โค้งสุดท้าย Central x Jubilee Exclusive Private Sale #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654225

วันที่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 14:30 น

โค้งสุดท้าย Central x Jubilee Exclusive Private Sale “ห้างเซ็นทรัล” ร่วมกับ “ยูบิลลี่ ไดมอนด์” มอบประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอกย้ำความเป็นหนึ่งเพื่อลูกค้ากลุ่มลักชัวรี่ กับ ‘Jewelry Virtual Shopping’ ผ่านวิดีโอคอล กับผู้ช่วยช้อปส่วนตัว ครั้งแรกของสินค้าจิลเวลรี่

นับเป็นอีกก้าวสำคัญของห้างเซ็นทรัล ในการยกระดับการช้อปปิ้งเพื่อให้เข้าถึงในทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า กับแคมเปญ “Central x Jubilee Exclusive Private Sale” ด้วยการจับมือ “ยูบิลลี่ ไดมอนด์” แบรนด์เครื่องประดับหรู เสิร์ฟประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรก! ‘Jewelry Virtual Shopping’ ผ่านวิดีโอคอล กับ Personal Shopper on Demand ผู้ช่วยช้อปส่วนตัว เพื่อให้ลูกค้าระดับท็อปช้อปสะดวกสบายแม้อยู่ที่บ้าน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พ.ค. 64 – 31 พ.ค. 64 

นางสาวรวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ห้างเซ็นทรัล ได้นำเสนอประสบการณ์ช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ากลุ่มต่างๆ ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน สำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง ห้างเซ็นทรัลคือที่หนึ่งในใจของพวกเขามาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะ สมาชิก The Embassy Club และ Central Diamond Society ซึ่งถือเป็นลูกค้ากลุ่ม Wealth คนสำคัญที่จะได้รับสิทธิพิเศษที่สุดในการเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษก่อนใคร นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของห้างเซ็นทรัลตลอดทั้งปี อาทิ ที่จอดรถ และการใช้บริการเลาจน์ รวมถึงมีผู้ช่วยช้อปส่วนตัวดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นต้น 

ด้วยเหตุนี้ ห้างเซ็นทรัล จึงร่วมกับ “ยูบิลลี่ ไดมอนด์” แบรนด์เครื่องประดับเพชรแท้ชั้นนำของประเทศไทย มอบการช้อปปิ้งเหนือระดับตอบรับไลฟ์สไตล์เฉพาะตนของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว กับแคมเปญ Central x Jubilee Exclusive Private Sale” เสิร์ฟประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรก! กับ Per-sonal Shopper on Demand ผู้ช่วยช้อปส่วนตัว ให้ลูกค้าของห้างเซ็นทรัลที่ได้รับเชิญ ได้เลือกซื้อเครื่องประดับเพชรแท้ ได้ง่ายๆ แม้อยู่ที่บ้านด้วยรูปแบบ “Jewelry Virtual Shopping” ผ่านวิดีโอคอล พร้อมกับ Diamond Advisor ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพชรของยูบิลลี่ มาให้คำแนะนำและคำปรึกษาอย่างเป็นกันเอง และรับโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ รับฟรี คูปองแทนเงินสด และบัตรของขวัญจากยูบิลลี่ รวมมูลค่า 2,000 บาท และข้อเสนอสุดพิเศษจากยูบิลลี่มากมาย

ความเอ็กซ์คลูซีฟยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะลูกค้าสามารถแจ้งล่วงหน้าถึงความสนใจในการชมเครื่องประดับแบบต่างๆ ของยูบิลลี่ อาทิ แหวนแต่งงาน เครื่องประดับที่สะสมเพื่อการลงทุน เป็นต้น และเพื่อความพิเศษสุด ห้างเซ็นทรัลยังมีบริการเมนูของว่างส่งตรงถึงบ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศให้เพลิดเพลินยิ่งขึ้นระหว่างวิดีโอคอล โดยมีนางแบบมาลองสวมใส่เครื่องประดับให้ได้เห็นจริง พร้อมจัดส่งสินค้าแบบ เอ็กซ์คลูซีฟถึงมือคุณ อย่างถูกสุขอนามัย ถือได้ว่าเป็นบริการรูปแบบใหม่ ที่ห้างเซ็นทรัลนำสินค้าลักชัวรี่มาเสิร์ฟให้ลูกค้าอย่างใกล้ชิดถึงที่บ้าน” 

รวิศรา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ห้างเซ็นทรัล ใส่ใจ ให้ความสำคัญ และไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์เพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้ากลุ่มลักชัวรี่ โดยมีพนักงานของห้างเซ็นทรัลดูแลและบริการอย่างใกล้ชิด ทั้งยังมุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ แบบเอ็กซ์คลูซีฟในการช้อปปิ้งให้กับทุกกลุ่มลูกค้าคนสำคัญของห้าง ให้ได้รับความเพลิดเพลินและสะดวกสบายจากบริการของเราเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองอีกด้วย”

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษของแคมเปญ Central x Jubilee Exclusive Private Sale นี้ ลูกค้าจะได้รับฟรี Voucher จาก ยูบิลลี่ 1,000 บาท เมื่อซื้อครบ 50,000 บาท (ลดในบิลได้ทันที), รับฟรี Cash Coupon 1,000 บาท เมื่อซื้อครบ 10,000 บาท (ลดในบิลได้ทันที), รับฟรี คูปองแทนเงินสดเซ็นทรัล มูลค่าถึง 5,500 บาท (สำหรับใช้ครั้งถัดไป) หรือ หากซื้อสินค้าครบ 250,000 บาท รับฟรี คะแนน The1 230,000 คะแนน (คะแนนสามารถนำมาแลกเป็นคูปองแทนเงินสดได้ มูลค่า 28,750 บาท) พร้อมทั้งโปรโมชั่นพิเศษจาก ยูบิลลี่ ราคาเริ่มต้นเพียง 29,900 บาท รวมถึง สินค้า The Excellence คอลเลคชั่นเพชรที่มีใบเซอร์ทุกชิ้น และเซ็ตเครื่องประดับสุดคุ้ม รวมถึงโปรโมชั่น สุดคุ้ม และ สินค้า Carat ที่มาพร้อมใบรับประกันคุณภาพจาก GIA สถาบันที่ให้การรับประกันเพชรจากประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. 64 – 31 พ.ค. 64 

นอกจากนี้ ลูกค้าทุกท่านยังสามารถช้อปปิ้งได้ง่ายๆ ผ่านหลากช่องทางของห้างเซ็นทรัล ทั้งที่หน้าร้าน หรือช้อปบนมือถือผ่าน Central App ช้อปผ่านเว็บไซต์ www.central.co.th ตลอด 24 ชั่วโมง แชตและช้อปใน Central Chat & Shop ผ่าน Line Official @centralofficial รวมถึงโทรผ่าน Central Call & Shop โทร.1425 ที่มาพร้อมบริการ Personal Shopper On Demand ผู้ช่วยช้อปส่วนตัวสำหรับคุณ รวมถึงช้อปผ่าน Central Facebook Live และ Facebook Inbox ที่ www.facebook.com/CentralDepartmentStore

กุมารแพทย์แนะทิปส์เสริมพัฒนาการลูกน้อยในวิถี New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/654222

วันที่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 13:55 น

กุมารแพทย์แนะทิปส์เสริมพัฒนาการลูกน้อยในวิถี New Normal กุมารแพทย์แนะนำวิธีการเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยในวิถี New Normal พร้อมเผยเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจธรรมชาติในการพัฒนาทักษะต่างๆ ตามช่วงวัย

