ถอดบทสัมภาษณ์พระเอกหน้าใหม่ “บอม วรภพ” กับความในใจ เมื่อเค้าหาว่าผมเป็นพระเอกส้มหล่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/651046

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 09:30 น.ถอดบทสัมภาษณ์พระเอกหน้าใหม่ "บอม วรภพ" กับความในใจ เมื่อเค้าหาว่าผมเป็นพระเอกส้มหล่นย้อนรอยเส้นทาง…กว่าจะถึงวันนี้ของ “บอม-วรภพ คล้ายสังข์” พระเอกหน้าใหม่ในละครระทึกขวัญเรื่อง “ผีกะ” ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 (ออกอากาศกลางเดือนมิถุนายน 2564)

เบื้องหลังของพระเอกหน้าใหม่ “บอม-วรภพ คล้ายสังข์”

หลังกลับจากการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวด Mister International 2014 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย บอม-วรภพ คล้ายสังข์ ก็เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างจริงจัง โดยการชักนำของ เอ-มาโนช สร้อยสิงห์ ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเริ่มเปิดตัวเป็นนักปั้นหน้าใหม่ด้วยเช่นกัน พร้อมประเดิมผลงานการแสดงชิ้นแรกในรายการ “ศัพท์สอนรวย” ละครสั้นสอนศัพท์ภาษาอังกฤษ ออกอากาศทางช่อง 3HD

“ตอนนั้นทางศัพท์สอนรวยกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอรายการและต้องการนักแสดงชายที่มีตำแหน่งจากเวทีประกวด บอมกับบูม (อภิวิชญ์ คุณาดิเรก) เพื่อนร่วมสังกัดเดียวกัน ซึ่งบูมเองก็เพิ่งได้รับตำแหน่งรองอันดับสอง Mister Global 2015 มาหมาดๆ เราทั้งคู่เลยถูกทาบทามให้ไปแคสติ้งและเราก็ได้เริ่มต้นการเป็นนักแสดงไปพร้อมๆ กันในรายการนี้ ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงวันพุธช่วงเช้าตรู่…ดูทันกันไหมครับ”

ไม่นานหลังจากแวบไปรับเชิญในซิทคอมเรื่อง “เสือ-ชะนี-เก้ง” ทางช่องวัน บอมก็ได้รับคัดเลือกให้รับบท “ผู้กองวิทย์” ในละครเรื่อง “สงครามเพลง” ประเดิมผลงานละครเรื่องแรกของค่ายอาหลองจูเนียร์ โดยมี กอล์ฟ-กัญจน์ ภักดีวิจิตร นั่งแท่นเป็นผู้จัดป้ายแดง (ออกอากาศทางช่อง 3 SD ในปี พ.ศ. 2560)

“กว่าจะลงตัวในบทผู้กองวิทย์…ไม่ง่ายเลย ผมทราบแว่วๆ มาว่าทางช่อง 3 เองก็แจ้งให้ทางค่ายเปลี่ยนบทบาทไปมา 2-3 ครั้งกันเลยทีเดียว เพราะว่าตัวบอมเองก็ไม่ได้เป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3 งานนี้ ผมต้องขอบคุณพี่กอล์ฟมากๆ ที่ยืนหยัดให้ผมได้รับบทบาทนี้ในที่สุด และกว่า 11 เดือนในการถ่ายทำละครเรื่องนี้ นับเป็นความทรงจำและมิตรภาพดีๆ ที่ผมไม่เคยลืมจวบจนวันนี้ครับ”

โอกาสชิมลางในต่างแดน

ช่วงกลางปี พ.ศ. 2561 บอมมีโอกาสได้ร่วมงานภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นครั้งแรกกับผู้กำกับชาวญี่ปุ่น “ยูอิจิ ฮิบิ” ในโปรเจ็กต์ ERICA 38 ภาพยนตร์ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากคดีที่อื้อฉาวที่สุดคดีหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น (ออกฉายในประเทศญี่ปุ่นปี พ.ศ.2562) ซึ่งตัวละครหลักที่นำแสดงโดยอดีตไอดอลคนดังของญี่ปุ่น “มิโยโกะ อาซาดะ” เป็นนักต้มตุ๋นสาวจากคดีฉ้อโกง แต่ถูกแฟนนอกใจเลยหนีมาอยู่เมืองไทย โดยใช้ตัวตนใหม่ว่า “เอริกะ” และมาพบรักใหม่กับหนุ่มไทย “ปอร์เช่” ซึ่งนำแสดงโดยน้องบอมนั่นเอง

“ความยากของงานนี้คือ มีสคริปต์เป็นภาษาอังกฤษ เพราะผมพูด-อ่าน-เขียนแทบไม่ได้เลย ก่อนถ่ายทำผมเลยไปเรียนภาษาอังกฤษง่ายๆ ในหลักสูตรเร่งรัดเตรียมตัวไว้ก่อน ตลอด 5 วันกับ 5 โลเคชั่นที่ถ่ายทำกันในประเทศไทยก็เลยผ่านพ้นไปด้วยดี แต่บอกได้เลยว่างานนี้เหนื่อยหนักมากเลยทีเดียว ทั้งเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของการเดินทางที่ต้องย้ายโลเคชั่นไปในหลายจังหวัด และฉากเลิฟซีนที่ค่อนข้างดุดันกันพอสมควรกับนักแสดงนำหญิงชาวญี่ปุ่น คุณมิโยโกะ อาซาดะ ด้วยในเรื่องนี้ผมรับบทเป็นแฟนหนุ่มคนไทยที่เธอเลี้ยงดูปูสื่อขณะหนีคดีมากบดานในเมืองไทย ทั้งนี้ ผมเองก็ได้เห็นแค่ในตัวอย่าง 2 เวอร์ชั่นที่เพื่อนจากญี่ปุ่นส่งมาให้ดู แล้วล่าสุดปีนี้เองที่พี่เอ-มาโนช (ผู้จัดการส่วนตัว) ฝากเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยตรวจสอบให้ ปรากฏว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่สามารถดูฟรีได้ช่องทางใดๆ เลย หวังว่าสักวันคนไทยคงจะมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันกับบอมนะครับ”

เส้นทางสายบันเทิง

ตลอดการเดินทางในวงการบันเทิงของบอม-วรภพ คล้ายสังข์ ผ่านการทำงานมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ทั้งงานเดินแบบในประเทศไทย งานเดินทางแบบที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว รวมทั้งงานสัมภาษณ์และงานถ่ายแบบ ทุกย่างก้าวคละเคล้าไปด้วยความสมหวังและความผิดหวังปะปนกันไป โดยเฉพาะจากการไปแคสติ้งงานภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และงานโฆษณา

“อย่างกรณีงานซีรี่ย์ก็มีนะครับที่แคสติ้งผ่านแล้วเรียบร้อย ผู้จัดดึงเข้ากลุ่มนักแสดงเรียบร้อย แต่ต่อมาปรากฏว่าโปรเจ็กต์นั้นก็เงียบหายไปเฉยๆ งานหนังก็มีเรื่องนึงถ่ายทำไปแล้วหนึ่งฉาก…ในต่างจังหวัดด้วย แต่แล้วก็อันตรธานหายวับไปกับสายลม งานโฆษณานี่ยิ่งลุ้นหนักเลย โดยเฉพาะงานที่ผ่านเข้ารอบ 3 คนสุดท้ายนี่ก็มีบ่อยนะครับที่สุดท้ายทีมงานกลับมาคอนเฟิร์มว่า ปล่อยคิวนะคะ…ขอบคุณค่ะ (หัวเราะ)

แต่งานโฆษณาที่ได้ทั้งหมดทั้งมวลผมก็ภูมิใจทุกชิ้นนะครับ แน่นอนว่าทุกงานๆ พี่เอ-มาโนช (ผู้จัดการส่วนตัว) จะเป็นคนคัดเลือกให้อย่างเข้มงวดและเหมาะสมกับภาพลักษณ์ ทั้งในเรื่องของแบรนด์สินค้า บทบาทที่ได้รับ และค่าตอบแทน”

