How to ดูแลผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/637799

วันที่ 12 พ.ย. 2563 เวลา 09:11 น.How to ดูแลผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวพญ.อรอุมา พันธ์อภิวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม และ ธัญ (THANN) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ร่วมแนะวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว สภาพอากาศที่หนาวเย็นนั้นทำร้ายผิวและเส้นผมมากกว่าที่ทุกคนคิด แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้มีอากาศหนาวจัดก็ตาม แต่อากาศที่เย็นตัวลงมาพร้อมกับระดับความชื้นในอากาศที่ต่ำ หรือเรียกกันว่า “อากาศแห้ง” ย่อมทำให้ผิวและเส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้นไปอย่างง่ายดาย ส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย เส้นผมและหนังศีรษะแห้ง ผมชี้ฟูจากไฟฟ้าสถิต และขาดความเงางาม

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม พญ.อรอุมา พันธ์อภิวัฒน์ จัดกิจกรรมแนะนำ ‘วิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้มีสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปี’ กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผม อาทิ Aromatherapy Shampoo, Aromatherapy Hair Conditioner, Hair Mask, Advance Protective Hair Serum, Body Butter และ Bath & Massage Oil โดยมีเซเลบริตี้สาวสวยร่วมกิจกรรม อาทิ หฤทัย ไชยยันต์ ณ อยุธยา, มธุนาฏ ซอโซตถิกุล และณชา จึงกานต์กุล ที่ KBank Private Banking ชั้น 42 อาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์

พญ.อรอุมา พันธ์อภิวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะนำวิธีดูแลสภาพผิวและเส้นผมให้สวยสุขภาพดีท้าลมหนาวช่วงปลายปีว่า อากาศเย็นในช่วงหน้าหนาวมาพร้อมกับความชื้นในอากาศที่ลดลง ซึ่งอากาศที่แห้งนั้นทำให้หลายคนมักพบกับปัญหาผิวและเส้นผม อาทิ ผิวและผมแห้ง แตกลาย อาการคันบริเวณผิวและหนังศีรษะ รวมถึงอาการระคายเคืองต่างๆ

โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน หรือโรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic dermatitis) ก็มีโอกาสที่อาการกำเริบได้ในช่วงที่มีอากาศแห้ง บริเวณที่พบบ่อย คือ ใบหน้า บริเวณหัวคิ้ว ข้างจมูก หลังใบหู หรือหนังศีรษะ ในบางรายที่มีอาการรุนแรงจะพบที่บริเวณหน้าอกหรือแผ่นหลังด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังช่วงหน้าหนาว คือ ฝุ่นละออง PM 2.5 หรือ Particulate Matters 2.5 เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศ ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของฝุ่นมากขึ้นในช่วงหน้าหนาว นอกจากจะส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพผิวโดยตรงแล้ว ฝุ่นละออง PM 2.5 จะไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) กับชั้นฟิล์มไขมันเคลือบผิว (Sebum) ที่ทำหน้าที่เสมือนเกราะปกป้องผิว ทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ อุดตัน นำมาซึ่งปัญหาผิว อาทิ สิว ริ้วรอย ความหมองคล้ำ อักทั้งยังเป็นตัวการร้ายที่ทำให้เส้นผมเราหลุดร่วงได้ง่าย มลภาวะฝุ่นละอองเหล่านี้สามารถเกาะติดเส้นผมได้ง่าย ก่อให้เกิดปัญหาผมแห้ง ขาดความเงางาม หากปล่อยไว้นานฝุ่นละอองเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้าเส้นผมและทำลายโครงสร้างโปรตีนของเส้นผม ทำให้ผมแห้ง หลุดร่วงมากยิ่งขึ้น

การดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะในช่วงฤดูหนาวนี้ แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะสูตรอ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของสารจำพวกซัลเฟต (SLS) เพราะอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย และควรเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทฟื้นบำรุงสภาพเส้นผมและหนังศีรษะอย่างแฮร์คอนดิชั่นเนอร์ แฮร์มาส์ก และแฮร์เซรั่ม ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้เส้นผมแห้งจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตซึ่งเป็นสาเหตุของผมชี้ฟู

ส่วนการการดูแลสุขภาพผิวช่วงหน้าหนาว แนะนำว่าไม่ควรอาบน้ำที่ร้อนจัดจนเกินไป เพราะน้ำร้อนจะดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวไปปริมาณมาก และไม่ควรสครับผิวในขณะที่ผิวแห้ง ไม่ควรขัดผิวแรงๆ เพราะจะทำให้ผิวเกิดอาการระคายเคือง และยังทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายด้วย ดังนั้นควรทาครีมบำรุงผิวทันทีหลังอาบน้ำ เพื่อเพิ่มและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว รวมถึงรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร

4 มิติการเปลี่ยนแปลง ถึงเวลายกเครื่ององค์กรอย่างจริงจัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/637518

วันที่ 09 พ.ย. 2563 เวลา 06:50 น.4 มิติการเปลี่ยนแปลง ถึงเวลายกเครื่ององค์กรอย่างจริงจังโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ถึงเวลายกเครื่ององค์กรอย่างจริงจังหรือยัง?

เราตระหนักดีว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่งและเราก็พยายามปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด แต่ท่านสงสัยไหมว่าทำไม ไม่ว่าเราจะพยายามอย่างไร ทั้งเวลาและการลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างมหาศาล แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ถ้าเช่นนั้น ท่านคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องก้าวข้ามกระบวนการพัฒนาแบบเดิมๆ หรือยัง แล้วแนวคิดดังกล่าวคืออะไร มีกระบวนการอย่างไร

เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนเดิม ทั้งอ่อนไหว ซับซ้อน คุลมเครือ ไม่แน่นอน อีกทั้งเทคโนโลยี หุ่นยนต์ เอไอ ก็พัฒนาไปไกลอย่างก้าวกระโดด เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไม่เคยหยุดนิ่ง ลูกค้ามีความคาดหวังสูง ต้องการสินค้าและบริการที่แตกต่างและคุ้มค่า การแข่งขันเพิ่มความรุนแรง การดำเนินธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นและเสี่ยงสูง หลายแห่งต้องล่มสลาย ไปต่อไม่ไหว องค์กรที่เหลืออยู่ก็คิดหนัก ต่างเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

แต่การปรับตัวในปัจจุบันที่ไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนนั้นเป็นเพราะ

1. องค์กรส่วนใหญ่ยังยึดติดอยู่กับแนวคิดเดิมๆ รูปแบบเก่าๆ ยังคงเน้นแต่การปรับแต่งพฤติกรรมอย่างฉาบฉวย เพราะมันง่าย เห็นผลเร็ว แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ขาดความมุ่งมั่น ซักพักก็กลับไปเหมือนเดิม

2. มุมมองต่อการแก้ปัญหาก็ยังเน้นแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง ยังยึดอยู่กับการหาคำตอบเดียวที่ดีที่สุด แต่ขาดความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างที่แปลกใหม่ และก็ยังขาดทักษะของการนำความรู้ไปใช้จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงไม่เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

3. ทีมงานขาดความเป็นเอกภาพ ขาดความเข้มแข็ง ไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาเสริมกันได้อย่างมีพลังร่วม

4. องค์กรขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถเหนี่ยวนำสร้างการมีส่วนร่วมให้ทีมงานเดินไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว องค์กรจึงไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย

ทั้งหมดนี้คือสาเหตุหลักที่การพัฒนาไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง มันจึงเกิดคำถามว่า “เราจะยังคงพัฒนาคนและองค์กรด้วยแนวคิดและกระบวนการแบบเดิมๆ อยู่อีกหรือ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะมาพลิกตำราเพื่อสร้างองค์กรให้มั่นคงยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” ถ้าเช่นนั้น เราต้องปรับอะไร ปรับอย่างไรจึงจะยั่งยืน แล้วอะไรคือคำตอบ

จากการศึกษาวิจัยเชิงลึกด้านการพัฒนาองค์กรเพื่อความยั่งยืนมากว่า 20 ปี เราพบว่าทางออกของความท้าทายดังกล่าวคือ เราต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างถอนรากถอนโคนด้วย กระบวนการพัฒนาเชิงองค์รวม (Holistic Development Approach) ที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างเชื่อมโยงให้เป็นหนึ่งเดียวอันประกอบไปด้วยจิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาวะผู้นำ กล่าวคือ

1. มิติด้านจิตใจเมื่อพูดถึงจิตใจ

นั่นคือเรากำลังพูดถึงกรอบความคิด (Mindset) อันเป็นฐานรากชีวิต ปัญหาหลักในประเด็นนี้คือ บุคคลมักติดกรอบเดิมๆ ส่งผลให้บุคคลไม่เปลี่ยน มีทัศนติติดลบ ขาดแรงบันดาลใจ ไม่สามารถนำตนเองได้ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนใดๆ จึงต้องเริ่มที่การปรับที่กรอบความคิดนี้ เพื่อปรับทัศนคติ ค่านิยม และความเชื่อ รวมทั้งแรงขับเคลื่อนภายใน ความมุ่งมั่น เพื่อระเบิดศักยภาพภายในที่แท้จริงออกมาได้อย่างเต็มที่ด้วยตนเอง อีกทั้งการปรับการมองภาพเป้าหมายเดียวกัน เพื่อสร้างทีมงานให้มีความสอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

ดังนั้น การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในอนาคต เราจึงต้องเริ่มด้วยการเปลี่ยนตนเอง แต่ต้องปรับออกจากแนวคิดการพัฒนาแบบเดิมๆ ที่เน้นแค่การปรับแต่งพฤติกรรมอย่างผิวเผิน มาเป็นแนวคิดใหม่ของการปรับที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ กรอบความคิดตนเอง เพื่อระเบิดศักยภาพจากภายใน สร้างแรงขับเคลื่อนภายในอย่างมุ่งมั่น เพื่อสร้างการนำตนเอง เพื่อเล่นเชิงรุกเป็นทีมให้สอดคล้องกันอย่างเป็นเอกภาพ

2. มิติด้านปัญญาเมื่อพูดถึงปัญญา

ความท้าทายในประเด็นนี้คือ เมื่อมีปัญหาเข้ามา เราแก้ปัญหาไม่ตก เพราะองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่มีอยู่นั้น ไม่พอที่จะรับมือกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงมักข้ามขั้นตอนและหาทางลัดเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบสุดท้าย นั่นเป็นเพราะเราขาดมุมมองเชิงระบบ จึงไม่สามารถจับประเด็นสำคัญได้ และก็ไม่สามารถเชื่อมโยงประเด็นเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ จึงไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อนได้ อีกทั้งขาดการมองภาพเชิงองค์รวม จึงไม่อาจสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แตกต่างและทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งหมดนี้ทำให้กระบวนการแก้ปัญหาคับแคบ ตีบตัน แก้ปัญหาไม่ตก ไม่มีอะไรใหม่ องค์กรจึงไม่ยั่งยืน

ดังนั้น ในโลกปัจจุบันแห่งความไม่แน่นอน ซับซ้อน คุลมเครือ องค์กรจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน เราต้องแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมที่แตกต่าง และมันจะเป็นจริงได้ เราจำเป็นต้องก้าวข้ามจากการพัฒนาด้วยมุมมองเชิงเดี่ยวแบบเดิมๆ มาเป็นการพัฒนาด้วยแนวคิดใหม่ นั่นคือ แนวคิดเชิงระบบ และการมองภาพเชิงองค์รวม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซ้อน ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ

3. มิติด้านอารมณ์เมื่อพูดถึงอารมณ์

ความท้าทายในประเด็นนี้ เมื่อพิจารณาในระดับบุคคลคือ บุคลากรขาดความมั่นคงทางอารมณ์ ขาดความเชื่อมั่น หวั่นไหว ขาดความอดทน ขาดความมุ่งมั่น ไม่ยืนหยัด ขาดภูมิต้านทาน จึงไม่สามารถปรับฟื้นคืนสภาพตนเองให้กลับมาขับศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ก็เพราะตนไม่เห็นคุณค่าตนเอง ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง

เมื่อพิจารณาในระดับองค์กร เราพบว่าความท้าทายคือ ทีมงานขาดศรัทธา จึงไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้ใจกัน การสื่อสารจึงไม่เปิดใจกว้างรับฟัง เอาความคิดตนเองเป็นใหญ่ ไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง แต่มักเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง การทำงานจึงไม่เป็นทีม ต่างคนต่างไป คนละทิศคนละทาง จึงไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาเสริมกันได้อย่างมีพลังร่วม

ประเด็นทั้งการขาดความมั่นคงทางอารมณ์และขาดศรัทธา ทำให้ศักยภาพตนเองและทีมงานลดลงบุคลากรขาดการมีส่วนร่วม ทีมงานจึงขาดความเข้มแข็งและไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน ไม่เป็นหนึ่งเดียวองค์กรจึงไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็ถดถอย ไม่ยั่งยืน

ประเด็นด้านอารมณ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างทีมงานให้แข็งแกร่ง ดังนั้น แนวคิดใหม่ของการสร้างทีมงานให้เข้มแข็ง จึงต้องให้ความสำคัญต่อความหมายของตัวตน โดยการเห็นคุณค่าทั้งต่อตนเองและเห็นคุณค่าในความแตกต่าง

4. มิติด้านภาวะผู้นำเมื่อพูดถึงภาวะผู้นำ

ความท้าทายในประเด็นนี้คือ องค์กรขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถสร้างทีมงานให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพราะผู้นำมักเน้นแต่ในด้านการพัฒนาความสามารถด้านเทคนิค ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของประสิทธิภาพของผลสัมฤทธิ์อย่างตกขอบซึ่งว่าไปแล้วมันสำคัญ แต่ไม่พอ เพราะละเลยความสำคัญต่อคุณค่าของความเป็นมนุษย์

ดังนั้น การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจึงต้องปรับกรอบแนวคิดใหม่ จากการให้น้ำหนักแต่เฉพาะความสามารถด้านการบริหารจัดการ มาเป็นการให้ความสำคัญต่อความเป็นมนุษย์ที่ต้องการคุณค่าและความหมายด้วย ด้วยเหตุนี้ การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนจึงต้องตั้งอยู่บนความสมดุลของทั้งความสามารถด้านการจัดการและการเห็นคนเป็นมนุษย์ จึงจะสามารถนำองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลงให้ไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างยั่งยืน