การดูแลพัฒนาการสำหรับลูกน้อยถือเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเป็นช่วงเวลาทอง หรือ Golden Period สำหรับพัฒนาการทางด้านสมองและสติปัญญาที่มีส่วนสำคัญในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และพัฒนาทักษะในการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันที่ส่งผลให้การออกนอกบ้านเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมีความกังวลและประสบกับข้อจำกัดถึงวิธีการในการเลี้ยงดูลูกน้อยเพื่อการมีพัฒนาการและทักษะที่ดี ด้วยเหตุนี้ Dodolove (ดูดู เลิฟ) แบรนด์กางเกงผ้าอ้อมยอดนิยม จึงได้เชิญ พญ. พรนิภา ศรีประเสริฐ กุมารแพทย์จากเพจเรื่องเด็กๆ by หมอแอม มาร่วมไขข้อข้องใจและแนะนำเทคนิคการเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยง่ายๆ ในวิถีนิวนอร์มัล พร้อมชวนช้อปผลิตภัณฑ์ของใช้จำเป็นในราคาพิเศษให้เจ้าตัวน้อยในแคมเปญ Shopee 6.6 Greatest Brands Celebration

พญ.พรนิภา ศรีประเสริฐ กุมารแพทย์จากเพจเรื่องเด็กๆ by หมอแอม กล่าวว่า “การดูแลเลี้ยงลูก และได้เฝ้ามองลูกๆ เติบโตถือเป็นประสบการณ์ที่สร้างความสุขและความท้าทายไปพร้อมๆกันสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เด็กในแต่ละช่วงอายุจะมีพัฒนาการที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสามปัจจัยหลัก คือ การเลี้ยงดู พันธุกรรม และสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะช่วงอายุตั้งแต่ทารกแรกเกิดถึง 12 เดือนเป็นช่วงที่ปัจจัยดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการทางร่างกาย สมองและอารมณ์เป็นอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ”

เข้าใจกลไกการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการอย่างเหมาะสม

ทารกแรกเกิด: ในวัยทารกแรกเกิดเป็นช่วงที่ทารกต้องปรับตัวอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ควรกระตุ้นระบบประสาทต่างๆ ให้ทารกได้คุ้นเคยกับโลกใบใหม่ การนวด ใช้นิ้วไต่ตามแขนและขา และโอบกอดทารกอย่างนุ่มนวลเป็นประจำจะเป็นการกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสและช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย เนื่องจากทุกครั้งที่มีการโอบกอดสัมผัส ร่างกายจะหลั่งสาร Oxytocin (ฮอร์โมนแห่งความรัก) ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย และยังช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำนมของคุณแม่ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ วัยทารกแรกเกิดเป็นวัยที่สายตายังมองเห็นได้ไม่เต็มที่ สามารถมองเห็นเพียงแค่ในระยะ 1 ฟุต คุณพ่อคุณแม่จึงควรกระตุ้นการมองเห็นของลูกด้วยการจ้องมองตาอยู่เป็นประจำ หรือหาของเล่นสีสดอย่างเช่นลูกบอลเล็กๆ สีแดง ให้ลูกฝึกมอง จะเป็นการช่วยกระตุ้นระบบประสาทและการมองเห็นของลูกได้ดี

1 – 4 เดือน: ทารกช่วง 1-4 เดือน เป็นช่วงที่เริ่มมีการพัฒนาของระบบประสาทและการมองเห็น การได้ยิน มีปฏิกิริยาโต้ตอบ อย่างเช่นการชันคอและหลัง ยิ้ม หัวเราะ มองหาเมื่อเวลาคุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่ รวมถึงเริ่มมีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมซึ่งจะเห็นได้จากการนอนหลับและการรับประทานอาหารที่เริ่มเป็นเวลามากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นพูดคุย ฝึกการได้ยินและชันคอ โดยการให้ลูกนอนคว่ำ หาของเล่นที่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งมาชูเหนือศีรษะให้ลูกพยายามชันคอขึ้น หรืออุ้มลูกหันหน้าเพื่อมองสบตากัน พร้อมเอียงหน้าไปมาช้าๆ เพื่อให้ลูกมองตาม 

5 – 8 เดือน: ในวัย 5-8 เดือน เจ้าตัวน้อยจะมีพัฒนาการเรื่องการนั่งและการกิน เนื่องจากเป็นวัยที่กล้ามเนื้อหลังเริ่มแข็งแรง คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญในการฝึกให้ลูกนั่งกินข้าวร่วมกับครอบครัว นั่งทำกิจกรรม เล่นของเล่น โดยให้ลูกได้ลองจับของเล่นที่มีพื้นผิวสัมผัสแตกต่างกัน อาทิ น้ำ บล๊อกไม้ ของเล่นยางนิ่มๆ สีสันสดใส ก้อนไหมพรม เป็นต้น

สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษในวัยนี้คือเจ้าตัวน้อยบางรายอาจมีพฤติกรรมโยนขว้างสิ่งของ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรดุหรือห้าม แต่ควรหาพื้นที่ที่ปลอดภัยหรืออุปกรณ์เสริมให้ลูกเล่น อย่างเช่น การขว้างของเล่นให้ลงตะกร้า เพราะนอกจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวแล้ว ลูกๆ ยังได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

9 – 12 เดือน: ลูกน้อยจะเริ่มทรงตัวเพื่อหัดยืน เดิน และเป็นนักสำรวจตัวน้อย พัฒนาการของวัยนี้จะเรียนรู้จากการได้ลองทำด้วยตัวเอง ดังนั้นสิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมคือพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ลูกได้เล่นสำรวจอย่างเต็มที่ และควรระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ อย่างเช่น ปิดรูปลั๊กและครอบพัดลมป้องกันไม่ให้ลูกเอานิ้วแหย่ ปิดสันขอบโต๊ะเพื่อป้องกันไม่ให้หัวลูกกระแทก เก็บสายระโยงระยาง รวมถึงทำรั้วกั้นบันไดเพื่อป้องกันลูกตกบันไดและอุบัติเหตุอื่นๆ

เมื่อมีพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ลูกได้เล่นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมเล่นกับลูก โดยเน้นการเคลื่อนไหวของแขนขา อย่างเช่น การฝึกให้ลูกเกาะคอกเดิน เกมคลานเก็บของเล่น หรือการเล่นน้ำในสระยางเพื่อให้ลูกเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

เคล็ด (ไม่) ลับเสริมพัฒนาการลูกน้อย เมื่อต้องกักตัวอยู่บ้าน

  1. กำหนดเวลาให้ชัดเจน เคล็ดลับพื้นฐานข้อแรก คือ คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ของลูกให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเวลาตื่นนอน เวลารับประทานอาหาร และเวลาเล่น นอกจากจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่บริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยเชิงบวกให้ลูก
  2. ใส่ใจเรื่องโภชนาการ ในช่วงกักตัว คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักสั่งอาหารจากร้านอาหารนอกบ้านมารับประทาน จึงควรระมัดระวังเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และหลีกเลี่ยงผงชูรส อาหารที่ใส่ผงชูรสหรือมีรสจัด อาจส่งผลให้ไตของลูกน้อยทำงานหนักเกินไป
  3. เอ็นจอยกับกิจกรรมภายในบ้านร่วมกัน เด็กเล็กเป็นวัยที่กำลังมีพลังงานมาก และเมื่อพวกเขาไม่ได้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นเพื่อนเล่นและหากิจกรรมง่ายๆ ที่ลูกสามารถมีส่วนร่วมเพื่อให้ได้เคลื่อนไหว เสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและใหญ่ รวมถึงช่วยฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ อย่างเช่น รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารสัตว์เลี้ยง ล้างจาน หรือเช็ดโต๊ะ
  4. อย่ามองข้ามเสื้อผ้าและกางเกงผ้าอ้อม เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ใส่ง่าย ทำให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันกับการเลือกกางเกงผ้าอ้อมที่ควรเลือกเนื้อผ้าที่อ่อนนุ่ม ซึมซับและระบายอากาศได้ดี เนื่องจากผ้าอ้อมที่หนาจะทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัว งอแงหงุดหงิดง่าย ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ทั้งการพลิกตัว การคลานเดิน รวมถึงการนอนหลับที่ไม่เต็มที่ ที่จะส่งผลต่ออารมณ์และพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกได้เช่นกัน

ส่องความยูนีคพร้อมอัพเดทเทรนด์เพิ่มสีสันให้ตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/653986

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 13:15 น.

