเฟอีนทุกชนิด เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม ควรดื่มน้ำเปล่าตลอดวัน เพื่อป้องกันเลือดข้น ลิ่มเลือดอุดตัน ต้องสังเกตอาการ หากเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ให้รีบปรึกษาหมอ หรือหาเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วติดบ้านไว้ แม้อาการป่วยจะไม่มาก แต่การดูแลตัวเองที่บ้านก็ไม่ควรประมาท ต้องรายงานหมอตลอด เพื่อรับการรักษาที่ทันท่วงที”

สำหรับใครที่ต้องการสร้างสไตล์เสริมความมั่นใจ เป็นประตูสู่ความสําเร็จของชีวิต ฐาดิณี รัชชระเสวี ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นกับบุคลิก และ Personal Style Consultant มีเคล็ดเด็ดมาแนะนำว่า “ทุกวันนี้หลายๆคนหันมาให้ความสำคัญกับการสร้าง Personal Content คือ การค้นพบจุดของตัวตนที่ดีที่สุดแล้วนำเสนอสิ่งนั้นออกไปอย่างสร้างสรรค์ ผ่านสไตล์การแต่งตัว โดยอาจเริ่มเลือกเสื้อผ้าการแต่งตัวให้เหมาะสมกับลุคที่สะท้อนตัวเราออกมาได้ดีที่สุด เช่น Smart, Professional, Fun ลองจับมิซ์แอนด์แมทช์ในแบบที่ชอบและคิดว่าดูดี โดยให้ทดลองใช้เวลาปรับลุค 3-6 เดือน เพื่อคนรอบข้างเกิดความรับรู้และจดจำสไตล์ของเราได้แล้ว สิ่งนี้ช่วยเชื่อมโยงสนับสนุนให้มั่นใจตัวเองมากขึ้น กล้าที่ออกไปลองคิด ลองทำสิ่งใหม่จนไปสู่จุดแห่งความสำเร็จได้ในที่สุด การสร้างบุคลิกภาพให้ดูดีเสมอเป็นการเติมพลังบวกให้ตนเอง”

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการลงทุน ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ซีอีโอ บลจ. จิตตะ เวลธ์ เจ้าของเพจ Jitta Wealth ได้มาร่วมถ่ายทอดวิธีการจัดการด้านการเงินอย่างชาญฉลาด เผยเคล็ดลับว่า “สำหรับใครหลายคนที่เริ่มมองเห็นถึงความไม่แน่นอน คนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยออมเงิน ไม่เคยลงทุนมาก่อน จึงเริ่มใช้เวลาช่วงนี้หันมาศึกษาเรื่องการลงทุนมากขึ้นว่า “การลงทุนไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากของการลงทุนคือ วินัย เราจะวางแผนอย่างไร เริ่มอย่างไร เมื่อไหร่ การเก็บวันละนิด ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ควบคุมรายจ่ายให้ดี เก็บเงินออมให้เยอะแล้วค่อยเอาเงินเย็นเอามาต่อยอด ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส! การเลือกลงทุนให้ดูว่าทรัพย์สินไหนไม่ได้รับผลกระทบแม้ว่าราคาหุ้นอาจตกลง เช่น กลุ่มบิวตี้เฮลธ์แคร์ กลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งทรัพย์สินยังมีการเติบโตต่อเนื่องอยู่ในตลาดหุ้น เรียกว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากภาวะวิกฤต อย่าลืมสิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุน คือ ความรู้ ศึกษาให้เข้าใจ อย่าละเลยจนลืมระวังเรื่องความเสี่ยง”

ปิดท้ายด้วย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม นักลงทุนอิสระ และผู้บริหารหลักทรัพย์บัวหลวง “เคล็ดลับออมเงิน หุ้นกู้วิกฤต” เผยว่า “ทุกวิกฤตมีโอกาส! ท่ามกลางวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นไปด้วย สำหรับนักลงทุน อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ค้นพบช่องทางกำไรที่มีความเป็นไปได้สูงซ่อนอยู่เสมอ เชื่อว่าทุกวิกฤตในตลาดหุ้นจะมีของดีราคาถูกที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการเลือกพิจารณาและตัดสินใจลงทุนซื้อหุ้นขนาดกลางหรือขนาดเล็กที่อาจเพิ่มมูลค่าได้สูงในอนาคตเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจมาก ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรู้ การศึกษาถึงความเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงบางอย่าง รวมทั้งการศึกษาพื้นฐานหุ้นตัวนั้นๆ ว่ามีโอกาสเติบโตหรือสามารถขยายธุรกิจต่อไปได้อีกในอนาคต ที่สำคัญเราต้องทำตัวเป็นแมวมอง มองหาโอกาส และศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการลงทุนให้มาก”

โครงการ Siam One Heart ขอเป็นพลังส่วนหนึ่งในการรวมช่องทางความช่วยเหลือ แบ่งปัน ให้การสนับสนุนกับผู้เดือนร้อนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อาทิ หาเตียง รถพยาบาล, บริจาคช่วยเหลือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ บริจาคสิ่งของและอาหาร โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทาง Facebook ของ OneSiam, สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม และ Line Official : @OneSiam พร้อมส่งต่อกำลังใจและความช่วยเหลือผนึกกำลังคนไทยรวมหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เราจึงสามารถก้าวผ่านทุกวิกฤตไปด้วยกันได้ทุกครั้งเสมอมา

นั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659598

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 08:50 น.

