พระถังซัมจั๋ง นักเรียนนอกผู้ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 08:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410699

พระถังซัมจั๋ง นักเรียนนอกผู้ยิ่งใหญ่

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ผู้คนรู้จักพระถังซัมจั๋งเป็นอย่างดี ผ่านวีรกรรมการเดินทางจากจีนไปสู่ชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎก

ผู้ที่เคยได้อ่านได้ชม “ไซอิ๋ว” จะรู้จักพระถังซัมจั๋งพร้อมซุนหงอคง ตือโป๊ยก่ายและเห้งเจีย ส่วนผู้ที่ศึกษาจากประวัติจริงจะรู้ว่าท่านไม่ได้เดินทางไปชมพูทวีปพร้อมสิ่งมีชีวิตพิสดารเหล่านั้น

และท่านไม่ได้ออกเดินทางด้วยความสนับสนุนจากราชสำนักใดๆ หนำซ้ำยังต้องหลบหนีออกไปในฐานะคนทำผิดกฎหมายเพราะไม่มีใบอนุญาตเดินทางไปนอกอาณาเขตในช่วงสงคราม ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต…

เดิมพระถังซัมจั๋ง (จีนกลางอ่านว่าถังซานจั้ง-แปลเป็นไทยได้ว่าพระไตรปิฎกแห่งราชวงศ์ถัง) มีชื่อเมื่อออกบวชว่า “เสวียนจั้ง”

ที่จริงพระเสวียนจั้งบวชเป็นเณรตั้งแต่อายุ 13 ด้วยศรัทธาและความเคร่งครัดในพระธรรมคำสอน เณรเสวียนจั้งศึกษาและเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก เมื่อท่านอายุได้ 20 ก็บวชเป็นพระ

ในฐานะที่ศาสนาพุทธมาจากอินเดีย ก่อนหน้ายุคพระถังซัมจั๋งก็มีภิกษุจำนวนไม่น้อยที่ไปอัญเชิญพระไตรปิฎก และร่ำเรียนพุทธศาสนาจากอินเดีย แต่เนื่องจากความยากลำบากในการเดินทาง พระไตรปิฎกที่นำกลับมาแต่ละครั้งก็เป็นเพียงบางส่วน และบางครั้งคำสอนที่นำกลับมาก็เจือปนไปด้วยการตีความเองหรือจากความทรงจำที่ไปร่ำเรียนมา แต่ก็นับได้ว่าต่างมีคุณูปการต่อศาสนาพุทธยุคต้นในจีน

เมื่อถึงยุคพระเสวียนจั้ง เมื่อท่านเดินทางไปศึกษาพระธรรมกว่าครึ่งแผ่นดินจีน ก็กลับพบว่าคำสอนต่างๆ บางส่วนถูกแปลมานาน ภาษาที่ใช้เป็นภาษาโบราณ อ่านยาก ทำให้เกิดการตีความหลากหลาย และแม้ท่านจะศึกษาภาษาสันสกฤตไปบ้างแล้ว แต่ก็หาแหล่งคำสอนต้นฉบับให้อ้างอิงได้ยาก

ท่านจึงตัดสินใจจะออกเดินทางไปร่ำเรียนให้รู้จริง และอัญเชิญพระไตรปิฎกกลับมาที่จีน

ท่านขอใบอนุญาตผ่านทางจากทางการจีนหลายครั้ง แต่เนื่องจากบ้านเมืองอยู่ในยุคที่ต้องระวังภัยสงครามจากชนเผ่านอกด่าน จึงโดนปฏิเสธตลอด แต่นั่นก็หยุดท่านไม่ได้ พระเสวียนจั้งตัดสินใจลักลอบออกเดินทางจากฉางอัน (เมืองหลวงของราชวงศ์ถัง) เพื่อไปสู่แหล่งศึกษาศาสนาพุทธที่สำคัญที่สุดในยุคนั้น มหาวิทยาลัยนาลันทา

ท่านใช้เส้นทางสายไหมในการเดินทาง ซึ่งขบวนพ่อค้าคาราวานใช้เดินทางค้าขายระหว่างตะวันออก ตะวันตกอยู่แล้ว แต่พระเสวียนจั้งออกเดินทางไปเพียงลำพัง โดยไม่มีสิ่งมีชีวิตพิสดารใดๆ ตามไปด้วย

เส้นทางที่ท่านผ่านมีเมืองตั้งอยู่เรียงราย ประหนึ่งแสงสว่างจากเปลวเทียนที่ตั้งอยู่ห่างๆ ระหว่างทาง จากบันทึกของท่าน เมืองรายทางในตอนนั้นส่วนใหญ่ก็นับถือพุทธศาสนา

การมีเมืองตั้งอยู่ระหว่างทางดูเหมือนจะทำให้ท่านเดินทางสะดวกขึ้น แต่นั่นก็แค่ดูเหมือนเท่านั้น

เพราะช่วงแรกๆ ของการเดินทาง เมืองคืออุปสรรค เพราะไม่มีใบอนุญาตผ่านทาง ท่านจึงต้องคอยหลบหนีเลียบๆ เคียงๆ เมือง จึงลำบากต่อการพักและหาเสบียงดำรงชีพ บางเมืองท่านโดนจับได้ แต่ก็โชคดีที่เจ้าเมืองมีความศรัทธาในศาสนาพุทธ และให้ท่านเดินทางต่อไปพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ประปราย

ระยะทางระหว่างเมือง ปราการธรรมชาติคือความท้าทาย ช่วงเดินทางผ่านทะเลทรายโกบี ท่านต้องอดข้าวอดน้ำถึง 5 วัน 4 คืน จนสลบอยู่กลางทะเลทราย โชคยังดีที่พอท่านตื่นขึ้นมา ม้าของท่านสามารถนำท่านไปพบแหล่งน้ำ

บางครั้งได้พบเจอกับเจ้าเมืองที่ศรัทธาในตัวท่านมากๆ ถึงขนาดอยากจะกักตัวท่านไว้ และข่มขู่ท่านว่า ถ้าไม่ทำตามจะส่งตัวกลับจีน จนท่านต้องอดอาหารประท้วง จึงได้รับอนุญาตให้เดินทางต่อ พร้อมมอบเสบียงและเตรียมคณะลูกศิษย์ให้ร่วมทางไปด้วย

แต่ระหว่างทางก็ไม่พ้นต้องเจอปล้นชิงทรัพย์สิน และคณะผู้ร่วมทางต้องล้มตายอยู่ท่ามกลางภูเขาหิมะไปกว่าครึ่ง พอผ่านเข้าชมพูทวีปก็ต้องพบเจอลัทธิประหลาดที่จะจับท่านบูชายัญ

เส้นทางทั้งหมดผ่านทั้งทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ไล่ขนานไปทางด้านเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ผ่านเลยตอนเหนือของอนุทวีปอินเดียไปถึงคีร์กีซสถานแล้วไปข้ามภูเขาหิมะเพื่อเข้าสู่อินเดียทางด้านตะวันตก ผ่านปากีสถาน ล่องใต้ แล้ววกไปทางตะวันออกอีกทีเพื่อถึงนาลันทา

สำหรับหลายคนต่อให้มีเห้งเจีย ตือโป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ไปเป็นองครักษ์ ยังสะบักสะบอม

แต่ท่านก็ถึงมหาวิทยาลัยนาลันทาในแคว้นมคธได้ในที่สุด ท่านศึกษาพระธรรมอย่างแตกฉาน ได้เป็นรองอธิการบดีของนาลันทา ผู้คนที่นั่นต่างนับถือท่านในฐานะผู้ทรงความรู้ในพระธรรม ท่านออกเดินทางไปศึกษาธรรมยังดินแดนต่างๆ ในอินเดีย แล้วท่านจึงตัดสินใจเดินทางกลับ พร้อมอัญเชิญพระไตรปิฎกกลับสู่จีน

นับจากเริ่มเดินทางจนถึงเมื่อท่านกลับมาสู่ฉางอันอีกครั้งในไม่กี่ย่อหน้าสั้นๆ คือเวลาในชีวิตพระเสวียนจั้งทั้งสิ้น 17 ปี รวมระยะการเดินทางกว่า 2.5 หมื่นกิโลเมตร

ท่านกลับมาจีนพร้อมการต้อนรับอย่างใหญ่โต ฮ่องเต้ถังไท่จง แห่งราชวงศ์ถังออกต้อนรับท่านด้วยตนเอง

ฮ่องเต้ถังไท่จงทรงสนใจในศาสนาพุทธ แต่ก็ยังไม่มากเท่าความสนใจในประสบการณ์ของการท่องแดนตะวันตกของพระเสวียนจั้ง

เพราะราชสำนักถังต้องการขยับขยายอำนาจ ฮ่องเต้ถังไท่จงจึงทรงทาบทามให้พระเสวียนจั้ง “สึก!” มารับราชการในราชสำนักถังเพื่อมาเป็นกูรูเรื่องดินแดนตะวันตก แต่พระเสวียนจั้งปฏิเสธอย่างหนักแน่น

เมื่อให้ท่านสึกไม่สำเร็จ จึงทรงขอให้พระเสวียนจั้งเขียนบันทึกการเดินทางมอบให้แก่ราชสำนักแทน

บันทึกนี้นี่เอง ที่พระเสวียนจั้งใช้เวลายามค่ำคืนในช่วง 1 ปี เขียนออกมาเป็น “บันทึกท่องแดนตะวันตกแห่งราชวงศ์ถัง” (ต้าถังซีโหยวจี้)

บันทึกเล่มนี้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์เส้นทางสายไหมและอินเดียอย่างยิ่ง พุทธ สถานอย่างมหาวิทยาลัยนาลันทา, เจดีย์พุทธคยา ฯลฯ ก็ถูกขุดค้นพบด้วยการสืบค้นจากบันทึกนี้ วงการประวัติศาสตร์อินเดียต้องขอบคุณพระเสวียนจั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ราชสำนักยังทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็นพระไตรปิฎกแห่งราชวงศ์ถัง ซึ่งก็กลายเป็นชื่อที่เราเรียกท่านติดปากว่า “พระถังซัมจั๋ง”

ส่วนภารกิจที่แท้จริงของท่านเพิ่งเริ่มต้น ท่านดำเนินการแปลพระไตรปิฎกที่อัญเชิญมาโดยใช้เวลาแปลทั้งสิ้นถึง 19 ปี ยาวนานกว่าระยะเวลาที่ท่านเดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกในทริปฉางอัน-นาลันทาเสียอีก

พระไตรปิฎกฉบับแปลของท่าน เป็นการแปลให้เป็นภาษาที่ทันสมัย (ราชวงศ์ถัง) และครบถ้วนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนยุคโบราณ และกลายเป็นหลักฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ของพระไตรปิฎกยุคนั้นที่สำคัญ

ตลอดเวลาที่ท่านแปลพระไตรปิฎกอยู่นั้น ท่านถูกทาบทามให้สึกออกมาช่วยราชการอยู่เนืองๆ บางครั้งราชสำนักถังแทบจะเชิญท่านให้ช่วยไปให้ข้อมูลถึงชายแดน แต่ความแน่วแน่ของท่านยังคงเดิม ภารกิจหนึ่งเดียวในชีวิตท่านคือเรื่องทางธรรม ไม่ใช่เรื่องทางโลก โดยเฉพาะเรื่องแก่งแย่งชิงดินแดนและท่านยังเป็นผู้ก่อตั้งพุทธศาสนานิกายฝ่าเซี่ยงในจีน

จากสัดส่วนเวลาที่ท่านใช้แสดงให้เห็นได้ว่า แม้การเขียนบันทึกการเดินทางเล่าวิถีชีวิตจะน่าสนใจและดึงดูดผู้คนได้ดี และยังประโยชน์ไม่น้อยทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ท่านก็ให้ความสำคัญกับงานแปลพระไตรปิฎกเป็นที่หนึ่ง (เปรียบเทียบยุคปัจจุบันคือท่านอาจเล่าเรื่องการท่องไปอินเดียผ่านอินสตาแกรมแชร์ให้ผู้สนใจตามคำเรียกร้องบ้าง แต่ท่านให้น้ำหนักวิชาการที่ไปเล่าเรียนมามากกว่าเยอะ)

พระถังซัมจั๋งเป็นหนึ่งในบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องในหลายบทบาท และบทบาทที่ใกล้เคียงกับผู้คนจำนวนมากในยุคนี้อย่างยิ่งคือบทบาทนักเรียนนอก

