พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เปิดให้ชมและช้อปตามวิถี New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657373

วันที่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 10:32 น.

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เปิดให้ชมและช้อปตามวิถี New Normal พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เอาใจสายช้อปจัดกิจกรรม “Shop from home with QSMT” เลือกซื้อสินค้าจากร้านพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบไลฟ์สด พร้อมลุ้นของรางวัลพิเศษ ทุกวันอังคารและศุกร์ ตลอดเดือน ก.ค.นี้

ชมและช้อปตามวิถี New Normal พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พาทุกท่านเพลิดเพลินไปกับร้านพิพิธภัณฑ์ในกิจกรรม “Shop from home with QSMT” ชมและเลือกซื้อสินค้าประเภทต่าง ๆ ภายในร้านพิพิธภัณฑ์ พร้อมนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในนิทรรศการต่าง ๆ ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จัดแสดง ผ่านการถ่ายทอดสด (Live) ในเพจเฟซบุ๊ก Queen Sirikit Museum of Textiles’ Shop และ Queen Sirikit Museum of Textiles ทุกวันอังคารและวันศุกร์ ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. เริ่มวันอังคารที่ ๖ กรกฎาคม เป็นต้นไป

สำหรับรายละเอียดของกิจกรรมออนไลน์ “Shop from home with QSMT” จะมีการไลฟ์ผ่านทาง เฟซบุ๊ก Queen Sirikit Museum of Textiles และ Queen Sirikit Museum of Textiles’ shop เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. โดยทุกวันอังคาร สายช้อปจะได้เพลิดเพลินกับการแนะนำสินค้าผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมแพรวา รวมทั้งผ้าไหมพื้น และทุกวันศุกร์ สนุกกับการชมสินค้าประเภทต่าง ๆ ภายในร้านค้า ทั้งเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ของแต่งบ้าน และของที่ระลึกนิทรรศการ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมตอบคำถาม ลุ้นของที่ระลึกจากร้านพิพิธภัณฑ์ฯ

พิเศษ! ทุกวันศุกร์ สำหรับผู้ที่สั่งซื้อสินค้าระหว่างการถ่ายทอดสด (Live) รับส่วนลดทันที ๑๐% (สินค้ารหัส M และ K)

เตรียมตัวมาช้อปกันให้สนุกกับกิจกรรมออนไลน์ “Shop from home with QSMT” ติดตามการไลฟ์ พร้อมลุ้นรับรางวัล ทุกวันอังคารและวันศุกร์ ตลอดเดือนกรกฎาคมศกนี้ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.ได้ทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/qsmtthailand และ  www.facebook.com/qsmtshop

เยือนอาณาจักรล้านนากับ Disaya Vacationist #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657317

วันที่ 06 ก.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

เยือนอาณาจักรล้านนากับ Disaya VacationistDisaya Vacationist พาเยือนดินแดนยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรล้านนา อบอวลไปด้วยกลิ่นอายทางศิลปะวัฒนธรรม และมนต์เสน่ห์แห่งความสุขชั่วนิรันดร์ สู่การรังสรรค์คอลเลกชั่นใหม่ Disaya Vacationist – Bo Sang Collection

เชียงใหม่ เมืองที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของอารยธรรมล้านนา เดสติเนชั่นอันดับต้นๆ ของการท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาวของเมืองไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว Disaya Vacationist (ดิษยา วาเคชันนิสต์) พาทุกท่านเยือนดินแดนยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรล้านนา อบอวลไปด้วยกลิ่นอายทางศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และมนต์เสน่ห์แห่งความสุขชั่วนิรันดร์ สู่การรังสรรค์คอลเลกชั่นใหม่ Disaya Vacationist – Bo Sang Collection

Disaya Vacationist – Bo Sang Collection ยังคงผสมผสานความสนุกสนานของการเดินทางเข้ากับงานฝีมือจากท้องถิ่นต่างๆ โดยในซีซั่นนี้นำความอิ่มเอมใจที่ได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองอันเลื่องชื่อมาเป็นแรงบันดาลใจหลัก โดยการนำดีเทลกระดุมจีนที่มีเอกลักษณ์ด้วยการผูกโบว์ไล่เรียงลงมาของเสื้อม่อฮ่อมอันเป็นสัญลักษณ์ของภาคเหนือที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากเสื้อผ้าของชาวจีนผสานเข้ากับลายพิมพ์ดอกไม้ ทิวเขา ผีเสื้อ ที่เกิดจากการระบายของฝีพู่กัน การสะบัดแปรง ซึ่งใช้เทคนิคการทำ ร่มบ่อสร้าง หัตถกรรมท้องถิ่น มาสร้างสรรค์เป็นชุดเดรสแขนกุดคอจีน เทคนิคการปักฉลุก่อเกิดลวดลาย ดอกไม้ แมลงปอ ปรากฏบนเสื้อ ครอปคอสี่เหลี่ยมเข้าเซ็ทกับกระโปรงป้ายผูกเชือก

ความสวยงามของลวดลายการทอผ้าพื้นเมืองอย่าง ผ้าไทลื้อ และผ้าตีนจก นำมาพัฒนาสำหรับงานเทคนิคผ้าปักและลายพิมพ์ที่ได้จากการทอผ้า งานหัตถกรรมที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของชาวพื้นเมือง คือ ผ้าปักม้ง ที่มีลักษณะคล้ายการปัก Cross stitch มาผสมผสานให้เกิดเป็นรายละเอียดงานปักอันประณีต ก่อเกิดซิลลูเอทใหม่ในโทนสี ชมพูอ่อน เขียวมิ้นท์ และสีเหลือง ที่เติมเต็มความสดใสให้ทริปท่องเที่ยวของคุณ โดยในครั้งนี้ทางแบรนด์ถ่ายทำแคมเปญที่ปฐม ออร์แกนิก คาเฟ่ เพื่อจำลองกลิ่นอายของความเป็นล้านนาโดยที่ไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือ

พบกับ Disaya Vacationist – Bo Sang Collection ได้ที่ DISAYA Boutique ทุกสาขา หรือทางช่องทางออนไลน์ Line official / Instagram @disaya.vacationist

#DisayaVacationist

#Collectionbosang

#SuanSampran #Patom

ศรัทธาคืออะไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657176

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 08:30 น.

ศรัทธาคืออะไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไรโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ผมมั่นใจว่าประเด็นเรื่องศรัทธาระหว่างบุคคลมีผลต่อความสำเร็จขององค์กรอย่างยิ่ง เมื่อพูดถึงประเด็นความท้าทายด้านศรัทธา อาการที่พบบ่อยมักเป็นอย่างนี้ เพราะบุคคลต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ บางคนมีทัศนคติติดลบ ในระหว่างการสนทนา บุคคลมักเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง จึงไม่เปิดใจกว้างรับฟัง ไม่เข้าใจกัน ขัดแย้งกัน ขาดความเชื่อมั่น ไม่ไว้ใจกัน หวาดระแวง ไม่ยอมรับกัน ขาดการมีส่วนร่วม ทำงานไม่เป็นทีม ไม่เกื้อกูลกัน ไม่ไปในแนวเดียวกัน

เมื่อพิจารณาถึงรากของปัญหา ทำไมคน 2 คน ถึงไปด้วยกันไม่ได้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังมีปฏิสัมพันธ์กันนั้น ในขณะนั้นโลกภายในของทั้งสองคือตัวตนก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่เช่นกัน และโดยธรรมชาติตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย แต่ที่เป็นปัญหาไม่ไว้ใจกัน ก็เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน แต่กลับต้องการให้อีกฝ่ายเห็นคุณค่าและความสำคัญของตนเอง นั่นคือ จะเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง

ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างเอาตนเองเป็นศูนย์กลางนั้น ใจก็จะไม่เปิดกว้างรับฟังอีกฝ่าย เมื่อใจเธอไม่เปิดรับฟังฉัน นั่นคือ เธอเห็นฉันไม่มีค่า และ “ใครก็ตามที่เห็นฉันไม่มีค่า เธอก็ไม่มีค่าเช่นกัน” เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ศรัทธาก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อขาดศรัทธา ไม่ไว้ใจกัน ก็ขาดการมีส่วนรวม การทำงานก็ไม่เป็นทีม ไม่เป็นหนึ่งเดียว ครอบครัว องค์กร หรือสังคมใดก็ตามที่ไม่เป็นหนึ่งเดียว ความยั่งยืนก็ไม่ต้องพูดถึง

ความท้าทายในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่ยังหลงทางต่อการสร้างศรัทธา และเชื่อว่าการสร้างศรัทธาสามารถเร่งได้ ด้วยการปรับตัวผู้สื่อสาร ตัวสาร และผู้รับสาร แต่นั่นยังมิใช่ประเด็นที่แท้จริง เพราะยังมิได้เจาะลึกลงไปถึงกระบวนการสื่อสารที่ว่า ในกระบวนการสื่อสารนั้น มันได้สะท้อนถึงการเห็นคุณค่าซึ่งกันและกันหรือไม่ ใจเรานั้นเปิดกว้างที่จะยอมรับในความแตกต่างหรือไม่

ปัญหาความไม่เข้าใจกันในองค์กรนำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสและทรัพยากรมากมาย ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหาด้านศรัทธาระหว่างกัน ไม่ไว้ใจกัน ไม่ยอมรับกัน อะไรทำให้คนเราไม่เปิดใจกว้างรับฟังกัน ไม่เข้าใจกัน ขัดแย้งกัน แล้วท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ในการสร้างทีมงานบนฐานของศรัทธา เพื่อพลิกสถานการณ์เชิงลบให้กลับมาเล่นเชิงบวกได้อย่างไร และนี่คือคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งต่อภาวะผู้นำ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ทีมงานสามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่เพื่อเล่นเชิงรุก ให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน อย่างเป็นเอกภาพ หนึ่งเดียว

‘อาชีพแห่งอนาคต’ โอกาสทองของคนที่มองเห็น หายนะของคนที่มองข้าม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657115

วันที่ 04 ก.ค. 2564 เวลา 06:50 น.

