ส่องคอลเลคชั่นใหม่ Keds Spring-Summer 2021 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650605

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 12:33 น.ส่องคอลเลคชั่นใหม่ Keds Spring-Summer 2021 หน้าร้อนกับสนีกเกอร์ใหม่หลากหลายสไตล์จาก Keds Spring-Summer 2021 Collection and Our New Feature

ก้าวสู่ฤดูร้อนของปีอย่างเป็นทางการ Keds (เคดส์) ได้สร้างสรรค์สนีกเกอร์หลากสไตล์ออกมา เพื่อตอบโจทย์แก่ผู้หญิงที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันไป และได้นำวัสดุใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง ผ้าฝ้ายออร์แกนิก (Organic Cotton) มาใช้ในการผลิตสนีกเกอร์ โดยผ้าฝ้ายออร์แกนิกเป็นวัสดุที่ปราศจากยาฆ่าแมลงและมีส่วนช่วยให้ดินและแหล่งน้ำต่างๆ สะอาดยิ่งขึ้น นับได้ว่าผ้าฝ้ายออร์แกนิกเป็นวัสดุที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นสำหรับโลกใบนี้ นอกจากนี้การใช้ผ้าฝ้ายออร์แกนิกยังช่วยให้เหล่าชาวไร่รวมทั้งบรรดาคนงานในโรงงานสามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมีอันเป็นอันตรายได้อีกด้วย อีกทั้งยังสามารถซักทำความสะอาดได้โดยหน้าร้อนนี้เราขอนำเสนอรองเท้า 7 แบบ 7 สไตล์ จากคอลเลคชั่นล่าสุด มาให้ได้เลือกใส่รับหน้าร้อนในสไตล์ของตัวเองกัน

Double Decker Organic Cotton Print

อีกหนึ่งรองเท้ารุ่นยอดนิยมของเคดส์ที่กลับมาต้อนรับหน้าร้อนนี้ ด้วยโทนสีเหลืองและลายพิมพ์ดอกไม้สีขาวสดใสเหมาะสำหรับแมทช์กับคอสตูมได้หลากสไตล์ นอกจากนี้รองเท้าสลิปออนรุ่นนี้ยังมีความพิเศษตรงการนำผ้าฝ้ายออร์แกนิกซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและให้สัมผัสที่นุ่มสบายยิ่งขึ้นมาใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิต

Ladies Print Organic Cotton

เคดส์จับมือกับ ทิฟฟานีย์ โฮ (Tiffany Ho) นักออกแบบเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับชาวฮ่องกง ออกแบบลายพิมพ์ “Ladies Print” บนรองเท้ารุ่นยอดนิยมอย่าง Champion ที่ผลิตจากผ้าฝ้ายออร์แกนิกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและนุ่มเป็นพิเศษ โดยออกแบบขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่วันสตรีสากล ทิฟฟานีย์ต้องการส่งต่อความภาคภูมิใจในการเป็นผู้หญิงว่า“ อย่าจำกัดตัวเอง คุณแข็งแกร่งกว่าที่คุณคิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ อายุ หรือรูปร่างแบบไหนก็ตาม”

Crew Kick Alto Leather Cream-Leopard

นี่เป็นการโคจรมาพบกันระหว่างรองเท้ากีฬาและรองเท้าลำลองสุดพิเศษ โดยการนำเทรนด์ชั้งค์กี้ (Chunky) มาผสมผสานเข้าด้วยกัน จนได้ผลลัพธ์เป็นสนีกเกอร์สไตล์เรโทรที่ให้ทั้งความรู้สึกมาดมั่นและแฟชั่นในคราวเดียวกัน โดยพื้นรองเท้าผลิตจากยางคุณภาพเยี่ยมที่มีความหนาทว่าน้ำหนักเบา พร้อมเสริมลิ่มเล็กน้อยบริเวณส้นเท้าเพื่อสามารถวางเท้าในมุมที่สบายที่สุดได้ง่ายยิ่งขึ้น

Champion TRX Marble

อีกหนึ่งรองเท้าที่ได้รับความนิยมจากทั้งแฟนของแบรนด์และสาวๆ ผู้ชื่นชอบสนีกเกอร์ ด้วยการปรับดีไซน์จากรุ่นคลาสสิกอย่าง Champion ให้โมเดิร์นขึ้นด้วยการเพิ่มลูกเล่นความหนา และรอยหยักเล็กน้อยที่พื้นรองเท้า ทนทานต่อการกระแทก มาพร้อมกับนวัตกรรม Dream Foam ที่แผ่นด้านในรองเท้า นุ่ม และระบายอากาศได้ดี มาพร้อมเพิ่มความสดใสการแต่งแต้มลวดลายมาร์เปิลสีหวานลงบนบริเวณขอบของพื้นรองเท้า

Triple Up Marble

สำหรับสาวร่างเล็กไซส์มินิที่ชื่นชอบสนีกเกอร์พื้นหนา ร้อนนี้เราไม่อยากให้คุณพลาดเป็นเจ้าของรุ่น Triple Up Marble นอกจากความนุ่มสบายและช่วยเสริมบุคลิกให้ดูสูงเพรียวแล้ว บริเวณพื้นรองเท้าและขอบรองเท้าที่มีความหนาเป็นพิเศษยังถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีพลาสเทลสดใสเป็นลวดลายมาร์เปิลอีกด้วย

Triple Kick Amp Leather White

สนีกเกอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าออกกำลังกาย ตัวรองเท้าผลิตจากหนังคุณภาพดี และพื้นรองเท้าผลิตจากยางที่มีความหนา 1 นิ้ว สามารถรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี เพิ่มความพิเศษด้วยการเสริมขอบยางบริเวณด้านหน้าและด้านหลังของรองเท้า พร้อมใส่กราฟฟิกโลโก้ลายเวฟที่เคยใช้บนชุดกีฬาในปี 1970 ทำให้สนีกเกอร์รุ่นนี้ดูมีความสนุกสนานและหรูหราในคราวเดียวกัน สามารถแมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากสไตล์

Trio Eco Sandal Sage

ขอแนะนำรองเท้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุดของแบรนด์ รองเท้าแตะรุ่น Trio โดยใช้ยางรีไซเคิล 20 เปอร์เซนต์ สำหรับการผลิตพื้นรองเท้าชั้นนอก และสายรัดทำจากสายรัดโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล สามารถปรับระดับให้กระชับกับรูปเท้าได้ พร้อมซับในบุด้วยผ้า Tencel (lyocell) ซึ่งเป็นเส้นใยสังเคราะห์ที่ไม่ได้ผลิตจากโพลิเมอร์สังเคราะห์ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ผลิตจากเซลลูโลสที่ได้จากไม้ เหมาะสำหรับใส่เดินเล่นในวันสบายๆ

แวะไปเลือกช้อปรองเท้าสำหรับร้อนนี้ได้แล้วที่ www.keds.co.th ทาง LINE :@KedsThailand หรือคลิกได้เลยที่ http://bit.ly/KedsLine หรือที่ร้าน Keds, เคานท์เตอร์ Keds และร้าน Ikon ทุกสาขา ติดตามข่าวสารจาก Keds Thailand ได้ที่ Facebook และ Instagram : @KedsThailand

เปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าเนื่องในวัน Record store day ‘ที่ไม่มีอยู่จริง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650575

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 09:10 น.เปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าเนื่องในวัน Record store day ‘ที่ไม่มีอยู่จริง’#Olympicdigger ร่วมกับ แบรนด์ ‘LATE NIGHT DANCE CLUB’ เปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าจากลายเส้นของศิลปินนักวาดภาพประกอบ ‘BLOODY HELL BIG HEAD’ ในวัน RECORD STORE DAY

ครั้งเเรกกับการร่วมมือกันของ 2 คอมมิวนิตี้ชื่อดัง #Olympicdigger กลุ่มคนที่หลงรักในเเผ่นเสียง เเละ LATE NIGHT DANCE CLUB แบรนด์เสื้อผ้าที่มีเเรงบันดาลใจมาจากการสนับสนุน dance scene ในประเทศไทย กับการเปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าเนื่องในวัน Record store day ‘ที่ไม่มีอยู่จริง’ โดยมี Bloody Hell Big Head นักวาดภาพประกอบไทยชื่อก้องโลกมาร่วมออกเเบบลวดลายต่างๆ

