พลิกโฉมกรุงเทพฯ มหานครแห่งอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 14:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459156

พลิกโฉมกรุงเทพฯ มหานครแห่งอาเซียน

โดย…กองบรรณาธิการ

กรุงเทพมหานคร กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะยกระดับจากเมืองหลวงของประเทศไทย เมืองท่องเที่ยวที่คนทั่วโลกรู้จัก มาสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางของภูมิภาคที่ผ่านมาแม้ว่าเราจะมีความพร้อมด้านทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพเหมาะสมที่จะเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งอาเซียน แต่ยังขาดการพัฒนาเมืองให้รองรับกับการเป็น โกลบอล ซิตี้

ประจวบเหมาะกับการที่รัฐบาลต้องการให้หน่วยงานรัฐนำที่ดินที่มีอยู่มากมายมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด โครงการร่วมลงทุนกับเอกชนเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เปิดโต รวมถึงความพยายามในการจัดระเบียบพื้นที่ที่เคยถูกปล่อยปละละเลยจนไร้ระเบียบ จึงทำให้หลายๆ โครงการจึงถูกปัดฝุ่นนำกลับมา เพื่อพลิกโฉมกรุงเทพฯ ให้ก้าวไปอีกขั้น

ส่งเสริมพัฒนาเขตเมืองชั้นในปั้น กทม.สู่ศูนย์กลางภูมิภาค

ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร โดยสำนักผังเมือง ก็ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวไปสู่การเป็นเมืองในระดับภูมิภาค ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงผังเมืองกรุงเทพฯ เพื่อใช้ในการส่งเสริม ชี้นำในการพัฒนาเมือง ซึ่งจะต้องมีมาตรการทางผังเมืองต่างๆ มาใช้ให้บรรลุสู่เป้าหมาย โดยได้มีการศึกษา และวิเคราะห์ ความเหมาะสมของมาตรการตามผังเมืองรวม เพื่อส่งเสริมการพัฒนา ในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ชั้นใน และเขตกรุงเทพฯ ชั้นกลาง โดยจะนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงผังเมืองกรุงเทพฯ ต่อไป

ผลการศึกษาโครงการศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมของมาตรการตามผังเมืองรวม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ชั้นในและเขตกรุงเทพฯ ชั้นกลาง ซึ่งจะอยู่ในแนวถนนวงแหวนรัชดาภิเษก และพื้นที่ต่อเนื่อง รวม 25 เขต ประกอบด้วย ฝั่งพระนคร 17 เขต ได้แก่ เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรู เขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต เขตบางซื่อ เขตจตุจักร เขตห้วยขวาง เขตดินแดง เขตพญาไท เป็นต้น และฝั่งธนบุรีอีก 8 เขต ได้แก่ เขตคลองสาน เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เขตบางกอกน้อย เขตบางพลัด เขตภาษีเจริญ เขตจอมทอง และเขตราษฎร์บูรณะ

ทั้งนี้ จากการสำรวจพื้นที่ชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพมหานคร จะพบว่า แปลงที่ดินส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างอาคาร อาคารส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทำให้มีสภาพเสื่อมโทรม แต่ไม่สามารถรื้อถอนและสร้างขึ้นใหม่ได้ เนื่องจากต้องมีการถอยร่นตามกฎหมายควบคุมอาคาร

ขณะที่ถนนส่วนใหญ่มีความคับแคบและไม่ต่อเนื่องเป็นโครงข่ายที่สมบูรณ์ ทำให้เกิดข้อจำกัดในการก่อสร้างอาคาร เนื่องจากต้องมีความสูงไม่เกินกว่าที่กฎหมายควบคุมอาคารกำหนด ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินมีการใช้ที่ขัดต่อสุขลักษณะ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของสังคม เนื่องจากเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีมาก่อนการใช้บังคับผังเมืองรวม ส่วนที่ดินของรัฐส่วนใหญ่เป็นแปลงที่ดินขนาดใหญ่ มีการใช้ประโยชน์ที่ต่ำกว่าประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อรับฟังความเห็น ของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงาน และตัวแทนประชาชนที่เกี่ยวข้อง มีข้อสรุปดังนี้

 

กลุ่มอนุรักษ์และท่องเที่ยวกำหนดทิศทางการอนุรักษ์ และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และกรุงธนบุรี ให้เป็นเมืองน้ำ ให้มีการอนุรักษ์และสร้างสรรค์เมืองและชุมชนริมน้ำ แสดงถึงวิถีไทย เน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบไทย ประเพณีวัฒนธรรมไทย โดยการส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมไทย โดยการมีส่วนร่วมของภาครัฐภาคเอกชน ประชาชน และชุมชน

สำหรับแนวทางการดำเนินการ อนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และกรุงธนบุรี ประกอบด้วย การวางและจัดทำผังเมืองและข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมือง ประกอบกับการควบคุมแบบซ้อนทับ ในข้อบัญญัติตามกฎหมายควบคุมอาคาร เพื่อกำหนดแนวอาคาร ความสูง รูปแบบ และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม การส่งเสริมการอนุรักษ์อาคาร ที่มีคุณค่า โดยมาตรการโอนสิทธิการพัฒนา หรือ Transfer of Development 3 การจัดทำโครงการนำร่อง การอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ การเปลี่ยนถ่ายการสัญจร ในย่านอนุรักษ์ เช่น ย่านนางเลิ้ง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน

พื้นที่พาณิชยกรรมและสำนักงาน ทิศทางการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรมของภูมิภาค เนื่องจากกรุงเทพฯ มีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ Global City เป็น Logistics Hub เศรษฐกิจมีการขยายตัว ค่าแรงมีความเหมาะสม ตลาดเติบโตมาก ที่ดินพร้อมจะพัฒนายังมีอยู่มาก

แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของกรุงเทพฯ ได้แก่ 1 แก้ไขปรับปรุงแผนผัง และข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมืองรวมให้เป็นไปตามมาตรฐาน Global City 2 กำหนดมาตรการส่งเสริม เช่น FAR โบนัส ให้หลากหลายและจูงใจ และมาตรการทางผังเมืองอื่นๆ เช่น การโอนสิทธิการพัฒนา 3 ดำเนินโครงการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็น Smart City

กลุ่มที่อยู่อาศัย การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางในเขตชั้นในและเขตชั้นกลางของกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้ เนื่องจากที่ดินและที่อยู่อาศัยในเขตชั้นในและชั้นกลางมีราคาแพงเกินกว่าความสามารถของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เขตชั้นในราชการของกรุงเทพฯ เป็นแหล่งงานของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ขณะที่ผู้มีรายได้น้อย และปานกลางไม่สามารถแบกรับค่าการเดินทางเพื่อเข้ามาทำงานจากเขตชานเมืองได้

สำหรับแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางในเขตชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ 1.จัดทำแผนรายสาขาด้านที่อยู่อาศัย และการปรับปรุงแผนผัง และข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเภทที่อยู่อาศัยของผังเมืองรวม 2.ปรับปรุงและเพิ่มมาตรการส่งเสริม สำหรับที่อยู่อาศัยราคาถูก Affordable Housing ในเขตชั้นในและชั้นกลาง 3.แก้ไขปรับปรุงข้อบัญญัติ เรื่องควบคุมอาคาร ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาคารอยู่อาศัย ที่จอดรถยนต์ และอื่นๆ 4.พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย การพัฒนาชุมชน และการดำเนินโครงการ พัฒนาและฟื้นฟูตัวเมือง ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในและชั้นกลาง

กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ ศักยภาพของกรุงเทพฯ ในด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบริการ เนื่องจากกรุงเทพฯ มีการกระจุกตัวของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Creative Economy และอุตสาหกรรมบริการที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทย โดยปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐที่ส่งเสริมการพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบริการอยู่แล้ว

สำหรับแนวทางการพัฒนากรุงเทพฯ ในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบริการ ได้แก่ 1.การปรับปรุงแผนผังและข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมืองรวม เพื่อรองรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมบริการ เช่น อุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry อุตสาหกรรมแนวตั้ง Vertical Industry เป็นต้น 2.การปรับปรุงและเพิ่มมาตรการส่งเสริม สำหรับกิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมบริการ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล ในเขตชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ 3.ดำเนินการโครงการพัฒนา และฟื้นฟูเมืองย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมบริการ ในเขตชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ

กลุ่มสถาบันราชการ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเขตชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ มีที่ดินของรัฐเป็นจำนวนมาก และเป็นแปรงที่ดินขนาดใหญ่ เป็นคนนำที่ดินของรัฐมาใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นสถาบันราชการ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ รวมทั้งการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้เต็มตามศักยภาพ

สำหรับแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐให้มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1.จัดทำแผนรายสาขา ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ และปรับปรุงแผนผัง และข้อกำหนด การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทสถาบันราชการ สาธารณูปโภคและสาธารณูปการของผังเมืองรวม 2.การวางผังและออกแบบย่านสถาบันราชการระดับประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ 3.การจัดทำแผนการลงทุน พัฒนาย่านสถาบันราชการ ประกอบกับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า และพึ่งพาตนเองทางการเงินได้

ขณะเดียวกัน ได้มีการนำเสนอมาตรการส่งเสริมในการพัฒนาพื้นที่ชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพฯ เพื่อให้เป็นคอมแพกต์ ซิตี้ ซึ่งในเขตเมืองชั้นในจะสามารถพัฒนาอาคารได้สูงขึ้น แต่จะต้องเปิดพื้นที่โล่งมากขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้นำที่ดินแปลงใหญ่ๆ ของภาครัฐนำออกมาพัฒนา เช่นเดียวกับโครงการขนาดใหญ่ของเอกชน เพื่อชี้นำการพัฒนาของเมือง ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายโครงการที่รัฐบาลผลักดันให้เกิดขึ้น เช่น การพัฒนาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย การพัฒนาที่ดินโรงงานยาสูบ การพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น

แลนด์มาร์คแม่น้ำเจ้าพระยานทีแห่งชีวิตของคนกรุงเทพฯ

อนาคตในอีกไม่ช้านี้กรุงเทพฯ กำลังจะเกิดแลนด์มาร์คสำคัญแห่งใหม่ เพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ท่ามกลางสวนสาธารณะร่มรื่น ผู้คนออกมาปั่นจักรยาน ชื่นชมสัมผัสบรรยากาศควบคู่ไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิตของคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ด้วยแนวความคิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีพื้นที่สาธารณะเพื่อคนเมือง รองรับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่นับวันจะเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ยากขึ้นทุกที รวมถึงแก้ปัญหาชุมชนรุกล้ำแม่น้ำ จึงเกิดเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้นักออกแบบ สถาปนิก นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันศึกษา ร่วมกันวาดฝันเมืองในอนาคต

ความคาดหวังที่จะเนรมิตเส้นทางริมเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งยาวไกล ตั้งแต่สะพานพระราม 7 ไปจนถึงสุดเขตกรุงเทพฯ รวมระยะทางทั้งสิ้น 57 กิโลเมตร แต่เพื่อเป็นการนำร่องจึงเตรียมสร้างในเฟสแรกก่อนที่ระยะทาง 14 กิโลเมตร จากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า บนพื้นฐานการพัฒนาโดยอนุรักษ์ สืบสานและสร้างสรรค์ ให้เป็นมรดกชาติในแนวทางมรดกโลก เมืองริมฝั่งแม่น้ำที่งดงามด้วยนิเวศวัฒนธรรม นิเวศธรรมชาติ ผ่านแรงบันดาลใจและพลังสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่ง

อันธิกา สวัสดิ์ศรี อาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้ร่วมออกแบบทางริมเจ้าพระยา ฉายภาพผู้คนกำลังเดิน ปั่นจักรยาน สามารถสัญจรเชื่อมต่อไปยังระบบขนส่งมวลชน รถ ราง เรือ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะการ “เดิน” คือรูปแบบการเดินทางที่ประหยัดที่สุด ซึ่งคนเมืองทุกคนมีสิทธิเข้ามาใช้ประโยชน์จากเส้นทางนี้ได้ไม่ถูกปิดกั้นเหมือนในอดีต

แนวคิดการออกแบบเปรียบเสมือน “พญานาค” แบ่งเป็นส่วนหัว คือ กรุงเทพฯ ใจกลางระบบคมนาคมทุกทิศทาง ถัดมาคือท้องจะเป็นพื้นที่ของ วัด วัง ย่านเก่าแก่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และส่วนหาง เป็นพื้นที่เมืองใหม่บริเวณเขตบางนา ทั้งหมดถูกพัฒนาเชื่อมโยงถึงกันไม่ขาดตอน

อันธิกา กล่าวว่า สิ่งที่แลนด์มาร์คแห่งนี้จะมอบให้กับเมือง ประการแรกคือ ทางเดินบนน้ำ ไม่จำเป็นต้องสร้างตลอดทั้งแนว แต่จะมีทางตัดเข้าสู่ลานวัดได้ทันที เช่นที่ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร วัดเก่าแก่มีมาก่อนสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ การสร้างให้ทางเข้าไปในวัดนอกจากจะไม่บดบังโบราณสถานแล้วยังช่วยส่งเสริมสถานที่แห่งนั้น

 

สำหรับชุมชนสำคัญอย่าง ชุมชนศรีคราม ชุมชนมิตรคาม 1 ถือได้ว่าเป็นแหล่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ เส้นทางจึงถูกออกแบบให้อ้อมชุมชนไป ขณะเดียวกันยังคงเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนริมน้ำ แม้ว่าชุมชนบางแห่งจะต้องย้ายออกเพื่อเปิดทางให้มีการพัฒนา แต่จะเข้าสู่กระบวนการของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ สร้างความมั่นคงในครอบครัวได้อยู่เป็นหลักแหล่งมากยิ่งขึ้น

ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ หลายพื้นที่ริมเจ้าพระยาถูกเอกชนซื้อไปใช้สร้างเป็นโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ทำให้ผู้คนเข้าไม่ถึงแม่น้ำ ดังนั้นแลนด์มาร์คนี้จะส่งเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยว เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวชาติและต่างชาติ และคาดการณ์ว่าพื้นที่ถัดจากแนวพัฒนาประมาณ 40 เมตร จะถูกประเมินราคามูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นอีกด้วย

เป้าหมายสำคัญที่สุดคือด้านสุขภาพ ประชาชนทุกคนจะมีพื้นที่ออกกำลังกาย ลานสันทนาการ ศาลาพักผ่อนริมน้ำสูดอากาศโดยไม่ต้องอยู่แต่ในห้องแอร์คอนดิชั่น ไม่ต้องไปวิ่งออกกำลังริมถนน ลดค่ารักษาพยาบาล ลดค่ายารักษาโรคต่างๆ ถือเป็นผลพลอยได้ทางอ้อมเรื่องสุขภาวะของเมืองใหญ่ ผู้คนเลือกไปสวนสาธารณะมากกว่าเข้าห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องใช้รถใช้ถนน แก้ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักได้

ส่วนความสามารถในการป้องกันน้ำท่วม ที่ผ่านมากรุงเทพฯ ประสบกับปัญหาเขื่อนกั้นน้ำบางจุดหรือบางชุมชนเป็นจุดอ่อน เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย ดังนั้นจึงออกแบบพัฒนาเขื่อนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มการเข้าถึงของรัฐได้มากยิ่งขึ้น เช่น การขุดลอก เก็บขยะทำได้สะดวก เพราะหากหน่วยงานรัฐเข้าถึงได้ก็จะทำให้การบริหารจัดการในอนาคตมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย

 

ขณะที่รูปแบบการรักษาความปลอดภัย จะเพิ่มแสงไฟส่องสว่าง ติดตั้งกล้องซีซีทีวี โดยแต่ละชุมชนริมน้ำสามารถออกแบบระบบบริหารจัดการของตัวเองได้ เช่น แผนจัดการขยะ ห้องน้ำ รวมถึงพื้นที่ความเป็นส่วนตัวสำหรับคนในชุมชนเท่านั้น

