อนุรักษ์ป่าตามวิถีพุทธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412787

อนุรักษ์ป่าตามวิถีพุทธ

โดย…วรธาร

ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ แต่ทุกวันนี้ผืนป่าทั่วโลกต้องบอกว่าเหลือน้อยเต็มที จนถึงขนาดมีคนพูดว่า ทุกวินาทีจะมีต้นไม้หายไปจากโลกของเรา 1 พื้นที่สนามฟุตบอล ทว่าเมื่อหันกลับมาประเทศไทยก็เห็นชัดว่าอัตราการทำลายป่าในประเทศนั้นสูง หากไม่หาแนวทางป้องกัน หยุดยั้ง และการอนุรักษ์ป่าไว้ รวมถึงเพิ่มพื้นที่สีเขียว เชื่อว่าอนาคตประเทศไทยคงจะไม่มีป่าหลงเหลือ เมื่อนั้นภัยธรรมชาติต่างๆ ก็จะถาโถมสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อพูดถึงการดูแลและรักษาผืนป่าทั่วทั้งประเทศอย่างยั่งยืนนั้น จึงไม่เป็นเพียงหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่รับผิดชอบโดยตรงเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนในชาติที่ต้องช่วยกัน ที่สุดแม้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องยอมรับว่าหลายสิบปีที่ผ่านมามีพระสงฆ์หลายรูปมีบทบาทโดดเด่นในการเป็นผู้นำในการสร้างป่าไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์เอาไว้จากการถูกทำลาย

พระพุทธศาสนากับการอนุรักษ์ป่า

เมื่อย้อนไปสมัยพระพุทธเจ้าจะเห็นว่าพระกับป่านั้นเป็นของคู่กันมาตลอด จึงไม่แปลกที่พระสงฆ์ทุกวันนี้จะเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญในการดูแลและรักษาป่าให้คงไว้ในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นฐานที่ยิ่งใหญ่

ดร.ซูซาน เอ็ม. ดาร์ลิงตัน อาจารย์สอนมานุษยวิทยาและเอเชียศึกษา วิทยาลัยแฮมเชียร์ สหรัฐ ผู้เขียนหนังสือ The Ordination of a Tree The Thai Buddhist Environmental Movement  (ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษในประเทศสหรัฐเมื่อปี 2012 ต่อมาบริษัท สวนเงินมีมา ได้จัดพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค. 2559 แปลโดย นัยนา นาควัชระ ในชื่อหนังสือ “บวชต้นไม้ : การอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมวิถีพุทธ”) เป็นหนังสือที่พูดถึงการทำงานของพระสงฆ์ที่มีบทบาทในการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมหลายรูปในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา กล่าวว่า ต้นไม้ไม่ใช่แค่ที่พักพิงของนก ลิง และเสือเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นต้นไม้ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าทรงมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับต้นไม้มาตั้งแต่เกิด เริ่มจากทรงประสูติในป่าที่สวนลุมพินี ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเสด็จปรินิพพานในป่าสาละ

เช่นเดียวกับ พระชายกลาง อภิญาโณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เจ้าของโครงการป่าเรียกนก  แห่งมูลนิธิสหชาติ กล่าวว่า พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการอนุรักษ์ป่ามาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามพระภิกษุพรากภูตคามและพีชคาม (ต้นไม้ที่เกิดเองตามธรรมชาติและต้นไม้ที่ปลูกขึ้นด้วย) เด็ดขาด

“พระองค์ทรงสอนภิกษุในการอยู่ร่วมกับป่าด้วยการไม่ให้ไปทำลายป่า ไม่ว่าจะตัดต้นไม้ เด็ดใบไม้หล่นจากต้น แม้ถ้าจะพรากต้นไม้จริงๆ ตามพระวินัยก็ต้องเป็นต้นไม้ที่ไม่สามารถงอกงามต่อได้เท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอยู่โคนไม้ไม่ให้สร้างความสกปรก เช่น ไม่ถ่มน้ำลายใส่ เป็นต้น จะเห็นว่าพระกรรมฐานสายป่าสมัยก่อนจะอยู่ในป่าไม่ได้อยู่เมือง ยิ่งเมื่อต้องอาศัยความวิเวกยิ่งต้องรักษาป่าไว้เต็มที่” พระชายกลาง พูดถึงพระพุทธศาสนาในแง่ของการอนุรักษ์ป่า

ทำวัดเป็นศูนย์เรียนรู้ บวชต้นไม้รักษาป่า

เมื่อแนวคิดและหลักการของพระพุทธศาสนาคือ “การไม่ทำลายป่าและต้นไม้ในทุกมิติ” ดังนั้น พระสงฆ์ที่มีบทบาทในด้านการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมจึงพยายามที่จะหาวิธีและแนวทางที่จะรักษาป่าไว้ไม่ให้ถูกทำลาย ขณะเดียวกันก็พยายามเพิ่มพื้นที่ป่ามากขึ้น ด้วยแนวคิดและวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสม โดยดึงชุมชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน และวิธีหนึ่งที่นิยมทำต่อมาแพร่หลายในหลายพื้นที่คือ การบวชต้นไม้ โดยการนำผ้าเหลืองหรือจีวรมาพันรอบต้นไม้ โดยมีพระเป็นผู้ทำพิธี

พระครูสุจิณนันทกิจ หรือที่ชาวบ้านรู้จักดีในชื่อ พระสมคิด จรณธัมโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ และประธานมูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชน (วัดโป่งคำ) ต.พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน พระนักคิดนักพัฒนารูปหนึ่งของภาคเหนือที่ทำงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชนและภาครัฐมาหลายสิบปี เป็นรูปหนึ่งที่ใช้วิธีการบวชต้นไม้เพื่อการอนุรักษ์มานาน และยอมรับว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผล แม้จะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ก็ถือว่าบังเกิดผล เมื่อคนเกิดความกลัวที่จะตัดต้นไม้ที่มีผ้าพันต้นไว้

 

เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ กล่าวว่า วิธีนี้เกิดขึ้นจากการได้เห็นสภาพแวดล้อมในชุมชนเกิดการเปลี่ยนไป มีการถางป่า ตัดต้นไม้ รุกรานธรรมชาติ ชาวบ้านพึ่งปัจจัยภายนอกจากชุมชนมาดำรงชีวิตและปัญหาต่างๆ อีกมากมาย จึงคิดหาวิธีแก้ไขและพัฒนาชุมชนให้ปลอดจากปัญหาดังกล่าว เริ่มจากการกระตุ้นให้คนในชุมชนสำนึกรักและหวงแหนป่าไม้ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นสำคัญ ทั้งยังเปิดวัดเป็นศูนย์เรียนรู้ โดยใช้ชื่อว่าศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนบ้านโป่งคำด้วย

“อาตมารู้ว่าถ้าป่าหมดเกิดปัญหาแน่ และหลายเรื่องจะตามมา ก็คิดว่าจะสอนคนอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องทำเป็นตัวอย่าง ถามว่าตัวอย่างที่เหมาะสมอยู่ที่ไหน ก็คงอยู่ที่วัด ก็เลยทำวัดเป็นศูนย์เรียนรู้ทุกอย่างให้กับชาวบ้าน พอดีมีโยมถวายที่ 15 ไร่ ก็เลยตั้งใจเอามาปลูกป่า แบ่งเป็นแปลงสาธิตปลูกป่าเข้าแถว ปลูกป่าแบบผสมผสาน โดยเอาความเชื่อของชาวบ้านมาประยุกต์ใช้ ยกตัวอย่างทางเหนือจะเรียกคนที่บวชแล้วว่าคนสุก ถ้างั้นเราจะเอาต้นไม้ให้สุกก่อน เลยเอาพิธีการบวชต้นไม้มาใช้”

ดร.ซูซาน เอ็ม. ดาร์ลิงตัน

 

พระนักพัฒนากล่าวต่อว่า แรกทีเดียวไม่ใช้จีวรบวช แต่จะใช้ด้ายมัดตราสังมาพันต้นไม้ เพราะคนทางเหนือเชื่อว่าด้ายมัดตราสังที่พันมือคนที่ตายนั้นจะสร้างความกลัวให้คนที่จะตัดไม้ หากเอาไปพันต้นไม้ต้นไหนคนก็จะไม่กล้าตัด

“เวลามีคนตายอาตมาก็ไปขอบิณฑบาตด้ายตราสัง วันเสาร์-อาทิตย์พาเด็กๆ และชาวบ้านไปที่ป่า เอาไปผูกต้นไม้ แล้วคนที่รู้ว่าเป็นตราสังก็เกรงกลัว เลยคิดว่าขนาดด้ายตราสังคนยังกลัว จีวรน่าจะกลัวมากกว่านี้ จากนั้นก็เปลี่ยนมาใช้จีวรแทน ก็ไปบิณฑบาตจีวรเก่าๆ จากพระเณรวัดโน้นวัดนี้ แล้วเอาไปผูกที่ต้นไม้สามารถช่วยได้ระดับหนึ่ง

ขณะเดียวกันก็เขียนคำขวัญติดหน้ากุฏิว่า ปลูกต้นไม้วันละต้นเสริมมงคลแก่ชีวิต ใครที่จะมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองไม่ต้องไปหาหมอดู ให้ดูที่การปลูกต้นไม้ ถ้าปลูกต้นไม้แล้วตายแสดงว่าชะตาชีวิตจะขาด ถ้าปลูกแล้วงอกงามบ่งบอกว่าชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง โดยอาตมาจะเพาะพันธุ์กล้าไม้ไว้ในถุงพลาสติกเตรียมไว้ให้ญาติโยมเวลามาทำบุญที่วัดเอาไปปลูกในที่ 15 ไร่ของวัด พอปลูกแล้วโยมก็แวะเวียนมาดูกลัวว่ามันจะตาย ทุกวันนี้ปรากฏว่าป่า 15 ไร่ ของวัดผ่านมา 20 กว่าปีแน่นมาก”

 

พระนักพัฒนาเมืองน่าน กล่าวต่อว่า นี้คืออุบายเล็กๆ น้อยๆ จากความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อพระที่ได้นำมาประยุกต์ใช้ แต่เหนืออื่นใดสิ่งสำคัญอยู่ที่พระซึ่งมีฐานศรัทธาของชาวบ้านอยู่แล้ว ถ้าทำตัวเป็นที่พึ่งและที่ศรัทธาของชาวบ้านอย่างแท้จริง ก็จะคุ้มครองชุมชนให้ร่มเย็นได้โดยไม่ต้องลงแรงอะไรมาก เพียงแค่ใช้เทคนิคและวิธีคิดนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง

พระควรต้องนำชาวบ้านปลูกป่า

ขณะที่ พระชายกลาง เจ้าของโครงการป่าเรียกนก กล่าวว่า การบวชต้นไม้ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเพียงเพื่อต้องการป้องปรามไม่ให้คนไปตัดไม้ทำลายป่า เป็นลักษณะขอบิณฑบาตไม่ให้ไปตัดต้นไม้ ซึ่งได้ผลในหมู่อนุรักษ์ เช่น ที่ดอยอินทนนท์ หรือหลายๆ แห่ง โดยคนเห็นว่าต้นนี้เคยผ่านการบวชแล้ว มีเทวดารักษาก็ไม่ได้ไปตัด แต่การที่จะรักษาป่าที่ดีที่สุดคือการปลูกป่าให้มากที่สุด

 

“พระสงฆ์จะต้องช่วยกันปลูกป่าในวัด ต้องเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในการอนุรักษ์ป่า การปลูกป่า และการถ่ายทอดความรู้ แนวคิดไปสู่ประชาชน ขณะเดียวกันพระสงฆ์จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับการรุกล้ำทำลายป่าในทุกมิติด้วย และในส่วนของอาตมาเองได้ประกาศเดินหน้าทำป่าเรียกนก และนกจะคืนป่าให้เรา อย่าลืมว่านกนั้นเป็นพนักงานปลูกป่ามาล้านปีแล้ว แต่มนุษย์ไปทำลายที่ที่นกปลูกไว้จนหมดสิ้น”

พระชายกลาง  กล่าวต่อว่า นกคือสิ่งที่มีชีวิตตัวน้อยที่มีคุณค่ามหาศาล เป็นฟันเฟืองสำคัญต่อระบบนิเวศและการขยายพันธุ์พืชในผืนป่า มีความหมายต่อธรรมชาติไม่น้อยไปกว่าสิ่งอื่น นกบางตัวกัดกินปลาในน้ำเพื่อควบคุมระบบห่วงโซ่อาหาร บางตัวดักจับศัตรูพืช บางตัวจิกกินผลไม้แล้วไปถ่ายมูลที่อื่น จากมูลเหล่านี้ไม่นานก็กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงให้ร่มเงากลายเป็นผืนป่ากว้างที่มนุษย์ไม่อาจสร้างได้เทียบเคียง

 

“นกเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่า ถ้านกไม่มีป่าก็สูญไปด้วย ท้ายที่สุด เทือกเขา ป่าไม้ ต้นน้ำ แหล่งอาหารและปอดของโลกก็จะหมดไป โครงการป่าเรียกนกนี้ถือกำเนิดขึ้นด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตรัสกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เมื่อครั้งได้รับการถวายพระตำหนักทรงพัฒนาพร้อมด้วยพื้นที่โดยรอบ 100 ไร่ (เมื่อคราวสร้างวัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี) แต่ทรงรับครึ่งเดียว อีกครึ่งทรงให้ นพ.บุญส่ง เลขะกุล ไปปลูกต้นไม้ที่มีผลให้นกกินได้ เรียกว่าป่าเรียกนก ดังนั้น ป่าเรียกนกจึงมีความหมายถึงการคืนต้นไม้ให้กับแผ่นดิน คืนความชุ่มชื้นให้กับพระแม่ธรณี ทั้งให้อากาศบริสุทธิ์”

พระผู้ก่อตั้งโครงการป่าเรียกนก กล่าวทิ้งท้ายว่า นกเป็นแรงงานปลูกป่าที่ซื่อสัตย์ เมื่อมีที่อยู่และแหล่งอาหารก็จะขยายพันธุ์พืชได้มหาศาลจากการกินและถ่ายมูล ขยายพื้นที่สีเขียวไม่เพียงเฉพาะผืนป่าสิริเจริญวัฒน์เท่านั้นแต่ชุมชนที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก รกร้าง กันดาร แห้งแล้ง หรือสวนหลังบ้านก็สามารถพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศทำเป็นป่าเรียกนกได้ หากแต่เริ่มปลูกป่าขึ้นในใจคนก่อน จากนั้นผืนป่าก็จะเขียวทั่วทั้งแผ่นดิน

 

เพราะอากาศ เปลี่ยนแปลงบ่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412780

เพราะอากาศ เปลี่ยนแปลงบ่อย

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

ช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา อากาศกรุงเทพฯ เริ่มใกล้เคียงอากาศเมืองลอนดอน อุณหภูมิต่างกันเพียง 6-7 องศา ถือเป็นเวลาที่คนกรุงชื่นมื่นเริ่มมองหาร้านหมูกระทะหรือลานเบียร์ ผิดกับคนใต้ที่เจอลมแรงฝนกระหน่ำจนเรือออกไปเที่ยวทะเลลำบาก หลายคนบอกว่าอากาศแปรปรวนจัง ผมเห็นด้วย และจะบอกต่อไปว่ามันจะไม่หยุดเพียงแค่นี้

