10 ไอเดียสร้างมู้ดคริสต์มาสปาร์ตี้ปีใหม่ที่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ไอเดียสร้างมู้ดคริสต์มาสปาร์ตี้ปีใหม่ที่บ้าน – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 07:02 น.10 ไอเดียสร้างมู้ดคริสต์มาสปาร์ตี้ปีใหม่ที่บ้านสนุกสนานกับการซื้อของแต่งบ้านรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล จัดโรดโชว์งาน GIFTMAS “เทศกาลของขวัญ มหัศจรรย์ความสุข” แจก 10 ไอเดียสร้างมู้ดคริสต์มาสปาร์ตี้ปีใหม่ที่บ้าน

เริ่มต้นเดือนสุดท้ายของปีใกล้เวลาที่ทุกคนรอคอย กับเทศกาลความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เซ็นทรัลพัฒนา จัดโรดโชว์งาน GIFTMAS “เทศกาลของขวัญ มหัศจรรย์ความสุข” ให้ทุกคนได้สนุกสนานกับการซื้อของแต่งบ้านรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ หรือห้องพักขนาดเล็ก ก็มีสินค้าให้เลือกมากมาย พร้อมของขวัญถูกใจทุกไลฟ์สไตล์ รวมมากกว่า 10,000 ชิ้น พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 10-16 ธันวาคม 2563 เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระรามเก้า ระหว่างวันที่ 22-28 ธันวาคม 2563 และเซ็นทรัล วิลเลจ ระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ถึง 3 มกราคม 2564

ช้อปของแต่งบ้านแล้ว ก็มาสนุกกันได้กับการสร้างบรรยากาศเพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข เริ่มตั้งแต่หน้าประตูบ้านไปถึงในห้องนอน หรือจะจัดแค่บางมุมของบ้าน ก็ทำได้หลายหลากไอเดีย

1 แขวนพวงมาลัย (Christmas Wreath) ไว้ที่หน้าประตูบ้าน จุดแรกก่อนก้าวเข้าบ้าน ก็ได้รับพลังชีวิตจากใบไม้สีเขียว และความรื่นเริงใจจากโบสีแดงที่ร้อยเรียงไปตามวงกลมของพวงมาลัย

2 ต้นคริสต์มาส (Christmas Tree) ถือว่าเป็นพระเอกของเทศกาลนี้ จะตั้งตรงไหนก็เรียกบรรยากาศมาเต็มๆ เพียงแค่ตั้งตระหง่านไว้กลางบ้าน ล้อมรอบด้วยกองของขวัญละลานตา หรืออาจลองเปลี่ยนไอเดียมาใช้ต้นเล็กๆ ตั้งไว้ข้างโซฟา ไม่เกะกะพื้นที่เหมาะกับห้องพักในคอนโด ประดับด้วยไฟแสงสีส้มก็ดูอบอุ่นดีเหมือนกัน

3 บิ้วให้เด็กๆ ตื่นเต้น ด้วยการแขวนถุงเท้าคริสต์มาส และกล่องของขวัญตามจุดต่างๆ ไว้ให้ลุ้นกัน

4 แขวน Christmas Snowflake ดาววิบวับ ไฟประดับ และเทียนไว้ที่ริมหน้าต่างอย่าให้ว่าง

5 เปลี่ยนผ้าปูโต๊ะเป็นโทนสีคริสต์มาส (เขียว แดง ขาว ทอง) วางเชิงเทียนกลางโต๊ะ ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้โรแมนติกไปอีกแบบ

6 ลองย้ายของประดับเล็กๆ เช่น ต้นฮอลลี่ ลูกสนแห้ง ลูกบอลประดับ ระฆัง และดาว จากต้นคริสต์มาส ลงมากองตามมุมต่างๆ ของบ้าน เช่น ริมหน้าต่าง โต๊ะกินข้าว โต๊ะข้างหัวเตียง เท่านี้ก็สร้างรอยยิ้มแห่งความสุขในช่วงเวลานี้ได้เหมือนกัน

7 เพิ่มความสดใสให้กับโต๊ะอาหาร ด้วยถ้วยใส่ขนมหวาน เช่น มาร์ชเมลโล่ และอมยิ้ม

8 จัดขวดโหลในธีมคริสต์มาส ย่อส่วนต้นคริสต์มาส และตัวประดับต่างๆ มาจัดเรียงในขวดโหล แล้วนำไปตกแต่งตามมุมต่างๆ ของห้อง ก็ดูน่ารักและมีชีวิตชีวามากมาย

9 กวางเรนเดียร์ อีกสัญลักษณ์ที่สำคัญประจำเทศกาล จบเทศกาลแล้ว ก็ยังวางไว้ให้น่ารักน่าชมได้อยู่

10 มู้ดปารตี้ของจริง คอสตูมแบบอากาศหนาวๆ ต้องจัดเต็ม ทั้งหมวก ถุงมือ ผ้าพันคอ ลายคริสต์มาส

ถ้าอยากได้ไอเดียเพิ่มเติม ต้องมาเลือกชมในงาน GIFTMAS ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว (10-16 ธ.ค. 63) เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระรามเก้า (22-28 ธ.ค. 63) และเซ็นทรัล วิลเลจ (4 ธ.ค. 63 ถึง 3 ม.ค. 64 ทุกศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

แล้วพบกับกิจกรรมที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษมากมายภายในงาน อาทิ “DIY Gift wrapping” ตกแต่งกล่องของขวัญ ตามสไตล์คุณ และ “Creative gift workshop” ใส่ความเป็นคุณหรือความเป็นผู้รับ ในกระถางคอนกรีตดีไซน์ เพื่อครีเอทของขวัญชิ้นเดียวในโลก

Portrait of Pioneer สืบทอดจิตวิญญาณนักบุกเบิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Portrait of Pioneer สืบทอดจิตวิญญาณนักบุกเบิก – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 09:20 น.Portrait of Pioneer สืบทอดจิตวิญญาณนักบุกเบิกมาริโอ้ เมาเร่อ นำทัพคนดังถ่ายทอดมุมมองจิตวิญญาณนักบุกเบิก ผ่านนาฬิการุ่นใหม่จากลองจินส์

ลองจินส์ (Longines) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวแคมเปญ Portrait of Pioneer สืบทอดจิตวิญญาณนักบุกเบิก ชวนเหล่าคนดังในแวดวงบันเทิง นำโดย นักแสดงหนุ่มมากฝีมือ มาริโอ้ เมาเร่อ เฟรนด์ออฟลองจินส์ ประเทศไทย ร่วมด้วย โต้ง – พิทวัส พฤกษกิจ (วง SouthSide) แร็ปเปอร์ชื่อดัง, กลัฟ – คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ ดารารุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง และ นท พนายางกูร นักร้องสาวผู้มีสไตล์เป็นของตัวเอง มาร่วมปลุกจิตวิญญาณนักบุกเบิกไปกับนาฬิกาคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด Longines Spirit (ลองจินส์ สปิริต) เพื่อเป็นการสดุดีแด่นักบินและนักสำรวจแห่งประวัติศาสตร์ที่เคยได้มอบความไว้วางใจและฝากชีวิตของพวกเขาไว้กับลองจินส์ในอดีต

เหล่าคนดังต่างมีความโดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน และได้ถ่ายทอดมุมมองแห่งการเป็นนักบุกเบิกยุคปัจจุบันในแบบฉบับของตนเอง พร้อมด้วยนาฬิกาคอลเลกชั่น Longines Spirit ในหลากหลายโมเดลที่เหมาะกับบุคลิกของแต่ละคน เริ่มจากหนุ่มโอ้ ที่มาในลุคไบเกอร์มาดเซอร์ด้วยเดนิมทั้งตัว ทำให้ดูแปลกตาแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และโดดเด่นด้วยนาฬิกา Longines Spirit Chronograph ตามด้วย โต้ง-พิทวัส หรือโต้ง ทูพี ที่งานนี้สวมแจ๊กเก็ตสีขาวพร้อมหมวกบีนนี่ เพื่อให้เข้ากับนาฬิกา Longines Spirit Chronograph หน้าปัดสีเงินที่สวมใส่ ส่วนกลัฟ-คณาวุฒิ นักแสดงหนุ่มที่กำลังมาแรงในขณะนี้มาในลุคสบายๆ ด้วยแจ๊กเก็ตลายตาราง พร้อมเชิ้ตและกางเกงสีเบจที่เข้ากันกับสายนาฬิกาหนังสีน้ำตาล และสุดท้ายนักร้องสาว นท พนายางกูร มาพร้อมลุคท้าลมหนาวปลายปี โดดเด่นด้วยนาฬิกาหน้าปัดขนาดโอเวอร์ไซส์ที่เข้ากับลุคการแต่งกายได้เป็นอย่างดี

