เปิด 5 Step เพื่อผิวดูสวยตามแบบฉบับ Neal’s Yard Remedies #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658512

วันที่ 21 ก.ค. 2564 เวลา 08:50 น.

เปิด 5 Step เพื่อผิวดูสวยตามแบบฉบับ Neal’s Yard Remediesบูสต์พลังให้ผิวเปล่งประกายจากภายในสู่ภายนอก Neal’s Yard Remedies เผย 5 บิวตี้ไอเท็มสุดหรูในคอลเลกชั่นมาแรงแห่งเมืองผู้ดี New! Wild Rose Collection พร้อมชวนอวดผิวโกลว์สวยเปล่งประกายถึงขีดสุด ด้วยพลังของโรสฮิปออยล์ออร์แกนิค ส่วนผสมระดับตำนานที่ดีที่สุดในโลกจากเซอร์เบีย

โพสต์ทูเดย์ชวนสาวๆ พบกับนิยามใหม่ของผิวมีออร่าและผิวสุขภาพดีจากภายในด้วย 5 บิวตี้ไอเท็มสุดหรูในคอลเลกชั่นมาแรงแห่งเมืองผู้ดี New! Wild Rose Collection จาก Neal’s Yard Remedies (นีลส์ ยาร์ด เรมมิดีส์) ผู้นำผลิตภัณฑ์พรีเมียมออร์แกนิคที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากประเทศอังกฤษ กับคอลเลกชั่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยส่วนผสมหลักจาก โรสฮิปออยล์ ออร์แกนิคแท้ 100% แห่งประเทศเซอร์เบีย ที่ซึ่งชาวอียิปต์โบราณ ชาวมายัน และชนพื้นเมืองอเมริกัน ค้นพบความมหัศจรรย์ในการดูแลสุขภาพและผิวพรรณมาตั้งแต่พันปีก่อน

ทีมนักวิทยาศาตร์ของ Neal’s Yard Remedies ได้ทำการค้นคว้าวิจัยจนค้นพบพลังอันทรงประสิทธิภาพของโรสฮิปออยล์ ออร์แกนิคแท้ 100% ที่มีวิตามินเข้มข้น สารต้านอนมูลอิสระสูง และอาหารจำเป็นต่อผิวมากมาย เราร่วมกับชาวบ้านกว่า 100 คน จากชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งในชนบทห่างไกลของเซอร์เบีย ที่บรรจงเก็บเมล็ดโรสฮิปสีแดงสวยด้วยมือจากไม้พุ่มชื่อ ‘Rosa canina’ โดยเมล็ดโรสฮิปป่าจะผลิบานเพียงปีละ 3 เดือนเท่านั้น (ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคมของทุกปี) ผ่านการพิสูจน์ทางคลินิคแล้วว่าช่วยให้ผิวเปล่งประกายจากภายในสู่ผิวกระจ่างใสภายนอกอย่างอ่อนโยนและมีประสิทธิภาพ

4 คุณสมบัติเด่นจากโรสฮิปออยล์ ออร์แกนิคแท้ 100% ที่ดีที่สุดในโลกแห่งเซอร์เบีย

  1. อุดมด้วยวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระอันทรงประสิทธิภาพ
  2. คืนความกระจ่างใสดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
  3. ปรับสีผิวให้เนียนละเอียดไร้ฝ้ากระและจุดด่างดำ
  4. เติมความชุ่มชื่นให้ผิวเปล่งประกายยาวนาน 24 ชม.

นอกจากนี้ ทุกผลิตภัณฑ์ของ Neal’s Yard Remedies ยังเลื่องชื่อด้วยกลิ่นหอมมีเอกลักษณ์จากพืชออร์แกนิคนานาพันธุ์ ปราศจากส่วนผสมของน้ำหอมสังเคราะห์และสารแต่งกลิ่นทุกชนิด โดยกลิ่นหอมในคอลเลกชั่นนี้เกิดจากการผสมผสาน 5 เอสเซนเชี่ยลออยล์ ออร์แกนิค ได้แก่ แฟรงคินเซนส์ เจอราเนียม พัทชูลี่ พัลมาโรซ่า และโรสแมรี่ เอสเซนเชี่ยลออยล์ ออร์แกนิค ให้กลิ่นหอมหรูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หลายคนชื่นชอบ ทั้งยังช่วยฟื้นฟูผิวและเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน

5 ขั้นตอนดูแลผิวหน้าเพื่อผิวโกลว์สวยได้อย่างมั่นใจในทุกวัน

Step 1 : กระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ

Wild Rose AHA Toner ที่สุดของโทนเนอร์ออร์แกนิคเพื่อผิวเปล่งประกายดุจผิวมีออร่า ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ อ่อนโยนต่อทุกสภาพผิวด้วยส่วนผสมของ AHA จากธรรมชาติ และโรสฮิปออยล์ ออร์แกนิค แท้ 100% ที่ดีที่สุดในโลกจากเซอร์เบีย ผสานพลังกับ Caviar Lemon พืชออร์แกนิคหายากจากประเทศออสเตรเลีย และกรดซิตริกขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพได้อย่างอ่อนโยน พร้อมอโรเวร่าและกลีเซอรีนช่วยปรับสภาพผิวให้นุ่มละมุน เรียบเนียน และผิวกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

Step 2: คืนความกระจ่างใสให้ผิวรอบดวงตา

Wild Rose Eye Brightener ตัวช่วยคืนความกระจ่างใสให้ผิวรอบดวงตาเปล่งประกายอ่อนเยาว์ ด้วยอายครีมที่มีส่วนผสมของโรสฮิปออยล์ ออร์แกนิคแท้ 100% ที่ดีที่สุดในโลกจากเซอร์เบีย ช่วยฟื้นฟูผิวรอบดวงตาให้เรียบเนียน ชุ่มชื่น และกระจ่างใสขึ้น ผสานพลังกับ ‘Light-reflecting Mineral’ ทำหน้าที่สะท้อนแสงให้ผิวมีออร่าในทุกองศาฯ เนื้อครีมซึมซาบสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดความหมองคล้ำและอาการบวมของถุงใต้ตา ช่วยให้ผิวรอบดวงตาดูสว่างใสและมีชีวิตชีวาขึ้น ?

Step 3: เติมเซรั่มเพื่อผิวเปล่งประกายถึงขีดสุด

Wild Rose Beauty Serum อวดผิวกระจ่างใสดุจผิวมีออร่า ด้วยเซรั่มเพื่อผิวเปล่งประกายถึงขีดสุด เปี่ยมด้วยสารสกัดจากโรสฮิปออยล์ ออร์แกนิคแท้ 100% ที่ดีที่สุดในโลกจากเซอร์เบีย โปรวิตามินเอ (Provitamin A) ช่วยฟื้นฟูและรับมือกับต้นเหตุของผิวหมองคล้ำได้อย่างล้ำลึก กรดไฮยาลูรอนิคเข้มข้นจากธรรมชาติ เจอราเนียม และพัทชูลี เอสเซนเชียลออยล์ ออร์แกนิค ช่วยปรับสภาพผิวให้นุ่มเนียน ชุ่มชื่น กระจ่างใส และสุขภาพดีจากภายในดุจผิวได้รับการปรนนิบัติอย่างดีที่สุดเสมอ

Step 4: บูสต์ผิวกระจ่างใสและเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวโกลว์สวยฉ่ำวาว

Wild Rose Glow Facial Oil ไอเท็มที่จะช่วยบูสต์ผิวกระจ่างใสและเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวโกลว์สวยฉ่ำวาว ด้วยพลังของเฟเชี่ยลออยล์จากโรสฮิปออยล์ ออร์แกนิคแท้ 100% ที่ดีที่สุดในโลกจากเซอร์เบีย ให้ผิวชุ่มชื่น เรียบเนียน และกระจ่างใสอย่างรวดเร็ว เนื้อสัมผัสบางเบาด้วยเทคโนโลยี ‘Light-oil’ เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Neal’s Yard Remedies ช่วยให้ออยล์  ซึมเร็ว ไม่เหนอะหนะ ไม่หนักผิว และไม่มันเยิ้มระหว่างวัน พร้อมกรดไขมันจากพืชธรรมชาติ ช่วยปรับสภาพผิวให้นุ่มละมุน เนียนละเอียด และชุ่มชื่นกำลังดี

Step 5: คืนความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า

Wild Rose Glow Day Cream อวดผิวเปล่งประกายตลอดวัน พร้อมคืนความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าด้วยที่สุดของมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อผิวกระจ่างใส เปี่ยมคุณค่าส่วนผสมของโรสฮิปออยล์ ออร์แกนิคแท้ 100% ที่ดีที่สุดในโลกจากเซอร์เบีย ช่วยปรับสภาพผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และฟื้นฟูผิวให้เอิบอิ่มในทันที เนื้อครีมบางเบา ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ช่วยบูสต์ผิวให้สุขภาพดีจากภายใน ให้คุณเริ่มต้นวันใหม่พร้อมอวดผิวมีออร่าเปล่งประกายได้อย่างมั่นใจ

สัมผัสประสบการณ์การดูแลผิวจากประสิทธิภาพอันทรงคุณค่าของส่วนผสมออร์แกนิคอันแสนบริสุทธิ์ อ่อนโยน และปลอดภัยต่อผิวพรรณ พร้อมศาสตร์ในการดูแลผิวและสุขภาพแบบองค์รวม ผสานวิทยาศาสตร์ล้ำยุคเพื่อผิวที่สวยสดใสอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอกของนีลส์ ยาร์ด เรมมิดีส์ (Neal’s Yard Remedies) ได้แล้ววันนี้ที่ชั้นเอ็มบิวตี้ฮอลล์ สยามพารากอน / เอ็มโพเรียม และ Beauty Hall ชั้นจี เดอะมอลล์ บางแค หรือทาง Line Official Account : @nyr_th และเว็บไซต์ www.nealsyardremedies.co.th

12 ไอเท็มกู้ผิวหน้าให้กลับมาสวยเหมือนสาวแรกรุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658463

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 12:15 น.