สภาพสิ่งแวดล้อมบนโลกถูกควบคุมด้วยกลไกสำคัญสองประการ อย่างแรกคือ ทะเล อย่างสองคือ อากาศ ทั้งคู่เกี่ยวสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เช่น ปรากฏการณ์เอลนินโญ-ลานินญา ทำให้ฝนตกหนักบ้าง ฝนแล้งบ้าง จนประเทศไทยที่พึ่งพาการเกษตรแทบจะปรับตัวไม่ทัน สภาพภูมิอากาศดังกล่าวยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และความเป็นอยู่ของผู้คน เช่น พายุหิมะกระหน่ำในอเมริกาจนมีผู้เสียชีวิตร่วม 30 ราย และทำให้เที่ยวบินยกเลิกเกือบหมด

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลใด? คำตอบคือ ภาวะโลกร้อน แต่ถ้าเรามองให้ลึก โลกเคยร้อนกว่านี้สมัยที่ไดโนเสาร์วิ่งไล่กัดกันในป่าเขตร้อนที่กระจายไปเกือบทั่วโลก แต่โลกร้อนยุคเรากับยุคอดีตแตกต่างกัน เพราะตอนนี้โลกมีมนุษย์อยู่มหาศาล และมนุษย์ทำให้เกิด “อัตราเร่ง” ของภาวะโลกร้อนจนเกิดความเปลี่ยนแปลงฉับพลัน

อัตราเร่งมีที่มาจากก๊าซเรือนกระจก นักวิทยาศาสตร์พบปรากฏการณ์ดังกล่าวและพยายามเตือนล่วงหน้าหลายสิบปี ปัญหามี 2 ประการ หนึ่ง คือ เตือนแล้วไม่เชื่อ เนื่องจากเราต้องพัฒนาโน่นนี่นั่นเพื่อความกินดีอยู่ดี (ของคนรวย) สอง คือ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ผิด เพราะยึดถือข้อมูลความเปลี่ยนแปลงจากอดีต แต่คาดอัตราเร่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ จนมาเมื่อ 4-5 ปีหลังจึงรู้ว่าตัวเลขที่ประเมินไว้มันน้อยไปหลายเท่า ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลที่เคยคิดว่าจะสูงขึ้นแค่ 30-50 เซนติเมตร ในปี ค.ศ. 2100 กลายเป็นสูงขึ้น 1 เมตร เป็นอย่างน้อย และที่โหดกว่านั้น คือ เราประเมินต่ำไปตลอด ทั้งที่พยายามเผื่อแล้ว

หลายคนถามผมว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ไหม? คำตอบ คือ ท่วมแน่ แต่ไม่ใช่เป็นอย่างที่คิด เราไม่ต้องกังวลถึงคลื่นยักษ์ในหนังฮอลลีวู้ด เพราะมันจะท่วมเข้ามาเรื่อยทีละปีสองปี เป็นปรากฏการณ์ “ต้มกบ” ที่ยากรับมือ อย่าไปคิดว่าถึงตอนนั้นเราก็ตายไปแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นก็ใช่ว่าจะสบาย เราจะเดือดร้อนอย่างหนักกับภาวะ “กบเริ่มดิ้น”

กบในเมืองไทยเริ่มดิ้นแล้วตั้งแต่ครั้งปี 2553 เมื่อเราเจอปะการังฟอกขาวจนแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเสียหายจำนวนมาก แต่เรายังไม่ตระหนัก ถลุงทะเลต่อไปจนปะการังพวกนั้นแทบไม่ฟื้น กบดิ้นอีกครั้งเมื่อเราเจอน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ เกิดการย้ายฐานผลิตจำนวนมาก ซึ่งบัดนี้ยังมีความเสียหายประเภทย้ายไปแล้วย้ายไปเลย กบดิ้นอีกครั้งเมื่อเราเจอภาวะภัยแล้งตลอดปี 2557-2558 ต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ สรุปแล้วในรอบ 5-6 ปี เราเจอภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงถึง 3 ครั้งใหญ่ ซึ่งทุกครั้งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ใครคิดว่าสิ่งแวดล้อมคือเรื่องของสิ่งแวดล้อม ไม่เกี่ยวกับเงินทอง กรุณาคิดใหม่ครับ

มาถึงปีนี้ ภัยแล้งอาจหมดแล้ว แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้น คือ ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่อีกครั้ง ตามที่องค์การ NOAA ประกาศไว้ แผนที่ปะการังฟอกขาวที่เตือนภัยล่าสุดเริ่มขยับเข้ามาใกล้เมืองไทย คาดว่าหากเราโชคร้าย ในเดือน พ.ค.เป็นต้นไป อุณหภูมิน้ำทะเลอาจสูงจนปะการังฟอกขาวและส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวทางทะเลแบบไฮเอนด์ที่เราฝันไว้ เพราะทะเลที่ไม่มีปะการังจะไปขายนักท่องเที่ยวดีๆ เขาก็คงไม่สนใจจะมาหรอกครับ

ประเทศไทยมีองค์กรเรื่องภาวะโลกร้อน แต่เช่นเคย เราแตกกระจายไปหลายองค์กร อีกทั้งยังเน้นเรื่องลดคาร์บอนเพื่อการค้าเป็นหลัก ทั้งที่ภัยพิบัติจากภาวะดังกล่าวเคยเกิดแล้วและสร้างความเสียหายมหาศาล แน่นอนว่าเราไม่อาจหยุดภัยดังกล่าวได้ ยกเว้นช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาวนาให้มากไว้ แต่เราสามารถ “รับมือ” กับภาวะที่จะทยอยเกิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่เห็นจุดสิ้นสุด ปัญหาคือการรับมือของเราทำอย่างไร?

การรับมือไม่ใช่เพียงแค่วางแผนจัดการน้ำ จัดการทะเล สร้างเขื่อนกันคลื่น ปลูกปะการัง ฯลฯ แยกกันไปทีละกรมทีละกระทรวง เพราะนั่นเป็นเหมือนการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงที่กลิ้งลงมาทีละท่อน เราต้องรวบรวมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ โดยกำหนดองค์กรรับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อติดตามปัญหาและวางแผนการรับมือล่วงหน้า จะเป็นการบูรณาการงานร่วมกันภายใต้คณะกรรมการที่ขึ้นตรงกับรัฐบาล หรือด้วยวิธีไหนก็ตามเถิด หากเราคิดก้าวไปข้างหน้าในทางมืดมิดที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ เราจำเป็นต้องมีไฟฉาย ไม่งั้นเราก็ล้มลุกคลุกคลานเกิดบาดแผลมากมาย การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการต่างๆ เป็นเหมือนวิตามินหรือเครื่องดื่มชูกำลัง แต่ไฟฉายสำคัญกว่าในภาวะเช่นนี้

ปิดท้ายง่ายๆ ว่า อยากให้เมืองไทยมีไฟฉายที่ว่าเหลือเกิน ไม่งั้นเราคงมะงุมมะงาหราต่อไป ในขณะที่เพื่อนบ้านเราเตรียมการล่วงหน้าไปถึงไหนต่อไหน บอกตามตรง ในยุคสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง การตั้งการ์ดให้รัดกุมสำคัญกว่าการออกหมัดสะเปะสะปะ แต่ถึงตอนนี้ ผมยังมองไม่เห็นการ์ดที่ว่า และไม่แปลกใจหากเราเจอภัยพิบัติจากโลกร้อนคราวหน้า เราจะร้องว่า “ซวยจัง แต่มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ช่วยไม่ได้เนอะ”

 

ต้นแบบ สวนผักบนดาดฟ้า แหล่งเรียนรู้ใน ม.เกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2559 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412774

ต้นแบบ สวนผักบนดาดฟ้า แหล่งเรียนรู้ใน ม.เกษตรฯ

โดย…ศศิธร จำปาเทศ

ดาดฟ้าพื้นที่ที่หลายคนได้ยินคงนึกถึงภาพแสงแดดสาดส่องบนพื้นคอนกรีตอันร้อนระอุในตอนเที่ยงตรง แต่ดาดฟ้าบนชั้น 5 ของอาคารส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กลับสดชื่นและสมบูรณ์ไปด้วยพืชผักกินได้ที่ปลูกบนพื้นที่ 200 ตารางเมตร

พืชผักสีเขียวบนดาดฟ้าอาคารดังกล่าว เกิดขึ้นมาจากโครงการการสร้างวิทยาเขตสีเขียวที่กินได้ โดยการริเริ่มของ รศ.พาสินี สุนากร หัวหน้าภาควิชานวัตกรรมอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับอาจารย์จำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นต้นแบบการทำเกษตรในเมือง โดยได้งบสนับสนุนจากแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในปี 2557

รศ.พาสินี ผู้ริเริ่มโครงการการสร้างวิทยาเขตสีเขียวที่กินได้ เล่าที่มาโครงการว่า ก่อนนี้ทำวิจัยเรื่องการปลูกพืชบนอาคารและได้ทดลองปลูกผักบนดาดฟ้าของคณะ ต่อมาปี 2554 น้ำท่วมกรุงเทพฯ ตึกต่างๆ ในมหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นบ้านของบุคลากรที่ไม่สามารถกลับไปบ้านได้ ผักที่ทดลองปลูกจึงกลายเป็นอาหารให้กับคนเหล่านี้ จากเหตุการณ์นั้นทำให้เล็งเห็นความสำคัญของการปลูกพืชบนอาคารมากขึ้น ในปี 2555 จึงรวมตัวกับอาจารย์ในคณะ 5 คน เสนอขอทุนจากโครงการสวนผักคนเมือง ซึ่งตอนนั้นเป็นทุนขนาดเล็กและต่อมาก็ได้เสนอขอทุนจาก สสส.

“จากทุนที่ได้ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นเหมือนต้นแบบโครงการ เราจึงสำรวจพื้นที่ทั้งมหาวิทยาลัย พบว่าพื้นที่บนดินเหลือน้อย จึงเลือกพื้นที่บนดาดฟ้าที่มักพบว่าปล่อยทิ้งไว้ จึงส่งโครงการให้อาคารหน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเสนอพื้นที่หน่วยงานของตน ปรากฏว่าได้ผลตอบรับดีมาก จึงตั้งเกณฑ์ว่าเมื่อได้รับเลือกแล้วต้องมีบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับเกษตรในหน่วยงานช่วยกันดูแล ซึ่งได้คัดเลือกอาคารสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม และอาคารหอสมุดเป็นอาคารที่ทำโครงการนี้”

 

หัวหน้าภาควิชานวัตกรรมอาคาร กล่าวต่อว่า จากการวิจัยการปลูกพืชบนอาคาร พบปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการปลูกพืชบนอาคารมากที่สุด คือ พื้นดาดฟ้าของอาคารทั่วไปออกแบบให้รับน้ำหนักตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำไว้ 100 กก./ตร.ม. ซึ่งแทบไม่สามารถปลูกพืชได้เลย ถ้าจะปลูกพืชต้องสามารถรับน้ำหนักได้ 300 กก./ตร.ม. ซึ่งการออกแบบอาคารให้สามารถปลูกพืชได้ออกมาอย่างดูดีมีสไตล์เป็นหน้าที่ของภูมิสถาปัตยกรรมโดยตรง และสวนผักดาดฟ้าแห่งนี้เป็นอีกผลงานหนึ่งของการประกวดออกแบบฝีมือนักศึกษาภูมิสถาปัตย์

“อยากให้เกษตรศาสตร์เป็นต้นแบบสวนผัก เพราะฉะนั้นอะไรที่จะเป็นต้นแบบในเมืองได้ มันต้องมีดีไซน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ดูแล้วต้องสวยงาม คนเห็นก็จะรู้สึกว่ามีคุณค่าถึงจะอยู่รอดในเมือง และการให้นักศึกษาร่วมออกแบบ มันทำให้เขารู้สึกมีส่วนร่วมในการสร้างสวนแห่งนี้ นักศึกษาอีกส่วนหนึ่งก็ช่วยกันลงแรงปลูกผัก แต่ก็ไม่สามารถมาดูแลได้ตลอดเวลา แม่บ้านจึงมีหน้าที่ในการดูแลสวนผัก ซึ่งเขาสามารถเอาไปทำกับข้าวต่อที่บ้านหรือสร้างรายได้เสริมจากการขายผักอีกทางหนึ่งด้วย”

 

รศ.พาสินี ยกตัวอย่างข้อดีของสวนผักดาดฟ้าที่นอกจากบริโภคได้แล้ว ยังช่วยลดภาวะเกาะความร้อนเมืองได้ โดยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงกว่าในชนบทเป็นผลมาจากวัสดุแผ่ความร้อนบนดาดฟ้าซึ่งเป็นพื้นที่ที่โดนแดดตลอดวัน ในต่างประเทศจึงออกกฎหมายให้ทุกอาคารมีมาตรการลดภาวะเกาะความร้อนเมือง การทำสวนบนดาดฟ้าถูกนำมาใช้อย่างโดดเด่นที่สุด ยิ่งมีสวนมากขึ้นเท่าไร อุณหภูมิเมืองก็จะยิ่งลด ขณะเดียวกันก็ทำให้พื้นที่ใต้ดาดฟ้าเย็นลงด้วย ทั้งช่วยให้อากาศบริสุทธิ์ เพราะต้นไม้ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ทั้งยังช่วยดูดซับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ซึ่งปล่อยออกมาจากอาคารอีกด้วย

“นอกจากนี้ การปลูกพืชบนดาดฟ้ายังช่วยลดภาระการระบายน้ำจากอาคารสู่ท่อระบายน้ำหลัก ซึ่งอาคารในต่างประเทศนิยมปลูกผักบนดาดฟ้าเพื่อลดภาษีระบายน้ำจากอาคาร ประการสุดท้าย คือ มีผลทางด้านจิตวิทยาที่ดี โดยมีรายงานจากงานวิจัย พบว่า การที่มีต้นไม้หรือดอกไม้ในห้องทำงานทำให้การขาดงานน้อยลง ผลผลิตในการทำงานมากขึ้น หรือเกิดสุนทรียภาพ” รศ.พาสินี ทิ้งท้าย

สำหรับใครที่อยากชมสวนผักดาดฟ้าที่อาคารสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม และอาคารหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สามารถติดต่อขอเข้าชมได้ในวันเวลาราชการ

 

นักปั่นกลางกรุงปลุกกระแสคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412321

นักปั่นกลางกรุงปลุกกระแสคนเมือง

โดย…พุสดี, กาญจนา

กระแสการปั่นจักรยานในไทยขยายวงกว้างมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินไว้ว่าในปี 2558 มีคนไทยใช้จักรยานทั่วประเทศมากถึง 3.2 ล้านคน เป็นผู้ใช้จักรยานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากกว่า 1.5 แสนคน อย่างไรก็ตามคนกรุงเทพฯ ยังต้องใช้ถนนร่วมกับรถยนต์จำนวนกว่า 9 ล้านคัน (สถิติกรมการขนส่งทางบกปี 2558) ที่เป็นอุปสรรคสำคัญให้คนไม่กล้าออกมา กระนั้นก็มีบางเสียงที่ยืนยันว่า “กรุงเทพฯ ปั่นสนุก” และเลือกจักรยานเป็นพาหนะคู่ใจปลุกกระแสคนเมือง

จักรยานคือเพื่อนซี้

เจฟฟรี่ เบญจกุลวิวัฒน์ นักแสดงและพิธีกรหนุ่มที่หลงใหลในการขี่จักรยานเป็นชีวิตจิตใจ ยอมรับว่า ทุกวันนี้แทบไม่เคยห่างจากจักรยาน อย่างน้อยต้องปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายทุกวัน ปั่นเพื่อซ้อมอยู่ที่บ้าน 2 ครั้ง/สัปดาห์ และปั่นออกทริปอีก 2 ครั้ง/สัปดาห์ ยังไม่รวมถึงการแข่งขันในรายการต่างๆ อีกเดือนละ 1-2 ครั้ง