“แม่น้ำเจ้าพระยามีความสำคัญต่อคนเมืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ยังมีย่านประวัติศาสตร์ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะอยู่ในพื้นที่ปิดมาโดยตลอด ดังนั้นแลนด์มาร์คแห่งนี้จะส่งเสริมการเดินทาง ท่องเที่ยว และกำหนดแนวทางพัฒนาเมืองยุคสมัยใหม่ต่อจากนี้” อันธิกา กล่าว

ภายหลังจากคณะที่ปรึกษาออกแบบโครงการจัดทำแผนแม่บทเสร็จสิ้นแล้วขั้นตอนจากนี้จะถูกส่งไปให้สำนักการโยธากทม. พิจารณาหาผู้รับเหมาก่อสร้างขณะเดียวกันผู้ออกแบบจะต้องชี้แจงต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กรมเจ้าท่า คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า หากเป็นไปตามแผนคาดว่าต้นปี2560 จะเริ่มก่อสร้างทันที

 

“บ้านพิงพัก” โครงการเพื่อผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายของมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/458666

“บ้านพิงพัก” โครงการเพื่อผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายของมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ

เมื่อใครบางคนพูดว่า “ชีวิต” ไม่เหลืออะไรอีก สำหรับบางคนแล้วมันหมายความเช่นนั้นจริงๆ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายที่ยากไร้ “เวลา” ในชีวิตของพวกเขานับถอยหลัง ขณะที่ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ก็เหลือศูนย์ มันคือความตายที่ไม่มีคนสนใจ ความตายที่ไร้ราคาค่างวด เศษค่าความเป็นมนุษย์ที่น่าอเนจอนาถ ทางเลือกมีไม่มาก หากในอนาคตอันใกล้พวกเขาจะมีทางเลือกมากขึ้น วาระสุดท้ายของชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไป

“บ้านพิงพัก” (Pink Park Village) โครงการเพื่อผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายของมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ สถานที่ดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาส ด้วยวัตถุประสงค์ในการดูแลเอาใจใส่อย่างดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย ทั้งในระหว่างรับการรักษาและเมื่อจากไป โครงการมีพื้นที่ 121 ไร่ ตั้งอยู่ที่มีนบุรี เริ่มก่อสร้างปี 2559 ปัจจุบันการก่อสร้างระยะแรกใกล้แล้วเสร็จ จะเปิดให้บริการบ้านพักผู้ป่วยในเดือน ส.ค.ปีหน้า

นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เล่าว่า สำคัญที่สุดคือการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) บ้านพิงพักก่อตั้งขึ้นเพื่อคำคำนี้ โครงการรองรับผู้ป่วยได้ 30 คน แม้ไม่มาก แต่จะทำให้มาตรฐานการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายของประเทศเปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่มาตรฐานใหม่ที่ดีขึ้น อบอุ่นขึ้น และสะท้อนคุณค่าในชีวิตของเพื่อนมนุษย์มากขึ้น

 

“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คำนี้สำคัญ ผู้ป่วยแม้ต้องตาย แต่ไม่ใช่การนอนรอความตาย”

นพ.กฤษณ์ เล่าว่า เคยมีผู้บริจาครายหนึ่งตั้งคำถามถึงความจำเป็นของโครงการว่า มีเตียงให้นอน มีอาหารให้กินไม่พอหรือ คำตอบคือไม่พอ ย้อนถามตัวเราเองสิว่า ถ้าผู้ป่วยเป็นคุณป้าของเรา หรือเป็นญาติที่รักของเรา เราจะดูแลคุณป้าหรือญาติที่รักของเราอย่างไร ไม่ใช่แค่เตียงและอาหารแน่ๆ ส่วนความคุ้มค่าในการลงทุนก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากโครงการนี้ไม่ได้เริ่มต้นเพื่อตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าของเม็ดเงิน

จุดเริ่มต้นอยู่ที่ไหน ไม่ใช่เรื่องของความคุ้มค่าการลงทุน ไม่ใช่เรื่องของแรงบันดาลใจ แต่เป็นบางอย่างที่ทำให้เดินหนีไม่ได้ เมื่อหลายปีก่อนในระหว่างการรณรงค์ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ชุมชนแออัดแห่งหนึ่ง ทีมแพทย์และพยาบาลได้เข้าไปให้ความรู้ชุมชน รวมทั้งคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายเพื่อที่จะนำมาคัดกรองต่อไป ในวันนั้น นพ.กฤษณ์ได้พบกับผู้ป่วยรายหนึ่ง อายุประมาณ 50 ปีเศษ นอนหายใจรวยรินอยู่บนกระดาษแข็ง ข้างๆ มีกล่องโฟมสกปรกๆ ใส่อาหารแห้งๆ และขวดน้ำพลาสติกราคาถูก 1 ขวดที่คนเอามาวางไว้

 

 

“เป็นภาพที่แปลกมาก เป็นภาพที่ทำให้ทนอยู่ไม่ได้ ภาพนั้นทำให้ผมบอกกับภรรยาที่ได้ร่วมเดินทำโปรเจกต์อยู่ด้วยกันว่า เรามาสร้างสิ่งที่รองรับคนไข้กลุ่มนี้กันดีกว่า”

ประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่กำลังจะตาย” คนไข้กลุ่มนี้มีอยู่ นั่นหมายถึงความจำเป็นที่จะต้องมีสถานที่พักพิงก่อนเสียชีวิต ขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาล็อกเบด หรือกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีที่ไป เมื่อต้องนอนอยู่โรงพยาบาล ก็เท่ากับจำกัดโอกาสในการรับผู้ป่วยใหม่ที่ต้องการการตรวจรักษา

โครงการบ้านพิงพักได้จัดวางผังแม่บทให้เป็นหมู่บ้านในสวน เรียบง่าย แวดล้อมด้วยร่มเงาของธรรมชาติ ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายใจ เป็นเหมือนดั่งบ้านแด่ทุกคนที่มาพักพิง โครงการเน้นพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ในโครงการเน้นพันธุ์ไม้ดอกสีชมพู มีความร่มรื่นสวยงาม และสอดคล้องกับสัญลักษณ์โบสีชมพูของมะเร็งเต้านม การดูแลผู้ป่วยเหมือนดูแลญาติด้วยหัวใจ

 

“ที่บ้านพิงพัก คนดูแลผู้ป่วยสำคัญที่สุด ทีมแพทย์พยาบาลคัดสรรผู้มีจิตใจดีงาม ใจต้องดี และใจต้องถึง เพราะที่นี่คือคนไข้กลุ่มระยะสุดท้าย เขาเกิดมาจนและจนมาตลอดชีวิต เขาป่วยมานาน เจ็บปวดมานาน เขาไม่มีที่ไป และแน่นอนที่สุดที่เขาจะตายที่นี่”

สิ่งที่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายต้องเผชิญคือภาวะสิ้นหวังและความทุกข์ทรมาน ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยด้อยโอกาสซึ่งไร้ที่พักพิง บ้านพิงพักมุ่งให้การดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด เอาใจใส่และเข้าถึงจิตใจผู้ป่วยให้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีคุณภาพตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ดูแลเยียวยาทั้งกายใจจิตวิญญาณ ทุกศาสนาและทุกลัทธิความเชื่อ

 

 

นอกจากจะประกอบด้วยบ้านพักผู้ป่วยระยะสุดท้ายแล้ว บ้านพิงพักยังประกอบด้วย บ้านพักฟื้นผู้ป่วย ในกรณีผู้ป่วยต้องรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดและรังสีต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นช่วงยากลำบากสำหรับผู้ป่วย เนื่องจากร่างกายจะอ่อนแอมาก ผู้ป่วยหลายรายที่ภูมิลำเนาเดิมอยู่ต่างจังหวัด ต้องเข้ามารับการรักษาตัวที่กรุงเทพฯ เมื่อไม่มีค่าที่พักก็จำต้องไปอาศัยอยู่อาศัยกินตามวัดหรือนอนตามใต้สะพานหน้าโรงพยาบาลเป็นที่น่าเวทนา ต่อไปก็จะสามารถมาพักที่บ้านพิงพักได้ เมื่อรับการรักษาหายแล้วก็กลับบ้าน

นพ.กฤษณ์ กล่าวต่อไปว่า บ้านพิงพักยังจะประกอบด้วยศูนย์ฟื้นฟูสภาพและกิจกรรมระหว่างวัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้ร่วมกิจกรรมและสันทนาการโดยนักกิจกรรมบำบัด สร้างกำลังใจให้รู้สึกถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ พัฒนาเป็นสถานประกอบกิจกรรมของผู้ป่วยและอาสาสมัคร รวมทั้งศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ยิ่งไปกว่านั้นคือศูนย์วิจัยและวินิจฉัยโรค กุญแจสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็งเต้านมและช่วยชีวิตผู้ป่วยในระยะยาว

 

“ปัจจุบันเรามีศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม รพ.จุฬาลงกรณ์ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์มะเร็งเต้านมชั้นนำของภูมิภาค มีความพร้อมของอุปกรณ์และวิทยาการที่ทันสมัยสูงสุดสำหรับการตรวจวินิจฉัย การรักษา เมื่อผนวกกับโครงการบ้านพิงพักที่จะเป็นที่พักระยะสุดท้ายของผู้ป่วย นั่นจะทำให้เรามีศูนย์การรักษาและดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ดีที่สุดและครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

โครงการบ้านพิงพักต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 500 ล้านบาท (ไม่รวมศูนย์วิจัย) แม้ปัจจุบันยังขาดงบประมาณอีกจำนวนมาก แต่ยังคงเดินหน้าต่อไป นพ.กฤษณ์ กล่าวว่า ความคาดหวังคือการที่ทุกคนในสังคมได้เห็นปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เงินบริจาคสำคัญเท่าๆ กับความเข้าใจที่มีต่อปัญหา การตระหนักรู้ และวาระมะเร็งเต้านมที่เป็นภัยคุกคามผู้หญิงไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

 

‘เมกอัพมือทอง’ เนรมิตความสวย เจ้าสาวเลอค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2559 เวลา 12:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/458451

‘เมกอัพมือทอง’ เนรมิตความสวย เจ้าสาวเลอค่า

โดย…ปอย

ความสวยวันสำคัญสมควรลงทุน ค่าแต่งหน้าเจ้าสาวฝีมือเมกอัพอาร์ติสต์ระดับชาติซึ่งเป็นที่รู้ๆ กันดีในวงการว่าราคาระดับ“คุณแม่” ตัวเลข 5 หลักอัพสำหรับค่าเนรมิตความสวยสง่าให้ใบหน้าเจ้าสาว แล้วถ้าแต่งหน้างานหมั้นช่วงเช้าต่อด้วยงานฉลองสมรสช่วงเย็น คิดเป็นแต่ง 2 หน้า 2 ครั้ง ยิ่งเลือกช่างหัวแถวสุดก็ต้องควักจ่ายร่วมหลักแสนบาทขึ้นไป

…โอ้มายก๊อด!!! ราคานี้พอๆ กับค่าสินสอดคนเดินดินกินข้าวแกงชัดๆ แต่ที่น่าอุทานเซอร์ไพรส์กันไปยิ่งกว่า เจ้าสาวคนไหนต้องการช่างระดับ Top 5 ในวันแต่งงาน ถ้าไม่จองกันข้ามปีก็ไม่ได้แต่งนะ โอ้ เป็นลม!!! แล้วงานนี้ช่างแต่งหน้ารุ่นใหญ่ก็ไม่ขอระบุตัวเลขชี้ชัด (ให้สรรพากรตามเช็กบิล) แล้วเหตุผลสำคัญราคาวงการนี้มีลดหลั่นหลังไมค์ตามความพิศวาสสนิทสนมระหว่างแม่ๆ ช่างแต่งหน้า และลูกๆ ที่เตรียมตัวเป็นเจ้าสาวแสนสวย

ความแพงจึงขอไล่เรียงระดับความแรงขึ้นเรื่อยๆ ใครเป็นใคร สไตล์ไหน เมกอัพมือทองในราคาสวยสู้ตาย ใครติดโผนี้บ้างมาดูกัน?

 

เมกอัพรุ่นใหญ่รุ่นเล็กรีบๆ จอง รีบๆ จ่าย

สมัยนี้แค่มีกระเป๋าแต่งหน้าแค่ใบเดียว ก็มีคนอุปโลกน์เป็นเมกอัพอาร์ติสต์กันได้แล้ว ยิ่งมีสมาร์ทโฟนถ่ายรูปจะตกแต่งภาพให้สวยอย่างไรก็ได้แล้วอัพขึ้นอินสตาแกรมหาลูกค้า แต่ใครจะเป็นตัวจริงตัวปลอมคุ้มค่าราคาหรือไม่ ต้องวัดกันที่ฝีมือ! กมล ฉัตรเสน ช่างแต่งหน้าชื่อดังผู้คร่ำหวอดในวงการร่วม 30 ปี เริ่มสนทนาด้วยประเด็นนี้ และก็เป็นที่รู้กันดีในว่าถ้าใครอยากเป็นเจ้าสาวสวยหวานด้วยฝีมือ “มี้มล” ก็ต้องเตรียมเงินไว้ในหลักหมื่น (จำนวนตัวหน้าอยู่ที่เลข 3 หรือ 4 ไปอ้อนมี้กันเอง) แต่ที่รู้มาถ้าบอกกันปากต่อปาก เพื่อนแนะนำเพื่อน มี้มลใจดีมากราคากันเองเป็นที่สุด

“ราคาที่ลือว่าหลายๆ หมื่น เจ้าสาวบางหน้าก็ไม่ถึงค่ะ เพราะราคานี้คิดรวมกับช่างเกล้าผมด้วยที่เป็นงานต้องใช้ฝีมือเช่นกัน ราคาช่างผมก็เป็นหมื่นเหมือนกันนะคะ แต่ถามว่าในราคาหลักหมื่น คุ้มไหม คุ้มค่ะ (บอกเสียงดังชัดเจน) เจ้าสาวใช้เรา ก็อยากให้เราทำให้ทุกขั้นตอน ไม่ใช่ว่าให้ทีมงานลงรองพื้นแล้วกมลลงเมกอัพให้ตามหลัง เจ้าสาวทุกคนโดนมือดิฉันสัมผัสผิวหน้าตั้งแต่รองพื้นขั้นตอนแรกแน่นอน แล้วดิฉันมีแค่สองมือก็จะรับงานไม่มากจึงมีเวลาเต็มที่ให้ทุกๆ คน ดิฉันคิดเงินเขาขนาดนี้ก็ต้องทำให้เต็มที่ด้วยนะคะ” กมล ช่างแต่งหน้าชื่อดังบอก แล้วเล่าถึงจุดเริ่มต้นอาชีพนี้

“แต่งหน้าเจ้าสาวครั้งแรก 1,000 บาท (30 กว่าปีที่แล้วนะ!) ยุคนั้นอาชีพเมกอัพอาร์ติสต์ไม่มีใครรู้จักหรอกว่าอาชีพนี้คือทำอะไร แต่ชอบลองแต่งหน้าเพื่อน หน้าน้อง ก็เลยเหมือนเป็นการสะสมฝีมือมาเรื่อยๆ ตอนทำงานแรกก็ยังไม่รู้เลยนะ ว่าแบบนี้คือการทำงานแล้ว เงินก้อนแรกจากการแต่งหน้าคือแต่งลงนิตยสารดิฉัน 700 บาท โอ๊ย…ดีใจมาก (หัวเราะ) จากนั้นงานแต่งเจ้าสาวจึงตามมาเรื่อยๆ ค่ะ สไตล์ของดิฉันเจ้าสาวสวยในแบบยังจำตัวเองได้ คือดิฉันไม่แต่งให้ผิดไปจากใบหน้าเดิม ช่างแต่งหน้ามีหน้าที่เนรมิตให้สวยที่สุดในแบบที่เธอเป็นค่ะ” กมลทิ้งท้ายฝากเคล็ดลับเล็กๆ ให้ว่าที่เจ้าสาวทั้งหลาย