นักเรียนนอกผู้มีจิตใจตั้งมั่นกับวิชาการที่อยากเรียนรู้ และมุ่งมั่นไปเรียนรู้จากดินแดนต้นกำเนิด นักเรียนนอกที่ไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก นักเรียนนอกที่ต้องการศึกษาให้กระจ่าง และนำวิชาจากแดนไกลกลับมาให้แผ่นดินแม่ นักเรียนนอกที่ไม่จบแค่การชุบตัว หรือถูกหลอกล่อด้วยลาภยศสรรเสริญ แต่ทุ่มเทตลอดชีวิตเพื่อให้สิ่งที่เล่าเรียนมาเป็นประโยชน์แด่คนรุ่นหลังสืบไป นี่คืออีกหนึ่งบทบาทที่นำพระถังซัมจั๋งลงจากบนหิ้ง และเราๆ ท่านๆ ปฏิบัติได้จริง คือพระถังซัมจั๋งในบทบาทนักเรียนนอก

 

คนทำงาน 2 วัย กับวิธีดูแลตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 14:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410613

คนทำงาน 2 วัย กับวิธีดูแลตัวเอง

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

วัยใกล้เกษียณ ทุกคนล้วนแล้วแต่มุ่งมั่นทำงานเต็มที่เกิน100% และด้วยการที่ต้องทำงานอย่างหนัก ทุกคนจึงมักจะมีวิธีผ่อนคลายที่แตกต่างกันตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน มาดูกันว่าคนทำงาน 2 วัย 2 สไตล์ มีวิธีผ่อนคลายจากการทำงาน และวิธีคิดในการทำงานกันอย่างไรบ้าง

นักธุรกิจสาววงสกินแคร์ หัวใจรักการออกกำลังกาย

“จิลมิกา เฉลิมสุข” นักธุรกิจสาวสวยในวงการธุรกิจความสวยความงามที่มีดีกรีเป็นแชมป์ไอซ์สเก็ตในช่วงวัยเด็ก ในช่วงเวลาที่ว่างเว้นการทำงาน ไลฟ์สไตล์ที่หลงใหลเป็นอย่างยิ่ง คงหนีไม่พ้นการออกกำลังกาย และหลักการทำงานที่เกิน 100% แต่ต้องทำอย่างมีความสุข

จิลมิกา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทูเดอะนายน์ และบริษัท ฟราโครา ผู้นำเข้าเครื่องสำอางและสกินแคร์จากญี่ปุ่น เล่าชีวิตในวัยเด็กว่า ครอบครัวจะเน้นและปลูกฝังในเรื่องคุณธรรม การทำความดี การช่วยเหลือสังคม และการมีน้ำใจและการรู้จักการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดังนั้นทัศนคติในการดำเนินชีวิตจึงเน้นหนักให้รู้จักความพอดี ให้อภัย และแบ่งปันช่วยเหลือสังคม ส่วนบุคลิกส่วนตัวปกติแล้วเป็นคนร่าเริง ทำอะไรทำจริง ตั้งใจแน่วแน่

สำหรับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวชอบการออกกำลังกาย เพราะในช่วงวัยเด็กเป็นนักกีฬาไอซ์สเก็ต เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งขัน 2 รายการ ได้รับเหรียญทองและเหรียญเงิน แต่เมื่อก้าวสู่วัยสาวเริ่มหันมาเล่นกีฬากายกรรมการห้อยโหน (Aerial Silk) เพราะไอซ์สเก็ตเป็นกีฬาที่ต้องใช้แรงเยอะ และทำให้ผู้เล่นมีปัญหากับข้อเข่า จึงเปลี่ยนมาเล่นกีฬาดังกล่าวแทนที่ สามารถทำให้ร่างกายยืดหยุ่นได้เต็มที่

“ออกกำลังกายช่วยให้คลายเครียดอย่างหนึ่ง และรู้สึกได้ถึงความกระฉับกระเฉงมากขึ้น เพราะเราทำงานก็นั่งอยู่ตลอดทั้งวันแล้ว ทำให้คลายความปวดเมื่อยและฝึกสมาธิ พร้อมกับทำให้สมองสั่งการได้ดีขึ้น โดยจะเล่นกีฬาสัปดาห์ละ 4–5 ครั้ง ครั้งละประมาณชั่วโมงครึ่ง”

การเล่นกีฬา Aerial Silk เหมือนกับไอซ์สเก็ต คือ มีดนตรีเป็นส่วนประกอบ มองว่าดนตรีและกีฬาทำให้ออกกำลังกายได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วก็ชื่นชอบการเล่นเปียโน และเล่นมาตั้งแต่เล็ก เลยชอบเสียงเพลง และเชื่อว่าเสียงเพลงมันสามารถปรับอารมณ์จากที่ไม่ดีให้มาเป็นด้านดีได้ เป็นเหมือนยาเยียวยาทางใจ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการกิน ทุกครั้งที่ออกกำลังกายอย่างหนัก หรือรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของโซเดียมสูง จะรู้สึกว่าร่างกายตัวเองอ่อนเพลีย การเลือกรับประทานอาหารจึงเน้นอาหารที่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบสูง เพราะตามหลักที่เรียนมาโปรตีนจะช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอได้เป็นอย่างดี รวมทั้งรับประทานผักและผลไม้ควบคู่กัน

ในด้านชีวิตการทำงาน ตนเองเปิดธุรกิจนำเข้าผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเครื่องสำอางจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยงบลงทุน 20 ล้านบาท เพราะมีความหลงใหลสินค้าจากญี่ปุ่น และชื่นชอบการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นการส่วนตัว จึงเริ่มศึกษาตลาดและในที่สุดก็ตัดสินใจทำธุรกิจ โดยมีทัศนคติการทำงานทำด้วยความรักและทุ่มเทเวลาให้มากกว่า 150% ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ

“แนวคิดการทำงานให้ความสำคัญการเป็นทีมเวิร์ก เน้นให้พนักงานมีความคิดสร้างสรรค์งานให้องค์กรเติบโตไปด้วยกัน เวลาเลือกผลิตภัณฑ์เข้ามาทำตลาดส่วนใหญ่จะทดลองและดูส่วนผสมก่อนว่ามีความละเอียดอ่อนหรือไม่ นำสินค้ามาให้บุคคลใกล้ตัวทดลองใช้ หากพบว่า 90% พึงพอใจก็จะตัดสินใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในไทย ส่วนเคล็ดลับง่ายๆ ที่ทำให้ดูดีและหน้าใสเด็กตลอดเวลา คือ ไม่เครียดกับการทำงาน ทำตัวเองให้มีความสุขตลอด”

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว สำหรับการสร้างบริษัท ทูเดอะนายน์ ให้เป็นองค์กรที่เติบใหญ่อย่างมั่นคง โดย “จิลมิกา” มีเป้าหมายสูงสุดวางไว้นำพาธุรกิจเปิดตลาดอเมริกา จากปัจจุบันสินค้าเริ่มขยายตลาดอาเซียน นำร่องที่สิงคโปร์ไปแล้ว นั่นคือผู้หญิงที่มีหัวใจรักในการทำตลาดความสวยความงาม และหลงรักกีฬาและเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตใจ

มือฉมังแห่งเซเรบอส อาหารคลีนสร้างบุคลิก

คลุกคลีกับธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซุปไก่สกัดมานาน สำหรับ “ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซเรบอส ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายซุปไก่สกัดตราแบรนด์ ในวัย 51 ปี เลือกการดูแลตัวเองจากการกินอาหารคลีนมาเป็นเวลานาน เพราะเชื่อว่าการดูแลตัวเองจากภายในจะช่วยเสริมสร้างบุคลิกจากภายนอกให้ดูดี ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ หรือรูปร่างที่ผอมอย่างมีสุขภาพและไร้พุง

ตุลย์ เล่าว่า ในฐานะที่การทำธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ จึงต้องทำให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอ ไลฟ์สไตล์ของผมชื่นชอบการออกกำลังกาย เพราะช่วยให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม โดยปกติแล้วจะเข้าสถาบันออกกำลังกาย หรือฟิตเนสต่างๆ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ส่วนรูปแบบการออกกำลังกายไม่ได้เน้นอะไรมากเป็นพิเศษ

ส่วนการดูแลตัวเองทางด้านอาหาร ถือว่าเป็นคนที่มีความพิถีพิถันกับการรับประทานอาหารมากคนหนึ่ง บางครั้งอาจกลายว่าเป็นเรื่องยุ่งยากเลยทีเดียว คือ อาหารมื้อเช้าทุกๆ วัน จะไม่รับประทานเนื้อเลย แต่จะเน้นผักทั้งหมด และต้องเป็นผักที่ไม่ได้ผ่านการปรุงรส ผัด หรือ ทอดใดๆ ทั้งสิ้น เมนูที่โปรดปรานเป็นพิเศษ จึงหนีไม่พ้นผักต้มธรรมดาเท่านั้น หรือที่สมัยนี้เรียกว่าเป็นอาหารคลีน ส่วนอาหารแปรรูปต่างๆ เรียกว่ารับประทานน้อยมาก

เมื่อต้องไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ก็จะเลือกเมนูที่ดีที่สุดที่อิงกับผัก ซึ่งวิธีดังกล่าวทำให้แม้ว่าอายุจะเข้าสู่เลข 5 แล้ว แต่ไม่ได้เป็นผู้บริหารที่มีรูปร่างอ้วน อีกทั้งยังมีสุขภาพผิวดี และป่วยน้อยมาก นอกจากว่างเว้นจากการทำงาน ชีวิตที่เดินทางไปทำงานต่างๆ พยายามศึกษาสิ่งรอบตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ที่เข้ามาในชีวิต มองโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมกับวางแผนขับเคลื่อนองค์กร

สำหรับการทำงานในบริษัท เซเรบอส รู้สึกผูกพันและรักองค์กรกับทีมงานมาก เพราะทำงานมาร่วม 20 ปี และเป็นองค์กรที่สอนให้รู้จักการทำงานว่าต้องมุ่งมั่น ทุ่มเท และลงมือทำด้วยตัวเอง การนั่งแท่นเป็นผู้บริหารไม่ใช่จำกัดตัวเองอยู่ออฟฟิศ ต้องลงพื้นที่ดูตลาดและนำมาวิเคราะห์ เพราะโลกแห่งการทำธุรกิจแข่งขันสูง การลงมือทำด้วยตัวเองทำให้รู้เท่าทันคู่แข่งและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่พร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ขณะนี้มีอายุ 51 ปีแล้ว และวางแผนว่าจะเกษียณชีวิตการทำงานเมื่ออายุ 60 ปี ซึ่งขณะนี้เหลือระยะเวลาทำงานอีก 9 ปี จึงยังไม่ได้วางแผนชีวิตหลังวัยเกษียณว่าอยากจะใช้ชีวิตหรือทำอะไร ยังรู้สึกกับการทำงาน และทำด้วยความรักและสนุก ทำให้ตอนนี้ขอมุ่งมั่นกับการทำงานก่อน แม้ว่าเหลือชีวิตวัยทำงานไม่มากนักก็ตาม

“ชีวิตในวัยเกษียณ ความใฝ่ฝันคือการเป็นอาจารย์สอนหนังสือหรือการตลาดให้กับนักศึกษา ที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นนักการตลาด ต้องการนำองค์ความรู้ที่สั่งสมประสบการณ์มานานหลายปี มาแบ่งปันคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะก้าวมาแทนที่นักการตลาดรุ่นเดิมๆ อยากปลุกปั้นให้กลายเป็นนักการตลาดมือฉมัง ขณะนี้มีรับสอนหนังสือประปรายอยู่บ้าง แต่ยังไม่ได้ทำจริงๆ จังๆ”

ส่วนพฤติกรรมอีกอย่างที่ต้องทำเป็นประจำทุกเช้า คือ การนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ และแมกกาซีนต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลความรู้และข่าวสารใหม่ๆ เพราะโลกใบนี้มีอะไรที่ต้องค้นหาและติดตามความเคลื่อนไหว มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย เมื่อถามว่าเป้าหมายสูงสุดในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตราแบรนด์ ผมต้องการให้คนไทยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีชีวิตที่ดี ซึ่งจะมุ่งมั่นพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ที่ดูแลสุขภาพตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

 