“บางครั้งผมก็ขี่จักรยานไปจ่ายตลาดนะ ขี่ไปปากซอยซื้อของ จริงๆ แล้วชีวิตผมก็ผูกพันกับจักรยานมานาน ตั้งแต่เด็กๆ เราก็ขี่เล่นอยู่ละแวกบ้าน ขี่ส่งของไปให้เพื่อนแม่ เหมือนเป็นแมสเซนเจอร์ประจำหมู่บ้าน พอโตขึ้นมาหน่อยเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็ขี่จักรยานไปเรียน จากบ้านผมไปเอแบคก็ประมาณ 8-10 กิโลเมตร ถือว่าโอเค ผมก็จะเลือกวันที่ไม่มีธุระต้องไปไหนหลังเลิกเรียน เลือกวันที่เลิกเรียนเย็น เวลาขี่กลับบ้านจะได้ไม่ร้อน”

เจฟฟรี่ เบญจกุลวิวัฒน์

 

 

เจฟฟรี่ บอกว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาใช้จักรยานเป็นพาหนะคู่ใจตอนวัยรุ่น เพราะบางครั้งขับรถไปเรียนก็ไม่มีที่จอด ประจวบเหมาะกับไปเล่นเกมโชว์รายการหนึ่งแล้วได้จักรยานเป็นของรางวัลพอดี เลยลองนำมาขี่ไปมหาวิทยาลัย ปรากฏขี่ไปขี่มาก็เริ่มติดใจ แถมเพื่อนๆ ก็ยังสนใจมาขี่ตามเป็นก๊วนจักรยาน ขี่ไปเที่ยวด้วยกัน กลายเป็นความสนุกไปอีกแบบ จนพอไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา เมืองที่เจฟฟรี่ไปอยู่ก็ยังนิยมการขี่จักรยานอีก ทำให้เขายิ่งอินกับการขี่จักรยาน

“ผมหลงรักการขี่จักรยาน มาถึงจุดที่ขาดไม่ได้แล้ว ทุกวันนี้ถ้าห่างหายไป 2-3 วันก็เริ่มคิดถึง รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างในชีวิตหายไป สำหรับผมจักรยานเหมือนเป็นเพื่อนซี้คนหนึ่งที่เราอยู่ด้วยกันมาตลอด ที่สำคัญจักรยานเป็นเพื่อนที่นำสิ่งดีๆ นำความสุขเข้ามาในชีวิตเรา พาเราไปเจอสังคมดีๆ เป็นอุปกรณ์ที่วิเศษ มันช่วยลดพรมแดนของ อายุ เพศ วัย ฐานะ ไม่ว่าใครก็เป็นเพื่อนกันได้หมด โดยมีจักรยานเป็นตัวเชื่อม”

ถามถึงมุมมองที่มีต่อเทรนด์การขี่จักรยานในยุคนี้ เจฟฟรี่บอกว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างที่บอกว่าจักรยานเป็นตัวกลางที่พาเราไปสู่สังคม มิตรภาพใหม่ๆ “มนุษย์ทุกคนมีเซนส์ในการรักษาตัวเองให้ปลอดภัย เพราะฉะนั้นถ้าเราจะขี่จักรยานให้ปลอดภัย เราต้องรู้ตัวเองและพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย ขับขี่แล้วสบายใจ เช่น ถ้าขี่คนเดียวรู้สึกไม่ปลอดภัย เราอาจจะไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ มาขี่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นต้น” และในฐานะที่คลุกคลีในวงการจักรยานมานาน เขายังบอกด้วยว่าไม่มีสูตรตายตัว เพราะนักขี่ทุกคนจะรู้ตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยเวลาขี่จักรยาน

 

จักรยานคือพาหนะหลักในกรุงเทพฯ

เมื่อระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ไม่ตอบโจทย์ชีวิต ธิติศักดิ์ หวังเกษม จึงหันมาพึ่งจักรยานและใช้เป็นพาหนะหลักนานกว่า 3 ปี

“คนเราจะตื่นเต้นเวลาขี่ออกไปไกลบ้าน” เขากล่าวถึงความรู้สึกวันแรก “สัปดาห์แรกผมขี่ไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดินใช้เวลา 30 นาที ระยะทาง 5 กิโลเมตร ช่วยประหยัดเวลาไปได้เป็นชั่วโมง โดยช่วงแรกผมเลือกใช้เส้นทางบนฟุตปาทก่อน จากนั้นก็ค้นหาเส้นทางอื่นในกูเกิลแมปจนไปเจอเส้นทางรอง เลาะเข้าซอย แวะร้านกาแฟ และไปถึงออฟฟิศในเวลาแค่ 20 นาที กับระยะทาง 8 กิโลเมตร บางวันรถติดมากๆ ยิ่งปั่นสบาย เหมือนมีไบค์เลนบนถนน เพราะรถทุกคันหยุดนิ่งแต่มีจักรยานที่สามารถไปได้”

จากบ้านย่านคลองตันไปออฟฟิศแถวรัชดาฯ มีตัวเลือกในการเดินทางหลายอย่างทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน และแอร์พอร์ตเรลลิงค์ แต่ระบบขนส่งมวลชนเหล่านั้นใช้เวลาเดินทางนานกว่า 2 ชม. โดยเวลาส่วนใหญ่จะเสียไปกับการรอ และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 4,000 บาท แต่เมื่อมาใช้จักรยาน เขาไม่ต้องเสียเงินสักบาท และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ บนท้องถนน

“ทุกวันนี้คนเมืองกำลังถูกกรุงเทพฯ บิดเบือนเวลา ถ้าคุณได้ขี่จักรยานคุณจะรู้ว่ากรุงเทพฯ เล็กมาก ใช้เวลาเดินทางน้อยมาก และคนกรุงเทพฯ ยิ้มง่ายมาก” ธิติศักดิ์ยังเล่าถึงวัฒนธรรมการขี่จักรยานที่แม้จะไม่รู้จักกัน แต่ก็ส่งยิ้มให้กันเสมอจนกลายเป็นวัฒนธรรมของนักปั่นไปแล้ว

ธิติศักดิ์ หวังเกษม

นอกจากนี้ จักรยานยังเปลี่ยนพฤติกรรมจากคนที่ชอบอยู่บ้านเพราะเบื่อรถติด กลายเป็นคนชอบออกไปหาเส้นทางใหม่ๆ ให้รู้จักกรุงเทพฯ มากขึ้น “ผมไม่สนใจว่าจะหลงหรือจะอ้อมไปอีกทาง เพราะมันคือภาพใหม่ๆ ที่ไม่น่าเบื่อเลย เวลาขี่จักรยานมันจะมีภาพผ่านตาไปเป็นพันๆ เฟรม มันน่าตื่นตาและน่าประทับใจทุกครั้ง” มากไปกว่านั้นตัวเขาเองยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ โดยเฉพาะคนในออฟฟิศที่หันมาใช้จักรยานมากขึ้น

ส่วนเรื่องการขี่อย่างไรให้ปลอดภัย เขาให้ความสำคัญกับตัวผู้ใช้ก่อนเป็นอย่างแรกโดยต้องสวมหมวก ใส่ถุงมือ ติดไฟท้ายรถ ปฏิบัติตามกฎจราจร และที่สำคัญคือ ห้ามประมาท โดยเฉพาะผู้ที่ขี่จักรยานชำนาญแล้วอาจเกิดความเลินเล่อก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

วันนี้ ธิติศักดิ์กลายเป็นตัวอย่างของคนกรุงเทพฯ ที่ขี่จักรยานในชีวิตประจำวัน โดยได้ให้ข้อมูลแก่คนทั่วไปผ่านเว็บไซต์ www.bkkwheels.com และเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/bkkwheels

จักรยานคือเพื่อนร่วมทาง

ทางเลือกของคนที่ไม่ใช้รถยนต์ไม่ได้มีแค่ระบบขนส่งมวลชน แต่ยังมีจักรยานที่สามารถใช้ร่วมถนนกับรถอื่นๆ สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์ บรรณาธิการนิตยสาร Cycling Plus Magazine (Thailand) เป็นอีกคนที่ใช้จักรยานคู่กับระบบขนส่งมวลชน โดยขี่จากบ้านมาที่ทำงานระยะทางประมาณ 10 กม. ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชม.

สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์

 

“การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ไม่อยากใช้รถ หรือคนที่เห็นว่าการใช้รถมันลำบาก มันเสียค่าใช้จ่ายเยอะ หรือเสียอารมณ์กับสภาพจราจรในกรุงเทพฯ ก็สามารถเลือกใช้จักรยานแทน” เขายังแนะนำว่าสำหรับคนที่ไม่สะดวกขี่จักรยานไปทำงานเพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น บริษัทไม่มีห้องอาบน้ำ ก็ควรใช้จักรยานพับเพื่อความสะดวกในการนำขึ้นระบบขนส่งมวลชน จากนั้นเวลาเลิกงานก็ค่อยขี่จักรยานกลับบ้าน หมดข้ออ้างในการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน

สุธรรม แสดงทัศนะว่า ปัญหาแรกของคนที่ไม่กล้าขี่จักรยานในกรุงเทพฯ คือ ความกลัว “กลัวทั้งอันตรายจากรถยนต์ และกลัวว่าจะสร้างความลำบากให้ผู้อื่น” เขากล่าวเช่นนั้น เพราะกรุงเทพฯ ยังไม่เป็นเมืองจักรยานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งที่มีการพัฒนาเรื่องนี้มาตลอดแต่คนพัฒนายังใช้มุมมองของคนขับรถยนต์มาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนปั่นจักรยานอยู่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนใช้จักรยานอย่างแท้จริง

สุธรรม ธรรมรงค์วิทย์

 

“คนไทยเกิดมาพร้อมวัฒนธรรมรถยนต์ คิดว่าถนนเป็นที่ของรถยนต์ แต่ที่จริงแล้วถนนเป็นของการเดินทางทุกรูปแบบทั้งคนเดินถนน รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และจักรยาน ภาครัฐและกรุงเทพมหานครไม่จำเป็นต้องทำเลนจักรยานก็ได้เพราะกรุงเทพฯ ไม่เอื้อทำเช่นนั้น แต่ควรทำอย่างไรให้คนแชริ่ง เดอะ โรด เห็นคนอื่นเป็นผู้ร่วมทาง ทำอย่างไรให้ทั้งคนปั่นและคนขับเดินทางไปในเส้นทางเดียวกันได้อย่างปลอดภัย”

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เมืองไทยก็มีการส่งเสริมเรื่องจักรยานมากขึ้น เห็นได้จากหลายจังหวัดมีการโปรโมทการท่องเที่ยวด้วยจักรยานและมีเลนจักรยาน ซึ่งถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่กระแสจักรยานยังไม่ตกก็อาจจะมีศักยภาพมากพอให้คนไทยออกมาขี่จักรยานในชีวิตประจำวัน

 

เกษตรกรทีเล่นแต่เอาจริง จาก ‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์’ ถึง ‘เกษตรกรวันหยุด’ เกษตรกรทีเล่นแต่เอาจริง จาก ‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์’ ถึง ‘เกษตรกรวันหยุด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412093

เกษตรกรทีเล่นแต่เอาจริง จาก ‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์’ ถึง ‘เกษตรกรวันหยุด’

โดย…พริบพันดาว

คนเมืองใหญ่ในกรุงเทพฯ ต่างอยากมีบ้านนอกเป็นของตัวเอง ได้ไปพักผ่อนเปิดสมองตามบ้านสวนหรือไร่นาในต่างจังหวัด ได้สัมผัสและลงมือทำการเกษตรบ้างตามที่โอกาสจะเอื้ออำนวย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันก็มีการหันมาทำการเกษตรเพิ่มขึ้น ทั้งเรือกสวนไร่นาตามที่ตัวเองจะมีพื้นที่แบบไหน หรือตามความฝันความชอบที่อยากจะทำการเกษตร และบางส่วนแทนที่จะทำแบบเล่นๆ สนุกๆ ก็เอาจริงเอาจังจนถึงขั้นเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) กันเต็มตัว ซึ่งเป็นโครงการที่มีอย่างต่อเนื่องและต่อยอดไปสู่สังคมบ้างแล้วบางส่วน

มาดูภาพเปลี่ยนไปของเกษตรกรที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งดูเหมือนจะประกอบอาชีพเกษตรกรทีเล่นทีจริง ไม่เคร่งเครียดคร่ำครึอย่างคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ รวมถึงเกษตรกรวันหยุด คนทำงานรุ่นใหม่ที่ปันเวลาไปทำเกษตรยามว่าง แถมมีรายได้เพิ่มเติมเสริมเข้ามาอย่างน่าพอใจ แม้ไม่มากมายแต่ได้ความสุขใจ

 

‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์’ ความหวังเกษตรกรรุ่นใหม่

“ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” (Young Smart Farmer) มีคำนิยามที่หลากหลายกันไป แต่รู้กันว่าเป็นคำจำกัดความของเยาวชนอนาคตเกษตรไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่สู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพ สามารถประกอบอาชีพการเกษตรอย่างมั่นคง มีศักดิ์ศรี มีความภาคภูมิ สมเกียรติ วิจิตรประเสริฐ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนายุวเกษตรกร กองพัฒนาเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล่าให้ฟังว่า งานส่งเสริมเยาวชนเกษตรของกรม เป็นแค่กลไกส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรทั่วไป โดยจัดกลุ่มเป้าหมายไว้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเด็กเล็กกับกลุ่มเด็กโต

“กลุ่มเด็กเล็กเราใช้เรื่องยุวเกษตรกร ส่วนกลุ่มเด็กโตเราทำเป็นเรื่องเครือข่าย โดยส่งเสริมเป็นรายบุคคล ซึ่งเรียกว่า ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ สำหรับกลุ่มเด็กเล็ก เราไม่ได้บังคับให้เขาเป็นเกษตรกร แต่ต้องการปลูกฝังให้เขามีทัศนคติที่ดีในด้านการเกษตร แต่ถ้ามีเด็กที่เดินต่อมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ เราก็จะผลักดันให้เขาเรียนรู้เรื่องประสิทธิภาพการผลิต ประเมินดูว่าเขาผ่านการเป็น ยัง สมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือยัง ก็ให้ความรู้กันไป กระบวนการก็จะเป็นแบบนี้”

สำหรับที่มาที่ไปของ ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ต้องย้อนหลังกลับไปปี 2556 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางพื้นฐานการสร้างเกษตรกรในรูปสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยจดทะเบียนเกษตรกรให้มีข้อมูลที่ทันสมัยผ่าน “หนึ่งบัตรประชาชนเพื่อเกษตรกรปราดเปรื่อง : One ID Card for Smart Farmer” พร้อมมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตร (War Room) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วนให้ครอบคลุม และมีการจัดทำแผนพัฒนาระดับจังหวัด รวมทั้งตั้งสถานีโทรทัศน์เกษตร เพื่อที่จะให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ให้ทั่วถึง เพื่อให้นโยบายการผลักดันเกษตรกรสู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประสานนโยบายสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เข้ากับแผนงาน สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) รวมทั้งได้ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์

ต่อมาปีงบประมาณ 2557 มีการจัดสรรงบประมาณ 448 ล้านบาท ในการสานต่อนโยบายสมาร์ทฟาร์มเมอร์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้แก่สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานให้กับสมาร์ทฟาร์มเมอร์ การอบรมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.8 แสนบาท เพื่อยกระดับรายได้และการพัฒนาเกษตรกรเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ต้นแบบเพื่อขยายผลไปยังเกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป และสมาร์ทฟาร์มเมอร์รุ่นใหม่ หรือ ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ก็อยู่ในกระบวนการนี้

