ทรูเปอร์ส เป้สีสดใสของสามเพื่อนซี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409393

ทรูเปอร์ส เป้สีสดใสของสามเพื่อนซี้

โดย…กองทิพย์ ชาตินาเสียว ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพาณิช

ถ้าพูดถึงเทรนด์กระเป๋าที่มาแรงตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็เห็นจะเป็นกระเป๋าเป้ ที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เห็นสะพายกันทั่ว เพราะฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวก จุของได้มาก ทำให้ตอนนี้ใครต่อใครก็หันมาใช้เป้มากขึ้น และถ้านึกถึงเป้ที่สีสันสดใสฉูดฉาดเตะตาที่ขายทางออนไลน์ และได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นก็หนีไม่พ้นแบรนด์ทรูเปอร์ส (Troopers) ที่ออกเดินทางมาร่วมปี มีจุดเริ่มต้นจากเพื่อนรัก 3 คน (โอบ-ณิชา สมิทธิปรีชาวงษ์ นิ้ง-สลิลทิพย์ สุขเจริญไกรศรี และใบตอง มอนชู) ที่ชอบในสิ่งเดียวกัน จับมือฝ่าวงล้อมแบรนด์ต่างประเทศ ทำให้เป้วัยรุ่นแบบไทยๆ ไปผงาดในสิงคโปร์ และมีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีในแถบเอเชีย

ลองมาทำความรู้จักแบรนด์ Troopers ว่าอะไรทำให้พวกเขาเริ่มออกเดินทาง

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Troopers

โอบ : เราเป็นเพื่อนสนิทที่เรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยส่วนตัวพวกเราชอบใช้กระเป๋าเป้มาก แต่พบว่ายังไม่เคยมีแบรนด์ไทยทำเลย ส่วนใหญ่ที่เราใช้ก็จะเป็นแบรนด์ของต่างประเทศ และจะมีแต่สีมืดๆ ไม่สดใส ก็เลยได้คอนเซ็ปต์ว่าเราควรทำกระเป๋าเป้ของวัยรุ่นไทยที่ราคาสมเหตุสมผล มีสีสันสดใส ใช้ผ้าร่มกันน้ำเหมาะกับลักษณะการใช้งานที่ลุยได้ทุกสถานที่ และเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยที่ไม่แน่นอน เลยเริ่มฟอร์มทีมกันตอนเรียนปี 3 รวมตัวกัน 3 คน 3 สไตล์ มีความถนัดคนละแบบ ใบตองเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ ถนัดออกแบบ ดีไซน์ นิ้งเป็นคนละเอียดรอบคอบ จะเป็นคนประสานงานกับโรงงาน ดูเรื่องวัสดุการผลิต และเรื่องบัญชี โอบเป็นคนติดต่อกับลูกค้า ดูการตลาด

 

ใบตอง : ส่วนชื่อแบรนด์ที่เป็น Troopers เพราะเราอยากได้ชื่อที่ดูคลาสสิก เนื่องจากกระเป๋าเราจะทรงวินเทจผสมกับญี่ปุ่นหน่อยๆ ก็เลยใช้คำว่า Troops ซึ่งแปลว่ากลุ่ม และเราก็มาเติม –er เข้าไป ชื่อทรูเปอร์สก็เลยมีความหมายเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายๆ กัน ชอบกระเป๋าเหมือนกัน เหมือนเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ

ช่วงบุกตลาดของเป้สไตล์ Troopers

โอบ : ก่อนกระบวนการผลิตจะประชุมกันค่อนข้างนาน ตอนแรกเราคิดไว้ว่าอยากได้กระเป๋าที่มีทรงเหลี่ยม เพื่อให้ง่ายต่อการใส่ของ จัดสัดส่วนในกระเป๋า ก็ลองวาดปรับเปลี่ยนขนาด ดูรายละเอียดวัสดุและดีไซน์ว่าเข้ากันได้หรือเปล่า เลือกสีให้ตรงคอนเซ็ปต์ ตอนแรกออกสินค้ามา 3 สี คือ สีแดง สีน้ำเงิน และสีเหลือง และทยอยเพิ่มทีละ 2 สี จนตอนนี้
มีทั้งหมด 11 สี

นิ้ง : ปัญหาในช่วงแรกคือการผลิตและวัตถุดิบ เพราะหนึ่งเขาไม่ได้ให้คุณภาพวัสดุตามที่เราต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ สองเราไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับผ้ามากนัก การที่เรายังเรียนอยู่ทำให้ไม่ได้ลงรายละเอียดกับโรงงานมากนักในเวลานั้น และบวกกับเราไม่ได้ให้ข้อมูลลูกค้าในช่วงแรกว่ากระเป๋าบรรจุได้กี่กิโลกรัม บางคนใส่ของทุกอย่างลงไปเพราะคิดว่ามันทนมาก ซึ่งกระเป๋าก็มีลิมิตในการรับน้ำหนักจนเกิดการชำรุด ต่อมาเราจึงใส่การ์ดวิธีการใช้งานและวิธีการดูแลรักษาลงไปในกระเป๋าด้วย เรียกว่าค่อยๆ แก้ไขปัญหากันมาเติบโตไปพร้อมลูกค้า

 

โอบ : เพราะว่าเราทำจากสิ่งที่เราชอบ ทำจากความรักและความใส่ใจ เราสำรวจว่าในตลาดมีคู่แข่งไหม พอเราเห็นว่ามันไม่มีคนทำ เราก็เลยเลือกจะทำตรงนี้ เราก็เลยลงมือทำเลย และเราก็แอบมั่นใจว่าต้องขายได้ ด้วยกลุ่มเป้าหมายของเราที่เป็นมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย และกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน ซึ่งราคาของเราอยู่หลักพันนิดๆ ถือว่าลูกค้าเข้าถึงได้

นิ้ง : เราลงทุนกันคนละ 2.5 หมื่นบาท และไปบอกคุณแม่ว่าลงขันทำธุรกิจกระเป๋ากับเพื่อน เราเอากระเป๋าไปให้ท่านดูแล้ว ท่านก็ไม่แน่ใจว่าจะขายได้จริงเหรอ? เพราะหน้าตา
กระเป๋าแปลกๆ เหมือนผู้ใหญ่อาจจะยังไม่เข้าใจสไตล์ของเรา จากตอนแรกที่มั่นใจมากก็เริ่มไม่มั่นใจแล้ว แต่แม่ก็บอกมาคำหนึ่งว่า ก็ลองดูแล้วกัน แต่พอเปิดขายก็หมด มันเลยเข้าใจได้ว่ากลุ่มผู้ใหญ่ก็มีความคิดอีกแบบหนึ่ง วัยรุ่นก็ชอบอีกแบบหนึ่ง เราก็ทำงานให้กลุ่มเป้าหมายของเราซื้อสินค้าเราก็น่าจะพอแล้ว

ระยะเติบโตของแบรนด์

ใบตอง : อยู่กับการผลิตมานานมาก 6 เดือน ตอนแรกที่เราเปิดตัวคือเราไปออกบูธ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้มีสินค้าพร้อมขาย เรามีแค่ตัวโชว์ และเราก็รับสั่งพรีออร์เดอร์ไว้ก่อน เริ่มขายจริงจังเดือน มิ.ย. 2557 ล็อตแรกผลิตหลายร้อยใบ และผลตอบรับก็ดีกว่าที่คิดมาก ช่องทางขายออนไลน์ในอินสตาแกรม (IG) และเฟซบุ๊ก แต่หลักจะเป็นอินสตาแกรมเพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่จะเล่นไอจีมากกว่าเฟซบุ๊ก และด้วยที่ว่าเราเน้นรูปสินค้า ดังนั้นไอจีจึงตอบโจทย์ที่สุด ล็อตแรกเราใช้เวลาขายประมาณเดือนกว่าๆ เรียกว่าคืนทุนและได้กำไรด้วย กำไรส่วนหนึ่งเป็นเงินเดือน และอีกส่วนหนึ่งนำไปหมุนในการผลิตล็อตต่อไป

นิ้ง : พอขายมาระยะหนึ่ง ก็คิดอยากคลอดแบบใหม่ๆ ออกมา ซึ่งเราจะฟังเสียงของลูกค้าก่อนจะออกแต่ละรุ่นออกมา ทั้งสีและขนาดของเป้ ตลอดจนฟังก์ชั่นการใช้งาน พอได้ฟีดแบ็กที่มากพอก็มาประชุมเพื่อดีไซน์กระเป๋าออกมาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

โอบ : การเพิ่มช่องทางการขายเริ่มในช่วงเดือนที่สาม เช่น ออกบูธ ซึ่งทำให้เราได้เจอลูกค้ากลุ่มใหม่ และได้เครือข่ายสำหรับนำสินค้าไปวางขายหน้าร้าน เราเลือกทำเลที่กลุ่มลูกค้าเข้าถึงได้ และมีคอนเซ็ปต์ไปในทิศทางเดียวกันกับทรูเปอร์ส ก็เลยเริ่มติดต่อส่งข้อมูลของสินค้ามาที่ร้าน Happening ที่หอศิลปฯ กทม. นอกจากนี้ก็มีร้านสเตอริโอ ไทป์ ที่สวนจตุจักร และหน้าร้านในประเทศสิงคโปร์ ที่รวมแบรนด์วัยรุ่นของเอเชียไว้ที่นั่น

อนาคตเป้าหมายของ Troopers

โอบ : ตอนนี้อยากกลับมาโฟกัสสินค้ารุ่นแรกในหลายขนาด เพราะเริ่มมีคู่แข่งที่ทรงกระเป๋าคล้ายกัน แต่ใช้วัสดุคนละเกรดและขายตัดราคา แม้จะยังไม่มีผลต่อยอดขายในตอนนี้ แต่อาจจะมีผลในอนาคตเพราะหลายครั้งลูกค้าก็สับสนว่าของใครเป็นของดั้งเดิม (หัวเราะ) ประกอบกับลูกค้าอยากได้กระเป๋าไซส์หลากหลายมากขึ้น เราก็เลยต้องแตกไลน์ไปที่การทำหลายขนาด แต่ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเรามากกว่าการออกรุ่นใหม่ ตอนนี้ที่คิดเอาไว้ก็อยากมีหน้าร้านเพิ่มในเชียงใหม่ เพิ่มโซนเอเชียในฮ่องกง

 

เสน่ห์ของการเดินทางของ Troopers

นิ้ง: ตอนนี้ทุกคนมีเงินเดือนตามเปอร์เซ็นต์ของยอดขายแต่ละเดือน ถึงทั้งสามคนเรียนจบแล้วแต่การทำงานในระหว่างเรียนมันรู้สึกสนุก มันมีอะไรทำ เพราะชีวิตนักศึกษาที่ผ่านมาจะมีแค่เรียนหนังสือ เที่ยวเล่น กลับบ้าน แต่พอเราทำงานด้วยเหมือนเรามีอะไรให้ทำเยอะขึ้น มีอะไรให้คิดมากขึ้น รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์และหาเงินได้เอง และมันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นสินค้าแฟชั่นที่มีตัวตนของเราอยู่ในนั้น เวลามีคนชอบสินค้าเราก็ภูมิใจในตัวเอง

โอบ : ชีวิตนักศึกษาของหลายคนยังว่างเปล่า ตอนที่เริ่มทำเรารู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรให้มันคุ้มกับชีวิตวัย 20 ต้นๆ เป็นชีวิตที่มีแต่ใช้เงิน พอเราได้ทำงานเหมือนเราได้เอาความรู้ที่เราเรียนมาประยุกต์กับชีวิตจริง นี่คือจุดเริ่มต้น และรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมาไม่สูญเปล่า เพราะเราได้มาใช้จริงๆ ใช้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เหมือนทำงานกลุ่มที่ได้รางวัลกลับมาด้วย