‘ฤทธี-นริศรา กิจพิพิธ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:37 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410606

‘ฤทธี-นริศรา กิจพิพิธ’

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สองพี่น้องทายาทธุรกิจ บริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร “ฤทธี กิจพิพิธ”กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายงานบริหารและการตลาด บริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) ปีนี้อายุ 33 ปี และ “นริศรา กิจพิพิธ” กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสำนักเลขานุการ ปีนี้อายุ 29 ปี ทั้งคู่มีหน้าที่ต้องดูแลและรับผิดชอบกันชัดเจน คนหนึ่งจะต้องคอยดูภาพรวมของธุรกิจและกลยุทธ์เพื่อขยายกิจการให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่น้องสาวต้องรับผิดชอบเรื่องงานหลังบ้านทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการเงินทั้งสองคนถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่ช่วยคุณพ่อ “ธัญชาติ กิจพิพิธ” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ นำบริษัทระดมทุนและจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งจะครบ 1 ปีในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้

 

‘น้องสาวที่พร้อมสนับสนุน’

ฤทธี : แม้อายุจะห่างกับน้องสาว 4 ปี แต่ก็สนิทและเล่นด้วยกันตามประสาเด็กๆ เพราะมีพี่น้องกันแค่ 2 คน แต่ทุกอย่างเริ่มเป็นไปตามกลไกของมัน หรือเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพี่ชายอย่างมาก เมื่อต้องไปเรียนไฮสคูลที่ประเทศแคนาดาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เป็นเวลา 4 ปี เนื่องจากต้องไปอยู่กับครอบครัวคนเอเชียที่นั่น แต่มารู้ทีหลังทีละอย่างว่าครอบครัวที่นั่นทำไม่ดี ไม่ว่าจะเงินที่ทางบ้านส่งมาให้ก็ให้ไม่ครบ เจอหลายๆ อย่าง แต่ความที่ยังเป็นเด็กและไปอยู่ต่างประเทศทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติต้องเจอเรื่องอย่างนี้และไม่ได้บอกใคร ตอนนั้นแค่ไม่อยากกลับบ้านที่นั่น รู้สึกโดดเดี่ยว และแย่ไปเลย น้องสาวยิ่งไม่ได้เล่าเพราะเขาก็ยังเด็กกว่ามาก จนสุดท้ายเมื่อทางบ้านที่ไทยรับทราบข้อมูล ก็ได้กลับมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติที่ไทยเมื่ออายุ 15 ปี

พอย้อนไปดูเหตุการณ์นั้นทำให้รู้ว่า คิดว่ามันเป็นปัญหา เหตุการณ์ฝังใจครั้งนั้น ก็สอนให้รู้จักเข้มแข็งอดทน รู้จักการเป็นนักเจรจา กลายเป็นเหมือนตัวเองเป็นคนที่สู้ชีวิตมากเพราะก็ผ่านอะไรมาเยอะเช่นกัน และทำให้เป็นพื้นฐานของชีวิตว่าจะต้องรู้จักกับการปรับตัว เพราะถ้าปรับตัวได้ก็จะทำให้เรียนรู้อะไรได้ง่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีจนทำให้กลายเป็นคนมีความมุ่งมั่นจนได้เป็นดุษฎีบัณฑิตด้านวิศวกรรมพลังงานจากสหรัฐ หรือเป็น “ดอกเตอร์” ถึงทุกวันนี้

ช่วงวัยรุ่นความสัมพันธ์กับน้องสาวอาจจะห่างกันไปบ้างเพราะสวนทางกันตลอดเวลา และน้องสาวก็มาอยู่ในช่วงที่ไม่ได้รับรู้ว่าครอบครัวมีปัญหาทางการเงิน น้องจะรู้เรื่องและรับรู้ตอนที่บ้านมีฐานะมีเงินพร้อม แต่เธอโอเคนะ เพราะสุดท้ายที่บ้านจะสอนให้ลูกรู้จักดูแลตัวเองให้ได้ เพราะตอนแรกน้องสาวจะเป็นคนที่ติดแม่มาก ไปไหนมาไหนก็จะไปกับแม่ตลอด ซึ่งก็เท่ากับว่าสามารถดูแลตัวเองได้ดีไม่น้อย

จริงๆ กับน้องสาวเหมือนจะคอยดูแลกันและกันห่างๆ มีอะไรก็แลกเปลี่ยนคุยกัน และต่างก็คุยกันด้วยเหตุผลต่อกันมากกว่า เมื่อต้องมาช่วยกันทำให้บริษัทที่คุณพ่อสร้างมาเข้าจดทะเบียนใน ตลท.ให้ได้ เหมือนเป็นงานใหญ่ที่เราต้องช่วยกันทำให้ประสบความสำเร็จให้ได้ ซึ่งถือว่าเธอเป็นงานหลังบ้านให้กับครอบครัว จนทำให้ SCN จดทะเบียนเข้า
ตลท.ได้สำเร็จ

ทุกวันนี้จะแบ่งส่วนงานที่รับผิดชอบกันชัดเจน แต่อย่างเวลาที่จะต้องขยายงานเพื่อการลงทุนให้กับบริษัทมากขึ้น ก็จะใช้เหตุผลว่าทำไมต้องมาขอเบิกงบลงทุนขยายกิจการ เธอก็จะมีเหตุผลว่าทำไมควรจะดำเนินการหรือไม่อย่างไรดี หรือแม้กระทั่งการทำงานกับคุณพ่อที่บุกเบิกธุรกิจนี้ขึ้นมา แต่ช่องว่างระหว่างวัยแนวคิดกับพ่อซึ่งเป็นคนละรุ่นกัน ก็จะมีความแตกต่างกันบ้าง เช่น มองว่าเวลางานก็ต้องเต็มที่ไปเลย ไม่ต้องมีการทำล่วงเวลา การทำงานไม่ได้วัดว่าใครอยู่เย็นสุดแปลว่าทำงานเก่ง ก็ต้องทำความเข้าใจกับคนทำงานที่บ้านทั้งคุณพ่อและน้องสาว เพราะต่างคนอาจจะต่างความคิดแต่ต่างรับฟังกันและจะคุยกัน

 

‘พี่ชายเป็นเจ้านายที่ดี’

นริศรา : ยอมรับว่าตอนเด็กติดแม่มาก แม่ไปไหนก็จะเกาะแม่ไปตลอด เหมือนเป็นลูกแหง่แถมช่วงที่พี่ชายมีปัญหาตอนไปเรียนต่างประเทศแรกๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะยังเด็กมาก เขาเองก็ไม่ได้โทรมาเล่าให้แม่หรือคนที่บ้านฟัง พอโตขึ้นและเริ่มรู้ปัญหาที่เขาเคยเจอ มองว่าเขาเก่งมากที่สามารถแก้ไขปัญหา พี่ชายอึดและอดทนมาก เพราะในสภาพที่เด็ก 10 ขวบที่ต้องเจอตอนนั้นหากเป็นเราก็คงควบคุมสถานการณ์ไม่ได้

จากที่ทางบ้านเริ่มเห็นว่าพี่ชายก็มีปัญหาแล้ว พอตอนจะส่งไปเรียนให้ได้ภาษาอังกฤษก็เลยเลือกให้ไปตอนที่โตกว่าคือ 14 ปี ไปอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นช่วงจังหวะคาบเกี่ยวที่พี่ชายก็ไปเช่นกัน แต่ไม่ได้เจอกันเพราะไปอยู่กันคนละเมืองเลย แรกๆ เหงามาก

จากนั้นกลายเป็นเวลาที่เธอจะมีช่วงเวลาที่สวนทางกับพี่ชายตลอดเวลา แม้จะชอบเรียนด้านวิศวกรรมเหมือนกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้เจอกันมาก และเมื่อเรียนปริญญาโทจบก็จะเป็นวิศวกรกันหมด ดังนั้นเลยเลือกไปเรียนปริญญาโทใบที่ 2 แต่จะเป็นสาขาใหม่คือ วิศวกรรมการเงินเพราะคิดว่าจะมาช่วยดูเรื่องการเงินให้กับบริษัทได้มากขึ้นในอนาคต

ตั้งแต่ที่พี่ชายไปเรียนต่างประเทศ 10 ขวบ เวลาก็สวนทางกันตลอด แต่ไม่ใช่ว่าจะต่อกับเขาไม่ติดนะ มีอะไรก็พูดคุยและหารือกันบ้าง แต่ไม่ได้หมดทุกเรื่อง เพราะเข้าใจว่าเขาก็ต้องมีปัญหาของเขา ซึ่งท้ายสุดก็สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้เจอกันไป ตอนนี้ได้มาทำงานด้วยกันแล้ว เข้ามาทำแล้วก็ชอบ เพราะได้ดูเรื่องเงินลงทุน งบการเงิน ถ้าพี่ชายอยากลงทุนโครงการไหนต้องมาปรึกษา มาขอเงินให้พิจารณา เวลาคุยหรือหารือกันก็จะสุดกันในหนทางตัวเองแต่ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล

สิ่งที่เห็นจากคุณพ่อคือตัวอย่างหนึ่งแล้วในเรื่องของความพยายามและการเอาชนะทุกอย่างให้ได้ ส่วนพี่ชายเราก็มองว่าเขาเป็นคนเก่ง เป็นคนที่แก้ไขปัญหาได้เก่งเพราะเห็นเขาสามารถแก้ไขปัญหาในหลายสถานการณ์ได้ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันก็ชื่นชม

เมื่อโตขึ้นแม้อาจจะไม่ได้เล่นกันแบบเด็กๆ แล้ว แต่หลายครั้งที่เหนื่อยเครียด ไม่รู้จะทำอย่างไรกับงานที่อยากให้สำเร็จ ถ้าเขาเห็นเราพอเริ่มมีอาการหนัก เห็นแมนๆ อย่างนี้เขาก็จะเข้ามากอดทำให้หลายครั้งทุกอย่างหายไปทันที หรือบางทีเขาโทรมาถามเป็นอะไรอย่างไรบ้าง ก็จะทำให้รู้สึกคลายกังวลหรือผ่อนคลายลง

ถ้าจะให้มองถึงพี่ รู้สึกว่าเขาสามารถเป็นเจ้านายที่ดีเพราะเขาเป็นคนที่มีความตั้งใจสูงที่แม้เป้าหมายที่ตั้งใจจะสำเร็จได้ยาก แต่เขาก็จะมีความมุ่งมั่นที่พยายามขับเคลื่อนให้ถึงเป้าหมายนั้นได้

ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่อาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ก็ผูกพันกัน และพอถึงที่แต่ละคนต้องแยกบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง อาวุธสำคัญของครอบครัวนี้คือ“ใช้เหตุผลในการพูดคุย”

 

จิรายุ ตันตระกูล กับยิมที่เป็นยิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 13:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410602

จิรายุ ตันตระกูล กับยิมที่เป็นยิม

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ…กิจจา อภิชนรจเรข

ผมมีโอกาสได้มาเยือน เพาเวอร์โซน ยิม แอนด์ ฟิตเนสตั้งอยู่ถนนประชาสงเคราะห์ ซอย 23 ที่ซึ่งเป็น มาย สเปซของนักแสดงหุ่นดี ก็อต-จิรายุ ตันตระกูล โดยวันนี้เขามาในลุคสบายๆ มาด้วยรอยยิ้มที่มาจากดวงตาอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา

จิรายุ บอกเล่าว่า เขามาออกกำลังกายที่นี่นานกว่า 8 ปี แล้ว “ตั้งแต่ผมมาเล่นที่นี่ ผมก็ไม่ค่อยได้ไปเล่นที่ไหน ที่นี่มีความรู้เยอะจากเจ้าของ นั่นคือ โอ๋-สิทธิ เจริญฤทธิ์ ซึ่งเป็นแชมป์นักเพาะกายระดับโลก ซึ่งเขาไม่ได้สอนผมอย่างจริงจัง แต่ก็ให้คำแนะนำที่ดี ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจมากมายในการออกกำลังกาย และที่นี่ก็ได้ทำให้ผมพบเจอคนที่มีทัศนคติในการออกกำลังกายในรูปแบบคล้ายกันอีกด้วยครับ”