 

“ตอนนี้มีเรื่องของเกษตรกรรุ่นใหม่ ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เป็นเรื่องของเกษตรกรที่เริ่มต้นประกอบอาชีพ แล้วมีความเก่งกว่าผู้ใหญ่หรือเก่งกว่าเกษตรกรอาวุโสปัจจุบัน ซึ่งจะทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่าได้แน่นอน โดยเกษตรกรรุ่นใหม่มาจากหลายสาขา จบวิทยาศาสตร์ วิศวกร นิติศาสตร์ก็มี แต่มาทำการเกษตร เป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ เขาอาจจะเป็นยุวเกษตรกรมาก่อน รวมถึงคนที่สนใจทางด้านนี้ โดยมีพื้นที่ทำการเกษตรของตัวเองอยู่ ก็จะมาทางสายนี้” สมเกียรติ เล่าต่อและแจกแจงว่า

“กรมก็มีข้อจำกัดอยู่ในเรื่องงบประมาณและความสามารถทางกำลังคน แต่ละปีก็สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ได้จังหวัดละ 30 คนทั่วประเทศ ซึ่งทำได้ยากเหมือนกัน เมื่อก่อนเมืองไทยมีเกษตรกรอยู่ 80% ของประเทศ แล้วก็เหลือ 60% แนวโน้มตอนนี้ก็ลดเหลือเพียง 40% แล้ว ในอนาคตก็จะลดเหลือ 20% อย่างแน่นอน ซึ่งจะเหลือน้อยมากในการผลิตสินค้าเกษตรเลี้ยงคนในประเทศ ซึ่งความสามารถของเกษตรกรรุ่นใหม่ต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งคนที่มีคุณสมบัติที่ตรงกับที่ต้องการก็หาได้ยากในพื้นที่”

ว่าไปแล้ว การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรเบื้องต้นมุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการปรับตัวของภาคการเกษตร ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพการผลิต และการสร้างภาพลักษณ์ของสินค้า การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีความรู้อย่างถ่องแท้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ภายใต้โครงการ ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ โดยการส่งเสริมและพัฒนาคนกลุ่มนี้ให้มีความสามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้าน เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผล ตลอดจนรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเกษตร และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

 

ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จก็มีอย่าง สุพจน์ ศรีคำหู้ ประธานเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ ภาคตะวันตก 8 จังหวัด ซึ่งถือเป็นรุ่นแรกบุกเบิกในปี 2555 หลังอบรมเสร็จสุพจน์รวบรวมคนที่สนใจจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาภายใต้ชื่อกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรปลอดภัยตำบลคลองนกกระทุม เน้นการทำเกษตรที่ปลอดภัยและลดต้นทุนเป็นหลัก โดยเริ่มจากแปลงนาข้าวของสมาชิก บนเนื้อที่ 2 ไร่ เพื่อทดลองปลูกข้าวปลอดสารเคมี โดยลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีลง แต่ยังสามารถให้ผลผลิตเท่าเดิมหรือใกล้เคียง จนเป็นที่ยอมรับของสมาชิกในกลุ่ม ทำให้ทุกวันนี้สมาชิกในกลุ่มใน ต.คลองนกกระทุม ได้หันมาทำนาอินทรีย์กันเกือบทั้งหมด

องค์ความรู้ที่นำไปสอนนั้น ประการแรกจะเน้นวิธีการทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าปุ๋ย ค่ายา โดยแนะนำให้รู้จักวิธีการใช้อย่างเหมาะสมและใช้ในส่วนที่จำเป็นจริงๆ ประการต่อมาเป็นเรื่องของการตลาด ให้สมาชิกรู้จักการหาช่องทางการตลาดเพื่อกระจายสินค้าได้มากขึ้น โดยจะมุ่งพัฒนาเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก เน้นการใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก การออกบูธตามงานต่างๆ และการใช้เครือข่ายของสมาชิกด้วยกัน ในการทำตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์

อีกคนก็คือ อภิวัฒน์ สุขพ่วง เจ้าของไร่สุขพ่วง ใน ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี แกนนำเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผ่านการอบรมในโครงการ ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เช่นกัน การหันหลังให้กับชีวิตลูกจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมที่นิคมมาบตาพุด จ.ระยอง มาสู่วิถีทางการเกษตรอย่างเต็มขั้น บนเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ โดยทำเป็นศูนย์การเรียนรู้การทำเกษตรตามแนวพระราชดำริ ซึ่งแบ่งพื้นที่นาข้าวประมาณ 25 ไร่ โดยเน้นปลูกข้าวดอกมะขาม ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง ส่วนที่เหลือจะปลูกอ้อย มันสำปะหลัง สับปะรด ไม้ผล และพืชผักต่างๆ โดยผลผลิตที่ได้จะนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านกระบวนการผลิตในครัวเรือนและผลิตภัณฑ์อื่นๆ เป็นจำนวนมาก

‘เกษตรกรวันหยุด’ แต่ไม่เคยหยุดฝัน

คนรุ่นใหม่วัยทำงานที่ใช้เวลาว่างในวันหยุดทำกิจกรรมการเกษตร และพัฒนามาเป็นอาชีพเสริมจนสามารถสร้างรายได้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนยุคปัจจุบัน ที่เข้าร่วมประกวด “เกษตรกรวันหยุด” ของมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด และได้รางวัลมาอย่าง พชกร สีสันต์ ซึ่งทำงานประจำอยู่ที่ดีแทค วนเวียนใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เทียวมาเทียวไปกับ จ.นครปฐม ซึ่งพ่อแม่มาลงหลักปักฐานอยู่ แต่วันหนึ่งเธอไปเยี่ยมบ้านของยายที่ จ.อ่างทอง พบว่าที่ของบรรพบุรุษทางแม่ จำนวน 2 ไร่ครึ่งถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า

 

“คิดว่าเราน่าจะทำเกษตรในวันหยุด พอวันศุกร์หรือเสาร์ก็ขับรถมาที่อ่างทอง ซึ่งใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าถึงสองชั่วโมง มาดูแลได้ทุกอาทิตย์ ก็เลยตัดสินใจคุยกับญาติ เขาก็บอกว่าไหวเหรอ แต่ก็ลงมือทำ”

พืชที่เธอปลูกนั้นก็คือ ข่ากับตะไคร้ ซึ่งเป็นพืชผักสวนครัวที่เป็นสมุนไพรในตัวเองด้วย และเป็นการวางแผนอย่างชาญฉลาด ทดลองปลูกไปก่อนแค่ 1 ไร่ครึ่ง เธอบอกว่า

“ก็ไม่ค่อยมีเวลา ถ้าปลูกผักสวนครัวที่ต้องดูแลรดน้ำเช้าเย็นคงไม่ไหว เลยเลือกปลูกข่ากับตะไคร้ ก็ลงทุนไปแค่หมื่นกว่าบาท ไม่รวมการติดตั้งระบบจ่ายน้ำแบบสปริงเกอร์ ซึ่งก็ดีมาก ผลผลิตออกมางามมาก แทบจะไม่มีปัญหาอะไร”

จากระยะเวลา 8 เดือนผ่านไปตั้งแต่เริ่มต้นเป็นเกษตรกรวันหยุด เก็บผลผลิตไปแล้ว 1 ครั้ง ขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อได้เงินมาถึง 4.5 หมื่นบาท ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงของมนุษย์ที่ทำงานประจำกินเงินเดือนอยู่ในกรุงเทพฯ

“หากเทียบกับรายได้ที่ทำอยู่ งานจากเกษตรก็ถือว่าไม่มากนัก แต่เราทำในช่วงวันหยุดและเวลาว่าง ตอนนี้ก็วางแผนจะปลูกหมุนเวียนให้เต็มพื้นที่ 2 ไร่ ซึ่งจะได้ขายทั้งปี รวมถึงพยายามจะเป็นศูนย์ในการรวมพืชที่เป็นข่า ตะไคร้ ในย่านเดียวกัน ในการนำไปขาย”

พชกร สีสันต์

 

เธอบอกว่ายังไม่คิดถึงการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรของตัวเอง แต่มีความสุขที่ได้ทำตรงนี้ และอยากชวนมนุษย์เงินเดือนที่มีที่ดินอยู่ในต่างจังหวัดมาทำเกษตรวันหยุดกัน เพราะได้ทั้งความสุขใจและดีต่อสุขภาพ คลายเครียดในวันหยุดอยู่กับธรรมชาติ และมีรายได้เสริมด้วย

“เกษตรกรวันหยุด” คือกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงานรุ่นใหม่ที่ใช้เวลาวันหยุดจากการทำงานประจำในเมืองหลวงและจังหวัดต่างๆ กลับมาบ้านเกิดหรือพื้นที่ของตนเองเพื่อทำการเกษตร ปลูกข้าว พืช ผัก ผลไม้ต่างๆ ทั้งเพื่อการเก็บไว้กินเอง แบ่งปัน แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายหารายได้กลับมาลงทุนหมุนเวียนในพื้นที่เกษตรนั้น โดยยึดหลักการสำคัญคือไม่ใช้สารเคมี หรือสิ่งที่เป็นอันตรายหรือทำลายสภาพแวดล้อม โดยอาจเป็นขั้นพื้นฐานคือร่วมด้วยช่วยกันในครอบครัว และขั้นต่อยอดคือการรวมกลุ่มเพื่อนหรือขยายเครือข่ายการผลิต การแลกเปลี่ยนและการค้าทั้งในตลาดใกล้บ้าน รวมทั้งการสื่อสารระบบออนไลน์

อารีย์ นิลวดี เป็นเกษตรกรวันหยุดที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงอีกคนหนึ่ง เธอทำงานอยู่ที่บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) แต่ครอบครัวอยู่ที่โคราช หรือตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมา มีสวนอยู่ 8 ไร่ ที่ อ.ปักธงชัย เพราะฉะนั้นทุกวันศุกร์ จุดนัดพบของครอบครัวก็คือ สวนสวัสดี ซึ่งเป็นชื่อเรียกสวนของตัวเอง

“พอวันหยุดก็กลับไปทำกิจกรรมร่วมกันที่สวน ก็ได้ทำกิจกรรมการเกษตรกันทั้งบ้าน หลักๆ ก็มีปลูกกล้วย ละมุด และก็ฝรั่ง ซึ่งเป็นไม้ผล ส่วนพืชผักสวนครัวนั้นปลูกไม่ได้ เพราะวันธรรมดาไม่มีคนดูแล ปกติที่ไร่นี้จะปลูกละมุดไว้อยู่แล้ว พอดีทั้งครอบครัวก็ทำงานประจำกันอยู่ ซึ่งต้องคัดต้องเก็บต้องบ่ม แต่กล้วยสามารถเข้าไปตัดเครือที่ใกล้สุกเพียงรอบเดียว ซึ่งจะดูแลง่ายกว่าและขายง่ายด้วย ซึ่งก็ขายพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงสวนไป แต่มีบางส่วนที่เรามาเก็บกล้วยตอนวันหยุดยาวๆ แล้วเอาไปขายเองที่โคราชใช้แบรนด์ชื่อ สวนสวัสดี ซึ่งคิดกับลูก ก็ได้ราคาดีกว่า แต่นานๆ ทีครั้ง”

 

รายได้ที่สวนถ้าเทียบกับงานประจำก็ไม่เยอะมาก เพราะเราปลูกขายเองเท่าที่จะทำได้ อารีย์บอกว่าเฉลี่ยแล้วก็ตกเดือนละ 8,000 บาท ซึ่งก็เก็บเป็นเงินฝากประจำให้ลูก ซึ่งในอนาคตเขาก็สามารถมีเงินที่จะดูแลตัวเองได้

“ตอนนี้ปลูกเต็ม 8 ไร่แล้ว แต่จะค่อยๆ ลดพื้นที่ปลูกละมุด เพราะไม่ค่อยได้ดูแลเต็มที่ มันก็ตาย ก็เลยเพิ่มพื้นที่ปลูกกล้วยให้มากขึ้น แล้วก็จะหาพืชที่ชอบอากาศเย็นๆ หน่อย อย่างมัลเบอร์รี่ และอโวคาโด ปลูกแซมให้หลากหลาย เพราะกล้วยคนปลูกกันเยอะ บางทีก็ราคาตก”

เธอฝากถึงคนที่มีที่ดินของตัวเองในต่างจังหวัด แต่มาหมกตัวทำงานประจำอยู่ในกรุงเทพฯ ว่า คนที่ทำงานในกรุงเทพฯ เป็นคนต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ ก็อยากให้ใช้เวลาว่างวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเทศกาลหยุดยาวไปเป็นเกษตรกร

“ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ก็ดี อย่างน้อยก็สามารถลดค่าใช้จ่ายบางอย่างในชีวิตประจำวันได้บ้าง ถือเป็นการกลับบ้านสร้างความอบอุ่นในครอบครัว สนุกมาก” อารีย์ทิ้งท้าย

เกษตรกรวันหยุดได้กลายเป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวคนทำงานในเมืองใหญ่หรือพื้นที่ต่างๆ ที่มีความต้องการทำการเกษตรหรือใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองได้ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

 

7 พฤติกรรมสกัดความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 12:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412035

7 พฤติกรรมสกัดความสุข

โดย…มิกกี้ เมาท์

ไม่มีใครอยากจะเป็นคนอมทุกข์ ชีวิตหาความสุขไม่ได้ แต่บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวว่าหลายพฤติกรรมที่เราทำอยู่นั้น เป็นตัวขับไล่ความสุขออกจากชีวิตเราแบบไม่รู้ตัว งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า คนเรามีความสามารถ 40% ที่จะสามารถสร้างและควบคุมความสุขได้ง่ายๆ แค่เริ่มกำจัดอุปนิสัยที่ทำให้ไม่มีความสุขนั้นออกไปตาม 7 ข้อนี้จาก ทามารา สตาร์ นักเขียนชื่อดัง

1.ยึดติดกับความเชื่อที่ว่าชีวิตมันยาก : คนที่มีความสุขรู้ว่าชีวิตคนเราบางครั้งก็ยาก และ อาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยุ่งยาก แต่ทัศนคติที่คนมีความสุขมีต่อปัญหา นั่นคือ เขามองมันด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่ามองว่าตัวเองกำลังเป็นเหยื่อ และพยายามโฟกัสที่จะก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นไปให้เร็วที่สุด ขณะที่คนที่ไม่มีความสุขจะเฝ้าคิดแต่ว่าตัวเองเป็นเหยื่อของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต และติดอยู่กับวังวนนั้นแทนที่จะหาทางออกจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก

2.คุณคิดว่าชีวิตนี้ไม่สามารถเชื่อใจใครได้เลย : คนที่มีความสุขเชื่อว่าคนอื่นเป็นมิตรที่ดี ดังนั้นพวกเขามักจะเปิดกว้างและเป็นมิตรกับคนทุกคนที่พบ พร้อมกันเปิดใจที่จะพาตัวเองไปเจอกับคนใหม่ๆ ขณะที่คนที่ไม่มีความสุขเลือกจะไม่เชื่อใจใครเลยในชีวิต และค่อยๆ ปิดประตูการสื่อสารกับคนภายนอก พร้อมปิดโอกาสของตัวเองที่จะพบเจอกับคนใหม่ๆ

3.จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ผิดพลาดมากกว่าสิ่งที่ถูกต้อง : แม้จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่คนที่ไม่มีความสุขเลือกที่จะปิดตาหนึ่งข้าง โฟกัสและจดจำแต่สิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดระแวงตลอดเวลา ขณะที่คนที่มีความสุขมักเฝ้ามองปรากฏการณ์ความเป็นไปของโลก

