ตัดวงจรขยะอาหาร ช่วยอีกหลายชีวิตได้อิ่มท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424402

ตัดวงจรขยะอาหาร ช่วยอีกหลายชีวิตได้อิ่มท้อง

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

เมื่อเดือนที่แล้ว สื่อหลายฉบับในบ้านเราเจียดพื้นที่เล็กๆ ให้กับข่าวต่างประเทศที่น่ายินดีข่าวหนึ่ง นั่นคือ ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศแรกของโลก ที่สั่งห้ามไม่ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตทิ้งหรือทำลายอาหารที่ขายไม่ออก พร้อมออกกฎหมายกำหนดให้นำอาหารเหล่านั้นไปบริจาคแก่องค์กรการกุศล

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแม้เป็นเพียงหนึ่งในความเคลื่อนไหวของอีกซีกโลก เพื่อช่วยให้อีกหลายชีวิตได้อิ่มท้องและเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตขยะอาหารซึ่งโลกของเรากำลังเผชิญ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกแรงกระเพื่อมที่ทำให้สังคมโลกหันมาใส่ใจกับปัญหาดังกล่าวเช่นกัน รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งจากข้อมูลของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2556 มีขยะมูลฝอยมากถึง 26.77 ล้านตัน คิดเป็นขยะอาหารถึง 64% โดยกรุงเทพฯ มีปริมาณขยะมากเป็นอันดับ 4 จาก 22 เมืองใหญ่ในเอเชีย รองจากเมืองโอซากาของญี่ปุ่น กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย และกรุงโซลของเกาหลีใต้

คำถามคือ ถึงเวลาหรือยังที่ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะหันมาร่วมมือกันกระชากเส้นกราฟปริมาณขยะอาหารในบ้านเราให้ต่ำลง

 

การเดินทางของเศษเนื้อสู่อาหารของน้องหมา

หลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีภาคธุรกิจทั้งรายเล็กและรายใหญ่เริ่มหันมามีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะ เริ่มจากเชนร้านอาหารขวัญใจวัยรุ่นอย่าง บาร์บีคิว พลาซ่า เจ้าของสโลแกนทำมื้อนี้ให้ดีที่สุด กับโปรเจกต์ “อาหารเม็ดเพื่อสุนัข” บุ๋ม-บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า เล่าถึงเบื้องหลังบิ๊กไอเดียนี้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “BarBQ Fulfil” แคมเปญเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามภายในองค์กรว่า เราจะทำมื้อที่ดีที่สุดให้ดีขึ้นกว่านี้อีกได้อย่างไร

“เราระดมความคิดจากพนักงานทุกคนเพื่อปรับใช้สิ่งที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหาร หรือที่ครัวกลางของเราให้เกิดประโยชน์ สุดท้ายคำตอบมาอยู่ที่การทำอาหารเม็ดของสุนัขจากการแปรรูปเศษเนื้อที่เราเหลือจากการตัดแต่งของครัวกลาง เพื่อส่งไปยังร้านของบาร์บีคิวพลาซ่าอีก 110 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจากเดิมเนื้อส่วนนี้เราก็ไม่ได้ทิ้ง แต่จะมีผู้ประกอบการรายย่อยมารับซื้อเศษเนื้อดังกล่าว ซึ่งอยู่ในระดับฮิวแมนเกรดไปแปรรูปต่ออีกที ถามว่าเศษเนื้อเหล่านี้ทำเงินให้บริษัทเรามั้ย ก็ประมาณหนึ่ง แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ เราจะทำอะไรเพื่อแปรรูปสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ให้มีประโยชน์มากกว่านี้ได้มั้ย”

บุ๋ม ยอมรับว่า ไอเดียเรื่องการลดปริมาณขยะในอุตสาหกรรมอาหารใครๆ ก็พูดถึง แต่ขั้นตอนทำจริงนั้นไม่ง่ายเลย อย่างเราเอง พอตัดสินใจว่าจะลงมือทำ ก็ต้องไปศึกษาอย่างจริงจัง ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่แค่ต้องใช้เวลาสะสมเศษเนื้อให้มีปริมาณมากพอ ยังต้องจัดหาพื้นที่จัดเก็บเนื้อให้เหมาะสมเพื่อคงคุณภาพ ในส่วนของโรงงานแปรรูปก็ต้องเลือกที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเราเลือกใช้โรงงานเดียวกับที่ผลิตอาหารสุนัขให้แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเช่นกัน

 

“แต่สิ่งที่เราไม่รู้ตอนแรก คือ โรงงานเขาไม่รับเนื้อสดๆ เพราะฉะนั้นหมายความว่าเราต้องเปิดไลน์ใหม่ในโรงงานของเราเอง เพื่ออบเนื้อเหล่านี้ให้กลายเป็นเนื้อที่สุก แล้วค่อยส่งให้ทางโรงงานนำไปแปรรูป”

สำหรับล็อตแรกเราสต๊อกเศษเนื้อไว้ได้ 2 ตัน จึงส่งไปแปรรูป จากเนื้อตั้งต้น 2 ตัน สามารถแปรรูปออกมาเป็นอาหารสุนัขได้ประมาณ 3.5 แสนถุง อาหารเหล่านี้เรากระจายโดย 2 ทาง คือ หนึ่ง แจกฟรีให้กับลูกค้าที่เขียนแชร์ไอเดียเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าทุกสาขา อีกส่วนก็นำไปมอบให้มูลนิธิต่างๆ ที่ให้การเลี้ยงดูสุนัขไร้บ้านในประเทศไทย

“อย่างที่บอกว่าโปรเจกต์อาหารสุนัขเป็นเพียงส่วนหนึ่งในโปรเจกต์ใหญ่ของเรา จากนี้เรายังไม่หยุดเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ที่จะนำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อไป ในอนาคตเราจะเก็บตะเกียบที่ใช้แล้วในร้านมาทำโต๊ะ-เก้าอี้ให้นักเรียน เราเชื่อว่าไอเดียดีๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ถ้าเราใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องใหม่ แหวกแนวเสมอไป เพราะสุดท้ายหัวใจสำคัญ คือ สามารถนำมาทำให้เกิดขึ้นจริงได้หรือเปล่า” บุ๋ม กล่าวทิ้งท้าย

บุ๋ม-บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์

 

บูรณาการจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ของบ้านเราอย่าง ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองประธานกรรมการแผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน เทสโก้ โลตัส บอกว่า โลตัสนับเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการค้าปลีกที่ปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตขยะอาหาร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้บริโภค โดยโลตัสพยายามรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรงแทนที่จะผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด ลดปัญหาพืชผลล้นตลาดจนกลายเป็นขยะอาหาร ที่สำคัญยังสามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตได้ด้วย นอกจากนี้ยังร่วมมือกับเกษตรกรในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียระหว่างทาง

“ณ จุดขาย เราพยายามลดการเกิดขยะอาหาร ด้วยการนำอาหารที่ไม่เหมาะแก่การจำหน่ายไปบริจาคเป็นมื้ออาหารให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน เช่น นำไข่ไก่ฟองที่มีสภาพดีจากแพ็กไข่ที่แตก ทำให้เราไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ ก็เอาไปบริจาคแก่ผู้ยากไร้ โดยร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงา นอกจากนี้ยังรวบรวมข้าวสารแตกแพ็กที่ไม่สามารถนำไปขายต่อได้เช่นกันไปบริจาคเพื่อให้นำไปทำอาหารเลี้ยงผู้ที่ยากไร้ต่อ เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ของโลตัส เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ที่ใกล้หมดอายุ และคาดว่าจะจำหน่ายไม่ทัน เราจะสำรวจและคัดแยกออกมาเพื่อนำไปบริจาคก่อนสินค้าจะหมดอายุและต้องทิ้ง”

ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย

 

ชาคริต กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โลตัสยังได้ทดลองนำอาหารหมาที่แตกแพ็กไปบริจาคให้บ้านนางฟ้าสัญจร แทนที่จะเก็บทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ และในอนาคตจะเริ่มวางแผนส่งต่อผักและ
ผลไม้สดที่จำหน่ายไม่หมดให้กับผู้ที่ยังขาดแคลน แต่ในส่วนของอาหารสดอาจจะส่งต่อได้ยาก เพราะต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เนื่องจากบ้านเราอากาศค่อนข้างร้อน เกรงว่าระหว่าง
ขั้นตอนขนส่ง อาหารจะเสียหายเสียก่อน

“ผมมองว่าขยะมาคู่กับในทุกธุรกิจ ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์ขนาดไหนก็ตาม ในส่วนของโลตัสซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีก เราพยายามลดปริมาณขยะใน 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ในส่วนของการใช้ถุงพลาสติก และสอง คือ การลดปริมาณขยะอาหาร ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ของเสียในธุรกิจเรา บางครั้งอาจเป็นของที่ขายไม่ได้ แต่กินได้ แค่เราใส่ใจ เก็บรักษาให้อยู่ในสภาพดี ก็สามารถนำมาบริจาคต่อเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า”

 

จากไร่ส่งตรงถึงโต๊ะอาหาร

นอกจากภาคธุรกิจแล้ว ธุรกิจรายย่อยโดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารก็เริ่มหันมาใส่ใจกับการลดขยะอาหารควบคู่ไปกับการตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่รักสุขภาพ ด้วยการชูคอนเซ็ปต์ Farm to Table หรือจากฟาร์มเสิร์ฟถึงโต๊ะอาหาร แบงค์-จักรพงศ์ มหพันธุ์ทิพย์ เจ้าของโรงแรมและร้านอาหารฟาร์มเฮ้าส์ที่ จ.ระนอง บอกว่า จุดเริ่มต้นของร้าน คือ อยากใช้วัตถุดิบที่สดใหม่เพื่อปรุงอาหารให้ลูกค้า เราจึงเลือกใช้วัตถุดิบที่ผลิตเอง เช่น ไข่ไก่จากฟาร์มไก่ไข่พันธุ์ทิพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจของที่บ้าน รวมทั้งใช้วัตถุดิบอื่นๆ ที่ปลูกเอง อาทิ พืชผักสวนครัว ทานตะวันงอก อัญชัน และผักสลัด

“วัตถุดิบในร้านเราเก็บมาสดใหม่ทุกวัน อย่างไข่ไก่จะสดมาก เพราะเก็บมาแบบวันต่อวัน รับรองว่าลูกค้าจะได้สัมผัสกับรสชาติของไข่ไก่ที่หาไม่ได้ที่ไหน เพราะตามกระบวนการปกติกว่าไข่ไก่จะถูกส่งจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคก็เกือบสัปดาห์แล้ว เช่นเดียวกับผัก นอกจากจะแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกที่ฟาร์มแล้ว ที่โรงแรมเรายังเลือกปลูกพืชผักสวนครัวแทนไม้ประดับ แต่ละวันเราจะเก็บวัตถุดิบมาเตรียมไว้ประมาณหนึ่ง ไม่เผื่อไว้มาก เพราะเราอยากเลี้ยงพืชไว้ในดินมากกว่าจะมาสต๊อกไว้ในตู้เย็น”

แบงค์-จักรพงศ์ มหพันธุ์ทิพย์

 

ในส่วนของขยะอาหารจากร้านฟาร์มเฮ้าส์ แบงค์แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เกิดจากขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งในส่วนนี้ทางร้านพยายามควบคุมให้เหลือน้อยที่สุดอยู่แล้ว เพราะสามารถควบคุมปริมาณได้ตามที่ต้องการ ที่สำคัญวัตถุดิบบางชนิดยังสามารถนำไปแปรรูปหากใช้ไม่หมด เช่น อัญชัน นอกจากใช้เสิร์ฟเป็นเครื่องเคียง ตกแต่งจานแล้ว ยังนำไปตากแห้งทำเป็นชาได้ อีกส่วนคือ ขยะที่เกิดจากเศษอาหารของลูกค้า ทางร้านจะนำมารวบรวม และขายต่อให้กับเกษตรกรในละแวกนั้นมารับซื้อไปเป็นอาหารสัตว์ในฟาร์มของตัวเอง อย่างน้อยก็ช่วยลดขยะที่เกิดขึ้นจากธุรกิจของเราไปได้มาก” แบงค์กล่าวทิ้งท้าย

 

ทายาทหัตถศิลป์ สืบทอดจิตวิญญาณสุนทรียศาสตร์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424328

ทายาทหัตถศิลป์ สืบทอดจิตวิญญาณสุนทรียศาสตร์ไทย

โดย…พริบพันดาว ภาพ ศ.ศ.ป.

ครูช่างฝีมือ ชุมชนหัตถกรรมและผลงานหัตถศิลป์ที่มีอัตลักษณ์ไทยโดดเด่น คือวิถีวัฒนธรรม วิถีแห่งภูมิปัญญา ซึ่งสามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นี่คืองาน “ประณีตหัตถศิลป์” ที่เป็นงานชั้นยอดของสุนทรียศาสตร์ภูมิปัญญาไทยพื้นถิ่น

ที่ผ่านมาหลายปี มีการคัดสรรทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ยกระดับสู่ช่างหัตถศิลป์ เพื่อบ่มเพาะประกาศเกียรติคุณให้มุ่งมั่นสรรค์สร้างงานอันประณีตให้อยู่คู่แผ่นดินไทย ในปี 2559 นี้ ก็เช่นเดียวกัน ก็มีคัดเลือกสุดยอดช่างฝีมือผู้สืบทอดศิลปหัตถกรรมและอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมมรดกไทย และผลงานที่ต่อยอดความงดงามให้สอดคล้องร่วมสมัยกับวิถีชีวิตผู้คนปัจจุบัน

13 ยอดฝีมือประณีตหัตถศิลป์รุ่นใหม่

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. จัดโครงการประกวด “เชิดชูทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” ภายใต้งานเทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2559 ซึ่งได้คัดเลือกช่างฝีมือผู้สืบทอดงานหัตถกรรมจากงานศิลปหัตถกรรมใน 9 สาขา คือ สาขาเครื่องไม้  เครื่องจักสาน เครื่องดิน  เครื่องทอ เครื่องรัก เครื่องโลหะ เครื่องหนัง เครื่องกระดาษ และเครื่องหิน  และได้นำผลงานของแต่ละคนมาแสดงในงานเพื่อรอการตัดสินให้เป็นสุดยอดช่างฝีมือทายาทหัตถกรรมประจำปี 2559

สำหรับการคัดเลือกมีหลักการพิจารณา คือ 1.ด้านการอนุรักษ์ สาขาเทคนิคงานศิลปหัตถกรรมที่มีการสืบทอดมาอย่างยาวนานหรือกำลังจะสูญหาย 2.ด้านฝีมือ  องค์ความรู้และนวัตกรรมเชิงภูมิปัญญา ทักษะฝีมือของทายาท การสืบทอดองค์ความรู้ดั้งเดิม การสร้างสรรค์เทคนิคใหม่ 3.ด้านสังคม เป็นที่ยอมรับด้านตัวบุคคลและผลงาน มีรางวัลเกียรติคุณจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ และการร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปหัตถกรรมที่ดำเนินอยู่ และ 4.ด้านความร่วมสมัย รูปแบบสินค้าหรือการนำเสนอสินค้าและเรื่องราว

ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อัมพวัน พิชาลัย กล่าวว่า

“รู้สึกปลาบปลื้มใจที่ปัจจุบันยังมีช่างฝีมือทั้งที่เป็นผู้ที่สืบสายเลือดโดยตรงจากครูช่างหรือช่างศิลปหัตกรรม บุคคลภายในครอบครัว รวมถึงลูกศิษย์ที่สืบสานงานศิลปหัตถกรรม ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในการสานต่องานด้านนี้อยู่เป็นจำนวนมากตามสาขาต่างๆ”