โดยทุกปี วัน‘Record Store Day’ จะถูกจัดขึ้นในอาทิตย์ที่สามของเดือนเมษายน โดยงานนี้จะจัดขึ้นสำหรับคนสะสมแผ่นเสียงและเป็นงานที่จัดมาเพื่อซัพพอร์ตร้านแผ่นเสียงและในงานศิลปินจะปล่อยแผ่นพิเศษ หรือเพลงพิเศษที่ไม่เคยผลิตมาก่อน เพื่อวางจำหน่ายตามร้านแผ่นเสียง แต่ในปี 2021 เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า (Covid-19) ทำให้งานต้องเลื่อนออกไปแบบเว้นระยะห่าง โดยปีนี้จะมีงานในวันที่ 12 มิถุนายน และ 17 กรกฎาคม

แต่เพื่อเป็นการฉลองวัน Record Store Day #Olympicdigger กลุ่มคนที่หลงรักในเเผ่นเสียง ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างคอมมิวนิตี้เเห่งการเเลกเปลี่ยนเพลงกันฟัง จึงเกิดแนวความคิดที่จะทำคอลเลคชั่นเสื้อผ้าเเละเเอสเซสเซอรี่ที่เกี่ยวกับเเผ่นเสียง เพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของ Record store day และส่งสารสู่นักสะสมว่า “HAVE A NICE DIGGIN’ DAY” ไม่ว่าวันนี้จะเป็นวันอะไรก็ตาม ด้วยการจับมือกับแบรนด์ LATE NIGHT DANCE CLUB  แบรนด์เสื้อผ้าที่มีจุดประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อสนับสนุน dance scene ในประเทศไทย เเละเชิญ BLOODY HELL BIG HEAD นักวาดภาพประกอบที่เคยมีผลงานร่วมกับเเบรนด์ระดับโลกมาแล้วทั้ง Apple (อเมริกา), Herman Miller (อเมริกา), Ziet Magazine (เยอรมนี), Lufthansa Airline (เยอรมนี) และ Winkreative (อังกฤษ) มาร่วมวาดลวดลายให้ในคอลเลคชั่นนี้

โดยคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้จะประกอบไปด้วย เสื้อยืด เสื้อเชิ้ตฮาวาย หมวก เเละ กระเป๋าเเผ่นเสียงขนาด 7 นิ้ว สำหรับคอลเลคชั่นนี้จะเปิดตัวในวันที่ 17 เมษายน หรือวัน Record Store Day ของโลก โดยจะมีการเปิด Pre-order exclusive bundle set ที่มาพร้อมกับเเผ่นรองสลิปเเมตเฉพาะของคอลเลคชั่น จำนวนจำกัดเพียง 30 คู่เท่านั้น เฉพาะวันที่ 17-30 เมษายน 64 (บนช่องทาง Online) หลังจากนั้น ทุกไอเท็มในคอลเลคชั่น จะมีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ร้าน Carnival ในวันที่ 1 พฤษภาคม 64  เป็นต้นไป ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเเละรายละเอียดของคอลเลคชั่นนี้ได้ที่ Facebook : Olympic Digger เเละ Instagram @olympicdigger 

องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650264

วันที่ 12 เม.ย. 2564 เวลา 09:58 น.องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 2โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกผันผวน ธุรกิจมีการแข่งขันสูงและรุนแรงมากยิ่งขี้น เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไปไกลอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน ปัญหามีความซับซ้อน ความรู้ระดับเดิมๆ ไม่อาจแก้ปัญหาได้และเพื่อความอยู่รอด เราจึงลงทุนพัฒนาองค์กร เพื่อยกศักยภาพบุคลากรและคุณภาพชีวิต แต่ผลที่ได้มักต่ำกว่าที่คาดหวัง อีกทั้งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม สาเหตุหนึ่งนั่นเป็นเพราะเรายังยึดติดอยู่กับแนวคิดแค่การปรับเปลี่ยนองค์กร (Organizational Change) ซึ่งก็ดีระดับหนึ่ง แต่ไม่พอ เราจำเป็นต้องก้าวข้ามไปสู่การปฏิรูปองค์กร (Organizational Transformation) (และนอกจาก ต้องเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มุ่งเน้นการเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต ด้วยมุมมองการพัฒนาเชิงระบบอย่างเป็นองค์รวม เพื่อสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้บริโภคแล้ว ตามที่ได้นำเสนอในตอนที่ 1 แล้ว) การปฏิรูปองค์กรเพื่อความยั่งยืนยังจำเป็นต้องพิจารณาถึงประเด็นเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล

1. การพัฒนาศักยภาพเชิงองค์รวมเมื่อพูดถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ธรรมชาติของศักยภาพนั้นปรากฏอยู่ในลักษณะเชิงองค์รวม กล่าวคือ มีทั้งที่แสดงออกมาภายนอกเพียงเล็กน้อย ในรูปของทักษะการบริหารจัดการ และที่เก็บซ่อนไว้อยู่ภายในอีกมากมาย ในรูปของแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน ที่สำคัญศักยภาพทั้งสองเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ อีกทั้งศักยภาพภายในไร้ขีดจำกัด รอวันระเบิด แต่ด้วยการขาดความตระหนักถึงธรรมชาติดังกล่าว องค์กรจึงมักให้ความสำคัญแต่เพียงการพัฒนาทักษะด้านการจัดการ ซึ่งว่าไปแล้วมันสำคัญ แต่ไม่พอ เพราะเข้าไม่ถึงฐานรากของชีวิต จึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่

2. หากจะยั่งยืน ต้องเล่นเชิงรุกเพราะโลกผันผวน ในการรับมือเพื่อความยั่งยืน เราต้องเล่นเชิงรุก ศักยภาพเชิงรุกต้องมาจากการเปลี่ยนกรอบความคิด เพราะกรอบความคิดเป็นของตนเอง เราจึงเลือกได้ว่าจะตอบสนองอย่างไร เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ หากเราเลือกได้ เราก็สามารถนำตนเองได้ เมื่อเรานำตนเองได้ เราก็เล่นเชิงรุกได้ หากเราเล่นเชิงรุกได้ ทุกอย่างก็มีความเป็นไปได้ ดังนั้น การปรับทัศนคติเชิงบวกที่มองว่าปัญหาต่างๆ นั้นคือความท้าทาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน ความมุ่งมั่น ความสามารถในการนำตนเองเชิงรุกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาศักยภาพขององค์กร เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และที่สำคัญ มันอยู่ในอำนาจของตนเอง นั่นคือ เป็นเรื่องที่เรากำหนดได้เองทั้งสิ้น

3. ความสอดคล้องไปในแนวเดียวกันเพราะบุคลากรส่วนใหญ่ต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ อยู่ใน Comfort Zone ไม่เปลี่ยน ไม่เล่นเชิงรุก ไม่พัฒนาตนเอง มีทัศนคติติดลบ มองปัญหาเป็นภาระ มิใช่ความท้าทาย มองภาพเป้าหมายต่างกัน จึงไปคนละทาง ดังนั้น นอกจากจะสามารถสร้างการนำตนเองเชิงรุกแล้ว ยังจำเป็นอย่างยิ่งที่บุคลากรทั้งองค์กรต้องสร้างภาพเป้าหมายเดียวกัน เพื่อการจัดการกับปัญหาจะได้สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน อย่างเป็นเอกภาพ หนึ่งเดียว

4. การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเป็น “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”เพราะชีวิตเป็นกระบวนการสืบเนื่องเชื่อมโยงในทุกขณะ และในแต่ละขณะนั้นคือการเรียนรู้ การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นสายเป็นกระแส ดังนั้น ชีวิตคือกระบวนการเรียนรู้โดยตัวของมันเอง การเรียนรู้ที่แท้จริงจึงต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต องค์กรที่ยั่งยืนจึงต้องเสริมสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะองค์กรมีชีวิต