จุดพลิกผันที่มาดั่งส้มหล่น

ราวต้นปี พ.ศ. 2562 ในที่สุดจุดผลิกผันในชีวิตของบอมก็เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่ทีมงานในกองละคร “ผีกะ” มอบฉายาให้เป็น “พระเอกส้มหล่น”

“ตอนแรกบอมคุยกับพี่เอ-มาโนช ว่าอยากจะหยุดงานในวงการบันเทิงแล้ว มันเหนื่อยและท้อ ผมรู้สึกว่าเราร่วมเดินทางกันมา 5 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มองเห็นฝั่งฝันที่พี่เอตั้งใจจะปั้นให้บอมเป็นพระเอก ตอนนั้นพี่เอเค้าขอให้ไปแคสติ้งงานละครของค่ายทวินเฟรมให้หน่อย แล้วค่อยมาคุยกันว่าจะหยุดหรือไปต่อ จากนั้นบอมก็ได้รับคัดเลือกให้รับบทตำรวจในละครเรื่องผีกะ ซึ่งก็มีบทบาทแค่ 5 ตอนแล้วตาย แต่ระหว่างเวิร์คชอปทางผู้บริหารเกิดถูกใจในการแสดงแนวเล่นน้อยแต่มากของบอม ก็เลยนัดเข้าไปเจรจาเพื่อปั้นเป็นพระเอกของค่ายทวินเฟลมในเรื่องถัดไป อ่ะ…ก็น่าจะดีนะ”

“ก่อนเปิดกล้องราวๆ หนึ่งสัปดาห์ ปรากฏว่าพระเอกของละครเรื่องผีกะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนไม่สามารถมาร่วมถ่ายทำละครได้ ทางผู้บริหารของค่ายทวินเฟลมเลยสลับสับเปลี่ยนให้บอมเป็นพระเอกไปเลยในเรื่องนี้แทนพระเอกคนเดิมที่วางตัวไว้…ส้มหล่น?”

“ถึงความเป็นพระเอกในเรื่องนี้อาจดูเหมือนจะได้มาแบบฟลุ๊คๆ แต่ก็อยากให้ทุกคนเปิดใจลองติชมผลงานการแสดงของบอมในละครเรื่องผีกะ ทางช่องไทยรัฐทีวีเร็วๆ นี้ด้วยนะครับ และหวังว่าจะมีโอกาสได้มอบความสุขให้ผู้ชมทุกๆ ท่านต่อไปในเส้นทางบันเทิงกับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นนะครับ”

TOMMY JEANS เปิดตัว เจย์ ปาร์ค (JAY PARK) แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650936

วันที่ 22 เม.ย. 2564 เวลา 09:30 น.TOMMY JEANS เปิดตัว เจย์ ปาร์ค (JAY PARK) แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดTOMMY HILFIGER จับมือร่วมกับเจย์ ปาร์ค ศิลปินฮิปฮอปแนวหน้าชาวเกาหลี-อเมริกัน กับบทบาทแบรนด์แอมบาสเดอร์ใน ‘MUSIC TAKES US FURTHER’ แคมเปญล่าสุดจาก TOMMY JEANS

TOMMY HILFIGER แบรนด์แฟชั่นอเมริกัน ภายใต้บริษัท PVH Corp. เปิดตัวศิลปินหนุ่มชาวเกาหลี-อเมริกัน ผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค เจย์ ปาร์ค (JAY PARK) ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดสำหรับ TOMMY JEANS  พร้อมปรากฏโฉมในแคมเปญคอลเลคชั่นประจำฤดูกาล Spring 2021 ‘Music Takes Us Further’ ซึ่งได้เริ่มต้นวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน Tommy Hilfiger ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์, เคาน์เตอร์ TOMMY JEANS สาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว และเว็บไซต์ central.co.th/tommy-hilfiger

ไม่เพียงแต่เป็นศิลปินผู้คว้ารางวัลระดับแพลตินั่มมาแล้วเท่านั้น แต่เจย์ ปาร์ค ยังเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และผู้ก่อตั้งค่ายเพลงฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีที่ประสบความสำเร็จอย่าง AOMG และ H1GHR MUSIC อีกด้วย นอกจากนี้เขายังเป็นศิลปินชาวเกาหลี-อเมริกันคนแรกที่ได้เซ็นสัญญาร่วมกับค่ายเพลง Roc Nation ของ JAY-Z’s ซึ่งนับเป็นใบเบิกทางบุกตลาดยุโรปและอเมริกาเหนืออย่างเต็มตัว โดยเมื่อสองปีก่อน เจย์ได้เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตทั่วโลกภายใต้ชื่อที่ติดหูและบ่งบอกคาแรคเตอร์ของเขาได้อย่างชัดเจน ‘JAY PARK 2019 SEXY 4EVA’ ซึ่งจัดขึ้นถึง 31 เมืองใหญ่ใน 18 ประเทศทั่วโลก ส่งให้เขาก้าวเข้าสู่การเป็นศิลปินผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกและได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาอันสั้น 

สำหรับ TOMMY JEANS ‘Music Takes Us Further’ คอลเลคชั่น Spring 2021 นี้ ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยแรงบันดาลใจที่ฝังแน่นอยู่ในดีเอ็นเอของแบรนด์นั่นคือดนตรี โดยในแคมเปญนี้ ทางแบรนด์ได้คัดสรรและร่วมงานกับศิลปินมากความสามารถระดับหัวกะทิในหลากหลายแขนง ทั้งนักดนตรีเช่นเดียวกับเจย์ ปาร์ค

ไปจนถึงนักกวีและนักกิจกรรมต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย โดยต่างได้ถ่ายทอดมุมมองและแนวคิดเกี่ยวกับดนตรีอันทรงอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อชีวิตและสังคมจนเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ส่งผลให้แฟนๆ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Wastes Nothing and Welcomes All ของทางแบรนด์ด้วย

คอลเลคชั่น Spring 2021 ของ TOMMY JEANS ได้สะท้อนกลิ่นอายความเป็นเมืองใหญ่พร้อมกับสไตล์ที่ดูคล่องตัวแบบนักกีฬา เติมความทันสมัยด้วยการหยิบเอาไอเท็มสุดคลาสสิคมาแต่งแต้มด้วยดีเทลสดใหม่และยังเพิ่มจำนวนไซส์ให้เลือกสวมใส่ได้มากขึ้น และเพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของ Tommy Hilfiger ในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมล้ำสมัยต่างๆ ได้ช่วยให้เราเลือกใช้เนื้อผ้าที่ดีกับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น รวมถึงเดนิมรีไซเคิล 100% ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานผ้าปูที่นอนเข้ากับเศษผ้าฝ้ายเหลือทิ้ง ทั้งยังลดการใช้น้ำที่ในการผลิตลงมากถึง 50 ลิตรต่อการผลิตหนึ่งชิ้นเมื่อเทียบกับการผลิตเดนิมทั่วไป

สามารถติดตามข่าวสารของ TOMMY JEANS เพื่อพบกับหลากหลายเรื่องราวทั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์ รวมถึงคอลเลคชั่นใหม่ๆ ของได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านทางอินสตาแกรม @tommyjeans และ Line Official : @tommyhilfiger_th และร่วมเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวแห่งโลกแฟชั่นไปกับเราได้ด้วยการติด #TommyJeans และ #TommyHilfiger

Work from Anywhere ทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่เทรนด์!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650922

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 14:55 น.Work from Anywhere ทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่แค่เทรนด์!!เปิดรูปแบบงานในฝัน 3 องค์กรในไทย “THiNKNET–Builk–SCB” ปรับรูปแบบการทำงานใหม่ ประกาศให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ไปตลอด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ถูกพูดถึงว่าเป็นอนาคตของโลกการทำงาน (Future of Work) ซึ่งพนักงานออฟฟิศหลายคนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ทำงานรูปแบบนี้ ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้องค์กรต่าง ๆ ในไทยทดลองให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น และ หลายองค์กรก็มีผลลัพธ์ในด้านประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น จึงได้เริ่มปรับนโยบายให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ไปตลอด ซึ่งรูปแบบการทำงานนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องปกติของการทำงาน และจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนทำงานรุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานกับองค์กรด้วย