'อาชีพแห่งอนาคต' โอกาสทองของคนที่มองเห็น หายนะของคนที่มองข้ามจับตา Mega Trend “อาชีพแห่งอนาคต” โอกาสทองของคนที่มองเห็น แต่เป็นหายนะของคนที่มองข้าม กับ 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและเชื่อมโยงกันใน 5 มิติ

จากสถานการณ์โควิดที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในมนุษย์ทุกคน ในทุกวงการได้รับผลกระทบ เศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้ แต่ในอีกด้านวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้ทำให้เห็นถึงภูมิต้านทานของสินค้าและบริการที่ออกมาตอบสนอง “ความต้องการแท้” ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแก้ปัญหาให้กับสังคมเป็นหลัก โดยเฉพาะปัญหาระดับโลกที่เรียกว่า SDGs ว่าสามารถเติบโต และอยู่รอดสวนกระแสวิกฤตดังกล่าวได้อย่างสวยงาม

ผศ.ดร.วีรณัฐ โรจนประภา วิศวกรออกแบบชีวิต, ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านอารีย์ และสมาคมบ้านปันรัก ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับ SDGs อาชีพแห่งอนาคตว่า เป็น Mega Trend ของโลกในขณะนี้ ใครที่สามารถมองหาช่องทาง คว้าโอกาสทองในการแก้ปัญหา ปิดช่องว่างให้ผู้คนได้ก่อน ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก เพราะปัญหานี้เป็น “ความต้องการแท้” ที่ประเทศสมาชิกทั่วโลกประสบและต้องการให้แก้ไข รวมถึงต้องช่วยกันผลักดันให้แล้วเสร็จ ซึ่งหากมองในมุมของการทำธุรกิจ ใครที่สามารถนำงานของตนมาใช้ตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ก็จะได้รับแรงสนับสนุนจากรัฐบาลภายในไปจนถึงนักลงทุนระดับโลก ที่ปัจจุบันจะพิจารณาสนับสนุนองค์กรจากคะแนน SDGs score ด้วย

โดยองค์กรสหประชาชาติได้ทำการสำรวจและสรุปปัญหาระดับโลกออกมาเรียกว่า SDGs หรือ Sustainable Development Goals มีทั้งสิ้น 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบไปด้วย 169 เป้าหมายย่อย (SDGs Targets) ที่มีความเป็นสากล เชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยสามารถจัดกลุ่ม SDGs ตามปัจจัยที่เชื่อมโยงกันใน 5 มิติ (5P) ได้แก่

(1) การพัฒนาคน (People) ให้ความสำคัญกับการขจัดปัญหาความยากจนและความหิวโหย และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

(2) สิ่งแวดล้อม (Planet) ให้ความสำคัญกับการปกป้อง ดูแล รักษาทรัพยากรธรรมชาติ ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

(3) เศรษฐกิจและความมั่งคั่ง (Prosperity) ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีความสอดคล้องกับธรรมชาติ

(4) สันติภาพและความยุติธรรม (Peace) สร้างสังคมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สงบสุข ไม่มีการแบ่งแยก

(5) ความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership) ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน

โดย เป้าหมายทั้ง 17 เป้าหมาย ประกอบด้วย

เป้าหมายที่ 1: ขจัดความยากจน

เป้าหมายที่ 2: ขจัดความหิวโหย สร้างความมั่นคงทางอาหาร และส่งเสริมให้คนทุกวัยมีโภชนาการที่เหมาะสม

เป้าหมายที่ 3: สร้างหลักประกันด้านสุขภาพ สุขภาวะที่ดี และส่งเสริมสวัสดิภาพสำหรับทุกคนในทุกวัย

เป้าหมายที่ 4: ส่งเสริมให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เป้าหมายที่ 5: ส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สตรีและเด็กหญิง

เป้าหมายที่ 6: สร้างหลักประกันในการจัดการน้ำและสุขอนามัยสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

เป้าหมายที่ 7: สร้างหลักประกันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ที่ยั่งยืนในราคาที่ย่อมเยา

เป้าหมายที่ 8: ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ มีผลิตภาพ และการมีงานที่เหมาะสมสำหรับทุกคน

เป้าหมายที่ 9: สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทนทาน ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืน และส่งเสริมนวัตกรรม

เป้าหมายที่ 10: ลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ

เป้าหมายที่ 11: ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทานและยั่งยืน

เป้าหมายที่ 12: ส่งเสริมรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

เป้าหมายที่ 13: มีกระบวนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว

เป้าหมายที่ 14: อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เป้าหมายที่ 15: ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ลดการกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

เป้าหมายที่ 16: ส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมและสร้างสถาบันที่มีประสิทธิผลรับผิดชอบและครอบคลุมในทุกระดับ

เป้าหมายที่ 17: เสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูสภาพหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ผศ.ดร.วีรณัฐ ยังได้กล่าวเสริมในประเด็นการหาอาชีพนี้อีกว่า “โดยส่วนตัวที่ผมให้คำปรึกษากับบุคคลทั่วไปในการหาอาชีพจาก SDGs พบว่า คนจำนวนมากมักนึกไม่ถึงในประเด็นปัญหาที่อยู่ใน 17 ข้อนั้นว่าเป็นปัญหาระดับโลก ทำให้ละเลยโอกาสงานนี้ไป จนเมื่อได้ศึกษาโดยเฉพาะเจาะลงลึกในรายละเอียดย่อยของแต่ละเป้าประสงค์ใน 17 ข้อ ซึ่งมีแยกย่อยไปอีกมากก็จะยิ่งทำให้เจองานที่ตนอยากทำและถนัดได้ง่าย จึงอยากแนะนำทุกคนที่กำลังแสวงหาแนวทางอยู่ได้ลองศึกษา SDGs อย่างละเอียด เพราะ SDGs เป็นโอกาสทองในการทำธุรกิจซึ่งให้ช่องทางได้อย่างครบถ้วน ครอบคลุมแบบไม่ต้องลงทุนเสียเงินทำวิจัยด้วยตนเอง และหากเราสามารถใส่ความคิดสร้างสรรค์ ใส่นวัตกรรมลงไปในสินค้าและบริการควบคู่ลงไปด้วย ยิ่งทำให้ธุรกิจของเราแข็งแกร่ง ปราศจากคู่แข่ง สามารถเรียกได้อย่างเต็มปาก ธุรกิจของเราจะเติบโต อย่างมั่นคง และยั่งยืนไปพร้อมกัน

“จากผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาในวันนี้จำนวน 100 คน จะมีถึง 65 คน ที่ในอนาคตจะต้องประกอบอาชีพที่ยังไม่เคยมีในวันนี้ เพื่อแก้ปัญหาที่ยังไม่ปรากฏหรือเป็นปัญหาใหม่ที่อาจยังไม่ได้รับการแก้ไข นั่นหมายถึงหากใครสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ ความสามารถ ทักษะของตนหรือขององค์กร ให้สามารถแก้ไขปัญหา SDGs ได้ก่อน เท่ากับกำลังทำอาชีพแห่งอนาคต ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

สรุปได้ว่า “SDGs อาชีพแห่งอนาคต” คือ Mega Trend ที่จะเป็นโอกาสทองของคนที่มองเห็น แต่เป็นหายนะของคนที่มองข้าม” ใครที่คว้าโอกาสได้ย่อมประสบความสำเร็จ แต่ใครที่ละเลยย่อมถูกตัดโอกาสในการเติบโต ถูกตัดเงินสนับสนุนลงทุนจากภาครัฐและเอกชน และสุดท้ายจะล้มหายตายจากแวดวงธุรกิจในที่สุด SDGs ไม่ใช่เรื่องในระดับรัฐบาล เพราะ SDGs เป็นปัญหาระดับโลก ที่เราทุกคนซึ่งเป็นพลเมืองโลกต้องร่วมมือกันทำจึงจะประสบความสำเร็จ ที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้จากตัวเราเอง ดร.วีรณัฐ กล่าวสรุป

How to เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเปิดกล้องประชุมออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656636

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

How to เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเปิดกล้องประชุมออนไลน์Work From Home แบบไม่โทรม!! แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ (VDO Conference)