12 ไอเท็มกู้ผิวหน้าให้กลับมาสวยเหมือนสาวแรกรุ่นกู้ผิวให้กลับมาปัง กับ 12 มาสก์หน้าสุดฮอตในดวงใจสาวๆ ที่ช้อปง่ายๆ แค่ปลายนิ้วคลิ๊ก

แม้ว่าช่วงนี้จะไม่ค่อยได้ออกจากบ้านกัน หรือถ้าออกไปก็ต้องใส่มาสก์ตลอด แต่สาวๆอย่าลืมว่าเราจะละเลยเรื่องการบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มกระจ่างใสไม่ได้เป็นอันขาด สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ แนะนำ 12 มาสก์หน้าสุดฮอตฮิตในสยามเซ็นเตอร์ที่เชื่อว่าสาวๆ ต้องมีติดบ้านไว้อย่างน้อยสองชิ้น หรือจะซื้อส่งเป็นของขวัญแทนใจให้กับเพื่อนในยามนี้ก็ไม่มีปัญหา

ที่สุดในดวงใจชิ้นแรกต้องยกให้ Jung Saem Mool Essential Mool Cream Mask ขึ้นชื่อว่า Mool Cream แล้วการันตีได้ถึงความปังแน่นอน ไม่เพียงแต่แค่มีครีมบำรุงผิวเท่านั้น แต่ Mool Cream ยังมีมาสก์ด้วย เป็นมาสก์เนื้อเข้มข้นครีมมี่ ด้วยคุณค่าเซรามายด์และไฮยาลูโรนิคเอซิด ทำให้ผิวชุ่มชื่น เนียนเรียบ สุขภาพดี ตามมาด้วย Shiseido White Lucent Overnight Cream and Mask มาสก์สูตรไวท์เทนนิ่งที่หรูหรา ช่วยเรื่องผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ ผิวที่ไม่เสมอกัน ใช้แล้วผิวจะเปล่งปลั่ง อ่อนเยาว์ , M.A.C Mineralize Reset & Revive Charcoal Mask เหมาะสำหรับสาวๆที่มีสิวเสี้ยนเยอะ ตัวนี้จะช่วยดูดสิวเสี้ยนออกไปด้วยสารสกัดจากชาร์โคล เนื้อมาสก์ไม่แห้ง ช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้น , Three Purifying Clay Mask อีกตัวที่สาวผิวมันห้ามพลาด สารสกัดจากธรรมชาติ 92% และสารช่วยนำความหยาบกร้านของผิวออกไป ช่วยลดผิวมันและขจัดเซลล์ผิวส่วนเกินได้ดี

Kiehl’s Ultra Facial Overnight Hydrating Masque สำหรับสาวๆ ที่ผิวแห้งมากๆ ตัวนี้จะช่วยกู้ผิวให้กลับมาชุ่มชื่นได้อย่างรวดเร็ว ผิวฟูขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังใช้ก็รู้สึกได้ทันที ส่วน Lush Mask of Magnaminty มาสก์เนื้อสีเขียวมิ้นท์ มีเท็กเจอร์เหมือนเป็นเมล็ดธัญพืช สามารถขัดผิวไปได้ในตัว ทำให้หน้านุ่มและผิวละเอียดเนียนมากขึ้น ไม่มีสารกันบูดและสารอันตรายต่อผิว , Etude House Soon June Sleeping Pack ถูกใจสาวๆที่อยากมาสก์หน้าแล้วนอนหลับไปเลย เพราะอีทูดี้ตัวนี้จะเป็นแนวสลีปปิ้ง มาสก์ นอนหลับได้เลยไม่ต้องห่วง เนื้อครีมมี่บาล์มทาเบาๆ มีส่วนผสมของแพนเท็นโซไซต์ 5% ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น , Frudia Firming My Orchard Squeeze Mask Acai Berry จาก All Abou You มาสก์หอมๆ ด้วยสารสกัดอาซาอิเบอร์รี่ ช่วยยกกระชับผิว คงความชุ่มชื่น ให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย

ด้าน Sephora มีมาสก์หลายตัวที่ครองใจสาวๆอย่าง Laneige Water Sleeping Mask EX สลีปปิ้งมาสก์ที่ครองใจสาวๆมานาน เชื่อว่าทุกคนต้องเคยใช้แน่นอน มีส่วนผสมของไมโครไบโอม โปรไบโอติค ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ใบหน้ากระจ่างใสอย่างเห็นได้ชัด , Biotherm Life Plankton Mask สารสกัดจากไลฟ์แพลงก์ตอนบริสุทธิ์ เมื่อประสานการทำงานเข้ากับผิวแล้วจะทำให้ผิวชุ่มชื่นสุดๆ เนื้อมาสก์เป็นเจลข้น กลิ่นหอมสดชื่นแบบธรรมชาติ อีกหนึ่งมาสก์ยอดนิยมที่ช่วยกู้ผิวแห้งให้กลับมาฉ่ำน้ำแบบรวดเร็ว , Foreo Call It a Night เด่นที่ส่วนผสมของโสมและน้ำมันโอลีฟ เอ็กโซติค ธรรมชาติสุดๆ แต่ตัวนี้พิเศษนิดตรงนี้ต้องใช้คู่กับอุปกรณ์ยูเอฟโออันโด่งดังของแบรนด์ แต่รับรองว่าผลลัพธ์จะทำให้พึงใจสุดๆ สีผิวสม่ำเสมอและเรียบเนียนขึ้นแน่นอน ปิดท้ายกับ Tatcha Luminous Dewy Skin Mask ขวัญใจบิวตี้ เอดิเตอร์ทั่วโลก มักถูกหยิบยกให้มาอยู่ในลิสต์มาสก์ในดวงใจเสมอๆ มีส่วนผสมของชาเขียวออกแนวสไตล์ญี่ปุ่น แผ่นมาสก์นุ่มอ่อนโยนต่อผิวเป็นที่สุด

สาวๆ ที่อยากมีผิวสวยฉ่ำน้ำ ไม่แห้งตึง เนียนกระจ่างใส สามารถเลือกช้อปปิ้งได้ผ่านทางบริการผู้ช่วยส่วนตัวเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะสมาชิก VIZ Card และ Platinum M Card กับ Call & Shop โทร. 063-2057989 , 063-2057974 หรือแอด Line @callandshop โดยสามารถช้อปสินค้าทางโทรศัพท์ แล้วจะเลือกมารับเองหรือจัดส่งก็สะดวก บริการตั้งแต่ 10.00-18.00 น. ทุกวัน พิเศษเพียงช้อปครบ 500 บาทส่งฟรีทั่วประเทศ และช้อปครบ 1,000 บาท ส่งฟรีในวันเดียวกันภายในรัศมี 20 กม. จาก ONESIAM ตั้งแต่วันนี้-31 ก.ค.2564

จากเมล็ดพันธุ์กาแฟ สู่เมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืนของโลกในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658460

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 11:35 น.

จากเมล็ดพันธุ์กาแฟ สู่เมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืนของโลกในอนาคตไม่ใช่แค่กาแฟ เนสเพรสโซ เดินหน้าสร้างความยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนแนวคิดด้วยการสานต่อโครงการรีไซเคิลผ่านพรมแดงงานเทศกาลหนังเมืองคานส์

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาหลายประเทศทั่วโลกต่างเผชิญกับวิกฤติภาวะโลกร้อนอันเกิดมาจากความเสื่อมโทรมของธรรมชาติและการขาดสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบเป็นห่วงโซ่ตามมา และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้นจนกระทบสู่ความเป็นอยู่ในอนาคตของคนรุ่นหลังที่ต้องเผชิญ ดังนั้นแนวความคิดเรื่องความยั่งยืนจึงถูกยกให้เป็นประเด็นสำคัญของมวลมนุษยชาติให้ทุกภาคส่วนหันมาทบทวนทิศทางการพัฒนาโลกยุคใหม่เพื่อธำรงไว้ซึ่งความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของคนรุ่นต่อไป

ในฐานะผู้นำด้านกาแฟแคปซูลและเครื่องชงกาแฟชนิดแคปซูลระดับพรีเมียม เนสเพรสโซ (Nespresso) อุทิศตนในการเสริมสร้างระบบธุรกิจกาแฟให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกย่างก้าว โดยกาแฟที่ดีที่สุดในนิยามของเนสเพรสโซ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การส่งมอบคุณภาพหรือรสชาติกาแฟที่เยี่ยมยอด แต่กาแฟทุกเมล็ดจะต้องสามารถสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวไร่กาแฟทั่วโลกที่เนสเพรสโซได้ทำงานด้วย เพื่อส่งมอบกาแฟที่ดีที่สุดในโลกให้กับทุกคน

เนสเพรสโซ เดินหน้าสร้างความยั่งยืนด้วยการทำงานร่วมกับชาวไร่กาแฟ กว่า 110,000 คน จาก 15 ประเทศในโครงการ AAA Sustainable Quality เพื่อสร้างแนวปฏิบัติทางการเกษตรกรรมที่ยั่งยืนบนไร่กาแฟและพื้นที่เพาะปลูกโดยรอบ ไปจนถึงการสานต่อความยั่งยืนทางธรรมชาติอย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วยการผลักดันโครงการรีไซเคิลแคปซูลอะลูมิเนียม โดยมอบชีวิตใหม่ให้แคปซูลในรูปแบบของปากกาและจักรยาน รวมถึงร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การไม่แสวงผลกำไร (NGO) โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้บริเวณไร่กาแฟและพื้นที่โดยรอบมากขึ้น เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ รวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างกิจกรรมของมนุษย์และธรรมชาติ ดังเช่นเจตนารมณ์สูงสุดของเนสเพรสโซ

