ไอเดียเลือกของขวัญสไตล์ไทยพื้นบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/640022

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 11:12 น. ไอเดียเลือกของขวัญสไตล์ไทยพื้นบ้านกรีน ลาเท็กซ์ ร่วมสนับสนุนสินค้าไทยและสืบสานวัฒนธรรมไทย ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข ชวนมอบชุดของขวัญเพื่อสุขภาพแด่คนที่คุณรักและห่วงใย กับชุดของขวัญผลิตภัณฑ์ยางพาราธรรมชาติปลอกผ้าขาวม้าพื้นบ้าน

ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กรีน ลาเท็กซ์ (Green Latex) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่นอน และหมอนยางพาราธรรมชาติเพื่อสุขภาพคุณภาพสูง มาตรฐานส่งออก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชวนส่งมอบความสุขให้กับตัวคุณเอง และคนพิเศษที่คุณรักและห่วงใยด้วย “ชุดของขวัญผลิตภัณฑ์จากยางพาราธรรมชาติ ปลอกผ้าขาวม้าพื้นบ้าน” โดดเด่นสวยงามด้วยลายทางผ้าขาวม้าสไตล์ไทยพื้นบ้าน ผ้าทุกผืนผ่านการตรวจสอบโดยละเอียดและทอมือผืนต่อผืน จากกลุ่มทอผ้ามัดหมี่บ้านด่านเหนือแพรฝ้าย จังหวัดกาฬสินธุ์ และตะกร้าจักสานจาก จากกลุ่มเครื่องจักสาน อุบลราชธานี เพื่อให้คนไทยและต่างชาติได้รู้จักผลิตภัณฑ์คุณภาพจากท้องถิ่นของไทยและกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยเน้นเอาใจกลุ่มผู้รักสุขภาพ ทุกช่วงวัย และทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยผลิตภัณฑ์ยางพาราธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่นสูง รองรับสรีระร่างกาย คลายอาการปวดเมื่อย เพื่อการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

5 รูปแบบสไตล์ไทยพื้นบ้าน เลือกให้เหมาะสำหรับผู้รับ

1.ชุดผลิตภัณฑ์เพื่อคนรักสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ชุดนี้เหมาะกับผู้รักสุขภาพทุกเพศทุกวัย ประกอบไปด้วยหมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ หมอนผ้าห่มยางพารา ผ้าปิดตายางพารา ที่จะช่วยให้นอนหลับได้สนิท สบายเต็มตื่น พร้อมกันนี้ยังมีรองเท้าพื้นยางพาราสำหรับใส่ในบ้าน สามารถช่วยรองรับอุ้งเท้า และดูดซับแรงกระแทกระหว่างข้อต่อได้เป็นอย่างดี

2.ชุดผลิตภัณฑ์เพื่อผู้ชอบการเดินทาง ผลิตภัณฑ์ชุดนี้เหมาะกับผู้ที่ชอบการเดินทาง ผู้ที่ต้องขับรถนานๆ ภายในชุดนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยรองรับหลัง ไหล่ และคอ ในขณะขับรถ หรือเดินทาง ประกอบด้วย หมอนผ้าห่มยางพารา หมอนยางปั่นผสมใย หมอนรองคอพนักพิง หมอนล็อคคอ เบาะรองนั่ง เบาะพิงหลังรองเท้ายางพารา ผ้าปิดตายางพารา และหมอนรองมือ

3.ชุดผลิตภัณฑ์เพื่อวัยทำงาน ผลิตภัณฑ์ชุดนี้เหมาะอย่างยิ่งกับคนวัยทำงาน ที่ต้องนั่งทำงานในท่าทางเดิมเป็นเวลานาน จำเป็นที่จะต้องมีอุปกรณ์จัดท่าทางให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ สำหรับชุดนี้จะประกอบไปด้วย เบาะพิงหลัง เบาะรองนั่ง หมอนรองมือที่จะช่วยซัพพอร์ตข้อมือได้เป็นอย่างดีในขณะในขณะใช้เมาส์หรือคอมพิวเตอร์ นอกจากการดูแลรักษาสุขภาพในขณะทำงานแล้ว ประสิทธิภาพการนอนของคนวัยทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งหมอนยางพารา และหมอนผ้าห่มยางพารา จะช่วยทำให้หลับสนิท สบายเต็มตื่นมากขึ้นด้วย

4.ชุดผลิตภัณฑ์เพื่อญาติผู้ใหญ่ที่คุณห่วงใย เป็นชุดผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อผู้สูงอายุ คัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ซัพพอร์ตร่างกายและสุขภาพผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ประกอบด้วย ชุดปิกนิกพับยางพาราพร้อมหมอนอิงสามเหลี่ยมไส้ยางพาราปั่น เบาะรองนั่ง หมอนรองเข่า หมอนรองมือ และผ้าปิดตายางพารา

5.ชุดผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก ผลิตภัณฑ์สุขภาพชุดนี้เหมาะสำหรับคุณแม่ และน้องๆทุกเพศทุกวัย จะมอบเป็นของขวัญปีใหม่ หรือในโอกาสพิเศษอื่นๆ ก็เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ประกอบไปด้วย หมอนยางพารา หมอนผ้าห่มยางพารา หมอนตุ๊กตา หมอนหนุนสำหรับเด็ก หมอนไส้กรอกหัวตุ๊กตา และหมอนรองมือ

ร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน เพื่อสืบสานภูมิปัญญา และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน มอบสิ่งดีๆ เป็นของขวัญปีใหม่เพื่อสุขภาพของตนเอง และคนพิเศษที่คุณรัก และห่วงใย ด้วยชุดของขวัญผลิตภัณฑ์สุขภาพจาก กรีน ลาเท็กซ์ (Green Latex) ช้อปง่ายๆ ในทุกช่องทางการจำหน่าย สามารถดูรายละเอียดชุดของขวัญ คลิ๊ก : https://1th.me/YiyYt หรือสอบถามข้อมูล และดูสินค้าโปรโมชั่นอื่นๆ เพิ่มเติมที่ https://m.facebook.com/greenlatex และ Website : https://www.greenlatex.com

TIMEX X PEANUTS คอลเลคชั่นใหม่น่ารักน่าสะสม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/639860

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 08:50 น.TIMEX X PEANUTS คอลเลคชั่นใหม่น่ารักน่าสะสมTIMEX จับมือ PEANUTS เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 70 ปี PEANUTS ตัวการ์ตูนอันเป็นที่รักของเราทุกคน!

ตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมาตัวการ์ตูนอันเป็นที่รักของ CHARLES SCHULZ ได้ถือกำเนิดขึ้นในหน้าหนังสื อพิมพ์ทั่วประเทศจนกลายมาเป็นการ์ตูนซีรี่ย์สุดโด่งดังที่ทุกคนต้องหลงรัก และเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่แก๊ง PEANUTS ได้ร่วมงานกับ TIMEX มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนปีนี้ก็เช่นกัน คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะร่วมเดินทางย้อนไปสู่ความทรงจำของแก๊ง PEANUTS ไปด้วยกันกับเรา

สำหรับปี 2020 นี้ TIMEX X PEANUTS ร่วมออกคอลเลคชั่นสุดพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีของแก๊ง PEANUTS ที่เราชื่นชอบ ด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่โดดเด่นที่สุดของเราอย่างรุ่น MARLIN AUTOMATIC, WELTON และรุ่นสุดพิเศษที่เราจัดทำขึ้นมาใหม่อย่าง TIMEX X PEANUTS ที่ใส่ความเป็นแก๊งสนูปปี้และผองเพื่อนไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม

สำหรับคอลเลคชั่น TIMEX X PEANUTS นี้นาฬิกาแต่ละเรือนจะมาพร้อมตัวคาแรคเตอร์ของแก๊งค์ PEANUTS บนหน้าปัดอย่างโดดเด่น เพื่อให้คุณรู้สึกสนุกไปกับทุกช่วงเวลาที่มีเจ้าสนูปปี้คอยบอกเวลาอยู่ที่ข้อมือของคุณ ถ้าคุณรู้ว่าเป็นแฟนตัวจริงของแก๊งค์สนูปปี้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพลาดคอลเลคชั่นนี้แล้วล่ะ!