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องกระดาษ (ตัดกระดาษรังผึ้ง) ปอลิณ หยุ่นตระกูล ช่างตัดกระดาษรังผึ้งผู้ที่อุทิศตนเพื่ออนุรักษ์งานศิลปะ จาก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ทายาทรุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สืบทอดงานตัดกระดาษรังผึ้งจากครูเปี่ยม ส่งชื่น ผู้เป็นพ่อ ด้วยมีความคิดเห็นว่า การตัดกระดาษรังผึ้งเป็นงานฝีมือโบราณที่เริ่มมีน้อยลง ปอลิณ จึงคิดสานต่ออุดมการณ์ของพ่อ ผู้อุทิศตนให้กับงานกระดาษและทุ่มเทมาทั้งชีวิตโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน การตัดกระดาษรังผึ้งนิยมนำมาประดับในงานรื่นเริง เช่น พิธีแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ พิธีบวชนาค แต่ปัจจุบันความนิยมกลับลดน้อยลงทำให้งานตัดกระดาษรังผึ้งหาดูได้ยาก

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องจักสาน พีระศักดิ์ หนูเพชร ช่างงานจักสานใยตาล นักพัฒนาสินค้าจาก จ.สงขลา ทายาทรุ่นที่ 2 เป็นผู้สานต่องานจักสานใยตาลจากคุณแม่เสริญสิริ หนูเพชร โดยแรกเริ่มไม่สนใจงานจักสานเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความที่เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนางานอย่างไม่หยุดนิ่งของแม่ จึงเกิดการซึมซับอยากสานต่อเจตนารมณ์ที่แม่สร้างงานจักสานมาให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องปูนปั้น สมชาย บุญประเสริฐ ช่างฝีมืองานปูนปั้นสด ผู้มีใจรักและความอดทนเป็นเลิศจาก จ.เพชรบุรี ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นลูกศิษย์เอกที่สั่งสมประสบการณ์จากคุณอาทองร่วง (อาเขย) ผู้เป็นช่างฝีมือดั้งเดิมที่หาใครมีฝีมือเปรียบได้ยาก งานปูนปั้นสดเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะกระบวนการฝีมือเชิงช่างหลายแขนงต้องเป็นผู้มีความอดทน และมีใจรักจึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จ

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องดิน (ประติมากรรม, น้ำต้น) กิตติศักดิ์ ฟั่นสาย ช่างฝีมือผู้หลงใหลในงานศิลปะบวกกับความมุ่งมั่นในงานปั้นดิน จาก จ.เชียงใหม่ ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นช่างฝีมืองานปั้นดินจากเชียงใหม่เดินรอยตามจากงานฝีมือคุณน้าสมทรัพย์ ด้วยความหลงใหลในงานศิลปะตั้งแต่ยังเด็กจึงเริ่มศึกษาและเรียนอยู่อย่างจริงจังหลังจากได้เรียนรู้ขั้นตอนในเบื้องต้นแล้วจึงนำมาพัฒนาต่อในเรื่องของรูปแบบเพราะมีความคิดที่ว่าศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัว สามารถต่อยอดเป็นงานที่มีรูปทรงที่น่าสนใจได้หลากหลาย

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องไม้ พิเชฎฐ์ เกิดทรง ช่างแกะสลักเครื่องดนตรีไทยที่ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็กแห่งเมืองพระนครศรีอยุธยา เป็นทายาทรุ่นที่ 2 เป็นช่างฝีมือต่อยอดจากครอบครัวคุณพ่อพิมพ์และคุณแม่บุญศรี เกิดทรง จากที่ได้ร่ำเรียนการเขียนลายไทยและการแกะสลักเครื่องไม้จากคุณพ่อพิมพ์และงานลงรักปิดทองจากคุณแม่บุญศรีตั้งแต่อายุได้เพียง 12 ปี หลังจากลาออกจากโรงเรียนจึงหันมาช่วยคุมงานของครอบครัวอย่างเต็มตัว โดยเริ่มแรกได้ศึกษาการเขียนลายไทย ลายกนกจนชำนาญ และสามารถเริ่มแกะสลักเครื่องดนตรีได้

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องรัก แดง แจ่มจันทร์ ที่ผันตัวเองจากชาวนามาเป็นช่างเครื่องรักประดับมุก จ.นครปฐม ทายาทที่ได้สืบทอดจากครูจักรกริศษ์ สุขสวัสดิ์ จากเดิมเป็นชาวนาผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามวิถีของครอบครัว ต่อมาได้รู้จักและคุ้นเคยกับครูจักรกริศษ์จึงหันเหชีวิตมาเอาดีทางด้านงานเครื่องรักประดับมุก ซึ่งเริ่มแรกเป็นเพียงลูกมือของครูจักรกริศษ์เพียงเท่านั้น งานลงรักประดับมุกเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะฝีมือสูง เป็นงานที่นับวันจะหาผู้สืบทอดได้ยาก

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องโลหะ มี 2 คน คือ ซุลฟาการ์ อะตะบู ช่างทำกริชรามันที่เคร่งครัดด้วยจิตวิญญาณ จ.ยะลา ทายาทรุ่นที่ 7 เป็นช่างฝีมือผู้สืบทอดการทำอาวุธโบราณ สืบทอดมาจากครูตีพะลี อะตะบู ผู้เป็นพ่อ เป็นช่างฝีมือผู้ผันตัวเองมาเป็นผู้สืบสานงานทำอาวุธโบราณ โดยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการทำกริชรามัน ที่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้เป็นพ่อ โดยการเป็นช่างทำกริชโบราณที่ดีต้องมีสมาธิจิตวิญญาณและสามารถยึดข้อปฏิบัติที่ถูกทำสืบต่อกันมา 25 ข้อ อย่างเคร่งครัดจึงจะสามารถสร้างกริชที่สมบูรณ์ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ใครก็ได้ที่สามารถมาทำกริชรามันโบราณนี้ได้เพราะต้องอาศัยความเข้าใจและทักษะเชิงช่างที่ต้องฝึกฝนมาเป็นระยะเวลานาน

เพชรรัตน์ เจียวทอง ช่างเครื่องประดับเงินโบราณ จ.สุรินทร์ ทายาทรุ่นที่ 2 เป็นช่างฝีมือผู้สืบสานต่อและแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพ่อคือ คุณพ่อป่วน เจียวทอง ในการสานต่อเครื่องเงินลายโบราณ งานที่รังสรรค์ด้วยความประณีตใส่ใจทุกรายละเอียด เพราะปัจจุบันช่างฝีมือมีน้อยลงแต่ชุมชนบ้านโชคยังคงมีช่างฝีมือผู้อนุรักษ์และทำงานกันอยู่ จึงไม่มีคู่แข่งทางการตลาดมากนักเพราะชื่อเสียงที่สั่งสมมานานทำให้ผู้ซื้อบอกกันปากต่อปากจึงมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้งานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าแขนงนี้คงอยู่ได้ในปัจจุบัน

ประเภทงานหัตถกรรมเครื่องทอ มี 5 คน คือ ธนพล รักษาวงศ์ อายุ 28 ปี  ช่างฝีมือกลุ่ม “ดาหลาบาติก” จ.กระบี่ ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นช่างฝีมือผู้สืบสานหัตถศิลป์ไทย นับเป็นภูมิปัญญาประจำท้องถิ่นภาคใต้ที่บรรพบุรุษในครอบครัวถ่ายทอดสืบต่อกันมาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง นอกเหนือจากในท้องถิ่นของตนศิลปะบนผืนผ้าที่มีเอกลักษณ์ในการใช้น้ำเทียนสร้างสรรค์ ให้เกิดลวดลาย จึงคิดพัฒนารูปแบบและสีสันให้มีความน่าสนใจมากกว่าในอดีต

ธนกฤต คล้ายหงษ์ ช่างฝีมือผ้าไหมมัดหมี่ จ.ขอนแก่น ทายาทช่างฝีมือผู้ที่เรียนรู้กระบวนการทอผ้าไหมมัดหมี่จากครูช่าง สงคราม งามยิ่ง ซึ่งเป็นทั้งพ่อตาและครูผู้สั่งสอนจนเกิดความเชี่ยวชาญ เมื่อได้มีความรู้และประสบการณ์จึงพัฒนาลวดลายใหม่ๆ โดยนำลายดั้งเดิมมาดัดแปลงให้มีความทันสมัยเหมาะสมกับยุคปัจจุบันจนได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

นิดดา ภูแล่นกี่ ช่างฝีมือผ้าไหมแต้มหมี่ ภูมิปัญญาดั้งเดิม จ.ขอนแก่น ทายาทรุ่นแรก ที่ริเริ่มงานผ้าไหมแต้มหมี่ที่คิดพัฒนากระบวนการจากการมัดหมี่เปลี่ยนมาใช้การแต้มหมี่ โดยผ้าไหมมัดหมี่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถิ่นอีสานได้เรียนรู้และสืบทอดภูมิปัญญาของครอบครัวที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย  รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาชุมชนและมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชิ้นงานมีความน่าสนใจ

ยลดา ภูริผล ช่างฝีมือผ้าทอลาวครั่ง จ.อุทัยธานี ทายาทรุ่นที่ 6  มุ่งเน้นพัฒนาลวดลายและสีสันผลงานทุกชิ้นมีความละเอียดประณีตมากกว่าสมัยที่บรรพบุรุษเคยทำเพื่อคุณภาพของชิ้นงานที่มีความวิจิตรและได้มาตรฐาน จึงทำให้ยลดาพัฒนาการสร้างผลงานอย่างไม่หยุดนิ่ง แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์กระบวนการดั้งเดิมทุกขั้นตอน

ธีรวัฒน์ ทองประศาสน์ ช่างฝีมือผ้าไหมมัดหมี่ จ.ขอนแก่น ทายาทรุ่นที่ 2 เป็นช่างฝีมือผู้สืบทอดจากบรรพบุรุษโดยมุ่งมั่นพัฒนาขั้นตอนการผลิตให้สัมพันธ์กับยุคปัจจุบัน รวดเร็วและได้ผลผลิตจำนวนมากตามความต้องการของตลาด พัฒนาลวดลายสีสันให้สวยงามกว่าที่เคยสร้างสรรค์ไว้โดยไม่ทิ้งภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษให้หายไป

‘ไม่หวงวิชา’ ขอส่งต่อสู่คนรุ่นต่อไป

การสืบทอดภูมิปัญญาของงานประณีตหัตถศิลป์เหล่านี้ เหล่าทายาทช่างศิลปหัตถกรรมเหล่านี้ ล้วนเปิดใจกว้างไม่จำกัดอยู่แค่คนในครอบครัวหรือสายตระกูลของตัวเอง พวกเขาทั้ง 13 คนต่างมองพ้องกันว่า สมควรที่คนรุ่นหลังหรือคนรุ่นใหม่ไม่ว่าเป็นใครก็ตามที่สนใจงานภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ สามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้และฝึกฝนได้อย่างไม่มีข้อจำกัด แม้กระนั้นก็ตามก็ยังมีคนที่เข้ามาน้อย เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและเพียรพยายามในการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะความชำนาญและพัฒนาตัวเองที่ใช้เวลานาน

สมชาย บุญประเสริฐ ช่างปูนปั้นสดบอกว่า “อยากให้เด็กที่มีความสนใจเกี่ยวข้องกับงานปูนปั้นสด ลองมาฝึกจับลองทำกันดู เพราะว่ามันเป็นอาชีพที่อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติได้เป็นอย่างดี” ซึ่งตรงกับ ซุลฟาการ์ อะตะบู ช่างทำกริช ที่อยากให้เยาวชนศึกษา แล้วก็เรียนรู้ในเรื่องศิลปวัฒนธรรมให้รักษาคงอยู่ต่อไป

ช่างฝีมือผ้าทอลายครั่ง ยลดา ภูริผล เธออยากให้คนรุ่นหลังได้เห็นและเรียนรู้วิธีการโบราณที่กว่าจะมาเป็นผ้าหนึ่งผืนต้องใช้เวลานาน ทุ่มเทสร้างสรรค์ด้วยความอดทนจึงจะสามารถสร้างสรรค์ผ้าออกมาได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ นิดดา ภูแล่นกี่ ช่างฝีมือผ้าไหมแต้มหมี่ที่ฝันว่า

“อยากจะบอกคนรุ่นหลังทั้งหมดว่าเรามาช่วยกันพัฒนาสืบสานแล้วก็ต่อยอด เพื่อจะยังคงไว้ซึ่งงานที่พ่อแม่ถ่ายทอดมาให้เราแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยรักษามันไว้เพื่อให้คงอยู่ตลอดไป”

ปอลิณ หยุ่นตระกูล ช่างตัดกระดาษรังผึ้ง บอกว่า อยากจะให้คนรุ่นหลังเข้าไปศึกษาและรับรู้ว่างานทุกประเภทที่ภูมิปัญญาชาวบ้านทำ “เป็นงานที่คู่ควรที่จะอนุรักษ์ให้เป็นมรดกของประเทศ ซึ่งไม่น้อยหน้าใคร ให้อยู่คู่ประเทศของเราไปตลอดกาล” สอดคล้องกับช่างงานถักสานใยตาล พีระศักดิ์ หนูเพชร ที่บอกคนรุ่นใหม่ว่า ถ้าสนใจก็มาช่วยกันรักษาวัฒนธรรมเหล่านี้ให้คงอยู่

“ภูมิปัญญารากเหง้าตรงนี้เป็นเรื่องที่เจ๋ง และมีเสน่ห์ของเราเองไม่ต้องไปตามใคร”

ปิดท้ายด้วย เพชรรัตน์ เจียวทอง ช่างเครื่องประดับเงินโบราณ ที่บอกว่า เครื่องประดับเงินโบราณต้องใช้ความอดทนในการฝึกฝน และเป็นงานที่มีชื่อเสียงมีหน้ามีตา

“อยากให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาไว้ เพราะไม่อยากให้หายไป เป็นประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ อยากให้มีคนสืบทอดต่อไป เพราะเป็นงานที่ประณีตมาก และเป็นสิ่งที่หารายได้ให้เราด้วย”

 

เวิร์กช็อปเก๋ๆ โดนใจทุกเจเนอเรชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2559 เวลา 16:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424097

เวิร์กช็อปเก๋ๆ โดนใจทุกเจเนอเรชั่น

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ชีวิตคนเมืองปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเครียดค่อนข้างสูง คอร์สเรียนเก๋ๆ จึงตอบโจทย์คนอยากเพิ่มดีกรีและทางเลือกใหม่ๆ ให้กับชีวิต เราได้รวบรวมคอร์สเก๋ๆ ที่มีอยู่ในเมืองไทยที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ อาทิ การปั้นเซรามิก การอยู่กับดินเย็นๆ จะทำให้ใจผู้ปั้นเย็นไปด้วย คอร์สวาดภาพสีน้ำ ที่จะช่วยให้ผู้วาดเพลิดเพลิน หรือแม้แต่คอร์สย้อมครามก็จะทำให้ผู้เรียนได้รู้คุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งหาเรียนหรือหาทำไม่ได้ง่ายๆ