ประเด็นความท้าทายต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน และเป็นตัวปิดกั้นมิให้การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหาที่แท้จริง อะไรทำให้องค์กรแตกต่างกัน แล้วท่านจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร

ดังนั้น ในยุคของความผันผวน เพื่อความอยู่รอด แนวทางการพัฒนาองค์กรจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามจากเพียงแค่การพัฒนามาเป็นการปฏิรูปเสียใหม่ว่า การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนต้องเข้าใจธรรมชาติของศักยภาพเชิงองค์รวม ต้องเล่นเชิงรุกอย่างสอดคล้องไปในแนวเดียวกัน และที่สำคัญต้องมองการพัฒนาว่าเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

4 ลุคมิกซ์แอนด์แมทช์แฟชั่นสไตล์เหล่าสาวกเซิร์ฟสเก็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650135

วันที่ 10 เม.ย. 2564 เวลา 11:40 น.4 ลุคมิกซ์แอนด์แมทช์แฟชั่นสไตล์เหล่าสาวกเซิร์ฟสเก็ตสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการแฟชั่น เมื่อแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ “CPS CHAPS” เปิดตัวคอลเลกชั่น “CPS CHAPS Surfskate” เอาใจเหล่าสาวกผู้ชื่นชอบในกีฬาเซิร์ฟสเก็ต พร้อมผสานกลิ่นอายความเป็น Street style เข้ากับแนว Sporty เอาไว้ได้อย่างลงตัว

หากพูดถึงกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นการเล่น Surfskate อย่างแน่นอน เรียกได้ว่าเป็นกีฬาที่มาแรงแซงทุกกิจกรรมเลยก็ว่าได้ ล่าสุดแบรนด์แฟชั่นชั้นนำอย่าง “CPS CHAPS” ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างสรรค์สไตล์เสื้อผ้าเอาใจเหล่าวัยรุ่นทั้งชาย และหญิง ได้ถ่ายทอดไอเดียสดใหม่ ออกแบบเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬาเซิร์ฟสเก็ต ในคอลเลกชั่นที่ชื่อว่า “CPS CHAPS Surfskate” โดยทางแบรนด์ได้ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็น Street style เข้ากับการดีไซน์เสื้อผ้าแนว Sporty เพื่อให้ได้ไอเทมที่สวมใส่แล้วคล่องตัว มีความทะมัดทะแมง เอาใจเหล่าสาวกเซิร์ฟสเก็ตให้สนุกกับการเล่นกิจกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถมีไสตล์ที่โดดเด่นได้

“CPS CHAPS” แบรนด์แฟชั่นชั้นนำสัญชาติไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Creativity, Passion, Self” ที่มักจะสรรหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการดีไซน์เสื้อผ้าให้โดดเด่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันอยู่เสมอ ซึ่งสำหรับในคอลเลกชั่น “CPS CHAPS Surfskate” ทางแบรนด์ได้ดีไซน์เสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสามารถใส่เล่นกีฬาเซิร์ฟสเก็ตได้ด้วยเช่นกัน

สำหรับเสื้อผ้าที่ออกแบบจากการผสมผสานกลิ่นอายความ Street style เข้ากับการดีไซน์เสื้อผ้าแนว Sporty นั้น ทางทีมดีไซน์ได้เลือกใช้ผ้ายืดเป็นแมททีเรียลหลักในการออกแบบ เนื่องจากสวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี อีกทั้งมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับการทำกิจรรม รวมไปถึงการใช้ผ้าผ้าทอ (Woven) ในตระกูลผ้าเรย่อน (Rayon) มาออกแบบพิมพ์ลาย เมื่อนำมามิกซ์แอนด์แมทช์กับไอเทมที่ออกแบบจากผ้ายืด จะทำให้ได้ลุคที่ดูโดดเด่น และไม่ซ้ำใคร โดยมีลายพิมพ์เด่นประจำ คอลเลกชั่นเป็นลาย Checkerboard (ลายตารางขาวดำ) ที่ให้ความรู้สึกถึงความเร็ว และการแข่งขัน อีกทั้งยังมีการเลือกใช้โทนสีที่มีความสดใส อาทิ แดงส้ม, เขียว, น้ำเงิน และโทนสีเบสิกอย่างสีดำ ที่ใช้เป็นตัวเชื่อมสีต่างๆ เข้าด้วยกัน

โดยชิ้นเด่นประจำคอลเลกชั่นนี้สำหรับผู้หญิงจะมีทั้งเสื้อทรง Crop Top ที่สามารถแมทช์กับเสื้อเชิ้ตฮาวายตัวสั้น และยีนส์สั้น หรือกางเกงทรงกางเกงมวย (Boxing Short) รวมไปถึงกางเกงทรงจ็อกเกอร์ และชิ้นเด่นสำหรับผู้ชาย สามารถหยิบเสื้อ Oversize ตัวโคร่ง มาใส่เข้าคู่กับกางเกงทรงบาสเกตบอล (Basketball shorts) อีกทั้งยังมีเสื้อแขนกุดพิมพ์ลายตารางขาวดำ, เสื้อฮาวาย, เสื้อยืดคอกลมทรง Oversize, เสื้อแขนกุดทรงหลวม และเสื้อยืดฮูดดี้ ที่สามารถสร้างสรรค์สไตล์อันโดดเด่นให้กับชาวเซิร์ฟสเก็ตได้

นอกจากนี้ทาง “CPS CHAPS” ยังมีแอคเซสเซอรี่ประเภทหมวกมาให้เลือกหลากหลายสไตล์ มีหมวกยูนิเซ็กส์ทรง Trucker cap ซึ่งเป็นดีไซน์ที่เป็นซิกเนอเจอร์ของชาวสเก็ต โดยด้านหลังของหมวกจะเป็นผ้าตาข่าย เพื่อช่วยระบายอากาศ เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทีมีทั้งโทนสีขาว, ดำ และน้ำเงิน รวมถึงลายพิมพ์ ลายเสือ และลาย Checkerboard (ลายตารางขาวดำ) ที่เป็นซิกเนเจอร์ประจำคอลเลกชั่น และเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้เวลาเล่นเซิร์ฟสเก็ตสามารถกันแดดและลมได้ดี

อีกหนึ่งชิ้นเด่นที่พลาดไม่ได้สำหรับคอลเลกชั่นนี้ คือเซิร์ฟสเก็ต ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และมีเพียง 20 ชิ้นเท่านั้น โดยเป็นบอร์ดทรงหางปลา (Fish board) ด้านหน้าเป็นลายไม้ ที่ยิงเลเซอร์เป็นโลโก้ของแบรนด์ และด้านหลังพิมพ์โลโก้สีดำลงบนพื้นสีดำ เพื่อเพิ่มความเท่ให้กับไอเทม โดยตัวไม้นั้นทำมาจากไม้เมเปิ้ลคุณภาพดีจากประเทศแคนนาดา ที่ทางทีมดีไซน์ออกแบบมาให้ดูเรียว สวย และมีน้ำหนักกำลังดี

นอกจากนี้ทาง “CPS CHAPS” ยังได้แนะนำ 4 สไตล์ ในการมิกซ์แอนด์แมทช์ลุคอันโดดเด่นสำหรับเหล่าสาวกเซิร์ฟสเก็ต เริ่มจากลุคสำหรับ สาวเท่ สามารถเลือกใส่ชุดที่เข้าสีกันอย่างเสื้อฮู้ดดี้แมทช์กางเกงขายาวสีน้ำเงิน กับรองเท้าบู๊ทหนัง หรือจะเป็นลุคเซอร์กับยีนส์ขายาวใส่คู่กับเสื้อแขนกุดพิมพ์ลายตัวสั้น หรือเพิ่มเลเยอร์ด้วยลุคที่เป็นเสื้อ Crop Top โทนสีเรียบ แมทช์กับกางเกงขาสั้นสีดำ แล้วทับด้วยเบลเซอร์สีดำ ก็จะได้ลุคสาวเท่ที่มีความน่าค้นหามากขึ้น

