พลิกด้านมืดของ ‘ชิ้งแคนคุก’ ซึมเศร้า โดดเดี่ยว และแปลกแยก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457921

พลิกด้านมืดของ ‘ชิ้งแคนคุก’ ซึมเศร้า โดดเดี่ยว และแปลกแยก

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“กรี๊ดดดด กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดดด…หนูมองแทบไม่เห็นทางแล้วตอนนั้น มองเห็นแต่ท้ายรถของเขาที่ขับหนีไปอย่างรวดเร็ว น้ำตาไหลพรากๆ มือจับแน่นอยู่ที่พวงมาลัย รีบขับตามเขาอย่างไม่ลดละ ไม่ใช่อยากตามเขานะ เขาทิ้งเรา หนูรู้ แต่หนูทิ้งเขาไม่ได้ หนูไม่รู้ทาง หนูไม่รู้จะไปต่อยังไง หนูไม่รู้อะไรเลย ถ้าทิ้งหนูไว้ตรงนี้ หนูจะตายตรงนี้!”

ใช่เธอจริงๆ หรือ? คำตอบคือ ใช่! คนที่พูดประโยคนี้คือชิ้ง หรือ กนกวรรณ อัศวานุชิต เจ้าของเว็บไซต์ ChingCanCook.com และเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Fashion on Food ที่มียอดไลค์พุ่งลิ่วกว่า 3.2 แสนไลค์เข้าไปแล้ว บล็อกเกอร์อาหารสาวแสนสวยที่ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 6 เชฟที่จะเข้าไปแข่งขันในรายการ “เชฟชนเชฟ” ซีซั่น 2 ทางช่องไทยพีบีเอสปลายปีนี้ ล่าสุดกำลังเขียนไกด์บุ๊กแนะนำร้านอาหารให้อมรินทร์คูซีน ซึ่งจะเป็นหนังสือเล่มที่ 3 ของเธอ

 

ถ้าคุณกำลังจับตาดูเธออยู่ ก็จะเห็นความสำเร็จที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสปอตไลต์แสงจ้า ไม่สักครั้งที่จะเห็นชิ้งไม่สวยหรือไร้ออร่า ทุกครั้งเมื่ออยู่หน้ากล้อง คือชิ้งในวัย 36 ปีที่กำลังเปล่งประกายเจิดจรัส ขนตาจัดเต็มกับรอยยิ้มบนลิปสติกสีแดงสดคือซิกเนเจอร์ของเธอ หากใครจะล่วงรู้ว่าอีกด้านของชิ้งแคนคุกก่อนหน้านี้ คือโรคซึมเศร้า ความโดดเดี่ยวและความเปลี่ยวเหงา อะไรที่ทำให้เธอกลับมา ยืนหยัดสร้างชื่อจนกลายเป็นบล็อกเกอร์อาหารที่ได้ชื่อว่าร้อนแรงที่สุดในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปในบ่ายเย็นของวันนั้น หญิงสาวมองไม่เห็นทางออก เพราะน้ำตาที่เต็มนัยน์ตา แม้รู้ว่าเธอไม่เจนจัดเรื่องทิศทางการขับรถในเขตกลางเมือง แต่คนใจร้ายก็ทิ้งเธอไว้แล้วขับรถหนีไปอย่างไม่ยี่หระ หญิงสาวไม่มีหนทางอื่นนอกจากจะจี้ขับตามไปเหมือนนังผู้หญิงหน้าโง่ ที่ไล่ตามผู้ชายซึ่งไม่ต้องการตน เขารักเรามากและเราก็รักเขามาก แต่ทำไมล่ะ เรื่องนี้เหมือนกงเกวียนกำเกวียนของชะตาความรักที่ถูกกำหนดมาให้อาภัพ

 

แม่ของชิ้งเป็นชาวจีนมาเลเซีย ส่วนพ่อเป็นคนไทย พื้นเพของพ่ออยู่ที่ จ.ตรัง แต่เพราะถูกส่งไปเรียนหนังสือที่ปีนัง จึงได้พบกับแม่ ซึ่งขายเครื่องสำอางอยู่ในตลาดที่ปีนัง แม่เป็นคนสวยมาก ความสวยของแม่นั้นถึงขนาดที่ว่ามีคนมาทาบทามให้ไปประกวดมิสมาเลเซีย พ่อกับแม่รักกัน ตอนนั้นแม่เพิ่งอายุ 17 ปีและพ่อก็ยังหนุ่ม แต่เพราะพ่อเป็นเพลย์บอย จึงถูกกีดกันความรัก ครั้งหนึ่งพ่อกินยาฆ่าตัวตายเพราะคิดว่าจะไม่ได้แต่งงานกับแม่

“พ่อกินเหล้าและเจ้าชู้ แต่เพราะความรัก ทั้งคู่ก็พากันหนีมาอยู่กรุงเทพฯ เงินติดตัวในกระเป๋ารวมกันไม่กี่ร้อยบาท แม่เป็นคนสวยแต่ยอมมาลำบากกับพ่อ แสดงว่าต้องรักพ่อมาก” ชิ้งเล่า

ชิ้งเล่าว่า พ่อทำธุรกิจ “สายดาร์ก” ประเภทบาร์ คาราโอเกะ เปิดบริษัททัวร์ ร้านอาหารและอาบอบนวด เพราะธุรกิจของพ่อ ทำให้พ่อมีผู้หญิงในชีวิตเยอะ ปัญหาชีวิตคู่ก็เยอะตามมา อยู่ด้วยกัน 10 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน คือชิ้งและพี่ชาย ทั้งคู่เลิกรากันตอนชิ้งอยู่ ป.6 อายุ 10 ขวบ ตลอดระยะเวลาที่โตขึ้นมา ภาพที่จำได้คือภาพที่พ่อหายไปเป็นเดือนๆ แม่จะให้พี่เลี้ยงพาชิ้งและพี่นั่งรถทัวร์ไปเที่ยวไกลๆ ถึงตอนเย็นค่อยพากลับบ้าน เพราะไม่อยากให้ลูกเห็นแม่ร้องไห้เศร้าโศก แต่ชิ้งจำได้ทุกอย่าง

 

“ภาพที่ชินตาคือเมื่อตื่นเช้าขึ้นมา เบ้าตาของแม่ก็จะช้ำไปหมด เป็นรอยเขียวๆ ม่วงๆ เพราะไม่แค่ทะเลาะกันแต่ทั้งคู่ยังตบตีกันรุนแรง ถอดฉีกเสื้อผ้าข่วนทึ้งกัน เนื้อตัวต่างเป็นรอยข่วนเต็มไปหมด รถโรงเรียนมารับก็ไปเรียน ตอนเย็นกลับมาบ้าน ชิ้งจะมาแง้มประตูดูแม่ ไปแอบนอนข้างๆ เขา”

ชิ้งเล่าถึงตัวเองว่า เป็นเด็กมีปัญหา เพราะน้ำตาไหลตลอดเวลา แม้ในยามที่นั่งเรียนหนังสือในห้อง เมื่อครูเห็น ครูก็จะถามว่า “กนกวรรณ เธอเป็นอะไร” ครูจะเห็นใจและรักชิ้งมาก ประกอบกับเป็นเด็กเรียบร้อย อุปนิสัยสงบเสงี่ยม รู้จักวางตัวกับผู้ใหญ่ จึงเป็นที่รักของคุณครู ทุกท่านให้ความเอ็นดูสงสาร เปรียบประหนึ่งน้ำเย็นชโลมใจ นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผ่านช่วงเวลาเลวร้าย

ปู่หรืออากงของชิ้งก็มีภรรยา 2 คน มาถึงพ่อก็บ้านแตกเหมือนกัน หรือชะตาคนบ้านนี้จะกงเกวียนกำเกวียนไม่รู้จบ พ่อเมื่อทิ้งร้างจากแม่ไป ก็มีภรรยาใหม่ เมื่อพ่อกลับมาเอาของที่บ้าน ก็เป็นช่วงที่พ่อมีลูกใหม่กับภรรยาใหม่แล้ว ชิ้งกลายเป็นคนเงียบ ที่เงียบแล้วก็เงียบหนักขึ้นไปอีก และจากเดิมที่เรียนหนังสือไม่เก่งมาแต่ไหน ก็ยังเรียนไม่เก่งอยู่ต่อไป พูดกับพ่อว่า อย่าเอาอะไรจากชิ้งนะ วัยเด็กของชิ้งจึงเป็นอะไรที่เงียบเชียบ เหมือนสายลมพัดแผ่วที่แทบไร้ความรู้สึก

 

ในความเงียบคือความคิด ชิ้งเล่าว่าแม้เด็กขนาดนั้นแต่ชิ้งก็คิดแล้ว คิดตามประสาเด็ก เช่น ถ้าเราหน้าตาดี เราอย่าแรดนะ ถ้าเราเป็นเด็กบ้านแตก เรายิ่งต้องทำตัวน่ารักนะ เราต้องไม่ทำตัวมีปัญหา เพราะครูต้องเรียกผู้ปกครองมา แล้วใครจะมาเพื่อเรา ไม่มีใครมาหรอก คิดเองเออเอง อยู่กับตัวเอง ไม่เล่นกับเพื่อน ชิ้งลายมือสวยเหมือนพ่อ คิด เขียนและอยู่กับตัวเองไปวันๆ เปรียบเทียบกับพี่ชายซึ่งปรับตัวได้ กลับถึงบ้านรีบทำการบ้านและนอนให้หลับไป แต่ชิ้งนั้นเคยถึงขนาดว่าแกล้งช็อก เพื่อให้พ่อแม่เลิกตีกัน

ชีวิตส่วนใหญ่โตมากับพี่เลี้ยง ไม่ได้เป็นเด็กเรียน แต่เป็นเด็กกิจกรรม ชิ้งเรียนชั้นอนุบาล-ป.4 ที่โรงเรียนดรุณพิทยา จากนั้นย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเซนต์จอห์น (สตรี) จนจบมัธยมปลาย เป็นเด็กกิจกรรม เก่งเลขแต่ไม่เก่งภาษา โดยเฉพาะภาษาไทยที่พูดไม่ชัด คุณครูดึงมาฝึกพูดฝึกเขียนไทย รำไทย ประกวดเรียงความระบายสี กิจกรรมนานาที่ช่วยให้เด็กน้อยเลือนลืมความเศร้า หากส่วนใหญ่เป็นเพราะความทุ่มเทของคุณครูที่ฝึกฝนให้อย่างเต็มกำลัง แม้ในเวลาพักกลางวันก็เรียกมาฝึกซ้อม ออกเสียงภาษาไทยให้ชัดถ้อยชัดคำ การกระทำของคุณครูทำให้ชิ้งซาบซึ้งใจ

“แม่พูดจีนฮกเกี้ยน ทำให้ชิ้งพูดไทยไม่ชัด ธงของชิ้งไม่ใช่รางวัลจากการประกวด แต่คือการทำให้คุณครูที่ทุ่มเทให้เรา เสียสละเพื่อเรา มีความสุข ไม่ผิดหวังเพราะเรา คุณครูรักเรา เราจะไม่ทำให้คุณครูผิดหวัง” ชิ้งเล่า

 

ชิ้งได้รางวัลที่ 2 จากการประกวดออกเสียงภาษาไทยระดับประเทศ ถือเป็นครั้งแรกของเซนต์จอห์น ซึ่งเป็นโรงเรียนฝรั่งแต่เข้าประกวดได้อันดับสำหรับเวทีเรื่องไทยๆ เรื่องที่พูดคือผลงานการเขียนเรียงความเรื่องพระคุณแม่ ต้องชนะระดับโรงเรียนก่อนจึงได้สิทธิเป็นตัวแทนโรงเรียนเข้าประกวดระดับประเทศ หน้าเวทีที่ห้างแฟชั่นไอส์แลนด์วันนั้น โถงเย็นมาก ผู้คนขวักไขว่วุ่นวาย สรรพเสียงจ้อกแจ้กจอแจ คุณครูกระซิบกับเธอว่า ครูตื่นเต้นจัง

“เพียงเท่านี้ก็เหมือนชิ้งสับสวิตช์ได้ ชิ้งไม่โฟกัสที่ตัวเองอีกต่อไป แต่โฟกัสที่ครู ครูตื่นเต้น ครูทำเพื่อเรา ถึงตาเราที่จะต้องตอบแทนคุณครูบ้าง ตอบครูว่า หนูไม่ตื่นเต้นค่ะ ชิ้งก้าวฉับๆ ขึ้นไปหน้าเวทีเดี๋ยวนั้น ยืนนิ่งกลางเวทีหน้าไมโครโฟน ตัวตรงขณะที่สายตามองไปข้างหน้า ไม่ตื่นเต้น ไม่มีอารมณ์ จนคนดูเงียบและเวทีเงียบกริบ นั่นแหละชิ้งถึงอ่านออกเสียงตามบทที่เตรียมมา”

เป็นที่รักของครู แต่เป็นตรงกันข้ามกับเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน ชิ้งบอกว่า แท้ที่จริงเธอแทบไม่มีเพื่อนผู้หญิงเลย เมื่ออยู่กับเพื่อนในวัยเดียวกันแล้วทำตัวไม่ถูก ระวังตัวมากแต่ไม่มีอะไรดีขึ้น ลึกๆ เธอไม่อยากเป็นหญิง ไม่มีเหตุผล แค่ไม่ชอบความเป็นผู้หญิง พูดแบบนี้เหมือนคอนทราสต์กับลุคหรือบุคลิกมาก แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ ชีวิตวัยรุ่นเป็นชิ้งที่ไม่มีความสุข เป็นชิ้งที่เศร้า อยู่คนเดียวในห้อง ไม่มีเพื่อน เพราะเข้ากับคนไม่เป็น

 

