10 วัน สุดเซอร์ไพรส์ในมหาภารตนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440942

10 วัน สุดเซอร์ไพรส์ในมหาภารตนคร

โดย…นกขุนทอง ภาพ พลศักดิ์ สุนทรตรึก

บางคนใช้ชีวิตโดยปราศจากจุดมุ่งหมายใดๆ

บางคนปล่อยให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนดเป้าหมาย

บางคนวางแผนไว้แล้วมุ่งมั่นตามเส้นทางนั้น บ้างก็ทำได้ บ้างก็ล้มเหลว บ้างก็หลงลืมสิ่งที่ตั้งใจไว้

หากแต่บางคน เมื่อตั้งใจแล้วต้องทำ

 

“พลศักดิ์ สุนทรตรึก” ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด เดอะ เฟส ช็อป ไทยแลนด์ เป็นอีกคนหนึ่งที่มีเป้าหมายใช้ชีวิต หนึ่งใน New Year’s Resolution หรือ “ปีใหม่ปีนี้เราตั้งใจจะทำอะไร” ในข้อที่ 3 เขาเขียนเอาไว้ว่า จะต้องเดินทางไปยังดินแดนใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นดินแดนที่ยังไม่ค่อยมีผู้คนเดินทางไปถึงมากนัก ปณิธานข้อนี้ได้เขียนเอาไว้ในวันที่ 1 ม.ค. 2559

วันที่จรดปากกานั้นเขาไม่รู้หรอกว่าจุดหมายคือที่ใด รู้เพียงว่า “ชีวิตต้องใช้” การออกเดินทางไปประสบเจอสิ่งใหม่ๆ นั้นเป็นของขวัญล้ำค่าให้แก่ชีวิต และด้วยหน้าที่การงานเขาจัดสรรเวลาท่องเที่ยวได้เพียงปีละ 2 ครั้ง ฉะนั้นแต่ละเมืองที่เลือกจะเดินทางไปต้องคัดสรรกันหน่อย เพื่อให้คุ้มค่าที่สุดกับเวลาที่มีแค่ 10 วัน

แล้วเรื่องตื่นเต้นที่จะนำพาเหตุการณ์มาอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างไม่มีวันลืม ก็คือ เมืองเลห์ ลาดักห์ และ แคชเมียร์ ประเทศอินเดีย เมื่อเพื่อนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียกว่า 10 ปี ได้ไลน์มาชวนให้ไปเที่ยว ใช้เวลาค้นคว้าข้อมูล และรวบรวมพลเพียง 2 วัน ได้เพื่อร่วมเดินทาง 10 คน

 

เลขสวยดีนะ 10 คน 10 วันมหัศจรรย์อินเดีย…

ตุ๊กตุ๊ก ซิ่ง เร็ว แรง แซงนรก

เครื่องบินจากสุวรรณภูมิใช้เวลา 4 ชั่วโมง 30 นาที ถึงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย อุณหภูมิท้องถิ่น 40 องศาเซลเซียส

“วันแรกที่ไปถึงเราต้องเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อนกันก่อน เพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องขึ้นเครื่องเดินทางไปที่เมืองเลห์ ลาดักห์ ถามตัวเองว่าอย่างเราเนี่ยนะจะยอมพักผ่อนเฉยๆ หาเรื่องออกไปเที่ยวนิวเดลีสิครับ แต่ความสนุกเซอร์ไพรส์ของวันแรกเกิดขึ้นตอนที่เรากำลังจะกลับโรงแรม รถบัสเล็กที่เราจ้างเอาไว้เขากลับบ้านไปเลยครับ ไม่รอรับเรากลับไปส่งที่โรงแรม โทรถามคนขับรถได้ความว่า “อินี่ขี้เกียจรอจ้านายจ๋า นายเข้าไปช็อปปิ้งนานอินี่เบื่อเลยกลับบ้าน” อ้าวเวรกรรมแล้วเราจะกลับยังไง เพื่อนที่อยู่อินเดียที่พึ่งเดียวของเราจึงบอกว่าเราสามารถนั่งตุ๊กตุ๊กไปได้ 15 นาทีก็ถึง ทั้ง 10 คนก็เลยโอเคเพราะตุ๊กตุ๊กเมืองไทยก็มีเหมือนกัน เราเคยชินกันอยู่แล้ว

ผมและเพื่อนกระโดดขึ้นรถอย่างคล่องแคล่ว เราสบตากับคนขับตุ๊กตุ๊กเพื่อบอกเป็นสัญญาณว่าเราพร้อมแล้ว พี่คนขับจึงบิดรถออกอย่างแรงราวกับกำลังควบเฟอร์รารีอยู่อย่างนั้น โอ้วพระเจ้ามันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าหนังเรื่องเดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียสที่เราได้เคยดูกัน คิดดูเอาว่ารถเมล์สาย 8 ในตำนานต้องยอมคารวะ ตุ๊กตุ๊กที่อินเดียขับซิ่งมากและไม่กลัวเลยว่ารถใหญ่จะชนหรือว่าเกิดอันตรายใดๆ นางบีบแตรไล่รถอื่นๆ ตลอดทางและยังสามารถมุด เบียด ปาด แทรก กระแทก และบิดคันเร่งได้อย่างอรรถรสมาก นั่งกันก้นไม่ติดเบาะเลยทีเดียว เพื่อนๆ กรี๊ดไปก็ลุ้นไปสนุกเหมือนนั่งดูหนัง 4 มิติ ผมคิดว่าตุ๊กตุ๊กไทยที่ว่าแน่ต้องแพ้พ่ายยอมยกรางวัลให้อินเดียเลยละครับ กรี๊ดกันจนพักใหญ่เราก็รอดตายมาถึงโรงแรม”

เพื่อความปลอดภัย โปรดอยู่นิ่งๆ

เตรียมตัวกันมาดีมาก เช็กสภาพดินฟ้าอากาศ เมืองเลห์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากพอควรทำให้อากาศเย็นตลอดทั้งปี ถ้าช่วงหน้าหนาวจะเย็นถึงขนาดติดลบ 20 องศาเซลเซียส ดังนั้นอุปกรณ์กันหนาวจึงขนมาพร้อมมาก แต่แล้วก็มีเรื่องให้ต้องร้องหาพระเจ้ากันอีกครั้ง เมื่อกระเป๋าเดินทางไม่มาพร้อมกับสายการบิน

 

“วันนั้นอุณหภูมิลบ 9 องศาเซลเซียส สอบถามทางสายการบินบอกว่ากระเป๋าน่าจะตามมาอีก 3 วัน แล้วเราจะอยู่อย่างไร ได้แต่หายใจลึกๆ แล้วทำใจเดินออกจากสนามบินมา แต่ก็ยังมีความหวังว่าเราน่าจะได้เจออะไรดีๆ ที่นี่เพื่อช่วยลดความนอยด์จากกระเป๋าที่หายไป กำลังจะก้าวขาพ้นสนามบินก็มีเสียงประกาศว่า เนื่องจากสภาพอากาศบนที่สูงจะมีออกซิเจนค่อนข้างน้อยเราจึงขอแนะนำให้ท่านงดทำกิจกรรมใดๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อปรับร่างกายให้เข้ากับสภาพอากาศและเพื่อความปลอดภัยของชีวิตของท่าน นั่นไงเอาอีกแล้วไม่ได้ไปไหน ไม่ได้เที่ยวอีกแล้ว”

แต่มีหรือแก๊งนี้จะยอมหยุดอยู่นิ่งๆ พวกเขาไม่ลดละความพยายามที่จะออกไปทำอะไรสักอย่างข้างนอกโรงแรม จนได้รับคำแนะนำให้ไป Shanti Stupa ซึ่งเป็นเจดีย์พระธาตุคนญี่ปุ่นที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้มาสร้างเอาไว้ พวกเขาได้ไปเดินเวียนรอบพระธาตุทำใจให้สงบก่อนกลับมานอนซุกตัวใต้ผ่าห่มอุ่น ออมแรงไปลุยดินแดนมหัศจรรย์

อยากได้ภาพสวย แต่หมดสภาพ

วันที่ 3 การเดินทางท่ามกลางขุนเขาหิมะด้วยรถแวน เดินทางจากเมืองเลห์ไปที่นูบรา วัลเลย์ (Nubra Valley) ระหว่างทางมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมาก ท้องฟ้าสีฟ้าตัดขอบหิมะบนปลายยอดเขาสีขาวด้านล่างเป็นธารน้ำใสสวยยิ่งกว่าในเทพนิยาย อะไรจะช่างโลกสวยวันเดอร์ฟูลเวิลด์ขนาดนี้ พวกเขาจึงยกให้เป็น “โฟโต้เดย์” เพื่อบันทึกความงดงามของดินแดนมหัศจรรย์นี้

 

“เราขับรถไปแวะถ่ายรูปเก็บภาพไปตามทางเพราะเราคงไม่ได้กลับมาที่นี่กันแน่ รถที่เรานั่งไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆ จนถึง Khardung La Pass จุดที่เราอยู่สูงจากพื้นโลกที่สุดในชีวิต ณ จุดนี้ 18,380 ฟิต ซึ่งหนาวมาก หายใจยากมาก และก็สนุกมากเช่นกัน ไหนๆ ก็ได้มาถึงจุดสูงสุดในชีวิตละ ขอถ่ายรูปกับเสาบอกความสูงสักหน่อย ลงไปแชะภาพได้ไม่ถึง 3 นาทีก็ต้องรีบขึ้นมาที่รถเพราะอากาศข้างนอกหนาวเย็นมาก แล้วเราก็มาจอดอยู่ ณ ลานแห่งหนึ่งเป็นพื้นที่กว้างๆ มีภูเขาหิมะเป็นแบล็กกราวด์ เรากระโดดถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน หาได้รู้มั้ยว่าจากการกระโดดมากมากขนาดนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต อาเจียนสิครับ!!! ผมอาเจียนหนักมาก เล่นซะหายใจไม่ทัน ความสนุกของวันนั้นจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ เพราะเวียนหัวและอาเจียนตลอดทางที่เรามาจนถึง Nubra Valley ที่ที่เพื่อนๆจะไปขี่อูฐกันแต่ผมต้องกลายเป็นคนเฝ้ารถไปในที่สุด เรื่องมันเศร้าจริงๆ ครับ”

ความงดงาม ที่หนาวจับใจ       

จุดหมายของวันที่ 4 คือ Pangong Lake ทะเลสาบที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเคยมาเยือนต่างร่ำลือกันว่าเป็นทะเลสาบที่สงบนิ่งและสวยงามที่สุดท่ามกลางขุนเขาแห่งหนึ่งในโลก ระหว่างการเดินทาง 4 ชั่วโมง เส้นทางเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่น้อยทุรกันดารยิ่งกว่าชายแดนไทย-พม่า ผ่านภูเขาหินทราย ผ่านลำธารน้ำใสที่ละลายมาจากเทือกเขาสูง และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ นอกจากพวกเขา10 คน จนกระทั่งรถได้ข้ามเนินเขาแห่งหนึ่งมาและสิ่งที่พวกเขาได้เห็นเบื้องหน้าคือ ทะเลสาบสีฟ้าครามที่กว้างสุดลูกหูลูกตาโอบล้อมไปด้วยภูเขาหินสีน้ำตาลทอดตัวเป็นแนวยาวไปตามขอบฟ้า นาทีนั้นไม่มีใครหาคำบรรยายมาแทนภาพเบื้องหน้าได้ นอกจากยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปบันทึกสิ่งที่เขาบอกกับตัวเองในขณะนั้นว่า “มันงดงามที่สุดในชีวิตที่พบพานมา”

 

“ผมและเพื่อนๆ ถ่ายรูปอยู่ที่นี่กันพักนึงก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับโรงแรม แต่คืนนี้เป็นคืนที่เราจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิตว่าเราได้มานอนอยู่ที่ไหนในโลกแห่งนี้ เราเลือกพัก Pangong Residency ครับ คืนนี้อากาศลบถึง 17 องศาเซลเซียส เรากระโดดขึ้นเตียงนอนกันเลย พักหนึ่งเริ่มรู้สึกถึงความหนาวเย็นยิ่งดึกยิ่งหนาว จนทนไม่ไหวถามทางโรมแรมมีฮีตเตอร์มั้ย สิ่งที่ตอบกลับมาทำให้หัวใจเราแทบสลายคือคำว่า ไม่มีฮีตเตอร์ หนทางเดียวที่ทำได้คือการมานอนรวมกันเอาตัวเบียดกันให้อุ่นที่สุด แต่ก็ต้องแลกมากับการนอนแข็งทื่อท่าเดียวทั้งคืนขยับตัวไม่ได้และไม่มีโอกาสที่จะได้ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำในตอนกลางดึก ผมเริ่มคิดถึงบ้าน ยิ่งดึกก็ยิ่งทรมาน ตลอดทั้งคืนคิดอยู่แต่ว่าเรามาทำอะไรที่นี่ เราจะตายที่นี่มั้ย”

คิดวนไปวนมาจนเพลียหลับ รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว สวรรค์มาโปรด…

 

สโลว์ ไลฟ์ ตามไหล่เขา

วันที่ 5 เดินทางกลับมาที่เมืองเลห์ เช้าวันรุ่งขึ้นต้องขึ้นเครื่องกลับไปที่นิวเดลีเพื่อจะบินไปต่อที่แคชเมียร์ดินแดนของพืชพรรณที่ผลิบานรอต้อนรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยว

“คนขับรถของเราชื่อคุณจิกมี่ ได้แนะนำว่าเราจะกลับไปที่เมืองเลห์อีกทางหนึ่งซึ่งไม่ใช่ทางที่เรามา ทางนี้จะได้เห็นฝูงจามรีด้วย คุณจิกมี่ได้ขับรถพาเราลัดเลาะไปตามไหล่เขาวนขึ้นวนลงวนซ้ายวนขวาจนกระทั่งมาถึงลานกว้างที่มีฝูงจามรีฝูงใหญ่กำลังยืนเล็มหญ้าอยู่ ชีวิตของพวกมันช่างดูมีความสุขมากๆ สโลว์ ไลฟ์จริงๆ เส้นทางเราผ่าน Changla Pass จุดแวะถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว เรายังได้แวะเที่ยววัด Thaksey และวัด Hemis 2 วัดนี้เป็นวัดสไตล์ทิเบตที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ และได้มาเยี่ยมชม Leh Palace พระราชวังที่เป็นที่ประดับของอดีตกษัตริย์ แต่ตอนนี้กลายเป็นพระราชวังร้างไม่มีสิ่งของใดๆ เราเข้าพักที่ Nalanda Hotel เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ช่วยคลายหนาว ไม่ว่าจะเป็น ผ้าห่มไฟฟ้า เครื่องทำน้ำร้อน หรือแม้แต่ฮีตเตอร์ ดังสวรรค์มาโปรดหลังจากที่เราไม่ได้อาบน้ำมา 4 วัน นี่คือครั้งแรกที่เราจะได้อาบน้ำที่นี่ เรากินข้าวเย็นกัน จิบชาอุ่นๆ ที่คนที่นี่เรียกว่า ใจ (Jai) และนอนหลับด้วยความสุขในรอบ 4 วัน”

 

หัวหกก้นขวิดที่โรงพยาบาล

วันที่ 6 นอกจากใช้เวลาเดินทางนานแล้ว ยังเจอกับสภาพอากาศ จากติดลบที่เลห์ มาเจออุณหภูมิที่สูงกว่า 40 องศาที่นิวเดลี และบินกลับมาติดลบนอีกครั้งที่แคชเมียร์ ทำให้เขาเริ่มรู้สึกมีอาการแปลกๆ ในร่างกาย จนนำพาเขามาเจอประสบการณ์ทางการแพทย์ที่น่าขนลุกที่สุด