ส่องความยูนีคพร้อมอัพเดทเทรนด์เพิ่มสีสันให้ตัวเองAbsolute Siam Store ชวนสายแฟอัพเดทเทรนด์เพิ่มสีสันให้ตัวเอง กับคอลเลคชั่นใส่สบายๆ แฝงความยูนีค ที่ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์

Absolute Siam Space พื้นที่แห่งการอัพเดทแบรนด์แฟชั่นใหม่ๆอยู่เสมอภายใต้ร้าน Absolute Siam Store แหล่งรวมสินค้าแฟชั่น งานดีไซน์ไลฟ์สไตล์ และความคิดสร้างสรรค์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งสินค้าที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ และคอลลาบอเรชั่น ระหว่างแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชื่อดังหรือสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เคยมีมาก่อน แตกต่างไม่เหมือนใคร พร้อมเผยโฉมคอลเลคชั่นจาก 3 แบรนด์ให้ได้จับจองเป็นเจ้าของแล้วที่ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์

waterandothers (วอเตอร์แอนด์อาเธอร์ส)

waterandothers

waterandothers (วอเตอร์แอนด์อาเธอร์ส) ดับความร้อนด้วยชุดว่ายน้ำสุดชิคมีสไตล์ไม่ซ้ำใคร ซิกเนเจอร์จะมีความเป็น feminine ผู้หญิงสูง colourful สีสันสดใส และ Functionable ใช้ประโยชน์ได้ มีแพทเทิร์นที่คลาสสิค สามารถใส่ได้นานไม่เอาท์ มีติดตู้เสื้อผ้าไว้ถือเป็น classic piece ได้ดีทีเดียว หยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็ยังร่วมสมัยอยู่แน่นอน ที่สำคัญการออกแบบจะคำนึงถึงการรองรับสรีระผู้หญิงมากๆ จะใส่อวดหุ่นสวยริมชายหาด ถ่ายรูปโพสต์ท่าสวยริมสระ หรือใส่ลงสระว่ายน้ำจริงไปเลยก็ไม่มีปัญหา เรียกได้ว่ามีดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ไม่เหงามีลูกเล่นเล็กๆแฝงในชุด พร้อมสีสันสดใสที่มาเติมความสดชื่น

SCULPTURE Studio

SCULPTURE Studio (สคัลป์เจอร์ สตูดิโอ) แบรนด์ที่เริ่มต้นจากความรักแบบฉบับโครงสร้างนิยมที่มุ่งมั่นจะเติบโตไปเป็น “ไลฟ์สไตล์ แบรนด์” ที่สดใสแข็งแรง แบรนด์มีความสนใจในเรื่องของการสร้างสังคมที่ดีขึ้นกว่าเดิม สังคมที่ไร้การกดขี่ข่มเหง แบ่งแยกกีดกัน สะท้อนผ่านการออกแบบงานในแต่ละคอลเลคชั่น ที่จะมีความแปลกใหม่และเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ดึงให้ผู้คนฉุกคิดและช่วยกันก้าวผ่านกรอบเดิมเพื่อโลกที่ดีกว่า โดยคอลเลคชั่น Human Contest นำเสนอในเรื่องของการจำกัดสิทธิเสรีภาพ การรับรู้ – ยอมรับ มองว่าอัตลักษณ์ของผู้คนในยุคดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ผู้คนแบ่งแยกตัวตนในโลกความจริงกับโลกเสมือน ทำให้เกิดร่างอวตารที่ผู้คนแต่งแต้มแต่งเติมจนความจริงถูกบิดเบือน ผู้คนถูกปฏิเสธจากโลกความเป็นจริงในสังคมทุนนิยม

คอลเลคชั่นนี้หยิบประเด็นเหล่านี้มาตั้งคำถามและสร้างองค์ประกอบสื่อถึงมนุษย์อวตารที่ต้องผ่านประสบการณ์อย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นการบีบรูป ยืดตัวที่กลายมาเป็นคัตติ้งของเสื้อแจ็คเก็ตที่โดนอัดบีบ,กระโปรงอัดพลีทที่เส้นบิดเบี้ยว , กางเกงยีนส์และเสื้อโปโลถูกดึงยืดจนกลายเป็นเดรส รวมไปถึงการนำเครื่องหมาย LIKE / COMMENT / HEART มาทำเป็น Signature Print สำคัญของ Collection นี้และ Iconic figure ที่สำคัญใน collection นี้ คือหญิงชราที่แลดูละม้ายคล้าย Margaret Thatcher ผู้ที่เป็นตัวแทนของสังคมแสน Conservative จึงเกิดการสร้าง AVATAR MODEL ขึ้นมาใน Collection หลอมรวมเอาภาพของ Magaret Thatcher เข้ากับผู้หญิง ผู้ชาย หลากหลายชาติพันธ์ มีผมสีชมพู ไม่สามารถระบุอัตลักษณ์ที่แน่ชัด เพื่อสื่อถึงจุดประสงค์ การทำ Collection และของ Brand ที่มุ่งเน้นถึง สังคมยุคใหม่ที่ไร้ซึ่งพรมแดน และกฎเกณฑ์ที่กีดกันและขัดขวางการเติบโตของสังคมยุคใหม่

Collector Project

Collector Project (คอลเลคเตอร์ โปรเจค) เป็นแบรนด์ที่เกิดจากความชอบส่วนตัวในการเก็บสะสมผ้าและข้าวของต่างๆที่ได้มาจากการเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆทั้งในและต่างประเทศ วัสดุที่นำมาใช้ในแต่ละคอลเลคชั่นจึงมีจำนวนจำกัดแต่ก็เป็นการนำเสนอในรูปแบบใหม่ที่ไม่ยึดติดกับกรอบดั้งเดิมของวัสดุ ในแต่ละคอลเลคชั่นของ Collector Project จึงมุ่งเน้นไปที่เรื่องราวของวัสดุ เน้นการผลิตบนเสื้อผ้าชิ้นคลาสสิคเพียงไม่กี่ชิ้น อย่างเสื้อ Camp Collar Shirt , กางเกงขาสั้น ,เสื้อยืด , แจ็คเก็ต ฯลฯ ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การบอกเล่าความพิเศษของวัสดุมากกว่าการตามเทรนด์ ทุกคอลเลคชั่นจะไม่มีกำหนดเวลาเหมือนเสื้อผ้าแฟชั่นที่มีกำหนดตามฤดูกาล แต่จะมาจากการได้มาซึ่งวัสดุในการผลิตตามช่วงเวลานั้นๆมากกว่า ที่สำคัญสินค้าในกลุ่ม one of a kind ,limited edition จะมีเพียงตัวเดียวชิ้นเดียวไม่สามารถทำเพิ่มได้อีกเนื่องจากวัสดุที่ใช้จะเป็นวินเทจ