ใบตอง : เราได้ประสบการณ์เยอะมากๆ จากการทำงานกลุ่มชิ้นนี้ ถ้าถามว่าเรียนมา 4 ปีได้อะไรบ้าง เราก็จะตอบว่าได้ทรูเปอร์สนี่แหละ ถึงต่อไปเราจะแยกย้ายไปเรียนต่อหรือทำงานประจำ แต่เราก็ยังจะทำกระเป๋าแบรนด์นี้ต่อไป

 

เลิกเชื่อใน 3 สิ่งนี้แล้วดีเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409324

เลิกเชื่อใน 3 สิ่งนี้แล้วดีเอง

โดย…มิยาโตะ

ดร.ซอนยา ลิวโบมีร์สกี ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เขียนในหนังสือ The Myths of Happiness บอกว่าให้เลิกเชื่อในความคิดที่ผิดๆ เหล่านี้ แล้วชีวีจะมีสุข

1.เชื่อว่าจะไม่มีความสุขถ้าไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง/หรือไม่ได้งานในฝัน

ใครเชื่อแบบนี้ รับรองชาตินี้คงหาความสุขได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ การมีงานมีการทำเรียกได้ว่า (ควร) มีความสุขสุดๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานในฝันหรือไม่ก็ตาม

คนที่มีความสุข คือ คนที่ปรับตัวเองเข้ากับสถานการณ์ได้ อย่าง ถ้าไม่ได้เงินเดือนขึ้น ก็ปรับสภาพการใช้จ่ายให้เหมาะสม จะได้ไม่เป็นหนี้ (ซึ่งมีความสุขแน่นอน) ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งก็ต้องพยายามมากขึ้น เพื่อที่จะให้เจ้านายได้เห็น เพราะหากยิ่งท้อแท้ก็จะยิ่งแย่แน่นอน ส่วนอาชีพในฝัน ปล่อยให้เป็นความฝันไม่ต้องเป็นจริงชีวิตก็มีความสุขได้ เพราะจะว่าไปแล้ว อาชีพในฝัน หากได้ทำจริงๆ อาจจะทำให้เราไม่มีความสุขก็ได้นะ

2.เชื่อว่าชีวิตคงไร้สุขเพราะไม่มีคู่

ทุกวันนี้คนโสดมีมากกว่าคนมีคู่ หรือแม้แต่คนที่มีคู่หลายคนก็ลงเอยด้วยการแยกทาง น้อยคู่ใช่ว่าจะมีความสุขไปมากกว่าคนโสด

ผลวิจัยหลายชิ้นออกมาว่า คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อน รวมทั้งมีญาติพี่น้องที่สนิทสนมกันมาก จะมีความสุขมากกว่าคนที่แต่งงานมีคู่ครอง แต่ว่า ไม่มีเพื่อนหรือญาติพี่น้องที่รักกันอีก

เพราะฉะนั้น มิตรภาพนั้นสำคัญกว่าการมีชีวิตคู่

3.เชื่อว่า คงไม่มีความสุขหากว่า…

…ไม่ผอม

…ไม่มีลูก

…ไม่ได้เป็นหมอ

ทุกๆ คนมีความฝันต่อชีวิตที่สวยหรู แต่ทุกคนก็สามารถมีความสุขได้แม้ว่า ความฝันทั้งหลายไม่อาจจะเป็นความจริงขึ้นมาก็ตาม ความเชื่อที่ถูกต้องคือ การที่เราสามารถที่จะเข้าใจความเป็นตัวเองที่แท้จริง และมีความสุขตามอัตภาพ ตามโอกาสที่เข้ามาในชีวิตต่างหาก

ดร.ซอนยา บอกว่า การค้นหาและมีความสุขแบบง่ายๆ ก็คือการเล่าเรื่องที่ตัวเองมีความสุข ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ถ้าไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง ก็เขียนเล่าใส่ในไดอารี่ทุกๆ วัน หรือตามสะดวกก็ได้ นอกจากจะทำให้มีความสุขขณะที่เขียนแล้ว ยังสามารถนำกลับมาทบทวน และสุขได้อีกบ่อยครั้งที่หวนกลับมาอ่าน

 

ความสุขที่คุณเลือกได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409323

ความสุขที่คุณเลือกได้

โดย…มิยาโตะ

จากการศึกษาล่าสุดของฮาร์วาร์ด บอกว่า ความสุขของคนสมัยนี้ อยู่ที่การเลือกว่าจะมีความสุขกับทุกสิ่งที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ การดูแลรูปร่าง การเงิน หรือภาวะทางอารมณ์

ฮาร์วาร์ดบอกว่า ผลสำรวจนี้เมื่อเทียบกับปี 1980 ที่เคยทำการวิจัยเรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่การสอบถามเน้นไปที่การมีความสุขสุดๆ ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดในปี 2010 ที่ทำโดยจอร์จ วายล์แลนต์ และเชลดอน กลูเอค บอกว่า การมีความสัมพันธ์ที่ดีช่วยให้มีความสุขเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการทำความดีต่อตัวเองและคนอื่น ล้วนเพิ่มความสุขให้ทั้งนั้น

สำหรับผลสำรวจล่าสุดที่ทำในปี 2015 พบว่า การมีความสุขของคนทุกวันนี้สามารถ “เลือกได้” คนทุกคนสามารถมีความสุข เมื่อเลือกที่จะบอกตัวเองว่า มีความสุขในสิ่งที่ตัวเองทำ

การสำรวจนี้มีการสอบถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพกับความสุข พบว่า รายได้มีส่วนน้อยมากในการเพิ่มความสุขในอาชีพ เช่นเดียวกับความร่ำรวย ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความสุข โดย 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่บอกว่ามีความสุขนั้น พวกเขาตอบด้วยว่า รู้สึกสนุกมีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำอยู่

62% บอกว่า ไม่ต้องการพบกับวิกฤตวัยกลางคน ขณะที่ 49% ของคนที่มีความสุขบอกว่า พวกเขาได้ทำความฝันให้เป็นจริงแล้ว ส่วน 67% บอกว่า กำลังมีความสุขสุดๆ กับชีวิตในปัจจุบันนี้

ผลสำรวจล่าสุดยังพบเช่นเดียวกับในปี 2010 ก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้างเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุขมากยิ่งขึ้น โดย 75% บอกว่า สิ่งที่พวกเขามีความสุขที่สุดในชีวิต ก็คือการประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว

ขณะที่ด้านอื่นๆ นั้น 77% ของคนที่มีความสุขและรู้สึกว่า ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวด้วยนั้น ตอบว่า พวกเขารู้สึกพอใจกับสิ่งอื่นๆ ในชีวิตด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ฐานะทางการเงิน และภาวะทางอารมณ์ โดย 78% ของกลุ่มนี้ตอบว่า พวกเขาออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และ 93% ของคนที่มีความสุขก็ว่า พวกเขามีความสุขมากๆ ที่มีสุขภาพดี และ 68% ของคนที่มีความสุขยังบอกว่า พวกเขาวางแผนสำหรับการเกษียณเอาไว้อย่างรัดกุม

44% ของกลุ่มคนที่มีความสุข บอกว่า พวกเขารักษาสมดุลระหว่างการงานกับชีวิตได้ดี โดยทีมวิจัยสรุปความสำหรับการสำรวจครั้งนี้ว่า คนในยุคปัจจุบันนั้นสามารถเลือกความสุขได้เอง ไม่ได้มีตำรับความสุขแบบสำเร็จรูป แต่สามารถเลือกจะมีความสุขในแบบเฉพาะตัวมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา

 

สุขจากการส่งต่อ คุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409309

สุขจากการส่งต่อ คุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อื่น

โดย…เกรซ ล้อบุณยารักษ์ เรียบเรียง พุสดี สิริวัชระเมตตา

ในฐานะนักธุรกิจ สำหรับใครหลายคน ความสุขในชีวิตอาจอยู่ที่มูลค่าของโครงการที่ทำความสำเร็จของโปรเจกต์สุดยิ่งใหญ่ แต่สำหรับเกรซ หลังจากที่เกรซได้ดูแลคุณพ่อในช่วงที่ท่านล้มป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง มุมมองที่มีต่อความสุขของเกรซกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะความสุขของเกรซในวันนี้ เปลี่ยนจากตัวเงินเป็นความรู้สึกยามที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังป่วย ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อาการดีขึ้น

เกรซอาจจะไม่ใช่หมอ แต่จากประสบการณ์ตรงที่เกรซดูแลคุณพ่อ บวกกับสิ่งที่เกรซเรียนมาและประสบการณ์ตรงจากตัวเกรซเอง ทำให้เกรซรู้ว่าแค่คนเราเปลี่ยนพฤติกรรมวิธีการกิน การใช้ชีวิตจากเดิม แค่นี้ก็เป็นยาวิเศษสำหรับผู้ป่วยทุกคนแล้ว

 

สำหรับตัวเกรซเอง ด้วยความที่เรียนจบปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์อาหาร (Food-Science) จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมา เพราะคุณพ่อทำธุรกิจโรงงานผลิตเส้นจันท์ส่งออกไปยังหลายประเทศในแถบเอเชีย จึงอยากให้เรียนด้านนี้มาช่วยดูแลและพัฒนาธุรกิจของครอบครัว แต่สุดท้ายเกรซก็ไปเอาดีด้านอสังหาริมทรัพย์ควบคู่ไปด้วย เลยไม่ได้ใช้ความรู้โดยตรงในสายงาน แต่ก็ยังสนใจศึกษาด้านอาหาร ประกอบกับเป็นคนรักสุขภาพเป็นทุนเดิม เกรซเลยกินอาหารเพื่อสุขภาพ (Eat Clean) มาตลอด กินมานานมากก่อนที่จะฮิตอย่างในปัจจุบันเสียอีก อาหาร 95% ที่เกรซกินคือผัก อีก 5% อาจจะเป็นเนื้อสัตว์อย่างปลา เกรซทำอย่างนี้มาเป็น 10 ปี เกรซไม่นอนดึก นอนไม่เกิน 4 ทุ่ม ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์เลย เวลาว่างชอบการออกกำลังกาย

จนวันหนึ่งคุณพ่อเกรซป่วย ลูกๆ 4 คน ต้องหมุนเวียนกันมาดูแลคุณพ่อตลอด หลังจากคุณพ่อป่วยมา 4 ปี มีหลายครั้งที่ท่านหมดกำลังใจ ไม่อยากอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป เกรซและพี่น้องก็ต้องคอยปลอบเป็นกำลังใจให้คุณพ่อสู้ต่อไป จนเมื่อ 8-9 เดือนที่แล้ว คุณพ่ออาการหนักมากจนเกรซและพี่น้องเริ่มทำใจ โชคดีที่เกรซไปเจออาจารย์ท่านหนึ่ง มาแนะนำเรื่องการเปลี่ยนวิธีการกิน เกรซเลยลองศึกษาอย่างจริงจัง และลองให้คุณพ่อเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการกิน ปรากฏว่าอาการคุณพ่อดีขึ้นมาก

 

ในฐานะลูก เห็นพ่ออาการดีขึ้น เป็นอะไรที่สุขใจที่สุดอยู่แล้ว แต่เราไม่อยากเก็บความสุขนี้ไว้คนเดียว เกรซอยากจะแบ่งปันความรู้นี้ไปให้คนอื่นๆ ที่อาจเป็นคนป่วยหรือเป็นญาติคนป่วย เพราะเกรซเข้าใจจิตใจของพวกเขาเป็นอย่างดี เวลาที่เราเห็นคนที่เรารักต้องเจ็บป่วย คนเราไม่จำเป็นต้องเจ็บป่วยแล้วค่อยมารักษา เราสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ตอนนี้

หลายคนมองเรื่องเงินมาเป็นอันดับหนึ่งในชีวิต แต่เกรซมองว่าเราจะทำงานเก็บเงินมากๆ หวังจะได้ใช้ตอนแก่ แต่ปรากฏว่าพออายุเริ่มเข้าเลข 5 เราต้องเอาเงินเก็บที่มีมาจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล

 