“ในเย็นวันนั้นผมมีอาการไข้ขึ้นครับ ตัวร้อนและหายใจไม่ออก นอนซมอยู่ที่ห้องไม่ได้ไปกินข้าวจนเพื่อนๆ ติดต่อโรงพยาบาลในละแวกนั้นได้และได้พาผมไปพบแพทย์ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือโรงพยาบาล สภาพโดยทั่วไปเป็นอาคารชั้นเดียววางตามแนวยาว มีกลิ่นอับและดูไม่สะอาดเท่าที่ควร เราเดินตามหาคุณหมออยู่พักหนึ่งก็พบว่าคุณหมอนอนหลับอยู่บนเตียง ในใจผมถามตัวเองว่านี่คือคุณหมอจริงๆ ใช่มั้ย เราจะตายมั้ย คำถามเป็นร้อยเกิดขึ้นในสมองอันรวดเร็ว ใบอนุญาตหรือใบแสดงตนว่าเป็นหมออะไรก็ไม่มี คุณหมอตื่นมาหน้างงๆ และถามสองสามประโยคจากนั้นสั่งพยาบาลให้ฉีดยา พี่พยาบาลก็หน้าตาโหดเอาเรื่องนางเป็นบุรุษพยาบาลครับ คุณพี่พยาบาลบอกผมถอดกางเกงและนอนคว่ำ เชื่อมั้ยครับว่าคนที่นี่เขาฉีดยาไม่มีการทาแอลกอฮอล์ไม่มีบอกหรือพูดอะไร การฉีดยาของเขาคือการเอาเข็มปักลงไปที่ก้นแล้วดันยาเข้าไปในร่างกายแบบไม่ต้องทะนุถนอม อารมณ์ตอนนั้นแบบว่ามันสุดจริงๆ ครับ ฉีดยาเสร็จหมอเรียกเข้าไปที่ห้องพักของคุณหมอแล้วสั่งยาว่าให้ คุณหมอนอนสั่งยาบนเตียงนอนใต้ผ้าห่ม เออก็แปลกดีเกิดมาไม่เคยเห็นและจะจำไปตลอดชีวิตถึงเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ได้มาพบหมอที่นี่ แต่หลังจากที่ฉีดยาได้ 20 นาที อาการป่วยหายเลยครับ โอ้วพระเจ้า อะไรมันจะได้ผลเร็วชะงักขนาดนั้น ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดีจะโชคดีที่หายไวหรือว่าโชคร้ายที่เจอโรงพยาบาลน่ากลัว”

 

บิด สโนว์ ไบค์ ซิ่งท้าความเย็น

วันที่ 7 ซื้อตั๋วกระเช้าเคเบิ้ลขึ้นไปที่ยอดเขากุลมาร์ก (Gulmarg) ก็เจอเรื่องเซอร์ไพรส์ มวลมหามนุษย์อินเดียก็มาเที่ยวที่นี่เหมือนกัน มีจลาจลเล็กๆ ที่หน้าห้องขายบัตรเพราะคนทะเลาะกันเรื่องต่อแถวซื้อตั๋วนั่งกระเช้า

“คนที่ประเทศนี้เขาไม่เข้าใจคำว่าการต่อแถวนะครับ ฉะนั้นเราโดนเบียดโดนแทรกโดนกระแทกอยู่เสมอ ต่อแถวอยู่ดีๆ แถวหายไปเฉยๆ เราขึ้นกระเช้าไปถึงด้านบนที่ความสูง 14,000 ฟิต ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรกพ่อค้าวาณิชชาวอินเดียต่างกรูกันเข้ามาหาพวกเราอย่างกับเสื้อชีตาร์ล่าเหยื่อเพื่อที่จะเสนอขายแพ็กเกจกิจกรรมต่างๆ นานาบนเทือกเขา มาถึงตอนนี้ผมบอกเลยว่าบรรยากาศยิ่งไม่น่าอยู่เลยครับ พวกเขาเข้ามารุมนักท่องเที่ยวและแย่งกันเสนอขายจนเราฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาขายอะไรราคาเท่าไหร่บ้าง เราจึงตัดสินใจทำหน้ามึนๆ และเดินออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด จนเจอ Snow Bike ยานพาหนะสุดเอ็กซ์ตรีมที่พวกเราไม่เคยเห็นลักษณะเหมือนเจ็ตสกีผสมกับล้อที่มีสายพานเหมือนรถถัง หน้าตาแปลกๆ แต่เขาบิดกันมันสุดๆ เราเลยไม่พลาดเพราะปกติเราก็บิดมอเตอร์ไซค์แว๊นกันในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว ไม่ผิดหวังครับมันสนุกจริงๆ การได้บิดไปตามพื้นแผ่นหิมะลัดเลาะไปตามเนินเขามันช่างสนุกจริงๆ ครับ คุ้มที่สุดแล้วในบรรดากิจกรรมที่อยู่บนเทือกเขากุลมาร์ก”

 

วันที่แปดที่ผิดแผนไปเสียหมด

จุดต่ำสุดในทริปนี้ก็เกิดขึ้นวันนี้ เซอร์ไพรส์ได้ไม่จบจริงๆ เรื่องเกิดที่ภูเขาที่ชื่อว่า โซนามาร์ก “เราจะขึ้นไปบนเขาเพื่อที่จะเล่นสกีและทำกิจกรรมอื่นๆ ตามปกติของคนที่มาพักผ่อนที่นี่ แต่เราก็ได้พบพ่อค้าวาณิชจำนวนมากได้เข้ามาเกาะที่รถของเราและพยายามจะเข้ามาในรถเพื่อเสนอขายกิจกรรม น่ากลัวมากพ่อค้าทุกคนดูจริงจังจนเราอึดอัดอยากออกจากพื้นที่ตรงนั้น แต่ก็ไม่สามารถออกไปไหนได้เพราะเขามาล้อมรถเราเอาไว้ เราเสียเวลามาหลายชั่วโมงและก็ไม่ได้เล่นสกี เราจึงตัดสินใจกลับไปที่โรงแรม แต่เรื่องเซอร์ไพรส์ยังไม่จบเพราะโรงแรมที่เราจองเอาไว้สร้างยังไม่เสร็จดี ยังไม่ได้ทำความสะอาด ห้องทุกห้องเต็มไปด้วยฝุ่น เศษวัสดุก่อสร้าง คนงานเดินเข้าออกไปมา ประเมินจากสายตาแล้วว่าไม่น่าจะพักได้ เราขอเงินคืนแต่ก็ไม่สำเร็จ เจ้าของโรงแรมยืนยันว่าสามารถพักได้ เราจึงตัดใจทิ้งห้องพักและเดินทางกลับมาพักที่บ้านเรือที่เดิม สรุปว่าวันนี้ทั้งวันเรายังโชคดีอยู่บ้างที่ได้ไปถ่ายรูปเล่นกันที่ทุ่งดอกมัสตาร์ด ยังไปมีอะไรดีๆ ให้ได้ยิ้มบ้างถึงแม้ว่าทุกคนจะผิดหวังกันสุดๆ ก็ตาม”

เรื่องเลวร้ายของวันที่ 8 ก็ได้ผ่านไปพร้อมกับการหมุนรอบตัวเองของแกนโลกจนถึงเช้าวันใหม่…

ความงดงามมีอยู่รายรอบตัว

วันที่ 9 เสียงฝนเป็นนาฬิกาปลุกให้เขาลุกขึ้นไปเสพแสงแห่งวันใหม่ แม้ว่าฟ้าจะสลัวมีฝนปรอยและมีทีท่าจะไม่หยุดตกง่ายๆ แต่บรรยากาศก็งดงามเกินกว่าจะขังตัวเองไว้ในโรงแรม ผลโหวตของสมาชิกจึงออกมาว่า ไปนั่งเรือเล่นในทะเลสาบที่อยู่ใกล้ๆ ที่พักกันเถอะ บรรยากาศคล้ายๆ คลองอัมพวา มีบ้านเรือนผู้คนและได้เห็นวิถีชีวิตริมน้ำตลอดทั้งสองฝั่งคลอง สายฝนที่ดูเหมือนเป็นอุปสรรคหากมองอีกมุมมันก็ช่วยสร้างให้บรรยากาศ ณ เวลานั้น โรแมนติกขึ้น จนรู้สึกว่าเปลี่ยนเพื่อนร่วมทริปเป็นคนรักเสียคงจะดี(ฮา)

 

วันสุดท้าย สัมผัสทัชมาฮาล

วันที่ 10 เข้าชมทัชมาฮาล (Tajmahal) หนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่นักท่องเที่ยวทุกคนควรมาเยือนสักครั้ง สุสานแห่งความรักที่สร้างขึ้นจากหินอ่อนที่สวยที่สุดในโลก

“เราเดินทางไปตามถนนซูเปอร์ไฮเวย์จากนิวเดลีไปที่เมืองอัครา ระหว่างทางได้เห็นการพัฒนาเมืองที่พักอาศัยใหม่ๆ ของอินเดีย มีสนามแข่งรถสำหรับกิจกรรมยามว่างของเศรษฐีเมืองภารต  แต่ห้องน้ำก็เป็นอะไรที่หายากไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทร 3 ชั่วโมงผ่านไปเราก็ได้มาเห็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ทำด้วยหินอ่อนสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพวกเรา เป็นอาคารทรงโดมที่วิจิตรบรรจง ใช้ศิลปะหลายๆ แบบเข้ามาผสมผสานกัน และความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ที่จะให้เราเข้าไปชมความสวยงามนั้นก็มีสูงมาก ข้อห้ามหลายๆ อย่างถูกเขียนเอาไว้ทีมเราทำตามกฎทุกอย่างก็เลยไม่มีปัญหาอะไรกับการเข้ามาชมที่นี่ จะมีก็ตรงที่สภาพอากาศที่สูงจนเกือบ 45 องศาเซลเซียล”

การเดินทางครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สมบูรณ์แบบไปทุกเรื่อง ซึ่งพลศักดิ์ก็ไม่ได้หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะในทุกๆ เส้นทางที่ผ่านเขาได้เสพความสวยจากธรรมชาติที่โลกนี้ได้สรรค์สร้างเอาไว้จนอิ่มใจ ส่วนเรื่องที่แลดูเป็นอุปสรรคทั้งหลายก็เป็นบทเรียน เพราะทุกครั้งที่เขาออกเดินทางเรื่องราวเหตุการณ์ใหม่ๆ นี้แหละ คือสีสันให้ชีวิต แน่นอนว่าการเดินทางไปเป็นหมู่คณะอาจจะมีหลายอารมณ์ หลายความเห็นต่าง ที่อาจเกิดความขัดแย้งจนทำให้ทริปไม่สนุก ทว่านั่นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการเดินทางเป็นทีมที่จะพิสูจน์ว่าการเดินทางครั้งนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ และเขาก็ได้คำตอบแล้วว่า มิตรภาพสวยงามเสมอ

 

 

 

ทุกที่คือการทำงาน ‘รวิโรจน์ อัมพลเสถียร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440813

ทุกที่คือการทำงาน ‘รวิโรจน์ อัมพลเสถียร’

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

เป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง สำหรับ “รวิโรจน์ อัมพลเสถียร” ที่ชีวิตพลิกผันเรียนจบมาทางด้านเภสัชกรรม แต่หันมาจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สร้างอพาร์ตเมนต์ให้คนเช่า จนประสบความสำเร็จกลายเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับร้อยล้าน จากนักศึกษาคณะเภสัชฯ ที่เกือบโดนรีไทร์ เพราะไม่ถนัดในวิชาตำราที่เรียน แต่กลับชอบอ่านหนังสือทางด้านเศรษฐศาสตร์ อ่านงบการเงิน จนเกิดแรงบันดาลใจก้าวเข้ามาเป็นธุรกิจเต็มตัวตั้งแต่อายุยังน้อย

ด้วยความฝันของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีอิสรภาพทางด้านเวลาและการเงิน จึงได้เริ่มต้นลงทุนอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 หลังจากทำธุรกิจประกันชีวิตจนสามารถเก็บเงินก้อนได้จากการทำงานด้วยตัวเอง เพราะธุรกิจประกันนั้นถือว่าเกี่ยวข้องกับการออมเงิน และได้นำเงินออมก้อนนั้นไปซื้อคอนโดมิเนียมที่สร้างกำไรได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว

 

ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของอพาร์ตเมนต์ให้เช่าแบรนด์มายเฮาส์กว่า 500 ยูนิต ในหลายทำเลใกล้กับแหล่งงานและแนวรถไฟฟ้าระยะทางไม่เกิน 500 เมตร พร้อมกับตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าจะมีอพาร์ตเมนต์ไม่ต่ำกว่า 1,000 ยูนิต และวางแผนในอนาคตว่านำทรัพย์สินไปจัดตั้งผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

รวิโรจน์ เล่าให้ฟังว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้เขาเติบโตด้านนักลงทุนมาจากการที่เป็นคนรักการอ่านหนังสือ เหมือนกับเราต้องการศึกษาทางด้านใดก็อ่านในตำรานั้นๆ ซึ่งในชีวิตวัย 32 ปี เขาผ่านการอ่านหนังสือมาไม่ต่ำกว่า 1,000 เล่ม แต่ 1 ใน 3 ของหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจของเขานั้นมาจากการอ่านหนังสือพ่อรวยสอนลูกของโรเบิร์ต คิโยซากิ เมื่อ 15 ปีก่อน

หนังสือเล่มนี้ให้ข้อคิดที่ว่าควรจะลงทุนซื้อทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างคอนโด เปรียบเหมือนกับการสร้างท่อน้ำเลี้ยงให้กับตัวเองตลอด 365 วัน ดีกว่าการแบกแค่ถังน้ำ หรือทำงานลำพังที่ได้จากเงินเดือน เพราะถ้าหมดแรงก็ไม่มีรายได้ต้องสร้างรายได้ระยะยาวให้เกิดขึ้น

 

หนังสืออีกเล่มชื่อ ตีแตก การลงทุนในหุ้นในภาวะวิกฤตของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร และหนังสือคิดแล้วรวยของนโปเลียน ฮิลล์ สิ่งสำคัญของการเรียนรวิโรจน์ย้ำว่า ไม่ได้หยุดแค่ตำราโดยจะต้องไถ่ถามจากผู้ที่มีความรู้อย่างเช่น สอบถามจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ เพราะเขาเหล่านั้นจะมีแนวทางแก้ปัญหาที่ดีกว่าเรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมยามว่างที่ทำให้เขาผ่อนคลายคือจะรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เล่นบอร์ดเกม ซึ่งเป็นเกมที่มีรูปแบบคล้ายเกมเศรษฐี ซึ่งมีให้เลือกหลายหมื่นๆ เกม ว่าเราต้องการเล่นอะไร ซึ่งเล่นได้ตั้งแต่ 2-60 คน เช่น เกมสร้างท่าเรือ หรือเป็นเกษตรกร ข้อดีของเกมเหล่านี้คือช่วยวางแผนทางความคิด การเลือกใช้ทรัพยากรต่างๆ นั้นจะต้องทำอย่างไร อย่างเช่น เกมสามก๊ก ที่ต้องใช้เวลาเล่นนานบางครั้งถึง 3-4 ชั่วโมง/วัน ซึ่งทุกอาทิตย์จะต้องใช้เวลา 2 วัน วันละ 2 ชั่วโมง กับกลุ่มก๊วนเพื่อนพี่น้องที่เป็นนักลงทุนด้วยกัน