MARLIN AUTOMATIC นาฬิกา TIMEX รุ่น MARLIN® AUTOMATIC อันเป็นสัญลักษณ์ของเราในปี 1960 ได้รับการออกแบบใหม่ที่สวยงาม มีลักษณะที่เพรียวบางใส่ง่าย พร้อมโดดเด่นและสนุกสนานด้วยตัวละครสนูปปี้ที่แสดงบนหน้าปัด พิเศษมีข้อความครบรอบ 70 ปีสลักที่ตัวเรือนด้านหลัง ตัวเรือนขนาด : 40 มม./ ตัวเรือนหนา : 13 มม. / สายหนังกว้าง 20 มม.

WELTON TIMEX X PEANUTS อีกหนึ่งรุ่นฮิตที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นสไตล์วินเทจ มาพร้อมหน้าปัดรูปสนูปปี้และสายหนังสีน้ำตาล ตัวเรือนขนาด : 40 มม./ ตัวเรือนหนา : 12 มม. / สายกว้าง 20 มม. 

TIMEX X PEANUTS TIMEX ได้ร่วมมือกับแก๊ง PEANUTS เพื่อใส่ตัวละครที่คุณชื่นชอบไว้บนข้อมือของคุณ รุ่นนี้โดดเด่นด้วย

แขนของเจ้าสนูปปี้ที่ขยับตามเข็มนาฬิกา มาพร้อมสายหนังเย็บสองชิ้นสีดำ, สีน้ำตาล และแบบสายผ้าพิมพ์ลายสีเหลืองสำหรับคนที่ชอบแนวสตรีทที่แอบปนความน่ารักได้อย่างลงตัว ตัวเรือนขนาด : 38 มม./ ตัวเรือนหนา : 9 มม. / สายกว้าง 20 มม. 

สามารถช้อปนาฬิกา TIMEX X PEANUTS ได้แล้ววันนี้ที่ Shopee คลิกเลย TIMEXxSNOOPY

ใครเห็นฉันมีค่า เธอก็มีค่าเช่นกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/639729

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 08:30 น.ใครเห็นฉันมีค่า เธอก็มีค่าเช่นกันโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ประเด็นเรื่องศรัทธามีผลต่อความสำเร็จขององค์กรอย่างยิ่ง เมื่อพูดถึงประเด็นความท้าทายด้านศรัทธา อาการที่พบบ่อยมักเป็นอย่างนี้ บุคคลมีทัศนคติติดลบ เพราะต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ ใจจึงไม่เปิดกว้างรับฟัง นำไปสู่ความไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้ใจกัน หวาดระแวง ไม่ยอมรับกัน บุคคลจึงขาดความเชื่อมั่นต่อกัน ขัดแย้งกัน การทำงานจึงขาดการมีส่วนร่วม เล่นไม่เป็นทีม ไม่ไปในแนวเดียวกัน ไม่สอดคล้องกัน เมื่อทีมงานขาดความเป็นเอกภาพ องค์กรก็ขาดความเป็นปึกแผ่น เมื่อไม่เป็นเนื้อเดียวกัน องค์กรย่อมขาดความเข้มแข็ง เมื่อขาดความเข้มแข็ง ย่อมไม่มั่นคง เมื่อขาดความมั่นคง ก็ยากที่องค์กรจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

เมื่อพิจารณาถึงรากของปัญหา ทำไมคน 2 คน ถึงไปด้วยกันไม่ได้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า ในทุกการแสดงออกนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม ย่อมมาจากกรอบความคิดของตนเอง และกรอบความคิดดังกล่าวย่อมแสดงความเป็นตัวตนของตนเองเช่นกัน ตามที่ เรอเน เดการ์ต (René Descartes, 1596-1650) นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ได้พูดประโยคสำคัญเอาไว้ว่า “I think, therefore I am” แปลว่า “ในขณะที่ฉันคิด ตัวตนฉันจึงมีอยู่” นั่นคือ ในทุกการแสดงออก มันบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ และการแสดงออกดังกล่าวมาจากกรอบความคิด นั่นหมายความว่า กรอบความคิดสะท้อนถึงความเป็นตัวตนของผู้พูดนั่นเอง

แล้วความเป็นตัวตนต้องการอะไร

ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิตเช่ (Friedrich Wilhelm Nietzsche : 1844 – 1990) นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ผู้มีบทบาทสำคัญในแนวคิดอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ได้เสนอแนวคิดต่อจาก เรอเน เดการ์ต ว่า ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น พฤติกรรมหรือการแสดงออกใดๆ มาจากกรอบความคิด กรอบความคิดกำหนดตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย

นั่นคือ ในทุกความสัมพันธ์ บุคคลต้องการคุณค่าและความหมาย และในเมื่อบุคคลมีความต่างกัน การเห็นคุณค่าในความต่างนี่เองจึงเป็นรากฐานสำคัญของศรัทธา

ดังนั้น ในขณะที่บุคคลกำลังมีปฏิสัมพันธ์กันนั้น ในขณะนั้น โลกภายในของทั้งสองฝ่ายคือตัวตน ก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่เช่นกัน และโดยธรรมชาติ ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย แต่ที่เป็นปัญหาไม่ไว้ใจกัน ก็เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน แต่กลับต้องการให้อีกฝ่ายเห็นคุณค่าและความสำคัญของตนเอง นั่นคือ จะเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง

ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างเอาตนเองเป็นศูนย์กลางนั้น ใจก็จะไม่เปิดรับฟังอีกฝ่าย เมื่อใจเธอไม่เปิดรับฟังฉัน นั่นคือ เธอเห็นฉันไม่มีค่า และ“ใครก็ตามที่ไม่เห็นฉันมีค่า เธอก็ไม่มีค่าเช่นกัน” เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ศรัทธาก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อขาดศรัทธา ไม่ไว้ใจกัน ก็ขาดการมีส่วนรวม การทำงานก็ไม่เป็นทีม ไม่เป็นหนึ่งเดียว องค์กร หรือสังคมใดก็ตามที่ไม่เป็นหนึ่งเดียว ความยั่งยืนก็ไม่ต้องพูดถึง

ปัญหาความไม่เข้าใจกันในองค์กรนำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสและทรัพยากรมากมาย ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหาด้านศรัทธาระหว่างกัน อะไรทำให้คนเราไม่เข้าใจกัน แล้วท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ในการสร้างทีมงานบนฐานของศรัทธา เพื่อพลิกสถานการณ์เชิงลบให้กลับมาเล่นเชิงบวก เพื่อขับศักยภาพภายในของทีมงานให้ออกมาเสริมกันอย่างมีพลังร่วม สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อย่างเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวได้อย่างไร

ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล

ศรัทธาสร้างองค์กรให้ยั่งยืนได้อย่างไร ศรัทธาก็สร้างครอบครัวให้สงบสุขได้เช่นเดียวกัน เพราะต่างก็เป็นมนุษย์ที่ต้องการคุณค่าความหมาย ดังนั้น ใครเห็นฉันมีค่า เธอก็มีค่าเช่นกัน

มุมมองความคิดของ 3 ผู้หญิงรุ่นใหม่ ผู้จุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ และตัวแทนความงาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/639724

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 08:10 น.มุมมองความคิดของ 3 ผู้หญิงรุ่นใหม่ ผู้จุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ และตัวแทนความงามเจอร์เกนส์ ชวนผู้หญิงทุกคนเผยคุณค่าแห่งความงามที่เปล่งประกาย ในแคมเปญ “JERGENS Let your beautiful shine.” ผ่านมุมมองความคิดของ 3 ผู้หญิงรุ่นใหม่ ผู้จุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจและเป็นตัวแทนความงามที่แข็งแกร่งภายใต้ภาพลักษณ์อันงดงาม

เพราะ “ผู้หญิง” กับ “ความงาม” เป็นของคู่กัน ขึ้นอยู่กับมุมมองและความเชื่อของแต่ละคนว่าจะให้นิยามหรือคุณค่าความสวยแบบไหน เจอร์เกนส์ แบรนด์สกินแคร์ขวัญใจผู้หญิงทั่วโลก ชวนผู้หญิงทุกคนเผยคุณค่าแห่งความงามที่เปล่งประกาย ในแคมเปญ “JERGENS Let your beautiful shine.” ผ่านมุมมองความคิดของ 3 ผู้หญิงรุ่นใหม่ ผู้จุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจและเป็นตัวแทนความงามที่แข็งแกร่งภายใต้ภาพลักษณ์อันงดงาม