นั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรมเลิกจัดท่านั่งพังๆ เลิกปวดหลัง ปวดไหล่ ‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด แนะนั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) พร้อมเทคนิคการนวดผ่อนคลายตัวเองระหว่างการทำงานที่บ้าน

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด–19 ในปัจจุบันทำให้หลายคนจำเป็นต้องทำงานที่บ้าน (Work from home) แต่ทราบหรือไม่ว่าการนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมนานๆ โดยไม่ขยับหรือเปลี่ยนอิริยาบถ  รวมถึงการนั่งอย่างที่ไม่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลังจากการนั่งผิดท่าเป็นระยะเวลานาน และอาจลุกลามจนเป็นออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) ได้โดยไม่รู้ตัว แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมจากสารสกัดธรรมชาติ ‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด แนะนั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) พร้อมเทคนิคการนวดผ่อนคลายตัวเองระหว่างการทำงานที่บ้าน

กภ.บุญญาพร เลิศวัฒนกิตติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด ได้แนะนำการจัดท่านั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม พร้อมเทคนิคการนวดผ่อนคลายตัวเองระหว่างการทำงานที่บ้าน ดังนี้

ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) รวมถึงอาการปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อและเอ็น (Tendinitis) และอาการปวดชาจากปลายประสาทที่ถูกกดทับบริเวณหลัง บ่า คอ ศีรษะ แขน และข้อมือ อาการเหล่านี้มักพบได้บ่อยกับกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่นั่งทำงานในท่าเดิมนานเกินไป โดยไม่มีการขยับปรับเปลี่ยนท่าหรืออิริยาบถ ซึ่งอาการในระยะแรกนั้นอาจไม่รุนแรงมากเหมือนเป็นการปวดธรรมดาทั่วไป หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาการอาจรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคปวดเรื้อรังได้

การจัดท่านั่งที่ถูกต้องในการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ โดยแนะนำดังนี้

  • ศีรษะ ตั้งตรง ไม่ยื่นคอ เก็บคาง ไม่หนีบโทรศัพท์คุย
  • ตา อยู่ระดับเดียวกับหนาจอ ห่างประมาณ 45-60 ซม.
  • หลัง นั่งหลังตรง พิงพนักเล็กน้อย
  • ต้นขาและสะโพก นั่งบนเบาะให้เต็มก้น และขนานกับพื้น
  • ข้อมือและแขน อยู่ระนาบเดียวกกับแป้นพิมพ์ หากใช้เม้าส์ควรมีที่รองข้อมือ
  • ข้อศอก แนบลำตัว งอศอกทำมุม 90-120 องศา
  • ไหล่ ไม่ยกและปล่อยแขนช่วงบนตามธรรมชาติ
  • หัวเข่า ควรอยู่ระดับเดียวกับสะโพก ให้ปลายเท้าวางล้ำไปข้างหน้าเล็กน้อย
  • เท้า วางแนบพื้น หากความสูงของโต๊ะไม่พอดี ควรใช้กล่องหรือที่รองมาไว้วางเท้า

คนส่วนใหญ่ที่นั่งทำงานทั้งวันมักมีอาการปวดหลังส่วนบนและส่วนล่างตามมา สาเหตุจากท่านั่งที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการนั่งท่าใดท่าหนึ่งนานจนเกินไป ดังนั้น ควรแก้ด้วยการเปลี่ยนอิริยาบททุก 1 ชั่วโมงด้วยท่าที่เหมาะสม ได้แก่

  1. ผสานมือทั้ง 2 ข้างเหยียดตรงขึ้นไปเหนือศีรษะ ยืดตัวค้างไว้ 10 วินาที ทำติดต่อกัน 5 ครั้ง จะช่วยฝึกยืดตัวระหว่างนั่งทำงาน
  2. นำมือทั้ง 2 ข้างท้าวเอวแล้วหมุนสะโพกไปข้างหลัง สลับกันซ้าย-ขวา ทำซ้ำ 20 ครั้ง จะช่วยให้กระดูกสันหลังยืดยุ่นตัวมากขึ้น ช่วยลดอาการปวดหลังได้
  3. เก็บคางเข้าหาแนวกลางลำตัวค้างไว้ 5 วินาที ทํา 10 ครั้ง จะช่วยลดภาวะคอยื่นไปข้างหน้า
  4. นอกจากนี้ยังมีวิธีผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกายจากอาการเมื่อยล้า โดยสามารทำได้ดังนี้
  5. ยืนตัวตรงชิดกําแพง พยายามให้ศีรษะ ไหล่ และหลัง ชิดติดกําแพงให้มากที่สุด ยกแขนขึ้นทํามุมตั้งฉาก ผ่อนบ่าสบายๆ ให้รู้สึกเกร็งบริเวณสะบักด้านหลังค้างไว้ 10 วินาที  ทําซํ้า 10 ครั้ง  จะช่วยลดการเกร็งของคอ บ่าและไหล่
  6. ยืนก้มตัวหันหน้าเข้าหากำแพงในระยะห่างที่พอดี โน้มตัวไปข้างหน้าโดยใช้มือยันกําแพงไว้ และปล่อยตัวลง  ค้างไว้ 10 วินาที ทําซํ้า 5-6 ครั้ง จะช่วยยืดกล้ามเนื้อด้านหน้า และลดภาวะหลังค่อม
  7. นั่งไขว้ขาข้างขวาเหมือนท่านั่งไขว่ห้าง แล้วหมุนลําตัวด้านบนไปทางขวาค้างไว้ 10 วินาที  ทํา 5-6 ครั้งแล้วสลับข้าง จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยหลังและสะโพก
  8. นั่งไขว้ขาข้างขวาเป็นเลข 4 แล้วก้มตัวลงไปด้านหน้าค้างไว้ 10 วินาที  ทํา 5-6 ครั้งแล้วสลับข้าง  จะช่วยลดอาการปวดหลัง, สะโพกและก้น

