ชีวิตติดสายน้ำของ…‘ทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411900

ชีวิตติดสายน้ำของ...‘ทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา’

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

ก่อนหน้าที่กลุ่ม “เจ.เอส.พี.ฯ” จะกลายเป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เจ.เอส.พี.ฯ เป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กที่เริ่มต้นจากการพัฒนาโครงการจัดสรรและอาคารพาณิชย์ย่านฝั่งธนบุรีมายาวนาน และเติบโตมาจากการพัฒนาอาคารพาณิชย์เป็นหลัก และหนึ่งในโครงการที่ปัจจุบันคนเริ่มรู้จักมากขึ้น นั่นคือ “ตลาดน้ำสำเพ็ง 2” อยู่ฝั่งด้านซ้ายของถนนสาทร-กัลปพฤกษ์ มุ่งหน้าสู่ถนนกาญจนาภิเษก

ทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะมาเป็นตลาดน้ำสำเพ็ง 2 มีโครงการที่เป็นสำเพ็ง 2 เซ็นเตอร์ทางฝั่งมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนสาทรก่อน ที่ได้แนวคิดมาจากย่านสำเพ็ง​ ซึ่งเป็นย่านการค้าขายสำคัญของกรุงเทพฯ มีร้านค้าปลีก ค้าส่งจำนวนมากที่คนค้าขายทั่วประเทศมาติดต่อซื้อสินค้า แต่ด้วยการจราจรที่ติดขัดทำให้การเดินทางไปซื้อสินค้าที่สำเพ็งยากขึ้น จึงเกิดแนวคิดว่าหากมีการพัฒนาย่านการค้าใหม่ๆ ให้คล้ายกับสำเพ็ง ก็จะเป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่ของคนค้าขาย

โดยส่วนตัวของซีอีโอค่าย เจ.เอส.พี.ฯ ชอบใช้เวลากับตลาดน้ำหลายแห่ง เพราะถือว่าเป็นวิถีค้าขายเก่าแก่ในแบบของคนไทย เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ไม่เพียงแต่คนไทยหลงใหลแต่ชาวต่างชาติก็ชื่นชอบในวิถีชีวิตริมน้ำ โดยหลายครั้งการใช้เวลาพักผ่อนกับบรรยากาศริมน้ำ หรือตลาดน้ำ ก็ทำให้ได้ไอเดียในการทำธุรกิจหลายอย่าง ทั้งเห็นการค้าขาย การเดินทางของคน การมาท่องเที่ยว เห็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนได้ถึงภาพรวมเศรษฐกิจขนาดย่อมๆ ว่าในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร คึกคักหรือเงียบเหงา

จากความชื่นชอบกับการผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับสายน้ำ ทำให้เกิดไอเดียในการสร้างตลาดน้ำขึ้นมา เป็นผลให้พื้นที่ฝั่งตรงข้ามสำเพ็ง 2 พื้นที่กว่า 70 ไร่ที่กลุ่ม เจ.เอส.พี.ฯ มีแผนจะพัฒนาอยู่แล้ว ถูกเนรมิตให้เป็น “ตลาดน้ำสำเพ็ง 2” ศูนย์รวมแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ย่านฝั่งธนบุรี เป็นอาคารชั้นเดียวที่ออกแบบให้มีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมจีนและเอกลักษณ์ของชุมชน มีร้านค้ากว่า 300 ร้าน ตั้งเรียงรายขนาบสองฝั่งคลองบางโคลัดที่มีความยาวกว่า 1 กิโลเมตร

 

“ผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่รักในความเป็นไทย อาหารไทย วัฒนธรรมไทย วิถีการค้าขายทางน้ำ จึงนำประสบการณ์จากการสัมผัสสิ่งเหล่านี้มาถ่ายทอดในตลาดน้ำสำเพ็ง 2 ให้ทุกส่วนออกมาในรูปแบบของพหุวัฒนธรรมไทย-จีน สถาปัตยกรรมจีน แต่วิถีชีวิตไทย” ทนงศักดิ์ พูดถึงแรงบันดาลใจ

นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าตลาดน้ำสำเพ็ง 2 ยังมีองค์หล่อจำลองสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าโครงการเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องจากโดยส่วนตัวมีความเคารพและศรัทธาในองค์พระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ไทยเชื้อสายจีน ผู้ทรงกอบกู้เอกราชคืนจากพม่า องค์หล่อจำลองสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงนั่งบัลลังก์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูง 8 เมตร หน้าตักกว้าง 5 เมตร หล่อด้วยทองเหลืองและด้านล่างของฐานได้ทำเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเป็นข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว

ทนงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ย่านนี้เป็นชุมชนขนาดใหญ่ และการที่ที่ดินแปลงนี้มีคลองบางโคลัดไหลผ่าน ประกอบกับความชอบเรื่องราวเกี่ยวกับตลาดน้ำ จึงนำที่ดินแปลงนี้มาสร้างเป็นตลาดน้ำสำเพ็ง 2 เพื่อเป็นแหล่งธุรกิจ แหล่งการค้า เป็นตลาดน้ำทางการเกษตรที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตของชาวบ้านละแวกนี้ที่มีความใกล้ชิดธรรมชาติ รักในอาชีพ ขนบธรรมเนียมประเพณี ตอนเช้าจะมีพระบิณฑบาตทางเรือ ชาวบ้านยังคงใช้เรือเป็นยานพาหนะในการสัญจรเดินทาง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ของชุมชนที่หาสัมผัสได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

 

เอกชัย วรรณแก้ว เกิดมาเท่ากันความต่างนั้นคือใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411888

เอกชัย วรรณแก้ว เกิดมาเท่ากันความต่างนั้นคือใจ

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

รอยเท้าเล็กๆ บนพื้นน้ำแข็งของชายผู้พิการแขนทั้งสองข้างและขาที่ผิดปกติจากการคลอดก่อนกำหนดด้วยอายุครรภ์เพียง 6 เดือน เป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ของ เอกชัย วรรณแก้ว ศิลปินพิการที่ลุล่วงภารกิจเดินขึ้นยอดเขาคิลิมันจาโร เพื่อวาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา

ก่อนออกเดินทางหลายคนปรามว่า “เป็นไปไม่ได้”

เอกชัย เป็นจิตรกร จบการศึกษาปริญญาตรีคณะจิตรกรรมสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เพาะช่าง ปัจจุบันอายุ 37 ปี หารายได้จากการเขียนรูปขาย และเป็นวิทยากรสร้างแรงบันดาลใจเขากล่าวว่า แค่คำพูดมันสู้ลงมือทำไม่ได้ จึงคิดอยากปีนเขาเพื่อวาดภาพ โดยแรงสำคัญที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้สำเร็จคือ หนึ่ง–วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกที่ไปชูธงชาติไทยบนยอดเขาเอเวอเรสต์ เขาบอกเอกชัยว่า ถ้าจะปีนจริงต้องทำให้ยิ่งใหญ่ และสำหรับคนไทยคงไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าในหลวง เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ยอดเขา แต่อยู่เหนือเกล้าของคนไทยทุกคน

 

“ผมเป็นวิทยากรมา 3 ปีแล้ว ผมเห็นปัญหาของคนไทยดีว่า ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่การศึกษา แต่ปัญหาที่เด่นชัดและมีมากที่สุดคือ กำลังใจ ตอนนี้เวลาเจอปัญหา เขาจะท้อ และชอบบอกกับตัวเองว่าทำไม่ได้ เหนื่อย ยาก ทั้งที่จริงๆ เขาทำมันเต็มที่แล้วหรือยัง ผมเลยตัดสินใจปีนเขาเพื่อทำให้เขาเห็นว่า ผมคิดแล้วผมก็ทำ ทำให้เห็น ทำมันให้เต็มที่”

ยอดเขาคิลิมันจาโร อยู่ในประเทศแทนซาเนีย เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา ใช้เวลาเดินขึ้น 4-5 วัน ท่ามกลางอากาศหนาว ลบ 25 องศาเซลเซียส หลังจากค้นหาข้อมูล สิ่งที่เอกชัยกังวลมีอยู่อย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องจะไปถึงยอดหรือไม่ แต่กังวลว่าจะไปเป็นภาระทีมงานหรือเปล่า เขาจึงฝึกซ้อมอย่างหนัก 3 เดือนก่อนออกเดินทาง โดยการเดินขึ้นตึก 63 ชั้น “วันแรกผมแทบตาย แต่พอเดินวันที่สองวันที่สามรู้สึกว่ามันใกล้ขึ้น” จากนั้นไปฝึกเดิน 2-3 กม. ที่สวนลุมฯ เกือบทุกอาทิตย์ ควบคุมการหายใจ ควบคุมการกินอาหาร จนรู้สึกมีความมั่นใจ”

 

กระทั่งถึงวันเดินทาง ทีมงานไปถึงแทนซาเนียวันที่ 26 พ.ย. 2558 โดยมีแผนจะเดินขึ้นเขาวันที่ 28 พ.ย. และไปถึงยอดวันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเอกชัยจะเขียนภาพพ่อหลวงในวันพ่อแห่งชาติ

“ผมเกือบถอดใจวันที่สาม” เขาเล่า “ตอนนั้นอยู่จุดพักที่ความสูง 4,500 เมตร ผมเดินเร็วเกินไปทำให้ร่างกายปรับความดันอากาศไม่ทัน ปวดหัวจนนอนไม่หลับ จากนั้นอาเจียนตั้งแต่ 6 โมงเย็นยันตี 5 อาเจียนจนไม่มีแรง จนต้องกินยาแก้ปวดอย่างแรงให้นอน พอตื่นขึ้นมาก็เดินต่อ แต่เดินได้เพียงชั่วโมงเดียวก็เดินไม่ไหว ต้องเปลี่ยนมานอนในเปลสนามแล้วให้ลูกหาบแบก ตอนนั้นในใจคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้คงไม่ไหวแน่ เราไม่อยากเป็นภาระ” แต่ไม่ว่าอย่างไร เอกชัยก็ผ่านจุดนั้นไปได้ เพื่อมาเผชิญกับสิ่งท้าทายถัดไป

 

“พี่หนึ่งคิดมาแล้วว่าจุดไหนผมควรเดิน จุดไหนอย่าดื้อ เพราะบางช่วงหิมะสูงเท่าเข่า แต่สำหรับผมมันสูงเท่าเอว ซึ่งตลอดเวลาที่เดินเจอกับสภาพอากาศแปรปรวนตลอดเวลา โดยเฉพาะวันที่จะเดินไปถึงยอดเขา วันนั้นอากาศเลวร้ายมาก ฝนตก หิมะตก อากาศปิดมองไม่เห็นอะไรเลย ในใจคิดอย่างเดียวว่าพอไปถึงจะเขียนภาพได้ไหม เพราะทุกอย่างมันมืดไปหมดเลย” เขายังกล่าวด้วยว่า การไม่ได้ขยับตัวและถูกกระแทกบนเปลสนามตลอดเวลา บางวันยาวนานถึง 7 ชั่วโมง ไม่ใช่ความสบายอย่างที่เห็น

เอกชัยถูกแบกขึ้นไปถึงยอดคิลิมันจาโรพร้อมกับวิทิตนันท์ และลูกหาบที่เดินมาถึงก่อนทีมงานคนอื่นๆ บนจุดนั้นลูกหาบเตือนว่าอยู่ได้ไม่เกิน 10 นาที เพราะอากาศเบาบางและหิมะลงหนัก หนักเสียจนไม่ปรานีศิลปินพิการที่ดั้นด้นขึ้นมากว่า 6,000 เมตร

 

“เทวดาครับ” ไม่ใช่เสียงของเอกชัย แต่เป็นวิทิตนันท์ที่กำลังขอร้องดินฟ้า เพราะเขาไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้ว “ผมมาที่นี่เพื่อในหลวง ผมอยากให้น้องเอกได้เขียนภาพ” ในขณะที่ลูกหาบก็พูดว่า เป็นไปไม่ได้ และเร่งเร้าให้ทุกคนลง แต่สิ่งที่เขาเรียกว่า ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น

“ลูกหาบตะลึง” เอกชัยกล่าวแบบนั้น “เชื่อไหม อยู่ดีๆ ท้องฟ้าก็เปิดเหมือนมีคนไปเปิดสวิตช์ไฟ แสงอาทิตย์ส่องลงมาที่ผม และสาดไปที่ทีมงานที่เดินอยู่ข้างล่าง เหมือนมีคนฉายสปอตไลต์ พี่หนึ่งชูภาพในหลวงที่เตรียมมาขึ้นเหนือหัว แล้วผมกับเขาก็ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ร้องตะโกนให้คนข้างล่างได้ยิน ร้องทั้งน้ำตา”

 

จากนั้นเมื่อทุกคนขึ้นมาถึงยอด เอกชัยก็เริ่มวาดภาพ เขาถอดเสื้อหนาวออกหลายชั้นเหลือเพียงเสื้อ 2 ตัว เพราะต้องใช้คอจับพู่กัน แต่ที่เขายังแปลกใจตัวเองอยู่คือ ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส ทำไมเขาไม่รู้สึกหนาวจนกระทั่งเขียนภาพเสร็จ

“เชื่อไหม พอทุกคนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเก็บของทุกอย่างเสร็จ อากาศกลับมาปิดอีกครั้ง หิมะตก หมอกมา แล้วดูท่าจะหนักกว่าเดิม” เอกชัยเรียกมันว่าปาฏิหาริย์ครั้งที่สอง “สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดผมว่ามันคือเรื่องมหัศจรรย์ ผมเชื่อว่ามันคือพลังความตั้งใจของพวกเราทั้ง 11 คน ที่ตั้งใจทำเพื่อในหลวงของเราจริงๆ”

 