ธนา ฤทธิราชคัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มามี่ จำกัด ผู้แทนจําหน่ายผลิตภัณฑ์เจอร์เกนส์® มอยส์เจอไรเซอร์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เผยสโลแกนใหม่ล่าสุด “JERGENS® Let your beautiful shine.” ซึ่งเป็นสโลแกนและแคมเปญที่เจอร์เกนส์ใช้ทั่วโลก โดยเจอร์เกนส์อยากให้ผู้หญิงทุกคนตระหนักถึงคุณค่าความงามใหม่ที่เปล่งประกาย ซึ่งซ่อนอยู่ในตัวของทุกคน เพื่อส่งเสริมพลังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงต่อไป”

สำหรับแคมเปญ “JERGENS® Let your beautiful shine.” ในประเทศไทย ทางแบรนด์ได้รับเกียรติจาก 3 ตัวแทนผู้หญิงเก่งรุ่นใหม่ 3 สไตล์ ได้แก่ “แพร” วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา, “แพร์” พิมพิศา จิราธิวัฒน์ และ “แคท” ซอนญ่า สิงหะ ที่นอกจากโดดเด่นเรื่องความสวยมีออร่าแล้ว พวกเธอยังเต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนจากภายในที่แฝงความแข็งแกร่ง มุ่งมั่น และยืนหยัดลงมือทำในสิ่งที่พวกเธอฝันและตั้งใจจนสำเร็จ กลายเป็นไอดอล หรือ แบบอย่างของผู้หญิงยุคใหม่ ที่อยู่ในใจของผู้หญิงมากมาย โดยครั้งนี้พวกเธอมาร่วมเผยความงามที่เปล่งประกายจากมุมมองความคิด และแง่มุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

เริ่มต้นที่ตัวแทนของผู้หญิงแกร่ง เปี่ยมด้วยความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง “แพร” วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ดีไซเนอร์มากความสามารถ ผู้ก่อตั้งและปลุกปั้น VATANIKA แบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์อันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ที่โดดเด่นด้วยสไตล์ความเรียบหรู ดูดี แอบเซ็กซี่ ที่นอกจากครองใจเหล่าดารา เซเลบริตี้ในเมืองไทยแล้ว ยังเป็นแบรนด์ไทยที่ไปเฉิดฉายบนเวทีโลกและได้รับการยอมรับในระดับฮอลลีวู้ดอีกด้วย กว่าจะมาถึงจุดนี้ของแบรนด์VATANIKA แรงขับเคลื่อนสำคัญล้วนเกิดจากการได้ทำในสิ่งที่รัก ลงมือทำอย่างจริงจัง และกำลังใจจากคนรอบข้าง ที่รัก ที่สำคัญยังเกิดจากการเรียนรู้และไม่ได้ติดกับดักความสำเร็จ

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เป็นประสบการณ์แบบวันต่อวัน ที่ทำให้เรานำมาพัฒนาแบรนด์ ส่วนตัวเวลาเกิดไอเดียใหม่ ๆ เราก็อยากทำให้มันเกิดขึ้นจริง และไม่เคยคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จ เพราะถ้าคิดว่าสำเร็จ เราจะหยุดที่จะค้นหา ทั้งที่ชีวิตมีอะไรให้น่าค้นหา ได้พัฒนาตัวเอง ได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”

แม้หลายคนจะมองภาพลักษณ์ “แพร” วทานิกา เป็นสาวเซ็กซี่ แต่เจ้าตัวกลับมองประเด็นนี้ในแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นบ่อยนัก โดยเธอบอกว่าแท้จริงตัวเองเป็นคนตรงไปตรงมา มั่นใจกับความคิดของตัวเอง และให้ความสำคัญกับกาลเทศะและยกย่องมารยาทตามแบบวัฒนธรรมไทย พร้อมกับเผยคุณค่าความงามที่เปล่งประกายของผู้หญิงยุคใหม่ว่า ผู้หญิงเราจะสวยที่สุด อยู่ที่สมอง ไม่ได้อยู่ที่หน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอก

“แพรชอบผู้หญิงที่มีสมอง ฉลาด กล้าตามความฝันและทำให้เกิดขึ้นจริง มั่นใจในตัวเอง และจะสวยมากไปกว่าเดิม ถ้ารู้จักกาลเทศะ มารยาท วัฒนธรรม รู้จักปรับตัวได้ทั้งสองแบบ คือ เวลาเปรี้ยวต้องเปรี้ยวให้เป็น เวลาเป็นการเป็นงานก็วางตัวให้เรียบร้อยเหมาะสม”

ต้นแบบของผู้หญิงที่เปล่งประกายในมุมมองของ “แพร” วทานิกา เธอยกย่องคนใกล้ตัวอย่างคุณยายและคุณย่า โดยให้เหตุผลว่า ผู้หญิงยุคนั้นเป็นคนใส่ใจกับรายละเอียดในทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งทำให้เธอซึมซับนิสัยเหล่านี้มาใช้ในชีวิต แต่ถ้าให้นิยามความเปล่งประกายแบบผู้หญิงยุคใหม่ เธอบอกว่า “ต้องเริ่มต้นจากการคิดดีก่อน แค่นี้ก็พอแล้ว”

ทั้งนี้ เบื้องหลังการดูแลตัวเองให้เปล่งประกายในสไตล์ “แพร” วทานิกา เริ่มต้นจากการดูแลตัวเองและใส่ใจกับการดูแลผิว โดยเธอเผยว่าเป็นคนผิวแห้งมาก ยิ่งตอนไปเรียนที่ต่างประเทศ สภาพอากาศฤดูหนาวของที่นั่น ถึงกับทำให้ผิวลอกเลย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้รู้จักและลองใช้ Jergens® Ultra Healing Extra Dry Skin Moisturiser มาตั้งแต่นั้น เพราะเป็นสูตรที่เด่นเรื่องการฟื้นบำรุงล้ำลึก เหมาะสำหรับผิวแห้งมากและผิวบริเวณแห้งกร้านเป็นพิเศษ ช่วยให้ผิวดูสว่างใสเปล่งประกาย ดูสุขภาพดี “เจอร์เกนส์ เป็นแบรนด์ที่รู้จักมานาน ช่วงฤดูหนาวที่นั่น คือ ทาแทบทุกวัน แต่สำหรับสภาพอากาศที่นี่ (เมืองไทย) สำหรับเจอร์เกนส์ต่อให้ใช้วันเว้นวัน ผิวก็ยังชุ่มชื่นอยู่ และนอกเหนือจากการดื่มน้ำมาก ๆ ทาครีมสม่ำเสมอแล้ว แพรว่าการดูแลต้องมาจากข้างใน อย่างตอนนี้แพรกำลังสนุกกับการเรียนเคนโด้ เรียกว่าได้เหงื่อแล้ว ยังฝึกสมาธิและทักษะควบคุมร่างกายด้วย พอเราได้ออกกำลังร่างกายจะรู้สึก energy ดีขึ้น รู้สึกตื่นตัวอยากทำงาน”

ถัดมาเป็นตัวแทนของหญิงสาวผู้มีแพชชั่น (passion) ไม่หยุดนิ่ง กับบทบาทหลากหลาย ทั้งการสานต่อธุรกิจครอบครัวและริเริ่มธุรกิจของตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ด้วยฝีมือของตัวเอง “แพร์” พิมพิศา จิราธิวัฒน์ ทายาทตระกูลดังที่กำลังไฟแรงในตำแหน่ง Design and Technical Services Director ของ Centara Hotels & Resorts ไม่เพียงธุรกิจครอบครัวที่ต้องดูแลทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมากกว่า 5-6 โปรเจ็คต์เท่านั้น แพร์ยังสนุกและมีความสุขกับการบุกเบิก GIRLSNATION แบรนด์ชุดออกกำลังกายที่มาจากเงินเก็บอันเป็นน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

ย้อนกลับไปหลายคนอาจลืมแล้วว่า “แพร์” พิมพิศา เริ่มต้นหาเงินด้วยตัวเองมาตั้งแต่อายุ 14 ผ่านการทำงานต่าง ๆ มาหลากหลาย ทั้งถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา พิธีกร ศิลปินนักร้อง จนถึงปั้นแบรนด์เครื่องสำอาง ทั้งหมดเกิดจากนิสัยเป็นคนแอคทีฟ มีเป้าหมายชัดเจน และมีแพชชั่นในการทำงานอยู่ตลอดเวลา