เพราะโลกเปลี่ยนอย่างเป็นพลวัต องค์กรไม่อาจอยู่นิ่งได้ แต่ต้องปรับตาม แต่มิใช่แค่ให้ทัน แต่ต้องก้าวข้ามและล้ำหน้าด้วยแนวคิดเชิงรุก แต่นั่นจะเป็นจริงไม่ได้เลย หากเรายังยึดติดอยู่กับกรอบแนวคิดการพัฒนาแบบเดิมๆ ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่เราต้องพลิกตำรามาเป็นการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม (Holistic Development Approach) ที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิต เพื่อความมั่นคงยั่งยืน

How To เลือกชุดชั้นในให้เป๊ะปังง่ายๆ เตรียมช้อปออนไลน์ด้วยปลายนิ้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/637428

วันที่ 07 พ.ย. 2563 เวลา 11:11 น.How To เลือกชุดชั้นในให้เป๊ะปังง่ายๆ  เตรียมช้อปออนไลน์ด้วยปลายนิ้วเลือกซื้อชุดชั้นในผ่านช่องทางออนไลน์อย่างไรให้ไม่ให้พลาด!! วาโก้ (Wacoal) เผยทริคเอาใจสาวๆ เตรียมพร้อมช้อปง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว

ต้องยอมรับเลยว่าการช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่องทางอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่รวมเอาสารพัดสิ่งมาไว้ให้เลือกสรร หนึ่งในนั้นคือ ชุดชั้นใน เพื่อนคู่ใจของสาวๆ ทั้งสาวเล็ก สาวใหญ่ เชื่อว่าหลายคนยังมีข้อกังวลใจในการจะซื้อชุดชั้นในผ่านช่องทางออนไลน์อย่างไรให้ไม่พลาด คุณสุปราณี อุ่ยยะเสถียร ผู้จัดการแผนกการตลาดและการขายดิจิทัล บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) เผยว่า การเลือกซื้อชุดชั้นใน เป็นเรื่องที่ต้องพิถีพิถัน และจะต้องมีความละเอียดรอบคอบในการเลือกซื้อ เพราะชุดชั้นในจะมีไซส์ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสรีระของผู้หญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการช้อปปิ้งชุดชั้นในผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ผู้หญิงอย่างเราไม่ได้มีโอกาสทดลองของจริง ดังนั้นการวัดขนาดที่แม่นยำและถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สาวๆ ทุกคนควรมีความรู้ติดตัวเอาไว้ อาทิ

วัดขนาดรอบอกและรอบใต้อกอยู่เสมอ

เพราะอายุ ฮอร์โมน รวมไปถึงการเพิ่มหรือลดของน้ำหนักมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสรีระ อย่ายึดติดกับคัพเดิมที่เคยใส่มาก่อน เพราะหากเราใส่ชุดชั้นในไม่พอดีตัว ไม่ว่าจะแน่นหรือหลวมเกินไป จะมีผลต่อรูปทรงและความหย่อนคล้อยของหน้าอกของเราได้ ยิ่งการซื้อชุดชั้นในออนไลน์ การวัดไซส์ต้องให้ชัวร์ โดยให้วัดเป็นหน่วยเซนติเมตร เพราะให้ความละเอียดได้ดีกว่าหน่วยการวัดแบบนิ้ว และที่สำคัญทุกครั้งที่วัดหาขนาดของชุดชั้นใน ควรถอดชุดชั้นในก่อนเพื่อให้ได้ขนาดแน่นอนที่ละเอียดมากขึ้น

พิจารณารูปทรงของหน้าอก

เพื่อให้ชุดชั้นในตัวเก่งสร้างความมั่นใจให้สาวๆ ได้มากยิ่งขึ้น อย่างสาวอกไก่ หรือ อกทรงเชอร์รี่ ที่ทรงหน้าอกค่อนข้างเล็กและแบนราบ ฐานเต้าไม่ชัด ความพุ่งชันของหน้าอกมีน้อย ควรเลือกบราแบบยกทรงเสริมฟองน้ำ จะช่วยให้ดูมีหน้าอกมากขึ้น แต่หากเป็นสาวอกเล็กและห่าง ไม่ค่อยมีไขมันที่หน้าอก ก็ควรเลือกบราแบบมีโครงและมีตะขอหน้า เพื่อพยุงหน้าอกให้สูงขึ้น บางคนหน้าอกสองข้างไม่เท่ากัน โดยที่เต้าข้างใดข้างหนึ่งมันใหญ่กว่าอีกข้างอย่างชัดเจน ควรเลือกชุดชั้นในที่สามารถปรับเปลี่ยนแผ่นฟองน้ำหรือซิลิโคนที่เสริมได้ เพื่อที่จะได้สามารถจัดขนาดและรูปทรงของหน้าอกให้สมมาตรได้ บางคนเป็นสาวหน้าอกใหญ่และมีความหย่อนคล้อย ควรเลือกใส่บราที่มีโครง เพื่อประคองทรงเต้าไม่ให้หย่อน โดยโครงจะต้องกว้างเพื่อรับกับฐานทรงด้วย และควรจะเลือกรูปแบบที่เก็บเนื้อด้านข้างได้หมด เป็นต้น

นอกเหนือจากเรื่องไซส์หรือคัพหน้าอกแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกเรื่องสำคัญ คือ การเลือกใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ในแต่ละวันของสาวๆ อีกด้วย เพราะวาโก้อยากให้สาวๆ สวยให้สุด ใครก็หยุดไม่ได้ โค้งสุดท้ายปลายปี ทางวาโก้จึงเตรียมสินค้าชิ้นเลิศหลากสไตล์ แมทช์ได้กับทุกรูปแบบการใช้งาน มาให้สาวๆ ได้ช้อปกันให้จุใจในราคาสุดพิเศษกับมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ สุดยิ่งใหญ่ที่ใครๆ ก็ต่างรอคอยอย่าง Shopee 11.11 Big Sale ที่ครั้งนี้ วาโก้จัดเต็มกับชุดชั้นในรุ่นไฮไลท์ที่ให้สาวๆ ได้เลือกเป็นเจ้าของได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น Wacoal Wireless Bra ไร้โครงเหล็ก สำหรับสาวๆ ที่ต้องการความคล่องตัว สามารถปรับอกให้เป๊ะ! กระชับสวย จะชุดรัดรูปหรือชุดทำงานที่ต้องการความคล่องตัว เอาอยู่ทุกชุด!!! หรือจะเก็บกระชับอัพความมั่นใจให้กับสาวคัพใหญ่ กับชุดชั้นใน Wacoal Curve Diva บราที่รู้ใจและเข้าใจสาวคัพใหญ่และสาวไซส์ใหญ่ดีที่สุด Wacoal Travel Bra Spacer ชุดชั้นในที่พร้อมจะเดินทางไปทุกที่ ไม่มีโครง ม้วนได้ ไม่เสียทรง  ส่วนสาวๆ ที่สวยเริ่ดกว่าใคร มั่นใจกับทุกไลฟ์สไตล์ ต้องบราสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Wacoal Mood New Travel Bra x Shogi บราม้วนได้คอลเลคชั่นสุดพิเศษที่ วาโก้ ได้จับมือกับ ช้อปปี้ มอบความเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้า 