ในวันที่สัมภาษณ์ เอกชัยใส่เสื้อสกรีนลาย Impossible Dream เหมือนกับการเดินทางครั้งนั้นที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่เขาสามารถทำได้สำเร็จ และเมื่อทีมงานทุกคนกลับมายังประเทศไทย พวกเขาไม่เพียงนำพาความภาคภูมิใจกลับบ้าน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจครั้งสำคัญให้คนไทยทุกคน

เอกชัย กล่าวว่า ความสุขของเขาคือการเห็นทุกคนทำได้ เห็นทุกคนไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และเห็นทุกคนไม่ทิ้งความฝันของตัวเอง เพราะครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยสิ้นหวัง แต่นั่นก็เป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้นสู้

เอกชัย เกิดในครอบครัวชาวนา แต่ชอบงานศิลปะ ตัดสินใจเรียนด้านนี้ตั้งแต่มัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัย แต่มาเจอปัญหาครั้งใหญ่ตอนเรียนปี 3 ตอนนั้นเขาทำงานแทบไม่มีเวลาพัก พอเรียนเสร็จต้องไปนั่งรับจ้างเขียนรูปที่สะพานพุทธ นอนวันละไม่ถึง 3 ชั่วโมง บางวันไม่มีแม้แต่เงินกินข้าว และต้องเครียดว่าอาจารย์จะสั่งงานอะไร และจะต้องซื้ออุปกรณ์อะไรเพิ่มอีก

“ผมสู้มาเกือบ 3 ปี มันเหนื่อยเกินไป ผมรู้สึกไม่ไหว ถึงแม้ว่าผมจะเคยลำบาก แต่ไม่เคยลำบากมากขนาดนี้ อย่างน้อยถ้าเรากลับบ้านเรายังมีข้าวกิน จึงตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าจะไม่เรียนต่อแล้ว แต่ตอนที่จะโบกรถเมล์กลับบ้าน หัวผมมันเหมือนเทปคาสเซตย้อนกลับไปตอนที่ผมจะออกจากบ้านเข้ากรุงเทพฯ คนข้างบ้านพูดกับแม่ผมว่า ส่งลูกเรียนทำไม ส่งไปก็เรียนไม่จบ จบมาก็หางานทำไม่ได้” คำพูดนั้นมันก้องวนอยู่ในหัว “ถ้าเรากลับบ้านไปตอนนี้ สิ่งที่เราต่อสู้มา 3 ปีมันเท่ากับศูนย์เลยนะ ลองดูซิถ้าสู้อีกปีกว่าแล้วมันจะตายก็ให้มันรู้ไป” ว่าแล้วกระเป๋าเสื้อผ้าก็ถูกนำมาวางไว้ที่เก่าส่วนเขาเหมือนโชคชะตาเข้าข้าง รายการคนค้นฅนติดต่อมาทำสารคดี และได้ทุนเล่าเรียนจนจบปริญญาตรี

คำโปรยบนปกหนังสือ ใจเปลี่ยนโลก เขียนโดย เอกชัย วรรณแก้ว พิมพ์ไว้ว่าอย่ามองแต่สิ่งที่ขาด จนพลาดในสิ่งที่มี “ทุกคนเกิดมาเท่ากัน ที่มีไม่เท่ากันคือใจ” เขาก้มศีรษะไปที่อกข้างซ้าย “คนที่ไม่ประสบความสำเร็จคือคนที่ถอดใจ ทุกคนสามารถเรียนรู้กันได้ คนที่เขาทำสำเร็จคือคนที่พยายามมากกว่าเราเท่านั้นเอง”

เป้าหมายต่อไป เอกชัยอยากเปิดทอล์กโชว์ 4 ภาค เพื่อไปชาร์จพลังใจให้คนที่รู้สึกท้อแท้ และฉุดคนที่กำลังล้มให้ลุกขึ้นมา นอกจากนี้เขายังส่งมอบแรงบันดาลใจทุกวันในเฟซบุ๊ก เอกชัย วรรณแก้ว หรืออ่านกันยาวๆ ในหนังสือของเขาเรื่องใจเปลี่ยนโลก

 

ศิลปะไทยในกระแสเปลี่ยนผ่าน ‘ฉันจะไม่ยอมให้ถูกกลืนหาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411886

ศิลปะไทยในกระแสเปลี่ยนผ่าน ‘ฉันจะไม่ยอมให้ถูกกลืนหาย’

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

เจ้าของธุรกิจอายุน้อยร้อยล้าน ดารานักแสดงดาวรุ่ง นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ที่กำลังโลดแล่นอยู่บนสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กยุคใหม่ตั้งเป้าหมายในชีวิต ต้องการไปสู่จุดสูงสุดหรือประสบความสำเร็จเฉกเช่นเขาเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว

แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับอาชีพสายงานนาฏศิลป์ ดนตรีไทยและ ประติมากรรม ที่ต้องอาศัยประสบการณ์บ่มเพาะฝีไม้ลายมือมายาวนานจนเป็นที่ยอมรับ ความอดทนหมั่นเพียรคือกุญแจสำคัญ และนั่นอาจเป็นกำแพงที่สกัดกั้นจนทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ให้ความสนใจกับแขนงวิชาเหล่านี้

สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ฉายภาพปัญหาเส้นทางอาชีพนักแสดงนาฏศิลป์ไม่เป็นที่ปรารถนาของนักศึกษายุคใหม่เหมือนเมื่อก่อน ซึ่งเกิดจากการขาดความพยายามในการสนับสนุนศิลปะของชาติอย่างจริงจัง เพราะทุกวันนี้รายการโทรทัศน์ วิทยุ ไม่มีช่วงเวลาใดที่เสนอเรื่องของศิลปะนาฏศิลป์ เผยแพร่ความงดงามของประวัติศาสตร์ชาติไทย

 

“มีแต่รายการเกมโชว์สร้างรายได้มหาศาล แตกต่างกับรายการเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรีไทย นาฏศิลป์ กวี ประติมากรรม ที่ไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุน เมื่อไม่มีรายได้เจ้าของรายการก็บอกว่าจะทำไปทำไม ทำแล้วขาดทุน สุดท้ายไม่มีเวทีให้นักแสดงได้โชว์ฝีไม้ลายมือฉายภาพความงดงามสู่สายตาประชาชน”

อธิการบดีผู้นี้ยกตัวอย่างเช่นในปัจจุบันเพลงสากลที่เปิดให้ฟังตามโทรทัศน์และวิทยุตลอดทั้งวันทำให้คนรู้จักชื่อเพลงกันทั้งบ้านทั้งเมือง เพลงจึงดังเป็นที่รู้จัก แต่ไม่มีเลยที่เพลงจากเครื่องดนตรีไทยจะถูกเปิดให้ฟังบ้าง เป็นเรื่องน่าน้อยใจที่ไม่มีแม้แต่การประยุกต์ดนตรีไทยเข้ากับแนวเพลงสมัยใหม่ การจะหาฟังก็ไม่มีที่ไหนให้แสดงออก ครั้นจะในโรงเรียนก็ไม่ได้มาตรฐาน แม้แต่ขั้นพื้นฐานยังไม่ได้ไม่ทันจะหยิบจับเครื่องดนตรีไทยดีดสายให้เป็นเสียงก็หมดชั่วโมงเรียนแล้ว หรือหาศึกษาตามยูทูบก็ไม่มากพอให้เป็นแหล่งเรียนรู้สร้างความน่าสนใจได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจำนวนคนฟังดนตรีไทยจะน้อยลง หรือแทบไม่รู้จัก

“เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หากปล่อยละเลยไว้การรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติ เป็นเรื่องยาก เพราะแม้แต่รัฐบาล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวต่อเหล่านักแสดงโขนเมื่อครั้งเคยไปแสดงโชว์ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าให้ช่วยกันรักษาศิลปะของชาติเช่นนี้ไว้เพื่อแสดงต่อสายตาของชาวต่างชาติ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการจัดนโยบายอะไรที่ช่วยส่งเสริมให้โขนได้แสดง”

 

อาจารย์สิริชัยชาญ บอกว่า ทุกวันนี้ศิลปะการรำวงประเทศไทยตามหลังประเทศลาวแล้ว เวลาประเทศลาวมีงานอะไรเขาจะจัดเวทีรำวงให้สำหรับทุกคนขณะที่คนไทยรำวงไม่เป็นด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าอยากให้ธำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมของชาติไว้ให้ได้ คนไทยต้องให้ความสนใจมากกว่านี้

“คนมักจะถามว่าเรียนนาฏศิลป์แล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร เต้นๆ รำๆ ร้องๆ อย่างนี้จะมีงานทำหรือ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่คำถามเช่นนี้ไม่เห็นมีใครไปถามภาควิชาอื่นบ้าง เช่น เรียนวิทย์-คณิต แล้วไปประกอบอาชีพอะไร”สิริชัยชาญ กล่าว

เขาเล่าอีกว่า แม้ว่าจำนวนนักศึกษาที่เข้ามาสมัครเรียนนาฏศิลป์ของสถาบันไม่ได้น้อยลง เพราะรับสมัครจำนวน 500 คน/ปี ซึ่งจะเป็นจำนวนที่มีคุณภาพคัดความสามารถมาจากทั่วประเทศ เด็กหนุ่มมักมีความนิยมในการแสดงโขนส่วนเด็กผู้หญิงสนใจเล่นเครื่องดนตรีไทย

 

“เส้นทางการศึกษานาฏศิลป์สามารถต่อยอดต่อไปได้ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาเอก สำหรับเส้นทางอาชีพผู้ที่สำเร็จการศึกษาสามารถประกอบอาชีพครูนาฏศิลป์ดนตรี หรือมุ่งมั่นเป็นศิลปินระดับสูงของประเทศได้ ทั้งยังเข้าทำงานหลากหลายอาชีพเช่น ธนาคารการประชาสัมพันธ์ หรืองานที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปวัฒนธรรมผสมผสาน”

อย่าตั้งโจทย์ชีวิตด้วยเงิน

บุญพาด ฆังคะมะโน ผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลป กล่าวว่า อาชีพประติมากรรมสามารถสร้างรายได้และมีชื่อเสียงแต่กว่าจะได้มาต้องอดทนพิสูจน์ตัวเองให้ผู้คนได้เห็นก่อน มูลค่าถึงจะเกิด เด็กยุคใหม่มักตั้งราคาก่อนว่าจะได้เงินเท่าไหร่ถึงพอใจถูกจ้างทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ควรทำในงานด้านศิลปะอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะงานด้านประติมากรรม จิตรกรรม ทั้งที่ความจริงแล้วมูลค่าของชิ้นงานจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตัวผู้ปั้น ผู้วาดงานนั้นๆ ผ่านประสบการณ์ ผ่านกระบวนการคิดเรื่องราวต่างๆ มามากน้อยเพียงใด ดังนั้นอย่าเริ่มต้นด้วยการตีราคาเป็นตัวเลขจำนวนเงินก่อนลงมือทำ หากยังไม่ได้แสดงฝีมือ

“เริ่มต้นชีวิตผมเองที่ฝึกปั้นงานมา ฝึกออกแบบเหรียญ มีคนมาจ้างด้วยราคาที่ต่ำมาก แตกต่างจากงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง ทำงานแบบเดียวกันแต่มีราคาสูงกว่า แต่เมื่อไม่ท้อตั้งใจฝึกฝนมาเรื่อยๆ มีฝีมือ งานดีมากขึ้น สังคมรับรู้มากขึ้น มูลค่าของชิ้นงานก็จะมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อมาเป็นอาจารย์ได้เห็นนักเรียนนักศึกษารุ่นใหม่เริ่มต้นด้วยการพูดถึงกำไร ขาดทุนเป็นอันดับแรก ถ้าไปนึกถึงมูลค่าก่อน คุณค่าก็จะไม่เกิด เมื่อคุณค่าไม่เกิดแล้วจะไปเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้นได้อย่างไร ถ้างานเราดีจริงไม่มีใครหรอกที่มาซื้อในราคาถูกๆ”

 

ดังนั้น นักศึกษาต้องอดทนอย่างถ่อมตัว บางคนตอนอยู่ว่างๆ ก็ไม่คิดจะฝึกฝน เพราะไม่รู้จะฝึกไปทำไมไม่เห็นจะมีรายได้ แต่พอตอนคิดหารายได้ ก็ไปตั้งราคาว่าจะให้เท่าไหร่มีค่าจ้างเท่าไหร่ ถ้าคิดแบบนี้คือการดูถูกคนที่เขามาจ้าง เพราะถ้าเราไม่แสดงฝีมือให้เขาเห็น ไม่พยายามบ่มเพาะความเชี่ยวชาญให้กับตัวเอง แล้วใครจะมาเชื่อถือเชื่อมั่นเราได้อย่างไร มันก็เหมือนการเล่นกีฬาชกมวย มันต้องซ้อมต้องฝึกฝน ทั้งที่ลงแข่งขันไม่กี่นาที แต่ทำไมนักมวยต้องฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวัน

เขาเจาะจงไปที่ระบบการศึกษากำลังบ่มเพาะให้ต้องเรียนเพื่อจบแล้วไปทำงานทำให้ขาดการทดลองใช้ความรู้ที่เรียนมาซึ่งงานประติมากรรมต้องเรียนแล้วทดลองใช้ความรู้ไปพร้อมกัน บ่อยครั้งที่บอกกับนักเรียนว่า พวกเราเป็นคนสำคัญมากๆ ศิลปะที่เรากำลังเรียนอยู่นี้จะเป็นสิ่งที่ติดตัวไปชั่วชีวิต และช่วยดูแลศิลปวัฒนธรรมของเราต่อไป ไม่ใช่แค่ประกอบอาชีพได้เท่านั้น