 

ไม่เพียงเท่านั้นเขากับกลุ่มเพื่อนยังแบ่งเวลาให้กับตัวเอง ซึ่งต่อปีจะใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 4-5 ทริป และซึ่งต่อทริปนั้นใช้เวลาท่องเที่ยวนานเป็นเดือนอย่างเช่น การเดินทางท่องเที่ยวในทวีปยุโรป โดยใช้รูปแบบการเช่ารถและขับท่องเที่ยวกันเอง

ข้อดีของนักลงทุนที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาวระดับ 100 ล้านบาท จนกลายเป็นเศรษฐีอพาร์ตเมนต์ เพราะสามารถทำงานโดยการเชื่อมต่อระบบออนไลน์ โดยแค่บริหารกระแสเงินสด ผ่านการทำงานผู้จัดการอพาร์ตเมนต์ที่ตั้งขึ้นมาบริหารงาน ทำให้วิธีการทำงานของเขาไม่ใช่การนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ แต่สามารถนั่งทำงานอยู่ได้ทุกที่ รับกับการลงทุนที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

 

แปลงร่างจากเอสเอ็มอี สู้ผู้ชนะ ‘สตาร์ทอัพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440811

แปลงร่างจากเอสเอ็มอี สู้ผู้ชนะ ‘สตาร์ทอัพ’

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

หนึ่งบริษัทไทยที่เริ่มต้นจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สร้างธุรกิจใหม่ในตลาด แต่ต่อมามีคู่แข่งเข้ามามากขึ้น จึงเลือกปรับแผนธุรกิจใหม่อย่างรวดเร็ว ก้าวสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพไทย สร้างโมเดลใหม่ ไม่มีคู่แข่งใดตามได้ทัน และกำลังก้าวเข้าสู่ตลาดโลก

“กิตตินันท์ อนุพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอนนี่แวร์ ทูโก ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น เคลมดิ (Claim di) เปิดเผยว่า เรียนจบมาจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยคณะนี้ส่วนใหญ่เรียนจบไปเป็นครูห้องโสตทัศนศึกษา แต่ตนเองสนใจด้านไอที จึงไปทำงานด้านการขาย ที่บริษัทซอฟต์แวร์แห่งหนึ่งและได้เรียนรู้ต่างๆ ต่อมาไปทำงานฝ่ายไอที ในธนาคาร จึงเข้าใจธุรกิจ ก่อนตัดสินใจเปิดบริษัท และสร้างระบบ Emergency Management ให้แก่องค์กรต่างๆ

แรงบันดาลใจที่อยากสร้างระบบนี้ เพราะเห็นว่าในทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติทั่วโลกจำนวนมากทุกปี แต่ปัญหาคือ การทำให้เจ้าหน้าที่รู้จุดเกิดเหตุและเข้าไปช่วยได้รวดเร็วในเวลาสั้น เพื่อช่วยชีวิตคน และมีระบบที่ดีจะแก้ปัญหาได้

 

“ระบบมีลูกค้ากลุ่มประกันภัย และโรงพยาบาลใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งมีลูกค้าบริษัทประกันภัยใช้บริการในสัดส่วน 40-45% ต่อมาเริ่มมีคู่แข่งเข้ามาในธุรกิจมากขึ้น และคู่แข่งก็พัฒนาระบบใกล้เคียงกับบริษัท จึงมีคู่แข่งเข้ามาแย่งลูกค้าไป และเริ่มสูญเสียลูกค้าไปตั้งแต่ช่วงปี 2544 จึงเริ่มศึกษาโมเดลของธุรกิจ สตาร์ทอัพ และศึกษาจาก ซิลิคอน วัลเลย์ ที่เป็นแหล่งกำเนิดธุรกิจสตาร์ทอัพมาใช้กับองค์กร” กิตตินันท์ กล่าว

ต่อมาในปี 2557 บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค มีโครงการ ดีแทค แอคเซลเลอเรท (DTAC Accelerate) ทำให้บริษัทได้ผ่านเข้าร่วมโครงการ ทำให้เข้าใจธุรกิจสตาร์ทอัพมากขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำอย่างเข้มข้น ในช่วงท้ายต้องทำแอพพลิเคชั่นออกมา และต้องนำเสนอ เพื่อให้นักลงทุนมาลงทุน จึงมีนักลงทุนเข้ามา ทั้งดีแทค โครงการนี้ทำให้ได้เรียนรู้ใหม่ๆ เปรียบเสมือนการอยากขับเครื่องบิน ที่ได้เข้าห้องเรียน เพื่อเรียนรู้และขับเครื่องบินได้ทันที

“การทำธุรกิจที่เริ่ม 15 ปีที่ผ่านมา ใช้เงินลงทุนส่วนตัว ซึ่งธุรกิจมีช่วงวิกฤตหลายครั้ง ไม่มีเงินเหลือในบริษัท เคยเปิดบริษัทก่อนหน้านี้ และปิดกิจการไป เคยทำธุรกิจซักรีด จนกระทั่งมีความคิดว่าจะกลับไปทำงานเอกชนต่อดีไหม แต่ที่สุด มีความเชื่อมั่นภายในใจว่า สิ่งที่ทำจะสามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมได้ จากความเชื่อนี้ จึงเป็นแรงผลักดันให้ แอพพลิเคชั่น เคลมดิ เกิดขึ้นในตลาดได้สำเร็จ” กิตตินันท์ กล่าว

ล่าสุดมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในบริษัทช่วงปี 2558-2559 มีทั้งกองทุน 500 สตาร์ทอัพ ที่เป็นนักลงทุนระดับโลก กองทุน 500 ทุเรียน เป็นนักลงทุนระดับเอเชีย และกองทุน 500  ตุ๊กตุ๊ก จากประเทศไทย รวมทั้งยังมีบริษัท โกลเด้น เกต เวนเจอร์, บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ, บริษัท ดีแทค ที่เข้ามาลงทุนรอบใหม่ และนักลงทุนรายย่อยอีก 2 ราย รวมแล้วมีนักลงทุนเข้ามาระดมทุนกับบริษัทรอบใหม่ล่าสุดรวม 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่า 84 ล้านบาท บริษัทได้ก้าวสู่สตาร์ทอัพไทย ซีรี่ส์เอ ได้สำเร็จ จากเดิมที่ไม่มีนักลงทุนรายใดสนใจมาก่อน องค์กรเติบโต 10 เท่าภายในเวลาปีเดียว จากเดิมทำธุรกิจเป็นเอสเอ็มอี เติบโตปีละ 15%

 

“แอพพลิเคชั่น เคลมดิ” ทำให้ผู้ใช้งานทำการเคลมประกันได้ จากจุดเกิดเหตุภายในเวลา 15 นาที และประหยัดเวลาถึง 90% ซึ่งไม่ต้องเสียเวลารอตัวแทนจากบริษัทประกันมาถ่ายรูป แต่ผู้ใช้สามารถถ่ายรูปแล้วส่งให้บริษัทประกันทางแอพพลิเคชั่น หรือเหลือเวลาการเคลมจาก 30 นาที เหลือ 3 นาที ส่วนบริษัทประกันประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 80% และลดการโกงได้ 100% เพราะการที่บริษัทประกันไปยังจุดเกิดเหตุ 1 ครั้ง มีต้นทุนสูง แต่การมีเคลมดิ จึงทำให้บริษัทประกันภัยลดต้นทุนอย่างมาก

บริษัทมีนักลงทุนเข้ามาระดมทุนในบริษัทมากขึ้น จึงขยายธุรกิจใหม่ด้วยการเข้าไปซื้อกิจการ บริษัท เอ พลัส เพื่อให้บริการด้านศูนย์บริการให้ความช่วยเหลือแบบฉุกเฉินให้แก่รถยนต์ครบวงจร ทั้งคอลเซ็นเตอร์ ทีมงานที่พร้อมเข้าไปดูแลลูกค้าที่มีปัญหารถเสียได้ทันที และมีทีมงานพร้อมเข้าไปช่วยเหลือแก่ลูกค้ากว่า 400 คน ทั่วประเทศ อีกทั้งยังได้พัฒนา แอพบริการสาธารณะ หรือ “Police I Lert You” ทำให้ประชาชนแจ้งเหตุกับตำรวจได้สะดวก เป็นสิ่งดีๆ ที่อยากทำให้แก่คนในสังคม

ทั้งนี้ การที่บริษัทปรับธุรกิจอย่างรวดเร็ว และพัฒนาไม่หยุดนิ่ง จึงสร้างความประหลาดใจและทำให้คู่แข่ง ไม่สามารถสร้างโมเดลธุรกิจเหมือนกับบริษัทได้ กลายเป็นจุดแข็งขององค์กรพร้อมเรียนรู้และปรับสิ่งใหม่รวดเร็ว อีกทั้งองค์กรยังได้ไปพบกับนักลงทุนทั่วโลก เพื่อที่จะขยายการระดมทุนรอบใหม่ นำมาขยายธุรกิจให้เติบโตต่อไป รวมถึงสามารถใช้โมเดลของเคลมดิ ขยายสาขาได้ทั่วโลก

“การปรับบริษัทสู่สตาร์ทอัพ สิ่งสำคัญคือ ทีมงานทุกคนต้องพร้อมปรับตัว องค์กรจึงนำระบบใหม่มาใช้ในธุรกิจ เพื่อให้ทีมงานพร้อมเข้าสู่ระบบสตาร์ทอัพ จึงมีปัญหาผู้ร่วมก่อตั้งขอลาออกจากบริษัทไป และพนักงานบางคนลาออก ซึ่งการใช้ระบบใหม่เพื่อให้คนเหมาะสมที่สุดอยู่กับองค์กร ซึ่งมีการประเมินพนักงานทุก 3 เดือน เพื่อทำให้พนักงานพร้อมและปรับระบบเงินเดือนตามการประเมิน ซึ่งตอนนี้พนักงานทุกคนก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นทีมเวิร์ก” กิตตินันท์ กล่าว

เขามองว่า การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนต้องผ่านอุปสรรค ความท้าทายหลายสิ่ง เป็นเรื่องพิสูจน์ ต้องมีทีมงานที่พร้อม และมีความเชื่อที่ดีในสิ่งที่เป็นไปได้ พร้อมปรับเปลี่ยนธุรกิจอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพได้เปรียบธุรกิจอื่น

ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตหรืออุปสรรคต่างๆ ต้องพร้อมเปลี่ยนแปลง เรียนรู้สิ่งใหม่ โลกใหม่ หากทำไปแล้วล้มเหลว ก็พร้อมยืดหยุ่นจะปรับใหม่ทันที ซึ่งการทำสตาร์ทอัพไม่ใช่เรื่องแฟชั่น หรืออยากทำ จะต้องทำในสิ่งที่เชี่ยวชาญจริงๆ มีความเชื่อในสิ่งที่ทำว่าทุกอย่างเป็นไปได้ และทุกอย่างในโลกมีโอกาสใหม่รออยู่เสมอ

 

ซื้อ-กินที่ OTOP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440629

ซื้อ-กินที่ OTOP

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมไปซื้อของ-หาของกินที่งาน OTOP พอเก็บเอามาเขียน ก็กลายเป็นเล่าเรื่องย้อนหลัง เพราะงานเขาเลิกไปเกือบเดือนหนึ่งแล้ว ไม่เป็นไรครับ พอใกล้สิ้นปีก็จะมีงานนี้ขึ้นอีก ถือว่าแนะนำไปซื้อ ไปกิน ครั้งหน้าก็แล้วกันครับ จริงๆ แล้วงาน OTOP นี่ผมเคยตื่นเต้นในสมัยที่จัดใหม่ๆ ที่ได้เห็นงานศิลปะ-หัตถกรรมทั่วประเทศ พอต่อๆ มาเบื่อเพราะรูปแบบของผลิตภัณฑ์ซ้ำๆ กัน แต่จำนวนผู้ผลิตหรือคนที่เอามาขายมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ ว่ามีของเยอะแต่เหมือนกันหมด แล้วหลายอย่างไม่เหมาะกับผม ผมชอบผ้าซิ่นตีนจกอุตรดิตถ์ ผ้าซิ่นแม่แจ่ม เชียงใหม่ แต่ไม่รู้จะนุ่งอย่างไร เสื้อผ้าไหมซาฟารี 4 เส้น ที่ข้าราชการผู้ใหญ่ชอบใส่ ผมก็ใส่ไม่เป็น เพราะถ้าใส่แล้วต้องเดินตัวตรงเป็นหุ่นยนต์ไขลานทั้งวัน เมื่อยตายชัก เอารวมๆ ว่าไม่ชอบ

ฉะนั้น จึงห่างๆ ไปนานๆ จะไปสักครั้ง แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ที่เคยมองว่าเป็นสินค้าเชยๆ นั้นคิดผิด ผมเอาตัวเองเป็นตัวตั้งเกินไป สินค้า OTOP เป็นงานศิลปะ-ประเพณีนิยม ไม่ใช่งานศิลปะนิยม งานประเพณีนิยมนั้น มีความประณีตและรักษารูปแบบดั้งเดิมเป็นที่ตั้ง ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ชอบหรือต้องการของคนส่วนใหญ่ อย่างเช่นดอกไม้ประดิษฐ์ แจกัน พานพุ่ม ที่ดูมันแข็งทื่อๆ ไม่เป็นธรรมชาตินั้น เหมาะสำหรับเป็นของขวัญผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาเลื่อนตำแหน่ง ตั้งบูชาพระ หรือถวายพระ รูปเขียนสีน้ำมันวิวท้องทุ่ง มีนาข้าว มีกองฟาง มีคนพายเรือ เป็นวิวตั้งแต่สมัยคนไทยยังใช้ตะเกียง หรือรูปบึงบัว Copy งานอาจารย์ทวี นันทขว้าง นั่นยังมีคนชอบอีกเยอะ เป็นของขวัญอย่างดีไปให้คนขึ้นบ้านใหม่

แล้วอีกอย่างผู้ผลิตผลงาน จะไม่ใช่ย่ำเท้าอยู่กับที่ หลายอย่างเป็น Modern แบบซื่อๆ ในตัวของมันเอง เช่นเครื่องจักสานฝีมือกะเหรี่ยง จากสบเมย แม่ฮ่องสอน หรือเรือใบแบบฝรั่งของเชวง จากนครสวรรค์ หรือหลายอย่างเขาก็พัฒนาตัวเองให้เหมาะกับการใช้ปัจจุบัน เช่น เครื่องเหล็ก มีดต่างๆ จากอรัญญิก พระนครศรีอยุธยา เมื่อก่อนมีแต่พร้า มีดบาง มีดโต้ มีดเจียนหมาก เดี๋ยวนี้มีมีดปอกหอม กระเทียม มีดตัดกล้วยออกจากเครือ หรือตะหลิว ช้อนส้อมสำหรับสลัด กระบวย เขียง ที่ทำจากไม้สักจากหนองคาย ทันสมัยน่าใช้ เขียงนั้นเอาไปวางนึกกว่าไปซื้อมาจากเมืองนอก ผมเคยได้แส้ปัดยุง ที่ปัดยุงได้ดีกว่าใช้ยากันยุง และหาซื้ออยู่นานก็ได้จากที่นี่ นั่นเชยที่ไหนกัน