ด้วยเหตุนี้เกรซจึงอยากเป็นตัวกลางที่จะส่งต่อความรู้ดีๆ ให้กับคนอื่น เร็วๆ นี้เกรซเพิ่งออกหนังสือ “กินกันตาย” และเป็นวิทยากรให้ความกำลังใจคนในหลากหลายอาชีพ ควบคู่กับงานประจำที่เกรซก็ยังทำอยู่ ถามว่าเวลาเห็นตัวเลขกำไร ผลประกอบการมีความสุขมั้ย แน่นอน แต่ตอนนั้นถ้ามีใครเดินมาบอกเกรซว่า เพราะเปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนการกิน แล้วอาการดีขึ้น หรือ คนป่วยที่บ้านอาการดีขึ้น เกรซจะมีความสุขมากขึ้นไปอีก

อีกหนึ่งฝันของเกรซคือ สร้างศูนย์ดูแลสุขภาพจากแพทย์ทางเลือก เพราะอยากจะแบ่งปันสุขภาพที่ดีให้คนทั่วไป โดยหวังว่าจะให้พวกเขาเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากที่นอนป่วยอยู่ก็สามารถลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเองได้ เกรซเชื่อว่าถ้าฝันเป็นจริง นี่แหละคือความสุขอีกขั้นของเกรซ

 

‘โดนแทงเย็บ 50 เข็ม เฉียดปอด’ ที่ไม่ลืม ของ รณภร คณิวิชาภรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409304

‘โดนแทงเย็บ 50 เข็ม เฉียดปอด’ ที่ไม่ลืม ของ รณภร คณิวิชาภรณ์

โดย…วราภรณ์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หากชีวิตลูกผู้ชายคนหนึ่งจะเคยสัมผัสกับการเสี่ยงภัยและประสบอุบัติเหตุเกือบคร่าชีวิต จึงถือว่าเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันแล้ว ชีวิตของ หนึ่ง-รณภร คณิวิชาภรณ์ หนุ่มสุดคูล Mixology มาดเท่เจ้าของธุรกิจแคเทอริง บริษัท เมเว่น วัย 34 ปี นักแสดงและพิธีกรก็คงเต็มไปด้วยรสชาติและสีสันที่หลากสี เพราะตั้งแต่รณภรยังเป็นเด็กเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 ก็เคยขี่จักรยานตกท่อ อีกครั้งในวัย 18 ปี เขาเคยประสบอุบัติเหตุขับรถเบนซ์ชนอัดกับเสาตอม่อรถไฟฟ้าบีทีเอสหวิดเสียโฉมมาแล้ว และในวัย 23 ปี เขาเคยโดนแทงเฉียดปอดไปนิดเดียว เหตุการณ์แต่ละครั้งถือว่าโชคช่วย เพราะสามารถรอดชีวิตมาได้ แม้จะฝากรอยบาดแผลไว้ตามร่างกาย แต่ก็ให้แง่คิดดีๆ กับเขามากมาย

สำหรับครั้งที่จำไม่ลืม ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในวัยเพียง 18 ปี ในขณะนั้นเขาใช้ชื่อว่า พิธาน เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยมีงานถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบ ผลงานภาพยนตร์ชิ้นแรกๆ ของเขาคือ ยุวชนทหาร ค่ายแกรมมี่ฟิล์ม และได้ออกผลงานเพลงกับค่ายอาร์เอส โปรโมชั่น สมัยนั้นในนาม “ทรี พลัส วัน” วงบอยแบนด์ เขามีตำแหน่งร้องแร็ป และผลงานชิ้นนี้เองที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุด ขณะที่เขามีผลงานเพลงในวัย 23 ปี เกิดเหตุการณ์โดนโจรย่องเบาแทงจนได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสที่ราวนมด้านซ้ายเฉียดปอด ซึ่งหากคนร้ายไม่หยุดแทง ณ วันนี้ก็คงไม่มี Mixology เลื่องชื่ออย่างแน่นอน

โจรย่องเบาขึ้นบ้านครั้งที่ 2 ในรอบเดือน

เหตุการณ์ที่ไม่ลืมวันนั้น เขาจำได้แม่นว่าเป็นวันแม่ 12 ส.ค. 2547 เวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งเป็นวันหยุดไม่มีงานร้องเพลง รณภรจึงนอนพักผ่อนดูหนังอยู่ในบ้านเพียงลำพัง ส่วนคุณแม่ออกไปชมภาพยนตร์กับน้องชาย และแล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อคนร้ายบุกเข้ามาในบ้าน

 

“หากไม่มีงานผมชอบพักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ชอบออกไปผจญกับรถติดบนท้องถนน วันหยุดจึงชอบนอนเล่นดูหนังแบบเงียบสงบในบ้าน เครื่องปรับอากาศรวมทั้งไฟก็ไม่เปิด หน้าต่างพร้อมประตูบ้านก็ปิดเงียบ เปิดหนังดูเบาๆ ในห้องนอนบนชั้น 2 ดูลักษณะภายนอกบ้านเหมือนไม่มีคนอยู่ในบ้าน ซึ่งก่อนหน้านั้นบ้านผมเคยโดนโจรย่องขึ้นบ้าน โดยมันง้างเหล็กดัดเข้าทางหน้าต่างห้องผมเข้าไปขโมยของภายในบ้าน ซึ่งวันนั้นผมไม่อยู่บ้าน แต่คุณพ่อโทรมาบอกว่ามีโจรขึ้นบ้านขึ้นไปทางห้องผม พอผมกลับไปบ้านเห็นข้าวของในห้องกระจัดกระจาย แล้วจำได้ว่าต่างหูเพชรของคุณแม่ที่ผมยืมไปใส่แล้ววางอยู่บ้านโต๊ะหัวเตียงหายไป ซึ่งก่อนหน้านั้นละแวกบ้านผมมีโจรขึ้นบ่อยมาก ครั้งแรกไม่ตั้งใจจะไปแจ้งตำรวจ เพราะคิดว่าคงทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อโจรขึ้นบ่อย ผมรู้สึกไม่ว่างใจในความปลอดภัย พอโจรขึ้นบ้านผมก็ขอแจ้งความเสียหน่อย คุณตำรวจก็ได้ให้เบอร์โทร สน.ใกล้ๆ บ้าน หากมีอะไรให้โทรสายตรงหาได้เลย”

ได้ยินเสียงกุกกักห้องข้างๆ

ขณะที่หนุ่มหนึ่งนอนดูหนังอยู่ในห้องชั้น 2 อยู่นั้น ท่ามกลางบรรยากาศเงียบๆ เขาก็ได้ยินเสียงจากห้องข้างๆ ดังกุกกักๆ แต่ไม่ได้เอะใจ เพราะที่บ้านหน้าต่างมักมีลมพัดตึง ปุ้งปั้ง หรือมีเสียงกระรอกวิ่งเล่นบนหลังคาเป็นปกติ เขาไม่ได้คิดอะไร ก็นอนดูหนังเพลินๆ ไปเรื่อยๆ แต่รู้สึกหิวน้ำจึงหยุดเครื่องเล่นภาพยนตร์แล้วเปิดประตูออกไปเพื่อหาน้ำดื่มที่ชั้นล่าง ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงห้องข้างๆ ซึ่งเปิดประตูทิ้งไว้ มีเสียงตึงๆ แล้วมีคนวิ่งตัดหน้าเขากำลังลงบันไดไปด้านล่าง ณ วินาทีนั้น ด้วยสัญชาตญาณต้องการจับโจรย่องเบา รณภรกระโดดเข้าล็อกคอ แล้วเกิดเหตุการณ์ชกต่อยกันตลอดทางตั้งแต่บันไดลงมาสู่ชั้นล่าง

“นาทีที่ผมเห็นโจรครั้งแรกผมคิดว่าเป็นรายเดิม เพราะครั้งที่แล้วได้อะไรไปไม่เยอะ และเขารู้ทางหนีทีไล่ดี ผมจึงคิดว่าคนนี้แหละ พอผมคว้าคอเขาได้ผมซัดเลย แต่เขาพยายามหนี แต่ผมตั้งใจจะจับเขาไว้ให้ได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ง่ายเกินไป คิดว่าแรงผมเยอะ คิดว่าเขาจะอยู่มือผม อาจเป็นเพราะผมดูหนังบู๊เยอะเกินไป ผมจึงสู้ แม้เขาพยายามหนีลงบันได ผมก็ยังตามซัดคว้าคอเสื้อเขา แล้วเกิดการชกต่อยกันไปมา ตอนนั้นผมไม่รู้สึกอะไรแล้ว มันชุลมุนมากๆ เหมือนในหนังเลย”

 

ขณะต่อสู้รณภรได้กลิ่นเหม็นคาดว่าเป็นคนเก็บของเก่าขาย ซัดกันนัวจนลงมาถึงชั้นล่าง ซึ่งคุณแม่ของเขาเป็นศิลปินนักวาดภาพ มักทำงานศิลปะเพนต์ภาพลงบนกระเบื้องบนโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่กลางบ้าน บนโต๊ะมีอุปกรณ์ระบายสี กรรไกร จาน ชาม ถ้วย คัตเตอร์วางเต็มไปหมด

เจอโจร-โดนแทง

“ช่วงที่วิ่งต้อนกันไปมารอบๆ โต๊ะทำงานของคุณแม่ต่างฝ่ายต่างหยิบจาน ชาม ถ้วยกระเบื้องบนโต๊ะปาใส่กัน แล้วก็วิ่งหนีกันไปรอบๆ โต๊ะ ผมจำได้ว่าผมหยิบถ้วยฟาดใส่เขาจนเกิดบาดแผล แต่โจรยังไม่หยุด ยังสู้สวนกลับมา จังหวะนั้นชุลมุนมากๆ นาทีที่โจรหยิบกรรไกรขึ้นมาตอนไหน ผมไม่รู้ แต่จำได้ว่าผมวิ่งไปรอบๆ จนผมรู้สึกเหนื่อย แล้วเขาหยิบกรรไกรมาแทงผมตอนไหนไม่รู้ ผมก็เอามือปัดป้องจนมือมีบาดแผลเลือดเต็มไปหมด ช่วงจังหวะหนึ่งผมล้มลงกับพื้น แล้วโจรก็มาคร่อมที่ตัวผมแล้วก็บีบคอผมแน่นจนรู้สึกหายใจไม่ออก มือไม้อ่อน มือร่วงลงพื้น แทบหมดสติ ผมจำได้ว่าไม่มีแรงแม้จะหายใจวินาทีนั้นคิดว่าผมจะตายแล้ว”

แล้วนาทีวิกฤตก็มาถึง แม้แทบสิ้นสติ แต่รณภรก็ยังคงมองเห็นภาพที่โจรเงื้อกรรไกรขึ้นสูงเตรียมแทง แต่อยู่ดีๆ โจรร้ายก็เปลี่ยนใจ ผละแล้ววิ่งหนีไป

 

“ตอนนั้นผมคิดว่า ถ้าผมโดนแทงผมคงตายแน่ๆ พอโจรมองหน้าผมแล้วก็ทิ้งกรรไกร วิ่งหนีออกไปทางหลังบ้าน ผมก็ค่อยๆ ลุกเดินตะกายขึ้นไปชั้นบนไปห้องคุณพ่อ เพื่อไปหยิบปืนมาป้องกันตัวหากโจรย้อนกลับมาอีกครั้ง ก้มลงมองตัวเองเห็นเลือดเลอะเต็มตัวไปหมด คิดว่าตอนนั้นผมใกล้จะตาย เพราะรู้สึกเหนื่อยและเลือดเต็มตัว ตอนนี้ผมมีปืนอยู่ในมือเพื่อสู้กับมันแล้ว แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาวิ่งออกไปจากบ้านแล้วหรือยัง ผมจึงล็อกห้องคุณพ่อก่อนไปหยิบปืนที่คุณพ่อซ่อนไว้ พอหยิบปืนได้ผมค่อยๆ แย้มประตูออกแล้วมองลงไปตรงบันได เห็นไม่มีใคร แต่จะลงมาข้างล่างก็สองจิตสองใจ คิดว่าอย่าดีกว่า เพราะผมยังไม่มีแรงมากพอ เพราะร่างกายขาดออกซิเจน และคิดไปว่าถ้าโดนแย่งปืน เราอาจไม่รอด ก็เลยยังอยู่ข้างบนและโทรศัพท์แจ้งตำรวจเบอร์ที่เคยให้ไว้ และโทรบอกคุณแม่ แล้วผมค่อยๆ ลงจากบ้านเพื่อไปเปิดประตู แต่ไม่ทัน เห็นตำรวจค่อยๆ ปีนจากหน้าบ้านเข้ามา ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกชาอยู่ และมีเลือดเต็มหน้า เลือดบางส่วนไหลเข้าตาด้วย เพราะหางคิ้วด้านซ้ายของผมแตกเป็นแผลค่อนข้างใหญ่ เลือดที่มือก็ไหลเยอะมาก จนปืนที่เตรียมไว้ป้องกันตัวต้องส่งไปล้างทำความสะอาดที่ร้าน เพราะเลือดเต็มไปหมด”