ถัดมาที่สาวเก๋มากสไตล์ ที่ต้องการความคล่องตัว แต่ก็ต้องโดดเด่นด้วยในขณะเดียวกัน สามารถหยิบชิ้นเด่นอย่าง Crop Top มาเป็นไอเทมหลักในการครีเอทลุคได้อย่างหลากหลาย โดยลุคแรกอาจจะใส่ Crop Top สีดำแมทช์กับกางเกงขาสั้นสีขาว แล้วทับด้วยบอมเบอร์แจ็คเก็ตลายพิมพ์ หรือจะเลือกเป็น Crop Top ลายขวางใส่กับยีนส์สั้นแล้วทับด้วยเสื้อฮาวายตัวสั้นก็จะได้ลุคที่มีกลิ่นอายของอเมริกันสไตล์แฝงอยู่ หรืออาจะแมทช์ง่ายๆ ด้วย Crop Top ลายขวางกับกางเกงขายาวโทนสีเบสิกก็ได้เช่นกัน 

ต่อมาที่ลุคสำหรับ หนุ่มเซอร์ สามารถเริ่มต้นที่การหยิบเสื้อฮาวายทรง Oversize ที่เป็นไอเทมเด่นประจำซีซั่นนี้มาแมทช์กับกางเกงยีนส์ขายาว หรือจะเป็นเสื้อยืดแขนกุดใส่คู่กับกางเกงยีนส์ 3 ส่วน แล้วเติมเต็มลุคด้วยหมวกทรงบัคเก็ต

ปิดท้ายที่ลุคแบบหนุ่มสตรีท ที่มักมีไอเทมหลักเป็นเสื้อยืด อาจจะหยิบเอาเสื้อยืดลายพิมพ์ Checkerboard (ลายตารางขาวดำ) มาแมทช์กับกางเกงยีนส์ 3 ส่วน หรือเป็นเสื้อยืดพิมพ์ลายโลโก้ CPS CHAPS แมทช์กับกางเกงทรงบาสเกตบอล (Basketball shorts) ก็จะได้ลุคที่มีความคล่องตัว และโดดเด่นได้เช่นกัน

พบกับคอลเลกชั่น “CPS CHAPS Surfskate” ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน “CPS CHAPS” ทุกสาขาทั่วประเทศไทย และบนเว็บไซต์ www.cpschaps.com

หรือ Chat & Shop Hotline 02-367-2070 โดยสำหรับบอร์ดเซิร์ฟสเก็ตมีวางจำหน่ายที่ร้าน “CPS CHAPS” ชั้น 1 สาขาเมกาบางนา โทร. 02-105-1280

La boutique ต้อนรับสปริง/ซัมเมอร์ 2021 ด้วยคอลเลกชั่น Palm Spring #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650132

วันที่ 10 เม.ย. 2564 เวลา 11:02 น.La boutique ต้อนรับสปริง/ซัมเมอร์ 2021 ด้วยคอลเลกชั่น Palm Springแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ ‘ลา บูทีคส์’ (La boutique) เปิดตัวคอลเลกชั่นต้อนรับฤดูกาลสปริง/ซัมเมอร์ 2021 ที่ชื่อว่า ‘ปาล์ม สปริง’ (Palm Spring) แรงบัลดาลใจจากเทศกาลสปริงเบรก (Spring Break) อันมีชีวิตชีวาของเหล่าหนุ่มสาวแคลิฟอร์เนีย ในปี 1990 ถ่ายทอดสู่เสื้อผ้าลายพิมพ์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำซีซั่น

สนุกกับการแต่งตัวต้อนรับลมร้อนด้วยคอลเลกชั่นลายพิมพ์ดีไซน์ล่าสุดจากแบรนด์ ‘ลา บูทีคส์’ (La boutique) ของครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ฝีมือเฉียบประจำแบรนด์ พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล ที่ยังคงสร้างสรรค์เสื้อผ้าดีไซน์ใหม่เอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าให้สนุกกับการแต่งตัวกันอยู่เสมอ โดยคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2021 นี้ มีชื่อว่า ‘ปาล์ม สปริง’ (Palm Spring) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเสน่ห์อันมีชีวิตชีวา ในเทศกาลสปริงเบรก (Spring Break) ของเหล่าหนุ่มสาวแคลิฟอร์เนียจากปี 1990 ได้ถูกนำมาถ่ายทอดลงบนเสื้อผ้า และลายพิมพ์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของฤดูร้อนอันน่าค้นหา

‘ลา บูทีคส์’ (La Boutique) แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสตรี ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘นีโอ โรแมนติก’ ที่ถ่ายทอดความงดงามทางแฟชั่นกับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ทางศิลปะอันน่าจดจำมาผสมผสานด้วยแนวความคิดที่ร่วมสมัย หล่อหลอมผ่านมุมมองการออกแบบอันสร้างสรรค์ออกมาเป็นเครื่องแต่งกายดีไซน์ทันสมัย พร้อมการตัดเย็บสุดประณีตตามแบบฉบับของห้องเสื้อชั้นสูงสไตล์ฝรั่งเศส ให้ผู้สวมใส่มีเสน่ห์โดดเด่นทั้งในชีวิตประจำวันจวบจนถึงกระทั่งปาร์ตี้ในยามค่ำคืน

พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล กล่าวถึงแนวคิดหลักในการออกแบบคอลเลกชั่นนี้ว่า “คอลเลกชั่นนี้เรานึกถึงบรรยากาศการใช้ชีวิตของวัยรุ่นอเมริกันในช่วงเวลาสปริงเบรก พวกเขามักจะสนุก และเต็มที่กับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน เราก็เลยเกิดไอเดียที่จะหยิบยกเรื่องราวตรงนี้มาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการออกแบบคอลเลกชั่น รวมไปถึงบรรยากาศของเมืองปาล์ม สปริง ที่มีเสน่ห์น่าค้นหา ก็ได้ถูกนำมาบอกเล่าผ่านการดีไซน์ซิลลูเอท ลายพิมพ์ รวมไปถึงการเลือกใช้โทนสีที่มีความโดดเด่นขึ้น สามารถสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ได้มากขึ้น”

‘ปาล์ม สปริง’ (Palm Spring) คอลเลกชั่นที่บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มสาววัยรุ่นอเมริกันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง จาก ‘ปาล์ม สปริง’ (Palm Spring) สถานที่อันมีชีวิตชีวาที่เป็นดั่งโอเอซิสแห่งแคลิฟอร์เนียในช่วงเวลาสปริงเบรก (Spring Break) ที่ใช้ชีวิตในช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ท่ามกลางท้องถนนทอดยาว ที่ถูกปกคลุมด้วยต้นปาล์มตลอดเส้นทาง ซึ่งมีเด็กสาวในชุดว่ายน้ำนอนเหยียดกายกลางสวนสาธารณะ เพื่อต้อนรับอ้อมกอดจากแสงแดดแห่งฤดูร้อนในแคลิฟอร์เนีย พร้อมกลุ่มชายหนุ่มที่สวมกางเกงขาสั้นยืนพูดคุยอย่างสนุกสนานเคียงข้างรถยนต์ฟอร์ด มัสแตง (Ford Mustang) คู่ใจ คลอเคล้าด้วยเสียงเพลงป๊อปผสมผสานกับเสียงแตรที่ดังกึกก้องไปทั่วทุกมุมถนน ซึ่งแม้ภูเขาแห้งแล้งสูงชัน และทะเลทรายทอดยาวไม่รู้จบจะเป็นดั่งฉากหลังอันกว้างใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้ แต่จิตวิญญาณที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการใช้ชีวิตของเหล่าหนุ่มสาวแคลิฟอร์เนีย กลับสร้างความชุ่มฉ่ำ และความมีชีวิตชีวาไปทั่วทั้งปาล์ม สปริง (Palm Spring)