กมล ฉัตรเสน

เคล็ดลับเจ้าสาวแสนสวย

“สิ่งที่ทำให้เจ้าสาวไม่สวยคือความเครียด อย่านอยด์ อย่ากังวล ถ้าคืนนี้นอนไม่หลับก็กินยานอนหลับไปเลย  ทำสมองให้ว่าง ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดกังวล อาหารจัดเลี้ยงไม่ครบทำอย่างไร หรือเพื่อนจะมาโรงแรมถูกไหม ทิ้งภาระพวกนี้ให้คนอื่นๆ รับผิดชอบไม่ใช่หน้าที่เราแล้วค่ะ พรุ่งนี้มีหน้าที่เดียวคือเป็นเจ้าสาว เพราะฉะนั้นเราต้องนอนให้พอ เพื่อตื่นมาสวยที่สุด ยิ้มหวานที่สุด”

คิวยาวจองข้ามปีไม่แพ้รุ่นใหญ่ ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ บอกว่าคิวเต็มไปถึงเดือน พ.ย. 2560 แถมยังมีฤกษ์ดีกางปฏิทินจองข้ามปีไปจนถึง 2561 (โอ้มายก๊อด!!!) เมกอัพอาร์ติสต์อายุน้อยที่สุดในกลุ่มช่างแต่งหน้าคิวทอง วัยเพียง 25 ปี บอกว่ากระแสมาจากโอกาสได้แต่งหน้า รฐา โพธิ์งาม เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2013 ตรีชฎา เพชรรัตน์ ได้ฝีมือฉัตรชัยเนรมิตความเฉิดฉายในงานฮ่องกงฟิล์ม อะวอร์ด ปี 2014 ส่งให้กลายเป็นช่างแต่งหน้าดาวรุ่งดวงใหม่

จากแต่งเจ้าสาวหน้าแรก 700 บาทเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ปัจจุบันเจ้าสาวต้องควักจ่ายหลายหมื่นบาท ซึ่งหนุ่มหน้าหวานคนนี้เริ่มต้นด้วยอาชีพช่างทำผม จึงรับทูอินวันทั้งช่างหน้าช่างผมเจ้าสาว

ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ

 

“เมื่อ 14 ปีที่แล้วเราคือช่างเสริมสวยเล็กๆ หาโอกาสประกวดแต่งหน้าเวทีต่างๆ เคยคว้าแชมป์เยาวชน ผ่านการฝึกงานกับเครื่องสำอาง Mac แล้วรุ่นพี่ที่เจอกันตรงนี้ชักชวนไปทำวงการแฟชั่น ได้แต่งเจ้าสาวในวงการบันเทิง เมย์ เฟื่องอารมย์ งานพรีเวดดิ้ง นัท มีเรีย งานแต่งงานนางเอก พิ้งกี้-สาวิกา ชวลิตธำรง สไตล์การแต่งหน้าโทนสีชมพู สีพีชสีนู้ด ดูหวานเป็นธรรมชาติ แบบฉบับความสวยเจ้าสาวต้องดูน่าทะนุถนอม

ทำงานเน้นความเฟรนด์ลี่ ตามใจแบบพบกันคนละครึ่งทาง ถ้าเจ้าสาวแฮปปี้ ความสวยมันก็จะโชว์บนใบหน้าชัดเจนนะครับ” ฉัตรชัย หรือน้องฉัตร น้องเล็กในวงการบอก เป็นการทำงานในแนวคิด“เมกอัพเซอร์วิส” ไม่บริการแค่แต่งหน้า แต่ช่วยบริหารความมั่นใจให้เจ้าสาวอีกด้วย

“เจ้าสาวทุกคนครับ กว่าจะก้าวลงไปเจอแขกด้านล่างได้ต้องมั่นใจเต็มร้อย แต่ก็ช่างวิตกกังวลแพนิคกลัวไม่สวยสารพัด ช่างแต่งหน้าถ้าช่วยให้เจ้าสาวแฮปปี้ ก็ยิ่งทำให้เธอสวยยิ่งขึ้น ค่าใช้จ่ายตัวเลขห้าหลักที่เขาจ่ายเรา ผมจึงไม่ได้คิดว่านี่คือการจ่ายให้ค่าแต่งหน้าค่าวิชาชีพเท่านั้นครับ แต่ผมใส่รวมไปถึงการดูแลเอาใจใส่ดูแลกันและกันด้วย หลังจองคิวกันแล้ว ก็ส่งรูปตัวเอง รูปชุดแต่งงานให้ผมดูก่อน เพื่อดูว่าต้องปรับอะไรบ้าง เจ้าสาวแทบทุกคนครับต้องปรับทำสีผมให้ซอฟต์ขึ้น เพราะผมเจ้าสาวจะสวยต้องดูฟุ้งๆ ฝันๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในผมสีดำแบบคนไทยนะครับ”  ฉัตรชัย บอกการแต่งหน้าใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง

เคล็ดลับเจ้าสาวแสนสวย  “ก่อนวันงานงดกินเค็ม กินซีฟู้ด เพราะทำให้ทั้งใบหน้าและตัวบวมน้ำ สำคัญที่สุดคือการดูแลผิว นอกจากใช้สกินแคร์บำรุงผิวอย่างมีวินัย คอร์สนวดหน้าคือเลเซอร์ก็ช่วยได้มากควรทำล่วงหน้า 1 อาทิตย์ ถ้าผิวไม่ดี ต่อให้เมกอัพราคาแพงก็สวยได้ไม่เต็มที่”

วินิจ บุญชัยศรี

เมกอัพรุ่นใหญ่จ่ายหนัก กฎก็หนัก

แฮชแท็ก #ลูกสาวสวยมาก ทำเอาเจ้าสาวอยากเป็นลูกสาวแม่ป้อมกันทั่วหล้า วินิจ บุญชัยศรีช่างแต่งหน้าโด่งดังระดับชาติ สร้างสรรค์ผลงานบนใบหน้าซุป’ตาร์ตัวแม่ อารยา รังษีสิงห์พิพัฒน์เจ้าสาวชมพู่สวยคลาสสิกด้วยฝีมือช่างใหญ่เนรมิตการแต่งหน้าแนวสวยชัด ตาแน่น ปากแน่น ขนตาเป๊ะ ซึ่งสไตล์นี้ทำให้ตาดูคม ขอบตาชัด และรับกับปากที่เข้ากันสุดๆ หลังงานสมรสสมรัก ช่างแต่งหน้าโกอินเตอร์ฯ ตามไปเสกสรรค์ความงามให้นางเอกคู่ใจในเทศกาลเมืองคานส์ติดต่อกันสองปีซ้อน

ป้อม วินิจ มีกฎรับงานแต่งหน้าเจ้าสาวเปิดรับจองคิวล่วงหน้าไม่เกิน 6 เดือน และไม่ขอรับงานแต่งเช้าที่ต้องตื่นแต่เช้ามืด ตี 2 ตี 3 เพราะมีงานหลักคือรับงานโฆษณาที่งานหนักมากอยู่แล้ว ทำให้ได้
พักผ่อนนอนเพียง ไม่กี่ชั่วโมงมาตลอด 20 ปีที่อยู่ในวงการนี้ แม้มีข้อเสนอจ่ายคูณ 3-4 เท่าจากเรตห้าหลักหลายๆๆ หมื่นบาท ก็ต้องใจแข็งขอปฏิเสธ ยืนยันรับเฉพาะงานแต่งหน้าฉลองสมรสช่วงเย็นเท่านั้น

“สวยหรู ดูแพง คือสไตล์วินิจ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) งานนี้สร้างความมั่นใจให้เจ้าสาว แล้วเจ้าบ่าวก็ต้องพอใจด้วยนะ มีหลายๆ งานเจ้าบ่าวมาแสดงไอเดีย ชอบ ไม่ชอบ ก็รับฟังเพราะงานมงคลทุกคนต้องแฮปปี้ แล้วก็เข้าใจเจ้าบ่าวว่าต้องมีซีนหอมเจ้าสาวโชว์บนเวที หอมแก้มไปเจอรองพื้นหนาๆ ก็จบกัน (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นรองพื้นขวดละหมื่นจึงเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญในกระเป๋าแต่งหน้าแม่ป้อม” วินิจ บอกพร้อมเสียงหัวเราะ แล้วเล่าขั้นตอนการทำงานได้เจอเจ้าสาวครั้งแรกก็ในวันแต่งหน้าวันนั้นเลย การแกะสไตล์พิจารณาจากรสนิยมชุดแต่งงานที่บ่งบอกได้ดี ว่าเป็นสาวหวาน สาวเรียบโก้ หรือสาวเซ็กซี่ ส่วนเคล็ดลับถึงเจ้าสาว “แม่ป้อม” ขอฝากทำให้ได้ 3 ข้อนี้

ธำรงรัตน์ วรารักษ์

เคล็ดลับเจ้าสาวแสนสวย

“ข้อแรก เจ้าสาวต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ใช่ว่าอบผิวทำสปามาดิบดี แต่ลุยงานตี 1 ตี 2 ไม่ได้นอน ตาช้ำแบบนี้แต่งหน้าอย่างไรก็ไม่สวย ข้อสอง บริหารเวลาให้ดี มีเวลาให้ช่างแต่งหน้าทำผมอย่างน้อยต้องขอ 2 ชั่วโมง ข้อสาม ไว้วางใจช่างมืออาชีพ จ้างราคาขนาดนี้ไม่ต้องกังวลสวยแน่นอน”

ช่างรุ่นใหญ่อีกคนที่คร่ำหวอดในวงการมานาน “คุณแม่ฟูก” ธำรงรัตน์ วรารักษ์ สร้างความภาคภูมิใจที่สุดในอาชีพนี้กับการรับหน้าที่ช่างแต่งพระพักตร์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ สำหรับลงนิตยชั้นนำหลายๆ ฉบับ และออกแบบแต่งหน้าสำหรับแฟชั่นโชว์ห้องเสื้อ Sirivannavari คอลเลกชั่นออทัมน์/วินเทอร์ 2016 ซึ่งถ้าเข้าไปดูในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ก็จะได้เห็นผลงานผู้สร้างสรรค์ความเลอโฉมให้เจ้าสาวมากที่สุดคนหนึ่ง

ภาพเจ้าสาวสวยหวานฉ่ำโชว์ผลงานสุดโดนใจ มีแฮชแท็ก#เลอค่ามหาสมุทร #เลอค่าฟ้าจรดทราย สื่ออารมณ์ขันและความมั่นใจเกินร้อยของช่างคนนี้

ความสวย หวาน สะอาด สดใส เจ้าสาวไม่โบกแป้ง คือนิยามความงามฝีมือ “แม่ฟูก” ราคา 5 หลักตัวเลขขยับขึ้นเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานกว่า 30 ปี ต้องจองล่วงหน้าหลายๆ เดือนเช่นเดียวกับช่างแถวหน้าคนอื่นๆ และช่วงนี้โกอินเตอร์ฯ ในงานแฟชั่นวีกที่ยุโรป เจ้าสาวก็ต้องรอแม่ฟูกสักพัก

พรรวิษิษฐ์ สุขารมณ์

ราคาที่ต้องเรียกว่าเจ้าสาวสวยสู้ตาย ในราคา 5 หลักสูงสุดถ้าเจ้าสาวจัด 2 คิวเช้าเย็น ก็แสนอัพ! (สวยสู้ตายจริงอะไรจริง!!!)  และที่สุดของที่สุด คือขึ้นชื่อเรื่องจองคิวยากเป็นที่สุด ใครๆ ก็อยากโดนมือ “แม่ป๊อก” พรรวิษิษฐ์ สุขารมณ์ ช่างไทยที่ได้สร้างผลงานถือเป็นเกียรติที่สุดแห่งชีวิตเมกอัพอาร์ติสต์ เมื่อได้รับพระมหากรุณาธิคุณถวายงานแต่งพระพักตร์สมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก ในงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสขององค์พระประมุข สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งประเทศภูฏาน เมื่อปี 2554

แต่ในช่วงนี้ก็เป็นเมกอัพอาร์ติสต์ชาวไทยอีกราย ที่ต้องขอพักงานแต่งหน้าเจ้าสาวไว้สักพักใหญ่กับภารกิจโกอินเตอร์ฯ บินไปรับงานแต่งหน้าในงานแฟชั่นระดับโลกปารีสแฟชั่นวีก สปริง/ซัมเมอร์ 2017

สไตล์การแต่งหน้าเจ้าสาวเน้นสวยเฟมินีน หรูหรา ทรงพลัง ป๊อก-พรรวิษิษฐ์ ใช้คำว่า “ถอดรหัส” ไปด้วยกันระหว่างช่างและเจ้าสาว

“วิธีทำงานของป๊อกคือเจ้าสาวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ให้มองเห็นตัวเองได้ตลอดเวลาแล้วรู้กันเลยว่า ชอบไหม ไม่ชอบก็ปรับแต่งไปด้วยกัน ตั้งแต่แต่งหน้ามาไม่มีคำว่าสะดุดทุกอย่างลื่นไหล และแต่งกำหนดเวลาเป๊ะ คือ 2 ชั่วโมง 15 นาที รวมทำผมโดยทีมของเราด้วยทุกอย่างถูกคำนวณไว้แล้ว ไม่มีคำว่าพลาด”  พรรวิษิษฐ์ บอกนุ่มนวลซึ่งเป็นบุคลิกของช่างคนดังที่สร้างสมประสบการณ์มาตั้งแต่ปี 2535 เมื่อเรียนจบหลักสูตรการแต่งหน้าที่สถาบัน Atelier International de Maquillage A.I.M ฝรั่งเศส

 

แม้ผ่านไป 20 กว่าปีแต่เมื่อถามถึงเจ้าสาวหน้าแรก คำตอบคือจดจำได้แม่นยำ

“เจ้าสาวคือเพื่อนพี่สาว ช่วงนั้นป๊อกเป็นที่รู้จักแล้วจากผลงานแต่งหน้าตามนิตยสารชั้นนำหลายๆ ฉบับ แต่พอมาแต่งเจ้าสาวให้ความรู้สึกต่างออกไป งานให้ความนุ่มนวล สวยงาม ความสุขออกมาจากประกายตาของคนเริ่มต้นชีวิตครั้งสำคัญ ถึงวันนี้ป๊อกแต่งมานับพันๆ หน้าอิ่มตัวแล้ว เวลาส่วนหนึ่งก็ออกไปท่องเที่ยวทั่วโลก งานเจ้าสาวที่ว่าจองคิวเรายากๆ เพราะเรารับงานน้อยลง ป๊อกได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์ก เที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วย มีโอกาสได้แต่งหน้าให้เซเลบริตี้ฮอลลีวู้ด เฮเลน่า บอร์ดอน ปารีส-นิคกี้ ฮิลตัน ก็เริ่มได้คอนเนกชั่นแฟชั่นวีกทั้งนิวยอร์ก ลอนดอน มิลาน ปารีส

ช่วงนี้ป๊อกต้องทำงานบินไปกลับยุโรปกับกรุงเทพฯ จึงรับคิวเจ้าสาวได้แค่สิ้นปีนี้ และไม่รับระยะยาวเกิน 3 เดือน แต่ก็พอแต่งได้ทำได้เมื่อเดือนที่แล้ว ก.ย.เดือนเดียว บิน 6 ประเทศก็ยังแต่งให้เจ้าสาวได้บ้างค่ะ” พรรวิษิษฐ์ บอกน้ำเสียงอ่อนโยน และฝากเคล็ดลับให้เจ้าสาวทิ้งท้าย

เคล็ดลับเจ้าสาวแสนสวย

“เจ้าสาวต้องเปิดใจพูดกับเมกอัพอาร์ติสต์ให้หมดเปลือก ก่อนลงมือแต่งหน้า บอกความกังวลมาให้หมดค่ะ เช่น ตาไม่เท่ากัน คิ้วตก เพราะวิธีการทำงานป๊อกไม่ได้นัดเจอเจ้าสาวก่อนแต่ให้ส่งรูปมาให้ดู รายละเอียดภาพย่อมไม่ชัดแจ๋วเท่าตัวจริง การแต่งหน้าไม่ยากหรอกค่ะเพราะสะสมประสบการณ์มา 20 กว่าปีแล้ว ความวิตกที่อยู่ในใจยากกว่า แต่ถ้าบอกช่าง เจ้าสาวยิ่งสวยทวีคูณนะคะ”

 

ดินโคลนเอาตัวรอดได้อย่างไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/458448