4.ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และเต็มไปด้วยความริษยา : คนที่มีความสุขเชื่อว่าตัวเองเกิดมาพร้อมคุณลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ พวกเขารู้ลิมิตของตัวเอง และไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ขณะที่คนที่ไม่มีความสุข มักไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี และคิดว่าคนที่ได้ดีนั้นเพราะแย่งเอาสิ่งที่เขาควรจะได้ไปนั่นเอง

5.ควบคุมชีวิตตัวเองมากเกินไป : ความแตกต่างระหว่างคนที่มีความสุขกับไม่มีความสุข คือ ระยะเวลาที่จะไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ คนที่มีความสุขค่อยๆ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไปถึงเป้าหมาย ขณะที่คนที่ไม่มีความสุขมักไม่ค่อยยืดหยุ่นกับแผนการไปถึงเป้าหมาย และมักหาทางจัดการกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างทางไปสู่เป้าหมายไม่ได้

6.มองอนาคตข้างหน้าว่าน่ากลัวและน่าวิตก : คนที่มีความสุขมักเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ฝันกลางวันถึงสิ่งที่อยากจะเป็นในอนาคต ขณะที่คนที่ไม่มีความสุขมักไม่เหลือพื้นที่ในหัวให้คิดถึงสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้น เพราะเขาอัดแน่นอนาคตของตัวเองด้วยความกลัวและวิตกกังวล

7.ทุกบทสนทนาเต็มไปด้วยการนินทาและพร่ำบ่น : คนไม่มีความสุขมักใช้ชีวิตอยู่กับอดีต และมักนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ รวมทั้งชอบเอาเรื่องของคนอื่นมาพูดลับหลัง ขณะที่คนที่มีความสุขอยู่กับปัจจุบันและสิ่งที่วาดหวังในอนาคต พวกเขาจะตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ และรู้สึกชื่นชมกับสิ่งที่กำลังจะเป็นไปในอนาคต

 

เสน่ห์ในดินแดนที่เท้าย่ำ พงษ์พรรณ เกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412024

เสน่ห์ในดินแดนที่เท้าย่ำ พงษ์พรรณ เกษา

โดย…นกขุนทอง ภาพ Umkesa

หลายคนมีความฝันอยากเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่เฉียดใกล้ฝันนั้นเลย เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสได้ทำอย่างที่ต้องการเมื่อชีวิตยังมีข้ออ้างนู้นนี่อีกเยอะ แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ พงษ์พรรณ เกษา เพียงคำว่า “เปิดโลก” ก็พลิกเส้นทางชีวิต จากพนักงานออฟฟิศ ไปสู่แดนแดนใหม่ทั่วทุกมุมโลก เขาได้ก้าวเท้าออกจากจุดจำเจไปสู่ที่ใหม่ๆ กว้างใหญ่ไพศาล พบเจอความมหัศจรรย์สวยงามทั้งธรรมชาติ ผู้คน วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม แปลกตา ตื่นใจ ตระหนกตกใจก็มี เพราะบางดินแดนที่เขาย่ำเท้าเข้าไปนั้น ล้วนแล้วแต่มีเสียงปืน ระเบิด ภูเขาไฟ หิมะถล่ม ฯลฯ มันเป็นดินแดนอันตราย! แต่มันก็มีเสน่ห์ที่เขาไม่พรั่นพรึง

ก้าวแรก…ออกไปรู้จักโลก

พงษ์พรรณประกอบอาชีพทัวร์ลีดเดอร์ ไม่ใช่แบบมือถือธงเดินโบกเรียกลูกทัวร์ที่เดินตามกันเป็นพรวน แล้วตะโกนบอกลงๆๆๆ ขึ้นรถๆๆๆ ไวๆๆๆ เดี๋ยวไม่ทันที่นั้นที่นี้ปิด แต่เขารับนำทัวร์แบบแบ็กแพ็ก โปรแกรมแปลกๆ ไม่เน้นช็อปปิ้ง ชมเมืองบ้าง แต่ออกแนวลุยมากกว่า เช่น ขี่อูฐกลางทะเลทราย นอนในแคมป์ ขับรถเที่ยวในต่างแดน ปีนเขา เดินป่า ฝ่าดงปืน อันหลังนี้ไม่ได้ตั้งใจไปแต่มักเป็นเซอร์ไพรส์ระหว่างทริปอยู่บ่อยๆ

ท่องเมืองอโยธยา อินเดีย

 

 

“เมื่อก่อนทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทต่างประเทศ เรียนจบคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชอบเที่ยวเป็นปกติอยู่แล้ว ทำงานประจำถึงเย็นวันศุกร์ก็ออกต่างจังหวัดไปเดินป่า กลับมาเช้าวันจันทร์ทำงานเป็นแบบนี้ทุกอาทิตย์ครับ การออกไปเที่ยวคือการพักผ่อนไปทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข ทีนี้มีช่วงหนึ่งรู้สึกว่าไม่แฮปปี้กับงานที่ทำ เงินดีก็จริงแต่ว่างานหนัก ก็ลาออกแล้วไปอยู่เกาะพีพี ไปเช่าบังกะโลอยู่เป็นปี แล้วชีวิตก็เปลี่ยนครับ”

เขาละทิ้งชีวิตในเมืองไปกินอยู่แนบชิดธรรมชาติ หลีกเร้นห่างไกลผู้คน ณ หาดรันตี เป็นอีกหาดที่เงียบสงบบนเกาะพีพีเมื่อ 7 ปีย้อนหลัง 1 ปีที่เขาได้ใกล้ชิดธรรมชาติ แล้วได้แลกเปลี่ยนเปิดโลกทัศน์กับนักท่องเที่ยวขาลุย ดวงใจของเขาเต้นแรง ดวงตามองเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นดินแดนอันไกลโพ้นที่ไม่เคยไป เขารู้สึกลิงโลดอยากไปสัมผัสมัน ณ บัดนั้นเลย

เมืองออชา อินเดีย

 

“หาดนี้ต้องเดินข้ามเขาไปถึงเจอ มีบังกะโลไม้ไผ่ 16 หลัง คนน้อย อยู่กันแบบครอบครัวง่ายๆ แขกมาพักเป็นชาวต่างชาติที่ชอบการท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ แบ็กแพ็ก แล้ววันหนึ่งบังกะโลถูกเปลี่ยนเป็นรีสอร์ท 5 ดาว ผมย้ายออก แล้วก็เที่ยวไปเรื่อยๆ แบ็กแพ็กไปพม่าคนเดียว อยู่จนวีซ่าหมด เที่ยวไปจนเงินหมด แล้วมีเพื่อนเป็นสตาฟฟ์ทำทัวร์แนวที่ผมทำอยู่นี้เขาชวนก็ลองทำดู ทริปแรกคือพม่า ไปแล้วก็โอเค ถูกจริต เพราะถ้าให้ไปทัวร์ช็อปปิ้งเสิ่นเจิ้นอะไรอย่างนี้คงไม่ใช่ครับ ก็ทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้จะ 7 ปีแล้ว ไปมาประมาณ 42 ประเทศ ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา มีบางทริปผมไปสำรวจก่อน บางทริปก็ไปลุยพร้อมกันเลย เรียกว่าทริปสำรวจ ลูกทัวร์จ่ายค่าทัวร์ถูกหน่อย คือทุกอย่างเราแพลนแล้วล่ะ เรารู้ว่าจะไปไหนบ้าง แต่อาจจะไม่รู้ว่าไปเจอกับอะไร เรียกว่าโปรแกรมยังไม่สมบูรณ์ ที่ผมเลือกทำงานเป็นฟรีแลนซ์เพราะว่าเราได้เลือกรับงานที่เราทำแล้วมีความสุขได้ จะมีคิดโปรแกรมอะไรทุกอย่างเหมือนเราไปเที่ยวเอง แต่ต่อให้เป็นทัวร์ลุยก็จริงผมก็ยังต้องดูแลลูกค้า แล้วเวลาออกทริปติดกันนานๆ ผมก็จะมีหยุดพักบ้าง อาจเป็นเดือนแต่ช่วงที่หยุดพักผมก็ออกเดินทางไปปีนเขา เราต้องการของเราล่ะโดยที่ไม่จำเป็นต้องดูแลใคร”

ไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวได้ไปเยือนไปชมประเทศต่างๆ แต่ทุกๆ แห่งหนที่พงษ์พรรณได้ย่ำถึง เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ เติบโต

พลังแห่งศรัทธา

 

“ถ้าเรายังทำงานประจำ อยู่ตรงนี้ก็ได้เห็นตรงนี้ แต่ถ้าเรากล้าออกไปที่ต่างๆ เห็นโลกได้กว้างขึ้นยิ่งนับวันคือมันไม่รู้จบครับ ผมไม่ค่อยอ่านหนังสือ ผมเชื่อว่าชีวิตต้องเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง เหมือนที่ผมตัดสินใจลาออกจากงานไปอยู่เกาะ ตรงนั้นมันก็เปลี่ยนเลยครับ คือเราได้รู้จากฝรั่งจากทั่วมุมโลก ผมก็มองว่าเอ๊ะ เขาทำแบบนี้ได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราออกเดินทางมากขึ้น กว้างขึ้น”

ชีวิต ศรัทธา (เปิด) หัวใจ

เดินทางมาหลายประเทศ แต่ทริปที่ตราตรึงในความทรงจำของพงษ์พรรณที่สุด คือ อินเดีย ในช่วงเทศกาล กุมภเมลา 2013 (Kumbh Mela 2013) ณ เมืองอัลลอฮาบาด (Allahabad) พงษ์พรรณเคยไปอินเดียหลายครั้งแต่เส้นทางนี้ยังไม่เคยไป ในคราแรกฉงนในผู้คนมากมายที่หลั่งไหลดั่งสายน้ำมา ณ ที่นี้แห่งนี้ แต่ตลอดทริปนี้เขาได้เห็นด้วยตาแล้วสัมผัสได้ด้วยใจถึงพลังแห่งศรัทธาของผู้คน

ลาดักห์

 

“ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจไป แต่เพื่อนเป็นช่างภาพอยากไปถ่ายสารคดี เทศกาลนี้ผมได้ยินผ่านๆ ไม่ได้สนใจ เป็นเทศกาลมีคนมากที่สุดในโลก คนอินเดียนับถือศาสนาฮินดูมารวมกันแล้วลงอาบแม่น้ำคงคา ตรงนั้นเขาเรียกว่าสังคัม (Sangkum) เป็นจุดที่แม่น้ำคงคากับแม่น้ำยมุนาบรรจบกัน อีกสายหนึ่งคือแม่น้ำสรัสวดี (แม่น้ำที่อยู่ใต้ดิน) ถือว่าเป็นจุดศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เดินทางไปก็ยากคนเยอะมาก เทศกาลมี 2 เดือน แต่ว่าหลักๆ คือช่วงเดือน ก.พ. วันที่คนเยอะที่สุด 10 ก.พ. มี 36 ล้านคน ผมตามเพื่อนไปปักหลักตั้งแคมป์อยู่ 2 อาทิตย์

แต่ละเต็นท์มีนักบวช ชีเปลือยทาตัวด้วยขี้เถ้าไว้หนวดเครายาวแล้วก็ทรมานตัวเอง บางคนนอนบนหนาม บางคนเอามีดมาตัดอวัยวะเพศชาย มีแบบนี้เยอะ พวกนี้สูบกัญชา เขาบอกว่าสื่อถึงพระศิวะได้ ก็ดูแปลกๆ เราไม่เข้าใจ ผมไปหลายวันก็สังเกตการณ์เห็นแบบนี้ทุกวัน ตอนแรกเพื่อนบอกจะลงแม่น้ำคงคา ไอ้เราก็คิดว่าแม่น้ำคงคามีทั้งศพขยะคือมันดูสกปรกในความคิดเรา ผมบอกเลยยังไงก็ไม่มีทางลงไปเหยียบน้ำแน่นอน อีกอย่างอยู่ในงานเห็นทุกอาชีพอยู่ในนั้น มันเหมือนเป็นเฟสติวัลของชีวิตเลย

 

ผมนั่งรถตุ๊กตุ๊กจากที่พักไปจุดแม่น้ำ แต่มีวันหนึ่งคนแน่นมากต้องเดิน 10 กม. เป็นจุดพีกมากๆ คือคนลงไปอาบน้ำแค่เราเห็นก็รู้สึกไม่ค่อยดี เราเห็นก็ไม่เข้าใจตรรกะที่ต้องลงมาอาบน้ำแล้วจะหลุดจากการเวียนว่ายตายเกิดอะไรอย่างนี้ แต่สิ่งที่เห็นคือศรัทธาของคนที่นั่นสุดยอดมาก ผมเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เห็นแม่จับลูกจุ่มลงน้ำลูกก็ร้องไห้เพราะหนาว แต่แม่ก็ยังจับจุ่มน้ำเหมือนอยากเอาน้ำศักดิ์สิทธิ์สัมผัสตัวลูก สักพักหนึ่งผมก็เดินไปเจอคุณยายบริกรรมคาถาอะไรไม่รู้แล้วล้มลงแม่น้ำเฉยเลย แล้วแกก็ลุกขึ้นมาใหม่ ผมรู้สึกว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงมีความเชื่ออะไรขนาดนั้นกับแม่น้ำสายนี้ แต่ก็ไม่เท่าไหร่จนเดินไปอีกสักพัก สิ่งที่เห็นคือ คนที่ขึ้นมาจากน้ำเขาไม่มีขา เราก็เฮ้ย เขามาได้ยังไงถึงจุดนี้ เรามีขาเดินฝ่าฝูงชนมาก็ยากแล้ว ตอนนั้นผมไม่ได้ถ่ายรูปเพราะสติไม่อยู่แล้ว ผมน้ำตาไหล ปกติผมไม่เซนซิทีฟอะไรขนาดนั้น จากที่เราไม่รู้สึกอะไร กลายเป็นว่าเราอินกับความศรัทธาของเขา แล้วจู่ๆ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นผมก็อยากลงน้ำ อยากไปสัมผัสพระแม่คงคา พอลงไปไม่รู้ว่าต้องทำยังไง คิดได้อย่างเดียวคือเราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่า เวลาลอยกระทงขอขมาพระแม่คงคา แต่สิ่งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นจากตรงนั้นคือ ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย สมองมันโล่งแบบไม่เคยเป็นมาก่อน มันแจ่มใส มันบริสุทธิ์ยังไงไม่รู้

อีกเหตุการณ์ระหว่างเดินบนสะพานคนเบียดกันมาก เราก็เห็นจุดหนึ่งว่าง ก็คิดโมโหว่าทำไมไม่ไปเดินตรงนั้นมาเบียดทำไม คือคนเยอะถ้าล้มลงนี่โดนเหยียบตายได้ พอผมเดินไปถึงจุดที่มองเห็นว่าว่าง เป็นยายหลังค่อม โหตอนนั้นน้ำตาผมไหลเลยครับ เราปล่อยให้ตัวเองโมโหแล้วจิตเราต่ำสุด สิ่งที่เราเจอคืออะไร นั้นชีวิตหรืออะไร จิตใจเราเป็นอะไร ขณะที่เราร้อน เราด่าเกรี้ยวกราด เราลืมมองอีกด้านหนึ่งว่า นี่คือ ศรัทธาของคน ความบริสุทธิ์ เมื่อตะกี้เราปล่อยให้ภาวะอารมณ์เข้ามาครอบงำ จุดนี้ผมได้เรียนรู้แล้ว”

อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์

 