“เคยมีรุ่นพี่โทรมาบอกว่าจะตบ ก็เพราะเราวางตัวไม่เป็น พูดไม่เป็น ทำอะไรหรือพูดอะไรคือผิดหมด เมื่อใครไม่เข้าใจ ชิ้งจะไม่อธิบาย เป็นช่วงที่มีคนเกลียดมาก”

ตอนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 มีเพื่อนมาแอบถ่ายรูปของเธอไปฟ้องอาจารย์ เป็นรูปตอนที่เธอเดินกลับบ้านกับผู้ชาย ซึ่งก็เป็นแค่เพื่อนกัน คุณครูเรียกไปคุย แต่เพราะเธอเป็นคนปิดกั้นและไม่อธิบาย เรื่องจึงบานปลายไปมาก เซนต์จอห์น ฝ่ายสตรี ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีล้วนยึดถือเรื่องนี้และสมัยก่อนก็รับได้ยาก รูปถ่ายประจานกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ชิ้งกลัวเพื่อนผู้หญิง เธอแทบไม่คบเพื่อนเลย ที่สำคัญคือคุณครูซึ่งเคยให้ความรักเอ็นดูก็เปลี่ยนท่าทีไป ชิ้งเหมือนตกนรก การไปโรงเรียนคือความอดทน อดทนไปทีละวันๆ จนกว่าจะจบ

สอบเทียบเข้าเอแบค เรียนด้านไฟแนนซ์ เธอพบ “แฟน” ที่งานฟุตบอลประเพณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งคบหากันระยะหนึ่งจึงรู้ความจริงว่าฐานะทางบ้านของเขาร่ำรวยมาก วันหนึ่งขับเฟอร์รารีมารับเธอที่เอแบคจนลือลั่นไปทั้งมหาวิทยาลัย ลึกๆ ชิ้งรู้ว่าเธอไม่เหมาะสมกับเขา หากความรักที่ต่างคนต่างรักกันมาก คบหากันถึง 7 ปี แม้สองในสามจะเป็นระยะเวลาแห่งความเจ็บช้ำ

 

“มีคนมาจีบชิ้งเยอะ แต่มีคนหนึ่งที่ชิ้งเผลอใจไป แล้วเขาจับได้ ตอนนั้นคบกัน 2 ปีแล้ว เหตุการณ์เลวร้ายมากเพราะต่างคนต่างทิฐิ เขาอยากเลิกแต่เขาไม่เลิก นั่นก็เพราะเขารักชิ้งมาก ขณะเดียวกันเขาก็ให้อภัยชิ้งไม่ได้”

ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรเกินเลยหรือมีอะไรที่ไม่เหมาะควร แต่เพราะโคถึกที่คึกพิโรธ ความรักให้โทษทั้งเขาและเธอ คบกันเจ็ดปีหากความทุกข์กัดกร่อนจนเกือบเสียสิ้นวิญญาณ ชิ้งกลายเป็นโรคซึมเศร้า ไม่กินไม่นอน ไม่พบปะผู้คน แปลกแยกโดดเดี่ยว น้ำหนัก 49 กิโลกรัม เมื่ออกหักก็ผ่ายผอมจนจำตัวเองเกือบไม่ได้ สุดท้ายเหลือแค่ 41 กิโลกรัม เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ไม่ทำอะไร ตื่นและใช้ชีวิตในชุดนอน มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือ ถือไว้ตลอดเวลาแบบไม่วางเลย คอยโทรคอยตามเขา พยายามหาว่าเขาอยู่ที่ไหน ส่วนเขาเมื่อรู้ว่าเธอตามก็จะหนี ชีวิตเหมือนเกมไล่จับ

“เขาจะหนี เขาชอบหนี เขารู้ว่าชิ้งจะเป็นทุกข์ หัวใจจะเต้นระรัวเหมือนร้อนผ่าวๆ ชิ้งเคยนอนร้องไห้หลับไปทั้งน้ำตาแบบมีโทรศัพท์คาอยู่ในมือ ตื่นขึ้นมายังจ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่เลย ถามตัวเองว่าชีวิตต้องเจอขนาดนี้เลยเหรอ เคยขับรถไล่ตามกัน เขานัดชิ้งมาคุย ชิ้งไม่รู้ทางแล้วเขาก็ขับหนี เหมือนพูดกันไม่รู้เรื่องก็ไปล่ะ ชิ้งรู้ว่าเขาหนีนะ ชิ้งไม่ต้องตามเขาก็ได้ แต่ชิ้งต้องตามให้ได้เพราะชิ้งไม่รู้จะกลับออกไปจากที่ตรงนี้ได้ยังไง ถ้าปล่อยให้เขาไป ชิ้งจะหาทางกลับออกมายังไง เป็นซิมโบลิกมาก”

 

ชิ้งคร่ำครวญในใจ ชีวิตเราก็ขนาดนี้แล้วช่วยทำดีกับเราหน่อยได้มั้ย เขาหนีเขาเที่ยว หรือเขาจะมีผู้หญิงอื่น จิตใจคิดไปสารพัด ใจจะเต้นพลั่กๆๆๆ เหมือนน้ำเวลามันเดือดปุดๆ ร้อนรนไร้ความสุข ทะเลาะกันแล้วร้องไห้ ทำไมถึงทำแบบนี้ เขาใช้วิธีหนีอย่างเดียว ชิ้งช้ำมาก เวลาไปสอบทำข้อสอบไปร้องไห้ไป จนอาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบจะทราบว่าเป็นกระดาษคำตอบของกนกวรรณ เพราะเปียกไปด้วยน้ำตา

เรื่องของชิ้งไม่ควรจะเศร้าโศกไปมากกว่านี้ ไคลแมกซ์คือจุดเปลี่ยนสำคัญ นั่นคือความรักเมื่อได้พบกับสามีคนปัจจุบัน “คมสันต์ อัศวานุชิต” ซีอีโอ บริษัท คอนเซปท์ เพลยส์ มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น ขณะที่คาราคาซังกับแฟนคนแรก เพื่อนพาเธอไปเที่ยวอาร์ซีเอ ในคืนนั้นชิ้งเดินชนกับสามีในอนาคต เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มของเขารู้จักกับเพื่อนของเธอ และเธอก็ตัดสินใจให้เบอร์เขาไป เมื่อเห็นว่าเป็นเขานี่เองที่เดินตามเธอมาทั้งคืน

โทรศัพท์คุยกันไม่กี่ครั้ง จึงได้รู้ว่า เธอและเขาเป็นเพื่อนร่วมเรียนชั้นอนุบาลด้วยกัน ในความคิดของสามี เขามองเรื่องนี้ว่าเป็นบุพเพสันนิวาส ส่วนชิ้งจำเขาได้แล้ว เขาก็คือเด็กผู้ชายคนนั้น ที่หน้าเหมือนจิ้งจก วันๆ เอาแต่คุยโม้ ครั้งหนึ่งไปจับแมงด้วงเอามาฝากบอกรักเธอ ไม่เกินหนึ่งเดือนที่คบหากันเขาก็ขอเธอแต่งงาน ชีวิตเหมือนนิยายไหม ในบางมุมก็ไม่ แต่ในบางมุมก็ใช่ ชิ้งตอบรับ เธอแต่งงานกับเขาอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันถึงปัจจุบัน 10 ปีเต็ม

 

“เขาฉลาดค่ะ เขารู้ชีวิตของชิ้ง เขารู้ว่าชิ้งโหยหา เมื่อเขาขอแต่งงานเขาพาชิ้งไปบ้านเขาเลย เปิดประตูเข้าไป เจอแม่เจออาม่า เจอครอบครัวที่เต็มไปด้วยพี่น้องผู้คนมากมาย เขารู้ว่าชิ้งต้องการสิ่งนี้ ชิ้งต้องการครอบครัว”

ชิ้งบอกว่าเธอเป็นคริสเตียน ทุกอย่างในชีวิตสอนเรา แม้กระทั่งความรักครั้งแรกก็ไม่ใช่ใครที่ผิดคนเดียว ทุกวันนี้เธอมองไปข้างหน้าเพื่อโอกาสในการทำเพื่อผู้อื่น มองบียอนด์ไปกว่าตัวเอง เลือกที่จะโฟกัสและทำเพื่อคนอื่นอย่างจริงใจ ปัญหาทุกปัญหาและคนทุกคนที่เข้ามาในชีวิต โดยเฉพาะสามีคนปัจจุบัน ขอบคุณพระเจ้าที่นำพาพวกเขามา

 

วัลลภา-นวินดา ปัจฉิมสวัสดิ์ เพราะการเต้นคือชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457814

วัลลภา-นวินดา ปัจฉิมสวัสดิ์ เพราะการเต้นคือชีวิต

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ… วิศิษฐ์   แถมเงิน

คุณแม่ต้อย-วัลลภา  ปัจฉิมสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ และผู้อำนวยการ โรงเรียนสอนเต้นบางกอกแดนซ์ อะคาเดมี่ และลูกสาวสุดเก๋ หลอดไฟ-นวินดา วรรธนะโกวินท์ ปัจฉิมสวัสดิ์  ครูสอนเต้นและนักออกแบบท่าเต้นให้กับสถาบันบางกอกแดนซ์ ถือว่าคู่คุณแม่คุณลูกนักเต้น  ถือได้ว่าครอบครัวของฝ่ายคุณแม่นั้นเป็นครอบครัวนักเต้นเนื่องจากพี่น้องทั้งสามคนจบด้านเต้นมาจากต่างประเทศมีโรงเรียนสอนเต้นเป็นของตนเองตั้งแต่วัย 20 กว่าๆ ในส่วนของคุณแม่ต้อย-วัลลภา นั้นก็เปิดโรงเรียนสอนเต้นมาได้ 25 ปีแล้ว

คุณแม่บอกว่าตนเองเรียนเต้นมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) จึงไปเรียนเต้นแจ๊ซแดนซ์ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำงานเอเจนซี่อยู่สักพัก มาเปิดสอนเต้นให้กับโรงเรียนสยามกลกาลอยู่ 5 ปี พออายุ 30 ต้นๆ ก็มาเปิดโรงเรียนสอนเต้นของตนเอง ตอนที่ลูกอายุได้ขวบเดียว

“ก็เอาลูกมาเลี้ยงที่โรงเรียนบ้าง อะไรบ้างเพราะแม่กลับดึกไม่ค่อยมีเวลาก็เอาลูกมาวิ่งเล่นที่โรงเรียนจะได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดลูกบ้าง ลูกก็เห็นงานของแม่มาตลอดว่าแม่ทำอะไรยังไง เขาก็เลยอาจจะค่อยซึมซับไปเรื่อยๆ แต่แม่จะไม่ยัดเยียดถ้าเขาชอบ แม่ก็จะสนับสนุนแต่ถ้าไม่ชอบแม่จะไม่ฝืนใจอยากให้เขาเรียนเพราะรักเพราะชอบจริงๆ  อะไรที่เป็นความสุขของลูกแม่สนับสนุนเสมอ เอาลูกเป็นที่ตั้งไม่ใช่เอาตามใจแม่อย่างเดียว”

ทางด้านลูกสาวสุดเก๋ ที่เรียกได้ว่าเป็นลูกไม้ใกล้ต้นของจริง เพราะหลังจากเริ่มเรียนบัลเล่ต์และยิมนาสติกลีลาตั้งแต่อายุ 5 ปี เธอก็รู้ทันทีว่านี่คือเส้นทางชีวิตที่เธอเลือกแล้ว จึงทำให้ชีวิตการศึกษาของเธอที่นอกจากจะเรียนในโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วไปแล้ว เธอยังเรียนเต้นควบคู่มาโดยตลอดด้วยเป้าหมายในการเป็นนักเต้นมืออาชีพ โดยภายหลังจบไฮสกูลที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี หลอดไฟได้เดินทางไปเรียนต่อปริญญาตรี ด้านศิลปะการเต้น และเรียนจบในปี พ.ศ. 2555 จาก The Victorian College of the Arts, the University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย และได้รับเลือกเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับทุน DANCE WEB เพื่อไปเข้าร่วมเทศกาล Impulstanz หรือ Vienna International Dance Festival เทศกาลศิลปะการเต้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่จัดขึ้น ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

สำหรับเป้าหมายในชีวิตนั้น เธอตั้งเป้าหมายว่า จะร่วมงานกับคณะในทวีปยุโรป เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นศิลปิน นักเต้น และผู้ออกแบบท่าเต้นที่ดียิ่งๆ ขึ้น รวมทั้งศึกษาเพิ่มเติมที่เกี่ยวเนื่องกันในศิลปะแขนงอื่นๆ คือ สาขาการถ่ายภาพและสาขาภาพยนตร์เกี่ยวกับการเต้น เพื่อช่วยในด้านการคิดสร้างสรรค์งานศิลปะ หลอดไฟตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาวงการศิลปะการเต้นในประเทศไทยให้เท่าเทียมกับที่ตัวเองได้ประสบมาจากต่างประเทศและยังคงหลงใหลในงานศิลปะการเต้นและศิลปะอื่นๆ ทุกแขนง และเธอยังทำงานจิตอาสาให้กับวัดพระราม 9 อีกด้วย

 

คุณแม่คือ ไอดอลของหนู

ลูกสาวบอกว่า คุณแม่นั้นทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่เธอยังเด็กๆ จนถึงทุกวันนี้ แทบไม่มีวันหยุดเลย เมื่อก่อนคุณแม่สอนเต้นด้วย บริหารด้วย ตอนนี้เน้นบริหารอย่างเดียว แต่ก็ทำงานหนักเหมือนเดิมเพราะคุณแม่เต็มที่กับทุกสิ่ง ดูแลเด็กๆ เหมือนคนในครอบครัว เป็นห่วงสุขภาพคุณแม่ บ่อยครั้งท่านกินอาหารไม่ตรงเวลาบ้าง หรือกินหวานมันไปบ้าง ท่านทำงานเยอะ อยากให้ท่านแข็งแรงมากๆ