เรียนย้อมครามกันมั้ย

ครูแอน-จันทน์สุภา ชมกุล วัย 43 ปี แรงบันดาลใจสร้างคลาสภายใต้ชื่อ ซิมพลี ออร์แกนิกส์ (Simply Organics) เริ่มจากรู้สึกอิ่มตัวกับงานบรรณาธิการนิตยสารที่ทำมานานกว่า 20 ปี โดยก่อนหน้านี้เธอสนใจเนื้อหาการดูแลสุขภาพให้ดีแบบองค์รวม และสนใจการใช้ชีวิตแบบวิถีธรรมชาติ ประกอบกับทำงานในกรุงเทพฯ ค่อนข้างสะสมความเครียดและทำงานหักโหมไม่มีเวลาพักผ่อน เธอจึงหาการใช้ชีวิตแบบอื่นที่เธอรู้สึกสนใจ จึงคิดเปิดคอร์สดึงผู้คนไปอยู่ใกล้กับธรรมชาติมากขึ้น

 

“ดิฉันอยากทำเวิร์กช็อปที่คนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงและมีประโยชน์กับคนที่สนใจ ที่เขาจะสามารถพึ่งพาตัวเองและลดสารเคมีในชีวิตประจำวันได้” กลุ่มซิมพลี ออร์แกนิกส์ จึงเกิดขึ้น และเปิดคอร์สเก๋ๆ อาทิ ทำสบู่ธรรมชาติเพื่อลดการใช้เคมี ทำสมุนไพรสระผมไม่ใช้สารให้ฟอง และคอร์สที่เก๋ที่สุดที่ผู้คนให้ความสนใจมากมาย คือ การสอนย้อมคราม คือการย้อมสีธรรมชาติซึ่งเป็นการย้อมที่ปลอดภัย

“ย้อมครามในช่วงปีที่ผ่านมาอยู่ในกระแสคนรุ่นใหม่ที่สนใจและทำแบรนด์สินค้าที่มาจากการย้อมครามกันเยอะ  คอร์สย้อมครามของเราจึงมีคนสนใจมากกว่าคอร์สอื่นๆ ซึ่งความรู้ตรงนี้ดิฉันก็ได้จากตอนทำนิตยสาร โดยได้ไปคลุกคลีกับชาวบ้านที่ดอนกอย สกลนคร ไปดูว่าเขาทำอย่างไร และจดจำวิธีการทำมา ดิฉันเปิดคอร์สย้อมครามตั้งแต่ปีที่แล้ว  ปรากฏว่าคนสนใจกันมาก เรียกว่าเต็มจนล้น จึงเชิญวิทยากรที่เก่งมาสอน ซึ่งดิฉันพยายามสอดแทรก การย้อมครามคืออะไร ผ้าครามมีวิถีทางมาจากไหน ทำไมผ้าครามจึงราคาแพง เราอยากให้คนเข้าใจและเห็นถึงภูมิปัญญาของการย้อมคราม อันนี้จุดประสงค์หลักๆ ทำให้คนเรียนเข้าใจถึงคุณค่าของผ้าย้อมคราม”

โดยปกติแล้วชีวิตประจำวันของคนเมืองจะเข้าถึงการย้อมครามไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซึ่งแม้จะได้ไปถึง จ.สกลนคร แหล่งย้อมคราม แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าไปขอเรียนการย้อมครามจากชาวบ้านได้ง่ายๆ

 

การย้อมครามเป็นการย้อมเย็น ซึ่งต้องอาศัยความเอาใจใส่มาก ตั้งแต่การทำสีครามที่ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้สีย้อม โดยเริ่มจากการนำพืชครามมาสกัดแช่น้ำเอาใบออก ผสมปูนขาว เอามาหมัก 15 วัน-1 เดือน ต้องเฝ้าดูว่าสีครามจะมาไหม เพราะสีครามเป็นสีธรรมชาติแตกต่างจากสีวิทยาศาสตร์ หากหมักแล้วสีครามไม่ขึ้นก็ต้องหมักแล้วทำนับหนึ่งใหม่ ฉะนั้นการย้อมครามจึงเป็นศิลปะ เป็นภูมิปัญญา

“ระยะเวลาการเรียนดิฉันสอนการมัดย้อมหลักสูตรวันเดียว เพราะเราทำน้ำย้อมไว้แล้ว คนส่วนใหญ่รู้ว่าผ้าครามมีราคาแพง ก่อนที่ครามได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะย้อมครามแบบธรรมชาติออร์แก
นิกส์มีน้อยมาก ฉะนั้นคนจะได้ย้อมครามเป็นเรื่องยากจริงๆ เวลาเรารับสมัครคลาสย้อมครามเปิดเพียง 2 วันคนก็เต็มแล้ว 20 คน/1 คลาส จากปกติคิดว่าจะเปิดเดือนละหน ก็ต้องเพิ่มเป็น 2 หน ส่วนใหญ่ผู้สนใจมีทั้งนักศึกษาด้านศิลปะ พนักงานออฟฟิศในวงการแฟชั่น ดีไซเนอร์ นายแบงก์ หรือนักธุรกิจทำส่งออกเองก็มาเรียน”

ค่าใช้จ่ายคอร์สย้อมคราม คอร์สละ 1,800 บาท ถือว่าราคาย่อมเยา เพื่อทุกคนสามารถเข้าถึงการย้อมครามบรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง สนใจแวะเข้าไปดูได้ที่เพจ Simply Organics สำหรับสตูดิโอเปิดตั้งแต่ 10.00-18.00 น.

วาดสีน้ำภาพอาหารเก๋ๆ

โอลีฟ ครีเอทีฟ แลบอราทอรี (Olive Creative Laboratory) สถานที่ที่มีเวิร์กช็อปเก๋ๆ ย่านเอกมัยซอย 10 ตึกเวิ้งโบราณ ชั้น 3 ก่อตั้งโดย 3 หุ้นส่วน หนึ่งในนั้นคือ โบว์-มนวดี ศิริเปรมฤดี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะ และเป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดขึ้น แม้มีพื้นที่ประมาณ 24 ตารางเมตร รับนักเรียนได้ 10-12 คน/คลาส

มนวดีได้แรงบันดาลใจย่านหนึ่งที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐ ที่สอนงานศิลปะที่หลากหลาย เช่น เลตเตอร์เพรส การพิมพ์แบบโบราณ และคลาสอื่นๆ อีกมากมาย มนวดีจึงคิดว่าเมื่อความชอบของผู้คนมีหลากหลาย ไม่ได้เจาะจงไปงานศิลปะด้านใดด้านหนึ่ง ทำไมไม่ทำสถานที่ที่คนสามารถมาเรียนเวิร์กช็อปได้หลากหลายคลาส เธอกับเพื่อนๆ จึงดีไซน์คลาสเรียนให้มีความหลากหลายสูง อาทิ สีน้ำวาดอาหาร งานกระดาษ สีน้ำออกแบบคาแรกเตอร์ จัดสวนในขวด ออกแบบผ้าพันคอ ถ่ายรูปด้วยมือถือ Calligraphy หรือการเขียนตัวหนังสือแบบโบราณ ซึ่งคลาสที่เธอเปิดสอนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และได้รับความนิยมมากๆ ได้แก่ คลาสวาดสีน้ำอาหาร และการเขียนตัวอักษรแบบโบราณ Calligraphy

“ที่ซานฟรานฯ จะมีสถานที่สอนงานศิลปะรวมทั้งการทำอาหารที่หลากหลายมาก เช่น สอนทำค็อกเทล คลาสสอนทำพิซซ่า พอตอนเย็นทำเสร็จก็จัดปาร์ตี้กินอาหารและเครื่องดื่มที่ทำกันในวันนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่น่ารัก โบว์จึงคิดว่าทำไมบ้านเราไม่มีแบบนั้นบ้าง โบว์จึงสนใจสอนด้านศิลปะ เพราะงานศิลปะกล่อมเกลาจิตใจ ทำให้เรามีสมาธิขึ้น ทำให้เราช้าลง ช่วยในคนสมาธิสั้น เพราะเราอยากให้คนมีสมาธิ ไม่ติดอยู่กับเทคโนโลยีมากนัก ซึ่งเราดีไซน์คลาสให้หลากหลาย เพราะเรามองเห็นว่าแต่ละคนมีความสามารถที่เฉพาะตัว”

คลาสเก๋อื่นๆ ที่มนวดีได้คิดเอาไว้ คือ การทำรองเท้าแตะหนัง งานร้อยมาลัย ปั้นลูกชุบ แต่ละเดือนจะมีกิจกรรมเปิดคลาสเวียนกันในแต่ละเดือน ซึ่งเปิดสตูดิโอเมื่อปลายปีที่แล้ว มนวดีบอกว่าได้รับผลดีเกินคาดคิด เธอคาดว่าที่ผู้คนสนใจ เพราะผู้คนกำลังต่อยอดสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว และต้องการแชร์ประสบการณ์ กับผู้คนไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร จึงมองหางานอดิเรกทำเพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อ สามคืออยากรู้ว่าตัวเองชอบอะไร เพราะบางคนไม่รู้ว่าตัวเองสามารถวาดสีน้ำได้ดีหรือไม่

“นักเรียนส่วนใหญ่ของเราจะเป็นคนทำงานฟรีแลนซ์ เด็กจบใหม่ๆ หรือพนักงานออฟฟิศลาออกแล้ว หรือแม้แต่คนที่เกษียณอายุราชการก็อยากเรียน เรียกว่าเรามีตั้งแต่เด็กอายุ 20-60 ปีเลยก็ว่าได้ แต่เด็กที่สุดคือเด็กมัธยม 2 เป็นต้น”

แต่ละคลาสมนวดีออกแบบให้เรียนคลาสละประมาณ 2-3 ชั่วโมง  เช่น จัดสวนขวด ราคา 1,600 บาท คลาสวาดสีน้ำ ราคาคอร์สละ 2,800 บาท เพราะอุปกรณ์การเรียนค่อนข้างแพง หรือคลาสงานกระดาษจาก 2D เป็น 3D ราคา 2,800 บาท สนใจสอบถามได้ที่ 08-4164-4056 หรือแวะไปดูได้ที่ Facebook : Olive Creative Laboratory

เวิร์กช็อปเซรามิกสุดอาร์ต

ชามเริญ สตูดิโอ คือสตูดิโอขนาดย่อมกลางใจเมืองย่านแพร่งสรรพศาสตร์ เขตพระนคร ที่คนรักการปั้นเซรามิกรู้จักเป็นอย่างดี ที่เกิดจาก 3 หุ้นส่วนอดีตนักศึกษาภาควิชาเครื่องเคลือบดินเผา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ประกอบด้วย มิก-ณัฐพล วรรณาภรณ์ อายุ 35 ปี  บุบ-ชาญชัย บริบูรณ์ อายุ 33 ปี และใหม่-ธนิตา โยธาวงษ์

ใหม่ ธนิตา วัย 31 ปี เล่าถึงแรงบันดาลใจเปิดสตูดิโอชามเริญที่ถือเป็นสตูดิโอสอนเวิร์กช็อปเจ้าแรกๆ ของกรุงเทพฯ เปิดมานาน 3 ปีแล้ว นอกจากจะมีคนไทยมาเรียนแล้ว ยังมีเหล่าศิลปินนักแสดง อาทิ จิ๊บ-ปกฉัตร เทียมชัย ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ ผึ้ง-กัญญา ลีนุตพงษ์ ลุลา หรือตุ๊กตา-กันยารัตน์ ติยะพรไชย ไม่นับรวมชาวต่างชาติ ค่าที่สตูดิโออยู่ใกล้ถนนข้าวสารก็สนใจมาเรียนด้วย

“หลังเรียนจบแต่ละคนได้แยกย้ายไปทำงานอย่างอื่นแล้ว แต่เราได้คุยกันในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง เราอยากมีพื้นที่ทำงานศิลปะ  พอเราเช่าตึกโบราณได้ย่านกลางใจเมือง เราทำงานศิลปะกันไป มีเพื่อนๆ ต่างสาขาก็แวะเวียนกันมานั่งจิบกาแฟ มาเรียนปั้นกัน จนเพื่อนๆ ถามว่าทำไมไม่เปิดเป็นเวิร์กช็อปเสียเลยล่ะ เราจึงทดลองเปิดคอร์สแรก คือเทคนิคการถ่ายภาพเบื้องต้นก็ได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาด

คอร์สต่อมาคือ ปั้นรากุ คือการปั้นถ้วยชาสไตล์ญี่ปุ่นใช้ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น  ซึ่งมีขั้นตอนค่อนข้างยาก เราก็เรียนรู้ทั้งจากคำแนะนำของลูกศิษย์ว่ามันยากเกินไป เราจึงออกแบบคอร์สเรียนให้เหมาะกับนักปั้นเบื้องต้น มีคลาสปั้นที่คนจะเข้าใจได้ง่ายๆ เช่น บลูแอนด์ไวท์ ค่อยๆ ให้ความรู้คนว่าการปั้นเซรามิกคืออะไร โดยเราทั้ง 3 คนจะช่วยกันสอนทุกคลาส จึงเกิดเป็นมิตรภาพที่ดี เพราะนักเรียนมาเรียนคลาสแรกๆ เราจะละลายพฤติกรรมก่อน คือทำให้ทั้งหมดรู้สึกเป็นเพื่อนกัน ทุกคนจะเริ่มพร้อมๆ กัน และก้าวเดินไปด้วยกัน จนได้เป็นเซรามิกสวยๆ”

ด้วยเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด ต้องให้นักเรียนจองคลาสล่วงหน้าก่อน 1 เดือนจึงจะได้เรียน และมีเรียนคลาสแบบต่อเนื่อง สอนกัน 6 วัน/สัปดาห์ หยุดวันจันทร์ 1 วัน

เสน่ห์ของคลาสเวิร์กช็อปนอกจากเน้นบรรยากาศมิตรภาพในห้องเรียนแล้ว การเรียนจึงไม่เครียด “ใหม่จะถามนักเรียนแต่ละคนว่าจุดประสงค์การเรียนคืออะไร ซึ่งแต่ละคนแตกต่างกัน เช่น บางคนอยากเรียนไปเพื่อทำธุรกิจ อีกคนก็อยากทำธุรกิจเหมือนกัน เราจะให้สองคนไม่ทำธุรกิจที่ทับไลน์กันเอง แต่จะให้เขาเอื้อในการทำด้วยกัน โดยให้พวกเขาคุยถึงความถนัด และแต่ละคนเคยทำอะไรมาก่อน ใหม่เคยมีลูกศิษย์เป็นทั้งชาวอิตาเลียน บางคนเป็นนักออกแบบจิวเวลรี่ เป็นดีไซเนอร์ ใหม่ได้ถามเขาว่ารู้จักชามเริญได้อย่างไร เขาบอกมีเพื่อนแนะนำแบบปากต่อปาก ถ้าเขามาเมืองไทยจะมีอะไรให้เขาได้ทำบ้าง ประกอบกับเรามีพื้นที่ให้เขาได้ทำงาน อีกทั้งเราอยู่ใกล้ข้าวสารทัวร์ก็เยอะ”

 

อีกเสน่ห์ที่ดึงดูดนักปั้นคือ ครูที่พยายามเล่าเรื่องให้ง่าย สอนการทำด้วยวิธีง่ายๆ ดังนั้นนักเรียนมือใหม่จึงไม่ต้องกังวลใจว่าจะทำไม่ได้ เพราะครูจะสอนตั้งแต่ทฤษฎี การนวดดินคืออะไร ให้ลูกศิษย์สร้างสรรค์งานของตัวเอง ลูกศิษย์ 3 คน/ครู 1 คน การเรียนการสอนจึงค่อนข้างใกล้ชิด