โดยจากแรงบันดาลใจดังกล่าวทางทีมดีไซน์ได้ใช้เทคนิคพิเศษ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก และกลิ่นอายจากแรงบันดาลใจที่อบอวลไปด้วยความสดใส และความมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นภาพร่างลายต้นปาล์มอันเป็นเอกลักษณ์ของปาล์ม สปริง (Palm Spring) ที่ถูกนำมาออกแบบใหม่ โดยผสมผสานกับการจับคู่สีสดแบบคัลเลอร์ บล็อก (Color block) เพื่อให้มีความทันสมัย และสนุกมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงเทคนิคการรูดระบายเพิ่มวอลุ่มบนผ้าที่มีน้ำหนักบางเบา เพื่อให้มีความพลิ้วไหวของผ้ามากยิ่งขึ้น ทั้งยังเลือกใช้เทคนิคการสกรีนบนเสื้อยืดคอกลม และเสื้อแขนกุด ซึ่งเป็นรูปแบบของเสื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของหนุ่มสาวอเมริกันในยุค 90s ซึ่งในคอลเลกชั่นนี้มีชิ้นเด่นเป็นบีชแวร์ (Beachwear) และเสื้อผ้าลำลองที่ใส่สบาย และมีความพลิ้วไหว พร้อมผสานเทคนิคการตัดเย็บที่ช่วยขับเน้นรูปร่าง (Body Conscious) ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ชุดว่ายน้ำเว้าขาสูง, ชุดว่ายน้ำแบบวันพีช (One- Piece) และทูพีช (Two-Piece), กางเกง และกระโปรงผูกเอวแบบผ่าสูง อีกทั้งยังมีชุดเดรสทรงเอไลน์ (A-Line Dress) พิมพ์ลวดลายต้นปาล์มทั้งแบบสั้น และแบบยาว

ซึ่งนอกจากชุดสำหรับสุภาพสตรีแล้ว ในคอลเลกชั่นนี้ยังมีชิ้นที่ทางทีมดีไซน์ออกแบบมาสำหรับหนุ่มสาวของลา บูทีคส์ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดแขนสั้น และแขนกุด, กางเกงเซิร์ฟบอร์ด และกางเกงยาวขาบาน รวมไปถึงเสื้อฮาวายทรงโอเวอร์ไซส์ ที่เหมาะสำหรับสวมใส่ในช่วงฤดูร้อนนี้ ด้วยการเลือกใช้ผ้าไหมที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มลื่น รวมถึงผ้าไหมซาตินที่มอบผิวสัมผัสที่เบาสบายถูกนำมาใช้ในการออกแบบกางเกง และกระโปรงผูกเอว อีกทั้งยังเลือกใช้ผ้าโปร่งบางเบาที่มีความพลิ้วไหวให้ผิวสัมผัสที่เบาสบายเหมาะกับหน้าร้อน อย่างผ้าชีฟองที่มีผิวสัมผัสพิเศษ ทักทอรวมกับวัสดุประกายทอง เพื่อเพิ่มกลิ่นอายความเย้ายวนในแบบฉบับสาวปารีเซียง (Parisian) ของลา บูทีคส์ รวมถึงชุดบีชแวร์ที่นำผ้าไลคร่า (Lycra Fabric) มาพิมพ์ลายเฉพาะของลา บูทีคส์ เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้ทั้งในสระว่ายน้ำและในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังได้เลือกใช้ผ้าคอตตอน สเปนเดก ที่มีเนื้อบางเบา เหมาะสำหรับการสวมใส่ในทุกโอกาส

สำหรับโทนสีเด่นประจำซีซั่นนี้ได้หยิบยกมาจากกลิ่นอายของ 4 ช่วงเวลา ในช่วงสปริงเบรก (Spring Break) ได้แก่ ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ช่วงกลางวันที่แสงแดดส่องสว่าง และช่วงเวลาพลบค่ำ มาถ่ายทอดผ่านโทนสีที่ตรงข้ามกัน (Contrast) ในรูปแบบการไล่เฉดสี (Ombre) นอกจากนี้ทางทีมดีไซน์ยังเลือกใช้โทนสีสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ของฤดูร้อน อาทิ สีชมพูฟลามิงโก้ (Flamingo Pink), สีฟ้าซีรูเลียน(Cerulean Blue), สีเทอร์ควอยซ์ (Turquoise) และสีเหลืองแดฟฟอดิล (Daffodil Yellow) ถูกนำมาผสมผสานควบคู่กับลายพิมพ์ต้นปาล์มแบบย้อนแสง (Palm Tree Silhouette) โดยเลือกใช้การจับคู่สีแบบคัลเลอร์ บล็อก (Color block) ที่เป็นคู่สีตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่สีฟ้ากับสีชมพู หรือการเลือกใช้สีม่วง สีเหลือง และสีเขียวผสมผสานกัน เพื่อถ่ายทอดความสนุกสนาน และความเป็นอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานของคอลเลกชั่นนี้

นอกจากนี้ พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล ยังได้แนะนำเคล็ดลับการแต่งตัวด้วยชุดลายพิมพ์ให้โดดเด่นรับซัมเมอร์นี้ว่า “การใส่ชุดลายพิมพ์นั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากอย่างที่หลายคนคิด บางคนอาจจะมองว่าลายพิมพ์แต่งยาก แต่ในมุมของเรากลับมองว่า การหยิบเสื้อผ้าลายพิมพ์มาใส่นั้น จะทำให้การแต่งตัวของเราดูมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะชุดลายพิมพ์มันมีความสนุกในตัวเองอยู่แล้ว อย่างถ้าใครเพิ่งเริ่มต้นก็อาจจะหยิบชุดลายพิมพ์มาแมทช์กับชิ้นเบสิกสีเรียบๆ ก่อน สำหรับซัมเมอร์นี้ก็อาจจะใส่ชุดว่ายน้ำวันพีชลายพิมพ์ไว้ด้านในคู่กับกางเกงยีนส์ขาสั้นก็ได้ หรือเป็นชุดว่ายน้ำทูพีชลายพิมพ์ แล้วทับด้วยเสื้อยืด ก็จะได้ลุคเดินเล่นชิลล์ๆ ริมทะเล ที่มีความเป็นอเมริกันสไตล์ขึ้น หรือถ้าใครที่ชอบใส่ลายพิมพ์อยู่แล้ว เราก็สามารถแมทช์แบบลายชนลายได้เลย แต่ควรเลือกใส่ชิ้นที่มีโทนสีเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน ถ้าด้านในเราใส่ชุดว่ายน้ำอยู่ก็สามารถคลุมด้วยเสื้อฮาวายลายพิมพ์เดียวกันเลยก็ได้ หรือจะใส่เป็นเสื้อฮาวายกับกางเกงก็ได้เช่นกัน หรือถ้าใครที่ไม่ถนัดมิกซ์แอนด์แมทช์ก็สามารถหยิบเดรสลายพิมพ์มาใส่ได้เลย แต่อาจจะเลือกชิ้นที่มีลูกเล่นเรื่องโทนสีหน่อย ก็จะได้ลุคที่ดูสนุกขึ้น”

ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากคอลเลกชั่น ‘ปาล์ม สปริง’ (Palm Spring) ได้แล้ววันนี้ที่ La Boutique Flagship Store ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โทร 096-884-0295, La Boutique Flagship Store ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน โทร 02-011-7124, 096-884-0825, La Boutique Corner ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ดีพาร์ทเม้นสโตร์ โทร 090-797-2479, Instagram: laboutique_official, Facebook: www.facebook.com/laboutiquebkk และ www.laboutiqueofficial.com

.