จากแนวคิดของแบรนด์นำไปสู่การสร้างสรรค์คอลเลคชั่น sex education 101 แรงบันดาลใจจาก ปฏิทินอีโรติควินเทจในยุค 60 เป็นการตีแผ่เรื่องราวทางเพศของแบรนด์ที่นำภาพจากสมุดภาพตัดแปะสะสมส่วนตัวของบุคคลนิรนามที่เจอจากแผงของเก่ามาทำเป็นลวดลายเสื้อผ้าทั้งหมดของคอลเลคชั่นนี้ นำเสนอผ่าน camp collar shirt ,กางเกงขาสั้น ,เสื้อ T-shirt เป็นสไตล์สบายๆ ที่ดูลงตัว

แวะชมสินค้าหรืออัพเตทเทรนด์ใหม่ๆ ได้ที่ร้าน Absolute Siam Store ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ หรือเลือกช้อปปิ้งผ่าน OneSiam Ultimat Chat & Shop ช้อปล้ำนำเทรนด์ กับประสบการณ์การแชทแอนด์ช้อปที่ง่ายและสนุกกว่าเดิม ผ่านทาง https://onesiam.one-viz.com หรือ Line@ONESIAM คลิกเมนู OneSiamUltimate Chat & Shop เริ่มช้อปได้ทันที หรือช้อปผ่าน FB Messenger ที่ FB Page OneSiam ง่ายๆแค่นี้ก็รอรับสินค้าอยุ่บ้านอย่างสบายใจได้เลย หรือจะเป็นบริการพิเศษ Call & Shop ช้อปให้ทุกอย่างแค่คุณโทรมา บริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก VIZ Card และ Platinum M Card ช้อปได้ทุกอย่างที่ต้องการในสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ โทร. 063-205-7989 หรือ 063-205-7974 พร้อมบริการทุกวัน

ทางรอดท่องเที่ยวไทยในยุค Next Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/653982

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 11:15 น.

ทางรอดท่องเที่ยวไทยในยุค Next Normalสตาร์ทอัพแนะ 5 ทางรอดท่องเที่ยวไทยในยุค Next Normal

สตาร์ทอัพธุรกิจท่องเที่ยว “มาคาเลียส” (Makalius) แหล่งรวมอี-วอเชอร์ ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว อันดับ 1 ของประเทศไทย เผยประเทศไทยแม้เจอวิกฤตโควิด-19 หนักอย่างไร แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังไงก็ฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการต้องรู้วิธีการรับมือในยุค Next Normal เพราะไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเปลี่ยนไป สงครามราคาไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ตรงจุด คุณภาพ ความปลอดภัย เทคโนโลยี ทักษะ และการผนึกกำลังแบบบูรณาการ คือรูปแบบการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน 

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด (Makalius) กล่าวว่า “วิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นวิกฤตที่รุ่นแรงที่สุดในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยและทั่วโลกได้พบเจอ ส่งผลต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบอย่างมหาศาลกับธุรกิจทุกภาคส่วน โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศไทย แต่ทั้งนี้จากประสบการณ์การบริหารงานของบริษัทแม่ในโซนยุโรปประกอบกับการดำเนินงานในประเทศไทยตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา ประเมินว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยจะฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติได้เหมือนทุกครั้งที่เคยเกิดวิกฤตต่างๆ เพราะประเทศไทยมีเอกลักษณ์ที่เป็นแม็กเน็ตสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย อาทิ วัฒนธรรมประเพณี ความงดงามของธรรมชาติ อาหารการกิน ค่าใช้จ่ายต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น แต่สิ่งที่จะตามมาภายหลังจากพายุโควิด-19 สงบลง คือการท่องเที่ยวที่เข้าสู่ยุค “Next Normal” หรือยุค “การเปลี่ยนแปลง” เพราะพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้องปรับตัวตาม

ดังนั้น การเรียนรู้วิธีการรับมือให้เร็วคือทางรอดของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยมาคาเลียสมองว่า 5 แนวทางที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมและสร้างระบบการท่องเที่ยวยุค Next Normal ได้นั้น คือ “คุณภาพและประสบการณ์” (Quality & Experience) ของผลิตภัณฑ์หรือการบริการ คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวจะพิจารณาเป็นอันดับแรกมากกว่าเรื่องของราคา เพราะการออกไปท่องเที่ยวในแต่ละครั้งนักท่องเที่ยวจะคิดเยอะขึ้น ดูความสมเหตุสมผลระหว่างราคากับคุณภาพ และที่สำคัญในแต่ละทริปต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ได้อีกด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างคุณภาพของบริการที่จับต้องได้มากกว่าการทำโปรโมชั่น ยกตัวอย่างเช่น เปลี่ยนการจำหน่ายแพคเกจแบบการลดราคา เป็นการเพิ่มกิจกรรมต่างๆ ที่จะสร้างความสนุกให้กับทริปท่องเที่ยว เป็นต้น

แนวทางต่อมาคือ “ความปลอดภัย” (Hygiene) ยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวในยุค Next Normal ทั้งความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของห้องพัก รวมถึงการให้บริการที่เน้นแบบไร้สัมผัส (Contactless Services) ด้วยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เช่น e-Voucher เปลี่ยนจากกระดาษเป็นออนไลน์ e-Concierge เปลี่ยนจากการเช็คอินที่เคาเตอร์เป็นการให้บริการเช็คอินที่ห้องพัก เพื่อลดการแออัดบริเวณพื้นที่ส่วนรวม และ Digital payment การชำระเงินด้วยรูปแบบการโอนจ่าย หรือการจ่ายผ่านเหรียญคริปโต (Crypto Currency) ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นบริการใหม่ของทางมาคาเลียสที่ได้เปิดใช้งานแล้วและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

“เทคโนโลยี” (Tech) ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการยกระดับคุณภาพของงานบริการ ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการหลายแห่งนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการ เช่น การใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน สำหรับการเช็คอิน การเช็คเอาท์ การสอบถามข้อมูล รวมไปถึงการให้บริการ Room Service แทนการใช้โทรศัพท์ในห้องพัก เพิ่มความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว เพราะสามารถใช้บริการได้ทุกที่ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือในการติดตามนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย

และที่ขาดไม่ได้คือ “ทักษะ” (Skill) เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริการมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบบริการเปลี่ยนไป บางสายงานอาจถูกลดจำนวนลง ดังนั้น บุคลากรควรมีการ Upskill คือการนำองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมมาพัฒนาตัวเองให้มีความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น อย่างเช่น การเพิ่มทักษะภาษาจีนจากเดิมที่มีทักษะภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวชาวจีน เป็นต้น และ Reskill การเปลี่ยนองค์ความรู้เดิมเพื่อรับมือกับสายอาชีพใหม่ที่จะเกิดขึ้น เช่น เดิมเป็นเจ้าหน้าที่ออฟฟิศรับจองห้องพัก แต่เมื่อ Ai เข้ามาทำงานแทน เราอาจผันตัวเองมาเรียนเป็นผู้สอน SUP Board เพราะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางน้ำที่กำลังได้รับความนิยม และเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ เป็นต้น

นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า “แนวทางสุดท้ายที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยนำพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุค Next Normal คือ “บูรณาการ” (Integration) เพราะการทำงานเพียงลำพังคนเดียวอาจไม่ใช้ทางออกที่ดีที่สุดของการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยว ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้องร่วมมือและผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน รวมไปถึงกลุ่มชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างแผนแม่บทด้านการท่องเที่ยวที่ประเทศไทยควรจะเป็น รวมถึงการร่วมมือกันกำหนดแนวทางการแก้ไข ดูแล และป้องกัน หากเกิดวิกฤตต่างๆ ขึ้นอีกครั้ง”

Ermenegildo Zegna คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2021 สะท้อนความเรียบง่าย สบายๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/653983

วันที่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 11:05 น.