สำหรับนาฬิกาคอลเลกชั่น Longines Spirit ใหม่ล่าสุดนี้เป็นการผสมผสานองค์ประกอบดั้งเดิมของนาฬิกาของนักบินเข้ากับเส้นสายงานดีไซน์แนวร่วมสมัย ภายในตัวเรือนบรรจุกลไกไขลานอัตโนมัติพิเศษ (L888.4 และ L688.4) พร้อม Silicon Hairspring ที่ช่วยการันตีในเรื่องของความแม่นยำถึงขีดสุด และยังได้รับมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับ “โครโนมิเตอร์” โดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงของนาฬิกาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Official Swiss Chronometer Testing Institute หรือ COSC) ตกแต่งด้วยกระจกหน้าปัดคริสตัลแซปไฟร์พร้อมเคลือบสารกันสะท้อนหลายชั้นทั้งด้านในและด้านนอก เม็ดมะยมแบบ Screw-in และประกอบฝาหลังตัวเรือนด้วยสกรู 6 ตัวเพื่อความปลอดภัย

Longines Spirit มีให้เลือกสรรด้วยกันหลากหลายโมเดล ทั้งแบบสามเข็มนาฬิกาบอกวันที่ รวมถึงตัวเรือนหลายขนาด (40 มม. และ 42 มม.) และกลไกโครโนกราฟ (ตัวเรือนขนาด 42 มม.) ส่วนทางด้านหน้าปัดนาฬิกา สามารถเลือกได้ทั้งหน้าปัดสีดำแมตต์, หน้าปัดเกรนซิลเวอร์ หรือหน้าปัดสีน้ำเงินซันเรย์ โดยที่ทั้งหมดจะสลักรูปดาว 5 ดวง ที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความแม่นยำของกลไกนาฬิกา เสริมความสง่างามด้วยสายรัดข้อมือสตีลหรือสายหนังในสีน้ำตาลเข้ม, สีน้ำตาลอ่อน หรือสีน้ำเงิน

เป็นเจ้าของ Longines Spirit ในราคาเริ่มต้น 78,000 บาท และ Longines Spirit Chronograph ในราคาเริ่มต้น 131,100 บาท ได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือทางออนไลน์ที่ Longines Official Store @Lazada สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.longines.co.th และ http://www.facebook.com/LonginesTH และ Line official: @Longines_th

แว่นสายตาที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่มีกรอบสวย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แว่นสายตาที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่มีกรอบสวย – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 10:24 น.แว่นสายตาที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่มีกรอบสวยOCCURA : Hidden Gem สายแว่น ที่ให้ได้มากกว่าคำว่า…กรอบสวย

ถ้าพูดถึงแบรนด์ร้านแว่นตาที่กำลังมาแรงในหมวดหมู่ศูนย์รวมแว่นตาและเลนส์เฉพาะบุคคลแบบครบวงจร เชื่อว่าชื่อของ โอคูระ (OCCURA) ร้านแว่นตาสุดคราฟท์ คงจะเป็นอีกชื่อที่อยู่ในท็อปลิสต์ของใครหลายคนไปแล้ว โอคูระ กลายเป็น Hidden Gem สายแว่นแห่งใหม่ที่สามารถเข้าไปชิงพื้นที่ในใจของคนใส่(รัก)แว่น และเหล่าเซเลบบริตี้ได้อย่าง(ไม่น่า)ประหลาดใจ

เหมือนเปิดประตู… สู่อีกพรมแดน

คอนเซ็ปต์ที่ไม่ธรรมดาบนผนังสีขาวเรียบๆ “When Vision And Art Combine” ถูกเขียนไว้ทักทายลูกค้าตั้งแต่ทางเข้า พื้นที่ส่วนในสุดที่เสมือนเป็น “หัวใจ” ของร้าน ถูกแบ่งออกเป็น โชว์รูมแว่นตา และอีกสองห้องสำคัญสำหรับการวัดสายตา ขณะที่บาร์น้ำ อีกหนึ่งสีสันที่หาไม่ได้จากร้านแว่นตาร้านอื่น นี่คือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่เจ้าของร้านใส่ใจและตั้งใจจะมอบให้ลูกค้าทุกคนตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้าร้าน

ดูแลดวงตาทุกคู่ด้วยความเข้าใจและเทคโนโลยีสูงสุด

กันต์-ธนัฐณ์ วิทย์ภิรมย์ ผู้ก่อตั้งร้านแว่นตาโอคูระ (OCCURA) ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงอดีตนักการเงิน ที่พบว่าตัวเองมีแพชชั่นเรื่องงานบริการ เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของชื่อร้านว่า “Ocular แปลว่า สายตา ส่วนคำว่า Cura นั้นเป็นภาษาละตินที่แปลว่า การดูแล แนวคิดหลักในการทำธุรกิจร้านแว่นของ OCCURA คือ เราต้องการเป็นผู้หาโซลูชันที่ดีที่สุดให้ผู้สวมใส่แว่นทุกคน หัวใจของ OCCURA จึงเป็นความพิถีพิถันและคุณภาพในการให้บริการและเทคโนโลยีที่ครบครันที่เรานำมาใช้ โดยลูกค้าทุกคนจะได้รับการดูแลและคำแนะนำอย่างเป็นส่วนตัวจากนักทัศนมาตรหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตาและระบบการมองเห็นโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่การซักถามประวัติในเบื้องต้น รวมไปถึงไลฟสไตล์ของลูกค้าเอง เพราะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ล้วนแต่สำคัญและส่งผลต่อการมองเห็นทั้งสิ้น”

เครื่อง Wave Analyzer Medica ถูกตั้งประจำที่อยู่ภายในห้องตรวจวัดสายตาห้องแรก ซึ่งในขั้นตอนนี้จะสามารถตรวจหาค่าสายตาได้อย่างแม่นยำและบอกถึงสุขภาพตาเบื้องต้นได้ เช่น ความเสี่ยงของอาการต้อหิน อาการแพ้แสง ความผิดปกติของกระจกตา เป็นต้น

“หลังจากลูกค้าใช้เวลาในห้องตรวจสายตาเบื้องต้นประมาณ 10-15 นาที ถัดมาจะเป็นขั้นตอนการตรวจวัดสายตาและสุขภาพตาอย่างละเอียดโดยเครื่อง Digital Phoropter ภายในห้องตรวจสายตาขนาด 6 เมตร ที่มีระบบควบคุมแสงสว่าง ซึ่งลูกค้าหลายคน เมื่อเห็นความยาวของห้อง จะรู้สึกประหลาดใจ เพราะมักจะไม่ค่อยได้เห็นความยาวของห้องวัดสายตาที่มีความยาวมากเท่านี้มาก่อน ซึ่งเราตั้งใจออกแบบให้ห้องตรวจวัดสายตานี้มีความยาวถึง 6 เมตร (20 ฟุต) เพราะเป็นระยะระหว่างหน้าจอและที่นั่งทดสอบตามมาตรฐานสากล เป็นระยะที่กล้ามเนื้อตาผ่อนคลายได้ดีที่สุด เมื่อทราบถึงค่าสายตาแล้ว ลูกค้าจะได้รับการแนะนำเลนส์ผ่าน Interactive iPad Catalog และลูกค้าจะได้ทดลองรับประสบการณ์การมองเห็นผ่านระบบ Lens Simulator บน iPad ที่ให้วิสัยทัศน์และมุมมองของภาพเสมือนจริงของเลนส์นั้นๆ ก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อ ขั้นตอนสุดท้ายคือ ฟิตติ้ง หรือการวางตำแหน่งเลนส์ให้เข้ากับกรอบแว่น สรีระ และพฤติกรรมการใส่แว่น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโจทย์ของลูกค้าได้รับการแก้ไขและสะดวกต่อการใช้งาน ไม่ต้องขยับแว่นตลอดเวลาให้เสียบุคลิกภาพภายหลัง” กันต์ กล่าวเสริมถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีสำคัญที่นำมาใช้ในทุกขั้นตอนตลอดการให้บริการ

Hidden Gem กับประสบการณ์การตัดแว่นเฉพาะบุคคล

OCCURA ร้านแว่นตกแต่งโทนสีขาว สไตล์มินิมอล ที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 23 ในอาคารว่องวานิชคอมเพล็กซ์ บนถนนพระราม 9 ที่แม้ว่าจะเป็นแบรนด์น้องใหม่ และเปิดตัวหน้าร้านมาได้เพียง 3 ปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า OCCURA จะเป็นน้องใหม่ในวงการแว่น เพราะความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำ ถูกสั่งสมและถ่ายทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อของเจ้าของร้าน