ตอนนี้พอมีงาน และพอมีเวลาจะไปครับ แต่จะไปกินและซื้ออาหารแห้งมาเก็บไว้ ซึ่งมีร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารจากทั่วประเทศมาตั้งซุ้มขาย กะปิคลองโคน ปลาสีเสียดเค็มตากแห้งจากตรัง ซาลาเปาสงขลา หม่ำเนื้อเมืองพล ส่วนที่กินได้ที่นั่นก็มีเยอะแยะ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ข้าวซอย แต่ที่ผมตั้งใจมากๆ คือ อาหารจากปักษ์ใต้ ถึงแม้ตอนนี้จะมีข้าวแกงปักษ์ใต้อยู่ทั่วกรุง แต่ในงาน OTOP จะไม่เหมือน เป็นอาหารใต้เฉพาะถิ่นจริงๆ อย่างที่มาจากพัทลุง มีแกงกะทิต้มหน่อไม้สดใส่ชะอม มีแกงคั่วเป็ด แกงหอย ที่สำคัญมากที่ผมจะต้องกินต้องซื้อกลับบ้าน เป็นอาหารจากปัตตานี ยะลา ที่อร่อยมาก หากินยาก อาหารทางนั้นเหมือนเราได้ไปรู้จักอาหารเพื่อนบ้านมาเลเซีย อินโดนีเซียด้วย อย่างข้าวที่หุงด้วยกะทิที่เรียกว่า นาซิดาแฆ โรยด้วยซามา ที่เป็นผงปลาแห้ง กุ้ง คั่วกับมะพร้าว กินกับแกงไก่หรือแกงปลา จะยังได้กินแกงมัสมั่นไก่ และไก่ฆอและ ไก่ย่างที่ไหนๆ ยังหากินได้ ไก่ฆอและหายากมาก เมื่อมาให้กินถึงที่ไม่กินก็เสียเที่ยว ก็สรุปว่าปีหนึ่งจะได้กินของดีๆ 2 ครั้งเท่านั้น

ดูทุกอย่างดีหมด แต่มีอยู่อย่างหนึ่งงาน OTOP เหมือนเป็นวิบากกรม เพราะระบบการวางผังงานนั้นเหมือนเกมเขาวงกตหรือเกมซ่อนหา ปีหนึ่งเปลี่ยน 2 ครั้ง เดี๋ยวจัดเป็นโซนจังหวัดตามภาครวมกัน พออีกครั้งเอาสินค้าเหมือนกันมารวมกัน เช่น เอาผ้าอีสาน ผ้าใต้ ผ้าเหนือมาอยู่ด้วยกัน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด ใครเคยซื้ออะไรได้ อยากได้อีก ไปตอนสิ้นปีหาไม่เจอแล้ว ทำไมเคยมีอย่างไรก็อยู่อย่างนั้นทำไม่ได้ นี่ถ้าเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตเปลี่ยนผังทุกๆ 3-6 เดือนก็เจ๊ง ต้องคิดว่าลูกค้านั้นแก่ๆ ทั้งนั้น ความจำสั้นอยู่แล้ว แค่เดินดูผ่านๆ แล้วคิดว่าเดี๋ยวกลับมาซื้อ พอจะซื้อหาร้านไม่เจอแล้ว

ขายอาหารก็เหมือนกัน ที่ปกติแบ่งเป็น 2 โซน มีทางด้านซ้ายสุด และทางด้านขวาสุดของฮอลล์ เดี๋ยวเอาอาหารเหนือ อีสาน ไปอยู่ด้านหนึ่ง กลาง ใต้ มาอยู่อีกด้านหนึ่ง พออีกครั้งหนึ่งก็ยังมี 2 ด้านเหมือนเดิม แต่ละด้านเอาอาหารทุกภาคมารวมกัน พออีกครั้งจับแยกอีกแล้ว

ผมเคยไปกินอาหารปัตตานีเมื่อเดือน มิ.ย.อยู่ทางด้านซ้าย พอเดือน ธ.ค.หาไม่เจอ นึกว่าไม่มา กลับไปอยู่ทางด้านขวา อย่างนี้ไม่เรียกว่าเรียกลูกค้า เรียกว่าไล่ลูกค้า สับสนไปหมด

ผมว่ายุบอาหาร 2 โซน เป็นโซนเดียวดีกว่า ให้ใหญ่ไปเลย เอาเหนือกลุ่มหนึ่ง อีสานกลุ่มหนึ่ง ใต้อีกกลุ่มหนึ่ง กลางกับตะวันออกรวมกัน ไม่ต้องกลัวว่าจะตีกันเอง อย่างข้าวซอยเหนือมี 2 ร้าน ไก่ย่างเขาสวนกวางมี 2 ร้าน ข้าวแกงใต้มี 3 ร้าน ก็ไม่ต้องให้ร้านติดประชิดกัน ห่างกันสักหน่อยไม่เห็นเป็นอะไร ทำไมต้องคิดอะไรให้ยุ่งยาก

ก็นี่แหละครับ งาน OTOP ที่เพิ่งผ่านไป ก็ชวนไปอีกทีในตอนสิ้นปี ไปซื้อ ไปกิน ไปเล่นเกมซ่อนหากันตอนนั้นครับ

 

สัตว์สงวนชนิดใหม่ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 16:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440544

สัตว์สงวนชนิดใหม่ของไทย

โดย…รศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

เมื่อสัปดาห์ก่อน คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าสงวน ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอปลาฉลามวาฬ (Rhincodon typus) วาฬบรูด้า (Balaenoptera edeni) วาฬโอมูระ (Balaenoptera omurai) และเต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea) นอกจากนี้ยังมีมติอนุมัติหลักการของสัตว์คุ้มครองอีก 12 ชนิด ทั้งกระเบนแมนต้า กระเบนปีศาจ ปลาโรนิน ปลาฉนาก และกระเบนราหูน้ำจืด

มติดังกล่าวดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่เชื่อไหมครับว่า เป็นเวลาร่วม 30 ปีที่ประเทศไทยไม่มีสัตว์สงวนชนิดใหม่เลย นับตั้งแต่พะยูนอันเป็นสัตว์สงวนลำดับที่ 15 และเป็นสัตว์ทะเลชนิดเดียวที่เป็นสัตว์สงวน มตินี้จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งของวงการอนุรักษ์สัตว์ของไทย เพราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี และเป็นการอนุมัติสัตว์สงวนทางทะเล 4 ชนิดพร้อมกัน ทำให้เรามีสัตว์สงวนจาก 15 ชนิด กลายเป็น 19 ชนิด และในจำนวนนี้มีสัตว์สงวน 5 ชนิด ที่เป็นสัตว์ทะเล

 

ประโยชน์ของมติมีหลากหลายด้าน เริ่มจากด้านการอนุรักษ์สัตว์สงวนมีน้ำหนักต่อการขอสนับสนุนด้านต่างๆ รวมทั้งงบประมาณและกำลังคนในการดูแล เช่น ศูนย์วิจัย/รักษาวาฬ ฯลฯ รวมถึงการอบรม/ประชาสัมพันธ์ชาวประมงเพื่อดูแล รายงาน และปล่อยฉลามวาฬอย่างถูกวิธี การดูแลด้านการท่องเที่ยวทั้งวาฬ ฉลามวาฬ และเต่าทะเลต่างๆ รวมถึงพื้นที่คุ้มครองที่สามารถประกาศได้โดยใช้กฎหมายเพื่อดูแลสัตว์เหล่านั้นโดยเฉพาะ

สำหรับสัตว์คุ้มครอง มติดังกล่าวหมายความว่า ต่อจากนี้เราจะมีกฎหมายดูแลกระเบนแมนต้า กระเบนปีศาจ ฯลฯ ที่เป็นสัตว์หายากและมีคุณค่าด้านการท่องเที่ยวแต่ไม่เคยได้รับการดูแลมาก่อน ใครจับสัตว์เหล่านี้มาไม่ว่าด้วยจุดประสงค์ใด คราวนี้อาจติดคุกได้ครับ

 

ผลของการอนุรักษ์ยังรวมถึงบทบาทของประเทศไทยในต่างประเทศ ปัจจุบันเมืองไทยโดนบีบหลายทาง ทั้งจากประมงใบเหลืองและ CITES การที่เราออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์หายาก ถือเป็นก้าวสำคัญและเป็นน้ำหนักต่อรองการเจรจาการค้า ฯลฯ รวมทั้งทำให้ภาพลักษณ์เราดีขึ้น เช่น กระเบนปีศาจ (Mobula sp.) CITES กำลังจะเอาเข้าที่ประชุม แต่ประเทศไทยล่วงหน้าไปโดยประกาศคุ้มครองอยู่แล้ว นับว่ามีน้ำหนักในการต่อรองเรื่องอื่นๆ

มาถึงประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยตรง เรากำลังนิยมท่องเที่ยวดูวาฬ ยังหมายถึงดำน้ำดูฉลามวาฬ กระเบนแมนต้า และเดินเต่าเพื่อดูเต่าทะเลวางไข่ ฯลฯ เมื่อเรามีกฎหมายดูแลสัตว์เหล่านี้ จะทำให้เราออกระเบียบต่างๆ มาทำให้เกิดการท่องเที่ยวยั่งยืนมากขึ้น และสามารถสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวที่ก้าวหน้า คุณอาจไม่เชื่อว่า เฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวดูวาฬของโลก แต่ละปีมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เราเคยมีส่วนแบ่งเพียงน้อยนิด แต่ถ้าเรามีกฎระเบียบและมีพลังผลักดันในการส่งเสริม ยังมีตลาดเปิดกว้างอีกมาก ยังหมายถึงพิพิธภัณฑ์หรือศูนย์เรียนรู้ เช่น พิพิธภัณฑ์วาฬ ศูนย์เรียนรู้เต่ามะเฟือง ฯลฯ ที่สามารถสร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงให้ความรู้

 

มองถึงข้อดีด้านภาพลักษณ์ สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ที่จะกลายเป็นพระเอกนางเอกแห่งท้องทะเล ก่อเกิดกระแสสังคมง่าย ยังหมายถึงการอนุรักษ์ในพื้นที่ โดยดูจากบทเรียนได้ว่าพะยูนมีความหมายกับชาวตรัง วาฬบรูด้าจะมีความหมายต่ออ่าวไทยตอนในทั้งหมด เต่ามะเฟืองมีความหมายต่อพังงาและภูเก็ต ฉลามวาฬมีความหมายกับจุดท่องเที่ยวดำน้ำ ฯลฯ ยังหมายถึงกิจกรรม CSR ของบริษัทหรือองค์กรต่างๆ ที่เปิดกว้างขึ้น สามารถขยายผลไปในเรื่องอื่นๆ ชนิดคิดแล้วไปได้ไกลมาก

อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือการศึกษา เรามีปัญหาว่าเด็กไทยไม่รู้จักของดีในประเทศไทย ไม่รู้จักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้นำไปประยุกต์ใช้ได้ยากมาก เมื่อเรามีสัตว์สงวนและสัตว์คุ้มครองที่เป็นสัตว์ทะเล เด็กๆ ของเรามีโอกาสได้เรียนรู้เพิ่มเติมในบทเรียน ต่อเนื่องถึงความรู้เรื่องทะเลไทย ฯลฯ ซึ่งหากเป็นแค่สัตว์เฉยๆ คงไม่มีโอกาสเช่นนั้น

 

นอกจากนี้ มติสัตว์สงวนและคุ้มครองยังเป็นการเปิดประตูที่เคยปิดไปแสนนาน ทำให้เราให้ความสำคัญกับการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ การผลักดันสัตว์ใหม่ๆ ให้ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสัตว์ทะเลเพียงอย่างเดียว

ในฐานะที่เป็นผู้จุดประกายและผลักดันเรื่องนี้เป็นเวลาร่วม 1 ปี ผมดีใจมากที่เสียงผู้ลงรายชื่อสนับสนุนวาฬบรูด้าเป็นสัตว์สงวน จำนวนมากกว่า 5 หมื่นรายชื่อ ไม่เสียเปล่า จึงใคร่ขอ ขอบคุณกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมประมง ท่านปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ท่านรัฐมนตรีฯ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ คณะรัฐมนตรี และทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้อง รวมถึง “สิงห์เอสเตท” ที่สนับสนุนการจัดนิทรรศการวาฬแห่งสยามและทริปสื่อมวลชนเพื่อไปนำเสนอข่าวเรื่องวาฬเมื่อปีที่แล้ว

นี่คือผลงาน “ประชารัฐ” ด้านการอนุรักษ์สำคัญที่สุด เป็นความร่วมมือในรูปแบบประชาชนเสนอ รัฐตอบสนอง นักวิชาการให้ข้อมูล เอกชนสนับสนุน สื่อมวลชนช่วยกันประชาสัมพันธ์ ตอกย้ำว่าหากเราร่วมแรงร่วมใจกัน เรื่องดีๆ เกิดขึ้นได้ครับ

 

หนังสือสอนพุทธศาสนาแก่เด็ก จากพระราชดำริ ร.7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 16:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440543

หนังสือสอนพุทธศาสนาแก่เด็ก จากพระราชดำริ ร.7

โดย…วรธาร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

หนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กเป็นหนังสือที่ประกอบด้วยเนื้อหาธรรมะและเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เหมาะแก่การอ่าน ศึกษา ค้นคว้าและเป็นธรรมบันเทิงและการพัฒนาจิตใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยผู้ใหญ่สามารถถ่ายทอดให้ลูกหลานนำไปปฏิบัติให้เกิดผลดีในชีวิตได้ แต่คนทั่วไปอาจยังไม่รู้จักหนังสือนี้กว้างขวางเท่าไรนัก

ที่มาและการเกิดขึ้นของหนังสือ

ต้องยอมรับว่าหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กนั้นหลายคนยังไม่รู้ที่มา แม้แต่คนที่เคยอ่านบางคนยังไม่รู้อยู่ดี เพราะในหนังสือที่จัดพิมพ์ในแต่ละปีไม่ได้ระบุความเป็นมาของหนังสือ คงบอกแต่เพียงว่าเล่มนั้นๆ สำนวนนั้นๆ ใครแต่ง ฉะนั้นหนังสือดีๆ เหล่านี้ควรที่คนไทยจะรู้ และเมื่อรู้แล้วเชื่อว่าจะเกิดศรัทธาในบุคคลผู้ริเริ่มอย่างแน่นอน

พงษ์ศักดิ์ ศิริวงษ์ เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา เล่าความเป็นมาให้ฟังว่า หนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กนั้นเกิดขึ้นมาจากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ที่ครั้งหนึ่งมีพระราชปรารภว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดีเยี่ยม เป็นจริง ลึกซึ้ง น่าเลื่อมใส ไม่ขัดกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผู้ศรัทธาย่อมเชื่อได้และเห็นจริงตามได้ด้วยปัญญาและจะนำสันติสุขมาสู่โลกได้ แต่ยังมีการเผยแพร่น้อย ขาดวิธีการสั่งสอนที่มีศิลปะและตำราที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนเด็กต้องนับว่าบกพร่องที่สุด เพราะเด็กที่สวดมนต์ได้มีน้อยมากและไหว้พระไม่เป็นก็มี

พงษ์ศักดิ์ ศิริวงษ์

 

“จึงมีพระราชดำริว่าการสอนศาสนาแก่เด็ก เป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเจริญมั่นคงของชาติ ทั้งทรงเห็นว่าการสั่งสอนเด็กน่าจะแก้ได้ไม่ยาก และเป็นของที่ควรพยายามแก้อย่างยิ่ง แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะลึกซึ้งสอนให้เด็กเข้าใจยากก็ตาม แต่ก็มีธรรมที่จะสอนได้มาก เช่น เรื่องกรรมและอื่นๆ พระองค์จึงได้ทรงชักชวนให้พระสงฆ์ช่วยกันแต่งหนังสือหรือตำราสอนพระพุทธศาสนา เพื่อบิดามารดาของเด็กจะได้นำไปใช้สั่งสอนบุตรหลานให้เป็นคนดีต่อไป”