“แพร์มองว่าการที่เรารู้ตัวเอง ช่วยทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้ง่ายและชัดเจนขึ้น ซึ่งแพร์ตั้งใจว่า ไม่ทิ้งงานของธุรกิจครอบครัว แต่อยากมีธุรกิจที่เราสร้างขึ้นมาเอง เพราะแพร์ชอบงานที่เริ่มต้นจากศูนย์ รู้สึกว่าท้าทาย การทำธุรกิจของตัวเอง คือ ทุกอย่างเราต้องเริ่มต้นเอง แต่ไม่ว่าจะทำอะไร แพร์ต้องรักมันก่อน ตั้งเป้าหมาย ตั้ง KPI เอาไว้ ซึ่งแพร์เป็นคนรู้ตัวตั้งแต่เด็กว่าเราอยากทำอะไร เป็นอะไร”

ในฐานะที่มีภาพลักษณ์ความเป็นผู้หญิงยุคใหม่ เมื่อถามถึงคุณค่าความงามที่เปล่งประกายในสายตาของ “แพร์” พิมพิศา เธอเผยว่า ผู้หญิงสวย ต้องมีเสน่ห์ มีคาแร็กเตอร์ ไม่จำเป็นต้องสวยพิมพ์นิยม แต่รู้จักตัวเอง มีความมั่นใจ เช่นเดียวกันเมื่อหันกลับมาที่ตัวเอง เธอไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนสวย แต่มีความสุขและมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น โดยไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร “สมัยนี้ใครๆ ก็สวยได้ แต่สิ่งที่ทำให้โดดเด่นแตกต่าง คือ ความมั่นใจ ความยูนีค (unique) ที่ต้องออกมาจากข้างใน ถึงรู้สึกได้ บางคนดูผ่านๆ อาจดูเฉยๆ แต่พอเขามีแพชชั่นที่แรงกล้า สิ่งที่แสดงออกมาผ่านบุคลิกท่าทาง จะดูมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร”

ด้วยบุคลิกเป็นคน Work Hard, Play Hard นอกจากเต็มที่กับงานแล้ว “แพร์” พิมพิศา ยังแบ่งเวลาให้กับการดูแลสุขภาพและความงามด้วย โดยเฉพาะผิวพรรณ ซึ่งเธอยกเครดิตให้คุณแม่ของเธอ ที่ปลูกฝังนิสัยทาครีมมาตั้งแต่เล็ก

“คุณแม่ทาครีมให้แพร์ตั้งแต่เป็นเบบี้เลย ทำให้เราติดเป็นนิสัย ถ้าไม่ทาครีมจะนอนไม่หลับ เพราะชอบให้ผิวมีความชุ่มชื้น ยิ่งพอเราโตขึ้น ไหนไปดูงานต่างหวัด ออกไซต์งาน ยิ่งต้องดูแลมากขึ้น ซึ่งแพร์ถือคติว่าถ้าเราดูแลตั้งแต่อายุน้อยจะง่ายกว่า ดีกว่ามาแก้ตอนเริ่มมีอายุ ทุกวันนี้อย่างน้อยต้องมีทำทรีตเมนต์สักครั้งในหนึ่งสัปดาห์ แต่หลัก ๆ แพร์ให้ความสำคัญกับอาหารการกิน ถ้าอยู่บ้านจะกินคลีนไปเลย และเน้นดื่มน้ำมาก ๆ”

เพราะใส่ใจการดูแลผิวมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกใจที่พิมพิศารู้จักแบรนด์ เจอร์เกนส์และเคยใช้มาแล้วเกือบทุกสูตร จนเรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ก็ว่าได้ รวมถึง Jergens Daily Moisture Dry Skin Moisturiser สูตรที่เน้นให้ผิวชุ่มชื้น เรียบเนียน ปกป้องผิวจากความแห้งกร้านทันที เผยผิวดูสว่างใสเปล่งประกาย

“แพร์เป็นคนไม่ชอบครีมที่มีกลิ่นน้ำหอมจัด ๆ ซึ่งสูตรนี้กลิ่นค่อนข้างละมุนและชอบผิวสัมผัสของเนื้อครีม ที่สำคัญให้ความชุ่มชื้นโดยไม่ต้องทาซ้ำ ตอบโจทย์วันไหนเรารีบหรือยุ่ง ถึงไม่ได้ทาซ้ำระหว่างวันก็ไม่ได้รู้สึกว่าผิวแห้ง”

ปิดท้ายที่ตัวแทนสาวมั่น รักความท้าทาย และหลงใหลในการแสดง “แคท” ซอนญ่า สิงหะ อดีตนักร้องที่ผันตัวมาเป็นนางเอกสาว เซเลบอินฟลูเอ็นเซอร์ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า Jetset Brand แต่ระยะหลังจะคุ้นตาในผลงานอื่น ๆ ของสาวยิ้มใจละลายคนนี้ ในบทบาทพิธีกรผ่านช่องทางต่าง ๆ

“ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่แคททำได้ คือ การทำให้ชีวิตเดินไปข้างหน้าในทางบวกขึ้นทุกวัน และระหว่างทางต้องมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ยิ่งถ้าเราคิดบวก เชื่อมั่น โหยหาในโอกาสเสมอ แคทเชื่อว่าโอกาสนั้นจะวิ่งเข้าหา และถ้าเราไขว่คว้าได้ ทำอย่างเต็มที่ แคทก็เชื่อมั่นว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เพราะชีวิตมีมากกว่าที่เราคิด” “แคท” ซอนญ่า เผยถึงแรงขับเคลื่อนให้ชีวิตก้าวมาถึงจุดนี้

นอกจากผลงานบันเทิงแล้ว เธอยังเป็นนักแสดงที่ถูกจับตามองถึงลุคและภาพลักษณ์สดใสผ่านโลกโซเชียล อีกทั้งได้รับการยอมรับในสไตล์และความพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์ นั่นทำให้เธอได้รับการทาบทามขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นชั้นนำอยู่บ่อยครั้ง เธอเป็นเสมือนกูรูความงามที่น่าจับตามอง เมื่อถามถึงคุณค่าความงามที่เปล่งประกายแบบผู้หญิงยุคใหม่ในมุมมองของเธอว่าควรเป็นอย่างไร “แคท” ซอนญ่า ตอบคำถามนี้อย่างมั่นใจแทบจะทันทีว่า

“รักในตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง ทุกวันนี้ทุกคนสามารถสวยได้ แต่สุดท้ายแล้วอยู่ที่อินเนอร์ภายใน ถ้าเรามั่นใจในตัวเอง เราชอบตัวเอง จะใส่อะไรก็สวย เพราะมันคือเรา เมื่อก่อนแคทเป็นคนหนึ่งที่เคยคิดว่าเราเหมาะกับแบบนั้นมากกว่าแบบนี้ แต่เมื่อเราพึงพอใจกับตัวเองจริง ๆ จะใส่อะไรก็ได้ เพราะนั่นก็แค่สิ่งใหม่ที่เข้ามาในชีวิต ความมั่นใจบวกกับพลังบวก เมื่อมาเจอกับสไตล์ที่ใช่ แต่งในแบบที่เรามั่นใจ นั่นคือ ความงามที่แท้จริง”

แน่นอนว่าอาชีพนักแสดง ย่อมต้องดูแลตัวเองมากกว่าคนอื่น โดยเธอเผยเคล็ดลับการดูแลผิวของตัวเองว่า นอกเหนือจากการดูแลทั่ว ๆ ไป กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ แล้ว ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ ‘ใช่’ และผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวของตัวเอง

“ถ้าเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีเหมาะสมแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เยอะ ไม่ต้องหลายขั้นตอน เลือกแค่ตัวสำคัญ ๆ ก็พอแล้ว อย่างเจอร์เกนส์เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เป็นหนึ่งอยู่แล้ว และเป็นแบรนด์ที่มี มานาน มีผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ทุกสภาพผิว ส่วนตัวแคทใช้แบรนด์นี้มาตั้งแต่เด็ก ใช้มาตั้งแต่คุณแม่ของแคทและส่งต่อมาถึงเรา ความที่ชื่นชอบกลิ่นหอมสดชื่นและผิวสัมผัสของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Cucumber และ Aloe Vera สูตร Jergens® Soothing Aloe Refreshing Moisturiser จึงเป็นสูตรที่แคทใช้ประจำ เหมาะสำหรับผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง มีคุณสมบัติมอบความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิวด้วยเนื้อสัมผัสแบบซึมซาบเร็ว คืนความสดชื่น และเผยผิวดูสว่างใส”