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้หลายบริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็นการทำงานที่บ้าน (Work from home) แน่นอนว่าต้องมีการประชุมทางออนไลน์แบบเปิดกล้อง (VDO Conference) กันอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อไม่ต้องเดินทางออกไปไหน ไม่ต้องพบเจอใคร หลายคนอาจละเลยเรื่องการดูแลเสื้อผ้า หน้า ทรงผม ทำให้ไม่พร้อมสำหรับการเปิดกล้องเพื่อประชุมออนไลน์ เพราะไม่อยากโชว์หน้าสด หน้าโทรม หน้าไม่พร้อม 

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) คำถึงความกังวลดังกล่าวจึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามมาแนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ (VDO Conference) กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในกลุ่มชิโซะ (Shiso) พร้อมชวนเซเลบริตี้สาวสวยมาเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

แพทย์หญิงอวิกา รงค์ทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านผิวหนังและความงาม แนะวิธีเตรียมผิวสวยให้พร้อมก่อนการประชุมทางออนไลน์ว่า “การดูสุขภาพร่างกายและผิวพรรณเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องทำงานที่บ้าน (Work from home) เมื่อไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องพบเจอใคร ก็อาจละเลยหรือไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดูแลผิวได้เท่าที่ควร ผิวจึงเกิดความเสื่อมโทรม ดูไม่สดใส สาเหตุอาจเกิดได้หลายปัจจัย เช่น

  • การไม่ทาครีมบำรุงผิว รวมถึงการอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา ก็ทำให้ผิวแห้งกร้าน เกิดผด เกิดสิว
  • การไม่ทาครีมกันแดด เพราะคิดว่าอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน แต่ที่จริงแล้วรังสียูวีเอ (UVA) ก็สามารถสะท้อนทะลุกระจกเข้ามากระทบผิวเราได้ นอกจากนั้นยังมีแสงจากหลอดไฟในบ้าน หน้าจอมือถือ และแสงจากคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำให้ผิวเสื่อมได้ในระยะยาว
  • การไม่ทำความสะอาดผิว หรือทำความสะอาดผิวไม่หมดจด เพราะคิดว่าไม่ได้แต่งหน้า แต่ครีมกันแดดที่เราทาผิวไปนั้นหากล้างด้วยน้ำธรรมดาจะล้างออกได้ไม่หมด เมื่อล้างออกไม่หมดเกิดการสะสมทำให้ผิวเกิดการอุดตันได้
  • ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ก็ล้วนส่งผลทำให้เกิดปัญหาผิวเสื่อมโทรมได้เช่นกัน

แน่นอนว่าการเวิร์คฟอร์มโฮมนั้นต้องมีการประชุมทางออนไลน์แบบเปิดกล้องกันอยู่เกือบจะทั้งวัน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาผิวต่างๆ เราจึงควรแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมเพื่อดูแลตัวเอง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวที่มีความโดดเด่นในการมอบความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและความเสื่อมสภาพของผิว เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงไม่ละเลยขั้นตอนการทำความสะอาดและดูแลผิว เช่น

  • การล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยเฟซวอช วันละสองครั้งก็เพียงพอ ไม่บ่อยจนเกินไป ผิวจะได้ไม่เกิดการระคายเคือง
  • การใช้โทนเนอร์ทุกครั้งหลังการล้างหน้า โดยเช็ดไปตามแนวรูขุมขนบนใบหน้า จากหน้าผากไปทางด้านข้างขมับ บริเวณใต้ตาเช็ดลงไปที่บริเวณกรอบหน้า โดยจะทำให้ผิวสะอาดและพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนต่อไป
  • การเลือกครีมบำรุงให้เหมาะกับสภาพผิว ถ้าหากผิวมันก็ควรที่จะเลือกครีมที่มีเนื้อบางเบา หากมีผิวแห้งก็เลือกเนื้อครีมที่มีความเข้มข้น เน้นให้ความชุ่มชื้นเพื่อเติมน้ำให้กับผิว การเลือกครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิวก็จะช่วยให้ผิวเราได้รับการบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญไม่ลืมทาครีมกันแดดทุกวันเพื่อป้องกันรังสียูวีเอที่อาจจะทะลุส่องมาถึงผิวเราได้
  • ผ่อนคลายผิวอาทิตย์ละครั้งด้วยมาส์กเพื่อฟื้นฟูผิวให้สว่างสดใสยิ่งขึ้น หรือในระหว่างวันหากผิวดูอ่อนล้า ก็สามารถใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีดเติมความชุ่มชื่นให้ผิวได้

ด้านเซเลบริตี้เผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวให้สดใสแข็งแรงตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่ ปรมา ไรว่า เผยว่า “ช่วงนี้ต้องเวิร์คฟอร์มโฮม ไม่ได้ออกไปไหนเลย ทำให้ต้องอยู่ในบรรยากาศเดิมๆ เกือบทั้งวัน ก็อาจจะมีอารมณ์เบื่อบ้าง รู้สึกไม่ค่อยสดชื่นบ้าง แต่เราก็ต้องปรับตัวเพราะเป็นสถานการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะต้องทำงานที่บ้านแต่เราก็ยังต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ นอกจากความพร้อมเรื่องงานแล้วการดูแลสุขภาพและผิวพรรณก็ต้องพร้อมด้วย ซึ่งเราให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดผิวหน้า โดยจะพิถีพิถันกับขั้นตอนนี้เป็นพิเศษ เริ่มจากล้างหน้าด้วย เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและคิ วามมันส่วนเกิน แล้วตามด้วยแอสตริเจนต์ โทนเนอร์ เพื่อกระชับรูขุมขน และบำรุงผิวด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อคืนความชุ่มชื้นสู่ผิว เพราะเมื่อผิวมีสุขภาพดีจะทำให้เรามั่นใจและพร้อมทำงานในทุกๆ วัน”

ถัดมาที่ พรรษพร ลี้อิสสระนุกูล เล่าวว่า “ช่วงนี้ก็เริ่มชินกับการเวิร์คฟอร์มโฮมแล้ว การที่เราไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ทำให้เราประหยัดเวลาในการเดินทาง สามารถแบ่งเวลาให้กับงานต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงมีเวลาเหลือที่จะไปออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพและผิวพรรณมากขึ้นด้วย สำหรับวันที่ไม่มีประชุมหรือถ่ายงาน เราก็จะไม่แต่งหน้าเลยเพื่อปล่อยผิวให้ได้พัก โดยเราจะใช้ด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เป็นโอเวอร์ไนท์มาส์กสำหรับฟื้นฟูสภาพผิวระหว่างที่เรานอนหลับ และหากวันไหนที่ต้องประชุมทางออนไลน์เราก็จะใช้รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก เพื่อฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใสให้พร้อมก่อนการประชุมแค่ใช้เวลาเพียง 15 นาที”

ปิดท้ายที่ ธัญรดี พลาฤทธิ์ เผยว่า “สถานการณ์โควิดแบบนี้แน่นอนว่าเราก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานพอสมควร โดยหันมาเน้นการทำงานออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้งานดำเนินได้อย่างรวดเร็วไม่มีติดขัด และด้วยความที่ต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหาร พันธมิตรคู่ค้า รวมถึงลูกค้า ก็จะมีการนัดประชุมทางออนไลน์กันเป็นประจำเพื่ออัพเดตงานและสถานการณ์ต่างๆ  โดยในวันที่ต้องประชุมทางออนไลน์ เราเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม แต่งตัวให้เรียบร้อย ถึงแม้จะไม่ได้ออกไปพบเจอใคร แต่เราก็ชอบแต่งหน้าทุกวันเพื่อให้ดูสวยงาม แต่เราก็ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผิวหน้า เพื่อชำระเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกด้วย เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช และเช็ดตามด้วย แอสตริเจนต์ โทนเนอร์ เพื่อปรับสภาพผิวและกระชับรูขุมขน พร้อมบำรุงผิวด้วย ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อเต็มเติมความชุ่มชื้นสู่ผิว”

เปิดโผคนไทยคุยอะไรในทวิตเตอร์?! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656692

วันที่ 29 มิ.ย. 2564 เวลา 09:55 น.

เปิดโผคนไทยคุยอะไรในทวิตเตอร์?!ทวิตเตอร์เผย 4 วัฒนธรรมการพูดคุยทรงพลังของชาวทวิตภพ

ทวิตเตอร์เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามาพูดคุยและคอนเน็คกัน ทำให้เกิดชุมชนต่างๆ และผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนาอย่างต่อเนื่อง คนไทยเข้ามาบนทวิตเตอร์เพื่ออัปเดตว่ามีอะไรที่กำลังเกิดขึ้น #WhatsHappening ตลอดจนเข้าร่วมบทสนทนาในหัวข้อที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง กีฬา รายการทีวี ภาพยนตร์ ความงาม หรือสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้คนจะเข้ามาค้นหาและแชร์เรื่องราวที่เป็นข้อมูลอัปเดตล่าสุดของหัวข้อเรื่องนั้นๆ ตลอดจนเรื่องราวอีกมากมายที่เกิดขึ้นบนทวิตเตอร์

บทสนทนา ถือเป็นหัวใจของทวิตเตอร์ จะเห็นได้ว่าเพียงทวีตเดียวสามารถสร้างอิมแพ็คไปในวงกว้าง ทวิตเตอร์จึงได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาลงลึกในกว่า 64,000 ทวีตบนทวิตเตอร์ประเทศไทย เพื่อค้นหาพลังของทวีตและชาวทวิตภพมีวิธีกำหนดวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้อย่างไรผ่านชุมชนและบทสนทนา

นายมาร์ติน ยูเรน หัวหน้าแผนกงานวิจัย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและระดับโลกของทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า “เป้าหมายของทวิตเตอร์ตั้งแต่แรกเริ่มคือการได้ทราบถึงมุมมองที่ถูกต้องแม่นยำในบทสนทนาของคนไทยบนทวิตเตอร์ บางครั้งบางบทสนทนาก็สามารถส่งเสียงได้ดังกว่าบทสนทนาอื่นๆ ซึ่งสิ่งที่เราค้นพบคือ บทสนทนาของคนไทยมีความหลากหลายและมีชีวิตชีวา ผลจากงานวิจัยของทวิตเตอร์แสดงให้เห็นว่า หัวข้อในการสนทนามีการทับซ้อนกันอย่างน่าสนใจจนทำให้เกิดเป็นธีมทางวัฒนธรรมหลัก 4 รูปแบบ ซึ่งการค้นพบของเราในครั้งนี้จะช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจชุมชนที่หลากหลายบนทวิตเตอร์ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกให้กับแบรนด์ไทยและต่างชาติได้ทราบถึงหัวข้อและธีมของการสนทนาอันเป็นเอกลักษณ์บนทวิตเตอร์ในประเทศไทย”

การวิจัยนี้พบวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของการพูดคุยบนทวิตเตอร์ประเทศไทย 4 รูปแบบ ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อบทสนทนาที่มีความชัดเจน 11 หัวข้อ แสดงให้เห็นว่า การแสดงออกของชาวทวิตภพสะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยในขณะเดียวกันสะท้อนความชอบและความสนใจต่างๆ ในบทสนทนาอย่างหลากหลายและกระจายในวงกว้างมากซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนบนทวิตเตอร์ในประเทศไทย

1. บันทึกส่วนตัว – การพูดคุยในชีวิตประจำวัน, ความรักและความสัมพันธ์ และการสะท้อนมุมมองความคิด

ธีมวัฒนธรรมการพูดคุยนี้นับได้ว่ามีพื้นที่บนทวิตเตอร์มากที่สุดโดยมีสัดส่วนถึง 45% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย และเป็นหัวข้อที่ผู้คนเข้ามาร่วมพูดคุยในชีวิตประจำวัน โดยมีการแชร์เรื่องราว

เกี่ยวกับกิจวัตรการเดินทาง และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของตัวเอง นอกจากนี้ทวิตเตอร์ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการที่ผู้คนบอกเล่าเรื่องจริงจากใจและทวีตเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ ทั้งในเรื่องของข้อบกพร่องของตัวเอง ความปรารถนาต่างๆ และการมีช่วงเวลาที่ดีกับคนสำคัญของพวกเขา

ชาวทวิตภพมักจะแชร์ปัญหาที่พบเจอในแต่ละวัน ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองความคิดต่างๆ ซึ่งเรื่องราวที่เอามาแชร์อาจจะเป็นแค่เรื่องของการปวดเมื่อยร่างกายเล็กๆ น้อยๆ เช่น อาการปวดหัวหรืออาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนถึง การชอบแสดงความคิดเห็นในเรื่องของสภาพอากาศ โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจนแทบทนไม่ไหวและอยากให้ฤดูฝนมาถึงไวๆ

2. “เชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน” ต้องมาที่ทวิตเตอร์ – เหตุการณ์ปัจจุบัน, แพสชั่น และตลาดนัดออนไลน์

ทวิตเตอร์ได้กลายเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทย จากงานวิจัยพบว่า การเชื่อมต่อกับคนคอเดียวกัน มีสัดส่วน 35% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย คนไทยได้ใช้ทวิตเตอร์อย่างกระตือรือร้นเพื่อให้มีการเชื่อมต่อกับชุมชนของเขาอยู่ตลอดเวลา รวมถึงเพื่อเป็นการอัปเดต #WhatsHappening ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คนไทยมักจะทวีตเกี่ยวกับหลากหลายเหตุการปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เรื่องโควิด-19 สกุลเงินคริปโต ไปจนถึงการเมืองในประเทศและในแถบภูมิภาคนี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรี กีฬา อาหาร หรือการช้อปปิ้ง ชาวทวิตภพมักจะแชร์แพสชั่นที่มีต่อหัวข้อเรื่องดังกล่าวบน ทวิตเตอร์ หรือเรื่องของความงาม อาหาร ร้านอาหาร และเทรนด์แฟชั่นล่าสุด คนไทยมีความกระตือรือร้นที่จะรีวิวสินค้าที่พวกเขาซื้อมาหรือสถานที่ที่ได้ไปมา สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ ทวิตเตอร์คือสถานที่ในการขายสินค้าได้เป็นอย่างดี อาทิ อาหารพวกโฮมคุ้กกิ้ง ขนมหวาน เสื้อผ้า สินค้าจากบรรดาแฟนด้อมและงานฝีมือ คนไทยสามารถทำให้ทวิตเตอร์ กลายเป็นตลาดนัดออนไลน์ ที่พวกเขาสามารถทำได้ทั้งนำเสนอสินค้าและแสดงความคิดสร้างสรรค์บนทวิตเตอร์

3. สิ่งสวยงามที่ดีต่อใจ – แกลอรี่ศิลปะ, คนดังและแฟนด้อม, และความหวังและความฝัน

บทสนทนารูปแบบนี้มีสัดส่วน 16% ของปริมาณบทสนทนาทั้งหมดบนทวิตเตอร์ประเทศไทย ชาวทวิตภพจะทวีตข้อความเกี่ยวกับความสนใจที่มีร่วมกัน ซึ่งสามารถสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใช้งานคนอื่นๆ ด้วย การทำ แกลอรี่ศิลปะ เหมือนเวลาที่ทำอัลบั้มรูปภาพหรือการทำหนังสือ scrapbook เพราะคนที่ใช้ทวิตเตอร์ชอบแชร์ สถานที่สวยๆ หรือสิ่งของที่สวยงามในชีวิตประจำวัน เช่น ภาพคาเฟ่ บ้านสวยๆ วิวธรรมชาติ ชายหาดสวยๆ และอื่นๆ คนดังและแฟนด้อม เป็นอีกหนึ่งหัวข้อของบทสนทนายอดนิยม ซึ่งเป็นการสนทนาที่สนุกสนานและมีสีสันเป็นอย่างมาก การทวีตถึงศิลปิน K-Pop โดยเฉพาะศิลปินชาวไทยอย่างแบบแบม (@BamBam1A) และ #Lisa จากวงแบล็กพิงค์ (@BLACKPINK) จนถึงศิลปินในประเทศอย่างเป๊ก ผลิตโชค(@peckpalit), วง 4EVE (@4eveOfficial) และเรียกได้ว่าคนไทยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเซเล็บดาราไทย

แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะยังคงอยู่และสร้างความยากลำบากให้กับหลายๆ คน ทวิตเตอร์ยังเห็นว่าคนไทยมีความหวังและความฝัน เห็นได้จากธีมหลักของบทสนทนาที่ผู้ใช้งานจะทวีตถึงความหลังในอดีตถึงทริปที่เคยไปเที่ยวและการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าไปเม้นต์ถามคนอื่นๆ ว่า “หลังหมดโควิดแล้ววางแผนจะไปเที่ยวที่ไหน”

4.การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้าง – การเฉลิมฉลอง และ พลังบันดาลใจ

การส่งพลังบวกให้ตัวเองและคนรอบข้างคิดเป็นสัดส่วน 4% ของบทสนทนาทั้งหมด โดยใจความของบทสนทนาในธีมนี้มุ่งสร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการแสดงด้านที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา ในอีกด้านทวิตเตอร์ก็เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ของการเฉลิมฉลอง ชาวทวิตภพมีความภูมิใจในการแบ่งปันความสุขและเฉลิมฉลองในทุกเหตุการณ์ อาทิ งานฉลองสำเร็จการศึกษา การได้เกรดดีๆ วันเกิด หรือ การฉลองครบรอบ ฯลฯ

คนไทยนั้นต่างมีน้ำใจโอบอ้อมอารีในการทำให้อีกฝ่ายมีความรู้สึกที่ดีขึ้น ในแบบของ พลังบันดาลใจ ทวิตเตอร์จึงเปรียบเสมือนเครือข่ายในการช่วยเหลือสนับสนุนกัน ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทวีตข้อความทั่วๆ ไปที่เป็นการส่งพลังบวกให้กับทุกคนในชุมชนโดยรวม ไม่ได้เป็นการระบุเจาะจงถึงบุคคลใดแต่เป็นการให้กำลังใจกับคนอื่นๆ ที่ต้องการทำลังใจอาจเลื่อนทวีตผ่านมาเห็น

มากดติดตาม @TwitterThailand เพื่ออัปเดตกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนทวิตเตอร์ประเทศไทยกันได้เลย!