“ผมซึมซับและคลุกคลีกับธุรกิจแว่นตามาตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวเคยทำธุรกิจขายส่งแว่นตา และเป็นผู้นำเข้าแบรนด์แว่นตาจากต่างประเทศมากว่า 30 ปี ทำให้เรารู้ถึงอินไซต์ความต้องการของลูกค้า และ pain point ของพวกเขา หลังจากเข้ามารับช่วงต่อ จึงมีความคิดที่จะต่อยอดธุรกิจด้วยการมีหน้าร้านเป็นของตนเอง เพราะอยากสร้างอีกช่องทางที่เราสามารถดูแลผู้ใส่แว่นทุกคนได้โดยตรง จนครบจบกระบวนการ” กันต์ ทายาทรุ่นสองและเจ้าของร้านที่ปัจจุบันกำลังมุ่งมั่นเรียนวิชาทัศนมาตร เพื่อให้เข้าใจศาสตร์อีกแขนงที่มีส่วนสำคัญสำหรับการวัดสายตาและประกอบแว่น กล่าว

“ลูกค้าในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ Customized Experience มากๆ เพราะดวงตาของเขามีเพียงคู่เดียว การตัดแว่นสำหรับพวกเขาจึงเป็นเสมือนการลงทุน สิ่งที่ OCCURA ตั้งใจจะมอบให้ลูกค้า คือ ประสบการณ์การมองเห็นที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา ในขณะเดียวกัน คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้หรือการหมั่นอัพเดทสินค้าและการให้บริการที่ร้าน ก็เป็นศาสตร์อีกแขนงที่ขาดไม่ได้ อย่าง Bespoke Seemax lenses จาก Nikon Lenswear ที่เป็น custom-made lens เลนส์ตัวเลือกที่ให้ความแม่นยำและเฉพาะบุคคลสูงสุด โดยค่าสายตาทุกคู่จะถูกส่งไปคำนวนและผลิตด้วยเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ที่ประเทศญี่ปุ่น หรือเทคโนโลยีล่าสุด Light Purifier Technology ใน Nikon Pure Blue UV เพื่อการปกป้องดวงตาจาก UV ที่ให้การปกป้องสูงสุดที่ ESPF 35 (Eye Sun Protection Factor) และช่วยตัดแสงสีน้ำเงินได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์ต่อไลฟสไตล์ของคนยุคใหม่ที่มักจะจดจ่ออยู่กับหน้าจอ” กันต์ เจ้าของร้านผู้ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาตนเอง สินค้าและบริการ กล่าวทิ้งท้าย

OCCURA เชื่อว่า แว่นสายตาที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่มีกรอบสวย แต่ต้องสามารถแก้โจทย์ให้ลูกค้าได้ และอีกหนึ่งความพิเศษของ OCCURA ที่สามารถหาเลนส์และกรอบแว่นตาที่ตอบโจทย์ความต้องการทางสายตาที่หลากหลาย โครงหน้า และไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ได้อย่างลงตัว สำหรับสายแว่นหรือใครที่เริ่มมองหาแว่นคู่ใจ (คู่ตา) สามารถโทรสอบถามรายละเอียด และ นัดหมายเข้าไปใช้บริการได้ที่ ร้านโอคูระ (OCCURA) โทร T : 02-645-0192 M : 081-611-6823 หรือ Line : @occura

ไลฟ์สไตล์สุดหรูคู่วิถีสีเขียว ความหรูหราที่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไลฟ์สไตล์สุดหรูคู่วิถีสีเขียว ความหรูหราที่ยั่งยืน – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 09:05 น.ไลฟ์สไตล์สุดหรูคู่วิถีสีเขียว ความหรูหราที่ยั่งยืน“เมธธีค” จับมือ “กริโฟล เดกลารา” เผยวิถีใหม่แห่งความหรูหราที่ยั่งยืน

ผสานไลฟ์สไตล์สุดหรูคู่วิถีสีเขียวได้อย่างลงตัว เมื่อ เมธธีค (Mettique) แบรนด์เครื่องหนังซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ จัดงานไวน์เทสติ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟต้อนรับเหล่าบรรดาเซเลบริตี้ระดับเอลิสต์ของเมืองไทยให้ได้ลิ้มรสนุ่มละมุนของ กริโฟล เดกลารา (Grifoll Declara) สุดยอดไวน์ออร์แกนิคจากประเทศสเปน ถึง 6 รุ่นพิเศษ ณ เมธธีค แฟล็กชิฟสโตร์ ศูนย์การค้าเกษร วิลเลจ 

เมธธีค เป็นแบรนด์เครื่องหนังไฮคลาสสัญชาติไทยที่ได้รับการกล่าวขวัญชื่นชมอย่างล้นหลามในวงการดีไซเนอร์ระดับโลกอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มเปิดตัวแบรนด์ในปี 2012 ด้วยเอกลักษณ์ประณีตศิลป์แห่งงานฝีมือของช่างระดับคราฟต์แมนชิพที่คร่ำหวอดในวงการเครื่องหนังมากว่า 30 ปี ผนวกกับความพิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกหนังแท้คุณภาพดีที่สุดจากแหล่งผลิตหนังระดับโลกมาผลิตเป็นชิ้นงานเท่านั้น ภายใต้การควบคุมงานดีไซน์สุดเฉี่ยวล้ำของ คุณเมธ เฮ้งตระกูล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ที่ได้บ่มเพาะความรักและความหลงใหลในเครื่องหนังมาตั้งแต่เยาว์วัย ถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะเครื่องหนังชั้นสูงอันล้ำค่า เอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว

นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้กันดีในกลุ่มลูกค้าและแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ เมธธีค ถึงความตั้งใจของคุณเมธ ตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างแบรนด์ ที่ยึดมั่นพันธกิจในการรังสรรค์ผลงานเครื่องหนังสุดหรูที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเมธธีค ได้เลือกใช้โรงฟอกหนังชื่อดังในประเทศอิตาลี แหล่งเดียวกับที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง วาเลนติโน, ดิออร์ และบริคส์ เลือกใช้

โดยโรงฟอกหนังแห่งนี้ มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคนิคการย้อมฝาดที่เรียกว่า Italian Vacchetta Vegetable Tanning ซึ่งเป็นเทคนิคการฟอกหนังชั้นสูงของอิตาลีที่มีขั้นตอนสลับซับซ้อนแต่ละเอียดละออ โดยจะใช้สารสกัดแทนนินจากเปลือกไม้ธรรมชาติ อาทิ จาก ต้น Castagno และ Quebracho ซึ่งเป็นแทนนินธรรมชาติตัวเดียวกันกับที่พบได้ในไวน์ออร์แกนิคชื่อดังระดับโลกมาทำการฟอกหนัง เพื่อให้สามารถคงเสน่ห์และเอกลัษณ์ของลวดลายตามธรรมชาติของหนังให้ได้มากที่สุด ไม่มีสารเคมีเจือปน เครื่องหนังที่ฟอกด้วยแทนนินธรรมชาติจึงดูสวยงามยิ่งขึ้น เนื่องจากน้ำมันที่อยู่ในหนังไม่ได้ถูกทำลาย ทำให้เครื่องหนังยิ่งเงางามมากยิ่งขึ้นเมื่อกาลเวลาผ่านไป 

และด้วยแนวความคิดที่สอดคล้องกันถึงการใช้สารสกัดธรรมชาติที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม “เมธธีค” ได้จับมือกับ “กริโฟล เดกลารา” ไวน์เนอรี่ชื่อดังจากประเทศสเปน เปิดตัวไวน์ออร์แกนิค 6 รุ่นพิเศษที่บ่มด้วยสารสกัดแทนนินธรรมชาติ สูตรลับระดับตำนานที่ช่วยเพิ่มรสสัมผัสให้แขกผู้มีเกียรติได้ลิ้มลองความพิเศษนี้ โดยภายในงานได้รับเกียรติจากบรรดาแขกผู้มีเกียรติในวงสังคม อาทิ ,ปนิษฐา บุรี ,อรุยา พุทธินันทน์ , สิดารัศมิ์ พุทธินันทน์, จักษวัชร์ อรรถสกุลชัย กัน เปล่งพานิช เฟิม หงสนันท์ มาลิ้มรสนุ่มละมุนร่วมกัน

การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุกเพื่อความยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุกเพื่อความยั่งยืน – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 07:02 น.การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุกเพื่อความยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ท่านสงสัยไหมว่า ทำไมคนเราไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ ทำไมคนเราจึงรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้แตกต่างกัน และผลของมันก็ต่างกันด้วย แม้ในสถานการณ์เดียวกัน ทำไมบางคนรับมือกับปัญหาได้แค่ระดับหนึ่งแล้วก็ถอย แต่ทำไมบางคนจึงสามารถยืนหยัดรับมือกับมันและสร้างความยั่งยืนได้ คนเราต่างกันที่ไหน คุณสมบัตินี้ย่อมมีความหมายต่อความยั่งยืนขององค์กร