เผยความงามที่เปล่งประกายของผู้หญิงยุคใหม่ ไปพร้อมกับแคมเปญ “JERGENS® Let your beautiful shine.” ด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เจอร์เกนส์® บอดี้ มอยส์เจอไรเซอร์ ผสานเทคโนโลยีเพื่อผิวดูสว่างใส HYDRALUCENCE สร้างปราการปกป้องความชุ่มชื้นผิวอันเนียนเรียบ ช่วยสะท้อนแสงให้ผิวดู สว่างใสเปล่งประกายทั่วเรือนร่าง ขจัดความหมองคล้ำแห้งกร้าน มีสูตรให้เลือกหลากหลาย เหมาะกับทุกสภาพผิว เติมเต็มความชุ่มชื้นล้ำลึกให้ผิวดูสว่างใสเปล่งประกาย ดูมีสุขภาพดีกว่าที่เคยสัมผัส

อัพเดตเคล็ดลับผิวสวยดูเปล่งประกายได้ทางเว็บไซต์ www.jergens-th.com และแฟนเพจ Facebook : Jergens Moisturizers in Thailand หรือ Instagram: jergensmoisturisersinthailland

“แกลมปิ้ง” ใต้แสงดาวที่แรกและที่เดียวในกรุงเทพ! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/639721

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 07:55 น.“แกลมปิ้ง” ใต้แสงดาวที่แรกและที่เดียวในกรุงเทพ!นอนนับดาวใจกลางเมือง แคมป์ปิ้งมิติใหม่ในโรงแรมแบบ Glam Glam ที่โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์

ไม่ต้องขึ้นเขาก็มีเราใกล้กับหมู่ดาวได้แล้ว จะเที่ยวแคมป์ปิ้งก็ไม่จำเป็นต้องลุยเสมอไป เมื่อโรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ เอาประสบการณ์แคมป์ปิ้งมานำเสนอในแบบ Glamour ให้คนกรุงได้ปรุงแต่งรสสัมผัส “แกลมปิ้ง” ใต้แสงดาวที่แรกและที่เดียวในกรุงเทพ!

งานนี้คงต้องชวนเพื่อนฝูง จูงมือคนในครอบครัวหรือคนที่คุณรัก มานอนนับดาวใจกลางเมือง ดื่มด่ำบรรยากาศในค่ำคืนสุดพิเศษพร้อมอาหารและเครื่องดื่มที่เชฟรังสรรค์เพื่อคุณโดยเฉพาะ หลีกหนีความวุ่นวาย เปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสลมหนาวนอกบ้าน พร้อมเปิดประสบการณ์การสังสรรค์รูปแบบใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศชิลๆ ริมสระว่ายน้ำบนชั้น 18 ของโรงแรม ที่โอบล้อมไปด้วยแสงไฟจากมหานครซึ่งไม่เคยหลับใหล

เปิดจองเฉพาะคืนวันศุกร์ เสาร์ และ อาทิตย์ เริ่มคืนแรกวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคมนี้ ราคาเริ่มต้นเพียง 2,888++ บาทต่อท่าน (ตั้งแต่ 2 – 10 ท่าน) สำหรับ 2.30 ชั่วโมง ราคารวมอาหารมื้อค่ำและเครื่องดื่มสำหรับการสังสรรค์

เพิ่มแกลมปิ้งลงในลิสต์ “สิ่งที่ควรลองสักครั้งในชีวิต” หาเรฟเฟอเร้นส์ถ่ายรูปเก๋ๆ ลิสต์ชื่อเพื่อนๆ แล้วเริ่มแพลนประสบการณ์แกลมปิ้งกับเราได้ที่ pawika.j@marriott.com  หรือส่งข้อความมาหาเราที่ inbox ได้ที่เพจ www.facebook.com/marriottsurawongse   

106 eateries, street vendors get Michelin’s endorsement this year #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

106 eateries, street vendors get Michelin’s endorsement this year (nationthailand.com)

106 eateries, street vendors get Michelin’s endorsement this year

LivingDec 09. 2020

By The Nation

Ahead of the official launch of next year’s Michelin guide for Bangkok, Chiang Mai, Phuket and Phang-Nga on December 16, the French guide on fine-dining unveiled the 2021 Bib Gourmand selection for 2021, which features 106 restaurants and street food establishments.

Of them 65 are in Bangkok, 20 in Chiang Mai and 21 in Phuket and Phang-Nga. This year, 17 food establishments are joining the list for the first time – nine in Bangkok, three in Chiang Mai, five in Phuket and Phang-Nga, while four in each province have been promoted from Michelin Plate.

The Bib Gourmand distinction, symbolised by the famous “Michelin Man” licking his lips, recognises eateries that offer a carefully prepared three-course meal – starter, main course and dessert – for no more than Bt1,000.

Gwendal Poullennec, international director for Michelin Guides, said: “Due to the Covid-19 pandemic and subsequent economic slowdown, we want to especially boost the morale of restaurant professionals, continue to support the culinary industry and encourage local foodies to embark on more food-ventures within the parameters of current public health guidelines.

“Providing a combination of quality dishes and affordable prices, Bib Gourmand establishments serve as the ideal dining solution for budget-savvy foodies, and play a significant part in keeping Thailand’s culinary scene alive during these tough times.”

In the soon-to-be-released fourth edition of the Michelin Guide for Thailand, the 17 new additions to the Bib Gourmand list include Bangkok’s Burapa, a restaurant with the Orient Express theme that takes diners on a journey East-by-Northeast to taste unique, flavoursome cuisine that joins culinary elements from Isaan and Trat; Chang-Wang-Imm, a restaurant in a charming two-storey house built in 1957 on the banks of the Chao Phraya River serving delicious wallet-friendly Thai food that highlights traditional cooking techniques and flavours; and Phed Phed Bistro, a restaurant with minimalist décor and wire mesh accents focusing on comfort food made with quality ingredients. It also includes Chiang Mai’s Go Neng (Wichayanon), a street food establishment that has been around for more than three decades specialising in deep-fried dough sticks, “pa tong go”, that boast puffy perfection and crispy texture, uniquely shaped as crocodiles, dinosaurs, dragons, and elephants; Phang-Nga’s Hok Kee Lao, a Thai-Chinese restaurant beloved for decades for its delicious and affordable banquet-style food; and Tokola, a restaurant in lush gardens next to Khuekkhak beach serving intensely-flavoured traditional and southern Thai dishes using locally sourced ingredients as well as ancient and original cooking methods and Phuket’s Salaloy, a casual Rawai Beach eatery famous for a good selection of fresh seafood that are freshly cooked to order.

The four restaurants promoted from the Michelin Plate to Bib Gourmand are Bangkok’s Somtum Khun Kan, a restaurant offering its famous “som tam” plus a wide variety of authentic Thai and Thai-Isaan dishes; Chiang Mai’s Charoen Suan Aek, a neighbourhood restaurant loved for its authentic and boldly flavoured northern Thai dishes that rely on indigenous, seasonal ingredients; Phang-Nga’s Nai Mueang, an authentic Southern Thai restaurant featuring a charming retro ambience with old tin-mining memorabilia, record players, sewing machines and other nostalgic bric-a-brac; and Phuket’s Tu Kab Khao, an elegant, atmospheric restaurant set in a grand Chino-Portuguese building, serving tasty Southern Thai cuisine.

“By expanding the geographical scope of this year’s selection, Michelin Guide inspectors found more eateries worthy of a Bib Gourmand rating. Thus, we would like to encourage local foodies to go on tasting ventures of their own, and discover by themselves – as our inspectors did – that Thailand is a true haven for good value, quality, and reasonably priced dining experience,” concluded Poullennec.

National Zoo’s giant pandas will head to China in three years #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

National Zoo’s giant pandas will head to China in three years (nationthailand.com)

National Zoo’s giant pandas will head to China in three years

LivingDec 07. 2020The National Zoo's giant panda cub is shown at 8 weeks old. He is growing and crawling, zookeepers said. MUST CREDIT: Photo courtesy of National Zoo.The National Zoo’s giant panda cub is shown at 8 weeks old. He is growing and crawling, zookeepers said. MUST CREDIT: Photo courtesy of National Zoo. 

By The Washington Post · Michael E. Ruane · NATIONAL, WORLD, FEATURES, ASIA-PACIFIC, ANIMALS 

WASHINGTON – The National Zoo said Monday that all three of its giant pandas will be going to China at the end of 2023, according to a new agreement struck with Chinese officials.

The agreement grants a three-year extension to the stay of the adult giant pandas, Mei Xiang, a female, and Tian Tian, a male, who have been at the zoo for 20 years, the zoo said.

But they and their 4-month-old cub, Xiao Qi Ji, a male, are to go to China by the end of the extension on Dec. 8, 2023.

The agreement means the zoo and the adoring public will have the popular black and white animals for three more years.