#LBPALMSPRINGS21

#LA_BOUTIQUE

#laboutiquesociety

PIAGET เปิด MUST HAVE ลิสต์ปีนี้ที่สาวๆ ควรมีไว้ในครอบครอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/650100

วันที่ 09 เม.ย. 2564 เวลา 19:50 น.PIAGET เปิด MUST HAVE ลิสต์ปีนี้ที่สาวๆ ควรมีไว้ในครอบครองPIAGET (เพียเจต์) เปิดภาพ 6 เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชั่นประจำปี 2021 ที่เผยโฉมในงาน Watches & Wonders

กลายเป็นอีก Must Have ไอเท็มที่ถูกจับตาทันที หลังเมซงเปิดตัวเรือนเวลากลไกอัตโนมัติตัวแรกในซีรีส์ Limelight Gala เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา และสำหรับสาวๆ ที่รออัพเดทล่าสุดปีนี้เตรียมจดลิสต์กันได้เลย เพราะ PIAGET (เพียเจต์) มาเปิดภาพให้ชมกันชัดๆ กับ 6 เรือนเวลาลิมิเต็ดประจำปี 2021 ที่เพิ่งเผยโฉมในงาน Watches & Wonders ไปหมาดๆ

LIMELIGHT GALA PRECIOUSLIMITED EDITIONS

เริ่มด้วย 3 โมเดลที่มาพร้อมกลไกอัตโนมัติล่าสุด 501P1 กับ Limelight Gala Precious Limited Editions ผลงานจากดวงอาทิตย์ กับ 3 โทนสีล่าสุดที่เมซงนำมาถอดรหัสให้ได้ชมในฤดูกาลนี้

Limelight Gala Precious Sunrise

เรือนเวลาที่หยิบประกายงามของดวงอาทิตย์ยามเช้าขณะซ่อนตัวอยู่หลังก้อนเมฆมาเล่าเรื่องราว – ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 32 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนตกแต่งด้วยแซฟไฟร์บริลเลียนต์คัตสีน้ำเงินไล่เฉดสี 32 เม็ด (ราว 4.70 กะรัต) และเพชรบริลเลียนต์คัต 10 เม็ด (ราว 0.90 กะรัต) หน้าปัดประดับเพชรกว่า 289 เม็ด (ราว 1.76 กะรัต) ซึ่งแต่ละเม็ดถูกฝังอย่างประณีตด้วยเทคนิค Snow Setting เข้าคู่สายรัดข้อมือที่ตกแต่งด้วยเทคนิคงานฝีมือแบบ Palace Décor ผลิตจำกัดเพียง 18 เรือน

Limelight Gala Precious Zenith

เรือนเวลาที่หยิบยืมความเจิดจรัสของดวงอาทิตย์ ขณะหยอกล้อเล่นแสงยามเที่ยงวันมาเป็นแรงบันดาลใจ – ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 32 มิลลิเมตร ผสมผสานแซฟไฟร์บริลเลียนต์คัตสีเหลืองไล่เฉดสี 32 เม็ด (ราว 4.70 กะรัต) กับเพชร บริลเลียนต์คัต 10 เม็ด (ราว 0.90 กะรัต) ไว้อย่างเข้ากัน หน้าปัดประดับเพชร 289 เม็ดด้วยเทคนิค Snow Setting จับคู่สายรัดข้อมือไฮจิวเวลรี่ที่สอดประสานเพชรบริลเลียนต์คัต 267 เม็ด และแซฟไฟร์สีเหลืองน้ำงามอีก 124 เม็ด ได้อย่างโดดเด่น ทั้งยังมอบสัมผัสที่บางเบาเป็นเนื้อเดียวกับข้อมือ ผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น

Limelight Gala Precious Sunset

เรือนเวลารับซัมเมอร์ที่มาพร้อมประกายอบอุ่นของดวงอาทิตย์ยามอัสดง – ตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 32 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนประดับด้วยแซฟไฟร์บริลเลียนต์คัตสีชมพูไล่เฉดสี 32 เม็ด (ราว 4.70 กะรัต) และเพชรบริลเลียนต์คัต 10 เม็ด (ราว 0.90 กะรัต) ตัดรับกับหน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีขาวได้อย่างลงตัว จับคู่สายรัดข้อมือซาตินสีขาว ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือน

Limelight Gala High Jewellery Black Opal 

ต่อด้วยความสง่างามแบบที่ยากจะลอกเลียนกับ เรือนเวลาชั้นสูงที่มาพร้อมหน้าปัดประดับอัญมณีหายาก อย่าง แบล็ค โอปอล ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องปรากฏการณ์แห่งสีสันที่ทอประกายนับไม่ถ้วนยามต้องแสง โดยปัจจุบันแบล็คโอปอลที่เมซงนำมาใช้คัดสรรจากแหล่งคุณภาพในออสเตรเลีย ขณะที่สายรัดข้อมือ ขาตัวเรือนและรอบหน้าปัดรายล้อมด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 91 เม็ด (ราว 5.25 กะรัต) และมรกตทรงมาร์คีส์ 83 เม็ด (ราว 8.18 กะรัต) โดยทรงมาร์คีส์นี้ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของเมซง เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสมีประสงค์ให้ช่างฝีมือเจียระไนเพชรทรงใหม่ที่สะท้อนถึงรอยยิ้มงดงามของมาดามอันเป็นที่รักอย่าง ‘Marquise de Pompadour’ ซึ่งปัจจุบันซิกเนเจอร์คัตเลื่องชื่อดังกล่าว ยังคงมอบประกายงามได้อย่างแตกต่างและชวนหลงใหลเช่นเคย นอกจากนี้ยังใส่กลไกควอตซ์ 56P ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของแบรนด์เองไว้อีกด้วย

LIMELIGHT GALAPRECIOUS RAINBOW

หรูหราลุคใหม่ในเฉดสีรุ้ง กับ Limelight Gala Rainbow ความน่าสนใจของ Limelight Gala เฉดสีรุ้งเรือนนี้ นอกจากจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมซงที่นำเสนอเรือนเวลาที่ผสานเข้ากับอัญมณีหลากหลายสีสันแล้ว ยังเสริมความเป็นเลิศด้วยการใส่ระบบกลไกอัตโนมัติแบบใหม่ล่าสุดที่ผลิตขึ้นในโรงงานของเมซง อย่าง 501P1 ไว้อีกด้วย 

ตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 32 มิลลิเมตร ขณะที่หน้าปัดและสายรัดข้อมือคราฟต์ขึ้นอย่างประณีตด้วยวัสดุชนิดเดียวกัน แต่พิเศษกว่าตรงที่แบรนด์เลือกใช้เทคนิคหัตถศิลป์เก่าแก่อย่าง Palace Décor มาผสานไว้ได้อย่างแยบยล โดยการแกะสลักแบบดั้งเดิมนี้ อาศัยทักษะจากช่างฝีมือที่ผ่านการฝึกฝนอย่างชำนาญจาก “Atelier de l’Extraordinaire” ซึ่งปัจจุบันมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้ กล่าวคือ ชิ้นส่วนหน้าปัดใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการตกแต่ง ขณะที่สายรัดข้อมือใช้เวลาเป็น 4 เท่าของหน้าปัดเลยทีเดียว โดยแรงบันดาลใจหลักของแพทเทิร์นต่างๆ มักถ่ายทอดต้นแบบมาจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ขนนก คลื่น ผืนป่า ขนสัตว์ ทุ่งหญ้า เปลือกไม้ใบไม้ เกล็ดงู ตลอดจนความมหัศจรรย์อื่นๆ อีกมากมาย 

เพื่อเสริมประกายงามให้ดูเด่นขึ้นอีกขั้น แบรนด์เลือกตกแต่งขอบตัวเรือนด้วยเหล่าอัญมณีหลากสี อย่าง ซาวอไรต์ สีเขียว และ แซฟไฟร์ไล่เฉดตั้งแต่ สีแดง ส้ม เหลือง น้ำเงิน อินดิโก ไปจนถึงสีม่วง โดยร้อยเรียงแต่ละเม็ดด้วยเทคนิค Serti Descendu ที่ช่วยเผยให้เห็นประกายงามได้ชัดเจนกว่าการฝังลงไปในเนื้อทองแบบที่ใช้ทั่วไปในปัจจุบัน

ขณะที่การแสวงหาอัญมณีสีที่เข้ากับเรือนเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็ถือเป็นอีกความท้าทายอันดับต้น ๆ ที่เพียเจต์ให้ความสำคัญ และเพื่อผลลัพธ์ที่พึงพอใจที่สุด การสำรวจหินสีจำนวนมหาศาลจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากสีจะตรงกับความต้องการแล้ว ขนาดและคุณภาพระดับสูงก็ต้องอยู่บนมาตรฐานที่เมซงรับรองด้วยเช่นกัน และนี่จริงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเรือนเวลาชิ้นนี้จึงเป็น Limited Piece ที่ควรค่าแก่การครอบครอง สนนราคา 3,370,000 บาท