ไม่นานมานี้เนสเพรสโซได้ประกาศเป้าหมายในการจัดระบบการผลิตให้ปลอดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกขั้นตอน เพื่อให้แน่ใจว่าภายในปี 2565 ทุกๆ แก้วของเนสเพรสโซจะไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลงเหลืออยู่ รวมไปถึงกำหนดให้ผลิตแคปซูลกาแฟจากวัสดุรีไซเคิลจากอะลูมิเนียมให้ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ภายในสิ้นปี 2564 โดยในปีที่ผ่านมา เนสเพรสโซ ประเทศไทย ได้สานต่อพันธสัญญาแห่งความยั่งยืนด้วยการริเริ่มนำแคปซูลกาแฟที่ผลิตจากอะลูมิเนียมรีไซเคิลมาจำหน่าย และผลักดันให้ลูกค้าของเนสเพรสโซได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการรณรงค์ให้ส่งคืนแคปซูลกาแฟใช้แล้วเพื่อนำไป รีไซเคิลต่อ นอกจากนี้ เนสเพรสโซ ประเทศไทย ยังได้ผลิตชุดปลูกผักออร์แกนิก (Nespresso Grow Kit) ที่ทำจากกากกาแฟของเนสเพรสโซแจกให้กับลูกค้าที่ส่งคืนแคปซูลกาแฟใช้แล้ว เพื่อนำกากกาแฟมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่เพิ่มขยะให้กับสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน เนสเพรสโซ ได้เปิดช่องทางต่างๆ ให้ผู้บริโภคกว่า 90 เปอร์เซ็นต์สามารถนำแคปซูลที่ใช้แล้วมารีไซเคิลได้หลากหลายวิธี โดยมีจุดรับแคปซูลที่ใช้แล้วถึง 100,000 แห่งทั่วโลก รวมบูติกเนสเพรสโซ ศูนย์วัสดุรีไซเคิล หรือสามารถส่งคืนผ่านบริการการรับสินค้าจากบ้าน โดยในประเทศไทยมีจุดรับคืนกาแฟแคปซูลสำหรับรีไซเคิลมากกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ ลูกค้าสามารถนำกาแฟแคปซูลที่ใช้แล้วมาส่งคืนได้ที่บูติกเนสเพรสโซทุกสาขา และจุดขายสินค้าของเนสเพรสโซตามห้างสรรพสินค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด หรือสามารถส่งคืนผ่านบริการการรับส่งสินค้าถึงบ้านได้ด้วยเช่นกัน

ล่าสุดเนสเพรสโซประกาศเจตนารมณ์และขับเคลื่อนแนวความคิดความยั่งยืนด้วยการสานต่อโครงการรีไซเคิลผ่านพรมแดงงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ จับมือ “จามบัตติสตา วัลลี” (Giambattista Valli) แฟชั่นดีไซเนอร์โอต์ กูตูร์ชาวอิตาเลียน ร่วมสร้างสรรค์ชุดราตรีรักษ์โลกที่ตัดเย็บพิเศษโดยใช้วัสดุจากแคปซูลกาแฟอะลูมิเนียมรีไซเคิลของเนสเพรสโซ นำเสนอผ่าน “เคียร่า เฟอร์รังงี” (Chiara Ferragni) แฟชั่นไอคอนชาวอิตาเลียนชื่อก้องโลก ตัวแทนคนรุ่นใหม่เปี่ยมด้วยหัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อม สวมใส่ร่วมงานพรมแดงเมืองคานส์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ชุดราตรีสีเขียวมะนาว พร้อมผ้าไหมชีฟองจีบระย้าพริ้วทิ้งตัวยาวที่เฉิดฉายสะกดสายตาผู้คนทั่วโลกนี้ ถือเป็นมิติใหม่แห่งการปลุกเจตนารมณ์ความยั่งยืนผ่านการผสานศาสตร์แห่งศิลปะ แฟชั่น กาแฟ และสิ่งแวดล้อม มอบชีวิตใหม่ให้แคปซูลกาแฟที่ใช้แล้วอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเนสเพรสโซที่มุ่งทำธุรกิจกาแฟบนเส้นทางแห่งความยั่งยืนมาโดยตลอด

ตลอดเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา โลกได้มอบของขวัญอันล้ำค่าให้กับนับล้านชีวิต จึงถึงเวลาที่เราจะคืนของขวัญกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม เนสเพรสโซ เชื่อว่าการดูแลโลกเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เราจึงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลกของเราอย่างจริงจังด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีความหมายและยั่งยืนให้กับโลกอนาคตของคนรุ่นต่อไป

สัมผัสโลกอิสระของสัตว์ป่าบนดินแดนไกลโพ้นแห่งแอฟริกาใต้ กับ DISAYA Out of Safari Collection #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658457

วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

สัมผัสโลกอิสระของสัตว์ป่าบนดินแดนไกลโพ้นแห่งแอฟริกาใต้ กับ DISAYA Out of Safari Collectionเสน่ห์แห่งความบริสุทธิ์ของท้องทุ่งซาฟารี อุทยานแห่งชาติของแอฟริกาใต้ สถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชนานาพันธุ์ สัตว์ป่ายังคงออกหากินได้อย่างอิสระ คือแรงบันดาลใจในการสรรสร้างคอลเลกชั่น Out of Safari จาก DISAYA

ผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดของครีเอทีฟไดเรคเตอร์ ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล นำความสง่างาม น่าเกรงขามของเหล่าสัตว์ป่าและความอัศจรรย์ของธรรมชาติมาถ่ายทอด สะท้อนผ่านการพิมพ์ลายและเทคนิค งานปักอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ คอลเลกชั่นนี้ดิษยานำเสนอมิติใหม่ของลายพิมพ์ อย่างลายม้าลาย ที่เกิดจากการจัดเรียงดอกไม้นานาชนิด รวมถึงลายทุ่งหญ้าสะวันนา ผืนป่าแอฟริกันในเขตซาฟารี เสือดาวแอฟริกา และนกฟลามิงโก เมื่อผสานกับดีไซน์อันเย้ายวน หรูหรา และอ่อนหวานในแบบฉบับสาวดิษยา ปรากฏเป็นไอเทมหลากหลายที่ให้สาวๆ ได้เลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ได้อย่างอิสระ อาทิ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นและกางเกงขาสั้นเข้าเซ็ท กางเกงขากระบอกเล็ก 5 ส่วน เสื้อเชิ้ตแขนยาวโอเวอร์ไซน์ โดดเด่นด้วยดีเทลการปักลายดอกไม้ตรงช่วงอก ชุดเดรสที่เพิ่มลูกเล่นผูกโบว์ที่ปลายแขน ชายกระโปรงตกแต่งระบายด้วยพู่ ชุดเดรสสายเดี่ยวยาวประดับดีเทลลูกไม้ และเสื้อครอปสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น และกระโปรงเข้าเซ็ท รวมถึงยังมีหมวกบักเก็ตดีไซน์เก๋อีกด้วย

DISAYA Out of Safari Collection ยังคงความโดดเด่นด้วยงานฝีมือ สัมผัสของเนื้อผ้า และ การเลือกใช้วัสดุที่มีบทบาทสำคัญในการรังสรรค์รูปทรงซึ่งสร้างความมั่นใจในทุกย่างก้าว และสวมใส่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน นอกจากนั้นยังมีการเลือกใช้เทคนิคพิเศษที่นำเอาผ้าฝ้ายปักฉลุที่เกิดจากโลโก้ ‘DISAYA’ และการนำเอาโครงชุดเดินป่า ชุดซาฟารีที่มีความทะมัดทะแมง โดยนำเอารายละเอียดของกระเป๋า รวมไปถึงการสอดเชือก การรูด การผูกเชือกสอดแทรกเข้าไปในตำแหน่งต่างๆ ของชุด ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างโครงชุดซาฟารีที่มีความเฟมีนีนแต่ทว่าปนขี้เล่นได้อย่างลงตัว

ด้านสีสันสำหรับฤดูกาลนี้นำเสนอการผสมผสานของสีโทนอ่อนไม่ฉูดฉาด โดยเลือกสีให้เข้ากับเนื้อผ้าและเฉดที่กลมกลืนกัน อย่างสีขาว ฟ้า เขียว ให้เป็นโทนสีหลัก ส่วน สีเหลืองพาสเทล และ เฉดสีชมพู ช่วยเติมความมีชีวิตชีวาให้กับคอลเลกชั่น

พบกับ DISAYA – Out of Safari Collection ได้ที่ www.disaya.com เว็บไซต์โฉมใหม่ ที่จะพาสาวๆ นักเดินทางไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ท้องทุ่งซาฟารีแห่งแอฟริกาใต้ได้ง่ายขึ้น และเพื่อฉลองเว็บไซต์โฉมใหม่ พิเศษ! เมื่อช็อปสินค้าตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับ Exclusive Gift ผ้าพันคอลายเสือดาว มูลค่า 3,250 บาท (มีจำนวนจำกัด) ติดตามเทรนด์แฟชั่นได้ที่ Line official / Instagram @disayaofficial และ DISAYA Boutique ทุกสาขา

รากศรัทธาคืออะไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658336

วันที่ 19 ก.ค. 2564 เวลา 08:55 น.

รากศรัทธาคืออะไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไรโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เมื่อพิจารณาถึงปัญหาด้านศรัทธา มันเป็นภาวะของความไม่ไว้ใจกัน ไม่เชื่อใจกัน ไม่ยอมรับกัน ไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง จึงนำไปสู่ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน เล่นไม่เป็นทีม ขาดพลังร่วม ไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อขาดศรัทธา ภาวะผู้นำก็ไม่เกิด ดังนั้น การจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ไปในแนวทางเดียวกันก็เป็นไปไม่ได้ และนอกจากตนจะไม่ได้รับความร่วมมือแล้ว องค์กรก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ส่วนรวมก็เสียหาย

จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น เมื่อพูดถึงรากของปัญหาด้านศรัทธา ผมขอให้ท่านพิจารณาเรื่องต่อไปนี้มีป้าคนนึงกำลังโบกรถอยู่ที่กลางสี่แยก ทำหน้าที่คล้ายตำรวจจราจร แกพยายามส่งสัญญาณให้รถด้านหนึ่งหยุด อีกด้านไปได้ แต่ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครทำตาม ตำรวจที่สี่แยกเห็นท่าจะไม่ได้การ เกรงว่าป้าจะได้รับอันตราย จึงเชิญป้ามาที่โรงพัก เท่านั้นแหละ แกส่งเสียงเอะอะโวยวายลั่นโรงพัก แกแสดงอาการโกรธและไม่พอใจอย่างยิ่ง พร้อมกับตวาดค่ากราดไปทั่วว่า “มึงจับกูมาทำไม มึงรู้ไหมว่ากูนี่ใคร” และก็เป็นอย่างนี้ตลอดบ่าย จนเจ้าหน้าที่ไม่เป็นอันทำงาน ร้อยเวรที่ทำหน้าที่ตอนนั้นพยายามแล้วพยายามอีก ทั้งปลอบทั้งขู่ ก็ไม่ได้ผล

พอตกเย็น เปลี่ยนร้อยเวรคนใหม่ แต่ป้าแกก็ยังเหมือนเดิม เอ็ดตะโรลั่นโรงพักว่า “มึงจับกูมาทำไม มึงรู้ไหมว่ากูนี่ใคร” ร้อยเวรรับรู้เหตุการณ์มาตลอดบ่าย ก็เลยสั่งให้ป้าไปสงบสติอารมณ์ ไปนอนที่มุมห้อง คราวนี้ป้าแกอาละวาดหนัก โวยวายลั่นว่าจับข้ามาทำไม เอ็งรู้ไหมว่ากูนี่ใคร สุดท้ายร้อยเวรก็ยอมแพ้ อ่อนใจ บอกป้าว่าอยากจะทำอะไรก็ทำ เพราะรู้ว่าแกไม่ปกติ และป้าก็ยังส่งเสียงเอะอะลั่นโรงพัก

ตกดึก สถานการณ์เหมือนเดิม แต่คราวนี้มีนายสิบเดินเข้าไปหาป้าอย่างขึงขัง พร้อมกับสั่งด้วยเสียงอันดัง ให้ป้าแกเงียบเสียงในทันที แล้วสั่งให้ไปนอนเดี๋ยวนี้ เท่านั้นเอง ป้าแกเดือดหนักกว่าเดิม ลุกขึ้นยืน มือเท้าสะเอว กระทืบเท้าดังปัง พร้อมกับชี้ไปที่หน้านายสิบ แล้วตะโกนว่า “เอ็งเข้ามาหาข้านี่ ไม่คลานเข่าเข้ามาเหรอ เดี๋ยวกูสาบให้เป็นคางคกเลยนี่ เอ็งรู้ไหมว่ากูนี่ใคร กูนี่แหละเจ้าแม่” นายสิบได้ยินดังนั้น แกก็เท้าสะเอวบ้าง กระทืบเท้าดังปัง แล้วชี้กลับไปที่ป้า พร้อมกับตะโกนว่า “แล้วเอ็งรู้ไหมว่ากูนี่ใคร กูนี่แหละพระอินทร์”

เมื่อป้าได้ยินดังนั้น แกยกมือทั้งสองขึ้นสูงท่วมหัว พร้อมกับตอบไปด้วยความตกใจและอุทานว่า“หา! ท่านเสด็จมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกหม่อมฉัน ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้ไปต้อนรับ” นายสิบได้ทีจึงชี้ไปที่มุมห้อง สั่งให้ป้าไปนอน แล้วสั่งห้ามมีเสียงอย่างเด็ดขาด “ค่ะๆๆ” แล้วป้าแกก็คลานไปที่มุมห้อง นอนหลับสบาย เป็นอันว่าคืนนั้นสงบเรียบร้อยทุกอย่าง

จากที่เล่ามานี้ ท่านคิดว่าเรื่องทั้งหมดจบลงได้อย่างไร ทำไมร้อยเวรจึงอาไม่อยู่ แต่นายสิบเอาอยู่ อะไรคือความแตกต่าง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับศรัทธา ท่านคิดว่าศรัทธาคืออะไร อะไรคือรากของศรัทธา ศรัทธาเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นได้อย่างไร ปัญหาความไม่เข้าใจกัน ความเห็นไม่ตรงกันในองค์กรเป็นเรื่องปกติ แต่นำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสและทรัพยากรมากมาย

ท่านคิดว่าจะนำความเข้าใจนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมีส่วนร่วม ให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว ด้วยบรรยากาศของความเข้าใจ ไว้ใจ มีความเชื่อมั่นและศรัทธาร่วมกัน อย่างมีความสุขได้อย่างไร

How to สร้างความผ่อนคลาย ทำงานได้ไม่ Burnout #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658297

วันที่ 18 ก.ค. 2564 เวลา 13:45 น.

How to สร้างความผ่อนคลาย ทำงานได้ไม่ Burnoutแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช แนะเทคนิคสร้างความผ่อนคลาย เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟจากการทำงาน (Burnout)

ด้วยสถานการณ์การผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายบริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็นการทำงานที่บ้าน (Work from home) ส่งผลให้หลายคนต้องใช้เวลาทำงานยาวนานขึ้นและอยู่ในบรรยากาศเดิมๆทุกวันทำให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงานอย่างต่อเนื่องจนเริ่มมีอาการเบื่อหน่ายขาดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานลดทอนประสิทธิภาพในการทำงานจนนำมาสู่อาการหมดไฟในที่สุด

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมจากสารสกัดธรรมชาติ ‘ธัญ’ (THANN)  เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช แพทย์หญิงดุจฤดี อภิวงศ์ ร่วมแนะนำเทคนิคสร้างความผ่อนคลายระหว่างการทำงานที่บ้าน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะหมดไฟจากการทำงาน (Burnout) พร้อมเผยผลิตภัณฑ์ Time to Refresh, เครื่องกระจายกลิ่นหอม, น้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ 100%, ก้านไม้หอม และเทียนหอมไร้ควัน  ร่วมกับเซเลบริตี้สาวสวยมาร่วมเผยเคล็ดลับการรับมือกับภาวะหมดไฟ 

แพทย์หญิงดุจฤดี อภิวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ได้แนะแนวทางสร้างบรรยากาศผ่อนคลายทางด้านอารมณ์ ป้องกันภาวะหมดไฟจากทำงาน (Burnout Syndrome)  ว่า ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) เป็นภาวะผิดปกติที่เกิดจากการทำงาน (Occupational Phenomenon) แต่ไม่ใช่โรค (not a medical diagnosis) เนื่องจากการขาดสมดุลของชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) จนเกิดความเครียดสะสมเรื้อรังในสถานที่ทำงานโดยที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ อารมณ์ และส่งผลกระทบต่อร่างกายตามมา

กลุ่มอาการภาวะหมดไฟจากการทำงาน (Burnout) มักเกิดจากภาระความรับผิดชอบในงานที่สูง รวมถึงปริมาณงานจำนวนมากที่มีความซับซ้อนและต้องทำในเวลาเร่งรีบ นอกจากนี้อาจเกิดจากปัญหาการเรียงลำดับความสำคัญของงาน การขาดอำนาจในการตัดสินใจ หรือต้องทำงานที่ตนเองไม่ถนัด เป็นต้น ส่วนการสังเกตว่าตัวเรากำลังอยู่ในภาวะหมดไฟจากการทำงานสามารถประเมินได้จาก

อาการทางกาย : เหนื่อย หมดแรง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อบ่อย ไม่อยากอาหารหรือทานอาหารมากเกินไป ปวดท้อง คลื่นไส้ ความสามารถในการจำและการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อาการทางจิตใจ : หดหู่ เบื่อ ขาดแรงจูงใจ ไม่มีความสุขในการทำงาน มองโลกในแง่ร้าย โกรธ หงุดหงิดง่าย รู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง ไม่มีใครเข้าใจ ไม่พอใจในตัวเองและรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จ

อาการทางด้านพฤติกรรม : พูดคุยกับคนรอบตัวน้อยลง ชอบแยกตัวไม่สุงสิงกับใคร ไม่อยากตื่นมาทำงาน มาทำงานสายแต่กลับบ้านเร็ว ขี้เกียจมากขึ้น ไม่กระตือรือร้น ไม่อยากพัฒนา เริ่มใช้สิ่งเสพติด เช่น เหล้า บุหรี่