นอกจากนี้ การมาเล่นที่นี่ก็เป็นเพราะความสะดวก “ผมชอบอุปกรณ์การเล่นของที่นี่ มันดูเป็นยิมดี ไม่มีแอร์ ไม่เปิดเพลง แต่งตัวยังไงก็ได้ คนที่มาเล่นที่นี่ส่วนใหญ่ก็มาออกกำลังกายกันอย่างจริงจัง เราสามารถรับแรงบันดาลใจดีๆจากคนที่เล่นอยู่รอบๆ ตัวเรา คุยด้วยแล้วโอเค มีทัศนคติที่ดีทำให้เราได้อะไรดีๆ จากเขา เขาก็ได้อะไรดีๆ จากเรา ต่างคนต่างเอาข้อดีของกันและกันมาปรับใช้ หากรูปร่างที่ดีคือความฝัน เราต้องเอาร่างกายของเราไปเฉียดใกล้ความฝันนั้นและดูว่ามีกำแพงใดที่ขวางกั้นไม่ให้เราเข้าใกล้ความฝันนั้นได้ซึ่งเมื่อรู้ เราก็ต้องค่อยๆ ทำลายกำแพงที่ขวางกั้นนั้นลง เพื่อเราจะได้รูปร่างที่ดีอย่างที่เราฝันไว้”

 

ในส่วนของการออกกำลังกาย จิรายุ เผยว่า เขาเริ่มต้นออกกำลังกายมาตั้งแต่เรียนจบชั้น ม.6 “ตอนนั้นผมมีปมด้อยครับ นั่นคือ ผมเป็นคนตัวเล็ก หนักเพียง 38-39 กก. สูงเพียง162 ซม. เท่านั้น ตัวเล็กที่สุดในชั้นเรียนก็ว่าได้ พอจบ ม.6 ยังไม่คิดจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ขอฟิตหุ่นก่อน ขอเพิ่มน้ำหนักและความสูงของตัวเองให้ได้เสียก่อน ผมใช้เวลาถึง6 เดือน ในการเพิ่มน้ำหนักและส่วนสูง โดยทำทุกวิถีทาง ศึกษาทุกเว็บไซต์ อ่านจากหนังสือแทบทุกเล่ม ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง ผมเอาจริง”

นอกจากนี้ จิรายุยังได้ไปปรึกษาปัญหาด้านความสูงกับคุณหมอหลากหลายท่าน โดยส่วนใหญ่ต่างบอกกับเขาว่าในเรื่องของการเพิ่มความสูงนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะเขาอายุ19 ปีแล้ว ฮอร์โมนการเจริญเติบโตก็น้อยด้วย แต่ด้วยใจที่เอาจริง ทำให้เขาไม่ย่อท้อ ขอพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าทำได้หรือไม่ได้กันแน่

“วันแรกที่เข้าฟิตเนส เชื่อไหมว่ายกคานเปล่าไม่ไหว เวลาไปเล่น ผมเขินมาก ไม่กล้าไปอยู่รวมกับคนอื่น เล่นเสร็จต้องเข้าไปอยู่ในห้องน้ำ ทุกวัน ผมตื่นตี 5 มากินข้าวโอ๊ต จากนั้นก็วิ่ง โดยใช้เวลาครึ่งชั่วโมง กระโดดเชือก ประมาณ 10 นาที กินข้าวมื้อหนักตอน 7 โมงเช้า9 โมงไปฟิตเนส และเล่นท่าที่ทำให้สูงทั้งหมด ตอนเย็นก็ไปว่ายน้ำ 3 ทุ่มนอน ทำอย่างนี้อยู่ 6 เดือนเต็มส่วนสูงขึ้นมานิดหน่อย น้ำหนักขึ้นมาสิบกว่ากิโลกรัม”

 

จาก 6 เดือน จนถึง 9 เดือนจิรายุเริ่มเห็นพัฒนาการทางร่างกายของตัวเอง “จากใส่เสื้อไซส์เอสเอส ก็ใส่เสื้อไซส์เอสแล้วดูเต็มมากขึ้น มั่นใจมากขึ้น จากนั้นผมก็ตั้งเป้าหมายใหม่ว่าอยากเข้าสู่วงการบันเทิง และได้ขึ้นปกเมนเฮลท์ เพราะนั่นคือการการันตีว่าเราสามารถแก้ปมด้อยให้กลายเป็นปมเด่นได้จากนั้นผมจึงใช้เวลาเล่นฟิตเนสอย่างจริงจังถึง 4 ปี แต่การเล่นนั้นก็มีปัญหาเหมือนกันนั่นคือการยึดติดวิธีการของนักเพาะกายเพียงอย่างเดียว โดยไม่ผสมผสาน ทำให้หุ่นไม่ใช่อย่างที่อยากได้ ผมกลายเป็นคนที่มีกล้าม แต่หลังค่อม ใส่เสื้อผ้าไม่สวย จากนั้นผมจึงเล่นท่าที่ทำให้ร่างกายยืดหยุ่นเพื่อแก้บุคลิก มีความคล่องแคล่วเหมือนนักมวย แต่ก็มีกล้ามเนื้อที่สวยงามและแข็งแรงเหมือนนักเพาะกาย สุดท้าย ผมก็ตกผลึกได้ว่า ผมอยากได้ร่างกายที่ใส่เสื้อผ้าแล้วดูไม่รู้ว่ามีกล้าม แต่ถอดเสื้อมาแล้วดูมีกล้ามที่สวยงาม”

สำหรับการออกกำลังกายของจิรายุในปัจจุบัน เขาเผยว่า เขาไม่ได้ยึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง “ผมสามารถเอาการเพาะกายมาผสมกับโยคะ เอาโยคะมาผสมกับมวยไทย เอามวยไทยมาผสมกับศิลปะการต่อสู้อื่นๆ ได้ ทำให้การออกกำลังกายของผมหลากมากมายขึ้น และไม่มีการกำหนดว่าวันจันทร์ต้องทำอะไร วันอังคารต้องทำอะไรครับ”

ไม่ว่าจะอย่างไร จิรายุ เผยทิ้งท้ายไว้ว่า เขาได้เข้าสู่วงการบันเทิง และได้ขึ้นปกเมนเฮลท์อย่างที่เขาได้ตั้งเป้าหมายไว้ในท้ายที่สุด “ฝันให้ไกล ต้องไปให้ถึงครับ”

 

รักพงษ์ วงศ์เวไนย ผู้สร้าง ‘ธรรมทาน’ กำลังใจยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 12:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410592

รักพงษ์ วงศ์เวไนย ผู้สร้าง 'ธรรมทาน' กำลังใจยุคดิจิทัล

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล

ออกเดินทางมาแล้วเกือบทั่วโลก สำหรับ “แชมป์” รักพงษ์ วงศ์เวไนย เจ้าของเพจดังบนโลกโซเชียลมีเดีย “ธรรมทาน” ที่ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามทั้งบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมรวมกันเกือบล้านราย และยังขยายต่อไปยังเพจ Must Be There ที่เจ้าตัวใช้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ว่าง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในแบบ “เท่าที่รู้”

รักพงษ์ วัย 34 ปี บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองที่มีโอกาสเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ประเทศ และที่แปลกและแตกต่างไปจากนักเดินทางคนอื่นๆ คือ การเดินทางไปยังโลกใต้น้ำ ที่ไปสัมผัสมาแล้วทั้ง 6 มหาสมุทร ด้วยอีกมุมหนึ่งแล้ว เขายังเป็นนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ ในฐานะหุ้นส่วนและกรรมการบริษัท เอลลิเก้นซ์ ทราเวล กรุ๊ป ธุรกิจบริการท่องเที่ยวดำน้ำลึกระดับโลก ที่เขาเริ่มจับธุรกิจนี้มาตั้งแต่อายุ 25 ปี

 

ดำดิ่งใต้น้ำ 300 ชั่วโมง/ปี

การเข้ามาร่วมกับบริษัท เอลลิเก้นซ์ ทราเวล กรุ๊ป ที่มีความครบวงจร ทั้งเรือสำราญสุดหรูสำหรับนักดำน้ำ คือ Thailand Aggressor (ไทยแลนด์ แอกเกรซเซอร์) สถาบันสอนดำน้ำ Dive Pelagic ภายใต้หลักสูตรโรงเรียนสอนดำน้ำ BSAC จากอังกฤษ และธุรกิจโปรดักชั่นสารคดีโลกโสภา ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นกลยุทธ์จากการนำบริการแต่ละอย่างเข้ามาช่วยเติมเต็มการทำธุรกิจให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับผู้คน โดยเฉพาะในโลกออนไลน์

ทั้งนี้ กิจกรรมดำน้ำของเอลลิเก้นซ์ฯ ที่จัดขึ้นในแต่ละทริปนั้น ที่นอกจากจะเป็นสถานที่ดำน้ำที่สวยระดับโลกแล้ว บริษัทยังมีทีมถ่ายทำภาพสวยๆ ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหววิดีโอ ให้กับกลุ่มลูกค้าด้วย ที่ต่อยอดมาจากตัวบริษัท โลกโสภา โปรดักชั่น ที่ทำธุรกิจหลักด้านผลิตสารคดีท่องเที่ยวต่างๆ ที่เจ้าตัวก็เคยรับหน้าที่ทั้งเป็นพิธีกรและไกด์พาลูกทัวร์ดำดิ่งชมความงามในท้องทะเลลึกไปด้วยพร้อมๆ กัน

 

“ตอนนี้เป็นยุคโซเชียลมีเดียที่มีบทบาทกับผู้คนมากขึ้น อย่างเวลาที่ลูกค้าไปเที่ยวดำน้ำกับเรา เขาก็จะได้ไฟล์ภาพจากทีมโปรดักชั่นที่ไปออกทริปร่วมกัน ทำให้เกิดการแชร์ต่อในภาพสวยๆ ผ่านโซเชียลจากกลุ่มลูกค้าเรา ซึ่งปัจจุบันผมเองจะมีทริปดำน้ำปีละไม่ต่ำกว่า 300 ชั่วโมง” รักพงษ์ เล่ากิมมิกในการทำธุรกิจในยุคที่ผู้คนชื่นชอบการกดไลค์ และการแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองบนโลกออนไลน์

ด้วยความที่มีไลฟ์สไตล์เป็นคนง่ายๆ ไม่หวือหวา แถมออกไปทางแนวสไลว์ไลฟ์อีกต่างหาก เพราะเป็นคนชอบเขียน ชอบอ่าน ชอบฟัง เและก็จะเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากการพบเจอกันในคลาสอบรมนักธุรกิจเอสเอ็มอีตามที่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จัดขึ้นอย่างของเคแบงก์ และด้วยความที่เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีนี่เองที่ทำให้เขามักถูกรับเลือกให้เป็นประธานในชั้นเสมอ ซึ่งนอกจากความรู้ที่ได้จากการเข้าคอร์สแล้ว ส่วนหนึ่งยังสร้างคอนเนกชั่นที่เอื้อต่อการทำธุรกิจระหว่างกันอีกด้วย

 

“ผมมองว่าหัวใจของการทำธุรกิจบริการนั้น คือ สายสัมพันธ์ หรือคอนเนกชั่น ความน่าเชื่อถือ หรือเครดิต และสุดท้าย ความจริงใจที่จะมัดใจลูกค้าได้ยาวๆ ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทกว่า 90% จะเป็นฐานลูกค้าเก่า”

นั่นคือวิถีชีวิตในโลกธุรกิจ ซึ่งเชื่อว่าเป็นความแตกต่างที่ไม่มีใครเหมือน ขณะเดียวกันในวิถีชีวิตส่วนตัว “แชมป์” ก็มีอีกมุมมองหนึ่งที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไปไม่น้อย

 

‘ธรรมทาน’ ชื่อนี้มีที่มา

ส่วนการทำเพจธรรมทานนั้น แชมป์ย้อนให้ฟังว่า เริ่มต้นเมื่อราวสัก 5-6 ปีก่อน หลังกลับจากอเมริกา ซึ่งในช่วงก่อนนั้นก็เหมือนเป็นวัยรุ่นทั่วไป ที่มีความรักแล้วก็ผิดหวังกับความรัก และต้องการหนีทุกข์ตรงจุดนั้น เลยตั้งใจออกเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนไปเรื่อยๆ กระทั่งมาหยุดที่ประเทศอินเดีย เมืองพุทธคยา สถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