“ตอนนี้เราเปิด 4 ไลน์ ได้แก่ เซรามิกอบอุ่นละมุนดิน เป็นคลาสที่สอน 3 วัน สำหรับคนไม่มีพื้นฐานเลย 2 คือ แป้นหมุนอุ่นดิน เราใช้แป้นหมุนไฟฟ้า ใช้เวลา 12 วันจบคอร์ส ได้งานเต็มโต๊ะยาวเลย คลาสนี้เป็นไพรเวทคลาส 3 อุ่นสีละมุนฝัน เป็นการเพนต์สี เรียน 1 วันจบ เหมาะกับคนชอบเพนต์ ไม่มีประสบการณ์ก็มาเรียนได้ 4 คือ คลาสรากุ เรียน 3 วัน เปิดปีละครั้งในหน้าหนาว มีคอร์สเด็กอายุ 5-10 ขวบ คลาสเด็กเรียน 5 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมงครึ่งด้วย”

สำหรับราคาแบ่งออกเป็นเรียนรวมและไพรเวท ซึ่งแบบไพรเวทก็แยกเป็น 2 แบบ คือ แบบขึ้นรูปด้วยมือ กับแป้นหมุนไฟฟ้า คอร์สขึ้นรูปด้วยมือ 7,500 บาท  ใช้เวลาอบรมทั้งหมด 3 วัน วันละ 7 ชั่วโมง ส่วนแป้นหมุนไฟฟ้าใช้เวลา 12 วัน ทั้งหมด 60 ชั่วโมง ราคา 3.2 หมื่นบาท โดยจะแบ่งการเรียนเป็น 4 เลเวล ซึ่งการปั้นแบบขึ้นรูปด้วยมือ คอร์สหนึ่งจะให้นักเรียนได้ทำชุดแก้วชากาแฟ จานรอง และช้อน เพราะ 3 ชิ้นนี้เป็นของใกล้ตัว เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็สามารถทำได้

ตอนนี้เพิ่งเพิ่มคลาสงานศิลปะแบบย้อมคราม คอร์สละ 4,000 บาท สอนตั้งแต่การย้อมจนทำเป็นโปรดักต์ ซึ่งคนให้ความสนใจสามารถนำไปประกอบอาชีพได้เลย รับคอร์สหนึ่งไม่เกิน 10 คน การดูแลจะเฉลี่ยครู 1 คน/นักเรียน 3 คน

เวลาเปิด ปิดวันจันทร์วันเดียว เรียน 10.00-18.00 น. สอบถามได้ที่ Facebook : charmlearnstudio และ Instagram : charm_learn_studio

 

ลลิดา ทองหล่อ เพราะโดดเดี่ยว จึงเติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423708

ลลิดา ทองหล่อ เพราะโดดเดี่ยว จึงเติบโต

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ละครหนึ่งเรื่องประกอบด้วยฉากอะไร ชีวิตของ เดียร์-ลลิดา ทองหล่อ ก็ประกอบด้วยฉากเหล่านั้น ทั้งฉากอารมณ์เรียกน้ำตา ฉากกล่าวอำลาคนรัก ฉากดราม่าแตกหัก หรือฉากบอกรักสุดซึ้ง ทว่าละครที่เธอกำกับกลับไม่อาจบังคับตัวละคร ทำให้ทุกฉากทุกตอนกลายเป็นบทอิมโพรไวส์ที่ต้องเล่นด้วยสัญชาตญาณ

เดียร์เป็นลูกสาวคนแรกของ หนิง-ศศิมาภรณ์ ไชยโกมล ดาราดังและนางสาวไทยปี 2528 ทั้งสองต้องเก็บความสัมพันธ์ฉันแม่-ลูกไว้เป็นความลับ ในฐานะที่คนหนึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ แต่อีกคนไม่มีใครรู้จักและโหยหารักแท้

ฉากที่ 1 : แม่อยู่ไหน

เดียร์ เล่าว่า จุดเปลี่ยนของชีวิต คือ ช่วงที่พ่อแม่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง โดยเฉพาะแม่ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะต้องแยกจากครอบครัวไปทำงานในวงการบันเทิงซึ่งกำลังไปได้สวยในตอนนั้น เป็นไปตามค่านิยมของดาราสมัยก่อนที่จะยังไม่เปิดเผยว่ามีครอบครัว

“คุณแม่ก็แยกไปทำงานของเขา ซึ่งพ่อและเดียร์ต้องพยายามทำความเข้าใจ แต่ตอนนั้นตัวเรายังเด็กมาก ไม่เข้าใจอะไรหรอก มันคือความเข้าใจของผู้ใหญ่ที่ต้องตัดสินใจเดินหน้าต่อไปกัน แต่ผลของการตัดสินใจนั้นกลับตกมาที่เรา” เดียร์ กล่าว

กระทั่งเมื่อเธอโตพอเข้าโรงเรียนก็เริ่มเห็นความแตกต่างจากเพื่อนๆ จึงเริ่มมีคำถามว่า “แม่ไปไหน” ตอนนั้นเธอทราบแล้วว่าแม่ไม่อยู่ แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่มาหา พอไปถามคนที่บ้าน บางครั้งก็ได้คำตอบที่เสียดแทงหัวใจ มีคำว่าทิ้งไป ไม่เหลียวแล และมักจะเป็นไปในแง่ลบ

“ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจว่าการทำงานในวงการบันเทิงแล้วทำไมมาหาเราไม่ได้ ทั้งที่เราเห็นแม่เล่นละครอยู่ในทีวีตลอด ทำไมถึงไม่มาหา กลายเป็นว่าเกิดคำถาม แม่ทิ้งเราหรือเปล่า แม่ไม่สนใจหรือเปล่า แม่ไม่รักเราหรือเปล่า เกิดเป็นความน้อยใจขึ้นมา”

ช่วงที่ทำให้เศร้าที่สุด คือ วันแม่ เพราะเป็นวันที่ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน แต่แปลกที่น้ำตาเธอไม่ไหล ทว่าภายในนั้นท่วมท้น

 

ฉากที่ 2 : ครอบครัวใหม่

บ้านหลังที่เธออยู่มีย่า พ่อ และแม่เลี้ยง (เธอเรียกว่า ป้า) ซึ่งเธอสนิทกับย่ามากที่สุด “เวลามีอะไรจะปรึกษาคุณย่าเพราะท่านสามารถปกป้องเราได้ คอยช่วยเหลือเวลามีความไม่เข้าใจกันกับแม่เลี้ยง เวลาเราร้องไห้ไปหาคุณย่าก็จะได้รับคำปลอบใจ ย่าเป็นคนหนึ่งที่ทำให้เราเข้มแข็งได้ในวันนี้” เธอเล่า

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในบ้านกับแม่เลี้ยงคนใหม่ไม่ใคร่ดีนัก จนเธอมีความคิดอยากหนีออกจากบ้าน เพราะไม่อาจทนกับความรู้สึกอึดอัด ความกลัว และความไร้ตัวตน ซึ่งความกดดันต่างๆ ส่งผลต่อชีวิตของเธอโดยตรง

“ตอนแรกไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เป็นคนที่ชอบทำอะไรแล้วต้องทำให้สุดทาง พอโตมาแล้วมองย้อนกลับไปถึงรู้ว่านั่นคือพฤติกรรมของเด็กที่เรียกร้องความสนใจ ด้วยความที่เราไม่ได้เติมเต็ม รู้สึกครึ่งๆ กลางๆ เป็นครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัวจริงๆ มันเลยมีความคิดว่า เราต้องเป็นที่หนึ่ง เรียนได้ที่หนึ่ง เป็นหัวหน้าห้อง เพราะต้องการมีตัวตน อยากให้คนอื่นมองว่าเราเก่ง”

ในช่วงเข้ามหาวิทยาลัย เดียร์ตัดสินใจเรียนไกลบ้านเพื่อออกมาจากจุดที่ทำให้อึดอัด โดยในตอนนั้นเธอเริ่มหาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้ว รับงานเดินแบบและเป็นพิธีกร ทั้งยังได้ทุนเรียนทำให้แทบไม่ต้องขอเงินพ่ออีกเลย นอกจากนี้เวลานั้นเธอยังมีความคิดว่าอยากไปหาแม่ อยากไปอยู่กับแม่ แต่ก็มีความไม่แน่ใจว่าแม่จะอยากอยู่กับเธอไหม

“คำถามและความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้นเพราะความไม่มีแม่ ทำให้เราอยากตามหาแม่ให้เจอ อยากคุยเพื่อปรับความเข้าใจและเพื่อรับรู้ความคิดความรู้สึกของแม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน” เธอกล่าว

 

ฉากที่ 3 : ตามหาแม่

ข่าวในโทรทัศน์รายงานว่า ดาราดังป่วยเป็นมะเร็งไขกระดูกระยะที่ 3 นั่นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เธอต้องตัดสินใจว่าจะไปตามหาแม่หรือไม่ เธอเล่าว่าเพื่อนสนิทโทรศัพท์เข้ารายการเพื่อขอเบอร์แม่มาให้ แต่พอได้เบอร์มากลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ในการคุยกับแม่ครั้งแรกในชีวิต

“ตื่นเต้น หวั่นกลัว ประหม่า เกร็ง ทุกอาการเกิดขึ้นก่อนที่แม่จะรับสาย” เธอเล่า คำแรกที่พูดคือ “น้าหนิง หนูเดียร์นะคะ” ตอนนั้นเธอใช้สรรพนามว่า น้า “จำได้” แม่ตอบ และการสนทนาก็จบลงภายในไม่กี่วินาที แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันช่างเนิ่นนาน

จากนั้นเธอได้ไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล ซึ่งวันที่เจอกันครั้งแรกตรงกับวันเกิดของแม่โดยบังเอิญ ภายในห้องมีเพื่อนแม่ในวงการ รวมถึงนักข่าวที่มารอทำข่าวพอดี “ตอนนั้นเราไม่กล้าคุย ไม่กล้าพูดต่อหน้าคนเยอะๆ เราอยากคุยกับแม่ อยากปรับความเข้าใจกับแม่แค่สองคน” แต่เหตุการณ์ในวันนั้นน่าจะถึงคราวต้องเปิดเผย เมื่อเพื่อนคนหนึ่งหันไปถามคนบนเตียงว่า “สาวคนนี้คือใคร”  คำตอบที่ได้คือ “นั่นแหละ…ลูกอีกคน” นับเป็นการเปิดเผยตัวลูกสาวคนแรกครั้งแรกหลังเหตุการณ์ผ่านมา 20 ปี

 

ฉากที่ 4 : ปลดเปลื้อง

หลังจากวันนั้นเธอก็ไปเยี่ยมแม่บ่อยๆ จนกระทั่งออกจากโรงพยาบาล แม่ถามเธอว่า “มาอยู่กับแม่ไหม” ช่างเป็นคำถามที่เหนือความคาดหมาย “ต้องเข้าใจว่าเด็กที่ไม่มีแม่มาตลอดชีวิต พอได้ยินคำถามนี้มันมีความรู้สึกและคำถามมากมาย” เดียร์อธิบาย “แต่เราอยากมีโอกาสได้อยู่กับแม่ ได้สัมผัสตัวแม่ อยากเห็นตัวตนของแม่ อยากปรับความเข้าใจ เราจึงรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ ตัดสินใจไปอยู่กับแม่ เติมเต็มตัวเองและดูแลแม่ไปด้วย”

ด้านพ่อของเธอเห็นด้วยที่เดียร์ตัดสินใจแบบนั้น ซึ่งในใจลึกๆ แล้ว เธอคิดว่านอกจากอยากให้เธอทำหน้าที่ลูกเต็มที่ พ่อน่าจะอยากรู้ความรู้สึกที่อยู่ในใจภรรยาที่ค้างคามานาน

“แม่บอกว่า ตอนนั้นตัวเองยังเด็ก อยู่ในวงการบันเทิง อยู่ในจุดสูงสุดของชีวิต มันยากที่จะกลับมาหาครอบครัว เพราะหากหันหลังให้วงการก็จะไม่มีทางกลับไป” แม่ให้เหตุผลแบบนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรปมทุกอย่างที่ผูกมัดความคิดความรู้สึกของเธอมา 20 ปี กลับคลี่คลายและมลายหมดสิ้นเมื่อได้ยินคำว่า “มี๊ขอโทษ”

“คำว่าขอโทษจากแม่ ทำให้พันธนาการที่มัดเราไว้มันค่อยๆ คลาย ทำให้เราเริ่มสบายตัว สบายใจจนไม่มีอะไรเกี่ยวพันเราอีก คำเดียวเท่านั้นที่ทำให้เราลืมทุกสิ่งทุกอย่างในอดีต น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว อะไรที่ไม่กระจ่างกลายเป็นกระจ่างหมดเลย เหมือนกับว่าเขาได้พูดในสิ่งที่เราอยากฟัง เพราะเราน้อยใจเสียใจมาตลอด แต่คำว่าขอโทษคำเดียวทำให้เราลืมทุกอย่าง”

นอกจากนี้ ระยะเวลาที่เธอกับแม่ยังสร้างใจดวงใหม่ด้วยกันโดยการเข้าวัด เธอเล่าว่านั่นคือช่วงเวลาที่ได้ซึมซับพระธรรมร่วมกับแม่ ทำให้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น แก้ปัญหาทางความรู้สึกได้กระจ่างมากขึ้น สอนให้เดินทางสายกลาง จนวาระสุดท้ายของชีวิตทั้งพ่อแม่และลูกได้อโหสิกรรมแก่กัน ทุกคนไม่มีเรื่องค้างคาใจ และเหลือไว้เพียงความทรงจำดีๆ

ฉากที่ 5 : คลี่คลายตัวเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปมในอดีตทำให้เธอกลัวการสร้างครอบครัวของตัวเอง กลัวการให้ใจคนอื่น กลัวการแต่งงาน กลัวว่าจะเป็นภรรยาที่ไม่ดี กลัวว่าจะเป็นแม่ที่ไม่ดี และกลัวว่าจะทำให้ลูกกลายเป็นแบบเธอ

“เราจะยังไม่รักใครร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่เชื่อใจใครทั้งนั้นแม้กระทั่งตัวเอง” เธอสารภาพ “แต่ตอนนี้กำลังบอกตัวเองให้คลี่คลายปมเหล่านี้โดยการใช้ธรรมะเข้าช่วย พยายามเดินสายกลาง ปล่อยวางเรื่องราวในอดีตแล้วอยู่กับปัจจุบัน เดียร์คิดว่าความรักยังสวยงาม แต่ขึ้นอยู่กับมุมมองที่มองมัน ซึ่งคิดว่าถ้ามีครอบครัวของตัวเองจริงๆ คงดูแลได้ดี (ยิ้ม)”

ในช่วงชีวิต เธออยากขอบคุณพ่อแม่ที่ให้ชีวิต ให้เลือดเนื้อและหัวใจที่เข้มแข็ง ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่หวังดีที่ช่วยเหลือกันมาตลอด ขอบคุณพี่ๆ ที่ทำงานที่คอยสอน คอยปลอบ “บางทีเราอาจมีครอบครัวไม่สมบูรณ์ แต่เรายังมีกัลยาณมิตรที่ดี โชคดีที่คนรอบข้างเดียร์มีแต่คนดี คนที่คอยให้กำลังใจตลอดมา”

นอกจากนี้ สำหรับลูกทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เธออยากให้ทุกคนเข้มแข็ง พยายามมองในส่วนดีของชีวิตตัวเอง “เพราะชีวิตมันไม่ลงตลอดไป สักวันมันจะขึ้น แต่เวลาขึ้นก็อย่าลืมว่ามีโอกาสลงอีก มันจะขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องอดทนและเข้มแข็ง มองถึงสิ่งดีๆ ในชีวิต ใฝ่ดี เดียร์เชื่อว่าในเรื่องที่เลวร้ายที่สุด มันยังมีเรื่องดีเสมอ” เธอทิ้งท้าย

 

เช็งเม้ง สัมผัสธรรมชาติกับอีกด้านของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423689

เช็งเม้ง สัมผัสธรรมชาติกับอีกด้านของมนุษย์

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

คำว่าเช็งเม้งจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีน คือการเดินหาฮวงซุ้ย ญาติๆ มาเจอกันอีกครั้ง น้าอาลูกหลานโปรยดอกไม้กับกระดาษสีสันสดใส ธูปเทียนสำรับอาหาร เต็นท์ผ้า และคำนัดแนะกันให้ออกตัวแต่เช้ามืดจะได้เลี่ยงทั้งรถติดและแดดร้อน

ตรงกันข้ามกับสภาพอากาศในเมืองไทย ช่วงเช็งเม้งที่จีนมีสภาพอากาศสดใส อุ่นสบายหายหนาว เหมาะแก่การออกมาชมฟ้าปะทะแสงแดด

“เช็งเม้ง” คือชื่อหนึ่งใน 24 ฤดูย่อยของปฏิทินจีน ฤดูย่อยแต่ละฤดู ถ้าแปลออกมาเป็นไทยจะมีชื่อว่า “เริ่มใบไม้ผลิ” “ตื่นจำศีล” “ร้อนจัด” “ธัญญาหารแตกหน่อ” “หนาวจัด” ฯลฯ ทั้งหมดฟังดูบ้านๆ เข้าใจง่าย ส่วนคำว่าเช็งเม้ง แปลว่าสดชื่น ปลอดโปร่ง

เล่นมุขเชยๆ ให้ฟังซักหน่อยว่า ถ้าหากไทยแบ่ง 24 ฤดูย่อยเช่นกัน ส่วนใหญ่คงนำหน้าด้วยความว่า ร้อน …ร้อนจัด ร้อนจัดจัด ร้อนจัดจัดจัด ในช่วงเช็งเม้งน่าจะร้อนประมาณเลเวล 4 แต่ถ้าลูกหลานคนไหนไปแต่เช้ามืดก็อาจจะพอได้สัมผัสความสดชื่น ปลอดโปร่ง กระจ่างใส สมชื่อเทศกาล

นอกจากเป็นชื่อฤดู “เช็งเม้ง” คือเทศกาลที่ลูกหลานชาวจีนต้องแสดงความกตัญญู โดยไปปัดกวาดทำความสะอาด และทำพิธีบูชาฮวงซุ้ยบรรพบุรุษ โดยมีกำหนดการในช่วงฤดูนี้โดยประมาณ

ช่วงเช็งเม้งคนสดชื่น ประสาทสัมผัสตื่นตัว ต้นไม้ก็สดชื่นสดใสสะสมพลังงอกเงย ชาวจีนยังถือคติให้เริ่มต้นเพาะปลูกทำสวนทำไร่ช่วงนี้ และไม่ใช่แค่พืชสวนพืชไร่จะเริ่มงอกงาม วัชพืชแถวฮวงซุ้ยก็เช่นกัน ลูกหลานจึงต้องไปปัดกวาดถอนรากก่อนจะขึ้นรก

คติจีนโบราณบอกว่าช่วงนี้เหมาะกับการ “ย่ำของเขียว” ซึ่งก็คือต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นอยู่นอกกำแพงเมือง การไปปัดกวาดบูชาบรรพบุรุษที่นอกเมือง คนเป็นจึงได้สัมผัสธรรมชาติที่ปลอดโปร่งไปด้วย

ทั้งหมดเป็นคำอธิบายจากภูมิอากาศ และภูมิประเทศของจีนนะครับ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในภูมิอากาศแบบไทยอาจต่างกัน

เช็งเม้งเป็นเทศกาลใหญ่แต่โบราณ สมัยก่อนจะผสมกลมกลืนกับเทศกาลหานสือ ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาก่อนเช็งเม้งประมาณ 1-2 วัน

ชื่อเทศกาลหานสือ แปลว่าเทศกาลทานของเย็น (ชืด) เทศกาลนี้คือเทศกาลห้ามใช้ไฟปรุงอาหาร ตำนานของเทศกาลนี้เกี่ยวกับ เจี้ยจื่อทุย ขุนนางผู้ภักดี ไม่หวังลาภยศ เพราะกษัตริย์อยากเรียกมาตอบแทนบุญคุณที่ได้ช่วยเหลือกันมา แต่เจี้ยจื่อทุยไม่ยอมมาพบ กษัตริย์ถึงกับต้องวางเพลิงไล่ให้ลงจากเขา แต่กลายว่าเป็นเจี้ยจื่อทุยโดนไฟคลอกตาย กษัตริย์รู้สึกผิด เพื่อระลึกถึงขุนนางเจี้ยจื่อทุย จึงให้ชาวบ้านงดก่อไฟในวันนี้ของทุกปี จัดเป็นตำนานที่น่าเศร้าและเหมาะแก่การขึ้นข่าวหน้าหนึ่ง ของตำนานเทศกาลจีน

ประเพณีหานสือจึงเชื่อมกันกับประเพณีไหว้บรรพบุรุษในฤดูฟ้าใส การงดก่อไฟยังมีบางท้องถิ่นปฏิบัติอยู่ (โดยเฉพาะแถวซานซีซึ่งเป็นท้องถิ่นที่เกิดตำนาน) โดยจะไม่จุดไฟทำอาหารก่อนวันเช็งเม้ง ทานแต่อาหารที่ทำไว้ก่อนแล้วซึ่งเย็นชืด แล้ววันต่อมาจึงไปปัดกวาดทำความสะอาดทำความเคารพหลุมศพบรรพบุรุษ

ชาวไทยเชื้อสายจีนเท่าที่เห็นไม่ได้ใช้คติตามเทศกาลหานสือแต่อย่างใด

อีกตำนานที่เกี่ยวกับพิธีกรรมวันเช็งเม้งเกิดจาก “หลิวปัง” ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น

หลังยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ เกิดการต่อสู้แย่งชิงแผ่นดินของสองขุนพลใหญ่ หนึ่งในนั้นคือหลิวปังซึ่งอนาคตได้เป็นฮ่องเต้ เมื่อครั้งหลิวปังยกทัพผ่านบ้านเกิดตนเองก็เกิดนึกถึงฮวงซุ้ยของพ่อแม่ คิดจะไปกราบไหว้

ช่วงนั้นแม้แต่คนที่มีชีวิตยังบ้านแตกสาแหรกขาด สุสานต่างๆ ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หลิวปังพาลูกน้องไปถึงสุสาน แต่กลับกลายเป็นที่รกร้าง ป้ายหลุมศพแตกหักล้มระเนระนาด หญ้าขึ้นรก หาฮวงซุ้ยบุพการีของตนอยู่นาน แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

สุดท้ายหวังพึ่งฟ้า หลิวปังหยิบกระดาษขึ้นมาฉีก คิดในใจว่า ขอให้ฟ้าบันดาลให้กระดาษที่จะโปรยไปปลิวไปตกนิ่งที่ฮวงซุ้ยบุพการี แล้วจึงโปรยกระดาษเหล่านั้นขึ้นฟ้า ปล่อยลมพัดพาอิสระไป

ปรากฏว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งตกนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนป้ายหินป้ายหนึ่ง และนั่นคือฮวงซุ้ยที่ตามหา

นี่คือที่มาของธรรมเนียมเอาหินทับกระดาษหลากสีสันบนป้ายฮวงซุ้ยในวันเช็งเม้ง เพื่อสื่อว่าลูกหลานได้มาเคารพฮวงซุ้ยนี้แล้ว (ลมแรงขนาดนั้น บารมีอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่เอาหินทับก็ปลิวสิครับ)

วัฒนธรรมจีนถือความกตัญญูต่อบรรพบุรุษคือคุณธรรมอันดีงาม แม้กระทั่งความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

อันที่จริงขงจื่อ-ปราชญ์แห่งวัฒนธรรมจีนไม่เคยคิดอธิบายถึงโลกหลังความตาย ขงจื่อกล่าวว่า “เรื่องการมีชีวิตยังไม่ทำความเข้าใจให้ดี จะคุยเรื่องชีวิตหลังความตายไปทำไม” ขงจื่อกับพิธีกรรมไหว้บรรพบุรุษจึงอาจเป็นความลักลั่นในบางมุมมอง ไม่เชื่อในโลกหลังความตายแล้วจะไหว้บรรพบุรุษไปทำไม?

สำหรับวิธีคิดแบบขงจื่อ การทำพิธีกรรมเคารพบูชาบรรพบุรุษ คือ การจัดการสภาวะทางจิต จิตใจของผู้คนที่ไม่รู้จะอธิบายหรือรู้สึกอย่างไร กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของบรรพชน ซึ่งไม่แปลกที่บางส่วนจะพึ่งพาความงมงาย ทรงเจ้าเข้าผีถามหาคนตาย ซึ่งมีแต่จะพาคนเป็นเลอะเทอะ

พิธีกรรมจึงเข้ามาจัดการทั้งเหตุผลและอารมณ์ของผู้คน

ขงจื่อว่า “ปฏิบัติดั่งคนตายเป็นแค่คนที่ตายไปคือไร้จิตใจ แต่ปฏิบัติกับคนตายเหมือนยังมีชีวิต คือไร้สติปัญญา”

พิธีกรรมอาจเป็นเหมือนบทกวีที่ใครๆ อนุญาตให้มันข้ามเส้นความจริง ในขณะที่สติปัญญาของผู้รับฟังกวีนั้นยังสมบูรณ์อยู่ทุกประการ

พิธีกรรมอาจเป็นเหมือนภาพวาด ที่เรายินดีให้มันมีส่วนสร้างอารมณ์และจินตนาการ โดยรู้ตัวว่าภาพวาดไม่ใช่ตัวความจริง

ผู้คนไม่ต้องเศร้าโศกหรือเย็นชาเกินไปต่อผู้ล่วงลับ

พิธีกรรมไหว้บรรพบุรุษ ปัดกวาดสุสานให้สะอาด ถ้าบริหารจิตให้ดี จึงสามารถส่งเสริมมิติของความเป็นคนที่โดยธรรมชาติมีทั้งอารมณ์และเหตุผลอยู่คู่กัน

ระลึกถึง ปรารถนาดี และเคารพต่ออดีตลมหายใจของบรรพบุรุษ จึงเป็นอีกด้านที่มนุษย์พึงมี นอกเหนือจากแค่มิติด้านประสาทสัมผัส

 

วีระวุฒิ ศรีเปารยะ ดึงไทยจัดประชุมเหรียญกษาปณ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423576

วีระวุฒิ ศรีเปารยะ ดึงไทยจัดประชุมเหรียญกษาปณ์โลก

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

คอลัมน์คมคนวันนี้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ วีระวุฒิ  ศรีเปารยะ รองอธิบดีด้านเหรียญกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในคนสำคัญซึ่งมีส่วนร่วมในการผลักดันให้กรมธนารักษ์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Mint Directors Conference หรือ MDC ครั้งที่ 29 เป็นการรวมผู้บริหารโรงกษาปณ์สมาชิก 47 แห่ง จาก 43 ประเทศทั่วโลก การประชุมครั้งนี้จะเป็นการรวมโรงกษาปณ์ทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้และปูทางสู่บทบาทใหม่ผู้ผลิตเหรียญระดับสากล

รองอธิบดี เล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุม ในประเทศแถบเอเชียนี้มีเพียงเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นที่เคยได้เป็นเจ้าภาพ มีหลายประเทศที่อยากเป็นเจ้าภาพ ประเทศไทยเองมีการเตรียมตัวล่วงหน้า 2-3 ปี ในการที่จะไปเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน ซึ่งก็ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องแข่งกับประเทศอื่นอีกหลายประเทศ เนื่องจากมีผู้สนใจอยากจะเป็นเจ้าภาพกันเยอะ ซึ่งการประชุมนี้จะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ในวงการเหรียญกษาปณ์

“การได้เป็นเจ้าภาพนั้นนอกจากจะได้รับความเชื่อถือ ได้ชื่อเสียงแล้ว ยังสร้างรายได้ ได้เรื่องการท่องเที่ยว ได้ประชาสัมพันธ์ประเทศเรา เนื่องจากการประชุมจะมีคนเข้ามาร่วมงานกว่า 400 คน แล้วยังมีช่างภาพสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกเข้ามาทำข่าวอีกด้วย ที่สำคัญก็คือ เราจะแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการผลิตและการตลาดเหรียญกษาปณ์ พร้อมนำข้อมูลที่ได้มาเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเหรียญระดับสากล สร้างรายได้ให้ประเทศในระยะยาว” ท่านกล่าวด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี

 

รองอธิบดี กล่าวต่อไปว่า การประชุม MDC หรือผู้บริหารโรงกษาปณ์โลก เป็นการประชุมระดับโลก จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-8 พ.ค. 2559 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ และที่เอาท์ริกเกอร์ ลากูนา ภูเก็ต บีช รีสอร์ท จ.ภูเก็ต โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการประชุม ในวันจันทร์ที่ 2 พ.ค. เวลา 09.00 น.

นอกจากรวมโรงกษาปณ์สมาชิกแล้ว ยังมีองค์กรภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความรู้จากการศึกษาและการวิจัยในเรื่องเทคนิคการผลิตและการตลาดเหรียญกษาปณ์ นอกจากนี้ยังเป็นเวทีในการประชันผลงานการออกแบบและผลิตเหรียญกษาปณ์ที่โรงกษาปณ์จากทั่วโลกจะนำผลงานที่ดีที่สุดที่แสดงความเป็นเลิศด้านทักษะฝีมือและเทคโนโลยีการผลิตมาแข่งขันกัน

วีระวุฒิ กล่าวว่า เหรียญกษาปณ์เป็นเรื่องสำคัญที่ใกล้ตัวประชาชนมากกว่าที่หลายคนคิด และมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนการผลิต การป้องกันการปลอมแปลง เครื่องจักรและเทคนิคการผลิต หรือการกระจายเหรียญสู่มือประชาชน การที่กรมธนารักษ์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม MDC ครั้งนี้ จะได้รับประโยชน์มากมาย จากข้อมูลสำคัญๆ ในด้านต่างๆ ที่เป็นกรณีศึกษาในแต่ละประเทศ รวมถึงข้อมูลการวิจัยและโนว์ฮาวด้านการออกแบบและการผลิต ไปจนถึงเทคโนโลยีการผลิตและตีตราเหรียญกษาปณ์ที่ทันสมัย ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันกับโรงกษาปณ์ของประเทศอื่นๆ ตลอดจนสร้างเครือข่ายสมาชิกที่จะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาก้าวต่อไปของโรงกษาปณ์และเหรียญกษาปณ์ของไทย

 

กระทรวงการคลังได้กำหนดแนวทางในการผลิตเหรียญกษาปณ์ไว้ว่าจะต้องมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมกับราคาหน้าเหรียญ โดยใช้วัตถุดิบที่ดี ทนทาน ได้มาตรฐานสากล และราคาไม่สูง ขณะเดียวกันต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเหรียญ ทำให้เหรียญดูมีคุณค่าน่าใช้ และที่สำคัญจะต้องยากต่อการปลอมแปลง

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีนโยบายที่จะผลักดันให้โรงกษาปณ์ไทยก้าวสู่ความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาโรงกษาปณ์ไทยได้ร่วมมือกับโรงกษาปณ์อังกฤษจัดฝึกอบรมหลักสูตรด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และเทคนิคการผลิตให้แก่ประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านเหรียญกษาปณ์ในอนาคต

รวมไปถึงความร่วมมือในการผลักดันให้กลุ่มประเทศกัมพูชา เวียดนาม ลาว เมียนมา นำออกใช้เหรียญกษาปณ์แทนธนบัตรชนิดราคาต่ำ และให้โรงกษาปณ์ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเหรียญกษาปณ์ในภูมิภาคอาเซียนในอนาคตด้วย ซึ่งเป็นแนวทางในการสร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว ดังนั้นการประชุม MDC ครั้งที่ 29 จึงเป็นเหมือนการเตรียมความพร้อมให้กับกรมธนารักษ์และโรงกษาปณ์ ในการเดินหน้าเข้าสู่บทบาทการเป็นผู้ผลิตเหรียญกษาปณ์ระดับสากลในอนาคต

“มีหลายประเทศในแถบเอเชีย หรือในกลุ่มอาเซียนเราเอง ไม่มีโรงงานผลิตเหรียญ เพราะการตั้งโรงงานเหรียญกษาปณ์นั้นต้นทุนสูงมาก อาจจะไม่คุ้มในเชิงเศรษฐกิจ แต่ถ้ามาจ้างผลิตเป็นครั้งคราวไปจะประหยัดงบประมาณมากกว่า ซึ่งโรงงานเหรียญกษาปณ์ของไทยก็มีศักยภาพในการผลิตทั้งเรื่องคุณภาพ ฝีมือ และราคาการผลิตที่ดี หลายประเทศในโลกกลุ่มแอฟริกา ละติน บางประเทศ ก็ไม่มีโรงงานผลิตเหรียญของตัวเองเขาก็จ้างประเทศอื่นผลิตบ้างเป็นบางโอกาส ซึ่งไทยมีความพร้อมในจุดนี้” รองอธิบดี กล่าวอย่างตั้งใจ

สำหรับการประกวดเหรียญกษาปณ์และบรรจุภัณฑ์ที่มีขึ้นระหว่างงานประชุม MDC นี้ จะเปิดโอกาสให้โรงกษาปณ์สมาชิก ส่งผลงานเข้าประกวดได้ โดยการประกวดเหรียญกษาปณ์แบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเงิน เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน และเหรียญอื่นๆ และแต่ละหมวดมีเกณฑ์ตัดสินผู้ชนะ 2 ประเภท คือ Most beautiful coin (เหรียญที่สวยงามที่สุด) และ Most technologically advanced coin (เหรียญที่ผลิตจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด) และการประกวดบรรจุภัณฑ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 – Most Creative / Innovative and Unique Packaging เน้นความคิดสร้างสรรค์และความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร

ประเภทที่ 2 – Best National Set เป็นบรรจุภัณฑ์ของชุดเหรียญกษาปณ์ที่แสดงเอกลักษณ์ของประเทศ

ประเภทที่ 3 – Best Package to Encourage Collecting เป็นบรรจุภัณฑ์ของชุดเหรียญกษาปณ์ที่ออกต่อเนื่องหลายปี เพื่อส่งเสริมการเก็บสะสม

ประเภทที่ 4 – Marketers’ Choice เป็นบรรจุภัณฑ์ที่รวมทุกประเภทข้างต้น และที่ไม่จัดเข้าประเภทไหน

“การชนะเลิศการประกวดนี้เหมือนกับได้รับการรับประกันงานจากทั่วโลกและรายได้มหาศาล เพราะมีหลายประเทศที่ต้องการโรงกษาปณ์ที่มีฝีมือ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่สามารถออกแบบและผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนและเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกให้ได้ โดยเมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทางโรงกษาปณ์ไทยเองก็ได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกช้างไทยในรูปแบบช้างไทยคู่แม่ลูก เพื่อเผยแพร่พระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราชดำริเรื่องการอนุรักษ์ช้างป่าและปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรัก การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง เหรียญดังกล่าวได้นำไปแสดงในงานนิทรรศการ World Money Fair 2016 ที่ประเทศเยอรมนี และจะเปิดจำหน่ายพร้อมกันทั้งในประเทศและต่างประเทศในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ การผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกออกจำหน่ายในต่างประเทศครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของโรงกษาปณ์ไทยที่พร้อมจะทำตลาดรับจ้างการผลิตเหรียญกษาปณ์แข่งขันในตลาดโลก” รองอธิบดี กล่าวถึงในส่วนของรางวัล

การประชุม MDC จัดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ที่เมืองโลซานประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีผู้เข้าร่วมประชุม 10 คน จาก 10 ประเทศในทวีปยุโรป กรมธนารักษ์ได้เข้าร่วมประชุม MDC ตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 12 เมื่อ พ.ศ. 2525 ในฐานะผู้สังเกตการณ์ และได้สมัครเป็นสมาชิกในการประชุมครั้งที่ 18 เมื่อ พ.ศ. 2537 เป็นสมาชิกลำดับที่ 33 และเข้าประชุมในฐานะโรงกษาปณ์สมาชิกตั้งแต่การประชุมครั้งที่ 19 พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา

ในการประชุมครั้งนี้จะมีการผลิตเหรียญที่ระลึกสำหรับการประชุมครั้งที่ 29 โดยประเทศไทยได้เป็นผู้ผลิตเหรียญในฐานะเจ้าภาพรายละเอียดของเหรียญนั้น เป็นลายไทยที่สื่อถึงศิลปะและวัฒนธรรมอันยาวนานของไทย มีพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ที่แสดงถึงสถาปัตยกรรมไทยที่งดงามและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก และความหมายของวัดอรุณ หรือวัดแจ้งยังสื่อถึงรุ่งอรุณหรือการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ความหมายโดยรวมประเทศไทยยินดีต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมทุกท่านเข้าสู่เมืองที่อุดมด้วยวัฒนธรรมศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมที่งดงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตนเพื่อการร่วมมือและเริ่มต้น รวมถึงการพิมพ์โลโก้งานเป็นลายสีลงบนเหรียญ ซึ่งเป็นการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยของโรงกษาปณ์ไทย

รองอธิบดี กล่าวทิ้งท้ายว่า ความนิยมการใช้เหรียญในประเทศไทยยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจระดับฐานรากได้เป็นอย่างดี โดยเหรียญบาทมีการใช้มากที่สุดในจำนวนเหรียญทั้งหมด และเชื่อว่าในอนาคตการใช้เหรียญยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี รวมทั้งหลายประเทศที่ติดชายแดนไทยก็นิยมใช้เหรียญของไทยในการจับจ่ายใช้สอยอีกด้วย ที่สำคัญคือขอเชิญชวนคนไทยให้นำเหรียญออกมาใช้กันเยอะๆ เพราะบางคนไม่ค่อยใช้คือเก็บเหรียญใส่กระปุกกันไว้ โดยไม่เอาออกมาใช้ทำให้เหรียญขาดแคลนได้

 

ไม่มีกลีบกุหลาบ บนเส้นทางนักบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2559 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423130

ไม่มีกลีบกุหลาบ บนเส้นทางนักบิน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เครื่องบินทะยานจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ต่างจากเส้นทางนักบินที่ทุกคนล้วนเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน โดยไม่สนใจว่าคุณจะเก่งมาจากไหน อายุเท่าไหร่ เพศอะไร อย่างว่าที่นักบินและว่าที่กัปตันทั้ง 3 คนนี้ เขาและเธอมีชีวิตต่างกัน มีปัจจัยแวดล้อมต่างกัน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างคือ ฝันเดียวกัน

พวกเขาจึงพยายามสู้เพื่อฝันบนเส้นทางที่ไร้กลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนเข้าใจ

จากดวงดาวสู่ฟากฟ้า

นักเรียนการบินชั้นปีที่ 3 สิงโต-สหรัฐต์ หิรัญญ์ธนภูวดล หรือ สิงโต เดอะ สตาร์ กำลังศึกษาอยู่สาขาวิชานักบินพาณิชย์ สถาบันการบิน มหาวิทยาลัยรังสิต อันเป็นผลจากความชอบเครื่องบินในวัยเด็กทำให้เขาอยากเป็นนักบินไปโดยปริยาย โดยหลักสูตรดังกล่าวต้องเก็บชั่วโมงบิน 202 ชม.ขึ้นไป และเมื่อจบการศึกษาจะสามารถสมัครเข้าสายการบินพาณิชย์ได้ต่อไป

เขาสารภาพว่า หลักสูตรการบินไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องจำทฤษฎีและปฏิบัติมาก รวมถึงต้องรับความกดดันสูงจากหน้าที่ความรับผิดชอบ ส่วนคุณสมบัติของการเป็นนักบินที่ดี อย่างแรกเขาบอกว่า ต้องมีใจรักในอาชีพ และมีทัศนคติที่ดี

สิงโต เดอะ สตาร์

 

“อย่าคิดว่าอาชีพนี้เงินเดือนสูงเท่านั้น หรือดูเท่ดูเก๋ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะอาชีพนี้ต้องทำงานกับความกดดันและต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก เพราะไม่ใช่แค่ชีวิตเราคนเดียว แต่คือชีวิตของผู้โดยสารอีกสองหรือสามร้อยคนบน
เครื่องบิน”

รวมถึงต้องมีความอดทน แบ่งเวลางานกับเวลาส่วนตัว และต้องเตรียมงบประมาณเพื่อการเรียน อย่างตัวเขาก็หาเงินทุกบาททุกสตางค์เองทั้งหมด โดยต้องใช้เงินมากกว่าสองล้านเจ็ดแสนบาท นอกจากนี้หากได้เป็นนักบินเต็มตัวแล้ว เขาจะไม่ทิ้งอาชีพในวงการบันเทิง เพราะทั้งหมดล้วนเป็นงานที่เขารักและตั้งใจที่จะรักษาสมดุลไว้ให้ดีที่สุด

นักบินหญิง สู้เพื่อฝัน

เส้นทางของนักบินหญิง ปุ๊ก-พนิตา เหลืองนาคทองดี วัย 38 ปี ตำแหน่ง First Officer Trainnee สังกัดสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เธอเริ่มต้นจากการเป็นเด็กสายศิลป์ เอกภาษาอังกฤษ ทำงานไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน กระทั่งได้รื้อความฝันที่เก็บไว้ด้วยการตัดสินใจเข้าโรงเรียนการบิน ในวันนี้เธอได้เป็นนักบินสมใจและกำลังสะสมประสบการณ์เพื่อเป็นกัปตัน

“ตอนเด็กๆ ได้ขึ้นเครื่องบิน และเคยมีแอร์โฮสเตสพาเข้าไปดูในค็อกพิท พอได้เห็นก็รู้สึกว่าอยากทำแบบนี้บ้าง รู้เลยว่ามันคืองานที่เราอยากทำ และกลายเป็นความฝันว่าจะโตมาเป็นนักบิน” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้น จนเวลาผ่านไป 35 ปี พนิตาได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวให้เข้าเรียนที่โรงเรียนกรุงเทพการบิน (บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์) ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ช้าแต่ยังไม่สายเกินไป

เธอเล่าว่า ในประเทศไทยมีโรงเรียนการบินหลายแห่ง ซึ่งใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปี ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งเธอทราบดีว่าการเป็นนักบินไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชีวิตนักบินไม่ได้สบายอย่างที่คนทั่วไปคิด แต่พอยิ่งเรียนก็ยิ่งรู้สึกว่านักบินเป็นอาชีพที่ “ใช่ที่สุด”

“ถ้าเราทำมันได้ ผ่านมันมาได้ และประสบความสำเร็จในจุดที่เราคิดเอาไว้ นั่นคือมันใช่ส่วนหนึ่ง แต่มันจะใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นคือการนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในการประกอบอาชีพด้วยความสนุกและมีความสุขกับงาน อยู่กับมันโดยไม่ทุกข์ ก็ถือว่าอาชีพนี้เหมาะกับเรา”

ปัจจุบันสายการบินในประเทศไทยมีการเปิดรับสมัครนักบิน 2 แบบ แบบแรก คือ Qualified Pilot นักบินที่มีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรีหลังจบการศึกษาจากโรงเรียนการบิน (อย่างเธอ) และ Student Pilot ซึ่งสายการบินจะทำการสอบคัดเลือกว่าที่นักบิน หลังจากนั้นจะส่งไปฝึกบินในโรงเรียนการบิน 1 ปี หลังจากได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรีก็สามารถเข้าทำงานกับสายการบินนั้นได้เลย

ปุ๊ก-พนิตา เหลืองนาคทองดี

 

“นักบินต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ อาศัยจินตนาการ ประกอบกับความรู้ที่ได้เรียนมา” พนิตากล่าว “นักบินที่ดีต้องมีสายตาเหมือนเหยี่ยว เพราะต้องใช้สายตาที่ดีสังเกตทุกอย่างที่อยู่รอบตัว ต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งเหมือนสิงโต เพราะต้องอยู่ในสภาวะกดดันกับภาระความรับผิดชอบสูง และมีมือที่นุ่มนวลเหมือนผู้หญิง เพราะต้องใช้ความนุ่มนวลในการควบคุมเครื่องบินเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบาย”

ส่วนศักยภาพในการเป็นนักบินแล้ว เธอยืนยันว่าระหว่างชายและหญิงไม่มีความแตกต่างกัน อาจจะต่างกันบ้างในแง่ของสรีระ แต่เชื่อว่าผู้หญิงก็สามารถทำการบินได้ดีพอๆ กับผู้ชาย

“นักบินกับการบินหนึ่งไฟลต์เหนื่อยพอๆ กับไปวิ่งรอบสนามหลายรอบ เพราะสมองต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ต้องใช้สมาธิสูงมาก และต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลา ซึ่งทำให้เหนื่อยและล้าพอสมควร ฉะนั้นก่อนไปบิน นักบินควรต้องพักผ่อนและรับประทานให้อาหารให้เพียงพอ” เพราะเหตุนี้อาชีพนักบินพาณิชย์จึงมีการจำกัดชั่วโมงทำงานอยู่ที่ปีละไม่เกิน 1,000 ชม. เดือนละไม่เกิน 110 ชม. และสัปดาห์ละไม่เกิน 35 ชม.

“คิดว่าจะยึดอาชีพนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำไม่ไหว” เธอกล่าว และเมื่อถึงวันนั้นจะอุทิศตนเผยแพร่ความรู้ให้นักบินรุ่นต่อๆ ไป และเธอยังสนับสนุนให้ทุกคนทำตามฝันและใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย “ความฝันดูเหมือนยากและไกลเกินเอื้อม แต่เชื่อว่าทุกคนทำความฝันนั้นได้ เงินไม่ได้ซื้อทุกอย่าง เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ความตั้งใจของเราทั้งสิ้น ถ้าชอบมันมากพอและรักที่จะอยู่กับมัน ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความอดทนของเรา ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรอกว่าทำได้หรือไม่” เธอทิ้งท้าย

เฟม-นิธิวุฒิ โรจน์ประสิทธิ์พร

 

จากเด็กหนุ่มสู่นักบิน

หนุ่มคลีโอปี 2558 เฟม-นิธิวุฒิ โรจน์ประสิทธิ์พร กำลังอยู่บนทางฝันกับอาชีพนักบิน สายการบินไทย ในวัยเพียง 27 ปี ด้วยความที่รู้ตัวเองมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นอะไร ประกอบกับได้รับโอกาสจากครอบครัวที่ให้เลือกเรียนต่อในสาขาที่ชอบ เขาจึงมุ่งหน้าสู่อาชีพนักบินเต็มตัว

“แทบทุกคนต้องเริ่มนับจากศูนย์” เขากล่าว “เพราะวิชาการบินไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยทั่วไป คนที่เรียนด้านฟิสิกส์ ด้านวิศวะมาก็อาจนำมาใช้ได้บ้างแต่ไม่ทั้งหมด” นอกจากนี้การเป็นนักบินต้องอาศัยใจรักเป็นสำคัญ คนที่คิดเพียงว่านักบินเป็นอาชีพที่เท่ ได้เงินดี จะอยู่ในวงการนี้ได้ไม่นาน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความรักในอาชีพ

“นักบินต้องมีความรับผิดชอบในตัวเองและรับผิดชอบผู้อื่นอย่างสูง ต้องตระหนักรู้ถึงหน้าที่ของตัวเอง ต้องมีความคิดที่เป็นขั้นเป็นตอน มีเหตุและผล ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และต้องรักษาสุขภาพอยู่เสมอ” เขาเพิ่มเติม

นับถึงตอนนี้เฟมทำงานเป็นนักบินพาณิชย์ได้ประมาณ 2 เดือน เพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้นที่ยังต้องเก็บชั่วโมงบินและพัฒนาต่อเป็นกัปตัน ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะไปสิ้นสุดที่อายุเท่าไร เพราะนี่คืออาชีพที่เขาตามหาและรู้สึกท้าทายทุกครั้งที่ได้บิน

 

เตรียมความพร้อมก่อนภัยมา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2559 เวลา 19:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423096

เตรียมความพร้อมก่อนภัยมา!

โดย…บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เมื่อก่อนไม่เคยได้ยินคำว่า สึนามิ มาก่อนเลย แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกทางภาคใต้ของไทยเมื่อ 10 ปีก่อน จากนั้นสังเกตว่าก็ได้ยินคำนี้มาเรื่อยๆ แม้กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ที่ประเทศอินโดนีเซียและต่อเนื่องผล
กระทบมายังประเทศไทย โชคดีที่ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรง อย่างไรก็ตามสะท้อนให้เห็นว่าภัยธรรมชาติมาโดยไม่ทันตั้งตัว การเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อภัยเกิดขึ้นเราต้องเอาตัวรอด ไม่จำเป็นต้องรอสัญญาณ และไม่ประมาทในพลังของธรรมชาติ

เตรียม 5 ความพร้อมก่อนภัยมา!

1.เตรียมใจ

ต้องเตรียมเป็นอย่างแรก คือ เตรียมใจ หมายถึงการเตรียมพร้อมสำหรับความไม่ตื่นตระหนกหรือตกใจจนเกินไปเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ฝึกสติให้เป็นนิสัยประจำตัว จะช่วยควบคุมอารมณ์เพื่อให้การตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างละเอียดรอบคอบขึ้น เรื่องนี้ไม่เพียงส่งผลต่อตัวเราเอง แต่หมายถึงคนในครอบครัวและสมาชิกในบ้านที่อยู่รอบข้างเราด้วย

2.เตรียมสมาชิกในบ้าน

ต้องหมั่นติดตามข้อมูลข่าวสาร สนใจฟังประกาศเตือนจากเจ้าหน้าที่รัฐ เรียนรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติในท้องถิ่นของตัวเอง เช่น ในกรณีของดินถล่ม ที่มักเกิดขึ้นซ้ำๆ ในที่เดิม รวมทั้งรู้จักสภาพพื้นที่รอบบ้าน ขอข้อมูลจากศูนย์วิจัยหรือสำนักงานในท้องถิ่น เรียนรู้เส้นทางภายในชุมชน ป้ายหรือสัญลักษณ์เตือน ตลอดจนเส้นทางที่จะใช้อพยพไว้ล่วงหน้า รวมทั้ง
ที่ตั้งของศูนย์หลบภัยในชุมชนตั้งอยู่ที่ใด

นอกจากนี้ ต้องซักซ้อมคนในครอบครัวให้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับแผนการอพยพหนีภัย ควรฝึกซ้อมและพูดคุยทำความเข้าใจกันบ่อยๆ ควรหลบหนีได้แม้เป็นเวลากลางคืนหรือเมื่อสภาพอากาศแปรปรวน เตรียมตัวทุกคนด้วยการศึกษาวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น

3.เตรียมข้อมูลที่จำเป็น

ซักซ้อมทำความเข้าใจกับคนในบ้านให้ทราบตำแหน่งวาล์วปิดน้ำ วาล์วปิดแก๊ส สะพานไฟฟ้า (รวมถึงวิธีปิด) เรียนรู้อุปกรณ์ที่อาจเป็นอันตรายเมื่อเกิดเหตุ ก่อนอพยพต้องปิดแก๊สและปิดวงจรกระแสไฟฟ้าทั้งหมด รวมทั้งติดเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินไว้ที่โทรศัพท์ทุกเครื่อง ศึกษาวิธีการติดต่อกับหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือได้ในกรณีเกิดภัยพิบัติ เช่น หน่วยงานในท้องถิ่น บันทึกเบอร์โทรศัพท์จำเป็นไว้ในมือถือของทุกคน

เตรียมเส้นทางหนีภัยอย่างน้อย 2 ทางที่เชื่อมต่อกับเพื่อนบ้าน เพราะหากพลัดหลงกับสมาชิกในครอบครัวจะได้หลบหนีไปพร้อมกัน อย่าลืมตระเตรียมสิ่งของจำเป็นให้พร้อมสำหรับการอพยพได้ตลอดเวลา เช่น เป้ยังชีพพร้อมคว้า (ของทุกคน)

4.เตรียมบ้านเรือน

ตรวจดูส่วนต่างๆ ภายนอกบ้าน หากจับแล้วยังโยกได้ ให้ยึดส่วนนั้นไว้ให้มั่นคง ถ้าทำไม่ได้ ให้ถอดออกไปเลย รถที่ไม่ได้จอดในโรงรถให้จอดบริเวณที่อยู่ใต้ลม เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกพัดพามาโดนตัวบ้านหากเกิดพายุหรือความสั่นไหวรุนแรง ตัดเล็มกิ่งไม้ใหญ่ในบริเวณบ้านเสมอ ยึดชั้นวางของหรืออุปกรณ์ในบ้านให้แน่นหนา กรณีเป็นของที่ห้อยแขวนให้เอาลง ย้ายของที่
น้ำหนักมากวางไว้ในที่ต่ำ รูปภาพหรือกระจกปลดลงและอย่าวางไว้ใกล้เตียงนอน อย่าลืมที่ปลอดภัยให้สัตว์ด้วย

นอกจากนี้ ให้เตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในภาวะฉุกเฉินไว้ในที่ที่ทุกคนในบ้านรู้และหยิบฉวยได้ เช่น ไฟฉาย ยา กระเป๋ายังชีพ เครื่องดับเพลิง ฯลฯ เตรียมถ่านหรือแบตเตอรี่สำรองสำหรับไฟฉาย มือถือและวิทยุเสมอ เพราะไฟฟ้าจะดับ หากประเมินแล้วว่าบ้านไม่มั่นคงพอ ใช้หลบภัยไม่ได้ และต้องอพยพไปที่อื่น ให้แจ้งทุกคนให้รู้ว่าจะอพยพไปที่ใด เผื่อในกรณีถ้าพลัดหลงกันแล้วสามารถไปเจอกันได้ในที่ที่กำหนด รวมทั้งต้องกำหนดเงื่อนเวลาไว้ด้วย เช่น ถ้าเกิน 2 สัปดาห์แล้วจะย้ายไปยังที่อื่นต่อไป

5.เตรียมสิ่งจำเป็น

กรณีที่ไม่จำเป็นต้องอพยพไปที่ใด ควรเตรียมสิ่งต่างๆ ในบ้าน ดังนี้

– น้ำ 1 แกลลอน (ต่อคนต่อวัน) อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง

– ยารักษาโรค อุปกรณ์และคู่มือปฐมพยาบาล

– วิทยุใส่ถ่าน ไฟฉายและถ่านสำรอง ไฟแช็ก

– เสื้อผ้าสะอาด รองเท้าหุ้มส้น

– ถุงนอนและผ้าห่มสำรอง

– ไอโอดีนเม็ด และคลอรีนสำหรับทำน้ำให้สะอาด

– นม อาหารเด็ก ผ้าอ้อมสำเร็จรูปและอุปกรณ์สำหรับเด็ก

– กระดาษชำระหรือผ้าเช็ดชำระแบบใช้แล้วทิ้ง เตาไฟฟ้าปิกนิก และเครื่องดับเพลิง

– ของส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผ้าอนามัย ฯลฯ

– อุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น ผงซักฟอก ไม้ถูพื้น รวมทั้งภาชนะเก็บความเย็น

– เติมน้ำมันในรถยนต์ให้พร้อม พลุสัญญาณ สายต่อพ่วง แผนที่

ผู้รู้คือผู้รอด จึงจำเป็นที่เราต้องเรียนรู้และหาวิธีรอดเมื่อภัยมา โดยเฉพาะในทุกวันนี้ที่ภัยมาในทุกรูปแบบ และมาแบบไม่บอกไม่กล่าว บ่อยขึ้นเรื่อยๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ

 

ต้นไม้ในที่ครอบแก้ว งานอดิเรกทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2559 เวลา 18:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423091

ต้นไม้ในที่ครอบแก้ว งานอดิเรกทำเงิน

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

การจัดสวนเทอร์ราเรียม (Terrarium) คือ โลกสีเขียวใบเล็กที่ถูกบรรจงสร้างจากจินตนาการของมนุษย์ ให้ออกมาเป็นสวนในครอบแก้วที่สวยงาม หากดูแลดีๆ หมั่นลดน้ำสวนขวดนี้ก็จะสามารถอยู่ได้นานถึง 50 ปีทีเดียว นี่คืองานอดิเรกที่ ฐานวัฒน์ สุวินัย พฤษเบ็ญจะ วัย 47 ปี เจ้าของธุรกิจร้านอาหารแต่มีฝีมือและงานอดิเรกคือชื่นชอบการจัดสวนเทอร์ราเรียมมาก นอกจากจัดสวนประดับที่ร้านเดอะ แฮมเลต คาเฟ่ ควิซีน แอนด์ การ์เด้น (The Hamlet Cafe Cuisine and Garden) ของตัวเองให้สวยงามแล้ว เขายังนำงานอดิเรกนี้เปิดคลาสสอนผู้ที่สนใจในการจัดสวน รวมทั้งรับเป็นวิทยากรสอนผู้สนใจตามงานต่างๆ ด้วย

สำหรับแรงบันดาลใจในการชื่นชอบการจัดเทอร์ราเรียม เริ่มมาจากเขาเป็นคนต่างจังหวัดที่บ้านมักมีพื้นที่เยอะ เต็มไปด้วยต้นไม้ แล้วเขาก็ชื่นชอบต้นไม้ แต่พอมาอยู่ในกรุงเทพฯ มีโอกาสได้ไปเรียนจัดสวนอย่างจริงจังตอนอายุ 26 ปี จึงมีความรู้พื้นฐานเรื่องการจัดสวน ประกอบกับชอบเปิดหนังสือเรื่องการจัดสวนและเก็บสะสมไอเดียมาเรื่อยๆ เมื่อมีโอกาสและเวลาที่อำนวยเขาจึงเริ่มจำลองสวนเล็กๆ ขึ้นในขวดโหลแก้วอย่างจริงจัง ซึ่งเสน่ห์ของการจัดเทอร์ราเรียม ฐานวัฒน์บอกว่าอยู่ตรงที่เป็นสวนขนาดเล็กเหมาะกับคนกรุงเทพฯ ซึ่งมีพื้นที่อยู่อาศัยจำกัด อีกทั้งเราสามารถเลือกวัสดุอย่างอื่นมาทดแทนได้ หรือของเก่าที่มีอยู่ในบ้าน เพราะไอเดียในการจัดสวนไม่มีอะไรที่ตายตัว ขึ้นอยู่ที่เราจะสร้างสรรค์ออกมาในรูปแบบใด การจัดสวนจึงใช้จินตนาการล้วนๆ

 

“คนส่วนใหญ่มักจะไม่เอาต้นไม้มาไว้ในบ้าน เพราะกลัวในเรื่องของการดูแล ปัจจุบันหลายๆ คนจึงหันมาปลูกต้นไม้ในขวด ในโหลแก้ว หรือที่เรียกว่าแทน ด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัด และสามารถนำมาเป็นของขวัญหรือของตกแต่งบ้านได้ เทอร์ราเรียมเป็นการจัดสวนที่ต้องใช้จินตนาการสูง ภายในนั้นก็จะมีฝนตก มีการสังเคราะห์แสง แล้วกลายเป็นไอ ลอยละล่องขึ้นไปแล้วหยดลงมา ซึ่งเป็นวัฏจักรของธรรมชาติอย่างแท้จริง ต้นไม้ที่เรานำมาจัดจะมีรูปทรงที่แตกต่างจากการจัดสวน จะมีขนาดเล็ก และข้อจำกัดของ All Categories สภาพแวดล้อม ผมจะเป็นคนที่ชอบคิดค้นอะไรใหม่ นำวัสดุอื่นมาใช้แทนซึ่งเป็นวัสดุอื่นที่ดูไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติมาก เช่น ก้อนหิน เปลือกหอย บ้านดินเผา ประภาคาร ทำตามจินตนาการที่เราคิดไว้”

เสน่ห์อีกอย่างของสวนชนิดนี้คือ การเติบโตของพืชในข้อจำกัด ทำให้เห็นลักษณะการเติบโตใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นในต้นไม้ปกติทั่วไป เช่น เคยเห็นเฟิร์นนาคราชรูปทรงปกติ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในที่ครอบแก้ว เฟิร์นนาคราชกลับเป็นอีกรูปทรงหนึ่งทั้งโตช้า มีรูปทรงและใบเปลี่ยน หรือเปลี่ยนสี เนื่องจากในที่ครอบแก้วมีความชื้นสูง เฟิร์นจึงเลื้อยเต็มขวดบดบังสายตา กลับทำให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น และเมื่อตายยุบตัวลงก็จะโตขึ้นมาใหม่ได้เอง ซึ่งพืชที่นำมาจัดในเทอร์ราเรียมส่วนใหญ่มาจากทวีปเอเชีย เป็นไม้ต้องการความชื้นสูง เช่น มอส เฟิร์น ซาราซีเนีย เป็นต้น

สวนเทอร์ราเรียมหากดูแลรักษาดีๆ จะอยู่ได้นานถึง 50 ปีทีเดียว

“ต้นไม้ส่วนใหญ่เราปลูกในบ้านแล้วตายเพราะขาดความชื้น แต่เทอร์ราเรียมคือการเก็บความชื้นไว้ในครอบแก้ว จึงไม่ต้องรดน้ำบ่อยแค่อาทิตย์ครั้งหรือสองครั้งก็พอ การจัดสวนเป็นงานอดิเรกที่ผมทำตั้งแต่หนุ่มๆ ผมชอบคิดไม่เหมือนชาวบ้าน คิดซ้ำเรื่องแต่ไม่ซ้ำแบบ การจัดสวนทำให้ผมเรียนรู้มากมาย เพราะมันมีหลากหลายวิธีในการแก้ไขปัญหา เทอร์ราเรียมช่วยเรื่องการแจงรายะเอียด ผมชอบคอนโทรลให้สวนเล็กๆ ของผมไปในทิศทางที่เหมาะสม”

ทิปส์การจัดเทอร์ราเรียม

1.เทอร์ราเรียมเป็นเรื่องของงานศิลปะ ไม่ใช่การปลูกต้นไม้เพื่อการดำรงชีวิตของต้นไม้ อารมณ์ของเทอร์ราเรียมจึงออกมาดูหรูหรา ไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เหมาะมากกับคนไม่มีเวลาดูแลแต่อยากปลูกต้นไม้ แต่ขอให้ตั้งเขาไว้ในที่ที่มีแสงรำไร ฉีดน้ำเลี้ยงอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง/อาทิตย์

2.ต้นไม้ที่เหมาะกับนำมาปลูกในครอบแก้ว ได้แก่ พืชร้อนชื้น เช่น เฟิร์น มอส บีโกเนียคือไม้ในร่ม ไผ่ฟิลิปปินส์ บอนสี นอกจากนี้ยังควรเตรียมอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ก้อนหิน ที่ครอบแก้วสามารถซื้อได้ที่ตลาดนัดจตุจักรโซนต้นไม้ หรือตลาดย่านเสาชิงช้า ที่ครอบแก้วตกราคาไม่ถึง 100 บาทไปจนถึง 4,000 5,000 บาท

3.เทคนิคในการออกแบบเทอร์ราเรียม คือ ออกแบบสวนให้จำลองใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เช่น การจัดบาลานซ์ของภูเขา ต้นไม้ควรจัดขนาดไหนให้เหมาะสมใกล้เคียงกับความจริง ตลอดจนทิศทางการจัดวางของต้นไม้ ออกแบบแสง ต้นไม้ต้นหนึ่งที่เราปลูกควรหันไปไหน หันกี่องศา ในธรรมชาติจริงต้นไม้ต้นนี้ควรอยู่อย่างไร บางต้นทำให้ล้มเพื่อให้เขาเลื้อย จะช่วยทำให้สวนของเราดูเป็นธรรมชาติมากๆ
4.วิธีหาไอเดียในการออกแบบ ฐานวัฒน์แนะว่าให้ดูหนังสือออกแบบตกแต่งสวนเยอะๆ และลองนำจินตนาการและความชื่นชอบของนักจัดสวนแต่ละคนมาใช้ เช่น ลองนำงานประติมากรรมหรือดึงกระแสสังคมเสียดสีสังคมมาใช้ เช่น ตุ๊กตาลูกเทพนำมาเป็นไอเดียได้ เรียกว่าทุกอย่างที่อยู่รอบตัวสามารถจัดเป็นเทอร์ ราเรียมออกมาได้หมด เช่น ความทุกข์ ความเศร้า ความนิ่ง เป็นต้น

5.แต่ก่อนลงมือจัดสวน ต้องคิดก่อนลงมือ ให้คิดก่อนว่าเราจะเอาแบบไหน เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เทอร์ราเรียมจัดง่ายกว่าสวนขวดเยอะมาก เพราะสวนขวดต้องใช้ความอดทนเพราะปากขวดมีขนาดเล็กแคบกว่าถาดหรือจานรอง

6.การจัดมี 2 วิธี คือ แนวดิ่ง เช่น ภูเขา แนวราบ เช่น ต้นไม้ น้ำขังเป็นป่าชายเลน การให้น้ำก็สร้างอารมณ์และบรรยากาศได้ แต่ระวังอย่าฉีดน้ำมากจะกลายเป็นไอ แต่ทุ่งหญ้าฉีดน้ำได้ตลอดเพราะน้ำเจิ่งได้ จะช่วยดูเป็นธรรมชาติ ยิ่งขึ้น

 

ใช้ขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย (ถ้า) เลือกได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2559 เวลา 11:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422938

ใช้ขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย (ถ้า) เลือกได้!

โดย…กองทรัพย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เพียงต้นปีข้อมูลรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนนสะสมปี 2559 จากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน พบว่า ในช่วง 3 เดือนของปีแรกมีผู้เสียชีวิต 2,517 ราย บาดเจ็บ 1.66 แสนราย ขณะที่สำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก ระบุว่า ในปี 2559 มีรถตู้โดยสารไม่เกิน 15 ที่นั่ง เกิดอุบัติเหตุแล้ว 178 ครั้ง และจากสถิติขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุของประเทศไทย ถูกจัดอันดับให้เป็นที่ 6 ของโลกเลยทีเดียว ทั้งนี้การเกิดอุบัติเหตุคนส่วนใหญ่มักมองเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่มักจะมองข้ามการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่โดยสารระบบขนส่งสาธารณะ ที่ล่าสุดตระหนกกับเหตุการณ์เรือโดยสารระเบิดมาแล้ว

เราจึงทำการรวบรวมเทคนิคที่มากกว่าการวัดดวงแต่ละหนมาแนะนำ สำหรับผู้ที่ต้องใช้บริการของขนส่งสาธารณะในรูปแบบต่างๆ อย่างน้อยก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นั่งเรือโดยสารให้ปลอดภัย

ผู้โดยสารทางเรือจะต้องไม่กลัวเปียก ไม่กลัวแดด เพราะการขยับตัวเพื่อหลบฝอยน้ำหรือเปลี่ยนที่นั่งบ่อยๆ เพื่อหลบแดดจะทำให้เรือเสียการทรงตัว คำแนะนำจากกรมเจ้าท่าสำหรับผู้ใช้บริการเรือโดยสารสาธารณะ ดังนี้

การรอเรือให้อยู่บนฝั่งหรือท่า อย่ายืนคอยบนโป๊ะ เนื่องจากโป๊ะรับน้ำหนักได้จำกัด หากลงไปยืนคอยบนโป๊ะมากๆ อาจทำให้โป๊ะพลิกคว่ำเพราะรับน้ำหนักมากเกินไป ส่วนการขึ้นหรือลงเรือ ต้องรอให้จอดเทียบท่าเรียบร้อยเสียก่อน อย่าแย่งกันลงเรือ หากเห็นว่ามีผู้โดยสารในเรือเต็มแล้วให้คอยไปเรือลำถัดไป ส่วนการเลือกที่นั่งภายในเรือ ไม่เหมือนกับรถโดยสารทั่วไป เพราะต้องคำนึงถึงการทรงตัวของเรือเป็นสำคัญ ให้กระจายกันนั่งเพื่อความสมดุล ส่วนการขึ้นจากเรือต้องรอให้เรือเทียบท่าสนิทแล้วทยอยขึ้น ไม่ลุกพร้อมกันเพราะจะทำให้เรือเสียสมดุล เรืออาจจะพลิกคว่ำได้

หากเรือล่มจะทำอย่างไร? กรณีที่ว่ายน้ำไม่เป็นขณะอยู่ในเรือต้องมองหาจุดของเสื้อชูชีพ เมื่อเกิดเหตุแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือตั้งสติ อย่าตกใจจนเกินไป เมื่อได้ชูชีพแล้วพยายามพาตัวเองให้ออกห่างจากเรือให้มากที่สุด และต้องระวังใบจักรเรือที่ยังทำงานอยู่ หากว่ายน้ำเป็นและไม่มีชูชีพให้หาสิ่งของที่ลอยน้ำได้เกาะเพื่อพยุงตัวในน้ำให้ได้นานที่สุดและรอการช่วยเหลือ

เทคนิคการเลือกที่นั่งบนรถตู้

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแนะนำให้เลือกโดยสารรถตู้ป้ายทะเบียนสีเหลือง ไม่ขึ้นรถที่ดัดแปลงเพิ่มเติมที่นั่ง หรือติดฟิล์มกรองแสงเข้มเกินไป ไม่ขึ้นหรือลงนอกป้ายและจุดจอดเพราะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอื่นหรืออันตรายจากมิจฉาชีพ ต้องลงจากรถทุกครั้งที่ที่รถเติมเชื้อเพลิงพร้อมทั้งwงดใช้โทรศัพท์เพราะอาจก่อให้เกิดประกายไฟและแรงดันก๊าซที่เสี่ยงระเบิดได้

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุการเลือกที่นั่งปลอดภัยในรถตู้ว่า ให้เลือกนั่งบริเวณตอนกลาง หรือด้านขวาของรถซึ่งเป็นฝั่งเดียวกับคนขับ หากเลี่ยงได้ให้นั่งห่างจากประตูรถเพราะเป็นส่วนที่เปราะบางที่สุด หากเกิดอุบัติเหตุรุนแรงประตูอาจยุบตัวเข้ามาจนผู้โดยสารถูกอัดติดอยู่ในรถหรือเปิดออกจนคนเหวี่ยงออกนอกรถ แต่หากจำเป็นต้องนั่งเบาะริมติดประตูรถ ให้ล็อกประตูทุกครั้ง จะช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น

ทุกครั้งที่เดินทางต้องไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัยที่จะช่วยยึดลำตัวไม่ให้กระแทกกับอุปกรณ์อื่นๆ ในรถ รวมถึงป้องกันตัวเองกระเด็นออกจากตัวรถเมื่อประสบอุบัติเหตุ หากมีเหตุฉุกเฉินให้โน้มศีรษะไปด้านหน้า เก็บศอกให้ชิดลำตัวมากที่สุด ป้องกันศีรษะและลำคอจากแรงกระแทก ช่วยลดอาการบาดเจ็บและอัตราการเสียชีวิตได้ สิ่งสำคัญต้องมีสติทุกครั้งและหมั่นสังเกตพฤติกรรมของคนขับ อย่าทนนั่งรถตู้ที่ขับรถเร็วน่าหวาดเสียว คนขับหลับใน สภาพรถทรุดโทรม บริการไม่สุภาพ ให้โทรแจ้งสายด่วน 1584 ตำรวจทางหลวง 1193 สายด่วนตำรวจ 191

เมื่อต้องนั่งแท็กซี่

นอกจากรถ ขสมก.ไม่เข้าป้ายแล้ว อีกหนึ่งการเดินทางที่ต้องวัดดวงไม่แพ้กัน นั่นคือการโดยสารรถแท็กซี่ที่เสี่ยงไม่แพ้กัน มาดูวิธีเอาตัวรอดบนรถแท็กซี่กันดีกว่า ก่อนขึ้นรถต้องตรวจเช็กว่าแท็กซี่มีการติดป้ายทะเบียนขนส่งถูกต้องหรือไม่ สังเกตยี่ห้อ สีรถ และเลขระบุข้างรถว่าตรงกับป้ายทะเบียนหรือไม่ เมื่อขึ้นรถแล้วต้องจดเลขสติ๊กเกอร์ป้ายทะเบียนรถที่ติดไว้ข้างประตู รวมถึงดูใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ที่ติดไว้ด้านหน้ารถ แล้วถ่ายภาพป้ายทะเบียนรถส่งให้กับคนใกล้ชิด หรืออาจโทรศัพท์บอกข้อมูลของรถและคนขับ และควรเลือกที่นั่งด้านหลังคนขับเพื่อไม่ให้คนขับเอี้ยวตัวมาได้ง่าย

ข้อสำคัญ คืออย่าสนทนาเรื่องส่วนตัวกับคนขับรถ หากคนขับแท็กซี่ชวนคุย ควรคุยเฉพาะเรื่องเส้นทางเท่านั้น ไม่ควรคุยเรื่องส่วนตัว เพราะจะเป็นการนำไปสู่การคุยเรื่องทะลึ่งลามกได้ ตั้งสติไว้ตลอดเวลา อย่าเผลอหลับระหว่างทาง แล้วขณะที่นั่งบนรถควรสังเกตอะไรบ้าง หนึ่งคือเส้นทางที่ผ่าน เช่น ป้ายบอกชื่อถนน ชื่อซอย สถานที่สำคัญ และพฤติกรรมคนขับ หากพบว่าคนขับปรับกระจกเพื่อมองระดับหน้าอกหรือหน้าขาของผู้โดยสารให้ระวังตัวไว้ทันที ควรหาที่ปลอดภัยที่มีแสงสว่างมีคนเยอะๆ ลงจากรถเพื่อขอความช่วยเหลือ

เหินฟ้าอย่างปลอดภัย

นิตยสารป๊อปปูลาร์ เมคานิกส์ (The Popular Mechanics) เคยวิเคราะห์ทางสถิติอย่างละเอียด โดยนำข้อมูลอุบัติเหตุของเครื่องบินในสหรัฐ จำนวน 20 ครั้ง ที่มีทั้งผู้รอดชีวิตและเสียชีวิต จากสำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งสหรัฐ (NTSB) ตั้งแต่ปี 2514-2550 พร้อมทั้งข้อมูลแผนผังที่นั่งของผู้โดยสาร มาวิเคราะห์สรุปได้ว่า “ที่นั่งบนเครื่องบินด้านท้ายปลอดภัยที่สุด” เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นส่วนที่มีโอกาสได้รับการกระทบกระเทือนน้อยที่สุด ด้วยเหตุผลดังกล่าว กล่องดำที่ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลการบิน มักนิยมติดตั้งไว้ที่ส่วนท้ายเครื่องบิน

เมื่อคำนวณตามอัตราการรอดชีวิตแล้ว ผลวิเคราะห์แจกแจงออกมาว่า หากเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่นั่งเคบินท้ายมีอัตราการรอดชีวิตถึง 69% ส่วนปีกโอกาสรอด 56% เท่ากับส่วนหน้าปีก และเคบินด้านหน้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ อัตราการรอดหากเกิดอุบัติเหตุมีเพียง 49% อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะนั่งตรงไหนของเครื่องบิน จะปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อรัดเข็มขัดนิรภัย ตั้งใจฟังคำแนะนำของลูกเรือในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวเอง มีสติ ช่างสังเกต และไม่ประมาท เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

เทคนิคการหาที่นั่งบนรถเมล์

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ช่วงปี 2557-2558 ผู้ใช้บริการรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีมากกว่า 3 แสนคน/วัน มากกว่าครึ่งเลือกใช้บริการเพราะราคาถูกและได้รับความสะดวกเป็นหลัก แต่ให้ความสนใจด้านความปลอดภัยน้อย เพราะคิดว่าไม่มีทางเลือกมากนัก ดังนั้นสิ่งที่ทีดีอาร์ไอแนะนำเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร คือตั้งระบบการประเมินคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ โดยมาตรการและการกำหนดบทลงโทษให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม ระบบประเมินเป็นเครื่องมือที่สามารถทำได้ทันที เพื่อจับตาดูผู้ประกอบการไม่ให้ทำผิดระเบียบ และนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการบริการ

ในระหว่างทางที่รอกฎหมายที่เป็นรูปเป็นร่าง ผู้บริโภคอย่างเราก็ต้องเอาตัวรอดรอกันไปก่อน การจะได้ที่นั่งบนรถเมล์จำเป็นต้องใช้ศิลปะเล็กน้อย ซึ่งถ้าเราเชี่ยวชาญและรู้ธรรมชาติของรถเมล์สายที่เราจะขึ้นก็จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์การขึ้นรถเมล์ก่อนคนอื่นได้ เช่น ถ้าหากรอสาย ขสมก. ต้องรอป้าย Bus Stop พอดีเพราะรถจะจอดตรงป้าย แต่ถ้าเรารอรถร่วมบริการ ต้องรอที่ต้นป้ายก่อนถึง Bus Stop

 

เมื่อเราเบียดเสียดขึ้นรถได้แล้ว อันดับต่อไปคือการหาที่นั่ง เทคนิคหนึ่งในกรณีที่ออกไปทำงาน หรือไปเรียนหนังสือในเวลาที่ใกล้เคียงกันทุกวัน จะทำให้คุณคุ้นหน้าเพื่อนร่วมทาง ไม่ว่าจะเป็นที่ป้ายรถเมล์ หรือบนรถเมล์ จึงควรสังเกตให้ดีว่าเขาลงรถที่ใด ถ้าเขาลงก่อนให้เข้าไปยืนใกล้เขาไว้ เมื่อเขาลงที่ป้ายประจำเราก็จะเพิ่มโอกาสการได้ที่นั่งสูง

สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ คือ ความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คำนึงถึงสวัสดิภาพของผู้ใช้ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะเดียวกันรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจริงใจในการแก้ปัญหา ใช้อำนาจที่มีในการตรวจสอบติดตามผล เมื่อการขนส่งสาธารณะปลอดภัย ก็จะ Win-Win ทุกฝ่าย ผู้ประกอบการมีรายได้ ประชาชนได้รับความสะดวก และส่งผลไปถึงการลดความสูญเสียได้อีกด้วย