นอกจากชุดชั้นในที่จะช่วยเสริมความมั่นให้กับสาวๆ ในทุกๆ ไลฟ์สไตล์แล้ว วาโก้ยังมีสินค้าอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กางเกงในอนามัยสำหรับกลางคืน Wacoal Hygieni Night Panty ที่ช่วยป้องกันการซึมเปื้อนได้ดี และไม่มีกลิ่นอับ มาพร้อมความกระชับเรียบเนียน ให้สาวๆ หลับสบาย มั่นใจได้ในทุกการเคลื่อนไหว ให้สาวๆ ได้ช้อปออนไลน์กันแบบเพลินๆ ตลอดทั้งแคมเปญอีกด้วย 

เมื่อได้เทคนิคการวัดชุดชั้นในอันแสนโปร กับสไตล์ชุดชั้นในทรงสวยที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันของสาวๆ กันแล้ว ก็เตรียมตัวไปช้อปออนไลน์ได้ที่ ได้ที่ https://shopee.co.th/wacoal กันได้เลย

11.11 วันช้อปคนโสด แต่คนไม่โสดก็ซื้อได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/637200

วันที่ 05 พ.ย. 2563 เวลา 11:11 น.11.11 วันช้อปคนโสด แต่คนไม่โสดก็ซื้อได้ส่องไอเท็มเด็ด “11.11” วันช้อปคนโสด แต่คนไม่โสดก็ซื้อได้ กับมหกรรมช้อปแห่งปี Central Retail 11.11 Double Mega Sale

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปี 2020 นี้ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊ปเดียวก็ใกล้จะสิ้นปีแล้ว เชื่อเลยว่าขาช้อปตัวจริงนั้นจะต้องตั้งตารอวันที่ 11 เดือน 11 อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะเป็น “วันคนโสด” Singles’ Day แล้ว ก็ยังเป็นวันที่แบรนด์เอาสินค้ามาลดราคากันกระหน่ำ เรียกได้ว่าให้ทุกคนได้เซอร์ไพรส์แบบจัดเต็มอย่างแน่นอน วันที่ 11 เดือน 11 ทั้งที เลยอยากชวนทั้งคนโสดและคนมีคู่มาช้อปปิ้งให้จิตใจหายว้าเหว่ กลับมาสดใสอีกครั้ง กับแคมเปญ “Central Retail 11.11 Double Mega Sale” (เซ็นทรัล รีเทล 11.11 ดับเบิ้ล เมกา เซล) ที่จัดระหว่างวันนี้-12 พฤศจิกายน 2563 มาส่องดูกันว่าสินค้าแบรนด์ใดที่น่าจับตามองและจะต้องซื้อให้ได้ในช่วง 11.11 นี้

เติมอากาศสดชื่นให้บ้านน่าอยู่ขึ้น

ช่วงนี้หลายพื้นที่ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรามองไม่เห็น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีค่ามลภาวะทางอากาศสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจของผู้คนจำนวนมาก ประเด็นนี้เราจะมองข้ามไม่ได้เลยเพราะอาจจะส่งผลเสียกับสุขภาพของเราในระยะยาว เพราะฉะนั้นจะโสดไม่โสดก็มาเตรียมรับมือกับฝุ่นควันที่มองไม่เห็น ด้วยเครื่องฟอกอากาศที่จะมาช่วยเปลี่ยนทุกอากาศเสียในบ้านให้สดชื่นขึ้น ให้คุณใช้ช่วงเวลาคุณภาพกับคนที่คุณรักที่บ้านอย่างเต็มที่ ยิ่งตอนนี้มีการจัดโปรโมชั่นกับแคมเปญ “Central Retail 11.11 Double Mega Sale” ด้วยส่วนลดหน้าร้านสูงสุดถึง 90% เครื่องฟอกอากาศ SHARP สีชมพูสุดเก๋รุ่น FP-J30TA-P ลดเหลือ 2,990 บาท ทั้งหน้าร้านและหน้าเว็บ รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ อีกมากมาย ช้อปสินค้าคุณภาพทนทาน คุ้มค่าต่อการใช้งาน รับประกันของแท้ 100% ในราคาโดนใจ ได้ที่ Power Buy

ดูแลร่างกายให้ฟิตตลอดเวลา เผื่อนัดเดตรอบหน้า 

เทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง หลายคนหันมาใส่ใจดูแลตัวเองให้ดูดีจากภายในสู่ภายนอกเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจจะได้ไม่พลาดทุกโอกาสสำคัญในชีวิต เพราะเราไม่รู้ว่าเดตครั้งหน้าจะมาเมื่อไหร่ ไม่แน่ว่าแค่ไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้บ้านหรือไปเข้ายิม อาจจะได้พบกับคนที่ใช่แบบไม่รู้ตัวก็ได้ มาเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ให้ร่างกายฟิตอยู่เสมอกับอุปกรณ์กีฬาและชุดออกกำลังกายคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดอย่างรองเท้าวิ่งผู้ชาย Nike Air Zoom Tempo NEXT% และสินค้าอีกหลากหลายจากแบรนด์ดังยอดนิยม เช่น Adidas, Skechers, New Balance และ Crocs ที่ Supersports ยกขบวนมาลดราคา หน้าร้านสูงสุด 60% พบกับสินค้าราคาเดียว 511 บาท 1,111 บาท 1,511 บาท และ 2,111 บาท ออนไลน์ลด on-top 35% สินค้าราคาเดียว 911 และ 1,111 บาท

จะโสดหรือมีคู่ มาใช้เวลาว่าง สร้างสรรค์งานคราฟต์เก๋ๆ

ชวนคนโสดหรือคนมีคู่มาใช้วันว่างให้เป็นประโยชน์ กับกิจกรรมสุดครีเอทีฟที่จะมาเปลี่ยนวันที่จำเจให้กลับมามีสีสันอีกครั้ง ด้วยการทำงานคราฟต์หรืองานแฮนด์เมด DIY ชิ้นเดียวในโลกแบบไม่ซ้ำใคร แถมยังเป็นของขวัญให้กับคนที่เรารักได้ อาทิ สมุดโน้ตลายน่ารัก ๆ หรือการจัดสวนในขวด เพียงแค่มาช้อปที่ B2S ทุกสาขา คุณสามารถหาซื้ออุปกรณ์ตกแต่ง พร้อมเครื่องเขียนต่าง ๆ ได้อย่างครบครัน ตามที่จะนำไปประดิษฐ์และรังสรรค์งานอาร์ตสุดเก๋แนวใหม่แบบที่ต้องการอย่าง ดินสอสีไม้แท่งยาว Master Art S-Series 72 สี ในราคาเพียง 229 บาท และ ชุดอุปกรณ์ศิลปะ Ultimate Art Studio (215 ชิ้น) ราคา 299 บาท พิเศษสุดกับช่วงนี้ โปรโมชั่นลดสูงสุด 70% ทุกรายการสินค้า ให้มาช้อปแบบจุใจทั้งหน้าร้านและออนไลน์

ตามเทรนด์แฟชั่นใหม่ๆ ให้สดใสข้ามปี

ใกล้จะปลายปี ถึงเวลาบอกลาเสื้อผ้าและเครื่องสำอางของปีนี้ที่อาจจะไม่อินเทรนด์แล้ว พร้อมมาทำให้ตัวเองดูดีขึ้นอีก ด้วยการเลือกซื้อสินค้าแฟชั่นใหม่ ๆ ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและโรบินสัน มีไอเท็มให้คุณได้เลือกช้อปแบบครบ โดนใจทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่กำลังฮอตฮิตติดเทรนด์จากแบรนด์ G2OOO, GUESS และ MARK & SPENCER เครื่องสำอางจากแบรนด์ดังต่าง ๆ อย่าง LA MER The Treatment Lotion 150 ลดพิเศษเหลือเพียง 5,130 บาท รวมไปถึงยี่ห้ออื่น ๆ อาทิ Three, MAC, Clarins และ Shiseido ที่ยกทัพมาลดแบบเกินคุ้ม หน้าร้านลดกว่า 70% และออนไลน์ลดให้มากกว่า 90% พิเศษสุด! ช้อปรับความคุ้มแบบดับเบิ้ล ซื้อสินค้าหน้าร้าน รับคูปองช้อปต่อหน้าเว็บ สูงสุด 5,500 บาท พร้อมบริการส่งสินค้าฟรีโดยไม่มียอดสั่งซื้อสินค้าขั้นต่ำและรับของรางวัลพิเศษทุกการสั่งซื้อ

ลดเยอะขนาดนี้แล้ว จะโสดหรือไม่โสดก็อดใจไม่ไหวแน่ ๆ ต้องออกมาช้อปให้หายเหงาที่ร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล หรือช้อปออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 4 ถึง 12 พฤศจิกายน 2563 นี้ ติดตามรายละเอียดแคมเปญ Central Retail 11.11 Double Mega Sale เพิ่มเติมได้ที่ www.centralretail.com/1111doublemegasale

ช้อปผลิตภัณฑ์คุณภาพ ตรวจดวงชะตากับนักโหราศาสตร์ ในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/637115

วันที่ 04 พ.ย. 2563 เวลา 10:30 น.ช้อปผลิตภัณฑ์คุณภาพ ตรวจดวงชะตากับนักโหราศาสตร์ ในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย”มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชวนคนไทยร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์คุณภาพ พร้อมตรวจดวงชะตากับนักโหราศาสตร์ชั้นนำในงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย” 10-16 พ.ย.นี้ ที่สยามพารากอน

ผ้าไหมพิมพ์ลายดอกไม้สีสันสวยงาม จานกระเบื้องลวดลายวิจิตร และเครื่องหนังฝีมือตัดเย็บอันประณีต ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมคุณภาพดีต่างๆ เหล่านี้ ล้วนสร้างสรรค์ด้วยฝีมืออันพิถีพิถันจากเหล่าทหารผ่านศึกผู้ทุพพลภาพจากการเสียสละทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิที่เกิดขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเห็นความสำคัญ และ ไม่ทรงละทิ้งเหล่าทหารผ่านศึกและครอบครัว โดยโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2518 และต่อมาทรงมีพระราชดำริให้มีการฝึกอาชีพให้กับสมาชิกผู้ทุพพลภาพ ซึ่งมีทั้งงานเครื่องหนัง งานตัดเย็บ งานไม้ งานพู่กันระบายสี ฯลฯ ออกมาเป็นสินค้าจำหน่าย เพื่อให้สมาชิกสามารถช่วยตนเอง มีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างยั่งยืน

ในโอกาสครบรอบ 45 ปี ของการดำเนินงานในปีนี้ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงร่วมกับ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ประจำปี 2563” ขึ้นระหว่างวันที่ 10-16 พฤศจิกายน 2563 ณ ไลฟ์สไตล์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมจากแผนกต่างๆ ของมูลนิธิสายไทยฯ กว่า 2,000 ชิ้น เพื่อหารายได้เข้ามูลนิธิสายใจไทยฯ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จแทนพระองค์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2653 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

วนิดา ดุละลัมพะ ผู้อำนวยการสายพัฒนาอาชีพ มูลนิธิสายใจไทยฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า “งานสานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย เป็นงานที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่กิจการของ มูลนิธิฯ ที่ยังคงช่วยเหลือเหล่าสมาชิกด้วยการฝึกอาชีพ และนำผลิตภัณฑ์ออกจัดจำหน่ายมาโดยตลอด ซึ่งล้วนเป็นฝีมือทหาร ตำรวจ ฯลฯ รวมถึงสมาชิกในครอบครัว ปัจจุบันมูลนิธิสายใจไทยฯ มีสมาชิกที่อยู่ในความดูแลในสายพัฒนาอาชีพประมาณ 200 คนและ กว่า 4,000 ครอบครัวจากทั่วประเทศ โดยดำเนินการตามพระราชดำริอย่างมุ่งมั่นด้วยการสร้างอาชีพให้สมาชิกสามารถช่วยเหลือตนเองและมีรายได้เลี้ยงครอบครัวต่อไปอย่างยั่งยืน”

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ The SaiJaiThai Foundation under The Royal Patronage สำนักงาน สวนจิตรลดา สวนจิตรลดา กทม.10300 โทร. 02-281-6403 , 02-282-6466 สำนักงาน บางนา 265 ถนนสรรพาวุธ เขตบางนา กทม. 10260 โทร. 02-183-5115 โทรสาร. 02-183-5129 สำนักงาน ศรีอยุธยา 306/1 ถนนศรีอยุธยา เขตพญาไท กทม.1040 โทร. 02-644-4850-1 โทรสาร. 02-644-4852

ไฮไลท์ของผลิตภัณฑ์ในปีนี้ ของแผนกงานพู่กันระบายสี ได้แก่ ภาพวาดพระที่นั่งวิมานเมฆ พร้อมด้วยลวดลายทองคำแท้บนขอบจาน, ภาพวาดเสือโคร่ง สัตว์ป่าคุ้มครองที่ใกล้สูญพันธุ์, ชุดอาหาร 20 ชิ้น ฯลฯ ของแผนกเครื่องหนังก็มีกระเป๋าทรงแปลกใหม่ หลากหลายลวดลายและขนาดให้เลือกมากมาย จากแผนกผลิตภัณฑ์ผ้า มีผ้าไหมพิมพ์ลายสีสันสดใส ทันสมัย แต่ไม่ทิ้งลวดลายดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์ของสายใจไทย ออกใหม่เพิ่มอีก 6 ลาย มีกระเป๋าผ้า และผ้าเช็ดมือรูปปีนักษัตรฉลู เป็นต้น

นอกจากสินค้าหัตถกรรมคุณภาพดีที่นำมาจำหน่ายแล้ว ปัจจุบันมูลนิธิสายใจไทยฯ ได้มีการเปิดร้านจำหน่ายต้นไม้ ภายใต้ชื่อ “สวนสายใจไทย” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามมูลนิธิฯ ถ.สรรพาวุธ ครั้งนี้จึงได้นำต้นไม้นานาพันธุ์ ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ และพันธุ์ไม้ฟอกอากาศ อาทิ เฟิร์นเท้ากระต่าย ไทรใบสัก ยางอินเดีย เฟิร์นข้าหลวง ลิ้นมังกร ฯลฯ ซึ่งงานสวนได้เพาะพันธุ์ขึ้นมา อีกทั้งได้รับบริจาคจากคณะกรรมการ สมาชิก ฯลฯ และได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มาจำหน่ายในราคาพิเศษภายในงาน นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิสิริวัฒนาเชสเชียร์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยคุณหญิงตรึงใจ อิฐรัตน์ ประธานมูลนิธิฯ เชิญนักโหราศาสตร์มากประสบการณ์ในศาสตร์ต่างๆ มาร่วมตรวจดวงชะตา ชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ตลอดระยะเวลาการจัดงานด้วย

ด้านหนึ่งในสมาชิกมูลนิธิสายใจไทยฯ ร.ท.กฤษณพล ปาปี อดีตนายทหารรับราชการกองพันทหารราบศูนย์การทหารค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ทำงานที่มูลนิธิฯ มาประมาณ 7 ปีแล้ว โดยตนเองชื่นชอบศิลปะเป็นพื้นฐาน จึงเลือกอยู่แผนกพู่กันระบายสี ส่วนใหญ่จะวาดลวดลายลงบนพื้นผิวที่เรียบ อาทิ ไม้ จานกระเบื้อง หรืออื่นๆ และจากการได้ใช้มือสร้างสรรค์งานด้านศิลปะ ทำให้มือขวาที่เคยชาจากการถูกยิงตอนไปรบ เมื่อปี 2525 มีอาการดีขึ้นจนเกือบหายเป็นปกติ จึงนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ในหลวงรัชกาล ที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมูลนิธิสายใจไทยฯ ขึ้นเพราะไม่เพียงให้เขาได้ค้นพบพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ แต่ยังเป็นการฝึกอาชีพและทำให้เขามีรายได้จากการทำงานที่มูลนิธิสายใจไทยฯ ด้วย

ปัจจุบันงานหัตถกรรมของมูลนิธิสายใจไทยฯ ยังคงเดินหน้าต่อยอดผลงานต่างๆ ให้เข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า โดยได้รับการสนับสนุนจากชาวไทยและชาวต่างชาติ ช่วยอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิสายใจไทยฯ อันเป็นการให้กำลังใจแก่สมาชิกผู้ทุพพลภาพ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนการใช้สินค้าไทย ช่วยเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักสู่สากล และเป็นการทำกุศลอีกทางหนึ่งด้วย

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญชวนร่วมงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์ สายใจไทย ประจำปี 2563 ” ซึ่งจะขึ้นจัดระหว่าง วันที่ 10-16 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โทรศัพท์ 02-183-5115 เฟสบุ๊ค : Saijaithai Market ร้านสายใจไทย หรือ Line : @saijaithai

ยูนิโคล่เผยแคมเปญใหม่ What Will You Wear for Tomorrow? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/637113

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 13:18 น.ยูนิโคล่เผยแคมเปญใหม่ What Will You Wear for Tomorrow?ญาญ่า ร่วมแคมเปญใหม่ระดับโกลบอลของยูนิโคล่ ‘What Will You Wear for Tomorrow?’ ตั้งคำถามถึงอนาคตว่าเสื้อผ้าของวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร

ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกจากญี่ปุ่น ประกาศเปิดตัวแคมเปญระดับโกลบอล ‘What Will You Wear for Tomorrow?’ เพื่อจุดประกายผู้คนให้ร่วมค้นหาคอนเซ็ปต์ของเสื้อผ้าแห่งอนาคตที่อยู่เหนือกาลเวลา โดยมีคนดังจากหลายวงการและเชื้อชาติทั่วโลกเข้าร่วมในแคมเปญนี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนโลกให้เข้าสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงนักแสดงหญิงแถวหน้าของไทยอย่าง ญาญ่า-อรัสยา เสปอร์บันด์ ที่มีไลฟ์สไตล์โดดเด่นและสามารถสะท้อนชีวิตวิถีใหม่ผ่านเสื้อผ้าของยูนิโคล่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดจะทยอยนำเสนอผ่านมัลติมีเดียหลากหลายรูปแบบต่อไป

‘What Will You Wear for Tomorrow?’ เป็นแคมเปญระดับโกลบอลล่าสุดของยูนิโคล่ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นผู้คนให้ได้ลองทบทวนตัวเองและการตัดสินใจในชีวิต ซึ่งล้วนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงโลก เพราะชีวิตและไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และต้องปรับเปลี่ยนเมื่อเจอความท้าทายต่างๆ ยูนิโคล่จึงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าเสื้อผ้าของเราเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่สำหรับวันนี้ แต่สำหรับทุกวันในอนาคตด้วยเช่นกัน โดยยูนิโคล่ยังยึดมั่นในปรัชญาไลฟ์แวร์ (LifeWear) ในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่เรียบง่าย มีคุณภาพสูงและประณีต ที่ช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจหยิบขึ้นมาสวมใส่

ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ พรีเซนเตอร์ของ ยูนิโคล่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในเช้าแต่ละวัน เรามักจะถามตัวเองว่าวันนี้จะใส่ชุดอะไรดีนะ แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าเราลองมองไปข้างหน้าและถามตัวเองว่า เสื้อผ้าที่เราจะสวมใส่ในวันพรุ่งนี้ที่จะช่วยทำให้อนาคตดียิ่งขึ้นควรเป็นเช่นไร คำถามนี้จะช่วยทำให้เราคิดไตร่ตรองได้ถี่ถ้วนขึ้นก่อนจะตัดสินใจทำอะไร ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่การเลือกซื้อเสื้อผ้า แต่ยังรวมถึงการตัดสินใจอื่นๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกที่เราอยู่ได้เช่นกัน ญาญ่าดีใจมากค่ะที่ได้เข้าร่วมแคมเปญระดับโกลบอลของยูนิโคล่ ซึ่งจะช่วยจุดประกายผู้คนให้ได้ลองค้นหาความหมายว่าเสื้อผ้าของวันพรุ่งนี้ของแต่ละคนคืออะไรค่ะ” 

นอกจากญาญ่าแล้ว คนดังที่มาร่วมแคมเปญ ‘What Will You Wear for Tomorrow?’ ยังมาจากหลากหลายวงการ เชื้อชาติ และประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อาลีโอนา โดเลสกายา (Aliona Doletskaya) นักข่าวชาวรัสเซีย และแคนดิซ บราธเวท (Candice Brathwaite) นักเขียนจากอังกฤษ รวมถึงคนดังจากฝั่งเอเชียอย่าง เปีย วูร์ซบาค (Pia Wurtzbach) นักแสดงสาวชาวฟิลิปปินส์ผู้ครองมงกุฎ Miss Universe 2015 รอยสตัน ตัน (Royston Tan) ผู้กำกับภาพยนตร์จากสิงคโปร์ และจาง จุน (Zhang Jun) ศิลปินงิ้วคุน ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงอันเก่าแก่ของจีน โดยคนดังทั้งหมดนี้ได้มาร่วมสะท้อนมุมมองและไลฟ์สไตล์ของตัวเองที่สามารถช่วยขับเคลื่อนโลกให้เข้าสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงความเชื่อมโยงที่แต่ละคนมีต่อไลฟ์แวร์ ผ่านภาพถ่ายและวิดีโอซึ่งจะทยอยเผยแพร่ตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนพฤศจิกายนนี้

รับชมคลิปวิดีโอที่ญาญ่ามาบอกเล่าถึงมุมมองที่มีต่อ “เสื้อผ้าของอนาคต” ได้ที่ https://youtu.be/UqroILHc6Mc และร่วมค้นหาความหมายของ ‘What Will You Wear for Tomorrow?’ ได้จากเว็บไซต์ยูนิโคล่ www.uniqlo.com หรือทางอินสตาแกรม @UniqloThailand รวมถึงแฮชแท็ก #WhatWillYouWearForTomorrow

How To เปลี่ยนอะไรให้ชีวิตดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/637098