หลังจากตำรวจมาถึง สักพักก็มีรถพยาบาลฉุกเฉินขับตามหลังมา ซึ่งตอนนั้นด้วยอาการชา รณภรไม่รู้ว่าเขาโดนแทงที่ราวนมด้านขวาเพราะไม่รู้สึกเจ็บ ทีมพยาบาลรีบตรวจเช็กร่างกายและแจ้งว่าเขาโดนแทง ก็ทำการห้ามเลือด จากนั้นตำรวจก็ให้เขาขึ้นรถพยาบาลรีบไปทำการรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ใกล้เขตพระโขนงที่เกิดเหตุ

เย็บรวม 50-60 เข็ม

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอได้ตรวจพบว่ารอยกรรไกรที่แทงนั้นลึกเฉียดปอด ซึ่งหากโดนปอดบริเวณหน้าอกขวาอาจอันตรายถึงชีวิต นอกจากนั้นเขายังมีแผลบริเวณหัวคิ้วด้านซ้ายเป็นแผลฉกรรณ์ มือซ้ายและมือขวามีร่องรอยบาดแผลจากคมกรรไกรเต็มไปหมด

 

“จำได้ว่าวินาทีแรกที่แม่มาพบผมที่บ้านก่อนที่เราจะขึ้นรถพยาบาลไปด้วยกัน แม่ก็นิ่งๆ แต่พอขึ้นรถมาได้แม่จับมือผมไว้ตลอด ขณะที่อยู่บนรถพยาบาลซึ่งขับเร็วมากจนผมคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุรถชนแทนไหม (ยิ้ม) พอถึงโรงพยาบาลคุณหมอตรวจแล้วบอกว่าแผลลึกและคมกรรไกรเฉี่ยวปอดไปนิดเดียว ต้องเจาะท่อเพื่อถ่ายเลือดและเอาอากาศที่เข้าไปออกมา ก่อนเจาะมีฉีดยาชา ซึ่งตอนโดนแทงผมไม่รู้สึกกลัวเท่าตอนโดนเจาะเพื่อเอาเลือดและอากาศออกมาจากช่องซี่โครง โมเมนต์นั้นมันน่ากลัวมากๆ แม้จะรู้สึกชา แต่ตอนนั้นผมรู้สึกจะหายใจเข้าออกก็ไม่ได้ รู้สึกทั้งแน่นและอึดอัดเหมือนผมจะตาย วินาทีนั้นภาพเก่าๆ ลอยขึ้นมาหมด ทั้งช่วงเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัว ผู้หญิงที่ผมเคยแอบชอบ แต่ยังไม่เคยบอกเขาเลย ช่วงแฟนบอกเลิกลอยขึ้นมาหมด พยาบาลก็บอกให้ผมพยายามหายใจ และหายใจช้าๆ แม้จะเป็นเวลาไม่กี่วินาทีช่วงเจาะ แต่ผมคิดว่านานมากๆ ตัวเกร็งจนตัวงอ พยาบาลต้องค่อยๆ คายมือออก”

เสร็จจากการเจาะปอด เขาถูกเข็นออกจากห้องฉุกเฉินไปนอนห้องไอซียูเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด 1 คืน

“ผมไม่ได้มีอาการโคม่า แต่ผมได้ยานอนหลับจึงหลับพักผ่อนได้ แต่รู้สึกตัวตอนกลางดึก รู้สึกปวดปัสสาวะมากๆ จะให้พยาบาลมาช่วยก็รู้สึกอาย จึงต้องนอนฉี่แบบตัวเอียงๆ อยู่บนเตียง ซึ่งค่อนข้างทุลักทุเลพอควรครับ จากนั้นผมได้ย้ายไปพักที่ห้องธรรมดา นอนรักษาตัวอยู่ประมาณ 5 คืน ช่วงเวลานั้นก็มีทั้งนักข่าวมาเยี่ยมและสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม แต่ช่วงนั้นผมพูดมากไม่ได้ เพราะรู้สึกเหนื่อยและหอบหายใจ เพราะผมไม่สามารถทำอะไรหนักๆ ได้ เพราะปอดมีลมเข้าจึงทำให้เหนื่อยง่าย เวลานอนพักก็มีท่อยางเจาะจากลำตัวไปถึงขวดระบายเลือดด้านล่าง เวลาเคลื่อนไหวไปไหนก็ลำบากมากๆ คุณหมอบอกว่าผมถูกเย็บแผลไปทั้งหมดประมาณ 40-60 เข็ม เพราะโดนแทงทั้งตรงนิ้วมือด้านขวาซ้าย ตรงข้อมือขวาซ้าย ตรงซี่โครงและตรงคิ้ว”

 

บทเรียนจำฝังใจ

แม้ปัจจุบันรอยบาดแผลที่ถูกแทงบริเวณราวนมด้านขวาจะทิ้งไว้เพียงรอยจางๆ แต่ก็ให้แง่คิดดีๆ กับเขา ซึ่งทำให้ปัจจุบันเขาใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น

“หลังกลับมาพักฟื้นต่อที่บ้าน ผมก็ยังต้องกลับไปให้คุณหมอทำแผลทุกวัน เพราะคุณหมอปิดผ้าก๊อซกันน้ำไว้ และผมจำไม่ได้ว่ามีการเย็บแผลที่เจาะที่ปอดหรือเปล่า สำหรับโจรย่องเบาผมคิดว่าน่าจะเป็นคนรับซื้อของเก่า หรือคนเก็บขยะในละแวกนั้น แต่ว่าถึงวันนี้ผมไม่รู้สึกโกรธเขานะครับ ผมมองแง่ดีว่า โชคดีที่เรารอดมาได้ แต่ถ้าเป็นอะไรไปก็คิดว่าโอเคเราโชคร้าย แต่แง่ดีคือ จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมคิดได้หลายอย่าง คือ เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตามในชีวิตผมต่อจากนี้ อย่าเอาตัวเข้าไปแลก ณ ปัจจุบันสมมติเวลาผมเจอคนทะเลาะกัน ผมจะหลีกเลี่ยง หรือย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถ้าเป็นไปได้ผมควรหลบอยู่ในห้อง เพราะการที่เราคิดว่าตัวเองเก่งมันไม่มีประโยชน์ มีแต่ผลเสีย เกิดตายหรือตาบอดขึ้นมาวันนี้ของผมก็จะเปลี่ยนไป หรือถ้ามันแทงผม ผมจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นผมอายุแค่ 23 ก็คิดว่าเราเอาอยู่ นั่นคือการประเมินตัวเองผิด แม้ว่าผมจะออกกำลังกายร่างกายฟิตดี แต่เราคิดง่ายๆ ว่าเราจะจับเขาได้ และคิดว่ามันจะอยู่นิ่งให้จับ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ มันก็สู้เหมือนกัน คุณพ่อคุณแม่ก็ปลอบใจว่า ดีที่รอดมาได้ แม่ก็สอนว่า อะไรก็อย่าไปแลกกัน มันไม่คุ้ม ผมก็คิดว่าเราเองก็โชคดีที่แม่กับน้องไม่อยู่ ถ้าอยู่บ้านวันนั้นจะเป็นอย่างไรนะ”

นอกจากโดนแทงจนมีรอยแผลเป็นแล้ว ช่วงที่รณภรกลับมาอยู่บ้านใหม่ๆ ผลกระทบต่อสภาพจิตใจจากเหตุการณ์ต่อสู้กับโจรย่องเบาก็คือ เวลาอยู่บ้านคนเดียว แล้วมีเสียงลมตีกระจกหน้าต่าง เขาจะรู้สึกกลัว เป็นอยู่ราว 3 เดือน อาการหวาดกลัวก็ค่อยๆ หายไปเอง

“เหตุการณ์นั้นทำให้ผมได้คิดอะไรมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องอะไรที่ควรเสี่ยง ตอนนี้ผมทำงานในผับตอนกลางคืน ถ้าเกิดเหตุทะเลาะกันผมไม่เอาเลย ผมจะเอาตัวออกไปไกลๆ เพราะผมรู้ว่าการเอาตัวเข้าไปยุ่งไม่ดีเลย มีแต่เสียกับเสีย ยิ่งโดนลูกหลงยิ่งไม่คุ้ม ซึ่งตั้งแต่เด็กยันโตอายุ 34 ผมเจออุบัติเหตุบ่อย เรียกว่าคุณแม่ทำประกันอุบัติเหตุเอาไว้คุ้มมาก เคยทั้งขี่จักรยานตกท่อได้บาดแผลมาเต็มตัว เล่นละครเวทีตอนเด็กๆ เสาก็ล้มใส่ หรือโตหน่อยสู้กับโจรชีวิตก็ประมาท” ซึ่งเหตุการณ์ที่เขาต่อสู้กับโจรกลับไม่ได้ถือว่าแย่ที่สุดในชีวิต ยังมีเหตุการณ์ขับรถชนเสาตอม่อบีทีเอสหน้าปากซอยอารีย์เขาก็เคยมาแล้ว

 

ขับรถชนเสาตอม่อบีทีเอส

อายุ 18 ปี รณภรเพิ่งเข้าวงการบันเทิงใหม่ๆ และเพิ่งขับรถยนต์ได้ไม่นาน มีเหตุต้องขับรถไปร่วมงานวันเกิดของรุ่นพี่ย่านสะพานควาย เวลาเที่ยงคืนเขาจำได้ว่าดื่มเหล้าประมาณ 2 แก้ว แล้วขับรถออกมา ด้วยมีแอลกอฮอล์อยู่ในเส้นเลือดนิดๆ เขายอมรับว่าเกิดความคึกคะนอง ขับด้วยความเร็วประมาณ 100 กว่าๆ ขับผ่านอนุสาวรีย์ชัย มุ่งหน้าถนนพหลโยธินเพื่อไปสะพานควาย จังหวะขับมาเลนขวาสุดด้วยความเร็ว พอมาถึงซอยอารีย์ มีรถกระบะจากอีกฝั่งหนึ่งวิ่งตัดหน้าเพื่อเข้าซอยอารีย์อย่างกระชั้นชิด วินาทีนั้นรณภรต้องหักหลบไปเลนยูเทิร์นอย่างเร็ว และคิดว่าจะหักหัวออกมาทางซ้ายได้ทัน แต่ด้วยความเร็วที่มากเกินไปทำให้เขาขับเบนซ์อัดเข้ากับเสาตอม่อรถไฟฟ้าบีทีเอสเข้าพอดิบพอดี