สังคมโลกทุกวันนี้ไม่แน่นอน ผันผวน การดำเนินธุรกิจมีความสลับซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีไปไกลอย่างก้าวกระโดด หากยังยึดติดอยู่กับรูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ จะไม่รอด องค์กรจะอยู่รอดได้ต้องปรับตัว แต่จะปรับอย่างไรให้ยั่งยืน ใครปรับไม่ทันต้องถูกทิ้ง

ในการปรับตัวนั้น โดยความหมายที่แท้จริงแล้วคือ การพัฒนาศักยภาพ แล้วศักยภาพอะไร แบบไหนที่จะเป็นตัวตัดสินที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน

หนึ่งในคุณสมบัติดังกล่าวที่เป็นศักยภาพพื้นฐานและสำคัญที่สุดคือ การนำตนเอง (Self-directed) การนำตนเองคือ ความสามารถในการบริหารจัดการตนเอง การกำกับควบคุมตนเองได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์นั้นๆ คุณสมบัตินี้จะเป็นจริงได้ บุคคลต้องเข้าใจว่าชีวิตเต็มไปด้วยความท้าทาย การจะรับมือกับความท้าทายได้นั้น ตนต้องตระหนักรู้ถึงสถานการณ์ตามความเป็นจริง ต้องเข้าใจว่าทุกปัญหามีทางออก และทางออกนั้นมิได้มีทางเลือกเดียว มันมีหลายทางเลือก และไม่ว่าตนได้ตัดสินใจอะไรลงไป ต้องตระหนักว่าตนเป็นผู้เลือกเอง

เมื่อพูดถึงการเลือก โดยความหมายที่แท้แล้ว มันก็คือความสามารถในการเลือกตอบสนอง เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเข้ามากระทบ หากเราเลือกได้ นั่นแสดงว่าเรามีอำนาจ อำนาจดังกล่าวก็คือศักยภาพนั่นเอง อำนาจดังกล่าวเป็นของตนเอง ศักยภาพจึงเป็นเรื่องที่เรากำหนดได้เองทั้งสิ้น ถ้าเรากำหนดได้ นั่นคือ เราสามารถนำตนเองได้ หากเรานำตนเองได้ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเข้ามา เราก็สามารถรับมือกับมันได้

การจะนำตนเองได้นั้นต้องเกิดจากการปรับเปลี่ยนมุมมอง หรือ Mindset ที่มีต่อตนเองและโลกภายนอก เพราะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ ต้องมาจากการปรับมุมมองของตนเองทั้งสิ้น ทั้งนี้ กรอบความคิด หรือ Mindset เป็นของตนเอง ตนจึงสามารถควบคุมตนเองได้ เมื่อตนสามารถคุมได้ จึงรู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร ความสามารถในการเลือกตอบสนองนี่เองคือ การนำตนเอง เมื่อบุคคลนำตนเองได้ จึงสามารถเลือกที่จะเล่นเชิงรุกหรือรับได้ยังเหมาะสม แล้วเราจะพัฒนาคุณสมบัติดังกล่าวนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสร้างการนำตนเอง เล่นเชิงรุกได้

ขอเชิญท่านพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ หากท่านมีส้มผลนึงวางอยู่บนโต๊ะทานข้าวที่บ้าน มันเปรียบได้กับการได้ผลลัพธ์บางอย่างเพื่อเติมเต็มเข้ามาในชีวิต เมื่อเทียบกับภูเขาน้ำแข็ง ผลลัพธ์ที่ว่านี้คืออยู่ส่วนบนสุดของยอดภูเขา

แล้วส้มผลนี้มาวางอยู่บนโต๊ะทานข้าวได้อย่างไร มันลอยมาเองไม่ได้ ท่านต้องไปซื้อมา อาการที่ไปซื้อมานั้นคือ การกระทำ ซึ่งก็ประจักษ์อีก มันจึงอยู่เหนือน้ำ นั่นหมายความว่า ผลลัพธ์ (ได้ส้ม) ย่อมเป็นไปตามการกระทำ (ซื้อส้ม) และเราก็ตัดสินว่าใครจะมีศักยภาพสูงเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำนี้

เมื่อถามต่อว่า แล้วทำไมท่านถึงไปซื้อส้ม มันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าท่านอยากทานส้ม สภาวะของการอยากทานส้มนี้ มันมองไม่เห็น มันจึงอยู่ภายในตัว มันเป็นความอยาก มันเป็นแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน กินความรวมถึงทัศนคติ ค่านิยม และความเชื่อว่า ส้มดี มีประโยชน์

ถึงจุดนี้จะเห็นได้ว่าผลส้มลอยมาเองไม่ได้ เราต้องไปซื้อ และเราไม่ซื้อ ถ้าไม่อยาก นั่นหมายความว่า จะต้องมีความอยากทานส้มก่อน ถึงจะไปซื้อส้ม แล้วท่านคิดว่าอะไรทำให้ท่านอยากทานส้ม อะไรทำให้คนเรามีแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งใดๆ ก็ตาม

จากหลักการที่ว่าใดๆ ในโลกนี้เกิดขึ้นสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในใจเป็นการสร้างทางจิต ครั้งที่สองเป็นการลงมือทำเสมอ การสร้างทางจิตที่ว่านี้มันก็คือ จินตนาการหรือภาพ ในกรณีนี้ก็คือ มีภาพของผลส้มได้ปรากฏขึ้นในใจแล้ว มันเป็นการสร้างครั้งที่หนึ่ง ภาพดังกล่าวจึงทำให้เราอยากทานส้ม แล้วไปซื้อส้ม จึงได้ส้มมาวางบนโต๊ะ

ภาพดังกล่าวนี้เรียกอีกอย่างว่า กรอบความคิด บางคนเรียก กระบวนทัศน์ แล้วก็มีความหมายเดียวกับคำว่า วิสัยทัศน์ วัยรุ่นชอบเรียก มโน แต่เราเรียกกันทั่วไปว่า Mindset

มันมาถึงข้อสรุปที่สำคัญว่า ภาพหรือจินตนาการสร้างแรงบันดาลใจ ขับเคลื่อนศักยภาพภายในให้ฝันเป็นจริง แล้วธรรมชาติของกรอบความคิดคืออะไร

เราลองพิจารณาอีกตัวอย่าง นักกอล์ฟที่อยู่บนกรีน เวลาพัตต์ลูกกอล์ฟ ทำไมนักกอล์ฟจะต้องถอยหลังมาก้าวนึง แล้วตีอากาศก่อนที่จะเข้าไปพัตต์ลูกจริง ทำไมนักเทนนิสก่อนจะเสริ์ฟ ต้องเคาะลูกกับพื้นเสมอ ทำไมนักสนุกเกอร์ก่อนจะปล่อยไม้ เขาจะต้องสาวไม้คิวสองสามครั้ง

แล้วไม่ว่ากิจกรรมใดๆ ก็ตาม ก่อนที่ท่านจะลงมือทำอะไร ท่านต้องใช้เวลาเล็กน้อย เตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความมั่นใจ ก่อนลงมือทำจริงทุกครั้ง ในขณะนั้น นักกีฬาเหล่านี้เขาทำอะไรอยู่

คำตอบคือ เขากำลังวาดภาพ ซึ่งเป็นภาพของความสำเร็จ หรือเป้าหมายที่เห็นลูกกอล์ฟลงหลุมกอล์ฟ เห็นลูกเทนนิสลงตรงตำแหน่งที่ต้องการ เห็นลูกสนุ๊กชนลูกที่ต้องการเพื่อให้ลงหลุมและอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเพื่อกินลูกถัดไป ภาพความสำเร็จดังกล่าวนี้เองสร้างแรงบันดาลใจ ความเชื่อมั่น จากนั้นจึงลงมือทำจริง

ภาพดังกล่าวเป็นของตนเอง ตนเป็นผู้กำหนดได้เอง ดังนั้น แรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น จึงเป็นเรื่องที่ตนกำหนดได้เองทั้งสิ้น นั่นคือ ตนเลือกได้ว่าจะทำอะไรอย่างไร ซึ่งหากตนเลือกได้ นั่นคือ ตนสามารถนำตนเองได้ เมื่อนำตนเองได้ จึงเลือกได้ว่าจะตอบสนองอย่างไร เมื่อมีความท้าทายผ่านเข้ามาในชีวิต