ในวันที่เข้าไปพุทธสถานแห่งนั้น เขาและเพื่อนไม่ได้กลับเข้าพักในโรงแรม แต่ตัดสินใจนอนกันใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในคืนนั้นเอง เพราะที่นี่หากเข้าไปตอนกลางคืนสัก 3 ทุ่ม ก็จะต้องออกมาตอนตี 4 จากอากาศปกติราวๆ 30 องศาเซลเซียส ตอนกลางวัน แต่พอยิ่งดึกความหนาวจากเทือกเขาหิมาลัยก็แผ่ลงมาถึงข้างล่างอุณหภูมิเกือบ 0 องศาเซลเซียส หนาวมากจนทำอะไรไม่ได้เลย ทำให้คิดได้ว่าร่างกายเรายังดีอยู่ แต่ความทุกข์ที่เราเจอมามีอยู่นั้นเปรียบไม่ได้เลยกับพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงอยู่ในวรรณะกษัตริย์แต่ยังลงมาแสวงหาหนทางดับทุกข์ กระทั่งมาตรัสรู้ ณ สถานที่นี้

 

จากจุดนี้ทำให้เขาหันกลับมาตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง จากสมัยตอนเด็กๆ อายุสัก 10 กว่าขวบ ซึ่งมีบ้านอยู่ใน จ.ร้อยเอ็ด ก็จะนับถือศาสนาคริสต์ เป็นคริสเตียน ด้วยทางบ้านจะค่อนข้างให้อิสระในเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าจะมีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำอย่างไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ แต่พอผ่านไปสักระยะโบสถ์ก็ปิดตัวลง แล้วรู้สึกว่าไม่มีที่ไปแล้ว ก็กลับมานับถือศาสนาพุทธเหมือนเดิม พร้อมเข้าอุปสมบทเมื่ออายุ 25 ปี

หลังจากศึกษาพุทธศาสนา และธรรมคำสอนจากพระอาจารย์ที่นับถือ รวมถึงได้มีโอกาสเป็นผู้เขียนประวัติหลวงปู่ศรี มหาวีโร (พระเทพวิสุทธิมงคล) แห่งวัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) จ.ร้อยเอ็ด ในโอกาสฉลองอายุวัฒนมงคลธรรม 95 ปี ที่ซึมซับแก่นคำสอนพุทธศาสนาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มนำหลักธรรมมาปรับเขียนเป็นข้อความเพื่อให้กำลังใจให้กับคนที่ได้มาอ่าน

 

ในช่วงแรกๆ ก็จะโพสต์ที่หน้าเฟซบุ๊กของตัวเองก่อน จากนั้นเพื่อนๆ ก็บอกให้เปิดเป็นเพจธรรมทานขึ้น โดยข้อความแรกที่คิดและเขียนขึ้น คือความสุขไม่ได้วัดจากที่ว่า คุณมีใคร หรือมีสิ่งใด แต่วัดจากใจคุณว่ากำลัง “รุ่มร้อน” หรือ “สงบเย็น” ส่วนข้อความที่มีคนกดไลค์มากที่สุดร่วม 9 แสนไลค์ คือ “ความสุขไม่ได้อยู่ใกล้แค่เอื้อม ความสุขอยู่ใกล้แค่เราหยุดเอื้อม”

“ตลอดช่วงที่ทำเพจธรรมทานมา 5 ปี เชื่อว่างานเขียนที่โพสต์ไป อาจให้ข้อคิดกับใครได้บ้าง เพราะอย่างมีคนเคยอินบ็อกซ์มาบอกว่า ครอบครัวจะเลิกกัน จะคิดฆ่าตัวตาย แต่พอได้อ่านธรรมทาน ก็หยุดคิด จนกระทั่งมีโอกาสได้รวบรวมข้อคิดต่างๆ ที่เขียนไว้เป็นหนังสือขึ้นมา โดยในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา พิมพ์เป็นหนังสือออกมาแล้ว 4 เล่ม และเป็นเบสต์เซลเลอร์ทั้งหมด คือ ความสุข ณ ปัจจุบัน, เพราะวันนี้ดีที่สุด, ของขวัญจากความสุข และทฤษฎีความสุข ซึ่งรายได้ทั้งหมดจากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะนำไปทำบุญทั้งหมด อย่างที่ผ่านมาก็น่าจะได้สักหลักล้านแล้วครับ” แชมป์ เล่า

 

ชีวิตนี้แอดเวนเจอร์นัก

นอกจากเพจธรรมทานแล้ว ปัจจุบันแชมป์ยังเป็นอีกหนึ่งเจ้าของเพจบนโซเชียลมีเดีย คือ MustBeThere ซึ่งเนื้อหาในเพจจะเป็นเรื่องเล่า จากสถานที่ต่างๆ ที่น้อยคนนักจะไปถึงอย่างป่าดงดิบอะเมซอน ประเทศบราซิล ที่ต้องเอาชีวิตพึ่งพิงไว้กับไกด์ชาวท้องถิ่น ที่ทั้งพาไปออกล่าปลาปิรันยาเพื่อนำมาประกอบอาหาร หรือเข้าไปดูงูยักษ์อนาคอนด้าตัวเป็นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก ที่ได้ออกมาบอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยพร้อมภาพสวยๆ

หรือเรื่องเล่าจาก เพตรา มหานครศิลาทราย ประเทศจอร์แดน ดินแดนที่แสนสงบท่ามกลางประเทศสงคราม ด้วยรอบๆ จอร์แดนนั้น มีทั้งอิรัก ซีเรีย ปาเลสไตน์ อิสราเอล และอียิปต์ ที่ต่างพุ่งรบกันตลอดเวลา การเดินทางไปยังเกาะสวรรค์ของนักดำน้ำหมู่เกาะราชาอัมพัต (Raja Aumpat) ประเทศอินโดนีเซีย รวมทั้งการเดินทางเพื่อไต่ระดับความสูงไปแตะขอบฟ้าบนยอดเขาแอลป์ ที่แชมป์สามารถขึ้นไปจนถึงยอดเขาที่สูงที่สุด

และจากประสบการณ์การเดินทางต่างๆ ยังทำให้ได้ข้อคิดว่า หากเราได้ค้นพบว่าเราชอบอะไรแล้ว และได้ลงมือทำในสิ่งนั้น เพราะความสุขที่เราพบเจอจะอยู่ระหว่างทาง ไม่ใช่แค่ที่ปลายทาง เพราะทุกก้าวที่ปีนป่ายขึ้นไปนั้นมันสวยงามจริงๆ

จากสถานที่ต่างๆ ที่ได้เดินทางมาแล้วเกือบรอบโลก พร้อมนำมาบอกเล่าต่อในเรื่องราวของสถานที่ต้องห้ามพลาด ซึ่งแชมป์เตรียมจะรวมเล่มเป็นหนังสือเล่มที่ 5 ของเขาเอง และจากจุดนี้ที่จุดประกายให้เขาวางเส้นการเดินทางใหม่ จากนักผจญภัยเพื่อค้นหาคำตอบ (ต่างๆ) ให้กับชีวิต โดยหวังจะเดินไปสู่การเป็นนักเขียนระดับซีไรต์ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่ายังต้องฝึกและพัฒนางานเขียนต่อไปอีกมาก

“คิดว่าใครๆ ก็สามารถเขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ได้ แต่การจะเป็นนักเขียนซีไรต์นั้น เชื่อว่าไม่ได้เป็นกันได้ทุกคน และหากเราสามารถทำได้ มันคงเจ๋งมากๆ”รักพงษ์ กล่าว

นักเดินทางที่กำหนดแผนที่ผจญภัยของชีวิตในแบบที่ไม่ธรรมดา บนความ“ศรัทธา” ในพุทธศาสนา

 

เรือจ้างแห่งศตวรรษที่ 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2559 เวลา 12:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410591

เรือจ้างแห่งศตวรรษที่ 21

โดย…กองบรรณาธิการ

หนึ่งสิ่งที่ครูในยุคสมัยปัจจุบันสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือให้การช่วยสอนอย่างมีประสิทธิภาพ คือ เทคโนโลยี ในยุคสมัยนี้เทคโนโลยีอันทันสมัยทำให้การค้นคว้าหาข้อมูลเป็นไปอย่างง่ายดาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กนักเรียนยุคใหม่จะเข้าถึงรูปแบบการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่สามารถหาได้ด้วยตัวเองแบบไร้ขีดจำกัด กลายเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ครูในโรงเรียนต้องเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ให้เข้ากับนักเรียนแห่งศตวรรษที่ 21

ธันยวิช วิเชียรพันธ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาเครื่องมือเพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยาวชนไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี เปิดเผยว่า เด็กยุคใหม่สามารถหาความรู้ด้วยตัวเองจากอินเทอร์เน็ต ทำให้อายุขัยขององค์ความรู้ตายเร็ว นั่นคือ เมื่อเผยแพร่ความรู้อะไรก็ตามลงไปในอินเทอร์เน็ตจะมีคนเข้ามาต่อยอดหรือหักล้าง รวมถึงแชร์ข้อมูลต่อไปอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นครูจึงมีความสำคัญในการป้อนความรู้น้อยลงและเปลี่ยนเป็นการสอนแบบให้ “ทักษะ” มากขึ้น

ทัศนะของธันยวิช มองว่า การศึกษายุคปลายศตวรรษที่20 ครูเน้นให้เด็กมีความสามารถค้นหาข้อมูล เข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้ได้ แต่เวลานี้ก้าวผ่านช่วงเวลานั้นมาสู่ศตวรรษที่ 21ซึ่งนักเรียนจะต้องถูกพัฒนาเรื่องทักษะ การคิดและวิจารณญาณที่มากเพียงพอ จะทำอย่างไรที่จะสกัดข้อมูลจำนวนมากออกมาเป็นองค์ความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

 

เขมณิจ อ่ำแห หรือครูทราย ครูรุ่นใหม่สอนภาษาไทย ประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิชาภาษาไทย โรงเรียนวัดหงส์รัตนาราม กรุงเทพฯ ซึ่งได้รางวัลสื่อการสอนภาษาไทย
ดีเด่น กล่าวว่า ทุกวันนี้ครูต้องเข้าไปสอนในห้องแชตไลน์หรือเฟซบุ๊ก เช่นเดียวกับการสอนในห้องเรียนปกติ เพราะสถานที่ของการสื่อสารไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นการที่ครูเข้าไปในห้องไลน์เพื่อร่วมพูดคุยกับนักเรียน เพื่อให้รู้ว่าเขากำลังคุยเรื่องอะไร คิดอย่างไร และสนใจเรื่องใดอยู่ ครูยุคใหม่จึงต้องเป็นเพื่อนของนักเรียนมากยิ่งขึ้น

“การพูดคุยกับเด็กประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 ถือว่าสำคัญมาก เพราะเข้าสู่วัยเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนของร่างกาย เด็กบางคนติดเกม บางคนมีความรัก และบางคนเริ่มพูดคุยน้อยลง การที่ครูเข้าไปพูดคุยในห้องแชตต่างๆ ทำให้รู้ว่าเด็กเหล่านี้มีความคิดเห็นอย่างไร เมื่อรู้ปัญหาก็จะหาทางออกได้ ขณะที่บางกรณีพบว่าเด็กเล่นอินเทอร์เน็ตมากเกินขอบเขตจนกระทั่งเสียการเรียน หรือแม้กระทั่งภาวะสังคมก้มหน้าภายในครอบครัวเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นรูปแบบของการสื่อสารกับผู้ปกครองหรือการเยี่ยมบ้านยังเป็นเรื่องที่คนเป็นครูต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาไปพร้อมกับครอบครัว”

เพราะโลกแห่งการสื่อสารผ่านสมาร์ทโฟนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในห้องเรียนจึงต้องมีกฎระเบียบให้นักเรียนนำโทรศัพท์มือถือมาฝากไว้ที่ครู เพื่อป้องกันการสูญหาย ทั้งยังสร้างวินัยของการอยู่ร่วมกันในห้อง สำหรับโรงเรียนจะต้องพัฒนาห้องสมุดแหล่งค้นหาข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย

 

ในช่วง 9 ปีที่เริ่มเข้ามาโลดแล่นในฐานะติวเตอร์ ครูลูกกอล์ฟ-คณาธิป สุนทรรักษ์ แห่งสถาบันแองกริซ (Angkriz)ก็ได้พบว่า เด็กนักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ ปี เด็กสมัยนี้มีความเป็นตัวของตัวเองสูง โลกของเด็กๆ ส่วนใหญ่คือโซเชียลเน็ตเวิร์ก นิสัยที่เด่นชัด คือ มีความอดทนต่ำ เพราะชินกับการเข้าถึงข้อมูลแบบทันทีทันใด