Ermenegildo Zegna คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2021 สะท้อนความเรียบง่าย สบายๆErmenegildo Zegna คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2021 นำเสนอลุคที่ดูเรียบง่าย สบายๆ เรียบง่าย แต่ยังคงไว้ซึ่งงานตัดเย็บอันประณีต

แอร์เมเนจิลโด เซนญ่า (Ermenegildo Zegna) คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2021 นำเสนอลุคที่ดูเรียบง่าย สบายๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งสไตล์ของ Ermenegildo Zegna โดยการหลอมรวมระหว่างธรรมชาติกับงานเสื้อผ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเฉดสีที่เลือกใช้เป็นเฉดสีที่มีความนุ่มนวลอ่อนโยน และเนื้อผ้าที่ใช้มีความโปร่งเบาแต่เหนียวแน่น ทำให้ใส่สบายมากขึ้น รวมถึงมีการนำเสนอฟังก์ชั่นของเสื้อผ้าที่แปลกใหม่ อย่างการนำกระเป๋าหรือซิปออกมาไว้ข้างนอกอีกด้วย จากความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์ทำให้คอลเลคชั่นนี้มีดีไซน์ที่แตกต่าง สามารถสวมใส่ในลุคสบายๆ ที่คงความเรียบง่าย ดูดี แอบแฝงไปด้วย ความแข็งแกร่ง

สำหรับคอลเลคชั่นนี้ อเลสซานโดร ซาร์โตริ อาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์ ได้แรงบันดาลใจมาจากการหลอมรวมโลก ที่แตกต่างเข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้คอลเลคชั่นนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมกันของอารมณ์และความรู้สึก ความสมดุล ของอดีตและอนาคต ข้างในและข้างนอกที่สอดประสานกลมกลืนกันอย่างเหนียวแน่น

เอาชนะ Food Coma เลิกถ่างตาหลังกินอิ่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/653927

วันที่ 26 พ.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

เอาชนะ Food Coma เลิกถ่างตาหลังกินอิ่ม“หนังท้องตึง หนังตาหย่อน” รู้จักกับอาการง่วงนอนหลังจากการรับประทานอาหาร (Food Coma) พร้อมหาวิธีเอาชนะอาการไม่พึงประสงค์ของคนทำงาน ก่อนบานปลายหลับยาวช่วง Work from Home

ตอนทำงานที่ออฟฟิศมีเพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อต้องทำงานที่บ้านช่วง Work from Home แบบนี้ อาการง่วงนอนหลังกินอิ่มอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม เรื่องนี้ทางการแพทย์เรียกว่า ฟู้ดโคม่า (Food Coma) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้เมื่อเรารับประทานอาหารในแต่ละมื้อที่มักประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เมื่อผ่านระบบการย่อยอาหารแล้วร่างกายจะกลั่นกรองน้ำตาล หรือกลูโคส ที่สามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดนำไปใช้เป็นพลังงานในการใช้ชีวิตประจำ แต่ก็ยังมีกรดอะมิโนชนิดหนึ่งมาจากอาหารที่เราทานเข้าไปเช่นเดียวกัน เรียกว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งสารนี้จะเข้าสู่สมองและระบบประสาททำให้ลดความตึงเครียด และทำให้เราเกิดอาการง่วงนอนได้

สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิด Food Coma นั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ ไม่ได้เกิดจากการทานอาหารอิ่มจนเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ การโหมงานหนักมากเกินไปในช่วงเวลาเช้า การทานอาหารประเภทแป้งและคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหารมากเกินไป ทานอาหารที่มีกรดไขมันมากไปทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน และเมลาโทนินออกมา ซึ่งมีผลทำให้ง่วงนอน ซึม และรู้สึกเหนื่อยล้า

ป้องกันไว้ก่อนง่วงเพราะอาการ Food Coma

  • ควรนอนหลับให้เพียงพอในเวลากลางคืน โดยพักผ่อน 7-8 ชั่วโมงต่อคืน เพราะเป็นเวลาที่ไม่มากเกินและไม่น้อยเกินไป และอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของการนอนหลับที่ดี
  • เลือกใช้เวลาในการพักเที่ยงเดินย่อย ออกกำลังกายเบาๆ ให้เลือดไหลเวียนและสมองทำงานได้เต็มที่ รวมถึงยังสามารถช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นในเวลากลางคืนอีกด้วย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันเพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น
  • จัดการงานกองโตที่แสนน่าเบื่อบนโต๊ะทำงานในช่วงเช้า เพราะเป็นช่วงที่สมองกำลังตื่นตัว หากสะสมมาทำตอนช่วงบ่าย หรือหลังรับประทานอาหารมื้อกลางวัน อาจทำให้เรารู้สึกเบื่อ เหนื่อย เพิ่มความล้า และกระตุ้นการง่วงนอนได้

4 เทคนิคเอาชนะอาการ Food Coma ที่เกิดขึ้นระหว่างวัน

1 เทคนิคสร้างความตื่นตัว หลังกินอาหารเที่ยงเสร็จควรหากิจกรรมอื่นๆ ทำก่อนไปลุยงานนั่งโต๊ะทำงาน หรือลองเคลื่อนไหวร่างกายมากกว่าปกติ เลือกงานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนไว้ทำช่วงหลังพักเที่ยง 

2 เทคนิคปรับพฤติกรรมการกิน สำหรับคนที่ชอบง่วงหลังมื้ออาหารเป็นประจำ แนะนำให้กินอาหารพอดีคำ เคี้ยวช้าๆ ลดความเร็วในการกินอาหาร เพื่อให้กระเพาะไม่ต้องทำงานหนัก นักวิจัยพบว่าอาหารที่อ่อนหรือมีลักษณะเป็นของเหลวจะช่วยลดอาการ Food Coma ได้ และดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อเป็นการบังคับให้ร่างกายตื่นตัว ทำให้อยากเข้าห้องน้ำ จะได้ไม่นั่งแช่นานๆ

3 เทคนิคเลือกกิน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง แป้ง ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มรสหวานจัด เปลี่ยนไปทานผลไม้ยามบ่ายที่มีรสเปรี้ยวแทน เพราะอาหารที่มีไขมันสูงมักจะทำให้เราง่วงเร็ว ลองหาสมดุลคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่เราต้องการในแต่ละวัน โดยให้อยู่ในระดับที่จะไม่ทำให้เราหิวโหยมากนัก และในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้เรารู้สึกง่วงหนักจนเกิน พยายามรักษาสัดส่วนของอาหารที่ทานในแต่ละมื้อไว้

4 เทคนิคเชื่อร่างกาย ไม่ไหวอย่าฝืน สุดท้ายแล้วหากร่างกายยังฝืนถ่างตาไว้ไม่ไหวจริงๆ อาจต้องขอเวลาไปนอนพักสัก 10 นาที วิธีการง่ายๆ แบบนี้ก็อาจช่วยให้กลับมากระปรี้กระเปร่าพร้อมลุยงานอีกครั้งได้แล้ว

รวมพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/653861

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 17:18 น.

รวมพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในอนาคตสร้างการรับรู้ในวิกฤตการณ์ความอดอยาก TikTok ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ จับมือ World Food Program ชวนร่วมแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ด้ผ่านแคมเปญ #อาหารที่มองไม่เห็น

TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวิกฤตการณ์อาหารโลกและปัญหาความอดอยากที่เกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์เร่งด่วนของโลกในปัจจุบัน โดยร่วมมือกับโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) เปิดตัวแคมเปญ #อาหารที่มองไม่เห็น เชิญชวนคนรุ่นใหม่ร่วมแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ด้วยการทำคลิปวิดีโอสั้นการทำอาหารที่ไม่มีส่วนผสม เพื่อสร้างการรับรู้ถึงภาวะความรุนแรงของวิกฤตการณ์ครั้งนี้สู่การรวมพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในอนาคต

อาหารถือเป็นพื้นฐานที่จำเป็นที่สุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่ในทางกลับกันพบว่ายังมีผู้คนในโลกจำนวนมากกว่า 690 ล้านคนที่ประสบปัญหาด้านอาหารและเข้านอนอย่างหิวโหยในทุกๆ คืน โดยความไม่มั่นคงทางอาหารถือเป็นสิ่งที่หลายองค์กรระหว่างประเทศทั่วโลกได้หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นที่ต้องกังวล โดยเฉพาะการขาดแคลนอาหารที่แต่เดิมก็เป็นปัญหาใหญ่ของหลายประเทศอยู่แล้ว จนกระทั่งเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ไปทั่วโลก จึงเป็นประเด็นที่เข้ามาซ้ำเติมปัญหาภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารให้ยิ่งรุนแรงขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) พบว่าในปี 2019 ประชากรโลกกว่า 2 พันล้านคนหรือ 25.9% ของประชากรทั้งโลกต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในวิกฤต COVID-19 ที่ส่งผลกระทบให้แนวโน้มของสถานการณ์แย่ลง

ในขณะที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ระบุว่ามีประชากรโลกมากกว่า 135 ล้านคนที่เข้าสู่ภาวะอดอยากในปี 2019 สอดคล้องกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนประชากรที่ขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้นเกือบ 60 ล้านคนทั่วโลก อีกทั้งข้อมูลจากโครงการอาหารโลก (World Food Programme : WFP) ก็ระบุชัดเจนว่าในปี 2020 จะมีผู้คน 265 ล้านคนที่เสี่ยงอดอยากขาดแคลนอาหารยิ่งขึ้นจากภาวะ COVID-19

จากความนิยมของ TikTok ในฐานะแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยมจากผู้คนทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย โดยที่ผ่านมา TikTok ได้สร้างวัฒนธรรมวิดีโอสั้นที่สร้างการมีส่วนร่วมกับคอนเทนท์จนเกิดเป็นกระแสไวรัลมากมาย รวมถึงการสร้างสรรค์และขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมผ่านคอนเทนท์ที่หลากหลาย โดยหนึ่งในคอนเทนท์ที่ได้รับความนิยมบน TikTok คือ คอนเทนท์เกี่ยวกับอาหาร ซึ่งท่ามกลางความสนุกที่ผู้คนกำลังเสพย์คอนเทนท์ที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับอาหารที่เพลิดเพลินสวยงาม แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลกยังมีผู้คนจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์อาหารโลกที่ส่งผลให้เกิดปัญหาความอดอยากและหิวโหย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) ผ่านแคมเปญ #อาหารที่มองไม่เห็น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้คนในชุมชน TikTok ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพลังให้คนทั่วโลกได้เห็นว่าวิกฤตการณ์นี้กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนมากมาย และรวมพลังขับเคลื่อนด้วยการสร้างการรับรู้และต่อยอดสู่การสร้างสรรค์แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป ผ่านการสร้างสรรค์วิดีโอสั้นและใส่แฮชแท็ก #อาหารที่มองไม่เห็น 

สำหรับแคมเปญ #อาหารที่มองไม่เห็น หรือ #invisiblemeal คือ แคมเปญที่เกิดจากความร่วมมือระดับโลกระหว่าง TikTok และ โครงการอาหารโลก (World Food Programme : WFP) โดยมีความมุ่งมั่นในการสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ใช้ TikTok และเชิญชวนร่วมแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ด้วยการทำคลิปวิดีโอสั้นทำเมนูอาหารที่ไม่มีส่วนผสม พร้อมใส่แฮชแท็ก #อาหารที่มองไม่เห็น เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนสังคมให้รับรู้ภาวะความรุนแรงของวิกฤตการณ์ความหิวโหยที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกครั้งนี้ โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 พฤษภาคมนี้

ในวันนี้ TikTok ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกพลังคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างการรับรู้และตระหนักถึงวิกฤตการณ์อาหารโลกและปัญหาความอดอยากที่เกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลก ผ่าน #อาหารที่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นความร่วมมือกับโครงการอาหารโลก (World Food Programme : WFP) ที่จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงวิกฤตการณ์ความอดอยากหิวโหย โดยเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการรวมพลังสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป

เทคนิคการเลือกใช้สำลีทำความสะอาดผิวหน้าและการดูแลรักษาเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/653818

วันที่ 25 พ.ค. 2564 เวลา 12:55 น.

เทคนิคการเลือกใช้สำลีทำความสะอาดผิวหน้าและการดูแลรักษาเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะนำการเลือกใช้สำลีให้เหมาะกับผิวหน้าเพื่อประสิทธิภาพมากที่สุด พร้อมเผยเทคนิคการใช้สำลีที่สัมผัสผิวหน้าโดยตรงด้วยวิธีที่ถูกต้อง ทั้งขั้นตอนการความสะอาดผิวหน้า และการบำรุงเพื่อปรนนิบัติผิว

ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในผลิตสำลีทั้งเพื่อใช้ทางการแพทย์และสำลีอเนกประสงค์มาอย่างยาวนาน ล่าสุด AIME Beauty Cotton  (เอเม่ บิวตี้ คอตตอน) แบรนด์สำลีเพื่อการดูแลและทำความสะอาดผิวหน้าโดยเฉพาะ ชวนสาวๆ มาสัมผัสประสบการณ์การการดูแลและทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึก ไปกับสำลีคอลลาเจน (AIME COLLAGEN) ผลิตภัณฑ์สำลีเพื่อการดูแลและทำความสะอาดผิวหน้าโดยเฉพาะพร้อมจัดงานเวิร์คช็อปเปิดตัวสำลีคอลลาเจนที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับสิ่งสกปรกได้อย่างล้ำลึกยิ่งขึ้น  กักเก็บความชุ่มชื้นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แพทย์หญิงนิโลบล เจริญวุฒิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะนำการเลือกใช้สำลีพร้อมเทคนิคการทำความสะอาดและดูแลผิวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ดังนี้

การมีผิวหน้าที่สวยสุขภาพดีนั้นย่อมเกิดจากการที่เราให้ความสำคัญและมีความพิถีพิถันในการดูแลผิวหน้า นอกจากการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมกับสภาพผิวแล้วนั้น อุปกรณ์ทำความสะอาดผิวอย่าง ‘สำลี’ ก็ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามถึงแม้ว่าสำลีจะเป็นสิ่งที่ใช้แล้วทิ้ง แต่ที่จริงแล้วถือว่ามีความสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่ใช้สัมผัสกับผิวหน้าโดยตรง ซึ่งไม่ว่าจะมีสุขภาพผิวแบบไหน ผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวผสม ต่างก็ต้องใช้สำลีทั้งสิ้น ทั้งเพื่อเช็ดทำความสะอาดผิวหน้า เช็ดเครื่องสำอางเ ช็ดบำรุงผิว หรือใช้เป็นมาส์ก