ว่าไปแล้วหากเรียนได้จะไปทำอาชีพไหนก็ได้ทั้งนั้น เพราะงานประติมากรรมถือเป็นงานหนัก ต้องหมั่นเรียนรู้ ขัดเกลาฝีมือจนกระทั่งชำนาญ อย่างการปั้นพระพุทธรูป หรือทำแบบเหรียญ ทั้งหมดมีกระบวนการคิดคำนวณคณิตศาสตร์ การใช้ภาษาไทย-อังกฤษ เรียนสังคมประวัติศาสตร์ วิชาทุกแขนงคือสิ่งที่หล่อหลอมขึ้นเป็นประติมากรรม 1 ชิ้น มันจึงยากและไม่ได้มาโดยง่าย แต่ด้วยความยากจึงทำให้นักเรียนหลายคนล้มเลิกและหายหน้ากันไปพอสมควร ถ้าคิดอยากจะเอาดีทางด้านนี้ ต้องมุ่งมั่นตั้งใจและทำทุกอย่างเพื่อให้ไปสู่จุดหมาย

บุญพาด กล่าวว่า ปัญหาด้านหนึ่งของวงการศิลปะคือไม่ค่อยได้รับการถ่ายทอดจากแม่แบบบุคคลสำคัญ ตัวอย่างเช่น นักกีฬาไทยคนหนึ่งเข้ารอบไปชิงแชมป์โลก ทันใดนั้นชื่อเสียงของนักกีฬาจะเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่ว ทำให้ผู้ปกครองต่างพากันส่งลูกหลานเข้าไปเรียนกีฬาชนิดนั้นๆ เป็นจำนวนมาก แตกต่างจากบุคคลทางด้านงานศิลป์ ทั้งที่ความจริงแล้วมีอยู่หลายท่าน ซึ่งบุคคลทำงานศิลปะมักไม่ค่อยมีคำอธิบาย หรือการเสนอตัวออกไปให้สังคมรับรู้กันสักเท่าไหร่

“มีบ้างที่ศิลปินคนหนึ่งจะเปิดงาน ทำให้ดูฟู่ฟ่าขึ้นวันหนึ่งคนที่ไปร่วมแสดงความยินดีก็เป็นพรรคพวกเดียวกัน จากนั้นก็เงียบหายไป จึงไม่ค่อยมีการเผยแพร่ จุดประกายความฝันออกไปสู่คนรุ่นใหม่ที่ไม่มีความรู้ทางด้านศิลปะ ทั้งที่ควรได้รับรู้ จุดประกายจินตนาการ ซึ่งไม่มีใครทำหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง เป็นเพราะคนทำงานศิลปะมักเป็นคนไม่ค่อยพูด”

ยิ่งไปกว่านั้น การขาดความเชื่อมโยงของศิลปินกับคนในสังคม ยังส่งผลร้ายมากขึ้นต่อการรักษาศิลปะของชาติให้คงอยู่ ไม่อยากให้คนรุ่นใหม่มองแค่ว่าเรียนไปแล้วจะมีรายได้เท่าไหร่ สุดท้ายกลายเป็นละเลยเรื่องของการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยที่สวยงาม เรื่องเช่นนี้เหล่าอาจารย์ ศิลปินหลายท่านกำลังเป็นห่วงอย่างมาก เพราะไม่มีลูกศิษย์รุ่นใหม่ให้ความสนใจ อดทนมากพอจะสืบสานต่อ

ขณะที่ความพยายามในการปรับโฉมงานศิลปะไทยให้ทันสมัยใหม่ แม้จะเข้าดูโมเดิร์นได้รับการตอบรับอยู่บ้าง แต่ศิลปะงานเก่าทรงคุณค่าดั้งเดิมกลับไม่ถูกสืบสานต่อ หรือสร้างตัวตนให้เป็นผู้รู้แจ้งในงานศิลป์ไทยอย่างถ่องแท้ จากปัจจัยหลายอย่างจึงกำลังทำให้งานศิลปะไทยทุกแขนงกำลังถูกละเลยลงจนหลงลืมว่ารากเหง้าความเป็นไทยมีรูปแบบอย่างไร หากขาดเด็กรุ่นใหม่ตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง

“แม้สิ่งที่มองเห็นเป็นภูเขาอยู่ข้างหน้า หากค่อยๆ ไต่ขึ้นไป ยอดเขาก็จะใกล้เข้ามาทีละนิดจนถึงในที่สุด แต่ถ้านั่งอยู่เฉยๆ แล้วอยากกระโดดขึ้นไปบนยอดเขาเลย มันทำอย่างนั้นไม่ได้” ผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลป กล่าวทิ้งท้าย

มุมมองจากคนรุ่นใหม่ ขอเป็นครูถ่ายทอดมรดกไทย

ท่ามกลางความเชี่ยวกราดและหลากหลายของกระแสวัฒนธรรมในสังคมปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดกลุ่มวัฒนธรรมยิบย่อยต่างๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมเกาหลี นับได้ว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงกระแสนิยมทางสังคมของคนไทย

หากจะกล่าวว่าคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยรู้จักกระแสแนวเพลง “เคป๊อป” (K-pop) จากประเทศเกาหลี มากกว่าการแสดง“โขน” ซึ่งเป็นนาฏศิลป์ไทยอันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยก็คงจะไม่ผิดนัก

ความอยู่รอดของวงการนาฏศิลป์ไทยท่ามกลางความหลากหลายของกระแสนิยมในยุคปัจจุบัน กลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่เลือกเดินบนเส้นทางสายนี้ มุมมองระหว่างกลุ่มนักศึกษาที่เลือกเรียนนาฏศิลป์เพื่อไปเป็นศิลปินและกลุ่มที่เลือกเรียนเพื่อไปเป็นครู คำบอกเล่าของพวกเขาในฐานะคนรุ่นใหม่ ผู้สานต่อลมหายใจให้นาฏศิลป์ของไทยคงพอสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมที่เกิดขึ้นกับมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าเหล่านี้

กัญรวี ทรัพย์ทวี นักศึกษาคณะศิลปนาฏดุริยางค์ สาขานาฏศิลป์ไทย ชั้นปีที่ 3 สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เล่าว่า สาเหตุที่เลือกศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เพราะสนใจในนาฏศิลป์ไทยตั้งแต่เด็ก เวลาเห็นพ่อแม่มานั่งดูเราแสดงแล้วมีความสุขและรู้สึกภาคภูมิใจ

“หนูไม่ได้เรียนนาฏศิลป์เพื่อนำไปถ่ายทอด แต่เรียนเพื่อสืบสาน สายครูจะเน้นสอบวิชาการ เน้นรูปแบบในการนำเสนอและถ่ายทอดตามแบบแผน แต่ศิลปินจะเน้นศิลปะการแสดงเราสืบสานนาฏศิลป์ด้วยบทบาทและอารมณ์ที่แสดงออกมามันต้องครีเอทงานมากว่า คือเราต้องสร้างความน่าสนใจและแปลกใหม่อยู่เสมอ เสน่ห์มันอยู่ตรงนี้”

เมื่อเรียนจบหลักสูตรระดับปริญญาตรีแล้ว กัญรวี มองว่าการสร้างความมั่นคงจากโอกาสในการทำงานในวงการนาฏศิลป์นั้นก็มีหลากหลายแนวทางของแต่ละคน บางคนก็ไปเป็นครูสอนนาฏศิลป์ หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในกรมศิลปากร รวมทั้งจากการเป็นนักแสดงตรงนี้ เนื่องจากรายได้จากการแสดงนาฏศิลป์นั้นจะมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวกับทางสำนักพระราชวัง หรืออีกโขนพระราชทาน รวมทั้งงานแสดงตามที่ต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยรัฐบาล และงานแสดงในต่างประเทศ

“จริงๆ คนจบที่นี่สามารถทำงานได้หลายอย่าง เพราะเรามีทุนคือการมีบุคลิกภาพที่ดี มีมารยาทอ่อนน้อมถ่อมตนเราจะโดนปลูกฝังในเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด อีกทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะวิชานาฏศิลป์เพียงอย่างเดียว วิชาพื้นฐานใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ เราก็ต้องเรียนเช่นกัน ฉะนั้นเราไม่ได้มีแต่รำเพียงอย่างเดียว แต่วิชาการเราก็ไม่น้อยหน้าใคร อย่างรุ่นพี่หนูหลายคนเมื่อเรียนจบแล้วไปเป็นแอร์โฮสเตสก็มี หรืออาจไปเป็นพนักงานธนาคารก็ได้ คือเราทำได้หมด”

สถานการณ์ของนาฏศิลป์ไทยในปัจจุบัน และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตเป็นอย่างไร กัญรวี เล่าว่า นาฏศิลป์ไทยไม่มีวันที่จะหายไป ทุกประเทศมีวัฒนธรรมประจำชาติเป็นของตนเอง ประเทศไทยก็มีนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกของชาติเราด้วยเช่นกัน เพราะถึงอย่างไรเชื่อว่าคนไทยก็ยังคงต้องการอยู่

“เราอาจจะเป็นแค่ 10% ของวัยรุ่นไทยทั้งหมด เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ในสังคม แต่เป็น 10% ที่แข็งแกร่งเพราะเราเหนียวแน่นมากพอที่จะไม่ปล่อยให้นาฏศิลป์ไทยถูกกลืนหายไป”

“…แม้ตอนนี้อาจจะไม่ได้รับความนิยมเหมือนในอดีต แต่เราก็ต้องปรับตัวให้ทันกับยุคสมัยมากขึ้น ปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น คือของเดิมก็ต้องทำให้มันอยู่ ต้องรักษาเอาไว้ แต่บางอย่างก็ต้องมีการพัฒนาและก้าวต่อไป เพื่อไม่ให้มันถูกกลืนไปกับสังคม”

ดลกนก หลำโต นักศึกษาคณะศิลปนาฏดุริยางค์ สาขานาฏศิลป์ไทยศึกษา ชั้นปีที่ 4 สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์กล่าวว่า ไม่อยากให้สังคมมองว่าวงการนาฏศิลป์เป็นอาชีพที่เต้นกินรำกิน แต่อยากให้เปลี่ยนมุมมองใหม่เพราะหน้าที่ของเราคือการถ่ายทอด สืบสาน และแสดงให้สังคมรับรู้ถึงคุณค่าในความเป็นไทย

“ที่เลือกเรียนในสาขานาฏศิลป์ไทยศึกษาตรงนี้เพราะอยากเป็นครูที่ถ่ายทอดมรดกความเป็นไทยตรงนี้ให้คงอยู่ การเรียนเพื่อไปเป็นครูได้เปรียบตรงที่เราได้รู้ลึกในเรื่องนาฏศิลป์กว่าคนอื่น ทำให้เรานำไปถ่ายทอดได้อย่างถูกต้อง และโอกาสในการสอบในด้านอื่นๆ ก็มีมากกว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือการรักษามรดกของชาติ สังคมควรเปิดใจรับและสร้างพื้นที่ให้พวกเรามากกว่านี้ เพราะทุกครั้งที่มีการแสดงนาฏศิลป์เหมือนเราแสดงให้กันเอง สื่อก็ต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้ ทุกคนในสังคมต้องช่วยกันมันถึงจะมั่นคงและยั่งยืน” ดลกนก กล่าว

สำหรับความคาดหวังในฐานะคนนาฏศิลป์รุ่นใหม่ ดลกนกเล่าว่า เป้าหมายชีวิตในตอนนี้ยังไม่ได้ให้คำตอบกับตัวเองว่าหลังจากเรียนจบจะไปประกอบอาชีพอะไร เพราะในขณะที่เรียนอยากพยายามเก็บเกี่ยวทุกอย่างให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ แต่หวังว่าอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดและสืบสานสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้คงอยู่การเรียนนาฏศิลป์ต้องคลุกคลี ต้องอยู่ด้วยกันตลอด ถ้าใจไม่รักจริงๆ คงจะอยู่ตรงนี้ไม่ได้

“สิ่งที่คาดหวังในตอนนี้คืออยากเห็นคนไทยกลับมาดูโขน กลับมาชื่นชมนาฏศิลป์ไทยให้มากขึ้น บ่อยครั้งที่สื่อปลูกฝังค่านิยมความกลัวแบบผิดๆ เกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทยมาโดยตลอด เพราะที่ผ่านมาภาพยนตร์หลายเรื่องนำเสนอนาฏศิลป์ไทยแต่ในมุมที่ค่อนข้างเป็นลบ ปลูกฝังเรื่องผีๆ ทั้งที่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย เราเรียนนาฏศิลป์ได้ก็เพราะมีครู สิ่งเหล่านี้สอนให้เรารู้จักความกตัญญู เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลเลยที่ครูจะมาทำร้ายเรา น้อยคนที่จะมีโอกาสได้แสดงโขนต่อหน้าพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระราชินี ซึ่งหนูก็มีโอกาสได้แสดงตรงนั้นมาแล้วหลายครั้ง นับว่าเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตเลยก็ว่าได้” ดลกนก กล่าว

 

Prenatal diagnosis

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/Prenatal-diagnosis-30277704.html

DR THEWIN DEJTHEVAPORN January 26, 2016 1:00 am

There are many reasons behind the ever-decreasing size of families and economic and social factors probably play the biggest role.

One of the results of this lower birth rate is the expectation of parents that the children they do choose to have are healthy, both physically and mentally.

With the advances in medical technologies, a doctor can now diagnose conditions affecting babies while they are still in the womb. And although many birth defects cannot be prevented, proper treatment can be planned for mother and baby.

