ไพโรจน์ วัฒนวโรดม พักกาย พักใจ สร้างไอเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421111

ไพโรจน์ วัฒนวโรดม พักกาย พักใจ สร้างไอเดีย

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างกลุ่มควอลิตี้ เฮ้าส์ (คิวเฮ้าส์) ขยายฐานตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางล่าง และบุกหนักตลาดที่อยู่อาศัยต่างจังหวัดค่อนข้างมาก จนกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดยักษ์ใหญ่รายนี้เติบโตด้วยสินค้าเซ็กเมนต์ดังกล่าว จากอดีตที่คิวเฮ้าส์จะเติบโตด้วยที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ หรือบ้าน-คอนโดหรูเป็นหลัก

ไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ คอนฟิเด้นซ์ และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ หนึ่งในทีมผู้บริหารที่ปลุกปั้นแบรนด์ “เดอะ ทรัสต์” เพื่อลุยตลาดคอนโดมิเนียมและบ้านแนวราบระดับกลางล่าง และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการทำตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมในต่างจังหวัดให้กับกลุ่มคิวเฮ้าส์มายาวนาน เล่าให้ฟังว่า การทำตลาดต่างจังหวัดถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะในหลายจังหวัดที่เรียกได้ว่าเป็นตลาดปราบเซียน แต่การทำการบ้านอย่างหนัก ศึกษาตลาดอย่างละเอียด จะเป็นคีย์สำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จ

ปัจจุบันมีโครงการที่ต้องดูแลอยู่ในมือ 32 โครงการ ภายใต้ 3 แบรนด์หลัก คือ เดอะ ทรัสต์ เดอะ พ้อยต์ และคาซ่า แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 4 โครงการ โครงการบ้านแนวราบกรุงเทพฯ และปริมณฑล 13 โครงการ โครงการคอนโดมิเนียมต่างจังหวัด 6 โครงการ และโครงการบ้านแนวราบต่างจังหวัด 9 โครงการ ซึ่งในตลาดต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะเน้นจังหวัดท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ เช่น ชะอำ หัวหิน และจังหวัดที่มีแหล่งงานขนาดใหญ่อย่างนิคมอุตสาหกรรมในชลบุรีและระยอง

 

ไพโรจน์ กล่าวว่า การทำตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะตลาดในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล หรือตลาดต่างจังหวัด ด้วยการแข่งขันกันรุนแรงและต้องปรับตัว คิดหาอะไรใหม่ๆ ซึ่งการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ จะช่วยทำให้เกิดไอเดียแปลกๆ ใหม่ๆ ได้ โดยสถานที่โปรดหรือมุมโปรดที่ จะช่วยทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานสำหรับตัวเองแล้วมี 2 แบบด้วยกัน คือ สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงาน

ในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง จะเน้นการพักกาย พักใจ พักสมองไปกับธรรมะ การได้สวดมนต์ไหว้พระ หรือไปทำบุญ เหมือนเป็นการรีแลกซ์ และรีเฟรชให้ตัวเอง เมื่อกายสงบ ใจสงบ สมองก็จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ทำให้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกับเห็นแนวทางในการแก้ปัญหา รวมถึงค้นพบวิธีการ แนวทาง หรือไอเดียใหม่ๆ ในการทำงาน

การเดินทางไปยังสถานที่ที่ช่วยให้พักกาย พักใจ พักสมองได้ จะไปพร้อมครอบครัว เพราะนอกจากจะได้ผ่อนคลายกับบรรยากาศของสถานที่ที่ไปแล้ว ยังถือเป็นการใช้เวลาพักผ่อนร่วมกับครอบครัว ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้พูดคุยกัน ได้ให้กำลังใจ และได้รับกำลังใจตอบกลับมาจากคนในครอบครัว ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากปัญหาต่างๆ ที่ได้เจอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพลังสำคัญในการเดินหน้าต่อไป

 

ส่วนการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงาน จะใช้วิธีไปพบปะพูดคุยพร้อมอัพเดทงานกับทีมงาน ทุกๆ โครงการในทุกๆ สัปดาห์ มีการเชียร์อัพทีมงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะไม่ได้เพียงกระตุ้นให้เกิดการทำงาน แต่ยังเหมือนให้กำลังใจกับทีมงานด้วย รวมถึงให้คำแนะนำ คำปรึกษาในการทำงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และวิธีการทำงานใหม่ๆ ระหว่างกัน ในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันนี้จะทำให้ทีมงานได้ไอเดียใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ รวมถึงพัฒนาศักยภาพในการทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

สำหรับข้อแนะนำในการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการคิดงานหนักๆ ในแต่ละสัปดาห์ แต่ละคนต่างมีกิจกรรมที่ชอบ บางคนอาจจะชอบนั่งพักชมธรรมชาติ บางคนเลือกที่จะพักผ่อนจากการเล่นกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆ ตามแต่ที่ถนัด แต่ทุกคนควรจะมีการรีเฟรชตัวเองเพื่อผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน เหมือนเป็นการชาร์จพลังให้กับตัวเอง เพื่อที่จะได้มีพลังใหม่ๆไอเดียใหม่ๆ ในการทำงานต่อไป

 

อิ่มอร่อยสุดประหยัด (ย่าน) อาหารโดนใจมนุษย์ออฟฟิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421109

อิ่มอร่อยสุดประหยัด (ย่าน) อาหารโดนใจมนุษย์ออฟฟิศ

โดย…กองบรรณาธิการ

ในยุคข้าวยากหมากแพง ไม่ว่าจะหยิบจับจ่ายอะไรสักอย่างก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีว่าจะคุ้มค่าเงินไหม สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว หนึ่งในค่าใช้จ่ายสำคัญก็คงจะเป็นค่าอาหารกลางวัน (บางคนพ่วงมื้อเช้า บ่าย และค่ำมาด้วย) ซึ่งต้องใช้ต้องกินกันทุกวัน เฉพาะค่าอาหารอย่างเดียวก็เป็นตัวเลขมากโข ถ้าประหยัดในส่วนนี้ได้ก็จะเป็นเรื่องดี แต่ถึงจะต้องประหยัดแค่ไหน อาหารก็ควรจะรสชาติดีและมีปริมาณมากพอให้อิ่มท้องด้วย

นั่นเองทำให้ย่านออฟฟิศทั้งหลายจึงมีร้านอาหารมากมายผุดขึ้นมาคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นร้านห้องแถว ศูนย์อาหาร ตลาดนัดรถเข็น แผงลอย ฯลฯ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม ถ้าได้ชื่อว่าอร่อย ถูก และดีแล้ว พลังมนุษย์ออฟฟิศจะทำให้ร้านหรือย่านนั้นคึกคักขายดิบขายดีไปในทันใด และไม่ได้มีเพียงแต่คนในออฟฟิศละแวกใกล้เคียงที่ไปอุดหนุน แต่ย่านของกินถูกและดีเหล่านั้นจะมีผู้คนทั่วไปจากทั่วสารทิศแวะเวียนไปฝากท้องเสมอ

อาหารถูกปากราคาถูกใจ ในย่านช็อปปิ้ง

ตรอกเล็กๆ ติดกับโรงภาพยนตร์สยามสกาลา คือ แหล่งรวมร้านอาหารราคาถูก ที่ตั้งอยู่ใจกลางสยามสแควร์ที่อยู่มาคู่กับโรงภาพยนตร์มายาวนาน ในช่วงเที่ยงวันยันบ่ายแก่ๆ มักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เข้ามารับประทานอาหารกันอย่างหนาตา ที่นี่จึงเป็นดั่งอู่ข้าวอู่น้ำของมนุษย์เงินเดือน ที่ไม่อยากจ่ายค่าอาหารมากเกินความจำเป็น

ภายในตรอกเล็กๆ มีร้านอาหารเรียงรายทอดยาวไปตามแนวทางเดิน มีของกินหลากหลายให้เลือกซื้อ ซึ่งจะเป็นลักษณะของร้านอาหารจานเดียวง่ายๆ ที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเงินในกระเป๋า เหมาะกับวิถีของคนวัยทำงานที่มีช่วงเวลาอันเร่งรีบ โดยร้านอาหารที่พบส่วนใหญ่ก็มักเป็นร้านข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ขาหมู ฯลฯ

 

และแน่นอนว่าราคาอาหารตรงนี้เมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ที่รายรอบในย่านสยามต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แม่ค้าขายข้าวแกงรายหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า ป้าขายข้าวแกงมานานกว่า 40 ปีแล้ว และร้านข้าวที่นี่ก็มีขายมานานพอๆ กับโรงภาพยนตร์สยามสกาลา ซึ่งจะเปิดขายทุกวัน ตั้งแต่จันทร์-เสาร์ และหยุดทุกวันอาทิตย์ โดยคนที่เข้ามากินที่นี่มีทั้งพนักงานบริษัท พนักงานในห้าง นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งคนทั่วไป

“เมนูที่ป้าขายก็เป็นข้าวแกง 1 อย่าง ราคาจานละ 35 บาท 2 อย่าง ราคา 40 บาท คือเพิ่มกับข้าวเป็นอย่างละ 5 บาท เริ่มขายกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ไปจนถึง 5 โมงเย็น ขายกันในราคาทั่วไปไม่แพง ซึ่งมันเป็นราคาปกติทั่วไปที่เหมาะกับคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย พนักงานส่วนมากจึงมักเข้ามาซื้อข้าวแล้วนั่งกินกันตรงนี้ หรือบางคนก็ห่อใส่กล่องนำกลับไปกินข้างนอก”

มนัชญา บุญเรื่อง พนักงานธนาคารสาขาในห้างหรู หนึ่งในขาประจำย่านนี้เล่าให้ฟังว่า ร้านอาหารในห้างนั้นราคาแพง แม้จะเป็นฟู้ดคอร์ทราคาก็ยังคงสูงอยู่ จึงเลือกมากินข้าวที่นี่มากกว่า

 

“มากินข้าวที่นี่เกือบทุกวัน บางวันถ้าไม่มีเวลาก็สั่งให้แม่บ้านมาซื้อเข้าไปให้กินในห้องพักของพนักงานที่ธนาคารตอนช่วงพักเบรก ส่วนใหญ่ก็กินข้าวราดแกงง่ายๆ เพราะเรามีเวลาจำกัด จะให้ซื้อข้าวในห้างกินทุกวันก็คงไม่ไหว มีร้านข้าวตรงนี้ทำให้พอช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้”

เช่นเดียวกับ รุ่งนภา แสนแข็ง พนักงานธนาคารในห้างหรูอีกคนที่นั่งกินข้าวด้วยกัน บอกว่า “ยิ่งทำงานในห้าง ก็ยิ่งต้องเซฟค่าใช้จ่ายให้มากกว่าที่อื่น เพราะสภาพแวดล้อมแบบนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจที่พร้อมจะดึงดูดให้เราต้องเสียเงินไปกับมันโดยเฉพาะอาหารการกิน

“ร้านแพงๆ ไม่ใช่ว่าไม่กินนะ ก็กินบ้างนานๆ ครั้ง แต่จะให้มานั่งกินฟู้ดคอร์ท จานละ 60-70 ในห้างทุกวันมันก็ไม่ไหว ร้านข้าวตรงข้างสยามสกาลามันจึงไม่ใช่แค่ร้านทางเลือก แต่มันคือร้านอาหารหลักของพนักงานอย่างเราก็ว่าได้ รวมไปถึงมนุษย์เงินเดือนหลายคนก็มักจะมากินข้าวที่นี่กัน เพราะมีราคาไม่แพง”

อีกย่านอยู่ไม่ไกลกันคือ หลังวัดปทุมวนารามหรือถนนหน้าโรงเรียนวัดปทุมวนาราม ถือเป็นอีกแห่งที่มีร้านอาหารราคาถูกให้เลือกซื้อ บริเวณนี้อยู่ท่ามกลางตึกสูง แวดล้อมด้วยห้างสรรพสินค้าเลื่องชื่อ มีทั้งร้านอาหารตามสั่ง ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว รวมถึงอาหารอีสาน ลาบ น้ำตก ส้มตำ และไก่ย่าง อาหารพื้นฐานง่ายๆ ตามแบบฉบับของร้านค้าริมทางทั่วไป

 

ปูนิ่ม จูมงคล หนึ่งในผู้ประกอบการร้านอาหารเล่าว่า ขายผัดไทยและอาหารตามสั่งมานานกว่า 10 ปี ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานในห้าง และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา โดยจะเริ่มขายตั้งแต่ 9 โมงเช้า ไปจนถึงตอนเย็น มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 500-1,000 บาท ซึ่งร้านค้าริมทางในบริเวณนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย

“ลูกค้าเข้ามากินส่วนมากจะเป็นพนักงานที่อยู่ในห้าง ราคาเมนูอาหารหากเทียบกับในห้างก็ถือว่าไม่แพง ซึ่งจะตกอยู่ที่เมนูละ 40-50 บาท โดยช่วงที่ผู้คนคึกคักจะเป็นช่วงกลางวัน โดยเฉพาะในตอนเที่ยง ที่นี่เราจะเปิดขายกันทุกวันตั้งแต่ช่วงสาย ไปจนถึงตอนเย็น หรือบางคนก็ตั้งร้านขายตอนกลางคืนก็มี สลับสับเปลี่ยนกันไปตามที่แต่ละคนสะดวกมาตั้งร้าน”

พ่อค้าส้มตำ-ไก่ย่างรายหนึ่งกล่าวว่า จุดเด่นของร้านอาหารริมทางหน้าโรงเรียนวัดปทุมฯ คือ ตั้งอยู่ติดห้างสรรพสินค้าจึงสะดวกในการเดินมาเลือกซื้อและรับประทานอาหาร ซึ่งจะทำให้คนที่มาเดินในห้างหรือคนทั่วไปที่ผ่านเข้ามามีทางเลือกในการรับประทานอาหารมากขึ้น

“ผมเปิดร้านขายไก่ย่างส้มตำที่นี่ทุกวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนเย็น มีทั้งเมนูไก่ย่าง ไส้กรอก แหนม ข้าวเหนียว ส้มตำ ตามแบบฉบับอาหารอีสาน ซึ่งร้านเล็กๆ ตรงนี้เราขายกันในราคาทั่วไปที่ไม่แพงมาก ลูกค้าส่วนใหญ่นอกจากจะมาจากในห้างแล้ว ยังมีนักเรียนและครูในโรงเรียนในช่วงเวลาพักเที่ยง หรือหลังเลิกเรียน”

 

พนักงานฝ่ายขายรายหนึ่งในห้างดังย่านนั้นกล่าวว่า สาเหตุที่เลือกรับประทานที่นี่เป็นประจำเนื่องจากสะดวก และประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าศูนย์อาหารในห้าง หรือบางครั้งก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศออกมาเดินเล่นข้างนอกบ้าง เลยถือโอกาสแวะซื้อข้าวกลับเข้ามานั่งทานด้วย

“ผมทานข้าวที่นี่เป็นประจำทุกวัน เพราะศูนย์อาหารในห้าง มีราคาค่อนข้างแพง และอยู่คนละฝั่งกับที่ผมทำงานอยู่ ซึ่งเดินมาตรงนี้จะใกล้กว่า ในที่ทำงานจะมีห้องทานอาหารไว้ให้สำหรับพนักงาน ซึ่งบางครั้งก็เดินมาซื้อแล้วนำกลับไปทานข้างใน หรือถ้ามีเวลาพักนาน ก็นั่งทานตรงนั้นเลย แล้วแต่ความเหมาะสมของช่วงเวลาในสถานการณ์ตอนนั้น ซึ่งส่วนมากพนักงานในห้างก็มักจะทานกันแบบนี้ เพราะมันประหยัดทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายของเราด้วย” พนักงานฝ่ายขายกล่าว

25 บาทก็อิ่มได้ ตลาดรวมทรัพย์ อโศกฯ

ช่วงเวลากลางวัน ณ ตลาดรวมทรัพย์ อยู่ตรงข้ามอาคารแกรมมี่ข้างๆ ตึกมิดทาวน์ อโศก ที่สร้างบนพื้นที่ 5 ไร่ มีโรงอาหารขนาดใหญ่บรรจุร้านขายข้าวมากกว่า 30 ล็อก เรียงรายให้บริการอาหารราคาย่อมเยา ราคาประมาณ 25-60 บาท เปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเช้า 7-8 โมงเช้า ก็มาอิ่มอร่อยได้แล้ว และจะปิดในเวลาช่วง 4 โมงเย็น

มนัส โพธิ์แจ้ง วัย 25 ปี ช่างซ่อมแอร์ และ จรัญ เวียงสีมา อายุ 42 ปี หัวหน้าช่างซ่อมแอร์ ซึ่งมักจะแวะมากินข้าวกลางวันที่นี่เป็นประจำถ้าวันไหนมีงานย่านอโศก ทั้งคู่บอกว่า ด้วยค่าครองชีพในยุคปัจจุบันที่ค่อนข้างสูง การเลือกกินข้าวมื้อกลางวันราคาถูกเป็นสิ่งจำเป็นมากเพื่อช่วยรัดเข็มขัด

 

“ผมเงินเดือนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท แต่เดือนไหนทำโอทีเยอะก็ได้ราวสองหมื่นบาท แต่ด้วยข้าวของยุคนี้แพง บางครั้งก็จำเป็นต้องประหยัดกว่าปกติ แม้ยังไม่ได้แต่งงานแต่ก็ต้องส่งเงินไปให้แม่ที่ต่างจังหวัดด้วย ทำงานในกรุงเทพฯ 20 ปีถ้าอยากเหลือเงินเก็บมากๆ ก็ต้องประหยัด แต่กรุงเทพฯ มีทั้งปัญหารถติดหากมาทำงานสายก็โดนหักค่าแรงอีก” จรัญบอก ด้วยงานที่ทำให้ต้องเดินสายไปซ่อมแอร์ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งสองยอมรับว่าตลาดรวมทรัพย์แห่งนี้ ราคาอาหารอย่างเช่นข้าวแกงที่ตกอยู่จานละ 25-35 บาทนั้นราคาย่อมเยามากๆ เมื่อเทียบกับข้าวแกงย่านนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังที่อยู่ห่างกลางใจเมือง แต่กลับมีราคาที่แพงกว่า

“ผมชอบกินข้าวแกง เพราะมีให้เลือกหลายชนิด แล้วร้านข้าวที่นี่รสชาติก็อร่อยเกือบทุกร้าน แล้วก็ตักให้เยอะมากเรียกว่ากินจนอิ่มเลย บางมื้อถ้าอยากประหยัดก็จะเลือกสั่งข้าวแกงแค่ 2 อย่าง ราคา 35 บาท ซื้อน้ำอีก 15 บาท มื้อหนึ่งตก 50 บาท ผมคิดว่าเป็นราคาที่โอเค ช่วยผมใช้เงินได้ประหยัดไปจนถึงช่วงสิ้นเดือน” มนัส บอก

สำหรับเมนูยอดฮิตที่ตลาดรวมทรัพย์แห่งนี้คือ ข้าวคลุกกะปิร้านคุณวรรณ ข้าวแกงที่ร้านครัวไทย และร้านสุภาพรก็รสชาติดี หรือน้ำพริกกะปิและน้ำพริกอื่นๆ ที่ร้านน้ำพริกเบญจรสก็ถูกปาก หรือข้าวมันไก่ตอนที่ร้านสมข้าวมันไก่ตอนก็อร่อยราคาขั้นต่ำ 40 บาทไปถึง 50 บาท แม้จะไม่ได้มาทำงานย่านนี้บ่อย แต่เฉลี่ยแล้ว 8 ครั้ง/หนึ่งเดือน ก็จะมากินข้าวที่ตลาดแห่งนี้ และพวกเขามากินข้าวที่นี่ได้ 2 ปีแล้ว ซึ่งราคาอาหารที่ผ่านมาก็ยังเดิมๆ

ด้าน ณัฏฐนันท์ ลิ่มสุวรรณ วัย 50 ปี เถ้าแก่ร้านสุภาพร ซึ่งจำหน่ายอาหารตามสั่ง ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตก ต้มเลือดหมู กวยจั๊บ เย็นตาโฟ และอื่นๆ มา 10 ปีแล้ว กล่าวว่า ตลาดรวมทรัพย์แห่งนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมของคนออฟฟิศย่านอโศก เหตุเพราะราคาอาหารย่อมเยา สามารถควบคุมราคาได้มาตลอดเพราะเปิดขายอาหารแบบเสรี สามารถขายอาหารซ้ำชนิดกันได้ ทำให้มีการแข่งขันที่รสชาติและราคาไปโดยปริยาย เมนูข้าวแกงที่ร้านสุภาพรนั้นขึ้นชื่อเรื่องต้มข่าไก่ และมะระหมูยัดไส้ที่ขายหมดตลอด

 

“เสน่ห์ของตลาดแห่งนี้ผมคิดว่าอยู่ตรงความหลากหลายชนิดของอาหาร คุณภาพดีแต่ราคาไม่แพง สามารถคุมราคาได้ เจ้าไหนขายของแพงก็จะอยู่ไม่ได้ อย่างร้านผมขายอาหารตั้งอยู่บนหลักว่า คนทุกระดับสามารถกินได้ ลูกค้าผมมีตั้งแต่ระดับแม่บ้าน ยามไปจนถึงคนทำงานธนาคารก็มาเป็นลูกค้าประจำมากมาย เพราะผมเน้นขายอาหารที่หลากหลายครอบคลุมความชอบของคน”

ราคาอาหารที่นี่ปรับขึ้นเล็กน้อยจากก่อนหน้านี้เพราะค่าเช่าและค่าแรงพนักงานเพิ่มขึ้น “ผมคิดว่า ปัจจัยราคาน้ำมันหรือก๊าซหรือผักแพงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะต้องขึ้นราคา แต่ที่กระทบพ่อค้าแม่ค้ามากๆ คือราคาค่าแรงพนักงาน ไม่มีใครหรอกอยากได้กำไรน้อย แต่หากเราอยู่ได้และลูกค้าอยู่ได้ มันก็โอเคครับ และผมคิดว่าเราจะสามารถตรึงราคาอาหารไปได้อีกหลายปีครับ หากเรายอมกำไรน้อยหน่อย”

ตลาดแห่งนี้ เปิดราวๆ 6 โมงเช้า ปิดราวๆ 4 โมงเย็น ขายตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ ปิดเสาร์และอาทิตย์

ราคาเป็นมิตร โรงอาหารทีโอที เพลินจิต

โรงอาหารทีโอที สาขาเพลินจิต เปิดให้บริการจำหน่ายอาหารราคาย่อมเยามานานกว่า 30 ปีแล้ว อุบลรัตน์ เกตุกิ่ง ผู้เช่าล็อกที่ 14 ขายข้าวแกงรสเด็ดมานานกว่า 3 ปีแล้ว ที่เลือกมาปักหลักที่นี่เพราะอยู่ย่านกลางใจเมือง แต่ค่าเช่าไม่แพงจึงสามารถขายราคาเป็นมิตรที่ 25-40 บาท แต่ก็มีอาหารชุดอย่างน้ำพริกปลาทูและผักทอดชุดที่ขายแพงสุดคือ 60 บาท

ช่วงเวลา 11.00-13.00 น. ที่นี่เรียกว่าคนแน่นขนัดจนเก้าอี้ไม่พอนั่ง เมื่อคนหนึ่งลุกก็จะมีคนนั่งต่อทันที แม้ค่าครองชีพจะแพง แต่ราคาอาหารที่นี่สามารถตรึงให้ย่อมเยาไว้ได้ เพราะค่าเช่าไม่สูง อีกทั้งเจ้าของพื้นที่คือ ทีโอทีกำหนดราคาเพื่อช่วยเหลือพนักงาน

“วันหนึ่งๆ ขายได้เป็นจำนวนมากและขายดี ก็ถือว่าคุ้ม ขายได้ตกราวๆ 1 หมื่นบาท/วัน หักรายจ่ายแล้วเหลือ 5 พัน ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ดีมากๆ” อุบลรัตน์ เล่า นอกจากลูกค้าจะเป็นพนักงานทีโอทีแล้ว ยังมีคนละแวกใกล้เคียงหรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่พักโรงแรมแถวราชดำริแวะมาชิมอาหารรสชาติอร่อยและราคาไม่แพง ทั้งยังมีให้เลือกหลากหลาย รสชาติอร่อย แถมสถานที่ยังอยู่กลางใจเมือง เดินทางสะดวก นอกจากข้าวแกงที่อร่อยทุกร้านแล้ว ยังมีร้านหมูย่างล็อกที่ 21 ที่รสชาติของน้ำตกหมูของร้านนี้เป็นที่เลื่องชื่อและเป็นเมนูเด็ดที่ใครมาที่นี่ก็ต้องแวะมาชิม

โรงอาหาร TOT สาขาเพลินจิต เปิดตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า ปิดเวลาบ่ายสองโมง ขายวันจันทร์ถึงศุกร์ ปิดเสาร์และอาทิตย์

อิ่มท้องสบายกระเป๋า ที่นี่… สีลม

อีกหนึ่งแหล่งอาหารอิ่มท้องสบายกระเป๋าอยู่ที่ย่านสีลม เริ่มต้นตั้งแต่ร้านส้มตำพัฒนพงษ์ ปากซอยพัฒนพงษ์ ในช่วงพักเที่ยงนั้นโต๊ะเต็มทุกโต๊ะ ร้านนี้ขายอาหารอีสานทุกชนิด ราคากลางๆ ถูกสุดเริ่มตั้งแต่ 50 บาท ที่แพงหน่อยก็มีปลาเผาซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 200 ปลายๆ จุดเด่นของร้านนี้คือทำเลดี นอกจากนี้ข้างร้านยังพ่วงด้วยร้านไก่ย่างบางบาล ซึ่งเข้ากันดีกับส้มตำ และร้านขายผลไม้สดพร้อมรับประทานไว้ล้างปากหลังมื้ออิ่มอร่อย

ข้ามมาอีกฝั่งในซอยคอนแวนต์ มีร้านข้าวและก๋วยเตี๋ยวตั้งอยู่ริมฟุตปาททั้งสองฝั่ง นอกจากนั้นยังมีซอยตรงข้ามโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ระหว่างอาคารกมลสุโกศล กับอาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นซอยเล็กๆ ที่ผู้คนคับคั่ง มองผ่านๆ แทบไม่น่าเชื่อว่าข้างในจะเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ของชาวออฟฟิศย่านสีลม ตลาดแห่งนี้มีชื่อว่า ตลาด 108-1009 นอกจากอาหารแล้วที่นี่ยังมีสินค้าอื่นๆ ขายด้วย ถ้าเดินเข้าไปจากต้นซอย ฝั่งซ้ายมือจะเป็นอาหารมากหน้าหลายตาที่สะดวกสำหรับการซื้อใส่ห่อกลับไปกิน ทั้งปิ้งย่าง ของทอด น้ำพริกปลาทู ฯลฯ ลึกเข้าไปในสุด นี่แหละเหมือนแหล่งสวรรค์ยามเที่ยง มีอาหารให้เลือกนานาชนิด ทั้งข้าว ก๋วยเตี๋ยว ในราคาย่อมเยา รับรองว่า อิ่มได้ในราคามื้อละเพียง 50-60 บาท อิ่มเสร็จแล้วก่อนเดินออกสะดุดตากับร้านแกงเห็ดแกงเลียง เพราะเห็นสาวๆ ออฟฟิศยืนออต่อคิวซื้อกันเยอะดี ร้านนี้ขายเฉพาะแกงเลียงอย่างเดียว โดยลูกค้าสามารถเลือกชี้เอาผักหลายชนิดที่จะให้แม่ค้าเอาไปเลียงได้ตามใจชอบ สนนราคาถุงละเพียง 40 บาท เหมาะกับคนดูแลสุขภาพ เห็นขายง่ายๆ อย่างนี้ไม่ธรรมดา เพราะขายมากว่า 7-8 ปีแล้ว

“เพิ่งทำงานมาราวสองปี ถึงจะเป็นย่านสีลม แต่เรื่องอาหารการกินก็ถือว่าไม่แพงนะ ถ้าเลือกถูกที่ อย่างในละลายทรัพย์ก็ไม่แพงนะ ประมาณ 40 บาท”ไชยธัช อมาตยกุล พนักงานออฟฟิศในอาคารบุญมิตรแนะนำ

ถัดไปคือ ซอยพิพัฒน์  ด้านหลังธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ มีฟู้ดคอร์ทอยู่ใน ดิ โอเอซิส พลาซ่า ข้างในเป็นอาหารข้าวแกงทั่วไป แต่ที่น่าจะเป็นทีเด็ดกว่าคือ ในซอยนอกฟู้ดคอร์ท ที่มีร้านเจ้าอร่อยอย่างก๋วยเตี๋ยวต้มยำ และอีกแหล่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้สำหรับย่านสีลมอยู่ข้างธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ก็คือ ซอยละลายทรัพย์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการช็อปปิ้ง แต่ก็มีโซนอาหารไว้ให้ฝากท้องเหมือนกัน หากเข้าซอยไปไม่ลึกมาก ด้านขวามือเป็นร้านขายอาหารทั่วไป มีเจ้าอร่อยเป็นข้าวแกงรสเด็ด ซึ่งทำให้มนุษย์ออฟฟิศย่านสีลมอิ่มท้องแบบสบายกระเป๋าได้เสมอ

ถูกและดีมีในห้างกลางเมือง

ไม่บ่อยนักที่คนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเราๆ จะได้กินของถูก อร่อย ในห้างสรรพสินค้ากลางเมือง เพราะส่วนใหญ่ ไม่ว่าห้างไหนแค่กินพออิ่มมื้อหนึ่งก็ต้องควักจ่ายเป็นร้อย ยิ่งถ้าไปกันหลายคนรวมๆ กันกินอาหารเหลายังดีเสียกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนสุขุมวิท เพลินจิต ไปจนถึงราชประสงค์ ศูนย์กลางของห้างหรูของเมืองไทย เมนูอาหารจานเดียวบนห้างส่วนใหญ่แพงระยับทั้งนั้น

แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวัง เพราะยังมีห้างที่มีของกินราคาถูก เหมาะแก่การใช้ชีวิตในยามเศรษฐกิจขัดสนให้ได้พอฝากท้องได้บ้าง หากใครผ่านไปสุขุมวิทตัดถนนอโศกมนตรี คงรู้จักห้างใหญ่ชื่อเทอร์มินอล 21 ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าอโศก(บีทีเอส) และสถานีรถไฟฟ้าสุขุมวิท(เอ็มอาร์ที) บนชั้น 5 ของห้างมีฟู้ดคอร์ท ที่ชื่อ Pier 21 Bangkok Food Court ที่นั่นคือแหล่งรวมอาหารอร่อยในราคาไม่แพงเป็นที่พึ่งพิงของคนทำงานในย่านนั้น และผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา

ฟู้ด คอร์ท ที่นี่ดังในระดับที่ CNN ของนำเสนอข่าวห้างของกินราคาถูกในย่านกลางเมืองมาแล้ว เช่นเดียวกับโลกออนไลน์ ที่ต้องมีชื่อของ Pier 21 ติดอันดับของกินราคาถูกที่หาได้ไม่ง่ายๆ ในย่านกลางเมือง ประหนึ่งเป็นหม้อข้าว หม้อแกง ที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในย่านนั้นกันเลยทีเดียว

จุดเริ่มต้นของความถูก เกิดจากคนที่ชื่อ อนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่คุ้นชื่ออย่าง บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ต้องการขยายธุรกิจจากการสร้างบ้านมาสู่ธุรกิจค้าปลีก หลังจากได้ที่ดินผืนงามตรงบริเวณแยกอโศกตัดถนนสุขุมวิทมาอยู่ในความครอบครอง เขาสำรวจตลาดไปทั่วบริเวณถนนสุขุมวิท ไปจนถึงสยาม มาบุญครอง พบว่า มีห้างใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในย่านนั้น ร้อนระอุทะลุปรอท แต่สิ่งหนึ่งที่เขามองเห็นคือ แทบจะไม่มีห้างที่ตอบสนองต่อคนชั้นกลางอย่างแท้จริง ถ้าทำได้ก็สามารถอยู่รอดได้

โจทย์ที่ต้องตีให้แตกคือ ทำอย่างไรถึงจะเป็นห้างของคนชั้นกลาง ทำอย่างไรคนชั้นกลางจะเดินเข้าห้างที่ตั้งชื่อว่า เทอร์มินัล 21 ได้ อนันต์เห็นว่า เรื่องปากเรื่องท้องสำหรับคนชั้นกลางเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งเป็นคนทำงานกลางเมืองค่ากินค่าอยู่ในเมืองในแต่ละวันสูงลิ่ว ถ้าสามารถขายอาหารดีๆ ได้ในราคาถูกๆ ก็น่าจะเอาชนะใจคนชั้นกลางที่ทำงานในเมืองและสามารถดึงคนเข้าห้างได้

อนันต์ ลงทุนติดต่อร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมาร่วมโปรเจกต์ใหญ่ เงื่อนไขมีอยู่ว่า ร้านมาขายอย่างเดียว ค่าที่ ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ในการกิน ทางห้างจัดให้ ถึงกระนั้นหลายๆ ร้าน ก็ไม่อยากจะมา จนถึงขนาดต้องตามตื้ออ้อนวอนกันหลายรอบถึงจะยอมใจอ่อน โดยอนันต์ขอกำหนดราคาว่า แต่ละจานต้องถูก 30-40 บาท ก็กินได้หนึ่งอิ่ม งานนี้ อนันต์ยอมเสียในสิ่งที่ควรจะได้นั่นคือค่าเช่าที่ในฟู้ดคอร์ท รวมถึงยอมจ่ายต้นทุนค่าบริการต่างๆ ในฟู้ดคอร์ท รวมๆ กันแล้วเงินหายไปจากกระเป๋าปีละราวๆ 20 ล้านบาท แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง

เพียร์ 21 ตอบโจทย์คนชั้นกลางที่ทำงานในเมืองได้อย่างตรงเป้า ทำให้กลายเป็นแหล่งกินราคาถูกใจกลางเมืองที่มีผู้คนใช้บริการอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะช่วงเวลาพีกอย่างช่วงเที่ยงละช่วงเย็นที่ต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีกันอยู่นานกว่าจะได้ที่นั่งกิน ที่สำคัญ ถือเป็นฟู้ดคอร์ทที่ปิดให้บริการตามเวลาห้างคือสี่ทุ่มเปะไม่ขาดไม่เกิน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่อนันต์ขอ และอำนวยความสะดวกให้ร้านทุกร้านต้องปิดสี่ทุ่ม

ความสำเร็จของฟู้ดคอร์ท เพียร์ 21 ขจรขจายไปทั่ว จนสื่อต่างประเทศหลายสำนักถึงกับมาทำสกู๊ปไปเผยแพร่ อนันต์ เคยบอกว่า เขายอมเสีย 20 ล้านบาท/ปีกับฟู้ดคอร์ท แต่ไม่ต้องควักเงินโฆษณาห้างปีละหลายร้อยล้านบาทเลย ห้างเทอร์มินอล 21 ก็สามารถประสบผลสำเร็จได้ด้วยการมีเพียร์ 21  แหล่งของกิน อร่อย ราคาถูกเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าห้างได้อย่างมากมาย

ร้านส่วนใหญ่เป็นร้านที่มีชื่อเสียงที่หลายๆ คนรู้จักกันอยู่แล้ว เช่น ธงชัย ต้มยำ นู้ดเดิ้ล ที่ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 28 บาท ก๋วยเตี๋ยวต้มยำหมูนุ่มไข่แดงราคาสูงสุดที่ 42 บาท กวยจั๊บสามทุ่มเริ่มต้น 25 บาท  เกาเหลากวยจั๊บน้ำข้น 33 บาท ร้านสุกี้โบราณ(ไท้เฮง) ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่/หมู 25 บาทสุกี้น้ำไก่/หมู เริ่มต้น 33 บาท สุกี้น้ำรวมมิตร 40 บาท ขาหมูนครปฐม ข้าวขาหมูเพิ่มไข่ เริ่มต้นที่ 37 บาท ก๋วยเตี๋ยวเรือโกฮับรังสิต ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมู 25 บาท ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกหมู/เนื้อ 35 บาท Sweet n sour ไอศกรีมมะพร้าว 28 บาท ปฐมโอชา ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ข้าวหมูกรอบสมุนไพรจีน 28 บาท ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นสมุนไพรจีน 32 บาท เป็นต้น

เพราะอาหารถูกและดียัง(พอ)มีอยู่ในกรุงเทพฯ หากเลือกเป็นเลือกได้หรือเลือกถูก แม้จะมีเงินแบงก์ร้อยติดตัวใบเดียว ร้านอาหารในย่านเหล่านี้จะทำให้ทุกคนอิ่ม อร่อย แถมยังมีเงินทอนกลับมาด้วยอีกต่างหาก

 

ภาพมีชีวิต วิศรุต อังคทะวานิช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/421107

ภาพมีชีวิต วิศรุต อังคทะวานิช

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล

การถ่ายทอดสด “Live” ภาพเคลื่อนไหวปลากัดที่ปรากฏบนจอ iPhone 6s ที่เปิดตัวพร้อมทำตลาดทั่วโลกไปเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยไม่น้อย เพราะภาพมีชีวิตของหางปลากัดที่สะบัดพลิ้วไหวชิ้นนี้ เป็นผลงานของ วิศรุต อังคทะวานิช ช่างภาพอิสระ และวิทยากรด้านการถ่ายภาพปลาให้กับกรมประมง และกำลังเตรียมจัดนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองอีกครั้งในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำกับ Apple Inc. ทำให้เขาไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ออกมาได้ แต่วิศรุตยินดีที่จะบอกเล่าแนวคิดและมุมมองต่อการทำงานจนสามารถต่อยอดไปสู่ผลงานระดับโลกได้อย่างน่าสนใจ

วิศรุต ในวัย 45 ปี ย้อนเรื่องราวของตัวเองให้ฟังว่า เติบโตและคุ้นเคยกับการถ่ายภาพมาตั้งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากสิ่งแวดล้อมที่เห็นทั้งคุณพ่อและคุณปู่ชอบการถ่ายภาพกันอยู่แล้ว และที่บ้านจะมีแมกกาซีนเกี่ยวกับถ่ายภาพต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ซึมซับความรู้เกี่ยวกับกล้องและการถ่ายภาพมาเรื่อยๆ โดยรู้ตัว

 

ส่วนตัวเขาเริ่มจับกล้องถ่ายรูปจริงจัง ตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมีกล้องเอสแอลอาร์ (ซิงเกิ้ล เลนส์ รีเฟล็กซ์) คู่ใจตัวแรกยี่ห้อนิคอน รุ่นเอฟเอ็มทู ไม่นับตอนยังเด็กกว่านี้ที่ใช้กล้องป๊อกแป๊ก หรือกล้องอินสแตนท์ฟิล์มยี่ห้อโกดัก เอาไว้ถ่ายรูปสนุกสนานตามประสาเด็ก

“ในตอนนั้นรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องอัศจรรย์ ที่คนเราสามารถบันทึกเรื่องราวต่างๆ ออกมาได้บนกระดาษเปล่าๆ ที่ทำให้เกิดความสนใจการถ่ายรูปขึ้นมา อย่างสมัยก่อนก็จะเป็นภาพขาวดำ ซึ่งที่บ้านก็จะมีห้องล้างอัดภาพขาวดำด้วย เพราะทำไม่ยาก แค่มีห้องมืด มีน้ำยา อุปกรณ์ ก็ล้างอัดภาพเองได้แล้ว” วิศรุต เล่า

ช่วงอายุราว 15-16 ปี ซึ่งเป็นช่วงเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 (โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพ บางรัก) ทางโรงเรียนก็ส่งไปเข้าคอร์สอบรมการถ่ายภาพ โดยเฉพาะที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ เพื่อมาเป็นช่างภาพให้กับโรงเรียนเวลาที่มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ก่อนจะสอบเข้าและศึกษาจบระดับปริญญาตรีคณะนิเทศศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเริ่มต้นเส้นทางชีวิตสู่สายอาชีพช่างภาพอิสระ

 

“ในช่วงที่จบมาใหม่ๆ สมัยก่อนก็จะเป็นฟรีแลนซ์ ทำกราฟฟิกดีไซน์ ทีนี้ช่างภาพโฆษณาหายาก ก็ทำให้มีปัญหาปิดจ๊อบไม่ได้ด้วยติดด้านบัดเจ็ตของลูกค้า ก็เลยหันมาฝึกเทคนิคการถ่ายภาพโฆษณาเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถรับงานต่างๆ ได้สมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งสมัยนั้นช่างภาพโฆษณามืออาชีพค่าตัวสูงมาก” วิศรุต เสริม

สำหรับสไตล์การถ่ายภาพของเขานั้น จะไม่ใช่สายดาร์กเลย ด้วยจะชอบถ่ายภาพสวยๆ งามๆ อย่างวิวทิวทัศน์ สัตว์ ส่วนภาพคนเหมือนหรือพอร์เทรตนั้นก็อาจจะมีบ้างนานๆ ครั้ง หรืออย่างหากมีเหตุการณ์พิเศษอะไรก็ไม่รีรอที่จะกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกเรื่องราวให้ออกมาเป็นภาพถ่ายด้วยเช่นเดียวกัน

มาถึงความสนใจด้านภาพถ่ายคอลเลกชั่นก้องโลก อย่างภาพชุดปลากัด ซึ่งเกิดจากความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับปลาชนิดนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อย่างในตอนเด็กๆ เวลาไปตลาดกับแม่ ก็ชอบเดินไปดูแผงปลาต่างๆ จนรู้จัก จำชื่อได้หมดว่าเป็นปลาอะไร สายพันธุ์ไหน พอโตขึ้นมาอีกนิด ก็ชอบไปดูปลาในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ อะควอเรียมต่างๆ เป็นประจำ

 

กระทั่งเมื่อราว 4-5 ปีก่อนมีโอกาสไปงานแสดงสัตว์น้ำงานหนึ่ง และไปเจอกับกลุ่มปลากัดเข้า เกิดความสนใจขึ้น จึงลองซื้อปลากัดมา 3-4 ตัว เพื่อนำกลับไปถ่ายภาพในมุมต่างๆ ทำให้เกิดความรู้ใหม่รู้นิสัยใจคอของปลากัดไปด้วย ซึ่งไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นปลาประจำถิ่น มีขอบเขตอยู่ประจำ ตามธรรมชาติแล้วไม่ชอบความรุนแรง แต่ที่เห็นๆ คนไทยจับปลากัดเอามาสู้กันนั้น น่าจะเป็นเพราะเอามาปล่อยไว้คู่กันในที่คับแคบ ทำให้ต้องกัดกันเพื่อหาพื้นที่ของตัวเอง

นอกจากนี้ ทิศทางการเคลื่อนไหวของปลากัด สร้างความประทับใจในโมเมนต์แต่ละจังหวะการว่ายไปมา ทำให้เขาทดลองหามุมใหม่ๆ ถ่ายถาพชุดนี้ไปต่อเรื่อยๆ อย่างตอนที่ถ่ายภาพคอลเลกชั่นปลากัดออกมาในช่วงนั้น ในกลุ่มช่างภาพด้วยกันยังไม่มีใครถ่ายภาพปลากัดในมุมแบบนี้มาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นการถ่ายภาพเพื่อแสดงถึงความสวยงามของปลากัดเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์สำหรับการต่อสู้ของปลากัดมากกว่า

ปัจจุบันวิศรุตได้ถ่ายภาพชุดปลากัดออกมาแล้วมากว่า 100 ภาพ ใช้ปลากัดมาเป็นนายแบบไปแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ตัว ซึ่งปลากลุ่มนี้จะมีอายุเฉลี่ยราว 1 ปีแล้วก็ตาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปลากัดสายพันธุ์หางยาว อย่างฮาล์ฟ มูน หรือคราวน์ เทล ที่นำมาใช้เป็นแบบอยู่ในตู้กระจก

 

ขณะที่ภาพชีวิตของวิศรุตนั้น เจ้าตัวอธิบายว่า จะเป็นทั้งสองแบบ คือ นักถ่ายภาพอาชีพ ที่จะเคารพการทำงาน ตามกฎเกณฑ์ของลูกค้า ตามโจทย์ที่ได้รับ แต่หากเป็นในมุมของการถ่ายภาพเพื่อความบันเทิง หรือถ่ายภาพเล่น อย่างภาพชุดปลากัดแบบนี้แล้ว ก็จะเต็มที่พร้อมหามุมใหม่ๆ ในการทำงานในรูปแบบที่อยากจะทำทันที

นอกจากภาพชุดปลากัดแล้ว ก่อนหน้าเขายังเคยมีคอลเลกชั่นการถ่ายภาพสัตว์อื่นๆ มาบ้าง อยากภาพชุดแมวเพื่อนำไปร่วมในจัดกิจกรรมการกุศล หรือหากเป็นสัตว์ประเภทอื่นๆ ก็จะมีบ้าง แล้วแต่โอกาสอำนวย

ปัจจุบันวิศรุตอยู่ระหว่างเตรียมงานนิทรรศการแสดงผลงานการถ่ายภาพครั้งใหม่ ในชื่อ “Symphony of Fish” ซึ่งเตรียมจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ระหว่างวันที่ 23 ก.พ.-17 มี.ค.นี้ โดยจะนำผลงานชุดภาพถ่ายปลากัดมาร่วมแสดงราว 30 ภาพ จากเมื่อปีก่อน เขาเคยจัดแสดงภาพถ่ายในคอลเลกชั่นปลากัดในชื่อ “Aquacade” ซึ่งผลงานนิทรรศการรอบใหม่นี้จะยังสะท้อนความใหม่ของมุมมองการถ่ายภาพที่แตกต่างออกไปจากเดิมอีกด้วย

นอกจากนี้ เขายังได้รับการติดต่อจากกองทุนสาธารณะ (คราวด์ฟันดิ้ง) มีฟันด์ (Meefund.com) ที่เห็นผลงานภาพถ่ายของวิศรุตและเกิดความสนใจ จึงเสนอให้เขาทำโครงการใหม่ ออกมาในรูปแบบสมุดภาพถ่าย “โฟโต้บุ๊ก” ซึ่งจะรวบรวมผลงานการถ่ายภาพต่างๆ ของเขา โดยวางแผนเบื้องต้นคร่าวๆ ไว้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 200 รูป จัดพิมพ์ออกมาราว 2,000 เล่ม ซึ่งทุนที่ใช้ในการจัดทำจะมาจากการนำโปรเจกต์เข้าไประดมทุนผ่านคราวด์ฟันดิ้งของมีฟันด์ ซึ่งจะมีการหารือรายละเอียดโครงการนี้อีกครั้ง หลังงานแสดงภาพถ่ายครั้งล่าสุดจบลง

วิศรุตปิดท้ายข้อคิดดีๆ ให้ฟังถึงองค์ประกอบความสำเร็จในสายอาชีพที่รักและพาเจ้าตัวมาถึง ณ จุดนี้ ว่าสิ่งสำคัญ คือ ต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะทำอะไรในมุมมองใหม่ๆ ด้วยโลกสมัยนี้ในปัจจุบัน หากใครจะต้องการสิ่งใหม่ๆ พวกเขาไม่ได้มองหาอะไรที่สวยเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขากำลังมองความแปลกไม่เหมือนใคร

การจะไม่เหมือนใครได้นั้น มันมาจากวิธีคิด ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ยาก เหมือนกับเวลาเรามองเห็นโปรดักต์อะไรต่างๆ แม้จะเป็นของใหม่แต่หากเป็นเหมือนกับคนทั่วไปแล้ว สิ่งนั้นก็จะไม่มีความแตกต่างที่สร้างความจดจำได้ ซึ่งในตอนนี้ทุกอย่างเปิดกว้างแล้ว เจ้าของผลงานที่ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นช่างภาพ แต่จะเป็นใครก็แล้วแต่ จะต้องให้ความสำคัญในการคิด การสร้างสรรค์ หรือครีเอทีฟ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพื่อสร้างความโดดเด่นจากสิ่งของหรือวัตถุเดียวกันที่มีอยู่

“อย่างการถ่ายภาพปลากัดออกมาจนเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ซึ่งในครั้งแรกอาจยังไม่มีอะไรในหัว แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะรู้สึกว่าจะถ่ายทอดมันออกอย่างไร” วิศรุต กล่าว

สิ่งสำคัญคือจะต้องมีแรงบันดาลใจออกมาให้ได้ก่อน เพราะหากปล่อยให้มีข้อจำกัดเกิดขึ้น ก็อาจทำให้งานออกมาเป็นเชิงพาณิชย์ไปในที่สุด ด้วยการใช้ความคิด
ไอเดียเข้ามาช่วยด้วยนั่นเอง

 

5 เคล็ดลับปรับชีวิตให้ยืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2559 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/420679

5 เคล็ดลับปรับชีวิตให้ยืนยาว

โดย…ภาดนุ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ คำกล่าวนี้ยังเป็นจริงอยู่เสมอ เพราะการที่คนเราไม่ป่วยไม่ไข้นั้นถือว่าเราโชคดีมากกว่ามีทรัพย์สินนับแสนนับล้าน แถมยังเป็นการทำให้ชีวิตของเรายืนยาวขึ้นอีกด้วย ยิ่งถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่ (วัยกลางคน) ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยชราด้วยแล้ว ยิ่งควรรู้วิธีใช้ชีวิตให้อยู่ดีมีสุข จะได้เห็นลูกหลานเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตต่อไป และเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้นได้ คงต้องอาศัย 5 เคล็ดลับปรับชีวิตให้ยืนยาวซะแล้ว

1.เลิกสูบบุหรี่ หยุดยั้งอัมพาต

การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ป้องกันได้ของการเกิดอัมพาต เพราะสารนิโคตินและคาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่จะลดปริมาณออกซิเจนในเลือด ทั้งยังทำลายผนังหลอดเลือดจนมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดได้ เมื่อเราเลิกสูบบุหรี่ร่างกายจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามลำดับ ข้อมูลจากสมาคมปอดแห่งสหรัฐพบว่า หลังหยุดสูบบุหรี่ 20 นาที ความดันโลหิตและชีพจรจะลดลง หลังหยุดสูบบุหรี่ 8 ชั่วโมง ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในเลือดจะลดลงจนเป็นปกติ และเมื่อหยุดสูบได้เกือบ 24 ชั่วโมง ความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันก็จะหมดไป เห็นรึยังล่ะ แล้วทีนี้คุณน้า คุณอา คุณป้า คุณลุง จะเลิกสูบบุหรี่กันได้หรือยัง

2.ออกกำลังกายเพิ่มพลังสมอง ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์

จากผลการศึกษาของประเทศฟินแลนด์พบว่า ชายและหญิงวัยกลางคนที่ออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์และกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในวัยชราได้ถึงร้อยละ 50 ซึ่งจากการศึกษาที่ผ่านๆ มาแสดงว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง และผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์สูงกว่าคนที่ใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงและดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า ในบรรดาประชากร 37 ล้านคนทั่วโลกที่มีอาการความจำเสื่อม สาเหตุหลักเกิดจากโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

3.กินอาหารพิชิตความดัน

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกรายงานว่า การรักษาอาการความดันโลหิตสูงสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตได้ถึง 40% เพราะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อการเกิดอัมพาต (ความดันโลหิตปกติมีค่า 140/90 มม.ปรอท หรือสูงกว่า แต่แพทย์อายุรวัฒน์มักแนะนำให้ได้ค่าน้อยกว่า 120/80) หลายคนน่าจะรู้ดีว่าเราสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ด้วยการเลือกกินอาหารที่มีเกลือและแคลอรีต่ำ อุดมไปด้วยสารอาหาร ฉะนั้นควรบริโภคถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช และธัญพืชให้หลากหลาย ระวังการกินเนื้อสัตว์ สัตว์ปีกและปลา แต่ให้เพิ่มปริมาณผักในอาหารให้มากขึ้น ไม่ติดการกินอาหารแปรรูป ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม และเนื้อที่ผ่านการถนอมอาหารเพื่อเก็บรักษา

4.หลีกให้ไกลจากความเครียด

ความเครียดเป็นศัตรูตัวร้ายที่บั่นทอนชีวิตคนได้ เพราะนักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช สหรัฐ รายงานว่าคนที่มักมีความวิตกกังวลหรือความเคร่งเครียด มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์มากขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิต คณะวิจัยได้ทำการสำรวจชายและหญิงอายุไม่ต่ำกว่า 65 ปี จำนวน 1,024 ราย พบว่า ผู้ที่มีท่าทางวิตกกังวลและเคร่งเครียดตลอดเวลา มีโอกาสเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ถึง 2 เท่า ภายในระยะเวลา 3-6 ปีของการติดตามผล

5.วิตามินดี ผู้ชายขาดไม่ได้

มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้ชาย โดยอ้างอิงจากชายชาวยุโรป 56,000 คน (ในปี ค.ศ. 1998) และชายชาวอเมริกัน (ในปี ค.ศ. 2004) จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผลชัดเจน แต่ในปี ค.ศ. 2005 นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์มะเร็งนอร์ทเทิร์น แคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่า วิตามินดีอาจหยุดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้

นักวิจัยพบว่า ในชายที่มียีนผันแปรบางชนิด เมื่อถูกแสงแดดจัดๆ จะลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้มากถึง 65% งานวิจัยที่ผ่านๆ มาแสดงว่าวิตามินดี ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นจากการได้รับแสงแดด ช่วยเสริมสร้างการเติบโตของเซลล์ในต่อมลูกหมากให้เป็นปกติ และยับยั้งการลุกลามและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

แต่นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่า ผู้ชายอาจได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการกินอาหารที่มีวิตามินดีและกินวิตามินดีเสริม เพราะการรับแสงแดดมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี ได้แก่ ไข่แดง ตับ น้ำมันตับปลาค็อด ปลาแมกเคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาแฮร์ริ่ง ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่าแสงแดด

 

ปะการังฟอกขาว… ภัยพิบัติที่ใกล้มาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2559 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/420675

ปะการังฟอกขาว... ภัยพิบัติที่ใกล้มาเยือน

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ภาวะโลกร้อนกลายเป็นประเด็นที่ทวีความสำคัญต่อโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ยังเรียกร้องให้ประชากรโลกร่วมกันหยุดยั้งภัยพิบัตินี้ ในระหว่างที่เขาขึ้นรับรางวัลออสการ์ปีล่าสุด เพราะนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างคาดการณ์ตรงกันว่าปีนี้จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการติดตามภาวะดังกล่าว

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน คือ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดภัยแล้งทั่วประเทศไทย ยังส่งผลตรงสู่ท้องทะเล เมื่อองค์กร NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) หน่วยงานที่ติดตามสภาพมหาสมุทรและสภาพภูมิอากาศของสหรัฐออกประกาศเตือนว่า ปีนี้อาจเป็นปีที่มีปะการังฟอกขาวรุนแรงมากที่สุด

ปะการังเป็นสัตว์อยู่ร่วมกับสาหร่ายขนาดจิ๋ว ทั้งคู่ร่วมกันสร้างก้อนปะการังหินปูนสีขาวอยู่ข้างใน ปะการังเคลือบอยู่ด้านนอก แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ ทำให้ปะการังเกิดอาการผิดธรรมชาติ อ่อนแอลงจนเห็นสีขาวของก้อนหินปูนที่อยู่ข้างใน และอาจตายหากน้ำร้อนมากหรือร้อนนานหลายวัน ยังขึ้นกับสายพันธุ์ปะการังและสภาพภูมิอากาศในช่วงน้ำร้อน

ปะการังฟอกขาวถือเป็นปรากฏการณ์ที่อยู่คู่กับแนวปะการังมาเนิ่นนาน แนวปะการังตามธรรมชาติสามารถฟื้นตัวกลับคืนมาแม้อาจใช้เวลาหลายปี แต่ภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น อาจเป็นสาเหตุทำให้ปะการังฟอกขาวเกิดถี่ขึ้นจนแนวปะการังฟื้นตัวไม่ทัน แนวปะการังบางแห่งในโลกเจอปะการังฟอกขาวแบบซ้ำซ้อนแทบทุกปี จนเกิดความเสื่อมโทรมอย่างถาวร

NOAA ประกาศเตือนเรื่องมวลน้ำร้อนจากเอลนินโญและปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว จากนั้นก็เกิดปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรงที่ฮาวาย ตามด้วยเกาะฟิจิ จากนั้นมวลน้ำร้อนเคลื่อนมาทางตะวันตก เข้าสู่ประเทศออสเตรเลีย โดยมีโอกาสที่เกรทแบริเออร์รีฟ แนวปะการังใหญ่ที่สุดในโลก จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

เมื่อลองดูจากโมเดลที่ NOAA ทำนายเพื่อแสดงโอกาสที่จะเกิดปะการังฟอกขาวทั่วโลกในช่วงหน้าร้อนปีนี้ (มี.ค. – พ.ค.) จะเห็นว่าอ่าวไทยอยู่สีเหลือง (โอกาสฟอกขาว 60-70%) อันดามันอยู่สีส้ม (โอกาสฟอกขาว 70-80%) นับเป็นการเตือนภัยครั้งร้ายแรงของทะเลทั้งโลก โดยคาดการณ์ว่าแนวปะการังไม่น้อยกว่า 30% ในโลกอาจเกิดฟอกขาว และแนวปะการัง 5% อาจได้รับผลรุนแรงจนไม่อาจฟื้นตัวอีกเลย

ประเทศไทยเคยได้รับผลกระทบจากปะการังฟอกขาวหลายครั้งและเริ่มถี่ขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะในปี 2553 ปะการังทั่วอันดามันเกิดปรากฏการณ์ฟอกขาว ปะการังตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ความสมบูรณ์ของท้องทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อเนื่องถึงการท่องเที่ยว เช่น หมู่เกาะสุรินทร์เคยเป็นแนวปะการังน้ำตื้นสวยที่สุดของไทย มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากกว่าหมู่เกาะสิมิลันด้วยซ้ำ แต่หลังจากปะการังฟอกขาวครั้งนั้นปริมาณนักท่องเที่ยวที่ไปหมู่เกาะสุรินทร์ลดลงอย่างเห็นชัดและยังคงอยู่ในระดับต่ำจนถึงทุกวันนี้ แม้ปะการังเริ่มมีสภาพฟื้นคืนขึ้นมาบ้าง

เมื่อเราทราบว่าปะการังฟอกขาวเป็นภัยพิบัติที่มาพร้อมภาวะโลกร้อนที่จะรุนแรงมากขึ้น ส่งผลต่อทะเลและแหล่งท่องเที่ยวโดยตรง คำถามคือเรารับมืออย่างไร? หลายปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้เรียนรู้เกี่ยวกับปะการังฟอกขาว ศึกษา “สุขภาพของแนวปะการัง” ที่จะมีผลเป็นอย่างมากต่อความทนทานต่อน้ำร้อนและการฟื้นตัว ยังหมายถึงการศึกษาปะการังสายพันธุ์ที่ทนทานต่อน้ำร้อนและนำไปปลูกในพื้นที่ต่างๆ ตลอดจนติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสอบอุณหภูมิของน้ำทะเล และแจ้งเตือนให้นักดำน้ำช่วยกันรายงานหากเจอปะการังฟอกขาว

การศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่นำไปใช้ในการปฏิบัติจริงจัง เรามักทำหลังจากเกิดผลกระทบแล้ว เช่น ในปี 2553 อุทยานทางทะเลปิดจุดดำน้ำ 10 แห่งหลังจากเกิดปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรง แต่นั่นเป็นการล้อมคอกหลังวัวหาย น่าดีใจที่ในปีนี้ เราเริ่มเตรียมการล่วงหน้า เริ่มที่พีพีโมเดลซึ่งผมมีโอกาสเข้าไปร่วมงาน เราขอให้อุทยานเสนอปิด “เกาะยูง” พื้นที่สุดท้ายที่ยังมีแหล่งพ่อแม่พันธุ์ของปะการังเหลืออยู่ในบริเวณหมู่เกาะพีพี เพื่อลดผลกระทบจากนักท่องเที่ยว ทำให้แนวปะการังมีสุขภาพดีขึ้น เพิ่มความทนทาน และโอกาสในการฟื้นตัวจากปะการังฟอกขาว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้พิจารณาเรื่องนี้และเห็นด้วยต่อการปิดเกาะดังกล่าว ทำให้อย่างน้อยเราก็เริ่มมีการรับมือล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องขยายผลให้มากกว่านี้ ถ้าพิจารณาข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รายงานว่าปะการังที่สมบูรณ์พอเป็นแหล่งพ่อแม่พันธุ์ของทะเลไทยเหลืออยู่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ เรายิ่งต้องรีบเตรียมตัวในการรับมือโดยดูแลแนวปะการังเหล่านั้นให้ดีที่สุด ยังหมายถึงความพยายามในการลดน้ำเสียและตะกอนจากการพัฒนาชายฝั่งให้น้อยลงให้มากที่สุด เพราะทั้งสองปัจจัยส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและซ้ำเติมแนวปะการังที่สุ่มเสี่ยงต่อการฟอกขาวอยู่แล้วให้เสียหายหนักขึ้น

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มมีความพยายามในการรับมือกับภาวะโลกร้อนในรูปแบบต่างๆ เช่น ระบบจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งและอุทกภัย ผมจึงอยากเห็นการจัดการอย่างเป็นรูปธรรมในท้องทะเล ถ้าเราเริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะปะการังฟอกขาวในครั้งนี้ จะถือเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสครั้งสำคัญ และต่อให้เราโชคดี ไม่เกิดปะการังฟอกขาวขึ้นในปีนี้ แต่ผมมั่นใจว่าในปีหน้าหรือปีต่อๆ ไปในอีกไม่นาน เราจะต้องโดนปะการังฟอกขาวแน่นอน และด้วยสภาพของแนวปะการังที่ทรุดโทรมอย่างในทุกวันนี้มันน่าเป็นห่วงมากครับ

จึงอยากฝากความหวังไว้กับภาครัฐให้ควบคุมการท่องเที่ยวในแนวปะการังพ่อแม่พันธุ์ ยกระดับโรงบำบัดน้ำเสียตามเกาะต่างๆ และหาทางป้องกันตะกอนจากการพัฒนาชายฝั่งให้มากที่สุด หากเราทำได้นั่นคือความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมในการรับมือกับภาวะโลกร้อนของบ้านเรา และจะมีผลอย่างยิ่งต่อการนำเสนอให้นานาประเทศทราบถึงความพยายามของประเทศไทยครับ

 

ดาวมฤตยู VS สุริยุปราคา ความตื่นตาบนฟากฟ้า หรือว่าลางร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2559 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/420419

ดาวมฤตยู VS สุริยุปราคา ความตื่นตาบนฟากฟ้า หรือว่าลางร้าย

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เช้าวันนี้มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าสนใจที่สุดในรอบปี ก็คือปรากฏการณ์ สุริยุปราคาแบบเต็มดวง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักในช่วงชีวิตคนเราที่จะได้พบเห็น และในเดือนนี้ก็มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจอีก 2 อย่าง คือ การเคลื่อนผ่านดาวมฤตยูเข้าสู่ราศีเมษ ในวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา และปรากฏการณ์ดาวเรียงสร้อยมุกที่สามารถพบเห็นได้ในช่วงเดือนนี้เช่นกัน

สุริยุปราคาเต็มดวงต้องรออีก 54 ปี?

แม้จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง แต่บ้านเราเห็นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะไม่ใช่จุดศูนย์กลางของการเกิด (ศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะเห็นชนิดเต็มดวง) ดร.อุเทน แสวงวิทย์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้ความรู้ว่าที่บอกอีก 54 ปี ถึงจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง หมายถึงการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่เห็นได้ในประเทศไทย ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 54 ปีข้างหน้า คือ ในวันที่ 11 เม.ย. 2613 ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี ตราด และระนอง หลังจากครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี 2538 ซึ่งไม่ได้หมายความว่าในระหว่างนี้จะไม่เกิดอีกเลย แต่ประเทศไทยจะเห็นเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น

“การเกิดสุริยุปราคามีอยู่ 3 รูปแบบ คือ 1.เต็มดวง 2.วงแหวน 3.บางส่วน ปัจจัยที่จะทำให้เราได้เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงเช่นครั้งนี้มีอยู่ 2 ปัจจัย ก็คือ 1.พระจันทร์ต้องอยู่ใกล้โลกมากที่สุด ถึงจะบังได้หมดดวง 2.การที่เกิดได้จะมีอยู่ 2 ช่วงของปีที่ระนาบการโคจรของโลกและดวงจันทร์ตรงกัน และเป็นคืนเดือนดับ โดยเฉลี่ยแล้ว สุริยุปราคาเต็มดวงจะเกิดทุก 1-2 ปี (ไม่นับรวมแบบวงแหวน) แต่จะเกิดกระจายไปทั่วโลก

 

“ในชีวิตคนเรา 1 ช่วงชีวิตประมาณ 80 ปีจะมีโอกาสได้เห็นสุริยุปราคาไม่เกิน 2 ครั้ง ยกเว้นแต่จะเดินทางไปประเทศที่กำลังจะเกิดสุริยุปราคานั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับสุริยุปราคาในครั้งนี้ทางใต้ของไทยจะเห็นได้มากที่สุดประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และเห็นบางส่วนน้อยที่สุดใน จ.เชียงราย เพียง 24 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ดวงอาทิตย์

“สำหรับอิทธิพลของการเกิดสุริยุปราคานั้น ในแง่ปรากฏการณ์ธรรมชาติจะมีปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงตามแรงดึงดูดของดวงวงจันทร์ ซึ่งเราก็เจอปรากฏการณ์นี้อยู่แล้วในทุกวัน แต่ช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเป็นเวลาที่ดวงจันทร์เข้าใกล้โลกมากที่สุด และมีแรงโน้มถ่วงต่อกัน สูงกว่าค่าปกติจึงเกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นสูงแต่ไม่มีผลในแง่ของภัยพิบัติ เพราะเมื่อเทียบกับภัยธรรมชาติอื่นๆ แล้ว สุริยุปราคามมีผลน้อยมากจนแทบไม่รู้สึก

ปรากฏการณ์ที่ต่อมาจะเป็นเรื่องการแตกตื่นของสัตว์ที่เข้าใจว่าถึงเวลามืดกว่าปกติ ดังนั้นจึงไม่ควรแตกตื่นว่าจะมีผลกระทบอะไรเพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย และที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างน่ากลัวหลังสุริยุปราคาผ่านพ้นไป”

ดาวยูเรนัส หรือดาวมฤตยูในมุมมองนักวิทยาศาสตร์

ที่ผ่านมานักโหราศาสตร์ได้เผยคำทำนายดวงเมืองตามการเคลื่อนย้ายของดาวมฤตยู หากจะว่าไปแล้ว เรารู้จักดาวดวงนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับดาวดวงอื่นๆ และดาวมฤตยูนั้นนำความหายนะมาสู่โลกอย่างไรในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์

ดร.อุเทน อธิบายว่า ตามหลักทางวิทยาศาสตร์แล้ว ดาวยูเรนัสถือเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 7 ในระบบสุริยจักรวาล “การโคจรของดาวเคราะห์นับเป็น 1 รอบในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากก็จะมีการโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่เร็วกว่าดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลออกไป อย่างโลกใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 365 วัน แต่ดาวยูเรนัสที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์มากจะใช้เวลาถึง 84 ปี ใช้เวลาโคจรย้ายราศีเฉลี่ยทุก 7 ปี

ในความเชื่อทางโหราศาสตร์ หรือการทำนายทายทัก มักจะเป็นรอบ 360 องศาขอบฟ้าเป็น 12 จักรราศีอย่างที่เราทราบกันดี ในช่วงที่ผ่านมาดาวยูเรนัสโคจรอยู่ในช่วงของราศีมีน และโคจรไปอยู่ในช่วงราศีเมษตั้งแต่เดือน ก.ค. 2558

ความรู้เกี่ยวกับดาวยูเรนัสมีอยู่น้อยมาก เพราะด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากโลก อีกทั้งเพิ่งมีการค้นพบดาวดวงนี้ไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา รวมทั้งยานสำรวจระบบสุริยะก็เพิ่งเดินทางผ่านดาวยูเรนัส พร้อมเก็บภาพและข้อมูลต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมากพอที่จะทำให้เรารู้ว่าดาวดวงนี้มีลักษณะเป็นดาวสีเขียวเพราะการสะท้อนของก๊าซไฮโดรเจน ฮีเลียม แอมโมเนีย มีเทน มีวงแหวนและมีดวงจันทร์บริวารถึง 27 ดวง ซึ่งผมดูแล้วก็ไม่มีลักษณะที่ชัดเจนว่าควรจะเรียกดาวมฤตยูแต่อย่างใด”

 

คราสคือลางร้าย มฤตยูคือการเปลี่ยนแปลง

ชัยวัฒน์ สดชื่น กรรมการฝ่ายวิชาการ สมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ แสดงทัศนะในทางโหราศาสตร์ว่า เหตุการณ์สุริยุปราคาหรือการเกิดคราส เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยไม่มากนัก เพราะเหตุการณ์หลักจะเกิดขึ้นกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสุริยุปราคาในครั้งนี้ แต่ประเทศไทยก็อาจจะได้รับอิทธิพลเพราะอยู่ในแนวเงาราหูอยู่บ้างประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่หลักๆ แล้วอยากให้โฟกัสไปที่ประเทศอินโดนีเซียมากกว่า ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรรุนแรงภายใน 120 วัน หลังจากเกิดสุริยุปราคา

“ในการทำนายคลาสครั้งนี้เกิดขึ้นจุดเกิดเหตุอยู่ในราศีกุมภ์ เป็นราศีธาตุลม อาจจะเกิดปัญหาวาตภัยพายุต่างๆ ลมพายุจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และปรากฏว่ามีดาวพฤหัสบดีเล็งจุดคราสนี้อยู่ ทางโหราศาสตร์ภารตถือว่าเป็น “คุรุจัณฑาล” ส่งผลให้ศาสนา นักบวช บัณฑิตผู้คงแก่เรียน วงการครูบาอาจารย์ ผู้ครองแคว้นที่มีศีลธรรม บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ตงฉินเกิดความเสื่อมเสีย ทั้งช้าง ม้า วัว ควาย ต่างก็จะประสบความวิบัติทั่วกันทั้งสิ้น

เมื่อย้อนกลับมาดูที่ดวงเมืองของประเทศไทย ราศีกุมภ์คือ ภพลาภะแห่งดวงเมือง หมายถึงสภาผู้แทนราษฎร สภาร่างรัฐธรรมนูญ อัครข้าราชทูต อาจจะเกิดปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญจะมีปัญหาติดขัดอาจจะเกิดการล่าช้าออกไป และมีผลอีกราวๆ 120 วัน หลังเกิดคราส ส่วนประเทศอินโดนิเซียที่เป็นศูนย์กลางคราสก็ต้องดูกันอีกว่า ลัคนาดวงเมืองเขาเป็นอย่างไรถึงจะบอกได้ว่าน่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง

 

สำหรับการย้ายราศีของดาวมฤตยู ถ้าเรานับตามปฏิทินระบบสุริยยาตร์ ดาวมฤตยูจะย้ายราศีในวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ถ้าดูทางปฏิทินดาราศาสตร์สากลและปฏิทินนิรายนะ ที่มีความเที่ยงตรงมากกว่าจะพบว่าดาวมฤตยูจะย้ายราศีในเดือน มิ.ย. หลังจากนั้นเดือน ส.ค. จะย้ายกลับมาที่ราศีมีนและจะย้ายกลับมาที่ราศีเมษอีกครั้งในเดือน เม.ย. 2560 นี่จึงเป็นความคลาดเคลื่อนที่แตกต่างกันอย่างมาก

ต้องย้อนกลับไป เมื่อครั้งที่เซอร์วิลเลียม เฮอร์เซล ค้นพบดาวยูเรนัสเมื่อปี 2324 สมัยนั้นโหราศาสตร์ไทยยังไม่มีดาวมฤตยูมาใช้ในการคำนวณดวงชะตา จนกระทั่งมีการนำมาแปลใช้รวมกับการคำนวณในระบบสุริยยาตร์ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 โดย หมื่นพรหมสมพัตสร (มี ลงกาใหม่) ซึ่งผลการคำนวณดาวยูเรนัสที่ถูกดัดแปลงมาใช้จากคัมภีร์สุริยยาตร์นี้ มีค่าความคลาดเคลื่อนจากทางดาราศาสตร์จริงๆ อยู่มาก และการตีความของดาวมฤตยูเป็นการตีความผ่านมุมมองของนักโหราศาสตร์ตะวันตกทั้งหมด และเราก็ค่อยๆ เก็บสะสมสถิติและการแปลความหมายของดาวมฤตยูมาจนถึงปัจจุบัน

ความหมายของดาวมฤตยู หลักๆ แล้วหมายถึงการเปลี่ยนแปลง การทำลายล้างสิ่งเดิมและสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา แต่ดาวมฤตยูมีระยะเวลาการโคจรที่ยาวนาน ดังนั้นหากดาวมฤตยูย้ายเข้ามาในดวงเมืองจะยังไม่มีผลในทันที ต้องรอให้ดาวมฤตยูผ่านเข้าจุดสำคัญของดวงเมืองในราศีเมษ คือ ดาวอาทิตย์ และลัคนาดวงเมืองเสียก่อน จึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน เพราะคนบนโลกมีเป็นพันล้านคน คนไทยก็มีกว่า 70 ล้านคน จะให้ได้รับผลกระทบจากดาวมฤตยูเหมือนๆ กันหมดก็คงไม่ใช่ เพราะเราต่างมีดวงชะตาที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ร้ายสำหรับคนหนึ่งอาจจะดีสำหรับอีกคนก็ได้”

สุดท้าย ดร.อุเทน ให้มุมมองที่น่าสนใจอีกว่า หากมีการนำหลักดาราศาสตร์ไปพูดกันถึงเรื่องความเชื่อทางโหราศาสตร์ จะพบว่ามีตีความหมายที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ดวงเมือง และดวงโลกอย่างมากมาย “อย่างเช่นดาวยูเรนัสเมื่อนับย้อนกลับไป 84 ปี ซึ่งเคยอยู่ในราศีเมษก็คือในปี 2475 ซึ่งเป็นปีที่เราทราบกันดีว่าเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ถ้าเรามองเหตุการณ์ต่างๆ ของประเทศไทยก่อนที่ดาวมฤตยูจะย้ายราศี ก็จะพบว่าประเทศไทยเราก็มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ มากมาย โดยที่ดาวมฤตยูนั้นยังไม่ได้โคจรข้ามราศีด้วยซ้ำ ดังนั้นเราควรรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ และคิดพิจารณาอย่างมีสติจะเป็นการดีที่สุด”

 

Dinner with a crunch

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Dinner-with-a-crunch-30281553.html

Max Kraemer, left, and Baris Ozel show their insect burgers, for which they are seeking European Union approval./DPA

Max Kraemer, left, and Baris Ozel show their insect burgers, for which they are seeking European Union approval./DPA

A German start-up to get insect burgers on European menus

It looks like a normal burger: a flattened meatball sandwiched between a sliced bun and some salad.

“It tastes like falafel,” says |30-year-old entrepreneur Max Kraemer.

But this patty isn’t made from ground beef – it’s made from buffalo worms and vegetable produce.

Kraemer and his 28-year-old partner Baris Ozel, founders of the German company Bugfoundation, want to launch their insect-based “Bux Burger” in a continent – Europe – that is famously pernickety about sources of protein.

Kraemer first tried eating insects on a trip to Thailand several years ago as a student.

“I wrote about it in my thesis and came across a lot of prejudices against insects as a source of food,” he says

On the continents of Africa, Asia and Australia, insects already belong to the everyday diets of 2 billion people, according to the UN Food and Agriculture Organisation (FAO).

But in the West, grilled, deep-fried or stewed maggots, worms and ants are more of a novelty item on menus.

But why shouldn’t insects play a greater role in feeding Europeans?

“The most important advantage is that insects taste good,” says Kraemer.

There are around 2,000 edible and tasty varieties, he says. “That’s already one basic requirement needed to make a business out of them.” Putting patties between two buns is one of the most popular ways in Europe of serving food quickly and conveniently.

Experts say there are many advantages to eating insects.

“Insects are very sustainable,” says Sergiy Smetana, who is studying for a doctorate at the German Institute of Food Technologies (DIL).

According to the FAO, insects are healthy and nutritious, and rich in protein and healthy fats, as well as calcium, iron and zinc.

Farming them is significantly less damaging to the environment than raising most other kinds of animals. That’s partly because they require less water and also because they need less food; to produce the same amount of protein, grasshoppers require a twelfth of the amount of food needed by cattle and half as much as pigs or chickens.

They also need less land.

“Farming insects is therefore particularly suitable for urban areas,” says Smetana. That’s an important argument in an increasingly urbanized world.

Apart from being more environmentally friendly, insects are healthier than other types of meat, according to Kraemer.

“The proteins are digested very easily by the body,” he says.

Unlike beef and pork, they hardly contain any saturated fats, responsible for many first-world illnesses, and are rich in vitamin B12, he adds.

Nevertheless, Kraemer’s business idea has one key obstacle to overcome, in Europe at least.

It’s not forbidden to eat whole insects in the European Union, but processed insect products, including ground insects and insect burgers, are banned.

“It’s a new food, and that first needs to be tested for its compatibility [with EU food regulations],” says Smetana.

Lots more research is needed, he adds, because not all insects are suited for human consumption.

As a consequence, the Bux Burgers are still illegal in Europe. However the EU legislation regulating “novel foods”, which include insects, was recently updated, though it doesn’t |come into effect until January 2018.

“We now have to put in some intensive research and prove that our burgers aren’t dangerous,” says Ozel.

They’re collaborating with research partners in Belgium, the Netherlands and Germany over the next two years.

There are in fact two restaurants in Belgium which already offer the burger -apparently the food authorities there are not as strict as elsewhere in Europe.

Demand isn’t great, but those who have tried the burgers gave good feedback, says Ozel.

“The burger is sold at least twice a day and it gets eaten,” he says.

The next goal for the company, based in Osnabrueck, northwest Germany, is to supply between 30 and 40 restaurants in Belgium.

They’re also keen to emphasise one thing: they’re not out to replace meat.

“Our goal is to create a new category alongside meat, fish and vegetarian foods,” says Kraemer.

Smetana agrees. Projects like this aren’t about forcing people to start eating only insects and plants, he says. “We have to diversify our food.”

Lyme disease: beware of tick bites

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Lyme-disease-beware-of-tick-bites-30280976.html

HEALTH MATTER

Often unrecognised and thus left untreated, Lyme disease is one of the most common tick-transmitted illnesses and is currently on the rise, especially in the northern parts of the USA, Europe, north Asia and the Far East.

Often unrecognised and thus left untreated, Lyme disease is one of the most common tick-transmitted illnesses and is currently on the rise, especially in the northern parts of the USA, Europe, north Asia and the Far East. It is estimated that more than 300,000 cases occur in the US alone every year. Although rarely deadly, the illness may lead to long-term morbidity due to potentially severe neurological or cardiac complications.

Lyme disease is caused by various species of the Borrelia bacteria that infect mammals and birds. The pathogen is transmitted to humans during a painless bite of an infected tick of the Ixodes genus and usually occurs after a quite long period of attachment (more than 24 hours) of the insect to the skin. Following a tick bite, the risk of Borrelia infection is however quite low, between one and five per cent and most ticks are fortunately detected and removed before 24 hours of attachment.

Infestation happens in places where ticks are present such as grassy and wooded areas with high humidity levels. Those exposed to forestry activities or who engage in outdoor sports in such locations are at higher risk of contracting the disease. Ticks can also transmit other microbes that induce disease in humans.

Symptoms occur after a few days or weeks after the bite and then typically evolve in successive phases. An initial small reddish spot is visible at the site of the bite and, in about 50 per cent of the cases, a characteristic painless, non-itchy rash – named erythema migrans – slowly expands to 20 to 30 centimeters around it, often leaving the centre of the skin lesion to return to its original color.

In endemic areas of Lyme disease, this type of rash strongly suggests early Lyme infection. Flu-like manifestations also often occur in parallel with the rash and include fever, headache, muscle and joint pains, nausea and fatigue. Left untreated, complications could happen after several weeks, months or even years and include joint pains especially at the knee (arthritis), various neurological disorders such as meningitis (inflammation of the brain), abnormal muscle movements and/or paralysis due to nerves inflammation as well as heart rhythm problems.

The main challenge of Lyme disease is to recognise it when this is no rash or when complications start, usually several months or years after suffering from the tick bite. Undiagnosed, the patient may be treated inadequately for chronic arthritis or neurological illnesses over a long period. In such a case, the late diagnosis exposes the patient to serious morbidity with very poor quality of life.

The diagnosis is confirmed by serology tests that identify antibodies to the Borrelia bacterium.

Treatment should be started as soon as possible and is quite effective at the early stages of the infection. Antibiotics, especially doxycyclin and amoxicillin, are used in oral form for 2 weeks in early Lyme disease and in intravenous infusion for up to four weeks when complications have appeared.

There is currently no vaccine against Borrelia infection. Prevention first starts by avoiding areas infested by ticks known to carry the pathogen.

Those working in endemic areas or practicing adventure sports in such environments should always wear long trousers and long-sleeved shirts, use tick repellents and carefully check their whole body after returning from the wild. Ixodes ticks are smaller than common dog ticks and may be as small as the head of a pin. They often attach in difficult-to-see areas such as the armpits, scalp and groin. If you find a tick, use tweezers to slowly remove the insect from its head and disinfect the bite site.

If a rash or any suggestive symptoms occur, consult a medical professional for further tests and possibly treatment. In some high-risk individuals to whom the tick has remained attached for more than 24 hours, a single dose of doxycyclin might be given to prevent the occurrence of the infection but has to be taken less than 72 hours after the tick bite.

DR GERARD LALANDE is managing director of CEO-Health, |which provides medical referrals for expatriates and customised executive medical check-ups in Thailand. He can be contacted at gerard.lalande@ceo-health.com.

Help in shades of Tangerine

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Help-in-shades-of-Tangerine-30279889.html

Thai transgender Chalit Pongpitakwiset, who is undergoing a hormone treatment to change into a man, showing off a tattoo of the testosterone molecule on his arm outside his home in Bangkok. Chalit Pongpitakwiset has always felt like a man. Now the 25-year

Thai transgender Chalit Pongpitakwiset, who is undergoing a hormone treatment to change into a man, showing off a tattoo of the testosterone molecule on his arm outside his home in Bangkok. Chalit Pongpitakwiset has always felt like a man. Now the 25-year

Black market hormones are just one of many hurdles faced by Thai transgenders

Chalit Pongpitakwiset has always felt like a man. Now the 25-year-old wants everyone else to see it too.

But unlike most transgender people in Asia, who are left to self-administer hormone supplements, Chalit is being helped by a pioneering clinic.

“I am in the hands of doctors,” said Chalit, who was born female, but identifies as a man.

“I’m not doing it by myself, so it isn’t dangerous,” the software company worker said.

Several days after receiving his first testosterone injection, Chalit returned to get a blood test at Tangerine, the new clinic inside a Red Cross centre in downtown Bangkok.

The centre is a pilot programme that organisers hope could be replicated across Asia.

Its location is no accident – Thailand has a large and visible transgender population and is one of the world’s top destinations for sex-reassignment surgery.

But just like elsewhere in Asia-Pacific, a region home to more than nine million transgender people according UN estimates, long-term care for patients is patchy at best.

The clinic is a rare place providing follow-up treatment, both physical and mental, for those who have undergone sex-reassignment surgeries, procedures where patients are often at risk of infection.

“Most of the centres where the surgery is performed only provide short-term post-surgical care,” explains Nittaya Phanuphak, the head doctor at Tangerine.

In Thailand, hormones are commonly purchased on the Internet or in local pharmacies, and administered on advice gleaned from friends or web forums.

Recent university graduate Benyapon Chimsud, who was born a man but identifies as female, has been taking hormones for two years.

“I have been taking hormones by myself for two years, I consult with my friends,” to determine the proper doses of contraceptive pills, she explains.

She also gets monthly black market oestrogen injections at a rudimentary neighbourhood clinic.

That leaves her cut off from regulated healthcare, prone to receiving inaccurate medical advice and at risk of over-consuming hormones in a rush to see rapid results.

Chalit, on the other hand, met with a psychiatrist several times before receiving his first injection to prepare for the changes to his body.

“The psychiatrist asked me how long I’ve wanted to be a man, and whether my friends and other people around me would accept it if I changed,” Chalit says.

Now he is getting hormone injections every two weeks.

“The hormones will stop my periods, change my voice, give me a beard and moustache, and develop my muscles,” he says. “All things that will help me no longer be a woman anymore.”

That should insulate him from the dangers of taking the wrong doses of hormones which experts say can lead to liver and cardiovascular problems. HIV is also always a risk if needles are shared.

Rights groups like the Asia-Pacific Transgender Network (APTN) say this public health issue is largely neglected by the mainstream medical community.

“There are no official guidelines on the administration and monitoring of hormones among trans people,” says Joe Wong of the Asia-Pacific Transgender Network (APTN).

Although Thailand can appear tolerant on transgender issues from the outside, many segments of society remain deeply conservative.

The kingdom’s transgenders, often men who become women and are known colloquially as “ladyboys”, are over-represented in the entertainment and sex industries.

Despite high levels of education, many struggle to secure full-time work or prominent positions in the workplace.

Same sex marriage is also still not legally recognised, and up until 2012, transgenders were considered mentally ill by the army.

Tangerine doctor Nittaya says discrimination remains widespread in medical centres, making access to proper healthcare a challenge for many transgenders.

But Chalit is one of a small number of people to have been made aware of the dangers and commitment that comes with long-term hormonal therapy.

Several days after starting his treatment, Chalit, who is considering an operation, got a tattoo of the testosterone molecule on his arm.

“I have to take hormones for the rest of my life,” he says. “This tattoo will also stay with me for the rest of my life.”

Your menopause and you

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Your-menopause-and-you-30279882.html

HEALTH MATTERS

Menopause, sometimes known as the “Golden Years”, is the phase of a woman’s life when her ovaries stop working and menstruation ends.

Menopause can occur as a natural part of the ageing process or as a result of the uterus being surgically removed. However, it always results in a decrease in levels of the female hormone, oestrogen.

Menopause has a variety of symptoms, the occurrence and severity of which can vary greatly. In more severe cases, these symptoms can have such an impact on the ability to carry on with normal routines that they adversely affect the quality of life.

In most cases, women will typically experience hot flashes, night sweats and insomnia, which leads to increased fatigue and irritability. Other possible symptoms include palpitations, headaches, an aching body, anxiety, decreased self-confidence, depression, and loss of libido. The urinary tract and vagina may also develop problems, such as vaginal dryness, vaginal inflammation, frequent urination and urinary incontinence. Not surprisingly, menopause can place a strain on a woman’s relationship with her spouse.

The loss of oestrogen is a major cause of problems faced during menopause. As the oestrogen levels fall, the hair becomes dry and some women experience hair loss. The skin becomes thin and dry, causing wrinkles, while the fingernails also become brittle.

In addition to the symptoms mentioned above, menopausal women are at increased risk of the following conditions:

l Osteoporosis

Because oestrogen helps to maintain appropriate levels of calcium in the bones, the shortage of oestrogen caused by menopause leads to the bones thinning and becoming more brittle over time. This heightens the risk of hip fractures, broken arms, and broken legs. As there are no obvious symptoms, menopausal women are advised to undergo a bone density test every two years.

l Cardiovascular diseases

Because oestrogen also protects a woman from the time she begins menstruation until menopause by reducing her cholesterol levels, the risk of heart disease and strokes increases during menopause. Even women with previously strong and healthy hearts are exposed to a greater risk of cardiovascular disease during menopause. Some of the early warning signs to watch out for include fatigue, insomnia, difficulty breathing, pain in the neck and shoulder area, stomach indigestion, and nausea. However, it should also be noted that women with heart disease often do not experience any chest pain during atherosclerosis (blocked arteries).

l Stroke

Low oestrogen levels also adversely affect the LDL level, and this is another risk factor for menopausal women as it can lead to a stroke. One of the main early warning signs to watch out for is a numbness or weakness in one part of the body, which then disappears in 30 minutes. Other indicators of an imminent stroke include feeling disoriented and having difficulty seeing, speaking or walking. When any of these symptoms occur, medical advice should be sought immediately to minimise the risk of a stroke and subsequent paralysis.

Because of the potential dangers, all women are recommended to visit their doctor for a full health examination as they enter menopause. While screening for cervical cancer, ovarian cancer and breast cancer are the most common tests performed on menopausal women, it is also advised that they undergo a more thorough examination.

Hormone Replacement Therapy (HRT) can be administered to replace the lost oestrogen with substances that have a similar molecular structure. While this can significantly improve the quality of life for menopausal women experiencing extreme symptoms, it is not necessary in all cases. Whether HRT is prescribed should be decided by the doctor after taking into consideration each woman’s particular situations and condition. For example, HRT should not be prescribed if a woman has breast cancer, endometrial cancer, deep vein thrombosis, or liver disease. Also, HRT should be used with caution if the patient has gallbladder stones, diabetes, high blood pressure, tumour in the uterus, asthma, SLE or migraine. In addition to deciding whether a woman is suitable for HRT, the doctor will also determine which type of HRT to recommend in order to improve the woman’s quality of life.

In addition to HRT, there are some steps that all women can take to maintain good health during menopause. A nutritious diet, regular exercise, sufficient rest, and a stress-free lifestyle can all play an important role in minimising the negative impacts of menopause. Menopausal women should try to eat a varied diet from all five major food groups. Foods which are high in calcium and naturally occurring oestrogen, such as soybeans, are strongly recommended, while fatty foods, alcohol, caffeine and smoking should all be avoided. Women should also aim to exercise least three times a week.

Understanding menopause and managing its risks can go a long way to helping women carry on as normal a life as possible during their “golden years”. While eating nutritious food, exercising regularly, and getting plenty of rest can minimise the risks and effects of menopause, even more important is an annual health check-up that includes a mammogram, a Pap smear test, a bone density test, and a blood test so that any potential complications can be identified and treated before they develop.

DR YAOWALUK RAPEEPATTANA is a specialist in obstetrics and gynaecology with the Women’s Health Centre at Samitivej Sukhumvit Hospital. Call (02) 711 8555-6.