9 เทรนด์ใหม่มาแรง จัดงานแต่งงานยุคโควิดยังไงให้ปัง…ไม่พังแน่! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656606

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

9 เทรนด์ใหม่มาแรง จัดงานแต่งงานยุคโควิดยังไงให้ปัง...ไม่พังแน่!ในช่วงที่ผ่านมา ว่าที่บ่าวสาวอย่างคุณอาจกำลังใช้เวลากับการเลือกแบบแหวนแต่งงานอยู่ที่บ้าน ซึ่งหลังจากที่เหตุการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่ เป็นช่วงที่เราได้ยินกันว่าการจัดงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวหลายคู่ ต้องปรับเปลี่ยนไปจากแบบแผนเดิมที่เคยมีมา บางคู่ละเว้นประเพณีและลำดับพิธีแต่งงานบางส่วนออกไป บางคู่เสาะหาไอเดียการจัดงานแต่งงานแบบใหม่ ๆ

ครั้งนี้เรามี 9 เทรนด์การจัดงานแต่งงานในยุคโควิด ไอเดียสุดปังมาฝากคู่บ่าวสาว โดยคุณวิธ สุดใจอำพัน จากร้านเพชร Above Diamond เพื่อให้ทุกท่านดื่มด่ำกับบรรยากาศการเฉลิมฉลอง ได้จัดงานแต่งงานอย่างเหมาะสมลงตัว ได้มีโมเมนท์สวมแหวนแต่งงาน และที่สำคัญได้มีความสุขไปกับทุกคนในครอบครัว เหมาะสมที่สุดกับยุคโควิดช่วงนี้ มาดูกันเลย!

9 เทรนด์จัดงานแต่งงานสุดปังยุคโควิด

1. จัดงานแต่งงานเล็ก ๆ แบบไมโครเวดดิ้ง

การจัดงานแต่งงานแบบเล็ก ๆ หรือ “ไมโครเวดดิ้ง” (Micro Wedding) คือ งานแต่งที่มีจำนวนแขกไม่มากไม่น้อยประมาณ 40-50 คน กำลังเหมาะสม เป็นเทรนด์การจัดงานแต่งในยุคโควิดที่กำลังฮิตที่สุด เพราะมีการปรับขนาดงานแต่งให้เล็กลงมา โดยเชิญเฉพาะแขกคนสนิทที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวจริง ๆ เท่านั้น … คุณยังสามารถมีงานเลี้ยงฉลอง มีพิธีแต่งงาน และ แลกแหวนแต่งงานได้ตามปกติ เพียงแค่จัดในขนาดงานที่เล็กลงมาเท่านั้น เป็นตัวเลือกที่เรามักเห็นคู่บ่าวสาวส่วนใหญ่เลือกทำกัน เหมาะสำหรับคนที่วางแผนแต่งงานในยุคโควิดที่สุด และยังสามารถช่วยคุณจัดงานแต่งงานแบบประหยัดได้อีกด้วย!

2. DIY จัดงานหมั้นเล็ก ๆ จัดงานแต่งแบบเรียบง่าย เน้นพิธีสู่ขอ และสวมแหวนแต่งงาน

พูดถึงการจัดงานแต่งงาน คุณคิดว่าสิ่งไหนที่คุณอยากให้มีในงานแต่งของคุณมากที่สุด? พิธีไหนที่ตัดออกไปไม่ได้? ในยุคโควิดนี้ เป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถ DIY ลำดับพิธีงานแต่งงานของคุณในแบบที่คุณต้องการได้มากที่สุดแล้ว จินตนาการถึงโมเมนท์ที่คุณอยากให้มีในงานแต่งของคุณ คู่บ่าวสาวส่วนใหญ่เลือกจัดงานแต่งงานเล็ก ๆ เพียงแค่มีงานหมั้น พิธีแต่งงานทางศาสนาหรือตามประเพณีความเชื่อที่บ้าน บางบ้านเน้นแค่พอมีพิธีสู่ขอ และ แลกแหวนแต่งงาน แหวนเพชร แหวนทอง มอบสินสอด จดทะเบียนสมรส และเลี้ยงฉลองทานข้าวในบรรยากาศครอบครัว เพื่อให้งานแต่งงานรวบรัดที่สุด โดยเน้นความสุขไปที่การได้มีครอบครัวใหม่สร้างขึ้นและมีญาติ ๆ คนรู้จักมาร่วมแสดงความยินดี ก็ถือว่าครบ ลงตัวที่สุด

3. จัดงานแต่งงานกลางแจ้ง เน้นอากาศปลอดโปร่ง พื้นที่ถ่ายเทเพียงพอ

หนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญ สำหรับการจัดงานแต่งงานในยุคโควิด หนีไม่พ้น “การเว้นระยะห่าง” ซึ่งตีโจทย์ออกมา แปลว่าสิ่งที่คู่บ่าวสาวต้องการก็คือ “การจัดงานแต่งงานกลางแจ้ง” เพื่อให้อากาศถ่ายเท คู่บ่าวสาวจะได้เฉลิมฉลองการแต่งงานในสวน หรือ Outdoor ที่ช่วยตัดความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อในห้องแคบออกไป พร้อมกับได้ภาพแต่งงานสวย ๆ สวมแหวนแต่งงานท่ามกลางบรรยากาศหุบเขา หรือ แต่งงานในสวนสไตล์อังกฤษ แบบอบอุ่น เป็นกันเอง ซึ่งธีมงานหรือรูปแบบงานจะออกมาเป็นแบบใดก็ไม่มีปัญหา เน้นปลอดภัยไว้ก่อน และแต่ง Backdrop บรรยากาศสวย ๆ ตามใจคู่บ่าวสาวชอบ ไม่ต้องซ้ำใคร

4.ระบุที่นั่งอย่างชัดเจน และจัด Pod Seating

นอกจากจะเน้นเรื่องการเว้นระยะห่างในงานแต่งงาน และจัดงานแต่งงานกลางแจ้งแล้ว ในยุคโควิดนี้ คู่บ่าวสาวยังฮิตที่จะจัดโต๊ะที่นั่งแบบ Pod Seating หรือ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ เป็นโต๊ะทานข้าวสำหรับ 2 ท่าน อาจเป็นโต๊ะกลมหรือโต๊ะเหลี่ยม คลุมผ้าขาวและตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศงานแต่งงาน แต่เป็นการจัดที่นั่งให้นั่งได้ไม่เกินโต๊ะละ 2 ท่าน … เพราะโดยปกติในงานแต่งงาน แขกมักมากันเป็นคู่ จำนวน 2 ท่านอยู่แล้ว ซึ่งเราจะได้เห็นการตกแต่งงานแต่งงานแบบเก๋ ๆ ที่เป็นโต๊ะแยกเล็ก ๆ สำหรับ 2 ท่าน สวย น่ารัก กำลังดี

5. จ้าง Formal Dinner Service หรือ Fine Dining มาฉลองที่บ้าน

ไม่ว่าจะเป็นสวนหลังบ้าน หรือ ภายในบ้าน คุณก็สามารถจัดงานแต่งงาน เลี้ยงฉลองได้เต็มที่ไปด้วยเทรนด์การจ้าง Catering หรือ ร้านอาหารชื่อดัง ให้เชฟมาทำอาหารในทานในงานเลี้ยงที่บ้านแบบ Fine Dining หรือ จะจ้าง Catering เป็นคอร์ส หรือ เป็นบุฟเฟ่ต์ก็ได้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ฉลองพิธีแต่งงานและทานอาหารดีดีพร้อมหน้าพร้อมตาไปกับคนที่คุณรู้ใจมากไปกว่านี้แล้วว่าไหม?

6. Live Stream Wedding

แม้ว่าเพื่อน ๆ หรือ ญาติผู้สูงอายุที่อยู่ต่างจังหวัด หรือเพื่อนร่วมงานอาจจะมาร่วมกับคุณในช่วงเวลาที่คุณจะสวมแหวน แลกแหวนแต่งงาน ไม่ได้ แต่คุณก็ยังสามารถ Live Streaming ให้คนที่คุณรักชมภาพบรรยากาศสด ๆ ในการสวมแหวน พิธีหมั้น พิธีมอบสินสอด และ โมเมนท์น่ารัก ๆ ความสนุกต่าง ๆ ในงานแต่งงานของคุณได้ เป็นการแบ่งปันบรรยากาศถ่ายทอดสด และคุณยังสามารถให้เพื่อน ๆ ที่คุณรักร่วมแสดงความคิดเห็น เชียร์เจ้าบ่าวตอนเล่นเกมกั้นประตู ผ่าน Live Streaming ได้อีกด้วย

7. บอกลาพิธีแต่งงานแบบดั้งเดิม

ในยุคโควิด คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่จะตัดลำดับพิธีงานแต่งงานแบบดั้งเดิมบางข้อออกไป เช่น การเชิญประธานขึ้นอวยพรคู่บ่าวสาว, ตัดเค้กแต่งงาน, งานเลี้ยงแต่งงาน, After Party หรือแม้แต่พิธีแต่งงานทางศาสนา เพื่อให้เหมาะกับข้อจำกัดในช่วงโควิด … เรามักเห็นหรือจะได้เห็นว่าคู่บ่าวสาวบางคู่เลือกที่จะตัดสิ่งที่ทำไม่ได้หรือไม่สมควรทำออกแล้ว แล้วโฟกัสไปที่การจัดงานแต่งงานสไตล์ที่พวกเขาชอบ และเป็นตัวของพวกเขาอย่างแท้จริงแทน เราอาจจะไม่ได้เห็นพิธีแต่งงานแบบให้เจ้าสาว Walk Down เข้าสู่งาน, ไม่มีซุ้มกระบี่, ไม่มีเพื่อนเจ้าสาวโปรยดอกไม้

8.อาหารกลายเป็นไฮไลท์หลักของงานแต่งงาน

เราจะเห็นว่าคู่บ่าวสาวอาจให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทานอาหารอร่อย ๆ ในงานแต่งงาน มากกว่าการทานอาหารแบบรวดเร็ว ลดการใส่ใจพรีเซนเทชั่นงานแต่ง การพูดบนเวที การเปิดฟลอร์เต้นรำ หรือ After Party แบบก่อนยุคโควิด … คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่จะให้ความสำคัญไปที่อาหารของแขกมากกว่า โดยให้งานแต่งงานนี้เปรียบเสมือนกับการเชิญแขกคนสำคัญมาทานอาหารดีดี ในบรรยากาศอันงดงามหรืออบอุ่นแบบงานแต่งงาน ชูโรงด้วยการจ้างเชฟร้านดัง หรือ โรงแรมดัง มาเนรมิตรประสบการณ์พิเศษ ทำให้งานแต่งงานของคุณดูเซ็กซี่ ซู่ซ่า รับรองว่าใครเห็นก็พูดต่อกันเป็น Talk of the Town … โควิดทั้งที แต่งานแต่งนี้ไม่กร่อยนะจ้ะ

9.จัดงานแต่งงานอย่างประหยัด ทุ่มงบไปกับสิ่งที่คุณให้คุณค่า

และด้วยเทรนด์ฮิต การจัดงานแต่งงานยุคโควิด ที่เราได้บอกคุณไปก่อนแล้ว 8 ข้อด้านบนนี้ ที่คุณจะเห็นได้ว่า เทรนด์ที่กำลังมาคือการตัดสิ่งที่ไม่สำคัญหรือสำคัญน้อยกว่าออกไปด้วยเหตุผลความจำเป็นบางประการ คุณจะเห็นได้ว่าคุณมีโอกาสมากมายที่จะได้จัดงานแต่งงานในแบบที่คุณอยากได้ การจัดงานเลี้ยงฉลองแต่งงานอาจเป็นอีเวนท์เดียว วันเดียว เดี๋ยวเดียวก็จบ … คู่บ่าวสาวบางคู่จึงสามารถตัดงบบางส่วนที่ไม่จำเป็นออก และสามารถเพิ่มงบมากขึ้นไปที่ “แหวนแต่งงาน” ให้คนที่คุณรัก โดยอาจวางแผนเก็บแหวนวงนี้เป็นมรดกให้กับลูกสาวหรือลูกชายในอนาคต หรือเก็บไว้เป็นของขวัญให้คนรักของคุณได้จดจำ เมื่อเราทำทุกอย่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว จะมีอะไรดีไปกว่าได้เซฟงบ แล้วมีเงินเหลือ เพิ่มแหวนคู่ หรือ แหวนแต่งงาน ลงทุนกับราคาเพชร อีกสักนิดอีกสักหน่อยให้เต็มกะรัต ให้คู่ควรกับความรักที่คุณตั้งใจมอบให้เจ้าสาวที่รักของคุณ

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับ 9 เทรนด์การจัดงานแต่งงาน มาแรง สุดปัง ในยุคโควิดนี้ หวังว่าคู่บ่าวสาวจะได้ไอเดียดีดีในการจัดงานแต่งงานยุคโควิดนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับงานแต่งงานของคุณ และขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับคุณด้วย

ศักยภาพถดถอย เพราะเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656604

วันที่ 28 มิ.ย. 2564 เวลา 09:40 น.

ศักยภาพถดถอย เพราะเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

สาวโสดคนหนึ่ง ทำงานหนัก หาเงินเพื่อเลี้ยงตนเอง ช่วงหยุดยาวจึงอยากไปขับรถเล่น พักผ่อนอยู่กับธรรมชาติตามป่าเขา เธอชวนเพื่อนสนิทคนหนึ่งไปด้วย แต่เพื่อนเธอไม่ว่างและขับรถไม่เป็น เพื่อนเธอจึงปฏิเสธ แต่เธอพยายามรบเร้าอยู่หลายครั้งจนเพื่อนใจอ่อน โดยชวนแฟนของเพื่อนไปด้วย ช่วยขับรถระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ เธอไม่เป็นอะไร เพื่อนเธอบาดเจ็บสาหัส แฟนเพื่อนเสียชีวิต เธอเสียใจมากและโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุ หากว่าไม่ชวนเพื่อนและแฟนของเพื่อนไปด้วย ก็คงไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เธอรู้สึกผิดอย่างมาก นึกขึ้นมาทีไร เจ็บปวด เสียใจ และอยากย้อนเวลากลับไปเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันย้อนเวลาไม่ได้ และชีวิตเธอก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่น รู้สึกผิดในใจลึกๆ กลายเป็นคนซึมเศร้า ศักยภาพถดถอย ไม่อาจพลิกฟื้นตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้ ชีวิตไม่มีความสุข เพราะเธอคิดว่าเธอคือต้นเหตุ

ในช่วงชีวิตเราย่อมต้องมีเหตุการณ์ในทำนองนี้ที่ว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นในอดีต และส่งผลเสียต่อทั้งตนเองและความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยคิดว่าตนคือต้นเหตุ เพราะคิดว่าหากว่าตนไม่ทำอย่างนั้น มันก็คงไม่มีเรื่อง มันเป็นความรู้สึกผิดที่เกาะกัดกินใจตนเองและเสียใจมายาวนาน จนเป็นรากฝังลึกลงเป็นปมในใจ ความรู้สึกผิดนี้ ตนก็พยายามจะลืมๆ มันไป แต่ทำไม่ได้ มันแวะเวียนมาบ่อยๆ นึกถึงทีไร รู้สึกผิดหวังในตนเอง คิดอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไข แต่มันเป็นไปไม่ได้

ความรู้สึกผิดนี้มันบั่นทอนจิตใจ ความรู้สึก ทำให้ตนขาดความเชื่อมั่น ภายในเปราะบาง อ่อนไหวต่อเหตุการณ์เชิงลบที่เข้ามากระทบ ชีวิตจึงเต็มไปด้วยแรงกดดัน คิดมาก วิตกจริต และบ่อยครั้งที่เจอเรื่องแย่ๆ แล้วรู้สึกท้อถอย จมอยู่กับความผิดหวัง ไม่สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาเข้มแข็งได้

และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ส่งผลให้บุคคลไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

  • บ่อยครั้งที่ท่านมีความคิดดีๆ แต่ไม่กล้านำเสนอ ขาดความเชื่อมั่น คิดไปว่ามันจะเข้าท่าหรือ เดี๋ยวก็คงโดนด่ากลับมาอีก แล้วก็ล้มเลิกไป
  • ทำไมตนจึงอ่อนไหวต่อความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป เวลามีคนเตือน ตนจึงรู้สึกหวั่นไหว
  • ทำไมตนจึงเปราะบาง ขาดภูมิต้านทาน ไม่หนักแน่น ไม่ยืนหยัด ไม่อดทน ไม่อาจทนต่อแรงเสียดทานได้
  • คิดเองไม่เป็น คอยแต่จะตามคนอื่น กลัวพลาด ไม่สามารถนำตนเองได้ ไม่เล่นเชิงรุก
  • ทำไมเวลาใครได้รับการชื่นชม ตนรู้สึกกัดกินใจตนเอง เหมือนมีใครมาแย่งของๆ ตนไป
  • ทำไมตนจึงปฏิเสธไม่เป็น ไม่เป็นตัวของตัวเอง บ่อยครั้งทำให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
  • ตนเป็นผู้นำองค์กร แต่ทำไมไม่สามารถสร้างทีมงานให้ไปในแนวทางเดียวกันได้ ตนจึงเสียโอกาสก้าวหน้า ผลงานไม่เข้าตา องค์กรไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

แล้วท่านคิดว่าอะไรที่คอยฉุดรั้งศักยภาพท่านไว้ ท่านสงสัยไหมว่าทำไม รากของปัญหาคืออะไร แล้วจะแก้ยังไง?

เมื่อพิจารณาถึงรากของปัญหา โดยปกติ คนเราไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่มีทางที่จะทำสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ 100% ได้มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกัน และก็โดยทั่วไปที่คนเราย่อมต้องมีความพลาดพลั้ง หรือได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดลงไปในอดีต แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา

ปัญหาก็คือว่า คนเรามักจะเอาความพลาดพลั้งจากการที่ไม่ถึงเป้าหมายในเชิงรูปธรรมที่วัดได้ หรือเอาความพลาดพลั้งในอดีตที่ตนได้ทำลงไปนั้น มาสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในใจตนเอง ตรงนี้ซิคือประเด็น!!

ภาวะดังกล่าวคือ ความรู้สึกผิด คิดว่าตนคือต้นเหตุของปัญหา มันเป็นภาวะที่เห็นตนเองติดลบ เห็นว่าตนเองใช้ไม่ได้ รู้สึกว่าตนไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง คิดไปว่าตนขาดประสิทธิภาพ ด้อยกว่าคนอื่น หรือด้อยกว่าที่ตนคิด หรือเกิดความสงสัยว่าทำไมจึงต่ำกว่ามาตรฐาน ตนน่าจะทำได้ดีกว่านี้ หรือตีความว่าทำไมแค่นี้ถึงคิดไม่ออก ทำไม่สำเร็จ โดยรวมก็คือ ตนไม่เห็นคุณค่าตนเอง

เมื่อเห็นตนเองไร้ค่า จึงเกิดความสงสัยในตนเอง ขาดความเชื่อมั่น ทำให้ภายในอ่อนแอ เปราะบาง ขาดความมั่นคง ขาดภูมิต้านทาน อ่อนไหวไปตามกระแสหรือสิ่งที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะเวลาที่มีแรงกดดันจากภายนอก แต่ด้วยความที่เป็นคนที่มีความคาดหวังสูง จึงรับไม่ได้ จึงเกิดความขัดแย้งภายใน กลายเป็นแรงกดดัน มากๆ เข้าก็เลยคิดมาก วิตกจริต กดดันตนเอง หงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ ควบคุมตนเองไม่ได้ แล้วชอบเหวี่ยงใส่คนอื่น ซึมเศร้า และในบางกรณีกลับมาทำร้ายตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะตนไปเอาความพลาดพลั้งในอดีตมาทำร้ายตัวตนของตนเองอย่างเข้าใจผิด ปัญหาของบุคคลจึงเป็นเรื่องของ “ความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิด” ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็น ที่เอาความเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดมาทำร้ายตนเอง มาทำลายคุณค่าตนเอง

เมื่อมีความพลาดพลั้งเกิดขึ้น และหากบุคคลใดมีกรอบความคิดว่าความพลาดพลั้งคือความผิดแล้ว ความรู้สึกดังกล่าวมันจะเข้ามาโจมตีที่ตัวตนของบุคคลคนนั้น และสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในใจ ความรู้สึกผิดนี้เองที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเอง สร้างความหวั่นไหวขึ้นภายใน บุคคลที่ไม่สามารถก้าวข้ามพ้นความรู้สึกผิดนี้ไปได้ จึงไม่สามารถขับศักยภาพภายในตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องเสียหายที่เกิดจากความเข้าใจผิดต่อความพลาดพลั้ง และนี่คือสาเหตุหลักที่คอยฉุดรั้งศักยภาพของบุคคลให้ถดถอย ไม่สามารถนำตนเองได้อย่างน่าเสียดาย และเป็นรากของปัญหาในทุกความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ดังนั้น ความสามารถในการปลดปล่อยศักยภาพจึงมาจากการที่ตนเห็นตนเองเป็นใคร อย่างไร

เมื่อพิจารณาถึงทางออกของปัญหาในประเด็นความรู้สึกผิดต่อตนเองนี้ เราพบว่าทุกการแสดงออกมาจากกรอบความคิด (หรือภาพในใจ) หรือ Mindset กรอบความคิดคือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย คนเราผ่านมาทั้งเรื่องบวกและลบมากมายทั้งชีวิต ในส่วนที่เป็นลบนั้น มันคือความรู้สึกผิดต่อตนเอง แต่นั่นมิใช่ปัญหา ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเราไปรับรู้และเข้าใจมันผิด ดังนั้น บุคคลที่อยู่ในภาวะถดถอยนั้นเป็นเพราะว่า ตนยังเข้าใจผิดต่อความรู้สึกผิดที่มีต่อตนเอง

เราจึงควรมาทำความเข้าใจกับตัวตนของตนเองเสียใหม่ โดยย้อนกลับเข้ามาภายในเพื่อทำความเข้าใจตนอง ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ห้ามปฏิเสธ หากเรายอมรับมัน นั่นเท่ากับว่าเรายอมรับตนเอง มันเป็นการเข้าใจตนเอง ให้อภัยตนเอง มันคือการเห็นคุณค่าตนเอง ภาวะนี้เท่านั้นที่บุคคลจะสามารถก้าวข้ามพ้นภาวะติดลบภายในใจไปได้ ภายในบุคคลจึงเข้มแข็ง เกิดความเชื่อมั่นและมีความมั่นคงภายใน ความมั่นคงภายในนี้เองจะเป็นก้าวสำคัญที่บุคคลจะเริ่มปรับฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาได้ การเห็นคุณค่าตนเองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่การสร้างการนำตนเองเชิงรุกได้อย่างยั่งยืน

Sirus Tanya x Vatit Itthi Bridal Campaign นิยามความรักที่ไร้กาลเวลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656547

วันที่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 10:10 น.

Sirus Tanya x Vatit Itthi Bridal Campaign นิยามความรักที่ไร้กาลเวลาผลงานการคอลลาโบเรชั่นของสองแบรนด์ดังอย่างแบรนด์เครื่องประดับ Sirus Tanya ไฟน์จิวเวลรีคุณภาพสูง และแบรนด์ชุดแต่งงาน Vatit Itthi มอบนิยามใหม่ของการเฉลิมฉลองความรักและสะท้อนความงดงามตามแบบฉบับของผู้หญิงยุคใหม่

การคอลลาโบเรชั่นระหว่างแบรนด์สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับการร่วมงานกันของสองแบรนด์ดังอย่าง แบรนด์เครื่องประดับ “ไซรัส ธัญญา” (Sirus Tanya) ไฟน์ จิวเวลรีคุณภาพสูง โดดเด่นด้วยดีไซน์เหนือกาลเวลา และ แบรนด์ชุดแต่งงาน “วทิต อิทธิ” (Vatit Itthi) ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานคอลลาโบเรชั่นสุดพิเศษผ่านทักษะความชำนาญและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน นำมาถ่ายทอดพร้อมมอบนิยามใหม่ของการเฉลิมฉลองความรักและสะท้อนความงดงามตามแบบฉบับของผู้หญิงยุคใหม่

Sirus Tanya x Vatit Itthi Bridal Campaign คือแคมเปญที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์และตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่เรียบหรูและร่วมสมัย ผ่าน ชุดเจ้าสาว คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิปี 2021 คอลเลกชั่นชุดเจ้าสาวที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์ Vatit Itthi มีทั้งหมด 35 ลุค ในสไตล์คลาสสิกไปจนถึงความร่วมสมัยผสมผสานกับอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่แสดงออกถึงความมีรสนิยมที่ดี ในการแต่งกาย ซึ่งยังคงถ่ายทอดผ่าน 3 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ความสง่างาม (elegance), วิจิตรศิลป์ (artistry), และสุทรรศนนิยม (optimism) ผสานเข้ากับ ไซรัส ไบรดัล คอลเลกชั่น เซ็ทเครื่องประดับสำหรับแต่งงานคอลเลกชั่นแรกของแบรนด์ ไซรัส ธัญญา ซึ่งยังคงสไตล์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานความสง่างามเหนือกาลเวลา หลอมรวมเข้ากับความร่วมสมัย เต็มเปี่ยมไปด้วยงานฝีมืออันประณีตถูกนำมาต่อยอดอย่างสมบูรณ์แบบโดยช่างฝีมือระดับสูงเพื่อรังสรรค์เครื่องประดับสัญลักษณ์แห่งคำมั่นสัญญาและเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ ในคอนเซ็ปต์ PROMISE OF A LIFETIME ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ศิรัส ธัญญวัฒนกุล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ไซรัส ธัญญา กล่าวว่า “เราต่างมีภาพผู้หญิงในอุดมคติคนเดียวกัน เป็นผู้หญิงที่มีความเรียบหรูในขณะเดียวกันไม่หวือหวามากจนเกินไป ซึ่งทำให้การทำงานร่วมกันครั้งนี้มีความพิเศษมาก”

วทิต วิรัชพันธุ์ และ อิทธิ เมทะนี ผู้ก่อตั้งแบรนด์ วทิต อิทธิ เผยว่า “วทิต อิทธิ และ ไซรัส ธัญญา มีความเชื่อและปรัชญาคล้ายกันในแง่ของพื้นฐานการออกแบบและรสนิยม ทำให้รู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้และคอลเลกชั่นแต่งงานครั้งแรกของแบรนด์ ไซรัส ธัญญา”