ด้วยเหตุนี้จ๊อบไทย (JobThai) ในฐานะผู้นำบริการแพลตฟอร์มหางานและสมัครงานออนไลน์ของประเทศไทย จึงพาไปเจาะลึก 3 บริษัทในไทยที่ให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ไปตลอด

THiNKNET – บริษัท ทิงค์เน็ต จำกัด

ทิงค์เน็ต เป็นบริษัทไอทีด้านการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นประโยชน์กับสังคมไทยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้มีการปรับให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) โดยปรับรูปแบบการทำงาน (Workflow) ให้พร้อมกับวิธีการทำงานแบบใหม่ และจัดสรรเครื่องมือและเทคโนโลยีให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม 

พัฒนาแอปฯ จัดการงานทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีครบครันเพื่อความสะดวกในการทำงาน

การทำงานแบบเดิมที่ต้องทำงานออฟฟิศ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นไม่มีอีกต่อไป เพราะทิงค์เน็ตให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่า พนักงานสามารถจัดเวลาการทำงานของตัวเองได้ โดยทิงค์เน็ตได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้ในการบริหารจัดการพนักงานสำหรับการทำงานจากระยะไกล (Remote Working) โดยแอปพลิเคชันนี้มีหน้าที่ในการจัดการเรื่องเข้า-ออกงาน และการแจ้งลา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังยืดหยุ่นเวลาทำงานมากขึ้นจากเดิมที่ให้พนักงานเข้างาน 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ปรับเป็นการเก็บชั่วโมงทำงานให้ครบ 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยให้การทำงานคล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรเครื่องมือทำงาน ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมสำหรับการสื่อสาร โปรแกรมจัดการเอกสารออนไลน์ และโปรแกรมเฉพาะสำหรับงานของแต่ละทีม รวมถึงคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์สำนักงานอย่างโต๊ะทำงาน เก้าอี้ และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกด้วย

ปรับออฟฟิศรับวิถีการทำงานแบบ New Normal

ออฟฟิศของทิงค์เน็ตได้มีการปรับสถานที่ทำงานให้รองรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยจากเดิมที่มีโต๊ะประจำถูกเปลี่ยนเป็นโต๊ะทำงานแบบ Open-plan Office และจัดตู้ล็อกเกอร์เพื่อให้พนักงานสามารถเก็บของส่วนตัว และยังมีการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนรวมตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์การประชุมที่ทันสมัยสามารถเชื่อมต่อกับการทำงานออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พนักงานมีความสุขในการทำงานจากที่ไหนก็ได้

การทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) มีผลตอบรับที่ดีจากพนักงานทิงค์เน็ต ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำให้พวกเขามีเวลาไปทำกิจกรรมที่ต้องการมากขึ้น พนักงานที่มีครอบครัวอยู่ต่างจังหวัดก็สามารถไปทำงานที่บ้านต่างจังหวัดและมีเวลาดูแลครอบครัว ส่วนพนักงานที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานได้ตามต้องการ และพนักงานหลายคนก็มีเวลาไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือทำงานอดิเรกได้

Builk – บริษัท บิลค์ วัน กรุ๊ป 

บิลค์ วัน กรุ๊ป บริษัทเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีนโยบายให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) จากความเชื่อเดิมที่ว่าการนำคนมารวมกันอยู่ในสถานที่เดียวกันเป็นสิ่งที่ดี จึงมองหาพื้นที่สำหรับขยายออฟฟิศให้ใหญ่ขึ้นอยู่เสมอ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้บิลค์ได้ทดลองให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งพบว่าองค์กรและพนักงานต่างได้ประโยชน์จากการทำงานแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ ค่าเดินทาง และยังสามารถจัดสรรเวลาของตัวเองได้มากขึ้น

นโยบาย Work from Anywhere มาจากการรับฟังพนักงาน และออกแบบโมเดลการทำงานของตัวเอง

บิลค์ ให้พนักงานเลือกทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นทำงานจากที่บ้าน หรือออฟฟิศสำนักงานใหญ่ และบิลค์ยังได้หาพื้นที่ Co-working Office กระจายในย่านต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานที่พักอยู่ในย่านนั้นไปทำงานร่วมกันได้ โดยบิลค์มีไอเดียที่จะต่อยอดโมเดลนี้ไปใช้ในต่างจังหวัดด้วย เพราะมองว่าโมเดลนี้จะช่วยหาคนเก่งมาร่วมงานได้ และคนเก่งเหล่านั้นก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามที่พวกเขาต้องการได้

การสื่อสารและเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานแบบ Work from Anywhere

การทำงานจากระยะไกล (Remote Working) นั้นคนไม่จำเป็นต้องมาอยู่ร่วมกันในที่เดียวกัน การสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานแบบนี้ โดยผู้บริหารมีการสื่อสารกับพนักงานมากขึ้นเพื่อให้มองเป้าหมายเดียวกันชัดเจน และในการทำงานต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องมีความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือในการบริหารจัดการงานด้านต่าง ๆ ซึ่งบิลค์เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีระบบซอฟต์แวร์รองรับการทำงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์สำหรับจัดการอนุมัติเอกสาร การจองสถานที่ที่ออฟฟิศ รวมถึงงานด้านบัญชี ดังนั้นการปรับให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) จึงทำได้อย่างรวดเร็ว

เลือกคนให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร

คนที่จะทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ต้องเป็นคนที่สร้างแรงจูงใจในการทำงานได้ด้วยตัวเอง (Self-Motivated) เนื่องจากการทำงานจากที่ไหนก็ได้จะผสานเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวเข้าด้วยกัน (Work-Life Harmony) มากขึ้น นอกจากนี้จะต้องมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซี่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกคนมาร่วมงานกับบิลค์

เมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป การสร้างวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงการสร้างประสบการณ์การทำงานของพนักงานให้เกิดความประทับใจ (Employee Experience) เป็นสิ่งที่บิลค์ให้ความสำคัญ โดยบิลค์มีทีม People Communication ที่รวมคนจากหลายแผนกมาสร้างกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ

SCB – ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

หลังจากที่ SCB มีนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แล้วพบว่าพนักงานสามารถทำงานได้โดยมีประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity) มากขึ้น SCB จึงได้นำคอนเซปต์การทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) มาปรับใช้เพื่อตอบโจทย์วิถีการทำงานใหม่

การทำงานสะดวกและรวดเร็วขึ้น

การทำงานในองค์กรขนาดใหญ่มักมีกระบวนการพิจารณา และอนุมัติเอกสารหลายขั้นตอน ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องความเร็วในการทำงาน การทำงานจากระยะไกล (Remote Working) ทำให้ SCB ทลายกรอบการทำงานแบบเดิม ๆ เช่น กระบวนการรับพนักงานใหม่ ซึ่งต้องมีการอนุมัติเอกสารหลายขั้นตอน ยิ่งในองค์กรใหญ่แล้ว การจัดเก็บและแสดงข้อมูลอย่างทั่วถึงทำได้ยาก แต่เมื่อปรับรูปแบบการทำงานมาเป็นออนไลน์ ทำให้สามารถเชื่อมต่อข้อมูล และจัดการแสดงผลข้อมูลได้ตรงกันทั้งหมด รวมถึงสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ปรับปรุงกระบวนการได้สะดวกยิ่งขึ้น

มองที่เป้าหมายมากกว่าเวลาเข้า-ออกงาน การสื่อสารและ Collaboration คือสิ่งสำคัญ

เวลาเข้า-ออกงาน ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) เพราะปัจจัยสำคัญของการทำงานแบบนี้อยู่ที่เป้าหมายและผลลัพธ์ของงาน โดยในแต่ละแผนกสามารถวางแผนงานและบริหารจัดการวิธีการทำงานของตัวเองได้โดยยึดถือวัฒนธรรมการทำงานเดียวกัน และอาศัยสิ่งที่สำคัญในการทำงานคือการสื่อสารมากขึ้น

การเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ของ SCB สามารถบริหารจัดการให้พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีในการทำงานร่วมกัน (Collaboration) และพร้อมที่จะปรับตัวตามสถานการณ์อยู่เสมอ

ความสุขของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญ

พนักงาน SCB ต่างมีความสุขกับการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) เพราะทำให้จัดการบริหารเวลาได้มากขึ้น ไม่ต้องเผชิญปัญหารถติด ซึ่ง SCB ก็มองถึงความสุขของพนักงานในหลายมิติ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดย SCB ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลเพื่อดูแลเรื่องสุขภาพให้กับพนักงานแบบออนไลน์ สามารถพบหมอเพื่อปรึกษาอาการเจ็บป่วยจากที่ไหนก็ได้ พร้อมทั้งส่งยาไปให้ที่บ้าน และยังมีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษาเรื่องการจัดการความเครียดให้กับพนักงานด้วย 

ปัจจุบันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยยังคงเจอกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้โลกของการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำงานต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยองค์กรต่างๆ มีการทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working) ด้วยการทำงานระยะไกล (Remote Working) ทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) ผสมกับการทำงานที่ออฟฟิศ ด้านการจ้างงานเองความยืดหยุ่นนี้ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถสรรหาคนเก่งได้จากทั่วประเทศหรือจากที่ไหนก็ได้ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลจะต้องมีการปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่กระบวนการสรรหา (Recruitment) การดูแลพนักงานใหม่ (Onboarding) เพื่อให้พนักงานปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบใหม่ รวมทั้งวิธีการที่จะรักษาความสัมพันธ์ของพนักงานให้ดียิ่งขึ้นแม้ต้องเจอหน้ากันน้อยลง เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการรักษาวัฒนธรรมองค์กรด้วย ด้านคนทำงานต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์อยู่เสมอและพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Resilience & Adaptability) และต้องไม่หยุดเรียนรู้พัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคตอยู่เสมอ

สำหรับผู้ที่ต้องการหางาน สมัครงาน ทั้งสามบริษัทยังมีตำแหน่งที่เปิดรับ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ www.jobthai.com หรือดาวน์โหลด JobThai Application ทั้งในระบบ iOS, Android และ HUAWEI AppGallery

How to ใส่ชั้นในอย่างไร ให้หมดปัญหาที่เคยเจอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650893

วันที่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 12:33 น.How to ใส่ชั้นในอย่างไร ให้หมดปัญหาที่เคยเจอ7 ปัญหากวนใครที่ผู้หญิงคนไหนก็ต้องเคยเจอ ไม่ว่าจะ “สายหล่น สายกด บราลอย คัพเหลือ เนื้อปลิ้น นม 4 เต้า หลังลอย” SYP Intimates เผยข้อข้องใจพร้อมช่วยให้เราค้นพบชุดชั้นในที่ใช่ของสาวๆ แต่ละคน

เราคงไม่มีใครอยากให้โอกาสสำคัญ วันสำคัญ หรือแม้แต่การแต่งตัวสวยในทุกวัน ต้องมีเหตุอะไรที่ทำให้เกิดความพลาดแบบไม่ใช่เรื่อง จนเสียความมั่นใจกันใช่ไหม ทั้งที่บางทีเราคิดว่าเตรียมพร้อมแล้วทั้งการแต่งหน้า ทำผม เลือกชุด รองเท้า กระเป๋า ให้ถูกกาลเทศะ เข้าชุด แต่ความตั้งใจทั้งหมดดันมาโดนขัดใจอย่างไม่น่าให้อภัย เพียงเพราะเรามองข้ามส่วนสำคัญอีกส่วนไป นั่นคือ ชุดชั้นในที่ใช่ นั่นเอง

วันนี้ SYP Intimates (สิป อินติเมท) แบรดน์ชุดชั้นในน้องใหม่สัญชาติไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ซีทรู ที่มีทั้งความเซ็กซี่ และคงไว้ซึ่งความสบายขณะสวมใส่จากผ้าไหมไทย อาสามาเป็นผู้ช่วยไขข้อข้องใจและช่วยให้เราค้นพบชุดชั้นในที่ใช่ของสาวๆ แต่ละคนกัน

เดีย วรกิตติกุล ดีไซเนอร์สาวชาวไทยที่จบการศึกษาการดีไซน์ชุดชั้นในโดยตรงจากอังกฤษ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ SYP Intimates ได้ทำการศึกษาปัญหาจากชุดชั้นในของสาวๆ ในปัจจุบัน เพื่อนำมาแนะนำให้สาวๆ ได้มีเคล็ดลับในการสังเกต และเลือกใส่ชุดชั้นในกันอย่างถูกต้อง โดยคัดเลือกมา 7 ปัญหายอดนิยม ดังนี้

ปัญหายอดนิยมอันดับ 1: สายหล่น

ทุกครั้งที่ใส่เสื้อชั้นใน แรกๆ เราต้องปรับความยาวสายให้พอดีขนาดช่วงลำตัว แต่ใส่ไปใส่มาระยะหนึ่ง วันดีคืนดี ดันหล่นตอนนาทีสำคัญซะงั้น ใส่ชุดสวยๆ โมเม้นต์ดีๆ ดันมีสายเสื้อชั้นในหล่นมาทำให้รำคาญ เสียบุคลิก ต้องคอยดึงสายขึ้น ทำให้ดูไม่งาม เรามีวิธีง่ายๆ มาบอก

วิธีแก้: ปรับสายเสื้อชั้นในเป็นประจำทุกเดือน แม้จะเป็นการขยับนิดหน่อย ประมาณ 0.5 เซนติเมตร ทุกๆ ครั้งที่เราใส่ สายเสื้อชั้นในก็จะยืด ทำให้หลวมขึ้นได้ แต่ถ้าลองปรับแล้ว ยังเจอปัญหาเดิมกวนใจอีก แนะนำให้ลองเปลี่ยนสไตล์ชุดชั้นใน เพราะบางทีสไตล์ที่คุณใส่อยู่นั้น อาจจะไม่เหมาะกับสรีระของคุณเท่าไหร่ ลองเลือกรุ่นที่ทรงของสายแคบลงมานิดนึง จะช่วยได้ แต่ถ้าเป็นคนที่มีไหล่ลู่ ลองเลือก เสื้อชั้นในแบบที่ถอดสายไขว้ได้จะดีกว่า เพราะจะช่วยให้สาวๆ มั่นใจ รับรองปัญหาสายหล่นหมดไปอย่างแน่นอน

ปัญหายอดนิยมอันดับ 2: สายกด

เคยไหม ใส่เสื้อชั้นในแล้วสายกดทับไหล่จนเห็นเป็นรอยแดง สาเหตุเกิดจากเสื้อชั้นในของคุณรอบตัวใหญ่เกินไป ทำให้รอบตัวหลวม เพราะขนาดของรอบตัว เป็นตัวรองรับน้ำหนักของหน้าอก หรือสายเสื้อชั้นในอาจจะมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้รับน้ำหนักหน้าอกไม่ไหว จึงเกิดรอยแดงได้ หากทนใส่ต่อไปนานๆ บางทีถึงขั้นปวดไหล่กันเลยทีเดียว

วิธีแก้: แนะนำสาวๆ ลองเลือกเสื้อชั้นในใหม่ที่รอบตัวพอดี ไม่หลวมเกินไป โดยการลดไซส์คือ ถ้าปกติใส่ไซส์ 36B รอบตัวที่กระชับขึ้นจะเป็น 34C คัพจะเท่าเดิม แต่รอบตัวจะเล็กลง หรือบางทีการที่เราปรับสายแน่นจนเกินไป คิดว่าจะทำให้กระชับ แต่กลับทำให้สายรับน้ำหนักมากจนปวดไหล่ก็ได้

ปัญหายอดนิยมอันดับ 3: บราลอย

ใส่แล้วเสื้อชั้นในเริ่มลอยขึ้น ไม่ว่าจะปรับสายขึ้น-ลงแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอดีตัวและเริ่มไม่กระชับ ไม่ช่วยเก็บทรง จนสาวๆ ไม่มั่นใจ ไม่สบายตัว นั่นคือสัญญาณของการเปลี่ยนเสื้อชั้นในใหม่กันแล้ว