PRENATAL DIAGNOSIS CAN BE |PERFORMED BY THE FOLLOWING METHODS:

ULTRASOUND

Ultrasound helps an obstetrician to see the baby in the womb and it has now become a widely accepted and safe tool. Ultrasound can be used at any stage of the pregnancy and is able to help detect birth defects, including abnormalities of the baby’s face and neck (such as a cleft lip), heart valve disease, abnormalities of the head and spinal cord (such as hydrocephalus and spina bifida), gastrointestinal abnormalities (such as stenosis of the oesophagus, abdominal wall defects), urinary tract abnormalities (such as renal agenesis and hydronephrosis), and structural abnormalities (such as short arms-legs, or clubfoot). Recently, a modern 4D ultrasound technology has been developed to create motion pictures of the foetus as well.

MATERNAL SERUM SCREENING TEST

Foetal proteins excreted in the mother’s blood can be measured from a blood test taken from the mother between 16-18 weeks of pregnancy. This test can detect foetal chromosome abnormalities such as Down Syndrome in the foetus of pregnant mothers younger than 35 years old. The mother’s blood can be examined for levels of Maternal Serum Alpha – Fetoprotein (MSAFP). A high level of MSAFP means that the baby has spina bifida and there is a sac affecting the spinal column. A low level of MSAFP could indicate Down Syndrome. A Triple Test is used to measure the levels of MSAFP, Human Chorionic Gonodotropin (HCG) and Estriol (E3). This test is used to screen for Down syndrome babies in the womb.

PREIMPLANTATION GENETIC DIAGNOSIS: PGD

PGD is a technique used to identify genetic defects in embryos before pregnancy. It is a process of removing a cell from an in vitro fertilisation embryo for biomolecular analysis prior to transferring screened embryos to the uterine cavity. This technique is used to diagnose chromosomal abnormalities, like Down syndrome, and genetic disorders, like thalassaemia. PGD is used for couples at risk of having a child with a genetic disease.

AMNIOCENTESIS

Amniocentesis is a medical procedure mostly used to detect chromosomal abnormalities in the foetus, like Down syndrome, and genetic disorders, like thalassaemia. The procedure involves drawing amniotic fluid through the mother’s stomach under continuous ultrasound monitoring and control. Approximately 15-20 ml of amniotic fluid is removed for laboratory testing and the results usually take about 3-4 weeks. Amniocentesis is performed when the mother is between 16-18 weeks pregnant. The common indicators for amniocentesis to be performed are:

-Mother who are 35 years or older at delivery

-A previous child with chromosomal abnormalities

-Father/mother or blood relatives with chromosomal abnormalities

-History of recurrent miscarriage

-Abnormal results of mother’s blood test

-Foetal malformations identified from ultrasound

CORDOCENTESIS

With this procedure, a needle is inserted into the umbilical cord to retrieve foetal blood through the mother’s stomach. The procedure is carried out under ultrasound monitoring and control. The blood sample is then sent to a laboratory to check for chromosomal abnormalities, like Down Syndrome, and to diagnose genetic diseases, like thalassaemia, as well as congenital infections, such as Rubella and Toxoplasma, which cause defects or even death for the foetus in the womb. Cordocentesis is performed when the mother is 18 weeks pregnant or more, and has the same diagnostic indications as amniocentesis.

Prenatal Diagnosis is an option for couples at risk of having a child with a disease and enables them to know if the foetus is affected so that treatment can be planned in advance.

DR THEWIN DEJTHEVAPORN is an OB/GYN and Maternal Foetal Medicine Specialist with Samitivej Sukhumvit Hospital’s Women’s Health Centre. |Call (02) 711 8555-6.

The fight against thalassaemia

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/life/The-fight-against-thalassaemia-30277163.html

HEALTH MATTERS

A genetic or inherited blood disorder that affects both men and women and can be passed from parents to children through genes, thalassaemia is a blood disorder in which the body makes an abnormal form of haemoglobin.

Approximately one per cent of the Thai population is affected by thalassaemia, and more than 30 per cent are carriers of the abnormal genes. Thalassaemia carriers are generally healthy but can pass the abnormal genes to their children, which is why it is important that any woman wanting to become pregnant undergoes screening. If you become pregnant and find out from a blood test that you have thalassaemia genes, you should seek medical advice.

Symptoms of thalassaemia include:

  • Pale appearance
  • Fatigue
  • Abdominal swelling
  • Enlarged spleen (marked splenomegaly)
  • Yellow discoloration of skin (jaundice)
  • Bone deformities in the face
  • Slow growth

The signs and symptoms the patient experience may differ depending on the type and severity of thalassaemia they have. Some show signs and symptoms of thalassaemia at birth, while others may develop signs or symptoms during the first two years of life. People with only one affected haemoglobin gene don’t experience any thalassaemia symptoms.

Thalassaemia is diagnosed through a genetic blood test and haemoglobin test. Although thalassaemia treatment is difficult and time consuming, it can be cured with a bone marrow transplant by using stem cells from the donor that match both the DNA and Human Leukocyte Antigens (HLA) of the affected individual. The most preferable donor is the patent’s sibling who has HLA matched. If there is no HLA matched sibling available, a matching unrelated donor is a viable alternative.

Without a bone marrow transplant, a child born with severe thalassaemia will face a lifetime of monthly blood transfusions. This is not without its risks, as the patient could well receive extra iron from the transfusions, which can lead to iron deposits in the liver, heart and pancreas.

The bone marrow is a blood-like tissue inside the bones. It produces new blood cells. These include red blood cells, which carry oxygen to the organs in the body; white blood cells, which help defend the body against infectious disease as part of the immune system; and platelets, which help the blood to clot. A bone marrow transplant, – today more commonly called a stem cell transplant – is a standard procedure used to treat a variety of both genetic and non-genetic blood diseases. This treatment has been used in Thailand for more than 20 years and the outcome is every bit as effective as similar treatments in Europe and America.

Advice for patients with thalassaemia:

l Eat a balanced and healthy diet with food from all five food groups

l Have a regular dental check-up every 6 months

l Avoid working too hard and playing too rough

l Do not take vitamins without medical advice

l Stay in areas that are well-ventilated so as to avoid infections

l See a doctor for treatment if you have a severe pain in your upper right abdomen, fever or jaundice

In order to avoid thalassaemia, it is important for you and your partner to have a blood test for this serious disorder. People who are carriers of a thalassaemia gene usually show no thalassaemia symptoms and we cannot know if they are carriers without a blood test. So do take time to have a screening test before having a child to avoid passing the thalassaemic gene to your offspring.

With the progress in advanced medical technology, diagnosis, effective treatment and prevention, patients can be cared for from infancy through childhood to adulthood. This progress will help thalassaemic patients to enjoy a better quality of life.

PROFESSOR EMERITUS THIP SRIPHAISAL is a Paediatric Haematologist and Oncologist at Samitivej International Children’s Hospital, |Sukhumvit Campus. Call (02) 711 8236-7.

หญิงยุคใหม่ หัวใจอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 11:30 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/411197

หญิงยุคใหม่ หัวใจอาสา

 

โดย…วรธาร-ปอย

จิตอาสา คำนี้ดูทรงพลังและมีความงดงามซ่อนอยู่มากมาย เพราะความเป็นผู้มีจิตอาสา หรือการมีจิตสาธารณะ สามารถบันดาลให้โลกใบนี้งดงามพรั่งพร้อมไปด้วยความสุข มิตรภาพ ความรัก รอยยิ้ม สดใส ความอบอุ่น และความน่าอยู่เสมอ และไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายหรือจะเพศอะไรก็ตาม หากว่ามีจิตอาสาก็ล้วนแต่งดงามและมีคุณค่า แล้วหันมามองผู้หญิงสมัยนี้หลายต่อหลายคนนอกจากจะงามรูปกายแล้ว แต่ข้างในแสนจะงดงาม เพราะเธอมีจิตอาสา ทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

โลกนี้น่าอยู่ด้วยจิตอาสา

ส้ม นาฏญาภรณ์ จันทร์มูล วัย 23 ปี นางสาวพะเยาคนล่าสุด ในการจัดงานฤดูหนาวและสืบสานประเพณีของดี จ.พะเยา ปี 2558 ผู้มากด้วยความสามารถทั้งนาฏศิลป์ ดนตรีล้านนาทั้งการแสดงและสอน ปัจจุบันเป็นผู้จัดการโรงเรียนสืบศิลป์แผ่นดินล้านนา ที่ก่อตั้งโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ณ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย ทำงานจิตอาสาตั้งแต่ชั้น ม.4 ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 7 ปี จุดเริ่มมาจากครอบครัวและวัดที่ปลูกฝังในการช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

ส้ม นาฏญาภรณ์ จันทร์มูล

 

“การเป็นจิตอาสาของส้มมาจากพื้นฐานของครอบครัว คือ พ่อแม่เป็นจิตอาสาทุกอย่างในหมู่บ้าน ทั้ง อปพร., ชรบ., อสม. และอื่นๆ ที่ทำให้เห็น พอเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนพินิตประสาธน์ วัดศรีอุโมงค์คำ จ.พะเยา ก็ยิ่งปลูกฝังการมีจิตสาธารณะมากขึ้น ทุกครั้งที่มีงานไม่ว่างานวัด หมู่บ้าน หรือโรงเรียนช่วยตลอด ขึ้นอยู่กับว่างานอะไร เช่น เป็นพิธีกร โชว์นาฏศิลป์ เล่นดนตรี หรือแม้แต่การสอนหนังสือ เช่น สอนธรรมศึกษา สอนดนตรีพื้นเมืองให้กับน้องๆ เป็นต้น”

หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 และได้ไปเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยพะเยา สาขาการท่องเที่ยว ความเป็นจิตอาสาก็ไม่เคยลดน้อยถอยลง เธอได้ใช้โอกาสสร้างเครือข่ายจิตอาสาขึ้นมาในรั้วมหาวิทยาลัยตั้งแต่เรียนชั้น ป.1 โดยมีเพื่อนๆ มาช่วยงานจิตอาสาจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ได้สมัครไปช่วยงานจิตอาสาที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันด้วย

“พอเรียนมหาวิทยาลัย ปีแรกก็ได้สร้างเครือข่ายจิตอาสาขึ้นมาเพราะส้มได้รับตำแหน่งดาวมหาวิทยาลัย ปี 2554 ทำให้มีคนรู้จักเยอะเวลาทำกิจกรรมต่างๆ จะมีเพื่อนๆ มาช่วย แต่ส้มมองว่างานจิตอาสาสามารถทำนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้ จึงแข่งขันมัคคุเทศก์อาสาชนะเลิศ แล้วอาจารย์ ดร.ฤทัยภัทร พิมลศรี สาขาการท่องเที่ยว จึงพามาช่วยงานมัคคุเทศก์อาสา ที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จากนั้นจึงเริ่มสร้างเครือข่ายจิตอาสาโดยที่ส้มเองไปเป็นจิตอาสาช่วยงานที่นั่นที่นี่รวมถึง อบจ.พะเยา ที่ที่เคยฝึกงาน ถึงวันนี้กว่า 7 ปี ในการที่เป็นจิตอาสาช่วยเหลืองานต่างๆ”

 

สาวพะเยาจิตใจงาม บอกว่า ทุกวันนี้ได้รับความเมตตาจาก พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ให้เข้ามาช่วยงานประจำของศูนย์ในตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนสืบศิลป์แผ่นดินล้านนา โดยทำงานเกี่ยวกับดนตรี กวี ศิลป์ ศิลปวัฒนธรรมล้านนา โดยมีแม่ครูศันสนีย์ อินสาร เป็นผู้ฝึกสอนในโรงเรียนตลอดจนเครือข่ายทั้งหมดและปัจจุบันได้รับการจัดตั้งให้เป็นศูนย์บันดาลไทยไร่เชิญตะวันจากกระทรวงวัฒนธรรม ขณะเดียวกันยังดูแลการจัดการทัวร์ การศึกษาดูงาน ในศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันด้วย

“ส้มคิดว่ารมณียสถานแห่งการตื่นรู้แห่งนี้ นอกจากเป็นสถานที่เผยแผ่ศาสนาสู่สังคมโลกแล้วยังเป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีจิตอาสาในการพัฒนาสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การสร้างค่านิยมแห่งสันติภาพ ดังคำสอนของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่สอนทุกคนที่มาเป็นจิตอาสาว่า ขอให้เธอเบิกบาน กับการรับใช้เพื่อนมนุษย์“

ทุกวันนี้แม้ส้มจะทำงานแล้วแต่นอกจากการทำงานก็ยังเป็นจิตอาสาไปช่วยสอนดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ซึง สอนฟ้อนรำ ของกลุ่มรักษ์บ้านเกิด ที่บ้านป่าแดง อ.แม่ลาว จ.เชียงราย และเป็นจิตอาสาช่วยงานในเครือข่ายเพื่อนคุณธรรม ชมรมกล้าแผ่นดิน จ.พะเยา และงานจิตอาสาอื่นๆ อีกมากมายตามแต่โอกาส เวลา สถานที่เหมาะสม ซึ่งเธอรู้สึกแฮปปี้มากๆ กับการทำงานตรงนี้

 

“ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด แม้เพียงน้อยนิดหากเป็นสิ่งที่มีคุณธรรม ย่อมก่อให้เกิดสิ่งที่มีคุณภาพ ชีวิตจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเราได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น หากมนุษย์ไม่เห็นคุณค่ามนุษย์ด้วยกันแล้วโลกนี้จะน่าอยู่ได้อย่างไร สำหรับส้มแล้วงานจิตอาสาเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขและส้มไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ส่วนตัวจากการทำงานตรงนี้ค่ะ” นาฏญาภรณ์ ทิ้งทาย