กรอบความคิดจึงเป็นแหล่งที่มาของศักยภาพทั้งปวง กรอบความคิดจึงเป็นฐานรากของชีวิตกรอบความคิดเปลี่ยนได้ ศักยภาพจึงพัฒนาได้ กรอบความคิดเป็นของตนเอง ศักยภาพจะเป็นเรื่องที่ตนกำหนดได้เองทั้งสิ้น หากตนกำหนดได้ นั่นแสดงว่าชีวิตเป็นอะไรที่ตนเลือกได้ หากตนเลือกได้ ก็นำตนเองได้ หากนำตนเองได้ ก็สามารถเล่นเชิงรุกได้ หากเล่นเชิงรุกได้ ทุกอย่างก็มีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น หากยังไม่ถึงฝั่ง ก็เปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ ทำใหม่ เพราะความพลาดพลั้งที่ผ่านมาล้วนเป็นกระบวนการเรียนรู้ทั้งสิ้น มิใช่ความผิด

ในยุคที่โลกมีความผันผวนสูง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความท้าทายต่างประดังเข้ามาทุกทิศทางอย่างสลับซับซ้อน ในการตั้งรับต้องใช้ศักยภาพ ศักยภาพที่สำคัญและเป็นพื้นฐานที่สุดคือ ความสามารถในการนำตนเองอันสะท้อนมาจากการเปลี่ยนกรอบความคิดหรือ Mindset ของตนเองนั่นคือ ตนเท่านั้นที่สามารถกำหนดอนาคตและทิศทางของตนเองและองค์กรได้ เพื่อนำไปสู่ความสมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน หากองค์กรใดยังยึดติดอยู่กับรูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ จะไม่รอด เพราะเป็นที่ประจักษ์ว่า ใครก็ตามที่ไม่สามารถปรับตัวเพื่อสร้างการนำตนเองได้ ต้องถูกทิ้ง

The 1 Exclusive ยกระดับสิทธิพิเศษตอบทุกมิติไลฟ์สไตล์ผ่าน Digital Experience #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

The 1 Exclusive ยกระดับสิทธิพิเศษตอบทุกมิติไลฟ์สไตล์ผ่าน Digital Experience – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 08:42 น.The 1 Exclusive ยกระดับสิทธิพิเศษตอบทุกมิติไลฟ์สไตล์ผ่าน Digital Experienceเปิดตัว ‘The 1 Exclusive’ อย่างเป็นทางการ Digital Loyalty Program สำหรับลูกค้า Top Spender ของกลุ่มเซ็นทรัล ยกระดับสิทธิพิเศษตอบทุกมิติไลฟ์สไตล์ผ่าน Digital Experience รวมครบจบที่เดียวบนแอป The 1

The 1 (เดอะ วัน) ผู้นำดิจิทัลไลฟ์สไตล์และลอยัลตี้แพลตฟอร์มอันดับ 1 ของไทย ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลังธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลและเครือพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 100 แบรนด์ จัดงานเปิดตัว ‘The 1 Exclusive’ โปรแกรมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกคนพิเศษอย่างเป็นทางการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Into The World of Exclusive’ จำลองโลกแห่งความพิเศษของไลฟ์สไตล์หลายรูปแบบและเทคโนโลยีดิจิตอลที่มาบรรจบกัน นำเสนอผ่านนิทรรศการในรูปแบบดิจิตอลอาร์ต สะท้อนรูปแบบไลฟ์สไตล์หลากมิติในโลกยุคดิจิตอล โดยมี เหล่าเซเลบริตี้คนดังซึ่งเป็นสมาชิก The 1 Exclusive ตัวจริง อาทิ มิว นิษฐา-ธราภุช คูหาเปรมกิจ, วสุวัส คูหาเปรมกิจ, อรณิชา กรินชัย, พล ตัณฑเสถียร, วิสาขา-วฤธ หงสนันทน์, เจย์-จริยดี สเปนเซอร์, ฉัตรเบญจา นันทาภิวัฒน์, กฤษฏิ์ จิระเกียรติวัฒนา และทัตวร สุกัณศีล ร่วมสัมผัสและแชร์ประสบการณ์เอ็กซคลูซีฟภายในงาน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ดร.ธรรม์ จิราธิวัฒน์ President – The 1 กล่าวว่า “การสร้างประสบการณ์และมอบสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดเป็นหัวใจหลักของ The 1  จากข้อมูลฐานลูกค้าของเรา พบว่ามีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่มีลอยัลตี้สูงและเป็นลูกค้ากลุ่ม Top Spender โดยมียอดใช้จ่ายผ่านร้านค้าในกลุ่มเซ็นทรัลและพันธมิตรรวมมากกว่า 250,000 บาทต่อรายต่อปี The 1 จึงได้พัฒนาลอยัลตี้ โปรแกรม ‘The 1 Exclusive’ เพื่อเพิ่มระดับการดูแลสมาชิกกลุ่มนี้ให้ดียิ่งขึ้น และเป็นการขอบคุณลูกค้าคนสำคัญ โดยมอบประสบการณ์เอ็กซคลูซีฟ และสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดจากร้านค้าในกลุ่มเซ็นทรัลและเครือพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศกว่า 100 แบรนด์”

สำหรับความพิเศษที่สมาชิก The 1 Exclusive จะได้รับ ประกอบด้วย สิทธิพิเศษ  อาทิ คะแนน The 1 ไม่มีวันหมดอายุ ส่วนลดราคาจากกลุ่มเซ็นทรัลและพันธมิตรมากมายกว่า 100 แบรนด์ และสิทธิการร่วมกิจกรรมก่อนใคร บริการพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถพิเศษ ช่องจ่ายเงินพิเศษ สิทธิ์ในการใช้เลานจ์ และบริการ Personal Assistant ฯลฯ รีวอร์ดพิเศษ  ไม่ว่าจะเป็น Birthday Surprises หรือ Only-You Rewards และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถูกรวบรวมและนำเสนอในรูปแบบ Digital Experience เชื่อมต่อประสบการณ์ทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ บน The 1 Application ที่แสดงผลแบบ 1 on 1 Personalization ออกแบบประสบการณ์ต่างๆ ให้พิเศษเฉพาะแต่ละบุคคลและแตกต่างจากสมาชิกทั่วไป

ภายในงานเปิดตัว ได้ถ่ายทอดความพิเศษของ The 1 Exclusive ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Into The World of Exclusive’ นำเสนอไลฟ์สไตล์หลายรูปแบบและเทคโนโลยีดิจิตอลที่มาบรรจบกัน ผ่านนิทรรศการดิจิตอลอาร์ต เพื่อจำลองประสบการณ์เอ็กซคลูซีฟทั้ง 4 โซน ได้แก่

Zone 1 : Into The World Of Exclusive Tunnel อุโมงค์ Projection Mapping ที่เปิดประตูต้อนรับผู้ร่วมงานเข้าสู่โลกของ The 1 Exclusive โดยฉายแสงสีภาพไลฟ์สไตล์และสิทธิพิเศษของ The 1 Exclusive ภายในอุโมงค์ก่อนเข้าสู่โซนถัดไป

Zone  2 : Exclusive Services จำลองประสบการณ์การบริการสุดพิเศษอย่าง เลานจ์ที่ให้สมาชิก The 1 Exclusive เข้าใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน และศูนย์การค้าเซ็นทรัล รวมถึงบริการ Personal Assistant ผู้ช่วยช้อปปิ้งสำหรับสมาชิก The 1 Exclusive โดยเฉพาะ

Zone 3 : Exclusive Rewards Gallery รวบรวมรีวอร์ดที่น่าสนใจมากมายที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ นำเสนอผ่านกำแพงจอ LED พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ราคาสุดพิเศษให้กับผู้ร่วมงานได้แลกซื้อจริง

Zone 4 : Experience The App จำลองการใช้งานแอป The 1 ด้วย Interactive Display ขนาดใหญ่ ให้ผู้ร่วมงานได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ The 1 Exclusive ในรูปแบบ 1 on 1 Personalization ที่ออกแบบเพื่อสมาชิกแต่ละบุคคลบนแอป ไม่ว่าจะเป็น Just for You Rewards, The 1 Mission สำหรับคุณ

โดยคัดสรรเนื้อหาและข้อเสนอพิเศษต่างๆ ตามรูปแบบไลฟ์สไตล์และความต้องการของแต่ละคนอย่างตรงจุด และยังคงแนวคิดของการรวมทุกอย่างที่สมาชิกต้องการไว้อย่างครบถ้วนจบในแอปพลิเคชันเดียว เช่น การแสดงบาร์โค้ดสมาชิก The 1 Exclusive เพื่อรับบริการพิเศษต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพกบัตร การตรวจเช็กยอดใช้จ่ายที่แสดงผลแบบเรียลไทม์บนแอป หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่สามารถค้นหาและใช้ได้โดยไม่ต้องพกคูปองใด ๆ

สัมผัสประสบการณ์พิเศษจาก The 1 Exclusive ได้แล้ววันนี้ โดยสมาชิก The 1 สามารถอัพเกรดสถานะสมาชิกเป็น The 1 Exclusive ในปี 2564 ได้ง่ายๆ เพียงสะสมยอดใช้จ่ายในกลุ่มเซ็นทรัลตั้งแต่ 250,000 บาทขึ้นไปในปี 2563 นี้ ดาวน์โหลดแอป The 1 วันนี้ เพื่อเช็คสถานะสมาชิก พร้อมติดตามข่าวสารอัพเดตและข้อมูลสิทธิประโยชน์มากมาย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสิทธิพิเศษจาก The 1 Exclusive ได้ที่ https://www.the1.co.th/the1Exclusive/privileges

Keds x Bow Maylada โปรเจ็กต์สุดน่ารักส่งท้ายปลายปี 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Keds x Bow Maylada โปรเจ็กต์สุดน่ารักส่งท้ายปลายปี 2020 – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 11:12 น.Keds x Bow Maylada โปรเจ็กต์สุดน่ารักส่งท้ายปลายปี 2020Everyday Styles with Keds แจกความสดใสส่งท้ายช่วงปลายปี กับ Keds x Bow Maylada

เอาใจคนไลค์ลุคน่ารักส่งท้ายปลายปี 2020 กับโปรเจ็กต์ที่พร้อมแจกความสดใส โดย Keds (เคดส์) จับมือกับนางเอกสาวหน้าใสอย่าง โบว์-เมลดา สุศรี ที่มารับบทบาทเป็น Brand Endorser พร้อมครีเอตโปรเจ็กต์สุดน่ารักที่นำเสนอความเป็นผู้หญิงในแบบของตัวผ่านสไตล์การแต่งตัวอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชุดเดรสที่ให้ลุคหวานแกมซุกซน กางเกงยีนส์กับเสื้อคาร์ดิแกนลุคเรียบเท่ ไปจนถึงเสื้อฮู้ดดี้กับกระโปรงสั้นแนวสปอร์ต

โดยแต่ละลุคโบว์ได้เลือกรองเท้าผ้าใบรุ่นต่างๆ ของ Keds มาแมทช์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นคลาสสิกตลอดกาลอย่าง Champion, Crew Kick75, Tiebreak ไปจนถึงรุ่น Seasonal อย่างรุ่น Chillax Seasonal Solids, K-89 Leather, Kickstart Pennant เป็นต้น

แวะไปเลือกช้อปรองเท้ารุ่นใหม่นี้ได้ที่ www.keds.co.th ทาง LINE :@KedsThailand หรือคลิกได้เลยที่ http://bit.ly/KedsLine หรือที่ร้าน Keds, เคานท์เตอร์ Keds และร้าน Ikon ทุกสาขา ติดตามข่าวสารจาก Keds Thailand ได้ที่ Facebook และ Instagram : @KedsThailand

7 นาฏศิลป์ร่วมสมัยชุดพิเศษรำลึก ‘วันสิทธิมนุษยชน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 นาฏศิลป์ร่วมสมัยชุดพิเศษรำลึก ‘วันสิทธิมนุษยชน’ – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 09:39 น.7 นาฏศิลป์ร่วมสมัยชุดพิเศษรำลึก 'วันสิทธิมนุษยชน'พิเชษฐ กลั่นชื่น ตีแผ่ปัญหาสิทธิมนุษยชน ใน “7 นาฏศิลป์ร่วมสมัยชุดพิเศษรำลึกถึงวันสิทธิมนุษยชน”

1 ชั่วโมงกับการแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัยโดย Pichet Klunchuen Dance Company จะเปิดเผยสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่ชวนให้คิด เกิดความตระหนัก และส่งเสริมให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพได้อย่างเท่าเทียม 

สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องหนัก ซับซ้อน แต่เมื่อศิลปินซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติอย่าง พิเชษฐ กลั่นชื่น นำประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมานำเสนอผ่านลีลาการเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบนาฏศิลป์ร่วมสมัยในการแสดงชุดพิเศษ “7” กลับทำให้กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเกิดความตระหนัก สนใจที่จะพูดคุยเพื่อหาทางออกและสร้างแนวปฏิบัติใหม่ในชีวิตประจำวัน

การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัยชุดพิเศษนี้ สร้างสรรค์ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของงาน “7 ทศวรรษแห่งสิทธิมนุษยชน” ซึ่งจัดโดยคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เนื่องในวันสิทธิมนุษยชน 2563  และได้นำสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนทั้ง 7 ฉบับที่ประเทศไทยให้สัตยาบันมาเป็นโจทย์ใหญ่ในการออกแบบการแสดงในวันที่ 8 ธันวาคม 2563 นี้

สนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชนทั้ง 7 ฉบับที่ประเทศไทยให้สัตยาบันนั้น เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครอง (1) สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (2) สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (3) สิทธิของสตรีที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือกีดกันไม่ว่าในรูปแบบใด (4) สิทธิของเด็กที่จะได้รับการคุ้มครองร่างกาย ชีวิต เสรีภาพ และสวัสดิภาพ (5) สิทธิที่จะหลุดพ้นจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติ (6) สิทธิของคนพิการ และ (7) สิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน หรือตกเป็นเหยื่อของการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี

“โจทย์ครั้งนี้ยากมาก การพูดถึงสิทธิมนุษยชนเพียง 1 ด้านก็ยากแล้ว แต่ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราต้องออกแบบการแสดงที่ครอบคลุมสิทธิมนุษยชนทั้ง 7 เรื่อง และต้องเชื่อมโยงทุกหัวข้อให้เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งท้าทายมาก เราใช้ศิลปะทำหน้าที่ในการจำลองสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน ผสานเข้ากับจินตนาการเพื่อสื่อประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเหล่านี้” พิเชษฐ กล่าว 

พิเชษฐใช้นกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอิสระ เสรีภาพที่ทุกคนเข้าใจ มาเป็นตัวเชื่อมการแสดงแต่ละฉาก เพื่อช่วยให้สะท้อนประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั้ง 7 ด้านได้ชัดเจนและต่อเนื่องร้อยเป็นการแสดงชุดเดียวกัน

จากชีวิตจริงสู่เวที

ด้วยทีมนักเต้น 11 คน บนพื้นที่เวทีประมาณ 40 ตารางเมตร การแสดงชุดนี้ต้องสื่อถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนถึง 7 เรื่องใหญ่  ทีมงานจึงต้องใช้เวลาพอสมควรในการศึกษาข้อมูล ลงพื้นที่จริงเพื่อหาข้อมูลเชิงลึก หาประเด็นที่จะนำเสนอให้คนทั่วไปเข้าใจได้

พิเชษฐ กล่าวว่าการคิดคอนเซ็ปต์การแสดงแต่ละตอน จะจับประเด็นหลักของแต่ละสนธิสัญญาขึ้นมา และหามุมที่น่าสนใจ เช่น เรื่องคนไร้บ้าน ที่คนทั่วไปมักมองว่าคนพวกนี้ขี้เกียจ สกปรก แต่เมื่อไปคุยกับเขาจริงๆ แล้ว จึงพบว่าคนไร้บ้านต้องทำตัวให้สกปรกไว้เพื่อไม่ให้โจรอยากเข้าใกล้ นอนกลางวันเพราะตอนกลางคืนอันตรายอาจถูกคนทำร้ายได้ บางคนเล่าว่าเขาเคยถูกทำร้าย ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกย่ำยีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนเหล่านี้จึงเลือกใช้ชีวิตในวิถีที่จะสามารถปกป้องสิทธิและดูแลตัวเองได้  ทีม Pichet Klunchuen Dance Company จะหยิบยกประเด็นเหล่านี้ออกมานำเสนอด้วยลีลาการเคลื่อนไหวร่างกายของนักเต้น

ผสานศิลปะการแสดงทุกรูปแบบ

ในการแสดงทั้ง 7 ฉาก ทีมนักเต้นจะใช้เทคนิคการแสดงที่หลากหลาย ผสมผสานทั้งเทคนิคการรำไทยกับการเต้นแบบตะวันตก เพื่อสร้างการแสดงร่วมสมัยที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ให้คนดู ในเรื่องของสิทธิสตรี พิเชษฐหยิบยกนางในวรรณคดี 3 คนจากเรื่องรามเกียรติ์มาสะท้อนให้เห็นปัญหาด้านสิทธิสตรีที่ปรากฏในเรื่องแต่ไม่มีใครหยิบยกมาพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นนางสีดาที่ต้องถูกกักขังในผอบฝังดินนานถึง 16 ปี นางเบญกายที่ถูกข่มขืนในสงคราม และนางสำมนักขาที่ถูกตัดหูตัดจมูกเพราะความรัก ซึ่งท่าเต้นจะมีกลิ่นอายศิลปะแบบคลาสสิกและการรำไทยแบบดั้งเดิม 