“จังหวะที่ชนผมหลับตาแล้วรู้สึกถึงแรงกระแทก ผมเห็นกระจกรถทั้งบานร้าวและแตก พวงมาลัยรถหักยู่เข้ามาอยู่ใกล้หัวเข่าผมนิดเดียว แล้วเครื่องยนต์และคันเร่งก็ยู่เข้าใกล้ตัวผมทั้งหมด แล้วภาพตรงหน้าผมก็ดับไป ผมมารู้สึกตัวอีกทีตอนมีคนมาเคาะกระจกและพยายามดึงตัวผมออกจากรถ แต่เปิดประตูไม่ได้ ผมจึงบอกให้เขาไปเปิดประตูอีกด้าน แล้วค่อยๆ ดึงตัวผมออกไป ครั้งนั้นผมจำได้ว่าบาดเจ็บที่บริเวณปาก เลือดไหลออกมาเยอะมาก ต้องเย็บเหงือกด้านบนริมฝีปาก ตอนถูกลากออกมาจากรถผมแทบยืนไม่ไหว หาโทรศัพท์ไม่เจอ ต้องปีนเข้าไปหยิบมือถืออีกรอบแล้วโทรบอกที่บ้านว่าขับรถชนนะ แล้วมีรถพยาบาลรับผมไปโรงพยาบาลราชวิถี แวบแรกเห็นกระจกรถ เห็นรถแล้วก็คิดในใจ กูยังไม่ตาย พอถึงโรงพยาบาลต้องเย็บปากเย็บคาง เย็บเหงือกข้างใน เย็บหัวเข่าซึ่งมีไขมันและเอ็นปลิ้นออกมา พอทำแผลเย็บแผลเสร็จคุณหมออนุญาตให้ผมกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้”

อุบัติเหตุครั้งนั้นแม้ไม่ต้องสูญเสียถึงชีวิต แต่เขาก็ได้เรียนรู้ว่าไม่ควรขับรถเร็ว และที่สำคัญคือเมาแล้วอย่าขับ ขับรถอย่างปลอดภัย และอย่าขับรถแบบคึกคะนอง

“ดื่มแล้วไม่ควรขับรถ อันตรายเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราขับเองเสียชีวิตเอง แต่หากไปทำคนอื่นเสียชีวิต ซึ่งเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย มันเป็นวามรับผิดชอบของคุณ ฉะนั้นเมาอย่าขับเด็ดขาดครับ” รณภร กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : ขอขอบคุณ Scruffy Apron Western Comfort Food เอ็มควอเทียร์ ชั้น 6 the Helix Building ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ 02-003-6262-3 เอื้อเฟื้อสถานที่ในการถ่ายภาพ

 

วิ่งแข่งกับเวลา บทเรียนในตำราของเด็กจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409286

วิ่งแข่งกับเวลา บทเรียนในตำราของเด็กจีน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เช้าทุกวันที่ผมนั่งรถเมล์ไปทำงาน เนื่องจากป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่พักผมเป็นช่วงปลายสาย และการจราจรตอนเวลาเร่งรีบก็ติดขัด ต้องรอรถนานมาก พอบทจะมา รถเมล์สายเดียวมาติดๆ กันหลายคัน

และเพราะรถเมล์ปักกิ่งห้ามแซงกันเอง และต้องจอดในทุกป้าย ช่วงที่รถมาติดๆ กัน รถคันแรกที่จะเข้าป้ายมักแน่นเอี้ยด คันที่สองแน่นรองลงมา ตามมาด้วยคันที่สามคันที่สี่ที่ต่อท้ายมา คันที่ห้าไม่มองดูก็รู้ว่าเกือบโล่ง

ผมเองตัดสินใจไม่ยาก ที่จะรอขึ้นคันที่ 3 คันที่ 4

ขึ้นง่าย แถมได้นั่ง

แต่สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผมคือ พ่อแม่พี่ป้าน้าอาและผองเพื่อนร่วมรอรถเมล์ชาวจีนแทบทุกท่าน พยายามเบียดเสียดยัดเยียดตัวขึ้นรถเมล์คันที่ 1 ทั้งที่รู้ว่าเอี้ยดแต่คงยังขอลอง จนพ่ายแพ้ต่อการพยายามเบียดตัวขึ้นไปบนรถ จึงยอมเลิกละความพยายามไปขึ้นคันที่ 2 (ซึ่งแน่นรองลงมา)

พอถึงคันที่ 3 ก็เหลือแต่ผมและน้องชาวไทยที่ทำงานด้วยกันเท่านั้น

จัดว่าเป็น Culture Shock สั้นๆ ในปักกิ่ง…

ปกติเวลาผมอยากรู้จักผู้คนของประเทศอื่นๆ นอกจากจะสังเกตจากการพูดคุยกับคนประเทศนั้นๆ ผมมักเริ่มสังเกตจากอะไรง่ายๆ สองสามอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหนังสือเรียน

การลองพลิกดูหนังสือเรียนของแต่ละประเทศ หลายครั้งจะทำให้เราเห็นที่มาที่ไปและเบื้องหลังได้มีมิติขึ้น

เพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่ในประเทศต้องการสอนให้เด็กเป็น มักเป็นความเฉพาะตัวของกลุ่มชาวต่างประเทศนั้นด้วยเช่นกัน

ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ชาวจีนมีบุคลิกหลายอย่างที่เป็นที่ซุบซิบติดปากชาวไทย ส่วนเขาผ่านชีวิตมาด้วยคำสอนแบบไหน ยังไม่ค่อยมีพูดถึงกัน

วันนี้ผมจึงนำตัวอย่างแบบเรียนของเด็กจีนบทหนึ่งมาให้อ่าน

บทเรียนนี้เป็นบทความที่เขียนโดยนักเขียนชาวไต้หวันที่ชื่อ หลินชิงเสวียน แม้จะเขียนโดยชาวไต้หวัน แต่ก็ถูกบรรจุอยู่ในแบบเรียนสำหรับเด็กประถมของจีนแผ่นดินใหญ่

นับเป็นบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เราเห็นเบื้องหลังความคิดแบบคนจีน

บทความนี้มีชื่อว่า “วิ่งแข่งกับเวลา” พูดถึงการสูญเสียคุณยายไปในวัยเด็กของชายคนหนึ่ง กับคำอธิบายเรื่องนี้ของคุณพ่อ ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง…

วิ่งแข่งกับเวลา

ยายผมเสียเมื่อตอนผมเรียนอยู่ประถม ตอนคุณยายมีชีวิตอยู่ คุณยายรักผมมากที่สุด ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงหายเศร้าใจ แต่ละวันที่ผมวิ่งในสนามกีฬาที่โรงเรียนไปรอบแล้วรอบเล่าจนเหนื่อยกองอยู่กับพื้น ผมนอนร้องไห้อยู่บนพื้นหญ้า

วันที่แสนเศร้าต่อเนื่องอยู่ยาวนาน คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่รู้ว่าจะปลอบใจผมอย่างไร แทนที่พวกเขาจะหลอกผมว่าคุณยายหลับไป เขากลับบอกความจริงกับผมว่า “คุณยายจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาแล้ว”

“อะไรคือจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาแล้วหรอครับ” ผมถาม

พ่อบอกว่า “ทุกสิ่งในกาลเวลา ไม่มีวันย้อนกลับมา เมื่อวานผ่านไปแล้ว ก็จะกลายเป็นเมื่อวานตลอดไป ลูกจะกลับไปเมื่อวานไม่ได้อีกแล้ว แต่ก่อนพ่อเองก็เป็นเด็กแบบลูก ตอนนี้พ่อก็ย้อนกลับไปเป็นเด็กอย่างลูกไม่ได้อีกแล้ว สักวันลูกก็ต้องโต สักวันลูกก็ต้องแก่เหมือนคุณยาย สักวันเมื่อลูกผ่านวันเวลาทั้งหมดไป ลูกก็ต้องจากไปไม่กลับมาเหมือนกับคุณยาย”

คุณพ่อให้ปริศนากับผม ปริศนานี้เมื่อเทียบกับในหนังสือเรียนที่บอกว่า “ปฏิทินแขวนบนผนัง แต่ละวันฉีกทิ้งไปหนึ่งแผ่น ทำให้จิตใจฉันเร่งรีบ“ และ “เวลามีค่าดั่งทองคำ ทองคำซื้อเวลาไม่ได้” หรือเมื่อเทียบกับ “เวลาวิ่งเร็วเหมือนธนู อาทิตย์และพระจันทร์วิ่งเร็วเหมือนรถด่วน” ยังทำให้ผมรู้สึกถึงความน่ากลัวมากกว่า และก็ยังรู้สึกถึงรสชาติบางอย่างที่อธิบายไม่ออกยิ่งกว่า

หลังจากนั้น แต่ละวันที่ผมกลับบ้านตอนเลิกเรียน ตอนอยู่ในลานกว้างมองเห็นพระอาทิตย์ค่อยๆ ตกลงใกล้ยอดเขาทีละนิดๆ ก็รู้ว่าวันหนึ่งกำลังจะผ่านไปแล้วจริงๆ ถึงพรุ่งนี้จะยังมีพระอาทิตย์ขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่มีทางเป็นพระอาทิตย์ของวันนี้อีกต่อไปแล้ว

ผมมองเห็นนกบินอยู่บนฟ้า พวกมันบินเร็วมาก พรุ่งนี้พวกมันจะบินผ่านเส้นทางเดิม แต่ก็ไม่ใช่วันนี้อีกต่อไปแล้ว และบางทีนกที่บินผ่านเส้นทางเดิมในวันพรุ่งนี้ ก็อาจจะไม่ใช่เจ้านกแก่ แต่เป็นเจ้านกน้อยตัวใหม่

เวลาที่บินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้แค่ทำให้ผมรู้สึกเร่งรีบ แต่ยังเศร้าใจ มีวันหนึ่งที่ผมเลิกเรียนกลับบ้าน มองเห็นพระอาทิตย์ตกดิน จึงตัดสินใจไปว่า “ผมจะกลับบ้านให้เร็วกว่าพระอาทิตย์” ผมเดินอย่างเร่งรีบ เมื่อยืนหอบตอนอยู่ในลานบ้าน ยังมองเห็นพระอาทิตย์เหลืออยู่ครึ่งใบ ผมดีใจจนกระโดดขึ้น วันนั้นผมชนะพระอาทิตย์แล้ว หลังจากนั้นผมมักจะเล่นเกมแบบนี้ บางครั้งวิ่งแข่งกับพระอาทิตย์ บางครั้งก็แข่งกับลมหนาว บางครั้งผมใช้เวลา 10 วัน ทำการบ้านตอนปิดเทอมเสร็จหมด ตอนนั้นผมอยู่ประถม 3 มักจะเอาการบ้านของพี่ชายซึ่งอยู่ประถม 5 มาทำเพิ่ม แต่ละครั้งที่แข่งชนะเวลา ผมมีความสุขจนไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไร

ตลอดเวลา 20 ปีหลังจากนั้น เพราะผมทำแบบนี้จึงได้ประโยชน์มากมาย ถึงแม้ผมจะรู้ว่ามนุษย์เราไม่สามารถวิ่งเร็วเกินเวลาได้ แต่ก็สามารถวิ่งได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกก้าว ถ้าหากออกแรงเพิ่มขึ้นอีก บางครั้งก็จะวิ่งได้เร็วกว่าเดิมอีกสองสามก้าว แม้ว่าอีกสองสามก้าวจะเป็นจำนวนเล็กน้อยมาก แต่ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว

ถ้าหากอนาคตผมอยากจะสอนอะไรให้กับลูก ผมจะบอกกับเขาว่า สมมติว่าลูกวิ่งแข่งกับเวลาไว้ตลอด ลูกจะประสบความสำเร็จ

หลายครั้งการนั่งอ่านแบบเรียนเด็กๆ ก็ทำให้เห็นผู้ใหญ่ ได้เห็นความต่างของวิธีคิดมากกว่าเรื่องซุบซิบสนุกสนาน

แน่นอนครับ ไม่ใช่ทุกบทเรียนจะสะท้อนว่าสังคมนั้นๆ เป็นเช่นไร จึงต้องยอมรับว่าการพลิกดูบทเรียนหลังจากได้สัมผัสคนจากประเทศนั้นๆ พอควรแล้วน่าจะได้ผลดีกว่า เพราะบางบทเรียนก็อยู่โดดๆ ลอยๆ อยู่ โดยไม่มีผลอะไรกับคนในชาติ เพราะเป็นอนาคตอันไกลโพ้นที่ผู้ใหญ่พยายามจินตนาการให้กับเด็กโดยไม่มีสภาพความเป็นจริงรองรับ