ภาวะออฟฟิศซินโดรมนั้น นอกจากจะมีสาเหตุหลักมาจากการนั่งทำงานด้วยท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยร่วม คือ “ความเครียด” จากการทำงาน ดังนั้นจึงควรหาเวลาผ่อนคลายทางด้านอารมณ์ระหว่างการทำงานด้วยการใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) จากน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ อาทิ ไทม์ ทู รีเฟรช และ ก้านไม้หอม นอกจากนี้การทำสปาด้วยตัวเองที่บ้านด้วยการแช่ตัวในน้ำอุ่นที่ผสมบาธ แอนด์ มาสสาจ ออยล์ หรือการนวดตัวด้วยบอดี้ บัตเตอร์ ร่วมกับท่านวดเพื่อความผ่อนคลาย นอกจากจะช่วยคลายกล้ามเนื้อและความเครียดแล้ว ยังสามารถบำรุงผิวให้เนียนุ่มชุ่มชื้นไปพร้อมกันได้

เทคนิคการสร้างความผ่อนคลายง่ายๆ ระหว่างวันด้วยผลิตภัณฑ์ Time to Refresh 

ท่านวดผ่อนคลายสำหรับนวดให้คนในครอบครัว

ทางด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยเคล็ดลับการสร้างความผ่อนคลายระหว่างทำงานอยู่ที่บ้านตามแบบฉบับของตนเอง

เริ่มที่ ปณิตา ศรไทยเทวา เล่าว่า “การเวิร์คฟอร์มโฮมก็มีข้อดีตรงที่ช่วยให้เราประหยัดเวลาในการเดินทาง สามารถมีเวลาทำงานเยอะขึ้น เราจึงจัดสถานที่สำหรับนั่งทำงานที่บ้านโดยเลือกห้องที่มีแสงธรรมชาติส่องถึง สามารถมองเห็นท้องฟ้าหรือต้นไม้ได้ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างการทำงาน โดยไม่ควรนั่งทำงานในท่าเดิมเกิน 1-2 ชั่วโมง และหมั่นขยับร่างกายเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ สลับกับการลุกเดินประมาณ 5-10 นาที เนื่องจากหากเรานั่งนานๆ ก็จะทำให้ปวดหลัง ส่วนเคล็ดลับการสร้างความผ่อนคลายระหว่างการทำงาน หรือเวลาที่คิดงานไม่ออก เราจะมีตัวช่วยอย่างการนวดขมับด้วยไทม์ ทู รีเฟรช รวมถึงการสร้างบรรยากาศความผ่อนคลายด้วยก้านไม้หอมซึ่งเราจะวางไว้ทุกห้อง ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นด้วยกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ พอหมดวันก็จะผ่อนคลายด้วยการแช่น้ำอุ่นที่ผสมบาธ แอนด์ มาสสาจ ออยล์ กลิ่นลาเวนเดอร์โรสแมรี่ นอกจากจะได้ผ่อนคลายจากกลิ่นหอมแล้ว ยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวเราได้เป็นอย่างดี เพราะการแช่น้ำอุ่นนานๆ ผิวอาจสูญเสียความชุ่มชื้นและทำให้ผิวแห้งได้ง่าย หลังจากอาบน้ำเสร็จก็จะบำรุงผิวด้วยบอดี้ บัตเตอร์ ทุกครั้ง เพื่อผิวจะได้ไม่แห้งกร้านและยังคงความชุ่มชื้นอย่างมีสุขภาพดี”

ถัดมาที่ ศิตา ชุติภาวรกานต์ เล่าว่า “ตั้งแต่ที่ต้องปรับเปลี่ยนการทำงานมาเป็นเวิร์คฟอร์มโฮม ทำให้เราต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากกว่าอยู่ที่บริษัท ไม่ว่าจะเป็นการประชุม ตรวจงาน รวมถึงให้คำปรึกษากับพนักงานที่มีข้อสงสัยหรือต้องส่งงานให้กับเราตลอดทั้งวัน ดังนั้นเราจึงเน้นให้ความสำคัญกับการจัดท่านั่งให้เหมาะสม หากเรานั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมก็จะทำให้เกิดอาการปวดคอ บ่า ไหล่ และหลังได้ พอหมดวันมีหลายครั้งที่รู้สึกปวดเมื่อย อ่อนล้าทั้งหลังและสายตา เราก็จะใช้วิธีนวดกดเบาๆ ตามจุดต่างๆ แต่การนวดเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถทำให้ความเครียดและความเหนื่อยล้าหายไปได้ เราจึงต้องมีตัวช่วยอย่างการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการผ่อนคลายร่วมด้วย อย่างวันไหนที่ต้องประชุมหลายงานติดต่อกันก็มักจะเติมความสดชื่นระหว่างวันด้วยไทม์ ทู รีเฟรช ซึ่งสะดวกและง่ายต่อการพกพา สามารถหยิบใช้งานได้ตลอดวัน รวมถึงสร้างบรรยากาศความหอมภายในห้องด้วยก้านไม้หอม พอหมดวันก็จะแช่ตัวในน้ำอุ่นที่ผสมบาธ แอนด์ มาสสาจ ออยล์ เพื่อคืนความมีชีวิตชีวาด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักทั้งวันได้”