วิธีแก้: แนะนำซื้อเสื้อชั้นในใหม่ที่ไซส์เล็กลง โดยวิธีการลดไซส์ก็ใช้วิธีเดียวกับกรณีด้านบน และเพื่อความชัวร์ว่าเราเลือกชุดชั้นในทีพอดีกับสรีระเราแล้วหรือยัง สาวๆ สามารถสังเกตด้วยตัวเองได้ง่ายๆ โดยการลองสอดนิ้วมือ 2 นิ้วไปที่รอบตัว บริเวณด้านหลัง ตรงตะขอ ถ้าสอดนิ้วได้พอดี ไม่รู้สึกแน่นเกินไป ก็แปลว่า คุณเลือกชุดชั้นในได้พอดีกับคุณแล้วล่ะ

ปัญหายอดนิยมอันดับ 4: คัพเหลือ

ส่วนมากปัญหานี้มักจะเกิดกับ สาวๆ ที่มีหน้าอกรูปทรงระฆังคว่ำ หรือผอมมาก จนทำให้ไม่มีเนื้อหน้าอกเลย

วิธีแก้: ลองปรับเสื้อชั้นในดูก่อน ถ้าปรับสายให้แน่นขึ้น แล้วยังไม่เข้าที่เข้าทาง ลองลดคัพไซส์ แต่คงขนาดรอบตัวเท่าเดิมไว้ก่อน เช่น ถ้า 34B ก็ลดลงเหลือ 34A หรือ ถ้าคัพพอดีแล้ว แต่ยังเหลือช่องว่างอีกนิดหน่อยด้านบน แนะนำให้ลองเปลี่ยนสไตล์ เป็นแบบที่ทรงเต้าต่ำลงมาหน่อยก็สวยไปอีกแบบ

ปัญหายอดนิยมอันดับ 5: เนื้อปลิ้น

อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกของสาวๆ อ้วนรึป่าวก็ไม่ แต่ทำไมใส่เสื้อชั้นในแล้วเนื้อด้านข้างปลิ้นออกไป เพราะคุณกำลังใส่เสื้อชั้นในผิดไซส์อยู่ เป็นไปได้ทั้งจากกรณีรอบตัวเล็กเกินไป หรือคัพเล็กเกินไป ไม่มีเนื้อที่เก็บทรงอย่างเหมาะสม ทำให้เนื้อปลิ้นออกมาด้านข้าง

วิธีแก้: ลองวัดไซส์ใหม่ สาวๆ สามารถดูวิธีการวัดดูไซส์จากชาร์ตไซส์ได้เองเลยง่ายๆ

ปัญหายอดนิยมอันดับ 6: นม 4 เต้า

แค่ชื่อก็เห็นภาพกันไปไกลละ แต่อธิบายให้ชัดขึ้นไปอีก ก็คือการ ที่เสื้อชั้นในของคุณ มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้เกิดการกดเนื้อหน้าอก กดเนื้อส่วนที่เกินทะลักออกมาจากคัพ จนมองแล้วดูนูนเหมือนมีนม 4 เต้า 

วิธีแก้: ลองใช้การเพิ่มคัพ เช่น เดิมไซส์ 34B ให้เพิ่มเป็น 34C รับรองคุณจะหายใจสะดวกขึ้น หน้าอกผ่อนคลายมากขึ้น หมดปัญหานม 4 เต้าได้อย่างแน่นอน

ปัญหายอดนิยมอันดับ 7: หลังลอย

อาการตะขอลอยขึ้นไป ไม่อยู่ในแนวระนาบเดียวกัน ถึงเวลาปรับสายเสื้อชั้นในหรือเปลี่ยนไซส์กันแล้วล่ะ นอกจากจะแก้ปัญหาหลังลอย ยังช่วยเซฟปัญหาการปวดหลัง ปวดไหล่จากการใส่ชุดชั้นในที่ไม่พอดีได้อีกด้วย 

วิธีแก้: ปัญหานี้เกิดจากการที่คุณอาจจะปรับสายเสื้อชั้นในสั้นเกินไป หรือปรับไซส์รอบตัวให้เล็กลง เพิ่มคัพไซส์ใหญ่ขึ้น

สาวๆ ที่มีข้อสงสัย หรือเจอปัญหาชุดชั้นในกวนใจ ทาง SYP Intimates พร้อมให้คำแนะนำ ไม่ว่าจะทางไลน์ Line ID: @sypintimates หรือดูข้อมูลเพิ่มเติม และความรู้เกี่ยวกับการเลือกชุดชั้นในที่ใช่กันได้ที่ Instagram @sypintimates หรือทาง https://www.sypintimates.com/h

‘บิวตี้ คอลส์’ บริการความงามแบบเดลิเวอรี่ครั้งแรกในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650806

วันที่ 20 เม.ย. 2564 เวลา 11:40 น.'บิวตี้ คอลส์' บริการความงามแบบเดลิเวอรี่ครั้งแรกในไทยเซ็นทารา เปิดตัว ‘บิวตี้ คอลส์’ บริการความงามแบบเดลิเวอรี่ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานระดับคุณภาพโดยทีมสปาชื่อดังของโรงแรม

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ตอกย้ำการนำเสนอนิยามใหม่ของการเดินทางและการใช้ชีวิตในรูปแบบนิว นอร์มอล ด้วยการเปิดตัวบริการใหม่ล่าสุดในชื่อ “บิวตี้ คอลส์” ซึ่งเป็นบริการทางด้านความงามส่งตรงไปให้บริการลูกค้าถึงที่บ้าน โดยจะอยู่ภายใต้การบริหารงานของแบรนด์สปาชื่อดังของโรงแรม

บริการ บิวตี้ คอลส์ นั้นริเริ่มขึ้นจากแบรนด์ สปา เซ็นวารี ที่ตั้งใจจะมอบความสะดวกให้กับลูกค้าด้วยบริการเสริมความงามส่วนบุคคลที่สามารถเลือกใช้ได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่สำนักงาน หรือภายในห้องพักของโรงแรม

ทาร่า ฮันราฮาน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการสปา โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า “เราเชื่อว่าบิวตี้ คอลส์ นั้นจะช่วยอำนวยความสะดวกกับลูกค้าที่ไม่สามารถเข้ามาที่สปา ให้สามารถเลือกใช้บริการต่างๆ ของเราได้ในช่วงเวลาหลังเลิกงานหรือเพื่อเตรียมตัวก่อนที่จะออกไปอีเวนท์ข้างนอก ซึ่งบริการทางด้านความงามต่างๆ ของเรานั้นสามารถทำการจองผ่านเว็บไซด์ได้ง่ายๆ ทันที โดยมั่นใจได้ในเรื่องของคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึงความสะอาดปลอดภัยของอุปกรณ์ต่างๆ เพราะเราอยากช่วยให้การเตรียมความพร้อมสำหรับวันพิเศษของทุกคนเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น”

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความงามมืออาชีพที่ได้รับการฝึกฝนจากทีมงานของสปา เซ็นวารี จะให้บริการโดยคำนึงถึงหลักอนามัยและความปลอดภัยสูงสุด โดยจะให้บริการทรีทเมนท์แบบครบวงจร ตั้งแต่บริการแต่งหน้า แว็กซ์ ทำผม รวมถึงการทำเล็บมือและเล็บเท้า

ในอนาคตอันใกล้นี้ ยังมีแผนที่จะเพิ่มบริการในส่วนของการนวดเพื่อสุขภาพ การทำเวิร์คช็อป และบริการเสริมความงามเต็มรูปแบบสำหรับวันสำคัญหรือวันพิเศษ อาทิ งานแต่งงานและงานปาร์ตี้ต่างๆ โดยลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสปาและความงามมือระดับอาชีพ ที่มีมาตรฐานและผ่านการฝึกฝนในเรื่องของการให้บริการมาอย่างดีเยี่ยม

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า “ในช่วงปีที่ผ่านมา เราได้เล็งเห็นถึงความต้องการของตลาดด้านสุขภาพและความงามที่ทำได้จากที่บ้าน ซึ่งก็ตรงกับบริการแบบเดียวกับที่เรามีอยู่แล้วที่สปา เซ็นวารี ดังนั้นสำหรับเรา บิวตี้ คอลส์ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้และยังช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับบริการสปาแบบเดิม บริการเสริมความงามออนไลน์รูปใหม่เช่นนี้ถือว่าสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน โดยทุกบริการที่เซ็นทารามุ่งมั่นส่งมอบให้กับลูกค้านั้น เราจะทำด้วยความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด”