ดินโคลนเอาตัวรอดได้อย่างไรดี

โดย…บีเซลบับ ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ปีนี้น้ำเยอะจริงๆ ล่าสุดเมื่อสักครู่นี้ก็เพิ่งได้ยินข่าวกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงภัยจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ เมื่อก่อนเวลาเราเห็นเมฆฝนดำทะมึนลอยมา เราจะรีบนึกภาวนาในใจว่า ขอให้ไปตกที่ที่คนต้องการฝน แต่ปัจจุบันไม่รู้จะอธิษฐานอย่างไร เพราะช่วงน้ำเยอะแบบในตอนนี้ ไม่มีใครหรือไม่มีพื้นที่ไหนที่ต้องการน้ำฝนอีก

น้ำท่วม-น้ำป่าไหลหลาก

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยกำลังเผชิญภัยน้ำท่วมด้วยความแปรปรวนของสภาวะอากาศ ทำให้ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ แต่ขาดป่าไม้ที่จะช่วยดูดซับน้ำ ทำให้มีความเสี่ยงในการเผชิญภัยน้ำท่วมที่รุนแรง นั่นหมายถึงว่าหลายท้องที่ของเราต้องเตรียมตัวรับมือกับภัยน้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี รวมทั้งปีนี้ที่ไม่เฉพาะแต่ภัยน้ำท่วมเท่านั้น ที่มาพร้อมกันคือน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม

ดินโคลนถล่ม เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ มีพายุฝนตกหนักรุนแรงต่อเนื่องกันหลายวัน บวกกับฝีมือมนุษย์ตัดป่า เมื่อไร้ป่าทำหน้าที่ดูดซับอุ้มน้ำกลายเป็นภูเขาหัวโล้น เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่องก็จะมีมวลน้ำจำนวนมากไหลบ่าลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าอย่างรวดเร็ว จนพลังน้ำไหลกัดเซาะหน้าดินให้พังทลาย และยังแทรกซึมลงสู่ใต้ดิน ทำให้ดินชุ่มน้ำจนอิ่มตัว แรงยึดเหนี่ยวเกาะตัวกันของดินก็ลดลง เพราะไม่มีรากของต้นไม้ใหญ่ช่วยยึด เกิดการเลื่อนไหลไม่มีแรงต้าน โดยเมื่อดินเลื่อนไหลแล้วจะเกิดต่อเนื่องกันไปตามลาดเขาตามแรงโน้มถ่วงของโลก

“หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง หรือหลังจากการเกิดน้ำป่าไหลหลาก เพราะพายุฝนตกหนักรุนแรง (มากกว่า 100 มิลลิเมตร/วัน) สะสมกันอย่างต่อเนื่อง อาจมีดินโคลนถล่มเกิดตามมา มวลดิน ทราย โคลน รวมทั้งก้อนหินขนาดใหญ่และเล็ก เคลื่อนที่เลื่อนไหลถล่มลงมาตามเนินลาดชัน หุบเขา หน้าผา หรือไหล่เขาอันสูงชัน”

ข้อมูลจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า หากเราสามารถพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนและวัดระดับน้ำฝนในพื้นที่ได้ จะทำให้การพยากรณ์น้ำท่วมและภัยดินโคลนถล่มมีความแม่นยำขึ้น ลดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ นอกจากนี้คือการจัดหาเครื่องมือวัดความชื้นในดิน โดยติดตั้งในหมู่บ้านที่มีความเสี่ยงควบคู่กับระบบเตือนภัยเพื่อเพิ่มความแม่นยำนั่นเอง

“การเตือนภัยและเทคโนโลยีการเตือนภัยที่ดี ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือภัยธรรมชาติที่ไม่คาดคิดเหล่านี้”

พื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม คือ หมู่บ้านต่างๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณเนินลาดเชิงเขาและริมแม่น้ำลำธารใน 10 จังหวัดทางภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา อุตรดิตถ์ ตาก แม่ฮ่องสอน และลำพูน รวมถึง 7 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จ.ระนอง ชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และตรัง

พื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม

1.ตั้งอยู่บนพื้นที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงชัน หรือติดกับเชิงเขา

2.มีลำห้วยหรือธารน้ำเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ หรือไหลผ่าน

3.มีร่องรอยของกองหิน เนินทราย ดินโคลน อยู่ในลำธารหรือลำห้วยที่แสดงว่าเคยเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำป่าซัดพัดพาไหลหลากมาทับถมกันมาบ้างแล้ว หรือบริเวณพื้นท้องน้ำของลำห้วย ประกอบไปด้วยก้อนหินหลายขนาด ใหญ่บ้างเล็กบ้างคละกันไปตลอดพื้นท้องน้ำของลำห้วยหรือทางน้ำไหลนั้นๆ

4.มีรอยแผ่นดินแยกแตกเลื่อนไหลอยู่บนภูเขา

4 วิธีสังเกตสัญญาณเตือนภัย

1.สังเกตปริมาณน้ำในลำห้วยที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว น้ำไหลเชี่ยวด้วยความเร็วสูง ตะกอนดินทรายที่ถูกพัดพาลงมาจากภูเขามีสีขุ่นและมีระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากมีฝนตกหนักทางตอนเหนือของต้นน้ำลำธาร

2.มีฝนตกหนักมากติดต่อกันหลายวัน

3.เกิดเสียงดังอึกทึกครึกโครม หรือเสียงอื้ออึงสะเทือนลั่นครืนๆ มาจากบริเวณตอนเหนือของภูเขาและลำห้วย

4.น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมหมู่บ้านชุมชนอย่างรวดเร็วจนไม่ทันรู้ตัว

เอาตัวรอดได้อย่างไรดี

1.ในขั้นของการเตรียมรับมือ ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่เกษตรเชิงเขาหรือบนเนินที่ลาดให้เป็นขั้นบันได ซึ่งทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาซึมลงไปได้ง่าย

2.ปลูกหญ้าแฝกตามไหล่ทาง เพื่อยึดหน้าดินและชะลอการไหลบ่าของน้ำ

3.ทำคันดินกั้นทางน้ำไหล เพื่อเบี่ยงเบนทิศทางการไหลของน้ำ ให้ไหลไปสู่แหล่งกักเก็บ เช่น อ่างน้ำ ทะเลสาบเทียม

4.สร้างฝายชะลอน้ำ ขุดบ่อดักตะกอนและหมั่นขุดลอกตะกอนทางระบายน้ำเสมอ

5.อบรมให้ความรู้ชุมชนโดยยึดหลักการตระหนักรู้ ให้รู้จักสังเกตปริมาณน้ำฝน ตะกอนดิน และเศษซากต้นไม้ที่ไหลมากับน้ำ ถ้าเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติให้สันนิษฐานได้เลยว่า นั่นคือ สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่า อาจเกิดการเคลื่อนตัวของดินลงมาจากภูเขาเข้าถล่มทับหมู่บ้านในไม่ช้า

6.สร้างหอเตือนภัยและจัดตั้งเครือข่ายหน่วยอาสาสมัคร ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ายาม ระวังและส่งสัญญาณเตือนภัยจากน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มเป็นระยะๆ ตั้งแต่บริเวณต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ

7.ช่วยกันติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ ใส่ใจเชื่อฟังคำแนะนำจากกรมอุตุนิยมวิทยา เตรียมพร้อมและนำปฏิบัติทันที

8.ฝึกซ้อมการเตือนภัยและการอพยพหนีภัยไปสู่ที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ยึดหลักพึ่งตนเองและปลอดภัยไว้ก่อน

9.ปลูกจิตสำนึกชุมชน รักป่า รักภูเขา ร่วมมือร่วมใจกันปกป้องชุมชนที่อยู่อาศัยด้วยการเฝ้าระวัง ต่อต้าน และรายงานต่อสังคม เพื่อ “หยุด” ผู้ที่เข้าไปบุกรุกทำลายป่า &O5532;

ขอบคุณข้อมูล – ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

 

กรุงเทพฯ เคยมีเสือ ตอนนี้เหลือแค่แมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 11:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/458205

กรุงเทพฯ เคยมีเสือ ตอนนี้เหลือแค่แมว

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ปฏิภัทร จันทร์ทอง, มูลนิธิโลกสีเขียว

แน่นอนว่าก่อนมีเมืองต้องเคยมีป่า ไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพมหานคร เมืองอมรที่ป่าไม้ถูกแทนที่ด้วยป่าตึก จนคนไม่นึกว่ายังมีสัตว์ป่าหลงเหลือ แต่หากสังเกตจะเจอสัตว์ป่าข้างตัว ทั้ง ตุ๊กแก งู กบ นก ตัวเงินตัวทอง ที่ได้ปรับตัวเพื่อให้มีชีวิตรอด อย่างโครงการ Bangkok Wildwatch Online ที่ชวนคนเมืองออกมาสำรวจและสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน เพื่อให้ตระหนักถึงการมีตัวตนของเจ้าถิ่นที่ถูกลืม

อธิปัตย์ อู่ศิลปกิจ ฝ่ายสื่อสารสิ่งแวดล้อม มูลนิธิโลกสีเขียว และผู้รับผิดชอบโครงการ แบงค็อก ไวลด์วอตช์ ออนไลน์ (Bangkok Wildwatch Online) กล่าวว่า คนเมืองอยู่อาศัยกับสัตว์ป่าโดยไม่ทันสังเกต ไม่รู้ตัว และไม่สนใจ วัตถุประสงค์ของโครงการจึงอยากให้คนเมืองหันมาสนใจสิ่งมีชีวิตรอบตัวและพาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น โดยทุกเดือนมูลนิธิโลกสีเขียวจะประกาศชื่อสัตว์ป่าในเฟซบุ๊ก (gwfthailand) เพื่อให้คนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้ปักหมุดบอกพิกัดผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ของมูลนิธิ จากนั้นจะนำมารวบรวมบนแผนที่ แล้วเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านทางเฟซบุ๊กอีกครั้ง

 

อธิปัตย์ เล่าต่อว่า ตอนนี้เป็นเดือนที่ 4 ตัวที่ 4 โดยที่ผ่านมา ได้แก่ นกตีทอง ตุ๊กแก งูเขียวพระอินทร์ และเดือนนี้ กบหนอง โดยแต่ละตัวจะมีหน้าที่ในระบบนิเวศต่างกัน อาศัยอยู่ในแหล่งที่แตกต่างกัน เช่น นกตีทองเป็นสัตว์ที่บอกได้ว่าบริเวณนั้นมีต้นไม้ใหญ่ เพราะถ้าไม่มีต้นไม้ใหญ่มันจะทำรังไม่ได้ ตุ๊กแกเป็นตัวควบคุมแมลงหรือหนูตัวเล็กๆ ในบ้าน งูเขียวพระอินทร์ บอกได้ว่าบริเวณบ้านมีต้นไม้มากน้อยแค่ไหน เพราะตัวสีเขียวของมันต้องอยู่กับต้นไม้ ส่วนกบหนอง จะบอกที่ตั้งของพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่จำนวนมาก

“เลือกใช้ไลน์เพื่อจะได้แชร์โลเกชั่น โดยเริ่มจากพื้นที่ในเมืองก่อน ให้คนในเมืองได้ฝึกสังเกตธรรมชาติรอบตัว และปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อสัตว์ ให้เห็นถึงความสำคัญ เห็นบทบาทในธรรมชาติ และสร้างจิตอนุรักษ์ขึ้นในใจคน” เจ้าของโครงการ กล่าว

จากการทำโครงการมา 4 ครั้ง 4 เดือน 4 ชนิด พบว่าพื้นที่ที่พบมากคือ โซนพื้นที่สีเขียว และพื้นที่ส่วนตัวตามบริเวณบ้าน ผิดกับบริเวณริมถนนใหญ่ที่ไม่ค่อยพบเห็น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งชี้ “สุขภาพเมือง” หรือความอุดมสมบูรณ์ของย่านนั้น และในเดือนหน้าคาดว่าจะให้คนกรุงปักหมุดตัวเงินตัวทอง จับกระแสดราม่าที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

“ประเด็นที่น่าสนใจคือทำไมคนถึงเกลียดตัวเงินตัวทอง เป็นเพราะว่ามันไม่สวย มันกินซาก หรืออย่างไร แต่หากมองในเรื่องระบบนิเวศ มันจะเป็นสัตว์ที่ชี้วัดได้ว่า แหล่งที่อาศัยนั้นค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และมันยังทำหน้าที่เหมือนเทศบาล คือคอยเก็บซากสัตว์ที่เน่าๆ กิน ตัวสำคัญคือหนูท่อที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ตัวเงินตัวทองจะช่วยกินและควบคุมปริมาณหนู”

 

 

นอกจากนี้ มูลนิธิโลกสีเขียวยังเคยจัดโครงการ ไลเคน วอตช์ (Lichen Watch) ดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ โดยการสำรวจพื้นที่กลางเมืองอย่างสวนลุมพินี ตั้งแต่ปี 2553 พบว่า ไลเคนน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมาเริ่มพบมากขึ้นทางฝั่งถนนวิทยุ อันเป็นสัญญาณว่าอากาศบริเวณนั้นดีขึ้น

“คนเราอาจอยู่โดยไม่มีป่าได้ แต่จะเป็นโรคขาดธรรมชาติ และจะได้รับผลกระทบมาก ป่าเป็นตัวกำบังแดด เป็นแหล่งอาหาร เป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า วันนี้สัตว์ป่าออกจากเมือง บ้างก็สูญพันธุ์ เหลือแต่เพียงบางชนิดที่ปรับตัวได้ ซึ่งหากเราสูญเสียมันไปอีก ธรรมชาติในเมืองคงวิบัติ” อธิปัตย์เพิ่มเติม

ด้าน ดร.ประทีป ด้วงแค รองคณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องป่าไม้และสัตว์ป่าในประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อนับย้อนกลับไปตามประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรี พื้นที่กรุงเทพฯ ยังเป็นป่าเพราะยังไม่มีการตั้งถิ่นฐานตามราชธานี

“กรุงเทพฯ ยังไม่เป็นเมือง ยังไม่มีคนอยู่ ก็หมายความว่ากรุงเทพฯ เป็นป่า” อาจารย์ประทีบ กล่าวต่อว่า ลักษณะภูมิประเทศของกรุงเทพฯ เป็นที่ราบแม่น้ำ รับน้ำขึ้นน้ำลง โดยน้ำจะหลากในฤดูฝน และถอยร่นในฤดูแล้ง ทำให้พืชพรรณที่เติบโตในเขตกรุงเทพฯ เป็นป่าบึงน้ำจืด ป่าน้ำกร่อยเพราะอิทธิพลน้ำทะเลเข้าถึง จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่เพิ่งมีคนเข้ามาตั้งหลักแหล่งในเขตบางกอกหรือกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน

 

แสดงให้เห็นว่า ป่าในกรุงเทพฯ เพิ่งหายไปเมื่อ 200 กว่าปีนี้เอง อย่างในสมัยรัชกาลที่ 3 รับสั่งให้ขุดคลองแสนแสบเพื่อใช้ในการสัญจรจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังแม่น้ำบางปะกง และสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงให้ขุดคลองรังสิต คนจึงนิยมสร้างบ้านริมคลองเพื่อง่ายต่อการค้าและสัญจร

เมื่อป่าหาย สัตว์ป่าก็หาย อย่างสัตว์ที่เคยอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และสูญพันธุ์ไปแล้วจากประเทศไทย คือ สมัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มภาคกลางบริเวณทุ่งโล่งกว้างเท่านั้น ปัจจุบันพบเพียงกระดูกในชั้นดินเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี สมันสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยเมื่อ 60-70 ปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่เมืองเริ่มขยาย เช่นเดียวกับเนื้อทราย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกกวางชนิดหนึ่ง ที่สูญหายไปจากแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่ก่อนปี 2500 แต่ยังพบบนเกาะกระดาด จ.ตราด

“ตอนสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ใหม่ๆ ยังเจอเสือ ช้าง กระทิง เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อประชากรเพิ่ม ยกตัวอย่างเมื่อ 100 ปีก่อนมีประชากรทั้งประเทศ 8 ล้านคน แต่ช่วงเพียงเจเนอเรชั่นเดียว ประชากรไทยเพิ่มขึ้นเป็น 65 ล้านคน ถามว่าคนเพิ่มขนาดนี้จะไปอยู่ที่ไหน ที่ที่ดีที่สุดในประเทศไทยคือที่ราบลุ่มภาคกลาง ที่ใกล้แม่น้ำ และเป็นดินตะกอนเพาะปลูกได้ดี พื้นที่ป่าจึงแปรเปลี่ยนเป็นอย่างชุมชนสังคมเมือง พืชพันธุ์ตามธรรมชาติที่มาอยู่ก่อนก็เริ่มตาย และสุดท้ายสัตว์ป่าที่ปรับตัวไม่ได้จนหายไปจากพื้นที่” ส่วนตัวเงินตัวทอง หรือ Water Monitor Lizard ที่เป็นกระแสข่าวกรณี กทม. ตามจับตัวเงินตัวทองเพื่อควบคุมจำนวนในสวนลุมพินี

อาจารย์ประทีบ ชี้แจงว่า ตัวเงินตัวทองจะอาศัยอยู่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำอย่างกรุงเทพฯ ทว่าเมื่อเมืองขยายมีการสร้างสิ่งปลูกสร้างกั้นทางน้ำ ตัวเงินตัวทองจึงถอยร่นไปอยู่ตามลำคลองหรือแหล่งน้ำ ซึ่งนั่นก็คือ สวนสาธารณะ

 

“เป็นเรื่องปกติที่สัตว์จะปรับตัวไปหาแหล่งที่อยู่ที่มันจะมีชีวิตอยู่ได้ สวนสาธารณะมีน้ำ มีต้นไม้ มีอาหาร ซึ่งเป็นสภาพที่ใกล้เคียงกับที่อยู่เดิมมากที่สุด คนนั่นแหละที่ต้อนมันไป ไม่ต่างจากช้างหรือกระทิงที่อพยพจากเมืองไปอยู่เขาใหญ่ นั่นก็เพื่อหาทางมีชีวิตรอด”

อาจารย์ยังเพิ่มเติมว่า ทาง กทม. ได้ประเมินจำนวนตัวเงินตัวทองในสวนลุมได้ประมาณ 400 ตัว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่มีงานวิทยาศาสตร์รองรับ ทุกคนต่าง “มโน” ไปเองว่ามันมีมาก บ้างก็ว่ามีน้อย หรือมีพอดี เพราะจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครหรือหน่วยงานใดลงไปนับประชากรตัวเงินตัวทองทั้งหมดในเมืองหลวง

“ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วมีจำนวนตัวเงินตัวทองเท่าไร จึงไม่รู้ว่าจะเถียงกันไปทำไม และจุดจบคืออะไร เราจะเถียงกันไม่จบเพราะทุกคนมีตัวเลขในสมองต่างกัน จนกว่าจะมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน ตัวเลขนั้นต้องเป็นตัวเลขที่สามารถรีเช็กได้ และตอบได้ว่าใช้วิธีการสำรวจแบบใด หาข้อเท็จจริงออกมา ไม่ใช่พูดแต่สิ่งที่ต่างมโนขึ้นเอง”

อาจารย์สมมติให้เลี้ยงไก่ 1 เล้า มีไก่ 100 ตัว และให้อาหารสำหรับไก่ 100 ตัว วันดีคืนดีจับออก 50 ตัว แต่ยังให้อาหารเท่าเดิม ไก่ที่เหลือจะมีอาหารมากขึ้นและมีพื้นที่เพิ่มขึ้น ผลที่ตามมาคือ ประชากรไก่ในเล้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มันจะเติบโตและผสมพันธุ์บ่อย ซึ่งสุดท้ายจะเพิ่มจำนวนและกลับมาเป็น 100 ตัวดังเดิม

 

“การจับตัวเงินตัวทองออกจากสวนลุมไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะอาหารมันยังเท่าเดิม พื้นที่เท่าเดิม เดือนนี้คุณจับ เดือนหน้ามันก็เพิ่ม ที่สำคัญคือ ยังแก้ปัญหาไม่ได้เพราะเรายังไม่รู้ว่าสวนลุมมีตัวเงินตัวทองกี่ตัว เป็นตัวผู้กี่ตัว ตัวเมียกี่ตัว ตัวเต็มวัยกี่ตัว ในเมื่อเรายังไม่รู้จักพวกเขา แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร” อาจารย์ประทีป ทิ้งท้าย

หากศึกษาเรื่องประชากรตัวเงินตัวทองในประเทศไทยจะพบวิทยานิพนธ์ไม่เกิน 4 เล่มเคยศึกษา หนึ่งในนั้นคือ วิทยานิพนธ์เกี่ยวกับประชากรและความหนาแน่นของตัวเงินตัวทองในบางกระเจ้า โดย รุจิระ มหาพรหม นักวิจัย สำนักอนุรักษ์และวิจัย องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์

เขากล่าวว่า การประเมินประชากรสัตว์ป่ามีหลายวิธี เช่น การจัดระดับซ้ำ การเดินเทรล ต้องใช้เวลาในการศึกษาตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งทาง กทม. ใช้คำว่า “ประเมินคร่าวๆ” ในการนับจำนวนตัวเงินตัวทองในสวนลุม แต่การประเมินประชากรสัตว์ป่าจะใช้คำว่า คร่าวๆ ไม่ได้

“มันต้องชี้ให้ชัดว่ามีจำนวนกี่ตัว ศึกษาตั้งแต่เดือนไหนถึงเดือนไหน และต้องแยกให้ชัดเจนว่าประชากรที่ประเมินมานั้นมีเพศผู้ เพศเมีย ตัวเต็มวัย ตัวเด็ก ตัวที่เพิ่งฟักออกจากไข่ และยังเป็นไข่เท่าไร และถ้าถามว่าสวนลุมมีตัวเงินตัวทอง 400 ตัวจริงหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ทราบ”

 

ผู้วิจัยได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ตัวเงินตัวทองจะผสมพันธุ์ก่อนเข้าฤดูฝน จากนั้นจะวางไข่ 30-50 ฟอง โดยใช้เวลาฟักตัว 8-11 เดือน แล้วจะรอดเป็นตัวเต็มวัยอีก 2 ปี ซึ่งระหว่างนั้นอาจถูกฆ่าโดยสัตว์ผู้ล่าอย่างอีกาและงู รวมถึงมนุษย์ จะเหลือเพียงร้อยละ 10 ที่รอดเป็นตัวเต็มวัย ตัวเงินตัวทองจึงถูกควบคุมปริมาณในระบบนิเวศ

“ที่บางกระเจ้าจับตัวจริงๆ ได้ 40 ตัว” เขาลงพื้นที่สำรวจโดยใช้วิธีการจับ-ปล่อย แล้วจับอีกครั้ง (Capture Recapture) และติดไมโครชิปนาน 1 ปี เมื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์จะได้จำนวนตัวเงินตัวทองในบางกระเจ้าประมาณ 300 ตัว หรือ 25 ตัว/ตารางกิโลเมตร ซึ่งก็ยังตัดสินไม่ได้ว่ามากหรือน้อย เพราะต้องใช้การศึกษาทางสังคมหรือทางมนุษยวิทยาเข้ามาพิจารณาร่วม

“ในสวนลุมตัวเงินตัวทองถือว่าเป็นตัวท็อปเหมือนเสือในห่วงโซ่อาหาร เมื่อมันโตเต็มวัยแล้วจะไม่มีอะไรล่ามันได้ ยกเว้นมนุษย์” เขากล่าวเพิ่มเติม

ธรรมชาติของสัตว์จะมีการรีเซตตัวเองเมื่อมีความไม่สมดุลเกิดขึ้น เช่นว่า หากมีจำนวนตัวเงินตัวทองมากจนมีอาหารไม่เพียงพอ บางส่วนจะตายลงตามธรรมชาติ เราเรียกกระบวนการนี้ว่า การรีเซต หรือการทำให้ประชากรน้อยลงเพื่อตั้งค่าจำนวนประชากรใหม่ จากนั้นเมื่อมีอาหารเพียงพออีกครั้ง มันก็จะเพิ่มจำนวนประชากรให้กลับมาเหมือนเดิม

กระแสดราม่าจับตัวเงินตัวทอง เหมือนเป็นระฆังบอกเวลาให้คนเมืองคิดถึงสัตว์ป่าและธรรมชาติ เพราะคำว่า เมือง ไม่ได้มีเพียงมนุษย์ แต่ยังมีชีวิตอื่นที่ต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน เรากลับมองข้ามโดยที่ไม่ตระหนักเลยว่า ไม่มีชีวิตใดที่จะหนีไปจากระบบนิเวศได้ แม้แต่มนุษย์

 

ว่าด้วยรักร้างของ “แบรด พิตต์ กับ แองเจลินา โชลี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/458203

ว่าด้วยรักร้างของ "แบรด พิตต์ กับ แองเจลินา โชลี"

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง eddyspeedtalk@gmail.com

1 เรื่องที่ แบรด พิตต์ กับ แองเจลินา โชลี หย่ากันเป็นเรื่องที่ช็อกคนทั้งโลกอยู่ไม่น้อย ด้วยว่าทั้งคู่เป็นคนดังและสังคมให้คุณค่ากับการเป็นครอบครัวที่ดูใจบุญ ทำงานให้กับสังคม แถมลูกๆ ของพวกเขาทั้งสองก็เป็นตัวอย่างของ Multi-race ของจริง เพราะมีทั้งลูกตัวเอง ลูกบุญธรรมที่รับมาเลี้ยงทั้งจากแอฟริกาและเอเชีย ถือเป็น UN Family ของจริง ไม่แปลกที่สังคมคาดหวังกับพวกเขาไว้มาก การหย่าร้างกันของคนทั้งคู่จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ

2 การหย่ากันของทั้งคู่พานให้ผมนึกไปถึงเรื่องชีวิตคู่ของพ่อกับแม่และคำพูดบางคำ ช่วงหนึ่งหลังวัยเกษียณใหม่ๆ คนแก่สองคนนี้มีช่องว่างเล็กๆ ที่มักหงุดหงิดใส่กัน แม่ก็จู้จี้เพราะเป็นคุณนายละเอียด ส่วนพ่อก็เป็นคนสบายๆ สบายเกิ๊น จนบางทีก็ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจใคร (จริงๆ แกก็สนใจนะ แต่ระดับความสนใจอาจจะยังไม่ถึงตามมาตรฐานของแม่) มีบ้างบางครั้งที่ทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกว่า “เลิกกันก็คงดี”

3 หน้าที่ของลูกๆ ก็คือฟัง ฟังและฟังเท่านั้นจริงๆ เพราะรู้ว่าพ่อกับแม่เขาไม่ต้องการคำแนะนำหรอกครับ คือแค่อยากให้มีคนฟังเขาระบาย คนที่แต่งงานกันแล้วใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งหายใจบนเตียงเดียวกันเกือบทุกคืน จะมีใครรู้ดีกว่าสองคนนั้นไหมว่าควรแยกหรืออยู่ ส่วนมากการมีปากเสียงกัน (ซึ่ง 98% เป็นเรื่องไร้สาระมาก เช่น ถอดกางเกงไม่เป็นที่ หรือเรียกแล้วไม่ได้ยิน ออกแนวหงุดหงิดมากกว่า) ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมถอย ทุกคนในครอบครัวก็รู้แหละว่าเดี๋ยวก็ดีกัน

4 ชีวิตมันเป็นอย่างนี้ การยอมไม่ใช่เรื่องของใครแพ้ใครชนะ แต่เป็นเรื่องของการต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ อีกอย่างโดยมากเรื่องที่ทะเลาะกันก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เก็บเอามาคิดเป็นอารมณ์ ฉะนั้นถ้าหากจะเลิกกันด้วยเรื่องพวกนี้ก็ให้มันรู้ไป เท่าที่สังเกตทั้งคู่ก็จะผลัดกันยอมนะ ผมว่าการรู้จักขอโทษอย่างจริงใจและการไม่ไปซ้ำเติมกันให้เจ็บช้ำน้ำใจ เป็นเรื่องจำเป็นมากในการใช้
ชีวิตคู่

5 พ่อกับแม่ผมมักพูดบ่อยๆ ว่า ยิ่งใกล้ยิ่งต้องเกรงใจ เพราะคนใกล้ตัวมักทำร้ายจิตใจกันโดยไม่รู้ตัว ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น นานขึ้น ความเกรงอกเกรงใจจะน้อยลง ข้อนี้ต้องระวังและเตือนตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องเงินทอง และอย่าเอาอารมณ์มาขว้างใส่กัน เพราะสองเรื่องนี้อ่อนไหวมาก

6 ผมว่าแบรดกับแองจี้ ก็รู้เรื่องพวกนี้เหมือนพ่อกับแม่รู้ เพราะอยู่ด้วยกันมานาน ผ่านการแอบคบ ผ่านการพิสูจน์เรื่องความแตกต่าง ผ่านชีวิตโลดโผนมาแล้ว และอย่างที่รู้กันว่า การแต่งงานสำหรับ “คนรวย” แบบที่จดทะเบียนสมรสในสังคมอเมริกันนั้นเป็นเรื่องของการพิสูจน์รักแท้มากๆ เพราะมันยิ่งกว่าความรัก เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ล้วนๆ ตอนเลิกกัน

7 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ถ้าหากคุณแต่งงานเกินกว่า 5 ปี มีลูกที่อายุไม่ถึง 18 ปี และมีทรัพย์สินเกินกว่า 3.2 หมื่นเหรียญสหรัฐ หากต้องการหย่าต้องยื่นคำร้องขอหย่าต่อศาล แล้วส่งหมายศาลให้สามีหรือภรรยาของคุณทราบว่าคุณได้ยื่นฟ้องหย่า (เหมือนกับ แบรด พิตต์ โดน) สามีหรือภรรยาจะมีเวลา 30 วัน ที่จะยื่นเรื่องตอบหมายศาลการฟ้องหย่าของคุณ หากไม่ตอบหมายศาลภายในเวลาดังกล่าวก็หมายความว่าไม่มีประเด็นโต้แย้งก็สามารถขอศาลอนุมัติใบหย่าได้ แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้เรื่องค่าเลี้ยงดูลูก หรือการเลี้ยงลูก หรือการแบ่งแยกทรัพย์สิน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ต้องตอบหมายศาลเพื่อให้ศาลช่วยตัดสิน

8 ในสหรัฐ กฎหมายการหย่าร้างในแต่ละรัฐจะไม่เหมือนกัน เงื่อนไขคือต้องยื่นหย่าในรัฐที่อาศัยอยู่ ในแคลิฟอร์เนียมีการกำหนดกติกาที่เรียกว่า “ช่วงเวลาแห่งการรอคอย” (Waiting Period) คือราว 6 เดือน (สงสัยเผื่อเปลี่ยนใจ) การหย่าร้างถึงจะมีผลเสร็จสมบูรณ์ แต่ในบางรัฐก็ไม่มีกฎแบบนี้ การหย่าร้างสามารถมีผลทันที (จำกรณีของ บริตนีย์ สเปียร์ส กันได้ไหม) แต่เท่าที่ทราบการหย่าแบบต่างรัฐกับรัฐที่เราอาศัยอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายเหมือนกัน

9 ตอนนี้ก็ต้องลุ้นว่าแบรดและแองจี้จะอย่างไรต่อ เพราะถ้าตกลงกันได้ว่าลูกจะอยู่กับใคร เมื่อไหร่ ใครจ่ายค่าเลี้ยงดูลูก จ่ายคนละเท่าไร เรื่องก็จบ ตามข่าวดูเหมือนว่า แบรด พิตต์ จะไม่ได้สิทธิในการเลี้ยงดู ฉะนั้นก็ต้องดูว่าหากพิตต์ไม่ยอมก็ต้องให้ศาลตัดสิน โดยมากหากว่าการแต่งงานมีเด็กเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลจะให้ความสำคัญกับตัวเด็กก่อน หรือที่เรียกว่า Best Interest of the Child คนที่ได้สิทธิเลี้ยงดูลูกจะ
ได้เปรียบ แต่ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเด็กจะรู้สึกปลอดภัยและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด ส่วนการคิดค่าเลี้ยงดูเพื่อความเป็นธรรม ศาลจะคำนวณจากรายได้ของทั้งสองฝ่ายและเปอร์เซ็นต์ของช่วงเวลาที่เด็กอยู่ในความดูแลของพ่อหรือแม่เป็นหลัก

10 แน่นอนการแบ่งทรัพย์สินก็ต้องแบ่งกันครึ่งๆ แม้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจไม่ทำงานเลย ในช่วงที่แต่งงาน ถึงบอกว่าสำหรับคนรวยแล้ว การแต่งงานเป็นเรื่องต้องพิสูจน์หัวจิตหัวใจกันพอดู

11 แบรด พิตต์ กับ แองเจลินา โชลี คงเดินมาสุดทางจริงๆ คงมีหลายปัจจัยที่ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งไม่พร้อมจะยอมต่อไปอีกแล้ว คือถ้าลูก 6 คน ยังไม่อาจทัดทานได้ แล้วจะมีอะไรดึงรั้งคนทั้งคู่ไว้ได้อีก

12 รู้แหละว่ามันธรรมดาโลกนะ คนรักคนเลิกมีทุกวัน แต่สงสารเด็กทั้ง 6 คน พ่อแม่แยกกันมันหัวใจสลายเหมือนกัน

13 เอาใจช่วยทั้งคู่ครับ

 

อาชีพเก๋ๆ ของฮิปสเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/458005

อาชีพเก๋ๆ ของฮิปสเตอร์

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี, กิจจา อภิชนรจเรข

อาชีพของกลุ่มคนที่พวกเราเรียกเขาว่าฮิปสเตอร์ หรือเด็กแนวดูเหมือนไม่ได้มีเพียง 1 อาชีพเท่านั้นที่พวกเขาเลือกทำ แต่คนกลุ่มนี้ยังมีทางเลือกทำอีกหลายงานที่พวกเขารัก ทำแล้วมีความสุข และมักนำไลฟ์สไตล์ที่ตนเองชื่นชอบ เช่น การถ่ายภาพ การท่องเที่ยว การปลูกต้นไม้ และพัฒนาจนกลายเป็นอาชีพเก๋ๆ บางคนจากเป็นเพียงงานอดิเรก แต่สามารถพัฒนาให้เป็นสังคมของคนรักกระบองเพชร เช่น การเปิด “Notto Cactus Cafe” ร้านสุดเก๋ต้นๆ ซอยลาดพร้าว 10 ของ น็อตโตะ-พิมพ์ปวีณ์ พวงธนะสาร ที่ไม่คาดคิดว่าการเปิดคาเฟ่โชว์กระบองเพชรจะเป็นที่นิยมของเด็กรุ่นใหม่ที่ชอบถ่ายภาพคู่ด้วย หรือจะเป็นร้านบิงซู ITIMSPACE ตลาดนัดรถไฟรัชดาที่ได้แรงบันดาลใจท่องเที่ยวเกาหลี จึงเจอบิงซูเกาหลีและหลงใหลในรสชาติของมันของ 4 หนุ่ม ช่างภาพสมัครเล่น ได้แก่ แชมป์-กฤตธี งามอุษาวรรณ เอก-วรพจน์ น้อยเจริญ อั๋น-ประวิทย์ ธีรสรไกร และหนุ่ม-ปรัชญา ศิริภากาญจน์ หรือจะเป็น www.go-graph.com การทำเพจแชร์ด้านการท่องเที่ยวของ 3 เพื่อนซี้ ได้แก่ ฟ้า-สกาวเดือน งามศิริอุดม อันจู-สิทธิพร ญาณวรุฒม์วงศ์ และ มิ้น-ณฑิรา ว่องไพฑูรย์ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาก็ทำให้เด็กรุ่นต่อๆ ไปสามารถนำไปเป็นแรงบันดาลในการใช้ชีวิตได้อีกด้วย

กระบองเพชรพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ของเด็กแนว!

ต้นกระบองเพชรสำหรับเมืองไทยเพิ่งนิยมปลูกกันเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่สำหรับน็อตโตะ-พิมพ์ปวีณ์ พวงธนะสาร วัย 35 ปี เธอชื่นชอบแคกตัสนานกว่านั้นโดยเริ่มเมื่อ 7 ปีแล้ว ปัจจุบันนอกจากเปิดคาเฟ่เก๋ๆ ร้าน Notto Cactus Cafe สำหรับคนรักกระบองเพชรแล้ว เธอยังทำงานเพลงอยู่ควบคู่กับการเปิดบริษัท โปรดักชั่น เฮ้าส์ “อะเวค โปรดักชั่น” ผลิตรายการทีวีทั้งหมด รวมทั้งทำหน้าที่เป็นพิธีกรและโปรดิวเซอร์รายการเมค อเวค พาเที่ยวพากินด้วย น็อตโตะเล่าว่าเธอเปิดคาเฟ่แห่งนี้เพราะใจรัก ไม่คาดคิดว่าเมื่อได้ลงแมกกาซีนขวัญใจเด็กแนวแล้ว วัยรุ่นรวมทั้งคนรักกระบองเพชรก็แห่แหนมานั่งเล่นมาถ่ายรูปที่ร้าน เรียกว่านั่งเป็นเก้าอี้ดนตรีกันเลยทีเดียวโดยเฉพาะในช่วงเย็นของทุกวัน ร้านน็อตโตะ แคกตัส คอนเซ็ปต์ของร้านคือ Hip Green House Slow life เป็นสถานที่ให้คนได้ “เลือก จัด คิด”

“ความนิยมปลูกกระบองเพชรในเมืองไทยเกิดจากคนชอบอะไรพร้อมๆ กัน ว่าจะเป็นเรื่องแฟชั่นก็ได้ แต่สำหรับน็อตโตะกับพี่สาวและน้องที่ทำงานที่บริษัทเราทำกันจริงจัง ร้านเราตกแต่งด้วยกระบองเพชรและจำหน่ายด้วย แต่กระบองเพชรสำหรับคนอื่นๆ อาจเป็นแฟชั่นเพราะเป็นเหมือนไอเท็มหนึ่งของเด็กยุคใหม่ต้องถ่ายรูป แต่สีของภาพ ถ่ายภาพให้เป็นสแควร์เหลี่ยมๆ แต่สำหรับน็อตโตะชอบถ่ายรูปกับกระบองเพชรเพราะสะท้อนความอิสระ บ่งบอกตัวตนและความคิดของเรา วัยรุ่นบางคนคิดว่าถ่ายรูปกับกระบองเพชรแล้วดูแนว เพราะภาพมันออกมาดูแลน่ารัก ต้นเล็กๆ กลมๆ แต่ถ่ายกับต้นไม้ใหญ่ๆ บางคนอาจคิดว่าดูไม่น่ารัก กระบองเพชรจึงดูเหมือนสัญลักษณ์ของผู้หญิงคิดบวก น็อตโตะคิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น”

ความน่าเอ็นดูของกระบองเพชรที่ดึงดูดคน น่าจะมาจากด้วยขนาดของกระบองเพชรเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนสังคมเมืองที่อยู่คอนโดไม่มีพื้นที่ในการปลูกต้นไม้ใหญ่ กระบองเพชรจึงเป็นคำตอบของการมีพื้นที่สีเขียว ซึ่งตรงกับไลฟ์สไตล์ของน็อตโตะคือ มีช่วงหนึ่งเธอมีภาวะแท้งคุกคามต้องนอนนิ่งๆ ดังนั้นกิจกรรมที่สามารถทำได้ง่ายๆ คือการปลูกต้นกระบองเพชรเล็กๆ ที่ระเบียงของคอนโด

“คนเมืองก็อยากมีสิ่งหนึ่งต้องดูแล เลี้ยงสัตว์เลี้ยงก็ไม่ได้ แต่กระบองเพชรเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่เติบโตหรือวางไว้ตรงไหนก็ได้ อีกทั้งดูแลง่าย น่าจะเป็นประเด็นหลักๆ แต่สำหรับน้องอีกกลุ่มหนึ่งอาจเลี้ยงไว้เพื่อถ่ายรูปคู่ด้วยก็มี อีกกลุ่มหนึ่งคือกระบองเพชรมีเสน่ห์ตรงมีสายพันธุ์ให้เล่นให้ศึกษาเยอะมาก ช่วงนี้เหมือนเป็นแฟชั่น คนก็ยิ่งนิยมราคาจากขายต้นละหลักร้อยแต่สามเดือนผ่านไปพันธุ์เดียวกันขนาดเท่ากันอาจขยับไปที่ราคา 2 พันก็ได้ เช่น สายด่างสีแดงเหลืองส้มอยู่ในต้นเดียวกัน เห็นแล้วตกใจ มันคือการปั่นราคา มันเป็นไอเท็มหนึ่ง เหมือนเป็นเสื้อผ้า”

การถ่ายภาพกับกระบองเพชร จึงเป็นสัญลักษณ์ของความเก๋ไก๋ มีสไตล์ “กลุ่มเป้าหมายของร้านนี้คือ คนที่มีไลฟ์สไตล์รักธรรมชาติโดยเฉพาะคนที่ชอบกระบองเพชร เป็นคาเฟ่เล็กๆ ขายของว่างเครื่องดื่ม ชา กาแฟ อาหารกินเล่นง่ายๆ และจัดเวิร์กช็อปให้คนสนใจปลูกกระบองเพชรได้มาลองปลูกลองเลี้ยงกระบองเพชร ก็ได้รับเสียงตอบรับดีมากๆ เพราะยุคนี้คนอยากมีที่นั่งชิลๆ ถ้าขายต้นไม้ใหญ่เราคงไม่โอเค บางคนก็คงอินกับการซื้อต้นไม้กลับไป มีคนเข้ามาอยากถ่ายรูป”

น็อตโตะบอกว่าอาชีพเปิดคาเฟ่เป็นเรือนกระบองเพชรเก๋หรือเปล่าไม่รู้ แต่มันเป็นความฝันที่ทุกคนนำไลฟ์สไตล์ความชอบของตัวเองมารวมกัน

“บางคนติดใจสลัดผัก บางคนติดใจในเครื่องดื่มและต้นกระบองเพชรจึงมาถ่ายรูปเยอะมาก คือเด็กบางกลุ่มมีความเชื่อว่ามาถ่ายรูปกับกระบองเพชรแล้วจะดูเป็นเด็กแนว ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเด็กมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็โตไปเลย ขับรถหรูมาก็มีเพราะเขาอยากปลูกระบองเพชร มานั่งแลกเปลี่ยนเพราะเรามีเวิร์กช็อปสอนคนจัดสวน สอนการปลูกกระบองเพชร การขยายพันธุ์ แล้วเรานำกูรูด้านแคกตัสมาจริงๆ คือพี่เอ็ดดี้ (เจ้าของร้าน Eddie Cactus) เพราะประสบการณ์ปลูกกระบองเพชร 7 ปี ของน็อตโตะคิดว่ายังไม่เพียงพอ เรามีกรวดให้เลือก ครบวงจรเลย เหมือนเป็นสังคมของคนรักแคกตัสเลยค่ะ และไม่เคยคาดคิดว่าอีกอาชีพหนึ่งที่เรารักและชอบมันเป็นไลฟ์สไตล์ของเราจะถูกใจเด็กวัยรุ่นเป็นสิ่งไม่คาดคิด ว่าเราจะเป็นสถานที่เช็กอินของกลุ่มคนทำให้เรามีความสุขนะคะที่มีคนชื่นชอบเป็นจำนวนมาก”

 

บิงซู น้ำแข็งใสเกาหลีที่จับต้องง่าย

การเปิดร้านน้ำแข็งใสดูเหมือนจะไม่เข้ากับเพศชายสักเท่าไหร่ แต่คำนี้ใช้ไม่ได้กับ 4 หนุ่ม วัย 34 ปี ได้แก่ แชมป์ กฤตธี เอก วรพจน์ อั๋น ประวิทย์ และหนุ่ม ปรัชญา ที่อะไรที่กำลังได้รับความนิยม คนรุ่นใหม่ไม่พลาดที่จะนำมาต่อยอดทำธุรกิจ ดังเช่น บิงซู น้ำแข็งใสปั่นละเอียดสไตล์เกาหลี แต่ทำให้คนกลุ่มปานกลางสามารถจับต้องได้ ซึ่ง แชปม์ กฤตธี ได้แรงบันดาลใจการท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลี ที่พอได้ลองกินบิงซูที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน รู้สึกติดใจในรสชาติ จึงชักชวนเพื่อนๆ มาเปิดเป็นร้านขายบิงซู โดยนำเข้าเครื่องปั่นน้ำแข็งแท้ๆ จากเกาหลีมาเลย โดยเงินลงทุนก้อนแรก 6 แสนบาททีเดียว เดิมใช้ชื่อว่า ไอศกรีมอวกาศ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ITIMSPACE อยู่ที่ตลาดนัดรถไฟรัชดา

“บิงซูสไตล์เกาหลีตามห้างสรรพสินค้าราคาค่อนข้างแพง ซึ่งบิงซูเริ่มบูมในเมืองไทยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ถ้าขายในห้างคนฐานะปานกลางไม่สามารถสัมผัสได้ อีกทั้งมีขนาดใหญ่มากๆ ต้องกิน 2-3 คนจึงจะหมด เราจึงเอาแนวคิดว่าทำไมเราไม่ลองเอาบิงซูมาทำให้ขนาดเล็กลง ราคาถูกลงเพื่อจับกลุ่มคนอีกกลุ่ม ส่วนการเลือกโลเกชั่นสำคัญมาก เราเล็งที่ตลาดนัดตอนเปิดร้านเป็นช่วงเดียวกับที่ตลาดนัดรถไฟที่รัชดาบูม เราเข้าไปดูการกราฟฟิกขายกลางคืนดีมาก และเราเห็นว่าบิงซูยังไม่มีในตลาดนัดพวกนี้ เราเลยลองเอามาลงที่ตลาดนัด และลดราคามาจาก 200-300 มาเป็น 90 บาท ซึ่งเป็นราคาที่จับต้องได้ และหลีกเลี่ยงกับการแข่งขันกับร้านใหญ่ๆ ขายได้สิบเดือนได้รับผลตอบรับดีมาก รายได้เดือนละนับแสนบาท” เอก วรพจน์ เล่า

สำหรับลูกค้าบิงซู “ไอติมสเปซ” ของ 4 หนุ่ม ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงทั้งชาวไทยและต่างชาติได้แก่ จีน โดยจุดดึงดูดนอกจากเปิดในสถานที่ไปมาสะดวกใกล้เอ็มอาร์ทีศูนย์วัฒนธรรมแล้ว ยังขยันคิดลูกเล่นมาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ลูกค้าอยู่เสมอ วรพจน์ ยังเล่าอีกว่า

จุดเด่นของร้านของพวกเขาคือ การคิดเมนูแปลกๆ ที่ไม่พบในร้านดังๆ ทั่วไปจะมีเป็นรสเบสิกคือ สตรอเบอร์รี่ มะม่วงแต่พวกเขาคิดทำรสมะพร้าว ซึ่งต่างชาตินิยมมาก หรือคิดเมนูข้าวยำเกาหลี ซึ่งชื่อเป็นของคาวแต่พวกเขาทำให้เป็นของหวานใช้ผลไม้มาทำเป็นหน้าต่างๆ นี่คือความแปลกใหม่ที่ดึงดูดลูกค้า อีกทั้งพวกเขายังใช้ช่องทางสื่อสารกับลูกค้าผ่านแฟนเพจและไอจี นอกจากกระจายโปรโมชั่นแล้วยังทำให้แฟนๆ รู้จักร้านเป็นวงกว้างอีกด้วย