But it leaves the future of the National Zoo’s almost 50-year giant panda program unsettled.

Zoo director Steve Monfort said he was confident, despite international tensions, that Chinese officials would consider sending more giant pandas to Washington in the future.

He said he was thrilled to have Mei Xiang and Tian Tian for three more years.

The current agreement that has allowed them to stay expires Monday. Giant pandas are native to China, and it owns all giant pandas in U.S. zoos. As with earlier extensions, the zoo will pay the Chinese government $500,000 per year of the new stay, the zoo said.

“We have . . . three more years to really prepare ourselves also for saying goodbye,” Monfort said. “These animals are beloved not just by the people who work and care for them, but by millions of people.”

“It’s great to have them for a little longer but it also is a reminder that that’s ephemeral, and they will return to China,” he said. “This gives us three years to celebrate that and to get ready for it.”

“It’s going to be a heartbreak for us,” he said. Some keepers have been with the adult pandas their entire careers and will be “absolutely crushed when these animals go away. Lots of tears will flow.”

But there will also be a sense of pride at how well the zoo has cared for them, he said.

Montfort, who has been studying giant pandas for 33 years, said the zoo’s relationship with Chinese panda experts is solid.

“I went over there in January . . . to Beijing, and we had an excellent meeting with our counterparts there,” Monfort said. “It was all good, and we’ve just been having positive interactions since then.”

“We have a 48-year history with pandas, and we’d like to have another many decades of additional collaboration with Chinese colleagues,” he said.

“There’s no question that, when the time is right, we will approach them and begin discussions about the future of the program after this pair,” he said.

“It is our hope that we will have pandas for decades to come,” he said. The zoo’s relationship with its Chinese counterparts is “such a good and strong partnership that we hope that that could be made possible.”

But tensions between the United States and China are ongoing, and President Donald Trump has repeatedly blamed the Chinese for the spread of the coronavirus pandemic, calling the deadly malady the “Chinese virus.”

(The zoo is closed because of the virus.)

Monfort said he is not worried.

“There’s a lot of concern that people have about the relationship between our two countries, on the political side of things,” he said. “That’s all very fraught.”

“But . . . the relationships that we have with our colleagues on the ground there . . . are very strong professional relationships . . . very productive, very collegial, friendly,” he said. “On that level, everything’s really great.”

“But we can’t control politics,” he noted.

He added:

“I don’t believe there’s any sign that anyone is interested in politicizing these pandas . . . No one that I’ve talked to thinks that would be a smart idea . . . It’s a winning story . . . Why would you want to disrupt that success?” 

“I don’t see any sign that anyone is interested in making a political statement via pandas,” he said. “I really don’t.” 

By prior agreement with the Chinese, all giant panda cubs born in U.S. zoos must be sent to a breeding program in China by the time they turn 4. So at the end of the new three-year deal the cub, Xiao Qi Ji, would depart with the adults, Monfort said.

“It’s just going to make sense to do it all at once,” he said.

The zoo has had giant pandas almost continuously since 1972, when Chinese Premier Zhou Enlai gave the United States Ling-Ling, a female, and Hsing-Hsing, a male. Both were 18 months old.

In return, the United States sent China two musk oxen, Milton and Matilda, from the San Francisco Zoo. Musk oxen are shaggy natives of the Arctic known for their strong odor.

Ling-Ling died in 1992, and Hsing-Hsing died in 1999. There was a gap of about a year between Hsing-Hsing’s death and the arrival of Mei Xiang and Tian Tian on Dec. 6, 2000.

Both Mei Xiang, 22, and Tian Tian, 23, were born at the China Conservation and Research Center for the Giant Panda in Sichuan province.

Their Washington debut was spectacular. Several hundred VIPs met their plane when it arrived. Outgoing President Bill Clinton and daughter Chelsea Clinton got an early audience. “They have long claws and very big teeth,” the president said afterward.

The conductor of the Washington Symphony Orchestra reportedly wrote a piece called “March of the Giant Pandas.” And zoo goers began a romance with the animals that would last more than 20 years.

The estimated life span of a giant panda is about 15 to 20 years in the wild, and about 30 years for those in human care, the zoo said. .

When Mei Xiang gave birth to Xiao Qi Ji on Aug. 21, she became the oldest giant panda to have a cub in North America.

So why does China want two aging giant pandas back?

Monfort said he thinks the Chinese believe they can best take care of older pandas. “They have many, many more pandas,” and more experience, he said.

Also, he said Chinese experts feel they have an obligation to care for their giant pandas in their declining years.

“They’re very special animals,” he said. “They’re . . . revered . . . in China, and I think they feel like it’s their responsibility to care for them at the end of their lives.”

Along with the announcement of the new agreement, the zoo said that benefactor David Rubenstein has pledged another $3 million to its giant panda research program.

Rubenstein has, with this pledge, donated a total of $12 million in support of the giant panda conservation program, the zoo said.

Customize Lee Your Style ออกแบบยีนส์ที่ใช่ในสไตล์ที่เป็นคุณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Customize Lee Your Style ออกแบบยีนส์ที่ใช่ในสไตล์ที่เป็นคุณ – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 04 ธ.ค. 2563 เวลา 09:20 น.Customize Lee Your Style ออกแบบยีนส์ที่ใช่ในสไตล์ที่เป็นคุณครั้งแรกในไทยกับการออกแบบยีนส์ Lee ในสไตล์ของตัวเราเอง!! เป็นเจ้าของเดนิมหนึ่งเดียวในโลกได้แล้ววันนี้ กับ Customize Lee Your Style เลเซอร์ลวดลายและข้อความลงบนยีนส์ตัวโปรดด้วย Lee Nano Technology ที่ Shop LEE ชั้น 3 centralwOrld

เปิดประสบการณ์ใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย! กับ Customize Lee Your Style การออกแบบยีนส์ Lee ผลงานชิ้นโปรดหนึ่งเดียวในโลก ด้วย Nano Technology ผ่านการเลเซอร์ลวดลายสไตล์ของคุณลงบนผืนผ้าเดนิม ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์ หรือแจ็คเก็ตยีนส์

เป็นเจ้าของยีนส์ชิ้นเดียวในโลกได้แล้ววันนี้ เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ ได้แก่

  1. เลือกซื้อเดนิมที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์ หรือแจ็คเก็ตยีนส์ (ราคาเริ่มต้น 1,990 บาท) รับสิทธิ์เลเซอร์ลวดลายในสไตล์คุณฟรีไปเลย 2 จุด 
  2. เลือกลายกราฟฟิคที่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ หรือ text ข้อความต่างๆ ทั้งในแบบที่มีให้เลือก หรือจะครีเอทเองก็ได้ตามใจ พร้อมกำหนดจุดเลเซอร์ลวดลายลงบนเดนิม
  3. เลเซอร์ตามแบบ พร้อมรอรับเดนิมเก๋ๆ ในแบบของคุณกลับบ้านไปได้เลย ซึ่งขั้นตอนการยิงเลเซอร์ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที

ตามไปลองสัมผัสประสบการณ์สุดคูลก่อนใครได้แล้ววันนี้ที่ Shop LEE ชั้น 3 centralwOrld รับรองเลยว่าไม่ว่าจะเลือกช้อปมาใส่เอง หรือเลือกให้เป็นของขวัญก็โดนใจในสไตล์ที่คุณเลือกได้อย่างแน่นอน

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ line@ : @leejeansth หรือคลิก http://bit.ly/2vT6lXX

#LeeJeansTH #CustomizeLeeYourStyle #StandTallForAll #DenimUnion

โชว์ตัวตนให้โลกรู้ผ่าน Calvin Klein ส่งท้ายปลายปี ME IN #MYCALVINS #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โชว์ตัวตนให้โลกรู้ผ่าน Calvin Klein ส่งท้ายปลายปี ME IN #MYCALVINS – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 04 ธ.ค. 2563 เวลา 08:55 น.โชว์ตัวตนให้โลกรู้ผ่าน Calvin Klein ส่งท้ายปลายปี ME IN #MYCALVINS Calvin Klein ชวนโชว์ตัวตนของคุณให้โลกรู้ผ่านแคมเปญล่าสุดส่งท้ายปลายปี ME IN #MYCALVINS