สงคราม ความงาม เสน่หา

ไปมาร้อยแปดเจ็ดย่านน้ำ แต่ละหนแห่งล้วนมีประวัติศาสตร์ ธรรมชาติที่มหัศจรรย์ หากบ่อยครั้งในการเดินทางไปสู่ดินแดนที่งดงามต้องเฉียดใกล้ความตาย แต่ถามว่าพงษ์พรรณกลัวไหม ตอบว่า กลัว ถามว่าเข็ดไหม ตอบว่า ไม่ เขากลับคิดอีกมุมว่า นั้นคือชีวิต คือการเรียนรู้ แล้วจะมีสักกี่ครั้งกันที่เขาจะโชคร้ายเจอเหตุการณ์อันตรายเหล่านั้น แต่ผลก็ออกมาแล้วว่า บ่อยครั้งทีเดียว

“ทริปแคชเมียร์ (อินเดีย) เดือน ก.ค. 2553 ตรงนั้นเป็นชายแดนอินเดียกับปากีสถาน แคชเมียร์เป็นดินแดนที่สวยมาก มีสงครามกลางเมือง แต่นักท่องเที่ยวไม่ลดลงเลย เพราะมันสวยมากกว่าความกลัว ทริปนั้นเราไปลาดักห์ มีลูกทัวร์ 20 คน ไปทะเลสาบดาล ขากลับไปแคชเมียร์รถติดมาก คนพื้นที่บอกมีแก๊งปาหิน เราไปนอนบ้านนอกเมือง ได้ยินเสียงปืน เห็นควันโขมง เขาบอกว่าเราไปไหนไม่ได้ ได้แค่พายเรือตรงนี้ ในเมืองไม่ปลอดภัย มีการยิงเกิดขึ้น แต่วันรุ่งขึ้นเราต้องบินไฟลต์บ่ายสอง ทางไปสนามบินผ่านเมืองศรีนาคา ไม่มีรถคันไหนกล้าไปส่ง ขอความช่วยเหลือจากสถานทูตอินเดีย เขาบอกจะมาช่วย ก็มีรถออกไปส่งแต่ต้องไปตีสี่ ช่วงเขาทำละหมาดจึงจะปลอดภัย ผมเครียดมาก แต่ต้องบอกความจริงลูกทัวร์ทุกสถานการณ์ ลูกทัวร์ก็เข้าใจคุยกันเฮฮาได้อยู่ แต่ช่วงรถผ่านเมืองคนขับชะลอรถ ทุกคนนั่งนิ่งเงียบมาก คือมีความกดดันอยู่ลึกๆ ครับ ถึงหน้าสนามบินมีขดลวดหนามเขาก็ยังไม่ให้เข้า ถนนมีอึเต็มไปหมด เมื่อไม่กี่วันเราเพิ่งผ่านถนนที่สวยมาก คือถนน Khardung La Pass เป็นถนนที่สูงสุดในโลกอยู่ที่เมืองลาดักห์ แต่วันนี้เรามายืนข้างกองอึ แล้วมีป้าย Welcome To Our Paradise On Earth ก็กลายเป็นเรื่องฮาในทริปได้ครับ”

แคชเมียร์ความงามกลางสงคราม

 

ในนาทีที่เจอกับความไม่แน่นอน ความกังวลความกลัวเกิดขึ้น แต่ถึงแม้ดินแดนไหนมีอันตรายซ่อนเร้นอยู่ หากยังมีความงามน่าค้นหา ผู้คนมีไมตรี นั้นก็เพียงพอเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้เขาไป

“การเป็นไกด์เราต้องแก้ปัญหาให้เป็นด้วย ถามว่ามีประเทศไหนปลอดภัย 100% ไม่มีหรอก แต่เราต้องรู้ ตื่นตัวตลอดเวลา ประเทศปากีสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่ผมชอบมาก มีข่าวระเบิดบ่อยๆ แต่เขาก็อยู่กันปกติ คนปากีสถานน่ารัก ไปไม่กลัว ธรรมชาติที่นั้นบริสุทธิ์มาก ผมเชื่ออย่างหนึ่ง ต่อให้ประเทศนั้นสวยงามแต่คนไม่น่ารักไม่มีน้ำใจผมก็ไม่ไป”

พบเช้างามหลังเฉียดตาย

 

ทริปอเมริกาใต้ ในปี 2555 เป็นอีกทริปที่พงษ์พรรณเจอเหตุการณ์ทำให้พรั่นสะพรึง เพราะไม่คาดฝันว่าจะเจอภัยใกล้ตัวขนาดนี้ ทริปนั้น 26 วัน เขาไปเยือน เปรู โบลิเวีย ชิลี อาร์เจนตินา บราซิล

“ตอนที่เราอยู่ชิลีมีเหตุการณ์ประท้วง เขาเดินถือป้ายดูร่าเริงดี ไม่รู้สึกน่ากลัว หรือจะมีเหตุการณ์อันตรายรุนแรง เพราะที่อเมริกาใต้มีการประท้วงเยอะมาก ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เราก็ถ่ายรูปกัน สักพักมีตำรวจมาสลายการชุมนุม คนก็วิ่งเหตุการณ์เริ่มชุลมุน เรามาหลบในตลาดปลา แล้วตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้ามา เป็นครั้งแรกที่เจอแก๊สน้ำตา นั่งน้ำตาไหล แล้วไปอาร์เจนตินาเขาก็ชุมนุมยึดทั้งประเทศ สายการบินก็งดบิน เราต้องนั่งรถสองพันกิโลเพื่อนั่งไปเมืองหลวงอาร์เจนตินา ระหว่างทางเงียบมาก คนขับก็กังวลว่าปั๊มน้ำมันจะปิดไหม แต่ทริปนั้นก็ผ่านมาได้ ตอนเจอก็โคตรเครียดเลย แต่ที่ผ่านมาได้ก็จากความร่วมมือกับน้ำใจของทุกคน”

 

เป้าหมายที่เฉียดใกล้ความตาย

ยิ่งสูงยิ่งหนาว คงเป็นคำท้าทายสำหรับพงษ์พรรณ เพราะการปีนเขาเป็นอีกกิจกรรมโปรด แม้จะทรหด เส้นทางวิบาก ผ่านวินาทีความเป็นความตายมาแล้วแต่เขาก็ไม่เข็ด ไม่ว่าจะเป็น ยอดเขาฟานซีปัน (Fanxipan) ประเทศเวียดนาม ระดับความสูง 3,143 เมตร เขาก็ไปพิชิตมาเมื่อปี 2549 ยอดเขากีนาบาลู (Kinabalu) ประเทศมาเลเซีย ระดับความสูง 4,095 เมตร เมื่อปี 2551 ไปเทรกกิ้ง Annapurna Base Camp ประเทศเนปาล ระดับความสูง 4,130 เมตร ครั้งแรกเมื่อปี 2552 ติดใจไปซ้ำในปี 2553 สูงสุดในชีวิต ที่ Kala Patthar ระดับความสูง 5,645 เมตร หิมาลัย เนปาล บนเส้นทางเดินเทรกกิ้ง Gokyo Ri-Chola Pass-Everest Base Camp ใช้เวลา 17 วัน เมื่อปี 2554 และล่าสุด เมื่อปี 2558 การเดินรอบภูเขา Manaslu Circuit (ภูเขาที่สูงเป็นอันดับ 8 ของโลกในเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล) และหุบเขา Tsum Valley ระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร ภายใน 22 วัน

“ทริปเดินรอบภูเขา Manaslu Circuit และหุบเขา Tsum Valley ผมไปกับน้องผู้ชาย สภาพอากาศตอนนั้นแปรปรวนมาก เราไปหน้าร้อนหิมะไม่ควรเยอะแต่ดันเยอะ Larke Pass คือจุดสูงสุดของเส้นทางนี้ก็ถูกหิมะปกคลุมทางปิด ผมก็เดินแยกไปอีกทางเพื่อไปซุม วัลเลย์ ติดชายแดนทิเบต เดินถึงจุดหนึ่งไกด์ให้เรากลับที่พักเพราะถ้าบ่ายพระอาทิตย์ส่องหิมะจะถล่มระหว่างทาง แต่เราอยากไปวัดต่อก็ให้ไกด์รอเฝ้าของอยู่ข้างล่าง เดินไปหิมะเยอะมากขาก็จมแล้วเดินๆ ไปก็เริ่มคิดเราไม่รู้ว่าข้างล่างคืออะไร ก็เลือกเดินตามรอยเท้าจามรี มันมีน้ำหนักมาก มันเดินได้คนก็เดินได้ แล้วเราก็รีบเดินลงให้เร็วที่สุด ได้ยินเสียงหิมะถล่มไล่หลังจริงๆ อยู่ไกลแต่เสียงดังมากเหมือนเสียงฟ้าผ่า

พิชิตภูเขาไฟรินจานี

 

อีกวันเราเจอทีมนักปีนเขาชาวสวิส เราต้องเดินตั้งแต่ตีสอง ไกด์เราไม่ค่อยมีประสบการณ์ เราอาศัยเดินตามรอยเท้ากลุ่มใหญ่ ตามแสงไฟฉาย ปกติต้องใช้เวลาเดิน 12 ชม. ถ้าไม่มีหิมะ แต่วันนั้นเราเดินเกิน 16 ชม. แล้วหิมะตกหนักมาก ความสูงประมาณ 5,000 น้องที่ไปด้วยเริ่มหายใจลำบากเพราะออกซิเจนน้อย เดินจนฟ้าใกล้สว่างก็ยังไม่ถึงจุดสูงสุด เราได้เจอแหม่ม 2 คนเดินตามรอยกลุ่มใหญ่เหมือนเรา คนหนึ่งเขารู้สึกจะตาย เขาแพ้ความสูง ภาวะขาดออกซิเจน วิธีที่ผมเรียนรู้มา แล้วเคยทำก็เลยบอกว่าเดินลง เดินลงยิ่งต่ำจะดีขึ้น ตอนนั้นเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับก็ไม่ได้ไม่มีลานจอด อากาศไม่ดี ขมุกขมัว หิมะขาวโพลน กะระยะเวลาไม่ถูก โชคดีของแหม่มทีมสวิสมีหมอมาด้วยก็ฉีดไวน์เข้าร่างกายเขาก็ฟื้น

ผมกับน้องเดินต่อไป เราใส่แว่นดำยังมองจ้าไปหมด ต้องมองให้แน่ใจว่าเหวหรืออะไร ถ้ารู้โหดขนาดนี้ผมไม่ไป ถอดถุงมือดูเล็บ เล็บเป็นสีม่วง เวลาเราเดินขึ้นที่สูงก็ต้องรีบลงให้เร็วที่สุด หิมะก็เริ่มตกรอยเท้าก็หาย เหลือเราสองคนรั้งท้าย ขาขึ้นไม่เท่าไหร่ ขาลงยากเพราะมันชัน ต่างคนต่างช่วยกันดูก็คลำทางกันไปเรื่อย สไลด์ลงให้เร็วที่สุด สัญลักษณ์ที่รู้ว่าไม่หลงคือมีเสาสีดำปักอยู่เป็นระยะ เราเจอเสาต้นหนึ่งก็ต้องมองหาเสาต้นต่อไป แล้วต้องเล็งทางว่ามันคือเหวหรืออะไร ขาจมในหิมะเดินก็ยาก ผมมีไม้เท้าอันเดียว พอลงสไลด์มันเร็วมากไม่มีมีอะไรรั้งเหมือนเสียหลัก ผมเบรกแล้วเบี่ยงตัวล้ม ไม้เท้าหักแล้วจุดที่ผมหยุดทันอยู่ใกล้เหวนิดเดียวเอง ตอนนั้นเหมือนรอดตายหวุดหวิด สักพักน้องเดินผิดปกติ ภาวะขาดน้ำตาลก็ให้กินฝอยทองกรอบให้มีพลัง ผมปลอบว่าเราเห็นรอยจามรีแล้ว มีหมู่บ้านอยู่ข้างหน้า แต่มันก็เดินไปไม่ถึงสักที หิมะคลุมขาวไปหมด เดินขาติด จนผมนึกว่าเราจะมาตายกันตรงนี้ไหม แต่ก็ฮึดเดินๆๆจนเจอป้าย Ponker Lake อีกไม่นานก็จะถึงหมู่บ้าน Bimthang ที่เราจะไปนอนแล้ว

พม่าเมืองนอนที่ 2 ในชีวิต

 

พอตอนเช้ามาฟ้าใสมาก เหมือนป่าในเทพนิยาย คนละเรื่องกับเมื่อวานเลย สวยมาก ทริปนี้เดินยากที่สุดของการเทรกกิ้งที่เนปาลเลย แต่มันคุ้มมาก ตอนเดินทะเลาะกันชิบหายแต่ได้มิตรภาพกลับมา ได้เห็นความเป็นความตาย ถ้าเรายอมแพ้ไม่เดินต่อเราตายแน่ แต่เราสู้ ตอนนั้นมันเกินคำว่ากลัว เหมือนความรับผิดชอบด้วยเพราะเราต้องพาน้องไปให้รอด”

พงษ์พรรณให้เหตุผลที่ชอบปีนเขาว่า “เหมือนได้อยู่กับตัวเอง ภูเขาใหญ่มหึมา เราตัวเล็กนิดเดียว แต่มันอยู่ที่ใจจริงๆ ที่เราค่อยๆ เดินไต่มันขึ้นๆ ไป”

ภูเขาไฟรินจานี (Rinjani) สูง 3,726 เมตร เป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย ยังมีการปะทุอยู่เป็นระยะๆ พงษ์พรรณไปถึง 2 ครั้ง รอบแรกปี 2552 แต่ไม่สามารถพิชิตยอดเขาได้เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกแล้ว เพราะภูเขาไฟปะทุรุนแรง ลาวาไหลเยิ้มเปลี่ยนสีทะเลสาบสีเขียวกลายเป็นสีเหลือง ผิวกายสัมผัสความร้อนไม่สามารถเดินต่อไปได้ แม้ครั้งนั้นเขาเลือกหันหลังกลับ แต่ในปี 2556 เขาก็กลับไปพิชิตยอดภูเขาไฟรินจานีได้สำเร็จ

 

“ผมไปโดยไม่เช็กข่าว ผมขึ้นเขาไป 8 ชม. นอนอยู่บริเวณริมทะเลสาบรอบปากปล่อง ไปถึงภูเขาไฟปะทุปล่องภูเขาไฟมีลูกไฟเล็กๆ มันปะทุตลอด ดูคล้ายดอกเห็ด แล้วลาวาไหลลงทะเลสาบ เรามองเห็น เราไปต่อไม่ได้เพราะยอดปล่องใหญ่สูงสุดอยู่อีกฝากหนึ่ง เราต้องลงไปใกล้อันเล็กซึ่งอันเล็กมันปะทุมาก เห็นแค่นั้นก็ตื่นเต้นมากแล้วครับ ยิ่งเวลากลางคืนเห็นแสงลาวาเหลืองชัดมาก พอเราลงกลับมาทางการเขาก็ประกาศภาวะเสี่ยงภัย

สำหรับผมภูเขาไฟรินจานีปีนยากสุด เพราะเหนื่อยกว่าเอเวอร์เรสต์เบสแคมป์ พราะวันปีนไปยอดต้องขึ้นเวลาตี 3 เดินยากเพราะเป็นดินภูเขาไฟร่วนๆ เดินขึ้นก้าวก็ลื่นไหลลง ทรายเข้ารองเท้ามันก็หน่วงยกก้าวเท้าลำบาก เดินเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แต่พอไปถึงก็คุ้มค่า ถ่ายรูปกับป้ายแล้วเดินลง ตี 3 ยันบ่าย 3 สุดๆ ครับ”