เราสามารถแก้ไขภาวะหมดไฟจากการทำงานเบื้องต้นได้ด้วยการเปลี่ยนทัศนะคติ ยอมรับปัญหา เปิดใจรับฟังความคิดเห็นคนอื่น ไม่ทำงานหักโหมเกินเวลา รู้จักฝึกขอความช่วยเหลือหรือฝึกทักษะการปฏิเสธอย่างเหมาะสม แบ่งเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น หาเวลาทำกิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย เช่น แช่น้ำอุ่น ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้ ออกกำลังกาย ที่ใช้การฝึกลมหายใจร่วมด้วย เช่น โยคะ พิลาทิส รวมถึงการใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) จากน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติมาช่วยในการสร้างบรรยากาศความผ่อนคลายภายในบ้านซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถบรรเทาความเครียดได้เร็วที่สุด

เมื่อจมูกได้รับกลิ่นมาเพียงไม่กี่วินาที กลิ่นจะถูกส่งผ่านประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerves) ซึ่งอยู่เหนือโพรงจมูกไปยังกระเปาะรับกลิ่น (Olfactory Bulbs) และส่งต่อไปยังสมองส่วนควบคุมอารมณ์และความรู้สึก (Limbic System) อณูของน้ำมันหอมระเหยจะกระจายไปตามประสาทรับกลิ่นเข้าสู่สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก (Emotion Center หรือ Limbic System) โดยไปกระตุ้นให้สมองสั่งการไปที่ระบบต่อมไร้ท่อ เพื่อหลั่งสารที่มีประโยชน์ และมีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึก ได้แก่ เอ็นโดฟิน (Endorphin) สารที่ช่วยลดความเจ็บปวด คลายความเครียด และความวิตกกังวล, เอนเคฟาลิน (Enkephalin) สารที่ช่วยลดอาการซึมเศร้า และเซโรโทนิน (Serotonin) ช่วยทำให้สงบ เยือกเย็น และผ่อนคลายจากสภาวะเครียดได้”

ด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยเคล็ดลับการผ่อนคลายทางด้านอารมณ์ตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่ บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี เผยว่า “ปกติแล้วบัวจะได้แรงบันดาลใจในการทำงานจากการเดินทาง แต่พอมาเจอช่วงโควิดก็ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ พยายามทำจิตใจไม่ให้เครียดด้วยการฝึกนั่งสมาธิเพื่อไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่าน อย่างวันไหนคิดงานไม่ออกก็จะระบายอารมณ์ด้วยการวาดภาพ หากวันไหนเริ่มรู้สึกเบื่อขาดแรงบันดาลใจก็จะเพิ่มพลังด้วยกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ โดยจะวางไว้ทุกมุมภายในบ้านโดยเฉพาะในห้องนอนก็จะวางก้านไม้หอมหรือไม่ก็จุดเทียนหอมไว้ ส่วนกลิ่นที่ชอบจะเป็นกลิ่นอีสเทิร์น ออร์ชาร์ด เพราะรู้สึกสดชื่น กระปรี้ประเปร่า พอร่างกายและจิตใจเราสดชื่นความคิดทางด้านบวกและแรงบันดาลใจก็จะตามมาเรื่อยๆ ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ออกมาได้”

ต่อที่ บุญญาพร ศรีอรทัยกุล เล่าว่า “เพิร์ลเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติที่เราทุกคนจะประสบปัญหาหมดไฟไม่ว่าจะเกิดจากการเรียนหรือการทำงานอย่างหนัก เพราะเพิร์ลเองก็เคยเป็นช่วงใกล้สอบ หรือไม่ก็ตอนทำโปรเจ็คใหญ่ๆ ช่วงนั้นรู้สึกเครียดมากๆ ทำให้ไม่มีสมาธิ ปวดหัว อ่อนเพลีย ขาดพลังและแรงบันดาลใจในการทำงาน แต่เราจะพยายามลดความเครียดด้วยการพูดคุยกับคนในครอบครัว ฟังเพลง ออกกำลังกาย และใช้กลิ่นหอมจากน้ำหอมระเหยธรรมชาติ เพื่อสร้างความผ่อนคลายไม่ว่าจะเป็น ไทม์ ทู รีเฟรช ที่พกติดตัวแบบขาดไม่ได้เลย เพราะถ้าอยากได้ความผ่อนคลายเมื่อไหร่ก็เอามาใช้ได้ทันที นอกจากนี้ก็จะวางเทียนหอม หรือ เครื่องกระจายกลิ่นหอม ที่ใช้คู่กับน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ โดยหลักๆ ก็จะวางไว้ในห้องทำงาน และห้องนอน สำหรับกลิ่นที่ชอบก็คือ อะโรมาติก วูด เป็นกลิ่นหอมสดชื่น มีชิวิตชีวาของส้ม, แทนเจอรีน ผสมกับกลิ่นไม้หอมอย่างจันทน์เทศและแซนดัลวู้ด”

ปิดท้ายกับ ณัชชา ธนากิจอำนวย เผยว่า “ชาช่ามุ่งมั่นกับการทำงานมาก เพราะอยากให้งานประสบผลสำเร็จอย่างที่เราตั้งใจไว้ จึงชอบตั้งเป้าหมายและวางแผนการทำงานไว้ล่วงหน้า เพื่อให้งานมีแบบแผนและทิศทางการทำงานที่ชัดเจน ทำให้เรามีแรงผลักดัน มีพลังในการทำงานเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่วางแผนไว้ ถ้าช่วงไหนที่ทำงานหนักมากๆ แต่ก็อาจทำให้เกิดความเครียด เหนื่อยล้า หรือคิดงานไม่ออก เราก็จะมีวิธีผ่อนคลายตัวเองด้วยการหยุดพักผ่อนสักสาม-สี่วัน เพื่อไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ ไปอยู่ในที่อากาศปลอดโปร่ง เป็นการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่พอเกิดโควิดก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีมาใช้กลิ่นหอมผ่อนคลายด้วยการใช้น้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ ซึ่งที่บ้านจะวางก้านไม้หอมและชุด น้ำมันหอมระเหยไว้ทุกห้อง ไม่ว่าจะเป็นในห้องนอน, ห้องทำงานหรือโต๊ะกาแฟ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี อย่างกลิ่นที่ชอบก็จะเป็นกลิ่นอีเดน บรีซ เป็นกลิ่นหอมที่ผสมระหว่างดอกมะลิและกุหลาบที่มอบความสงบผ่อนคลายให้เราได้ดี”

Lifestyle Diary หรือ Destiny ของผิวหน้า? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658295

วันที่ 18 ก.ค. 2564 เวลา 13:20 น.

Lifestyle Diary หรือ Destiny ของผิวหน้า?หลาก Lifestyle แต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน เมื่อโควิดมาได้เวลากอบกู้ผิวหน้าให้กลับมาสดใส

กิจวัตรในแต่ละวันตาม Lifestyle ของเรา ไม่ว่าจะกิน จะเที่ยว หรือทำอะไรยังไงก็ย่อมส่งผลสำคัญต่อผิวของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วแบบนี้ต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถกอบกู้ผิวหน้าให้กลับมาสดใส เพราะคิดว่าครีมบำรุงอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่ คงต้องมีกำลังเสริมอย่างมาสก์หน้ามาช่วย

หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้ว่า ผลิตภัณฑ์เฟเชียลมาสก์ชีทตราวัตสัน ในระยะเวลา 6 ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2014–2019 วัตสันทั่วทั้งเอเชียมีการจำหน่ายแผ่นมาสก์หน้าสูงถึง 884.1 ล้านแผ่น  ซึ่งจากตัวเลขนี้ก็รับรองได้เลยว่าวัตสันจะสามารถเป็นตัวเลือกให้กับคุณได้ ไม่ใช่มากแค่ทางเลือกที่หลากหลาย แต่ยังเปี่ยมไปด้วยคุณภาพที่ถูกคัดสรรมาจากวัตสันเป็นอย่างดี ซึ่งกิจวัตรของเราในแต่ละวันก็หลากหลายไม่แพ้กัน ถ้าอย่างนั้นวันนี้ลองมานั่งบันทึก Lifestyle Diary กันดูหน่อย เพราะสุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็น Destiny ที่กำหนดโชคชะตาของผิวหน้าเราด้วย เพื่อคุณจะได้สามารถเลือกมาสก์ที่ใช่ นำมาสยบปัญหารายวันของผิวนั้นให้หมดไป เริ่มบันทึกกันเลย!

“ในวันนี้ที่ฉันงานหนัก เครียดจริงนัก หน้าเหี่ยวไม่ได้พักเลยแก”

เพราะวันทำงานที่เกิดความเครียดต่างๆ หรือการใช้สมองคิดงาน ใบหน้าก็แสนอ่อนล้าตามไปด้วย ทั้งขมวดคิ้ว เพ่งที่หน้าจอ ไลฟ์สไตล์แบบชมรมคนรักงานขนาดนี้ เรื่องที่ตามมาก็คงหนีไม่พ้น ‘ริ้วรอย’ สินะ เพราะเคยได้ยินมาว่าความเครียดส่งผลให้คอลลาเจนในตัวเราน้อยลง จริงๆ มันก็เริ่มน้อยลงตั้งแต่ก้าวเข้าเลข 20 แล้ว นี่จึงเป็นที่มาแบบไม่ต้องสืบว่าริ้วรอยของเรามาจากอะไร สิ่งที่เราทำได้หลังจากเลิกงานก็คงหันไปหยิบครีมบำรุงมาทา และก็ขอหยิบมาสก์มาเติมน้ำให้ผิวได้ผ่อนคลาย บอกบายริ้วรอยด้วยดีกว่า

Tips and Tricks

มาสก์หน้าสำหรับคนมีไฟทำงาน เติมน้ำดับไฟให้หน้าได้พักจากรอยเหี่ยวด้วยสูตร “กู้หน้าเด้งใน 5 วัน” ถ้าได้ควบคู่ไปกับการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานน้ำเยอะๆ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ก็จะพอช่วยให้หน้าเราไม่เหี่ยวก่อนวัยอันควรได้