หนังสือพุทธมามกะแรงบันดาลพระทัย

เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา กล่าวต่อมา ในปี 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์หนังสือ “พุทธมามกะ” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พระราชอุปัชฌาย์ครั้งที่พระองค์ผนวช) พระราชทานเนื่องในงานวิสาขบูชาในปีดังกล่าว เนื่องจากทรงระลึกถึงธรรมเนียมที่รัชกาลที่ 6 ได้ทรงริเริ่มด้วยการส่งบัตรอวยพรในวันวิสาขบูชา ขณะที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ก็ประทานของเล่นแก่เด็กๆ ในงานเดียวกัน

“พระองค์จึงทรงเห็นว่าเป็นธรรมเนียมที่ดีพึงปฏิบัติตาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์หนังสือพุทธมามกะซึ่งพระองค์เขียนคำนำด้วย พระราชทานในวันวิสาขบูชาปีนั้นให้กับคณะองคมนตรี เสนาบดี ข้าราชบริพาร ตลอดจนประชาชนที่สนใจในการพระราชพิธีวิสาขบูชา ปรากฏมีผู้สนใจอนุโมทนาในพระราชดำริของพระองค์เป็นอันมาก และด้วยแรงบันดาลพระทัยนี้จึงโปรดให้จัดประกวดหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กในปีต่อมา (2472) โดยทรงมอบหมายให้ราชบัณฑิตยสภารับผิดชอบและจัดประกวดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน” เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา ให้ข้อมูล

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยชนะการประกวดครั้งแรก

ปี 2472 เป็นปีแรกที่จัดประกวด โดยราชบัณฑิตยสภาได้ออก “ประกาศการประกวดแต่งหนังสือแสดงพระพุทธศาสนาสำหรับสอนเด็ก” ฉบับแรก เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2471 โดยประกาศดังกล่าว สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาลงพระนาม โดยมีข้อบังคับในการประกวดในปีแรกว่า ผู้แต่งหนังสือต้องแต่งเป็นภาษาไทยและอธิบายความให้ง่ายพอที่เด็กอายุ 10 ขวบอ่านเข้าใจความ เรื่องที่แต่งให้เป็นการสอนพระพุทธศาสนาตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาและมิให้กล่าวย่ำยีศาสนาอื่น

ขณะที่การตัดสินทรงให้ราชบัณฑิตยสภาเป็นพนักงานตรวจตัดสินตามที่เห็นสมควร แล้วคัดต้นฉบับที่ดีที่สุดขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย 3 ราย และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดรายใดจะทรงเลือกพิมพ์เป็นหนังสือพระราชทานในวันวิสาขบูชา และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรางวัลที่ 1 จำนวน 200 บาทแก่ผู้แต่ง อีกสองรายรองลงมานั้นพระราชทานรายละ 100 บาท แล้วส่งหนังสือนั้นให้กระทรวงธรรมการพิมพ์สอนเด็กในโรงเรียนต่อไป

“ปีแรกมีผู้ส่งเข้าประกวด 24 ราย เป็นพระภิกษุ 5 รูป นอกนั้นฆราวาส ปรากฏว่าหนังสือที่ได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1 คือหนังสือ “สาสนคุณ” พระนิพนธ์ในหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทว่า สมเด็จฯ ไม่ทรงทราบว่าหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยทรงแต่งประกวดด้วย เพราะในสำนวนของแต่ละคนที่แจกจ่ายให้กรรมการตรวจจะไม่มีการลงชื่อกำกับ ลงแค่หมายเลขท่านั้น

 

โดยหนังสือสาสนคุณนั้นเนื้อหามี 7 บท เริ่มจากบทคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ศีล 5 คุณบุพการี คุณพระศาสนา และคุณของพระมหากษัตริย์ มีจุดเด่นที่สำนวนการเขียนอ่านเข้าใจง่ายเหมาะสำหรับเด็ก ที่สำคัญมีคำถามประจำแต่ละบททำให้เด็กได้ตอบคำถามว่าเข้าใจกับที่อ่านมาหรือเปล่าด้วย ซึ่งหนังสือสาสนคุณนี้ก็ได้พิมพ์แจกในวันวิสาขบูชาด้วย และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาถึงวันนี้” เลขาธิการเล่าถึงการประกวดครั้งแรก

ทรงกำหนดหัวข้อเรื่องให้แต่ง

ศ.พิเศษ อดิศักดิ์ ทองบุญ ราชบัณฑิต ในฐานะผู้เคยส่งผลงานเข้าประกวด และได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1 ติดต่อกัน 3 ปี ได้แก่ เรื่องการสงเคราะห์บุตร ปี 2513 การสงเคราะห์ภรรยา ปี 2514 และการงานไม่อากูล ปี 2515 ขณะปี 2517 ก็ได้รางวัลที่ 1 เรื่องธรรมจริยาด้วย ได้เล่าถึงการประกวดให้ฟังว่า ช่วงแรกทางราชบัณฑิตยังไม่ได้กำหนดหัวข้อเรื่อง แต่ให้ผู้ประกวดแต่งมาเอง จึงทำให้คนที่แต่งในปีต่อมาในช่วงแรกๆ เรื่องหรือเนื้อหาจึงไปซ้ำหรือใกล้เคียงกับสำนวนที่เคยชนะประกวด ด้วยเหตุนี้ราชบัณฑิตยสภาจึงได้กำหนดหัวข้อเรื่องให้ และในปีที่เขาส่งผลงานเข้าประกวด ราชบัณฑิตยสภาก็ได้กำหนดหัวข้อธรรมโดยเป็นหัวข้อธรรมในมงคลสูตร 38 ประการ

“การเขียนหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก สิ่งสำคัญที่รัชกาลที่ 7 ทรงเน้น คือ วิธีการแต่งที่เข้าใจง่าย นอกจากนี้ทรงมีพระราชดำริว่าปัญหาประการหนึ่งควรต้องใช้ศัพท์บาลีหรือไม่ ซึ่งทรงเห็นว่าจำเป็นต้องใช้ เพราะต้องสอนให้เด็กรู้ศัพท์เหล่านั้นด้วย แต่ต้องอธิบายให้ชัด ทั้งทรงเห็นว่าภายภาคหน้าประเทศย่อมอยู่ในมือของเด็ก ถ้าอบรมเขาดีให้อยู่ในศีลธรรมอันดี ก็อาจมั่นใจในความเจริญและความมั่นคงของประเทศในภายหน้า พร้อมตรัสว่าศาสนาเป็นยาบำรุงใจในการทำงานให้สำเร็จและสมานใจยามทุกข์ได้ จึงควรพยายามให้เด็กๆ มียาคือคำสอนของพระพุทธศาสนาติดตัวไว้”  เจ้าของรางวัล 3 ปีซ้อน กล่าว

ศ.พิเศษ อดิศักดิ์ ทองบุญ

จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ ร.7

การจัดประกวดได้ดำเนินการต่อเนื่องถึงปัจจุบันเป็นเวลาถึง 3 รัชกาลแล้ว ในหลักการต่างๆ ยังคงเดิม แต่มีการปรับปรุงลักษณะหนังสือจากที่ให้เด็ก 10 ขวบอ่านเข้าใจ มาเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 อ่านเข้าใจโดยให้อธิบายความง่ายๆ โดยราชบัณฑิตยสภาจะคัดเลือกสำนวนที่สมควรได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1 2 3 เสนอต่อราชเลขาธิการเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอรับพระบรมราชวินิจฉัย และเมื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้วจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์สำนวนที่ชนะเลิศเพื่อพระราชทานเนื่องในงานพระราชพิธีวิสาขบูชา โดยพระราชทานเงินค่าจัดพิมพ์พร้อมพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 โดยผู้ชนะการประกวดจะเข้ารับพระราชทานรางวัลในงานพระราชพิธีวิสาขบูชา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายหลังการตั้งเปรียญ

เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 7 ในฐานะผู้ทรงริเริ่มจัดประกวดหนังสือสอนพระพุทธศาสนา ราชบัณฑิตยสภาในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดประกวดจึงได้รวบรวมและจัดพิมพ์หนังสือสอนพระพุทธศาสนาตั้งแต่ปี 2471-2557 แบ่งเป็น 3 เล่มใหญ่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสครบ 120 ปี พระบรมราชสมภพรัชกาลที่ 7
วันที่ 8 พ.ค. 2556 จำนวน 2,000 ชุด เพื่อมอบให้กับห้องสมุดโรงเรียนต่างๆ ต่อไป

นัยนา วราอัศวปติ ผู้อำนวยการกองศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสภา ในฐานะผู้รับผิดชอบในการตรวจปรูฟ กล่าวว่า ความจริงโครงการนี้ต้องแล้วเสร็จในปี 2556 ซึ่งเป็นปีครบ 120 พระบรมราชสมภพ แต่เพิ่งมาเสร็จเรียบร้อยในปี 2559 เนื่องจากมีความยากหลายอย่าง เช่น การรวบรวมต้นฉบับให้ครบทั้งหมด รวมถึงปัญหาในการพิสูจน์อักษร บางครั้งคำบางคำในแต่ละยุคสมัยจะเขียนไม่เหมือนกัน บางทีคำเดียวกันเรื่องเดียวกันแต่เขียนไม่เหมือนกัน ก็ต้องมาพิจารณาและตัดสินใจเลือกคำหนึ่งที่ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังคงตามต้นฉบับเดิม

ด้าน พัชนะ บุญประดิษฐ์ นักวรรณศิลป์ชำนาญการพิเศษ กองศิลปกรรม กล่าวว่า ในปี 2548 2553 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชประสงค์จะให้เด็กไทยสนใจการศึกษาพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น จึงมีพระราชบัญชาให้คัดเลือกหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กที่ชนะการประกวดในปีต่างๆ มาจัดพิมพ์ใหม่ด้วยรูปเล่มสวยงามมากกว่า 22 เรื่อง พระราชทานให้กับห้องสมุดโรงเรียนในโครงการของพระองค์ เช่น โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ เป็นต้น ทำให้คนรู้จักและเข้าถึงหนังสือนี้มากขึ้น และเมื่อผนวกกับการจัดพิมพ์ของราชบัณฑิตยสภาจำนวน 2000 เล่มในปีนี้ ก็จะยิ่งทำให้เด็กไทยเข้าถึงมากขึ้นไปอีก

 

เลี้ยงลูกให้เป็น ‘แฮปปี้ บอย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440172

เลี้ยงลูกให้เป็น ‘แฮปปี้ บอย’

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ชอปเปอร์-วัฏฏะ มนตรีวงศ์ เด็กชายตัวน้อยมีรอยยิ้มบนใบหน้าร่าเริงและยิ้มได้ตลอดเวลา คือลูกชายสุดที่รักของ กวีพันธ์ มนตรีวงศ์ วัย 38 ปี พิธีกรรายการมองรัฐสภา ทีวีรัฐสภา และพิธีกรรายการ Good Morning Thailand ช่วง People Share ทางช่องโมโน 29 ออกอากาศเวลาตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า วันเสาร์และอาทิตย์ ฯลฯ

ด้วยอาชีพพิธีกรอิสระทำให้กวีพันธ์รักการอ่าน ซึ่งส่งต่อผ่านไปสู่ลูกชายวัย 1 ขวบ 9 เดือนได้เป็นอย่างดี และการใส่ใจในการอ่านนิทานให้ลูกฟัง พูดคุยกับลูก พาเขาออกไปพบปะกับโลกกว้าง หัดให้เขาใช้จินตนาการ ให้ลูกเล่ากิจกรรมที่เขาทำในวันนั้นๆ ให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง เด็กจะได้ฝึกสมาธิ และได้อยู่กับตนเอง สิ่งเหล่านี้ที่คุณพ่อพยายามเลี้ยงดูลูกอย่างใส่ใจ ทำให้น้องชอปเปอร์กลายเป็น “แฮปปี้ บอย” คือเป็นเด็กร่าเริง หัวเราะง่าย ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่งอแง และเป็นที่รักของบุคคลที่พบเห็น

“หลักการเลี้ยงลูกของผมไม่ได้วางแผนอะไรมาก แต่พอมีลูกเราพยายามดูแลเขาให้ดี ซึ่งผมก็พอมีประสบการณ์มาบ้างกับการเคยเลี้ยงน้องมาก่อน ตอนนี้ลูกอายุ 1 ขวบ 9 เดือนแล้ว ก่อนนอนผมมักเล่านิทานให้ลูกฟัง ก่อนมีลูกผมไม่ค่อยให้ความสำคัญกับนิทาน แต่นิทานดีช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกได้จริงๆ ปัจจุบันชอปเปอร์สามารถท่องการ์ตูนเรื่องพระสังข์ได้เป็นเล่ม ทำให้เรารู้ว่าหัวสมองของเด็กมีพื้นที่มหาศาลที่เขาจะจดจำอะไรได้เยอะ หากเราใส่ให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ เขาท่องได้หมด”

กวีพันธ์เริ่มส่งเสริมให้ลูกรักการอ่านตั้งแต่เขาอยู่ในท้อง เพราะกวีพันธ์เชื่อว่า เด็กอยู่ในท้องแม่ก็ได้ยินและรับรู้สิ่งที่พ่อแม่พยายามสื่อสารกับลูก

“ยิ่งผมเป็นผู้ประกาศข่าวยิ่งถนัดใช้เสียง ผมจึงอ่านนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่เขาอยู่ในท้อง และทำเสียงให้น่าสนใจ ผมอ่านนิทานให้ลูกฟังตลอด ลูกก็อาจสะสมไว้ในสมอง โดยที่เราไม่คาดหวัง เขาจดจำเก่ง โดยทดสอบจากเราอ่านให้เขาฟังและลองให้เขาอ่าน เขาก็สามารถพูดได้ท่องได้ แม้พูดไม่ชัด แต่ลูกสามารถจดจำได้ คุณหมอเด็กมักบอกว่า ให้ลองหาหนังสือสักเล่มสองเล่มมาทดสอบอ่านว่าเขาชอบไหม ปรากฏลูกเป็นเด็กชอบหนังสือ หยิบให้คุณยายอ่านให้ฟัง คำพูดยากๆ อย่างคำโบราณเขาก็ออกเสียงได้ เวลาเราอ่านแล้วให้ลูกต่อคำ เขาจำได้เพราะเราอ่านให้เขาฟังบ่อยๆ” หลักการเลือกหนังสือนิทานให้ลูก กวีพันธ์มีหลักคือ เลือกแบบคละหมวด ตามหนังสือจะมีอายุของเด็กระบุอยู่แล้วจึงเป็นเรื่องง่าย และคุ้มค่ามากเหมาะกับเงินที่เสียไป

นอกจากหนังสือนิทานภาษาไทยแล้ว เขายังใช้โลกออนไลน์เปิดเพลงภาษาอังกฤษในยูทูบให้ลูกดู แต่มีการจำกัดเวลาเพียงวันละ 20 นาที วันละ 1-2 รอบเท่านั้น ปรากฏลูกเป็นเด็กที่อารมณ์ดีมากๆ สามารถร้องเต้นไปตามเพลงภาษาอังกฤษ การเอาใจใส่ลูกทุกช่วงเวลาแบบนี้จะทำให้ลูกเป็นเด็กมีความสุข