“บางทีเรียนๆ อยู่ เด็กๆ เขาเผลอจะหยิบมือถือแล้ว โชคดีที่สถาบันของลูกกอล์ฟไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ เพราะคลาสเราแต่ละครั้งไม่ได้ใหญ่มาก ลูกกอล์ฟจะอาศัยขอความร่วมมือเป็นหลัก ซึ่งเด็กๆ ก็เข้าใจ”

บุคลิกของเด็กยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คุณครูสมัยนี้ก็ต้องปรับตัวให้ทันโลกมากขึ้น เตรียมตัวสำหรับการสอนให้มากขึ้น เพราะเด็กสมัยนี้รู้เยอะ เพราะไม่เช่นนั้นความเชื่อถือของเขาอาจจะลดลงได้ถ้าไม่สามารถตอบคำถามของเด็กนักเรียนหรือให้คำตอบที่ผิด

 

“คุณครูสมัยนี้ต้องหมุนตามโลก อัพเดทเทรนด์ต่างๆ ตลอดเวลา ต้องรู้ว่าอะไรกำลังอยู่ในความสนใจของเด็ก บางเรื่องเราอาจจะไม่อิน แต่ถ้าเด็กเขาอินเราก็ต้องรู้ อย่างน้อยเราจะได้คุยภาษาเดียวกับเด็ก”

ครูลูกกอล์ฟยกตัวอย่างการเรียนการสอนของตัวเองที่ปรับตัวให้เข้ากับเด็กยุคใหม่ว่า แทนที่เราจะมาสอนคำศัพท์คำหนึ่งที่ยากมาก และเด็กไม่รู้ว่าจะได้ใช้เมื่อไหร่ เราอาจจะนำเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์เข้ามาใช้ เช่น ลองเปิดข้อมูลจากสื่อหรือการแสดงที่มีการหยิบคำศัพท์คำนั้นขึ้นมาใช้จริงๆ เพื่อให้เด็กเขาเห็นว่าสิ่งที่เราสอนไม่ใช่เรื่องไกลตัว ยากกับการหยิบมาใช้ เพราะเราทำให้มันเป็นรูปธรรมมากขึ้น หรือบางทีสอนออกเสียงคำภาษาอังกฤษ ก็อาศัยเปิดเสียงของเจ้าของภาษาให้เด็กฟังเลย เขาจะได้เข้าใจกับสิ่งที่เราสอนมากขึ้นว่า ทำไมต้องเน้นเสียงตรงนี้

“ลูกกอล์ฟอาจจะโชคดีกว่าคุณครูอีกหลายๆ คน ตรงที่เราเป็นติวเตอร์ เด็กที่มาเรียนส่วนใหญ่เลือกแล้วที่จะมาเรียนกับเรา ดังนั้นเขาจะตั้งใจเรียน ขณะที่คุณครูตามโรงเรียนอาจจะเลือกนักเรียนไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณครูยิ่งต้องทำการบ้านมากขึ้น ใช้ใจในการสอนและเข้าใจเด็กมากๆ ซึ่งลูกกอล์ฟมองว่าเรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณครูบางท่านความรู้เยอะ แต่อาจจะสื่อสารออกมาได้ไม่ดี ตัวลูกกอล์ฟพอมาเป็นครูใช้ความรู้นิเทศศาสตร์มาช่วยเยอะมาก ทั้งการใช้สายตา ท่าทาง การเว้นวรรค การใช้เสียงหนักเสียงเบา”

 

ในขณะที่เด็กๆ เปลี่ยนไป ครูเองก็เปลี่ยน อย่างจักรกฤต โยมพยอม หรือ ครูทอม คำไทย ติวเตอร์และสุดยอดแฟนพันธ์ุแท้สุนทรภู่ ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่พ้นจากกรอบเดิมๆ ของอาชีพครูไปไกล ด้วยผมยาวทรงฟั่นเชือกและแต่งกายแบบชาวร็อก “คือด้วยบุคลิกแบบนี้มันไม่เข้ากับการเป็นครูภาษาไทยครับ เพราะว่าครูภาษาไทยที่หลายคนเคยเจอกันมานานนมก็อาจจะเป็นครูที่มีอายุหน่อย อาจจะดุบ้าง หรือไม่ก็ออกไปทางอนุรักษนิยม ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี่ไม่ใช่บุคลิกของผมเลยแม้แต่นิดเดียว และด้วยสไตล์การสอนที่จะเน้นความสนุกสนาน ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวด้วย ลูกศิษย์ก็จะชอบครับ เพราะว่าเราสามารถให้เขาเห็นภาพชัดเจน ไม่ใช่แค่หยิบยกมาจากในแบบเรียนเท่านั้น

“พอเราฉีกรูปแบบเดิมๆ ของการเป็นครูภาษาไทยมาเป็นครูแปลกๆ แบบนี้ ก็เลยทำให้นักเรียนสนใจวิชาภาษาไทยมากขึ้นด้วยครับ แต่ก็ไม่ใช่เพราะคาแรกเตอร์อย่างเดียวนะครับที่ทำให้ผู้ปกครอง นักเรียน และอาจารย์สถาบันต่างๆ สนใจ การที่ผมจบมาด้านภาษาและวรรณคดีไทยจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยตรงก็เป็นอีกอย่างที่ทำให้หลายคนยิ่งรู้สึกว่าขัดแย้งกับภาพลักษณ์ที่เห็น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่ผมเป็นก็ทำให้เหมือนเป็นตัวแทนของครูรุ่นใหม่ ที่ไม่จำเป็นจะต้องทำอะไรจำเจครับ”

ในฐานะครูรุ่นใหม่ ครูทอมมองภาพรวมระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันว่า มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ทำให้ผู้สอนสามารถอธิบายได้เนื้อหาต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และผู้เรียนก็สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาต่างๆ ได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย นอกจากนั้นแล้วเทคโนโลยียังช่วยให้ช่องว่างระหว่างครูกับศิษย์ลดลงอีกด้วยครับ

 

“หมายถึงว่าเรามีช่องทางติดต่อสื่อสารกันมากขึ้นเช่น อีเมล เฟซบุ๊ก ทำให้ทั้งครูและลูกศิษย์ใกล้ชิดกันมากกว่าในอดีต โดยส่วนตัวผมเอง ไม่ได้เป็นครูประจำในสถานศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่เป็นอาจารย์พิเศษเป็นครั้งคราวในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็จะเห็นเลยครับว่า นักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่รู้จักใช้เทคโนโลยีมาใช้เป็นตัวช่วยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างดี เวลามีคำถามที่ต้องการคำตอบ ก็จะรู้จักใช้อินเทอร์เน็ตนอกเหนือจากการค้นคว้าเพิ่มเติมในห้องสมุด จนบางครั้งรู้สึกว่าผู้เรียนค่อนข้างเห็นความสำคัญของข้อมูลออนไลน์มากกว่าที่อยู่ในเอกสาร ตรงนี้ก็เลยเป็นเหมือนดาบสองคมนะครับ เพราะว่าข้อมูลในสื่อออนไลน์บางแหล่งก็ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง แหล่งอ้างอิงก็ไม่น่าเชื่อถือ แต่นักเรียนนักศึกษาบางคนก็เอาข้อมูลนั้นมาประกอบการทำรายงาน”

เพราะคุ้นเคยกับลูกศิษย์หรือเด็กยุคปัจจุบันมาไม่น้อย ในสายตาครูทอม มองว่า นักเรียนที่กล้าคิดกล้าถามมีมากขึ้นกว่าเดิม “คือสมัยก่อนเด็กจะไม่ค่อยกล้าถามครูเท่าไร อาจจะเพราะว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป ทำให้ครูหลายๆ ท่านก็ปรับมุมมอง กระตุ้นให้เด็กอยากรู้อยากถามมากขึ้น เด็กก็ไม่กลัวครูดุ ซึ่งปมมองว่าบรรยากาศห้องเรียนแบบนี้นี่แหละครับที่เอื้อต่อการเรียน และจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาตัวเองได้ไว และเมื่อเด็กนักเรียนพัฒนาตัวเองได้ การศึกษาไทยก็จะพัฒนาตามไปด้วยอย่างแน่นอนครับ”

ในโลกยุคใหม่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ ครูจะต้องมีบทบาทหน้าที่ซับซ้อนขึ้น ต้องมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งการก้าวทันโลก ธันยวิช ได้สรุปการทำหน้าที่ครูแห่งศตวรรษที่ 21 ควรมี 8 ข้อ คือ 1.ทำให้เด็กนักเรียนมีความมั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงความเห็น โดยเฉพาะวัยรุ่นจะเปราะบางอ่อนไหวง่าย อะไรที่กระทบความรู้สึกจะส่งผลให้ขาดความมั่นใจทันที 2.ส่งเสริมให้คิดเชื่อมโยงเหตุและผล เข้าใจการจรรโลงสังคมหรือจรรโลงโลกให้ได้ เช่น การจะสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะต้องอาศัยองค์ความรู้หลายด้าน จึงจะสามารถทำภารกิจให้สำเร็จ 3.เรียนรู้ให้เข้าใจความเป็นปัจเจกของบุคคล เข้าใจความแตกต่าง อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น ที่สำคัญต้องเข้าใจตัวเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ช่วยเหลือทีมช่วยเหลือสังคมได้

 

4.ฝึกวางแผน วางเป้าระยะสั้น ระยะยาว วิเคราะห์วิธีที่จะทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมาย 5.ฝึกกำกับตัวเอง เพราะที่ผ่านมาเวลานักเรียนเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย มีความเป็นอิสรภาพมาก หลายคนเตลิดไปกับสิ่งอื่นทำให้เสียการเรียนได้ 6.ทำให้เชื่อมั่นในความดีงาม คุณธรรม จริยธรรม ครูต้องสร้างสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในชีวิตให้เห็นว่า การแก้ปัญหาด้วยจริยธรรมและคุณธรรม ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ดีอย่างไร ทำให้เด็กตัดสินใจด้วยตนเอง 7.สร้างความท้าทายตื่นเต้นในการเรียนรู้ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ครูต้องทำให้ได้ สร้างบรรยากาศให้รู้สึกอยากเรียน ไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป และ 8.พยายามให้เด็กตอบสนองกับครูมากขึ้น มีความเข้าใจต่อกัน ครูต้องสามารถเป็นเพื่อนของนักเรียนได้ ทั้งหมดคือรูปแบบของครูยุคใหม่

เฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ ครูวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ครูคนแรกของประเทศไทยที่คว้ารางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี แสดงทัศนะว่า คนเป็นครูต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ เพราะเราไปสอนความรู้ให้นักเรียนหน้าห้องอย่างเดียวไม่ได้อีกแล้ว แต่ควรเปลี่ยนมาตั้งโจทย์ที่เป็นปัญหาให้นักเรียนหาทางคิดแก้ไขจึงจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

“ยุคสมัยนี้นักเรียนค้นหาความรู้ได้มากกว่าครูแล้ว ซึ่งการยกกรณีตัวอย่างขึ้นมาให้นักเรียนพยายามแก้ไข คือขั้นตอนที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ยุคสมัยต่อจากนี้ครูเป็นเพียงพี่เลี้ยงหรือผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น”

 

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยน ครูจะเปลี่ยน หรือนักเรียนจะเปลี่ยนไปอย่างไร ครูเฉลิมพร ยังเชื่อเสมอว่า สิ่งที่ครูพึงสอนนักเรียนนั้นมีอย่างหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือ …

“ต้องเสริมแทรกเรื่องคุณธรรม จริยธรรมศีลธรรม เพราะหากปราศจากเรื่องสำคัญเช่นนี้โลกจะวุ่นวาย”

 

 

เด็กก็ช่วย(รักษ์)โลกได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410118

เด็กก็ช่วย(รักษ์)โลกได้

โดย… วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เราเพิ่งจะผ่านพ้นวันเด็กไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขอหยิบยกมาแชร์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะช่วยรักษ์โลก เรื่องของเด็กๆ ที่ต้องคิดก่อนใช้