“วันที่ฉันจะออกงาน สิวก็มารุกรานถูกเวลาเสียจริง”

และเป็นอีกวันที่เรามีออกงาน รักชีวิตแบบเข้าสังคมแต่สิวดันพาลอักเสบขึ้นมาซะงั้น ได้แต่โทษน้องสิวในใจว่าไม่รักดีเลย แต่พอมาลองทบทวนดูดีๆ ก็ได้รู้ว่าเป็นเพราะพฤติกรรมของเราเอง ด้วยความที่จะออกงานทั้งทีผิวก็ต้องดีหน่อย เราก็เลยต้องล้างหน้า สครับหน้า ทำบ่อยๆ ไปเลย แต่…เราดันไม่รู้เลยว่าถ้าทำบ่อยเกินไปทำให้เกิดการรบกวนของสิว กระตุ้นให้สิวอักเสบขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้วล้างหน้าวันละ  2 -3 ครั้งต่อวันก็เพียงพอแล้ว สครับหน้าก็อาทิตย์ละ 1  ครั้งก็พอแล้วเหมือนกัน  แต่เราก็มั่นใจด้วยว่าครั้งนั้นสะอาดแล้วจริงๆ ด้วยนะ ครั้งหน้าอย่าเผลอทำบ่อยอีกละ

และอีกอย่างที่ใกล้ตัวมาก แต่เราห้ามได้ยากเลย คือการใช้มือสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพื่อเช็คความสวยหรืออะไรก็ตามระหว่างวัน ตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง แต่มันไม่ควรทำอย่างยิ่ง! เพราะมือของเราอุดมไปด้วยแบคทีเรีย หรือเชื้ออื่นๆ ที่จะส่งผลให้หน้าเราเป็นสิวผุดขึ้นมาได้ ถ้ายังห้ามไม่ได้ก็จะทำให้คุณยังเป็นสิวเหมือนเดิม เพิ่มเติมคืออักเสบขึ้นด้วย หยุดพฤติกรรมผิดๆ ได้แล้ว มาหันหน้าหามาสก์ที่ช่วยทำให้สิวของเรานั้นหายไป หรือช่วยให้อักเสบน้อยลงก็เป็นพอ

Tips and Tricks

มาสก์หน้าสำหรับสิวไม่รักดีของเรากับสูตร “คืนหน้าใสไร้สิว” วันใดที่สิวผุดขึ้นมา ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้น้องไม่อักเสบขึ้น มาสก์ดีๆ ก็จะช่วยลดการอักเสบลงได้ หรือ ลดของหวานก็จะช่วยทำให้สิวไม่อักเสบขึ้นมาได้เช่นกันนะ

“วันเหงาๆ กักตัวอยู่บ้านไม่เจอใคร แต่ยังต้องสดใส ใส่ใจกับผิวหน้า”

นี่คือเวลาทำคะแนนให้กับผิวของเรา! สำหรับเราที่รับบทนางเฝ้าบ้าน ถ้าลองปรับพฤติกรรมของตัวเองนิดหน่อย เราก็จะสามารถมีผิวที่สวยรอต้อนรับเพื่อนๆ ในการเจอกันครั้งต่อไปได้แน่นอน เพราะเพื่อนหลายคนเข้าใจผิดกันไปว่าวันๆ อยู่แต่บ้าน เราไม่ได้ออกไปไหน ไม่เจอใครอยู่แล้ว ทำไมต้องดูแลตัวเองด้วย

โอ๊ะ No No No อย่างนี้ไม่ดี

ขอบอกไว้เลยว่าวันที่เราอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้แปลว่าผิวของเรานั้นจะไม่มีผลกระทบใดๆ เลย และสำหรับคนที่มีปัญหาผิวอยู่แล้วยิ่งต้องดูแล อย่าปล่อยเบลอให้ผิวโดนทำร้าย เพราะในแสงแดดรังสี UVA 95% และ UVB 5 % ในตอนเช้าที่เรานั่งอยู่ในบ้านมันจะสามารถทะลุกระจกพุ่งมาสร้างความหมองให้กับเราได้ หรือจะมาในรูปแบบของความร้อน หรือไอร้อนก็ได้เช่นกัน และกับแสงที่มองไม่เห็นทำให้หมองคูณสองไปอีก ไม่พอนะ ผิวจะแห้งกร้านได้อีกด้วย ดังนั้นฉันจะอยู่เฉยได้เหรอ ครีมบำรุงก็ต้องหยิบมาทา มาสก์ต้องหยิบมาเสริม เพราะเมื่อวันเปิดเทอม เราจะได้พาน้องผิวไปเฉิดฉายเปล่งประกายให้คนอื่นเห็น

Tips and Tricks

มาสก์หน้ากักตัวผิวใส เดี๋ยวเจอเลยกับสูตร “ไล่ผิวหมองฉลองผิวใส” ไล่ความหมองให้หายไป ต้อนรับผิวใสให้กลับมา บำรุงให้ชุ่มก็สามารถช่วยผิวของเราได้แล้ว มาสก์เสร็จก็ทาครีมบำรุง ตบท้ายด้วยกันแดด ก็ผิวสวยอยู่บ้านได้สบายใจ

“วันนี้นี้ขอดูซีรีส์ก่อนนอนแค่สองตอน พอจะนอนอีกทีตีสามแล้ว”

ไม่ทันไรก็จะเช้าวันใหม่แล้ว ในขณะที่เรากำลังดูซีรีส์สุดโปรด แต่ดันลืมดูเวลาแล้ว แถมยังลืมดูแลหน้าของเราอีก รู้ทั้งรู้นะว่าตอนดูซีรีส์มันมีแสงสีฟ้าจากหน้าจอที่ทำร้ายผิวเราเพลินไปด้วย และยังไม่พอเมื่อร่างกายของเราไม่ได้นอน “โกรทฮอร์โมน” จะไม่ถูกหลั่งออกมา ทำให้ผิวของเราไม่ได้รับการซ่อมแซมเซลล์ผิว และขาดความชุ่มชื้น ถ้าจะตื่นมาแล้วหน้าโทรมก็ไม่ต้องแปลกใจเลยนะ เมื่อเรารู้แบบนี้แล้วครีมบำรุงคงไม่พอ ต้องขอตัวไปมาสก์หน้าบำรุงผิวก่อน

Tips and Tricks

มาสก์หน้าสำหรับชาวติดซีรีส์ดูทีข้ามวันกับสูตร “เติมน้ำผิวดุจโอเอซิสกลางทะเลทราย” ที่จะช่วยเติมน้ำให้กับผิวของเรา เมื่อหน้าอิ่มน้ำด้วยมาสก์ แล้วก็อย่าดูซีรีส์เพลินจนลืมมองดูเวลานะ ดูจบแล้วก็ดื่มน้ำสักแก้วก็จะพอช่วยให้ผิวอิ่มน้ำได้อีกแรง

จะวันไหน ผิวดราม่ายังไง ก็สยบได้ด้วย Have a happy mask day!

เมื่อได้อ่าน Lifestyle Diary มาถึงตรงนี้ จดลิสต์มาสก์ที่เข้ากับปัญหาผิวของคุณไว้แล้วหรือยัง เพราะวันนี้คุณสามารถเลือกมาสก์ที่ใช่ ให้วันของคุณกันด้วยโปรโมชันสุดคุ้มจากวัตสันที่ให้คุณได้เลือกจัดเซตมาสก์ได้ตามใจ หรืออิงจาก Lifestyle ของคุณในแต่ละวันที่ส่งปัญหาต่อผิวของคุณ ทั้งริ้วรอยของผิวที่เกิดจากความเครียด การอักเสบของสิวที่เราต้องดูแล ความหมองคล้ำที่เกิดจากเราลืมดูแลผิว หรือสุดท้ายผิวขาดน้ำเพราะตามซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดเราก็พร้อมให้มาสก์เป็นตัวช่วยให้กับคุณ

หาซื้อมาสก์ที่ตรงใจคุณได้แล้วที่วัตสันทุกสาขา หรือผ่านแอปพลิเคชัน WatsonsTH ทั้ง PlayStore และ AppStore พร้อมพบกับโปรโมชั่นดีๆ ตั้งแต่วันนี้–21 ก.ค. 64  เพียงเท่านี้คุณก็สามารถใช้ Lifestyle ในทุกวันได้เต็มที่ และเป็น Destiny ที่ดีของผิวหน้าเราด้วยแล้ว

ส่งท้ายปลายซีซั่นฤดูร้อน 2021 ด้วย Keds x Kate Spade New York New Collection #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658093

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

ส่งท้ายปลายซีซั่นฤดูร้อน 2021 ด้วย Keds x Kate Spade New York New Collection ใครที่เป็นแฟนประจำของรองเท้า Keds โดยเฉพาะรุ่นพิเศษที่ทางแบรนด์มักจับมือออกแบบร่วมกับแบรนด์ต่างๆ บอกเลยว่าไม่ควรพลาดคอลเลคชั่นส่งท้ายซีซั่นฤดูร้อน 2021 นี้อย่าง Keds x Kate Spade New York ด้วยประการทั้งปวง

เพราะในคอลเลคชั่นนี้นอกจากจะเป็นการร่วมงานกันของสองแบรนด์ดังแล้ว ยังมีความพิเศษตรงการนำเทคนิคการตัดเย็บแบบใหม่ๆ และวัสดุที่ทั้งความหลากหลายมาใช้ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีทั้งความสดใสและนุ่มสบายในคราวเดียวกัน

