EQ สำคัญอย่างไรกับชีวิตการทำงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657952

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 10:31 น.

EQ สำคัญอย่างไรกับชีวิตการทำงานความฉลาดทางอารมณ์ หรือการเป็นคนที่มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ดี มีแรงผลักดันในการทำงาน มองโลกในแง่บวก ดีต่อทั้งต่อพนักงานและต่อองค์กร แล้วความฉลาดทางอารมณ์ สำคัญอย่างไรกับชีวิตการทำงาน เรามาดูกัน

Hard skill นับว่ามีความสำคัญกับการทำงานเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่องค์กรต้องการ ในตัวพนักงาน เป็นทักษะความรู้ความสามารถทางปัญญา หรือที่เรารู้จักกันว่า IQ แต่ขณะเดียวกันอีกหนึ่งทักษะที่จะมาช่วยส่งเสริมให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วก็คือ EQ ความฉลาดทางอารมณ์ คือการเป็นคนที่มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ดี มีแรงผลักดันในการทำงาน มองโลกในแง่บวก ซึ่งดีต่อทั้งต่อพนักงานและต่อองค์กร JobsDB เผยความฉลาดทางอารมณ์ สำคัญอย่างไรกับชีวิตการทำงาน เรามาดูกัน

EQ ช่วยให้การทำงานร่วมกันลื่นไหล

การที่งานจะออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมงานต้องแข็งแกร่ง การสร้างทีม จึงต้องอาศัย EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์เข้ามาช่วย หัวหน้างานควรต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อบริหารทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงสู่เส้นชัย ขณะเดียวกัน หากพนักงานภายในทีมต่างก็มี EQ ด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้การทำงานเป็นไปอย่างลื่นไหล สื่อสารกันได้เข้าใจ โดยไม่ใช้อารมณ์มาตัดสิน

EQ ช่วยปรับการ Work From Home ให้มีสมดุล

หลายคนต้องประสบกับปัญหาการ Work From Home แล้วทำให้สมดุลชีวิตหายไป เพราะเวลางานปนเปไปกับเวลาที่ใช้กับครอบครัว การทำงานเปลี่ยนจากเข้างาน 8 โมง เลิกงาน 5 โมง เป็นยืดหยุ่นเวลาเข้าออกงานมากขึ้น แต่กลับทำให้ชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว EQ จะเข้ามาช่วยคุณจัดการทางอารมณ์และควบคุมจิตใจได้ หากคุณมีความฉลาดทางอารมณ์มากพอ ก็จะทำให้สามารถบริหารจัดการกับอารมณ์ที่เกิดจากชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้น และรับมือกับอารมณ์จากเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่อารมณ์ของลูกน้อง และหัวหน้างานได้เป็นอย่างดี

EQ ช่วยจัดการทางอารมณ์ระหว่างองค์กรและพนักงาน

ทั้งด้วยสภาพเศรษฐกิจ และสถานการณ์โควิดทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้าง และนายจ้างเปลี่ยนไป ขณะที่องค์กรคาดหวังกับปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พนักงานก็คาดหวังกับผลตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ฉะนั้นการจัดการทางอารมณ์ที่ดีจะช่วยให้ทั้งพนักงานและองค์กรผ่านสถานการณ์วิกฤตนี้ไปได้

EQ ช่วยให้เข้าใจพนักงาน Gen Z

2-3 ปีมานี้ องค์กรได้มีโอกาสเปิดรับพนักงานที่อยู่ในวัย Gen Z เข้ามาทำงาน ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า คน Gen Z มีวิธีการทำงานต่างจากคน Gen อื่น ๆ พร้อมกับมีแนวโน้มจะเกิดความเหงาจากการทำงานมากกว่า Gen อื่น ๆ ถึง 73% และอยากได้รับความใส่ใจจากหัวหน้างานมากเป็นพิเศษ ฉะนั้น EQ ความฉลาดทางอารมณ์ จึงมีความสำคัญในการทำงานในปัจจุบันโดยเฉพาะกับคน Gen Z เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหัวหน้างานที่ต้องเข้าใจความแตกต่างในแต่ละ Gen เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้นั่นเอง

How to การเลือกเนื้อชั้นดีไว้เนรมิตเมนูหรูที่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657892

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 15:15 น.

How to การเลือกเนื้อชั้นดีไว้เนรมิตเมนูหรูที่บ้านสุดยอดเคล็ดลับที่เชฟแพมอยากบอกต่อ! เทคนิคการเลือกเนื้อออสเตรเลียรังสรรค์เมนูหรูที่บ้าน ต้องเลือกส่วนไหนให้เหมาะสำหรับปรุงเป็นเมนูในใจมากที่สุด

บรรดาเชฟชั้นนำต่างรู้ดีว่า ขั้นตอนแรกของการปรุงอาหารคือการเลือกสรรวัตถุดิบคุณภาพดี โดยเฉพาะเมนูที่มีเนื้อเป็นตัวชูโรง ยิ่งต้องใส่ใจเลือกวัตถุดิบจากแหล่งผลิตเนื้อที่เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับในวงการอาหารโลก และเนื้อออสเตรเลียก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเนื้อชื่อดังไว้วางใจ เพราะมีชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้เลือกหลากหลาย ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากการทำปศุสัตว์แบบธรรมชาติ ทำให้ได้เนื้อคุณภาพเยี่ยมที่มอบรสชาติอร่อย เข้มข้น และให้กลิ่นหอมหวนเป็นเอกลักษณ์ที่เนื้อจากแหล่งอื่น ๆ ให้ไม่ได้

เมื่อพูดถึงผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเนื้อในเมืองไทย หลายคนคงนึกถึง เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม ผู้เจนจัดในเรื่องศาสตร์ของเนื้อทุกส่วนตั้งแต่หัวยันหางและเป็นเชฟชื่อดังที่ปรากฏตัวตามสื่อชั้นนำมากมาย และเมื่อเร็ว ๆ นี้ เชฟแพมยังได้รับการแต่งตั้งจากหน่วยงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์เนื้อของรัฐบาลออสเตรเลีย (Meat & Livestock Australia – MLA) ให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ True Aussie Beef คนแรกของประเทศไทย และหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเชฟแพมมีเชื้อสายออสซี่ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับรสชาติและความเป็นออสเตรเลียอย่างลึกซึ้ง

“การรู้แหล่งวัตถุดิบเนื้อวัวถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องรู้ว่าสัตว์ถูกเลี้ยงมาด้วยอะไรและสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงนั้นเป็นอย่างไร เพราะปัจจัยเหล่านี้ส่งผลถึงเนื้อสัมผัสและรสชาติของเนื้ออย่างมาก ในฐานะเชฟ เราก็อยากให้แต่สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าเท่านั้น ซึ่งถ้าพูดถึงเนื้อออสเตรเลียแล้ว ชิ้นส่วนที่แพมชอบมากที่สุดก็คือส่วนออยสเตอร์เบลด (ส่วนใบพาย)” เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม กล่าว

เมื่อทราบแหล่งผลิตเนื้อและอาหารที่ใช้เลี้ยงวัว คุณย่อมรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการเลือกเนื้อชิ้นนั้นมาปรุงเป็นเมนูโปรดที่บ้าน หรือแม้แต่การเลือกรับประทานเมนูเนื้อในร้านอาหาร แต่เพราะเหตุใดเนื้อจากออสเตรเลียจึงมีคุณภาพดีจนทำให้เชฟแถวหน้ามั่นใจเลือกใช้ปรุงเป็นเมนูเด็ดบนโต๊ะอาหารของพวกเขา?

ประเทศออสเตรเลียตั้งอยู่ในพื้นทวีปที่เป็นเกาะกว้างใหญ่ห่างไกลจากทวีปอื่น ๆ และมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์มาก ในขณะที่รัฐบาลกำหนดระเบียบการป้องกันพรหมแดนที่เข้มงวด ทำให้อุตสาหกรรมเนื้อแดงของประเทศมีสถานะปลอดโรคและความปลอดภัยทางอาหารสูงมาก นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของภูมิประเทศ เกษตรกรยังนิยมทำฟาร์มปศุสัตว์แบบยั่งยืน โดยเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มด้วยหญ้าและธัญพืช ปล่อยให้สัตว์เดินท่องไปในทุ่งขนาดใหญ่ได้อย่างเสรีและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมาก ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เนื้อที่มีคุณภาพดีอย่างโดดเด่น

อุตสาหกรรมเนื้อแดงของออสเตรเลียซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ดำรงอยู่บนรากฐานทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับผู้คน ยึดถือในการสร้างความเชื่อมั่นและความซื่อสัตย์ในการผลิต ซึ่งเห็นได้จากแนวทางการดำเนินธุรกิจเนื้อแดงในตลาดโลก ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้แก่อุตสาหกรรมเนื้อแดงของออสเตรเลียในหมู่คู่ค้าทั่วโลกเสมอมา

คนรักเนื้อต้องเคยได้ยินคำว่า “ชั้นไขมันลายหินอ่อน” ซึ่งก็คือชั้นไขมันแทรกในกล้ามเนื้อของวัวนั่นเอง เมื่อเรานำเนื้อที่มีชั้นไขมันลายหินอ่อนมาปรุงอาหารก็จะได้เมนูเนื้อที่มีความชุ่มฉ่ำและรสชาติที่เข้มข้นมาก โดยทั่วไปนั้น “เนื้อวัวเกรดสูง” ก็จะยิ่งมีชั้นไขมันลายหินอ่อนแทรกตัวอยู่หนาแน่นมาก โดยเนื้อจากออสเตรเลียจะถูกแบ่งเกรดจากระบบการประเมินชั้นไขมันลายหินอ่อนของสมาคม AUS-MEAT ซึ่งแบ่งตั้งแต่ระดับ 0 (ปราศจากชั้นไขมันลายหินอ่อนที่มองเห็นได้) ไปจนถึงระดับ 9 (ปรากฏชั้นไขมันลายหินอ่อนหนาแน่น) ซึ่งการเกิดชั้นไขมันลายหินอ่อนในเนื้อวัวมาจากหลายปัจจัย อาทิ อายุของสัตว์ อาหารที่ใช้เลี้ยง (หญ้าหรือธัญพืช) รวมถึงสายพันธุ์