1.ผ้าอ้อมผ้ากับผ้าอ้อมที่ใช้แล้วทิ้ง

ให้ใช้ผ้าอ้อมผ้า (และควรเป็นผ้าอ้อมผ้าฝ้ายที่มาจากการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์) แทนผ้าอ้อมที่ใช้แล้วทิ้ง เด็กๆ จะเปลี่ยนผ้าอ้อมราวแปดพันครั้งต่อปี ซึ่งจะทำให้ลูกของคุณลดขยะลงได้ถึงสามพันปอนด์ต่อปี
2.ก้านสำลีเช็ดทำความสะอาด

ให้เลือกชนิดที่มีสำลีจากฝ้ายทั้งสองปลาย ส่วนก้านก็ควรผลิตจากกระดาษพันแน่นมากกว่าก้านที่ทำมาจากพลาสติก เนื่องจากก้านกระดาษย่อยสลายได้ดีกว่าและเป็นทรัพยากรที่นำมาใช้หมุนเวียนได้ แต่ก้านพลาสติกเป็นคนละเรื่อง มันไม่ย่อยสลายแต่จะอยู่ต่อไปชั่วนานเท่านาน

3.น้ำยาซักผ้าเด็ก

ให้เลือกน้ำยาซักผ้าสำหรับทารกที่มีองค์ประกอบเป็นพืชพรรณธรรมชาติ (น้ำยาซักผ้าสูตรธรรมชาติ) แทนที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าจากปิโตรเลียม เนื่องจากจะอ่อนโยนกับทารกมากกว่า และไม่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานฟอสซิลด้วย

4.รถเข็นเด็ก

อย่าซื้อรถเข็นขนาดเล็ก ให้ซื้อรถเข็นแบบปรับขนาดได้ ซึ่งจะปรับให้ตรงกับความต้องการและขนาดของทารกเมื่อโตขึ้นได้ คุณจะประหยัดเงินและช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ผลิตรถเข็นทารกด้วย
5.ร้านขายของเล่น

พยายามเข้าร้านที่ขายของเล่นที่ผลิตในท้องถิ่น ในบรรดาของเล่นทั้งหมดที่ซื้อขายกันในอเมริกา 80% ผลิตจากต่างประเทศ ซึ่ง 71% ทำในจีน ซึ่งกฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่เข้มงวดนัก ถ้าสนับสนุนของเล่นในท้องถิ่น คุณจะช่วยลดมลพิษและเชื้อเพลิงในการขนส่งสินค้าข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก เรื่องนี้ปรับใช้กับคุณพ่อคุณแม่ชาวไทยได้เหมือนกัน ของเล่นเด็กในไทยเห็นที่ทำจากจีนไม่น้อย

6.ของเล่น-พลาสติก อย่าเลยดีกว่า

ให้หาของเล่นที่ทำจากวัสดุอื่นที่ไม่ใช่พลาสติก ของเล่นพลาสติกจำนวนมาก (รวมทั้งตุ๊กตาของเด็กหญิงและเด็กชาย) ทำจากพีวีซีและมีสารพิษที่ชื่อว่า พาทาเลต (Phthalate) ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเด็ก ของเล่นไม้ดีกว่า ไม่เพียงปลอดสารพิษ เป็นผลดีต่อสุขภาพลูก อีกยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วย ลูกคนต่อไปหรือบริจาคให้เด็กๆ ลูกของคนอื่น ชื่นใจทั้งคนให้คนรับ ของเล่นที่เด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบทุกคนในปีนี้ส่งต่อให้น้องในปีถัดไป จะช่วยลดขยะพลาสติกได้ถึง 17 ล้านปอนด์/ปี

 

ช่วยโลกด้วยการกินให้น้อย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410117

ช่วยโลกด้วยการกินให้น้อย!

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

แต่ละมื้อในหนึ่งวันของคุณ รู้เท่าทันว่ากินอะไรอ้วนไม่อ้วน คุณภาพดีมีประโยชน์หรือไม่ยังไม่พอ แต่ต้องรู้ทันเท่าว่าแต่ละมื้อแต่ละคราวและคำที่กิน คุณใช้ทรัพยากรโลกสิ้นเปลืองไปเท่าไร ข้อมูลจากองค์การอาหารโลก (World Food Programme หรือ WFP) ต่อไปนี้ อาจช่วยให้การกินครั้งต่อไป คุณจะรักษ์โลกได้ด้วยวิถีการกิน (ที่น้อยลง)

เริ่มจากมื้อเช้า

กาแฟ 1 แก้ว ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 140 ลิตร/1 แก้ว

ชา 1 แก้ว ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 34 ลิตร/1 แก้ว

ไข่ไก่ 2 ฟอง ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 272 ลิตร

ซีเรียลกับนม ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 83 ลิตร

มื้อกลางวัน

เนื้อไก่ 0.5 กรัม ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 1,084 ลิตร

สลัดรวม 1 จาน (ขนาดกลาง) ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 117 ลิตร

น้ำอัดลม 16 ออนซ์ ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 125 ลิตร

น้ำเปล่า 16 ออนซ์ ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 0.473 ลิตร

มื้อเย็น

เนื้อวัว 20 กรัม+ขนมปัง ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 1,934 ลิตร

ไวน์ 1 แก้ว ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 117 ลิตร

เบียร์ 1 เหยือก ใช้น้ำในกระบวนการผลิต 75.7 ลิตร

รู้หรือยังล่ะว่า แต่ละคำแต่ละเคี้ยวของคุณ ต้องใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตเพียงไร รู้แล้วต้องรีบกวดขันตัวเอง กินให้น้อยลง สุขภาพดีแถมช่วยประหยัดพลังงานให้โลกได้ด้วยนะ

 

พลังของการเรียกร้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/410113

พลังของการเรียกร้อง

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

ในปี 2015 ที่ผ่านมา การต่อสู้เพื่อโลกอันงดงามและเพื่อโลกที่ดีขึ้นกว่าเก่ายังคงเกิดขึ้น ในหลายเรื่องราวการประท้วงเรียกร้องซึ่งเกิดขึ้นมีบางเหตุการณ์ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ เป็นภาพทรงพลังซึ่งควรค่าแก่การจดจำ โดยทาง mashable.com ได้จัดอันดับให้เป็นเหตุการณ์และภาพประจำปี

เหตุการณ์ใหญ่ของปีนี้คงจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก การประชุม COP21 หรือการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 ซึ่งผู้นำประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ระหว่างวันที่ 30 พ.ย-11 ธ.ค. ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ก่อนการประชุม COP21 จะเริ่มต้น ในวันที่ 29 พ.ย. นักกิจกรรมและผู้สนับสนุนนำรองเท้านับพันคู่มาวางเรียงรายที่จัตุรัสกลางกรุงปารีส กลายเป็น “การชุมนุมรองเท้าเพื่อสิ่งแวดล้อม”

 

แรกนั้นบรรดานักเคลื่อนไหวทางด้านสิ่งแวดล้อมตั้งใจจะรวมตัวเพื่อเดินขบวนรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน แต่ถูกยกเลิกหลังเกิดเหตุก่อการร้ายโจมตีกรุงปารีสขึ้นเมื่อวันที่ 13 พ.ย. แผนจึงเปลี่ยน โดยพวกเขาได้นำรองเท้าไปวางไว้ที่จัตุรัส Place de la Republique เพื่อเรียกร้องให้ผู้นำโลกซึ่งเข้าร่วมการประชุมจริงใจและมุ่งมั่นในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

ในบรรดารองเท้าที่นำมาถอดวางไว้ที่นี่รวมถึงรองเท้าของคนดัง เช่น สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ มารียง กอตียาร์ นักแสดงชาวฝรั่งเศส รวมทั้งดีไซเนอร์ดัง วิเวียน เวสต์วูด ฯลฯ

สำหรับรองเท้าของ บันคีมุน มีข้อความเขียนเรียกร้องให้ผู้นำโลกประชุมหาทางสู้กับปัญหาโลกร้อน รวมทั้งขอให้ทุกคน “ยืนหยัดในรองเท้าของตน” เพื่อเหยื่อการก่อการร้าย สงคราม การเบียดเบียน รวมทั้งตอบสนองด้วยความเห็นอกเห็นใจ

 

ระหว่างการประชุม COP21 นักเคลื่อนไหวจากกลุ่มกรีนพีซได้ทำให้เกิด “ดวงอาทิตย์ขึ้นที่ประตูชัย” ซึ่งเกิดที่แลนด์มาร์คของเมืองปารีส โดยมีสมาชิกบางคนโรยตัวลงมาจากประตูชัย และอีกหลายคนช่วยกันเทสีเหลือง (แบบล้างออกได้) ลงบนพื้นถนนรอบประตูชัย แล้วรถราที่วิ่งผ่านไปมาก็ช่วยกระจายสีเหลืองออกไป เมื่อมองจากมุมสูงเป็นภาพสีเหลืองคล้ายดวงอาทิตย์

หนึ่งวันหลังจากการประชุมระดับผู้นำเรื่องโลกร้อนของสหประชาชาติที่ปารีสจบลง นักเคลื่อนไหวจำนวนหนึ่งไปชุมนุมหน้าสำนักงานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐหันมาสนใจเรื่องสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยพวกเขาสวมถุงพลาสติกครอบศีรษะไว้จนน่ากลัวจะขาดอากาศหายใจ และเบื้องหลังก็เป็นป้ายที่ปรากฏข้อความว่า “มอบอากาศสะอาดให้กับพวกเรา”

ในเดือน ก.ค. 2015 บรรดานักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิสัตว์ได้ออกแรงประท้วงต่อต้านเทศกาลซานเฟอร์มินหรือเทศกาลวิ่งวัวกระทิง (Running of the Bulls) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่เมืองปัมโปลนา ประเทศสเปน พวกเขาทาสีร่างกายเป็นสีเลือด แล้วนอนบนถนนในเมืองปัมโปลนาเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกเทศกาลเก่าแก่ระดับโลกนี้ เพราะเป็นการทารุณกรรมสัตว์ ภาพนักประท้วงร่างสีแดงที่นอนเกลื่อนกลาดบนถนนนี้ เป็นอีกหนึ่งภาพของการต่อสู้ที่มีพลัง แต่ชัยชนะก็ยังไม่มาถึง

 

นอกจากนี้ก็ยังมีการชุมนุมของสมาชิก AnimaNaturalis ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์มาชุมนุมกันบนถนนกลางเมืองเม็กซิโก ซิตี้ในวันที่ 20 มี.ค. ซึ่งนับเป็นวัน International Day Without Meat เพื่อเรียกร้องให้มนุษย์เลิกรับประทานเนื้อสัตว์ โดยนำคน (เปลือย) ทาตัวสีแดงไปนอนอยู่ในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่เขียนติดไว้ว่า “เนื้อมนุษย์” ซึ่งทำให้คนเห็นรู้สึก “ตะลึง” มากทีเดียว

ต้นเดือน พ.ย. ชาวบราซิลจำนวนมากเดินทางมาประท้วงที่หน้าสำนักงานใหญ่ของ เวล บริษัทเหมืองแร่รายใหญ่ในนครรีโอเดจาเนโร บราซิล เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินคดี หลังจากเขื่อนกักเก็บน้ำและเศษแร่ 2 แห่งของบริษัทพังทลายลงมา เป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิตถึง 10 คน ทั้งยังมีน้ำปนเปื้อน มีโคลนปริมาณมากไหลเข้าท่วมหมู่บ้าน รวมทั้งไหลลงแม่น้ำโดเซ่ ทำให้ต้องหยุดใช้น้ำ โดยผู้ร่วมชุมนุมจำนวนหนึ่งเอาตัวไปคลุกอยู่ในโคลนและแสดงท่าทุรนทุรายเพื่อให้เห็นภาพการปนเปื้อนซึ่งมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ มนุษย์ และเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรง

ด้วยภาพเหตุการณ์เหล่านี้บอกว่า หนทางของการเรียกร้องต่อสู้นั้นนอกจากจะนำคนซึ่งมีความคิดเห็นคล้ายคลึงมารวมตัวกันแล้วถือป้ายแสดงข้อความต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เราเห็นกันจนชินตาแล้วนั้น ยังมีอีกมากมายหลายหนทางที่นักเรียกร้องสามารถคิดและแสดงออกมาเพื่อให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความตั้งใจ

 

เปิดดวง 12 นักษัตร 2559 ใครจะรุ่ง ใครต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409847

เปิดดวง 12 นักษัตร 2559 ใครจะรุ่ง ใครต้องระวัง

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เปิดชะตา 12 ราศีกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคราวนี้ลองมาดูดวงตามหลัก 12 นักษัตร กับหมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา กันบ้างว่าปีนี้จังหวะชีวิตของแต่ละนักษัตรเป็นอย่างไร

ปีชวด

ชาวปีชวดจัดว่าเป็นปีที่ดี โดยเฉพาะดวงในเรื่องของงานดีขึ้นจะได้รับการขยับขยาย ได้รับความช่วยเหลือมีความก้าวหน้าที่ดี กลางปีมีเกณฑ์เปลี่ยนแปลงในเรื่องหน้าที่การงานแต่จะส่งผลในทางที่ดี รายได้การเงินมีความมั่งคั่งร่ำรวย ไม่ว่าจะเป็นรายได้ประจำหรือรายได้จรจะเป็นปีที่ได้รับโอกาสและความช่วยเหลือมากเป็นพิเศษ

ความรัก จัดอยู่ในขั้นกลาง เพราะเอาเวลาไปทุ่มเทให้กับเรื่องงานมากกว่า กระทั่งชีวิตต้องเดินทางเยอะทำให้มีเวลาให้ความรักลดน้อยลงไป เรื่องสุขภาพต้องดูแลนิดหน่อย เพราะทำงานหนักต้องดูแลเรื่องการพักผ่อน รวมทั้งระวังเรื่องอาหารการกิน

หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา

ปีฉลู

เพิ่งผ่านพ้นผ่านเป็นเจ้าภาพของปีชงไป แน่นอนว่าดวงชะตาต้องดีขึ้น แต่ว่าจะดีจริงๆ ต้องผ่านกลางปีเป็นต้นไป พราะต้นปียังคงมีอุปสรรคปัญหา ต้องระมัดระวัง เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นไข้ แนะนำให้เพิ่มการมีมนุษยสัมพันธ์ พบปะผู้คนในสังคมใหม่ๆ ให้มากขึ้นเรื่องการงานถึงก็จะดีขึ้นตามลำดับ

แต่ในเรื่องการเงินยังคงต้องดูและเพราะปีฉลูยังมีรายจ่ายก้อนโต เพราะบางคนซื้อบ้านซื้อรถถือว่ามีการลงทุนเกิดขึ้นไปแล้วการเงินจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม ส่วนความรักคู่ที่คบหาดูใจกันมานานแล้วมีเกณฑ์ได้หมั้นหมาย แต่งงาน คนที่ยังไม่มีคู่มีเกณฑ์พบรักจากการเดินทางไกล สุขภาพระวังในเรื่องการบาดเจ็บจากการเดินทางได้ง่าย

ปีขาล

ชง 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นในปีนี้ของชาวขาลเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะที่สุด มีความเหนื่อยหนักในการทำงาน แต่ให้ถือว่ามีโอกาสในความสำเร็จที่มากขึ้นตามมาจากการทำงานหนักเช่นเดียวกัน ตามหลักการแล้ว ปีขาลจะเป็นคนที่ต้องพึ่งพาตัวเองให้มาก ดวงอาจจะไม่สามารถฝากความหวัง หรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่นให้มากนัก ดังนั้นการทำงานเบื้องหลังจะทำได้ดีกว่า

ในเรื่องการเงินมีเรื่องต้องหมุนเงินเยอะ มีรายได้ดีก็จริงแต่มีรายจ่ายอย่างอื่นเข้ามาเพิ่มเติมมากขึ้น ในขณะที่ความรักไม่ค่อยแน่นอน ความรักเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่คนที่ชอบแนวความรักต่างชาติต่างภาษาก็อาจจะสมหวังในปีนี้ สุขภาพระวังการเจ็บป่วยไม่ทราบสาเหตุที่มาจากอวัยวะภายในของเรา

ปีเถาะ

เป็นปีที่ดวงดีต่อเนื่อง เรื่องงานคนที่ได้เริ่มต้นการลงทุนในปีที่ผ่านมา ก็จะได้ความสำเร็จมีความก้าวหน้าในปีนี้  คนที่มีอุปสรรคปัญหาเรื่องงานจะคลี่คลายสบายใจได้ แต่เรื่องเงินต้องดูเพราะรายได้บางส่วนจะหายไปหรือทำงานเท่าเดิมแต่รายได้น้อยลง ต้องวางแผนในการเก็บและออมมากเป็นพิเศษ แต่เรื่องความรัก ในครึ่งปีแรกนั้นไม่ค่อยดีจะมาเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในครึ่งปีหลังมากกว่า ขอให้มั่นใจว่าอะไรที่เป็นอุปสรรคปัญหาที่ไม่ดีจะผ่านพ้นไป ชีวิตต้องเจอสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าแน่นอน สุขภาพ ระวังเรื่องภูมิแพ้ อาหารเป็นพิษ

ปีมะโรง

มีความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงที่ดีค่อนข้างมาก เพราะดวงพ้นจากการชงในปีที่ผ่านมาแถมเป็นดาวรุ่งในปีนี้ ดวงจะต้องเริ่มต้นบุกเบิกสิ่งใหม่ๆ งานมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอนอาจจะเหนื่อยเพิ่มขึ้นแต่เหนื่อยในทางที่ดี การเงินดูเป็นปีที่ดีเพราะเงินจะเข้ามาหลายทาง แต่ว่ามาเร็วไปเร็ว ต้องเตรียมตัวเรื่องการวางแผนด้านการเงิน

ความรักกลางๆ ไม่โดดเด่นมากนัก แต่ถ้าเกิดใครอยากจะสละโสดต้องอาศัยตัวช่วยอย่างเพื่อนหรือครอบครัวเป็นคนแนะนำจะดีกว่า สุขภาพไม่มีปัญหาอะไรมะโรงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

มะเส็ง

ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง อาจจะมีเรื่องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นง่าย ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็คือเป็นปีที่เริ่มชง จึงควรระวังความขัดแย้งการมีปากเสียง มีศัตรู  โดยเฉพาะดวงการเงินในครึ่งปีหลังระวังเรื่องการถูกโกง ถูกเบี้ยว ได้เงินไม่ครบ การไว้วางใจในเรื่องเครดิตสินเชื่อต้องระมัดระวัง

เรื่องความรักไม่มีปัญหา แต่ปัญหาจะไปตกกับคู่รักอาจจะเจ็บป่วยไม่สบาย ส่วนสุขภาพปีนี้เป็นปีที่ดวงแรง มีเรื่องการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุจากการเดินทางมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่าย

ปีมะเมีย

ยังคงมีปัญหาติดค้างจากปีที่ผ่านมา ในเรื่องลูกน้อง บริวาร การเปลี่ยนแปลงทีมงาน ปัญหาเรื่องการติดต่อเจรจาสื่อสาร ดวงอาจจะมีตัวป่วนเกิดขึ้น ทำอะไรก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น ทำอะไรต้องตรวจสอบให้รอบคอบ แต่อย่างน้อยจังหวะดวงดาวในเรื่องการเงินยังมีข่าวดี ถือว่าเป็นปีที่มีคาวมสำเร็จความก้าวหน้าในเรื่องการเงิน ควรหาโอกาสเพิ่มเติมมากขึ้น

ในเรื่องความรักเป็นปีที่ต้องดูแล เป็นปีที่มีปัญหาในเรื่องการเดินทาง เดินทางไปแล้วไม่ได้เจอกัน ส่วนคนที่ไม่ได้เดินทางบ่อยครั้งความรักความสัมพันธ์ก็จะราบรื่น สุขภาพระวังอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด โรคที่เกี่ยวข้องกับความดัน

ปีมะแม

รุ่งเรืองเรื่องงานดวงดาวการงานดีขึ้น จังหวะดวงดาวส่งผลให้การติดต่อเจรจาติดต่อค้าขายส่งผลดี แต่ให้ระวังเรื่องการทุจริตจะเกิดขึ้นกับคุณ คนที่ไม่ได้รวยต้องระมัดระวังเรื่องการเงินให้มาก โดยเฉพาะรายจ่ายส่วนตัวจะเกิดความผันผวน ได้มาเยอะก็จ่ายไปเยอะ มีรายจ่ายก้อนโตเกิดขึ้น จึงต้องระวังเรื่องการจับจ่ายทำบัญชีให้ดี ความรักไม่ได้มีปัญหามากแต่จะมีเรื่องหยุมหยิมกวนใจ จึงควรระวังเรื่องการขัดแย้งตามมา สุขภาพ ดูแลกล้ามเนื้อกระดูกและหลัง

ปีวอก

ชาวปีวอกถือว่าครบรอบปีนี้ ในหลักของดวงถือว่าเป็นปีที่ร่วมชง แต่อยู่ในเกณฑ์ไม่น่ากังวลมากนัก การงานยังคงโดดเด่น โดยเฉพาะงานที่ต้องเดินทางไกล ติดต่อต่างประเทศ ทำงานในบริษัทต่างชาติจะดี ข้อควรระวังคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจระวังเรื่องการแตกหักกับหุ้นส่วน

การเงินเป็นปีที่จะได้เงินก้อนโตแต่จะหมดไปกับเรื่องอบายมุข การเสี่ยงโชค คนที่ชอบเสี่ยงต้องระวังในปีนี้ ความรักจะได้คนที่มีเจ้าของมาพัวพันต้องใช้สติและใช้เวลาดูใจให้นานกว่าเดิม สุขภาพต้องดูแลมากขึ้น โดยเฉพาะโรคประจำตัว

ปีระกา

จัดว่าเป็นปีที่ดวงดีเริ่มก้าวหน้ามากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา อุปสรรคปัญหาลดน้อยลง ในเรื่องของงานมีการเลื่อนตำแหน่งเลื่อนขั้นได้งานใหม่ที่ดี คนที่อยากเปิดกิจการร้านค้าเป็นจังหวะที่ดี แต่ว่าเป็นปีที่ต้องใช้เงินเยอะบางคนซื้อบ้านรถ ซื้อที่ดิน แต่ถ้าเป็นเรื่องการลงทุนที่วางแผนล่วงหน้าไว้แล้วจะไม่มีปัญหาอะไร ความรักมีโอกาสแต่งงาน มีลูกมีบุตรสละโสด คนที่คบหาดูใจก็จะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น สุขภาพมีแนวโน้มจะเข้าโรงพยาบาลบ่อยขึ้นในปีนี้

ปีจอ

ชาวปีจอดวงการงานจะดีขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของชื่อเสียง อาจจะได้รับรางวัล มีความก้าวหน้าความสำเร็จที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงานเพิ่มขึ้น แต่ผ่านกลางปีไปอาจจะไม่ดีนัก ขอให้เตรียมตัวในช่วงต้นปีให้มาก การเงินมีโชคได้อะไรมาแบบฟลุกๆ หรือได้งานใหญ่ ได้เงินเยอะหรือได้ค่าคอมมิชชั่นสูง

ความรัก มีการเปลี่ยนแปลงไม่นิ่ง อุปสรรคปัญหาเยอะ มีเรื่องกวนใจต้องการเอาใจใส่ดูแลความรักให้มากขึ้นในปีนี้ สุขภาพต้องพักผ่อนให้เพียงพอแต่บางคนก็วางแผนออกกำลังกายอย่างหนักในปีนี้ก็เป็นไปได้

ปีกุน

หนึ่งในปีร่วมชงแต่ได้รับผลกระทบน้อยมาก ต้องระวังในเรื่องการกลั่นแกล้ง ใส่ร้าย ความขัดแย้ง แต่ในช่วงครึ่งปีหลังก็จะเริ่มดีขึ้น โอกาสความก้าวหน้า ความสำเร็จในหน้าที่การงานเข้ามา โดยเฉพาะคนที่ทำอาชีพอิสระจะส่งผลดีสูงสุด มีรายได้เงินทองเข้ามาอย่างคึกคัก

แต่ให้ระวังเรื่องรายจ่ายค่าหมอ ค่ารักษาพยาบาลด้านสุขภาพ จะเป็นรายจ่ายที่มากเป็นพิเศษ ในเรื่องความรักไม่ดี จะเจอมือที่สาม เสื่อมเสียชื่อเสียง มีปัญหาที่เดือดร้อนมาถึงตัวคุณ สุขภาพ เป็นปีที่มีปัญหาสุขภาพได้ง่าย หรือต้องคอยดูและสุขภาพของคนรอบข้างอีกด้วย