“แม่ใจดีมากกับลูกๆ และทุกๆ คน ท่านใจกว้างกับลูกนี่รับฟังทุกเรื่อง เปิดใจไม่มีอะไรที่บอกคุณแม่ไม่ได้ ไม่เคยมีความลับกับท่านเลย และท่านจะไม่รีบตัดสินวิธีคิดของเรา ท่านฟังและให้ความเห็นแต่การตัดสินใจอยู่ที่เรา แม่ไม่เคยบอกว่าเรื่องนี้อย่าทำนะ เรื่องนี้ไม่ได้นะทุกสิ่ง ขอให้บอกแชร์กัน แม่คิดอย่างนี้ลูกว่าไง แม่ฟังความเห็นลูก แต่การตัดสินใจลูกเลือกเอง แม่น่ารักที่สุดค่ะ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

ต้องเคารพการตัดสินใจของลูก

ทางด้านคุณแม่วัลลภา บอกว่า แม่เลี้ยงลูกเหมือนเพื่อน ที่พูดคุยได้ทุกเรื่อง การทำให้ลูกกลัวจนมีความลับกับแม่คงไม่ใช่เรื่องที่ดี แม่ไม่บังคับอะไรที่เป็นความสุขของลูกถ้าไม่ผิดศีลธรรมไม่เดือดร้อนใคร แม่ก็จะไม่ห้าม แม่ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งยอมรับตัวตนของลูก เขาเป็นเด็กที่มีเอกลักษณ์และมีความเป็นตัวเองสูง บางทีอาจจะดูเป็นศิลปินเกินไป หรือเปราะบางเกินไปในบางเรื่อง แม่ก็จะคอยมองและถ้าเขาจะเจอเรื่องกระทบใจอะไรบ้างแม่ก็คอยเฝ้ามอง เพราะบางที่คนเราต้องเจอเพื่อที่จะได้แกร่งมีบทเรียน ส่วนใหญ่เขาจะทำอะไรแม่ไม่ค่อยห้ามถ้าเขาตั้งใจดีปล่อยให้เขาได้ลองทำ ให้เขามีประสบการณ์

“แม่กับลูกโตมาคนละยุค อย่าเอาตัวเองไปตัดสินลูก ส่งเสริมให้คิด เมื่อมีปัญหาแม่จะประคองบ้าง มีกฎกติกาบ้าง แต่ไม่ใช่ข้อกำหนดซะทั้งหมด เราต้องมีความยืดหยุ่น อย่างเขาขอเดินทางแบ็กแพ็กไปยุโรปเดือนหนึ่ง แม่รู้ว่าเขาตั้งใจห้ามไปก็เท่านั้น ก็ขอแค่ว่าต้องติดต่อแม่ทุกวันเพราะห่วงเรื่องอันตรายเผื่อเขาไปอยู่ผิดที่ผิดเวลา ขอให้รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ปลอดภัยดี แค่นั้นเอง ชีวิตเขาและเขาควรมีสิทธิตัดสินใจ แม่แค่เฝ้ามองดูห่างๆ อะไรมีความสุขถ้าไม่เลวร้ายก็ทำไปแม่ไม่ว่า” เธอกล่าวด้วยความรัก

 

สุรเชษฐ์ บำรุงสุข ซีอีโอวีจีไอ ลุยเดี่ยวท่องโลกกว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457812

สุรเชษฐ์ บำรุงสุข ซีอีโอวีจีไอ ลุยเดี่ยวท่องโลกกว้าง

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

ความสุขสร้างได้ด้วยตัวเอง ความสุขของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บางคนสุขเมื่อได้ทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น บางคนสุขเกิดจากตัวตนของตนเอง

เฉกเช่นเดียวกับ  “สุรเชษฐ์ บำรุงสุข” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย (วีจีไอ) ผู้ซึ่งมีความสุขจากการได้ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ในประเทศต่างๆ เพียงลำพังคนเดียว การที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวนั้น ทำให้อยู่กับความรู้สึกได้เรียนรู้ ได้เข้าถึงวิถีชีวิตของคนในแต่ละถิ่นที่ไปยืนได้อย่างถึงที่อย่างเข้าถึง ได้เข้าใจถึงวัฒนธรรม ความเป็นมาเป็นไปได้ถึงแก่นนั้น เพราะการเที่ยวคนเดียวจะทำให้มีความยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความจำเป็นตามแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“ผมชอบเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว เพราะการไปไหนคนเดียวจะทำให้เราสามารถทุ่มเวลาในการเรียนรู้การศึกษาชีวิตวัฒนธรรมความเป็นอยู่หรือดื่มด่ำกับสถานการณ์ที่เลือกไปได้อย่างเต็มที่ เพราะหากชอบหากสนใจก็สามารถทิ้งตัวอยู่กับที่แห่งนั้นได้ แต่ถ้าหากมีเพื่อนหรือไปเป็นหมู่คณะก็จะเกรงใจ หรือเราต้องดูแลความรู้สึกของคนที่ไปด้วย” สุรเชษฐ์ กล่าว

สุรเชษฐ์ วัย 54 ปี หน้าตาสดใส เพราะส่วนหนึ่งของอาชีพที่เขาดำเนินมาตลอดช่วงในการทำงานหลังจากจบปริญญาโทด้านสื่อสารมวลชนจากมหาวิทยาลัยอีสเทิร์น นิว เม็กซิโก พอร์ตเทล นิวเม็กซิโก และปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ สาขาการตลาดจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น อินเตอร์เนชั่นแนล ฟินิกซ์ รัฐแอริโซนา เริ่มงานแรกเป็นผู้วางแผนสื่อกับบริษัท รีเซาท์ แอดเวอร์ติ้ง ในปี 2538-2540 และย้ายมาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสื่อที่บริษัท ดีวายแอนด์อาร์ ในยุคนั้น ดูแลในส่วนของตลาดในแถบภูมิภาคอินโดจีน จนกระทั่งปี 2542 ได้ย้ายมาทำงานเป็นผู้จัดการสื่อที่บริษัท โคคา-โคลา หรือโค้ก (ประเทศไทย) ปัจจุบัน

 

ปี 2543 ย้ายงานไปเป็นผู้อำนวยการสื่อประจำที่บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ที่เวียดนาม 2 ปี จากนั้นจึงย้ายกลับมาประจำที่ประเทศไทยในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปที่บริษัท เซนิธออฟติมีเดีย จนถึงปี 2549 และในปีเดียวกันนั้นลาออกไปเป็นผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท คินเนติค เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) เมื่ออิ่มตัวจากงานคิดว่าจะเกษียณการทำงานและท่องเที่ยวอย่างที่ชอบ  แต่ก็ถูกชวนให้เข้ามาทำงานที่ VGI  เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

การทำงานในโลกของการสื่อสารที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สมองต้องตอบรับสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นประกอบกับการที่เป็นคนชอบท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จึงน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนุ่มใหญ่คนนี้ยังดูอ่อนเยาว์กว่าวัย

ประสบการณ์จากการชอบเที่ยว โดยเฉพาะการเดินทางคนเดียวนั้นเอง เป็นปัจจัยและหัวใจสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการยอมรับจากพนักงานในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เขาเดินทางไปรับตำแหน่งผู้บริหารที่ “โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์” ที่เวียดนาม เพราะจำได้ว่าวันแรกที่เข้าไปถึงรู้สึกได้ถึงแรงต่อต้าน การไม่ยอมรับ แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ได้รับเขาก็ต้องทำงาน และเมื่อถึงวันหยุดเขาก็ออกเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เรียนรู้ศึกษาประวัติ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนเวียดนาม ทำให้เขาได้รู้และเข้าถึงเข้าใจ และเขานำสิ่งที่ได้ออกไปเรียนรู้นำมาใช้กับการทำงาน และยืนยันเจตนาให้พนักงานและผู้บริหารระดับรองลงมาได้รู้และเข้าใจ

หลังจากนั้นผ่านไปเพียง 2 เดือน บรรยากาศวันแรก แรงต้านวันแรกที่เขาได้รับ มลายหายไปทุกคนในองค์กรรับรู้ว่าเขามาเพื่อทำงาน มาเพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับคนที่นี่ ซึ่งหลังจากนั้นทุกอย่างก็ไปได้ดี จนวันหนึ่งที่เขาต้องย้ายออกไป ทุกคนรักและเข้าใจ และจนถึงวันนี้ทุกครั้งที่เดินทางไปเวียดนาม เขายังคงพบปะและเจอะเจอกับพนักงานขององค์กรแห่งนี้ที่ทุกวันนี้ขยับขึ้นไปเป็นผู้บริหารกันแล้ว

เวียดนามยังคงเป็นประเทศที่  “สุรเชษฐ์” ชอบมากในการท่องเที่ยว เพราะในเสน่ห์ของเมืองและที่แต่ละแห่งก็จะแตกต่างกันออกไป เวียดนามเป็นประเทศที่น่าสนใจทั้งประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ศิลปวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คน ธรรมชาติที่งดงาม ทั้งขุนเขาและทะเล ซึ่งสามารถสัมผัสได้ที่เวียดนาม

ผมว่าการได้ออกเดินทางท่องเที่ยวในการแสดงหาประสบการณ์ให้กับชีวิต การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในที่ต่างๆ จะทำให้ผมมีความสุข มีความคิด มีไอเดียเกิดขึ้นมากมาย และผมชอบมากกับการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว เพราะนั่นมันจะทำให้เราทำความรู้จักกับความนึกคิดของตัวเอง และทำความรู้จักกับโลกภายนอกได้อย่างถ่องแท้ อย่างเข้าถึงนั่นเอง

การท่องเที่ยวคือชีวิตของสุรเชษฐ์ เมื่อมีเวลาและโอกาสจะออกท่องโลกกว้าง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่

 

กะเทาะแก่น เด็กไทยรางวัลโลก อย่าเรียนแบบท่องจำ…ต้องคิด ปฏิบัติ และสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457810

กะเทาะแก่น เด็กไทยรางวัลโลก อย่าเรียนแบบท่องจำ...ต้องคิด ปฏิบัติ และสนุก

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“การศึกษาไทยในอนาคต ควรทำให้ผู้เรียนรู้จักคิด ประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ขึ้นมา เพราะจะเป็นการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ ไม่ใช่ท่องจำเพียงอย่างเดียว”

คำพูดตอนหนึ่งของ สุรีย์พร ตรีเพชร ประภานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นนักเรียน1 ใน 3 เยาวชนไทยที่เดินทางไปแข่งขันประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ประเทศสวีเดน จนคว้ารางวัลชนะเลิศบนเวทีโลกสร้างชื่อเสียงกระหึ่มจนได้รับเกียรติรับพระราชทางรางวัลจากเจ้าฟ้าชายคาร์ล ฟิลิป รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์สวีเดน เมื่อไม่นานมานี้

“การที่ได้รับพระราชทานรางวัลจากเจ้าฟ้าชายคาร์ล ฟิลิป ทุกคนในทีมรู้สึกเป็นเกียรติ และตื่นเต้นเพราะสามารถนำรางวัลที่ยิ่งใหญ่นี้กลับมาสู่ประเทศไทยได้” เธอกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ทีมเยาวชนโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา มีผู้ร่วมทีม 3 คน ประกอบด้วย สุรีย์พร, ธิดารัตน์ เพียร, และกาญจนา คมกล้า 3 นักเรียนชั้น ม.5 ของโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โดยมี สุวารี พงศ์ธีระวรรณ อาจารย์รางวัลครูเกียรติยศตามรอยพระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน และเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ อาจารย์เจ้าของรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี 2 ครูผู้ทรงคุณค่าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคุมทีม พา 3 เยาวชนไทยไปคว้ารางวัลชนะเลิศบนเวทีสตอกโฮล์มจูเนียร์ วอเตอร์ ไพรซ์ 2016 ที่เมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน จากการแข่งขันอีก 29 ทีม จาก 29 ประเทศ

 

การแข่งขันดังกล่าวเป็นเวทีประกวดผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ที่แสดงถึงนวัตกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในระดับเยาวชน โดยทีมไทยได้ส่งผลงาน “นวัตกรรมการกักเก็บน้ำเลียนแบบธรรมชาติ สับปะรดสี” ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ

จุดเริ่มต้นการประดิษฐ์นวัตกรรมการกับเก็บน้ำเลียนแบบสับปะรดสี เกิดจากทีมตั้งโจทย์ว่า ไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งดินจะแห้ง ปลูกพืชผลผลิตการเกษตรมักได้ปริมาณน้อย เนื่องจากไม่มีน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก ดังนั้นจึงคิดหาทางแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่การเกษตร เพื่อให้สามารถปลูกพืชได้แม้จะอยู่ในสภาพแห้งแล้ง

จากนั้นจึงเฝ้าสังเกตลักษณะใบของสับปะรดสี ที่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะใบมีลักษณะกว้างออก เรียงเหลื่อมซ้อนกัน ส่วนช่วงโคนกลางลำต้นจะมีลักษณะเป็นแอ่งเก็บน้ำทรงกรวย ทำให้เมื่อฝนตกลงมาน้ำจะไหลสู่โคนต้น ซึ่งจะคล้ายหลุมกักเก็บน้ำ นี่จึงนำมาเป็นแนวคิดประดิษฐ์ผลงานต้นแบบ

 

ส่วนสาเหตุที่เลือกวัสดุนำแผ่นอะลูมิเนียมมาใช้ เพราะศึกษาพบว่าหลังคาบ้านที่มุงสังกะสีเคลือบแผ่นอะลูมิเนียม ช่วงเช้าๆ จะมีหยดน้ำเกิดขึ้น จึงมีการศึกษาว่าหยดน้ำเกิดขึ้นได้อย่างไร จนพบว่าแผ่นสังกะสีที่เคลือบอะลูมิเนียม จะมีระดับประจุความร้อนน้อย จึงทำให้ช่วงเช้าเมื่ออากาศเย็นบริเวณโดยรอบ จะเกิดปฏิกิริยาควบแน่น ประกอบกับช่วงเวลากลางคืนเมื่อไอน้ำในอากาศมาปะทะ จะเกิดเป็นหยดน้ำเกิดขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่เลือกใช้แผ่นอะลูมิเนียมมาทำเป็นตัวผลิตน้ำ