วันที่ 03 พ.ย. 2563 เวลา 09:45 น.How To เปลี่ยนอะไรให้ชีวิตดีขึ้น9 เทคนิคที่ใครก็ทำได้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น เริ่มต้นวันนี้ สิ้นปีเป็นคนใหม่ รับปีใหม่ 2021

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเราเองจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับผู้ที่ตั้งใจจริงที่มุ่งมั่นอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น หนึ่งในตัวอย่างที่ดีอย่าง Nick Crocker ผู้ก่อตั้งสังคมของผู้เริ่มต้นออกกำลังกายที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่แอคทีฟยิ่งขึ้น แชร์เคล็ดลับเหล่านี้เพื่อการปรับปรุงชีวิตให้ดียิ่งขึ้น มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง 

1. เพิ่มพฤติกรรมใหม่ง่ายกว่าเลิกทำสิ่งเก่าๆ การหักดิบมักเป็นวิธีที่ไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ แทนที่จะเลิกทำพฤติกรรมแย่ๆ อย่างกะทันหัน ลองเปลี่ยนเป็นเพิ่มพฤติกรรมใหม่ๆ ที่ดีเข้าไปจะดีกว่า แล้ววันหนึ่งพฤติกรรมด้านบวกจะผลักสิ่งแย่ๆ ออกไปเอง

2. กำหนดเวลาที่แน่นอนให้กับเป้าหมาย เป้าหมายที่ทำไปเรื่อยๆ แบบไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จน้อยกว่า เพราะในทางจิตวิทยาคนเรามักจะรักสบายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอไม่มีเดทไลน์เราจึงผัดวันประกันพรุ่งและทำอะไรไม่สำเร็จสักที

3. แบ่งเป้าหมายออกเป็นส่วนย่อยๆ เมื่อเริ่มคิดเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในตัวเองอย่าคิดว่านั่นคือการวิ่งมาราธอนอันยาวไกลแต่ควรหมั่นตรวจเช็คความก้าวหน้าของตัวเองเป็นระยะๆเมื่อทำสำเร็จไปขั้นหนึ่งก็ถือว่าเราได้ก้าวมาไกลกว่าจุดเดิมแล้วการคิดแบบนี้จะช่วยเติมพลังได้เป็นอย่างดี

4. ใช้ประโยชน์จากแรงกระตุ้น หมั่นบอกตัวเองเสมอว่าถ้าทำตามเป้าหมายสำเร็จแล้วชีวิตจะดีขึ้นยังไงบ้าง เช่น สุขภาพดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น หาเงินได้เยอะขึ้น

5. วัดผลการเปลี่ยนแปลงให้เป็นรูปธรรม ปัจจุบันนี้มีตัวช่วยมากมายในการใช้ชีวิตประจำวันให้ง่ายขึ้น เช่น แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นแอพบันทึกรายรับรายจ่าย แอพคำนวณและบันทึกแคลลอรี่จากการออกกำลังกาย แอพสำหรับนักวิ่ง ลองโหลดมาใช้ดู หรือง่ายๆ แค่หาสมุดบันทึกสักเล่มมาจดก็ได้

6. หาเพื่อนมาเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน การทำอะไรคนเดียวเวลาคิดจะเลิกทำบางทีเราก็เลิกทำมันเสียดื้อๆแต่ถ้ามีเพื่อนร่วมพยายามไปด้วยกันนอกจากจะเป็นกำลังใจให้กันและกันแล้วยังเหมือนเป็นการผูกมัดนิดๆด้วยว่าอย่าปล่อยให้ล่มนะแกจะทิ้งฉันให้ทำต่อไปคนเดียวเหรอแบบนี้โอกาสสำเร็จก็จะมีมากขึ้น

7. วางเงินเดิมพัน การมีเงินเดิมพันเล็กๆ น้อย เช่น ลงขันคนละ 100 บาท ใครลดน้ำหนักได้ถึงเป้าหมายก่อนได้เงินทั้งหมดไป จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงที่ทำร่วมกันสนุกและท้าทายยิ่งขึ้น

8. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัว แม้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบเดิมๆ การเปลี่ยนแปลงก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะดีกว่าแน่นอนถ้าเราได้ไปอยู่ในสถานที่ใหม่ ซึ่งเอื้ออำนวยกับการพัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้น

9. ตั้งเป้าหมายอย่างเหมาะสม กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว การเปลี่ยนแปลงชีวิตก็ไม่อาจเกิดขึ้นอย่างปุบปับเช่นกัน  การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นเป็นไป และเป้าหมายที่ตั้งในแต่ละสเต็ปไม่ควรยากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความท้อใจเสียก่อนที่จะทำสำเร็จ เราควรตั้งเป้าหมายพอดีๆ กับความสามารถที่คิดว่าจะทำได้ เมื่อบรรลุแล้วจึงค่อยขยับไปยังเป้าหมายที่สูงขึ้น

คอนเฟิร์มแล้ว! Limelight Gala Automatic ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ PIAGET #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636958

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 09:35 น.คอนเฟิร์มแล้ว! Limelight Gala Automatic ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ PIAGETครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเพียเจต์ (Piaget) กับเรือนเวลาอัตโนมัติในกลุ่มคอลเลคชั่น Limelight Gala จิตวิญญานที่ถูกนำมาปรุงแต่งไปอีกขั้น

ต้องบอกเลยว่า สำหรับคอลเลคชั่น Limelight Gala จากเพียเจต์ (Piaget) ครั้งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองที่เคียงข้างสุภาพสตรีมาหลายยุคสมัย ทั้งยังถ่ายทอดนิยามของอิสตรีผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของผู้เป็นแรงบันดาลใจ ผู้เปี่ยมด้วยจินตนาการที่สร้างสรรค์ ผู้ที่กล้าเผชิญหน้าและมาดมั่นในความอิสระ

เพื่อสดุดีความเชี่ยวชาญที่เมซงมีมาอย่างยาวนาน ปีนี้แบรนด์ได้นำจิตวิญญานมาปรุงแต่งไปอีกขั้น โดยนำเสนอเรือนเวลา Limelight Gala ถึง 5 รุ่นด้วยกัน ซึ่งทุกรุ่นรังสรรค์บนตัวเรือนขนาด 32 มิลลิเมตร ทว่าซุกซ่อนระบบกลไกแบบใหม่ล่าสุดที่ผลิตขึ้นในโรงงานของเมซงเอง อย่าง 501P ไว้ภายใน นับเป็นกลไกอัตโนมัติตัวแรกในซีรีส์ Limelight Gala ที่แบรนด์ภูมิใจนำเสนอในรอบ 50 กว่าปี และนี่คือ 5 เรือนเวลาที่พร้อมโลดแล่นในทุกช่วงแห่งความสุขไปกับเหล่าสุภาพสตรี

Gold Milanese mesh bracelet versions

สำหรับ 2 โมเดลแรกนี้มาในดีไซน์สายรัดข้อมือแบบเมลานีสที่ชวนให้นึกถึงสุนทรียะอันอ่อนช้อยของเส้นสายในยุคทศวรรษที่ 1950–สานต่อความเรืองรอง เอกลักษณ์ และเทคนิคเฉพาะอันเก่าแก่สู่ตัวเรือนปัจจุบันได้อย่างน่าชื่นชม โดยสายรัดข้อมือแบบเมลานีสหนึ่งเส้นใช้เวลาในการรังสรรค์กว่า 35 ชั่วโมง เริ่มจากนำทองคำแท่งมาผ่านกระบวนการบัดกรีจนได้เส้นสายที่บางเบาราวกับเส้นไหม จากนั้นถักทอทีละเส้นด้วยมืออย่างวิจิตรบรรจง ก่อเกิดผลลัพธ์ที่เบาสบายเมื่อยามสวมใส่ ทั้งยังหลอมรวมเข้ากับตัวเรือนและขาแบบอสมมาตรได้อย่างกลมกลืน มีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่นไวท์โกลด์ และโรสโกลด์