โดยสำลีที่ดีนั้นจะต้องเป็นสำลีที่ผลิตจากใยฝ้ายแท้ธรรมชาติ มีผิวสัมผัสที่นุ่มอ่อนโยนต่อผิว ไม่มีส่วนผสมของสารเรืองแสงที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว ช่วยดูดซับน้ำได้ดี และด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีความก้าวหน้าในปัจจุบัน จึงทำให้มีการผลิตสำลีที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนออกมา ทำให้เรามีตัวเลือกในการใช้สำลีที่ดีมากขึ้น ซึ่งถ้าเราใช้สำลีที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสารปนเปื้อน ผิวหยาบ ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ หรือสำลีที่ดูดซับน้ำได้ไม่ดี มีการกักเก็บน้ำได้น้อย ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดลดน้อยลง

สำหรับวิธีการใช้สำลีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น จริงๆ แล้วสำคัญที่เทคนิคการใช้ ต่อให้เราเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่แพงที่สุดหรือดีที่สุดแต่เทคนิคไม่ถูกต้อง การใช้ลำลีก็ไม่เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถเลือกใช้สำลีได้ตามประเภทของผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ล้างหน้า โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะใช้สำลีกับคลีนซิ่งวอเตอร์เป็นหลัก และใช้กับคลีนซิ่งมิลค์เป็นตัวรองลงมา

โดยมีเทคนิคในการใช้ที่ถูกต้องก็คือ เวลาทำความสะอาดผิวหน้า เราต้องเลือกใช้สำลีที่สามารถดูดซับน้ำได้ดี เพื่อที่สำลีจะสามารถโอบอุ้มคลีนซิ่งของเราไม่ให้แห้งเร็ว เพราะเราจะไม่เช็ดหน้าในทันทีหลังจากที่แปะสำลีลงไป แต่จะต้องรอให้คลีนซิ่งทำละลายกับเครื่องสำอางก่อนประมาณ 5-10 วินาที หลังจากนั้นจึงเช็ดเครื่องสำอางออก ก็จะช่วยขจัดคราบเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นเทคนิคในการทำความสะอาดที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด หากสำลีที่เราเลือกใช้ดูดซับน้ำได้น้อย สำลีก็จะแห้งเร็วทำให้เราต้องเช็ดหน้าหลายรอบ ถือเป็นการรบกวนผิวหน้าหลายครั้ง ผิวหน้าก็จะเกิดการระคายเคือง เกิดริ้วรอยได้ง่าย

ส่วนการใช้สำลีร่วมกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอื่นๆ อย่างเช่น การใช้สำลีมาส์กหน้า ก็สามารถทำได้ หากสำลีดูดซับน้ำได้ดีก็จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้อย่างเต็มที่ มีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวซึบซับลงสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น

เคล็ดลับการดูแลผิวแบบฉบับเซเลบริตี้

“ในทุกๆวัน ไม่ว่าจะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้า เราจะใช้คลีนซิ่งหยดลงบนสำลีแล้วเช็ดหน้าก่อนล้างหน้าตลอด เพราะเราทาครีมทุกวัน ถ้าใช้โฟมล้างหน้าเลย จะรู้สึกว่าไม่ค่อยสะอาด และอุดตัน สำลีจึงเป็นไอเทมที่เราใช้เยอะมากในแต่ละวัน โดยสำลีที่ดีจะต้องช่วยให้ขั้นตอนการเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าง่ายขึ้น อย่างบริเวณรอบดวงตา เราก็ไม่อยากใช้สำลีถูเยอะ เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองง่าย ดังนั้นต้องเลือกสำลีที่มีผิวสัมผัสอ่อนโยน นุ่มลื่น ยิ่งเป็นสำลีที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนก็ยิ่งดี เพราะจะเหมาะสำหรับการใช้กับผิวหน้าโดยเฉพาะ” …แพร-พิมพิศา จิราธิวัฒน์ 

“ปกติเราเป็นคนผิวแพ้ง่าย เวลาเลือกผลิตภัณฑ์มาใช้กับผิวจะต้องเป็นสูตรที่อ่อนโยน โดยเฉพาะสำลีที่สัมผัสกับหน้าโดยตรง และต้องใช้ทุกวันก็จะพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะต้องใช้สำลีทั้งขั้นตอนการเช็ดเครื่องสำอาง และใช้โทนเนอร์ ซึ่งนอกจากผิวสัมผัสจะต้องนุ่มลื่น ไม่บาดผิวแล้ว ที่สำคัญเลยคือ เราจะชอบสำลีที่แผ่นใหญ่ อย่างสำลีคอลลาเจนที่มีขนาดแผ่นใหญ่กว่าสำลีปกติ ทำให้มีพื้นที่ในการเช็ดเยอะ เช็ดแล้วทำให้เครื่องสำอางหลุดง่าย และมีคุณสมบัติในเรื่องการดูดซับสิ่งสกปรกได้ดีด้วย เพราะจะได้เป็นตัวช่วยให้ผิวสะอาดอย่างล้ำลึกมากยิ่งขึ้น”จินนี่-เอมษิกา โชติวิจิตร

 “เราเป็นคนแต่งหน้าค่อนข้างบ่อย ดังนั้นก็จะให้ความสำคัญในเรื่องของการเช็ดทำความสะอาดเป็นอย่างมาก โดยจะใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอาง สำหรับดวงตา ริมฝีปาก และผิวหน้าโดยเฉพาะ แล้วค่อยใช้คลีนซิ่งเช็ดซ้ำอีกครั้งก่อนล้างด้วยโฟมล้างหน้า สำหรับขั้นตอนการเช็ดหน้า เราก็จะเลือกสำลีที่เหมาะกับการดูแลทำความสะอาดผิวหน้าโดยตรง ซึ่งต้องได้มาตรฐาน ไม่เป็นอันตรายต่อผิว และต้องอ่อนโยน นุ่มลื่น เวลาเช็ดแล้วไม่บาดผิว เพื่อจะได้ลดสาเหตุของการเกิดริ้วร้อย และหลังจากทำความสะอาดผิวหน้าแล้ว เราก็จะใช้สำลีมาส์กหน้าด้วยโทนเนอร์ต่อ ยิ่งสำลีมีส่วนผสมของคอลลาเจนด้วยจะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ผิวก่อนรับการบำรุงได้มากขึ้น”มายด์-แพรวปรียา ชุมสาย ณ อยุธยา

“การดูแลผิวเราก็ทำตามขั้นตอนปกติเลย ล้างหน้าให้สะอาด และก็บำรุง แต่เวลาล้างหน้าเราจะใช้น้ำเย็นตลอด เพื่อไม่ให้รูขุมขนกว้าง แล้วก็จะพิถิพิถันในเรื่องของการเลือกสำลีเป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับผิวหน้าเราโดยตรง ยิ่งตอนนี้สำลีมีส่วนผสมของคอลลาเจนเนื้อสำลีนุ่มลื่น ไม่เป็นขุย ไม่ระคายเคืองผิว ผลิตจากใยฝ้ายแท้ และใยธรรมชาติ ไม่มีสารตกค้างบนผิวด้วย ซึ่งถูกใจเรามาก เพราะเรามองว่าถ้าผิวเสียไปแล้วมันกู้คืนยาก ถ้าเราใส่ใจทุกขั้นตอนของการดูแล ผิวหน้าจะได้สุขภาพดีในระยะยาว”โอบอุ้ม-รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา 

The sustainable food packaging to help reduce global warming #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40001412

The sustainable food packaging to help reduce global warming


Global food packaging leader Tetra Pak joined a media roundtable with the World Wildlife Fund (WWF) and the Forest Stewardship Council (FSC) recently to discuss how food packaging can help address the problem of humans and reduce the global warming.