อนาคตผลงานนวัตกรรมการกักเก็บน้ำเลียนแบบธรรมชาติสับปะรดสี หลังจากที่ได้รับรางวัล เธอบอกว่า จะมีการพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้นเพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้น และนำไปใช้ประโยชน์กับพืชชนิดอื่นที่หลากหลาย เพราะปัจจุบันทดลองใช้กับยางพาราเท่านั้น ถือว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจแก่กลุ่มเกษตรกรที่นำไปทดลอง เพราะผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ช่วยทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีจำนวนเพิ่มขึ้น

สุรีย์พร เชื่อว่า สาเหตุที่ได้รางวัลเพราะนำเรื่องที่เกิดขึ้นใกล้ตัวมาพัฒนาเป็นสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติการสังเกตของนักวิทยาศาสตร์มาใช้พัฒนาให้เกิดประโยชน์

 

เธอให้ข้อคิดถึงการเรียนการสอนในปัจจุบันว่า การจะเรียนวิชาวิทยาศาสตร์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ก่อนอื่นคิดว่ารูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ไทยในปัจจุบัน เนื้อหาการสอนถือว่ามีมาตรฐานที่ดี แต่ที่ผ่านมาผู้สอนมักเน้นให้ผู้เรียน ท่องจำมากเกินไป ประกอบกับผู้เรียนยุคใหม่ นิยมเลือกเรียนพิเศษเพิ่มขึ้น เพียงเพื่อต้องการนำไปสอบให้ได้เกรดเฉลี่ยที่ดี และสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียว โดยไม่ได้คิดตั้งใจจะนำมาใช้ปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน

“ส่วนตัวมองว่าควรลดวิธีการท่องจำได้แล้ว และหันกลับมาทำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด พัฒนาองค์ความรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมให้ได้ด้วยตนเอง นำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน และพัฒนาสังคม ฉะนั้นมองว่าการสอนที่ดีควรทำให้ผู้เรียนเกิดการปฏิบัติมากกว่า

…การศึกษาไทยในอนาคต ควรทำให้ผู้เรียนรู้จักคิด ประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ขึ้นมา เพราะจะเป็นการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ ไม่ใช่ท่องจำเพียงอย่างเดียว เนื่องจากปัจจุบันองค์ความรู้ ที่เกี่ยวกับการช่วยจำ มีเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมายบนโลกใบนี้ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ต้องเน้นการท่องจำมาก เพราะการสอนให้จำเพียงอย่างเดียว เมื่อสอบเสร็จมักจะลืม แต่ถ้ามีการส่งเสริมให้เกิดกระบวนการคิดปฏิบัติมากขึ้น ก็จะทำให้สามารถจดจำได้เยอะขึ้น และจะยิ่งเป็นการทำให้ผู้เรียนสนุกไปกับการเรียนด้วย” สุรีย์พร ระบุ

 

ขณะที่ ธิดารัตน์ นักเรียนเยาวชนอีกคนในทีม เล่าถึงรูปแบบการเรียนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียน จนทำให้ประสบความสำเร็จว่า ครูผู้สอนจะเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการคิด โดยอ้างอิงจากปัญหาใกล้ตัวนำมาเป็นโจทย์ ส่วนรูปแบบการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เริ่มต้นทุกคนจะช่วยกันออกไปศึกษา ออกไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมที่จะประดิษฐ์ขึ้นมา จากนั้นจะนำความคิดของแต่ละคนมาพูดคุย ถกเถียงโดยอิงหลักทฤษฎีวิทยาศาสตร์ในการคิดเป็นระบบเพื่อหาข้อดี ข้อเสีย จนได้ข้อสรุปว่าจะประดิษฐ์อะไรและมีกระบวนการอย่างไร

สุวารี พงศ์ธีระวรรณ อาจารย์ที่ปรึกษาคุมทีมไปแข่งขัน เล่าว่า รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์วิจัยที่โรงเรียน นอกจากจะสอนปฏิบัติเพื่อให้เกิดทักษะภายในห้องเรียนแล้ว ยังเน้นให้นักเรียนออกไปศึกษาค้นคว้า หาความรู้ด้วยตนเองนอกห้องเรียน แต่จะต้องเชื่อมโยงนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ไปถึงอนาคต โดยที่ครูผู้สอนจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพราะการทำเช่นนี้ต้องการให้เด็กเกิดทักษะการค้นคว้าหาคำตอบได้ด้วยตนเอง

ขณะที่วิธีการดึงองค์ความรู้ของผู้เรียนขึ้นมา ต้องเริ่มทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเรื่องเดียวกันก่อน จากนั้นให้เกิดการทำงานร่วมกัน โดยที่ทุกอย่างต้องเชื่อมโยงจากห้องเรียน ให้นำออกไปเรียนรู้เพิ่มเติมภายนอกได้ เพราะเมื่อผู้เรียนมีความสนใจตรงกันก็จะทำให้การทำงานร่วมกันง่ายขึ้น

 

สุวารี กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการพานักเรียนไปแข่งที่สวีเดนได้ เริ่มจากหาการแข่งขันภายในประเทศก่อน ซึ่งทางสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้จัดให้มีการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์น้ำขึ้น เมื่อตรงกับโจทย์ที่นักเรียนกลุ่มนี้สนใจที่ต้องการประดิษฐ์ผลงานกักเก็บน้ำ โดยพัฒนาจากการสังเกตสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว จึงหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นจึงนำผลงานชิ้นนี้ไปเข้าไปแข่งขัน จนได้รับรางวัลระดับประเทศ และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งที่สวีเดน

ส่วนมุมมองเรื่องการศึกษาไทยปัจจุบัน สุวารี มองว่า ผู้เรียนได้สัมผัสสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติลดลง จนบางครั้งทำให้มองไม่เห็นปัญหา ทำให้การคิดหาวิธีแก้เป็นเรื่องยาก เพราะชีวิตเด็กไทยกว่า 80% ส่วนใหญ่อยู่ในห้องเรียนพิเศษ ฉะนั้นการที่เขาจะเห็นปัญหาและหาวิธีแก้ จึงเป็นเรื่องยากเพราะเท่ากับเป็นการขาดพื้นฐานทักษะวิทยาศาสตร์ คือ การช่างสังเกตซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญ ฉะนั้นทุกโรงเรียนควรจะต้องปลูกฝังให้นักเรียนมีทักษะ การสังเกต การคิดแก้ปัญหาให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง

 

ถามว่าการที่เด็กไทยได้รับรางวัลอยู่บ่อยครั้ง แต่ทำไมการศึกษาไทยถึงไม่ค่อยได้พัฒนา สุวารี ให้คำตอบว่า ปัจจุบันครูทุกคน ในระบบการศึกษาไทยกำลังพยายามคิดแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ที่เกิดมุมมองเช่นนี้ เพราะส่วนหนึ่งนำเรื่องของการสอบมาเป็นตัวตัดสิน เนื่องจากข้อสอบจะเน้นกระบวนการคิด จึงพบว่าเด็กไทยเน้นเรื่องการจดจำเพื่อนำไปทำข้อสอบ แต่ไม่ได้เน้นเรื่องการคิด

สุวารี ระบุว่า ทางแก้เรื่องนี้ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามให้ทุกโรงเรียนสอนกระบวนการคิดให้กับนักเรียน ซึ่งเชื่อว่าอนาคตทุกอย่างจะค่อยๆ พัฒนา แต่ทุกโรงเรียนคงไม่สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ แต่เชื่อว่าถ้าทุกคนร่วมใจกัน ประเทศไทยก็ไม่แพ้ใครในโลก

“ปัญหาสำคัญผู้ปกครองต้องเข้าใจว่าเราสร้างคนเพื่อไปอยู่ในอนาคต ดังนั้นจะทำอย่างไรให้คนสามารถสร้างนวัตกรรมทางความคิดของตนเองได้ เรื่องนี้ต้องให้เวลาในการคิด มิฉะนั้นจะเข้าทำนองว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด  เพราะที่ผ่านมา มีคนเก่งมากมาย ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับชีวิตตนเองได้ แล้วจะแก้ให้กับประเทศชาติได้อย่างไร” อาจารย์สุวารี กล่าวทิ้งท้าย

 

 

เราจะดื่มดีแคฟกันทำไม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457555

เราจะดื่มดีแคฟกันทำไม?

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง eddyspeedtalk@gmail.com

สองสามวันก่อนผมไปกินกาแฟที่ร้านคาซ่าลาแปงสาขาบางนา ปกติเวลาไปดื่มกาแฟร้านไหนก็จะพยายามสั่งกาแฟร้อนหลายๆ อย่าง วนๆ กันไป ที่คาซ่าลาแปงเขาก็มีกาแฟจากที่ต่างๆ ให้ลองชิม ก็ชิมกันมาจะหมดร้านแล้ว มีอยู่เบลนด์หนึ่งที่ยังไม่ได้ชิม เลยลองถามว่า “ที่นี่มีกาแฟดีแคฟขายไหมครับ”

“ไม่มีค่ะ” พนักงานตอบ

ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะจริงๆ แล้วกาแฟดีแคฟนี่คนดื่มน้อย เท่าที่เคยอ่านเจอทั้งโลกมีคนดื่มไม่ถึง 10% หลายร้านจึงไม่ค่อยสั่งมาขาย อีกอย่างกาแฟดีแคฟดีๆ อร่อยๆ นี่หายากมากและแพง เพราะขั้นตอนการทำซับซ้อนไม่เบา

กาแฟที่สกัดเอากาเฟอีนออก (ซึ่งจริงๆ ก็ออกได้ไม่หมดเสียทีเดียว ได้ประมาณ 94-98 เปอร์เซ็นต์) ค้นพบโดยบังเอิญโดยพ่อค้ากาแฟชาวเยอรมันชื่อ ลูดวิก โรเซลัส (Ludwig Roselius) ในปี 1903 เมล็ดกาแฟดิบที่เขาสั่งมาเกิดแช่อยู่ในน้ำทะเลจำนวนมาก ตามประสาพ่อค้าเมื่อของเสียหายก็เสียดาย และอยากรู้ว่ากาแฟพวกนี้สามารถทำให้กลับมาเหมือนเดิมได้ไหม ก็เลยส่งให้นักวิจัยดูก็พบว่าเมื่อนำเอากาแฟเมล็ดดิบไปอบผ่านความร้อนและกระบวนการที่ใช้คาร์บอนไดออกไซด์ร่วมด้วย สามารถนำเอากาเฟอีนที่อยู่ในเมล็ดกาแฟออกได้ ซึ่งสมัยนั้นคาร์บอนที่ใช้อยู่ในรูปของน้ำมันเบนซิน ทำวิจัยอยู่ 2 ปี จึงเริ่มออกจำหน่าย ทำการตลาดในชื่อ “Kafee Hag”

ตอนหลังเขาก็เอากาแฟนี้ไปขายในอเมริกาในชื่อ “Sanka” ในปี 1923 ผ่านทางคู่ค้าของเขาในฝรั่งเศสภายใต้แบรนด์ “Sans Caffeine” อีกที จุดขายคือกาแฟสำหรับคนที่ยังชอบกาแฟหรืออยากดื่มกาแฟ แต่ว่าร่างกายนั้นไวต่อกาเฟอีน

แต่ก็นั่นแหละครับอย่างที่บอก ไม่มีใครเขากินกันเท่าไหร่ เพราะรสชาติและกลิ่นเปลี่ยนไป อีกทั้งตอนหลังพอผู้บริโภคหลายคนเริ่มรู้กันว่าการเอากาเฟอีนออกมีสารเคมีมาเกี่ยวข้อง ก็ยิ่งรู้สึกว่าการดื่มกาแฟดีแคฟมันโอเคจริงหรือเปล่า เพราะดูเหมือนร่างกายอาจจะต้องรับสารเคมีมากกว่าการดื่มกาแฟปกติเสียด้วยซ้ำ

ปัจจุบันการทำกาแฟดีแคฟสามารถทำได้หลายวิธีมาก แต่ทั้งหมดต้องทำก่อนนำกาแฟไปคั่ว คือทำตอนที่ยังเป็นเม็ดสีเขียวอยู่ ก็มีตั้งแต่การเอาไปผ่านแรงดันน้ำ และใส่สารเคมีบางตัว เช่น เมทิลีนคลอไรด์ (Methylenechloride)  เพื่อช่วยในการสกัดมันออก  หรือการนำเมล็ดกาแฟไปผ่านถังแรงดันน้ำที่มคาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ  โดยวิธีการส่วนมากจะปลอดภัยกับผู้บริโภคนะครับ แต่ช่วงกลางของทศวรรษ 1990 ในยุโรปมีการสั่งแบนการใช้เมทิลีนคลอไรด์ เพราะพบว่ามีส่วนในการทำลายชั้นบรรยากาศของโลก ส่วนสารเคมีตัวอื่นๆ ที่ใช้ในการแยกกาเฟอีนจะระเหยออกไปหมดหลังจากการคั่ว

สำหรับผมการหากาแฟดีแคฟถุงที่อร่อยนั้นหายาก เพราะโดยมากหากว่าไม่ได้เป็นแบรนด์กาแฟใหญ่ๆ ที่สามารถเอาเมล็ดกาแฟไปสกัดตามกรรมวิธีที่แสนจะยุ่งยากจริงๆ เขาก็จะไม่ทำออกมาขายเพราะต้นทุนที่แพงเกินไป ประการสำคัญอีกอย่างก็คือ กลิ่นและรสของกาแฟที่เราได้ทุกวันนี้ มาจากสารประกอบนับพันชนิดที่อยู่ในเมล็ดกาแฟก็อาจจะถูกกำจัดออกไปด้วย ซึ่งทำไม่ถึงก็พานจะเสียแบรนด์เปล่าๆ

มีหลายสำนักที่เคลมว่าการทำกาแฟดีแคฟแบบที่เรียกว่า Swiss Water Method ได้รับการยอมรับว่ายังคงให้รสชาติของกาแฟไม่แตกต่างจากกาแฟปกติและปลอดภัยที่สุด เพราะอาศัยแค่แรงดันของน้ำ ความร้อน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น (แต่ช้าและแพง) เคล็ดลับของการคงกลิ่นและรสก็คือ หลังจากที่คั่วเสร็จแล้วกาแฟเหล่านี้จะถูกพ่นด้วยน้ำกาแฟที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำจะถูกสเปรย์กลับไปที่เมล็ดกาแฟเพื่อให้กาแฟยังคงได้กลิ่นและรสชาติใกล้เคียงกับเมล็ดกาแฟปกติ กาแฟแบรนด์ใหญ่ๆ ในยุโรปจะใช้วิธีนี้แทบทั้งสิ้น หากคุณลองซื้อกาแฟ
ดีแคฟของ Illy (กระปุกสีฟ้าๆ) เปิดออกมาอาจจะเห็นเมล็ดกาแฟดูฉ่ำน้ำมันอยู่บ้างก็อย่าสงสัย มันก็มาจากวิธีนี้เช่นกัน

แต่ถึงอย่างนั้นกาแฟดีแคฟพวกนี้ก็ยังให้รสชาติแตกต่างอยู่บ้าง แม้หลายแบรนด์จะบอกว่าได้ทดสอบ Blind Test มาแล้วก็ตาม แต่สำหรับผมคือถ้ารักจะดื่มกาแฟก็ต้องเอาชนะกาเฟอีนให้ได้ (ยกเว้นว่าคุณจะเป็นพวกบ้าดื่มกาแฟที่ต้องดื่มวันละหลายๆ แก้ว) เหมือนคุณชอบไวน์ เราคงไม่แฮปปี้กับการดื่มไวน์ที่ปราศจากรสฝาดขององุ่น หรือกลิ่นหอมของดอกไม้ที่มาพร้อมกับเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคของมัน

แต่ตอนนี้ที่บราซิลตั้งแต่ปี 2004 มีการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟอราบิกาที่ปราศจากกาเฟอีนเป็นผลสำเร็จภายใต้ชื่อว่า Decafitto โดยใช้กาแฟสายพันธุ์ Coffea Charrieriana (หรือที่เรียกกันง่ายกว่านั้นว่า Charrier Coffee) เป็นต้น กาแฟที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ พบได้ในแคเมอรูน บราซิลนำมาพัฒนาสายพันธุ์ต่อ และเข้าใจว่าจนถึงตอนนี้น่าจะเก็บผลผลิตได้แล้ว แต่ผมก็ไม่เคยลองเหมือนกัน เคยเห็นแต่ในรูป

ใครได้ชิมแล้วมาเล่าให้ฟังทีนะครับ

 

เรื่องเล่าจาก…ป่าคำชะโนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457535

เรื่องเล่าจาก...ป่าคำชะโนด

ที่แห่งนี้คือป่าศักดิ์สิทธิ์ คือ ป่าลี้ลับ คือ ป่าอาถรรพ์ คือ ป่าพญานาค และก็คือป่าที่มีตำนาน ถูกต้องแล้ว (ครับ) … ที่นี่คือ ป่าคำชะโนด

โดย…วุฒิชัย สาสุข

บนพื้นที่ราว 20 ไร่ ณ ต.วังทอง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี คือที่ตั้งของผืนป่า แห่งนี้ ทางเดินเล็กๆ ซึ่งลาดด้วยคอนกรีต นำ สื่อมวลชน ผู้กำกับ และ ทีมนักแสดงจาก “ผีจ้างหนัง” เข้าสู่ดินแดนที่เคย ตกเป็นข่าวครึกโครมตามสื่อแขนงต่างๆ จนสร้างความสะพรึงกลัวแก่ผู้ได้ยินได้ฟัง

ป่าคำชะโนด กลายเป็นสถานที่เลื่องชื่อชั่วข้ามคืน ก็เพราะเรื่องเล่า “ผีจ้างหนัง” (คนอีสานเรียก ผีบังบด หรือ เมืองลับแล ไม่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป นอกเสียจากว่าจะมีอะไรดลใจให้เห็น) อันสุดแสนมหัศจรรย์พันลึกที่เกิดขึ้น เมื่อบริษัทหนังเร่ชื่อก้องแห่งภาคอีสาน ถูกว่าจ้างจากใครคนหนึ่งให้ไปฉายหนังกลางแปลงในหมู่บ้านวังทอง ด้วยจำนวนเงิน 4,000 บาท แต่มีข้อแม้คือ ต้องฉายจบแค่ตี 4 ของ วันใหม่ และให้ออกจากหมู่บ้านก่อนฟ้าสาง โดยห้ามหันหลังกลับมามอง

“หนังจะเริ่มฉายตั้งแต่หัวค่ำแล้วละ แต่ตอนนั้นไม่มีผู้คนมาดูเลย พอ 3 ทุ่ม ก็มีคนมาดูจำนวนเยอะมาก แต่ที่แปลกก็คือ ผู้หญิงจะนุ่งขาวห่มขาวนั่งอยู่ด้านหน้า ส่วนผู้ชายใส่เสื้อผ้าสีดำนั่งอีกข้าง และ ทั้งหมดก็นั่งกันสงบเรียบร้อยเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหวตัวเลย ยิ่งกว่านั้นไม่ว่าจะฉายหนังอะไร ก็ไม่มีการส่งเสียงเอะอะเหมือนหนังกลางแปลงทั่วไป ฉายหนังบู๊ ก็เฉย ฉายหนังตลกก็เงียบ แต่ที่น่าแปลกคือ ในงานไม่มีร้านขายของกินของใช้ แม้แต่ร้านขายบุหรี่ก็ไม่มี”

ถ้อยคำบางส่วนที่ ธงชัย แสงชัย เจ้าของบริษัทหนังเร่ดังกล่าว ถ่ายทอดไว้ในปี 2532 จากประสบการณ์ตรงของ ลูกน้องที่โดนผีจ้างหนังไปฉาย

18 ปีล่วงผ่าน ดูเหมือนเรื่องเล่านี้ ยังคงเป็นที่โจษขานสืบมา โดยเฉพาะในหมู่ชาว ต.วังทอง ผู้เชื่อมั่นและศรัทธาต่อผืนป่า เหตุการณ์ “ผีจ้างหนัง” จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามีอยู่จริง แม้อาจไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสามารถพิสูจน์ได้

ทองอินทร์ ปักเสติ ชาวบ้านโนนเมือง ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆ กับป่าคำชะโนด เล่า ด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ตัวเขาคุ้นเคยกับป่าแห่งนี้ดี และเชื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทหนังเร่ เพราะอาจเป็นวันเฉลิมฉลองของเจ้าที่พอดีจึงเจอเข้าโดยบังเอิญ

“ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยเจออะไรผิดปกตินะ เพราะส่วนที่เป็นป่า ใครก็ไม่กล้ารุกล้ำ แค่เดินเข้าไปนิดเดียว เจอน้ำแล้ว ถ้าไม่ใช่อำนาจของท่านทำขึ้น คนฉายหนังก็คงไม่สามารถไปตั้งจอหนัง ได้หรอก”

 

ป่าคำชะโนดเป็นชื่อที่ตั้งตามลักษณะภูมิประเทศ เนื่องจากบริเวณนั้นมีต้น ชะโนด (อยู่ในตระกูลเดียวกับปาล์ม คล้ายๆ ต้นตาล ต้นหมาก หรือไม่ก็ต้นมะพร้าว แต่สูงกว่า) ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น มองไป ทางไหนก็เห็นแต่ทิวชะโนดสูงเด่นเป็นสง่า

ปี 2520 เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านได้ทำการสำรวจจำนวนต้นชะโนดในป่าแห่งนี้ มีอยู่ราว 2,000 กว่าต้น จนมาถึงปี 2544 ชาวบ้านสำรวจอีกครั้งพบว่าต้นชะโนด ลดลงเหลือเพียง 1,865 ต้น ถึงกระนั้น ที่นี่ยังคงความเย็นชื้นและให้บรรยากาศวังเวงเหมือนเดิม

แต่ที่น่าแปลกใจคือ หากพ้นจากดง ชะโนดแห่งนี้ไป ห่างกันแค่ไม่ถึง 300 เมตร ก็ไม่มีต้นชะโนดปรากฏให้เห็นแม้แต่ ต้นเดียว นี่เองจึงทำให้ผืนดินราว 20 ไร่ ถูกตั้งฉายาให้เป็นป่าแห่งชะโนดขนานแท้

“เคยมีคนคิดเอาต้นชะโนดไปปลูก ที่อื่นนะ แต่ไม่นานก็ต้องเอากลับมาคืน ที่เดิม เพราะชีวิตการงานไม่ก้าวหน้า ชีวิตครอบครัวมีแต่ความเดือดร้อน ขนาดว่าแค่เอาเมล็ด หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นใบแห้งๆ ออกจากป่า สุดท้ายต้องเอามาคืนกันหมด”

ทองอินทร์ ย้อนถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในป่าคำชะโนดให้ฟัง กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าของป่าแห่งนี้ คนภายนอกฟังดูอาจคิดว่าเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อหลอกให้คนกลัวกันเล่นๆ สำหรับชาวบ้านที่อยู่มานานนมกลับเชื่อสนิทใจ ไม่ใช่นิทานปรัมปรา หรือนิยายประโลมโลก แต่นั่นคือแรงศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อป่าอันลี้ลับและเต็มไปด้วยเรื่องเล่ามากมาย

เช่นที่เรากำลังจะเล่าให้ฟังจากนี้อีก ซึ่งเชื่อมโยงและเกี่ยวพันถึงพญานาค เดิมทีคนท้องถิ่นจะเรียกที่นี่ว่า “วังนาคินทร์ คำชะโนด” ที่มาก็คือมีบ่อน้ำอยู่กลางดง ชะโนด เป็นบ่อน้ำขนาดเล็กๆ แต่กลับมีน้ำซึมออกมาตามธรรมชาติตลอดเวลา ทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่าบ่อน้ำประทานมาให้โดยพญานาคที่อาศัยอยู่ในบริเวณผืนป่า

สำหรับบ่อน้ำในป่าคำชะโนด ว่ากันว่าเป็นบ่อน้ำที่ความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ชาวบ้านเชื่อกันอย่างนั้น มีหลายคน เคยลองอธิษฐานตรงหน้าบ่อน้ำก็ได้ตามประสงค์ บางคนเจ็บป่วยไปดื่มหรือ อาบโรคร้ายก็หายเป็นปลิดทิ้ง สร้างความอัศจรรย์ใจยิ่งนัก แต่นั่นไม่ใช่ทุกคน อยู่ที่ความเชื่อมีมากน้อยแค่ไหน หลายคน ไม่เชื่อแถมยังลบหลู่ ตักน้ำจากบ่อแล้วนำมาล้างเท้าแทนที่จะหายป่วยไข้กลับทุกข์ทรมานซ้ำหนักกว่าเดิม

เช่นเดียวกับใครที่อยากจะเข้าไปสัมผัสป่าลี้ลับคำชะโนดก็ต้องสำรวมและปฏิบัติตามข้อห้ามอื่นๆ เป็นต้นว่า ห้ามใส่รองเท้าทั่วทั้งบริเวณป่า หมวก แว่นตา ร่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ห้ามเด็ดขาด เพราะสิ่งเหล่านี้คือการดูถูกดูหมิ่นต่อ ผู้ปกปักรักษาผืนดิน

“แต่ก่อนห้ามใส่เสื้อสีแดงด้วย ไม่ได้เลยนะ ใครใส่เข้ามานี่เป็นเรื่อง อยู่ไม่ได้นานหรอก ต้องรีบออกไป ไม่รู้เพราะ อะไร เหมือนท่านไม่ชอบ แต่พอหลวงปู่ (หลวงตาคำ สิริสุทโธ เจ้าอาวาสวัด ศรีสุทโธ วัดละแวกป่าคำชะโนด) ได้ทำ พิธีขอยกเว้นตอนหลังก็ใส่ได้” ทองหล่อ ตลิ่งชัน กำนันตำบลวังทอง บอก

ความเชื่อเรื่องพญานาคของคนที่นี่นั้นอาจไม่แตกต่างจากชาวหนองคายที่เชื่อว่าพญานาคมีจริง บั้งไฟพญานาคเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเจ้าแห่งเมืองบาดาล ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ธรรมดาเหมือนเมื่อครั้ง ถูกนำเสนอผ่านหนัง รวมถึงสื่อทีวีบางช่องเมื่อหลายปีก่อนโน้น ชาวบ้านละแวกป่า คำชะโนดก็คล้ายกัน พวกเขาสร้างทางเดินที่เชื่อมจากโลกภายนอกกับผืนป่าอัน ศักดิ์สิทธิ์เข้าไว้ด้วยรูปปั้นพญานาค 2 ตัว 7 เศียร นอนเลื้อยยาวไปจนสุดทางเดินราว 300 เมตร เพื่อสะท้อนถึงพลังอำนาจและบารมีของพญานาครา

กระทั่งในวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านก็มีความเชื่อว่าเป็นวันที่ พญานาค จะขึ้นมาหายใจ ดวงไฟสีแดง ที่ผุดกลางบ่อน้ำแล้วลอยขึ้นท้องฟ้า (คล้ายๆ กับบั้งไฟพญานาคผุดกลางลำน้ำโขงที่ จ.หนองคาย) นั่นละคือ ลมหายใจพญานาค ใครเห็นจะเป็นบุญของชีวิต

ป่าคำชะโนด ยังมีเรื่องเล่าอีกนับไม่ถ้วน ทั้งที่สร้างความรู้สึกชวนขนลุกและตื่นเต้นเสียวสันหลัง พญานาคมีจริงหรือเปล่า คงปล่อยเป็นเรื่องนานาจิตตังของแต่ละคน เพราะยากจะพิสูจน์เหลือเกิน แต่ ณ วันนี้ถือว่าเป็นโชคของชาวบ้าน ต.วังทอง ที่ใครๆ ต้องอิจฉา เมื่อไม่ต้องกระเสือก กระสนสร้างพื้นที่สีเขียวให้แก่ชุมชนเหมือนที่อื่นๆ บางทีเรื่องเล่าระหว่างพญานาคกับมนุษย์อาจไม่ได้เหลวไหล หรือ แค่หลอกคนอีกต่อไปเสียแล้ว

คุณว่าไหม?!?… ป่าอันลี้ลับนี่ละที่จะเป็นคำตอบสุดท้ายในการดำรงรักษา ผืนป่า แม้ว่าต้องแลกด้วยฉายาป่าอาถรรพ์ก็ตามที

บทความในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 24 ตุลาคม 2550

 

ดูดวง… ยิ่งแปลกยิ่งต้องลอง (ดู)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2559 เวลา 12:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457339

ดูดวง... ยิ่งแปลกยิ่งต้องลอง (ดู)

โดย…ชลารย์ ชล ภาพ… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

อะไรที่ว่าแปลกๆ  เชื่อไหมว่าใครๆ ก็อยากรู้อยากดูให้เห็นกับตาตัวเอง แล้วคนไทยเราขึ้นชื่อด้วยกับเรื่องพรรค์นี้ จิ้งจกสามหางเอย ต้นมะพร้าวแตกกิ่งเป็นหัวพญานาคเอย มะม่วงผลคล้ายนมผู้หญิง วัวสามขา หรือปลาช่อนสีทอง หลั่งไหลกันไปดู และอะไรต่อมิอะไร บางรายไม่ใช่แค่ดูเฉยๆ ทั้งกราบทั้งไหว้ขอหวยกันเลย นี่แหละไทยแลนด์

แม้แต่ศาสตร์ดูดวงในเมืองไทยก็ยังมีศาสตร์แปลกๆ อีกหลายศาสตร์ แต่ว่าความนิยมในการดูดวงกับศาสตร์เหล่านี้อาจจะไม่แพร่หลายเท่ากับศาสตร์หลักอย่างโหราศาสตร์ไทย ไพ่ยิปซีสัตตเลข ฯลฯ แต่ศาสตร์แปลกเหล่านี้ก็สามารถทายได้ทุกเรื่องที่คนดูอยากรู้เหมือนศาสตร์หลัก รวมทั้งก็มีความแม่นอยู่ในตัว ส่วนจะแม่นมากแม่นน้อยไม่สามารถบอกได้ เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคลซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง

ศาสตร์ดูดวงที่แปลก เช่น การดูดวงจากรูเล็ต โดยหมอเอื้อ อัครเทพ เจ้าของฉายาหมอดูรูเล็ตผ่าดวง ศาสตร์ไพ่มาจอง หรือไพ่นกกระจอกของฮั่น มาจอง ที่เน้นดูอนาคตมากกว่าอดีต หรือหมอดูหลังมือ คงชลัฐ สว่างเรือง ซึ่งปกติเวลาดูดวงจากลายมือจะหงายฝ่ามือ แต่วิธีนี้ดูหลังมือซึ่งก็จะมีเส้นชีวิต เส้นการงาน เส้นกำเนิด เส้นการเงิน และเส้นอารมณ์ ดูฝ่ามือ

ดูดวงจากกีตาร์ของกฤษณะ วงศ์นาวัฒน์ หรือหมอดูกีตาร์ ซึ่งวิธีดูจะให้ลูกค้าเลือกคอร์ดเองว่าชอบคอร์ดไหนเป็นพิเศษ และถ้าระดับตัวโน้ตแตกต่างกันไป ก็จะทำให้พลังงานที่ออกมานั้นแตกต่างกันด้วย โดยหมอกฤษณะจะเล่นกีตาร์ด้วยคอร์ดที่เลือกอย่างไพเราะเพราะพริ้งสมกับเป็นนักดนตรีเก่าพร้อมกับบอกคำทำนาย

แม้ว่าความนิยมในการดูดวงกับศาสตร์เหล่านี้ อาจยังไม่แพร่หลายเท่ากับศาสตร์หลักอย่างโหราศาสตร์ไทย ไพ่ยิปซี สัตตเลข ฯลฯ แต่ศาสตร์เหล่านี้ก็มีเสน่ห์ที่ดึงดูดและท้าทายคนดูไม่น้อยด้วยความแปลก รวมถึงสามารถทายได้ทุกเรื่องที่คนดูอยากรู้เหมือนศาสตร์หลัก รวมทั้งก็มีความแม่นอยู่ในตัว ส่วนจะแม่นมากแม่นน้อย ไม่สามารถบอกได้ เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง

เพื่อให้เห็นว่าการดูดวงด้วยศาสตร์แปลกนี้ สามารถตอบโจทย์และเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ชอบดูดวงได้ วันนี้จึงนำเสนอด้วยสองศาสตร์ที่น่าสนใจ คือ การดูดวงจากลูกแก้วของอาจารย์โรส โหราตาทิพย์ กรรมการสถาบันโหราศาสตร์วิทยาและกรรมการสมาคมโหราศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และการดูดวงผ่านใบไม้หรือใบไม้พลังจิตของ “อาจารย์พงศกร จรรยารัตนวิถี” รองผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์วิทยา และอาจารย์สอนศาสตร์วิชาใบไม้พลังจิตด้วย

อาจารย์โรส โหราตาทิพย์ ดูดวงแม่นๆ จากแก้วตาทิพย์

คนจำนวนมากมีความเชื่ออยู่อย่างว่าหินสีต่างๆ นั้นมีพลัง บางสีนำโชคลาภมาให้ แถมช่วงหนึ่งคนไทยเราก็ฮิตใส่สร้อยข้อมือทำจากหินสีต่างๆ ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่หินจะถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักในการดูดวงชะตาของคนเรา ซึ่งใช้ได้จริง ใช้มานาน และพิสูจน์มาแล้วในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ประเทศไทย อาจารย์โรส โหราตาทิพย์ นักพยากรณ์ที่มีความเชี่ยวชาญหลายศาสตร์ เป็นคนหนึ่งที่นำหินหลากสีมาใช้ในการดูดวงชะตาของคนและใช้ชื่อว่า “แก้วตาทิพย์”

“ที่เรียกศาสตร์นี้ว่าแก้วตาทิพย์ เพราะอาจารย์ใช้คำว่าหิน เลยขออนุญาตท่านใช้แก้วแทน ส่วนคำว่า ตาทิพย์ เป็นชื่อที่ใช้มานานแล้ว อีกอย่างหินทั้ง 12 ลูกนี้อาจารย์ก็ให้มา ซึ่งท่านได้มาจากหุบเขาประเทศทิเบต เดิมมีรูปทรงแตกต่างกันก่อนเจียระไนเป็นลูกกลมดังที่เห็น หินพวกนี้มีพลังที่เกิดจากธรรมชาติอยู่ในตัวของเนื้อหิน และพลังนี่เองที่นำมาทำนายดวงชะตาของแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ยิ่งมาบวกกับพลังงานของดวงดาวจากธรรมชาติ ก็ยิ่งเพิ่มความแม่นยำและชัดเจนได้อย่างน่ามหัศจรรย์”

อาจารย์โรส กล่าวต่อว่า ดวงดาวในระบบสุริยจักรวาลแต่ละดวงมีระยะเวลาที่แตกต่างกัน ในแต่ละดวงทั้งหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดาวดวงอื่นในแต่ละวินาที ด้วยเหตุนี้ เมื่อนำก้อนหินมาผสานกับดวงดาว บวกกับวันเดือนปีเกิดของมนุษย์ครบทั้งสามส่วน ย่อมทำให้ได้คำทำนายที่แม่นยำอย่างมาก

หินแต่ละสีมีพลังที่แตกต่าง

หิน 12 ลูก 12 สี ซึ่งวางอยู่ตามตำแหน่งเรือนภพ 12 เรือนในโหราศาสตร์ไทย แต่เวลาเรียงจะไม่เหมือนในโหราศาสตร์ แต่จะเริ่มจากตนุ กฎุมพะ ปุตตะ พันธุ มรณะ ลาภะ ปัตนิ วินาศ สุภะ กัมมะ สหัชชะ อรินั้น อาจารย์โรสได้อธิบายถึงพลังของหินเหล่านี้ไว้ดังนี้

หินสีแดง เปรียบวันอาทิตย์ ถือเป็นราชาของหิน พลังงานของหินสีแดงจะส่งผลในด้านพลังของความรัก และโชคลาภ พลังที่ส่งผลต่อด้านสุขภาพจะลดอาการปวดปลายประสาท หินสีเหลือง เป็นหินสีเหลืองนวลๆ เปรียบวันจันทร์ ส่งผลในด้านของความขยันและความอดทน ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของร่างกาย

หินสีชมพู เนื้อหินสีชมพูสดใสเปรียบเป็นเทพวีนัส เปรียบวันอังคาร ส่งผลด้านความรักและเอื้ออาทร ด้านสุขภาพส่งผลด้านการลดอาการซึมเศร้าเสียใจและฟุ้งซ่าน หินสีน้ำตาล เหมือนลายไม้ ซึ่งเกิดจากการทับถมของไม้เป็นเวลานานจนกลายเป็นหิน ส่งผลด้านพลังในการสร้างสรรค์และจินตนาการ ด้านสุขภาพช่วยลดอาการปวดหัว

หินสีเขียวสดใส เปรียบวันพุธกลางวัน โดยพลังงานของหินสีนี้ส่งพลังด้านสร้างความเชื่อมั่น ช่วยลดความเครียด ส่วนหินสีเขียวคล้ำช้ำๆ หม่นๆ ปนน้ำตาลเป็นหินที่เปรียบกับวันพุธกลางคืน ส่งพลังด้านการปกป้องและคุ้มครองภัย ด้านสุขภาพช่วยลดอาการปวดท้องประจําเดือน หินสีส้ม มีลายปะปนบ้างเล็กน้อย เปรียบวันพฤหัสบดี ส่งผลพลังด้านความจำและเสริมสร้างสติปัญญา ลดอาการวิตกกังวล

หินสีขาว เป็นหยกขาวเปรียบวันพฤหัสบดี พลังงานของหินสีขาวหยกขาวนี้ ส่งผลด้านการเงิน พลังงานด้านสุขภาพ ส่งเสริมความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย หินสีฟ้า เป็นหินที่คนอียิปต์และคนอินเดียใช้กันมาก เปรียบวันศุกร์ ส่งพลังในด้านการช่วยความจำและลดอาการปวดไมเกรน

หินใส สีใสสว่างๆ เปรียบวันศุกร์ ส่งพลังด้านความเฉลียวฉลาดและลดอาการปวดและอาการอักเสบ ส่วนหินสีดำเข้ม เปรียบวันเสาร์ ส่งพลังด้านเสริมสร้างมิตรภาพกับผู้อื่น และลดอาการต่างๆ ที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับดวงตา ขณะที่หินลาวาออกเทาๆ เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ หินสีนี้ส่งพลังด้านเพิ่มความกระฉับกระเฉงให้แก่ร่างกาย และลดเซลล์ไขมัน

รูปแบบการดูมี 2 แบบ

อาจารย์โรส กล่าวว่า ในการดูดวงด้วยแก้วตาทิพย์ ถ้าดูผลในระยะสั้นๆ ไม่เกิน 3 เดือน ไม่ต้องใช้วันเดือนปีเกิด หรือในกรณีที่ต้องการตัดสินใจในเรื่องสำคัญในขณะเดี๋ยวนี้ หรือเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ และมีกำหนดเวลาตายตัว หรือบางคนต้องการคำตอบของชีวิตในขณะนี้ เพียงก่อนดูตั้งจิตอธิษฐานในเรื่องที่อยากถาม หยิบครั้งละลูกจนครบ 12 ลูก แล้วสามารถทำนายฟันธงได้เลยกับเรื่องที่ถาม ไม่ว่าจะเรื่องงาน การเงิน ความรัก อุบัติเหตุ สมัครงานจะได้ไหม? จะมีโชคลาภหรือเปล่า หรืออะไรนอกจากนี้จะได้คำตอบทันที

ขณะที่แบบที่ 2 คือการดูภาพรวมทั้งหมดของชะตาชีวิตและต้องการทราบทุกๆ เรื่องเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และความสำเร็จของชีวิตที่เร็วขึ้นก็จะใช้วันเดือนปีเกิด เวลาเกิด สถานที่เกิดมาเกี่ยวด้วย แต่ก่อนดูต้องตั้งใจอธิษฐานหยิบ 12 ลูกเช่นกัน ดวงหนึ่งจะใช้เวลาในการดูประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะได้ทราบแนวทางของดวงว่าจะดำเนินชีวิตไปในทางไหนที่เหมาะสมกับตัวเอง ทั้งนี้ในการดูสามารถมาดูได้ด้วยตัวเอง หรือจะดูทางโทรศัพท์ก็ได้

“เคล็ดลับในการดูไม่มีอะไรมาก แค่ให้ตั้งจิตอธิษฐานเรื่องที่อยากรู้แล้วจับหินขึ้นมาเหมือนเวลาดูไพ่ยิปซี แต่จะบอกว่าเวลาที่แต่ละคนจับหินถึงจะสีเดียวกันแต่ความรู้สึกไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคำทำนายก็ต่างกันด้วย แต่สิ่งที่จะทำทุกครั้งที่ดูจะต้องอาบแสงจันทร์ทุกวันที่ 15 และแช่น้ำทะเล ทั้งนี้ทุกครั้งหลังจากดูให้ใครแล้วต้องนำหินไปแช่น้ำแร่ก่อนเสมอให้หินสะอาดและขัดด้วยเกลือเม็ด เพราะว่ามือทุกคนมีพลังอยู่ในตัว ต้องล้างออกก่อนที่จะดูให้คนต่อไป วิธีนี้จะช่วยให้การทำนายมีความแม่นยำมากขึ้น”

อาจารย์พงศกร จรรยารัตนวิถี

ใบไม้พลังจิต…เด่นมากเรื่องสุขภาพ  

ศาสตร์ในการดูดวงชะตาชีวิตของคนจากใบไม้ต้องยอมรับว่าแต่ก่อนผู้ที่มีความเชี่ยวชาญนั้นมีค่อนข้างน้อย แต่ปัจจุบันเริ่มมีการเรียนการสอน แม้จะไม่แพร่หลายแต่ก็ทำให้ศาสตร์ดังกล่าวกำลังได้รับความนิยม ในเรื่องจำนวนของผู้สนใจเรียน เช่น ที่สถาบันโหราศาสตร์วิทยา จรัญสนิทวงศ์ 22 ขณะเดียวกันคนที่ดูดวงจากศาสตร์นี้ก็นิยมไม่แพ้กัน

อาจารย์พงศกร จรรยารัตนวิถี ผู้สอนวิชาใบไม้พลังจิต พูดถึงวิชานี้ว่า เป็นโหราศาสตร์แขนงหนึ่งที่มีมานาน จากที่มีการเล่าสืบๆ มา พบในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ที่ก่อนจะออกรบทุกครั้งศาสตร์ต่างๆ จะต้องถูกเช็กหมด หนึ่งในนั้นคือวิชาใบไม้ซึ่งเป็นวิชาที่เร้นลับ และคนโบราณจะหวงมาก ไม่ค่อยมีการถ่ายทอดกันแบบหมดเปลือกเหมือนในปัจจุบัน

“สิ่งที่ผมเรียนมา ถือว่าเป็นการปฏิรูปวงการวิชาใบไม้ใหม่หมด แต่ยังอยู่ในหลักโหราศาสตร์คือภพหรือเรือนทั้ง 12 ภพที่จะบอกเรื่องต่างๆ เช่น การงาน การเงิน สุขภาพโรคภัย ความรัก คู่ครอง อุบัติเหตุ โชคลาภ เหมือนโหราศาสตร์แขนงอื่น ตอนที่ผมเรียนศาสตร์นี้ค่อนข้างยาก แต่พอเรียนรู้แล้วผมได้พัฒนาหลักสูตรใหม่จนสามารถใช้เวลาแค่ 3 วินาทีทายได้เลย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องตั้งดวงเหมือนวิชาอื่น ที่สำคัญยังเป็นวิชาที่มีความโดดเด่นในหลายๆ มุม โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพแม่นสุดๆ”

อาจารย์พงศกร กล่าวว่า มีคนเอาวิชานี้ไปเปิดทำนายที่ จ.มหาสารคาม แล้วบอกว่ามีความแม่นยำในเรื่องของการทายสุขภาพมากเหมือนดังเครื่องเอกซเรย์โรค เพราะมีคนไข้คนหนึ่งไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้วปรากฏว่าหาจุดที่เป็นโรคไม่เจอ แต่พอมาดูใบไม้พลังจิตกลับสามารถชี้จุดที่เป็นโรคได้ กลับไปโรงพยาบาลอีกครั้งพยาบาลถึงกับไม่อยากเชื่อ แต่ไม่ใช่เฉพาะโรคภัยไข้เจ็บอย่างเดียว แต่เรื่องอื่นๆ ก็มีความแม่นอีกด้วย

“วิชานี้ยังให้หวยได้ด้วย ไม่ใช่ผมให้นะ แต่เป็นเทวดาให้ แต่ต้องเป็นคนที่มีโชคจริงๆ เทวดาก็จะบันดาลตัวเลขปรากฏให้เห็นบนใบไม้เลย มีคนที่ดูกับผมโชคดีไปหลายคน ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่กับทุกคนนะ เฉพาะคนที่ดวงกำลังมาหรือมีโชค ส่วนเรื่องอื่นก็แม่น เช่น เรื่องงาน มีลูกศิษย์คนหนึ่งที่กำลังเรียนในสถาบันโหราศาสตร์วิทยาหยิบใบไม้มาให้ดู เขาถามว่าจะออกจากงานไปพักผ่อน ผมทายว่าถึงจะออกจากงานก็ยังมีงานทำ ไม่ได้ว่างงาน เขาไม่เชื่อ ปรากฏว่า 4 อาทิตย์ได้งานซะงั้น ทั้งที่อยากพักนานๆ”

สำหรับวิธีการดูสุดแสนจะง่าย แค่หยิบใบไม้มา 1 ใบ ใบอะไรก็ได้ แต่ขอใบจากที่เป็นต้นไม้ ไม่ต้องใช้วันเดือนปีเกิด และเวลาเกิด สามารถทายและตอบได้ทุกเรื่อง ทั้งการงาน การเงิน โชคลาภ ความรัก ครอบครัว สุขภาพ ฯลฯ สามารถบอกความรู้สึกของคนว่าเป็นยังไง การงานดีไม่ดี สุขภาพดีหรือแย่ ทำธุรกิจขาดทุนหรือกำไร ดูได้หมด

“เคล็ดลับในการดูง่ายมาก แค่คนดูตั้งจิตอธิษฐานแล้วไปหยิบใบไม้มาหนึ่งใบ ไม่ต้องเลือก ด้วยมือซ้าย แต่กว่าที่จะทำนายได้ในเวลาที่รวดเร็วและมีความแม่นยำก็จะต้องผ่านการเรียนมา ไม่ใช่ว่าใครจะหยิบใบไม้มาแล้วทายได้เลย ต้องไปเรียนวิเคราะห์ใบไม้แต่ละชนิด แต่ละลักษณะรูปทรงว่าเป็นยังไง ทายยังไง รวมถึงวิเคราะห์ดวงดาว หลักการพยากรณ์ตั้งแต่พื้นฐานโดยละเอียด การพยากรณ์จร รวมถึงเทคนิคการทำนาย

วิชานี้ครอบคลุมผลในการทำนาย 3 เดือน แต่เราสามารถจะดูดวงชะตาตามที่เราอยากรู้ได้หมด อาจจะ 7 วัน หรือ 1 เดือน แต่ความพิเศษของวิชานี้ไม่ใช่แค่ดูตัวเรา แต่ยังสามารถดูไปถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นด้วย เช่น ถ้าสมมติไปหางาน หรือจะไปติดต่ออะไรกับใคร หากอยากรู้อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนที่จะไปติดต่อนั้น วิชานี้ก็สามารถบอกได้ว่าเขาคิดและรู้สึกยังไงกับเรา” เจ้าของศาสตร์ใบไม้พลังจิตทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าการดูดวงแล้ว แม้ว่าหลายๆ วิชาจะเป็นศาสตร์ที่เรียนรู้เป็นวิทยาการ มีความเป็นศาสตร์เป็นศิลป์มีหลักการ แต่ถึงอย่างไรเสียการดูดวงก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลอยู่ดี

 

เมืองจักรยานแบบไม่ต้องเสแสร้งในโอโนมิจิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2559 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457328

เมืองจักรยานแบบไม่ต้องเสแสร้งในโอโนมิจิ

โดย…วิทยา เคหสุขเจริญ

ผลพวงอีกอย่างจากการได้ร่วมทริป “ปั่นลัดฟ้า กอดฟูจิ กับ 100พลัส” ที่ประเทศญี่ปุ่น นั่นคือ เราได้เห็นความเป็นเมืองจักรยานแบบไม่ต้องเสแสร้งในโอโนมิจิ ที่นั่นเราได้เห็นความลงตัวในองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทั้งเส้นทางปั่นข้าม 7 เกาะ“ชิมานามิ ไกโด” ที่สามารถดึงดูดนักปั่นจากทั่วโลก การใช้จักรยานในชีวิตประจำวันของคนในเมืองเอง ทางจักรยานที่ทำไว้เท่าที่จำเป็นแต่เพียงพอที่จะอำนวยความสะดวกในการปั่นไปได้ทุกที่

ที่บอกว่าทำเท่าที่จำเป็นนั้นเพราะเส้นทางบางส่วน เช่น ทางเชื่อมขึ้นสะพานแขวนแต่ละแห่ง จะลงทุนทำทางลาดแยกต่างหากให้เฉพาะจักรยานและคนเดินเท้า โดยทำให้มีความลาดชันน้อยแม้จะต้องยืดระยะทางออกไปค่อนข้างยาวถึงประมาณ 1 กิโลเมตร ในขณะที่เส้นทางที่ใช้ถนนร่วมกับรถยนต์บางช่วงกลับไม่มีแม้แต่ไหล่ทาง แต่อาศัยความเอื้ออาทรของการใช้ถนนร่วมกัน เมื่อถึงคราวต้องเข้าอุโมงค์ลอดภูเขา ถนนที่ไม่มีไหล่ทางจะปรากฏฟุตปาทขึ้นมาพร้อมทางลาดสำหรับจักรยาน เรียกได้ว่าสิ่งรอบข้างล้วนเป็นมิตรกับจักรยาน และเมื่อได้ลองปั่นตลอดทั้งเส้นก็ไม่พบความติดขัด หรือรู้สึกว่ามันมีอันตรายอะไรอยู่เลย

ที่ต้นทางของเส้นปั่น “ชิมานามิไกโด” ในเมืองโอโนมิจิ มีโรงแรม Onomichi U2 ที่เรียกตัวเองว่าเป็น Hotel Cycle สมบูรณ์แบบแห่งแรกของโลก Onomichi U2 เป็นโรงแรมขนาดกลางที่ใช้โกดังท่าเรือเก่าริมทะเลมาดัดแปลงเป็นโรงแรมขนาด 28 ห้องได้อย่างหรูหราและลงตัว มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักปั่นทั้งทางลาดที่สามารถเข็นรถจากประตูทางเข้าไปถึงหน้าห้องพักแต่ละห้องได้เลย ทุกห้องมีที่จอดจักรยานอยู่หน้าห้อง และในห้องพักแบบ Deluxe จะมีที่แขวนจักรยานไว้ภายในห้องเลยด้วย นอกจากร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่แล้ว ที่นี่ยังมีร้านจักรยานระดับ Pro shop ที่ให้บริการครบครันทั้งขาย ทั้งเซอร์วิสและมีจักรยานคุณภาพสูงให้เช่ารวมถึงรับจัดทัวร์จักรยาน มีรถบัสและรถเทรลเลอร์ไว้ขนทั้งคนทั้งจักรยานพร้อมสรรพ

หน้าโรงแรมด้านที่ติดกับถนน ยังมี Yard Cafe ร้านกาแฟที่เป็น “Cycle-thru counter” คุณสามารถสั่งกาแฟได้โดยไม่ต้องลงจากจักรยาน และยังมีที่จอดจักรยานและห้องอาบน้ำแบบหยอดเหรียญให้บริการแก่นักปั่นทั่วไปที่ไม่ใช่แขกของโรงแรม เรียกว่าครบวงจรและเอื้อประโยชน์สำหรับนักปั่นทุกกลุ่มทั้งนักท่องเที่ยวและคนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน

หันกลับมามองบ้านเรา “กรุงเทพฯ เมืองจักรยาน” ที่ทุกวันนี้ยังตั้งไข่ล้มต้มไข่กินอยู่เลย ทางจักรยานที่สร้างกันมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแต่ก็ไม่โดนใจนักปั่นบ้านเราสักที จากที่ตีเส้นง่ายๆ กับทางลาดปาดขึ้นลงฟุตปาทไปมา เป็นตีเส้นขาวรูดฝาท่อกันไปตลอดทาง ล่าสุดทาสีเขียวปักเสากั้น แต่ไม่วายไบค์เลนยังคงกลายเป็นที่จอดรถกับเลนสำหรับมอเตอร์ไซค์อยู่ร่ำไป ยังไม่ต้องพูดถึงว่าปั่นไปแล้วจะไปจอดที่ไหนถึงจะปลอดภัย ในขณะที่เสียงจากอีกมุมหนึ่งลอยแว่วมาว่าทำทางจักรยานไปก็ไม่เห็นจะมีใครมาใช้ กลายเป็นปัญหาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ต้องมีระบบที่สมบูรณ์ก่อนถึงจะมีคนมาปั่น หรือต้องมีคนปั่นกันมากๆ ก่อนรัฐถึงจะให้ความสนใจทำอย่างจริงจังเสียที…

แต่ท่ามกลางความวังเวงนี้ กลับมีอาคารสำนักงานแห่งใหม่ชื่อ FYI Center เปิดตัวขึ้นภายใต้ Green Concept ลดการใช้พลังงานและใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงสนับสนุนการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน FYI Center ตั้งอยู่แยกพระรามสี่ตัดกับรัชดาภิเษก ตรงข้ามศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นี่เอง ที่อาคารนี้ได้ทำที่จอดจักรยานอยู่ชั้นใต้ดิน อยากจะเรียกว่าห้องนิรภัยเก็บจักรยานมากกว่าเพราะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนามาก ใช้ระบบลงทะเบียนสมาชิกและมี Keycard ห้องเก็บจักรยานโดยเฉพาะ มีห้องอาบน้ำแยกชาย-หญิงอยู่ติดกับห้องเก็บจักรยาน หากว่าห้องอาบน้ำด้านล่างไม่สะดวกต่อการขนสัมภาระไปมา บนอาคารทุกชั้นยังมีห้องอาบน้ำในแต่ละชั้นอีกด้วย เอาใจกันขนาดนี้น่าจะจูงใจให้คนหันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวันได้มากขึ้นบ้างล่ะ และในอนาคตทางอาคารอาจจะจัดที่จอดจักรยานสำหรับบุคคลภายนอกเพิ่มเติมอีกด้วย

แม้ว่ารอบๆ  FYI Center ยังไม่มีเส้นทางจักรยานเป็นเรื่องเป็นราวนักและอาคารเพิ่งเปิดใช้เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมานี้เอง จึงยังไม่อาจประเมินผลตอบรับที่เป็นทางการได้ แต่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับจักรยานก็ช่วยเติมเต็มช่องว่างของทางจักรยานให้ดูสมบูรณ์มากขึ้น จริงๆ เราอาจไม่ได้ต้องการไบค์เลนบนถนนทุกเส้นในกรุงเทพฯ เราเพียงต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปั่น…เท่านั้นเอง …จะได้ไม่ต้องมาเถียงกันว่า ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกันนะครับ

 

กินผัก ช่วยลดโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457325

กินผัก ช่วยลดโลกร้อน

โดย…ราตรีแต่ง

ธงเหลืองปลิวไสวหน้าร้านอาหาร สื่อสัญลักษณ์เทศกาลถือศีลกินเจกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ปีนี้ช่วงกินเจเริ่มวันที่ 1-9 ต.ค. สำหรับผู้ที่เลือกรักษาศีลตลอด 9 วัน พร้อมกับการงดรับประทานอาหารปรุงจากเนื้อสัตว์ รวมไปถึงอาหารจากไข่ นม ที่มาจากสัตว์ทุกๆ ชนิด ก็ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งในเรื่องการกินเพื่อสุขภาพ แล้วยังเป็นเส้นทางเลือกในการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย (Healthy food and friendly environment) โดยมีข้อมูลนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีสัตว์เคี้ยวเอื้อง แกะ วัว และแพะ เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากจำนวนที่เคยมีในศตวรรษที่แล้ว ปัญหาคือระบบย่อยของสัตว์เหล่านี้คือแหล่งแพร่ก๊าซมีเทนปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่ง การทำปศุสัตว์เพื่อเป็นอาหารจึงเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์

วิธีการช่วยลดก๊าซมีเทนจึงทำได้ด้วยการกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ใครสนใจอยากลองเป็นชาวกินผักรักษ์โลก มีข้อมูลรวบรวมเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ลองมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์อย่างสมัครใจในเทศกาลกินเจทุกๆ ปี

ฟาร์มปศุสัตว์มาพร้อมก๊าซมีเทน เนื่องจากแบคทีเรียในกระเพาะอาหารของสัตว์กินหญ้าประเภทวัว ควาย แพะ แกะ จะย่อยอาหารและปล่อยก๊าซมีเทนออกมา ในแต่ละวันวัว 1 ตัว เรอก๊าซมีเทนออกมา 0.5 ปอนด์ ก๊าซมีเทนเก็บความร้อนไว้ได้นานกว่า 10 ปี และเก็บความร้อนไว้นานกว่าโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า การกินผลิตภัณฑ์จากพืชจึงนับว่าสร้างออกซิเจนให้แก่โลก หลายคนเลือกจะงดบริโภคอาหารสัตว์ หันมากินอาหารเจและมังสวิรัติ คือกุญแจสู่การลดภาวะโลกร้อน

กระบวนการผลิตอาหาร จากฟาร์มมาสู่อาหารบนโต๊ะอาหาร (Farm to table) ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก รวมทั้งการใช้เชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรในอุตสาหกรรมการเกษตร และการกระจายอาหารสู่ผู้บริโภคที่ต้องอาศัยการขนส่งที่ใช้น้ำมันมหาศาล การผลิตโปรตีนเนื้อวัวใช้ทรัพยากรมากกว่าการผลิตโปรตีนจากพืช พื้นดินขนาด 2.5 ไร่ ถ้านำไปใช้ในการทำปศุสัตว์ จะผลิตเนื้อสัตว์ได้เพียง 1,250 กิโลกรัม แต่ในจำนวนพื้นที่เท่ากันนำไปปลูกมันฝรั่งได้ 2 หมื่นกิโลกรัม

หมู ไก่ วัว ใช้ทรัพยากรของโลกมากมาย เพราะต้องมีการปลูกพืชในแบบเศรษฐกิจซึ่งต้องใช้ที่ดินหลายแสนไร่เพื่อให้สัตว์ในฟาร์มกินทุกวัน การแปรรูปส่งโรงฆ่าสัตว์ก็ใช้พลังงานเชื้อเพลิงเยอะมาก เรามีทางเลือกโดยใช้ทรัพยากรน้อยกว่า เพียงรับประทานโปรตีนในธัญพืชปลูกบนดิน และอาศัยการขนส่งเท่านั้น ซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่ามหาศาลเมื่อเทียบปริมาณเดียวกับเนื้อสัตว์

ระบบการผลิตอาหารมีส่วนทำให้เกิดแก๊ส กลายเป็นตัวการใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศ แล้วเมื่อคำนวณปริมาณอาหารที่บางคนกินเจร่วม10 วัน (เพราะเตรียมล้างท้องล่วงหน้าอีก 1 วัน) ปริมาณเนื้อสัตว์ที่ลด ละ เลิก ช่วงนี้ได้ลดการบริโภคทรัพยากรให้โลกใบนี้ได้อย่างมากมาย

 

จิตอาสาวัยเยาว์ สู้ภัยพิบัติไต้ฝุ่นในฟิลิปปินส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2559 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457322

จิตอาสาวัยเยาว์ สู้ภัยพิบัติไต้ฝุ่นในฟิลิปปินส์

โดย…เพรงเทพ ภาพ… wvi.org, insights.looloo.com

คนหนุ่มสาวที่มีจิตอาสาใจสาธารณะสร้างทำเพื่อโลกและสิ่งแวดล้อม อุทิศตัวเองทุ่มเทเวลาในการสร้างจิตสำนึกที่ดีเพื่ออนาคตของโลกที่มั่นคงและยั่งยืน โดยตัดความโลภที่มุ่งมองแค่การพัฒนาเพื่อความมั่งคั่งที่เต็มไปด้วยกิเลสให้ลดน้อยเบาบางลง

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ถึง 7,107 เกาะ แต่เป็นเกาะที่มีประชากรอาศัยอยู่จริงเพียงประมาณ 2,000 เกาะเท่านั้น ที่เหลือเป็นเกาะภูเขาไฟและเกาะขนาดเล็ก ซึ่งบางแห่งจะจมอยู่ใต้ทะเลขณะที่น้ำขึ้นสูงสุด นอกจากนี้ ยังมีเกาะที่ยังไม่ได้สำรวจและไม่มีชื่อเรียกอีกกว่า 2,500 เกาะ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีพื้นที่ราบแคบๆ ตามชายฝั่งทะเล การเดินทางระหว่างเกาะจึงใช้เครื่องบินเป็นหลัก

ด้วยสภาพทางธรณีวิทยาทำให้ฟิลิปปินส์มักประสบปัญหาแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุอยู่เนืองๆ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางภูมิศาสตร์บ่อยครั้ง ปัจจุบันมีภูเขาไฟอย่างน้อย 22 ลูกยังคุกรุ่นพร้อมปะทุตลอดเวลา

ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งมลภาวะในดิน น้ำ และอากาศ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากร รวมถึงการลดลงของพื้นที่เกษตรและป่าไม้ การบำบัดของเสียไม่เหมาะสม ความเสื่อมโทรมของปะการังและพื้นที่ชายฝั่งทะเล เป็นต้น

ภูมิประเทศของฟิลิปปินส์แบ่งออกเป็น 3 หมู่เกาะ คือ ลูซอน เป็นหมู่เกาะทางตอนเหนือของประเทศ เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงคือ กรุงมะนิลา วิสายาส์ อยู่ทางตอนกลางของประเทศ และมินดาเนา อยู่ทางตอนใต้ และมีการปกครองแบ่งเป็น 17 เขต 79 จังหวัด และ 117 เมือง

บรรดาเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในโบโฮล หมู่เกาะวิสายาส์ และในแมนดาลูยง หมู่เกาะลูซอน ในประเทศฟิลิปปินส์ ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งและร่วมฝึกอบรมในการเรียนรู้และตรวจสอบความเสี่ยงจากภัยพิบัติ พวกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับพื้นที่ซึ่งเสี่ยงภัยพิบัติและเขตอันตราย โดยวางแผนตามฤดูกาลในปฏิทินซึ่งบ่งชี้ถึงฤดูมรสุมที่จะนำหายนะจากภัยพิบัติของลมพายุที่รุนแรงจนบางครั้งทวีถึงซูเปอร์ไต้ฝุ่น

การเข้าเรียนรู้ด้วยกันกับครูในโรงเรียน นักดับเพลิง ทีมวิศวกร ทีมลาดตระเวนชุมชน และผู้นำหมู่บ้าน ซึ่งเด็กๆ จะได้เรียนรู้ในการดูและทำพื้นที่อันตรายด้วยตัวเองด้วยดินสอถ่าน กระดาษสี ด้วยแรงดึงดูดทางศิลปะที่จูงใจเด็กๆ ด้วยสีสันที่สวยงามในการสร้างความสนใจ ซึ่งโดยพื้นฐานของกิจกรรมเหล่านี้ เด็กๆ จะมีความสามารถและมีส่วนร่วมในการบรรเทาเบาบางความเสี่ยงจากภัยพิบัติในชุมชนของตัวเอง ซึ่งมีแนวโน้มสูงในทุกปีจากพายุไต้ฝุ่น น้ำท่วม และไฟป่า

ราล์ฟ เดเนียล เด็กชายชาวฟิลิปปินส์วัย 10 ขวบ เด็กน้อยรุ่นกระทงที่มีอายุก่อนวัยรุ่นเรียนอยู่เกรด 3 ซึ่งได้เรียนเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความสนใจในเรื่องนี้แลเข้าประชุมสภาเด็กแห่งชาติเพื่อผลักดันนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ ซึ่งจัดโดยองค์กรเวิลด์ วิชั่น ซึ่งมีการแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติในการรักษาโลกใบนี้ และราล์ฟได้เป็นผู้ชนะเลิศในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายในการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกของคนรุ่นใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมของฟิลิปปินส์

ในชุมชนที่เป็นครอบครัวขยายส่วนมากล้วนเป็นเครือญาติกันในซามาร์ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของหมู่เกาะวิสายาส์ ในฟิลิปปินส์ โดยรายได้หลักของครอบครัวมาจากการทำฟาร์มเกษตรกรรม อุทกภัยหรือน้ำท่วมที่ทำลายพื้นที่เกษตรกรรมเกิดขึ้นทุกปี หนักบ้างเบาบ้างตามสภาพการณ์และภูมิอากาศในแต่ละปี กว่า 150 ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบในทุกๆ ปี นอกจากรัฐบาลท้องถิ่นแล้ว เวิลด์ วิชั่นได้เข้าไปช่วยเหลือผู้คนในพื้นที่ และได้ดำเนินการโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้เด็กๆ เข้าร่วมการประชุมสภาเด็กแห่งชาติ เพื่อนำเสนอปัญหาที่เรื้อรังยาวนาน ซึ่งเป็นวาระของโลกร้อนและการปกป้องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

สำหรับสภาเด็กแห่งชาติที่มีการประชุมประจำปี มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของเด็กๆ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนชุมชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเด็กในฟิลิปปินส์จะคุ้นชินกับการเห็นภัยพิบัติที่เกิดจากพายุไต้ฝุ่นและดีเปรสชั่น รวมถึงน้ำท่วมที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ซึ่งเด็กก็ได้เห็นความสำคัญของการปลูกและรักษาต้นไม้เพราะช่วยป้องกันน้ำท่วมโดยตรง ราล์ฟ ซึ่งเป็นตัวแทนเด็กของชุมชนเข้าใจถึงจุดนี้ดี เขาบอกว่า ไฟฟ้าและน้ำที่ใช้ต้องมีการคิดอย่างรอบคอบมากขึ้นในความคุ้มค่า และพยายามลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดเพื่อสุขภาพและความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของคนในชุมชน

หลังจากกลับการประชุม ราล์ฟก็นำสิ่งที่เขาได้องค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เขาใช้ศิลปะในการวาดรูปเพื่อแสดงสิ่งเหล่านี้ให้เพื่อนๆ ของเขาเข้าใจได้ง่ายว่า ต้นไม้จะป้องกันน้ำท่วมอย่างไร รวมถึงการรณรงค์ให้ผู้ใหญ่ในชุมชนและเพื่อนๆ ที่โรงเรียนร่วมกันปลูกต้นไม้ทั้งที่โรงเรียนและในหมู่บ้าน พร้อมกันนั้นก็ยังมีการปลูกผักสวนครัวเพื่อใช้บริโภคในหมู่บ้านและแน่นอนย่อมที่จะปลอดสารพิษ รวมถึงทำความสะอาดบ้านให้ดูดี

แน่นอน เด็กๆ ในหมู่บ้านภายใต้การนำของราล์ฟก็ดูแลต้นไม้ที่พวกเขาปลูกอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปลูกแล้วทิ้ง มีการพรวนดิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ และกำจัดวัชพืช เพราะเขาและเพื่อนๆ เชื่อว่าต้นไม้จะป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ในอนาคตได้

กรณีของราล์ฟเป็นแค่ความสำเร็จเล็กๆ ในระดับชุมชนห่างไกลของหมู่เกาะในฟิลิปปินส์ ที่เด็กเล็กๆ สามารถเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้านอย่างจริงใจ วิถีชุมชนที่งดงามเป็นการปลูกเพาะเมล็ดพืชในคนรุ่นใหม่ที่จะยืนยาวต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น