แชร์แหล่งท่องเที่ยวผ่าน www.go-graph.com

เว็บด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมหนึ่งก็คือ www.go-graph.com ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2011 ปัจจุบันมีฟอลโล่เวอร์ติดตามมากถึง 1.4 แสนคน ซึ่งก่อตั้งโดยสมาชิก 3 คน ได้แก่ หนุ่มสาวอายุ 27 ปี ฟ้า สกาวเดือน ครีเอทีฟ แพลนเนอร์ บริษัท Optimist อันจู สิทธิพร เจ้าของร้านอาหารโฮลี่ ชีส และมิ้น ณฑิรา ทำงานด้านการวางกลยุทธ์ด้านการออกแบบบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ฟ้า สกาวเดือน เล่าถึง 1 ใน 5 ที่ทำก็คือรับงานออกแบบผลิตภัณฑ์ ก๊อบปี้ ไรเตอร์ บล็อกเกอร์เพจของตัวเอง และทำโปรเจกสตาร์ทอัพเกี่ยวกับดิจิทัล ก็คือการท่องเที่ยวแล้วนำประสบการณ์จากทริปต่างๆ มาแชร์ประสบการณ์ ซึ่งแม้ไม่ได้เป็นเงินทอง แต่ได้เป็นการดีลโปรโมชั่น และการได้ไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ที่ไปยากด้วยราคาที่พิเศษ อีกทั้งยังมีโอกาสได้พาคุณพ่อคุณแม่ไปท่องเที่ยวในโลกของเธออีกด้วย

“แรงบันดาลใจทำเว็บเพจด้านการท่องเที่ยวของพวกเราเกิดจากตอนเราเรียนจบที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาออกแบบกราฟฟิกและโปรดักซ์ ซึ่งเราก็นำมาเป็นชื่อบล็อกคือ Go+Graphic กลายเป็น Go! Graph การเดินทางของพวกเราเริ่มต้นขึ้นในปี 2011 ในเส้นทางนักรถไฟไปหลังคาโลก โดยเริ่มต้นจากสถานีรถไฟหัวลำโพง เราตั้งใจนั่งรถไฟไปทิเบตใช้เวลาเดินทาง 1 เดือน เราเหมือนเป็นเพจวัยรุ่นแบ็กแพ็กไปเที่ยวด้วยเส้นทางเคยอ่านหนังสือ แต่ไม่เคยมีใครเคยลงอย่างละเอียด แต่พอเราไปเที่ยวกลับมาแล้วเราแนะนำทั้งทริปอย่างละเอียดคนสามารถตามรอยได้เลย ครั้งแรกเราลงในพันทิปปรากฏคนแชร์กันเยอะมาก สาเหตุที่เราทำเว็บขึ้นมาเพื่อเก็บเรื่องราวและรูปภาพเพื่ออวดเพื่อน พอลงเว็บเราจะได้สื่อสารกับคนอื่นได้ในวงกว้าง ซึ่งคนเข้าไปอ่านประมาณหลักแสนซึ่งเยอะมากแล้ว” ซึ่งแรงดึงดูดให้คนเข้าไปชื่นชมผลงานของพวกเธอคือ เป็นเส้นทางที่แปลกใหม่และไม่เคยมีใครรีวิวอย่างละเอียดแบบนี้มาก่อน เป็นเส้นทางที่หลายคนใฝ่ฝัน

3 ปีแรกแห่งการเปิดเว็บเพจยังไม่มีการทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง พอเข้าปีที่ 4 เริ่มมีเอเยนซี บริษัททัวร์และจองโรงแรมต่างๆ ติดต่อเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์มากมาย แม้บางเจ้าไม่ได้เป็นตัวเงิน แต่ได้อิสระด้านการท่องเที่ยวจะไปไหนก็ได้ ซึ่งคละเคล้าไปกับการท่องเที่ยวด้วยงบประมาณส่วนตัว

“การทำเว็บท่องเที่ยวของตัวเองกว่าจะประสบความสำเร็จต้องผ่านอะไรมาเยอะ เราต้องมีวินัย เพราะด้วย 5 จ็อบ ทำให้ฟ้าต้องทำงานตลอด ต้องรู้จักแบ่งเวลาดีๆ อย่างเลิกงานที่ออฟฟิศตอนเย็น ช่วงค่ำเรายังต้องกลับบ้านมาทำงานอื่นๆ เช่น เขียนรีวิว แต่งภาพ นั่งจัดเพจ  ตัดวิดีโอ พวกเราทำงานเกินสิบชั่วโมงต่อวัน เสาร์-อาทิตย์นั่งเครื่องบินไปเที่ยว เพื่อนำเรื่องราวมาเขียน ซึ่งวันลาพักร้อนเราต้องจัดสรรให้ดี เพื่อทำงานประจำและทำงานอดิเรกที่เรารักไปด้วยกันได้พวกเรานับว่าโชคดี เพราะสิ่งที่เราชอบกับงานที่เราทำใกล้เคียงกัน การทำงานหลายๆ งานทำให้เรามีรายได้ที่มากขึ้น แต่เวลาชีวิตเราน้อยลง วันลาก็หมด ซึ่งพอโตมาทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่มันแพงกว่าเงินคือเวลา ทำ 5 จ็อบ แม้รู้สึกเหนื่อยแต่ก็สนุก อย่างตุ๋ยเคยบอกว่า ต่อให้คนอื่นไม่รู้ว่าเราทำอะไรอยู่ แต่เรารู้ตัวเองว่าทุกวันเราเดินไปข้างหน้าเสมอ เพราะจริงๆ พอเราเลือกไปท่องเที่ยว เราเห็นโลกมากขึ้น เราเอาทุกอย่างมาปรับใช้ เลยเป็นเราในทุกวันนี้”

 

กตัญญูสุดโต่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2559 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457901

กตัญญูสุดโต่ง

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

จีนมีนิทานยกย่องความกตัญญูอยู่ชุดหนึ่งชื่อ “24 ยอดกตัญญู” เป็นนิทานชุด 24 เรื่องที่พูดถึงตัวอย่างลูกผู้มีความกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง

นิทานชุดนี้เป็นที่เอ่ยอ้างอยู่ตลอด เพราะความกตัญญูคือหัวใจของแนวคิดขงจื่อ ซึ่งก็คือแนวคิดแห่งวัฒนธรรมจีน เมื่อเอ่ยคำว่ากตัญญูทีไร คนจีนก็นึกถึงนิทานชุดนี้ทุกที ทั้งในทางดี และไม่ดี…

หากใครได้เคยอ่านนิทานชุดนี้บ้าง จะพบอารมณ์กระอักกระอ่วนอยู่เหมือนกัน เพราะหลายเรื่องในนั้นแปร่งๆ (เหมือนได้อ่านเทพนิยายกริม ฉบับดั้งเดิม)

หนึ่งใน 24 เรื่องนั้นคือเรื่องของ กัวจวี้

นายกัวจวี้และภรรยาตกอับยากไร้ ในช่วงเวลาไร่นาประสบทุพภิกขภัยติดต่อกัน แค่อาหารการกินยังอัตคัดขัดสน

ลำพังสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นี้ยังพอสู้พิษเศรษฐกิจไหว แต่นี่ที่บ้านยังมีลูกเล็กและอาม่า (แม่สามี) อยู่ด้วย ดูทรงคงรอดไปทั้งหมดไม่ได้ง่ายๆ

กัวจวี้และภรรยาต่างขยันขันแข็ง แม้จะลำบากอย่างไรก็ต้องให้ครอบครัวมีกิน แต่ในช่วงแบบนี้จะทำไงได้ หายังไงก็ไม่พอ 4 ชีวิต

ทั้งคู่หาอาหารมาได้ก็ต้องให้อาม่าได้กินเพียงพอก่อนตามหลักลูกกตัญญู

แต่อาม่าก็รักเอ็นดูหลานตัวน้อย มักยอมอดข้าวส่วนของตัวเองเพื่อให้หลานได้กินอิ่ม สามีภรรยาเห็นสถานการณ์เป็นอย่างนี้ คิดว่าไม่ดีแน่ เป็นห่วงว่าอาม่าจะสุขภาพทรุดโทรม

สามีภรรยาจึงปรึกษากัน จะทำอย่างไรดี?

ด้วยความกตัญญูจึงคิดกันว่า ตราบใดที่ลูกตนยังอยู่ อาม่าก็จะไม่ยอมกินอิ่ม เอาอย่างนี้! จัดการลูกเราซะ! ถ้าอาม่าไม่ต้องเจียดอาหารให้ลูกเรา ท่านก็จะได้ทานอาหารเยอะขึ้น

ลูกจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่อาม่ามีได้แค่คนเดียว! ไอ๊หย่า! (โดยผู้เขียน)

ทั้งคู่จึงเข้าป่า ภรรยาอุ้มลูก กัวจวี้ขุดดิน กะจะฝังลูกเล็กทั้งเป็น!

ทันใดนั้นเองสามีขุดดินลงไปเสียงดัง “เก๊ง!” พอมองลงไปในดินพบมีก้อนทองคำ แถมมีแผ่นกระดาษประกาศนียบัตรแนบไว้ว่า “ฟ้าขอประทานทองพร้อมประกาศนียบัตรนี้ให้นายกัวจวี้ เนื่องจากเจ้ามีความกตัญญูเป็นยวดยิ่งจนฟ้าสะเทือนใจ”

ทุกอย่างเลยแฮปปี้เอนดิ้ง คู่สามีภรรยาได้ถาดทองคำไปขายซื้อข้าวปลาอาหารเลี้ยงครอบครัวได้อีกยาว

คำถามคือ… แล้วถ้าขุดไม่ได้ถาดนั้นขึ้นมาล่ะ? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร

นิทานแฟนตาซีเรื่องนี้จะกลายเป็นพล็อตหนังอินดี้สยองขวัญสั่นประสาทดีๆ นี่เอง

นิทานเรื่องอื่นที่เหลืออาจมีความสยองขวัญน้อยกว่านี้ แต่ก็จัดอยู่ในระดับมีความซาดิสม์ปนอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ที่พอรับได้ก็มีอยู่

อันที่จริงเสียงชื่นชมยกย่องในเรื่อง 24 ยอดกตัญญูมีเสมอมาหลายร้อยปี จนไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมาจึงมีเสียงแทรกขึ้นมาว่า “มันไม่ใช่”

คนแรกที่กล้าตั้งคำถามอย่างเป็นทางการถึงความสยองขวัญก็คือ หลู่ซวิ่น (นักคิดนักเขียนยุคปลดแอกเปลี่ยนแปลงประเทศจีน)

หลู่ซวิ่นนี่แหละที่ถามสังคมที่ชื่นชมเรื่องนี้ว่า “ถ้าเกิดขุดไม่เจอถาดทองขึ้นมาล่ะ จะเป็นอย่างไร?”

คิดแล้วก็นึกถึงหัวใจเด็กน้อย ถ้ารู้ตัวว่าเงินที่ได้จากการขายถาดทองหมดเมื่อไหร่ ก็คงได้แต่หวาดผวาพ่อแม่ตัวเอง

เรื่องนี้ร้อนไปถึงขงจื่อ เพราะผู้คนฝั่งที่โจมตีด่าว่าไปถึงขงจื่อผู้โปรโมทแนวคิดกตัญญูว่าทำให้คนศิโรราบดักดานถึงขนาดนี้

ซึ่งนั่นก็เป็นความเข้าใจผิดทั้งสิ้น เพราะขนาดขงจื่อก็ไม่เคยเห็นด้วย แถมยังคัดค้าน…

มีลูกศิษย์ขงจื่อคนหนึ่งชื่อเจิงเซิน ครั้งหนึ่งเจิงเซินเก็บเกี่ยวแตงในไร่นาที่บ้านแล้วเผลอทำรากต้นแตงขาดเสียหาย พ่อของเจิงเซินรู้เรื่องเข้าโมโหยกใหญ่ เอาไม้พลองท่อนยักษ์ตีเจิงเซิน อย่างหนักหลายสิบที

แต่ถึงเจิงเซินจะเจ็บปวดแต่เขาก็ทนให้พ่อตีแต่โดยดีด้วยความกตัญญู ไม่คิดต่อต้านไม่คิดวิ่งหนี เจิงเซินโดนตีจนสลบไป

ดราม่ากว่านั้นคือเมื่อเจิงเซินฟื้นขึ้นเขาก็แสร้งทำเป็นไม่เจ็บ แถมยังดีดสีเล่นดนตรีให้พ่อฟังแก้เครียด “ลูกไม่เป็นอะไร พ่อไม่ต้องเป็นห่วงไม่ต้องกังวล” กตัญญูอะไรเบอร์นั้น

ขงจื่อได้ยินเรื่องนี้เข้ารู้สึกโกรธมาก สั่งลูกศิษย์คนอื่นปิดประตูบอยคอตไม่ต้อนรับเจิงเซิน

เจิงเซินงงเต้ก ท่านอาจารย์สอนให้ผู้คนกตัญญูไง แล้วศิษย์ทำผิดตรงไหน

เมื่อขงจื่อคลายโมโหลง จึงเรียกเจิงเซินมาต่อว่า “เจ็บเล็กน้อยพอทนได้ แต่รุนแรงไปก็หลีกหนีซะ”

“ฝืนจะกตัญญูอย่างเดียว ถ้าหากพ่อตีเจ้าจนตายจะว่าอย่างไร?”

“พ่อเจ้าฆ่าคนตาย ก็มีค่าเป็นอาชญากร ลูกที่ปล่อยให้พ่อเป็นฆาตกรนี่แหละลูกไร้คุณธรรม ที่เจ้าทำนี่แหละคือต้นตอของความอกตัญญู”

ที่จริงในคำสอนของขงจื่อก็มีเน้นย้ำ “ลูกที่ดีต้องไม่ปล่อยให้พ่อแม่ติดกับดักแห่งความเลวร้าย”

ไม่ว่าลูกหรือขุนนาง จะยอมศิโรราบต่อพ่อและฮ่องเต้อย่างไร้เงื่อนไขไม่ได้

พ่อแม่ทำผิด ลูกต้องใช้วิธีที่สมควรโน้มน้าวให้พ่อแม่มาสู่หนทางที่ถูกต้อง ขุนนางที่ดีก็ควรปฏิบัติเช่นนี้กับฮ่องเต้เหมือนกัน

ธรรมชาติสังคมมนุษย์มักมีความสุดโต่งเป็นเออเร่อโผล่ขึ้นมาในทุกหัวข้อ

บางครั้งเกิดจากแค่ต้องการเน้นให้โดดเด่น จดจำได้ บางครั้งเกิดขึ้นมาเพราะมีเจตนาและผลประโยชน์แอบแฝง บางครั้งเกิดจากมิจฉาทิฐิ

ความกตัญญูโดยต้นฉบับขงจื่อมีเหตุมีผล แต่หลังจากขงจื่อโด่งดัง สุดโต่งก็มาประดับประดาปะปนเข้าไป หลายเรื่องใน 24 ยอดกตัญญูเป็นตัวอย่างที่ดี

ความสุดโต่งนี่แหละที่ทำลายเจตนาดั้งเดิมจนกลายเป็นเป้าให้คนโจมตีและต่อต้าน

อีกด้านหนึ่ง ความสุดโต่งก็บิดเบือนความจริงจนคนเอาไปใช้ผิดๆ

เดือดร้อนถึงขงจื่อต้นฉบับ ซึ่งเอ่ยคำว่ากตัญญูอย่างสมเหตุสมผล ต้องมาเดือดร้อนโดนต่อต้านเพราะความสุดโต่งที่ตนเองไม่ได้เริ่มขึ้นเอง

ไม่ใช่แค่เรื่องความกตัญญูของขงจื่อที่เสียท่าได้เพราะความสุดโต่ง อันที่จริงทุกสิ่งในโลกก็ทำให้สุดโต่งได้ทั้งสิ้น

คนเลวสุดโต่ง คนดีสุดโต่ง ประชาธิปไตยสุดโต่ง เผด็จการสุดโต่ง วิทยาศาสตร์สุดโต่ง จิตวิญญาณสุดโต่ง

หลายคนรู้อิทธิฤทธิ์ของความสุดโต่งดีว่า เมื่อจับมันยัดเยียดให้เป็นคุณสมบัติของฝ่ายตรงข้าม ก็ทำให้อีกฝ่ายเสียความชอบธรรมได้…

นั่นเป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกระทำกับเรา เราก็ได้แต่ปัดป้องข้อครหา

แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือกลุ่มคนที่นิยมอะไรจนหลงบิลต์พวกตัวเองให้สุดโต่งเกินเหตุ เพราะมันก็จะทำลายตัวเองในที่สุดเสมอ และอาจเผลอไปทำลายส่วนดีๆ ที่ไม่สุดโต่งด้วย