ME IN #MYCALVINS

Calvin Klein ส่งท้ายปลายปีด้วยแคมเปญล่าสุด ME IN #MYCALVINS ซึ่งในครั้งนี้ได้เซ็กซี่ควีนแห่งวงการ K-Pop อย่างฮยอนอา (Hyun-A) ที่ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ของแบรนด์ มาพร้อมคู่รักสุดฮอตอย่างดอร์น (Dawn) ร่วมถ่ายทอดความมั่นใจในสไตล์ของตัวเองผ่านไลน์ Calvin Klein Underwear และ Calvin Klein Jeans ของคอลเลคชั่น Fall/Winter 2020  และเพื่อความพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก Calvin Klein  ยังได้ดึงเลย์ จาง (Lay Zhang) หรือ เลย์ EXO พร้อมด้วยคนดังอีกมากมายที่มาร่วมเพิ่มสีสันให้คอลเลคชั่นล่าสุดนี้ภายใต้คีย์คอนเซ็ปต์ ME IN #MYCALVINS

ความพิเศษของ Calvin Klein Underwear ซีซั่นนี้อยู่ที่คอลเลคชั่น Icon Duo Gender ที่ได้รังสรรค์ลวดลายโลโก้แบบโมโนแกรมบนไทม์เลสคีย์พีซอย่าง Bralette และ Underwear ทรงต่างๆ นอกจากนี้แนวดนตรีในยุคต่างๆของอเมริกาในยุค 70s  เช่น พังค์ (Punk) นิวยอร์ก แกลม ร็อค (New York Glam Rock)  และ นิวยอร์ก กรันช์ (New York Grunge) ยังถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่นร่วมกับการใช้โลโก้ในดีไซน์ที่หลากหลาย ทำให้ Calvin Klein Jeans คอลเลคชั่นนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสตรีทแฟชั่น นอกจากนี้การนำยีนส์ในยุค 70’s อย่างทรง Boy และ Dad มาออกแบบใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยการใส่ Calvin Klein Tape บริเวณด้านข้างและขอบเอว

CALVIN KLEIN JEANS FALL/WINTER 2020 COLLECTION 

Calvin Klein เป็นแบรนด์อเมริกันดีไซเนอร์แบรนด์แรกที่เริ่มออกแบบเดนิม จึงได้ปฏิวัติวงการกางเกงยีนส์ในยุค 70’s ด้วยการออกแบบยีนส์ทรงสลิมขึ้นและยังมีให้เห็นในซีซั่นนี้ (ในยุคนั้นยีนส์ส่วนใหญ่เป็นทรงขากระบอก) นอกจากนั้น ยังมีการนำยีนส์ในยุค 70’s อย่างทรง Mom และ Dad มาออกแบบใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วยการใส่ Calvin Klein Tape ลงไปสำหรับเทคโนโลยีสำคัญของเดนิมในซีซั่นนี้มี 3 เทคโนโลยีด้วยกัน เน้นที่ความยืดหยุ่น สวมใส่สบาย

  • INFINITE FLEX ยืดหยุ่นพร้อมยกกระชับสัดส่วนของผู้สวมใส่
  • FOREVER STRETCH ยืดหยุ่นสูงสุดแต่แทบจะไม่ทำให้ยีนส์เสียรูปทรงเลย
  • ULTIMATE STRETCH ยืดหยุ่นได้สี่ทิศทาง เหมาะกับสวมใส่ในการเดินทาง

นอกจากนี้ Calvin Klein ยังคงนำเสนอคอลเลคชั่น Eco Series ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กระบวนการผลิตแบบ “Low Impact Denim” ซึ่งเป็นการฟอกที่ใช้เคมีและน้ำในปริมาณน้อย นอกจากนั้นยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรด้วยการใช้ BCI Cotton (The Better Cotton Initiative) ในการผลิตอีกด้วย

CALVIN KLEIN JEANS ACCESSORIES

สำหรับแอคเซสเซอรี่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก New York ในยุค 70’s เช่นเดียวกัน  โดยกระเป๋าของซีซั่นนี้ตกแต่งด้วย  Iconic Logo และโลโก้ Silver Rose ที่ได้รับอิทธิพลจากแนวกรันช์ตามแรงบันดาลใจหลักของซีซั่นอีกด้วย

CALVIN KLEIN UNDERWEAR FALL/WINTER 2020 COLLECTION 

ไฮไลท์ของซีซั่นนี้ ได้แก่ คอลเลคชั่น Icon Duo Gender ซึ่งนำเสนอคอลเลคชั่นสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิงพร้อมกับการกลับมาของโลโก้แบบโมโนแกรม ความพิเศษของ Icon อยู่ที่การเย็บด้ายคู่เพื่อลดความเสียดสีของผ้ากับผิว มีให้เลือกทั้งผ้า Micro และ Cotton ซึ่งมาถือเป็น Ergonomic Design ซึ่งเป็นดีไซน์ที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด

สำหรับหนุ่มๆ ที่ชื่นชอบผ้า Micro ของ Calvin Klein พลาดไม่ได้กับคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด “Shine Micro” ซึ่งผลิตด้วยผ้า Micro พิเศษที่โดดเด่นด้วยความเงาของผ้า จุดเด่นของคอลเลคชั่นนี้ คือความเงาที่เพิ่มขึ้น ความนุ่ม น้ำหนักเบา และไม่เป็นขุย

สำหรับชุดชั้นในผู้หญิง ต่อเนื่องจาก Liquid Touch ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ใช้เทคโนโลยีแผ่นซิลิโคนมาซัพพอร์ตปีกบราและขอบเอวแพนตี้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสวมใส่สบาย นุ่ม ยืดหยุ่น ไม่กดทับร่างกายขณะสวมใส่ ขอแนะนำ Liquid Touch Wireless ซึ่งไร้โครงแต่สวมแล้วอยู่ทรง มอบความสบายให้กับผู้สวมใส่

นอกจากนี้ ยังมี Calvin Klein Black ซึ่งเป็น Premium Collection มีทั้งของคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง เน้นความหรูหราของเนื้อผ้าและเทคโนโลยี โดดเด่นด้วยวัสดุ Egyptian Cotton ซึ่งเป็นเส้นใยฝ้ายเกรดดีที่สุดในโลก

อีกหนึ่งไอเท็มที่ไม่ควรพลาดคือ Calvin Klein Swimwear หลากหลายดีไซน์ รวมถึงบีชแวร์ของคุณผู้ชาย ซึ่งได้รับความนิยมมากในขณะนี้ ความพิเศษอยู่ที่การออกแบบด้วยการใช้ Iconic Logo และสีสันสดชัดโดดเด่นตามแบบฉบับของ Calvin Klein

CALVIN KLEIN PERFORMANCE FALL/WINTER 2020 COLLECTION

แรงบันดาลใจของซีซั่นนี้มาจากภาพ Motion ต่างๆ ซึ่งเป็นภาพที่เห็นได้ในยามที่ออกกำลังกาย เช่น เวลาออกกำลังกายในฟิตเนสจะเห็นจอเป็น Motion หรือออกกำลังกายเอาท์ดอร์ก็เห็นแสงสีจากที่ต่างๆ สำหรับไอเท็มหลักของซีซั่นนี้ยังคงเป็นสไตล์ Active Icon ซึ่งเป็นการนำโลโก้ซึ่งเป็น Iconic ของแบรนด์มาดีไซน์ในไสตล์ที่หลากหลาย และมีการนำเทคโนโลยี Climate Tech ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่รักษาอุณหภูมิของร่างกายไม่หนาวและร้อนเกินไป รวมทั้งนำเส้นใยที่เป็น BCI (The Better Cotton Initiative) มาใช้อีกด้วย 

การออกแบบเน้นความแฟชั่นฟอร์เวิร์ด สามารถใช้ได้ทั้งออกกำลังกายและสวมใส่ในวันหยุด ขอบสปอร์ตบราเป็น seamless และ laser cut เพื่อให้ระบายอากาศได้ดี เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะออกไปวิ่งตอนเช้าหรือมีนัดที่ร้านกาแฟ สามารถใส่กับเสื้อคลุมเพื่อเพิ่มเลเยอร์ก็ได้ หรือแม้แต่ใส่กับฮู้ดดี้ ส่วนกางเกงเน้นโลโก้ที่ขอบซึ่งนอกจากจะสวยแล้วยังสวมใส่สบายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Accessory อย่างกระเป๋าหลากหลายแบบที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับเสื้อผ้า น้ำหนักเบา พกพาง่าย สามารถพับเก็บได้ สามารถกันละอองน้ำได้ สวย เบา ประโยชน์ใช้สอยครบครัน