ไม่ต้องใช้เงินแค่ใช้ใจนำก็สุขแล้ว

แพท-ณปภา ตันตระกูล ดาราและพิธีกรชื่อดัง สาวยุคใหม่อีกคนที่งดงามด้วยจิตอาสา ทว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยรู้ในสิ่งที่เธอทำ แพท บอกว่า สิ่งที่เธอทำเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้พิเศษอะไร ก็เหมือนกับที่ดาราคนอื่นๆ ทำ แต่เธอทำประจำนับไม่ถ้วนโดยเอาของที่จำเป็นไปบริจาคให้กับคนที่ยากจนที่และมีชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก เช่น ที่บ้านเด็กกำพร้า เป็นต้น ซึ่งนอกจากการนำสิ่งของไปบริจาคตามสถานที่ต่างๆ แล้วแพทยังชอบช่วยงานของหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่จัดกิจกรรมเพื่อประโยชน์แก่สังคม ถ้าไม่ติดธุระก็พร้อมไปช่วยหากได้รับการติดต่อมา

หากยังจำได้เมื่อเร็วๆ มีคุณหมอคนหนึ่งออกมาเขียนในเว็บไซต์พันทิปเล่าเชิงชื่นชมความเป็นดารามีจิตอาสาของแพททำนองว่า โชคดีที่ได้แพทมาช่วยงาน เพราะโทรติดต่อหาดารา (ผ่านผู้จัดการ) หลายคน บ้างก็ไม่ว่าง บ้างก็ถามค่าตัว แต่แพทไม่ถามพร้อมมาช่วยอีกด้วย

แพท-ณปภา ตันตระกูล

 

“ก็ไม่เชิงจิตอาสาค่ะ งานนั้นแพทยสภาจัดเสวนาที่ จ.ระนอง ทางคุณหมออยากเชิญดาราไปร่วมเสวนาก็ถามแพทไปให้ได้ไหมโน่นนี่นั่นและบอกว่าค่าตัวน้อยมากไม่มีดาราคนไหนไปเลย ตอนนั้นแพทไม่คิดอะไรว่างอยู่แล้วก็อาสาไปช่วย และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ไปช่วยงานของกระทรวงกลาโหมโครงการสร้างห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ จ.พิษณุโลก แพทก็ไม่เอาเงิน”

ดาราสาว เปิดเผยว่า การได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นและสังคมอยู่เสมอรู้สึกมีความสุข และงานแบบนี้ถ้าหากว่าง ไม่ติดธุระอะไร ก็พร้อมที่จะไปเพื่อให้กำลังใจกับคนที่จัดงานและคนที่ไปร่วมงาน

“สัญญาจะทำเพื่อสังคมให้ต่อเนื่อง”

อีกคนหนึ่งนักธุรกิจไฮโซดัง แพรพรรณ ธรรมวัฒนะ บอกบุญผ่านเฟซบุ๊กโปรเจกต์จะขุดบ่อบาดาลและทำปั๊มสูบน้ำให้กับน้องหมาและแมวพิการในมูลนิธิ PAC Pattaya เนื่องจากมูลนิธินี้อยู่บนเขา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ความที่พื้นที่อยู่สูงทำให้น้ำส่งไปไม่ถึง PAC เลี้ยงดูสัตว์ถูกทิ้งและพิการอยู่มากกว่า 400 ชีวิต ต้องใช้เงินประมาณ 7.5 หมื่นบาท เป็นค่าขุดเจาะและค่าปั๊มน้ำอีกประมาณ 3 หมื่น รวมเป็น 105,000 บาท

“…หากใครอยากร่วมกันทำบุญต่อชีวิตน้องสัตว์ยากไร้ ส่ง Private Message หาแพรได้เลยค่ะ อนุโมทนาบุญกับทุกคนนะคะ”

 

และยอดบริจาคส่งเข้ามาที่ แพรพรรณ ก็ได้ครบตามจำนวนในเวลารวดเร็ว เฟรนด์บางรายร่วมบริจาคทันที 5,000-1 หมื่นบาท แสดงถึงความเชื่อมั่นในตัวหญิงสาวใจบุญรายนี้เป็นอย่างมาก

“เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ส่งข่าวเพื่อนๆ หยุดบริจาค ได้ค่าขุดบ่อบาดาลครบแล้วค่ะ แพรก็ใส่เงินเพิ่มเข้าไปให้ได้ 6 หลัก ซึ่งก่อนที่แพรจะตัดสินใจทำแคมเปญกับมูลนิธินี้ได้มีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด เจ้าของมูลนิธิป็นชาวออสเตรเลีย ได้ที่ดินบนเขาก็เริ่มเลี้ยงหมาพิการไม่กี่ตัว และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อาหารไม่พอและน้ำยิ่งขาดเพราะอยู่บนที่สูง แพรเซนซิทีฟกับสัตว์พิการค่ะ เห็นไม่ได้ ใจอ่อน ต้องให้ความช่วยเหลือเลย เริ่มจากส่งน้ำเป็นถังไปให้และส่งเงินไปจำนวนหนึ่งก่อน แล้วโครงการนี้ก็ได้เพื่อนๆ มาช่วยกันเยอะ คุยกับพี่บี-สุริยา พูลวรลักษณ์ ก็เข้ามาช่วยเรื่องการก่อสร้าง โดยส่งทีมงานไปดูถึงพื้นที่ว่าจะต้องขุดบ่อน้ำอย่างไร เพื่อนๆ ทำกรุ๊ปไลน์ปรึกษากันค่ะ ก็มีคนเสนอว่าทำไมไม่ย้ายน้องๆ ซึ่งหมามีถึง 400 ตัว เป็นเรื่องยุ่งยากมากเกินไปถ้าต้องขนย้ายสัตว์จำนวนมากขนาดนี้ การสร้างสาธารณูปโภคที่ดีให้เขาน่าจะดีกว่า” แพรพรรณ กล่าว

นักธุรกิจนำเข้าสินค้าของเล่นอินเทรนด์ ร้าน Play House เล่าว่า การเสียสละเพื่อสังคมได้นิสัยนี้มาจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องมีการทำงาน volunteer หรืออาสาสมัครทำงานเพื่อส่วนรวม เป็นวิชาบังคับ Extra Curriculum ซึ่งในวัย 12 ปี แพรพรรณ บอกว่าเป็นสิ่งต้องจำใจทำมากกว่าสมัครใจ

แพรพรรณ ธรรมวัฒนะ

 

“มีกิจกรรมให้ทำ 2 อย่าง คือ เก็บขยะ ซึ่งใน 1 ปีนักเรียนต้องเก็บให้ได้ตามกำหนด อีกกิจกรรมคือมีหน้าที่ช่วยดูแลเลี้ยงน้องอนุบาล 3 ในฐานะเราเป็นพี่โตกว่า ตอนนั้นแพรว่าเสียเวลามาก (หัวเราะ) เราเป็นเด็กก็อยากเล่นสนุกช่วงพักกลางวัน แต่กลับต้องมาเสียสละทำเรื่องพวกนี้ แต่พอเรียนระดับมหาวิทยาลัยกลับอยากทำด้วยตัวเอง คุณแม่พาไปเลี้ยงอาหารบ้านเด็กพิการ ความที่เราเคยดูแลเด็กๆ มาก็ป้อนข้าวเขาได้ เล่นกับเขาได้สบาย แล้วรู้สึกดีมาก คือสิ่งที่น้องตอบแทนเรากลับมามันมากกว่าสิ่งที่เราให้เขานะคะ เขากอดเรา คุยกับเรา ร้องเพลง เต้นรำให้เราดู แพรคิดว่าสิ่งที่ให้เขาแค่อาหารกลางวันมื้อเดียว แต่สิ่งที่เขาให้เรากลับมานั้นมากมายเลยค่ะ แล้วเขาก็เฝ้ารอการกลับมาของเราอีกครั้ง

สิ่งที่แพรทำเพื่อสังคมจึงมี 2 เรื่องค่ะ คือ สัตว์ยากไร้และเด็กขาดแคลน สองเรื่องนี้สัญญากับตัวเองค่ะว่าจะทำแคมเปญต่างๆ ให้ต่อเนื่อง วันนี้ในด้านธุรกิจของแพรวางระบบแข็งแรงแล้ว เราสามารถสละเวลามาทำงานสังคมได้มากขึ้น ทุกวันเด็ก Play House จัดกิจกรรมพาเด็กพิการมูลนิธิต่างๆ เข้ามาชมนิทรรศการของเล่นในร้านที่เซ็นทรัลเวิลด์ ภาพที่แพรประทับใจมากที่สุด คือ น้องคนหนึ่งใส่ขาเหล็ก ขาน้องลีบตัวก็เล็กๆ นะคะ แต่เขาก็ยังเข็นเพื่อนที่นั่งวีลแชร์ ภาพนี้ทำให้แพรเห็นว่ามูลนิธิบ้านนนทภูมิปลูกฝังอบรมเด็กๆ ได้ดี เด็กน่ารักมีน้ำใจมาก เขาไม่ได้รอการช่วยเหลืออย่างเดียว แต่ช่วยเหลือคนรอบข้างอีกด้วย ส่วนเราแข็งแรงทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ก็พอมีแล้ว แพรสัญญาว่าอนุเคราะห์เด็กๆ มูลนิธินี้ตลอดไปเลยค่ะ

 

การทำงานเพื่อสังคมเริ่มง่ายค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่จะทำอย่างไรที่จะให้โครงการที่เราริเริ่มขึ้นนี้ สามารถอยู่ต่อได้อย่างต่อเนื่อง นี่คือเรื่องที่ยากที่สุดเลยค่ะ ทุกวันนี้แพรก็ยังทำได้เป็นครั้งคราว เช่น กรณีน้องหมาเห็นโพสต์ในอินสตาแกรมเพื่อน ก็ได้ทำบุญกันไปนะคะ แต่สิ่งที่แพรฝันไว้คืออยากทำโครงการยั่งยืนโดยทำเป็นซูเปอร์มาเก็ตมีของอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ให้คนยากไร้เข้ามาช็อปปิ้งกันได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน เขาจะได้รู้สึกว่ามีค่าขึ้น เมื่อไม่ต้องแบมือขอ หรือรอการรับบริจาคจากใครแต่เพียงฝ่ายเดียว” แพรพรรณ กล่าวทิ้งท้าย

‘สาวแรงหญิงร้าย’ เสน่ห์ที่ผู้ชายขยาด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2559 เวลา 10:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410971

‘สาวแรงหญิงร้าย’ เสน่ห์ที่ผู้ชายขยาด?

โดย…พริบพันดาว

รายการ “เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ ซีซั่น 2” ทำให้เห็นด้านแรงร้ายของบรรดาผู้หญิง แม้ว่าเป็นเรียลิตี้โชว์ที่มีการเขียนบทผสมอยู่ก็ตาม หรือรายการอื่นๆ บนจอทีวียุคปัจจุบันก็สะท้อนภาพของผู้หญิงยุคใหม่ในปัจจุบันได้ดี

จากความยอดนิยมของบรรดาผู้หญิงแรงและร้ายของรายการนี้ ทำให้อดนึกถึงการอธิบายถึงความแตกต่างทางเพศ (Sexual Different) เป็นความพยายามที่จะแสวงหาความจริงที่ก่อให้เกิดคำถามว่าความแตกต่างนั้นเกิดจากอะไร หรืออะไรที่สร้างความแตกต่าง

เพราะผู้หญิงมีหลายประเภท สำหรับผู้ชายไทยจะมีพิมพ์นิยมชอบผู้หญิงที่ดูหวานใสนิสัยดี ดูบอบบางและขี้อ้อนนิดๆ หน่อยๆ แต่พองาม โดยมีผู้หญิงที่อยู่ในหมวดหมู่ “สาวร้ายพราวเสน่ห์” ซึ่งมั่นใจ เชื่อมั่นในตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยวเป็นยาขมอยู่พอสมควร แต่ก็มีบางส่วนของผู้ชายที่ชอบสาวแนวนี้ แรงๆ มั่นๆ ได้ใจ มีเสน่ห์ลึกลับน่าค้นหา

ในลักษณะของสาวแรงหญิงร้าย มีเสน่ห์ที่ผู้ชายสนใจในลักษณะนิสัยก็คือ ความมั่นใจในตัวเอง ความเปิดเผยตรงไปตรงมา การอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว แรงดึงดูดใจและความรักในการผจญภัยของเธอ ที่ไม่เหมือนผู้หญิงแนวอื่นๆ แล้วผู้ชายไทยมองผู้หญิงแนวแรงมาร้ายอย่างไรบ้าง?