สำหรับอัตราค่าบริการบิวตี้ คอลส์ เริ่มต้นที่ 750 บาท สำหรับบริการแว็กซ์, ราคา 1,500 บาท สำหรับบริการแต่งหน้า และ 1,600 บาท สำหรับบริการทำเล็บมือและเล็บเท้า ซึ่งจะพร้อมให้บริการทุกวัน ในช่วงเวลาระหว่าง 06.00 – 21.00 น. สำหรับการให้ทีมงานไปให้บริการที่บ้าน โรงแรม หรือสำนักงานภายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพียงจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ชั่วโมง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://beautycalls.spacenvaree.com/

เชฟชุมพล-เชฟลัท ร่วมสอนทำอาหารและขนม สร้างโอกาสทางอาชีพฝ่าวิกฤตโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650735

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 12:14 น.เชฟชุมพล-เชฟลัท ร่วมสอนทำอาหารและขนม สร้างโอกาสทางอาชีพฝ่าวิกฤตโควิด-19สร้างโอกาสทางอาชีพกับโครงการจุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น โดยไฟ-ฟ้า (FAI-FAH) โครงการแห่งการให้ที่ยั่งยืน โดยทีเอ็มบีและธนชาต ชวนสองเชฟดังสอนทำอาหารและขนม ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19

โครงการแห่งการให้ที่ยั่งยืน โดยทีเอ็มบีและธนชาต อย่าง “ไฟ-ฟ้า” (FAI-FAH) ร่วมสร้างโอกาสทางอาชีพกับโครงการจุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น เปิดคลาสสอนทำอาหารและเบเกอรี่ฟรี ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ติดอาวุธเสริมความรู้ให้ผู้ร่วมกิจกรรม ทำเป็น ขายเป็น และให้เป็น เพื่อช่วยเหลือชุมชนและสังคมต่อไป

โดยงานนนี้มีสองเชฟชื่อดัง เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟ 2 Michelin Star Chef, Founder & CEO Thai Cuisine Academy และทูตอาหารยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ FeedUp@UN และ เชฟลัท รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ มาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบี เล่าถึงจุดประสงค์ของโครงการ จุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น ว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจ ไฟ-ฟ้า โดยทีเอ็มบีและธนชาต พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือกลุ่มคนว่างงานหรือขาดรายได้ที่ได้รับผลกระทบ โดยการเสริมทักษะความรู้ด้านการทำอาหารและเบเกอรี่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำเป็น ขายเป็น และให้เป็น สามารถนำไปต่อยอดสร้างโอกาสทางอาชีพ ซึ่งนอกจากการเป็น ‘ผู้รับ’ ความรู้ในโครงการนี้แล้ว ไฟ-ฟ้า ยังสนับสนุนการเป็น ‘ผู้ให้’ ได้อีกด้วย โดยเปิดกว้างให้ทุกคนที่เข้ามาร่วมโครงการได้มีโอกาสเป็นอาสาสมัครเพื่อส่งต่อความรู้และสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมต่อไป

“เชฟชุมพล แจ้งไพร” เชฟคนดัง หนึ่งในผู้ร่วม “ให้” ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ทำเมนูอาหารคาว กล่าวว่า “รู้สึกดีใจที่มีโอกาสมาแบ่งปันความรู้ เทคนิคการทำอาหาร และประสบการณ์ต่าง ๆ มุ่งหวังว่าผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้จะนำความรู้ที่ได้ไปสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้สามารถนำไปประกอบอาชีพ หรือนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยสิ่งสำคัญคือ ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนเกิดความชำนาญ เพราะการเป็นเชฟ หรือการทำอาหารก็เหมือนนักกีฬา หรือนักร้องที่ต้องขยันซ้อม ดังนั้น นอกจากมีสูตรอาหาร เรียนรู้วิธีการและเทคนิคไปแล้ว ยังจะต้องฝึกทำบ่อยๆ เพื่อเพิ่มทักษะให้กับตัวเอง”

“ผมเคยร่วมกิจกรรมกับไฟ-ฟ้ามาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีก่อน และการได้กลับมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้มีความสุขมาก ซึ่งสิ่งสำคัญที่อยากฝากไว้กับผู้เข้าร่วมและทุกคนในสังคมคือ ‘การส่งต่อการให้‘ ขอขอบคุณทีเอ็มบีและธนชาตที่สานต่อโครงการดีๆ มาอย่างต่อเนื่อง ผมอยากเห็นกิจกรรมเพื่อสังคมแบบนี้อยู่กับสังคมไทยตลอดไป เพราะสามารถจับต้องได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผมได้ข่าวว่าศิษย์รุ่นแรกที่ผมเข้ามาสอน จากที่เป็นเด็กอยู่ใกล้ศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า วันนี้มีงานทำเป็นหลักฐาน มีความมั่นคง โดยเฉพาะเด็กคลาสอาหารที่ไม่เคยเรียนรู้จากที่ไหนมาก่อน มาเริ่มเรียนรู้จากที่นี่ สะท้อนให้เห็นถึงการทำกิจกรรมเพื่อสังคมแบบยั่งยืน ซึ่งผมยินดีให้การสนับสนุนในทุกเรื่อง” เชฟชุมพล กล่าว

ด้าน เชฟลัท-รภัสสรณ์ จิรจุรีย์ชัย กล่าวว่า “การมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะได้นำความรู้และประสบการณ์มาแบ่งปันในฐานะผู้ให้แล้ว ยังทำให้รู้สึกว่าได้รับความรู้กลับไปด้วยเช่นกัน เพราะทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมจะแลกเปลี่ยนความรู้กัน และรู้สึกดีใจมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการทำ เบเกอรี่ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้ต่อไป ขณะเดียวกันการแลกเปลี่ยนพูดคุยก็เป็นการจุดประกายให้เราลุกขึ้นสู้ด้วยเหมือนกัน ขอบคุณทีเอ็มบีและธนชาตที่สานต่อโครงการดีมีประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทำให้ทุกคนได้ส่งต่อการให้ที่ยั่งยืนจริง ๆ”

ด้าน คุณเจมส์ “ประสงค์ คงสงค์” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมห้องเรียนเบเกอรี่ ที่เดินทางไกลมาจาก จ.กาญจนบุรี เจ้าของร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เล่าว่า สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพราะประกอบอาชีพเปิดร้านขายอาหารอยู่แล้ว จึงอยากมาเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารและขนมเพิ่มเติม ซึ่งการเรียนการสอนได้ลงมือปฏิบัติจริงทำให้ได้เมนูและเทคนิคใหม่ ๆ นำไปใช้กับที่ร้านได้ อย่างไรก็ตาม คงต้องกลับไปฝึกฝนและเรียนรู้เพิ่มเติมให้เกิดความชำนาญ

“ผมเปิดร้านอาหารมาเกือบ 10 ปี มองว่าการทำตลาดแบบเดิม ๆ ไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้เหมือนเดิม เพราะทุกวันนี้โลกก้าวสู่ยุคดิจิทัล การตลาดออนไลน์จึงสำคัญมากขึ้น และยิ่งในช่วงที่มีสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นนี้ ลูกค้าก็ไม่อยากออกนอกบ้าน ทำให้ร้านอาหารได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดนี้ด้วย จึงตัดสินใจสมัครที่จะมาเรียน โดยได้ความรู้ด้านทำการตลาดที่ปัจจุบันมีทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ถือเป็นการเสริมความรู้และนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้สู่การประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้และประทับใจมากคือ การได้มารู้จักกับโครงการเพื่อสังคมดี ๆ อย่าง ไฟ-ฟ้า ทำให้เราเข้าใจคำว่า “ให้” มากขึ้น โดยมีการเรียนรู้พร้อมทั้งสอดแทรกกิจกรรมเพื่อให้เราใส่ใจเรื่องการส่งต่อ ยิ่งได้รู้จุดประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อส่งเสริมให้เด็กในชุมชนที่ไม่มีศักยภาพด้านการเงินเข้ามาเรียน ตรงนี้เป็นเหมือนจุดหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กเข้ามาเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบ หรือ ค้นหาตัวเอง เพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคตก็ยิ่งรู้สึกประทับใจ ทำให้ผมคิดว่าหากมีกิจกรรมที่มีประโยชน์สามารถช่วยเหลือได้ เราก็จะแบ่งปันเวลาไปร่วม” คุณเจมส์ กล่าว