อาทิตย์แห่งวันเด็ก จึงขอนำบทเรียนเด็กจีนมาให้ดูกันว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และหวังว่าเด็กไทยจะเป็น “เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต” กันนะครับ

 

แบ็กแพ็กเกอร์ สองวัย สไตล์เลดี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409192

แบ็กแพ็กเกอร์ สองวัย สไตล์เลดี้

โดย…กองทรัพย์

เมื่อเดินทางกับคณะทัวร์แล้วไม่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวสองสาวต่างวัยจึงค้นหาวิธีการท่องเที่ยวของตัวเอง ซึ่งทั้งสองค้นพบว่าการแบ็กแพ็กคือวิธีการท่องเที่ยวที่ใช่ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป

เดินทาง เติมแรงบันดาลใจ

จุดเริ่มต้นในการเดินทางของ มิ้น-รภัทร แก้วมีชัย ศิลปิน นักแต่งเพลง และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย เกิดจากการเดินทางเพื่อไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ และนี่เองทำให้จุดประกายการเดินทางให้กับเธอ เรียกว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา เธอชีพจรลงเท้า หาเรื่องเดินทางได้ตลอดทีเดียว

“เหมือนพอเราได้เริ่มออกเดินทางแล้วมันสนุก ได้เปิดโลกใบใหม่ก็เลยติดใจเริ่มเดินทางแบบแบ็กแพ็กคนเดียวตั้งแต่เรียนปริญญาโทเรื่อยมาจนกระทั่งวันนี้ จะออกเดินทางครั้งละ 7-10 วัน ตามแต่เวลาและทุนทรัพย์อำนวย ซึ่งการเดินทางแต่ละครั้งให้อะไรเรากลับมาเยอะมาก เช่น การตัดสินใจแบ็กแพ็กไปอเมริกาเพราะสงสัยว่าเพราะอะไรคนถึงอยากไปประเทศนี้นักใครจะเชื่อว่าอเมริกาจะทำให้เราอยู่ได้นานถึง 6 เดือนจนวีซ่าหมด เราไปอยู่ไปทำงาน เดินดูงานศิลปะ ฟังเพลง ดูคอนเสิร์ตจนหมดข้อสงสัยว่าเพราะอะไรคนจากทุกมุมโลกถึงอยากมาที่นี่ และที่นั่นก็ทำให้เราได้แรงบันดาลใจและกลับมาทำงานเพลงอีกครั้ง เหมือนได้ไปชาร์จแบตเพื่อที่จะมีเรี่ยวแรงทำงานต่อไป มิ้นว่าการเดินทางสำคัญและมีผลมากๆ”

มิ้น บอกว่า วิธีการท่องเที่ยวสไตล์สาวโสดก็คือ ต้องวางแผนให้ดี ดูประเทศที่จะไปว่ามีผู้คนเป็นแบบไหน เลือกโรงแรมที่เดินทางโดยขนส่งมวลชนสะดวก เพื่อความปลอดภัยและประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัว และสิ่งสำคัญสำหรับการเดินทางคนเดียวก็คือต้องระมัดระวังมิจฉาชีพ ซึ่งเธอมีคำแนะนำว่า “ต้องพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับคนในพื้นที่ เลือกเสื้อผ้าที่ไม่เด่นจนดูเป็นนักท่องเที่ยวชัดเจน ในกระเป๋าเดินทางมิ้นก็จะมีแต่เสื้อผ้าเยินๆ (หัวเราะ) เวลาเดินต้องมั่นใจ แม้ว่าเราจะหลงทางก็ต้องไม่กางแผนที่ในที่พลุกพล่าน ไม่ยกกล้องมาถ่ายรูปสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนเข้าหาได้ง่าย เคยหลงแล้วต้องไปห้องน้ำเพื่อเปิดแผนที่ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นต้องศึกษาข้อมูล และวางแผนท่องเที่ยวแบบหลวมๆ ไว้เพื่อปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้”

 

การท่องเที่ยวของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป แต่การท่องเที่ยวสไตล์มิ้น เธอเลือกวิธีการเดิน เดินไปเรื่อยๆ โดยไม่เจาะจงสถานที่ว่าจะต้องเป็นแลนด์มาร์คหรือไม่ ร้านอาหารไม่ตามรีวิว แต่จะเก็บรายละเอียดจากตรอกซอยที่เดินผ่าน และสังเกตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น ซึ่งทำให้เธอเข้าถึงเมืองนั้นๆ ด้วยสายตาของเธอเอง “ถามว่าไปแลนด์มาร์คไหมก็ไปเก็บมาเกือบครบนะคะ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ใช้เวลากับตรงนั้นมาก สถานที่ที่มิ้นให้เวลาบางครั้งจะเป็นสถานที่เล็กๆบางทีก็ไปดูสุสานสมัยสงคราม ไปนั่งอ่านประวัติเรื่องราวความเป็นมา ส่วนร้านอาหารเราชอบไปดูว่าคนท้องถิ่นเขากินอะไรกันแล้วก็ทดลองกิน ซึ่งร้านดังไปไหมก็ไปบ้างแต่ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องไป อีกอย่างหนึ่งคือเราชอบอ่านการ์ตูนก็เลยจะมีสถานที่พิเศษที่ต้องตามไปดู เช่น อยากไปกรีซมากเพราะว่าอยากไปดูมหาวิหารในการ์ตูน เป็นเหตุผลที่สนุกและท้าทายดีค่ะ (หัวเราะ)

“อย่างไรก็ตามเด็กสมัยใหม่ชอบทำสถิติว่าเที่ยวด้วยงบจำกัด เช่น ห้าพัน หนึ่งหมื่น มิ้นมองว่าจะทำแบบนั้นก็ได้ แต่บางทีเราก็จะเที่ยวไม่สนุกเท่าที่ควร ในกรณีที่เราไปเที่ยวแล้วเกิดความสะดวกบางอย่าง ก็จ่ายไปเถอะไม่ต้องเน้นสถิติ เน้นประสบการณ์ที่เราได้รับดีกว่า”

การเดินทางสำหรับวัยนี้คือการหลุดออกไปจากกรอบสังคมเดิมที่เคยอยู่ ไปเจอผู้คนที่ไม่เคยพบ ได้เพื่อนใหม่ ได้ทำอะไรที่เราไม่เคยทำในบ้านเรา แค่เดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็หัวใจลิงโลดแล้ว

 

เดินทาง อย่างอิสระไร้กังวล

วัยทำงานของ กาญจนา พันธุเตชะ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในกระทรวงสาธารณสุข ทำให้เธอไม่มีเวลาท่องเที่ยว แต่หลังจากเกษียณอายุราชการเมื่อเดือน ก.ย. 2557 ในวัย 62 ปี เธอวางแผนท่องเที่ยวด้วยการแบ็กแพ็กหลังปลดเกษียณ โดยเริ่มต้นในอาเซียนก่อนคือ เมียนมาและมาเลเซีย และเที่ยวเมืองไทยบ้างตามโอกาสอำนวย ไปด้วยตัวคนเดียว

“วันที่บอกว่าจะออกไปแบ็กแพ็กคนเดียวเป็นวันที่หัวมันโล่ง ธรรมดาจะตึงเครียด พอเกษียณแล้วสมองโล่ง และเกิดคำถามว่าเราจะทำอะไร เป็นความรู้สึกที่เป็นอิสระและอยากเที่ยวเหมือนที่เราอยากเที่ยวมากกว่าไม่ได้มีความกังวลอะไรเลย ตอนทำงานอยู่ไม่มีเวลาในการจัดการตัวเอง อยากท่องเที่ยวก็ใช้เวลาพักร้อนครั้งละ 10 วัน เหมือนได้ไปชาร์จแบต แล้วกลับมาทำงานเหมือนคนทำงานทั่วไป ปีหนึ่งไปไกลๆ ปีละสองครั้ง”

 

“หลังจากเราเกษียณแต่พ่อบ้านก็ทำงานอยู่ ลูกชายก็เรียนจบทำงานแล้ว ปรากฏว่าเหลือเราคนเดียวที่อยู่บ้าน แต่เรายังไม่รู้สึกว่าเราแก่ เพราะเรายังมีแรงทำอะไรได้ตั้งเยอะ ไม่มีโรคประจำตัว การจะให้อยู่บ้านทานข้าว ดูโทรทัศน์ทุกวันก็เบื่อ ก็อยากออกไปเที่ยว เหมือนเราได้ไปทำงาน ก็เลยบอกกับที่บ้านว่าจะออกเดินทาง ซึ่งเราก็เริ่มจากในประเทศก่อนคือเชียงราย อ.เชียงของ ก็ทำการศึกษาข้อมูลก่อนเดินทาง ไปเที่ยวเมืองไทยก่อนทดลองว่าพอได้ไหมซึ่งจะสื่อสารกับลูกๆ ด้วยไลน์กลุ่ม แจ้งว่าแต่ละวันทำอะไรบ้าง ไปเที่ยวไหน ที่บ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเขารู้ว่าแม่ไปได้ที่บ้านไม่เคยบ่น เราสื่อสารกันทุกครั้ง นี่เป็นการลดความเป็นห่วงของคนที่บ้าน”

การเดินทางแบบแบ็กแพ็กของคุณป้าวัย 62 ปี เกิดจากคำถามและประสบการณ์จากการท่องเที่ยวกับทัวร์ที่แทบไม่ได้รู้รายละเอียดและประวัติศาสตร์ของสถานที่แต่ละแห่งเลย “ถ้าเทียบกับเที่ยวแบบที่เคยไปคือไปกับทัวร์ลงจากรถก็ถ่ายรูป แต่ทำให้เรารู้สึกว่ามาแค่ถ่ายรูปเหรอ ดังนั้นเวลาเราไปคนเดียวเราจะศึกษาประวัติศาสตร์ ไปเที่ยวตามรอยหนังสือที่ชื่นชอบ เช่น ไปเมียนมาก็ตามรอยผู้ชนะสิบทิศ ไปเมืองสี่ป้อตามรอยหนังสือสิ้นแสงฉาน ไปเมืองมะละแหม่งตามรอยมะเมียะ ซึ่งเราพบว่ามีนักท่องเที่ยวสไตล์เดียวกับเราหลากวัยและจากทั่วทุกมุมโลกมาเที่ยวในลักษณะเดียวกัน ก็ได้เพื่อนใหม่กลับมา สนุกดี”

ความสุขของการเที่ยวคนเดียวคือ “ช่วงการทำงานเราไม่ได้มีโอกาสแบบนี้ เราได้เห็นวิถีชีวิต แม้ไม่สะดวกสบาย แต่รู้สึกอิ่มตาอิ่มใจ เราได้ใช้เวลากับสถานที่ที่เราสนใจมากเท่าที่จะอยู่ได้ ซึ่งไปกับทัวร์ก็ไม่ได้แบบนี้ เป็นความคล่องตัว ตัดสินใจได้เลย เที่ยวแบบนี้ต้องเป็นคนลุยๆ ซึ่งภาวะทางบ้านก็เป็นตัวเอื้อให้ทำแบบนี้ได้เหมือนกัน ความฝันที่อยากไปที่สุดคือตั้งเป้าแค่เที่ยวเอเชียให้ครบก่อนค่อยไปยุโรป ไม่ต้องรอลูกให้พาไป ยิ่งเราสนใจเรื่องประวัติศาสตร์แล้วได้ไปแบบนี้ยิ่งสนุกไปใหญ่ เป็นความสุขในวัยหลังเกษียณถ้าไป เที่ยวแบบนี้อย่าคาดหวังอะไรล่วงหน้า ต้องศึกษาข้อมูล กินยังไงก็ได้ นอนยังไงก็ได้แต่ต้องปลอดภัย”

 

อิชย์นักล่าฝัน AF6 สองพ่อลูก…‘ศรีว่องไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409188