“คุณหมอบอกว่าลูกชายจัดเป็นเด็กแฮปปี้บอย คือเขาจะร่าเริง ซึ่งหากเด็กอายุสัก 2-3 ขวบ มีบุคลิกภาพแบบไหน เขาจะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบนั้นและกลายเป็นบุคลิกประจำตัวเขาไปเลย ซึ่งทั้งตัวภรรยากับผมไม่ใช่คนร่าเริงขนาดนั้น แต่ลูกเป็นเด็กอารมณ์ดีมาก ซึ่งเป็นเรื่องดี ผมคิดว่าเรื่องพัฒนาการของลูกสำคัญมาก หรืออาจเป็นเพราะว่างๆ เราจะพาเขาไปพบคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายที่ต่างจังหวัด พาเขาไปพิพิธภัณฑ์ เขาจะได้ไม่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่กับแต่ในบ้าน

เราต้องพาลูกไปเอาต์ดอร์บ้าง เพื่อเปิดโลกให้กับเขาก็อาจเป็นที่มาของความอารมณ์ดีของลูกก็ได้ครับ ซึ่งเรื่องบุคลิกภาพ หมอประจำตัวลูกบอกว่า ทุกคนมีบุคลิกไม่เหมือนกัน แต่ชอปเปอร์จะเป็นเด็กสบายๆ หัวเราะง่าย คือเราต้องเลี้ยงเขาแบบธรรมชาติ ใส่ใจเขา แล้วลูกจะเป็นเด็กร่าเริงอารมณ์ดี ตอนเย็นก็ให้เขาเดินเล่นพบปะผู้คน เจอใครเขาก็สวัสดี ป้าลุงข้างบ้านจะเอ็นดูชอปเปอร์มาก คือเลี้ยงลูกอย่างเป็นธรรมชาติ ปล่อยให้เขาได้ทำอะไรเอง กินข้าวเอง แม้เลอะก็ต้องปล่อย อะไรที่เขาไม่ชอบอย่ายัดเยียด ให้เขามีความสุขให้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องท่องหนังสือให้ได้ สนับสนุนเขาหลายๆ ทาง เช่น ทางด้านดนตรี แล้วลูกจะเป็นเด็กอารมณ์ดีได้ไม่ยากครับ”

 

สังคมดี (คน) มีศิลป์เสมอกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440167

สังคมดี (คน) มีศิลป์เสมอกัน

โดย…ภาดนุ, กาญจนา

ไม่ว่าศิลปะข้างถนนหรือข้างฝาแกลเลอรี่ล้วนมีความหมาย มีคุณค่า และมีที่มา ทั้งกราฟฟิตี้ริมกำแพง สตรีทอาร์ตตามตึกร้าง หรืองานอาร์ตในร้านโชห่วย ทุกอย่างต่างมีเบื้องหลังที่ประกอบขึ้นจากความคิด “ดี” ที่ต้องการให้สังคมมี “ศิลป์” เสมอกัน

คนสร้างอาร์ต ราชบุรี

ทายาทโรงงานเซรามิกเถ้าฮงไถ่ ติ้ว-วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ เริ่มสร้างงานศิลปะในเมืองราชบุรีตั้งแต่ 17 ปีที่แล้ว เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานศิลป์ในบ้านเมืองเยอรมนีแล้วตั้งคำถามว่า ทำไมบ้านเราไม่มีแบบนี้ เมื่อกลับมาอยู่ไทยเขาจึงมีความแน่วแน่ที่จะทำสิ่งที่ชอบให้อยู่ในชุมชน

“ผมไม่คิดว่าจะเปลี่ยนเมือง” เขากล่าว อย่างแรกที่เขาทำคือ หอศิลป์ร่วมสมัยเถ้า ฮง ไถ่ ดีคุ้น (Tao Hong Tai : D Kunst) กลางเมืองราชบุรี เริ่มจัดนิทรรศการกลางแจ้งโดยจัดแสดงผลงานของศิลปินท้องถิ่น และงานใหญ่อย่าง ปกติศิลป์ ที่ได้นำงานศิลปะไปจัดแสดงตามบ้าน ร้านค้า และสถานที่ต่างๆ ทั้งหมด 75 แห่งในราชบุรี

 

“ผมเพียงทำในสิ่งที่ไม่มีให้มี เราใช้งานศิลปะมากระตุ้นคน ทำให้ความทรงจำของคนในชุมชนกลับมาอีกครั้ง ทำให้เด็กรุ่นใหม่สัมผัสในสิ่งที่เราเคยมี และที่สำคัญคือทำให้เกิดความสัมพันธ์กับชาวบ้านโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อกลาง” เขาอธิบาย อย่างร้านโชห่วย บ้านเก่า ศาลเจ้า ล้วนเป็นสิ่งที่คนหลงลืมไป แต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนท้องถิ่นกับผู้มาเยือนสามารถเกิดขึ้นใหม่ผ่านงานศิลปะที่นำไปจัดแสดง

เวลานี้ราชบุรีเป็นที่รู้จักในชื่อเมืองศิลปะจากการประชาสัมพันธ์ของหลายหน่วยงาน แต่สำหรับเขากลับมองว่าชื่อเสียงเป็นเพียงของแถม และไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่อะไร “ทุกคนมากินมะม่วงสุก แต่ไม่มีใครปลูกมะม่วงเพิ่ม” เขาเปรียบเปรย เพราะการโปรโมทให้ราชบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวด้านศิลปะไม่ช่วยอะไรถ้าไม่มีคนสร้างงาน

“งานศิลปะจะกลายเป็นศิลปะเพื่อชุมชนได้อย่างไร” เขาทวนคำถาม “ศิลปะคือเทอราปีที่บำบัดคนในชุมชน ทำให้พวกเขาซึมซับ และเข้าใจว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องไกลตัว หลายครั้งที่ผมถูกเหยียดหยามจากศิลปะชั้นสูง แต่ไม่เป็นไร เพราะเราอยู่ข้างหลัง อยู่ข้างๆ และเดินไปพร้อมๆ กับชาวบ้าน หลายครั้งที่รู้สึกว่าเหนื่อย แต่ก็ไม่เป็นไร ผมตั้งคำถามเสมอว่า ถ้าเราหยุด เราจะตัดโอกาสชุมชนไหม พอคิดแบบนี้เราก็ทำต่อไปเท่าที่กำลังเรามี”

 

ในอนาคตวศินบุรีมีความตั้งใจจะสร้างพิพิธภัณฑ์เซรามิกร่วมสมัยที่รวบรวมงานเซรามิกจากทั่วโลก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ให้เห็นของจริงตั้งแต่อนุบาล แต่ไม่ว่าอย่างไรงานนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเขาทำอยู่คนเดียว

 

สตรีทอาร์ตดึงดูดนักท่องเที่ยว

ณัฐวุฒิ สุวรรณ นักออกแบบกราฟฟิกอิสระ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ลพบุลุย” ซึ่งเป็นกลุ่มสร้างสรรค์ศิลปะแนวสตรีทอาร์ตและกราฟฟิตี้บนกำแพงหรือผนังของตึกเก่าย่านใจกลางเมืองลพบุรี เผยว่า กลุ่มลพ
บุลุยตั้งขึ้นเพราะมีจุดประสงค์หลักคือ มีใจรักงานด้านศิลปะและอยากปรับภูมิทัศน์ของเมืองลพบุรีให้สวยงามดึงดูดสายตาให้คนมาท่องเที่ยวและถ่ายรูปมากขึ้น

“จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ผมนั่งคุยกันเพื่อน (อ.เสรี แก้ววิเชียร) ครูสอนศิลปะ ว่าเราทั้งคู่ต่างชอบงานด้านสตรีทอาร์ตเหมือนกัน เราน่าจะตั้งกลุ่มแบบจริงจังเพื่อสร้างงานศิลปะขึ้นมา จากนั้น อ.เสรี จึงได้ไปขออนุญาตใช้พื้นที่ของตึกมาลัยรามา ซึ่งเป็นโรงหนังเก่าทิ้งร้างจากเจ้าของ เราจึงเริ่มสร้างสรรค์ศิลปะกันขึ้นมาตั้งแต่นั้น โดยออกค่าสีเองและใช้ฝีมือที่เรามีเป็นทุน”

สตรีทอาร์ตที่ทำนั้นได้วางคอนเซ็ปต์ให้เกี่ยวข้องกับเมืองลพบุรีที่มีสัญลักษณ์คือ ลิง ดังนั้นภาพลิงที่วาดออกมาจึงมีลักษณะต่างๆ ซึ่งล้อกันไปกับธีม “พอทำเสร็จก็มีทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะเวียนมาเที่ยวมาถ่ายรูปกันมากมาย และมีส่วนช่วยให้การท่องเที่ยวและการค้าขายในย่านนี้กระเตื้องขึ้น” เขากล่าว

ณัฐวุฒิ สุวรรณ

 

หลังจากนั้นก็มีเจ้าของสวนสัตว์ลพบุรีมาติดต่อให้พวกเขาไปช่วยสร้างงานศิลปะบนกำแพงและในสวนสัตว์ เมื่อทำเสร็จแล้วก็มีคนเข้าไปชมเข้าไปถ่ายรูปกันพอสมควร ทำให้สวนสัตว์แห่งนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น โปรเจกต์ต่อไปกลุ่มลพบุลุยวางแผนจะสร้างงานศิลปะบนกำแพงปูนตามถนนริมแม่น้ำ ระหว่างนี้จะไปช่วยสร้างศิลปะที่อาคารพาณิชย์และร้านรวงต่างๆ ในตัวเมือง

“เรียกว่าใครขอมาก็จะไปทำให้ เราตั้งใจจะทำให้ตึกเก่าๆ ดูดีขึ้นมา เพราะอยากให้ลพบุรีเป็นเมืองแห่งศิลปะที่ผู้คนผ่านไปผ่านมาก็จะต้องแวะมาเที่ยวกัน” ณัฐวุฒิ กล่าว ติดตามผลงานได้ที่เฟซบุ๊ก : Aristotor Geekin

ศิลปะส่งเสริมสันติภาพ

ด้าน พัชรพล แตงรื่น สตรีทอาร์ติสต์อิสระชื่อดัง เจ้าของแฟนเพจเฟซบุ๊ก Alex Face และไอจี alexfacebkk เป็นอีกผู้หนึ่งที่สร้างศิลปะแนวสตรีทอาร์ตออกสู่สายตาผู้คนและมีส่วนช่วยเหลือสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม

เขาเริ่มสร้างสรรค์สตรีทอาร์ตมาตั้งแต่ปี 2545 ส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่ว่างตามถนน เช่น ตึกร้าง อาคารร้าง เริ่มสร้างงานจากแถวลาดกระบังในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามสถานที่และโอกาส

พัชรพล แตงรื่น

 

“งานของผมจะมีคอนเซ็ปต์เป็นรูปเด็กหน้าบึ้งใส่ชุดกระต่าย ชุดเต่า ชุดหมี และอื่นๆ ซึ่งผมได้แรงบันดาลใจมาจากลูกสาวของผมเอง การที่ผมพ่นสีเป็นรูปเด็กหน้าบึ้ง เพราะอยากให้คนในสังคมได้คิดตามว่า ทำไมเด็กคนนี้ถึงหน้าบึ้ง มีสาเหตุมาจากอะไรที่ทำให้เด็กเป็นแบบนี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความคิดและประสบการณ์ในการตีความของแต่ละคน”

พัชรพล เสริมว่า ภาพเด็กหน้าบึ้งสำหรับเขาแล้วสื่อความหมายว่า เด็กกำลังกังวลกับอนาคตของตัวเอง กังวลกับความรุนแรงในสังคม และกังวลกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน ที่ผ่านมาเขาได้สร้างสรรค์สตรีทอาร์ตนับไม่ถ้วนทั้งในไทย เมียนมา เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย อังกฤษ เดนมาร์ก นอร์เวย์ และอื่นๆ

“อย่างถนนบิ๊กเลนในอังกฤษที่ผมเคยไปมา มีการจัดทัวร์ชมสตรีทอาร์ตในย่านนี้แล้วเก็บเงินเป็นรายหัว ซึ่งผมมองว่ามันเป็นการสร้างมูลค่าให้กับสถานที่นั้นๆ หรือ ปีนัง เมืองท่าเก่าแก่ที่เกือบตายไปแล้ว แต่พอมีศิลปินไปสร้างสตรีทอาร์ตตามจุดต่างๆ ก็ทำให้ปีนังกลายเป็นเมืองที่คนอยากจะไปเที่ยวกันมากขึ้น ซึ่งผมว่าศิลปะพวกนี้มันดึงชีวิตชีวาของเมืองนั้นกลับมาได้ และทำให้ร้านค้ามีรายได้มากขึ้นและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ได้”

ศิลปินหนุ่มยังกล่าวถึงสตรีทอาร์ต Peace for Bangkok ที่ทางลงประตู 1 บีทีเอสสนามกีฬาฯ เขาตั้งใจสื่อถึงสันติภาพของผู้คนในกรุงเทพฯ เพราะชีวิตคนเมืองที่เครียด เร่งรีบ โมโหร้าย งานชิ้นนี้จึงสื่อถึงสันติภาพที่ต้องการให้ผู้คนในสังคมใช้อารมณ์ให้น้อยลงเพื่อลดความรุนแรง

ศิลปะสำคัญไฉน?

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ประธานมูลนิธิศิลปะเพื่อสังคม (Art for All) กล่าวถึงงานศิลปะว่า งานศิลป์ที่ดีต้องประกอบด้วยความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย ถ้างามแต่ไม่มีประโยชน์ก็ถือว่าไม่สมบูรณ์ เพราะศิลปะต้องบำบัดผู้คน มีพลังมากถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง หรือสร้างบรรทัดฐานใหม่อย่างที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ศิลปะสร้างเมือง ศิลปะสร้างอารยธรรม นั่นล้วนเป็นความจริง

มูลนิธิก่อตั้งมา 20 ปี มีไปพร้อมๆ กับโครงการค่ายศิลปะ ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นวันที่ 15-19 ก.ค.นี้ เปิดค่ายให้เยาวชนผู้พิการที่มีความบกพร่องทางสายตา การได้ยิน การเคลื่อนไหว และสติปัญญา มาเรียนรู้ทักษะชีวิตผ่านงานศิลปะ โดยมีจิตอาสาที่ไม่พิการคอยเป็นบัดดี้ และมีศิลปินไทยและอาเซียนมาเป็นผู้สอน ซึ่งถือว่าเป็นค่ายศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยจำนวนกว่า 500 ชีวิต ที่เข้าร่วมโครงการ

“ศิลปะมันช่วยอะไร” ศ.ดร.ชาญณรงค์ ตั้งคำถาม “มนุษย์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการคือ กาย ปัญญา และจิตใจ หากกีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาร่างกาย การศึกษาช่วยพัฒนาสติปัญญา ศิลปะจึงเป็นสิ่งจรรโลงใจให้เปี่ยมด้วยความสุขและศานติ” เขาทิ้งท้าย

 

หยุดสร้างความเกลียดชัง บนโลกออนไลน์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439909

หยุดสร้างความเกลียดชัง บนโลกออนไลน์!

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร

หากใครได้ดูคลิปวิดีโอที่มีความยาว 1.23 วินาที ที่ใช้ชื่อว่า “เคยคิดไหมว่าคำพูดในโซเชียลเน็ตเวิร์กฆ่าคนได้” ซึ่งได้ถูกโพสต์ลงในแฟนเพจ Drama-addict เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา (มียอดวิวสูงถึง 2.8 ล้านวิว) จะพบว่าเรื่องราวในคลิปวิดีโอนี้ได้สะท้อนให้เราเห็นว่า การใช้คำพูดในลักษณะสร้างความเกลียดชัง ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว บนโลกออนไลน์นั้น สามารถทำร้ายและทำลายผู้อื่นให้ตายทั้งเป็นได้ อีกทั้งมันยังสามารถทำให้เกิดการฆ่าตัวตายได้ในท้ายที่สุด

เหมือนเรื่องราวในคลิปวิดีโอนี้ ที่เป็นเรื่องราวของแม่ที่จำต้องแต่งหน้าให้ลูกสาวของเธอ ซึ่งเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย อันมีสาเหตุมาจากมีคนไปโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าเธอเป็นเด็กขาย เสี่ยเลี้ยง แถมยังพลีกายแลกเกรดกับอาจารย์ ซึ่งก็มีคนเข้ามาคอมเมนต์ต่างๆ นานาแบบสาดเสียเทเสีย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น (ล่าสุดมีเด็กคนหนึ่งจะกินยาฆ่าตัวตาย แล้วอัพสเตตัสลงเฟซบุ๊ก แล้วมีคนเข้าไปด่า เข้าไปแช่ง หรือเข้าไปยุให้เธอลงมือทำจริงๆ) ยังมีประเด็นของการใช้คำพูดในลักษณะสร้างความเกลียดชัง ทั้งกับบุคคลสาธารณะ บุคคลที่มีชื่อเสียง บุคคลที่ตกเป็นข่าวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บุคคลผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานใดผลงานหนึ่งขึ้นมา หรืออาจเป็นกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมาย หรือความคิดเห็นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เหมือนกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจในทางเลวร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างที่เราได้เห็นผ่านสื่อต่างๆ อยู่เป็นระยะๆ

หนทางแก้ไข

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ พิรงรอง รามสูต ผู้เขียนหนังสือประทุษวาจากับโลกออนไลน์ (จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์คบไฟ) เธอบอกเล่าให้ผมฟังว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลิปวิดีโอนี้ถือเป็นการใช้วาจาสร้างความเกลียดชัง ที่เรียกขานกันว่า Bully (ในเว็บไซต์ siamintelligence.com ได้อธิบายคำคำนี้ไว้ว่าหมายถึง การถูกผู้อื่นกลั่นแกล้งตั้งแต่การใช้คำพูดเสียดสี ด่าว่า ถากถาง ประจาน ไม่คบค้า ไปจนถึงการทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน รวมถึงการกลั่นแกล้งในรูปแบบของการใช้โซเชียลมีเดียด้วย ซึ่งเรียกว่า Cyberbullying)

“การข่มเหงกันทางออนไลน์ในลักษณะนี้ถือเป็นการข่มเหงกันเพื่อให้อีกฝ่ายเสียใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไร้ค่า นอกจากนี้ยังมีการแสดงความเกลียดชังกันอีกในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเราเรียกขานกันว่า ประทุษวาจา หรือ Hate Speech ที่เป็นการแสดงความเกลียดชัง หรือมุ่งหมายให้ผู้ที่เป็นเป้าหมายของความเกลียดชังไม่เป็นที่ต้องการของสังคม หรือถึงขั้นไม่ต้องอยู่ร่วมกันในสังคม แต่คนที่ได้รับประทุษวาจา ต้องสืบเนื่องจากอัตลักษณ์ร่วมในด้านใดด้านหนึ่ง เช่น เป็นผู้หญิง เป็นเกย์ เป็นอาหรับ เป็นมุสลิม ที่ถือเป็นเป้าหมายในการประทุษวาจาในด้านเพศสภาพ เชื้อชาติ เผ่าพันธ์ุ ศาสนา หรือแม้กระทั่งความเชื่อทางการเมือง ทางศาสนานั่นเอง ซึ่งปลายทางของการใช้คำพูดในลักษณะสร้างความเกลียดชัง หรือประทุษวาจา อาจนำพาไปสู่การทำร้ายกันร่างกายกันจนเสียชีวิตและทรัพย์สินได้ หากสังคมไทยไม่รีบร่วมมือกันแก้ไขในเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้ เรามีโอกาสที่จะไปถึงตรงจุดนั้น”

ในส่วนของหนทางแก้ไขในคลิปวิดีโอเรื่อง Hate Speech เบื้องต้นสำหรับคนไทย ฉบับเต็ม (https://www.youtube.com/watch?v=8AKcSTY0TEc) ที่ผลิตโดยศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เผยว่า เราทุกคนต้องตระหนักรู้เรื่องการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีขันติธรรม (ความอดทน) ใช้เสรีภาพทางการแสดงออกในสังคมที่คนคิดแตกต่าง โดยไม่นำไปสู่ความแตกแยกและความรุนแรง และมีค่านิยมที่เห็นว่าการสื่อสารความเกลียดชังเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

 

สำหรับในโลกออนไลน์ เราสามารถเริ่มต้นการไม่บ่มเพาะความเกลียดชังให้งอกงามได้ด้วยตัวเราเอง ด้วยการไม่ตอบสนองต่อความเกลียดชังด้วยการกดไลค์ หรือการคอมเมนต์แบบเห็นด้วย หรืออวยกัน ต่อมาเราไม่ควรส่งต่อความเกลียดชังด้วยการแชร์ หรือการฟอร์เวิร์ดเมล และควรคิดก่อนโพสต์หรือสร้างเนื้อหาออนไลน์ใดๆ ที่เป็นการแสดงความเกลียดชัง นอกจากนี้เราควรตอบโต้ความเกลียดชังออนไลน์ด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง และเนื้อหาที่สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ไร้อคติ และสร้างสรรค์ สุดท้ายเราควรกดปุ่มรายงานการละเมิดในเว็บที่มีฟีเจอร์ Report นี้ หรือรายงานโดยตรงไปที่ผู้ดูแลระบบถึงการสร้างความเกลียดชังออนไลน์

วิธีการรับมือ

นักข่าวสายบันเทิงท่านหนึ่งซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม ผู้พบเจอการใช้คำพูดในลักษณะสร้างความเกลียดชัง ทั้งกับตัวเองและบุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ก็ขอตั้งคำถามกับสังคมว่า เราเคยเห็นตัวตนของคนที่ใช้คำพูดในลักษณะสร้างความเกลียดชังในโลกออนไลน์บ้างไหม หากเราลองเข้าไปดูในรูปโปรไฟล์ของคนเหล่านี้จะเห็นว่า ไม่ได้ใช้รูปของตัวเองมาเป็นรูปโปรไฟล์เลย

“เราไม่รู้ว่าเขาคือใคร แล้วทำไมเราต้องไปให้ค่าและราคากับคนเหล่านี้ เราต้องไม่สนใจ เพราะถ้าเราสนใจ หรือจิตตกคล้อยตาม หรือโมโห เขาจะชอบ เขาจะมีความสุข หากเรานิ่ง ยิ้ม หัวเราะ เขาจะมีความทุกข์แทนเรา โดยส่วนตัว เคยโดนคนเข้ามาด่าในเฟซบุ๊กเยอะมาก แต่ไม่รู้จะไปตอบโต้ยังไง เพราะไม่รู้ว่าเขาคือใคร ถ้าเราด่าตอบก็เหมือนเราไปด่าลม ด่าหมา ด่าแมว เชิดใส่สิ คิดเสียว่าที่เขาด่าเรา เป็นเพราะเขาให้ความสนใจเรา อยากรู้เรื่องของเรา อยากเกาะติดชีวิตเรา 24 ชั่วโมง เราต้องคิดอย่างนี้ถึงจะมีความสุข ถ้าจะให้ดีอย่าเข้าไปดูเข้าไปอ่าน หากจิตไม่แข็งพอ แม้ว่ามันจะทำยากมาก เพราะเราเสพโลกออนไลน์อยู่ตลอดเวลา แต่เราต้องบังคับตัวเองให้อย่าดูอย่าอ่านอย่าไปสนใจ คือหนทางที่ดีที่สุด”

ในส่วนของผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานอย่าง ทีน่า-ธีรวัฒน์ ทองมิตร บรรณาธิการนิตยสารดิจิทัล Prism เผยว่าเธอเคยโดนการคอมเมนต์ผลงานของเธอแบบรุนแรง ซึ่งเป็นคำคอมเมนต์ในลักษณะของความเกลียดชังที่บั่นทอนจิตใจผู้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมากมายมหาศาล

“ทีน่าเคยโดนคนด่าว่าผลงานของทีน่าในเฟซบุ๊กว่า อุบาทว์ น่าเกลียด ทำไปได้ยังไง รูปแย่มาก คนขึ้นปกไม่สวยเลย เชื่อไหมว่าคำพูดเหล่านี้ ทำให้ทีน่าและทีมงานจิตตกไปทั้งวัน บั่นทอนจิตใจของเรามากจริงๆ พอเรากลับไปแก้ไขงานใหม่ก็ยังโดนว่าอีก เราก็ไม่รู้ว่าที่ด่ามาเป็นเพราะว่าสะใจหรือได้ระบายอารมณ์ออกมา แต่มันเป็นการส่งต่อความรู้สึกแย่ๆ ให้แก่กันมาก ซึ่งไม่ดีเลย แต่มันก็ทำให้เรารู้ได้ว่า มันไม่ได้ผิดที่เรา หรือสิ่งที่เราสร้างสรรค์มันขึ้นมาแล้วล่ะ แต่มันผิดที่ทัศนคติของคนที่มาคอมเมนต์มากกว่า ใช่ ผลงานของเราอาจไม่ถูกใจคุณ แต่เราก็ไม่ได้ทำงานออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ เอาเป็นว่าเราทุกคนอย่ามาบั่นทอนจิตใจกันและกันด้วยการวิจารณ์ในลักษณะนี้เลยดีกว่า หากวิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์ ทีน่ารับได้ แถมยังจะดีต่อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าด้วยซ้ำ”

เราทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน

เมื่อเกิดปรากฏการณ์ใช้คำพูดในลักษณะสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์มากขึ้นทุกที จะมีการเฝ้าระวัง ปราบปราม หรือหาแนวป้องกันได้อย่างไร เพื่อให้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ลดน้อยลงให้ได้มากที่สุด พ.ต.ท.หญิง สีดาทิพย์ สุนตาอินทร์ สว.งานการข่าวเทคโนโลยีสารสนเทศ ตร.เชียงใหม่ ได้เผยว่า ยุคสมัยนี้ผู้คนมีความใจร้อนมากขึ้น และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เมื่อมีสื่อออนไลน์อยู่ในมือ เวลาจะทำอะไรลงไปในนั้นก็ไม่แคร์อะไร

“เขาไม่แคร์ว่าคนที่เขาไปสร้างความเกลียดชังด้วยถ้อยคำบนโลกออนไลน์จะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดอันตรายที่สังคมควรหันมาแก้ไขให้โดยเร็วที่สุด ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ เมื่อมีคนเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้แล้วไม่ห้ามปราม กลับส่งเสริมสนับสนุนให้เรื่องราวมันลุกลามเข้าไปใหญ่น่ากลัวเข้าไปอีก ตรงที่มีคนเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้แล้วนิ่งเฉย รู้ เห็น แต่ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย”

 

พ.ต.ท.หญิง สีดาทิพย์ ยังเผยอีกว่า ปัจจุบันนี้กฎหมายวิ่งตามปรากฏการณ์นี้แทบไม่ทัน เพราะคนที่ใช้คำพูดในลักษณะสร้างความเกลียดชังนั้นไม่มีตัวตน “ถึงกฎหมายวิ่งตามทัน แล้วสามารถบอกได้ว่าการกระทำแบบนี้ผิด แล้วใครกันคือคนที่ผิด เพราะเราไม่รู้ตัวตน เหตุผลที่เราไม่รู้ตัวตน เพราะสื่อที่เราใช้ เช่น เฟซบุ๊ก เป็นของต่างชาติ ใครก็สามารถใช้อีเมลปลอม รูปปลอมสมัครใช้งานได้ พออะไรที่สามารถปลอมได้ ไม่ใช่ตัวเราจริงๆ ในนั้น เวลาเราไม่พอใจใคร หรืออยากกีดกันใครออกจากสังคม หรืออยากกล่าวหาใครให้เจ็บช้ำน้ำใจ จนทำให้ไม่มีคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ เราก็ทำได้โดยไม่รู้สึกผิด”

ในปัจจุบัน พ.ต.ท.หญิง สีดาทิพย์ เผยว่า การใช้คำพูดในลักษณะสร้างความเกลียดชังมีเพิ่มมากขึ้น มีการฟ้องร้องกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตกใจ “ในการสอบสวนจะดูที่เจตนาเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่มักลงเอยด้วยการขอโทษ และบอกว่าทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แม้ว่าคนที่เป็นฝ่ายเสียหายนั้นเจ็บช้ำน้ำใจไปแล้ว หน้าที่ของเราจึงต้องหาทางปราบปรามและป้องกัน ในส่วนของการปราบปราม เราสามารถทำได้ แต่ทำได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ หากคนที่เคยทำมาแล้ว ยังทำอยู่อีก ทำซ้ำมากเข้าๆ มันจะกลายเป็นวัฒนธรรมสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ก่อให้เกิดความสงบร่มเย็นทั้งในโลกออนไลน์และโลกชีวิตจริง เมื่อคิดจะแก้ไข ก็แก้ไขได้ยาก จะป้องกัน ก็ทำได้ยากเช่นเดียวกัน”

หนทางแก้ไขหรือป้องกันที่ดีที่สุด พ.ต.ท.หญิง สีดาทิพย์ บอกว่า เราต้องเริ่มสร้างจิตสำนึกที่ดีของพลเมืองที่ดี และสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งในครอบครัว และในหลักสูตรการศึกษาของไทย ที่เด็กต้องได้เรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและในมหาวิทยาลัย รวมทั้งเราทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เป็นผู้แก้ไข ปราบปราม หรือป้องกัน

“ลองมองไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ญี่ปุ่น เขาสร้างวัฒนธรรมความสุภาพ อ่อนน้อม และขอโทษ โดยวัฒนธรรมเหล่านี้เกิดจากการปลูกฝังและทำซ้ำๆ ย้อนกลับมาที่เมืองไทย หากการใช้คำพูดในลักษณะสร้างความเกลียดชังเพื่อกีดกัน ทำลาย หรือทำร้ายใครให้เจ็บช้ำน้ำใจบนโลกออนไลน์มันได้ถูกทำซ้ำและทำซ้ำมากเข้าๆ เราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้อย่างไร ฝากให้เราคนไทยทุกคนได้ตระหนักถึงในส่วนนี้กันด้วยนะคะ”

 

เส้นทางค้าสัตว์ป่า เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/439704

เส้นทางค้าสัตว์ป่า เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

“เสือมีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง” เป็นคำขวัญของกรมป่าไม้ในหลายทศวรรษที่แล้ว ในการที่จะปลุกจิตสำนึกของประชาชนให้ตระหนักในความสำคัญของป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งมีเสือเป็นตัวแทนของยอดสูงสุดพีระมิดของวงจรอาหารและระบบนิเวศตามธรรมชาติเป็นสัญลักษณ์

ในยุคปัจจุบัน การรุกล้ำพื้นที่ของมนุษย์จากการขยายตัวของภาคเกษตรกรรมและเมืองทำให้ป่าไม้และสัตว์ป่าทั่วโลกตกอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายนั้นเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งค้าขายอาวุธ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้ประมาณรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ทั่วโลกว่าสามารถทำเงินได้ถึง 6.65 แสนล้านบาทต่อปี

ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้กล่าวบนเวทีเสวนา “เสือโคร่ง จากกรงเลี้ยงสู่ตลาดมืด” ว่าปีที่แล้วทั้งปี องค์กรอนุรักษ์สายที่ทำเรื่องสัตว์ป่าได้ทำเรื่องนี้บ่อย เพราะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งก็มีการร่วมกันระดมสมองแก้ไขกฎหมายฉบับนี้

 

“สถานการณ์สัตว์ป่าก็มีความน่าสนใจไม่แพ้เรื่องป่าไม้ แล้วก็มีความสำคัญมาก ถ้าต่อไปกลุ่มองค์กรที่ทำงานอนุรักษ์เรื่องสัตว์ป่า ร่วมมือกับกรมอุทยานฯ ที่ทำงานในเรื่องเสือ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”

 

แน่นอน การค้าสัตว์ป่าเป็นอาชญากรรมที่มีความรุนแรงไม่น้อยไปกว่าการค้ายาเสพติดและอาวุธสงคราม  ซึ่งเป็นภัยคุกคามประเทศในแต่ละประเทศทั่วโลก ประเทศไทยค่อนข้างจะถูกโจมตีเรื่องนี้อย่างรุนแรงว่า เป็นประเทศศูนย์กลางการค้าสัตว์ป่าที่หนึ่ง ซึ่งใหญ่มากที่สุดในโลก

เพราะฉะนั้น หน้าที่ในการป้องกัน ป้องปราม และปราบปราม จึงไม่ใช่ภาระของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นความร่วมมือร่วมใจทั้งภาครัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องทำงานสอดประสานเกาะเกี่ยวไปด้วยกัน ภาคองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ และภาคประชาชน ที่ต้องช่วยกันอย่างสุดความสามารถ

เส้นทางการค้าสัตว์ป่า

ผลกระทบจากปัญหาการค้าสัตว์ป่า ได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจำนวนมากและไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่า หากเหตุการณ์เช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป สัตว์ป่าและพืชป่าในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 13-42% จะสูญพันธุ์ไปในศตวรรษนี้ และอัตราการสูญเสียอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจากจำนวนดังกล่าวก็เท่ากับสัตว์เหล่านั้นจะสูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้อย่างถาวร

การสูญเสียระบบนิเวศวิทยาของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังแหล่งต้นน้ำลำธาร แหล่งอาหารและความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทำให้สัตว์ป่าขาดแคลนอาหาร ซึ่งมีผลทำให้สัตว์ป่าล้มตายจากภัยแล้งที่เกิดขึ้น ทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ จึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมไว้

 

ปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่าเพิ่มอัตราความเสี่ยงของการแพร่ระบาดไวรัสและเชื้อโรคจากสัตว์สู่คน เช่น การระบาดของโรคซาร์สและโรคไข้หวัดนก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาดูแลและตระหนักถึงโรคที่ตามมาว่ามีอันตรายร้ายแรงเพียงใด

แก๊งอาชญากรรมลักลอบค้าสัตว์ป่าอยู่ได้ด้วยกำไรมหาศาล ซึ่งปัจจุบันสามารถพิสูจน์ได้ว่าอาชญากรรมด้านสัตว์ป่ามีส่วนเชื่อมโยงไปยังอาชญากรรมด้านอื่นๆ ด้วย อาทิ ยาเสพติดและการค้ามนุษย์ ดังนั้นภาครัฐจึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมากกับการปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด เพื่อที่จะไม่ให้ส่งผลกระทบกับด้านอื่นๆ ต่อไป

ผู้ที่คร่ำหวอดในการปราบปรามการค้าสัตว์ป่ามายาวนาน ให้ข้อมูลว่า สินค้าประเภทเสือโคร่งเป็นที่ต้องการในตลาดจีนและเวียดนามค่อนข้างสูง โดยเฉพาะตลาดคนจีนโพ้นทะเลในอเมริกา ต้องการยาแคปซูลบดกระดูกเสือรวมกับหนังงู ซึ่งถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะและยาโป๊ว คิดเป็นเงินไทยแล้วแพงถึงแคปซูลละ 1 หมื่นบาท

ซากลูกเสือดองเหล้า ซึ่งเป็นที่นิยมในเวียดนาม โดยมีความเชื่อว่าดื่มแล้วแก้ปวดเมื่อยให้หายขาด รวมถึงแก้โรคหดหู่ซึมเศร้าในผู้สูงอายุ มีการขายเป็นเป๊กหรือแก้วช็อตแก้วละ 500 บาท โดยมีการซื้อขายเป็นโหล ประมาณโหลละ 4-5 หมื่นบาท

 

สำหรับคนจีนเสือโคร่งนิยมบริโภคเนื้อ โดยทั้งเนื้อสดและแช่แข็งจะถูกตัดแยกชิ้นส่วนและสไลซ์เนื้อเป็นแผ่นเพื่อประกอบอาหารที่เป็นยา และมีการนำกระดูกเสือมาเรียงตามลักษณะรูปของตัวเสือ เพราะชิ้นส่วนทั้งหมดของเสือ กระดูกแต่ละส่วนจะมีคุณสมบัติทำยาไม่เหมือนกัน ซึ่งทางเวียดนามนั้นหากมีการจับเสือได้ก็จะต้องเอากระดูกมาเรียงให้ครบเพื่อให้ลูกค้าเห็น เขาจะได้เลือกเอาไปปรุงยา ถ้าหากระดูกเสือไม่ได้ ต้องใช้กระดูกสิงโตแทน ก็มีความเชื่อกันว่าสรรพคุณจะลดไป 30% ซึ่งคนให้ข้อมูลเป็นนายตำรวจระดับพันตำรวจโท บอกว่า การค้าสัตว์ป่าเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ มีมูลค่าสูง ทำให้แก้ปัญหาได้ยาก

 

ปัญหาการค้าสัตว์ป่าในประเทศไทย ซึ่งธุรกิจการลักลอบค้าสัตว์ป่าถือได้ว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจตลาดมืดที่ให้กำไรต่ออาชญากรผู้ค้าสูง ผลกระทบจากการค้าผนวกกับการสูญเสียพื้นที่ป่า ส่งผลให้สัตว์ป่าหลายชนิดอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ การลักลอบฆ่าสัตว์ ตัดไม้และการลักลอบลำเลียงสัตว์ป่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกที่ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และเนื่องจากอาชญากรมักทำงานกันเป็นขบวนการ จึงทำให้ธุรกิจการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายทั่วโลกนั้นสูงถึงหลายพันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

แม้ป่าไม้และสัตว์ป่าจะได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศและระดับนานาชาติ แต่สัตว์ป่าหลายชนิดก็ยังถูกลักลอบค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งเสือโคร่ง ตัวนิ่ม (หรือตัวลิ่น) สัตว์เลื้อยคลานต่างๆ นก งาช้าง กระดูก หรือส่วนอื่นๆ เพื่อมาประกอบยารักษาโรค ตลาดสัตว์เลี้ยงและสวนสัตว์ นักสะสมและของตกแต่ง รวมทั้งเพื่อการบริโภคเนื้อเปิบพิสดาร ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า โดยเฉพาะผู้บริโภคทั้งหลายไม่มีความตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาหากสัตว์ป่าเหล่านี้ต้องสูญพันธุ์ไป

ทั้งนี้ สัตว์ป่าทั้งหลายถูกลักลอบล่าออกจากป่าเร็วกว่าอัตราการเพิ่มประชากรของสัตว์ ซึ่งท้ายที่สุดส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศวิทยา นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้สัตว์ป่าอื่นๆ พลอยสูญพันธุ์ไปด้วยในที่สุด

เอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า (Wildlife Friends Foundation Thailand – WFFT) ขยายความถึงประเด็นที่สำคัญ ซึ่งชาวต่างชาติมองว่าประเทศไทยเป็นตลาดมืดการค้าสัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และอยู่ในลำดับที่ 2 หรือที่ 3 ของโลก

 

“ในการที่ไทยเป็นทั้งผู้นำเข้าและผู้ส่งออกสัตว์ป่ากับประเทศอื่นๆ การแบ่งปันหรือแชร์ข้อมูลกันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ลาว เวียดนาม หรือแม้แต่สัตว์ป่ามาจากสุมาตรา มาเลย์ ผ่านไทยขึ้นไปสู่ลาว เวียดนาม แล้วส่งจีน เราจะโทษประเทศไทยอย่างเดียวไม่ได้ การไม่เข้าใจกฎหมายทุกประเทศมีปัญหา จะทำอย่างไรที่จะเกิดการทำงานร่วมกัน มีการแชร์ข้อมูลอย่างจริงจัง ประเทศจีนไม่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าของประเทศอื่น ประเทศลาวการบังคับใช้กฎหมายอ่อนมาก ซึ่งในเขตชายแดนไทยที่มีการเช่าที่ดินจากจีนจะเป็นเขตการค้าสัตว์ป่าที่รุนแรงมาก”

เอ็นวิน วีค มองว่าอุปสรรคคือความสำคัญของความไม่เข้าใจกฎหมาย เพราะจากปี 2546 ที่ตั้งอาเซียน เวน (เครือข่ายป้องกันและปราบปรามการค้าพืชป่าที่ผิดกฎหมายในภูมิภาคอาเซียน-ASEAN-WEN) มาถึงปัจจุบันนี้ไม่มีการทำอะไรคืบหน้าเลย

“รวมถึงเอ็นจีโอในแต่ละประเทศก็ไม่ร่วมมือกันมากเท่าที่ควร ผมคิดว่าสวนสัตว์เสือหรือฟาร์มเสือที่ประเทศลาว จะเป็นที่พักของเสือที่ออกมาจากประเทศไทย อยู่ตรงข้ามชายแดนไทย-ลาว ตอนนี้มีอยู่ 3 แห่ง จะเป็นสวนสัตว์ที่เลี้ยงเสือโคร่ง หมี และตัวนิ่ม เป็นจุดพักสัตว์ให้ฟื้นตัวเพื่อส่งไปที่ชายแดนจีน”

ปัญหาที่เรื้อรังในประเทศไทย

พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ได้ให้ความหมายของสัตว์ป่าเอาไว้ว่า หมายถึงสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก แมลงหรือแมง ซึ่งสภาพธรรมชาติย่อมเกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่าหรือในน้ำ และให้หมายความรวมถึงไข่ของสัตว์ป่าเหล่านั้นทุกชนิดด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึงสัตว์พาหนะที่ได้จดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะแล้ว และสัตว์พาหนะที่ได้มาจากการสืบพันธุ์ของสัตว์พาหนะดังกล่าว ประเภทของสัตว์ป่า ประเภทของสัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1.สัตว์ป่าสงวน 2.สัตว์ป่าคุ้มครอง 3.สัตว์ป่านอกประเภท

 

การค้าสัตว์ป่ามีความสลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะเป็นปัญหาในระดับประเทศ แต่เป็นปัญหาในระดับภูมิภาคอาเซียนและทวีปเอเชีย สุรพล ดวงแข กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร บอกว่า สิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณะเป็นส่วนน้อย

“ประเทศไทยมีปัญหาที่หนักมาก เพราะจะเห็นว่าระบบการบังคับใช้กฎหมายแทบจะทำอะไรไม่ได้ ความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีน้อย ประเด็นที่สำคัญคือมีการตีความข้อกฎหมายผิด คือพยายามตีความให้เข้าใจผิด แล้วเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว เป็นข้อสังเกตว่าตั้งแต่มีการลักลอบนำสัตว์ป่าจากต่างประเทศเข้ามาหรือนำสัตว์ป่าเข้ามา ก็มีการตีความว่าไม่รู้ว่าใครเอาเข้ามา ไม่มีใครเห็นก็เลยไม่สามารถจับได้ ที่จริงแล้วใน พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มีบทลงโทษหลายประเด็นที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง อย่างเรื่องคำว่า ‘ค้า’ ซึ่งหมายถึง ซื้อขายแลกเปลี่ยนจำหน่ายจ่ายแจก การครอบครอง เจอในบ้านแล้วบอกว่า ไม่รู้ ไม่ได้

“มีมาตรา 55 มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ช่วยซ่อนเร้น มีโทษจำคุกด้วย ส่วนมากคดีไม่ถึงที่สิ้นสุด ไม่ได้ขึ้นสู่ศาล และจะยกฟ้อง ในช่วงอัยการส่งศาลสามารถเพิ่มเติมและอุทธรณ์ได้ ช่วยซ่อนเร้นก็สามารถดำเนินคดีได้ ครอบครองอยู่ในที่ไหนไม่สามารถแสดงใบอนุญาตได้ก็ถือว่า ครอบครองแล้ว นี่คือความไม่พร้อมที่เกิดขึ้น”

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นสมาชิกของอนุสัญญาไซเตส (อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ – The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) มาเกือบ 40 ปีแล้ว ซึ่งเคยถูกคว่ำบาตรทางการค้าในปี 2534 เพราะมีการค้าสัตว์ป่า แต่ไม่ได้รับการปราบปราม มีความเสียหายอย่างรุนแรง แล้วมีการไปแก้กฎหมายในรัฐบาลของอานันท์ ปันยารชุน แต่ก็ยังไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

“ความไม่พร้อมในการบังคับใช้กฎหมายมีอยู่เยอะ เมื่อปี 2547 ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมอนุสัญญาไซเตส แต่การปฏิบัติของเราต้องแก้ตัวกับไซเตสตลอดเวลา เรื่องความไม่พร้อมในการบังคับใช้กฎหมายเรายังไม่พร้อมทั้งการปฏิบัติตามกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม เรื่องความไม่พร้อมของการสืบสวนสอบสวนและการติดตาม ไม่มีใครทำและแก้ไข ต่างหน่วยงานต่างทำ เป็นปัญหาเต็มไปหมด กฎหมายถูกบิดเบือนให้เข้าใจผิด การหยุดยั้งและลดการค้าสัตว์ป่าในระดับนานาชาติได้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน ด้วยการสื่อสารกับสังคม แต่ก็ไม่มีการเผยแพร่ออกไป หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีใครรู้และไม่มีการประสานงานกัน”

สุรพล ชี้ว่า มูลค่าการค้าสัตว์ป่าที่มีเท่ากับการค้าอาวุธและยาเสพติด ซึ่งเสือมีมูลค่าที่สูงมากก็มีการนำมาแอบแฝงและทำภาพให้เลือนรางบิดไปว่าเลี้ยงด้วยความเมตตา เลี้ยงด้วยความรัก เป็นเรื่องของการส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยว แต่ลึกไปกว่านั้น ตัวกำไรอยู่ที่การแปรรูปสัตว์ป่า

“ในวันนี้ต่างจากเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว โลกมีโซเชียลมีเดียทำให้การซื้อขายสัตว์ป่ารวดเร็วยิ่งขึ้น แต่การดำเนินการของผู้รับผิดชอบและเจ้าหน้าที่ไม่มีการพัฒนาขึ้นเลย ทุกหน่วยงานของราชการจะอยู่เฉยๆ รอว่ามีเรื่องหรือยัง ถ้ามีแล้วค่อยเข้าไปจัดการ เมื่อเข้าไปแล้วก็ไม่จบคาราคาซังอยู่อย่างนั้น ไม่มีการฟ้องร้อง มีเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งนั้นเลย การประสานงาน การกำกับดูแลในการตรวจสอบและจับกุมไม่พัฒนา ความหวาดกลัวอิทธิพลมืดของผู้ที่แจ้งเบาะแส หรือของประชาชนที่เป็นพยานก็ไม่มีการสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ก็มีจำกัด และทำงานในแบบเชิงรับ”

วันนี้ถึงเวลาแล้วที่กฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าต้องนำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มที่ รวมถึงการทุ่มงบประมาณและนโยบายในเชิงรุก…ก่อนที่จะสายเกินไป (ทั้งที่สายมามากแล้ว และยากที่จะเกินเยียวยา)