หากสิ่งสำคัญที่ผู้ซื้อต้องจำไว้ก็คือ ยิ่งเนื้อวัวมีชั้นไขมันลายหินอ่อนแทรกตัวหนาแน่น ก็จะยิ่งให้รสชาติที่เข้มข้นมากขึ้น

นอกจากชั้นไขมันและเกรดของเนื้อส่วนต่าง ๆ อีกหนึ่งข้อพิจารณาสำคัญในการเลือกซื้อเนื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านเนื้อนำเข้าก็คือ “การเปรียบเทียบสีที่แตกต่าง” เพราะสีสามารถบ่งบอกได้ถึงระยะเวลาที่เนื้อถูกเก็บไว้บนชั้นจำหน่ายหรือผ่านกระบวนการชำแหละมาเป็นเวลานานเท่าใดแล้ว โดยปกติเนื้อวัวจะมีตั้งแต่สีแดงอมชมพู ไปจนถึงสีแดงเชอร์รี่หรือแดงเข้ม ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของวัวและวิธีการบรรจุภัณฑ์ เช่น เนื้อที่บรรจุแบบสุญญากาศมักมีสีแดงเข้มมากกว่าเนื่องจากออกซิเจนถูกดึงออกไปจากบรรจุภัณฑ์ ส่วนเนื้อที่มาจากวัวอายุน้อยก็มักมีสีอ่อนกว่า หากมีข้อสงสัย เราควรสอบถามผู้จำหน่ายเนื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือดูข้อมูลวันที่เหมาะสมกับการบริโภคบนฉลากบรรจุภัณฑ์

ขั้นตอนสุดท้ายในการเลือกเนื้อคือเราต้องรู้ว่าชิ้นเนื้อส่วนไหนเหมาะสำหรับปรุงเป็นเมนูใด และนี่คือแนวทางง่าย ๆ ในการเลือกคัตเนื้อของ True Aussie Beef เพื่อให้คุณเลือกคัตเนื้อที่เหมาะสมมาปรุงจานเด็ดได้แบบไม่มีพลาด

· เมนูสเต็ก – ควรใช้ชิ้นเนื้อส่วนสันนอก (top sirloin) สันใน (tenderloin) หรือเนื้อส่วนใบบัว (flank) เพราะเหมาะสำหรับการย่างบนตะแกรง ทั้งยังเหมาะกับการเซียร์ด้วยความร้อนสูงแล้วนำออกมาพักไว้สักครู่ ก่อนยกเสิร์ฟ

· เมนูอบ – เนื้อซี่โครง (rib-eye) ขา (leg) เนื้อส่วนลูกมะพร้าว (eye round) เนื้อสะโพกบน (top round) และสันนอก (striploin) เหมาะกับการทำเมนูอบมากที่สุด

· เมนูแบบเนื้อบด – ชิ้นเนื้อที่เหมาะสมกับการปรุงรูปแบบนี้ ได้แก่ ส่วนสะโพก (round) ทั้งส่วนบนและล่าง สามารถนำมาบดเพื่อทำเป็นซอสพาสต้า มีตบอล และทาโค ได้อย่างดี

· เมนูที่ปรุงด้วยความร้อนนาน – ชิ้นเนื้อทุกส่วนสามารถปรุงด้วยความร้อนได้ แต่มีบางชิ้นส่วนที่เหมาะสมมากกว่า อาทิ เนื้อเสือร้องไห้ (brisket) เนื้อซี่โครงส่วนปลาย (short ribs) เนื้อไหล่ (blade) สันคอ (chuck) เพราะเมื่อนำมาปรุงด้วยความร้อนอย่างช้า ๆ เป็นเมนูแกงต่าง ๆ แคสเซอโรล ซุป หรือเมนูตุ๋น ชิ้นเนื้อเหล่านี้จะให้เนื้อสัมผัสนุ่มจนละลายในปาก

ยิ่งคุณมีความรู้เกี่ยวกับเนื้อที่คุณเลือกมาเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งสนุกสนานและเพลิดเพลินกับการนำเนื้อส่วนนั้นมาปรุงและรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น อย่าลืมเลือกซื้อเฉพาะเนื้อเกรดดีที่มีชั้นไขมันลายหินอ่อน เพื่อให้ได้รสชาติอาหารที่เข้มข้น นุ่มละมุนลิ้น และชุ่มฉ่ำ ไม่แพ้ร้านอาหารดัง ๆ ที่คุณชื่นชอบเลยทีเดียว

One More Thing จากผ้าทอมีสไตล์ สู่งานดีไซน์ล้ำสมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657798

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 14:28 น.

One More Thing จากผ้าทอมีสไตล์ สู่งานดีไซน์ล้ำสมัย“อยู่ที่เดิมไม่มีอะไรดีขึ้น อยากหาการพัฒนา เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราทำเดิมๆ มาทำสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม” จุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ One More Thing แบรนด์สินค้าผ้าทอแบบมีสไตล์

One More Thing คือแบรนด์สินค้าผ้าทอที่มีไลน์โปรดักส์หลากหลาย มาจากแนวคิดของ หนุ่ม-ณรงค์ศักดิ์ ทองวัฒนาวณิช ที่อยากทำสินค้าคอนเซปต์ “ผ้า” แต่เป็นลักษณะของ surface ที่พื้นผิวสร้างสัมผัสได้หลากหลาย เพื่อสร้างจุดเด่นและความแตกต่าง ให้สินค้าดูเหมือนไม่ได้ทำจากผ้า สัมผัสแล้วไม่ได้รู้สึกว่าเป็นผ้า

ณรงค์ศักดิ์ ทองวัฒนาวณิช เจ้าของแบรนด์ One More Thing กล่าวว่า ด้วยความที่บ้านมีธุรกิจโรงงานทอผ้าที่เปิดมานานอยู่แล้ว แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ ทำให้คิดเปิดแบรนด์เป็นของตัวเอง โดยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากผ้าที่เราทอ ผ้าทอไม่เหมือนผ้าพิมพ์เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราสร้างความแตกต่างและเสริมจุดแข็งให้สินค้าได้ ถ้าทำไปแล้วเหมือนคนอื่นๆเราจะไม่ทำ เราออกแบบลายผ้าเอง ออกแบบไลน์สินค้าเอง แม้ว่าอาจดูคล้ายแบรนด์อื่น แต่ OMT ก็สร้างซิกเนเจอร์ที่ไม่เหมือนใครต่างจากสินค้าเบสิคที่ขายได้ ซิกเนเจอร์ของเราคือลายผ้าที่เราออกแบบเองไม่ต่ำกว่า 1,000 ลาย ร่วมคอลลาบอเรชั่นกับศิลปินหลายๆท่านเพื่อความหลากหลายแต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนรวมถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ สินค้าเรามากมีความหลากหลายกว่า 60 รายการ มีลายผ้าเกินพันลาย ถ้าแยกเป็นลายเฉพาะก็ไม่ต่ำกว่า 600 ลาย โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มแรกเป็นผ้าทอทั้งผืน กลุ่มสองเป็น Lifestyle and Fashion Products กลุ่มสามคือ Home Textile สิ่งทอที่อยู่ภายในสถานที่ ตึกอาคาร ร้านอาหาร ที่ทำงาน เหมือนเป็น building textile และกลุ่มสี่คือ Home Product ของหุ้มโต๊ะที่ต้องมีพื้นผิว หมอนอิง โคมไฟ bean bag เป็นต้น”เจ้าของแบรนด์ OMT กล่าว

สิ่งที่ทำให้ทำงานมาจนถึงจุดนี้ได้ คุณณรงค์ศักดิ์ บอกว่าคือการยึดถือ ความซื่อสัตย์ ขยัน และอดทน ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง คู่ค้า และลูกค้า ,ขยันเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ ไม่ฉลาดคิดช้าแต่ถ้าเราขยันก็ไปถึงเส้นชัยได้ เช่นเดียวกับความอดทน ไม่ย่อท้อ เพราะทุกลมหายใจที่เดินไปมีแต่อุปสรรค เราไม่มีสูตรสำเร็จในการทำงานเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนนึง แต่เรามีเป้าหมายที่ใหญ่คือต้องขยายสาขาไปอยู่ในทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 100 ช้อปภายในเวลา 3 ปี และเป้าหมายเราจะขยายต่อไปอีกเรื่อยๆ แน่นอน

สนใจสินค้าแบรนด์ผ้าทอมีสไตล์ด้วยผิวสัมผัสที่แตกต่างจาก One More Thing แวะไปได้ที่ร้าน Absolute Siam Store ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ หรือ FB : absolutesiamstore หรือช้อปเพลินๆเพียงปลายนิ้วสัมผัสได้ที่ OneSiam Ultimate Chat & Shop https://onesiam.one-viz.com หรือ Line @ONESIAM คลิกเมนู OneSiamUltimate Chat & Shop เริ่ม ช้อปได้ทันที ง่ายๆแค่นี้ก็รอรับสินค้าอยุ่บ้านอย่างสบายใจได้เลย สอบถามโทร 0-2658-1000

Cherry blossom bridal คอลเลกชั่นชุดแต่งงานสุดโมเดิร์น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657737

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 10:10 น.