มุมมองและทัศนคติชายไทย

สาวแรงหญิงร้ายมักทำให้เพื่อนหญิงด้วยกันต้องหมั่นไส้ ผู้ชายต้องถอยห่าง แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า สาวร้ายต้องก๋ากั่น แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ด ทำตัวเป็นนางมารร้ายหรือเดินสูบบุหรี่ให้ดูเหมือนเป็นผู้หญิงกร้านโลก เพราะสาวร้ายที่พูดถึงซ่อนตัวอยู่ภายใต้สาวธรรมดาในโลกยุคปัจจุบัน

ปั๊บ-ปาฏิหาริย์ เพ็งสุข ดารารุ่นใหม่ที่ผ่านประสบการณ์รักแบบหนุ่มสาวยุคใหม่มาพอประมาณ บอกว่า เขาเจอสาวแรงและร้ายมาแล้ว

“โอเค ไม่มีปัญหาอะไร ผู้หญิงที่มั่นใจก็เป็นสิ่งที่ดีที่เขาเป็นคนที่มีความกล้า ทำให้เขาใช้ชีวิตได้คล่องแคล่วกว่าคนอื่น ทำอะไรก็ไม่ต้องออมไว้ เพราะเขามีความมั่นใจในการใช้ชีวิต”

แน่นอน ปั๊บฟันธงอย่างมั่นใจว่า ผู้ชายไทยชอบผู้หญิงหวานน่ารัก สดใส เอาใจเก่ง ขี้อ้อน ง้องแง้งงอแง

“ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เวลาที่เจอผู้หญิงมั่นใจเกินไป เชื่อตัวเองมากเกินไป ส่วนมากเขาไม่ฟังเหตุผลของเรา ประเภทหญิงร้าย หญิงมั่น ดูลึกลับ ค้นหายาก ดูเหมือนเขามีโลกส่วนตัว มีความคิดที่เป็นของตัวเอง มีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เพราะว่าส่วนมากที่ผู้ชายมองว่าเป็นหญิงร้าย คือผู้หญิงที่เก่ง ฉลาด และก็มั่นใจ ซึ่งแต่ละคนมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และก็ตัดสินใจเด็ดขาด ก็คือเสน่ห์ของเขา แต่ผมก็ไม่ชอบนะ เพราะทำให้เราดูเหมือนผู้ชายจะไม่ค่อยมีส่วนในการออกความคิดเห็นด้วย หรือมีความสำคัญในชีวิตของเขาน้อย”

แต่ปั๊บก็ยอมรับถึงความแตกต่างของผู้หญิงแนวร้ายว่า เป็นเสน่ห์ของผู้หญิงมั่นใจ ผู้ชายมองภายนอกแล้วก็รู้สึกว่า เป็นคนที่มีความกล้าแสดงออก เดินไปไหนมาไหนด้วยความมั่นใจ เมื่อออกมาโดยรวมแล้วจะทำให้เป็นผู้หญิงที่ดูดี

“ส่วนตัวผมชอบแบบกลางๆ เรียกว่าเอาแบบไม่ห้าวหรือหวานเกินไป เพราะอะไรมากหรือน้อยเกินไปก็จะลำบาก ถ้าร้ายหรือมั่นเกินไปก็รับไม่ค่อยได้ ผู้ชายไทยมักจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเจอผู้หญิงร้ายคือ มั่นใจเกินไป แข็งเกินไป เชื่อมั่นในตัวเองเกินไปก็จะรับกันไม่ค่อยได้ เพราะผมคิดว่ายากในการใช้ชีวิตของเราด้วย ผมคิดว่าผู้หญิงร้ายต้องเจอกับผู้ชายที่ยอมและตามเขาได้ เพราะเขามีความเป็นผู้นำสูง ถ้าเราไปขัดเขาก็กลายเป็นการทะเลาะกัน แล้วก็เลิกกันไปในที่สุด ผมก็เจอมาเยอะ แต่ผมไม่ค่อยได้จีบใคร เป็นเพื่อนกันก่อนหรือมีคนมาจีบแล้วเป็นแฟนกัน โดยนิสัยส่วนตัวผมก็เป็นคนที่ค่อนข้างไม่ค่อยยอมคน เป็นคนที่ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์”

 

ยุคนี้ผู้หญิงต้อง ‘ร้าย’ ผู้ชายต้องปรับตัว

ผู้หญิงร้ายต้องฉลาดเป็นกรด เอาตัวรอดเป็นเยี่ยม แต่ไม่ใช่คำว่า ร้าย นี้ แปลว่าจะต้องเป็นผู้หญิงเปรี้ยวกร้านโลก เซ็กซ์จัด จอมแผนการ เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เอาเรื่อง ตบตี ปากตลาด เหมือนในละครน้ำเน่าแบบคิดกัน ว่านี่แหละ “สาวแรงและร้าย” เพียงแต่พวกเธอเป็นผู้หญิงประเภท ฉลาด รู้เท่าทัน บางครั้งแสดงออกมาตรงๆ เลยกลายเป็นดู “แรง” หรือ “ร้าย” ในสายตาคนอื่นแบบไม่ได้ตั้งใจ

ธนวดี ท่าจีน ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง วิเคราะห์ว่า จากภาพผู้หญิงยุคใหม่ที่มีความแรงและร้ายมากขึ้น จึงสะท้อนโดยภาพรวมว่า ผู้หญิงไทยค่อนข้างเก่งมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับการรับภาระมากขึ้นด้วย ต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน มีบทบาทที่เป็นเวิร์กกิ้งวูแมน

หากเปรียบเทียบกับยุคก่อนที่ผู้หญิงเป็นแม่บ้านทำงานอยู่ในบ้านเยอะ แต่ปัจจุบันทั้งทำงานในฐานะแม่บ้านแล้วยังทำงานนอกบ้านด้วย

ในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้หญิงโสดที่มีมากขึ้น เพราะเน้นไปในเรื่องการทำงานการศึกษา บางคนเรียนไปจนถึงปริญญาเอกจนรู้สึกว่าตัวเองล่วงเลยเวลาที่จะแต่งงาน ธนวดีมองว่า จึงทำให้ผู้หญิงหลายคนตัดสินใจที่จะอยู่ตัวคนเดียวเป็นโสด หรืออาจจะไม่เจอผู้ชายที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง อยู่คนเดียวมีความสุขและรู้สึกมั่นคง ไม่ต้องพึ่งพาใคร นี่ก็เป็นปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ผู้หญิงอยู่เป็นโสดมากขึ้น

ธนวดี บอกว่า สำหรับทัศนคติของผู้ชายที่มองว่า ผู้หญิงยุคนี้ร้ายขึ้น มั่นใจขึ้น ไม่แคร์ผู้ชาย เป็นทัศคติที่ผู้ชายมองผู้หญิงเป็นเบี้ยล่าง

“เพราะเขาเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้ชาย เป็นความจริงว่าภาพลักษณ์ บทบาท และตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่มันเปลี่ยนไปจากผู้หญิงยุคเก่า แต่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง สถานการณ์ของผู้หญิงในปัจจุบัน ถึงแม้เขาจะเป็นผู้หญิงทำงาน เขาก็มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แม้จะเป็นแม่เป็นเมียไปด้วย ผู้หญิงบางคนก็สามารถเลี้ยงดูให้เงินลูกเป็นหลักของครอบครัวด้วยซ้ำไป”

ความมั่นคงในเรื่องอาชีพ การทำงาน และความรับผิดชอบ ธนวดี บอกว่า ผู้หญิงจะก้าวหน้าไปกว่าผู้ชายเยอะหลายช่วงตัว ทั้งในฐานะผู้หญิงโสดและมีคู่แล้ว

“ผู้หญิงโสดเขารู้สึกมีความสุขที่พึ่งพาตัวเองได้ อยู่คนเดียวได้ถ้าไม่เจอผู้ชายที่เขารู้สึกว่าอยากใช้ชีวิตด้วย ผู้ชายจะแหยงเวลาที่จะเข้าหาหรือจะจีบผู้หญิงหญิงสไตล์นี้ อยากจะฝากบอกว่าจริงๆ ผู้ชายยุคใหม่อาจจะต้องปรับตัวและทัศนคติว่า ไม่ต้องไปกลัวผู้หญิงเก่ง ต้องเรียนรู้และมีความสุขกับผู้หญิงที่เขาเปลี่ยนไปในโลกยุคนี้ เพราะส่วนมากพวกเธอจะมั่นใจตัวเองไม่แคร์ผู้ชาย ซึ่งผู้ชายต้องปรับตัวยอมรับว่าผู้หญิงที่ไม่ใช่เป็นแม่ศรีภรรยาดูแลทุกอย่าง เพราะมันไม่ได้แล้ว ส่วนหนึ่งที่ผู้หญิงไม่แต่งงานเพราะเจอผู้ชายคิดแบบเดิม ทั้งที่ผู้หญิงเขาไปไกลแล้ว ต้องเข้าใจ”

ธนวดี บอกว่า อยากให้ผู้ชายมองว่าผู้หญิงไม่ได้แรงและร้ายขึ้น แต่ปรับตัวไปกับสิ่งแวดล้อมของสังคมที่เคลื่อนตัวหรือปรับตัวไป ด้วยสังคมที่เปิดมากขึ้น

“ผู้หญิงสามารถทำเพื่อตัวเองได้มากขึ้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ทำให้ผู้หญิงขับเคลื่อนไปข้างหน้า แต่ผู้ชายไทย
ไม่ปรับตัว เลยกลายเป็นช่องว่าง ผู้หญิงเขาเก่งขึ้น ถ้าพูดว่าร้ายหมายถึงความเป็นลบหรือเนกาทีฟ เพราะผู้ชายชอบคิดว่าผู้หญิงต้องใสหวานเอาอกเอาใจ ต้องดูแลผู้ชาย แต่ผู้หญิงยุคนี้ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่ผู้หญิงจะต้องมาดูแลผู้ชายอยู่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว”

สุดท้าย ธนวดีฝากไปถึงบรรดาผู้ชายว่า ยุคปัจจุบันผู้หญิงปรับตัวไปเยอะแล้ว ถึงเวลาที่ผู้ชายจะต้องปรับตัวบ้าง

“เพราะผู้หญิงเขาปรับไปตามสภาพสังคม ส่วนผู้ชายนั้นไม่ปรับตัวแล้วมาบ่นว่าผู้หญิงร้าย ผู้ชายก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวกับบทบาทและสถานภาพของผู้หญิงที่เปลี่ยนไป”

 

เยาวชนดีเด่น ไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2559 เวลา 11:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410792

เยาวชนดีเด่น ไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้

โดย…โยธิน อยู่จงดี

วันเด็กทุกปีจะต้องมีรางวัลพิเศษที่มอบให้กับเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ซึ่งมีกว่า 11 สาขาในสายวิชาต่างๆ ซึ่งเคยสงสัยกันไหมว่า เยาวชนดีเด่นแห่งชาติเหล่านี้ เขาเก่งอย่างไรถึงได้รับรางวัลนี้มาเป็นเกียรติประวัติแห่งวงศ์ตระกูลกัน

เด็กอัจฉริยะ เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ 6 ปีซ้อน

รัชชานนท์ เพชรชู จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เจ้าของเหรียญเงินประเภทบุคคลและแชมป์ประเภททีม จากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก ที่ประเทศจีน ในปีที่ผ่านมา คือหนึ่งในเด็กอัจฉริยะแห่งวงการคณิตศาสตร์ของไทยที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่ง ที่ฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่ระดับอนุบาล 2

คุณแม่วิภาวดี จันทร์ม่วง เล่าว่า รัชชานนท์ชอบบวกเลขมาตั้งแต่อยู่อนุบาล 2 “เวลานั่งรถเขาก็ชอบแข่งบวกเลขทะเบียนรถต่างๆ ด้วยกัน เลยลองให้เขาลงแข่งคณิตศาสตร์ ปรากฏว่าได้แชมป์คณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับอนุบาล เราจึงส่งเสริมด้านคณิตศาสตร์ให้ลูกอย่างเต็มตัว โดยการให้เรียนพิเศษด้านคณิตศาสตร์ หาซื้อหนังสือคณิตศาสตร์จากต่างประเทศมาให้ลูกทดลองทำ

รัชชานนท์ เพชรชู

 

จนถึงวันนี้เขาค่อนข้างมุ่งมั่นที่จะได้แชมป์โอลิมปิกคณิตศาสตร์โลก เราก็ตั้งเป้าให้เขาเป็นตัวแทนประเทศ เพราะเมื่อตอนที่น้องเรียนระดับประถมศึกษา ทางโรงเรียนก็ให้ข้ามไปเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมแล้ว เวลาถึงคาบเรียนคณิตศาสตร์ ก็จะไปเรียนรวมกับเด็กคณิตศาสตร์โอลิมปิก ส่วนรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติน้องได้ตั้งแต่ ป.2 จนถึง ม.1”

“การเตรียมตัวของผมก็คือ ซ้อมทำข้อสอบเก่าๆ และดูแนวข้อสอบที่คิดว่าจะออกใหม่ทุกวัน โดยให้เวลาในการทบทวนการเรียน หลังเลิกเรียนตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงสามทุ่ม ผมจะซ้อมทำข้อสอบคณิตศาสตร์ตลอด โดยนำข้อสอบคณิตศาสตร์โอลิมปิกย้อนหลังจากอินเทอร์เน็ตมาลองทำดู

การเตรียมตัวในเรื่องการเรียนของผม เวลาอ่านหนังสือต้องจับใจความสำคัญให้ได้ เวลาทำข้อสอบก็จะทำได้ง่าย เคล็ดลับในการจับใจความสำคัญของผมก็คือการดูภาพรวมของเนื้อหา และดูว่าเนื้อหาตรงจุดไหนมีที่มาที่ไปอย่างไร” รัชชานนท์ บอกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ถึงเคล็ดลับในการเรียนจนประสบความสำเร็จ

ต้นป่าน โพธิ์แก้ว

 

เก่งทั้งเล่นกีฬาและการเรียน

ต้นป่าน โพธิ์แก้ว นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และนักกีฬาฟันดาบเยาวชนทีมชาติ เซเบอร์หญิง คือนักกีฬาหญิงรุ่นใหม่ที่เก่งทั้งด้านกีฬาและการเรียน โดยเกรดเฉลี่ย 3.9 เป็นตัวการันตีความเก่งรอบด้านของเด็กคนนี้ได้เป็นอย่างดี

“เล่นฟันดาบมาตั้งแต่อายุ 13 ปี โดยเล่นตามพี่สาวที่เป็นนักกีฬาฟันดาบมาก่อน จากนั้นเราก็เล่นมาตลอด แล้วลงการฝึกซ้อม ลงแข่งจนฝีมือและอันดับเราพัฒนาขึ้น เคล็ดลับในการประสบความสำเร็จด้านกีฬาก็คือการซ้อมอย่างต่อเนื่องทุกวันหลังเลิกเรียนจนถึง 2 ทุ่ม และวันเสาร์ซ้อมตอนเช้าตามโปรแกรมที่โค้ชกำหนด