ปิดท้ายที่ สิรี วงศ์รักมิตร เผยว่า “มิ้งทำงานเป็นหมอเฉพาะทางด้านโภชนาการ พอเลิกจากงานประจำก็ต้องกลับมาเวิร์คฟอร์มโฮมต่อ เพราะต้องเตรียมพรีเซ้นต์งานควบคู่กับการทำงานวิจัย ซึ่งเวลาส่วนใหญ่แต่ละวันจึงหมดไปกับการทำงาน ดังนั้นห้องทำงานของมิ้งที่บ้านก็จะจัดบรรยากาศให้เหมาะสมกับการทำงาน เช่น การจัดแสงสว่างให้เพียงพอ เปิดเพลงคลอเบาๆ พร้อมกับเปิดเครื่องกระจายกลิ่นหอม รวมถึงวางก้านไม้หอมไว้ตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างการทำงาน พยายามจัดสรรเวลานั่งทำงานให้ไม่เกินรอบละ 1 ชั่วโมง สลับกับการหยุดพัก 5-10 นาที เพื่อไม่ให้ร่างอ่อนล้าจนเกินไป ที่สำคัญคือต้องจัดท่านั่งอย่างเหมาะสม ส่วนเวลาที่มิ้งรู้สึกเครียดก็มักจะใช้ไทม์ ทู รีเฟรช ควบคู่กับการนวดบริเวณขมับทั้ง 2 ข้าง ก็จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นทันที แต่หากวันไหนที่เหนื่อยล้ามากๆ ก็มักจะใช้หินกัวซานวดคอ บ่า ไหล่ระหว่างอาบน้ำ และไม่ลืมที่จะบำรุงผิวด้วยบอดี้ บัตเตอร์ หลังการอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นตลอดวัน”

เตรียมช้อป 8.8 ส่อง 6 แบรนด์แฟชั่นระดับตำนาน ลุคไหนใช่ตัวเรา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659550

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 14:10 น.

เตรียมช้อป 8.8 ส่อง 6 แบรนด์แฟชั่นระดับตำนาน ลุคไหนใช่ตัวเราส่อง 6 แฟชั่นแบรนด์พรีเมียมระดับโลก รวมไว้ที่เดียวบนโลกออนไลน์ที่ช้อปปี้ พรีเมียม เอาใจสายแฟทุกไลฟ์สไตล์ ฉลองแคมเปญ Shopee 8.8 Crazy Flash Sale

เพราะ “สไตล์” ไม่เข้าใครออกใคร แต่ละคนมีสไตล์การแต่งตัวเป็นของตัวเอง ทั้งเรียบ หรู หวาน ขรึม เปรี้ยว ตามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันออกไป และการลุกขึ้นมาแต่งตัว มิกซ์แอนด์แมทช์ ก็เป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี แม้ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้เราไม่ได้ออกไปแฮงเอาท์กันได้ตามสะดวก แต่ถ้ามีไอเทมตัวเด็ดเก็บไว้เป็นคอลเลคชั่น อัพลงโซเชียลก็ดีต่อใจ ปั๊วะปังได้สุดเช่นกัน ฉะนั้น ช้อปปี้ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ในฐานะจุดหมายปลายทางของสินค้าแฟชั่นสำหรับนักช้อปทุกเพศทุกวัย เล็งเห็นถึงพฤติกรรมนักช้อปสายแฟทั้งหลาย ทั้งสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ดังนั้น จึงมอบประสบการณ์ช้อปออนไลน์เหนือระดับกับ ช้อปปี้ พรีเมียม ราวกับยกห้างสรรพสินค้าที่ครบครันด้วยที่สุดของแบรนด์พรีเมียมทั้งไทยและเทศมารวมไว้บนแพลตฟอร์ม โดยช้อปปี้เดินหน้าแท็กทีม 6 แฟชั่นแบรนด์ดังระดับตำนานบน ช้อปปี้ พรีเมียม นำทัพความปังโดย Polo Ralph Lauren, Calvin Klein, Rado, Moschino, COCCINELLE, VALENTIER พร้อมส่งไอเทมในคอลเลคชั่นสุดเลอค่ามาเอาใจนักช้อปสายแฟทุกสไตล์ ให้สนุกไปกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ เสื้อผ้า แอคเซสเซอรี่ ผ่านแคมเปญ  Shopee 8.8 Crazy  Flash Sale ลดเดือด ที่ขนทัพแบรนด์แฟชั่นชั้นนำบน ช้อปปี้ พรีเมียม และร้านค้าชั้นนำที่มาพร้อมดีลสุดหรู โปรสุดปัง ตั้งแต่วันที่ 5 – 8 สิงหาคม 2564

ส่อง 6 แบรนด์แฟชั่นระดับตำนาน เช็คลุคไหน ใช่ตัวคุณ บน “ช้อปปี้ พรีเมียม”

Polo Ralph Lauren เริ่มต้นกันด้วยแบรนด์ Polo Ralph Lauren แบรนด์ดังระดับโลกในตำนาน รังสรรค์ความพิถีพิถันโดย โปโล ราฟ ลอเรนซ์ ดีไซเนอร์แบรนด์สัญชาติอเมริกันถือกำเนิดในปี 1967 ด้วยเสื้อผ้าของคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย ซึ่งเน้นสไตล์เรียบง่าย แต่คงความคลาสสิคตลอดกาล ไม่ว่าจะออกคอลเลคชั่นไหนมา ก็เป็นที่ถูกใจเหล่าคลาสสิคเลิฟเว่อร์เป็นอย่างมาก และสำหรับไอเทมที่ Polo Ralph Lauren  แนะนำในช่วงเวลานี้ เรียกได้ว่าแฟนๆ ต้องหลงใหลกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวผ้าลินิน เอกลักษณ์ตามสไตล์ Polo Ralph Lauren พิมพ์ stripe สีเทา พร้อมด้วยโลโก้ Pony บริเวณหน้าอกเสริมลุคหล่อ สุขุมไปอีกขั้น

Calvin Klein ของดีไซเนอร์แบรนด์ชาวอเมริกันที่ โด่งดังมาจากการออกแบบเสื้อผ้า ทั้งเสื้อผ้าฃสไตล์สปอร์ต ยีนส์ ชุดสูท รวมทั้งชุดชั้นใน ก่อตั้งในปี 1968 ซึ่งเป็นที่โดดเด่นจากการออกแบบชุดชั้นในที่มีขอบ เป็น Font Logo Calvin Klein  รวมทั้งยังปฏิวัติวงการยีนส์ในช่วงยุคการออกแบบยีนส์ ทรงเข้ารูป พร้อมกับสโลแกนที่ว่า “Nothing between me and my Calvin” เห็นแบบนี้แล้วหนุ่มๆ สายแฟสุดเท่ ต้องมียีนส์เดนิมดีๆ อย่าง กางเกงยีนส์ผู้ชาย Calvin Klein Slim Fit ก็เป็นไอเทมฮิตที่หนุ่มๆ ต้องมีติดตู้ไว้

Rado (ราโด้) เป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาชั้นนำที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีชื่อเสียงในด้านการดีไซน์ ด้านนวัตกรรมและการใช้วัสดุเชิงปฏิวัติเพื่อสร้างนาฬิกาที่สวยและทนทานที่สุดในโลก นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1917 ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พร้อมทั้งเป็นหนึ่งแบรนด์ดังที่ครองใจหนุ่มสาวอย่างแพร่หลาย โดยคอลเลคชั่นนาฬิกาที่หนุ่มๆ ห้ามพลาดเพราะถือเป็นคอลเลคชั่นใหม่ เน้นความหล่อสปอร์ต สุดหรู อย่าง RADO Captain Cook High-Tech Ceramic นาฬิกาข้อมือ รุ่น R32127162 ให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างมีระดับ เมื่อ DNA ของ RADO อยู่บนข้อมือคุณ โดยรุ่นนี้นำนวัตกรรมไฮเทคเซรามิกมาหล่อเป็นตัวเรือนแบบชิ้นเดียว คุณสมบัติป้องกันรอยขีดข่วนและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ส่วนภายในมาพร้อมกลไกระดับพรีเมี่ยมของแบรนด์ อย่าง คาลิเบอร์ (Calibre) R734 และขดลวดขนาดเล็ก Nivachron™? Hairspring ถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมอันยอดเยี่ยมของ Rado เพราะมีคุณสมบัติช่วยปกป้องนาฬิกาจากสนามแม่เหล็กรอบๆ ตัวในชีวิตประจำวันของเราได้อีกด้วย

VALENTIER สาวแฟชั่นนิสต้า ห้ามพลาดกับ “VALENTIER” แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง ผสมผสานความหวาน ความเซ็กซี่ และความสมาร์ทอย่างลงตัว ที่จะช่วยเติมเต็มคุณให้สวยในทุกๆโอกาส และสำหรับคอลเลคชั่นที่ทาง “VALENTIER” เนรมิตให้คุณสวยหวานยิ่งขึ้น ด้วย Lily Of The Valley Chiffon Blouse เสื้อแขนยาวผ้าชีฟองพิมพ์ลายดอกลิลลี่แห่งหุบเขา แต่งระบายช่วงแขน ดีเทลโบว์ผูกข้อมือ ช่วงไหล่และปลายแขนตัดต่อผ้าลูกไม้ทอบาง ผ้านิ่ม ลื่น ใส่สบาย เหมาะกับหลายโอกาส จะใส่ในวันสบายๆ หรือจะใส่ออกงานก็ได้เช่นกัน เห็นแบบนี้แล้วสาวๆ ไม่ควรพลาดที่จะมีไว้มาประดับตู้เสื้อผ้า มีโอกาสใส่เมื่อไหร่รับรองเสริมลุคสวยดุจเจ้าหญิงอย่างแน่นอน

Moschino (มอสชิโน่) อีกหนึ่งแบรนด์พรีเมียมชั้นนำสัญชาติอิตาเลียน ที่สาวๆ หลายคนหลงใหล ด้วยภาพลักษณ์แบรนด์ที่หรูหราและยังแฝงไปด้วยเอกลักษณ์ความสร้างสรรค์ สนุกสนานและขี้เล่น จึงทำให้แบรนด์โดดเด่นและเป็นที่นิยมจนถึงทุกวันนี้ โดยไอเทมที่นักช้อปสายแฟขาดไม่ได้เลย คือ แว่นกันแดด Moschino Round Frame จากคอลเลคชั่น Teddy Bear ที่ผสมผสานความมีเสน่ห์และความขี้เล่นของแบรนด์ได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ของโครงโลหะที่มีน้ำหนักเบา ทำให้สวมใส่สบายและยังทนทาน มาพร้อมกับแมสคอตตุ๊กตาหมี Teddy เสริมเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว

COCCINELLE อีกหนึ่งแบรนด์กระเป๋าหนังสุดหรูครองใจสาวๆ อย่าง COCCINELLE (ค็อกชิเนลเล่) แบรนด์เครื่องหนังคุณภาพจากอิตาลี ที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานนวัตกรรมใหม่รวมกับความประณีตดั้งเดิม ตลอดจนการค้นคว้าวัสดุและเทคนิคการผลิตใหม่ๆ อยู่เสมอ อีกทั้งบรรดาเจ้าแม่แฟชั่นแห่งวงการก็ใช้กันอย่างแพร่หลาย ด้วยดีไซน์ และคุณภาพของการใช้งานใช้ได้กับหลากหลายโอกาส เป๊ะ ปัง มากที่สุด วันนี้เราจึงแนะนำกระเป๋าที่ทุกคนต้องมี อย่าง COCCINELLE ALBA 150101  คอลเลคชั่นใหม่ที่มีรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมสายหนังที่มีการตัดเย็บอย่างดี ขนาดกระทัดรัด เหมาะกับการใช้งานในทุกวัน

นักช้อปสายแฟคนไหน อดใจไม่ไหวกับสินค้าแบรนด์ดังระดับพรีเมียมที่ช้อปปี้พามาส่องแล้ว อยู่บ้านคุณก็สามารถเข้าช้อปปี้มาช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์ดังได้ก่อนใคร กดใส่ตระกร้า เตรียมตัวให้พร้อม ออกจากบ้านเมื่อไหร่ เป็นอันว่าเรา สวย หล่อสมบูรณ์แบบราวกับหลุดออกมาจากรันเวย์กันเลยทีเดียว งานนี้นอกจากช้อปปี้พาชมแบรนด์ดังและคอลเลคชั่นสุดปังแล้ว ก็ยังมีดีลสุดคุ้มค่าจากแบรนด์ดังทั้งไทยและเทศ บน ช้อปปี้ พรีเมียม อาทิ Polo Ralph Lauren, Calvin Klein, Rado, Moschino, COCCINELLE, VALENTIER, FURLA, Ray-Ban, TOMMY HILFIGER, Patinya และอีกมากมายที่จะขนกองทัพไอเทมเด็ดมามอบให้นักช้อปสายแฟแบบจัดเต็ม ตั้งแต่วันที่ 5 – 7 สิงหาคม 2564 พบกับส่วนลดสูงสุด 80% พร้อมเก็บโค้ดลดเพิ่มสูงสุด 2,600 และโค้ดรับเงืนคืน 20% coins เพื่อเตรียมช้อปในวันที่ 8 เดือน 8

ทำไมคนไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนก็ไม่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659493

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 13:50 น.

ทำไมคนไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนก็ไม่ยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ปัญหา

โลกเปลี่ยนอย่างเป็นพลวัต ไม่แน่นอน คลุมเครือ และซับซ้อน ไม่เคยหยุดนิ่งแม้ขณะใดขณะหนึ่ง แต่ในทุกขณะ มันกำลังปรับเข้าสู่สมดุลใหม่ อย่างเช่นการปรับตัวของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าที่ระบาดง่าย อาการรุนแรง ป้องกันยาก สร้างความปวดหัวทุกวันนี้ มันก็กำลังปรับตัวเพื่อความอยู่รอด อีกทั้งเทคโนโลยีก้าวกระโดดในอัตราเร่ง แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน แต่สังคมกลับอ่อนแอ ขาดพลัง การปรับตัวรุนแรง ใครตามไม่ทัน ต้องล่มสลาย มนุษย์เราจึงต้องปรับ บางคนอยากจะเปลี่ยน บางคนไม่คิดจะเปลี่ยน บางคนพยายามจะเปลี่ยน แต่สุดท้ายก็ละความพยายาม แล้วกลับตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ตามเดิม จึงเกิดคำถามว่าเมื่อโลกเปลี่ยน แล้วทำไมคนไม่ปรับ หรือปรับยาก มีบ้างที่เปลี่ยน แต่ก็ไม่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เราลงทุนเพื่อพัฒนาองค์กร เพื่อยกศักยภาพบุคลากรและคุณภาพชีวิต แต่ผลที่ได้มักต่ำกว่าที่คาดหวัง อีกทั้งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นซ้ำๆ แก้กี่ครั้งก็เหมือนเดิม เรื่องที่ว่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนนั้นยังห่างไกล เพราะอะไร

สาเหตุ

ประการแรก ในมุมมองการพัฒนา เรายังหลงทาง การพัฒนาไม่ตรงประเด็น เข้าไม่ถึงแก่น เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติของชีวิต ตัวปัญหา ตลอดจนแนวคิดและกระบวนการแก้ปัญหาตามความเป็นจริง แต่เรายังติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ที่เน้นเพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ขาดแนวคิดการพัฒนาเชิงองค์รวมเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะองค์กรมีชีวิต

สอง ต้องเข้าใจว่าองค์กรคือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงของมิติต่างๆ ที่หลากหลายอย่างซับซ้อน ปัญหาต่างๆ จึงทับซ้อนกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม และอื่นๆ ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ แต่การจัดการกับปัญหานั้นกลับดำเนินไปในลักษณะเส้นตรง เชิงเดี่ยว แยกส่วน ไม่เป็นองค์รวม มองไม่ขาดว่าปัญหาต่างๆ มันเป็นปัญหาเชิงซ้อน มันเป็นระบบซ้อนระบบ ปัญหาซ้อนปัญหา วิกฤตซ้อนวิกฤต การพัฒนาจึงไม่ยั่งยืน

สาม เพราะขาดความเข้าใจถึงธรรมชาติของศักยภาพอย่างเป็นองค์รวม ที่มีทั้งที่แสดงออกมาภายนอกเพียงเล็กน้อย แต่มีเก็บไว้อีกมากมายอยู่ภายใน บุคคลจึงมักให้ความสำคัญแต่เพียงการพัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการ เพราะมันง่าย เห็นผลเร็ว ประจักษ์ วัดได้ ซึ่งว่าไปแล้วมันสำคัญ แต่ไม่พอแต่ยังขาดการพัฒนาทักษะชีวิตจากภายใน เลยยังเข้าไม่ถึงฐานรากของชีวิต การพัฒนาจึงหลงทางวนเวียนอยู่แต่เรื่องฉาบฉวย ผิวเผิน เปลือกนอกอย่างเข้าใจผิด ไม่เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากภายใน จึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับปัญหาได้อย่างยั่งยืน

สี่ เพราะบุคคลขาดวิสัยทัศน์ ขาดเป้าหมายชีวิต หาตัวเองไม่เจอ ตอบไม่ได้ว่าอยู่ไปเพื่ออะไร เพื่อใคร ทำไม จึงขาดแรงบันดาลใจ ขาดความมุ่งมั่น ขาดแรงขับเคลื่อนภายใน จึงไม่สามารถพัฒนาการนำตนเองให้เล่นเชิงรุกได้ ไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ

ห้า เพราะต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ อยู่ใน Comfort Zone ไม่เปลี่ยน ไม่พัฒนาตนเอง มีทัศนคติติดลบ มองปัญหาเป็นภาระ มิใช่ความท้าทาย ทำงานด้วยกัน มีเป้าหมายเดียวกัน แต่มองภาพต่างกัน จึงไปคนละทาง ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน ขัดแย้งกัน แล้วมักเอาความคิดตนเป็นหลัก

หก เพราะไม่ใฝ่เรียนรู้ ขาดการคิดเชิงระบบ จับประเด็นไม่ถูก เชื่อมโยงก็ไม่ได้ การแก้ปัญหาจึงสับสน วนไปมา หาทางออกไม่เจอ แก้ปัญหาไม่ตก อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวม ไม่เห็นภาพรวม คิดอะไรก็ได้แต่แนวทางเดิมๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ จึงไม่อาจสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

เจ็ด เพราะบุคคลไม่เห็นคุณค่าตนเอง จึงขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ จึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การทำลายในทุกความสัมพันธ์ และตัดโอกาสตนเองในการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น

แปด เพราะบุคคลยังติดอยู่กับภาพลบตนเองในอดีต แล้วเอามาเป็นความรู้สึกผิด สร้างเป็นปมลบขึ้นมาในใจ ภายในจึงเปราะบาง อ่อนไหว ขาดภูมิต้านทาน อ่อนแอ ขาดความเข้มแข็ง จึงมักตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ โดยเฉพาะสื่อสังคมโซเชียลที่นำให้เราหมกมุ่น กล่อมให้หลงอยู่กับภาพมายาที่ไม่มีวันเป็นจริง สุดท้ายแล้วก็ผิดหวัง แล้วกลับเข้าวงจรความรู้สึกผิดที่มีต่อตนเองอีก หมุนวนเวียนอยางนี้เรื่อยไปกลายเป็นความรู้สึกผิดติดลบฝังแน่น เกาะกัดกินใจและเสียใจมายาวนาน แต่ไม่มีทางออก สร้างแรงกดดัน เครียด และนี่คือสาเหตุหลักที่คุณภาพชีวิตคนไทยและสังคมอ่อนแอล้าหลัง เมื่อหาทางไม่เจอ ก็กลับมาทำร้ายและทำลายตนเองอย่างเข้าใจผิด อย่างนี้แล้ว ความยั่งยืนแทบสะกดไม่ถูกเลย

เก้า เพราะในการสื่อสารมักเอาความคิดตนเองเป็นใหญ่ เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่เปิดใจกว้างรับฟัง ไม่ยอมรับกัน ไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้ใจกัน จึงไม่อาจสร้างทีมงานที่เข้มแข็งบนฐานของศรัทธาที่ต้องการความร่วมมืออย่างเชื่อใจกัน

และสิบ เพราะไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ไม่เห็นคนเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต จึงไม่อาจพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีส่วนร่วม เกื้อกูล ไปในทิศทางเดียวกันได้

ประเด็นความท้าทายต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน และเป็นตัวปิดกั้นมิให้การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหา อะไรทำให้องค์กรแตกต่างกัน คนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเน้นที่คน แล้วทำไมคนไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนก็ไม่ยั่งยืน แล้วท่านจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างทีมงานเข้มแข็ง สามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน เพื่อสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ส่วนทางออกของปัญหา ขอเป็นฉบับหน้าครับ

ปลูกผัก 5 ชนิดง่ายๆ ในกระถางสู้ภาวะวิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/659494

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 07:50 น.