สำหรับผู้ชายคนนี้เขาเลือกแล้วว่า การออกไปยังที่ต่างๆ คือการนำชีวิตไปใช้ และได้พบชีวิตใหม่ทั้งของตัวเองและผู้อื่น เขาได้เรียนรู้หลายอย่างจากเจ้าถิ่น สัมผัสได้ในน้ำใจอันงดงามของเพื่อนมนุษย์ที่มีไม่แพ้ความงามของธรรมชาติเลย เขาได้เห็นโลกกว้างและใจได้สัมผัสในหลายสิ่งหลายอย่าง ถามว่าพอหรือยัง ยังหรอก เขายังมีลมหายใจ เขายังมีเส้นทางให้ไปได้อีก และเขาไม่พรั่นพรึงต่อสถานการณ์ใดๆ สิ่งหนึ่งที่เขายึดมั่นก็คือ เมื่อคิดดีทำดีเขาก็หวังจะได้พบปะสิ่งดีๆ เช่นกัน

 

ย้อนรอยไต้หวัน ทำไมคล้ายญี่ปุ่นจัง และสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 11:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/412009

ย้อนรอยไต้หวัน ทำไมคล้ายญี่ปุ่นจัง และสัมพันธ์ระหว่างแผ่นดินใหญ่

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

สำหรับหลายคนเมื่อได้ฟังข่าวไต้หวันไม่ยอมรับการเป็นส่วนหนึ่งของจีน หรือการได้ไปเที่ยวไต้หวันแล้วตกตะลึงว่านี่มันญี่ปุ่นที่ผู้คนใช้ภาษาจีนชัดๆ ก็เหมือนการอุทานไปกับการดูคลิปซึ่งถ่ายทำได้แต่เหตุการณ์ครึ่งหลัง โดยไม่ทันได้รับรู้เหตุการณ์ความเป็นไปในช่วงแรก

แน่นอน อารมณ์เราจึงผูกพันกับความสมเหตุสมผลและการสร้างอารมณ์ร่วมให้น่ารัก น่าเห็นใจ หรือน่าหมั่นไส้ของแต่ละฝ่ายในคลิปครึ่งหลัง แต่เมื่อกล้องวงจรปิดฉายภาพเหตุการณ์ก่อนหน้า อารมณ์อาจพลิกกลับไปกลับมาเป็นน่าเห็นใจทั้งคู่ น่าหมั่นไส้ทั้งคู่ หรือเจ๊ากัน

ไต้หวันเป็นเกาะประมาณ 3.6 หมื่นตารางกิโลเมตร (1.75 เท่าของโคราช) อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เหนือขึ้นไปมีเกาะคิวชู ใต้ลงมามีฟิลิปปินส์

มีหลักฐานว่ามีมนุษย์ตั้งรกรากที่นี่ตั้งแต่ 5 หมื่น ถึง 1 หมื่นปีที่แล้ว ซึ่งก็ไม่ประหลาด เพราะอยู่ห่างจากแผ่นดินไม่ถึง 200 กิโลเมตร นักเดินทางจากฝั่งแผ่นดินพอจะเดินทางมาตั้งรกรากได้ หรืออาจมาทางหมู่เกาะฟิลิปปินส์ได้เช่นกัน (หลักฐานการตั้งรกรากของมนุษย์ในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ก็อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นปีที่แล้ว)

หรืออาจจะมาจากทั้งฝั่งแผ่นดินและฝั่งเกาะก็ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับยุคนี้กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าชาวเกาะพื้นเมืองดั้งเดิมในไต้หวัน มีชาติพันธุ์ไปทางชาวเกาะแบบฟิลิปปินส์ ใครเคยมีเพื่อน เคยไปเที่ยว หรือเคยดูซีรี่ส์ไต้หวันจะพบว่า มีคนหน้าตาคล้ายคนฟิลิปปินส์ (ซึ่งก็คล้ายๆ คนไทย) เป็นชาวไต้หวันโดยกำเนิด

ถึงตอนนี้เราจะไม่รู้ว่าใครไปตั้งรกรากก่อนเมื่อหลายหมื่นปีที่แล้ว แต่ระยะต่อมาทั้งชาวแผ่นดินและชาวเกาะ ก็ค่อยๆ ทยอยไปตั้งรกรากที่เกาะนี้

ตัวตนของเกาะไต้หวันก็เหมือนตัวตนของอีกหลายดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่งปรากฏตัวจริงจังในสมัยล่าอาณานิคม

ปี ค.ศ. 1517 นักเดินเรือชาวโปรตุเกสแวะมาตั้งชื่อให้กับเกาะนี้ว่า เกาะฟอร์โมซา (Formosa) แปลว่าเกาะสวยงาม โดยไม่ได้เข้ามารุกรานเกาะนี้แต่อย่างใด… ผ่านมาตั้งชื่อให้เฉยๆ

ไม่ถึงร้อยปีถัดมา (ค.ศ. 1624) ชาวดัตช์ก็เข้ายึดเกาะสวยงามนี้ไว้ และ 2 ปีถัดมาชาวสเปนก็เข้ามาแย่งชิงไป และชาวดัตช์ก็แย่งชิงกลับมาได้ในที่สุด (ค.ศ. 1641)

ฝ่ายปกครองจากแผ่นดินจีนคงยังไม่ได้สนใจเกาะนี้มากนัก ถ้าไม่เป็นเพราะศึกระหว่างราชวงศ์ชิงผู้ไล่ล่าเก็บกวาดราชวงศ์หมิงที่กำลังล่มสลาย บีบให้แม่ทัพเจิ้งเฉิงกงแห่งราชวงศ์หมิงต้องล่าถอยจากแผ่นดินใหญ่มาตั้งหลักที่นี่ เจิ้งเฉิงกงจึงเปิดศึกขับไล่ชาวดัตช์ออกไป (ค.ศ. 1662) ไต้หวันจึงกลายเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของราชวงศ์หมิง และเมื่อราชวงศ์ชิงกำจัดฐานที่มั่นนี้ได้ ในปี ค.ศ. 1683 ไต้หวันจึงกลายเป็นหนึ่งในเขตปกครองของรัฐจีนที่มีเพียงหนึ่งเดียวโดยสมบูรณ์ และเปิดเผย

สรุปว่าชาวตะวันตกเข้ายึดไต้หวันในช่วงที่ไม่ได้มีผู้คนมากมายนัก และเป็นช่วงสั้นๆ จึงฝากไว้แต่ป้อมปืนและปราการ และการกดขี่ตามภาษายุคล่าอาณานิคม

หลังรัฐจีนโบราณเข้ามาจนถึงยุคสมัยแห่งการพัฒนาตามโลกตะวันตก จึงได้วางรากฐานด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น วัดวา โรงเรียน ถนน โทรเลข และไม่ลืมป้อมปืน

ทั้งฝั่งใต้ (ฟิลิปปินส์) ฝั่งแผ่นดินทางตะวันตก (จีน) และฝั่งตะวันออกอันแสนไกล (ดัตช์, สเปน) ของเกาะไต้หวันล้วนได้แวะเวียนมาเกาะนี้แล้ว จะเหลือก็แต่ทางเหนือ “ญี่ปุ่น”

ความอ่อนแอของราชวงศ์ชิงและแนวคิดของญี่ปุ่นที่คิดจะยึดพื้นที่จีนเป็นอาณานิคม ทำให้ญี่ปุ่นเข้าครอบครองไต้หวันได้ในปี ค.ศ. 1895 และญี่ปุ่นยึดครองไต้หวันอย่างจริงจังไว้กว่า 50 ปี

50 ปีซึ่งหากขยันขันแข็งพอ จะสามารถลบล้างความทรงจำของคน Generation หนึ่งไปได้

ในยุคสมัยที่ต้องการขยายอิทธิพลแห่งลูกพระอาทิตย์ใต้บารมีแห่งพระจักรพรรดิ จึงได้ปลูกฝังทั้งรากวัฒนธรรม ภาษา พร้อมอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธไว้บนเกาะแห่งนี้

หลี่เติงฮุย อดีตประธานาธิบดีไต้หวัน ที่ใช้ชีวิตวัยเด็กในยุคสมัยนั้นเคยกล่าวไว้ว่า ตอนเขายังหนุ่ม “เขาคือคนญี่ปุ่น”

จะไม่ให้เป็นคนญี่ปุ่นได้อย่างไรเมื่อโรงเรียนสอนประวัติศาสตร์แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย และเด็กทุกคนต้องทำความเคารพต่อพระจักรพรรดิ

เขายังกล่าวอีกว่า “แต่ผมก็เป็นคนญี่ปุ่นที่ยังไงก็ไม่ใช่คนญี่ปุ่นอยู่ดี… ดังนั้นหากคนไต้หวันต้องการเป็นคนญี่ปุ่น เขาจะต้องเป็นญี่ปุ่นให้มากกว่าคนญี่ปุ่น”

ผู้คนบนไต้หวันจึงอยู่ใต้เงาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมา 50 ปี แล้วก็มาถึงยุคที่ชาวไต้หวันจะต้องกลับมา “เป็นคนจีนให้มากกว่าคนจีน”

ไต้หวันกลับคืนสู่จีนหลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 แต่ในแผ่นดินใหญ่ยังคงต่อเนื่องด้วยสงครามกลาง เมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคก๊กมินตั๋ง

สุดท้ายพรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้และถอยร่นจนต้องหลบหนีมาที่ไต้หวันคล้ายทัพของเจิ้งเฉิงกง ดีกว่าหน่อยที่มีพี่ใหญ่อย่างอเมริกาคอยปกป้องและคุ้มกัน พรรคก๊กมินตั๋ง พี่ใหญ่ และนานาประเทศที่กลัวภัยคอมมิวนิสต์ชี้กลับไปที่แผ่นดินใหญ่แล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บนแผ่นดินนั่นคือกองโจร ไม่มีสิทธิใดๆ ในการเป็นรัฐบาลจีน

เจียงไคเช็ก ผู้นำรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ไม่ได้ถอยร่นมาไต้หวันตัวเปล่า นอกจากเงินทองซึ่งเป็นทุนสำรองของจีนมากที่สุดเท่าที่จะขนมาได้ กับสมบัติในพระราชวังต้องห้ามกว่า 20 ลำเรือ ยังนำผู้คนถึง 1.5 ล้านคนข้ามมาด้วย และส่วนใหญ่คือทหาร พ่อค้า ปัญญาชน

จากนั้นทั้งฝั่งแผ่นดินใหญ่และฝั่งไต้หวันก็ลั่นกลองรบใส่กันมาอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายก๊กมินตั๋งตั้งมั่นว่าจะกลับไปยึดแผ่นดินใหญ่ให้ได้ ในขณะที่ฝ่ายแผ่นดินใหญ่ติดชนักกับสงครามเกาหลีซึ่งสุ่มเสี่ยงที่อิทธิพลอเมริกาจะเข้ามาประชิดตัวมากกว่า และประเมินกำลังของตัวเองว่ายังไม่เข้มแข็งพอที่จะต่อกรกับไต้หวันที่มีอเมริกาหนุนหลัง

แต่ยิ่งนานไปความหวังของไต้หวันก็ยิ่งริบหรี่ จีนแผ่นดินใหญ่เดินเกมในเวทีนานาชาติ ค่อยๆ หาพันธมิตรมารับรองความเป็นจีนเดียวในเวทีสหประชาชาติสำเร็จ ประกาศว่าจีนแผ่นดินใหญ่คือตัวแทนของรัฐจีน และต้องมีเพียงหนึ่งเดียว ส่วนไต้หวันต้องออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติไปในปี ค.ศ. 1971 เพราะเหลือชาติที่สนับสนุนให้ไต้หวันเป็นเอกราชได้ไม่มากพอ

เพราะไม่ว่าประเทศใดหากยอมรับไต้หวันเป็นเอกราช ก็อย่าหวังว่าจะมีสัมพันธ์อันดีกับจีนแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป

แต่ความล้มเหลวในเวทีสหประชาชาติเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนเดียวของประวัติศาสตร์ไต้หวัน หลังจากเจียงไคเช็กลงจากอำนาจ เจี่ยงจิงกว๋อ ผู้เป็นลูกได้ขึ้นปฏิรูปพรรคและปฏิรูปที่ดิน ทำให้ผู้คนและทหารที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ตั้งรกรากมั่นคงเป็นชาวไต้หวัน สร้างอุตสาหกรรม จนกลายเป็นเสือตัวที่ 4 แห่งเอเชีย ด้วยเพราะทรัพยากรมนุษย์และทุน วิสัยทัศน์และการโอบอุ้มจากอเมริกา กับความสัมพันธ์อันดีกับญี่ปุ่น ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ช่วงต้นยังวุ่นอยู่กับวิกฤตจากแนวคิดการเมือง เศรษฐกิจ สังคมในช่วงต้นของการสร้างชาติ

รัฐไต้หวันไม่คิดกลับไปยึดแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป ขอพอใจอยู่ที่ไม่โดนรุกล้ำเอกราชและอธิปไตย แต่จีนกลับยืนยันในจุดยืนเดิม คือไม่รีบร้อน จะอยู่อย่างนี้ต่อไปก็ได้ แต่ประกาศเอกราชเมื่อไหร่นั่นเทียบเท่าการกบฏ

จนมาช่วงหลังที่พละกำลังเศรษฐกิจของแผ่นดินใหญ่บีบพื้นที่ดิ้นของไต้หวันให้แคบลง ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐอาจลุ่มๆ ดอนๆ ขึ้นกับแนวคิดของผู้นำไต้หวันแต่ละคน แต่ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกลับยึดโยงกันแน่นขึ้น

ส่วนชาวไต้หวันส่วนใหญ่ แม้รู้สึกว่าตนเองใช้รากประวัติศาสตร์ร่วมกับจีน แต่มีวัฒนธรรม นิสัยใจคอ และวิถีชีวิตในปัจจุบันที่แตกต่างจากฝั่งแผ่นดินใหญ่ และเมื่อมีกระแสประกาศแยกตัวเป็นเอกราชทีไร ก็ต้องมานั่งชั่งใจ ระหว่างการเมืองในอุดมคติกับหมากการเมืองในความเป็นจริง

และคลิปในช่วงหลังเป็นอย่างไร ก็จะมีให้เห็นได้ทุกครั้งที่ประธานาธิบดีคนใหม่เริ่มเข้ารับตำแหน่ง

 

Coffee of Life ต่างวัย-ใจเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411905

Coffee of Life ต่างวัย-ใจเดียวกัน

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง

รสนิยมการนั่งดื่มกาแฟก็เหมือนกับรสนิยมการทานอาหาร บางคนเน้นคุ้มค่าเรื่องราคาและปริมาณ แต่บางคนมีความสุขไปกับการดื่มด่ำบรรยากาศและลิ้มลองในรสชาติทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าแทบทุกพื้นที่ในประเทศไทยมีร้านกาแฟใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย นั่นสะท้อนได้ว่า “ร้านกาแฟ” กำลังได้รับความนิยมและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในสังคม

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจร้านกาแฟที่มีการตกแต่งร้านด้วยรูปแบบหลากสไตล์ที่แตกต่างกันไป เพื่อดึงดูดความสนใจ ร้านกาแฟจึงกลายเป็นสิ่งที่นอกจากจะแสดงถึงความเป็นตัวตนของเจ้าของร้านแล้ว ยังบ่งบอกถึงรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของคนที่เข้ามานั่ง ซึ่งมุมมองในการเข้าร้านกาแฟของคนโสดและคนวัยเกษียณต่างก็มีทั้งในส่วนที่คล้ายและแตกต่างกัน