Cherry blossom bridal คอลเลกชั่นชุดแต่งงานสุดโมเดิร์นวนัช กูตูร์ เผยโฉมคอลเลกชั่นชุดแต่งงานสุดหวานราวกับดอกซากุระ “Cherry blossom bridal collection”

ต้อนรับเดือนกรกฎาคม ด้วยคอลเลกชั่นชุดแต่งงานสุดโมเดิร์น “Cherry blossom bridal collection” ของห้องเสื้อชื่อดัง วนัช กูตูร์ ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับงานแต่งงานในยุคนิวนอร์มอลในปัจจุบัน ซึ่งคอลเลกชั่นนี้ทางห้องเสื้อได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ดอกซากุระ (cherry blossom) สีชุดที่เลือกใช้จึง เน้นโทนสีขาวและสีชมพูเป็นหลัก ให้ความรู้สึกสุดแสนโรแมนติกเหมือนดอกซากุระที่กำลังผลิบาน เสริมลุคให้เจ้าสาวดูสวยหวาน ทันสมัย เรียบหรู และดูมีรสนิยมแบบสาวยุโรป ใช้ได้ทั้งงานหมั้นและงานเลี้ยงฉลอง เหมาะกับธีมงานแต่งงานที่เน้นแบบมินิมอลสไตล์ ในยุคนี้มากทีเดียว นอกจากรูปแบบของงานดีไซน์ที่เรียบหรูดูแพงแล้ว งานคัตติ้งก็เนี๊ยบขั้นสุดไม่แพ้กัน ช่วยเสริมลุคให้เจ้าสาวดูมีออร่าและงดงามมากยิ่งขึ้น และสำหรับในคอลเลกชั่นนี้ทางห้องเสื้อก็จัดเต็มอีกเช่นเคยโดยเนรมิตชุดเจ้าสาวมาให้เลือกถึง 10 แบบ เพื่อตอบโจทย์รสนิยมของว่าที่เจ้าสาวที่มีความหลากหลายในยุคนี้อีกด้วย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาชุดวิวาห์ที่ดูหรูหราและมีรสนิยมแบบนี้ สามารถติดต่อเข้ามา ได้ที่ ห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ พิกัดปากซอยลาดพร้าว 50 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/vanuscouture หรือ โทร 020024895, 020024896, 086-491-5445 Line: @ vanuscouture

ทีมงานเข้มแข็งบนฐานศรัทธา สร้างอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657735

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 09:30 น.

ทีมงานเข้มแข็งบนฐานศรัทธา สร้างอย่างไรโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ผมมั่นใจว่าประเด็นเรื่องศรัทธาระหว่างบุคคลมีผลต่อความเข้มแข็งและความสำเร็จขององค์กรอย่างยิ่ง

เมื่อพูดถึงประเด็นความท้าทายด้านศรัทธา อาการที่พบบ่อยมักเป็นอย่างนี้ ต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ มีทัศนคติติดลบ บุคคลจึงไม่เปิดใจกว้างรับฟัง ไม่เข้าใจกัน ขัดแย้งกัน ขาดความเชื่อมั่น ไม่ไว้ใจกัน หวาดระแวง ไม่ยอมรับกัน จึงขาดการมีส่วนร่วม บุคลากรเล่นไม่เข้าขากัน ทำงานไม่เป็นทีม ไม่เกื้อกูลกัน มองเป้าหมายคนละภาพ ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน ขาดความเป็นเอกภาพ ไม่เป็นหนึ่งเดียว จึงขาดพลังร่วม ไม่เป็นปึกแผ่น ส่งผลให้ทีมงานขาดความเข้มแข็ง

เมื่อพิจารณาถึงรากของปัญหา ทำไมคน 2 คน ถึงไปด้วยกันไม่ได้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังมีปฏิสัมพันธ์กันนั้น ในขณะนั้น โลกภายในของทั้งสองคือตัวตน ก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่เช่นกัน และโดยธรรมชาติ ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย แต่ที่เป็นปัญหาไม่ไว้ใจกัน ก็เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน แต่กลับต้องการให้อีกฝ่ายเห็นคุณค่าและความสำคัญของตนเอง นั่นคือ จะเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง

ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างเอาตนเองเป็นศูนย์กลางนั้น ใจก็จะไม่เปิดรับฟังอีกฝ่าย เมื่อใจเธอไม่เปิดรับฟังฉัน นั่นคือ เธอเห็นฉันไม่มีค่า และ“ใครก็ตามที่ไม่เห็นฉันมีค่า เธอก็ไม่มีค่าเช่นกัน” เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ศรัทธาก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อขาดศรัทธา ไม่ไว้ใจกัน ก็ขาดการมีส่วนรวม การทำงานก็ไม่เป็นทีม ไม่เป็นหนึ่งเดียว ครอบครัว องค์กร หรือสังคมใดก็ตามที่ไม่เป็นหนึ่งเดียว ความเข้มแข็งก็ไม่ต้องพูดถึง

ที่สำคัญอาการของการไม่เห็นคุณค่าระหว่างกันนั้น ล้วนมีรากมาจากการไม่เห็นคุณค่าตนเอง

ภายในบุคคลจึงอ่อนไหว เปราะบาง ขาดความมั่นคง ขาดความเชื่อมั่น ขาดภูมิต้านทาน ไม่สามารถนำตนเองได้ ทีมงานจึงไม่สามารถระเบิดศักยภาพภายในให้ออกมาได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น ทางออกเพื่อสร้างทีมงานให้เข้มแข็ง องค์กรมีความยั่งยืน บุคลากรต้องมีความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อกัน บนฐานของการเห็นคุณค่าในความแตกต่าง อีกทั้งต้องมีความมั่นคง มีภูมิต้านทาน สามารถพลิกฟื้นให้กลับมานำตนเอง เพื่อเล่นเชิงรุกได้ บนฐานของการเห็นคุณค่าตนเอง

ปัญหาความไม่เข้าใจกันในองค์กรนำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสและทรัพยากรมากมาย ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหาด้านศรัทธาระหว่างกัน ไม่ไว้ใจกัน ไม่ยอมรับกัน อะไรทำให้คนเราไม่เปิดใจกว้างรับฟังกัน ไม่เข้าใจกัน ขัดแย้งกัน แล้วท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ในการสร้างทีมงานให้เข้มแข็งบนฐานของศรัทธา เพื่อพลิกสถานการณ์เชิงลบให้กลับมาเล่นเชิงบวกได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงและทีมงานให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน อย่างเป็นเอกภาพ หนึ่งเดียว

ปลุกความสวยอย่างมั่นใจพร้อมสร้างแรงบันดาลใจกับลุคใหม่ที่เป็นตัวคุณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657670

วันที่ 11 ก.ค. 2564 เวลา 08:50 น.

ปลุกความสวยอย่างมั่นใจพร้อมสร้างแรงบันดาลใจกับลุคใหม่ที่เป็นตัวคุณร่วมค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณไปกับ ULTIMA II Delicate Series เผยเทคนิคการแต่งหน้าแม้อยู่บ้านก็ต้องสวยดูดีตลอด อัพลุคสวยหวานอ่อนโยน และลุคโดดเด่นสวยหรู พร้อมเสมอสำหรับการวิดีโอคอล

ช่วงล็อกดาวน์ที่ต้อง Work from Home แบบนี้ ทำให้หลายคนแทบไม่ได้ไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดทำงาน หยุดหาเงินเพื่อใช้จ่าย ยังคง Work from Home เปิดคอมพิวเตอร์ทำงานที่บ้านได้เช่นกันและบางครั้งอาจมีประชุมผ่านวิดีโอคอลด้วย จนสาวๆ หลายคนพร้อมใจกันลุกขึ้นมาแต่งหน้าแบบจัดเต็มนั่งทำงานอยู่บ้าน แต่ชั้นก็ต้องสวย! ไม่ปล่อยตัวเองให้โทรม หรือวันหยุดก็แต่งสวยตามเทรนด์เที่ยวทิพย์ถ่ายรูปเล่นก็ยังได้ แม้ไม่ได้ออกไปเจอใครก็ควรดูดีมีชีวิตชีวา ไม่ควรละเลยการดูแลตัวเอง

แบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอาง ULTIMA II (อัลติม่า ทู) ก่อตั้งขึ้นในนิวยอร์กสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1959 ได้รังสรรค์และคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อส่งต่อความงามจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอดในระยะเวลา 60 ปีที่เราทุ่มเทเพื่อแวดวงความงาม ทำให้ภาพลักษณ์ของ ULTIMA II แข็งแกร่งขึ้นในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิว ผสานด้วยนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย วันนี้ขอแนะนำ ULTIMA II Delicate Series ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นด้วย Collagen Complex อันเป็นเอกลักษณ์และหัวใจของแบรนด์

ULTIMA II Delicate Series พลิกบทบาทใหม่ เผยจุดเด่นกล้าเป็นตัวเองได้อย่างมั่นใจ 

ULTIMA II ได้คิดค้นทุ่มเทเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้หญิงให้กล้าดึงศักยภาพของตัวเองมาใช้อย่างไม่มีขีดจำกัด ล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เมคอัพสีสันสุดเย้ายวนชวนหลงใหล Delicate Series ที่จะเนรมิตการแต่งหน้าลุคต่างๆ ได้สุดเก๋พร้อมมอบความสดใสได้อย่างครบเครื่อง ULTIMA II มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึงของแรงผลักดันให้ผู้หญิงกล้าเผยจุดเด่นได้อย่างมั่นใจผ่านแคมเปญที่ใช้  ชื่อว่า #StrengthinDelicate

คำว่า Delicate หมายถึง ความสุภาพและอ่อนโยน ดังนั้นเพื่อให้มีความหมายผสานสอดคล้องกันกับ ชุดผลิตภัณฑ์ Delicate ที่เปิดตัวใหม่อีกครั้ง ภายใต้แรงบันดาลใจจากคำคมของ แอตติคัส อริสโตเติล ที่กล่าวว่า “ความแข็งแกร่งที่แท้จริง ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความสุภาพอ่อนโยน ” ด้วยความมุ่งหวังที่จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้หญิงเผยจุดเด่นพร้อมด้วยความเชื่อมั่นและกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เราจึงมุ่งมั่นที่จะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในเรื่องผิวพรรณ พร้อมๆ กับการก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แห่งนวัตกรรมความงามโดยผ่านแคมเปญ #StrengthinDelicate ของเรา 

ULTIMA II Delicate ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าจรดริมฝีปาก ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อเสริมความงดงามแลดูเป็นธรรมชาติจากภายในตัวคุณ อุดมด้วย Collagen Complex มอบผลลัพธ์ราวกับเนรมิตผิวสวยสมบูรณ์แบบดุจเวทมนต์ พร้อมทั้งช่วยอำพรางแก้ไขจุดบกพร่อง แต่ทว่ามอบสัมผัสบางเบา นอกจากนี้สีของเมคอัพยังให้เนื้อสีที่คม ชัด เจิดจรัส และเปล่งประกาย ช่วยขับบุคลิกภาพที่แท้จริงของคุณให้สวยโดดเด่นสะดุดตาได้อย่างง่ายดาย มีเฉดสีให้เลือกสรรมากมาย และเหมาะกับทุกคนครอบคลุมทุกสีผิว