ส่วนในประเด็นคนพิการ ต้องศึกษาจากการสังเกตการใช้ชีวิตของคนพิการบนรถเข็น ดูว่าเคลื่อนไหวร่างกายอย่างไร และนำภาษาร่างกายเฉพาะของคนพิการมาสร้างเป็นลีลาท่าเต้น เพื่อให้คนดูได้เห็นและรู้สึกร่วมไปกับการแสดง

เครื่องแต่งกายสะท้อนบุคลิก

นอกจากลีลาท่าเต้นที่เป็นหัวใจในการเล่าเรื่องแล้ว ในการแสดงชุด “7” ยังได้โบ ปิยพร พงษ์ทอง นักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่ มาเป็นหัวแรงใหญ่ในการออกแบบและตัดเย็บเครื่องแต่งกายนักแสดงที่จะช่วยสะท้อนบุคลิกของตัวละครในแต่ละฉาก เพื่อช่วยให้สื่อสารได้ชัดเจนมีสีสันมากขึ้น

ปิยพร เล่าว่า “การออกแบบชุดเพื่อการแสดง จะเป็นการผสานทักษะการออกแบบแฟชั่น กับความเข้าใจในเรื่องละคร แต่ละชุดออกแบบตามเรื่องราวที่ต้องการจะสื่อ เช่น ในฉากที่พูดถึงกลุ่มชาติพันธุ์จะใช้เสื้อผ้าเป็นท้องฟ้าและมีนกที่แต่ละตัวมีสีขนไม่เหมือนกัน ส่วนชุดคนไร้บ้าน จะมีกระเป๋า มีข้าวของเครื่องใช้เยอะ เหมือนเป็นบ้านเคลื่อนที่ มีกรงนกครอบศีรษะที่สะท้อนให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้ถูกกักขังไม่มีอิสระ เสรีภาพ” 

ดูละครย้อนดูโลก

พิเชษฐ กล่าวว่า เรื่องราวต่างๆ ที่สื่อออกมาในการแสดงเพื่อรำลึก 7 ทศวรรษแห่งสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น

“การทำโชว์แต่ละชุด เหมือนกับเราต้องจัดการทางความคิดและอารมณ์ของคนดู ว่าเราจะเล่นเกมกับเขาอย่างไร  ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน หลายเรื่องมีความอ่อนไหวและรุนแรง  เราพยายามประนีประนอมเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะการแสดงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ แต่สถานการณ์ในสังคมจริง รุนแรงกว่าสิ่งที่ผมนำเสนอออกมาบนเวทีนี้มาก หวังว่าคนที่ดูแล้วคงจะมองเห็นประเด็นที่เราต้องการสื่อและหันมาตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนกันมากขึ้น”

คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จะจัดการแสดงชุด “7” เพียง 2 รอบเท่านั้น คือ รอบสื่อมวลชนและแขกรับเชิญในวันที่ 7 ธันวาคม และรอบประชาชนทั่วไปในวันที่ 8 ธันวาคม 2563 เวลา 18.00-20.30 น. ที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ

ผู้ที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งฟรีได้ที่ https://engage.eu/hrd2020/ และอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 7 ทศวรรษแห่งสิทธิมนุษยชน / 7 DECADES OF HUMAN RIGHTS

เหตุการณ์บ้านเมือง ทำเด็กเจนใหม่เลือกเรียนด้านการเมือง–สังคม จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เหตุการณ์บ้านเมือง ทำเด็กเจนใหม่เลือกเรียนด้านการเมือง–สังคม จริงหรือ? – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 12:50 น.เหตุการณ์บ้านเมือง ทำเด็กเจนใหม่เลือกเรียนด้านการเมือง–สังคม จริงหรือ? อาจารย์กวดวิชาเผย “เหตุการณ์บ้านเมือง” ขับเคลื่อนเด็กเจนใหม่เลือกเรียนด้านการเมือง–สังคมเพิ่มมากขึ้น พร้อมชี้เป็นจุดเปลี่ยนที่โรงเรียน – สถาบันกวดวิชาต้องเร่งปรับและเพิ่มในหลักสูตรการสอน

สถาบันสอนสังคมศึกษา “ครูป๊อป”  ชี้ในช่วงปี 2562 – 2563 สถานการณ์ด้านการเมืองและการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม เป็นแรงกระเพื่อมให้เด็กนักเรียนในระดับชั้น ม.ปลาย สนใจในอาชีพ – การเรียนเกี่ยวกับการเมือง รวมถึงการเข้าสู่สายงานในสายสังคมเพิ่มมากขึ้น พร้อมเผยเป็นตัวแปรที่สถาบันการศึกษา และสถาบันกวดวิชาอาจต้องเพิ่มเนื้อหา หรือองค์ความรู้ด้านดังกล่าว เพื่อให้เด็กสามารถนำไปใช้ในอนาคตได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้แนะเทคนิคการเตรียมตัวเข้าสู่สายอาชีพและการเรียนทางด้านสังคมสำหรับเด็กที่สนใจคือ การมี mindset หรือหลักคิด ที่ควรจะมี ‘growth mindset’ หรือการเพิ่มทักษะความสามารถที่จะไปยังคณะ หรือมหาวิทยาลัยที่มุ่งหวัง รวมทั้งการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านสังคม และองค์ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในสายการเรียนและวิชาชีพดังกล่าว

ดร.ณัทธนัทธ์ เลี่ยวไพโรจน์ เจ้าของสถาบันสอนสังคมศึกษา “ครูป๊อป”  เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2562 – 2563 พบว่าเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมปลายเริ่มมีความสนใจในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง การพัฒนาสังคม รวมถึงงานในด้านสื่อและการผลิตคอนเทนท์อย่างต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจข้อมูลเชิงลึกพบว่าการ disrupt และการเติบโตของ Social Network โดยเฉพาะทวิตเตอร์ที่เป็นพื้นที่เสรีในการที่จะแสดงออกตัวตน ความชอบ และการแสดงความคิดเห็นเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กสามารถพบเจอคนที่มีความคิด ความรู้สึกที่คล้าย ๆ กันได้ง่าย โดยช่องทางดังกล่าวยังเปรียบเสมือนพื้นที่ที่ทำให้เรื่อง ‘การเมือง’ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของเด็ก ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หลังจากนี้หลาย ๆ โรงเรียน หลาย ๆ ครอบครัว รวมถึงสถาบันการศึกษาในระดับต่าง ๆ จะได้เห็นปรากฏการณ์การเลือกเรียนในสาขาวิชาดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น และยังจะเป็นตัวแปรให้ครู อาจารย์ด้านสังคมศาสตร์ต้องสอนเนื้อหาเหล่านี้เพิ่มเติมในชั้นเรียนมากขึ้นเช่นเดียวกัน

“ประเด็นที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเด็กที่เติบโตมากับวิถีชีวิตออนไลน์จะสนใจเรื่องเกี่ยวกับการเมือง โดยหมุดหมายสำคัญน่าจะเริ่มต้นที่ ‘การเลือกตั้งปี 2562’ ที่เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร และการปกครองโดยรัฐบาลทหารมาเป็นเวลานาน เมื่อมีการเลือกตั้งก็ทำให้เกิด ‘new voters’ ที่เป็นกลุ่มเด็กขึ้นมาซึ่งมีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ ๆ นอกเหนือพรรคเดิม ๆ เพราะเด็ก ๆ เหล่านี้ ต้องการที่จะเลือกอนาคตที่ดีให้กับตนเอง และมีความเชื่ออย่างยิ่งว่าเสียงของพวกเขาจะมีผลในการเปลี่ยนแปลงอนาคตได้จริง ๆ จึงทำให้เด็ก ๆ มีความสนใจในการเมืองเป็นอย่างมาก ประกอบกับเมื่อผลการเลือกตั้งที่ออกมา และข่าวการเมืองต่าง ๆ ที่พวกเขามองว่ามีบางประเด็นน่าสงสัย จึงทำให้เกิดการสืบค้นข้อมูลนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์มากขึ้น หน้าข่าวสารออนไลน์ก็เต็มไปด้วยเรื่องการเมืองมากขึ้นจึงทำให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าตัวเองใกล้ชิดเรื่องเหล่านี้ไปโดยปริยาย ยิ่งไปกว่านั้นการสร้างสรรค์เนื้อหาหรือคอนเทนท์ที่โดนใจ ยังเป็นแรงจูงใจให้เด็ก ๆ เริ่มมีความกล้าแสดงออก และต้องการที่จะเข้าไปมีตัวตนในพื้นที่ออนไลน์ หรือการผันตัวเป็นสื่อเพิ่มมากขึ้นอีกเช่นเดียวกัน ”

ดร.ณัทธนัทธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสนใจในประเด็นด้านสังคม ส่วนใหญ่ในสถานศึกษาหรือในโรงเรียนอาจยังไม่เท่าทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรายวัน จึงทำให้การถ่ายทอดเนื้อหาต่าง ๆ ยังไม่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ต้องการที่จะเรียนรู้ ภาพที่เห็นในปัจจุบันคือเด็ก ๆ จะเริ่มเสาะแสวงหาสิ่งที่แต่ละคนชอบหรือสนใจเป็นพิเศษจากนอกห้องเรียน รวมทั้งจะได้เห็นบุคคลในแวดวงอาชีพสายสังคมผันตัวมาให้ความรู้และประสบการณ์กับเด็ก ๆ เพื่อนำไปต่อยอดสำหรับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา รวมถึงการนำไปประกอบอาชีพในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามในการศึกษาต่อด้านการเมือง การปกครอง หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ยังต้องอาศัยองค์ความรู้และบางทฤษฎีที่อยู่ในตำราเรียน ซึ่งเด็ก ๆ ทุกคนก็ยังจำเป็นต้องเรียนรู้ จดจำ และนำไปใช้เพื่อการสอบเข้า โดยผู้ที่มีความสนใจในการศึกษาต่อด้านสังคมศาสตร์องค์ความรู้สำคัญที่ควรจะมีคือองค์ความรู้ด้านสังคม และองค์ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และสิ่งที่สำคัญในมุมมองอาจารย์ที่ต้องการฝากฝังเพิ่มเติมคือ ‘mindset’ หรือหลักคิดของเด็ก ที่ควรจะมี ‘growth mindset’ หรือการคิดว่าเรามีความสามารถที่จะไปยังคณะ หรือมหาวิทยาลัยที่เรามีความมุ่งหวังที่จะไปได้อย่างไร ต้องไม่ดูถูกตัวเอง หรือเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ เพราะการคิดดูถูกหรือเปรียบเทียบกับคนอื่นๆจะทำให้เราปิดกั้นตัวเองต่อโอกาสต่าง ๆ ที่สมควรได้รับ

ด้านนางสาวคณาภรณ์ กิตติอนุกูล สตาร์ทอัพผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษา กวดวิชาออนไลน์แอทโฮม : AT HOME กล่าวว่า ปัจจุบันแอปพลิเคชั่นกวดวิชาออนไลน์ AT HOME มีเด็ก ๆ ในระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายที่เรียนพิเศษออนไลน์อยู่ในระบบกว่า 40,000 คน พบว่าเด็ก ๆ ทั้งที่อยู่ในแผนการเรียนวิทย์คณิต และสายสังคมเริ่มมีความสนใจในเรื่องการเมือง และวิชาชีพในสายสังคมมากขึ้นจริง ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่า หลายคนต้องการให้มีการเปิดสอนทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์การเมือง  การจัดคอร์สพิเศษที่ให้ความรู้นอกเหนือจากในห้องเรียนหรือที่มากกว่าการติวข้อสอบ นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนะให้ทางสถาบันเพิ่มในส่วนของการแนะแนวอาชีพ และดึงผู้ที่มีประสบการณ์ในแต่ละสาขามาให้ความรู้เพื่อเป็นแนวทางให้น้อง ๆ ตัดสินใจเลือกเรียนในอนาคต โดยเฉพาะในสายสื่อมวลชน นักประชาสัมพันธ์ (พีอาร์) โฆษณา การเมืองและหน่วยงานราชการ และที่มาแรงที่สุดคือกลุ่มผู้นำทางความคิด (Influencer) รวมถึงผู้ผลิตคอนเทนท์ในรูปแบบต่าง ๆ

“จากเดิมสายวิทย์อาจเป็นคำตอบของหลาย ๆ ครอบครัวที่มักเชื่อกันว่าเป็นแผนการเรียนด้านนี้จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี มั่นคง และมีรายได้สูง แต่จากเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่าการเมืองคือภาพกว้าง มีผลตกกระทบต่อทุกอาชีพ คือสิ่งที่ครอบทุกคนอยู่ เพราะฉะนั้นจึงทำให้เด็ก ๆ จำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกว่าอยากพาตัวเองเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้มันดีขึ้นทั้งในปัญหาที่เล็กน้อย ไปจนถึงปัญหาระดับมหภาค สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นมิติทางการศึกษาที่ทั้งโรงเรียน รวมถึงสถาบันกวดวิชาต้องเร่งปรับตัว เพราะปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่เริ่มเห็นอะไรที่หลากหลายและเทคโนโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งได้ทำให้วิชาชีพสายสังคมได้รับความนิยมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การปรับตัวให้สอดรับกับสิ่งดังกล่าวไม่ใช่เพียงเพื่อผลกำไรทางธุรกิจ หรือการสร้างผลงาน แต่เป็นการชี้นำในสิ่งที่ถูกต้อง ช่วยให้เด็กได้มีทางเลือกและไปในเส้นทางที่ชอบได้จริง พร้อมทั้งก้าวไปสู่จุดหมายได้อย่างมีความมั่นใจ”

นางสาวคณาภรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในยุคนี้การนำเอาเทคโนโลยีออนไลน์มาใช้ในการศึกษา ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะมักถูกตั้งคำถามว่า “จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ / เด็ก ๆ จะเรียนรู้ได้จริงหรือเปล่า” แต่จากสถานการณ์โควิด – 19 ที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยต่างๆ ทำให้ทุกคน “โดนบังคับ” ให้ต้องรู้จักกับการเรียนออนไลน์ ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าระบบนี้มีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังต้องพัฒนาอีกมาก  ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็นประเด็นที่ AT HOME กำลังพัฒนาเพื่อให้ระบบการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้า พร้อมสร้างประสบการณ์ให้การเรียนนอกห้องเรียนให้เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับบทบาทจากการเป็นแพลตฟอร์มติวข้อสอบออนไลน์ สู่ระบบนำทางให้กับน้อง ๆ ที่มาเรียนกับ AT HOME ได้รู้จักกับตัวตน รู้ถึงสิ่งที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประสบการณ์ที่นอกเหนือจากในห้องเรียน และพร้อมที่จะเป็นช่องทางการเรียนรู้ที่ตอบทุกโจทย์การศึกษาแห่งอนาคต

ไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน Anne Klein Considered Collection นาฬิกาที่ให้คุณมากกว่าแค่แฟชั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน Anne Klein Considered Collection นาฬิกาที่ให้คุณมากกว่าแค่แฟชั่น – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance (posttoday.com)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 10:47 น.ไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน Anne Klein Considered Collection นาฬิกาที่ให้คุณมากกว่าแค่แฟชั่นAnne Klein Considered Collection นาฬิกาที่ให้คุณมากกว่าแค่แฟชั่น พร้อมสานต่อไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน ผ่านพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม!

ถือเป็นการสานต่อการรักษ์โลกได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว สำหรับนาฬิกา Anne Klein คอลเลคชั่น Considered ที่ทุกเรือนจากคอลเลคชั่นนี้ล้วนประกอบขึ้นด้วยวัสดุจากธรรมชาติทุกชิ้น และยังเป็นการลดขยะและมลพิษจากการใช้แบตเตอรี่สู่การใช้พลังงานทดแทนอย่างแสงอาทิตย์เพื่อความยั่งยืนในการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

นาฬิกา Anne Klein คอลเลคชั่น Considered เป็นมากกว่าเครื่องประดับที่ตอบสนองความต้องการด้านแฟชั่นของผู้หญิงโดยแท้จริง เพราะนอกจากเราจะตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวแล้ว เรายังใส่ใจการออกแบบที่ดีที่สุดเพื่อตอบโจทย์สาวเรียบหรูโดยเฉพาะ ด้วยสายนาฬิกาที่ทำจาก Stainless Steel พร้อมประดับด้วย Swarovski Crystal บนหน้าปัดช่วยเสริมลุคให้ทุกการเคลื่อนไหวของคุณโดดเด่นไม่เหมือนใครในทุกๆ วัน

สามารถชมสินค้าเพิ่มเติมได้แล้ววันนี้ที่ Timedeco Shop & Watch Else Shop ทุกสาขา / ช่องทางออนไลน์ที่ Central online, Lazada, Shopee หรือ Line Official Account @annekleinwatchesth