อิชย์นักล่าฝัน AF6 สองพ่อลูก...‘ศรีว่องไทย’

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 2552 เด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ตัดสินใจเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้กับตัวเอง ด้วยการสมัครเข้าคัดเลือกตัวเพื่อเป็นนักล่าฝัน AF6  และเขาก็ทำได้ด้วยการติด 1 ใน 12 คนของ AF6

แต่วันนี้ผ่านมาได้เกือบ 10 ปีแล้ว “อิชย์ศรี ว่องไทย” หรือ V12 จาก AF6 ก็ได้เติบใหญ่ และตามหาฝันของตัวเองอีกครั้งในบทบาทหน้าที่การงานใหม่ โดยยังคงมีพ่อ-แม่และครอบครัวให้การสนับสนุนเหมือนเช่นเคย

อิชย์ เล่าย้อนเวลาให้ฟังว่า ตอนที่ได้เข้าไปอยู่บ้าน AF6 นั้น ตัวเขาอยู่ได้เพียง4 สัปดาห์ ก็ต้องออกมา โดยออกเป็นคนที่ 3 จาก 12 คน ซึ่งตอนแรกๆ ก็มีผลงานเพลงบ้าง

แต่ช่วงหลังงานหลักๆ คือ การเป็นพิธีกรข่าวบันเทิงให้กับทรูวิชั่นส์ และตามงานกิจกรรมต่างๆ พอทำงานไปได้ประมาณ3 ปี ก็ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท MBAที่สหรัฐอเมริกา

พอไปเรียนปริญญาโทจบกลับมาก็ยังเหลือสัญญากับทรูปีกว่า ก็ยังรับงานอยู่ แต่พอทางบ้านเริ่มต้นหันมาทำธุรกิจทัวร์ ผมก็เข้ามารับหน้าที่บริหาร ซึ่งที่ผ่านมาคุณแม่เป็นคนชอบเที่ยวกับเพื่อนๆ ผ่านบริษัททัวร์อยู่แล้ว

เมื่อมีเพื่อนคุณพ่อคุณแม่มาชวนร่วมลงทุนให้ตั้งบริษัททัวร์ขึ้นมาทำเอง ทั้งคุณพ่อคุณแม่จึงเห็นว่าผมน่าจะทำได้ จึงเกิดบริษัท ดาราเดลี่ทัวร์ ขึ้นมา และมอบความไว้วางใจให้ผมมาเป็นผู้บริหาร

 

สำหรับพ่อ ครอบครัวต้องมาก่อน

อิชย์ กล่าวถึงคุณพ่อว่า ช่วงเด็กๆ กลัวคุณพ่อ เพราะคุณพ่อดุซึ่งช่วงนั้นคุณพ่อก็อยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว เป็นผู้หารายได้หลักให้ครอบครัว ขณะที่ตัวผมเองก็ทำกิจกรรมและซ้อมว่ายน้ำเป็นประจำ เพราะเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ

พอช่วงที่ไปเรียนปริญญาตรีที่สหรัฐ ผมกลับมีโอกาสคุยกับคุณพ่อมากขึ้น ซึ่งคุณพ่อเป็นคนที่สอนอะไรให้ผมมาก เพราะผมต้องไปอยู่ที่สหรัฐคนเดียว

คุณพ่อก็เล่าว่า ตัวคุณพ่อมาจากชุมพร เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ต้องมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองที่กรุงเทพฯ ต้องรู้จักชีวิต ต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะคุณพ่อเองก็มีน้องหลายคน

คุณพ่อผมจะไม่ได้สอนให้ซ้ายหันหรือขวาหัน แบบนั้นควรทำหรือไม่ควรทำ แต่จะสอนให้ผมคิดเอง ทำอะไรไปแล้วจะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลัง

ซึ่งจากประสบการณ์ทำให้ผมเข้าใจคุณพ่อมากขึ้น รู้สึกดีมากขึ้น เหมือนกับยิ่งโตขึ้นก็คุยกันได้เข้าใจกันมากขึ้น เหมือนคลิกกันได้ ลงตัวกันพอดี เลยยิ่งสนิทกันมากขึ้น

“คุณพ่อเป็นคนรักครอบครัว เลือกครอบครัวเป็นอันดับ 1 ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นคุณพ่อก็จะเลือกครอบครัวมาก่อนเสมอ ผมถึงนับถือใจท่านตรงนี้  มันเป็นรากฐานของคนที่ต้องรักษาครอบครัวตัวเองให้ดีก่อน ซึ่งผมก็เห็นคุณพ่อเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เด็กท่านทำได้ดีทั้งเรื่องของงานและครอบครัว เพราะผมเองก็เห็นคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาแล้ว แต่ในเรื่องของครอบครัวเขากลับมีปัญหา” อิชย์ กล่าวถึงพ่อด้วยความภูมิใจ

อิชย์ กล่าวต่ออีกว่า ในวัยเด็กผมอาจจะคิดมากและกลัวคุณพ่อไปเอง แต่พอผมโตขึ้นแล้วมองย้อนกลับไป ก็ยิ่งเห็นสิ่งดีๆ ที่คุณพ่อทำไว้มากมาย

อย่างตอนที่ไปเรียนปริญญาตรีที่สหรัฐ คุณพ่อจะให้ไปตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมปลายแล้ว แต่ผมยังลังเลอยู่ ขณะที่คุณพ่อเห็นว่าถึงเวลาที่ผมจะไปใช้ชีวิตตัวเองได้แล้ว อะไรที่ยังไม่เคยเจอก็จะได้เจอ ซึ่งคุณพ่อก็เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียให้ฟัง

และในที่สุดผมก็ตกลงไปเรียนที่สหรัฐ ซึ่งการไปเรียนต่างประเทศด้วยตัวเองนั้น สิ่งที่ยากที่สุดคือต้องมีความรับผิดชอบตัวเอง

คุณพ่อก็บอกอยู่เสมอว่า อย่าลืมทำหน้าที่ของตัวเอง ลูกไปเรียนเพื่ออะไร มีเป้าหมายอะไร ต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งในที่สุดผมก็ทำได้ ทำให้ครอบครัวภูมิใจมากจนถึงวันนี้

 

อิชย์ เป็นความภูมิใจของครอบครัว

สำหรับ “อรัญ ศรีว่องไทย” คุณพ่อของอิชย์ ถือได้ว่าเป็นผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญในแวดวงธุรกิจประกันวินาศภัยเป็นอย่างมาก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท มิตรแท้ประกันภัย

อรัญ กล่าวว่า อิชย์เป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบและมั่นใจในตัวเองสูง จึงทำให้มีโลกส่วนตัวสูง เพราะถูกเลี้ยงมาให้ช่วยเหลือตัวเองตลอด

อย่างตอนไปเรียนหนังสือที่สหรัฐ ก็ไปอยู่ตัวคนเดียว พ่อให้เฉพาะค่าใช้จ่ายในการเรียนหนังสือเท่านั้น ส่วนถ้าลูกอยากจะเที่ยวก็ต้องหางานพิเศษทำเอง ซึ่งเขาก็ทำงานและร้องเพลงที่ร้านอาหารไทยที่สหรัฐควบคู่กับเรียนไปด้วย

พอเรียนจบกลับมาที่ไทยและทำงานที่แบงก์กรุงเทพได้7 เดือน เขาก็ตัดสินใจไปหาประสบการณ์กับเส้นทางชีวิตอีกทางหนึ่ง ด้วยการสมัครประกวด AF

จนมาถึงทุกวันนี้ เขาก็เลือกมาทำธุรกิจท่องเที่ยวให้กับครอบครัว ในฐานะที่มีหุ้นส่วนอยู่ และวันนี้เขาน่าจะเจอกับทางเดินของตัวเองในการทำงานแล้ว

“อิชย์เป็นคนรับผิดชอบตัวเอง ตอนเด็กๆ เขาก็เป็นคนอ่อมน้อมถ่อมตนและกระตือรือร้นชอบช่วยเหลือคนอื่น อย่างตอนที่ไปส่งเขาที่โรงเรียน ถ้าเขาเห็นคุณครูถือของอยู่เขาก็จะรีบเข้าไปช่วยถือ ซึ่งผมก็ถามเขาว่าครูคนนี้สอนวิชาอะไร เขาบอกว่า ครูคนนั้นไม่ได้สอนเขา แต่เป็นหน้าที่นักเรียนอยู่แล้วที่ต้องช่วยเหลือครู” อรัญ กล่าว

อรัญ กล่าวว่า สิ่งที่เขาปฏิบัติที่โรงเรียนบวกกับผลการเรียนของเขาและความเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ทำให้เขาได้เป็นนักเรียนยอดเยี่ยมของโรงเรียน ทำให้ครอบครัวภูมิใจในตัวเขามาก

และก่อนที่เขาจะไปเรียนต่อที่สหรัฐ ผมก็บอกให้เขาลองไปสอบเอนทรานซ์ในไทยให้ได้ก่อน เพื่อเป็นการพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง และในที่สุดเขาก็ทำได้ มีรายชื่อสอบติดคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพียงแต่ไม่ได้ไปรายงานตัว เพื่อจะได้ไม่เป็นการไปตัดสิทธิคนอื่น

นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นตลอดระยะเวลา 30 ปี ที่อิชย์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ได้เห็นการเติบโตและพัฒนาการของชีวิตเขามาตลอด และเป็นสิ่งที่พ่ออย่างผมภูมิใจมาก มั่นใจว่าลูกคนนี้ไม่เดินทางผิดแน่นอน

 

โต๊ะทำงานมุมโปรดของ ‘จรีพร จารุกรสกุล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409186

โต๊ะทำงานมุมโปรดของ ‘จรีพร จารุกรสกุล’

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ในวัย 48 ปี เธอก้าวขึ้นเป็นผู้นำและเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรแห่งนี้ หลังจากได้เริ่มทำงานใน WHA มาตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเธอเริ่มเข้าสู่การทำงานตั้งแต่ระดับจัดการทั่วไป หรือทำงานตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในวันนี้

“WHA คือ ธุรกิจที่ได้ก่อร่างสร้างขึ้นมาด้วยเพียงคิดว่าอยากทำธุรกิจ แต่การจะทำธุรกิจแบบทั่วๆ ไปก็คงจะเป็นเรื่องยากและลำบากที่จะเข้าไป เพราะมีแบรนด์ดังๆ และมีผู้อยู่ในตลาดมาก่อนแล้ว และจะต้องใช้เวลานานจึงคิดที่จะทำธุรกิจใหม่ๆ จึงคิดถึงเรื่องโลจิสติกส์ เพราะจะเป็นธุรกิจที่สำคัญกับทุกๆ ธุรกิจ และจะโตไม่มีวันหยุด ซึ่งมาถึงวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ธุรกิจที่ทำมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกอย่างมากมาย”

จรีพร บอกว่า ทุกสิ่งที่ทำเป็นเรื่องท้าทาย เป็นโอกาส และการที่ WHA มีความชัดเจนว่าจะไม่เป็นคู่แข่งกับใคร แต่พร้อมที่จะรับและเป็นพันธมิตรกับทุกๆ คนที่เห็นว่า WHA สามารถเป็นคู่และเป็นพันธมิตรเดินร่วมไปกันได้ และด้วยการเปิดรับอย่างนี้เองทำให้การเติบโตของ WHA ในอนาคตข้างหน้ายังมีอีกมากมาย และเป็นฝันอันยิ่งใหญ่ของผู้บริหารหญิงแกร่งอย่างเธอที่บอกไว้อย่างชัดเจนว่า อนาคตเธออยากเห็น WHA เป็นบริษัทในระดับโลก

มุมโปรดของเธอคือ ทุกๆ ที่ที่เธอได้ทำงาน ไม่ว่าจะทำงานที่โต๊ะทำงาน หรือการออกไปทำงานในไซต์งาน ทุกๆ ที่คือสถานที่ที่เธอได้ทำงาน หรือง่ายๆ คือจะมีสมาธิและมีความคิดใหม่ๆขึ้นมาทันทีที่ได้ทำงานเพราะทุกๆ งานที่ทำจะตั้งใจและมีสมาธิมาก เมื่อทำไปก็จะมีความคิดเกิดขึ้นต่อมาอีกการทำงานคือ มุมที่ดีและมุมที่ทำให้มีความคิดในการต่อยอดธุรกิจออกไปได้นั่นเอง