สำหรับเคล็ดลับในการเรียน ปกติแล้วจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือมากนัก ดังนั้นช่วงที่เรียนหนังสือก็ต้องตั้งใจเรียนมากเป็นพิเศษ ทุ่มเทกับการตั้งใจเรียนฟังสิ่งที่ครูสอนอย่างเต็มที่ ฟังให้เข้าใจ และเวลาซ้อมก็ซ้อมให้เต็มที่เพราะเราจะไม่มีเวลากลับไปทบทวนหนังสือเรียนแล้ว แต่ความรู้ทั้งหมดเราจะจดจำและเข้าใจได้ตั้งแต่อยู่ในห้องเรียน

 

จากนี้ไปคงตั้งเป้าอนาคตว่าอยากจะเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ แต่มีมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งที่โค้ชแนะนำว่าสะดวกต่อการซ้อมฟันดาบ ซึ่งตอนนี้ขออุบไว้ก่อน ซึ่งเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ต้องตัดสินใจกันอีกครั้ง

การที่ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นฯ ทำให้เรารู้สึกภูมิใจมาก ต้องขอบคุณครอบครัว โค้ชและทุกฝ่าย ถ้าขาดคนใดคนหนึ่งไปก็คงไม่ได้รางวัลนี้มา จากนี้ก็คงตั้งใจฝึกซ้อมต่อไปและไม่ทิ้งเรื่องการเรียนเพื่ออนาคต”

เด็กเก่งที่พัฒนาด้วยตัวเอง

ยลลดา ยงพิศาลภพ นักเรียนชั้น ม.2 จากโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ เจ้าของเหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก ในระดับชั้นมัธยมต้น แม้จะไม่ได้รับการพัฒนาด้านคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เล็กๆ แต่ด้วยความสามารถและพรสวรรค์ในการคิดคำนวณ เธอจึงสามารถคว้าชัยในการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประถม ตั้งแต่รายการแรกที่ลงแข่งขัน

ยลลดา ยงพิศาลภพ

 

คุณแม่กาญจนา ยงพิศาลภพ เล่าว่า เห็นแววของลูกตั้งแต่ตอน ป.4 ที่ไปสอบแข่งขันกับ สสวท.ได้รางวัลกลับมา “ก็เลยรู้ว่าเขาพอจะมีหัวทางนี้ก็เลยเริ่มติวคณิตศาสตร์อย่างเต็มตัว แล้วเขาก็ได้อันดับหนึ่งในการแข่งขันหลายๆ สนาม แล้วก็ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติตั้งแต่ลงแข่งขันครั้งแรกมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา”

เคล็ดลับการเรียนเก่งของน้องยลลดาก็คือ ต้องทบทวนทุกครั้งที่เรียน เคล็ดลับในการเรียนการจัดการ เคล็ดลับการเรียนก่อนอื่นต้องตั้งใจฟังสิ่งที่คุณครูบอก ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องถามทันที การแบ่งเวลาบางส่วนไปทบทวนและทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง พอหลัง 2 ทุ่มจะทบทวนทำข้อสอบโอลิมปิกวันละ 5-6 ข้อ เพราะการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้ใช้การอ่านอย่างเดียว ต้องมีการฝึกหัดทบทวนโจทย์ด้วย

เก่งอย่างเดียงไม่พอต้องมีวินัยรู้จักหน้าที่

นิจวดี เจริญเกียรติบวร รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) สังกัดสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อธิบายเกณฑ์ในการคัดเลือก
เยาวชนดีเด่นแห่งชาติด้านวิชาการว่า เริ่มต้นจากกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานภายใต้สังกัดยื่นรายชื่อเยาวชนดีเด่นของแต่ละสาขา ซึ่งมีทั้งสาขาวิชาการ กีฬาและนันทนาการ ผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติและสาขาอื่นๆ ซึ่งแต่ละสาขาก็จะมีลิสต์รายชื่อมา

 

อย่างสายวิชาการเอง หลักๆ แล้วจะคัดเลือกจากนักเรียนที่มีผลงานดีเด่นในระดับประเทศและนานาชาติเช่นเด็กนักเรียนที่ได้รางวัลจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก แต่โดยหลักการแล้วเด็กที่จะรับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ จะต้องเป็นเด็กที่มีความสามารถ มีวินัย ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา สามารถสร้างแรงจูงใจและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน

ส่วนมากแล้วเด็กเก่งๆ จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง แต่ก็ต้องรู้จักหน้าที่ของความเป็นผู้นำและผู้ตาม เพื่อจะได้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี สามารถนำเอาความรู้มาพัฒนาประเทศและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขด้วย

 

สุขใจ กับการได้แบ่งปัน…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410717

สุขใจ กับการได้แบ่งปัน...

โดย…นพ.วรพล สุขีวัฒนา แพทย์ผิวพรรณและความงามเจ้าของ ดร.โทนี่คลินิก ที่คริสตัล พาร์คและที่ซอยทองหล่อ เรียบเรียง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผมเชื่อว่าสังคมจะน่าอยู่ขึ้นเพราะคนในสังคมต้องเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ จะรับอย่างเดียวก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไป จะให้อย่างเดียวก็คงไม่มีวันพอ แต่ถ้าทำทั้งสองอย่าง จะทำให้ชีวิตมีความสมดุลมีความสุขดี สังคมก็ดีขึ้นด้วย

แน่นอนว่าชีวิตประจำวันของเราก็ทำงานอย่างทุ่มเทเต็มที่ ทำงานหนักมีรายได้ดี เมื่อเรามีรายได้พอที่จะช่วยเหลือคนที่มีน้อยกว่าก็เป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม ควรให้โอกาสคนอื่นด้วยโดยเฉพาะเด็กๆ ที่ขาดทุนการศึกษา

อย่างผมโชคดีที่มีโอกาสได้เรียนดีๆ ได้ทำงานดีๆ มีลูกค้า มีคนไข้ที่ให้โอกาสไว้วางใจมารักษาผิวพรรณกับเรา มีวันนี้ได้เพราะได้รับโอกาส ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเราก็ควรให้โอกาสคนอื่นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษากับเด็กๆ ในด้านต่างๆ ผมจึงตั้งเป้าหมายไว้เลยว่า แต่ละปีจะนำเงินไปบริจาคกับโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา ซึ่งทำจริงจังมาได้2 ปีกว่าแล้ว เมื่อได้ทำก็ได้ความอิ่มอกอิ่มใจกลับมา สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ และของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ มันทำให้หน้าที่การงานของเราคล่องตัวขึ้นด้วยนะครับ

 

โดยปีล่าสุด ผมมอบเงินจำนวนหนี่งในการไปทำหลังคาเรียนที่รั่วเมื่อฝนตก พอแดดออกก็ทะลุส่องมาจนเด็กๆ ร้อน ให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ จ.อ่างทอง แล้วก็มอบเงินซื้อโต๊ะนักเรียนกับโต๊ะกินข้าวในโรงอาหารให้เด็กๆเนื่องจากโรงเรียนไม่ได้ต้องการทุนการศึกษาแต่ต้องการอุปกรณ์การเรียน เราซื้อโต๊ะเก้าอี้ให้นักเรียนได้ 80 กว่าชุด ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่ที่เราไปบริจาคนั้นไม่ได้อยู่ห่างไกล แต่เป็นโรงเรียนย่านปริมณฑลที่อยู่แถบรอบนอกแต่มักจะตกสำรวจ งบประมาณไปไม่ค่อยถึง

ปีก่อนหน้านั้น ก็มอบอุปกรณ์การฝึกวิชาชีพให้กับโรงเรียนโสตศึกษาที่ทุ่งมหาเมฆเป็นน้องๆ ที่พิการในการรับฟัง ต้องการอุปกรณ์ในการฝึกอาชีพ ช่วงปลายปีก็มีโรงเรียนแห่งหนึ่งทรุดโทรมมาก ทางโรงเรียนอยากได้สีเพื่อไปทาให้โรงเรียนดูใหม่สะอาดน่ารื่นรมย์

ถ้าเป็นการขอความช่วยเหลือมาจากโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล ผมยินดีให้ความช่วยเหลือตามที่เราพอจะช่วยได้ เพราะมีความเชื่อว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติ และปัญหาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การล่วงละเมิดหรืออะไรต่างๆ ถ้าเริ่มจากการให้การศึกษาที่ดีมันจะถูกนำไปแก้ไขได้ การศึกษาเป็นต้นทุนชีวิตที่ดีที่เด็กสามารถนำติดตัวไปได้ตลอดไปการให้การศึกษาให้โอกาสจึงเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญในการทำบุญ ถือเป็นเรื่องจิตอาสาที่จะไม่มองข้ามเลย จัดงบไว้เลยว่า ทุกปีจะต้องไปทำอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

 

แรกๆ จะไปคนเดียวหรือชวนครอบครัวไป ปีที่แล้วผมชวนพนักงานไปด้วย เพื่อให้เขาได้ไปเห็นไปแบ่งปันด้วยกัน การทำบุญเราต้องบอกต่อต้องชักชวนกันไปเยอะๆ ของแบบนี้ยิ่งให้เราก็ยิ่งได้นะครับ สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

ปีใหม่นี้ก็ตั้งใจว่า เราจะมุ่งมั่นพยายามคิดดีทำดีในส่วนของเราเท่าที่จะทำได้ เช่น ในการทำงานของเราเองก็จะทำงานให้ดีมีคุณภาพสมราคา ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค อะไรดีก็ว่าดีอะไรไม่ดีก็อย่ายัดเยียด พัฒนาคุณภาพงานของเราเพื่อให้สิ่งที่ดีกับลูกค้าที่มอบความไว้วางใจให้กับคลินิกของเรา

ทำบุญทุกครั้งเมื่อโอกาสอำนวย ช่วยคนอื่นตามที่กำลังเราพอทำไหว ดูแลร่างกายจิตใจให้คิดบวก ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูแลผิวพรรณให้สะอาดสะอ้านสดใส เป็นมิตรกับทุกๆ คนเท่านี้ก็จะทำให้ชีวิตทุกวันนี้มีคุณค่าต่อตัวเองและสังคม

 

บทเรียนสอนใจ ใช้ชีวิตอย่าตึงหรือหย่อนเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410714

บทเรียนสอนใจ ใช้ชีวิตอย่าตึงหรือหย่อนเกินไป

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ กรณ์กันต์ ลิ้วสงวนกุลธร

สาวออร์แกไนเซอร์ ตา-กรณ์กันต์ ลิ้ว-สงวนกุลธร เจ้าของบริษัทออร์แกไนเซอร์และประชาสัมพันธ์ ที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 20 ปี เธอเป็นสาวทำงานอย่างทุ่มเทตั้งบริษัทของตัวเองได้เมื่ออายุ 20 ต้นๆ เรียกว่าทำงานแบบลุยสุดๆ เช้ายันดึกแบบนี้มาตลอดชีวิตการทำงานนับตั้งแต่เรียนจบ และหนักหน่วงมากขึ้นเมื่อมีบริษัทเป็นของตัวเองแน่นอนเมื่องานเยอะ การดูแลตัวเองอาจจะไม่ได้มีเวลาให้มากนัก อาจจะกินนอนไม่เป็นเวลา ไม่ได้กินอาหารที่มีประโยชน์เท่าที่ควรไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตแบบรีบเร่งเคร่งเครียดแข่งกับเวลา แต่แม้กระนั้นเธอก็ไม่ได้ละเลยตัวเองจนเกินไป เธอยังไปตรวจสุขภาพอยู่ทุกปี โดยตรวจโปรแกรมสุขภาพชุดใหญ่ทุกปีตั้งแต่อายุ 30 ต้นๆ เธอจะเฝ้าระวังตัวเองมาตลอดเวลา แล้วก็ไม่พบอะไรที่ผิดปกติ

อย่างการตรวจสุขภาพของเต้านมนั้นเธอก็พยายามตรวจคลำ ด้วยตัวเองอยู่เสมอ เพราะรู้ข้อมูลมาว่าผู้หญิงที่มีเนื้อหน้าอกเยอะๆ มีโอกาสที่จะเกิดซีสต์ หรือก้อนเนื้อร้ายมากกว่าคนเนื้อหน้าอกน้อยๆ

 

“ตอนอายุ 30 นิดๆ ก็เคยตรวจเจอซีสต์ก้อนเล็กๆ ที่หน้าอกขนาด 2 ซม. เราจึงใส่ใจเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่งตรวจด้วยตัวเองอยู่เสมอไม่เคยละเลยก็ไม่เจออะไรผิดปกติ จนกระทั่งอายุ 41 เธอก็เริ่มคลำเจอก้อนเนื้อเล็กๆ คลำ แรกๆ ไม่เจอ มันไม่ใหญ่เท่าไหร่นะแค่ 2 ซม. นี่จะเจอยากมาก จนกระทั่งเรารู้สึกว่าเอ๊ะ มันมีก้อนๆ อยู่นะ ก็ไปตรวจอีกครั้งก็พบว่ามันโตขึ้นประมาณเท่ากับลูกส้มจี๊ดราวๆ นั้นได้คลำเจอเหมือนว่ามันบวมๆ”เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟัง

กรณ์กันต์ เล่าต่อไปว่าเธอไปตรวจเจอครั้งแรกตอนเดือน ธ.ค. ตอนนั้นยังไม่เป็นไรมากมีอาการแค่เจ็บๆ นูนๆ ขึ้นมา รอบก้อนเนื้อคลำไปโดนจะรู้สึกเจ็บ ตอนนั้นคลำเจอที่ข้างขวาก็เลยไปตรวจอย่างละเอียดก็แจ็กพอตเลยผลการตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะที่ 2 เรียกว่า CA breast cancer ข้างขวาmucinous carcinoma ซึ่งการเป็นก้อนที่เกิดขึ้นในถุงน้ำนมของผู้หญิงเป็นชนิดที่เติบโตช้าแต่ในถุงน้ำนมนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ บางคนอาจจะเป็นอยู่นาน 20-30 ปี โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัวเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่ดุ