ปิดท้ายกันที่คุณสุภา เลิศวัฒนกิตติ อดีตพนักงานประจำที่เกษียณแล้ว ปัจจุบันเป็นแม่บ้าน “ตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 เริ่มมีสัญญาณส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมกับทางไฟ-ฟ้า เพราะมองว่าเป็นหนึ่งช่องทางในการเรียนรู้ช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการทำอาหารและโอกาสที่จะต่อยอดยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ช่วยทำให้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นในการทำอาหารให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ รับประทาน นอกจากนี้ การได้เข้าร่วมกิจกรรมยังทำให้เรามีเพื่อนกลุ่มใหม่ และที่สำคัญสอนให้เรียนรู้ถึงการ “ให้” เมื่อเราได้รับแล้วต้องรู้จักแบ่งปันส่งต่อให้กับคนอื่นต่อไป ซึ่งความรู้ที่ได้รับมาครั้งนี้หากมีโอกาสแบ่งปันความรู้ก็ตั้งใจที่จะส่งต่อไปให้คนอื่นด้วย” คุณสุภา กล่าว

ไฟ-ฟ้า โดยทีเอ็มบีและธนชาต มุ่งมั่นและตั้งใจเดินหน้าจุดประกายเยาวชนและชุมชน ภายใต้ปรัชญา Make REAL Change เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป ติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ที่ www.tmbfoundation.or.th

องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650739

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 11:07 น.องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 3โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change)แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 3

เพราะโลกเปลี่ยนแปลง อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ โลกเอไอ ยุคดิจิทัลพัฒนาอย่างไปไกลอย่างก้าวกระโดด องค์กรธุรกิจ ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัว แต่ด้วยกระบวนการหาความรู้ในปัจจุบันมีความแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น นำมาสร้างข้อจำกัดที่ปิดกั้นตัวมันเอง ไม่สามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ องค์กรยุคใหม่จึงต้องปรับกระบวนการทำงาน สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้สามารถขับเคลื่อนและสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยเน้นที่ผลลัพธ์เป้าหมายความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณค่า สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้เสีย แต่การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ องค์กรจำเป็นต้องสร้างทุนมนุษย์ สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจโดย

1. ทุกความท้าทายเป็นปัญหาเชิงซ้อนไม่มีปัญหาใดที่เข้ามาเดี่ยวๆ ทุกปัญหาคือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงของมิติต่างๆ ที่หลากหลาย ทุกปัญหาจึงมีความเป็นระบบเชิงซ้อน มันเป็นปัญหาทับซ้อนปัญหา และส่งผลซึ่งกันและกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ การจะเข้าใจปัญหา เราจึงต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของมันว่า ทุกปัญหามีความเป็นระบบที่ทับซ้อนกันทั้งแนวราบและแนวลึกอย่างลึกซึ้ง การจัดการกับปัญหาจึงต้องก้าวข้ามจากมุมมองในลักษณะเส้นตรง เชิงเดี่ยว แยกส่วน มาเป็นการแก้ปัญหาด้วยมุมมองของการสร้างการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

2. องค์กรที่ยั่งยืนต้องมี “นวัตกรรม”องค์กรที่เข้มแข็งต้องเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ องค์กรแห่งนวัตกรรมที่สามารถสร้างสรรค์ความคิดที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ได้ด้วยตนเอง บนฐานของแนวคิดเชิงระบบที่ว่า ปัญญา องค์ความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ใดๆ รวมทั้งนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ เกิดจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง

3. ทีมงานต้องเข้มแข็งองค์กรจะยั่งยืนได้ ทีมงานต้องเข้มแข็ง ความเข้มแข็งจะเป็นจริงได้ ทีมงานต้องอยู่บนฐานของความเข้าใจ ความไว้วางใจ ความมีศรัทธาดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเปิดใจกว้าง รับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยเห็นคุณค่าในความแตกต่าง การเห็นคุณค่าระหว่างกันนี้เองเป็นต้นทางสำคัญของการสร้างพลังร่วม เพื่อการบรรลุเป้าหมายร่วมกัน และการที่บุคคลจะเห็นคณค่าในความต่างได้นั้น บุคคลคนนั้นต้องเห็นคุณค่าตนเองก่อนเสมอ การเห็นคุณค่าตนเองนี้เองเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอารมณ์ ความเข้มแข็งภายใน มีภูมิต้านทาน ดังนั้น องค์กรที่ยั่งยืน บุคคลจึงต้องเห็นคุณค่าตนเอง และเห็นคุณค่าในความแตกต่าง 

4. ผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้องเห็น “คุณค่ามนุษย์”ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้นำได้การยอมรับจากคนรอบข้าง และการยอมรับจากคนรอบข้างจะเกิดขึ้นได้ เขาเหล่านั้นต้องได้รับการยอมรับจากผู้นำเสียก่อน การยอมรับที่ว่านี้คือ การยอมรับในคุณค่าของตัวตน มันคือ การมองคนให้เป็นมนุษย์ ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะมีตำแหน่งแล้ว ยังต้องเห็นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ด้วย จึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ

ประเด็นความท้าทายต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อการดำเนินงานและเป็นตัวปิดกั้นมิให้การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหา อะไรทำให้องค์กรแตกต่างกัน แล้วท่านจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร

ดังนั้น ในยุคของความผันผวน เพื่อความอยู่รอด แนวทางการพัฒนาองค์กรจึงจำเป็นต้องปฏิรูปเสียใหม่ว่า การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนต้องสามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อน สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ มีทีมงานที่เข้มแข็ง โดยมีผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เห็นคนเป็นมนุษย์

Z ZEGNA ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 ธรรมชาติที่ผสานกับเทคโนโลยี เผยโลกแห่งแอคทีฟแวร์ปะทะกับความสง่างามในเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650694

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 11:05 น.Z ZEGNA ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน 2021 ธรรมชาติที่ผสานกับเทคโนโลยี เผยโลกแห่งแอคทีฟแวร์ปะทะกับความสง่างามในเมืองZ Zegna เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเสมอมา ตอกย้ำบทบาทในฐานะโรงงานอันสร้างสรรค์ สถานที่ทดลองอันท้าทาย เพื่อเป็นการสำรวจโลกเสื้อผ้าสุภาพบุรุษอันน่าตื่นเต้นของ Alessandro Sartori อาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์ของแบรนด์

สำหรับ Z Zegna คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2021 ยังคงสานต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ โดยการนำแนวคิด #UseTheExisting การสร้างสรรค์โดยการใช้วัสดุผ้าจากแหล่งที่มีอยู่ วัสดุไนลอนรีไซเคิลได้รับการพัฒนาเพื่อให้ได้เส้นด้ายราวกับขนสัตว์ ด้วยรูปทรงและเนื้อผ้าที่ผ่านเทคนิคการสร้างสรรค์ระดับไฮเอนด์ที่จะมอบสัมผัสที่นุ่มและคงความหรูหรา

วัสดุผ้าขนสัตว์ TECHMERINO ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ และยังคงการสร้างสรรค์เพื่อการสวมใส่อย่างมีสไตล์ ในขณะที่ผ้าเจอร์ซีย์มีการผสมผสานระหว่างเส้นใยธรรมชาติและเส้นใย โดยเทคนิคพิเศษนี้จะมอบความเบาและโครงสร้างแบบ 3 มิติ