Sirus Bridal Collection ได้รังสรรค์แหวนเพชร “Sirus Promise Engagement Ring” แหวนแต่งงานไอคอนนิคของคอลเลกชั่นนี้ อัญมณีล้ำค่าที่ส่องประกายโดดเด่นด้วยเพชรที่เจียระไนทรงเอมเมอรัล ประกบด้วยเพชรแทปเปอร์บาร์เก็ตทั้งสองข้างและฝังเพชรบาเก็ตรอบตัวเรือนแพลตตินั่มทั้ง 3 ด้าน เป็นการสะท้อนความเป็นเลิศด้านฝีมืออันแสนประณีตในทุกรายละเอียด นอกจากนี้ความคลาสสิกของแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวมีหกหนามเตยยกชูเพชรจากตัวเรือนทำให้เพชรรับแสงส่องประกายได้อย่างเต็มที่ แสดงถึงความงดงามในความเรียบง่ายและการให้คำมั่นสัญญาของความรักชั่วนิรันดร์ จับคู่กับ สร้อยคอรีเวียร์ (Rivière) เพชรเจียระไนทรงกลมและทรงเอมเมอรัล เพิ่มความสมบูรณ์แบบด้วย ต่างหูเพชรน้ำงามทรงแฟนซี ชุดแต่งงานถูกตัดเย็บแบบ one-of-a-kind โดดเด่นไม่เหมือนใคร เสริมความสง่างามให้น่าจับตามองด้วยเครื่องประดับอันวิจิตรบรรจงเพิ่มกลิ่นอายความโรแมนติกมากยิ่งขึ้น

ชุดเดรสเจ้าสาวผ้าชีฟองจับพลีท (Pleating) รอบตัวในซิลูเอททรงเรขาคณิตปักลายดอกไม้ 3 มิติเพิ่มวอลลุ่มให้กับดีเทลแขนเสื้อ สวมใส่คู่กับชุดเครื่องประดับเพชรและไพลินสีน้ำเงินรอยัล บลู (Royal Blue Sapphire)

นอกจากนี้ กลีบดอกไม้ถูกนำมาร้อยเรียงปรากฏเป็นชุดเดรสสั้นผ้าไหมออแกนซ่าตัดเย็บเป็นชั้นสวยงาม โอบรับด้วย สร้อยคอเพชรเจียระไนทรงไข่ทั้งหมด 128 เม็ด จับคู่เข้ากับ สร้อยข้อมือเพชรและแหวนเพชรเม็ดเดี่ยวทรงไข่แบบคลาสสิก ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

นอกจากชุดเครื่องประดับเจ้าสาวแล้ว ไซรัส ไบรดัล คอลเลกชั่น (Sirus Bridal Collection) ยังนำเสนอเครื่องประดับสำหรับบุรุษ อาทิ แหวน สร้อยข้อมือ คัฟลิงค์ และเข็มกลัด ประดับเพชร สัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาแห่งความรักชั่วนิรันดร์อีกด้วย

พบกับ ไซรัส ไบรดัล คอลเลกชั่น (Sirus Bridal Collection) ได้ที่ Sirus Tanya สาขา สยามพารากอน ชั้น1 โทร 083-313-8222 , สาขา ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น G โทร 063-220-4888 รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://sirustanya.com , Instagram: @sirustanya_official

#SirusTanyaxVatitItthi

#SirusBridal

#VATITITTHIWedding

CASIO เผยโฉมนาฬิกา 3 รุ่นล่าสุด คอลเลคชั่นใหม่ที่โดนใจสายสตรีทแฟชั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/656356

วันที่ 24 มิ.ย. 2564 เวลา 14:02 น.

CASIO เผยโฉมนาฬิกา 3 รุ่นล่าสุด คอลเลคชั่นใหม่ที่โดนใจสายสตรีทแฟชั่นเพราะแฟชั่นมันอยู่ใน DNA สาวกแบรนด์ในตำนาน CASIO ต้องตื่นเต้นกับคอลเลคชั่นใหม่ โดนใจสายสตรีทแฟชั่นแน่นอน

ถ้าคุณคือคอสตรีทแฟชั่นนี่คือสิ่งที่เราไม่อยากให้คุณพลาด CASIO สุดยอดแบรนด์นาฬิกาสำหรับสายสตรีท เผยโฉมนาฬิกา 3 รุ่นล่าสุดที่น่าจับจองเป็นที่สุด เอาใจสาวกแบรนด์ในตำนานที่หลงรักในสไตล์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใครอย่าง G-SHOCK และ Baby-G ที่เรียกได้ว่าจะสวมเพื่อ Work from home หรืออัพลุคเท่ออกนอกบ้านก็มีสไตล์และฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้อย่างครบครัน

Highlight Model

 G-Shock G-Steel GST-B400 Carbon Core Guard Series

ดีไซน์ใหม่ล่าสุดที่บ่งบอกถึงความเท่ โฉบเฉี่ยว ทะมัดทะแมง แข็งแกร่ง และทนทานสไตล์สปอร์ต ด้วยโครงสร้างใหม่ล่าสุดโดยใช้คาร์บอนเป็นวัสดุหลัก แต่ยังคงความบางเบาของตัวเรือนเพียง 12.9mm. ที่เรียกได้ว่า บางที่สุดในกลุ่ม G-Steel เลยทีเดียว จึงสามารถสวมใส่ได้สบายและคล่องตัวในทุกการเคลื่อนไหว มีให้เลือกถึง 4 รุ่น ครบครันทั้งสายสแตนเลสสตีลและสายเรซิน หรือเคลือบ IP สีดำ (ตามรุ่น) อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับ Bluetooth และมีระบบ Tough Solar ชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จึงช่วยประหยัดพลังงานกว่าเดิมถึง 55% และใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น

G-Shock Hidden Coast Series: GA-900 / GA-2000 / GA-2100

อีกรุ่นยอดนิยมที่นักเดินทางจะต้องรู้จัก เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากการแสวงหาดินแดนติดทะเลอันไกลโพ้นที่ไม่มีใครเคยเดินทางไปถึง ด้วยการเลือกใช้โทนสีจากชายฝั่งซึ่งถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติอันงดงามแต่เรียบง่าย อาทิ สีน้ำตาล สีเขียว สีขาว สีน้ำเงินคราม และสีส้มอ่อน นำมาผสมผสานสอดคล้องกันกับรายละเอียดในดีไซน์จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของซีรีส์นี้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นรุ่น GA-900HC-3ADR และ GA-900HC-5ADR ที่บอกเล่าจิตวิญญาณของสายสตรีทได้อย่างเด่นชัดพร้อมแบตเตอรี่ที่ทำงานอย่างทนทานยาวนานถึง 7 ปี, รุ่น GA-2100HC-2ADR และ GA-2100HC-4ADR หนึ่งในรุ่นยอดนิยมที่โดดเด่นทั้งเรื่องสีสันและความบางเฉียบที่สุดของ G-Shock รวมถึงรุ่น GA-2000HC-3ADR และ GA-2000HC-7ADR ด้วยโครงสร้างคาร์บอนจึงมีความแข็งแรงทนทานและยังสามารถเปลี่ยนสายได้อีกด้วย

Baby-G BGA-280 Series The New Color (4,000 THB) 

เพิ่มความสนุกในทุกลุค ด้วยความหวานเย็นของสีพาสเทลดุจไอศกรีม ผสานกับดีไซน์แบบสตรีทที่เอาใจสาวๆ ให้หลงรักทันทีที่แรกเห็น มอบลุคหวานๆ แต่สนุกสนาน อ่อนเยาว์ ทันสมัย คล่องตัว และทะมัดทะแมง พร้อมเพิ่มดีเทลลูกเล่นที่การเล่นสีกรอบหน้าปัดแบบสองชั้น มิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากหลายลุค ทั้งเปรี้ยว หวาน เท่ หรือแม้แต่ชุดทำงาน ตัวหน้าปัดมีทั้งแบบอะนาล็อคและดิจิตอลเพื่อการอ่านเวลาที่ง่ายดายและแม่นยำ ในขณะที่ตัวเรือนและกรอบทำจากเรซินจึงให้สัมผัสที่เบาสบาย นุ่มผิว และแน่นอนว่างานเรืองแสงด้วยไฟ LED ก็ต้องมา! เพราะนี่คือจุดเด่นอีกจุดที่สร้างความสะดุดตาให้กับผู้สวมใส่ และยังสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร 

และทั้ง 3 รุ่นนี้เองที่ CASIO พร้อมเผยโฉมอย่างเต็มรูปแบบในงาน Siam Paragon Watch Expo 2021 ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นสาวกของ G-Shock หรือ Baby-G ที่เน้นความเป็นสตรีทสไตล์อย่างเต็มเปี่ยม หรือจะเป็นคนรักนาฬิกา CASIO ที่ครบครันทั้งฟังก์ชั่นและแฟชั่น สวมใส่ง่ายและดูดีในทุกโอกาสก็ตาม เหล่านี้คือไอเท็มใหม่ล่าสุดที่น่าจับจองและไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งด้วยประการทั้งปวง!

แล้วพบกันที่ ณ บู๊ท CASIO G-SHOCK ภายในงาน Siam Paragon Watch Expo 2021 ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 18 มิถุนายน – 11 กรกฎาคม 2564 ติดตามข่าวสารที่ Facebook : Casio Watches Thailand หรือ www.casio-cmg.com

#GSTEEL #GSHOCKTH #BABYG #CASIOCMG #SiamParagonWatchExpo2021