แรงบันดาลใจในร้านกาแฟ

อนวัช อนันต์ หรือ โต้ง หนุ่มมาดเซอร์ผู้หลงใหลในรสชาติกาแฟ เขาเป็น Handmade Leather Products ซึ่งทำส่งขายผ่านออนไลน์ โต้ง เล่าว่า โดยส่วนตัวเป็นคนชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว การเลือกร้านกาแฟจึงคำนึงถึงปัจจัยในเรื่องของรสชาติเป็นหลัก ส่วนราคาก็ต้องดูกันตามความเหมาะสมกับสไตล์และลักษณะของร้านนั้นๆ

วุฒิศักดิ์

 

“โดยส่วนตัวชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว การเลือกร้านเลยค่อนข้างจะซีเรียสในเรื่องของรสชาติกาแฟ เพราะเหตุผลหลักที่เข้ามาในร้านเราตั้งใจจะมากินกาแฟ รวมถึงบรรยากาศก็ต้องโอเคระดับหนึ่ง ถ้าบรรยากาศดี รสชาติดี เราก็อยากนั่งส่วนเรื่องราคาจริงๆ แล้วผมคิดว่ามันก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก”

นอกจากโต้งจะชื่นชอบการดื่มด่ำไปกับรสชาติและบรรยากาศในร้านกาแฟแล้ว เขายังใช้โอกาสจากช่วงเวลาตรงนี้สร้างไอเดียใหม่ๆ ให้กับงานของเขาอีกด้วย อนวัช เล่าว่า หลายคนอาจจะเสาะหาร้านกาแฟที่ขึ้นชื่อตามที่ต่างๆ เพื่อถ่ายรูปแล้วอัพลงในโลกโซเชียล แต่เขากลับใช้ช่วงเวลาจากตรงนี้เพื่อหาแรงบันดาลใจสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ให้กับตัวเอง

“การนั่งร้านกาแฟก็เหมือนกับการเสพงานศิลปะ แต่ละร้านก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ในร้านกาแฟนอกจากเราจะได้เสพรสชาติบรรยากาศแล้ว มันทำให้เราได้รู้จักคนมากขึ้น คือด้วยผมทำงานแฮนด์เมด มันต้องใช้ไอเดียในการออกแบบ ผมมักจะสังเกตคนที่เข้ามาในร้านเหล่านี้ เพื่อดูว่าสไตล์การแต่งตัวของแต่ละคนเป็นแบบไหน อย่างผมคิดจะทำกระเป๋าสะพายสักใบ ผมต้องมาศึกษาดูก่อนว่าเทรนด์การแต่งตัวเดี๋ยวนี้เป็นยังไง มันช่วยให้เราได้งานออกมาตรงตามกลุ่มเป้าหมายและความต้องการของตลาดมากขึ้น จุดประสงค์หลักในการนั่งร้านกาแฟของผมจึงไม่ใช่แค่นั่งดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่มันช่วยให้ผมเกิดไอเดียสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ออกมาด้วย” อนวัช กล่าว

อุดมศักดิ์ / จริยาวดี

 

วุฒิศักดิ์ เทิดบารมี Handmade Leather Products เล่าว่า เป็นคนดื่มกาแฟไม่เป็น แต่ชอบเข้าร้านกาแฟเพราะทำให้เราได้พบปะพูดคุยกับเพื่อน หรือบางครั้งก็อยู่กับตัวเองเหมือนเป็นการชาร์จแบตให้ตัวเองไปในตัว

“จุดมุ่งหมายในการเข้าร้านกาแฟของผมก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไป หาร้านนั่งชิลๆ คุยกันบ้าง ถ่ายรูปเช็กอินบ้าง หรือบางครั้งก็นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ เล่นคนเดียว ผมมองว่าร้านกาแฟสมัยใหม่ทุกวันนี้มันตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ เพราะมันไม่ได้มีแค่กาแฟอย่างเดียว มีเบเกอรี่มีแลนด์มาร์คให้คนได้ถ่ายรูป มีหนังสือ รวมถึงสัญญาณไว-ไฟ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานนอกเวลามากขึ้น ขณะเดียวกันทำให้เราได้ชาร์จแบตให้กับชีวิตไปในตัว”

ความสงบในมุมเงียบๆ

แม้ว่าจะยังไม่ได้อยู่ในวัยเกษียณ แต่มุมมองของ อุดมศักดิ์ โกมลวิลาศ สถาปนิกบริษัท คิดดี ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวและสั่งสมประสบการณ์ชีวิตมานับต่อนับ เล่าว่า ถ้ามีจังหวะที่เลือกได้ก็จะเลือกร้านที่มีบรรยากาศร่วมสมัย สบายๆ โดยเหตุผลที่เข้ามานั่งร้านกาแฟส่วนใหญ่ก็นั่งดื่มกาแฟมากกว่ามาถ่ายรูปเซลฟี่

 

“ด้วยวัยเราแล้วจะให้มานั่งถ่ายรูปเหมือนวัยรุ่นก็คงจะไม่ใช่ ผมมาเพื่อผ่อนคลายมากกว่า ส่วนใหญ่ที่มาก็จะมานั่งอ่านหนังสือ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า แล้วแต่ความเหมาะสมของช่วงเวลา แวะซื้อกลับไปกินข้างนอกก็มี เรื่องราคากาแฟ รสชาติก็มีส่วน ผมจะดูรสชาติก่อน ร้านไหนที่เราเคยชิน ก็จะเป็นชอยส์แรก แต่ถ้าเจอร้านใหม่ๆ ดูน่าสนใจก็น่าลอง เหมือนเป็นจุดพัก”

อุดมศักดิ์ มองว่า ร้านกาแฟในปัจจุบันไม่เพียงแต่มีการพัฒนาขึ้นเพื่อสนองต่อคนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังตอบโจทย์ให้กับกลุ่มคนในวัยมีอายุด้วย เพราะกลุ่มคนวัยนี้มักจะต้องการความสงบ หรือหาที่เงียบๆ นั่งคิดงาน อ่านหนังสือ ดังนั้นร้านกาแฟจึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของคนแทบทุกเพศทุกวัย

“ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามานั่งในร้านกาแฟ ก็มีจุดประสงค์คล้ายๆ กัน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในร้านกาแฟจึงไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก ด้วยอาชีพเราเป็นสถาปนิก มันต้องคลุกคลีอยู่กับสิ่งเหล่านี้ บ่อยครั้งเราจะพาลูกค้าไปดูไซต์งานในที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นร้านกาแฟ ความสวยงามของร้านมันไม่ใช่แค่สร้างบรรยากาศอย่างเดียวแล้ว แต่สะท้อนคาแรกเตอร์ที่เป็นของเจ้าของร้าน รวมทั้งมันทำให้คนที่มีอาชีพเป็นนักออกแบบได้มีคลังไอเดียที่หลากหลายมากขึ้น เสน่ห์ของศิลปะในร้านกาแฟมันอยู่ตรงนี้”

 

เช่นเดียวกับ จริยาวดี เลขะวัฒนะ อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ บริษัท คิดดี ซึ่งคลุกคลีอยู่กับวงการนักออกแบบมานาน จริยาวดี เล่าว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ดื่มกาแฟ แต่เหตุผลที่เข้าไปคิดว่ามันเป็นทั้งจุดพักและทำงานของเรา ถ้าไปต่างจังหวัดก็มักจะชอบไปนั่งตามร้านกาแฟสวยๆ มีดีไซน์ พอเจออะไรแบบนี้มันช่วยจุดประกายสิ่งใหม่ๆ ให้กับงานของเรามากขึ้น

“คนที่ชื่นชอบในงานดีไซน์ บางทีเขาอาจจะไม่ได้เรียนทางด้านออกแบบมา แต่ของพวกนี้มันเข้าถึงได้ง่าย ร้านดีๆ บรรยากาศสวยๆ ใครก็อยากจะเข้ามานั่งอยู่แล้ว หรือจะเรียกได้ว่าบรรยากาศอยู่เหนือราคาก็ไม่น่าจะผิด แต่ร้านกาแฟก็มีหลากหลายรูปแบบให้เลือก อย่างร้านกาแฟทั่วไปที่ไม่เน้นเรื่องดีไซน์และราคาก็ไม่ได้แพงมาก ก็เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียน นักศึกษา หรือบางร้านอาจจะไม่ได้มีดีไซน์ที่สวยหรูอะไรมากมาย เป็นร้านไม้บ้านๆ เรียบง่ายธรรมดา แต่จุดประสงค์ของคนที่เข้ามานั่งในร้านกาแฟก็คงเหมือนกัน คือเพื่อมานั่งพักผ่อนมาพูดคุยกับกลุ่มสังคมของตัวเอง คือมันก็เหมือนกับร้านอาหาร มันอยู่ที่กำลังซื้อและรสนิยมของแต่ละคนมากกว่า” จริยาวดี กล่าว

 

จามส์เฮาส์ รีสอร์ท ธุรกิจเชื่อมรักพี่น้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411902

จามส์เฮาส์ รีสอร์ท ธุรกิจเชื่อมรักพี่น้อง

โดย…กองทรัพย์

เพราะคนหนึ่งเป็นพี่สาวคนโต อีกคนหนึ่งเป็นน้องชายคนเล็กและเป็นลูกชายหนึ่งเดียวของบ้าน และด้วยระยะห่างของอายุ 10 ปี จึงทำให้ความสัมพันธ์ของพี่น้องผู้บริหารจามส์เฮาส์ รีสอร์ท บนเกาะกูด จ.ตราด วี-ทวีบูรณ์ อุปโชติสุวรรณ และ บี-ชนิตร์นันท์ เกตุเลขา อบอุ่นแนบแน่นเหมือนพี่สาวเป็นแม่คนที่สอง และเพราะรักชอบอะไรเหมือนๆ กัน สองพี่น้องคู่นี้จึงสนิทสนมกันมากจนเป็นที่มาของการร่วมกันบริหารรีสอร์ท

 

‘บี’ ศูนย์รวมความรัก

วี ทวีบูรณ์ เล่าถึงหุ้นส่วน บี ชนิตร์นันท์ น้องชายคนเล็กของบ้านว่า ครอบครัวเราฝั่งคุณแม่มีเชื้อสายชาวจาม (ขอม+ญวน) มีอาชีพค้าขาย ส่วนคุณพ่อมีเชื้อสายมลายู ท่านเป็นเภสัชกร ชื่อเล่นของน้องชายคนเล็กจึงมีว่าบี ซึ่งภาษาอาหรับ แปลว่า ที่รัก และเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะทันทีที่เขาคลอดบีกลายเป็นที่รักของคนทั้งบ้าน และเนื่องจากวีเป็นคนโตก็เลยต้องช่วยคุณแม่เลี้ยงน้อง เขาเลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ ทำให้เขาซึมซับสิ่งที่พี่สั่งสอน ทำให้รสนิยมการอยู่การกินของเราสองคนจะมีความคล้ายคลึงกัน เวลาพูดคุยอะไรกันค่อนข้างคลิก ซึ่งไอเดียของการทำรีสอร์ทก็มาจากเขา

บีเป็นคนเก่งทุกเรื่อง ทำได้ทุกอย่าง เรียนเก่ง หัวดี คิดเร็วทำเร็ว ก่อนหน้านี้บีทำงานเป็นผู้ช่วยนักบินของการบินไทย ทำให้เขาได้เดินทางบ่อย มีโอกาสเห็นโรงแรมมาแล้วหลายต่อหลายที่ พอเขาตัดสินใจลาออกจากสายการบินเพื่อมาทำงานบริหารรีสอร์ทเต็มตัว ในฐานะพี่สาวตอนแรกเราก็เสียดาย เพราะเขาลาออกตอนอายุยังน้อย และเชื่อว่าเขาจะทำได้ดีทั้งสองอย่าง แต่ก็เคารพการตัดสินใจของเขา

เพราะตั้งแต่เล็กจนโตแม่จะสอนให้ลูกทุกคนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง วีและบีรวมทั้งพี่น้องคนอื่นๆ ทำงานบ้านได้ทุกอย่าง ทำให้เมื่อเรามาทำงานโรงแรมเราสามารถบอกและแนะนำพนักงานได้ เพราะเราทำเป็นทุกอย่าง รวมทั้งทำให้เขารู้สึกว่าเราเข้าถึงง่าย

บีเป็นคนใช้ชีวิตพิถีพิถัน เป็นคนที่ใช้อะไรก็ต้องเนี้ยบ ต้องดูดี ชอบกินของอร่อย แต่สิ่งที่พี่เราคงเป็นห่วงน้องชายคนนี้ก็มาจากไลฟ์สไตล์ของเขานั่นแหละ ห่วงอย่างเดียวคือเรื่องการใช้เงิน ถึงเขาจะหาเงินเก่ง แต่เขาก็ใช้เงินเก่งเหมือนกัน

 

‘วี’ คือแม่คนที่สอง

ถึงคราวน้องชายพูดถึง วี ทวีบูรณ์ พี่สาวคนโตบ้าง พี่วีเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็ก ลูกทุกคนของแม่ทำงานบ้านได้ทุกอย่างก็จริง แต่พี่วีกับผมจะชื่นชอบงานอย่างหนึ่งเป็นพิเศษก็คือ ทำอาหาร เราสองคนชอบเข้าครัว พี่วีจะเก่งเรื่องการจำแนกรสชาติอาหารมาก เวลาแม่ทำกับข้าวเสร็จเอาให้เราชิม แล้วแม่ถามว่ารู้ไหมว่าในจานนี้ใส่อะไรบ้าง พี่วีตอบได้หมด ดังนั้นเหมือนกับว่าบ้านเราใช้อาหารเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ในบ้าน หลังเลิกเรียนก็มาช่วยแม่ทำกับข้าว นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมทำกับข้าวเป็น

พี่วีเหมือนคุณแม่ เขาช่วยสนับสนุนผมทุกเรื่อง อย่างตอนที่มาดูที่ดินเพื่อสร้างรีสอร์ทก็ดั้นด้นมาที่เกาะกูด หลงรักพื้นที่บริเวณนี้ ทันทีที่ผมบอกว่าผมจะลาออกและอยากพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เป็นรีสอร์ท แม้ช่วงแรกเขาจะไม่เห็นด้วยกับการลาออกจากงานเพื่อมาทำธุรกิจเต็มตัวก็ตาม แต่ในฐานะพี่สาวและคนที่ประสบความสำเร็จด้านอสังหาริมทรัพย์มาก่อน ก็มาช่วยผลักดันทำให้มันเกิดขึ้น ธุรกิจนี้เหมือนธุรกิจพี่น้อง เป็นเรื่องครอบครัว เราจึงใช้ชื่อว่าจามส์เฮาส์ เราใช้ดึงความเป็นรากเหง้าที่มาของบรรพบุรุษมาใช้ในรีสอร์ท ตั้งแต่ข้าว ผ้าไหม ก็นำมาใช้เป็นสื่อในเชิงสัญลักษณ์ในการออกแบบตกแต่ง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดก็พูดคุยกับพี่วี

นอกจากความสุขที่ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่พิสูจน์ความรักของพี่สาวคนนี้ก็คือ ช่วงที่เราเจอปัญหา ช่วงแรกๆ ที่เกาะกูดมายากมาก การสร้างรีสอร์ทเราสองคนต้องออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้ามืด มาถึงตราดนั่งสปีดโบ๊ตมาที่เกาะ ตอนเย็นกลับกรุงเทพฯ ช่วงก่อสร้างก็มีปัญหาน้ำท่วม เรือที่ขนของใช้ในโรงแรมล่ม เราเคยกอดคอร่วมทุกข์กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะฉะนั้นเรามั่นใจได้ว่าเขาจะสนับสนุนเราไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น