 

“พี่จะมีสมาธิมากในการทำงานและจะตั้งใจมาก ซึ่งเมื่อมีสมาธิในงาน ก็จะมีความคิดและมีไอเดียต่อๆ ขึ้นมาอีก และในการทำงานเวลาลูกน้องเข้ามานำเสนองาน หรือเมื่อมีการทำงานระหว่างกันนั้นพี่จะให้เต็มที่และทุกคนต้องตั้งใจ เพราะหากไม่เข้าใจพี่ก็จะเปิดโอกาสให้ถามได้ แต่ห้ามถามเกิน 3 ครั้งเพราะถ้าหากเกินก็เท่ากับว่าความคิดรับกันไม่ทัน”

จรีพร บอกว่า เวลาทำงานไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว คือต่อสู้ด้วยตัวเองมาตลอด สู้ด้วยผลงาน และไม่คิดว่าเป็นคนเก่ง แต่จะทำมากกว่าคนอื่น และพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา คิดเสมอว่าในการทำงานต้องวัดกันที่ผลงานไม่ใช่ว่าเป็นลูกใคร ตระกูลไหนเข้ามาเช่นกันลูกหลานถ้าคิดว่าเก่งก็เข้ามาทำงาน แต่ถ้าไม่เก่ง ก็ไปเป็นผู้ถือหุ้น เพราะองค์กรแห่งนี้ยังถือว่าเป็นองค์กรที่ยังมีหนุ่มสาวทุกคนที่พร้อมจะเรียนรู้และก้าวเติบโตไปด้วยกัน

แม้งานจะเป็นสิ่งที่เธอชื่นชอบและงานจะเป็นสิ่งที่ทำให้เธอมีสมาธิ มีไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นแต่ก็ใช่ว่าชีวิตเธอจะมีแต่งานๆๆ เท่านั้น เพราะ  “จรีพร” เธอยังชื่นชอบในการออกกำลังกายมากซึ่งเวลาที่เธอใช้ในการออกกำลังกาย คือช่วงว่าง วันเสาร์-อาทิตย์ ที่จะเรียกเทรนเนอร์มาสอนชกมวยที่บ้าน ซึ่งในแต่ละวันจะเรียนชกมวยประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนชกมวยก็จะวิ่งๆ รอบๆ หมู่บ้าน  และในการชกมวยนั้นจะชก 8 ยก และหลังจากนั้นก็จะซิตอัพ 200 ครั้ง  เมื่อชีวิตได้มีเวลาในการพักด้วยการออกกำลังกาย เธอบอกว่าเธอมีความสุขมาก และทุกวันนี้สามารถทำงานได้ 7 วันโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

ชีวิต  “จรีพร”  ถือว่าน่าติดตามยิ่งนัก และเมื่อเจอเธอก็อย่าได้แปลกใจที่ในวัย 48 ปี เธอยังสดใสแข็งแกร่ง และขอให้ฝันที่จะผลักดัน WHA เป็นบริษัทระดับโลกคงไม่ไกลเกินไปสำหรับเธอ

 

‘ปรีดิ์ หวังเจริญ’ หนุ่มไอที เทคโนโลยีสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/409179

‘ปรีดิ์ หวังเจริญ’ หนุ่มไอที เทคโนโลยีสร้างสรรค์

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์ ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

“ปรีดิ์ หวังเจริญ” หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง วัย28 ปี ผู้คิดค้น และพัฒนา “Autistic Application” แอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก ลูกชาย บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารทหารไทย

ชายหนุ่มโชคดีที่หลังจากจบปริญญาโทมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐ ปี 2554 ก็ได้ทำงานที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในส่วนงานของ“โมบายแอพพลิเคชั่น” ที่ขึ้นตรงกับผู้บริหารโดยตรง

“ตอนนั้นผมเรียนจบมาใหม่ๆ อายุ 22 ปี ถือว่าเป็นเด็กที่สุดในทีม และเป็นคนรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่ในทีมจะเป็นโปรแกรมเมอร์อายุ 30-40 ปีทำให้ผมต้องใช้เวลาการปรับตัว ทั้งด้านการทำงานและทัศนคติ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในทีม” ปรีดิ์เล่า

 

โจทย์การทำโมบายแอพพลิเคชั่นที่ “ทรู” ให้มานั้นค่อนข้างยาก คือ “ทำแอพอะไรก็ได้ แต่ต้องให้มีผลกระทบ” ซึ่งทรูพร้อมให้การสนับสนุนทั้งเงินทุนและทีมงานเต็มที่

ปรีดิ์คิดว่าถ้าทำแอพพลิเคชั่นในเชิงธุรกิจ แม้ว่ามูลค่าตลาดรวมของธุรกิจแอพพลิเคชั่นมีประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่ก็คิดว่าควรที่จะเน้นว่า “ทรู” เป็นองค์กรที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว ก็ควรจะทำแอพที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรจะดีกว่า จึงทำโครงการหรือแอพที่ตอบแทนสังคม (ซีเอสอาร์) ที่อาจจะช่วยภาพลักษณ์องค์กรได้มากกว่า

เขาเริ่มสนใจแนวคิดโครงการแอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก ซึ่งขณะนั้นที่ประเทศสหรัฐมีโครงการนี้อยู่แล้ว ที่ให้เด็กออทิสติกได้เรียนรู้ผ่านแท็บเล็ต แต่ที่ไทยยังไม่มีโครงการนี้ จึงได้เริ่มต้นสร้างสรรค์ขึ้นมา และได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหาร รวมถึงมูลนิธิต่างๆ เกี่ยวกับเด็กออทิสติก

แม้ว่าโครงการนี้เริ่มต้นเป็นโครงการเล็กๆ แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดทั่วโลก 5 แสน เป็นอันดับ 1 ของแอพ 10 ประเทศทั่วโลก และได้รางวัลนวัตกรรมซอฟต์แวร์ที่สวิตเซอร์แลนด์

โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปรีดิ์ได้เรียนรู้… ว่าจริงๆ สิ่งที่มี “ความสุขมาก” ที่มากกว่าคือการได้เริ่มต้นสร้างสรรค์ ไม่ได้แค่ “แอพ” เท่านั้นแต่เป็นการสร้างสรรค์แอพ หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลง ทำให้ชีวิตคนดีขึ้นและช่วยแก้ไขปัญหาบางอย่างประจำวันของเด็กออทิสติกได้ เนื่องจากเด็กออทิสติกจะขาดทักษะ 9 ด้าน ทำให้ไม่เหมือนคนปกติ เช่น สมาธิสั้น กล้ามเนื้ออ่อนแอ เป็นต้น โดยสื่อการเรียนสอนที่เป็นกระดาษไม่สามารถที่จะตอบโจทย์เด็กออสทิสติกได้

 

“สื่อการเรียนการสอนเด็กออทิสติกในสหรัฐจะใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟนเป็นสื่อ เพราะมีความเคลื่อนไหว ทั้งภาพมีเสียง ซึ่งสามารถดึงดูดเด็กให้สนใจเรียนรู้ได้นานขึ้น และได้พัฒนาทักษะได้เร็วขึ้น ซึ่งการที่จะพัฒนาสื่อการเรียนและการฝึกทักษะให้เด็กออทิสติก ถ้าทำในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจะยุ่งยากมากกว่าการทำเป็นแอพพลิเคชั่นผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ซึ่งจะมีการใช้งานได้สะดวกกว่า”

ปัจจุบันไทยมีเด็กออทิสติกประมาณ 3.7แสนคนหรือ 1 ต่อ 125 คน ซึ่งเด็กหลายคนที่เรียนรู้ค่อนข้างช้า ผู้ปกครองจะต้องพาไปหาทำกิจกรรมบำบัดทุกสัปดาห์ แต่เมื่อมีสื่อการเรียนการสอนผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถที่จะสอนลูกได้ทุกที่ทุกเวลา และเห็นผลแล้วว่าเด็กมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น 3-4 เท่า

ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก เริ่มแรกได้ทำ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก Daily Tasks สอนกิจวัตรประจำวัน เช่น การแปรงฟัน อาบน้ำ สระผมส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทักษะความมั่นใจ ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก และการลอกเลียนแบบ

ส่วนที่ 2 Trace & Share สอนทักษะการลากเส้น ส่งเสริมให้รู้จักการรอคอยและการแบ่งปัน เพื่อช่วยในการพัฒนาทักษะด้านวิชาการและการเข้าสังคม

และส่วนที่ 3 ด้าน Communication สอนการสื่อสาร และออกเสียงโดยใช้สมุดภาพ สามารถเพิ่มภาพที่ต้องการเข้าไปได้ ช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะด้านภาษาและการสื่อสารกับบุคคลอื่น

แม้ว่า “ปรีดิ์” ลาออกจากทรูแล้วแต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการแอพพลิเคชั่นเพื่อเด็กออทิสติก และมีความภูมิใจที่ทีมงานของทรูได้มีการพัฒนาต่อยอดโครงการนี้

“แอพนี้ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ใช้งานได้มากขึ้น และพยายามแปลเป็นภาษาต่างประเทศกว่า 3 ภาษาคือ อังกฤษ จีน อาหรับ โรงเรียนก็นำแอพนี้มาใช้ในการเรียนการสอน และผมก็หวังว่าแอพนี้จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของเด็ก อย่างน้อยมีทักษะ การใช้ชีวิตในประจำวันได้ และก็ภูมิใจที่มีชาวต่างชาติเขียนอีเมลมาขอบคุณที่ทรูทำแอพพลิเคชั่นนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งในต่างประเทศจะต้องเสียเงินดาวน์โหลด 30-40 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,200 บาท”

ปัจจุบัน “ปรีดิ์” ได้เริ่มต้นอีกครั้ง ด้วยการเป็น “สตาร์ทอัพ”ที่เพิ่งเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Shobshop สู่ตลาดเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2558  ภายใต้แนวคิด “เพื่อนช่วยช็อป” รวบรวมโปรโมชั่นของห้างสรรพสินค้าและสินค้าแบรนด์ต่างๆ

ทั้งนี้ ให้โหลดแอพพลิเคชั่นผ่านระบบไอโอเอส ก่อนจะขยายไประบบแอนดรอยด์ต่อไป ซึ่งแม้จะเพิ่งเปิดตัวไม่นาน แต่เป็นแอพพลิเคชั่นในกลุ่มช็อปปิ้งที่มียอดดาวน์โหลดติดลำดับ 1 ใน 10 ของแอพสโตร์

ปรีดิ์ เล่าว่า สตาร์ทอัพในไทยเองเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันกันสูงมาก เพราะว่านอกจากในองค์กรของภาครัฐและเอกชนในไทยก็เริ่มมีการให้การสนับสนุน “สตาร์ทอัพ” แม้แต่ในต่างประเทศทีที่เงินทุนหนา เช่น สิงคโปร์ ก็สนใจที่จะเข้ามาสนับสนุนและลงทุนในสตาร์ทอัพ

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของสตาร์ทอัพที่จะทำให้เกิดความประสบความสำเร็จได้ คือ “คน” ที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า รวมถึงการสร้าง “จุดเด่น” จึงสามารถอยู่ในตลาดที่มีความแข่งขันสูงได้

“ปรีดิ์” บอกว่า ความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นให้ชีวิต …ผมโชคดีที่ได้เริ่มจากโครงการกับทรู อย่างน้อยได้เป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยพัฒนาด้านทักษะให้กับเด็กออทิสติก และส่งไม้ต่อให้ทีมงานพัฒนาต่อและการเริ่มก้าวมาสู่ธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ยังมีความ “ท้าทาย” อีกมาก