ปลูกผัก 5 ชนิดง่ายๆ ในกระถางสู้ภาวะวิกฤตสวนผักคนเมือง : ปลูกผัก 5 ชนิดง่ายๆ ในกระถางสู้ภาวะวิกฤต

จากสถานการณ์โควิด -19 ที่แพร่ระบาดในตอนนี้ หลายๆ คนเริ่มกักตัวอยู่ที่บ้านเพื่อป้องกันและลดการแพร่เชื้อ รวมถึงร้านค้าหลายร้านเริ่มปิดตัวลง ทำให้การเข้าถึงอาหารเป็นเรื่องยากมากขึ้น การเดินทางออกไปจับจ่ายซื้อผักสดในตลาดก็กลายเป็นเรื่องที่น่ากลัว โครงการสวนผักคนเมือง : ปลูกผัก ปลูกเมือง ปลูกชีวิต มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) แนะนำการปลูกผักในกระถางแบบง่ายๆ ได้ผักสดปลอดสารกินเอง เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน โดยพืชผักที่แนะนำปลูกก็เป็นผักที่ปลูกง่าย ได้เก็บกินผลผลิตเร็ว เราไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1.ผักบุ้ง 

– นำเมล็ดผักบุ้งแช่น้ำประมาณ 1 คืน สังเกตว่าจะมีตุ่มเล็กๆ งอกออก มาคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งที่สมบูรณ์มาปลูกลงในดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ในภาชนะที่เป็นกระถาง หรือแปลงปลูก รากจะงอกออกมาภายใน 2-3 วัน

– ควรดูแลเรื่องความชื้นของดินเป็นพิเศษ เพราะผักบุ้งเป็นพืชที่ชอบความชื้นมาก อย่าปล่อยให้ขาดน้ำเด็ดขาด มิเช่นนั้นต้นจะตายได้ รออีกไม่นาน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมากินได้เลย

2.  แตงกวา

– นำดินร่วนปนทรายมาผสมกับปุ๋ยหมักในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กันในกระถางปลูก จากนั้นนำเมล็ดที่สมบูรณ์ลงไปปลูกในกระถางประมาณ 4-5 เมล็ด รดน้ำพอชุ่ม

– เมื่อต้นเริ่มโตเพียง 5-7 เซนติเมตร ให้เลือกต้นที่แข็งแรงเก็บไว้ แล้วถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป

–  หาไม้หลักมาปักให้ต้นเลื้อย รดน้ำที่โคนต้นให้ชุ่ม นำมาตากแดดวันละ 6 ชั่วโมง และใส่ปุ๋ยบำรุงดิน

3. สะระแหน่

– หลังจากทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังมีต้นสะระแหน่ เหลืออยู่ อย่าเพิ่งทิ้งค่ะ เราสามารถมา

ปลูกต่อได้ โดยการเลือกกิ่งสะระแหน่ที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ปักจิ้มลงไปในแปลงเพาะชำ หรือกระถางที่เตรียมไว้ 

– ปักให้กิ่งเอนทาบกับดิน รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าให้ถึงกับแฉะแล้วโรยแกลบทับกลบดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้หน้าดิน และเมื่อแกลบผุก็จะกลายเป็นปุ๋ยต่อไป ประมาณ 4-5 วันก็จะแตกใบ แตกยอดเลื้อยคลุมดิน

4. ต้นหอม

– ขั้นตอนแรกคือการเตรียมดินนำเปลือกถั่วลิสงบด และผสมกับดินร่วน

– จากนั้นนำดินใส่ในกระถางปลูก แล้วนำต้นหอมมาตัดตั้งแต่รากขึ้นไปยังลำต้นประมาณ 1.5-2 นิ้ว ให้เหลือท่อนเล็ก ๆ ก่อนปักชำลงในกระถางที่เตรียมไว้

– รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังจากใบงอกแข็งแรงแล้ว ให้เปลี่ยนมารดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ

5. คะน้า

– ขั้นตอนแรกให้เตรียมดินด้วยการผสมดินร่วน ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก และขี้เถ้าแกลบหรือขุยมะพร้าวหรือใบไม้แห้ง

– จากนั้นก็ใส่ลงไปในกระถางแบบไม่ต้องเต็มมาก เสร็จแล้วหย่อนเมล็ดคะน้าตามลงไป หลังจากนั้นเติมดินกลบได้ตามต้องการ

– ใช้เวลาประมาณ 45 วัน จึงเก็บเกี่ยวได้ แต่ถ้าหากจะปลูกคะน้าซ้ำในกระถางเดิม ควรผสมดินใหม่

การปลูกผักสวนครัวไว้ทานเองในภาวะวิกฤตแบบนี้ เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ลดภาวะเสี่ยงของการแพร่เชื้อ ลดภาวะเครียดจากการกักตัวอยู่บ้าน สามารถปลูกได้ในพื้นที่น้อย คอนโด หอพัก หากใครชอบกินผักชนิดไหนก็ลองนำวิธีปลูกผักสวนครัวของเราไปปลูกกันดูนะ ได้ผลอย่างไรก็อย่าลืมกลับมาพูดคุยบอกต่อด้วยล่ะ

ขอบคุณที่มา : โครงการสวนผักคนเมือง : ปลูกผัก ปลูกเมือง ปลูกชีวิต มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)