Limelight Gala Mother-of-Pearl Palace

เรือนเวลาที่ผลิตจำกัดเพียง 300 เรือน มาพร้อมตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 26 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนประดับเพชร บริลเลียนต์คัตรวม 60เม็ด (ราว 0.92 กะรัต) โอบล้อมหน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ลสีขาวที่แกะสลักด้วยเทคนิค Palace Décor ไว้อย่างเข้ากัน เข้าคู่สายหนังจระเข้สีขาวที่เสริมสไตล์ในแบบโมเดิร์นลักชัวรีอย่างมีเอกลักษณ์ สนนราคา 815,000 บาท

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Piaget

ลองจินส์ ส่ง White Campaign ถ่ายทอดความงามนาฬิกา 4 คอลเลกชั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/649886

วันที่ 07 เม.ย. 2564 เวลา 18:02 น.ลองจินส์ ส่ง White Campaign ถ่ายทอดความงามนาฬิกา 4 คอลเลกชั่นโชว์ความปัง “เก้า สุภัสสรา” Friend of Longines ประเดิมงานแรก ส่ง “White Campaign” ถ่ายทอดความงามนาฬิกา 4 คอลเลกชั่น

เพราะเชื่อว่าความงดงามไม่ได้มีเพียงด้านเดียว ลองจินส์ (Longines) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเดิมผลงานชิ้นแรกให้กับ “เก้า-สุภัสสรา ธนชาต” Friend of Longines (เฟรนด์ ออฟ ลองจินส์) หญิงคนแรก มาร่วมถ่ายทอดความงามของนาฬิกาสีขาวจาก 4 คอลเลกชั่น ผ่าน “White Campaign” (ไวท์ แคมเปญ) เพื่อตอกย้ำถึงเอกลักษณ์อันสะท้อนถึงเสน่ห์เฉพาะตัวของนาฬิกาแต่ละเรือน

งานนี้สาว “เก้า-สุภัสสรา” สวมมาดเรียบโก้ของผู้หญิงยุคใหม่ ในชุดโททัลลุคออลไวต์ สวยเฉียบเข้ากับ White Campaign และนาฬิกาทั้ง 4 คอลเลกชั่นจากลองจินส์ ไม่ว่าจะเป็น Longines DolceVita (ลองจินส์ โดลเชวิต้า), La Grande Classique de Longines (ลา กรองด์ คลาสสิก เดอ ลองจินส์), The Longines Legend Diver Watch (เดอะ ลองจินส์ เลเจนด์ ไดเวอร์ วอทช์) และ Longines PrimaLuna (ลองจินส์ พริมาลูนา) เมื่อสวมอยู่บนข้อมือของ Friend of Longines แล้ว เธอสามารถมาถ่ายทอดความเรียบหรูและสง่างามเหนือกาลออกมาได้อย่างลงตัว ถึงแม้ว่านาฬิกาในแต่ละเรือนมีความแตกต่างกัน ทั้ง ผิวสัมผัส เฉดสี และรูปทรงก็ตาม

นอกจากนี้ “สีขาว” ของนาฬิกาทุกคอลเลกชั่น ยังเป็นหนึ่งในสีที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของแบรนด์ เนื่องด้วยลองจินส์ก่อตั้งขึ้นในแซงต์ อิมิเยร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองแห่งขุนเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลนในช่วงฤดูหนาว โดยที่สีขาวของหิมะจะมีเฉดสีที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและแสงที่สาดส่องของแต่ละวัน จึงเป็นที่มาของ White Campaign นั่นเอง

สามารถเป็นเจ้าของนาฬิกาลองจินส์ได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือทางออนไลน์ที่ Longines Official Store @Lazada และ @Shopee โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.longines.co.th และ http://www.facebook.com/LonginesTH รวมทั้ง Line official : @Longines_th

เมื่อปัญหาผิวและสิว…แยกจากกันไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/649724

วันที่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 17:31 น.เมื่อปัญหาผิวและสิว...แยกจากกันไม่ได้ศศิ (sasi) แบรนด์เครื่องสำอางไทยตัวแทนของคนรุ่นใหม่ เผยไอเท็มเด็ดทั้งปราบสิวและปลอบผิวใน 3 ขั้นตอน เอาใจสาวๆ ที่อยากสวยแต่ไม่อยากเป็นสิว

เมื่อ “ปัญหาผิว” และ ”สิว” แยกจากกันไม่ได้ ศศิ (sasi) แบรนด์เครื่องสำอางไทยที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ซึ่งบริหารโดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด จึงรังสรรค์ไอเท็มใหม่ๆ เพื่อช่วยให้สาวๆ ดูแลและปกป้องผิวให้แข็งแรงไปพร้อมๆ กัน

ล่าสุด ศศิ (sasi) เฉลิมฉลองก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 4 ของแบรนด์ พร้อมเผยภาพลักษณ์วัยรุ่นยุคใหม่ สดใส เป็นตัวเองอย่างแท้จริง และเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนดัง มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ sasi Acne Sol ปราบสิวและปลอบผิว จบในหนึ่งเดียว

และเพื่อเป็นการลดโอกาสการเกิดสิวในอนาคตจากปัจจัยต่างๆทั้งอากาศที่ร้อนอบอ้าวและการใส่มาส์กเป็นประจำ

ศศิ (sasi) ได้แนะนำวิธีการง่ายๆ ที่ทั้งปราบสิวและปลอบผิวใน 3 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนแรก : ล้างหน้าให้สะอาด ด้วยเจลล้างหน้าสูตรควบคุมความมัน ลดการสะสมของแบคทีเรีย สาเหตุของการเกิดสิว

ขั้นตอนที่ 2 : ซับหน้าเบาๆ ให้แห้ง ใช้เจลแต้มสิว แต้มเฉพาะบริเวณสิวอักเสบ ช่วยลดการอักเสบของสิวได้ ช่วยให้สิวยุบ

ขั้นตอนที่ 3 : วันสบายๆ ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้แต่งหน้า ให้ใช้แป้งฝุ่นก็พอ เป็นการพักหน้า พักผิวด้วย ทาแป้งฝุ่นที่มีส่วนผสมของ Salicylic Acid Encapsulation และ Tea Tree Oil ป้องกันการเกิดสิวและช่วยลดความมันของผิวบนใบหน้าหรือหากต้องการปกปิดเพิ่มเล็กน้อยในช่วงที่มีสิวก็ใช้แป้งพัฟฟ์สำหรับคนเป็นสิวช่วยคุมมันผิวไม่ระคายเคืองมีสารสกัดจากใบบัวบกช่วยปลอบประโลมผิวที่เป็นสิวได้

เพียงเท่านี้เราก็สามารถดูแลและปกป้องผิวให้แข็งแรงไปพร้อมๆ กันได้ สบายใจไร้กังวลแล้ว 

และสำหรับสาวๆ คนไหนที่อยากสวยใสไร้สิว sasi Acne Sol คือหนึ่งในตัวเลือกที่เราอยากแนะนำ พบกับ sasi Acne Sol Collection ได้แล้ววันนี้ที่ Watsons, Eveandboy, Beautrium และร้านเครื่องสำอางทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ 1948beauty.com, Lazada, Shopee, Konvy, EB online และWatsons online

สามารถดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม https://www.1948beauty.com/th/shop/sasi และ Call Center 02 300 1661 www.facebook.com/sasidiary  ,  www.instagram.com/sasidiary/ 

องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 1 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/649649

วันที่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 08:30 น.องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 1โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน (Change) แต่มันต้องปฏิรูป (Transformation) ตอนที่ 1

เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันสูงและทวีความรุนแรงมากขี้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนโฉมรูปแบบการทำธุรกิจที่ให้ความสำคัญเรื่องการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อมาสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน รวมทั้งการลดต้นทุนและการให้บริการเชิงรุก

ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงต้องปรับตัว แต่การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนได้นั้น ต้องก้าวข้ามจากมุมมองของแค่การปรับเปลี่ยน (Change) มาเป็นการปฏิรูป (Transformation) คำถามคือ เราต้องปฏิรูปอะไร อย่างไร องค์กรจึงจะอยู่รอด