 

โดยข้างขวานี้ไม่ต้องทำการคีโม แค่ฉายแสงเพียงอย่างเดียวและไม่ต้องตัดข้างขวาทิ้งแค่คว้านข้างในออกแล้วเก็บตัวเต้าไว้ หมอที่รักษาก็บอกว่าคนที่มีเต้าหรือไม่มีเต้าก็มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำได้เท่าๆ กัน เธอจึงเริ่มผ่าออกช่วงเม.ย. 2554 นอนโรงพยาบาลอยู่ 3-4 วัน ซึ่งโชคดีว่ามันไม่ลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง จึงไม่ต้องผ่าตัดเนื้ออกเยอะ ตัดออกเฉพาะก้อนเนื้อร้ายเท่านั้นแล้วมันเป็นเซลล์ที่ไม่ดุร้ายเท่าไหร่นัก

เธอเล่าว่า ตอนที่รู้ว่าเป็นมะเร็งที่ข้างขวาตอนนั้นก็จิตตกไปเล็กน้อยแต่ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายอะไร ก็เศร้านะ แต่ก็พยายามมีกำลังใจให้ตัวเองคิดแต่ว่าจะรักษายังไง เศร้าแต่ก็จะลุยต่อไปข้างหน้าคิดแต่ว่าต้องหาย และยังตายตอนนี้ไม่ได้ มีญาติพี่น้องต้องดูแล มีบริษัทมีทีมงานที่เพิ่งเริ่มต้นไว้ พนักงานบางคนเพิ่งเริ่มผ่อนบ้านผ่อนคอนโด ตัวเธอเองก็เพิ่งซื้อบ้านยังล้มตอนนี้ไม่ได้

 

เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะเธอคิดว่าหากคว้านเนื้อร้ายที่เต้านมข้างขวาไปแล้ว หน้าอก 2ข้างจะไม่เท่ากันเพราะเธอเป็นคนมีเนื้อหน้าอกเยอะ อาจจะมีปัญหาในการใส่เสื้อชั้นใน ก็เลยบอกให้หมอช่วยผ่าเอาเนื้อที่ข้างซ้ายออกไปนิดหน่อยเพื่อให้หน้าอกทั้งสองข้างเท่ากัน

คุณหมอก็ทำการผ่าให้ผ่าเสร็จพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 3-4 คืน ก็เตรียมจะออกจากโรงพยาบาล หมอก็ได้ผลการตรวจเนื้อของข้างซ้ายซึ่งดูเหมือนจะผิดปกติ ขอผ่าซ้ำอีกรอบเพื่อเอาก้อนเนื้อไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งและดูว่ามันลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองหรือเปล่า ที่สุดหมอก็ขอรอดูอาการก่อนยังไม่ให้ออกจากโรงพยาบาล

 

“ทีนี้เราเริ่มจิตตก คือใจเสียคราวนี้ร้องไห้มาก ช็อกแบบอะไรเนี่ยเพราะข้างซ้ายนี่ไปเจอโดยบังเอิญไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าจะเป็นใจเสีย ท้อเลย ขวัญกำลังทดท้อไปมาก” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

ผลปรากฏออกมาว่าที่เต้านมข้างซ้าย ก็เป็นเซลล์มะเร็งอีกประเภทชนิดเนื้อร้ายที่ดุและเป็นคนละชนิดกับที่เต้านมข้างขวา ข้างซ้ายเรียกว่า Invasive ductal carcinoma ซึ่งเป็นระยะแรก แต่เป็นเซลล์ที่อาจจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้และที่อื่นๆ ได้ เพราะเป็นเซลล์ดุลุกลามได้เร็วอาจจะลามไปได้ทั้งตัว แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่ยังไม่ลามไปทั้งตัว

 

คุณหมอบอกว่า การเป็นมะเร็งทั้งสองข้างและเป็นมะเร็งคนละชนิดกัน เป็นการเกิดขึ้นที่น้อยมาก ในรอบ 70 ปีนี่เพิ่งเจอสักครั้ง หายากที่จะเจอในคนไทย จะเจอในคนต่างประเทศมากกว่า

ดังนั้นก็เลยต้องให้คีโมถึง 6 ครั้ง ฉายแสง 25 ครั้ง 2 ข้างก็รวม 50 ครั้ง ต้องฉายข้างละทีเพราะเป็นมะเร็งคนละชนิดกันจะฉายแสงพร้อมกันแบบเดียวกันไม่ได้

 

หลังจากนั้นเธอก็เข้าขั้นตอนการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยรักษาตามแผนการของคุณหมออยู่ 1 ปีเต็ม ก็มีช่วงที่แพ้ ที่ย่ำแย่ ยาเคมีบำบัดก็ทำให้ผมร่วงคิ้วร่วง เริ่มจากหมอให้ยากินก่อนแล้วจึงให้คีโม พอแผลผ่าตัดเริ่มแห้งก็เริ่มให้คีโมเข็มแรก ปรากฏว่าแพ้ไข้ขึ้น มีแผลพุพองในปากกินอะไรไม่ได้แม้กระทั่งน้ำหวานก็ยังอยากจะอาเจียน ผมร่วงคิ้วบางไปเลยแพ้หนักมาก มีไข้รุมๆ ตลอดเวลา ต้องคอยวัดอุณหภูมิไม่ให้ไข้ขึ้นสูงเพราะจะเป็นอันตรายเพราะเม็ดเลือดขาวจะตกมาก

“ตอนนั้นบริษัทก็เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่กี่ปีกำลังตั้งไข่ งานก็กำลังเยอะเลย เราจะทิ้งงานก็ไม่ได้พอเดือนที่ 5-6 ของการรักษาหมดการให้คีโมไปแล้วอาการก็ค่อยดีขึ้นการแพ้ลดลงไปบ้างผมเริ่มขึ้น ตอนให้คีโมก็เพลียมาก มีบางช่วงที่งานพีกๆ ให้คีโมเสร็จบ่ายก็ไปประชุมต่อ ใส่วิกไปประชุม คือระหว่างที่ป่วยก็ไม่ได้พักงานเลยนะทำงานตลอด เพียงแต่ลดๆ ความถี่ในการไปประชุมลงบ้าง ให้ทีมงานแทนได้ก็ให้เขาไป อันไหนให้คนแทนไม่ได้จริงๆ ก็ต้องไปเองบอกตัวเองว่าต้องสู้ยังตายตอนนี้ไม่ได้” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

กรณ์กันต์ เล่าถึงความยากลำบากในการที่จะต่อสู้กับโรคร้ายต่อไปว่า บางวันแพ้มากเวียนหัว กินอะไรไม่ได้เลย กินได้แต่น้ำก็ไม่มีแรงได้แต่อมบ๊วยไว้ไม่ให้ขมปาก ตอนให้คีโมจะทรุดโทรมมากเหนื่อยเพลีย น้ำหนักลดลงไป 10 กก. แบบรวดเร็วมาก บางครั้งก็ท้อแต่ก็จะไม่ยอมแพ้ ร้องไห้ก็มีบ่อย ร้องเพราะเหนื่อยเพราะเพลีย แต่ใจนั้นสู้มาก

“จริงๆ จะพักงานบ้างก็ได้นะหยุดไปสักเดือนสองเดือน แต่เราไม่อยากหยุดงานด้วยล่ะ เพราะกลัวจะคิดฟุ้งซ่านมากเกินไป เราจึงเลือกที่จะทำงานควบคู่ไปด้วย หวังว่าจะใช้งานเป็นตัวช่วยบำบัดเยียวยาฆ่าเวลาให้เวลาผ่านไปเร็วๆ ถ้าอยู่บ้านเฉยๆ มันจะว่างแต่ละวันที่ผ่านไปมันจะช้าเกินไป เราคิดว่าเรายังมีประโยชน์เราต้องทำงาน เพียงแต่ไม่หักโหมไม่ดึกดื่นมากนัก เลือกไปทำงานที่สำคัญๆ วันละ 5-6 ชั่วโมงก็พอ วันไหนต้องไปคีโมถ้างานไม่ด่วนก็กลับบ้านเลย ถ้าด่วนสำคัญก็แวะไปประชุมสัก 2-3 ชั่วโมงแล้วกลับบ้านมาพัก”เธอบอกด้วยสายตาตั้งใจอย่างยิ่ง

 

สิ่งที่สำคัญคือเธอบอกว่าต้องให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ บอกตัวเองว่าเราจะผ่านมันไปได้เราจะโชคดี เราจะหาย พยายามมองหาข้อดีของสิ่งที่ตัวเองเผชิญอยู่ก็คือ ได้รักษากับหมอที่เชี่ยวชาญในสาขานี้ ได้อยู่กับโรงพยาบาลใหญ่ที่เป็นโรงเรียนแพทย์ มีองค์ประกอบที่ดีหลายอย่าง คือใครจะให้กำลังใจมากแค่ไหนก็ไม่เท่ากับการที่เราให้กำลังใจตัวเอง สั่งจิตสะกดใจไว้เลยต้องหายต้องดีขึ้น นึกภาพตัวเองตอนหายว่าได้ไปเดินเล่นริมทะเล ได้ไปขี่จักรยานในสวนท่ามกลางธรรมชาติ พยายามไม่เครียดไม่เก็บกด ถ้ารู้สึกแย่ก็จะร้องไห้เพื่อได้ระบายได้ปลดปล่อยออกมา ทำตามความรู้สึกไม่ฝืนไม่กดอารมณ์ไว้ พยายามไม่เครียดเลย เพราะเวลาที่เครียดเม็ดเลือดขาวจะตกก็ต้องมาฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวกันตลอดฮอร์โมนก็จะดร็อป ส่งผลให้ตัวดำตาโหล ผอมแห้ง สภาพร่างกายก็จะยับเยิน ดังนั้นก็ต้องพยายามดูแลตัวเองให้มาก

ต้องบอกตัวเองว่าดูแลตัวเอง ดูแลความหวังของทีมงานที่ฝากอนาคตไว้กับบริษัทที่เราเพิ่งเริ่มตั้ง บางคนเพิ่งซื้อรถ บางคนเพิ่งซื้อบ้าน แต่ในความโชคร้ายก็มีความโชคดีอยู่บ้างก็คือปีที่เธอเริ่มป่วยนั้นบริษัทไปได้ดีมีงานเยอะมีผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจ

 

การรักษาผ่านไปได้ปีกว่าทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น พอผ่านไปปีที่ 2-3 สัญญาณดีเริ่มมาคือการรักษาเป็นไปตามเป้าหมายที่คุณหมอตั้งไว้ แต่เธอก็ยังต้องดูแลตัวเองด้วยคือไม่เครียดไม่ทุ่มเทหนักจนร่างกายทรุดโทรม ต้องใส่ใจร่างกายให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น กินอาหารที่มีประโยชน์ กินให้เป็นเวลาแบ่งเวลาออกกำลังกายอย่างเคร่งครัดจะอ้างขี้เกียจ อ้างไม่มีเวลาอีกไม่ได้แล้ว ใช้ชีวิตอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้น อยู่กับตัวเอง

พอผ่านเหตุการณ์เจ็บป่วยที่ลืมไม่ลงแบบนี้ ก็คิดบวกว่าโชคดีที่รอดมาได้ ทำตัวให้ดีมีจิตใจที่คิดบวกมีเมตตาธรรมมากๆ กับตัวเองและกับผู้อื่น หากปล่อยปละละเลยกับชีวิตไม่รู้ว่าจะมีโอกาสที่สองอีกไหมจะรอดมาได้อีกหรือเปล่าจะไม่ประมาทกับชีวิต ใช้ธรรมะมาช่วยนำทางในการทำงานในการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น ทำบุญทำทานมากขึ้นโชคดีที่เป็นชาวพุทธได้มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

 

เธอเล่าต่อไปว่าตอนนี้ผ่านมา 5 ปีโรคสงบแล้วแต่ก็ต้องดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องจริงๆ แล้วเรื่องการดูแลคุณภาพร่างกายจิตใจให้ดีนี่แม้ไม่ป่วยก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี คนเมืองยุคนี้ใช้ชีวิตรีบเร่งจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ทุกคนมุ่งแต่หาเงินจนลืมเรื่องสุขภาพไป มุ่งเก็บเงินเพื่อเอามารักษาตัวตอนแก่ ตอนเจ็บป่วยสู้หาเงินน้อยหน่อยแต่มาใส่ใจสุขภาพ ลงทุนให้ร่างกายแข็งแรงไม่ต้องเอาเงินเก็บที่หามาได้ไปจ่ายค่ารักษาจนหมด

กรณีของเธอนั้นนับว่าโชคดีที่หมอวินิจฉัยโรคและรักษาได้ตรงจุดการรักษาเป็นไปตามแผนของคุณหมอ เธอเองก็มีความเชื่อมั่นในตัวคุณหมอ ทุกอย่างลงตัวอยู่ในความควบคุมได้ดี

บทเรียนชีวิตครั้งนี้สอนให้รู้ว่าต้องใช้ชีวิตแบบเดินสายกลางใช้ชีวิตอย่าให้ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ดูแลตัวเองทั้งร่างกาย จิตใจ ดูแลอารมณ์อย่าให้เครียด กินอาหารให้ดีมีประโยชน์สักหน่อย ออกกำลังกายบ้าง อยู่ในที่อากาศดีๆ บ้าง อย่างน้อยทำพื้นฐานการใช้ชีวิตให้ดีมีคุณภาพสักนิดโรคภัยไข้ป่วยรุนแรงคงไม่มาถามหาง่ายๆ แต่ถ้าทำต้นทุนชีวิตไว้ไม่ดี สิ่งที่ตามมามันก็เป็นผลพวงจากสิ่งที่เจ้าตัวทำลงไป เธอกล่าวเตือนสติทิ้งท้าย