Z ZEGNA คอลเลกชั่นนี้แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างในลักษณะที่ดูอิสระและเบาสบาย เสื้อแจ็คเก็ตกีฬานำเสนอโครงสร้าง อันนุ่มนวล เสื้อแจ็คเก็ตไหล่ตกที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานและเสื้อกันหนาวผ้าขนสัตว์จับคู่กับกางเกง ชุดออกกำลังกาย ได้ถูกพัฒนาให้เบาสบายอีกทั้งผสมผสานสไตล์ Outwear ให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งการตัดเย็บปะติดปะต่อของผ้า ที่หลากหลายนับเป็นผลงานตัดเย็บที่สนุกสนาน ด้วยการใช้วัสดุผ้าที่หลากหลาย ในขณะที่เสื้อกันหนาวถักมีดีเทลระบายอากาศเพื่อให้ลุคดูโดดเด่นและยังมีน้ำหนักเบา

การเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปีของ Ermenegildo Zegna สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันน่าทึ่งของ Oasi Zegna กลายเป็นจุดกำเนิดแห่งแรงบันดาลใจสำหรับโทนสีที่ซับซ้อน โดยการนำเสนอเฉดสีที่แตกต่างกัน อาทิ สีฟ้า สีเขียว สีม่วง และสีเทา นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาพพิมพ์ที่สร้างสรรค์ลวดลายในรูปแบบ Toile De Jouy

วนัช เฟิร์ส เปิดตัวลุคบุคคอลเลคชั่นชุดแต่งงานสไตล์ฝรั่งเศสเทรนด์ใหม่ล่าสุด “Aura on light” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650688

วันที่ 19 เม.ย. 2564 เวลา 10:10 น.วนัช เฟิร์ส เปิดตัวลุคบุคคอลเลคชั่นชุดแต่งงานสไตล์ฝรั่งเศสเทรนด์ใหม่ล่าสุด “Aura on light”Aura on light ความงดงามของผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงาน ถ่ายทอดผ่าน “ณฉัตร เมืองโคตร” ผลงานคอลเลคชั่นใหม่จาก “วนัช เฟิร์ส”

หลังจากที่ห้องเสื้อ วนัช เฟิร์ส ได้หยิบยกคอลเลคชั่น “Aura on light” ภายใต้คอนเซ็ปต์ความงดงามของผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงาน ขึ้นไปเฉิดฉายที่แรกบนเวทีแคทวอล์ค ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ที่ผ่านมา ทำให้ได้กระแสตอบรับจากผู้ชมและแฟนๆ เข้ามาอย่างมากมาย

ทางห้องเสื้อจึงผุดไอเดียอยากให้ชุดเหล่านี้ต้องแสงไฟเพื่อพรีเซ้นต์ความสวยงามตระการตาอีกครั้ง จึงได้จัดทำเป็นลุคบุคนี้ขึ้นมาโดยได้นางแบบสาวดีกรีนางงามเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012 “ณฉัตร เมืองโคตร” มาร่วมถ่ายทอดผลงานในครั้งนี้ ซึ่งแต่ละชุดในคอลเลคชั่นนี้นั้นมีความสวยงาม โดดเด่น หรูหรา และมีสไตล์ที่แตกต่างกัน

นอกจากรูปแบบของงานดีไซน์ที่เน้นความทันสมัยและคัตติ้งเนี๊ยบขั้นสุดแล้ว ยังเพิ่มดีเทลให้ชุดด้วยแสงระยิบระยับจับตาจากวัตถุดิบที่นำเข้ามาใช้ไม่ว่าจะเป็นสวารอฟสกี้ หรือลูกปัดคริสตัลขนาดต่างๆ เพื่อเสริมออร่าของหญิงสาวผู้สวมใส่ให้ดูงดงามตระการตามากขึ้นไปอีก และแน่นอนว่าสาวณฉัตรเอาอยู่ทุกชุดจริงๆ แต่ละลุคจะสวยงดงามขนาดไหน ไปชมกันเลย

สำหรับใครที่ชื่นชอบชุดแต่งงานสไตล์ฝรั่งเศสสุดโมเดิร์นแบบนี้ สามารถติดต่อสอบถามเข้าไปได้ที่ ห้องเสื้อ วนัช เฟิร์ส (บ้านเลขที่1 ซ.ลาดพร้าว50) ได้ทุกวัน หรือสามารถนัดหมายเข้ามาชมผลงานจริงผ่านทางช่องทาง https://www.facebook.com/Vanus-First หรือโทร 02-085-3688, 091-750-1111 Line : @ vanusfirst

สองลุคหนุ่มเวียร์กับนาฬิกา TAG Heuer สองเรือนโปรด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650692

วันที่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 17:44 น.สองลุคหนุ่มเวียร์กับนาฬิกา TAG Heuer สองเรือนโปรดร่วมอวยพรวันเกิดให้แก่นักแสดงหนุ่มมากฝีมือ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ พร้อมมอบของขวัญให้แฟนๆ ของเวียร์ได้หายคิดถึงในช่วงที่เจ้าของวันเกิดเดินทางไปร่วมงานถ่ายทำภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด Thirteen Lives ด้วยภาพเซ็ตสวยๆ กับนาฬิกา TAG Heuer เรือนโปรด 2 เรือน

วันเกิดปีนี้ (18 เมษายน) เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ ต้องเดินทางไปแสดงฝีมือการแสดงภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด Thirteen Lives ไกลถึงประเทศออสเตรเลีย เราขอร่วมอวยพรวันเกิดด้วยเซ็ตภาพสวยๆ กับนาฬิกา TAG Heuer เรือนโปรด 2 เรือน ได้แก่รุ่น Carrera Sport Chronograph และ Carrera Elegant Chronograph เพื่อของขวัญมอบให้ทั้งเจ้าของวันเกิดและเหล่าแฟนคลับไว้ให้คลายความคิดถึงกัน ซึ่งเจ้าตัวได้แอบกระซิบว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์มานาน

“แท้จริงแล้ว ผมรู้จัก TAG Heuer ผ่านคุณพ่อครับ เพราะท่านชอบสะสมนาฬิกามาตั้งแต่ผมจำความได้ ซึ่ง TAG Heuer คือแบรนด์หนึ่งที่ท่านเก็บสะสมเอาไว้และตกทอดมาสู่ผมอีกที สำหรับผม TAG Heuer เป็นนาฬิการะดับพรีเมียมที่มีดีไซน์ที่ทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ยังสามารถนำมาแมทช์กับการแต่งตัวได้หลายสไตล์อีกด้วย”

Look1: TAG Heuer Carrera Sport Chronograph

ลุคแรกนี้ เวียร์สะท้อนความชอบที่มีต่อการเดินทางท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์ ด้วยนาฬิกาดีไซนสปอร์ตเรียบหรูอย่าง TAG Heuer Sport Carrera ที่เลือกหยิบมาแมทช์กับชุดแจ็คเก็ตหนังสไตล์ไบเกอร์สีดำที่รับกันดีกับหน้าปัดขนาด 44 มม. สีเดียวกันและสายเรือนทำจากสเตนเลสสตีลที่มีความทนทาน วงกรอบสำดำทำจากเซรามิกทนทานป้องกันรอบขีด

ข่วน โดยมีการสลัก Tachymeter scale ไว้สำหรับการคำนวนความเร็วของรถแข่ง มาพร้อมกับกลไก In-house ใหม่อย่าง Caliber Heuer 02 โดยกลไกรุ่นนี้สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานกว่า 80 ชั่วโมง โดยเพิ่มขึ้น 30 ชั่วโมงจากนาฬิกาต้นแบบ

Look2: TAG Heuer Carrera Elegant Chronograph 

สำหรับลุคที่สองนี้ เวียร์ขอสลัดความทะมัดทะแม่ง มาในลุคที่ดูเนี้ยบเป็นทางการพร้อมกับนาฬิการุ่นคลาสสิกอย่าง Carrera Elegant Chronograph กรอบสเตนเลสสตีล มาพร้อมสายข้อมือหนังอัลลิเกเตอร์สีน้ำตาลอันสุขุมคลาสสิค ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ยึดด้วยสกรูเผยให้ตุ้มแกว่งและกลไกการทำงานที่สวยงามด้วยสีโรสโกลที่สง่างามอย่างไร้ที่ติ ขับเคลื่อนด้วยกลไกชั้นสูงที่ผลิตในโรงงานของ TAG Heuer อย่าง Calibre Heuer 02 ดีไซน์ที่โดดเด่นของเรือนเวลา TAG Heuer Carrera โฉมใหม่