How to การแต่งหน้าแม้อยู่บ้านก็ต้องสวยดูดีตลอด

ลุคสวยหวาน อ่อนโยน เต็มไปด้วยพลังบวก สำหรับการประชุมผ่านวิดีโอคอล เสนอผลงานผ่านฉลุยแน่นอน

เริ่มจากลงไพร์เมอร์ก่อนแต่งหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผิว ช่วยปรับสีผิวสม่ำเสมอ เรียบเนียน ช่วยให้ผิวแลดูเปล่งประกายสุขภาพดี จากนั้นลงแป้งฝุ่นที่เหมาะกับสีผิวให้ทั่วใบหน้าและลำคอเพิ่มความสดใสดูเป็นธรรมชาติตลอดทั้งวัน และปัดแก้มสีอ่อนๆผสมกลิตเกอร์เพื่อเพิ่มความเปล่งปลั่ง สวยหวานให้กับใบหน้า สุดท้ายมอบความชุ่มชื้น ความอิ่มเอิบให้ริมฝีปาก เพียงเท่านี้คุณก็ได้ลุคสวยหวาน อ่อนโยน เต็มไปด้วยพลังบวก นำเสนองานผ่านการประชุมวิดีโอคอล กี่โปรเจคก็ผ่านฉลุย เจ้านายอนุมัติแน่นอน

เทคนิคเพิ่มเติม สำหรับการปัดบลัชออน ให้ค่อยๆปัดอย่างเบามือเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ และค่อยๆเพิ่มสีทีละน้อยจนกว่าจะได้สีที่พอใจ และควรปัดบริเวณ Apple Checks เพื่อให้แก้มดูอ่อนเยาว์

ลุคโดดเด่นและสวยหรู สามารถทำงาน ปาร์ตี้ รีแล็กซ์หรือ vdo call กับเพื่อนๆ ได้

หลังจากเตรียมผิวเสร็จ ก่อนแต่งหน้าให้ลงแป้งเนื้อครีมผสมรองพื้นเฉดสีใกล้เคียงกับผิวมากที่สุดเกลี่ยให้ทั่วใบหน้าและลำคอ มอบผลลัพธ์การแต่งหน้าติดทนนานตลอดวัน สามารถใช้เฉดสีเข้มกว่าผิว 1 ระดับเฉดดิ้งกรอบหน้าให้เรียว และใช้สีอ่อนกว่าผิวลงบริเวณใต้ตาเพื่อปกปิดรอยหมองคล้ำ จากนั้นลงแป้งฝุ่นที่เหมาะกับสีผิวทั่วใบหน้าและลำคอเพิ่มความสดใสดูเป็นธรรมชาติตลอดทั้งวันและปัดแก้มเนื้อแมทโทนสีส้มอิฐ ให้ลุคโดดเด่นสวยหรู สุดท้ายทาลิปสติกเนื้อแมทเพิ่มเสน่ห์ให้เรียวปาก สุดเพอร์เฟ็กต์ แค่นี้ก็พร้อมปาร์ตี้สวยโดดเด่นสะดุดตากว่าใครแล้ว

เทคนิคเพิ่มเติม หากทาลิปสติกสีเข้มแนะนำเลือกปัดบลัชออนสีโทนอ่อน เพื่อให้การแต่งหน้าดูสมดุล และควรเลือกสีลิปสติกและบลัชออนให้เป็นโทนสีเดียวกัน

ULTIMA II Delicate Series ประกอบด้วย

  • ULTIMA II Delicate Translucent Face Powder with Moisturizer แป้งฝุ่นที่มอบความชุ่มชื้นให้กับผิว เนื้อสัมผัสบางเบา ปกปิดได้อย่างเป็นธรรมชาติ มอบการแต่งหน้าที่สวยสมบูรณ์แบบ เป็นแป้งฝุ่นที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้อย่างยอดเยี่ยม มีการคิดค้นพัฒนาผสานส่วนผสมของSoluble Collagen ที่มีคุณประโยชน์ต่อผิวพรรณในระดับที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้ผิวหน้า แลดูสดใสยาวนานตลอดทั้งวัน ด้วยเนื้อแป้งอณูเล็กบางเบา แต่ยังคงฟินิชลุคที่ดูเป็นธรรมชาติ เหมาะกับการแต่งหน้าทุกสไตล์และเหมาะกับทุกสภาพผิว มี 5 เฉดสี (Light, Neutral, Pink Shell, Golden Beige, Medium)
  • ULTIMA II Delicate Creme Powder Makeup แป้งเนื้อครีมผสมรองพื้น เนื้อบางเบาเมื่อสัมผัสที่ผิวจะกลายเป็นเนื้อแป้ง ทำให้ผิวหน้าแลดูสดใสและติดทนนานถึง 10 ชั่วโมง ผสานส่วนผสมของSoluble Collagen เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมวิตามินอีที่ช่วยดูแลผิวให้แข็งแรง เนียนนุ่ม พร้อมคุณสมบัติช่วยในการปกปิดระดับปานกลาง มี 6 เฉดสี ( Ivory, Peach, Buff, Beige, Ocher)
  • ULTIMA II Delicate Under Make Up ไพรเมอร์สูตรพิเศษ ช่วยปรับสภาพผิวเพื่อเตรียมความพร้อมในการแต่งหน้าที่เรียบเนียน และติดทนได้อย่างยาวนาน พร้อมมอบความชุ่มชื้นแก่ผิวและช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะต่างๆได้ สำหรับสี Tint Aquafleur จะช่วยปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ ช่วยเรื่องการลดรอยแดง และสำหรับสี Natural จะช่วยปรับสีผิวให้แลดูเปล่งประกายสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ มี 2 เฉดสี (Natural, Tint Aquafleur)
  • ULTIMA II Delicate Blush ประกอบด้วย Shine Blush บลัชออนผสมกลิตเตอร์ เม็ดสีชัดเจน ติดทนนาน ด้วยเนื้อสัมผัสที่เนียน ละมุน และเกลี่ยได้อย่างง่ายดาย พร้อมมอบความเปล่งปลั่งอ่อนวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติจนคุณประทับใจ มี 7 เฉดสี (Sienna, Rube Dawn, Maple Rose, Rose Passion, Sahara Rose, Rose Apricot, Baked Coral) และ Matte Blush บลัชออนเนื้อแมท สีชัดเจน ติดทนนาน เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มละมุนเป็นพิเศษ เกลี่ยง่ายกลมกลืนกับเมคอัพฟินิชแบบแมทท์ได้อย่างเป็นธรรมชาติทุกลุค มี 5 เฉดสี (Pink, Hot Pink, Mauve, Red Grape, Nude)
  • ULTIMA II Delicate Facelight ไฮไลท์ที่ช่วยมอบการแต่งหน้าให้ดูโดดเด่นและมีมิติ แต่งเติมเมคอัพของคุณด้วยประกายโกลว์ชั้นเลิศ ที่จะช่วยปรับแต่งและเน้นจุดเด่นบนใบหน้า เพื่อให้คุณได้ฟินิชลุคสุดเพอร์เฟคท์อย่างง่ายดาย
  • ULTIMA II Delicate Lipstick The Delicate Lipstick ลิปสติกเนื้อซาติน ผสานส่วนผสมของวิตามินซีเพิ่มขึ้นเพื่อบำรุงริมฝีปากของคุณให้ชุ่มชื้นและดูอิ่มเอิบ แลดูสุขภาพดี มี 15 เฉดสี และ The Delicate Matte Lipstick ลิปสติกเนื้อแมทท์ที่มีทั้งส่วนผสมอันทรงประสิทธิภาพและเนื้อสีคมชัด มีส่วนผสมของวิตามินอีและคอลลาเจนในปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากสีแมทท์ของคุณเพอร์เฟคท์อย่างที่สุด มี 8 เฉดสี

ผลิตภัณฑ์ ULTIMA II Delicate Series ตอบโจทย์ทุกสไตล์การแต่งหน้า ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้าแบบลุคบางเบาอยู่บ้าน ลุคธรรมชาติ งานผิว Makeup no Makeup และบางวันที่อาจจะต้องเปิดกล้องเพื่อที่จะประชุมงานหรืออยากปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนสาว เพราะฉะนั้นเราควรดูแลตัวเองให้ดูดีตลอดเวลา

ถึงเวลาแล้วที่คุณจะร่วมค้นหาตัวตนของคุณไปพร้อมกับแบรนด์ ULTIMA II กับผลิตภัณฑ์ Delicate Series ที่สร้างแรงบันดาลใจและทำให้คุณกล้าเผยศักยภาพของตัวเองอย่างไม่มีขีดจำกัดออกมา

หาซื้อได้ที่ Lazada, Konvy และเคาน์เตอร์ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป เว็บไซต์ www.ultimaii.com/th , Facebook : ultimaiith , Instagram : @ultimaii_th , Line@ : @ultimaiithailand , YouTube : YouTube.com/UltimaiiThailand

เปิดเบื้องหลังแรงบันดาลใจ กว่าจะเป็น EXTRAORDINARY LIGHTS จิวเวลรี่ชั้นสูงล่าสุด จาก Piaget #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657493

วันที่ 08 ก.ค. 2564 เวลา 13:40 น.

เปิดเบื้องหลังแรงบันดาลใจ กว่าจะเป็น EXTRAORDINARY LIGHTS จิวเวลรี่ชั้นสูงล่าสุด จาก PiagetEXTRAORDINARY LIGHTS อัศจรรย์แห่งแสงครั้งใหม่ เปิดเบื้องหลังแรงบันดาลใจ กว่าจะเป็นจิวเวลรี่ชั้นสูง

ย่างเข้าสู่อัศจรรย์แห่งแสงครั้งใหม่ พร้อมมุ่งหน้าสู่ค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความงามที่ยากจะคาดเดา กับเหล่าอัญมณีชั้นเลิศที่เมซงหยิบมาร้อยเรียงจนเกิดเป็นสุดยอดงานศิลป์ที่ยากจะเลียนแบบ โดยคาแร็กเตอร์หลักของงานดีไซน์คอลเลคชั่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากปรากฎการณ์ที่ชวนหลงใหล ไม่ว่าจะเป็น ภาพแสงไฟสีเหลืองทองจากโคมที่ลอยละล่องในช่วงเทศกาล, ปรากฏการณ์แสงเหนือ หรือ แสงออโรร่าที่พลิ้วไหวพาดผ่านท้องฟ้าได้อย่างสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจ หรือแม้แต่การบอกลาด้วยฉากหลังอันน่าจดจำของทะเลดาวที่ระยับระยิบเกลื่อนฟากฟ้า และนี่คือคอลเลคชั่นจิวเวลรี่ชั้นสูงจาก เพียเจต์ (Piaget) ที่เผยโฉมอย่างยิ่งใหญ่ระหว่าง Paris Couture Week ภายใต้ชื่อ EXTRAORDINARY LIGHTS เพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์ร่วมกันของเหล่าเพียเจต์ โซไซตี้

Chapter 1 – FESTIVE LIGHTS

สัญญาณแห่งการเฉลิมฉลองกำลังเริ่มต้นในอีกไม่ช้า เมื่อแสงแดดที่สร้างความอบอุ่นระหว่างวันค่อย ๆ จางหาย ขณะที่ท้องฟ้ายามเย็นเริ่มนับถอยหลังสู่ห้วงรัตติกาล ก่อนถูกแทนที่ด้วยความสว่างไสวชั่วพริบตาด้วยแสงไฟสีเหลืองทองจากโคมที่ลอยละล่องอย่างอิสระ เฉกเช่นความรู้สึกอิ่มเอมของเหล่าเพียเจต์ โซไซตี้ที่ได้มาแบ่งปันและส่งมอบความสุขในค่ำคืนนี้ และนี่คือช่วงเวลาอันแสนวิเศษ ที่ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นชิ้นงานใหม่ภายใต้ธีม FESTIVE LIGHTS ที่มีไฮไลต์สำคัญ อาทิ

The Blissful Lights Set

โมเมนต์ขณะแสงไฟสีเหลืองทองจากโคมค่อย ๆ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า คือภาพความประทับใจที่เมซงหยิบมาถ่ายทอดลงบนชิ้นงานเซ็ตนี้ โดยเน้นการรังสรรค์ผ่านประกายงามของเพชรสีขาวและสีเหลืองเป็นหลัก

เป็นที่รู้กันว่า การเสาะแสวงหาเพชรสีที่มีความเข้มอยู่ในเฉด ‘fancy intense’ เป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะการเจาะจงคุณภาพระดับสูง อย่าง เม็ดขนาดใหญ่ บริสุทธิ์สูง และไม่มีการเรืองแสงเลย อาจใช้เวลาเป็นปี ๆ ในการเสาะหา อย่างเพชรสีเหลืองเฉด fancy intense เจียระไนแบบเหลี่ยมที่เรียกว่า radiant-cut น้ำหนัก 10.12 กะรัต ที่ประดับบนสร้อยจิวเวลรี่ชุด Blissful Lights นี้ เป็นเครื่องสะท้อนคำนิยามว่า “เพอร์เฟกต์” ได้อย่างดี ทั้งในแง่คุณสมบัติ หรือแม้แต่ความประณีตในการเจียระไน นอกจากนี้เพื่อให้ประกายของเพชรเจิดจรัสมากขึ้นไปอีก เมซงยังเสริมด้วยเพชรเหลี่ยมเกสรและเพชรเหลี่ยม emerald cut อีกด้วย

· มากกว่า 1 ปี นับตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์และออกแบบอย่างวิจิตรบรรจงโดยเหล่าช่างฝีมือจาก “Atelier de l’Extraordinaire”

· ใช้เวลาสร้างสรรค์นาน 280 ชั่วโมง

· จี้เพชรออกแบบให้สามารถถอดและปรับดีไซน์เป็นแหวนได้อย่างง่ายดาย โดยยึดกับอุปกรณ์เฉพาะด้วยเทคนิคพิเศษ

· หล่อหลอมปรัชญาของ Valentin Piaget ไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งในแง่เทคนิคที่ล้ำสมัย และสอดแทรกความคิดสร้างสรรค์ไว้ในทุกชิ้นงาน

· ขึ้นชื่อเรื่องหายากอยู่แล้ว แต่เมซงสามารถตามหาเพชรสีเหลืองเจียระไนแบบเหลี่ยม radiant-cut เฉดสีเดียวกับสร้อย มาประดับบนตุ้มหูและแหวนได้สำเร็จ การันตีว่าผู้ครอบครอง The Blissful Lights Set ชุดนี้เฉิดฉายในลุคไม่ซ้ำใครแน่นอน

· แหวน Blissful Lights ยังซุกซ่อนงานศิลป์แบบโอเพ่นเวิร์คไว้อีกด้วย เทคนิคนี้ช่วยให้เพชรเปล่งประกายได้อย่างไร้ที่ติ

The Blazing Night Set

ภาพเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงในโคมไฟสีแดงสไตล์ย้อนยุค ขณะถูกปล่อยขึ้นเหนือท้องฟ้าอันมืดมิด คือแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับเซ็ตนี้

· สร้อย Blazing Night โดดเด่นด้วยทับทิม 12 เม็ดงาม จากแหล่งคุณภาพอย่าง โมซัมบิก และ ไทย เรียงร้อยเป็นรูปดาวกระจาย โดยเมซงเลือกใช้ทับทิมทรงลูกแพร์เพื่อสื่อถึงส่วนโค้งเว้าที่สง่างามของโคมไฟ ขณะที่เฉดสีแดงสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกหลงใหลของฝูงชนเมื่อยามดื่มด่ำโคมไฟอยู่เบื้องล่าง ซึ่งขั้นตอนการประดับทั้งตัวเรือนใช้เวลากว่า 400 ชั่วโมง

· แพทเทิร์นที่งดงามจากสร้อย ถูกส่งต่อไปยัง Cuff watch ด้วยเช่นกัน ถือเป็นอีกชิ้นไฮไลต์ที่ผนวกสุนทรียศาสตร์ทางด้านดีไซน์เข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยใช้เวลาในการประดับทั้งสิ้น 250 ชั่วโมง นอกจากนี้ในเซ็ตยังประกอบด้วยแหวน และ Ear cuff แบบอสมมาตร อีกด้วย

คำมั่นของนักอัญมณีศาสตร์ที่ว่า ‘to find better gems we would have to travel to another planet’ นั้นไม่เกินจริง เพราะอย่างทับทิมที่ถูกนำมาประกอบใน The Blazing Night Set กว่าจะได้ครบทุกชิ้นต้องใช้เวลานานหลายปีในการสรรหา เพื่อให้ตรงตามมาตรฐานสูงสุดที่เมซงกำหนด ยิ่งเป็นทับทิมทรงลูกแพร์ด้วยแล้วความยากในการตามหายิ่งทวีคูณ บางครั้งต้องนำไปเจียระไนใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่ารูปทรงและสัดส่วนเข้ากับการสร้างสรรค์จิวเวลรี่เซ็ตนั้นอย่างแท้จริง แม้แต่เพชรทรง บาแก็ตต์ก็ถูกปรับแต่งทีละชิ้นเพื่อให้รองรับกับฐาน

Chapter 2 – MAGICAL LIGHTS

เพลิดเพลินกับการแสดงแสงสีที่น่าทึ่งของธรรมชาติอย่าง ออโรร่า เมื่อท้องฟ้าถูกจำลองเป็นโรงละครขนาดใหญ่ ขณะที่ม่านแสงที่พลิ้วพาดผ่านท้องฟ้ายามดึก กำลังเปิดฉากขับกล่อมค่ำคืนให้มีชีวิตชีวาอย่างเงียบ ๆ และนี่คือผลงานไฮไลต์ในธีมนี้

The Magical Aurora Set

ราวกับหยิบเอาปรากฏการณ์แสงเหนือมาใส่ไว้ในเซ็ตนี้ อัญมณีที่นำมาบอกเล่าจึงเป็น 2 สีหลัก อย่าง สีเขียว และ สีขาว

เริ่มจากสร้อย โดยไฮไลต์อยู่ที่อัญมณีเม็ดใหญ่สุดอย่าง มรกตโคลัมเบีย น้ำหนัก 16.84 กะรัต ถูกนำมาจัดเรียงอย่างโดดเด่นกลางตัวเรือน ซึ่งอัญมณีสีเขียวชนิดนี้ขึ้นชื่อว่าหายากมากตามธรรมชาติ ดังนั้นแหล่งขุดจึงเป็นเหมือนกุญแจสำคัญเพื่อให้นักอัญมณีศาสตร์เข้าถึงมรกตที่ดีที่สุด หนึ่งในนั้นคือโคลัมเบีย ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกมรกตส่วนใหญ่ของโลก ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องประกายสีเขียวที่สดใส แต่ถึงอย่างนั้นทักษะอันเชี่ยวชาญกว่า 15 ปีของช่างเจียระไนและช่างฝีมือของเมซงก็มีความสำคัญไม่น้อย เนื่องจากธรรมชาติของมรกตมีรอยแตกร้าวมาก หากไม่ระมัดระวังเป็นพิเศษ อาจทำให้ต้องเริ่มสร้างชิ้นงานใหม่ทั้งหมด และเพื่อส่งมอบความงดงามของมรกตให้เด่นชัดที่สุด การเจียระไนแบบ square cut คือคำตอบ

ขณะที่ประกายงามของมรกตที่ประดับบนแหวนและตุ้มหู ก็พิเศษต่างกันไปตามแหล่งที่มา และถึงแม้จะใช้เวลาในการตามหามรกตเซ็ตนี้นานหลายปี แต่คุณภาพที่ได้กลับเข้ากันอย่างกลมกลืน ถ่ายทอดม่านแสงที่พลิ้วไหวของออโรร่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Dancing Aurora

เรือนเวลาลิมิเต็ด อิดิชั่นที่ผลิตเพียง 8 เรือน มาพร้อมกลไกที่บางสุดขั้ว (Ultra-thin) พ่วงด้วยฟังก์ชั่นฟลายอิ้ง ตูร์บิญองที่สลับซับซ้อน โดยเพียเจต์ถือเป็นแบรนด์ที่เลื่องชื่อในแง่การผลิตกลไกที่บางพิเศษมาอย่างยาวนานนับแต่ยุคทศวรรษที่ 1960 ทั้งยังคงท้าทายขีดจำกัดและนำเสนอแนวคิดนอกกรอบที่ไม่ซ้ำใคร

สำหรับดีเทลบนพื้นหน้าปัด เมซงเลือกถ่ายทอดจินตนาการของสายลมผ่านลวดลายที่โค้งเว้าของเพชรและแต่งแต้มสีสันของม่านแสงที่พลิ้วไหวด้วยมาลาไคท์ ที่ผ่านการตกแต่งด้วยเทคนิคมาร์เก็ตทรี ซึ่งมาลาไคท์แต่ละชิ้นถูกตัดอย่างพิถีพิถัน ก่อนนำมาร้อยเรียงต่อกันตามแพทเทิร์นที่ออกแบบไว้

Magical Aurora – Voluptuous Borealis

นาฬิกาไฮจิวเวลรี่ที่หยิบสีสันอันน่าทึ่งของออโรร่ามาถอดรายละเอียดไว้บนข้อมือได้อย่างครบองค์ประกอบ โดยบ่งบอกสไตล์ของเมซงผ่านการนำเสนอเอกลักษณ์ของอัญมณีล้ำค่าบนตัวเรือนแบบอสมมาตรได้อย่างวิจิตรบรรจง อีกหนึ่งผลงานที่สะท้อนถึงเสรีภาพในการสร้างสรรค์และเปลี่ยนนิยามของนาฬิกาไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งอัญมณีหลักที่ใช้ตกแต่งคือ มรกตทรง บาแก็ตต์ จากแซมเบีย ร้อยเรียงไล่เฉดสี รวมทั้งสิ้น 7 แถว ตัดสลับกับเพชรทรงบาแก็ตต์และเพชรบริลเลียนต์คัตที่จัดวางตามรูปแบบที่เพียเจต์เชี่ยวชาญ

The Gloaming Illuminations Set

แท้จริงแล้วแสงของออโรร่าไม่ได้มีแต่สีเขียว แต่ความมหัศจรรย์นี้ยังสามารถเปล่งแสงออกมาเป็นสีลูกกวาด อย่าง ชมพู ม่วง และน้ำเงิน ได้อีกด้วย และนี่คืออีกมุมมองที่เมซงเลือกมาเป็นกรอบในการสร้างสรรค์เครื่องประดับในเซ็ตนี้

แม้อัญมณีตระกูลแซฟไฟร์จะครอบคลุมเกือบทุกเฉดสี แต่ถึงอย่างนั้นแซฟไฟร์ที่นำมาประดับบนสร้อยจิวเวลรี่ชุด Gloaming Illuminations ทั้ง 27 เม็ด กลับใช้เวลามากกว่า 2 ปี ในการตามหา เพื่อให้ได้ทั้งขนาด เฉดสี และคุณภาพตามที่เมซงต้องการ หนึ่งในนั้นคือ แซฟไฟร์พัดพารัดชา 3 เม็ด ในเฉดสีชมพูอมส้ม ที่จัดเป็นแรร์ไอเท็มขนานแท้ในธรรมชาติ ขณะที่ตุ้มหูมาในดีไซน์ระย้า ประดับแซฟไฟร์ 14 เม็ด และแหวนเข้าคู่ ประดับแซฟไฟร์สีชมพู น้ำหนัก 6.53 กะรัต

Chapter 3 – INFINITE LIGHTS

เมื่อแสงที่วูบไหวค่อย ๆ จางหายไป หมู่ดาวกลับมาส่องประกายระยิบระยับอีกครั้ง ก่อนที่อีกไม่นานท้องฟ้าจะเปลี่ยนสี ส่งสัญญานแห่งการเริ่มต้นใหม่ในเช้าวันถัดไป

The Extraordinary Lights Set

ชิ้นโดดเด่นแห่งปีต้องยกให้ สร้อยจิวเวลรี่ชุด Extraordinary Lights ผลงานสร้างสรรค์ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 450 ชั่วโมงในการผลิต โดดเด่นด้วยเพชรสีเหลืองทรงหมอนในเฉด fancy vivid ที่ผ่านการเจียระไนใหม่จากเมซงเพื่อให้การเล่นแสงออกมาแบบไร้ที่ติ ทั้งยังได้น้ำหนัก 8.88 กะรัตตามที่ต้องการ ขณะที่ปลายสร้อยอีกด้านตกแต่งด้วยแซฟไฟร์สีน้ำเงินทรงลูกแพร์ น้ำหนัก 5.34 กะรัต จากศรีลังกา และ สปิเนลเฉดสีแดงทรงเดียวกัน น้ำหนัก 3.61 กะรัต จากแทนซาเนีย ก่อนนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันด้วยสเปซาไทต์ และเพชร ออกแบบให้ทั้งสวมใส่สบายและปรับเปลี่ยนได้มากถึง 9 สไตล์ สะท้อนเรื่องราวที่งดงามของแสงในคอนเซ็ปต์ ‘day to night’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยโทนสีอบอุ่นของแสงแดดนำเสนอผ่านเฉดสีเหลือง ส้ม และแดง ขณะที่สีน้ำเงินถูกนำมาสะท้อนถึงความเงียบสงบในช่วงกลางคืน

นอกจากนี้ แสงอันอบอุ่นในเฉดสีเดียวกับสร้อย ยังถูกนำมาประดับบนตุ้มหูและแหวนด้วยเช่นกัน ซึ่งแท้จริงแล้วนักอัญมณีศาสตร์เผยว่า เพชรสีเหลืองเม็ดแรกที่หาได้คืออัญมณีที่นำมาประดับบนแหวน หลังจากนั้นอีก 2 ปีถึงสามารถตามหาเพชรที่เหมาะสมกับทั้งสร้อยและตุ้มหูเข้าชุดเจอ

“เพชรแฟนซีสีเหลืองเฉด fancy vivid ถือเป็นเพชรหายากมากตามธรรมชาติ เมื่อเทียบสัดส่วนจะพบว่าในเพชรธรรมดา 10,000 กะรัต มีเพียง 1 กะรัตเท่านั้นที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเพชรแฟนซี ซึ่งอาจเป็นสีน้ำเงิน เขียว ม่วง เหลือง หรือสีอื่นๆก็ได้ ซึ่งจากกลุ่มนี้เองจะมีเพียง 6% ของเพชรแฟนซีสีเหลืองที่ถูกแบ่งเกรดให้เป็นเพชรที่มีเฉด fancy vivid”

Celestial Dance Watch

เรือนเวลาที่จำลองความน่าหลงใหลของผืนฟ้ายามค่ำคืน อีกความทรงจำอันแสนประทับใจร่วมกันของเหล่าเพียเจต์ โซไซตี้ นำเสนอผ่านเทคนิคมาร์เก็ตทรีอันไร้ที่ติของศิลปินชื่อดัง โรส ซูนีเยร์ (Rose Saunier)

นาฬิกา Celestial Dance ผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น แต่ละเรือนใช้เวลาในการร้อยเรียงมากกว่า 50 ชั่วโมง โดยศิลปินเลือกใช้วัสดุที่น่าเหลือเชื่ออย่าง ฟางข้าวย้อมเฉดสีน้ำเงิน, หนังลูกวัว, กระดาษพาร์ชเมนต์, ปีกแข็งของแมลง และ ไม้ฮอร์นบีม มาสร้างสรรค์บนพื้นหน้าปัด โดยตัดแต่งให้เป็นชิ้นขนาดจิ๋วจำนวนมาก ก่อนประกอบเข้าด้วยกันอย่างวิจิตรบรรจงตามแพทเทิร์นที่ออกแบบไว้ โอบล้อมขอบตัวเรือนด้วยเพชรทรงบาแก็ตต์และเพชรบริลเลียนต์คัต มาพร้อมดีไซน์หน้าปัดแบบเยื้องศูนย์กลางและขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือแบบบางพิเศษ 670P พร้อมจักรกลตูร์บิญอง

ทั้ง 3 ธีมคอลเลคชั่นภายใต้ EXTRAORDINARY LIGHTS นี้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความทะเยอทะยาน แนวคิดนอกกรอบ ที่หลอมรวมเข้ากับทักษะอันเชี่ยวชาญของเมซงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผลลัพธ์แต่ละชิ้นจึงสัมผัสได้ถึงเอกลักษณ์ บอกเล่าถึงแรงบันดาลใจ และสร้างความประทับใจแก่ผู้สวมใส่ได้อย่างโดดเด่นไม่ซ้ำใคร สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน

เปิดประตูสู่โลกแห่ง Nike #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657400

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 13:10 น.

 เปิดประตูสู่โลกแห่ง NikeNike พร้อมให้บริการแอปพลิเชั่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย 8 ก.ค.นี้ เปิดประตูสู่โลกแห่งไนกี้ด้วยประสบการณ์ที่ออกแบบมาให้ตรงใจผู้ใช้งานที่สุด

Nike (ไนกี้) เดินหน้าเร่งสู่โลกดิจิตัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย (SEA&I) ด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น Nike ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของไนกี้ แอปนี้เปิดประตูสู่โลกแห่งไนกี้ให้สมาชิกได้เข้าถึงประสบการณ์ในรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อแต่ละคนครอบคลุม 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินเดีย ไต้หวัน และเวียดนาม พร้อมดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

ไนกี้ นำทัพกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตด้วยธุรกิจดิจิตัลและธุรกิจจำหน่ายตรงแก่ลูกค้า โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการพัฒนาขีดความสามารถ แอปฯ Nike ยังเอื้อให้สมาชิกของไนกี้สามารถเข้าถึงสินค้า คำแนะนำ รางวัล และประสบการณ์ของไนกี้อีกด้วย โดยออกแบบมาให้ตอบโจทย์ความชอบของสมาชิกแต่ละคน เรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่เกี่ยวกับไนกี้อยู่ในมือ ทำให้สมาชิกสามารถรับคำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบ พร้อมช้อปได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย 

“การเปิดตัวแอปฯ Nike นั้นเป็นก้าวสำคัญในการขยายระบบนิเวศน์ดิจิตัลของไนกี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย” ซานเจย์ แกงโกปัทยัย (Sanjay Gangopadhyay) รองประธานบริหารของไนกี้ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียกล่าว “การเปิดตัวในครั้งนี้ เราได้สร้างความสัมพันธ์ที่พิเศษกับสมาชิกของเราในแต่ละประเทศ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้สมาชิกออกกำลังกาย” 

ระบบนิเวศน์ดิจิตัลของไนกี้กำลังเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย และช่วยให้ผู้บริโภคสามารถช้อปได้ตามความสะดวกของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ผ่านร้านไนกี้และร้านพันธมิตรของไนกี้ รวมถึงช้อปออนไลน์ที่แอปฯ Nike, เว็บไซต์ Nike.com เว็บไซต์ SNKRS และร้านค้าอย่างเป็นทางการของไนกี้ในแพลตฟอร์มพันธมิตรอย่างลาซาด้า ไนกี้ช่วยให้คนเล่นกีฬาในชีวิตประจำวันผ่านกิจกรรมต่างๆ ในแอปฯ ทั้ง Nike Run Club (NRC) และ Nike Training Club (NTC) 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์สุดพิเศษมากมายสำหรับสมาชิกในแอปฯ Nike ได้แก่

สิทธิพิเศษในการเข้าถึง : สมาชิกสามารถมีโอกาสเข้าถึงสินค้าใหม่ได้ก่อนใครแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่านแอปฯ นี้ โดยมีสินค้าใหม่รายสัปดาห์ทุกวันศุกร์ พร้อมรุ่นยอดนิยม อย่างเช่น Air Jordan 1, Air Force 1 และ Air Max สิทธิพิเศษนี้กำลังจะเปิดตัวและสมาชิกจะสามารถเข้าถึงสินค้าคอลเลคชัน Space Jam ได้ผ่านแอปฯ Nike เท่านั้น 

รางวัลสำหรับสมาชิก : สมาชิกสามารถปลดล็อกรางวัลที่น่าสนใจได้ผ่าน “Member Wallet” ของแต่ละคน โดยภายในฟีเจอร์นี้จะสามารถดูโปรโมชั่นพิเศษ เข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ 12 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป สมาชิกสามารถเข้าร่วมชาเลนจ์รายสัปดาห์ผ่านแอปฯ NRC หรือ NTC เพื่อรับสิทธิ์เข้า Champions Locker ในแอปฯ Nike ซึ่งเป็นฟีเจอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิกเท่านั้น เปิดโอกาสให้สมาชิกได้เข้าถึงสินค้าและคอนเท้นต์พิเศษในแอปฯ

คอนเทนต์สร้างแรงบันดาลใจ : สมาชิกสามารถเข้าถึงเรื่องราว คำแนะนำ และคอนเทนต์สร้างแรงบันดาลใจต่างๆ ได้ผ่านแอปฯ Nike นี้  

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญในการพัฒนาแอปฯ Nike ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ก็คือการทำให้คอนเท้นต์ต่างๆ รวมถึงประสบการณ์ บริการ และสินค้านั้นตรงใจและเข้ากับความต้องการของสมาชิกแต่ละท่านในภูมิภาคนี้” เซี่ย ติง (Xia Ding), รองประธานบริหารของ Nike Direct Digital Commerce ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและละตินอเมริกา กล่าว“ในระยะที่ผ่านมา เราได้เน้นการพัฒนาด้านนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะได้เรียนรู้นิสัยและความชอบชองสมาชิกทำให้เราสามารถปรับประสบการณ์การใช้งานแอปฯ Nike ให้ได้เหมาะสมและตรงใจลูกค้ายิ่งขึ้นไปอีก”

3 สายอาชีพมาแรง ไกลคำว่า ‘ตกงาน’ ในยุค Wellness Society #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657398

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 12:53 น.

3 สายอาชีพมาแรง ไกลคำว่า 'ตกงาน' ในยุค Wellness Societyส่องอาชีพทางเลือกใหม่ ไม่ต้องกลัวตกงาน ในยุค Wellness Society เมื่อคนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น

“65,000 ล้านบาท” คือตัวเลขมูลค่าของตลาดสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพ (Wellness) ล่าสุดในประเทศไทย ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น อันมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ปัญหาเรื่องมลพิษฝุ่นควัน รวมถึงวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วยเหตุนี้ธุรกิจหรืออาชีพที่ว่าด้วยเรื่องของการดูแลสุขภาพ การบริโภคเพื่อเป็นยา รวมไปถึงศาสตร์แห่งการชะลอวัย ก็ดูจะเป็นที่สนใจกันมากขึ้น จึงทำให้หลักสูตรหรือคณะวิชาเหล่านี้ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของน้อง ๆ ที่กำลังเลือกสาขาวิชาเพื่อการศึกษาต่อ หรือคนทำงานที่กำลังจะ Upskill Reskill ตัวเอง เพื่ออาชีพที่มั่นคงขึ้นในอนาคต

สำหรับคนที่กำลังพุ่งเป้ามาทางสายนี้ ลองมาทำความรู้จักกันก่อนว่าธุรกิจหรืออาชีพในสายเวลเนส (Wellness) นั้นมีอะไรที่น่าสนใจ และต้องเรียนหรือฝึกทักษะอะไรบ้าง 

สายบิวตี้

เจ้าของแบรนด์เกี่ยวกับสุขภาพและความงาม ผู้บริหารสถานพยาบาลเจ้าของธุรกิจสถาบันเสริมความงาม ผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพและความงาม หรือสายอาชีพยอดฮิตอย่าง บิวตี้ บล็อกเกอร์ (Beauty Blogger) และ Fitness Trainer เป็นสายอาชีพที่จะมีความต้องการเป็นอย่างมากในอนาคตที่มนุษย์จะยินดีจ่ายเพื่อการมีสุขภาพที่ดีและความงามอย่างยั่งยืน

ซึ่งหากใครที่สนใจอาชีพกลุ่มนี้จะต้องศึกษาใน สาขาวิชาบูรณาการสุขภาพและความงาม (Integration of Health and Beauty: HB) ซึ่งจะสอนในเรื่องวิทยาศาสตร์การแพทย์ การมีสุขภาพที่ดีและความงามที่ยั่งยืน ทั้งการศึกษาวิเคราะห์ และคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เรียนรู้การดูแลสุขภาพ และความงามแบบมืออาชีพ เทรนด์ของตลาดธุรกิจสุขภาพและความงาม รวมถึงต้องมีการฝึกฝนทักษะ ลงมือปฏิบัติในห้องปฏิบัติการที่ได้ระดับมาตรฐาน ทั้งห้องปฏิบัติการด้านความงาม (Beauty Lab) ห้องปฏิบัติการด้านสปา (Spa Training Room) และห้องปฏิบัติการด้านการออกกำลังกาย (Fitness Training Room) โดยในบางมหาวิทยาลัยเมื่อจบการศึกษาปริญญาตรี ยังได้รับใบประกาศนียบัตรหลักสูตรการบริการเพื่อความงามจากกระทรวงสาธารณสุข ใบประกาศนียบัตรมาตรฐานฝีมือแรงงานสาขานักส่งเสริมสุขภาพ รวมถึงสิทธิยื่นสอบใบรับรองผู้ดำเนินการสปา เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับการทำงาน หรือประกอบอาชีพได้ทันที

สายเชฟ

เจ้าของคาเฟ่หรือร้านอาหารเพื่อสุขภาพเท่ ๆ ฟู้ดสไตลิสต์ นักโภชนาการในโรงพยาบาล หรือศูนย์สุขภาพ เจ้าของธุรกิจร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จะเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่สำคัญมากในอนาคต เพราะในอนาคตเชฟจะไม่ใช่แค่ผู้มีฝีมือหรือหลงใหลในการทำอาหารให้อร่อยเท่านั้น แต่จะต้องเป็นผู้มีที่ความรู้ด้านโภชนศาสตร์ มีความรู้ลึกถึงขั้นวัตถุดิบ สามารถทำการออกแบบและวางแผนการทำอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์หรือปัญหาด้านสุขภาพได้

สำหรับคนที่มุ่งหวังจะเดินทางสายนี้แนะนำให้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับ สาขาวิชาการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ (Culinary for Health: FC) เพราะเป็นหลักสูตรที่ให้ความรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาพตามหลักโภชนาศาสตร์ โดยจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบเพื่อมาปรุงอาหาร การโภชนศาสตร์ อาหารรักษาโรค อาหารชะลอวัย พร้อมฝึกลงมือทำอาหารทุกรูปแบบทั้งอาหารไทย อาหารสุขภาพ เบเกอรี่ ขนมหวาน อาหารนานาชาติ และเครื่องดื่ม ในห้องปฏิบัติการครัว (Chef Lab) และห้องปฏิบัติการเบเกอรี่ (Bakery Lab) นอกจากนี้ ยังจะได้เรียนรู้ด้านศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อนำไปปรับใช้กับสายอาชีพ เช่น การถ่ายภาพ การตกแต่งอาหาร กราฟิกดีไซน์ และการออกแบบเมนูอาหาร เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว ยังจะได้รับประกาศนียบัตรมาตรฐานฝีมือแรงงานสาขาผู้ประกอบการอาหารไทย ระดับ 1 ติดไม้ติดมือมาเป็นเครื่องช่วยการันตีความเป็นมืออาชีพด้วย

สายแพทย์ทางเลือก

เจ้าของคลินิกการแพทย์แผนไทย เจ้าของธุรกิจยา และผลิตภัณฑ์สมุนไพร เจ้าของธุรกิจมารดาหลังคลอด ผู้ประกอบการโรงงานผลิตสมุนไพร แพทย์แผนไทยประจำโรงพยาบาลของรัฐ เอกชน คลินิก หรือสถานประกอบการ นักวิจัยยาและผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร แม้มนุษย์จะเดินทางเข้าสู่ยุค AI แต่ศาสตร์แพทย์ทางเลือกก็จะยังคงได้รับความนิยม โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยได้เข้าสู่ยุคสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged Society) อาชีพหรือธุรกิจในสายนี้จึงจะเป็นที่ต้องการของตลาด

ใครที่สนใจอาชีพในแขนงนี้ หรืออยากเป็นเจ้าของธุรกิจด้านสุขภาพ ลองศึกษาใน สาขาการแพทย์แผนไทย (Thai Traditional Medicine: TM) ซึ่งจะสอนด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและการป้องกันโรคด้วยการแพทย์ทางเลือกอย่างครบวงจร รวมถึงวิธีการตรวจรักษาทางการแพทย์แผนไทยและสามารถประยุกต์ความรู้กับศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม เรียนรู้การป้องกันโรค การเจ็บป่วยทางการแพทย์ และฝึกการตรวจวินิจฉัยโรค รวมถึงการเรียนรู้เทคนิคการทำยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งผู้ที่ไม่ได้จบสายวิทยาศาสตร์ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีการปรับพื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้ในชั้นปีแรก และเมื่อจบการศึกษาจะได้รับปริญญาบัตร และมีสิทธิ์สอบใบประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การนวดไทย และผดุงครรภ์ไทย

สำหรับคนที่สนใจสายอาชีพมาแรงทั้ง 3 สายนี้ ในประเทศไทยมีหลักสูตรที่เปิดสอนภายใต้ชื่อหลักสูตรแพทย์บูรณาการ หรือที่เรียกว่า การแพทย์ผสมผสาน เป็นการนำการปฏิบัติของการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์ทางเลือก การแพทย์แผนไทย รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ ๆ มาผสานเข้าด้วยกันเพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาที่เปิดในสาขาวิชาดังกล่าวเพียงไม่กี่แห่ง หนึ่งในนั้นคือ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่เปิด วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (College of Integrative Medicine: CIM) ซึ่งเป็นวิทยาลัยลำดับต้น ๆ ที่ให้ความรู้ด้าน Wellness การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างครบวงจร และเป็นที่เดียวในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านบูรณาการสุขภาพและความงาม รวมทั้งยังมีหลักสูตรปริญญาโท ปริญญาเอก และหลักสูตรระยะสั้น ถือเป็นสถาบันที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพอย่างครบวงจร นอกจากนี้ยังเปิดกว้างให้กับนักเรียนทุกสาขา ไม่ว่าจะจบสายไหนก็สามารถมาเรียนได้ เนื่องจากมีการปรับพื้นฐานความรู้ใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ให้กับผู้เรียนทุกหลักสูตร

นอกจากนี้ “วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ” (College of Integrative Medicine: CIM) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังมี “หลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไป” ที่ต้องการ UpSkill ReSkill กับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพการแพทย์แผนไทย เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยเน้นรูปแบบการเรียนการสอนที่ทันสมัยเหมาะกับ Future Workforce การตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์แผนไทย รวมถึงเรียนรู้พื้นฐานด้านธุรกิจ และได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อนำไปใช้ต่อยอดธุรกิจหรือสายงานของตนเอง โดยเป็นหลักสูตรที่เรียนควบคู่ด้านเภสัชกรรมไทย (Diploma in Thai Traditional Pharmacy และด้านเวชกรรมไทย (Diploma in Thai Traditional Medicine) เมื่อเรียนจบ มีสิทธิ์สอบใบประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยตามด้านที่เรียน สำหรับผู้ที่สนใจในหลักสูตรดังกล่าว สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ https://cim.dpu.ac.th/ และ Facebook Fanpage: วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ College of Integrative Medicine CIM DPU

‘ลาออกบ่อย-เปลี่ยนงานบ่อย’ มีผลต่อการสมัครงานใหม่หรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657381

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

‘ลาออกบ่อย-เปลี่ยนงานบ่อย’ มีผลต่อการสมัครงานใหม่หรือไม่ขุดปัญหาสุดคลาสสิก “ลาออกบ่อย” “เปลี่ยนงานบ่อย” มีผลต่อการสมัครงานใหม่ คำถามยอดฮิตที่จริงแค่ไหนในยุคนี้

หนึ่งในข้อควรระวังสุดคลาสสิกที่บทความแนะนำการสมัครงานทุกสำนักเน้นว่าให้ควรระวัง คือการมีประวัติ “ลาออกบ่อย” หรือ “เปลี่ยนงานบ่อย” เพราะจะมีผลต่อประวัติการทำงานของคุณเมื่อต้องไปสมัครงานที่ใหม่ แต่ในยุคนี้กลับมีแนวคิดที่ได้ยินบ่อยกว่าคือ คนเราเลือกได้ ผิดพลาดได้ แต่ต้องล้มเร็วลุกเร็ว อะไรไม่ใช่ก็ไม่ควรเสียเวลานาน ซึ่งเป็นแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่อาจจะมาลบล้างความเชื่อแบบเดิมๆ ที่ว่าคนเปลี่ยนงานบ่อยเป็นคนไม่ทนกับงาน แล้วการลาออกบ่อยๆ ในยุคนี้เรื่องนี้จะมีผลต่อการสมัครงานใหม่จริงแค่ไหน

หากเริ่มจากการวิเคราะห์ทัศนคติแบบเดิมที่ว่า คนเปลี่ยนงานบ่อยเป็นคนไม่ทนกับงาน ไม่สู้งาน ซึ่งเกิดมาจากการที่คนยุคก่อน อย่างเช่น เจเนอเรชั่นเบบี้บลูมเมอร์ หรือคนเจนเอ็กซ์ นิยมทำงานที่บริษัทเดิมเป็นระยะเวลานาน เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะบริษัทส่วนใหญ่มักเป็นกิจการที่มั่นคง เนื่องจากสมัยก่อนการทำธุรกิจคู่แข่งยังน้อย และโลกไม่ได้หมุนไวขนาดนี้

ในขณะที่ตอนนี้ในยุคดิจิทัล มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน ทำให้ภาพรวมของการทำธุรกิจไม่เหมือนเดิม มีบริษัทขนาดเล็กเกิดขึ้นมากมาย ในขณะที่บริษัทใหญ่ ๆ เองก็ปรับตัวให้มีการทำงานที่คล่องตัวขึ้น จึงมีตำแหน่งงานว่าง และโอกาสใหม่ ๆ ทางเลือกใหม่ ๆ มากมายรอให้คนไปสมัคร และพนักงานเองก็มองหาตำแหน่งงานที่ตรงกับความสามารถและความต้องการในชีวิตมากกว่าเดิม “การลาออกบ่อย” จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงสำหรับประวัติการทำงานเหมือนที่ผ่านมา

แน่นอนว่าบริษัทส่วนใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการลาออกบ่อยเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีส่วนที่เป็นจุดสำคัญให้บริษัทคิดเมื่อจะต้องเลือกรับพนักงานใหม่สักคน นั่นก็คือ เวลาและทรัพยากรที่จะต้องใช้ไปในการเทรนด์พนักงานใหม่ 

ทุกบริษัทเมื่อรับพนักงานแล้วก็มักจะคาดหวังให้ทำงานอยู่ด้วยกันเป็นระยะเวลานานพอสมควร เพราะเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการเทรนพนักงาน 1 คน ให้ทำงานได้ ร่วมงานกับทีมได้อย่างกลมกลืนก็ไม่ใช่เวลาหลักวัน หรืออาทิตย์ อาจจะใช้เวลาเป็นเดือนสำหรับ learning curve และการปรับตัวตรงนี้ บริษัทจึงคาดหวังที่จะให้พนักงานที่รับใหม่อยู่ทำงานด้วยกันสักระยะ อาจจะไม่ต้องถึง 5 ปี 10 ปี แต่น่าจะอยู่เป็นหลักปีเป็นอย่างต่ำ เพราะไม่อยากนั้นก็ต้องมาเสียเวลาเทรนพนักงานใหม่อีก ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทไม่ได้ผลประโยชน์เท่าที่ควร

นอกจากนี้ เหตุผลของการลาออกบ่อย ถ้ามาจากการทำงานเป็นโปรเจ็กต์ หรือเป็นสัญญาจ้างที่มักจะมีระยะเวลาทำงานไม่นานนัก ก็แทบจะไม่มีผลอะไรเมื่อต้องไปสมัครงานใหม่ เพราะลักษณะงานเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว นายจ้างส่วนใหญ่มักจะเข้าใจดี ขอแค่คุณระบุไว้ในเรซูเม่ให้ชัดเจนว่างานนี้ทำเป็นสัญญาจ้าง หรืออธิบายตอนถูกสัมภาษณ์และเล่าต่อเนื่องถึงประสบการณ์ทำงานและสิ่งที่คุณได้รับจากงานนี้จะสามารถมาต่อยอดในตำแหน่งงานที่คุณสมัครอยู่ได้อย่างไร ก็ทำให้คุณมีโอกาสได้งานเพิ่มขึ้นแล้ว

ดังนั้นโดยรวมแล้ว “การลาออกบ่อย” จึงยังมีผลอยู่บ้างเมื่อต้องไปสมัครงานที่ใหม่ แต่หากว่าคุณตอบคำถามได้ดี อธิบายได้ว่าคุณเองก็ทุ่มเททำงานให้บริษัทอย่างเต็มความสามารถแล้ว แต่มันยังมีเหตุผลอื่นที่ทำให้คุณต้องก้าวต่อไปใน career path ของคุณ โดยที่ไม่พาดพิงถึงบริษัทเก่าอย่างเสียหาย เช่น ลาออกบ่อยเพราะเจ้านายไม่ดี ไม่ตรงใจ แต่พยายามอธิบายในส่วนของทัศนคติที่ดีที่คุณมีต่องานและเป้าหมายของคุณมากกว่า

ถ้าคุณสามารถแสดงให้บริษัทที่คุณไปสัมภาษณ์งานเห็นได้ว่า คุณจริงจังและจริงใจกับการทำงาน พร้อมเรียนรู้งานใหม่ และร่วมงานกับบริษัทเป็นระยะเวลาพอสมควร เรื่องการลาออกบ่อยอาจจะไม่ได้มีผลแย่ต่อการสมัครงานครั้งใหม่ของคุณเสมอไป