Keds x Kate Spade New York Crew Kick Rubber Applique Canvas White (ราคา 3,250 บาท)

หยิบเอาความน่ารักสไตล์สปอร์ตวินเทจของรองเท้า Keds รุ่น Crew Kick75 มาใช้ พร้อมประดับลายหัวใจที่ทำจากยางโทนสีเดียวกับตัวรองเท้าและขอบรองเท้า อีกทั้งยังผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและกลิ่นอายความเป็นผู้หญิงในแบบของ Kate Spade ได้อย่างลงตัว ซึ่งรองเท้ารุ่นนี้สามารถแมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงเลกกิ้ง กางเกงยีนส์ ชุดเดรส หรือแม้แต่ชุดว่ายน้ำเก๋ๆ ริมชายหาด โดยตัวรองเท้าทำจากผ้าแคนวาส บุด้วยนวม Kiss Foam บริเวณส่วนบนและส่วนหุ้มข้อเพื่อให้ใส่สบายมากยิ่งขึ้น

Keds x Kate spade New York Crew Kick Slip on Hearts (3,250 บาท)

สำหรับสาวๆ คนไหนที่ชอบรองเท้าสนีกเกอร์สไตล์ Slip on ที่ยังมีความเท่ทะมัดทะแมงแบบสปอร์ตแต่ยังเจือด้วยกลิ่นอายหวานๆ สไตล์เฟมินินอยู่ เราขอแนะนำรุ่น Crew Kick รองเท้าทรงสปอร์ตย้อนยุคที่แค่เห็นครั้งแรกก็สัมผัสได้ถึงความคิ้วท์ โดยใช้ผ้าใบสีชมพูอ่อนเป็นวัสดุหลักชองตัวรองเท้า พร้อมตกแต่งด้วยยางทรงหัวใจสีขาวบนตัวรองเท้าและขอบรองเท้า นอกจากจะสวมใส่สบายด้วยพื้นด้านในแบบ Softerra แล้วยังบุด้วยนวม Kiss Foam บริเวณส่วนบนและส่วนหุ้มข้อเพื่อให้ใส่สบายมากยิ่งขึ้นด้วย

Keds x Kate Spade New York Kickstart Mule TPU Clear (2,450 บาท)

นี่เป็นการโคจรมาเจอกันของรองเท้าเจลลี่และหนึ่งในรองเท้าผ้าใบรุ่นยอดนิยมอย่าง Kickstart Mule ด้วยการนำเอาจุดเด่นของรองเท้าเจลลี่ที่มีความโปร่งใสมาออกแบบโดยใช้รูปทรงของรุ่น Kickstart Mule พร้อมเพิ่มรูระบายอากาศบริเวณด้านในของรองเท้า เพื่อช่วยให้ระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นรองเท้าดีไซน์น่ารักสดใสที่สามารถสวมใส่ง่ายในชีวิตประจำวัน

Keds x Kate Spade New York Triple Decker Stripe Mesh (2,850 บาท)

อีกหนึ่งรองเท้ารุ่นใหม่ที่นำวัสดุอันหลากหลายมาใช้ในการผลิต โดยครั้งนี้ได้นำผ้าตาข่ายที่มีคุณสมบัติเบาและถ่ายเทอากาศได้ดีมาใช้กับรองเท้าสไตล์สลิปออนแพลตฟอร์มของแบรนด์อย่าง Triple Decker โดยตาข่ายที่เลือกมาใช้นั้นเป็นตาข่ายลายทางสีเขียวมิ้นท์ ซึ่งทางแบรนด์สั่งทำพิเศษขึ้นสำหรับคอลเลคชั่นนี้โดยเฉพาะ เหมาะสำหรับใส่คู่กับกางเกงยีนที่ให้ลุคทะมัดทะแมง หรือจะลองหยิบไปแมทช์กับเสื้อผ้าสไตล์อื่นๆ เพื่อเพิ่มดีเทลสนุกๆ ก็ยังได้

Keds x Kate Spade New York Triple Kick Multi Stripe Canvas (3,250 บาท)

ปิดท้ายคอลเลคชั่นพิเศษนี้ด้วยการนำรองเท้ารุ่น Triple Kick มาระบายสีใหม่ โดยได้แรงบันดาลใจมากจากเทคนิกการต่อลายผ้ามาปริ้นท์ลงบนผืนผ้าแคนวาส ให้ความรู้สึกที่สดใส และ พร้อมรับพลังบวกแบบเต็มๆ โดยสะท้อนผ่านสีสันหลากหลายเฉดสีของสายรุ้งที่พาดบนตัวรองเท้า ตัดกับของยางสีขาวและเชือกรองเท้าสีเดียวกัน เป็นการจับคู่สีในแบบของแบรนด์ Kate Spade New York มาใช้ อีกทั้งยังให้สัมผัสนุ่มสบายในทุกย่างก้าวที่เดินอีกด้วย

เป็นเจ้าของคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ที่ www.keds.co.th ทาง LINE :@KedsThailand หรือคลิกได้เลยที่ http://bit.ly/KedsLine พร้อมทั้งติดตามข่าวสารจาก Keds Thailand ได้ที่ Facebook และ Instagram : @KedsThailand

Chloe กับน้ำหอมจากห้วงความทรงจำคอลเลกชั่นใหม่ L’ATELIER DES FLEURS #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658090

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 16:02 น.

Chloe กับน้ำหอมจากห้วงความทรงจำคอลเลกชั่นใหม่ L’ATELIER DES FLEURSความหอมจากหมู่มวลดอกไม้ธรรมชาติ สู่น้ำหอมที่เกิดขึ้นจากห้วงความทรงจำ ด้วยคอลเลกชั่นน้ำหอม L’ATELIER DES FLEURS ใหม่ล่าสุดจาก Chloe

Chloé (โคลเอ้) รวบรวมกลิ่นหอมและกลิ่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว รังสรรค์คอลเลคชั่นสุดพิเศษที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความลับแห่งความหอมภายในห้องปฏิบัติการแห่งความฝัน ก่อเกิดเป็นน้ำหอมทั้งหมด 9 กลิ่น ประกอบไปด้วยน้ำหอมที่มีชื่อมาจากดอกไม้ต่างๆ ความพิเศษของน้ำหอมทั้ง 9 กลิ่นนี้ สามารถทวีความหอมด้วยการฉีดผสมคู่กัน หรืออาจจะเพิ่มดีกรีด้วยการผสานความหอมถึง 3 กลิ่น เกิดเป็นกลิ่นหอมที่เข้ากันอย่างลงตัว ด้วยการหลอมรวมส่วนผสมจากธรรมชาติ

น้ำหอมแต่ละกลิ่นมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ถูกรวบรวมไว้เป็นคอลเลคชั่นสุดพิเศษที่แท้จริง เหตุนี้ Chloé จึงนำเอาพืชพันธุ์ของดอกไม้ที่ได้รับความนิยมนานาชนิดมาใช้เป็นส่วนผสมหลัก อันเป็นหัวใจสำคัญของน้ำหอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สามารถแบ่งปันเรื่องราวแบบไม่ซ้ำใครได้อย่างเหนือระดับ

จากความทรงจำในวัยเด็ก ประสบการณ์ของการเดินทาง การรำลึกถึงสถานที่ต่างๆ หรือช่วงเวลาที่ผ่านมาในชีวิต…สู่น้ำหอมที่สามารถทำให้หวนความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับการได้กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของโคลเอ้ให้ย้อนคืนมาอีกครั้ง ผ่านการปรุงกลิ่นโดยนักออกแบบน้ำหอมชื่อดังมากมาย

ศิลปะแห่งการผสมผสานมวลหมู่ดอกไม้

บางคนชื่นชอบดอกไม้ชนิดเดียวกันทั้งช่อ ขณะที่บางคนอาจหลงใหลดอกไม้หลากหลายสีสันในช่อเดียว คุณอาจเลือกดอกไม้ที่ชื่นชอบในร้านแล้วนำมารวมเป็นช่อดอกไม้ เสมือนกับ “Chloé Atelier des fleurs” (โคลเอ้ อาเตอลิเย่ เดส์ เฟลอร์ส) คอลเลกชั่นน้ำหอมได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อกลิ่นหอมที่ได้รับการผสมผสานให้เข้ากันอย่างลงตัวแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ความงดงามของส่วนประกอบอันเลอค่า

น้ำหอมที่มีส่วนผสมเข้มข้นผ่านกระบวนการผลิตที่กลั่นกรองอย่างปราณีต สู่ขวดน้ำหอมที่หรูหราแบบเหนือกาลเวลา ดีไซน์ขวดได้นำแรงบันดาลใจการจับจีบผ้ามาใช้ ฝาปิดเป็นหินอ่อนสีงาช้างสวยงามสะดุดตา ประดับประดาด้วยคอขวดสีเบจผสมสีทองดูดีมีระดับ นำเอาสีสันที่มีอยู่รอบตัวตามธรรมชาติมาใช้อย่างเรียบง่ายแบบไม่ซ้ำใคร มีให้เลือกด้วยกัน 2 ขนาด คือ ขนาด 50 ml (4,850 บาท) และ 150 ml ( 9,450 บาท) เหมาะแก่การนำมาฉีดผสมกันจนเกิดเป็นน้ำหอมที่มอบประสบการณ์แปลกใหม่ที่เป็นคุณ