1. การปรับมุมมองจากการพัฒนาเพื่อ “ความมีประสิทธิภาพ” มาเป็นการพัฒนาเพื่อ “ความยั่งยืน” เพราะชีวิตมีมิติของเวลา มันดำเนินไปอย่างสืบเนื่องเชื่อมโยง ดังนั้น การพัฒนาจึงต้องก้าวข้ามจากมุมมองที่คับแคบ เพียงเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพ มาเป็นการพัฒนาในมุมมองที่กว้างไกล เพื่อการเติบโตอย่างสมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน

2. การก้าวข้ามจากการพัฒนา “คน” มาเป็นการพัฒนา “มนุษย์” เพราะองค์ประกอบสำคัญที่สุดขององค์กรคือ มนุษย์ มนุษย์มีชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น การบริหารองค์กรให้ยั่งยืนจึงต้องก้าวข้ามจากการพัฒนา “คน” มาเป็นการยกระดับ “คุณค่าความเป็นมนุษย์” จึงจะสามารถระเบิดศักยภาพภายในของบุคลากรออกมาได้อย่างเต็มที่ สามารถนำตนเองได้ เพื่อเล่นเชิงรุก

3. การยกระดับการเปลี่ยนแปลงจาก “การปรับแต่งพฤติกรรม” มาเป็น “การพัฒนาที่ฐานรากชีวิต” เพราะความยั่งยืนไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ ด้วยเพียงการปรับแต่งพฤติกรรมซึ่งเป็นเรื่องผิวเผิน ฉาบฉวย แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ “กรอบความคิด” ด้วยการปรับมุมมองที่มีต่อตนเองเชิงบวก และเห็นคุณค่าในความแตกต่าง จึงจะสามารถดึงศักยภาพภายในตนเองและทีมงาน ให้ระเบิดออกมาได้อย่างมีพลังร่วม เป็นหนึ่งเดียว

4. การพลิกมุมมองจาก “การพัฒนาเชิงเดี่ยว” มาเป็น “การพัฒนาเชิงองค์รวม” ที่ผ่านมา การพัฒนาองค์กรยังไม่ยั่งยืนนั้นเป็นเพราะ บุคลากรยังยึดติดอยู่กับกรอบแนวคิดของการพัฒนาแบบแยกส่วน เราจึงต้องปรับมุมมองจากการพัฒนาเชิงเดี่ยว มาเป็น “การพัฒนาเชิงองค์รวม” ที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิต คือ จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาวะผู้นำ

5. การปรับยุทธศาสตร์จาก “การขายของ” มาเป็น “การสร้างคุณค่า” เพราะเป้าหมายขององค์กรคือความอยู่รอดอย่างยั่งยืน ดังนั้น ในการดำเนินงาน องค์กรจึงต้องยกระดับจากเพียงการปรับปรุงสินค้าและบริการเพียงเพื่อเพิ่มยอดขายและตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าอย่างผิวเผิน มาเป็น “การสร้างคุณค่า” ให้เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคอย่างจริงจัง

ดังนั้น ในยุคของความผันผวน เพื่อความอยู่รอด แนวทางการพัฒนาองค์กรจึงจำเป็นต้องปฏิรูปเสียใหม่ โดยยึดมั่นต่อความยั่งยืน ผ่านการเห็นุคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มุ่งเน้นการเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต ด้วยมุมมองการพัฒนาเชิงระบบอย่างเป็นองค์รวม เพื่อสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้บริโภค

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านและจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพทีมงาน และปลดปล่อยศักยภาพนั้นออกมาได้อย่างเต็มที่และไปในแนวเดียวกันได้อย่างไร

Kate Spade New York เปิดตัวคอลเลกชั่น สปริง 2021 เผยกลิ่นอายมนต์เสน่ห์แห่งท้องทะเล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/649381

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 09:15 น.Kate Spade New York เปิดตัวคอลเลกชั่น สปริง 2021 เผยกลิ่นอายมนต์เสน่ห์แห่งท้องทะเล“แพรวา” นำทีมพาสาวๆ สวมลุคสดใสจาก “เคท สเปด นิวยอร์ก” ร่วมงานเปิดตัวคอลเลกชั่น สปริง 2021 กลิ่นอายมนต์เสน่ห์แห่งท้องทะเล ผสมผสานลวดลายดอกไม้ ผ่านเสื้อผ้าและแฟชั่นไอเท็มต่างๆ

เคท สเปด นิวยอร์ก (Kate Spade New York) สร้างความสดใสต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ จัดงานเปิดตัวคอลเลกชั่น “เคท สเปด นิวยอร์ก สปริง 2021” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเสน่ห์อันเย้ายวนและน่าค้นหาของท้องทะเลอันลึกลับและชายหาดที่ทอดยาวอย่างไม่รู้จบ ผสมผสานลวดลายดอกไม้ผ่านเสื้อผ้าและแฟชั่นไอเท็มต่างๆ ที่เต็มไปด้วย ความสนุกสนานของท้องทะเล ณ ช็อปเคท สเปด นิวยอร์ก ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์

พรเดช จันทวานิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พีเอที ลักซูรี่ คอนเซป จำกัด ผู้นำเข้าแบรนด์ เคท สเปด นิวยอร์ก (Kate Spade New York) กล่าวว่า สำหรับคอลเลกชั่นสปริง 2021 นี้ เคท สเปด นิวยอร์ก ยังคงความเฟมินีนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการสอดแทรกดีเทลที่มีกลิ่นอายของท้องทะเล ชายหาด และการเดินเรือ ด้วยการใช้ลายทางอันเป็นไอคอนิกของเหล่ากะลาสีเรือ ลายจุดสีน้ำเงินสลับกับสีขาว และลายตารางสุดคลาสสิก รวมไปถึงการใช้ลวดลายดอกไม้เล็กๆ และลวดลายที่มีความแปลกตา เช่น ลวดลายของเรือกระดาษ และปูสแนปปี้ (Snappy) ในโทนสีสัน สดใสอย่าง สีเขียวอ่อน, สีเหลืองอ่อน, สีส้ม, สีพีช, สีฟ้าคริสตัล ไปจนถึงสีน้ำเงินเข้มหรือสีกรมท่า มาช่วยเติมเต็ม ความสมบูรณ์ให้กับคอลเลกชั่นนี้ยิ่งขึ้น พร้อมเปิดตัวกระเป๋ารุ่นไอคอนิกอย่าง “สเปด ฟาวเวอร์ แจ็คการ์ด (Spade Flower Jacquard)” ภายใต้การออกแบบของ นิโคลา กลาส ครีเอทีฟไดเรคเตอร์คนล่าสุด ในโทนสีใหม่อย่างสีน้ำเงินและกรมท่า อีกทั้งยังร่วมมือกับโรงงานสีชั้นนำในประเทศอิตาลีและผู้คิดค้นผ้าแจ็คการ์ดมานานกว่า 100 ปี อย่าง Limonta (est. 1893) เพื่อนำเสนอกระเป๋าที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้กับสาวเคท สเปด นิวยอร์ก โดยเปิดตัวกระเป๋าสไตล์ใหม่อย่าง น็อตท์ (Knott) ซึ่งเป็นกระเป๋าทรง Satchel หนังเพบเบิล (Pebbled Leather) ที่มีสัมผัสและโครงสร้างที่อ่อนนุ่ม เพิ่มความน่าสนใจด้วยการออกแบบที่ผูกปมเล็กๆ ไว้บริเวณด้านข้างของตัวกระเป๋า ให้สาวๆ เลือกช้อปและสนุกกับการแต่งตัวได้ตลอดซีซั่นนี้

ภายในงานได้รับเกียรติจากคนดัง อาทิ แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์, ฟ้า-ยงวรี งามเกษม, ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล มาร่วมงานในลุคสุดสดใสจาก เคท สเปด นิวยอร์ก คอลเลกชั่น สปริง 2021

พบกับคอลเลกชั่นสปริง 2021 ที่ช็อป Kate Spade New York ได้ทุกสาขา หรือช่องทางออนไลน์, Lazada LazMall และ Thailand Official Online Store ที่พร้อมให้ช้อปออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ PAT Luxury Group ที่ https://onlinestore.patluxurygroup.com/collections/kate-spade