สิ่งดีๆ ของขงจื่อจึงถูกโจมตีทั้งที่ขงจื่อไม่เคยสุดโต่งขนาดนั้น

 

แรงงานคือ ต้นทุนและวัตถุดิบ พลัง เพียงพิรุฬห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457937

แรงงานคือ ต้นทุนและวัตถุดิบ พลัง เพียงพิรุฬห์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

กวีนิพนธ์ที่สะท้อนภาพเมืองที่มีความปะทะกันของผู้คนกับกระแสคลื่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก ความเป็นไปและบุคลิกของผู้คน นี่คือหนึ่งในกวีนิพนธ์เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ 2559 “นครคนนอก” ของ พลัง เพียงพิรุฬห์ ผู้ที่กล่าวว่าหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้ก็คือเมืองๆ หนึ่ง เมืองที่ผู้คนแปลกหน้าต่อกัน ไม่รู้จักกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน แตกต่างแปลกแยกผสมผสาน หากก็มีหนทางและหน้าที่ที่มีต่อกัน

พลัง เพียงพิรุฬห์ เป็นนามปากกาของ เกริกศิษฏ์ พละมาตร์ ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่กับคู่ชีวิตที่ จ.สกลนคร จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ คือเมื่อสามปีก่อน เมื่อพลังตัดสินใจว่าจะเขียนหนังสือที่เกี่ยวกัน “คน” ได้แก่ คนในอาชีพต่างๆ และลักษณะบุคลิกต่างๆ แต่เมื่อเขียนไปได้ระยะหนึ่ง ก็มีแนวคิดใหม่ขึ้นมาว่า นอกจากคนแล้วคือประสบการณ์ของคน เรื่องราวของคนในสังคมทั่วๆ ไปที่อาศัยอยู่ในเมืองๆ หนึ่งจึงเกิดขึ้น

“นครคนนอกไม่ได้เพ่งความสนใจว่าใครเป็นใคร หรือเป็นอะไร ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลานั้น ช่วงเวลานี้ แต่ผมสนใจคนบางคนที่หายไปจากสารบบของเมือง” พลังเล่า

พลังบอกว่า คนไม่รู้จักกัน ถ้าไม่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงก็เป็นคนนอกของกันและกัน คนนอกนครที่คนอ่านหลายคนเพิ่งทำความรู้จักผ่านหนังสือเล่มนี้จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับจักรวาลของการตีความ แต่อย่างน้อยที่ ก็น่าจะได้เห็นอะไรในมุมมองใหม่ๆ ในโลกของกวีนิพนธ์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้บรรจุไว้ซึ่งรูปแบบการเขียนที่หลากหลาย ทั้งร่าย ด้น วรรณรูป กาพย์ห่อโคลง กาพย์สุรางคนางค์ 28 และกลอนสี่สุภาพ

กวีนิพนธ์เป็นสิ่งที่พลังศึกษามานาน ก่อนหน้านี้เขาเคยเขียนทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย หากลงตัวที่สุดกับการเขียนบทกวี อย่างไรก็ตาม พลังบอกว่าหากให้นิยามความเป็นตัวตน ความเป็นกวีของเขาก็ยังเป็นรองของการใช้ชีวิต

“ผมเป็นนักใช้ชีวิต ผมบอกตัวเองแบบนี้นะ ผมทำงานมาหลายอย่างมาก บอกไปคนอาจจะขำก็ได้ คนสวน กรรมกร กระเป๋ารถเมล์ พนักงานถ่ายเอกสาร พนักงานเคลมประกัน พนักงานขับรถ คนขายอะไหล่รถยนต์ นี่ล่ะตัวผม”

 

พลังเป็นคนทำงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ โดยเป็นประสบการณ์ในแบบที่พลังใช้คำว่า “ถึงน้ำถึงเนื้อ” สำหรับเขาแล้วถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและสอดคล้องกับสิ่งที่เขาสนใจ นั่นคือเรื่องของคนชั้นล่าง พลังจบช่างกลและเรียนต่อปริญญาตรีที่สถาบันราชภัฏ คณะศิลปศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน

“สิ่งที่ได้จากการใช้แรงงาน ไม่ใช่เงินอย่างเดียว แต่คือต้นทุนและวัตถุดิบสำหรับงานเขียนของผม ถ้าไม่เอาแรงไปแลก เราก็จะไม่รู้จักมัน เหงื่อเพื่องานของกรรมกรไม่เหมือนเหงื่อเพื่อฟิตกล้ามเนื้อของคนออกกำลังกาย มันต่างกันเยอะ” พลังเล่า

พลังเล่าต่อว่า เมื่อทำงานใช้แรงงานก็ทำงานนั้นจริงๆ ไม่ได้คิดเรื่องงานเขียน เมื่อทั้งหมดตกผลึกแล้ว นั่นแหละจึงกลั่นกรองออกมาเป็นงานเขียน พ่อแม่มีสวนมะนาวและปลูกพริกอยู่ที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธ์ุ มีเหมือนกันที่ปลีกวิเวกไปขอพลังจากบ้านพ่อและแม่ในหน้าหนาว แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เขียนได้ทุกที่ ทั้งรถไฟฟ้า ในห้างสรรพสินค้าหรือในตลาดที่ไหนๆ จ้อกแจ้กจอแจยังไงก็เขียนได้ และเขียนเลยไม่รอให้ลมสงบ

“พ่อแม่ผมเป็นเกษตรกร ส่วนน้องชายอีกคนเป็นคนขายขยะ ขายของเก่า มีผมที่กระโดดออกมาเขียนกวี ผมเคยถามตัวเองเหมือนกันว่าผมทำแบบนี้ได้ไง แต่มันแสดงตัวออกมาเอง”

พลังมองว่า นี่คือธรรมชาติที่เป็นไป นานมาแล้วคือหนังสือเล่มหนึ่งของกวีซีไรต์ คมทวน คันธนู ที่เปลี่ยนชีวิตของเขา เมื่อได้อ่านจึงค้นพบความซาบซึ้งและอิ่มเต็มในตัวตน ทั้งๆ ที่สมัยเด็กได้เกรด 0 ภาษาไทย (ฮา) หากเพราะการสะดุ้งตื่นทางวิญญาณในหนนี้ จึงพัฒนาฝึกฝน ควบคู่ทั้งการอ่านและเขียน

“ข้างในเป็นอย่างไร ก็จะออกมาเป็นอย่างนั้น นี่คือธรรมชาติของกวีนิพนธ์ ถ้าด้านในสับสนวุ่นวาย ก็ออกมาแบบสับสนวุ่นวาย ถ้าข้างในของเราสบายดี จิตใจปลอดโปร่ง ดูได้จากบทประพันธ์”

สำหรับความคาดหวังต่อสังคม ยุคสมัยนี้แตกต่างออกไป คำตอบคือมิได้คาดหวังสิ่งใด สังคมมีกลไกของตัวมันเอง ตัวของเขาก็คือกลไกส่วนหนึ่ง ทำในสิ่งที่ทำ หน้าที่ของกวีคือการสะท้อนสิ่งที่เห็นผ่านงานศิลปะ สร้างสรรค์และสู้ด้วยความงาม ความดี และความจริง

บทกวีที่ชอบมากที่สุดในเล่มนี้คือ “ทัณฑฆาต” ที่ไม่ได้พูดถึงคน แต่พูดถึงภาษา ภาษาของมนุษย์ ภาษาของสากล ภาษาของปีศาจ ภาษาของสัตว์ ทัณฑฆาตหรือตัวการันต์ที่ทำหน้าที่ในการฆ่าเสียง ความพยายามของเขาคือการพยายามรวบรวมทั้งหมดแล้ว เพื่อปลดปล่อยตัวเองให้พบกับภาษาที่แท้จริง

กวีนิพนธ์ นครคนนอก ไม่มีขายในร้านหนังสือทั่วไป ใครสนใจสั่งซื้อได้ทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/natnit89phuket หรือ www.facebook.com/nidjasilp และ line ID:natnitphuket

 

หลงรักกีฬาต่อยมวย ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457925

หลงรักกีฬาต่อยมวย ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ

โดย…ภาดนุ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

พีอาร์สาวเก่งจากบริษัท พีอาร์ เอเจนซี่ ชื่อดัง ตู่-ฐิตารัตน์ ธนะรัตน์สมบัติ เป็นอีกหนึ่งสาวที่หลงรักการออกกำลังกายด้วยการต่อยมวย ซึ่งถือเป็นกีฬายอดฮิตที่สาวๆ ยุคนี้ให้ความสนใจ เธอเริ่มต้นชอบการชกมวยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ลองไปฟังเธอเล่า

“ตู่ออกกำลังกายด้วยการต่อยมวยมาได้ 3-4 ปีแล้วค่ะ เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งตู่เคยทำงานเป็นพีอาร์ดูแลนักมวย นั่นคือ บัวขาว บัญชาเมฆ จึงได้เข้าไปคลุกคลีในสนามมวยและค่ายมวยบ่อยๆ ได้เจอทั้งนักมวยและครูฝึก ได้เห็นเขาซ้อม เห็นเขาต่อย ก็เลยซึมซับมาเรื่อยๆ พอครูฝึกชักชวนบ่อยๆ ตู่ก็เลยลองต่อยมวยดู”

ตู่บอกว่า พอลองต่อยมวยจริงๆ โดยมีครูฝึกและน้องๆ นักมวยที่ค่ายของบัวขาวฝึกให้แล้วรู้สึกว่าสนุก ได้ออกแรง แล้วยังได้เหงื่อด้วย แรกๆ ก็มีการฝึกเป็นสเต็ป จากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

“เวลาต่อยมวยตู่จะให้คนถ่ายคลิปไว้ให้ดูทุกครั้ง ซึ่งเราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวเราเองว่าความคล่องแคล่วเป็นยังไง ขาเหยียบกันเองมั้ย การต่อยมวยจะเริ่มฝึกจากตั้งท่าหรือตั้งการ์ดก่อน เพราะเราต้องบังหน้าเวลาชก หมัดคู่ต่อสู้จะได้ไม่โดนหน้าเรา การยืน การก้าวเท้า ถ้าถนัดเท้าขวา ต้องใช้เท้าซ้ายอยู่หน้า รวมทั้งการเต้นฟุตเวิร์กด้วย เรียกว่าฝึกอยู่เป็นปี

แม้ไม่ได้เป็นพีอาร์ให้บัวขาวแล้ว ตู่ก็ยังคงต่อยมวยอยู่ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นกีฬาที่สนุกและได้ประโยชน์ในทุกสัดส่วนของร่างกาย คือใช้กล้ามเนื้อทั้งตัว ทั้งการออกหมัด การเตะ การเอี้ยวตัวหลบ อย่างการเหวี่ยงขาเตะนี่จะรู้เลยว่ากล้ามขาเรามาเลย (หัวเราะ) เพราะเราทั้งเตะทั้งเข่า”

ตู่บอกว่า เวลาที่ครูฝึกสอนเบสิกเสร็จก็จะให้ลงนวมซ้อมจริงทุกครั้ง โชคดีว่าเราซ้อมแบบตัวต่อตัว ไม่ได้ซ้อมเป็นกลุ่ม จึงเรียนรู้ได้ง่ายกว่า

“ช่วงหลังนี้ตู่จะหาค่ายมวยใกล้ๆ บ้านเพื่อซ้อม ที่ไปประจำคือ ‘ค่ายมวยแก้วสัมฤทธิ์’ แถวตลิ่งชัน แต่ถ้าต้องมาทำงานใจกลางเมืองก็จะพกนวม ผ้าพันมือ ชุด และสนับแข้ง ติดไว้ในรถเพื่อมาซ้อมที่ RSM Rajadamnern Singha Muay Thai Academy ที่โครงการซีนสเปซ ซอยทองหล่อ 13 บ้าง ช่วงไหนยุ่งจริงๆ ก็จะต่อยทุกวันเสาร์ แต่ถ้ามีเวลาเยอะหน่อยก็จะต่อยวันพุธและวันเสาร์-อาทิตย์ค่ะ

การต่อยมวยเป็นกีฬาชนิดเดียวที่ตู่ยังเล่นต่อเนื่อง เพราะนอกจากดีต่อร่างกายแล้ว ยังดีต่อระบบการหายใจด้วย ตู่เคยเป็นภูมิแพ้ เมื่อมาต่อยมวยก็ทำให้อาการดีขึ้น มันช่วยขยายหลอดลม ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย หายใจได้คล่อง และลดอาการภูมิแพ้ (หลอดลมตีบ) ได้เยอะ การเริ่มชกมวยต้องเริ่มตามสภาพร่างกายของแต่ละคน โดยเริ่มจากเบาๆ ไปหาหนัก ซ้อมอย่างต่อเนื่องสัก 1 เดือนจึงจะอยู่ตัว และท่วงท่าในการชกมวยก็จะสวยขึ้นเอง เวลาตู่ต่อยมวยแต่ละครั้งก็จะต่อย 5 ยก ยกละ 5 นาที เท่านี้ก็เหนื่อยได้เหงื่อเต็มตัวแล้วค่ะ หลังจากพักสักครู่ก็มาแพลงกิ้ง ต่อยนวม เตะกระสอบ รวมๆ แล้วครั้งหนึ่งใช้เวลาออกกำลังกาย 2 ชั่วโมงได้”

ตู่เสริมว่า ผลพลอยได้ที่สาวๆ นิยมหันมาต่อยมวยก็คือ สามารถนำไปใช้เป็นศิลปะป้องกันตัวไ

ด้หากไปเจอคนร้ายเข้า ซึ่งมวยจะช่วยให้เอาตัวรอด หรือมีสติโจมตีจุดสำคัญของคนร้าย ทั้งศอก ทั้งเข่า ทั้งเตะได้

“ข้อแนะนำก่อนเล่นกีฬาต่อยมวย สาวๆ ควรตัดเล็บให้สั้น อย่าไว้เล็บยาว เพราะตอนกำหมัด ตอนชก แรงกระแทกอาจทำให้เล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือได้ และมีโอกาสที่เล็บจะหักสูงมาก ที่สำคัญต้องมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ หากป่วยอยู่ก็อย่าฝืน นอกจากนี้ บางคนอาจออกกำลังกายอื่นๆ เสริมด้วยก็ได้ ถ้าอยากได้กล้ามเนื้อแขน-ขา ก็อาจจะเล่นเวตเพิ่มด้วยก็ได้ หรือบางคนแค่อยากเบิร์นไขมันออก แค่ชกมวยอย่างเดียวก็ได้ เพราะการต่อยมวยแต่ละครั้งจะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 700-800 แคลอรีเลยละ ในบางรายที่น้ำหนักเยอะก็อาจควบคุมอาหารไปด้วยก็ได้

ก่อนการชกมวยควรยืดเส้นยืดสายให้เป็นนิสัย กล้ามเนื้อจะได้ไม่เกิดการอักเสบหรือฉีกขาด เมื่อเล่นเสร็จแล้วก็ควรยืดกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน กล้ามเนื้อที่เกร็งตอนต่อยมวยจะได้คลายตัว กลับบ้านไปจะได้ไม่ปวดเมื่อยค่ะ

สิ่งที่ได้อีกอย่างจากการต่อยมวยก็คือ การมีสมาธิ เวลาที่ครูพูดอะไรต้องฟังให้ดี เพราะหากทำผิดท่าคู่ซ้อมของเราก็อาจจะบาดเจ็บได้ อย่างครูบอกให้เตะ แต่เราดันไปเข่า ครูก็อาจจะเกิดการเจ็บตัวได้ และเราก็อาจจะเจ็บตัวไปด้วยเช่นกัน”

ตู่ทิ้งท้ายว่า การต่อยมวยเป็นกีฬาที่เธอจะเล่นไปอีกนาน เพราะคิดว่าสนุกและเสริมความแข็งแรงให้ร่างกาย เป็นกีฬาที่ไม่จำกัดอายุ แต่ทั้งนี้ต้องเล่นให้ถูกวิธีตามคำแนะนำของครูฝึกหรือเทรนเนอร์อย่างเคร่งครัดด้วย