คอลเลกชั่นน้ำหอม L’ATELIER DES FLEURS ประกอบด้วย

ROSA DAMASCENA ออกแบบโดย Amandine Clerc-Marie

“กุหลาบ” เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นและโดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติ โดย Amandine Clerc-Marie ได้นำแรงบันดาลใจจากกลีบดอกที่ซ้อนและเรียงตัวกันอย่างงดงามของดอกกุหลาบที่อยู่ในสวนดอกไม้ในวัยเด็กของเธอ โดยกุหลาบนั้นเป็นดอกไม้ที่มอบกลิ่นหอมสดชื่น เบาบางอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับเอกลักษณ์แห่งความสนุกสนานร่าเริงที่น่าประทับใจ แบบไม่มีที่สิ้นสุด

LAVANDA ออกแบบโดย Quentin Bisch

น้ำหอมที่เกิดขึ้นจากเสน่ห์ของแสงและเงา โดย Quentin Bisch ได้เก็บภาพจำในวัยเด็ก ขณะช่วงเวลาที่แม่ของเขาเดินออกมาจากสวนดอกไม้ที่มีสีสันสุดร้อนแรง กลับเข้าสู่ภายในบ้านที่เต็มไปด้วยแสงอันอบอุ่น และได้ฉีดพ่นสเปรย์กลิ่น ”ดอกลาเวนเดอร์” ลงบนแขนของเธอ เหตุนี้เขาจึงได้เก็บภาพความทรงจำของกลิ่นหอมนั้นไว้ แล้วนำมายกระดับความหอมให้เด่นชัดมากขึ้น

MAGNOLIA ALBA ออกแบบโดย Louise Turner

น้ำหอมที่เปี่ยมเสน่ห์ส่งกลิ่นหอมสดชื่น ด้วยคุณค่าจากกลีบ “ดอกแมกโนเลีย” ที่มีกลิ่นหอมอวบอวลแสนรัญจวนใจ ทำให้ Louise Turner ชาวพื้นเมืองอังกฤษ นึกถึงวันที่แสงแดดส่องแสงจ้า เกิดเป็นไอเดียนำมาออกแบบน้ำหอมที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของความเรียบง่าย นำคุณค่าของกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมะนาวผสานกับความหอมละมุนของดอกแมกโนเลียในช่วงฤดูใบไม้ผลิมารวมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

CEDRUS ออกแบบโดย Quentin Bisch

เบื้องหลังความหอมของกลิ่น “เปลือกไม้” นี้ เกิดจากกลิ่นของยางไม้หอม (Balsam) ผสมกับกลิ่นควันที่ชวนให้คิดถึงของขวัญจากคนรักที่เปี่ยมไปด้วยความขี้เล่นแสนซน จากดอกไม้ช่อหนึ่งที่ทำให้ Quentin Bisch รำลึกเมื่อครั้งที่พ่อของเขาเคยมอบให้แก่แม่เขาในวัยเด็ก ซึ่งเป็นช่อดอกไม้ที่มีความงดงามและอ่อนโยนยิ่งนัก ให้ความรู้สึกถึงความละเอียดอ่อน พร้อมด้วยกลิ่นหอมจากมัสก์ก็ทำให้รู้สึกถึงอบอุ่นและความเป็นผู้นำ

HIBISCUS ABELMOSCHUS ออกแบบโดย Domitille Michalon Bertier

ในวันที่แสงแดดสาดส่อง เปิดรับความหอมของกลิ่นผลไม้หอมอ่อนๆและกลิ่นกลีบดอกไม้หอมละมุน ด้วยคุณค่าของ “ดอกชบา” ราชินีแห่งดอกไม้จากสวนโพลิเนีเชียน ที่ Domitille Michalon Bertier เคยจดจำได้ในวัยเยาว์ ซึ่งดอกชบาได้มอบความอบอุ่นให้แก่ช่อดอกไม้ พร้อมกลิ่นมัสก์ที่ทรงพลัง และกลิ่นหอมแป้งอ่อน ๆ

HERBA MIMOSA ออกแบบโดย Amandine Clerc-Marie

น้ำหอมกลิ่นแป้งอ่อน ๆ ที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยน ชวนให้นึกถึงความจำในวัยหนุ่มสาว กระตุ้นสัมผัสและปลุกเร้าอารมณ์ด้วยกลิ่นของ “ดอกมิโมซ่า” หรือไมยราบที่เบ่งบานอยู่บนเนินเขากราสเซ่ เมื่อ Amandine Clerc-Marie เธออายุช่วง 20 ปี ซึ่งกลิ่นหอมของดอกมิโมซ่านี้จะมอบความหอมอ่อนๆ ผสมผสานกับกลิ่นจากไม้ และพืชผัก เกิดเป็นกลิ่นที่เข้ากันอย่างพอเหมาะ สุดแสนล้ำค่า

NEROLI ออกแบบโดย Sidonie Lancesseur

จากการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านกลิ่นหอมของ “ดอกส้มเนโรลิ” ทำให้ Sidonie Lancesseur ย้อนกลับไปคิดถึงการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองเซวิลล์ ประเทศสเปน เมื่อเขาได้กลิ่นหอมของดอกส้มจึงเกิดความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาและนึกถึงความอบอุ่นของแสงแดง และนึกถึงการเดินทางอันแสนหวาน เต็มไปด้วยความสะดวกสบายอย่างน่าโหยหา ชวนให้หวนกลับมาอีกครั้ง

VERBENA ออกแบบโดย Mylène Alran

กลิ่นหอมแนวอโรม่าของ “ดอกเวอร์บีน่า” ดอกไม้นำโชคจากสวนดอกไม้ ที่ Mylène Alran เคยเก็บมาถือไว้ในมือของเธอทุก ๆ วัน โดยกลิ่นหอมนี้ที่เกิดจากการนำกลิ่นดอกเวอร์บีน่าที่อยู่ในช่อดอกไม้ ผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัวกับกลิ่นหอมสดชื่นของมะนาวที่โดดเด่น เปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติ

JASMINUM SAMBAC ออกแบบโดย Louise Turner

เมื่อ Louise Turner ได้หยิบยกกลิ่นหอมอันมีเอกลักษณ์ของ “ดอกมะลิลา” ที่งดงาม มาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบน้ำหอมซึ่งมะลิลาเป็นดอกไม้ที่แสดงออกถึงความรักสำหรับมอบให้แก่แม่ในวันแม่แห่งชาติของคนไทย และเธอได้เคยดมกลิ่นหอมครั้งนั้นที่ กรุงเทพมหานคร ด้วยกลีบดอกมะลินั้นมอบความรู้สึกอ่อนโยนราวกับหยดน้ำค้างที่กลิ้งอย่างนุ่มนวลอยู่ในช่อดอกไม้ที่เจิดจรัสงดงาม

สัมผัสกับน้ำหอมทั้ง 9 กลิ่นหอม ในคอลเลกชั่นน้ำหอม L’ATELIER DES FLEURS ได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์น้ำหอม CHLOE Beauty Hall, ชั้น M ห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอน ชั้น M The Mall Lifestore Ngamwongwan , Sephora Siam Center, Sephora Online และ M online

บันทึกภาพกรุงเทพมหานคร ในวันที่ความเหงามาเยือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657996

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 15:40 น.

บันทึกภาพกรุงเทพมหานคร ในวันที่ความเหงามาเยือนจารึกไว้ในความทรงจำ Leica Camera Thailand จัดแคมเปญ Leica Bangkok Captures บันทึกภาพกรุงเทพมหานครในวันที่ความเหงามาเยือน

ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีครึ่งที่เราคนไทยต้องเผชิญกับโควิด-19 โรคระบาดร้ายที่โลกต้องจารึกไว้ ซึ่งแน่นอนว่าหลายธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หลายชีวิตต้องดิ้นรน อดทน ประคับประคอง และหวังลึกๆ ว่าฟ้าหลังฝนจะมาให้เห็นในไม่ช้า การจราจรบนท้องถนนในกรุงเทพมหานครเมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่ารถติดมากที่สุดในโลก หากในสภาวะปกติชาวกรุงเทพฯ ต้องเผื่อเวลาเดินทางอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หลายคนคุ้นชินกับภาพความวุ่นวายของผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ในย่านสีสม สยาม อโศก เยาวราช ภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อคิวยาวเพื่อเข้าชมวัดพระแก้ว ภาพถนนข้าวสาร ย่านพัฒน์พงษ์ ที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงในยามราตรี

แต่โควิด-19 ได้เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองที่เงียบเหงา ร้านค้า ร้านอาหารต่างปิดบริการ สถานที่ท่องเที่ยวที่เคยคึกคักวันนี้กลับไร้ผู้คน กรุงเทพฯ ในวันนี้คือภาพที่หลายคนไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสได้เห็น Leica Camera Thailand (ไลก้า คาเมร่า ไทยแลนด์) จึงจัดทำแคมเปญ Leica Bangkok Captures ชวน KOLs ผู้รักการถ่ายภาพ อย่าง กิตติพัฒน์ สมานตระกูลชัย, วรชัย ศิริคงสุวรรณ และคู่พี่น้อง กาน อาสาฬห์ประกิต – กฤตนัย อาสาฬห์ประกิต, พร้อมด้วย อาณกรภูเบศวร์ เฮงสุวรรณ์ ช่างภาพสายแฟชั่น และ ศิรวิทย์ คุววัฒนานนท์ ช่างภาพสตรีทรุ่นใหม่ มาเก็บช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่คนไทยทุกคนต่างต้องจดจำ เรียนรู้ และปรับวิถีการดำเนินชีวิต ภาพประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นเสมือนจิ๊กซอว์สำคัญในการเชื่อมอดีตกับปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ถึงคุณค่าของความยากลำบากและการร่วมใจกันต่อสู้เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้

โดยสามารถชมภาพประวัติศาสตร์จากแคมเปญ Leica Bangkok Captures ได้ที่ Instagram: leicacamerathailand และ Facebook: https://www.facebook.com/LeicaCameraThailand/