Food packaging plays a key role in feeding the world but also impacts the earth’s climate and its limited resources. 

According to WWF’s Living Planet Report 2020, growth in the global population 

and increased use of land in the past half-century has been destroying the planet at an alarming rate. 

As the world population grows, more food sources – especially animal protein – is consumed, thus exacerbating climate change. Another key factor leading to global warming is urbanisation.

People tend to live in crowded cities for easy access to job opportunities and transportation. 

Then there is the problem with consumerism, which has people consuming far more than they actually need, thus causing oversupply and a linear economy, where waste from consumption cannot be recycled.

Yingyong Vityananan, head of WWF Thailand’s said “This is why conservation needs to be addressed urgently if we want to protect the planet for our future generations,” 

“If we cut down on the impact our actions have on the environment, global temperatures should not rise by more than 1.5 degrees Celsius before the end of this decade, but if we continue living and consuming at the current rate, global temperatures will rise by at least 4 degrees,”

Published : May 28, 2021

การแก้ปัญหาเชิงซ้อน ทำอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/653660

วันที่ 24 พ.ค. 2564 เวลา 07:10 น.

การแก้ปัญหาเชิงซ้อน ทำอย่างไรโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ปัญหาคือ ความท้าทาย การแก้ปัญหาคือ ศิลปะ หลักการสำคัญของการแก้ปัญหาให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพต้องตั้งอยู่บนฐานคิดเชิงระบบ

แนวคิดเชิงระบบคือความเข้าใจในความจริงที่ว่า

1. ระบบคือธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นวัตถุที่จับต้องได้และอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ปัญญา และความรู้ที่จับต้องไม่ได้

2. ระบบคือ ภาวะองค์รวมที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ภาวะใหม่ที่เกิดขึ้นนี้สามารถแสดงศักยภาพหรือคุณสมบัติที่แตกต่างจากองค์ประกอบเดิม (เมื่ออยู่อย่างแยกส่วน) และเราก็ใช้คุณสมบัติดังกล่าวเพื่อประโยชน์หรือแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณค่าและความหมาย

3. ระบบแต่ละระบบมีลักษณะเฉพาะตามองค์ประกอบและการเชื่อมโยงที่แตกต่าง จึงนำมาซึ่งความหลากหลายของสรรพสิ่ง รวมทั้งความหลากหลายของทางเลือกของการแก้ปัญหา

4. องค์ประกอบในระดับหนึ่งๆ (ของภาวะองค์รวมที่ใหญ่กว่า) สามารถแสดงความเป็นองค์รวมโดยตัวของมันเอง เพราะตัวมันเองก็ประกอบไปด้วยองค์ประกอบย่อยๆ ที่เล็กลงไปอีกที่มาเชื่อมโยงกัน และองค์ประกอบย่อยนั้นก็ประกอบด้วยองค์ประกอบที่ย่อยๆ ลงไปอีก และก็เป็นเช่นนี้ ไล่เรียงกันลงไปอย่างเป็นลำดับชั้น เรื่อยไปไม่สิ้นสุด

5. สรรพสิ่งจึงปรากฏอยู่ในลักษณะของระบบซ้อนระบบ องค์รวมซ้อนองค์รวม ทั้งในระดับสูงกว่าและต่ำกว่า

6. ในแต่ละระดับของภาวะองค์รวมที่ซ้อนกันอยู่นั้นมันสามารถแสดงคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันตามระดับของมัน

คุณสมบัติความเป็นองค์รวมเชิงซ้อน มันจึงเป็นจริงทั้งความเป็นวัตถุทางกายภาพและแนวทางการแก้ปัญหา เพราะทุกปัญหา มันก็ไม่เคยมาเดี่ยวๆ แต่ทับซ้อนกันอย่างสลับซับซ้อน แนวทางการแก้ปัญหาจึงต้องพัฒนาแนวคิดระบบเชิงซ้อน

เพื่อง่ายต่อความเข้าใจ เราลองพิจารณา กาแฟร้อนเอสเพรสโซ่ มันเกิดจากการเชื่อมโยงของผงกาแฟและน้ำร้อน แล้วเราบริโภคศักยภาพของมัน ในรูปของความหอมและรสชาติที่เข้มข้นเป็นจุดขาย

แต่เมื่อนำเอสเพรสโซ่ที่ได้มาเติมฟองนม 2 ส่วน และนมสดร้อน 1 ส่วน  เราจะได้คาปูชิโน่ และเราก็ติดใจในความนุ่มของมัน

แต่หากเราเปลี่ยนสัดส่วนเป็นฟองนม 1 ส่วน และนมสดร้อน 2 ส่วน เราจะได้ลาเต้ที่มีความนุ่มนวลไปอีกแบบ 

หรือหากเรานำฟองนม นมสดร้อน และช็อกโกแลต อย่างละส่วน มาชงเข้าด้วยกัน เราจะได้มอคค่า ซึ่งก็มีรสชาติที่ต่างออกไป

จะเห็นได้ว่ากาแฟร้อนชนิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละระดับต่างก็คือระบบซ้อนระบบที่ทับซ้อนกัน

ดังนั้น หากจะทำมอคค่าให้อร่อยต้องพัฒนาองค์ประกอบ รวมทั้งการชงในแต่ละระดับชั้น ย้อนเรื่อยขึ้นไปจนถึงขั้นตอนแรก

ธรรมชาติของปัญหาก็เช่นกัน ทุกอาการของปัญหาล้วนเกิดจากการทับซ้อนของปัญหาต่างๆ อย่างสลับซับซ้อน ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องจัดการที่ตัวองค์ประกอบและการเชื่อมโยงอย่างเป็นลำดับชั้นของแต่ละระบบที่ทับซ้อนกัน 

ไม่ว่าเราจะพิจารณาในระดับใดทั้งตนเองครอบครัวองค์กรสังคมและประเทศชาติที่เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนนั้นเป็นเพราะเราขาดมุมมององค์รวมเชิงซ้อนเรามองไม่ออกว่าสรรพสิ่งไม่ว่ารูปหรือนามล้วนปรากฏอยู่ในลักษณะของความเป็นระบบเชิงซ้อน

ดังนั้น อาการของปัญหาที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้ แล้วที่ไม่สามารถหาทางออกได้อย่างสร้างสรรค์ นั่นเป็นเพราะว่า เรายังขาดการคิดและการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันเป็นระบบเชิงซ้อน  และเมื่อหลักคิดผิดและการปฏิบัติก็ไม่ถูกต้อง นั่นคือเรากำลังหลงทาง เพราะเรามองไม่ขาด ไม่ทะลุ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และนอกจากจะสร้างความสูญเสียทรัพยากรมากมาย รวมทั้งโอกาสที่ผ่านไปแล้ว มันยังจะสร้างปัญหาที่ซับซ้อนลงบนปัญหาเดิมให้หนักยิ่งกว่าเดิม และสร้างความเสียหายในระยะยาว

แนวคิดระบบเชิงซ้อนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของการสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง