น้ำเพื่ออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422733

น้ำเพื่ออนาคต

โดย…พริบพันดาว ภาพ…รอยเตอร์ส, เอพี

แต่ละปีจะมีประชากรโลกราว 2 ล้านคน เสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด และประชากรโลกอีกไม่น้อยกว่า 2,400 ล้านคนทั่วโลก ขาดการสุขาภิบาลน้ำที่ดี หรือขาดแคลนน้ำเพื่อบริโภคอุปโภคที่เพียงพอแก่ความจำเป็น ปัญหาความขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการบริโภคอุปโภคของประชากรโลก จึงเป็นปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมโลกได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และถือว่าเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตของมนุษยชาติแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21

ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยก็เข้าสู่ภาวะภัยแล้งอย่างจริงจังมาเรื่อยๆ และทวีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤตในปีนี้ จากปรากฏการณ์เอลนินโญที่นำความแห้งแล้งที่ผิดปกติและยาวนานมาสมทบ ทำให้คนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของน้ำเพิ่มขึ้น

ในวันน้ำโลก อนาคตของประเทศไทยกับแผนยุทธศาสตร์น้ำจะเดินหน้าไปในทิศทางใด?

น้ำที่ดีกว่า งานที่ดีกว่า

องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ได้ให้คำขวัญเกี่ยวกับวันน้ำโลก 2016 หรือปี 2559 นี้ว่า “น้ำที่ดีกว่า งานที่ดีกว่า” (Better water, better jobs) รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าสถานการณ์น้ำโลกในกรอบใหญ่ก็เป็นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งหลายๆ ประเทศก็ไปลงนามความตกลงใหม่ Paris Agreement ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือการประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือน ก.ย. 2558 ที่ผ่านมา รวมถึงประเทศไทยด้วย

“น้ำก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทุกคนต้องมีสิทธิเข้าถึงน้ำ รวมทั้งดูแลในเรื่องสุขาภิบาล ทุกครัวเรือนต้องมีสุขอนามัยและมีน้ำใช้อย่างเท่าเทียมกัน นี่คือกรอบใหญ่ของโลก การพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ตอนนี้พูดถึง “น้ำกับการมีงานทำ” ซึ่งเป็นวาระหรือประเด็นของวันน้ำโลกในปีนี้ เหตุผลก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจของทั้งโลกตอนนี้ไม่ค่อยดี โดยหลักการก็คือต้องฟื้นฟูให้เกิดอาชีพการงาน ข้อมูลที่สรุปออกมา ประชากรประมาณ 1,500 ล้านคน ในโลกนี้จะทำงานที่เกี่ยวกับน้ำ เช่น พวกที่ทำงานกับเขื่อน การประปา อีกส่วนหนึ่งก็คือคนที่นำน้ำไปประกอบอาชีพ สองส่วนนี้ถ้าหากเราพัฒนาหรือดูแลน้ำไม่ดีพอจะได้รับผลกระทบทันที เพราะฉะนั้นเขาก็เลยตั้งเรื่องน้ำกับการมีอาชีพเป็นธีมวันน้ำโลกในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้ยั่งยืน”

สำหรับในเมืองไทย รศ.ดร.สุจริต บอกว่า เรื่องประเด็นของทรัพยากรน้ำก็ต้องพูดเรื่องยุทธศาสตร์น้ำ ตอนนี้ประเทศไทยกำลังจะทำยุทธศาสตร์ 20 ปี ต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์น้ำเดิมที่ทำมา 12 ปี

“ต้องนำจับมาโยงกันให้ได้ ยุทธศาสตร์ 20 ปี กับการบริหารจัดการน้ำ เราจะไปในทิศทางไหน โดยเฉพาะเรื่องน้ำจะทำอย่างไร การลงทุนในระบบการบริหารจัดการน้ำ 9 แสนล้านบาท ถ้ามีบริบทใหม่เข้ามาต้องมีการปรับให้เข้ากับโลกและสังคมไทยในแต่ละพื้นที่ด้วย นี่คือโจทย์ข้อแรก ส่วนโจทย์ข้อที่ 2 การทำงานระดับชาติในการบริหารจัดการน้ำจะมาเชื่อมต่อกับระดับชุมชนอย่างไร เรากำลังอิงกับโลก แต่จริงๆ แล้วชุมชนก็ต้องอิงกับเราด้วย ความสอดคล้องตรงนี้เป็นสิ่งที่จะต้องระดมสมองกันเพื่อให้ก้าวไปข้างหน้า

ทุกสิ่งก็เป็นไปตามเวลา ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตประชากรกว่า 40% ขึ้นไปจะมาอยู่ในเมือง ความเป็นเมืองจะเพิ่มสูงขึ้น รศ.ดร.สุจริต ชี้อนาคตว่า จากวิถีชีวิตแบบเมืองก็ต้องกลับมาจัดการบริหารน้ำสำหรับคนเมืองในบริบทใหม่

คนก็มากระจุกตัวอยู่ในเมืองก็ต้องหารูปแบบของโอ่งสมัยใหม่ที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ในเมืองแทน แหล่งกักเก็บน้ำในเมืองก็ต้องนำมาใช้ประโยชน์ให้เมือง สำหรับโอ่งในเมือง หมายความว่าพอปลายฝน น้ำในบึงต่างๆ เหล่านี้ในเมืองต้องเต็มหมด ถ้าน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอ คนเมืองก็จะพึ่งตัวเองได้มากขึ้น รูปแบบการจัดการน้ำทั้งของชุมชนและประเทศต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งถึงจุดนี้ก็บ่งบอกแล้วว่ามีเขื่อนก็ใช่ว่าจะมีน้ำ ต้องมีการจัดการให้พึ่งตัวเองให้ได้ แต่ละพื้นที่ก็ต้องมาหาเปอร์เซ็นต์ในการพึ่งพาน้ำด้วยตัวเอง การเชื่อมโยงระดับประเทศ จังหวัด ชุมชน จะเป็นประเด็นสำคัญ”

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ต้องออกแบบเรื่องน้ำให้เหมาะสมกับอนาคต ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างรอบคอบ นั่นคือทางออกของความมั่นคงทางน้ำ โดยที่ รศ.ดร.สุจริต ฝากไปถึงรัฐบาลที่ต้องยอมรับว่ามีเงื่อนไขนี้เกิดขึ้น

“เพราะโดยมากผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องมักยึดติดกับโครงการที่ทำอยู่แล้ว ทุกส่วนต้องมามองอนาคตและหาทางออกเรื่องน้ำร่วมกัน อย่างไรเราก็ยังยึดอยู่กับการพัฒนาน้ำอย่างยั่งยืน แต่ตั้งแต่ปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่ และปีนี้ที่แล้งจัด ทุกอย่างได้บอกเราแล้วว่าธรรมชาติได้เตือนเราแล้วบางอย่าง ซึ่งต้องจัดระบบที่เรียกว่าเกราะกำบังให้เดินสู่อนาคตได้ ซึ่งต้องมาร่วมคิดกันถึงแผนยุทธศาสตร์น้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า”

การบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน

ในปี 2559 สถานการณ์ภัยแล้งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด จากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนินโญในปีนี้ ทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลดน้อยลงกว่าปีที่แล้วถึง 40% ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ บอกว่า ข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ น้ำในเขื่อนก็ลดลงกว่าทุกปี ซึ่งกระทบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา แล้วปีนี้ก็ลดลงกว่าทุกปี เมื่อมาบวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกที่เรียกว่าเอลนินโญด้วย ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำก็ทวีความรุนแรงขึ้น

“มองในแง่เชิงรุกก็จะเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐพยายามที่จะรักษาระดับการจัดการโดยยังเอาน้ำโดยรวมเป็นตัวตั้ง ซึ่งการเฉลี่ยน้ำจะมีปัญหาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางของประเทศประมาณ 22 จังหวัด ส่วนในภาคอื่นๆ ไม่ค่อยมีปัญหาโดยภาพรวม สถานการณ์อื่นๆ ในเรื่องของน้ำก็คือในช่วงฝนตกของปีที่ผ่านมา ไม่ได้ตกเหนือเขื่อนหรืออ่างที่เก็บกักน้ำ และสถานการณ์นี้ก็เกี่ยวเนื่องกับนโยบายการปล่อยน้ำตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาแล้ว

พอมาดูแผนการจัดการของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรมน้ำ กรมชลประทาน ก็ยังยึดถือแนวทางการจัดการน้ำแบบก่อสร้างเช่นเดิม อย่างก่อสร้าง ขุดลอก และฟื้นฟูแหล่งน้ำ ซึ่งวิธีการจัดการน้ำแบบนี้เราจัดการมาแล้ว 50-60 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเป็นการจัดหาน้ำและมองไปจากระดับนโยบาย ถึงแม้วันนี้จะมีกรรมการลุ่มน้ำ มีกรรมการจัดการน้ำแบบอื่น แต่พอเกิดวิกฤตน้ำ กรอบคิดแนวคิดการบริหารจัดการก็ยังเป็นการรวมศูนย์จากศูนย์กลางเหมือนเดิม”

การจัดหาน้ำของราชการไม่ได้ดูระบบนิเวศที่เป็นลุ่มน้ำทั้งลุ่ม หาญณรงค์ วิพากษ์แบบตรงๆ ว่า มีแต่การคิดโครงการขึ้นมาโดดๆ ไม่มีการวางแผนในเรื่องนี้ ถ้ามีก็จะมาจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นระดับกรม

“ก็อยู่แค่บริษัทที่เป็นที่ปรึกษาซึ่งถูกว่าจ้างมาให้วางแผนการจัดการลุ่มน้ำ ไม่ได้เอาข้อมูลจากชาวบ้านหรือการถ่ายทอดข้อมูลเหล่านี้นำไปสู่การวางแผนร่วมกัน การสร้างเขื่อนแต่ไม่ได้สนใจฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ไม่ได้สนใจระบบนิเวศริมน้ำ พอไปเปิดแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปีข้างหน้า กลับกลายเป็นการเอาโครงการต่างๆ มารวมกันเท่านั้นเอง ซึ่งยังเรียกว่ายุทธศาสตร์ไม่ได้ หากยุทธศาสตร์คือการหาเป้าหมายที่ชัดเจน

ถ้ามาดูการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนชัดเจนต้องดูตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงทั้งระบบ หากไม่ทำอย่างนี้ก็จะวนกันอยู่อย่างนี้ พอฤดูฝนก็พูดถึงน้ำท่วม พอฤดูแล้งก็ขาดน้ำ ถ้าไม่อยากให้ปัญหาซ้ำซาก ต้องมองฤดูกาลน้ำ คือฤดูแล้งน้ำขาดทำอย่างไรให้มีน้ำกิน ฤดูฝนน้ำท่วมทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ปัจจุบันพอน้ำท่วมก็ไปขุดลอกให้น้ำไหลไวก็ไม่มีน้ำเก็บยามหน้าแล้ง”

หาญณรงค์ ฟันธงว่า สิ่งที่ต้องทบทวนเรื่องยุทธศาสตร์น้ำ จากการใช้งบไปจำนวนมหาศาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งขุดลอก ทั้งสร้างเขตป้องกันน้ำท่วม ทั้งสร้างฝายขนาดเล็ก ทั้งหมดเป็นการตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนหรือยัง?

“ในมุมมองของผมนั้น ไม่ใช่ เพราะโครงการขุดลอกทำให้น้ำหายไปเร็วขึ้น ทำให้ระบบนิเวศริมน้ำสูญเสีย ซึ่งทำให้น้ำท่วมเร็วขึ้น แต่เราไม่เคยสรุปบทเรียนเหล่านี้ พอขาดน้ำก็ไปขุดสระ ไปขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติให้ลึกขึ้น แต่การที่ลึกขึ้นไม่ได้บอกว่ามีน้ำเพิ่มมากขึ้น แล้วเอาบึงมาปิดทางน้ำเข้าทางน้ำออกที่เคยท่วมตามธรรมชาติ น้ำก็ไม่ท่วมและขังในหนองน้ำนั้นอีก ผมจึงบอกว่าการจัดการแบบนี้ไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศและการบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืน

การจัดการเรื่องน้ำไม่ใช่ไปพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว เรื่องบางเรื่องต้องให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ เช่น สร้างแหล่งน้ำในไร่นาเป็นของตัวเอง และต้องสร้างระบบเก็บน้ำใช้น้ำกินในครัวเรือน ต้องมีการให้มีระบบการจัดน้ำแบบพึ่งพาตัวเองได้และยั่งยืน ถ้าประชาชนอยากมีแหล่งน้ำรัฐต้องช่วยส่งเสริมด้วยส่วนหนึ่ง ประชาชนต้องพึ่งพาตัวเองได้”

การจัดการน้ำในวันนี้  หาญณรงค์ แจกแจงว่าถ้ามองเฉพาะน้ำในเขื่อนใหญ่ ตอนนี้มีเขื่อนเล็กเขื่อนน้อยที่จะมาเก็บกักน้ำตามแม่น้ำสาขาก่อนที่จะลงไปเขื่อนใหญ่ น้ำในระบบเขื่อนใหญ่ตอบโจทย์น้ำเหมือนเมื่อ 50 ปีที่แล้วหรือเปล่า? ต้องมาทบทวนและคิดกันใหม่ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเขามีกฎหมายรองรับที่เรียกว่า พ.ร.บ.จัดการทรัพยากรน้ำ แต่เมืองไทยไม่มี ทั้งที่มีการพยายามนำเสนอกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2532 ปัจจุบันก็ยังไม่คลอดออกมาเลย

“ตอนนี้มีร่าง พ.ร.บ.น้ำ 2 ร่าง คือ ร่างของภาคประชาชน กับร่างของกรมน้ำ ซึ่งมีวิธีคิดต่างกัน ของกรมน้ำให้อำนาจกับภาครัฐ ส่วนภาคประชาชนให้อำนาจกับชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมและมองไปที่ลุ่มน้ำสาขามากขึ้น วันนี้ร่าง 2 ร่างได้รวมกันแล้ว แต่รอเข้าสภาอยู่”

สุดท้าย หาญณรงค์ ยืนยันว่าประเทศไทยต้องมีการบริหารจัดการน้ำแบบผสมผสาน (Integrated Water Resource Management – IWRM) ซึ่งคือกระบวนการในการส&O3242;งเสริมการประสาน การพัฒนาและจัดการน้ำ ดิน และทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข&O3243;อง เพื่อนํามาซึ่งประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู&O3242;ที่ดีของสังคมอย่างทัดเทียมกัน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศที่สําคัญ

“ในวันน้ำโลก ผมคิดว่าในประเทศไทยนั้น อยากให้หน่วยงานและกลไกของรัฐที่กำลังทำงานอยู่ต้องมองการบริหารจัดการน้ำให้ตรงกับข้อเท็จจริง แล้วก็มองระบบนิเวศ มองเรื่องคนจริงๆ ด้วย และอยากให้ใช้หลักบริหารจัดการน้ำที่ทั่วโลกใช้กันคือ ระบบผสมผสาน ไม่ใช่การจัดหาน้ำที่ทำกันอยู่แบบปัจจุบัน ถ้ามองน้ำให้ครบทุกภาคส่วนและทุกปัจจัยและบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับดินน้ำป่า และการใช้ประโยชน์ของประชาชนในแต่ละลุ่มน้ำที่มีความแตกต่างกัน การวางแผนเรื่องน้ำไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันทุกลุ่มน้ำ เพราะมีบริบทการใช้น้ำที่แตกต่างกัน หลักการบริหารจัดการน้ำแบบผสมผสาน ถือว่าเป็นหลักสากลที่จะทำให้หน่วยงานของภาครัฐปรับตัวที่จะทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ด้วย ถ้านำหลักการนี้มาใช้ การบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวในอนาคตต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็จะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้”

 

กรุณาสัมผัส ความรู้สึกยิ่งใหญ่บนด้ายเส้นเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422569

กรุณาสัมผัส ความรู้สึกยิ่งใหญ่บนด้ายเส้นเล็ก

โดย…นกขุนทอง-วนิชชา ตาลสถิตย์  ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

การดูงานศิลปะในบ้านเรายังจำกัดเฉพาะกลุ่ม อย่างในวันเปิดงานนิทรรศการ โดยมากมีแต่เพื่อนพ้องคนในแวดวงมาชื่นชมยินดีกับศิลปิน วันอื่นๆ ก็แทบจะว่างเว้นผู้คน จะหวังขาจรนั้นก็ยากอยู่ หรือหากเป็นผลงานศิลปินมีชื่อก็ยังพอเรียกแขกได้บ้าง ทว่านิทรรศการ กรุณาสัมผัส (Please Touch) ที่กำลังจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทำให้หัวใจเต้นแรง เมื่อเห็นภาพผู้คนแวะเวียนมาชมและสัมผัสงานอย่างเนืองแน่น ไม่เพียงวันเปิดนิทรรศการเท่านั้น

การชมงานศิลปะใช้แค่ตา ความรู้สึก และประสบการณ์ในการร่วมเสพ เพราะแทบทุกชิ้นงาน “ห้ามสัมผัส” แต่สำหรับภาพศิลปะในงานนี้ คุณต้องใช้มือ “สัมผัส” ร่วมไปกับการปลดปล่อยจินตนาการแล้วเปิดใจในการรับรู้ไปตามเส้นสายของด้ายที่ระโยงระยางร้อยพันกันบนกระดานเวลโคร (Easy Tape)

งานศิลปะนี้เป็นผลงานของน้องๆ ผู้พิการทางสายตา จำนวน 20 คน ลบข้อกังขาที่ว่า “คนตาบอดวาดรูปได้ด้วยหรอ” “แค่เขียนยังยากเลย” แต่นี่เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์แล้วว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่พวกเขาทำได้ ไม่เพียงเป็นการท้าทายก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง แต่ยังเปิดโลกทัศน์ให้แก่ผู้ชมที่จะเข้าไปสัมผัสสิ่งที่อยู่ในจิตใจ ในความคิด ในโลกมืดที่พวกเขาสื่อสารออกมาโดยมีเส้นด้ายเป็นสื่อกลาง

ฉัตรชัย อภิบาลพูนผล

คนสร้างเส้น เปิดโลกจินตนาการอันมืดมิด

นิทรรศการกรุณาสัมผัส เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมสอนน้องวาดภาพด้วยอุปกรณ์ “เล่นเส้น”  โดยธนาคารยูโอบี ร่วมกับบริษัท กล่องดินสอ สร้างสรรค์อุปกรณ์เล่นเส้นสำหรับผู้พิการทางสายตา เล่นเส้นใช้หลักการของไหมพรมและแถบหนามเตยในการสร้างภาพนูน ทำให้เด็กสามารถสัมผัสเส้นสายได้ด้วยปลายนิ้วมือในทันทีที่วาด ทำให้เด็กๆ สามารถใช้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ ออกมาเป็นภาพ โดยมีพี่ๆ พนักงานธนาคารยูโอบีเป็นอาสาสมัครแบบตัวต่อตัว ภายใต้คำแนะนำของนักจิตวิทยาด้านศิลปะบำบัด เริ่มต้นตั้งแต่การพูดคุยกับน้องๆ ถึงเรื่องราวที่ต้องการจะสื่อ ไปจนถึงการจรดปากกาเล่นเส้นลงบนบอร์ด เพื่อสร้างสรรค์จินตนาการออกมาเป็นภาพ ให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงโลกที่มองไม่เห็นของพวกเขา

ฉัตรชัย อภิบาลพูนผล เจ้าของแนวคิดสิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์เล่นเส้น เผยว่า

“โครงการนี้เราเริ่มมาได้ประมาณ 3-4 ปีแล้ว อุปกรณ์เล่นเส้นเราทำขึ้นมาเพื่อให้เด็กนำไปใช้ในการเรียน ไม่ว่าจะเป็นวิชาศิลปะ วิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาอื่นๆ ที่มีการวาดรูป เราได้เห็นผลงานของน้องที่มันมหัศจรรย์มากๆ ทั้งๆ ที่เขามองไม่เห็น เพราะเราไม่เคยรู้ว่าโลกแห่งจินตนาการของน้องเป็นแบบไหน ก็เลยเป็นที่มาของการจัดนิทรรศการนี้ขึ้นมา เพื่อให้คนตาบอดและคนตาดีเข้าชมได้เหมือนกัน”

ปีเตอร์ ฟู กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารตระหนักถึงบทบาทสำคัญของศิลปะในสังคม และเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนควรมีช่องทางในการเข้าถึงศิลปะ จึงทำโครงการกรุณาสัมผัส โดยมีจุดมุ่งหมายเพิ่มโอกาสเข้าถึงศิลปะของเด็กพิการทางสายตา ตั้งเป้าหมายในการช่วยเด็กพิการทางสายตาที่มีอายุ 6-15 ปี กว่า 100 คน และยังให้โอกาสพนักงานได้เข้าร่วมกิจกรรมอาสาและตอบแทนสังคม ซึ่งตอนนี้มีพนักงานกว่า 100 คน ได้ลงชื่อเพื่อร่วมกิจกรรมอาสา ซึ่งมีการดำเนินงานในโรงเรียนสำหรับเด็กพิการทางสายตาที่กรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นในภาคกลาง

นอกจากมีอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์งานของน้องๆ แล้ว ยังมีพี่จิตอาสาที่คอยช่วยน้องๆ คุยเพื่อให้น้องๆ รู้สึกผ่อนคลาย เปิดความมั่นใจที่จะลงมือวาดรูป เพราะแทบทุกคนล้วนเกิดความกังวล หวาดกลัวที่จะวาดรูป กลัวทำออกมาไม่สวย กลัวทำผิด ผม/หนูทำไม่ได้หรอก สิ่งเหล่านี้เป็นประโยคซ้ำๆ ที่พี่จิตอาสาได้ยิน งานนี้จึงต้องมีนักศิลปะบำบัดเข้ามาช่วย ครูทราย-พรไพลิน ตันเจริญ เป็นผู้ที่ค่อยๆ คลายปมปัญหาเหล่านี้ออกจากจิตใจน้องๆ ซึ่งมันเกาะแน่นมานาน

“ต้องบอกก่อนว่า ศิลปะกับศิลปะบำบัดไม่เหมือนกัน เราเน้นที่ตัวผู้วาดสำคัญ คือการใช้เส้นของผู้วาดมันสามารถบอกได้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน ศาสตร์นี้ถือว่าใหม่มากในเมืองไทย การเล่นเส้นคือการตระหนักรู้ ถ้าคนตาดีเขาจะรู้ว่าขอบเขตมันอยู่ตรงไหน แต่เด็กตาบอดเขาไม่รู้ว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน ความตระหนักรู้สำคัญมากเลยสำหรับเด็ก ทำให้เรารู้ว่าเขาควรเริ่มตรงไหนและลงตรงไหน และเด็กตาบอดเขาจะเป็นเด็กที่ประเมินตัวเองต่ำกว่าเด็กตาดี เราก็ต้องคอยให้กำลังใจเขาด้วยการชม มีเด็กที่เขาไม่ค่อยกล้า คือกระดานใหญ่มาก แต่เขาวาดเล็กๆ แค่มุมกระดาน เด็กลักษณะนี้เขาจะเกร็งแล้วเขาจะกลั้นหายใจ เราก็ให้เขาหายใจเข้าเต็มปอดเลย อกผายไหล่ผึ่ง เมื่อหายใจเข้าเต็มปอดเขาก็จะเกิดภาพขึ้นมาทันทีเลย หรือมีเด็กที่ไม่รู้ว่าจะวาดอะไร ทรายก็เข้าไปชวนคุย วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง กินข้าวกับอะไร เขาก็บอกว่าวันนี้กินโจ๊กไก่มาค่ะพี่ แล้วเขาก็วาดโจ๊กไก่ในลักษณะท็อปวิว คือมองจากด้านบนลงด้านล่าง แล้วมีน้องคนหนึ่งที่เขาอยากรู้ว่าชื่อเขาเขียนอย่างไร ทรายก็สอนเกี่ยวกับวิธีการวาดสระและอักษรต้องเขียนแบบไหน ลากเส้นไปยังไง เมื่อเขาเขียนชื่อได้มันสร้างบางอย่างในใจเขา เขารู้สึกว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งในโลกของคุณแล้วนะ

“การทำงานนี้ทรายประทับใจทุกอย่างมาก เพราะมันเป็นการก้าวข้ามผ่านอะไรบางอย่างทั้งตัวเขาและตัวเรา ตอนแรกทรายทำการบ้านหนักมาก เพราะเขามองไม่เห็น เขาจะวาดรูปได้อย่างไร พอไปเจอผลงานของเขาเราต้องคิดใหม่ทันที จากประสบการณ์วาดรูปกับเด็กมาหลายร้อยคน พูดได้ว่าเด็กวาดรูปเหมือนกันทั้งโลก แล้วเด็กที่มีปัญหาทางด้านสายตาสามารถวาดรูปได้เหมือนเด็กที่มองเห็นปกติเลย ปากกาไหมพรมสามารถทำให้เขาได้มีโอกาสวาดภาพในจิตใจของเขาออกมาให้คนอื่นได้เห็น”

เชื่อมโลกที่ ‘มองไม่เห็น’ กับ คนตาดี

ภายในนิทรรศการมีผลงานของน้อง 20 ภาพ และอีก 12 ภาพ ของศิลปินชั้นครูและนักวาดการ์ตูนรุ่นใหม่ ในส่วน “Grow in the Dark” ภาพที่สร้างสรรค์โดยศิลปินตัวน้อย น้องมิค-กิติพัทธ์ พิศวง น้องลูกปลา น้องวัฒน์-ชัยวัฒน์ ปันอ่วม น้องแก๊บ-นัทพงศ์ สุขสวัสดิ์  น้องฟ้า-สุภาวิดา ขำอิน น้องยา-ไชยา มะหะรัมย์ น้องชม สอนสำโรง น้องดรีม-สิรภพ เรียบสำเร็จ น้องบาส-นัทพล ทั้งโครต น้องกิล-ภารดี คำสุขุม น้องอบเชย-จิรวัฒน์ บุญเพิ่ม น้องนิ่ม-ณัฐฐาอัยย์ นพพิบูลย์ น้องพลอย-อภิสรา ขันทองดี น้องเอโซ น้องนุ๊ก-อดิศักดิ์ คำหวาน น้องแบงค์-เกรียงไกร ไร่รามัน น้องต้นตาล-รณยุทธ์ ลอนกลาง น้องบิ๊ก-
ธีระพงษ์ กันนิยม น้องตี๋-สันติภาพ อยู่รอด และน้องเตย-วาสนา เต็มมูล

นำเสนอในคอนเซ็ปต์ การเติบโตของพวกเขา เช่น “How you grow up?” บอกเล่าถึงชีวิตที่เติบโตในแบบของเขา “How you feel in the dark?” บรรยายความรู้สึกในโลกที่มองไม่เห็น ทั้งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตหรือความหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่เคยเห็น และ “What make you feel happy?” ที่บอกเล่าเรื่องราวที่มีความสุขของเขา

ผลงานของ 12 ศิลปิน มี ศ.เกียรติคุณ อิทธิพล ตั้งโฉลก ศ.กัญญา เจริญศุภกุล ผศ.ไพโรจน์ วังบอน ผศ.วุฒิกร คงคา อาจารย์ธณฤษภ์ ทิพย์วารี อนุชิต คำน้อย (คิ้วต่ำ) สมชัย กตัญญุตานันท์ (ชัย ราชวัตร) ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิต มุนินทร์ สายประสาท ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล (ซันเต๋อ) และ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ได้ทำการประมูลโดยรายได้ทั้งหมดจะมอบให้กับมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All) เพื่อส่งเสริมศิลปะให้กับเยาวชนผู้ด้อยโอกาสต่อไป

ในการวาดรูปนอกจากน้องๆ จะวาดคนเดียวตามคอนเซ็ปต์ของตัวเองแล้ว ยังมีน้องที่วาดในคอนเซ็ปต์เดียวกันกับศิลปิน อย่างผลงานชื่อ ธรรมชาติเมืองไทยในความฝัน ของ “น้องนุ๊กกับพี่คิ้วต่ำ” ซึ่งนักวาดการ์ตูนถึงกับเก็บเป็นหนึ่งความทรงจำครั้งยิ่งใหญ่ในการสร้างงาน

 

“น้องเป็นคนคิดแคปชั่นเองครับ ว่าเขาอยากให้มีภูเขา ต้นไม้ ท้องฟ้า ก้อนหิน ก้อนเมฆ และฝนกำลังจะตก แล้วต่างคนต่างวาด ตอนผมวาดลองหลับตาครับ ปรากฏไม่สามารถจริงๆ น้องเก่งมากครับที่วาดออกมาได้ ยิ่งเราได้ฟังเขาพูดยิ่งรู้สึกดี ภาพที่ผมวาดก็ตามสไตล์เราเลย วาดเป็นต้นไม้และธรรมชาติ แต่ในนั้นมีคนหลับตาแล้วยิ้มด้วย คือถ้าแทนน้องที่มีปัญหาทางสายตาเมื่อเขาอยู่ตรงนั้นเขาก็สบายใจ แทนคนตาดีเรามองเห็นธรรมชาติเราก็สบายใจ มันสามารถแทนได้ทั้งน้องเขาและตัวเราครับ น้องก็ได้สัมผัสงานของผมเขาก็ทายได้ไม่ยากว่านี่คือต้นไม้ ก้อนหิน เพราะเราก็วางพระอาทิตย์ด้านบน ต้นไม้ด้านล่าง ตอนแรกมีคนติดต่อมาผมก็นึกว่าเป็นแคมเปญธรรมดา จนวันที่ได้อัดวิดีโอเราก็เข้าใจว่าเป็นงานที่ดี เป็นงานศิลปะที่สามารถสัมผัสรูปได้ การที่เราได้มาทำตรงนี้มีความสุขมากครับ สิ่งที่ได้คือมันเป็นมุมมองชีวิต ยิ่งทำให้ผมอยากตั้งใจวาดรูปให้ดีมากกว่านี้ เพราะน้องที่เขามองไม่เห็นเขายังสามารถวาดรูปออกมาได้ดีเลย”

ส่วนศิลปินคนนี้ ตั้ม วิศุทธิ์ เลือกหลับตาวาดภาพ

“หากเราลืมตาวาดรูป เราจะให้ความสนใจ และคาดหวังว่ารูปจะต้องเป็นแบบนี้ ต้องออกมาลักษณะนี้ แต่ถ้าเราหลับตาวาดรูปเราต้องลุ้นเองว่ารูปจะออกมาเป็นแบบไหน สิ่งที่เราจินตนาการกับภาพวาดที่ได้ออกมามันมาเหมือนกันหรอก แต่สิ่งที่เราจินตนาการอยู่นั้นมันสวยงามมาก”

น้องพลอย เล่าให้ฟังเกี่ยวกับรูปภาพ “วาดรูปความฝันค่ะ ฝันว่าอยากเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียน เพราะคุณครูที่โรงเรียนสอนสนุกและใจดี ในโรงเรียนก็จะมีสนามเด็กเล่น มีชิงช้า มีกระดานหกสูง มีพระอาทิตย์ มีนก และบนท้องฟ้าก็มีก้อนเมฆด้วยค่ะ ครูแมว (ปิยะพร ศรีพลาวงษ์) ก็จะสอนว่าสนามต้องใช้สีเขียว ครูก็จะเอาไหมพรมสีเขียวมาให้วาดค่ะ”

น้องเอโซ “หนูคิดว่าบนสวรรค์จะต้องเป็นแบบนี้ มีสวนดอกไม้ มีหัวใจดวงโตๆ ตรงกลางมีดวงดาวเล็กๆ ด้วยค่ะ แล้วก็มีลูกโป่งอยู่บนนั้นด้วย และก็จะมีคนเดินชมสวนดอกไม้ ได้วาดรูปด้วยอุปกรณ์เล่นเส้นสนุกดีค่ะ”

น้องอบ เจ้าของภาพวาดวงดนตรี “ผมชอบเล่นดนตรี ปกติผมก็เล่นได้ทุกชนิดครับ แต่ผมถนัดตีกลองมากกว่าครับ ที่โรงเรียนก็มีวงดนตรีที่เล่นกับพี่ๆ ชื่อวงกุหลาบ ความฝันของผมคืออยากเป็นนักดนตรีมืออาชีพครับ ผมก็ชอบงานศิลปะด้วยครับ เพราะมันได้ฝึกจินตนาการเราด้วย”

แชมป์ นักวาดการ์ตูนรุ่นใหม่ เผยความรู้สึกที่ได้ชมผลงานของน้องๆ ว่า “น้องที่มองไม่เห็นผมมองว่าเขาเหมือนนักบินอวกาศนะ เราไม่รู้หรอกว่าในอวกาศมันมีอะไร มันเป็นยังไง งานของเราที่วาดออกมาจะเห็นว่ามีการใช้เส้นไหมพรมวนหลายรอบ เพื่อให้เห็นถึงความหมายของสิ่งรอบๆ ตัว”

สำหรับการเข้าชมนิทรรศการสามารถเลือกชมได้ ทั้งเดินชมแบบปกติ และชมแบบ Blind Mode โดยปิดตาและชมผ่านการ “สัมผัส” ไม่ต้องกลัวสะดุด เพราะภายในพื้นที่มีแผ่นกันลื่นนำทางและมีจุดหยุดสำหรับชมแต่ละภาพ ซึ่งเหมาะกับผู้พิการทางสายตา ที่สำคัญยังมีคำบรรยายเป็นอักษรเบรลให้ได้สัมผัสอย่างเข้าใจ

ชมผลงานนิทรรศการกรุณาสัมผัส ที่เปิดโอกาสให้คนตาดีได้สัมผัสจินตนาการในโลกมืดของน้องๆ ผ่านภาพวาด กรุณาไปสัมผัสที่โถงชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันนี้ถึง 24 มี.ค.

 

ชญาน์ทัต วงศ์มณี ลืมไม่ได้กับการผ่าหัวใจแบบฉับพลัน ไม่ทันตั้งตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2559 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422504

ชญาน์ทัต วงศ์มณี ลืมไม่ได้กับการผ่าหัวใจแบบฉับพลัน ไม่ทันตั้งตัว

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ  กิจจา อภิชนรจเรข

ท๊อฟฟี่-ชญาน์ทัต วงศ์มณี ผู้อำนวยฝ่ายสื่อสาร บริษัท โอกิลวี่ หนุ่มน้อยหน้าใสวัย 30 ปี ดูจากภาพลักษณ์ภายนอกก็ดูเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงสมวัย แต่เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เขาเพิ่งเข้ารับผ่าตัดครั้งใหญ่แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน ชนิดที่เรียกว่าไม่คาดคิดราวสายฟ้าฟาดเปรี้ยงมาเลยทีเดียว

ด้วยเพราะเป็นคนที่แข็งแรงออกกำลังกายสัปดาห์อาทิตย์ละ 4-5 วัน กินอาหารสุขภาพแนวชีวจิตอย่างสม่ำเสมอ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปีอย่างสม่ำเสมอ เพราะครอบครัวของเขาคุณพ่อคุณแม่เป็นหมอด้านอายุรแพทย์ ส่วนพี่ชายก็เป็นหมอหัวใจ จึงถือว่าเป็นครอบครัวที่ใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง อยู่มาวันหนึ่งเมื่อวันแม่ 12 ส.ค. 2555 ตอนเช้ามืดเขาสะดุ้งตื่นมาตอนตี 5 เพราะรู้สึกแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก หอบและเหนื่อย ก็เลยมานั่งพักเงียบๆ คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก บอกกับตัวเองว่านั่งพักสักประเดี๋ยวคงหาย สายๆ ก็จะออกไปฟิตเนส แต่รอจนกระทั่งเก้าโมงเช้าอาการก็ยังไม่ดีขึ้น เขาจึงโทรหาคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเป็นอายุรแพทย์อยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ ท่านก็บอกให้ไปหาหมอเถอะอย่าปล่อยไว้เลย

 

เขาจึงขับรถไปที่โรงพยาบาลเอกชนแถวบ้านย่านเมืองนนทบุรี กว่าจะได้พบแพทย์ก็เกือบบ่ายสามโมงก็เริ่มหายใจติดขัดมากขึ้น แพทย์ก็ซักถามอาการแล้วคิดว่าคงเป็นกรดไหลย้อนอาหารไม่ย่อย แต่หมอไม่แน่ใจเลยขอให้ลองไปตรวจเอ็กโคไฟฟ้าตรวจคลื่นหัวใจเพิ่มเพื่อความแน่ใจอีกด้วย พอตรวจคลื่นหัวใจกราฟแสดงผลออกมาว่าหัวใจห้องหนึ่งของเขาไม่ทำงานและกำลังจะหยุดเต้น หมอจึงขอตรวจอัลตราซาวด์ให้แน่ใจอีกครั้ง ผลตรวจออกมาชัดเจนหมอบอกให้ทำบอลลูนหัวใจทันทีเพราะเส้นเลือดหัวใจโป่งพอง

“ผมช็อกตกใจมาก เรามาโรงพยาบาลคิดว่ามาตรวจเล็กๆ น้อยๆ รับยาแล้วกลับบ้านได้ ไม่เคยมีลางบ่งชี้อะไรว่าเราจะเจ็บไข้รุนแรงเช่นนี้ เป็นโรคหัวใจต้องผ่าทันที มี 2-3 ครั้งที่รู้สึกเพลียเหนื่อยง่ายจะเป็นลมอยู่ 2-3 ครั้ง ก่อนหน้าที่จะป่วย แต่ตอนนั้นคิดว่าออกกำลังกายมากเกินไปเลยเพลีย ไม่คิดว่ามันคือโรคหัวใจเพราะบ้านเราไม่มีกรรมพันธุ์ พ่อแม่ก็อยู่ต่างจังหวัด ผมอยู่คนเดียวที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นพี่ชายเรียนหมออยู่ที่จุฬาฯ อยู่คนละบ้านกัน ผมร้องไห้เลย ตกใจทำอะไรไม่ถูก ไม่คาดคิดว่าจะมาเจอเรื่องสายฟ้าฟาดแบบนี้ พอหมอบอกก็พยายามตั้งสติโทรไปหาคุณพ่อคุณแม่ให้ท่านคุยกับหมอที่เรามาตรวจเพื่อซักถามให้แน่ใจ” เขาเล่าย้อนเหตุการณ์ให้ฟังแบบงงๆ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

หลังจากที่เขาให้คุณพ่อได้คุยกับแพทย์แล้ว คุณพ่อเขาก็ตัดสินใจให้เขาย้ายโรงพยาบาลให้ไปผ่าตัดกับหมอหัวใจที่เป็นเพื่อนของคุณพ่อที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ก็ย้ายโรงพยาบาลเขานอนไปกับรถโรงพยาบาล ตอนนั้นเขาเริ่มหายใจลำบากขึ้นระหว่างที่อยู่ในรถพยาบาลเขาก็เห็นกราฟที่แสดงการเต้นหัวใจของเขาตกลงเรื่อยๆ เขาเริ่มใจเสียระหว่างนั้นน้ำตาก็ไหลออกมาเอง มีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่าเกิดอะไรกันแน่ เขาอายุแค่ 25 ปี ดูแลสุขภาพอย่างยิ่งยวด และที่บ้านไม่มีกรรมพันธ์ุโรคหัวใจ สารพัดคำถามวกวนสับสนไปมา

ตอนนั้นพี่ชายก็มาถึงแล้ว เขากำลังเรียนแพทย์ปีสุดท้ายทางด้านหัวใจอยู่พอดี เขาก็เฝ้าเราอยู่ตลอดตอนนี้ หมอตัดสินใจว่าลองทำบอลลูนหัวใจก่อน เพราะมันเป็นขั้นตอนของการรักษา ด้วยการสอดสายยางเข้าไปทางแขนโดยหมอวางยาชา เราก็รู้สึกตัวตลอดเวลาแม้จะวางยาชาแล้ว แต่ก็ยังเจ็บมาก รับรู้ตลอดเวลาว่าสายยางมันดันเข้าไปถึงตรงไหน เจ็บมากๆ ที่สุดในชีวิต หมอทำบอลลูนสวนสายยางที่ข้อมือเขาอยู่ชั่วโมงกว่าจะเข้าไปถึงหัวใจ ตลอด 1 ชั่วโมงนั้น เขาร้องไห้สลับกับสวดมนต์ มันเสียวเจ็บแปลบๆ ไม่เคยเจ็บแบบนี้มาก่อน

 

“พอบอลลูนเสร็จแล้วพี่ชายก็เข้ามาหา เขาพยายามจะปลอบใจเรานะ แต่เขาก็คงอัดอั้นเอาไว้ไม่ได้ เขาก็พูดไปน้ำตาไหลไป ว่าการทำบอลลูนไม่ได้ผล มันไม่สำเร็จ มันมีปัญหาอะไรสักอย่าง เขาพูดศัพท์ทางการแพทย์ ตอนนั้นผมก็สมาธิแตกกระจายไม่มีสติไปแล้ว เราฟังไปก็ร้องไห้ไป สรุปได้คือว่าเมื่อบอลลูนไม่ได้ผล ก็ต้องมาขั้นสุดท้ายก็คือผ่าตัดหัวใจแบบผ่าเปิดหน้าอก ทีนี้ผมเลยช็อกอีกรอบ อะไร ทำไม จิตตกมาก กลัวตายเป็นที่สุด นึกถึงว่าพ่อแม่ก็ยังมาไม่ถึง เพิ่งเรียนจบมา 3-4 ปี มีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ” เขาเล่าด้วยความสะเทือนใจ

พอพี่ชายมาบอกว่าทำบอลลูนไม่ได้ผลต้องผ่าตัดหัวใจ นั่นเขายังบอกไม่หมด ก็มีแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดเข้ามาคุยด้วยแล้วอธิบายว่ากำลังจะทำอะไรต่อไป พร้อมบอกด้วยว่าในการผ่าตัดครั้งนี้จะมีความเสี่ยงอะไรบ้างที่มักจะเจอข้อใดข้อหนึ่งเสมอเท่าๆ กัน คือ 33.33 เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงที่ 1 ผ่าสำเร็จร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ความเสี่ยงที่ 2 หลังผ่าเสร็จแล้วเสี่ยงเป็นอัมพาต และทางสุดท้ายคือผ่าแล้วไม่สัมฤทธิผลก็มี แต่ถ้าไม่ยอมผ่าไม่ยอมเสี่ยงก็จบที่ทางสุดท้ายตายสถานเดียว แต่ถ้าผ่ามันก็ลุ้นได้ว่าเรามีโอกาสรอดสูงเพราะยังหนุ่มพื้นฐานร่างกายเดิมเป็นคนแข็งแรงก็ควรจะผ่าใช่ไหม

 

เขาเลือกที่จะผ่าตัดแม้จะมีความเสี่ยง ตอนนั้นทั้งกลัว ทั้งเครียด ทั้งกังวล พ่อแม่ก็ยังขับรถมาไม่ถึง (มาจากลำปาง) พี่ชายก็เซ็นอนุมัติให้ผ่าแทนคุณพ่อคุณแม่ คิดไปสารพัดว่าถ้าไม่ฟื้นจะทำอย่างไร มีอะไรที่คั่งค้างบ้าง ก็เลยขอโทรศัพท์จากพี่ชายส่งไปลาเพื่อนสนิทคนที่เรารักเพื่อจะบอกขอบคุณบอกรักและบอกลาว่าเราจะเขาห้องผ่าตัด คือ กลัวมากว่าจะไม่ฟื้นขึ้นมา น้ำตาก็จะไหลออกมาเป็นพักๆ คือไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย แต่ไหลมาเองเรื่อยๆ บอกตัวเองว่าถ้าได้ตื่นขึ้นมาจะทำอะไรอีกบ้าง

เขาเข้าห้องผ่าตัดตอน 3 ทุ่ม ผ่าเสร็จตอนเที่ยงคืนกว่า วางยาสลบผ่าเสร็จหมอปลุกให้ตื่นทันที ก็ตื่นมาแบบเบลอๆ งงๆ เห็นคุณพ่อกับแม่มาถึงแล้วดีใจมาก แต่เหนื่อยพูดมากไม่ได้เพราะเรายังหายใจไม่ถนัดยังเจ็บอยู่ แล้วหมอยังติดอุปกรณ์อะไรไว้หลายอย่างที่หน้าอก แล้วต้องมาฝึกเดิน ฝึกฉี่ ฝึกหายใจใหม่ เป็นแบบเครื่องเป่าลมที่มีลูกโป่งเล็กๆ อยู่ข้างใน เราต้องเป่าให้มันลอย แรกๆ ยังไม่มีแรงหายใจ แรงหัวเราะ หรือไอก็จะเจ็บต้องเอาหมอนมากอดทับหนาอกไว้ไม่ให้สะเทือนไม่ให้อกกระเพื่อมจะได้ไม่เจ็บมาก พอหมดฤทธิ์ยาชาเนี่ยเจ็บจี๊ดไปถึงหัวใจเลย แบบเสียดแทงหัวใจเป็นอย่างไรเพิ่งมารู้ชัดเอาตอนนี้ล่ะ

 

ออกจากห้องผ่าตัดมาแล้ว เขาก็ไปอยู่ CCU ซึ่งเป็นห้องรวม มีแค่ผ้าม่านกั้น มีคนแก่อยู่เตียงถัดไป แกก็ร้องครวญคราง เขาอยู่ห้องนั้น 3-4 วัน ได้เห็นเลยว่าความทุกข์ยากจากการเจ็บป่วยนี่ไม่เข้าใครออกใครนะ มันไม่เลือกเพศ เลือกอายุ ทุกคนมีสิทธิเจอได้อย่างไม่คาดฝันเท่าๆ กันนะ มันได้ข้อคิด ได้ทบทวน ย้อนกลับมาดูตัวเองหลายเรื่องว่าชีวิตเราที่ผ่านมาเป็นมาอย่างไรบ้าง อยู่โรงพยาบาล 11 วัน หมอบอกในความโชคร้ายก็มีความโชคดี คือ เราอายุยังน้อย ร่างกายก่อนหน้านี้แข็งแรงดีก็เลยฟื้นตัวง่าย แต่มาพักฟื้นต่อที่บ้านอีกเดือนกว่าๆ ออกกำลังกายไม่ได้ไป 2-3 เดือน จนครึ่งปีไปแล้วถึงออกกำลังกายเบาๆ ได้อีกครั้ง

“ตอนนั้นคุณแม่มาเฝ้า ท่านก็เป็นหมอ งานยุ่งงานเยอะ แต่ท่านลางานมาเฝ้ามาป้อนข้าวป้อนน้ำลูก เป็นวันแม่ที่เราควรจะได้ไปดูแลท่าน แต่ท่านต้องกลับมาป้อนข้าวป้อนน้ำเราอีกครั้ง เราก็สะท้อนใจนะ เราแบบทั้งอึ้งทั้งซึ้งว่าที่สุดครอบครัวคือทุกสิ่งทุกอย่างของเรา เรายังไม่ได้ตอบแทนท่านเลย เมื่อก่อนเวลาคุณพ่อคุณแม่ดุบ่นสอนเรา อาจมีงอนมีน้อยใจบ้าง หลังจากผ่าแล้วรอดมาได้ บอกตัวเองเลยว่าอย่าทำแบบนั้นอีก ชีวิตคนเราสั้น จะตายวันตายพรุ่ง จะเจออะไร ออกจากบ้านมาแล้วจะได้กลับไปหรือเปล่าไม่รู้ ในแต่ละวันทำดีกันไว้เถอะ รักๆ กันไว้เถอะ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มซาบซึ้ง

 

ท๊อฟฟี่ บอกว่า เมื่อก่อนจะเป็นคนใจร้อน เครียดง่าย ทำงานก็ทุ่มเทไม่เสร็จไม่เลิก หรือรักใครชอบใครก็ไม่ค่อยได้บอกให้เขารู้ มาตอนนี้เอาใหม่ จะบอกรัก แสดงความรักให้เขารู้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน งานก็จัดแบ่งเวลาให้เหมาะสม ไม่เสร็จก็พรุ่งนี้มาทำใหม่ งานก็สำคัญแต่ชีวิตของเราก็สำคัญกว่า รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบากับชีวิตมากขึ้น รู้จักปล่อยวาง รู้จักรอ ตอนไหนควรเร็วก็เร็ว ตอนไหนควรช้าต้องช้า ไม่เร่งไม่กดดันตัวเองเกินไป เริ่มใช้ชีวิตแบบสายกลางมากขึ้น

ที่สำคัญ ก็คือ เรื่องสุขภาพก็ยิ่งใส่ใจมากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินคลีน ลดเนื้อสัตว์ ถนอมเนื้อถนอมตัว มุมมองชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ประมาท ขนาดดูแลรักษาสุขภาพขนาดนี้ยังเจ็บไข้ได้ป่วย ดังนั้นเราจะต้องดูแลให้มากยิ่งขึ้น อะไรไม่ดีกับสุขภาพก็จะไม่ทำร้ายทำลายตัวเอง เมื่อก่อนไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เราผ่านความตายมาแล้วก็จะไม่ใช้ชีวิตให้สุ่มเสี่ยงให้ประมาทพลาดพลั้งอีกไม่ได้ ต้องรู้จักแบ่งเวลา ต้องรู้จักปล่อยวาง ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับลมหายใจของเราอีกแล้ว ทำชีวิตให้ดี ดูแลตัวเองให้ดีสำคัญที่สุด

เขากล่าวฝากแง่คิดที่น่าสนใจเป็นการทิ้งท้าย

 

 

ขุนนางสัตย์ซื่อยุติธรรมหายไปไหน – นิทานจุดจบของเปาบุ้นจิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2559 เวลา 08:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422483

ขุนนางสัตย์ซื่อยุติธรรมหายไปไหน - นิทานจุดจบของเปาบุ้นจิ้น

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เปาบุ้นจิ้น เทพเจ้าแห่งความยุติธรรม มีหน้าดำและพระจันทร์เสี้ยวกลางหน้าผากไม่มีใครไม่รู้จัก

เรื่องราวที่ผู้คนรับรู้เกี่ยวกับเปาบุ้นจิ้นส่วนใหญ่มาจากนิยาย ส่วนเปาบุ้นจิ้นในบันทึกประวัติศาสตร์ ไม่ได้พิสดารและสารพัดอิทธิฤทธิ์ขนาดนั้น

ท่านเปาในนิยายหน้าดำไม่ใช่เพราะคร่ำเครียด แต่เพราะเป็นสีดำแทนสัญลักษณ์แห่งความซื่อตรง เข้มงวด ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ออกแนวยิ้มยาก ภาษาจีนเขาใช้ศัพท์ว่า “หน้าเหล็ก” และเหล็กก็มีสีดำ

แถมพอมาแต่งหน้าเป็นงิ้วก็ดูคาแรกเตอร์โดดเด่นชัดเจน เปาบุ้นจิ้นในคติชาวบ้านจึงลงตัวที่หน้าดำมะเมื่อมเสมอมา

ส่วนพระจันทร์เสี้ยวกลางหน้าผากก็ได้มาเพราะท่านเป็นเทพแห่งดาวยุติธรรมมาจุติ กลางวันตัดสินคดีบนโลก ตกกลางคืนต้องไปตัดสินคดีโอทีในยมโลกต่อ พระจันทร์บนหน้าผากคือเครื่องหมายเบิกทางไปนั่งเป็นตุลาการในยมโลกยามค่ำคืน

ว่ากันว่าถ้าเห็นพระจันทร์โค้งไปทางซ้ายแสดงว่าท่านเปาอยู่ในโหมดมนุษย์ แต่ถ้าพระจันทร์โค้งไปทางขวาแสดงว่าท่านกำลังอยู่ในโหมดเทพ

แต่คณะงิ้วคงไม่ซื้อไอเดียนี้ เพราะต้องล้างหน้าผากเขียนใหม่ทุกครั้งที่ท่านเปาเปลี่ยนโหมด

อันที่จริงเรื่องราวคดีต่างๆ ที่ท่านสะสางในประวัติศาสตร์นับว่าไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะจับโจรระดับชาวบ้านด้วยไหวพริบสติปัญญา หรือปราบปรามเศรษฐีตระกูลใหญ่ที่สร้างบ้านขวาง Floodway จนถึงด่ากราดฮ่องเต้ที่แต่งตั้งพ่อของสนมคนโปรดเป็นใหญ่เป็นโต

ในมุมมองชาวบ้าน ท่านควรค่าที่จะได้หน้าดำและพระจันทร์เสี้ยวประดับบารมี เป็นขุนนางที่ชาวประชาฝันใฝ่ระดับตำนาน พร้อมจินตนาการเพิ่มเติมมากมาย

เรื่องพิสดารในนิทานเปาบุ้นจิ้นจึงมีหลากหลายและสร้างต่อได้ไม่รู้จบ รวมถึงนิทานว่าด้วยเรื่องก่อนท่านเปาตายที่กำลังจะได้อ่านต่อไปก็เป็นหนึ่งในนั้น…

เปาบุ้นจิ้นมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง ว่ากันว่าเป็นคนที่ดื้อด้าน แม้ผู้คนนอกบ้านจะยอมรับนับถือเปาบุ้นจิ้น แต่ลูกชายคนนี้ไม่เคยเชื่อฟังพ่อตัวเองเลย ไม่ใช่แค่ไม่เชื่อฟัง แต่ยังชอบทำตรงกันข้ามกับที่พ่อสั่ง

พ่อเปาบอกให้ไปทางซ้าย ลูกเปาก็จะไปทางขวา พ่อเปาบอกให้ไปอ่านตำรา ลูกเปาไปเข้าเน็ตเล่นเกมออนไลน์ พ่อบอกให้มีเมียสร้างครอบครัว ลูกคนนี้ก็เลยอยู่เป็นโสดไม่ยอมแต่งงาน

ลูกชายแบบนี้น่าปวดหัวใช่ย่อย ถึงท่านเปาจะทรงอิทธิพล ผู้คนกลัวเครื่องประหารหัวมังกร หัวเสือ หัวสุนัข แต่กับลูกคนนี้ท่านเปาเอาไม่อยู่ ก็ยังดีที่ลูกชายคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ไม่เคยทำเรื่องต่ำช้า ซึ่งอาจจะเป็นเพราะรู้ตัวว่าถ้าเผลอไปทำเลวขึ้นมา พ่อเปาก็คงไม่ละเว้น จึงไม่ได้ทำอะไรให้เสื่อมเสียเกียรติวงศ์ตระกูล

ว่ากันว่าวันหนึ่งท่านเปาฝันประหลาด ฝันถึงเง็กเซียนฮ่องเต้มาบอกว่า “เปาบุ้นจิ้นเอ๋ย ชีวิตบนโลกมนุษย์ของเจ้าใกล้หมดสิ้นลงแล้ว แต่ดูสิ! โลกยังเต็มไปด้วยเรื่องเลวร้ายมากมาย ขุนนางยังฉ้อฉลทุจริตคอร์รัปชั่น คนใหญ่คนโตยังใช้อำนาจบาตรใหญ่ปัดความผิดหนีคดี คุกยังมีไว้แค่ขังคนจนด้อยอำนาจด้อยฐานะ แถมยังมีคดีจิปาถะมากมายที่ต้องการความยุติธรรม ถ้าเจ้าไม่อยู่แล้วสังคมจะเป็นเช่นไร พระเจ้าช่วย!”

“ก็เง็กเซียนนี่แหละพระเจ้า” ท่านเปาคิด

“อืม ใช่ ข้าต้องช่วยอะไรบางอย่างแล้ว” เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ยิน

“แต่ชีวิตคนบนโลกย่อมต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ หาใช่จะยืดยาวได้มากนัก ถ้าอย่างนั้น ข้าจะบอกเคล็ดลับให้ท่านได้กลับมาเกิดเป็นคนอีกครั้งหนึ่ง”

“เกิดเป็นคนอีกครั้ง? ชาตินี้กว่าข้าจะได้เป็นขุนนางก็ยากลำบาก ถ้าข้าเกิดใหม่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะมีปณิธานแน่วแน่อดทนป่ายปีนไปเป็นขุนนางดังเดิมได้รึเปล่า เป็นแล้วก็ใช่จะรับรองได้ว่าข้าจะไม่พ่ายแพ้แก่ลาภยศสรรเสริญให้เอนเอียงไปในทางมิชอบ ท่านเง็กเซียนจะแน่ใจได้อย่างไรว่าข้าจะได้ทำหน้าที่นี้แบบเดิมอีก” ท่านเปารอบคอบสมชื่อ

“อืม มีเหตุผล” เง็กเซียนพยักหน้า “เอางี้ เพื่อการันตีว่าท่านจะได้เกิดใหม่และมีปณิธานดังเดิม เมื่อท่านตายไปให้ท่านเอาแผ่นเหล็กมาทำเป็นโลง แล้วหนุนหัวนอนด้วยหมอนหิน เมื่อปิดผนึกโลงฝังท่านลงดินเรียบร้อย ไม่นานโลงเหล็กจะต้องผุเป็นสนิม ส่วนหมอนหินที่หนุนหัวท่านจะไม่มีวันเสื่อมสลาย ท่านจะได้กลับมาเกิดใหม่โดยมีปณิธานซื่อสัตย์ยุติธรรมติดตัวไว้ไม่เปลี่ยนแปลง”

รุ่งเช้าตื่นขึ้น พ่อเปาจึงเรียกลูกเปามาพูดคุย เนื่องจากสิ่งที่พูดคุยกับเง็กเซียนเป็นความลับสวรรค์ ท่านเปาแพร่งพรายไม่ได้ จึงได้แต่เอ่ยปากออกไปว่า

“ลูกเอ๋ย พ่อแก่แล้ว คงมีชีวิตอยู่ไม่นาน ถ้าพ่อตายไปขอให้เจ้าใส่พ่อในโลงศพที่ทำจากหิน แล้วหนุนหัวพ่อด้วยหมอนที่ทำจากเหล็กนะ”

ท่านเปาไม่ได้จำผิดพูดผิด สลับเหล็กเป็นหิน หินเป็นเหล็ก แต่ท่านเปารู้ดีว่า ลูกคนนี้ทั้งชีวิตดื้อด้าน ทำแต่สิ่งตรงกันข้ามกับที่สั่ง ถ้าต้องการโลงเหล็ก หมอนหิน ต้องสั่งให้ทำโลงหิน หมอนเหล็ก ถึงจะได้ผล มีจิตวิทยาตามสไตล์การสืบสวนสอบสวนแบบท่านเปา

ดั่งคำที่ว่า “เราจะเห็นค่าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นต้องจากเราไปแล้ว”

เมื่อท่านเปาสิ้นชีวิตไปจริงๆ ลูกชายคนนี้จากที่ไม่เคยเชื่อฟังพ่อเปากลับเพิ่งเริ่มสำนึกได้ คิดว่าชีวิตนี้ต่อต้านพ่อมาตลอด ทำเอาท่านพ่อเป็นทุกข์ วันนี้ขอจัดการพิธีศพตามที่พ่อสั่งไว้ก็ยังดี

จึงจัดการศพท่านเปาด้วยการนำหมอนเหล็กหนุนหัวท่านเปา แล้วใส่โลงหิน ตามคำสั่งท่านเปาเป๊ะ

ผ่านวันเวลามาเนิ่นนาน ท่านเปายังคงอยู่ในโลงหินมิดชิด แถมหมอนเหล็กที่คอยหนุนปณิธานสัตย์ซื่อยุติธรรมดันผุสลายไป และนี่คือสาเหตุที่ทำให้หลังจากประชาชนเสียท่านเปาแล้ว ราชสำนักก็ไม่มีขุนนางผู้ซื่อสัตย์อีกต่อไป

เรื่องเล่าแบบนี้ใครฟังใครก็รู้ว่าเป็นแค่นินทาสนุกปาก แต่นิทาน จินตนาการที่มโนแบบชาวบ้านแบบนี้แหละที่ส่งกระแสถึงคนใหญ่คนโตในสังคมว่าชาวบ้านเขาเห็นโลกเป็นเช่นไร

หากขุนนางสัตย์ซื่อยังมีอยู่ ขอแค่อย่าปล่อยให้ปณิธานเขาขึ้นสนิมผุพังหรือพวกเขาเหล่านั้นถูกขังอยู่ในโลงหิน

 

นพ.วัฒนา พารีศรี ยกระดับรพ.ชุมชนบริการเทียบเท่าเอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422382

นพ.วัฒนา พารีศรี ยกระดับรพ.ชุมชนบริการเทียบเท่าเอกชน

โดย…พิเชษฐ์ ชูรักษ์ กัญติพิชญ์ ใจบุญ

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ได้รับการประเมินเป็นโรงพยาบาลตามมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) ไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2558 ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลของสหรัฐที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นพ.วัฒนา พารีศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จกล่าวว่าในฐานะโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ หรือโรงพยาบาลท่าบ่อ เป็นโรงพยาบาลระดับชุมชน การได้รางวัล JCI ถือเป็นโรงพยาบาลชุมชนแห่งแรกของประเทศ เพราะโรงพยาบาลรัฐที่ผ่าน JCI อีกแห่ง คือโรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ ขณะที่โรงพยาบาลของไทยอีก 53 แห่ง ที่ได้มาตรฐานนี้เป็นโรงพยาบาลเอกชน

คุณหมอเล่าว่า จุดเด่นของโรงพยาบาลท่าบ่อคือการให้บริการเทียบเท่าหรือใกล้เคียงโรงพยาบาลเอกชน แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ นพ.วัฒนา บอกว่าได้มุ่งมั่นการให้บริการผู้ป่วยอย่างเต็มที่ เพื่อให้คนบ้านนอกไม่ต้องเดินทางไปรักษาตัวไกลๆ

อีกอย่างที่นำไปสู่การพัฒนาคือ การนำแพทย์จากโรงพยาบาลอื่นมารักษาที่ท่าบ่อ ทั้งจากอุดรธานี ขอนแก่น เป็นต้น โดยการรวบรวมเคสเฉพาะกลุ่มไว้แล้วเชิญแพทย์มาให้บริการนอกเวลา แทนที่จะส่งคนไข้ 30-40คนไปรักษาจังหวัดอื่น ค่ารักษาก็ไม่ได้แพงกว่าปกติ

นพ.วัฒนา ระบุว่า การยกระดับการบริการอีกด้านที่สำคัญที่สุดก็คือการบริการคนไข้หรือลูกค้าต้องมีความพอใจ มีความสุขมากที่สุด นอกจากโรคหายแล้วต้องมีความสุขด้วย

เมื่อไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามราชการกระทำเหมือนเอกชน จึงได้พัฒนาโครงสร้างภายในโรงพยาบาลทั้งสิ่งแวดล้อม อาคารสถานที่ให้ใกล้เคียงกับ โรงพยาบาลเอกชน รวมถึงพฤติกรรมการให้บริการของเจ้าหน้าที่ก็ต้องปรับให้เห็นผลเป็นรูปธรรมด้วย

“เมื่อคนไข้มาใช้บริการมากขึ้น การจ้างบุคลากรก็ต้องมากขึ้นตาม จากเมื่อปี 2535 มีเจ้าหน้าที่ 200 คน แต่ปัจจุบันมีมากกว่า 600 คนแล้ว

 

“การนำหมอมาจากที่อื่นมารักษาเราเริ่มมานานแล้ว เพราะที่ท่าบ่อมีความพร้อมเรื่องอุปกรณ์ ขนาดของโรงพยาบาลก็อำนวย ไม่ใช่ว่าเราเอาหมอเข้ามาบริการเพิ่ม แต่เครื่องมือไม่มีให้เขา หากในกรุงเทพฯ มีเครื่องมือที่ทันสมัยและเหมาะสม ท่าบ่อก็มีเช่นกัน เราจะไม่ใช้เครื่องมือที่ล้าสมัย

“ผมถือหลักว่าอยู่บ้านนอกแค่ไหนก็ตามการบริการต้องเหมือนในเมือง ยกตัวอย่างการผ่าตัดแผลเล็กด้วยกล้อง เราก็ทำได้ เพื่อให้อนาคตคนไม่ต้องไปหาหมอในเมือง หรือต้องเข้ากรุงเทพฯ”

คุณหมอบอกว่า ในภาคอีสานส่วนใหญ่ประชาชนจะเป็นโรคนิ่วอันดับหนึ่ง โรงพยาบาลจึงให้บริการผ่าตัดโรคนิ่วจนเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียง โดยเฉพาะนิ่วในถุงน้ำดี นอกจากนี้ยังมีบริการผ่าตัดคลอด ไส้เลื่อน ต้อกระจก กระดูกสันหลัง ผ่าตัดข้อสะโพกด้วย รวมถึงโรคมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บางโรคเอกชนอาจเชี่ยวชาญสู้ไม่ได้ หรือทำไม่ได้ บางแห่งก็เชิญแพทย์ของท่าบ่อไปรักษา หรือเขาส่งตัวคนไข้มาให้ช่วยรักษา กับโรงพยาบาลเอกชนจึงไม่ได้เป็นศัตรูกัน แต่เป็นพันธมิตรกัน

“ผมเป็นหมอผ่าตัดคนแรกของ โรงพยาบาล จากนั้นก็พัฒนาทีมขึ้นมาเรื่อยๆ จนชาวบ้านพูดกันปากต่อปาก ขณะนี้มีแพทย์ประจำถึง 24 คน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 30 คนภายในปีนี้ เรียกง่ายๆ ว่าราคาค่ารักษาแบบราชการ แต่การบริการใกล้เคียงเอกชน

“ผมฟังเสียงคนที่มาใช้บริการ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมือนกับโรงพยาบาลเอกชนบรรยากาศไม่เหมือนโรงพยาบาลรัฐผมตกแต่งสถานที่ให้สวยงาม มาแล้วมีความสุข ที่พักรักษาต้องมีบรรยากาศของโรงแรม รีสอร์ท เพื่อให้คนไข้สบายใจขึ้น

“แน่นอนโรงพยาบาลรัฐแออัด บริการไม่ทั่วถึง หมอมีเวลาน้อย พยาบาลหน้างอ ตรงนี้เราก็หนีไม่พ้น ซึ่งเราก็แก้ไขโดยทำให้เกิดความผ่อนคลาย เช่น คนไข้นอกของท่าบ่อมีมาก แต่พื้นที่เราคับแคบ ก็ติดแอร์ให้เย็นสบาย

“หากอากาศร้อนคนไข้ก็หงุดหงิด รวมถึงหมอพยาบาลด้วย ต้องตกแต่งให้สวยงามให้คนไข้ลบภาพเดิมออกไป ให้ดูเหมือนสถานที่พักผ่อน เมื่อสถานที่ดีก็นำไปสู่พฤติกรรมการบริการของเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะเขาเองก็เกรงใจสถานที่

“พยาบาลเองผมอนุญาตให้แต่งหน้ามาทำงานได้ ไม่ให้ซีดเซียว เพราะถ้าคนไข้มาเจอหน้าพยาบาลซีดเซียวก็ต้องหดหู่ แค่ป่วยก็แย่อยู่แล้ว มาเจอแบบนี้ก็ยิ่งแย่ไปอีก ชุดพนักงานช่วยเหลือคนไข้ก็ต้องออกแบบพิเศษ ผมซื้อผ้ามาให้ตัดกันเลยเพื่อสร้างความแตกต่าง ไม่เอาแบบราชการเลย

“เมื่อใบหน้าสวย ชุดดี บรรยากาศดี ก็มีผลทางด้านจิตวิทยาที่อยากจะบริการคนไข้มากขึ้น คำว่าหน้างอรอนานมันมาจากตรงนี้ เราก็ปรับเปลี่ยนให้เหลือแค่ว่า เอาแค่รอนาน แต่หน้าไม่งอก่อนดีไหม” นพ.วัฒนา อธิบาย

นอกจากคนไทยแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อยังให้บริการคนไข้จาก สปป.ลาว ด้วย โดยในปี 2558 มีผู้ป่วยนอก 10,759 ราย ผู้ป่วยใน 1,062 ราย สร้างรายได้ประมาณ 40-50ล้านบาท ขณะที่ผู้ป่วยในอำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ในปี 2558 มีผู้ป่วยนอก 266,237 ราย เฉลี่ย 743 ราย/วัน และผู้ป่วยใน 18,530 ราย เฉลี่ย 195 ราย/วัน

นพ.วัฒนา กล่าวว่า การบริหารจัดการให้ได้มาซึ่งความพร้อมจะต้องลงทุน หากไม่ลงทุนการบริการให้ดีคนไข้ก็หนีไปที่อื่นหมด

“เมื่่อ 20 ปีก่อนโรงพยาบาลเรามีห้องพิเศษน้อย คนไข้ข้าราชการก็หนีไปที่อื่น ผมจึงสร้างห้องพิเศษเพิ่ม โดยนำเงินมาจากมูลนิธิของโรงพยาบาล เมื่อผลงานดีคนบริจาคให้มูลนิธิมากเรื่อยๆ ร่วม 40 ล้าน แต่ละปีจัดระดมทุนได้ 3-4 ล้าน

“หากต้องซื้ออุปกรณ์เครื่องมือเพิ่มก็ต้องระดมทุน เพราะหลวงให้แต่ตึก ไม่ได้ให้เครื่องมือมาด้วย หากปล่อยให้คนไข้ไปที่อื่นหมด เราก็แย่ มันก็เหมือนเครื่องบินที่มีทั้งชั้นหนึ่ง ชั้นธุรกิจ และชั้นประหยัด แต่ความปลอดภัยเหมือนกันหมด ถึงที่หมายเหมือนกัน มาตรฐานก็เหมือนโรงพยาบาล ถ้าคุณอยากสบายเพิ่มก็ต้องจ่ายเงินมากขึ้น”

นพ.วัฒนา บอกอีกว่า ปัจจุบันชุมชนท่าบ่อมีประชากรอยู่ราว 8.6 หมื่นคน แต่คนในท่าบ่อมาใช้บริการเพียง 10% ที่เหลือมาจากที่อื่นทั้งหมด บางคนบินมาจากหาดใหญ่ก็มี รวมทั้ง สปป.ลาว

“การผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คิวผ่าโรงพยาบาลใหญ่ที่อื่นอาจรอถึง 2 ปี แต่ที่นี่แค่หนึ่งเดือนก็ได้ผ่าแล้ว จากเดิมอาจมีคนด่า 10 คน ทุกวันนี้อาจเหลือเพียงคนเดียว หรือไม่เหลือแล้ว เพราะเราทำให้เห็นเป็นรูปธรรม”

ปัญหาสมองไหลไปอยู่เอกชน นพ.วัฒนา บอกว่า ที่โรงพยาบาลท่าบ่อไม่ได้รับผลกระทบมาก อาจเพราะ อ.ท่าบ่อเดินทางสะดวก ห่างจากสนามบินไม่ไกลมาก มีสภาพเศรษฐกิจและสังคมเอื้ออำนวย เนื่องจากประชากรท่าบ่อมีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดของ จ.หนองคาย อีกทั้งได้สนับสนุนให้แพทย์มีรายได้ต่อเดือนอย่างน้อยต้องหลักแสนขึ้นไป

คุณหมอวัฒนา มองว่าค่าตอบแทนอาจไม่ใช่เรื่องหลักในการดึงคนไว้ การทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมีความรู้สึกว่าได้ทำประโยชน์จริงๆ เดินไปไหนก็มีความสุขเพราะมีคนชม ซึ่งมีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน

“แต่เรื่องรายได้ก็มีความจำเป็น ผมจึงจ่ายค่าล่วงเวลาเต็มๆ ไม่มีค้างหรือลดลง เแต่ต้องเอาแรงมาแลกกัน วันหยุดผมก็ให้ผ่าตัดได้ โรงพยาบาลไม่ขาดทุนแน่ เพียงแต่ลดกำไรลงมานิดหน่อยเท่านั้น”

ในอนาคตข้างหน้า นพ.วัฒนา ต้องการพัฒนาและต่อยอดให้โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นสถาบันแพทย์ควบคู่การรักษาคนไข้ โดยเฉพาะการเป็นสถานที่เรียนรู้พัฒนาบุคลากร หรือเป็นที่ฝึกงานของแพทย์ โดยยึดมั่นในคำขวัญโรงพยาบาล นั่นคือ พัฒนาทุกด้าน บริการทุกคน มาตรฐานสากล สู่ชุมชนสุขภาพดี

 

ใครๆ ก็หลงรัก หมีซุป’ตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2559 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422013

ใครๆ ก็หลงรัก หมีซุป’ตาร์

โดย…ปอย ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถ้าให้ถอดรหัสคำถามว่า… ทำไมใครๆ ก็หลงรักตุ๊กตาหมี ใครๆ ในที่นี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก หรือผู้ใหญ่ เพราะทุกเพศทุกวัยล้วนเทหัวใจให้ตุ๊กตาตัวนี้กันทั้งนั้น เพราะมันให้ความรู้สึกสบายอกสบายใจเวลาได้กอดรัดฟัดตุ๊กตาหมีตัวอ้วนๆ พุงกลมนุ่มๆ รอยยิ้มน่ารักๆ มองแล้วก็อารมณ์ดีทุกทีไป พี่หมีกลายเป็นสัญลักษณ์ความอบอุ่น ความใจดี ของขวัญในทุกเทศกาล ใครคิดอะไรไม่ออกก็เป็นตุ๊กตาหมีดีที่สุด จึงทำให้ตุ๊กตาตัวนี้กลายเป็นขวัญใจคนทั่วโลกไปโดยปริยาย

ช่วงนี้หมีกำลังบุกกรุง หมีน้อยในกระแสที่ต้องไปเซลฟี่ด้วย ก็ต้องเป็นกองทัพแพนด้าเปเปอร์มาเช่ 1,600 ตัว ในโครงการ Pandas+World Tour in Thailand และอีกงานของคนรักหมีต้องไป Celebrity Bears Show จัดขึ้นที่ห้างซีคอนสแควร์ เนรมิตลานน้ำพุให้เป็นโลกแห่งดินแดนของเหล่าหมีซุป’ตาร์ มารวมพลเฉพาะกิจ หมีในดวงใจของใครมีคิวไปปรากฏโชว์ตัวที่ไหนกันบ้าง? แฟนหมีต้องตามไปกระทบไหล่กัน!!!

‘แฟลชม็อบแพนด้า’ ตัวแทนความตระหนักรู้

เพื่อให้ทุกๆ คนได้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจส่งท้ายของกองทัพน้องๆ แพนด้า จึงมีการเชิญชวนให้โหวตสถานที่แฟลชม็อบแห่งสุดท้ายในไทย ผ่านทางเฟซบุ๊ก 1600pandasplusth ในที่สุดผลโหวตก็ออกมาแล้ว และผลอย่างเป็นเอกฉันท์ก็คือ ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ วันศุกร์ที่ 19 มี.ค.นี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น. ใครอยู่เชียงใหม่ เตรียมหยิบกล้องและไม้เซลฟี่ แล้วมาเช็กอินได้เลย

โครงการ 1600 แพนด้าพลัส เวิลด์ ทัวร์ อิน ไทยแลนด์ ยกขบวนมาทักทายสวัสดีชาวไทยตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าภาพหลัก คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เป็นผู้นำเสนอปรากฏการณ์งานศิลปะเชิงอนุรักษ์ระดับโลก น่ารักน่าตื่นตาตื่นใจครั้งแรกในเมืองไทย

พันธมิตรที่ร่วมผนึกกำลังครั้งนี้ คือ กองทุนสัตว์ป่าโลก สำนักงานประเทศไทย (WWF-Thailand) ในการเป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และด้วยความสนับสนุนอีกแรงจากภาครัฐ คือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร จัดว่าเป็นอีเวนต์ยิ่งใหญ่รับช่วงต้นปี เรียกกระแสสนใจให้ประชาชนทั่วไปตลอดจนนักท่องเที่ยวได้ร่วมบันทึกภาพแห่งความประทับใจกันอย่างคึกคัก

 

เริ่มต้นภารกิจในการเยือนเมืองไทยประเดิมที่แรก ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีพระบรมมหาราชวังหรือวัดพระแก้วเป็นฉากหลังอันงดงามและบ่งบอกถึงการมาเยือนเมืองไทยได้อย่างเป็นทางการ โดยสถานที่แต่ละแห่งที่น้องๆ หมีปรากฏตัวในไทยมีทั้งหมด 10 แห่ง แต่ละแห่งจัดแสดงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียกว่า แฟลชม็อบ (flash mob) จากนั้นจึงสลายตัวเมื่อครบ 3 ชั่วโมง และจัดเก็บเตรียมเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ อื่นๆ ต่อไป โดยการเรียงตุ๊กตาใช้อาสาสมัครนับร้อยคนมาช่วยกันจัดเรียงเจ้าหมีแพนด้าในหลากหลายอิริยาบถ วางกระจายบนสนามหญ้าเป็นบริเวณกว้าง น้องๆ หมีแพนด้าเหล่านี้สวมบทบาททูตแห่งการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม

การทัวร์รอบโลกของแพนด้า 1,600 ตัว เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2551 โดยความร่วมมือระหว่างกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) และศิลปินชาวฝรั่งเศส เปาโล กรองจีอง สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแพนด้าน้อยที่ประดิษฐ์ขึ้นจากศิลปะเปเปอร์มาเช่ด้วยกระดาษรีไซเคิล โดยเริ่มแรกเขาได้สร้างสรรค์แพนด้าขึ้นมาทั้งหมด 1,600 ตัว ซึ่งเท่ากับจำนวนแพนด้าที่ยังหลงเหลืออยู่ทั่วโลกในขณะนั้น และตั้งแต่นั้นก็ได้มีการพาแพนด้าน้อยเหล่านี้เดินทางจัดแสดงและสร้างสีสันตามเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตและสถานที่สำคัญต่างๆ กว่า 100 แห่ง ในหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี มาเลเซีย และไทย เพื่อตอกย้ำความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นี่ไม่ใช่เพียงการประกาศให้ทั่วโลกรับรู้ถึงการ “ใกล้สูญพันธุ์” (Endangered) ของจำนวนแพนด้าทที่เหลือทั้งโลกเพียง 1,600 ตัว แต่แพนด้าอันเป็นโลโก้ของ WWF เป็นกระบอกเสียงให้เพื่อนร่วมสถานะอีกหลายชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่นแฟลชม็อบในวันที่ 13 มี.ค. ตรงกับวันช้างไทย ที่ปัจจุบันมีเหลือในผืนป่าเพียง 2,500-3,200 ตัว เช่นเดียวกับเสือโคร่งอินโดจีน มีเหลืออยู่น้อยกว่า 200 ตัว ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 13 ประเทศในโลกที่ยังมีเสือโคร่งหลงเหลืออยู่

โครงการนี้ไม่เพียงให้มาเซลฟี่คู่แพนด้าน้อยน่ารัก หากมุ่งหวังให้คนในประเทศที่ไปจัดแสดง ได้ตระหนักรู้ถึงการอนุรักษ์สัตว์ป่าทุกชนิด ที่กำลังเผชิญสภาพเดียวกันอยู่

 

โครงการ 1600 แพนด้าพลัส เวิลด์ ทัวร์ อิน ไทยแลนด์ จะปิดท้ายความประทับใจ กับเฟสที่ 2 ชวนชมนิทรรศการแพนด้า 1,600 ตัว ทิ้งท้ายอลังการก่อนลาเมืองไทย ระหว่างวันที่ 24 มี.ค.-10 เม.ย.นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ซึ่งก่อนหน้านั้นได้เปิดให้คนรักแพนด้าลงทะเบียนจองผ่านทาง www.1600pandasplusth.com เพื่อขอรับเลี้ยง (Adoption) แพนด้ามาเช่ตัวใหญ่ไซส์แอล 1,600 บาท เอ็ม 1,200 บาท และเอส 800 บาท โดยวันเปิดนิทรรศการ 24 มี.ค.นี้ ผู้จองสิทธิไว้ก็สามารถมาเลือกน้องหมีตัวที่ชอบได้เลย และรับในวันจบนิทรรศการ 10 เม.ย. รายได้จากการอุปการะน้องหมีจะมอบให้กับ WWF-ประเทศไทย เพื่อนำไปใช้พัฒนาโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ในประเทศ โดยเฉพาะช้างป่าไทยและเสือโคร่งต่อไป

ใครที่อยากได้แพนด้ากลับไปอยู่ด้วยที่บ้านต้องรีบแล้ว!

ทำความรู้จักเซเลบริตี้หมีๆ

ถ้าใครอยากเซลฟี่กับ “คุมะมง” แมสคอตต้นฉบับจากประเทศญี่ปุ่น ก็ไม่ควรพลาดงานนี้กันเลย Celebrity Bears Show วันนี้-20 มี.ค.นี้ ห้างซีคอนสแควร์เนรมิตลานน้ำพุให้เป็นโลกแห่งดินแดนของเหล่าหมีซุป’ตาร์มารวมพลเฉพาะกิจ เซเลบหมีชื่อดังหลายๆ ตัวมาโชว์ตัวในงานนี้ สำหรับช่วงสุดสัปดาห์ 19-20 มี.ค. เป็นคิวโชว์ตัวของตุ๊กตาหมีแพดดิงตัน หมีฟองดูว์ หมีครัวซองต์ และพระเอกของงาน “คุมะมง”

ใครยังไม่รู้จัก ลองคลิกยูทูบดูท่าเต้นกายบริหารสุดกวนแก่นเซี้ยวของหมีตัวสีดำแก้มสีแดงตัวนี้ เป็นต้องอุทานกันว่า “น่ารักสุดอ่ะ!” ฝึกเต้นตามก็ไม่ยากด้วยนะ ยังไม่รวมความฮาๆ เปิ่นๆ น่าเอ็นดูที่เขาพาหุ่นอวบอ้วนของตัวเองตกบันไดรถไฟ คุมะมงน้ำหนักประมาณ 100 กก. ในตอนแรกมีร่างกายผ่ายผอม แต่หลังจากได้พบกับของอร่อยมากมายของจังหวัดคุมาโมโตะก็เลย … เป็นการหัวคะมำในหน้าที่ก็ว่าได้ คุมะมงเป็นหมีเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับแคมเปญประชาสัมพันธ์รถไฟชิงคันเซ็น สายคิวชู ถือกำเนิดเมื่อปี 2553 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของเทศบาลจังหวัดคุมาโมโตะ

ถ้าคำนวณอายุหมีซุป’ตาร์ตัวนี้ยังเป็นเด็กน้อยวัยแค่ 6 ขวบ (เพิ่งฉลองวันเกิดไปเมื่อวันที่ 12 มี.ค.) แต่ตามประวัติเขากลับไม่เปิดเผยอายุจริงของตัวเอง! และไลฟ์สไตล์ก็ไม่ใช่เด็กชายวัย 6 ขวบ คุมะมง
ชื่นชอบการแต๊ะอั๋งสาวๆ เป็นที่สุด ยิ่งถ้าเป็นไอดอลสาวก็ยิ่งให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ!!!

 

ด้านหน้าที่การงานก็ถือเป็นชายหนุ่มอนาคตไกล กับตำแหน่งผู้อำนวยการด้านความสุขแห่งจังหวัดคุมาโมโตะ ที่ไต่เต้ามาจากการเป็นพนักงานชั่วคราว ล่าสุดเลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายขายของจังหวัดคุมาโมโตะ

พระเอกของจังหวัดคุมาโมโตะที่เคยเป็นเพียงจังหวัดทางผ่านเล็กๆ ทางตอนกลางของเกาะคิวชู และเพิ่งมีรถไฟชิงคันเซ็นวิ่งเข้าเมืองเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ชาวเมืองได้ร่วมใจกันสร้างแมสคอตตัวนี้ขึ้น เพื่อเป็นทูตต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาพร้อมรถไฟความเร็วสูง โดยการสร้างตัวตนด้วย 3 บุคลิก คือ แอ็กชั่นทะเล้นน่ารัก กระตือรือร้นมุ่งมั่นในงานประชาสัมพันธ์เมือง และเป็นหมีสร้างไออุ่นเพื่อให้ได้ความรักตอบกลับจากคนรอบข้าง

นอกจากการสร้างเรื่องราวให้หมีตัวนี้แล้ว ความร่วมแรงร่วมใจของทีมงานเทศบาลจังหวัดที่ขยันพาหมีคุมะมงไปออกงานสังคมทั่วประเทศ (หมีเซเลบตัวจริงอะไรจริง) ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หมีสีดำแก้มสีแดงมีชื่อเสียงขึ้นได้ทันใด

ถ้าถามคนในวงการหมีๆ ด้วยกัน เจ้าของตุ๊กตาหมี “โอ้ แบร์” (Oh Bear) แบรนด์สัญชาติไทยแท้ นพัฐห์ ปูคะวนัช ไขกุญแจแห่งความสำเร็จหมีตัวญี่ปุ่นตัวนี้ กล่าวว่า หลักการสร้างแมสคอตให้โด่งดัง นอกจากต้องมีการวางแผนการตลาดที่ดีเยี่ยมแบบนี้แล้ว การสร้างตุ๊กตาให้มากกว่าธุรกิจโดยเข้าไปถึงชุมชน ให้ทุกคนมีความรู้สึกถึงความร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อส่วนรวม อย่างเช่นชาวเมืองคุมาโมโตะ นี่คือโมเดลทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูง แล้วถ้าถามว่าแบรนด์ไทยก้าวตามได้ไหม ตอบเลยว่า…ยากมาก!!!

“ไม่ใช่ว่าตุ๊กตาเราไม่น่ารักเท่าเขานะคะ ตุ๊กตาหมีตัวไหนก็น่ารักทั้งนั้น คือ ถ้าให้เลือกระหว่างตุ๊กตาหมีกับตุ๊กตากระต่าย ดิฉันเชื่อว่ากว่าครึ่งก็ต้องเลือกน้องหมี ดิฉันก็อยากตั้งเป้าให้หมีไทยโด่งดังแบบนั้นค่ะ” นพัฐห์ กล่าวด้วยมุมมองคนทำตุ๊กตาหมีติดยี่ห้อดัง

 

โอ้ แบร์ โกอินเตอร์ตอนไปออกบูธในงานทศกาลของขวัญ BIG & BIH แล้วมีนักธุรกิจญี่ปุ่นมาขอเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงผู้เดียว ในการสร้างโอ้ แบร์ นพัฐห์วางกลยุทธ์สร้างแบรนด์หวังปั้นให้ตุ๊กตาหมีเลือดไทยตัวนี้ เจริญรอยตามตุ๊กตานอกอย่างมิกกี้เมาส์ ที่ใครไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ก็ต้องซื้อกลับมาเป็นของที่ระลึก

“ดิฉันทำการตลาดให้เป็นสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ มีวางจำหน่ายเฉพาะที่คิง เพาเวอร์ เท่านั้น หมีโอ้ แบร์ มีแฟนคลับทั่วโลกเลยค่ะ เพราะความแปลกของมันแตกต่างจากตุ๊กตาหมีทั่วๆ ไป ที่มีทั้งขนตรง ขนหยิก ขนนิ่ม หรือขนโมแฮร์ แต่โอ้ แบร์ เป็นหมีไม่มีขนค่ะ ให้ความรู้สึกช็อกดี (บอกพร้อมเสียงหัวเราะ) ทำจากผ้าสีสันลวดลายจี๊ดจ๊าดสดใส บางตัวทำจากหนังสีน้ำตาลดูบุคลิกโหดๆ นิดๆ สร้างความแปลกตา มันจึงไม่ใช่แค่ของเล่นค่ะ เป็นของขวัญของที่ระลึกก็ได้ ของใช้ห้อยพวงกุญแจห้อยกระเป๋าก็ได้ โดยมีกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และมียอดส่งขายไปออสเตรเลีย ไต้หวัน และแถบยุโรป” นพัฐห์ กล่าว

ตุ๊กตาหมีดังๆ ฝีมือคนไทยอีกตัว Bearbrick สีโมโนโทนขาวดำเพนต์ลวดลายบนลำตัวในสไตล์ศิลปะกราฟฟิตี้ ตัวนี้ชื่อว่า MMFK ผลิตลิมิเต็ด เอดิชั่น เพียง 500 ตัว สำหรับขายในเมืองไทย และอีก 100 ตัว สำหรับโกอินเตอร์ไปขายในญี่ปุ่น ทันทีที่เปิดขายทางออนไลน์ใช้เวลาเพียง 40 วินาที ขายได้หมดเกลี้ยง 200 ตัว อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็แน่นอนว่าตอนนี้ถ้าใครอยากครอบครองเจ้าหมีตุ๊กตาแบร์บริกรุ่นนี้ ก็ต้องตามหาในวงแคบเฉพาะกลุ่มคนเล่นเท่านั้น เพราะมันกลายเป็นของสะสมสมบัติผลัดกันชมราคาสูงไปแล้ว ปรชน สาธานนท์ เจ้าของตุ๊กตาหมีแบร์บริค MMFK บอกว่า ตุ๊กตาฝีมือเพนต์โดยศิลปินไทย ตั้ม-พฤษ์พล มุกดาสนิท ผู้ล่วงลับ ความเป็นที่ยอมรับในวงการสตรีทอาร์ตชั้นแนวหน้าทำให้ตุ๊กตาตัวนี้มีชื่อเสียงไปด้วย

ปรชนนำตุ๊กตาหมีตัวนี้มาโชว์ในงานรวมพลหมีเซเลบที่ซีคอนสแควร์ เล่าว่า วันเปิดตัวขายตุ๊กตาหมีรุ่นลิมิเต็ด 500 ตัวในไทย ในงาน แบร์บริค เวิลด์ ไวด์ ทัวร์ เมื่อปีที่แล้วในห้างสยามเซ็นเตอร์ เป็นวันที่คนเยอะคึกคัก บรรยากาศวุ่นวายยิ่งกว่าวันเปิดขายรองเท้าอาดิดาสเสียอีก!

แล้วถ้าเข้าใจกันว่าตุ๊กตาหมีเป็นของเล่นเด็กๆ ผู้หญิงบุคลิกน่ารักอ่อนหวาน ก็คงไม่ใช่เจ้าตุ๊กตาตัวนี้แน่ๆ มันดีไซน์มาจากโมเดลเลโก้ คนชื่นชอบตุ๊กตาหมีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆ หุ่นยนต์ ก็จะเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่ แล้วยิ่งมีการ Collaborate กับศิลปินโด่งดัง แบร์บริก MMFK ชื่อเสียงก็ยิ่งกระฉ่อน

“ลายตุ๊กตาหมีมาจากตัวคาแรกเตอร์ ชื่อ Mr. Hell Yeah จุดเด่นอยู่ที่มีหนวดเฟิ้มขนสีดำทั้งตัว มีตาดวงเดียว ถ้าใครเป็นแฟนของ ตั้ม พฤษ์พล ก็จะคุ้นเคยกับลายนี้ วันเปิดขายใช้วิธีรับบัตรคิวแล้วจับสลากครับ ผมจำได้ว่าเป็นวันที่คนมารอซื้อแล้วกลับไปมือเปล่าไม่ได้ตุ๊กตาไปด้วย เยอะมากๆ เปิดตัวในราคา 3,000 กว่าบาท แต่ในเวลานี้ราคาวิ่งไปเรื่อยในราคา 5 หลักแล้ว

แบร์บริกเป็นของเล่นผลิตโดยบริษัท Medicom ประเทศญี่ปุ่น แต่มาบูมในเมืองไทยเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วนี้เอง ผมจำได้เลยครับว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเคยเห็นวางขายที่ตลาดคลองถม ตัวเล็กสุด 20 บาท ไม่มีใครสนใจซื้อมันเลย แต่ตอนนี้บางตัวมันวิ่งไปที่ 500 บาท แฟนๆ ผู้ที่ชื่นชอบมันก็คือ กลุ่มคนที่รักในวงการศิลปะกราฟฟิตี้ ชื่นชอบการแต่งกายในแฟชั่นสตรีทแวร์และเป็นแฟนคลับของตั้ม ทุกคนก็อยากได้กันทั้งนั้น MMFK 100 ตัวในญี่ปุ่นฝีมือดีไซน์ของศิลปินไทยคนนี้ ก็เป็นที่ต้องการและหายากเช่นกันครับ” ปรชน บอก

สำหรับแบร์เลิฟเวอร์ในงานนี้ยังมีตุ๊กตาหมีในดวงใจอีกหลายๆ ตัว ยกขบวนมาทั้ง โป กังฟูแพนด้า หมีจอมขี้เกียจริลัคคุมะ ชอบนอน ชอบการพักผ่อน หรือหมีฝั่งยุโรป พูห์ เท็ดดี้ แต่ละตัวล้วนมีประวัติที่น่ารักไม่แพ้กัน

ใครที่รักหมี เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความสุขแท้จริง

 

เซเลบรุ่นใหม่รวมใจช่วยสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2559 เวลา 16:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421673

เซเลบรุ่นใหม่รวมใจช่วยสังคม

โดย…ภาดนุ

คนเรามีโอกาสดีๆ ในชีวิตไม่เท่ากัน คนที่เกิดมาต้นทุนชีวิตสูงย่อมได้เปรียบกว่า เพราะสามารถสร้างโอกาสที่ดีหลายอย่างในชีวิตได้ ยิ่งถ้าพวกเขานำโอกาสดีๆ เหล่านี้มามอบให้ผู้ที่ด้อยกว่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง เหมือนกับเซเลบนักบริหารรุ่นใหม่เหล่านี้ที่รวมตัวกันเพื่อมอบโอกาสดีๆ ในการช่วยเหลือผู้คนในสังคม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นที่สุด

กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่รวมตัวช่วยสังคม

นพพล เตชะพันธ์งาม ทายาทและผู้บริหาร บริษัท สมพลเบดดิ้ง แอนด์ แมทเทรส อินดัสตรี (SPB) ในฐานะผู้อำนวยการกลุ่มเน็กซ์ซัส ประเทศไทย (Nexus Thailand) เล่าว่า กลุ่มเน็กซ์ซัส (Nexus) ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาในปี 2011 โดยมีจุดมุ่งหมายในการให้ความรู้กับผู้ถือครองความมั่งคั่งรุ่นใหม่ (ทายาทธุรกิจต่างๆ ผู้รับมรดก หรือนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ) ในการช่วยเหลือสังคมยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่การบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังมีด้านการลงทุนจัดตั้งหรือให้คำแนะนำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise หรือ SE) การลงทุนเพื่อสังคม (Impact Investing) และการบริจาคอย่างมีกลยุทธ์และตรวจวัดผลได้

“สำหรับกลุ่มเน็กซ์ซัส ประเทศไทย ซึ่งตั้งขึ้นในปี 2013 ก็มีจุดมุ่งหมายที่เหมือนกัน นั่นคือ การให้ความรู้กับผู้ถือครองความมั่งคั่งที่เป็นทายาทหรือเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ ในเรื่องของการช่วยเหลือสังคมสมัยใหม่ที่มีกลยุทธ์และสามารถตรวจวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยก่อนหน้านี้ผมและเพื่อนๆ ได้มีการทำงานอาสาสมัครผ่าน ‘เครือข่ายจิตอาสารุ่นเยาว์แห่งประเทศไทย’ (Thai Young Philanthropist Network หรือ TYPN) เครือข่ายที่ก่อตั้งขึ้นโดย เอด้า จิรไพศาลกุล ในปี 2009 อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา TYPN ได้ให้การสนับสนุนเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม (SE) เรื่องการให้ความรู้ผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งจัดกิจกรรมประกวดธุรกิจเพื่อสังคมเป็นครั้งแรกในเมืองไทยในปี 2010 ซึ่งตัวผมเองมีหน้าที่ช่วยดูแลการหาสมาชิกใหม่ๆ ให้กับ TYPN

ต่อมาเอด้าได้ไปเจอกับผู้ก่อตั้งเน็กซ์ซัสตอนไปฮ่องกง ทางเน็กซ์ซัสจึงถามว่าต้องการให้มีเน็กซ์ซัส ประเทศไทยมั้ย เอด้าเห็นว่าผมถนัดเรื่องนี้ จึงให้ผมรับหน้าที่ผู้อำนวยการเน็กซ์ซัส ประเทศไทย ตั้งแต่นั้นมา ซึ่งเครือข่ายเน็กซ์ซัสจะมีอยู่ทุกทวีปทั่วโลก”

นพพล บอกว่า บทบาทหน้าที่ของเน็กซ์ซัสฯ ในช่วงที่ผ่านมาก็คือ จัดการประชุมสุดยอด เน็กซ์ซัส ประเทศไทย (Nexus Thailand Youth Summit) ปีละ 1 ครั้ง โดยรูปแบบจะเป็นการเชิญชวนผู้ถือครองความมั่งคั่งรุ่นใหม่ให้มาเข้าร่วมสัมมนาเรียนรู้การช่วยเหลือสังคมสมัยใหม่

นพพล เตชะพันธ์งาม

 

“อย่างครั้งแรกเลย เราจัดเป็นบูธแคมป์ 2 วัน 1 คืน ที่หัวหิน วันแรกเริ่มต้นด้วยการบรรยายเรื่องปัญหาสังคมต่างๆ ที่ประเทศไทยและทั่วโลกเผชิญ ตามด้วยการให้ความรู้ว่าคนอื่นเขาทำอะไรเพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคมนั้นๆ ไปแล้วบ้างผ่านวิธีการต่างๆ กัน วันที่สองเป็นการเชิญชวนให้ผู้ทำ SE มาเจอกับสมาชิกกลุ่มเน็กซ์ซัสฯ ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจ ซึ่งสมาชิกจะระดมความคิดมาช่วยต่อยอดหรือแก้ปัญหาธุรกิจ SE ให้

ที่จริงแล้วการเชิญชวนให้ทายาทและนักธุรกิจรุ่นใหม่มาร่วมกลุ่มเน็กซ์ซัสฯ มีหลักเกณฑ์ในการเลือกพอสมควร คือ 1.ต้องมีความพร้อม ความรู้ ความสามารถ และความสนใจอย่างแท้จริงที่จะเข้าร่วมกลุ่ม 2.ต้องอายุไม่เกิน 40 ปี 3.มีระดับความมั่งคั่งส่วนบุคคลหรือของครอบครัวตามเกณฑ์ที่เน็กซ์ซัสฯ กำหนดไว้

ต้องบอกว่าเน็กซ์ซัสฯ ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือสังคมโดยตรง แต่มีหน้าที่ให้ความรู้ แรงบันดาลใจ และช่วยสร้างมิตรภาพในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ ทรัพยากร และความต้องการที่จะสร้างความต่างในเชิงบวกให้กับสังคม ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสมาชิกของเราแต่ละคนจะตั้งโครงการอะไรขึ้นมา โดยบางคนอาจจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล บางคนจัดงานวิ่งการกุศล บางคนก็นำเอาทรัพยากรที่ครอบครัวตนเองมีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคม บางคนพร้อมที่จะลงทุนในกองทุน Impact Investing หรือบางคนก็มาช่วยเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ให้กับ SE”

ในฐานะที่เป็นทายาทและผู้บริหารบริษัทที่ธุรกิจหลักเกี่ยวข้องกับที่นอนและเครื่องนอน นพพลบอกว่า ที่ผ่านมาบริษัทของเขาได้บริจาคที่นอนและเครื่องนอนให้กับผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือผู้ด้อยโอกาสมาตลอด 20 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ เช่น ผู้ประสบอุทกภัยในไทย ผู้ประสบภัยไต้ฝุ่นที่ฟิลิปปินส์ และล่าสุดผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เนปาล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการทำแคมเปญธุรกิจร่วมกับการช่วยเหลือสังคมควบคู่กันไปด้วย

“ผมคิดว่าการช่วยเหลือสังคมเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบที่ทุกคนต้องมี การที่ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นมาได้  เพราะสังคมได้ให้โอกาสเราจนเรามีวันนี้ ดังนั้นเมื่อเราได้โอกาสที่ดีจากสังคมแล้ว เมื่อถึงเวลาเราก็ควรจะคืนโอกาสดีๆ นั้นให้กับสังคมเพื่อเป็นการตอบแทนบ้างเช่นกัน”

ทุนการศึกษาคือรากฐานของชีวิต

ด้าน ดร.ศิริภัทรา คูสุวรรณ ณ ระนอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เพิร์ล ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และยานยนต์ใน จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันเธอก็เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มเน็กซ์ซัสฯ เช่นกัน ซึ่งก่อนที่จะมาเป็นสมาชิกของกลุ่ม เธอได้มอบทุนการศึกษาให้เด็กที่เรียนดีทั้งสายสามัญและสายอาชีพเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว แต่การได้เข้ามาในกลุ่มเน็กซ์ซัสฯ ก็ได้ช่วยเปิดมุมมองความคิดให้กว้างขึ้น และสามารถทำอะไรได้มากกว่าการให้แค่ทุนการศึกษาเท่านั้น

“การช่วยเหลือสังคมที่ดิฉันทำมาตลอดมี 3 ด้านหลักๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษา คือ ด้านแรก การให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน ซึ่งดิฉันจะเน้นช่วยคนที่ จ.ภูเก็ต เพราะเป็นบ้านเกิดที่ดิฉันเรียนตอนเด็กๆ และอีกที่หนึ่งก็คือประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดิฉันได้ไปศึกษาต่อ”

ดร.ศิริภัทรา เสริมว่า เด็กที่ได้รับทุนการศึกษานั้นมีช่วงอายุตั้งแต่มัธยมต้นจนถึงระดับมหาวิทยาลัย โดยต้องมีคุณสมบัติคือเรียนดี ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และปัจจุบันเธอเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิออกซฟอร์ดไทย ฟาวเดชั่น (Oxford Thai Foundation) เพื่อจัดหาทุนการศึกษามอบให้กับนักศึกษาไทยที่ต้องการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดที่เธอเรียนจบมาด้วย โดยเน้นให้ทุนการศึกษาในระดับปริญญาโท ซึ่งคุณสมบัติคือต้องเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ มีคุณสมบัติเหมาะสม และเมื่อเรียนจบมาแล้วจะสามารถกลับมาทำงานและช่วยเหลือสังคมไทยต่อไปได้

ดร.ศิริภัทรา คูสุวรรณ

 

“ด้านที่สอง การให้ความรู้และการแนะนำอาชีพให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นการปลูกฝังให้พวกเขาขยันศึกษาหาความรู้เรื่องเรียน และค้นหาอาชีพของตัวเองในอนาคต อย่างนักเรียนที่ได้รับทุนจากดิฉันก็จะไม่ได้รับแค่ทุนการศึกษาอย่างเดียว นักเรียนบางคนที่พอจะรู้ว่าตัวเองอยากเรียนด้านไหนในระดับมหาวิทยาลัย ดิฉันจะพยายามช่วยให้เขาได้พูดคุยกับคนในสายอาชีพนั้นๆ เพื่อให้เขาเข้าใจในสายงานมากขึ้น และช่วยตัดสินใจในการเลือกวิชาเรียนต่อได้ อย่างธุรกิจที่ครอบครัวดิฉันทำมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานโรงแรมด้วย เราก็เปิดโอกาสให้เด็กที่สนใจงานด้านโรงแรมเข้ามาฝึกงาน เด็กที่มีความสามารถสูงและขยันจะได้รับค่าจ้างแบบฟูลไทม์เหมือนพนักงานประจำ ซึ่งเด็กเหล่านี้จะได้เงินจากการทำงานเพื่อไปใช้ในการเรียนต่อไป

ด้านที่สาม การนำความรู้ที่ดิฉันมีไปช่วยเหลือสังคม เนื่องจากดิฉันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของโรงเรียนสตรีภูเก็ต โรงเรียนประจำจังหวัดที่ดิฉันเคยศึกษาเมื่อสมัยมัธยมต้น ดิฉันจึงให้ทั้งคำแนะนำและใช้ความสามารถทางด้านธุรกิจและคอนเนกชั่นส่วนตัวมาช่วยหาทุนหรือทำโครงการต่างๆ เพื่อหารายได้ให้กับโรงเรียนด้วย เช่น ช่วยจัดการแข่งขันวิ่งมินิมาราธอน เพื่อหาเงินสร้างอาคารกีฬาหลังใหม่ให้โรงเรียน หรือการให้คำแนะนำโรงเรียนประถมของดิฉันในการใช้พื้นที่โรงเรียนให้เป็นประโยชน์เพื่อหารายได้เสริมให้กับโรงเรียน เป็นต้น”

ดร.ศิริภัทรา ทิ้งท้ายว่า การที่เธอช่วยเหลือสังคมมาตลอดกว่า 10 ปี เป็นเพราะได้รับการปลูกฝังจากครอบครัวซึ่งเป็นนักธุรกิจ โดยให้คิดเสมอว่าการที่ธุรกิจเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะคนในสังคม ฉะนั้นหากสามารถมอบโอกาสที่ดีกลับคืนให้สังคมได้ ก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

กีฬาสร้างเด็กๆ ให้เติบโตเป็นคนดีมีคุณภาพ

สำหรับ รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท พัฒนา สปอร์ต คลับ ซึ่งทำธุรกิจสนามกอล์ฟ สนามฟุตบอล และโรงแรมใน จ.ชลบุรี ภายใต้ธุรกิจกลุ่มไทยซัมมิท เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่อีกคนที่ทำธุรกิจไปพร้อมกับการช่วยเหลือสังคมด้วย รุจิรพรรณ บอกว่า การได้ทำธุรกิจสนามฟุตบอลขนาด 7,000 ที่นั่ง ทำให้เธอปิ๊งไอเดียในการขยายขอบเขตในเรื่องกีฬาที่นอกเหนือจากกอล์ฟ นั่นก็คือฟุตบอล เพื่อให้คนในสังคมได้มีส่วนร่วมในการเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพได้มากขึ้น

“ดิฉันเริ่มเข้าไปเป็นสมาชิกของเน็กซ์ซัสฯ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งขึ้น จึงรู้จักกับนพพล (ผู้อำนวยการกลุ่มเน็กซ์ซัสฯ) และสมาชิกคนอื่นๆ ซึ่งก่อนที่จะมาเข้ากลุ่ม ดิฉันยังไม่มีโครงการช่วยสังคมเป็นของตัวเอง แต่มักจะชอบไปช่วยทำโครงการของเพื่อนๆ ซะมากกว่า พอดีว่าช่วงนั้นดิฉันสนใจกิจกรรมที่สามารถต่อยอดธุรกิจได้ด้วยและช่วยสังคมได้ด้วยอยู่แล้ว การได้ไปเข้าร่วมสัมมนาและได้รับรู้ถึงรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อสังคม (SE) ไปด้วย ทำให้ดิฉันเริ่มสนใจศึกษาเพิ่มเติมและเรียนรู้ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ทั้งสองทางนี้มากขึ้น

รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ

 

ประกอบกับช่วงนั้นบริษัทเราได้เริ่มทำโครงการ ‘ฟุตบอล อุตสาหกรรม คัพ’ มาได้พักใหญ่ ดิฉันจึงนำแนวคิดและวิธีการของธุรกิจเพื่อสังคมมาผสมผสานในโครงการนี้ด้วย ซึ่งสนามฟุตบอลของเราอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมทางด้านตะวันออกของ จ.ชลบุรี เราเลยจัดการแข่งขันเป็นทัวร์นาเมนต์ขึ้นมา แล้วจึงชักชวนนักเตะจากทีมอุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมแข่งขันฟุตบอลกัน ซึ่งตอนจัดปีแรกทาง จ.ชลบุรี ก็ชอบไอเดียและให้เงินสนับสนุนมาก้อนหนึ่ง จากเริ่มต้นมีทีมเข้าแข่งขัน 16 ทีม ตอนนี้กลายเป็น 32 ทีม ซึ่งปีนี้ก็จัดมาเป็นปีที่ 6 แล้ว”

รุจิรพรรณ เสริมว่า ปัจจุบันมีการปรับรูปแบบการแข่งขันทุกปี โดยเน้นความเป็นมืออาชีพมากขึ้นทั้งโค้ช กรรมการ และตัวนักเตะ จนตอนนี้มีการแบ่งการแข่งขันออกเป็นดิวิชั่น 1 ดิวิชั่น 2 และปีหน้าก็จะดีลกับนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก

“บริษัทอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มักจะสนับสนุนพนักงานให้เป็นนักเตะอยู่แล้ว เพราะช่วยในเรื่องความแข็งแรงของร่างกายและห่างไกลจากยาเสพติด ซึ่งหลายฝ่ายก็ได้ประโยชน์จากกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอลนี้ร่วมกัน ปัจจุบันนี้เราจึงต่อยอดด้วยการนำเด็กมาฝึกเป็นนักกีฬาในทีมฟุตบอลคลับของเราเอง โดยก่อตั้งสโมสรพัฒนา เอฟซี ซึ่งมีเด็กที่มาฝึกเป็นนักเตะประมาณ 50 คน อายุ 13-17 ปี โดยร่วมกับโรงเรียนใน จ.ชลบุรี นำเด็กๆ มาฝึกฝน มีโค้ชสอน มีที่กินที่อยู่เสร็จสรรพ ผู้ปกครองก็แฮปปี้เพราะไม่ต้องห่วงว่าเด็กจะออกนอกลู่นอกทาง ทำไปทำมาปีที่แล้วเราชนะถึง 6 แชมป์ด้วยกัน ซึ่งมีแชมป์ระดับประเทศรุ่นอายุ 14 ด้วย”

รุจิรพรรณ ทิ้งท้ายว่า การทำเช่นนี้ก็เหมือนช่วยพัฒนาศักยภาพของฟุตบอลและนักเตะไทยไปในตัว ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นต้นแบบสโมสรฟุตบอลมืออาชีพของไทยได้ในอนาคต “ดิฉันมองว่าการช่วยเหลือสังคมของเราไม่ใช่แค่ว่าให้เงินไปแล้วก็จบ แต่เราอยากจะสร้างการพัฒนาให้พวกเขาก้าวไปสู่อาชีพไปพร้อมกันด้วย ดิฉันจึงอยากให้คนรุ่นใหม่หันมาเปลี่ยนแนวคิดในการทำธุรกิจเพื่อช่วยเหลือสังคมกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่าเป็นการให้ที่ยั่งยืนมากกว่าตัวเงินแน่นอนค่ะ”

 

สู้ภัยแล้งวิถีคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421320

สู้ภัยแล้งวิถีคนเมือง

โดย…พริบพันดาว ภาพ…คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เอพี, เอเอฟพี

ฤดูร้อนครั้งใดก็ต้องเจอปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ความเป็นเมืองหรือวิถีเมืองจะถูกข้อครหาว่า มีการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย จากสถิติพฤติกรรมการใช้น้ำของคนในเมืองคือ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ) ใช้น้ำกันไปเดือนละ 157-161 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งคนกรุงเทพฯ ใช้น้ำเฉลี่ยวันละ 200 ลิตร มากกว่าคนต่างจังหวัด หรือคนชนบท ใช้น้ำเพียงวันละ 50 ลิตร ถึง 4 เท่า

ปัจจุบันและหลายปีที่ผ่านมา การรณรงค์จากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการที่จะปลุกจิตสำนึกให้คนเมืองมีการใช้น้ำอย่างประหยัดก็ได้ผลขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเพาะแค่หน้าร้อนที่มีภัยแล้ง แต่คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็พยายามใช้น้ำอย่างมีคุณค่ามากที่สุดอย่างต่อเนื่อง และยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งที่สร้างความเดือดร้อนให้ภาคเกษตรกรรมในต่างจังหวัด คนเมืองก็มีความตื่นตัวที่จะร่วมด้วยช่วยกัน ไม่รอคอยจนภัยแล้งมาถึงตัว จึงค่อยรณรงค์ประหยัดน้ำ

ประหยัดน้ำดีเด่นแนวทางการประปานครหลวง

การประปานครหลวง (กปน.) มีโครงการ “ช่วยราษฎร์ ช่วยรัฐ ช่วยประหยัดน้ำประปา” สำหรับผู้ใช้น้ำที่ประหยัดน้ำได้มากกว่า 10% และไม่ต่ำกว่า 5 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยจะให้รางวัลเป็นส่วนลดค่าน้ำจำนวน 100 บาท (ขนาดมาตรไม่เกิน 1 นิ้ว) และจำนวน 200 บาท (ขนาดมาตร 1 ½ นิ้ว ขึ้นไป)

ในปี 2558 ที่ผ่านมา มีผู้ใช้น้ำให้ความร่วมมือประหยัดน้ำได้ตามเกณฑ์เป็นจำนวนถึง 428,819 ราย คิดเป็นเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 43,731,000 บาท และปริมาณน้ำที่ใช้ลดลงรวม 8,965,230 ลบ.ม. ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีในการประหยัดน้ำของคนกรุงเทพฯ

 

นอกจากนี้ กปน.ยังมีการแจกโล่รางวัลให้หน่วยงานราชการ องค์กร บริษัท ห้างร้านต่างๆ ที่ประหยัดน้ำได้ถึงเกณฑ์ที่วางไว้ โดยในปี 2558 มีผลดังนี้ ประเภทอุตสาหกรรม 1.บริษัท คาราบาวตะวันแดง ลดการใช้น้ำลง 22.44% หรือ 4,778 ลบ.ม. ด้วยการนำน้ำในระบบการผลิต ปริมาณ 40% มารีไซเคิลเพื่อใช้ในการล้างขวด 2.บริษัท กระดาษสหไทย ลดการใช้น้ำลง 19.02% หรือ 6,844 ลบ.ม. โดยการนำน้ำในระบบการผลิตปริมาณ 60% มารีไซเคิลและใช้น้ำบาดาลร่วมด้วย 3.บริษัท ยูแทคไทย ลดการใช้น้ำลง 16.41% หรือ 9,838 ลบ.ม. ประหยัดน้ำโดยการนำน้ำในระบบการผลิตมารีไซเคิลมีการตรวจสอบการรั่วไหลและปรับลดแรงดันในส่วนพื้นที่ที่ไม่จำเป็น 4.บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) ลดการใช้น้ำลง 15.86% หรือ 15,511 ลบ.ม. โดยการใช้อุปกรณ์ก๊อกประหยัดน้ำ นำน้ำจากกระบวนการผลิตที่ยังสะอาดมารีไซเคิลใช้ล้างรถ ล้างกล่องใส่ไก่ที่เปื้อนสกปรก และ 5.บริษัท พัฒนาผ้าไทย ลดการใช้น้ำลง 15.06% หรือ 8,892 ลบ.ม. ประหยัดน้ำโดยการนำน้ำในระบบการผลิตปริมาณ 1,000 ลบ.ม. มารีไซเคิลและใช้น้ำบาดาลร่วมด้วย

ประเภทโรงแรม ภัตตาคาร และสถานบันเทิง 1.โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ลดการใช้น้ำลง 15% หรือ 3,997 ลบ.ม. ด้วยการการรณรงค์ให้พนักงานประหยัดน้ำโดยปิดป้ายประกาศตามจุดต่างๆ และได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยนเรศวรในการศึกษาวิจัยการประหยัดน้ำในองค์กร 2.สวิสโฮเต็ล ปาร์ค นายเลิศ กรุงเทพฯ ลดการใช้น้ำลง 13.73% หรือ 2,550 ลบ.ม. โดยการจัดอบรมเรื่องการประหยัดน้ำแต่ละแผนก นำน้ำใช้แล้วมารดต้นไม้ มีการซ่อมบำรุงระบบคูลลิ่ง ทาวเวอร์ และอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ รวมถึงตรวจสอบและเร่งแก้ไขรอยรั่วซึม 3.บริษัท เดอะมอลล์ บางกะปิ คอมเพล็กซ์ ลดการใช้น้ำลง 11.70% หรือ 2,511 ลบ.ม. ประหยัดน้ำโดยการมีมาตรการประหยัดน้ำควบคุมโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ 4.บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป (เดอะมอลล์ บางแค) ลดการใช้น้ำลง 11.21% หรือ 3,823 ลบ.ม. ประหยัดน้ำโดยการนำน้ำที่ใช้แล้วในระบบกลับมารีไซเคิลอีกครั้ง และ 5.บริษัท เดอะมอลล์ ชอปปิ้ง คอมเพล็กซ์ (เดอะมอลล์ ท่าพระ) ลดการใช้น้ำลง 10.63% หรือ 2,907 ลบ.ม. โดยการตรวจสอบยอดน้ำทุกวัน ติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดน้ำทุกจุด และกำหนดมาตรการประหยัดน้ำ โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่ให้ควบคุมในแต่ละจุดการใช้น้ำ

ประเภทสถานศึกษา 1.โรงเรียนท่าอิฐศึกษา ลดการใช้น้ำลง 23.96% หรือ 1,246 ลบ.ม. ด้วยการรณรงค์ให้เด็กนักเรียนร่วมกันประหยัดน้ำและเปลี่ยนมาใช้ก๊อกประหยัดน้ำ 2.อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ลดการใช้น้ำลง 23.77% หรือ 358 ลบ.ม. โดยการเปลี่ยนมาใช้ก๊อกประหยัดน้ำ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก กปน. โดยโครงการช่างประปาเพื่อประชาชนช่วยเปลี่ยนก๊อกให้กับทางโรงเรียน 3.มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ลดการใช้น้ำลง 20.95% หรือ 1,225 ลบ.ม. โดยการรณรงค์ประหยัดน้ำนำน้ำที่ใช้แล้วมาบำบัดเติมอากาศ และรดน้ำต้นไม้โดยใช้น้ำในสระน้ำพุ เป็นต้น 4.วิทยาลัยเทคโนโลยี สหะพาณิชย์ บริหารธุรกิจ ลดการใช้น้ำลง 19.88% หรือ 353 ลบ.ม. โดยการจัดตั้งโครงการประหยัดน้ำประจำวิทยาลัย และ 5.วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ลดการใช้น้ำลง 19.61% หรือ 636 ลบ.ม. โดยเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์รณรงค์ประหยัดน้ำ ขอความร่วมมือจากครูและนักเรียน และมีการใช้สปริงเคลอร์รดน้ำต้นไม้เป็นเวลา

ประเภทหน่วยงานราชการ มีวิธีในการลดการใช้น้ำรูปแบบเดียวกัน คือการรณรงค์ให้ประหยัดการใช้น้ำตามจุดต่างๆ พร้อมทั้งซ่อมบำรุงระบบท่อในหน่วยงานใต้สังกัด 1.กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ลดการใช้น้ำลง 27.98% หรือ 6,154 ลบ.ม. 2.สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ลดการใช้น้ำลง 17.26% หรือ 3,332 ลบ.ม. 3.กรมศิลปากร ลดการใช้น้ำลง 15.77% หรือ 2,749 ลบ.ม. 4.กรมช่างโยธาทหารอากาศ ลดการใช้น้ำลง 13.88% หรือ 39,369 ลบ.ม. และ 5.เรือนจำพิเศษธนบุรี ลดการใช้น้ำลง 10.01% หรือ 3,435 ลบ.ม.

หนึ่งในองค์กรประเภทสถานศึกษาที่ได้รับรางวัล วิโรจน์  จันทรมณี รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน บอกว่า ทางวิทยาลัยฯ ก็มีการรณรงค์ตามนโยบายของภาครัฐอยู่แล้ว ซึ่งต้องการให้ประหยัดพลังงานในทุกเรื่องให้ได้ 10%

“ปกติแล้วที่วิทยาลัยก็มีอุปกรณ์ชำรุด ซึ่งทำให้น้ำรั่วไหลออกไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็ทำการตรวจซ่อมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก๊อกน้ำ วาล์วน้ำ ท่อน้ำทั้งหมด ทุกจุดที่น้ำเกิดการรั่วไหลได้ บางทีเด็กนักเรียนใช้แล้วลืมปิดหรือปิดไม่สนิท ก็มีการเปลี่ยนจากก๊อกหมุนธรรมดาเป็นก๊อกที่เปิดปิดอัตโนมัติ ซึ่งทำให้เราลดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ แล้วให้ฝ่ายอาคารต่างๆ ดูแลจุดรั่วต่างๆ ของท่อน้ำ ก๊อกน้ำ อย่างเข้มงวด มีการควบคุมแก้ไขและรายงานผลการตรวจสอบเป็นระยะ ผมคิดว่าจากการดำเนินการตรงนั้นก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าน้ำประปาลงไป”

สำหรับเด็กนักเรียนนักศึกษา วิโรจน์ ก็ชี้ว่าให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบ สร้างความตระหนักและสร้างจิตสำนึกในเรื่องการรณรงค์ประหยัดน้ำ แล้วนำนิสัยเหล่านี้กลับไปใช้ที่บ้านด้วย

“ที่ผ่านมาวิทยาลัยก็สามารถประหยัดหรือลดค่าน้ำจากการใช้น้ำลงไปถึงกว่า 10% ก็น่าพอใจพอสมควร การลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ถือเป็นการประหยัดงบประมาณของวิทยาลัย และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างไรให้ลดการใช้น้ำลงให้มากที่สุด ก็ทราบดีกันอยู่แล้วถึงวิกฤตขาดน้ำจากภัยแล้ง เราก็แจ้งเด็กตลอดในเรื่องการประหยัดน้ำ โดยเฉพาะการอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งเดือดร้อนน้อยหรือช้ากว่าคน
ต่างจังหวัด ซึ่งต้องใช้น้ำในภาคเกษตร รวมถึงน้ำกินน้ำใช้ที่ขาดแคลน เขาเดือดร้อนกว่าคนกรุงเทพฯ เยอะเลย เพราะฉะนั้นคนอยู่ในกรุงเทพฯ ที่สบายกว่าก็ต้องร่วมกันประหยัดน้ำในทุกเรื่อง มีจิตสำนึกที่จะต้องช่วยกันให้มากๆ”

กฎเหล็กและวิธีประหยัดน้ำแบบคนเมือง

กิจกรรมรวมพลังงานหาร 2 กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ซึ่งทำโครงการประหยัดน้ำมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปีให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า ถ้าคนกรุงเทพฯ ใช้น้ำลดลงได้เหลือ 70 ลิตร/วัน กรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียว ซึ่งมีประชากรจำนวนประมาณ 10 ล้านคน ก็จะประหยัดน้ำได้วันละ 1,300 ล้านลิตร ซึ่งก็มีวีธีประหยัดน้ำง่ายๆ ในวิถีชีวิตประจำวัน ดังนี้

สุขภัณฑ์รุ่นเก่าเมื่อเราชักโครกจะใช้น้ำมากถึง 20 ลิตร/ครั้ง แต่สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำจะใช้น้ำเพียง 6 ลิตร/ครั้ง ซึ่งการใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำจะสามารถประหยัดน้ำได้มากกว่าสุขภัณฑ์แบบเก่าประมาณ 3 เท่า

การติดตั้งอุปกรณ์เติมอากาศที่ก๊อกน้ำ จะช่วยเติมโอกาสในน้ำให้มีปริมาณมากแต่ใช้น้ำน้อย จะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้ร้อยละ 40-60

ชนิดของผงซักฟอกสามารถประหยัดน้ำในการซักผ้าได้ ควรเลือกใช้ผงซักฟอกที่เหมาะสม เพราะผงซักฟอกชนิดที่ใช้กับเครื่องซักผ้าจะมีฟองน้อย ซึ่งจะลดความเสียหายให้กับตัวเครื่อง และหากใช้
ผงซักฟอกที่มีฟองมากอาจต้องสิ้นเปลืองน้ำในการซักเพิ่มขึ้น

ควรรดน้ำต้นไม้ในช่วงเช้าหรือเย็น ไม่ควรรดน้ำต้นไม้ในช่วงที่มีแดดจัดๆ เพราะจะทำให้เสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์ ต้นไม้จะได้น้ำน้อยลง

ก๊อกน้ำประเทศไทยมีอัตราการไหลของน้ำเฉลี่ย 9 ลิตรต่อ 1 นาที ถ้าแปรงฟันคนละ 3 นาที เปิดก๊อกเต็มที่กว่าจะแปรงฟันเสร็จ เราจะใช้น้ำถึง 27 ลิตร ซึ่งเป็นปริมาณเท่ากับน้ำอัดลมกระป๋อง 83 กระป๋อง จึงควรปิดน้ำขณะแปรงฟัน

หากเปิดก๊อกน้ำทิ้งขณะล้างจานอาจเสียน้ำมากถึง 130 ลิตร น้ำจำนวนนี้สามารถใช้ประโยชน์ในการล้างรถได้ 1 คัน

สำหรับ 18 วิธีการประหยัดน้ำแบบปัจเจกบุคคลจากคำแนะนำของสำนักงานวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (สพช.) และสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีมีดังนี้

1.ใช้น้ำอย่างประหยัด หมั่นตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำ เพื่อลดการสูญเสียน้ำอย่างเปล่าประโยชน์

2.ไม่ควรปล่อยให้น้ำไหลตลอดเวลาตอนล้างหน้า แปรงฟัน โกนหนวด และถูสบู่ตอนอาบน้ำ เพราะจะสูญเสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์นาทีละหลายๆ ลิตร

3.ใช้สบู่เหลวแทนสบู่ก้อนเวลาล้างมือ เพราะการใช้สบู่ก้อนล้างมือจะใช้เวลามากกว่าการใช้สบู่เหลว และการใช้สบู่เหลวที่ไม่เข้มข้นจะใช้น้ำน้อยกว่าการล้างมือด้วยสบู่เหลวเข้มข้น

4.ซักผ้าด้วยมือ ควรรองน้ำใส่กะละมังแค่พอใช้ อย่าเปิดน้ำไหลทิ้งไว้ตลอดเวลาซัก เพราะสิ้นเปลืองกว่าการซักโดยวิธีการขังน้ำไว้ในกะละมัง

5.ใช้สปริงเคลอร์หรือฝักบัวรดน้ำต้นไม้แทนการฉีดน้ำด้วยสายยางจะประหยัดน้ำได้มากกว่า

6.ไม่ควรใช้สายยางและเปิดน้ำไหลตลอดเวลาในขณะที่ล้างรถ เพราะจะใช้น้ำมากถึง 400 ลิตร แต่ถ้าล้างด้วยน้ำและฟองน้ำในกระป๋องหรือภาชนะบรรจุน้ำ จะลดการใช้น้ำได้มากถึง 300 ลิตร ต่อการล้างหนึ่งครั้ง

7.ไม่ควรล้างรถบ่อยครั้งจนเกินไป เพราะนอกจากจะมีความสิ้นเปลืองน้ำแล้ว ยังทำให้เกิดสนิมที่ตัวถังได้ด้วย

8.ตรวจสอบท่อน้ำรั่วภายในบ้าน ด้วยการปิดก๊อกน้ำทุกตัวภายในบ้าน หลังจากที่ทุกคนเข้านอน หรือเวลาที่แน่ใจว่า ไม่มีใครใช้น้ำระยะหนึ่ง จดหมายเลขวัดน้ำไว้ ถ้าตอนเช้ามาตรเคลื่อนที่โดยที่ยังไม่มีใครเปิดน้ำใช้ ก็เรียกช่างมาตรวจซ่อมได้เลย)

9.ควรล้างพืชผักและผลไม้ในอ่างหรือภาชนะที่มีการกักเก็บน้ำไว้เพียงพอ เพราะการล้างด้วยน้ำที่ไหลจากก๊อกน้ำโดยตรง จะใช้น้ำมากกว่าการล้างด้วยน้ำที่บรรจุไว้ในภาชนะถึงร้อยละ 50

10.ตรวจสอบชักโครกว่ามีจุดรั่วซึมหรือไม่ ให้ลองหยดสีผสมอาหารลงในถังพักน้ำ แล้วสังเกตดูที่คอห่าน หากมีน้ำสีลงมาโดยที่ไม่ได้กดชักโครกให้รีบจัดการซ่อมได้เลย

11.ไม่ใช้ชักโครกเป็นที่ทิ้งเศษอาหาร กระดาษ สารเคมีทุกชนิด เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำจากการชักโครกเพื่อไล่สิ่งของลงท่อ

12.ใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ เช่น ชักโครก ฝักบัว ก๊อก และหัวฉีดประหยัดน้ำ เป็นต้น

13.ติดอุปกรณ์เติมอากาศที่หัวก๊อก เพื่อช่วยเพิ่มอากาศให้แก่น้ำที่ไหลออกจากหัวก๊อก ลดปริมาณการไหลของน้ำเพื่อช่วยประหยัดน้ำ

14.ไม่ควรรดน้ำต้นไม้ตอนแดดจัดเพราะน้ำจะระเหยหมดไปเปล่าๆ ให้รดตอนเช้าที่อากาศยังเย็นอยู่ การระเหยจะต่ำกว่า ช่วยให้ประหยัดน้ำ

15.อย่าทิ้งน้ำดื่มที่เหลือในแก้วโดยไม่เกิดประโยชน์อันใด ใช้รดน้ำต้นไม้ ใช้ชำระพื้นผิว ใช้ชำระความสะอาดสิ่งต่างๆ ได้อีกมาก

16.ควรใช้เหยือกน้ำกับแก้วเปล่าในการบริการน้ำดื่ม รวมถึงให้ผู้ที่ต้องการดื่มรินน้ำดื่มเอง และควรดื่มให้หมดทุกครั้ง

17.ล้างจานในภาชนะที่ขังน้ำไว้ จะประหยัดน้ำได้มากกว่าการล้างจานด้วยวิธีที่ปล่อยให้น้ำไหลจากก๊อกน้ำตลอดเวลา

18.ติดตั้งระบบน้ำให้สามารถใช้ประโยชน์จากการเก็บและจ่ายน้ำตามแรงโน้มถ่วงของโลก เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานไปสูบและจ่ายน้ำภายในอาคาร

 

ยอนมี ปาร์ก ชีวิตนี้ หลบหนี เพื่ออยู่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421246

ยอนมี ปาร์ก ชีวิตนี้ หลบหนี เพื่ออยู่รอด

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ หนังสือ In Order to Live

เราจะได้เรียนรู้ว่า ชีวิตของเรามีค่ามากแค่ไหน ก็ต่อเมื่อเราได้รู้ได้เห็นว่ายังมีชีวิตของใครอีกหลายคนที่มีค่าน้อยกว่าสุนัขตัวหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่อย่างหิวโหย ไม่มีเสรีภาพ แม้กระทั่งจะคิดจะพูดจะทำอะไร ยังต้อง
ระแวดระวัง แม้กระทั่งเหล่านกและหนูก็ยังได้ยินเสียงกระซิบ

ช่วงชีวิตหนึ่งของ ยอนมี ปาร์ก ผู้ที่หลบหนีออกมาจากประเทศเกาหลีเหนือได้สำเร็จ ก็เคยเป็นเช่นนั้น และมันก็เป็นช่วงชีวิตที่เธอไม่อาจลบลืมได้เลยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปนั่งฟังเธอพูดถึงเรื่องราวชีวิตของเธอแบบย่นย่อที่งาน One Young World Summit ที่จัดขึ้นในประเทศไทย และได้พูดคุยกับเธอบ้างเล็กน้อยหลังจากเธอลงเวทีมาแล้ว หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ In Order to Live ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนี้ (แปลเป็นไทยและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์)

(ซ้าย) ยอนมีและอึนมี (พี่สาวของยอนมี) เตรียมพร้อมสำหรับวันที่หิมะตก/(ขวา) อึนมีอายุ 5 ขวบ และยอนมีอายุ 3 ขวบ

 

บนเวที เธอบอกเล่าว่า เธอมาจากเกาหลีเหนือ ประเทศที่ถือได้ว่าล้าหลังมากที่สุดในโลก ผู้คนยากจน สู้ทนความเหน็บหนาว อดอยาก ล้มตาย ไม่มีเสรีภาพ ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีห้างสรรพสินค้า ฯลฯ “ฉันเกิดมาในครอบครัวเล็กๆ มีพ่อ แม่ และพี่สาวของฉัน สิ่งที่ฉันรู้ในตอนนั้น คือ ฉันอาศัยอยู่ในประเทศที่ดีที่สุดในโลก และศัตรูของประเทศเรา ก็พร้อมจะโจมตีเราอยู่ตลอดเวลา”

ในหนังสือของเธอ เธอได้บอกเล่าว่า ความรักที่แท้จริงที่เธอสามารถแสดงออกได้ในประเทศเกาหลีเหนือที่เธอเคยอยู่ นั่นคือ การบูชาคนตระกูลคิม ตระกูลของผู้นำเผด็จการที่ปกครองเกาหลีเหนือมา 3 รุ่น รัฐบาลปิดกั้นข้อมูลทุกอย่างจากโลกภายนอก วิดีโอ และภาพยนตร์ทุกเรื่อง และรบกวนสัญญาณวิทยุ ไม่มีเวิร์ด ไวด์ เว็บ และไม่มีวิกิพีเดีย หนังสือที่เรามีเต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อว่าเราอาศัยอยู่ในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ประชากรครึ่งหนึ่งของเกาหลีเหนืออยู่อย่างยากจน และประชากรเป็นจำนวนมากเป็นโรคขาดสารอาหาร

“ที่ที่ฉันเคยอยู่ ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเกาหลีเหนือด้วยซ้ำ พวกเขาอ้างว่าตัวเองเป็นโชซัน เป็นประเทศเกาหลีที่แท้จริง เป็นสวรรค์สังคมนิยมที่คนจำนวน 25 ล้านคน มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อรับใช้ผู้นำสูงสุด คิมจองอึน พวกเราหลายคนที่หนีออกมาได้เรียกตัวเองว่าผู้แปรพักตร์ เพราะว่าการที่เราปฏิเสธที่จะยอมรับชะตากรรมและยอมตายเพื่อท่านผู้นำ หมายความว่าเราได้ละทิ้งหน้าที่ของเราไป รัฐบาลนี้เรียกพวกเราว่ากบฏ ถ้าเราพยายามกลับไป เราจะถูกประหารชีวิต”

(ซ้าย) ยอนมีและอึนมีแต่งตัวพร้อมสำหรับหิมะ (ขวาบน) ภาพครอบครัวในเฮซัน (ขวาล่าง) ยอนมีและอึนมีในชุดที่เหมือนกัน

 

ย้อนกลับไปบนเวที One Young World Summit ยอนมี ได้บอกเล่าว่า เธอเกิดและอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเกาหลีเหนือ “ทุกค่ำคืน ฉันมักเห็นแสงสว่างที่ส่องมาจากทางประเทศจีน ฉันคิดอยากติดตามแสงสว่างนั้นไป เพราะที่บ้านของฉันไม่มีแสงสว่างอย่างนั้น ต่อมาฉันก็หนีเข้าไปในประเทศจีนได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ฉันหนีออกมาเพื่อจะได้มีเสรีภาพ มีสิทธิมีเสียง เพียงแต่ฉันหนีออกมาเพื่อความอยู่รอด ตอนนั้นฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสรีภาพคืออะไร”

ยอนมี เผยว่า ในปี 2007 ตอนที่เธออายุ 13 ปี เธอกับแม่ของเธอได้หนีเข้าประเทศจีนผ่านแม่น้ำยาลูที่เป็นเครื่องหมายแบ่งเขตแดนเกาหลีเหนือและจีน เมื่อเธอหนีเข้าประเทศจีนได้ สิ่งแรกที่เธอเห็น คือ แม่ของเธอปกป้องและเสียสละตัวเองให้ถูกข่มขืนแทนเธอ

“ฉันหนีจากความอดอยากของประเทศฉัน เพื่อจะได้มาเจอความโหดร้ายในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการค้ามนุษย์ เชื่อไหมว่าผู้หญิงจากเกาหลีเหนือกว่า 70% เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในจีน ฉันและแม่ของฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น แม่ของฉันถูกขายด้วยเงินเพียง 65 เหรียญสหรัฐ ส่วนฉันถูกขายไปด้วยเงินเพียง 260 เหรียญสหรัฐ ไม่น่าเชื่อว่าราคาค่าตัวของฉัน ซื้อโทรศัพท์ไอโฟนแม้เพียงเครื่องเดียวยังไม่ได้เลย”

(ซ้าย) เรียงจากซ้ายไปขวา อึนมี คุณปู่ และยอนมี (ขวาบน) ยอนมีและอึนมีบนเลื่อนหิมะ อายุประมาณ 2 ขวบและ 4 ขวบตามลำดับ (ขวาล่าง) ยอนมีแต่งตัวพร้อมสำหรับเล่นหิมะ อายุประมาณ 2 หรือ 3 ขวบ

 

ยอนมี บอกเล่าว่า นักค้ามนุษย์ในจีนขู่เธอว่า ถ้าเธอไม่ยอมถูกขาย เธอจะถูกส่งกลับไปยังประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งนั่นไม่มีทางเกิดขึ้นกับเธอเป็นแน่ เพราะตอนนั้นเธอหิวโหย และต้องการกินอาหารเพื่อความอยู่รอด

ในหนังสือ In Order to Live ยอนมี ได้บอกเล่าว่า เธอกับแม่ของเธอมีชีวิตที่ระหกระเหิน ต่อสู้ดิ้นรน มีความเป็นอยู่ที่ตกต่ำ หลบหนีซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ็บช้ำทั้งกายใจ แต่เธอกับแม่ก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามในการตามหาพี่สาวของเธอที่หลบหนีออกมาก่อน แต่ก็ไม่รู้ว่าไปตกระกำลำบากที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร ซึ่งทั้งคู่ต่างพยายามตามหา แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จสักที

“ส่วนพ่อของฉัน ตลอดชีวิตของท่าน ท่านแอบค้าขายสินค้าจากเมืองจีน จนถูกจับเข้าคุก เมื่อออกจากคุกท่านก็ไม่ได้หลบหนีเข้ามาในจีนพร้อมกับเราสองคน แต่ก็หลบหนีเข้ามาได้สำเร็จ หลังจากหลบหนีเข้ามาได้ไม่กี่เดือน พ่อก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายโดยไม่ได้รับการรักษาเลย ในปี 2009 ตอนที่ฉันอายุ 15 ปี แม่และฉันได้รับการช่วยเหลือจากผู้เผยแพร่ศาสนาชาวคริสต์ให้หลบหนีข้ามชายแดนไปยังมองโกเลียที่ติดกับจีน จากตรงนั้นเราเดินข้ามทะเลทรายโกบีที่หนาวเหน็บ เกือบตายอยู่กลางทะเลทราย แต่ก็สามารถเข้ามาในประเทศเกาหลีใต้ในฐานะผู้ลี้ภัย ได้รับการเอาใจใส่ และได้รับการรับรองให้เป็นประชาชนเกาหลีใต้ได้สำเร็จในท้ายที่สุด”

(ซ้ายบน) ยอนมีกับวันเกิดครั้งแรกของเธอ (ซ้ายล่าง) ยอนมีอายุครบ 100 วัน (ขวา) ยอนมีตอนอายุ 2 ขวบ

 

ยอนมี บอกเล่าว่า การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศเกาหลีใต้ อาจไม่ได้ง่ายดายในตอนเริ่มต้น เธอไม่รู้แม้กระทั่งวิธีการใช้ห้องน้ำ ไม่รู้ว่าสมาร์ทโฟนคืออะไร อินเทอร์เน็ตคืออะไร ไม่รู้แม้กระทั่งเมื่อมีคนมาถามเธอว่าสีที่เธอชอบคือสีอะไร เธอต้องการเป็นอะไรในอนาคต

“ฉันตอบไม่ได้เลย เพราะตอนที่อยู่ในเกาหลีเหนือ ไม่เคยมีใครถามฉันอย่างนี้ เพราะชีวิตของฉันในตอนนั้น ณ ที่แห่งนั้น ฉันถูกรัฐบาลกำหนดทุกอย่างมาให้ กำหนดว่าฉันจะเรียนอะไร ใส่เสื้อผ้าสีอะไร แต่อยู่ในเกาหลีใต้ ฉันมีเสรีภาพในการที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ให้กับตัวเอง ก่อนหน้านี้ชีวิตของฉันตกต่ำมากเสียจนไม่รู้ว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์คืออะไร สิ่งที่ฉันรู้คือความหิวโหย และถูกบีบบังคับ จนไม่รู้ว่าชีวิตเราสามารถดีขึ้นได้”

ในหนังสือ In Order to Live ยอนมี ได้กล่าวไว้ว่า ระหว่างการเดินทางของเธอ เธอได้เห็นสิ่งเลวร้ายที่มนุษย์สามารถทำต่อกันได้ แต่เธอก็ได้เห็นความอ่อนโยนและความเมตตากรุณาและความเสียสละที่เกิดขึ้นในสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดเท่าที่เราจะสามารถจินตนาการได้ด้วย เธอรู้ว่ามันเป็นไปได้ที่เราจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปเพื่อให้เราได้อยู่รอด แต่เธอยังรู้อีกด้วยว่าประกายไฟของศักดิ์ศรีแห่งการเป็นมนุษย์นั้นไม่มีวันดับมอด และเมื่อมันได้รับออกซิเจนแห่งเสรีภาพและพลังอำนาจแห่งความรัก มันก็จะสามารถเติบโตขึ้นมาได้อีกครั้ง

พ่อแม่ของยอนมีในวันแต่งงานที่เปียงยาง เมืองหลวงของประเทศเกาหลีเหนือ

 

เมื่อผมมีโอกาสได้ถามคำถาม ผมถามยอนมีไปสั้นๆ ว่า ทุกวันนี้ คุณสบายดีมั้ย เธอตอบผมกลับมาสั้นๆ เช่นเดียวกันว่า สบายดีค่ะ แม้ว่าก่อนหน้านี้ชีวิตของเธอจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่เพราะเธอมีความหวังอยู่ตลอดเวลา เธอจึงมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างเช่นทุกวันนี้

“ตอนที่ฉันมาถึงเกาหลีใต้ ฉันเป็นเพียงเด็กผู้หญิงอายุ 15 ปี ที่ไม่มีเงิน และมีการศึกษาเทียบเท่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เท่านั้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น และใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขให้ได้ในเกาหลีใต้ ฉันจึงพยายามเรียนหนังสือให้จบชั้นมัธยมศึกษา และ 5 ปีต่อมา ฉันก็เป็นนักศึกษาที่ได้เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำในโซล และได้เรียนวิชาเอกการบริหารงานยุติธรรมทางอาญา อีกทั้งฉันยังได้มีโอกาสทำงานด้านอาสาสมัครช่วยเหลือผู้อื่น ได้เดินทางไปหลากหลายประเทศ ได้เรียนภาษาอังกฤษ ได้ออกรายการโทรทัศน์ เพื่อบอกเล่าเรื่องการหลบหนีจากเกาหลีเหนืออยู่หลายครั้ง และได้บอกเล่าเรื่องราวของฉันผ่านหนังสือ In Order to Live และในหลายๆ งานประชุม รวมทั้งฉันได้เจอพี่สาวของฉันที่เกาหลีใต้ในท้ายที่สุด”

หากการได้มีชีวิตอยู่อย่างมีอิสรภาพ ได้อยู่กับครอบครัว และมีชีวิตอยู่รอด เพื่อที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นแก่ตัวเอง สังคม และโลกใบนี้ คือพรอันประเสริฐ เชื่อแน่ว่า ยอนมี ปาร์ก และครอบครัวของเธอ ได้รับพรอันประเสริฐนั้นแล้ว และเส้นทางเดินต่อไปนับจากนี้ คงไม่มีช่วงเวลาที่เลวร้ายมากไปกว่านี้อีกแล้ว มันจะมีแต่สิ่งดีๆ ที่เฝ้ารอเธออยู่ ผมเชื่ออย่างนั้น

อึนมี แม่ และยอนมี กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งในโซล เกาหลีใต้ ในปี 2015

 

(ซ้าย) ยอนมีแถว 3 คนที่ 2 จากซ้าย และอึนมีแถว 2 ซ้ายสุด ในงานแต่งงานของคนในครอบครัวในชนบท (ขวา) ยอนมีอายุประมาณ 8 ขวบ ในเปียงยาง

 

ปกหนังสือ In Order to Live ฉบับภาษาไทย

 

(ซ้ายบน) ภาพครอบครัว ปี 1996 ยอนมีอายุ 3 ขวบ และอึนมีอายุ 5 ขวบ (ซ้ายล่าง) ยอนมีและครอบครัวในเฮซัน เมืองในเกาหลีเหนือที่อยู่ติดชายแดนจีน (ขวา) ยอนมีอายุประมาณ 4 ขวบ

 

(ซ้ายบน) พ่อของยอนมีในเปียงยางก่อนถูกจับ (ซ้ายล่าง) ยอนมีและพ่อก่อนที่พ่อจะถูกจับ (ขวา) ภาพสุดท้ายของพ่อที่ยอนมีและแม่ถ่ายไว้ก่อนเสียชีวิต

 

คว่ำโอกาสเป็นวิกฤต เมื่อราชวงศ์หมิงเปลี่ยนพ่อค้าเป็นโจรสลัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421228

คว่ำโอกาสเป็นวิกฤต เมื่อราชวงศ์หมิงเปลี่ยนพ่อค้าเป็นโจรสลัด

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ช่วงราชวงศ์หมิงของจีนนั้นคาบเกี่ยวกับช่วงเริ่มต้นยุคล่าอาณานิคม เรื่องราวยุคราชวงศ์หมิงที่คุ้นหูชาวโลกกันดี คือเรื่องการเดินเรือของเจิ้งเหอ (ที่คนไทยรู้จักในชื่อ ซำปอกง) ขันทีที่นำกองสำเภาแห่งราชสำนักจีนขนาดมหึมาออกเดินทางแผ่ขยายอิทธิพลไปถึงทวีปแอฟริกา บางคนอ้างว่ากองเรือของเจิ้งเหอไปถึงอเมริกาก่อนขบวนของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ถึง 87 ปี

ไม่ว่าเรื่องเจิ้งเหอไปถึงอเมริกาจะจริงหรือไม่ แต่เนื้อหาที่คุ้นหูนี้ทำให้เราเห็นบรรยากาศของโลกในยุคราชวงศ์หมิง ซึ่งก็คือบรรยากาศการเริ่มต้นแสวงหาดินแดนใหม่และการเดินทางค้าขายข้ามมหาสมุทร ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดพลิกผันประวัติศาสตร์โลก

พูดให้เจาะจงเวลาขึ้นอีกนิดก็คือว่า ปลายราชวงศ์หมิงตรงกับจุดเริ่มต้นของยุคล่าอาณานิคมและจีนก็เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์หน้านี้ จีนคือตลาดการค้าใหญ่ของโลก จำนวนประชากรจีนในราชวงศ์หมิงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจมั่นคง บ้านเมืองสงบขึ้น สงครามลดลง และยุคสมัยแห่งการเดินเรือทั่วโลก ทำให้การค้าขายทั้งในประเทศและกับต่างประเทศเติบโตรวดเร็วจนมีปัญหาขาดเงิน

ก่อนยุคที่ตลาดการค้าโลกมีระบบการเงินสมัยใหม่ เงินตราใช้แร่เงินและทองคำเป็นหลัก แร่เงินและทองคำต้องขุดขึ้นมาจากเหมือง เมื่อ(แร่)เงินซึ่งเป็นแร่หลักในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าในจีนฝืด จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

และถ้าจะให้ในประเทศมีเงินหมุนเวียนมากพอ ย่อมหลีกไม่ได้ที่จะต้องค้าขายกับต่างชาติ จีนจึงปิดประเทศไม่ได้ การค้าขายกับต่างชาติไม่พ้นจะต้องมีสินค้าไปแลกเปลี่ยน สินค้าที่ขึ้นชื่อลือชาของจีนมีทั้งผ้าไหม ใบชา และเครื่องเคลือบ ซึ่งมาโคโปโลได้เป็นพรีเซนเตอร์โปรโมทผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้กับฝั่งยุโรปมาก่อนหน้านี้นับร้อยปีแล้ว

ผลก็คือสินค้าจีนกระจายทั่วโลก ชาวฟิลิปปินส์มีผ้าไหมสวมใส่ ชาวยุโรปมีเครื่องเคลือบลายครามใช้ สถานการณ์ไม่ต่างกับปัจจุบัน ที่หันไปทางไหนก็เจอ Made in China

ในทางกลับกัน จีนก็นำเข้าสินค้าหลายอย่างจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเทศหรือไม้มีค่าต่างๆ จากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สยาม การค้ายุคนี้จึงเฟื่องฟูเป็นอย่างยิ่ง

ยิ่งการค้าขายแลกเปลี่ยนมีมาก สินค้าและผลิตภัณฑ์ก็พัฒนามาก สถานการณ์ทุกอย่างดูดี

เฟอร์นิเจอร์ไม้สมัยราชวงศ์หมิงที่เป็นที่นิยมของนักเล่นของเก่า ส่วนหนึ่งก็ผลิตมาจากไม้เนื้อดี ซึ่งนำเข้าจากอุษาคเนย์

แต่สำหรับแร่เงิน ซึ่งจีนต้องการนำมาใช้เป็นสื่อกลางการค้าขาย กลับต้องพึ่งพาแหล่งแร่เงิน ซึ่งในยุคนั้นมีอยู่ไม่กี่ที่ หนึ่งคือญี่ปุ่น และอีกหนึ่งอยู่ที่ดินแดนโลกใหม่-ละตินอเมริกา ซึ่งยุโรปเข้าเพิ่งเข้าไปตั้งรกราก

เส้นทางที่ชาวสเปน โปรตุเกส และฮอลันดา นำแร่เงินมาแลกเปลี่ยนสินค้า มีทั้งเริ่มจากทวีปอเมริกา ไปสู่ทวีปยุโรป อ้อมข้ามแอฟริกา อินเดีย ช่องแคบมะละกา มาถึงจีน หรือส่งตรงจากทวีปอเมริกาโดยสำเภาฟิลิปปินส์ ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกตรงมาที่ฟิลิปปินส์ แล้วเข้าสู่จีน

ทั้งหมดวิ่งเข้าสู่ดินแดนแห่ง Demand และ Supply-อาณาจักรจีน ต่างประเทศได้สินค้า จีนได้เงินมาใช้หมุนเวียนเศรษฐกิจที่โตวันโตคืน

หลายคนจินตนาการว่าสินค้าที่จีนยุคนั้นเป็นสินค้าราคาแพง เช่น เครื่องเคลือบชั้นดีและผ้าไหม แต่เอาเข้าจริงแล้วกฎของการค้าอยู่เหนือคำโฆษณา สำหรับอาณาจักรจีนเองแล้ว สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าต้นทุนต่ำ ผลิตได้มากมาย โดยมีความแปลกใหม่เป็นคุณภาพ

ต้นทุนต่ำเพราะจีนพัฒนาระบบและเทคนิคการผลิตสินค้าเหล่านี้มาเนิ่นนาน และราชสำนักตั้งใจผลิตเพื่อทำเงินให้กับอาณาจักร

อันที่จริงสินค้าเหล่านี้ในจีนผลิตโดยชาวบ้านจีน ซึ่งผลิตใช้กันเองอยู่แล้ว

แต่ระบบการค้ากับจีนกลับไม่เป็นไปตามธรรมชาติของตลาด ราชสำนักจีนกำหนดให้การค้าขายกับต่างประเทศต้องผูกขาดขึ้นตรงกับราชสำนักเท่านั้น

ราชสำนักจีนใช้ความคิดเดิมๆ ในการค้าขาย ไม่ทันได้ปรับตัวกับโลกสมัยใหม่ นั่นคือยังเห็นว่าการค้าขายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจและการอุปถัมภ์

ซึ่งนั่นคือ ระบบจิ้มก้องจีนรับสินค้าและเงินทองจากต่างประเทศในรูปแบบบรรณาการ โดยให้นานาประเทศที่เข้ามาแลกเปลี่ยนสินค้า ต้องยอมรับความยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรจีนก่อนว่าเป็นพี่ใหญ่ แล้วค่อยจ่ายคืนแต่ละประเทศเป็นสินค้าจากจีนค้าขายด้วย สำแดงอำนาจไปด้วย

ทั้งที่จริงๆ บรรดาต่างประเทศต่างมีวัตถุประสงค์ที่รู้กันอยู่ในใจ ว่านี่คือการค้าขายเท่านั้น หลายๆ ครั้งเรือที่อ้างว่ามาถวายบรรณาการจากประเทศนั้นประเทศนี้ ก็เป็นเรื่องพ่อค้าอิสระที่แอบอ้างลักลอบมาทำกำไรดีๆ นี่เอง

เมื่อติดภาพการค้าผูกกับอำนาจเดิมๆ การตัดสินใจให้ต่างประเทศค้าขายกับตนจึงยังผูกติดอยู่กับมุมมองเก่าๆ ไม่เพียงแต่กลัวผลประโยชน์ติดกระจายหลุดลอยไปสู่ชาวบ้าน ยังกลัวอำนาจการยอมรับหดหายไปด้วย

ราชสำนักร่ำรวยๆ เอา ในขณะที่ชาวบ้านริมฝั่งทะเลเห็นโอกาสข้ามหน้าข้ามตาไปอย่างน่าเสียดาย ของซื้อของขายได้เห็นๆ ทำไมจะต้องผ่านราชสำนัก บวกกับความเข้มงวดในการควบคุมชายฝั่ง ออกกฎห้ามชาวบ้านเข้าใกล้ชายทะเล ป้องกันการค้าขายสมคบคิดกับต่างชาติ ชาวบ้านริมทะเลจึงยิ่งไม่มีอะไรจะกิน

ชาวบ้านย่อมมีภูมิปัญญาจะชั่งตัววัดโอกาสและความเสี่ยง เมื่อโอกาสมาถึง และความเสี่ยงฝืนกฎเกณฑ์ยังพอมีทางรอด แล้วทำไมจะไม่ลองเสี่ยงดู

บรรดาชาวเรือจีน จึงหันไปเป็น “โจรสลัด” เป็นโจรสลัดที่เกิดจากความต้องการค้าขายกับต่างชาติโดยตรง ไม่ต้องผ่านการกดขี่ปิดประตูจากราชสำนัก เป็นโจรสลัดเพราะอยู่ใกล้ทะเลแท้ๆ แต่ถูกห้ามประกอบอาชีพที่อาศัยทะเล เป็นโจรสลัด เพราะราชสำนักปิดกั้นโอกาส มิใช่เพราะสันดานบ้าคลั่งอยากเป็นโจร

ปลายราชวงศ์หมิง ราชสำนักจึงต้องเผชิญภัยโจรสลัดที่เพิ่มขึ้นมากมาย เป็นภัยซึ่งมองให้ดีแล้วเป็นภัยที่สร้างขึ้นมาจากการฝืนกระแสโลกเสียเอง (ประวัติศาสตร์ชาตินิยมมักเรียกโจรสลัดพวกนี้ด้วยคำว่าโจรสลัดญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วในช่วงปลายราชวงศ์หมิง โจรสลัดส่วนใหญ่กลับเป็นชาวจีนที่ทยอยผันตัวไปเป็นโจรสลัดเองนี่แหละ)

เมื่อโลกเปลี่ยนไป แต่โครงสร้างอำนาจไม่เปลี่ยนตาม ยึดติดอยู่กับความยิ่งใหญ่และอำนาจแบบโบราณ ไม่เข้ามาบริหารจัดการแนวทางใหม่ของโลก แต่กลับฝืนกระแส โอกาสจึงเปลี่ยนไปเป็นวิกฤต

ชาวบ้านที่อยู่ริมทะเลที่มีโอกาสผันตัวมาเป็นพ่อค้าเพื่อมาเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนอาณาจักรจีนเข้าสู่โลกยุคใหม่ จึงต้องกลายเป็นโจรสลัด และราชวงศ์หมิงก็ขาดฟันเฟืองตัวหนึ่งที่จะยืดอายุราชวงศ์ออกไป ปัญหาโจรสลัดกลายเป็นปัญหาหนึ่งที่ผลาญทรัพยากรราชวงศ์หมิงสิ้นเปลือง เร่งราชวงศ์หมิงล่มสลาย ขณะที่การขยายตัวของชนชั้นพ่อค้าในดินแดนแถบยุโรปทำให้สังคมยุโรปเร่งฝีเท้าแซงหน้าอย่างกู่ไม่กลับ

นี่ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดที่ล่มราชวงศ์หมิง หรือทำให้อาณาจักรจีนหยุดการพัฒนา และจะว่าไปแล้วหากย้อนเวลากลับไปก็ใช่จะเปลี่ยนพลิกวิธีการคิดของราชสำนักจีนได้โดยง่าย (เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อเปลี่ยนแปลง) แต่นี่แหละคือคุณประโยชน์ของการหันมองประวัติศาสตร์ ว่าวันนี้เรามีอะไรคล้ายกันหรือไม่

ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กรรมวิธีกระจายความมั่งคั่งและอำนาจเปลี่ยนไปไวกว่าตัวบทกฎหมาย ทัศนคติของกฎเกณฑ์หรือการบริหารที่ไม่ปรับไปตามโลกที่เปลี่ยน จึงเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่ไม่ใช่แค่การหยุดพัฒนา แต่คือการฉุดการพัฒนา และจะคว่ำโอกาสเป็นวิกฤต