ส่องเรือนเวลา 3 ลุค ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ส่องเรือนเวลา 3 ลุค ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 09:45 น.ส่องเรือนเวลา 3 ลุค ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีPIAGET ALTIPLANO TOURBILLON – INFINITELY PERSONAL ส่งเรือนเวลาที่ให้คุณเลือกปรับแต่งตามสไตล์ที่ต้องการมาต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี

ย้อนกลับไปยุคบุกเบิกราวปี 1874 แม้เพียเจต์ (Piaget) จะเป็นเพียงโรงงานผลิตชิ้นส่วนกลไกที่เริ่มต้นจากเวิร์คช็อปขนาดย่อมในโรงนาของครอบครัว แต่แบรนด์แทบไร้คู่ต่อสู้ – เพราะทุกชิ้นส่วนและกลไกคุณภาพสูงที่พัฒนาขึ้น ล้วนถูกกว้านซื้อโดยบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำในแถบ Swiss Jura เพื่อนำไปรังสรรค์เรือนเวลาของตนเองทั้งสิ้น จนกระทั่งปี 1943 หลานและบุตรชายของ Georges Edouard Piaget ผู้ก่อตั้ง ได้พาแบรนด์เข้าสู่การปฏิวัติครั้งสำคัญ โดยจดทะเบียนบริษัทในชื่อของ “เพียเจต์” และเริ่มผลิตเรือนเวลาภายใต้แบรนด์ของตนเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

โดยเฉพาะการรังสรรค์กลไกและเรือนเวลาที่มีความเพรียวบางเป็นพิเศษ ถือเป็นสิ่งที่เมซงยึดมั่นมาตลอดนับตั้งแต่เปิดตัวกลไก 9P ในปี 1957 ที่มีความหนาเพียง 2 มิลลิเมตร จนกลายเป็นนาฬิการะบบกลไกที่บางที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น หรือจะเป็นกลไก 12P กลไกอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลก ที่เปิดตัวในปี 1960 ด้วยความหนาเพียง 2.3 มิลลิเมตร 

จนถึงปัจจุบัน เมซงรังสรรค์กลไกขึ้นภายในโรงงานของตนเองไปแล้วกว่า 50 คาลิเบอร์ โดยเกินกว่าครึ่งเป็นกลไกที่บางสุดขั้ว (Ultra-thin) ซึ่งมีมากถึง 35 กลไกเลยทีเดียว และเพื่อสร้างสถิติความบางอันเหลือเชื่ออย่างต่อเนื่อง ปี 2017 แบรนด์ยังได้ใส่ฟังก์ชั่นฟลายอิ้ง ตูร์บิญองที่สลับซับซ้อน โดยหลอมรวมเข้ากับชิ้นส่วนที่ทั้งบางและเบาเป็นพิเศษถึง 157 ชิ้น อีกด้วย

Piaget Infinitely Personal – The Personalisation Process

Personalisation หรือ การปรับแต่งเรือนเวลาในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับแบรนด์ที่คร่ำหวอดในแวดวงนาฬิกามากว่า 146 ปี อย่าง เพียเจต์ เพราะตั้งแต่เปิดตัว “Style Selector” ครั้งแรกที่เพียเจต์ บูติค นิวยอร์ก ช่วงทศวรรษที่ 1960 นวัตกรรมดังกล่าวก็เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเรื่อยมา

โดยลูกค้าสามารถเลือกรูปแบบของตัวเรือน วัสดุที่นำมาทำเป็นหน้าปัดและสายรัดข้อมือ หรือแม้แต่เทคนิคการฝังเพชร ผ่าน Look Book ที่เมซงคัดสรรไว้ ก่อนส่งต่อให้โรงงานเพียเจต์ในสวิตเซอร์แลนด์ผลิตเรือนเวลาในฝันที่คุณต้องการ – จากจุดเริ่มต้นในอดีต ส่งผลให้เพียเจต์ บูติค ทั่วโลกนำนวัตกรรม “Style Selector” ไปใช้ เพื่อเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากที่สุด และนี่คือเหล่าชิ้นงานที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับตัวตนของผู้สวมใส่ อาทิ Altiplano Fingerprint ปี 2005 ที่แพทเทิร์นการฝังเพชรบนพื้นหน้าปัดถอดรหัสมาจากลายนิ้วมือของลูกค้านั่นเอง Piaget Polo Tourbillon Relatif ปี 2008 นาฬิกาเรือนแรกที่เมซงผสานเทคนิคลงยาและแกะสลักไว้ทั่วทั้งตัวเรือน ไม่ว่าจะเป็น พื้นหน้าปัด, ขอบตัวเรือน, ตัวเรือน และ ฝาหลัง สร้อยคอคอลเลคชั่น Possession ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2020 ก็ใส่กิมมิคการแกะสลักเป็น Option ให้ลูกค้าเช่นกัน

จากความสำเร็จเรื่อยมาของ “Style Selector” ปัจจุบันเมซงจึงนำไปเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจในการพัฒนาโปรแกรม Personalisation ตัวใหม่อย่าง The Piaget Infinitely Personal Concept ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าคนสำคัญได้มีส่วนร่วมในการรังสรรค์ที่สุดแห่งเรือนเวลาถึง 2 รุ่นด้วยตนเอง อย่าง AUC หรือ อัลติพลาโน อัลติเมท คอนเซ็ปต์ (Altiplano Ultimate Concept) เรือนเวลาระบบกลไกที่บางที่สุดในโลก ที่สามารถรังสรรค์ได้มากกว่า 195,000 รูปแบบ

ขณะที่เพียเจต์ อัลติพลาโน ตูร์บิญอง (Piaget Altiplano Tourbillon) ปรับแต่งดีเทลได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ได้เรือนเวลาที่แตกต่างกันมากถึง 4 ล้านดีไซน์ โดยเมซงได้พัฒนา Configurator ของอัลติพลาโน ตูร์บิญอง ให้สามารถเลือกตัวเรือนได้ถึง 2 ขนาด (38 หรือ 41 มิลลิเมตร) ยิ่งไปกว่านั้นวงแหวนรอบตูร์บิญองของทั้ง 2 โมเดลก็ถือเป็นอีกซิกเนเจอร์ที่เหล่าเพียเจต์ โซไซตี้ให้ความสำคัญไม่แพ้ตัวเรือน เพราะนอกจากจะเลือกวัสดุหรือประดับเพชรได้แล้ว ยังสามารถสลักข้อความเฉพาะตัว (Personal Message) ได้อีกด้วย หรือจะเลือกซุกซ่อนไว้บริเวณฝาหลังก็สามารถทำได้ตามชอบใจ ส่วนสายหนังจระเข้ก็มีให้เลือกมากกว่า 25 แพทเทิร์น

PIAGET ALTIPLANO TOURBILLON INFINITELY PERSONAL ขนาด 38 มิลลิเมตร ตัวเรือน เลือกปรับแต่งได้ทั้งแบบไวท์โกลด์ และ โรสโกลด์ มาพร้อมขอบตัวเรือนประดับเพชร พื้นหน้าปัด มีให้เลือกหลากหลาย อาทิ หน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ลขัดลายรัศมีพระอาทิตย์ในเฉดสีน้ำเงิน ชมพู แดง หรือ ขาว หน้าปัดทองสลักลายด้วยเทคนิคกิโยเช ก่อนลงยาแบบกรองด์ เฟอ ในโทนสีน้ำเงิน สีเขียว สีเขียวอมน้ำเงิน หรือสีแดง หน้าปัดประดับเพชรแบบ Snow Setting แต่หากชอบสีสันที่แปลกตาไม่ซ้ำใคร หน้าปัดแบบเคลือบแลคเกอร์ขัดลายเดียวกัน ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด เพราะเมซงสามารถตอบโจทย์ได้ทุกเฉดสี ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการดึงสีจากภาพถ่าย เพื่อให้ได้โทนสีที่สมจริงในทุกช่วงแห่งความทรงจำ

PIAGET ALTIPLANO TOURBILLON INFINITELY PERSONAL ขนาด 41 มิลลิเมตร มาพร้อม Option การปรับแต่งที่หลากหลายขึ้น โดยส่วนที่ต่างจากโมเดลขนาด 38 มิลลิเมตร คือ ขอบตัวเรือน เลือกประดับเพชรได้ทั้งแบบบริลเลียนต์คัต หรือ บาแก็ตต์คัต แต่หากชอบในสีสันก็มีตัวเลือกที่ถือเป็นไฮไลต์ อย่าง มรกต แซฟไฟร์ ทับทิม ทรงบาแก็ตต์ ด้วยเช่นกัน

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร. 02-610-9678