White gold and rose gold versions on alligator straps

2 รุ่นถัดมารังสรรค์บนตัวเรือนไวท์โกลด์ และโรสโกลด์เช่นกัน มาในลุคสายหนังจระเข้สีดำที่ตอบโจทย์ทั้งแง่ความคลาสสิกและใช้งานได้อย่างหลากหลาย เสริมความเฟมินีนด้วยประกายของเพชรบริลเลียนต์คัตรวม 62 เม็ด (ราว 1.64 กะรัต) ที่ขอบและขาตัวเรือน

A Precious snow setting

ปิดท้ายด้วยอีกสไตล์ที่น่าจับตากับ PIAGET Limelight Gala Automatic ที่มาพร้อมหน้าปัดประดับเพชรบริลเลียนต์คัต ซึ่งแต่ละเม็ดถูกฝังอย่างประณีตด้วยเทคนิค Snow Setting ที่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อนและต้องอาศัยทักษะในการคำนวณเพื่อหาตำแหน่งฝังเพชรที่ดีที่สุดให้กับเพชรแต่ละเม็ดที่มีขนาดต่างกันออกไป เพื่อส่งมอบประกายงามที่แปลกใหม่ให้กับผู้สวมใส่ในทุกช่วงเวลา

และสำหรับสาวๆ ที่อยากเติมเสน่ห์ให้กับการแต่งตัว สร้อยคอและตุ้มหูถือเป็นอีกแอ็กเซสเซอรี่ที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะจิวเวลรี่ในกลุ่มคอลเลคชั่น Sunlight ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดวงอาทิตย์ หนึ่งในสัญลักษณ์ทรงอิทธิพลคู่เมซง ที่ไม่ว่าจะยุคไหนก็ถูกนำมาผสมผสานเข้ากับดีไซน์ของแบรนด์ได้อย่างไร้ที่ติและแต่งแต้มประกายแห่งความสุขให้กับเหล่าสุภาพสตรีที่สวมใส่อย่างแท้จริง

Piaget Sunlight Necklace ที่มีให้เลือกถึง 3 สไตล์ อาทิ

  • สร้อยคอไวท์โกลด์  และโรสโกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 54 เม็ด (ราว 5.00 กะรัต)
  • สร้อยคอโรสโกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 26 เม็ด (ราว 2.37 กะรัต)
  • สร้อยคอโรสโกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 7 เม็ด (ราว 0.43 กะรัต) จับคู่สร้อยข้อมือดีไซน์เดียวกัน 

มิกซ์แอนด์แมตช์ด้วย Piaget Sunlight Drop Earrings ที่เลือกปรับเปลี่ยนใส่ได้ทั้งแบบติดหูอย่างเดียว แบบพร้อมสายโซ่ทองประดับเพชร หรือแบบคละสไตล์สั้นข้างยาวข้าง

  • ต่างหูโรสโกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 8 เม็ด (ราว 0.43 กะรัต)
  • ต่างหูไวท์โกลด์ และโรสโกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 30 เม็ด (ราว 2.73 กะรัต) 

เจิดจรัสขั้นสุดกับ Piaget Sunlight Pendant สร้อยคอพร้อมจี้ในหลากหลายดีไซน์

  • สร้อยคอพร้อมจี้ไวท์โกลด์ ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 16 เม็ด (ราว 0.14 กะรัต)
  • สร้อยคอพร้อมจี้ไวท์โกลด์ ตกแต่งด้วยเทคนิคการฝังเพชรอันประณีตในสไตล์ที่เพียเจต์ถนัดลงบนดิสก์และวงรัศมีโดยรอบด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 159 เม็ด (ราว 2.37 กะรัต)
  • สร้อยคอโรสโกลด์ 18 กะรัต พร้อมจี้ประดับกรีน มาลาไคท์ ล้อมรอบด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 28 เม็ด (ราว 0.17 กะรัต) ที่ร้อยเรียงงดงามราวกับรัศมีดวงอาทิตย์

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร. 02-610-9678

การสร้างองค์กรให้มีคุณค่าเพื่อความมั่นคงยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636941

วันที่ 02 พ.ย. 2563 เวลา 07:08 น.การสร้างองค์กรให้มีคุณค่าเพื่อความมั่นคงยั่งยืนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

คุณค่าองค์กรคืออะไร สำคัญอย่างไร

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ความต้องการผู้บริโภคก็ไม่เหมือนเดิม มีความคาดหวังสูงขึ้น เพราะต่างต้องการความพึงพอใจและความคุ้มค่าจากเงินที่จ่ายไป หน้าที่ขององค์กรคือต้องตอบสนองความคุ้มค่าดังกล่าว หากทำได้ ผู้บริโภคจะรู้สึกว่าองค์นั้นมีคุณค่า

คุณค่าองค์กรจึงเป็นภาวะที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้ามีความน่าเชื่อถือมีมาตรฐานสูงและนอกจากจะรักษามาตรฐานนั้นได้ยังสามารถยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นได้เรื่อยๆอย่างต่อเนื่องสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างเกินความคาดหมายทั้งด้านอรรถประโยชน์และยังให้ความรู้สึกที่ดีด้วยนั่นคือความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปลูกค้าจึงมีความเชื่อมั่นไว้วางใจความพึงพอใจส่วนหลังนี้สำคัญกว่าการตอบสนองทางด้านอรรถประโยชน์มากนักเพราะการให้ความรู้สึกที่ดีมีค่ามากกว่าด้านประโยชน์ใช้สอยถ้าลูกค้ามีความมั่นใจลูกค้าจะกลับมาเรื่อยๆ

แล้วเราจะสร้างคุณค่าองค์กรได้อย่างไร คำตอบคือ องค์กรต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีศักยภาพ แล้วเราจะพัฒนาศักยภาพดังกล่าวได้อย่างไร Jack Trout เคยกล่าวไว้ว่า “Differentiate or Die” กล่าวคือ องค์กรจะยั่งยืนอยู่ได้ต้องมีนวัตกรรม คือมีสินค้าและบริการที่แปลกใหม่ หลากหลาย มีความแตกต่างจากของเดิมๆ ที่มีอยู่ 

แล้วนวัตกรรมมาได้ยังไง

1. ต้องคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม

ท่านสงสัยไหมว่า ทำไมร้านที่ขายราดหน้า ต้องมีผัดซีอิ๊วด้วย ทำไมส้มตำถึงมีความหลากหลาย เช่น ตำไทย ตำปู ตำปลาร้า ทำไมกาแฟถึงมีชื่อเรียกต่างกัน กลิ่นและรสชาติก็ต่างกัน ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น แต่ละอย่างดูคล้ายกัน แต่แตกต่างกัน คุณสมบัติก็ต่างกัน สามารถตอบสนองลูกค้าได้หลากหลายต่างกัน จึงให้คุณค่าต่างกัน ราคาจึงต่างกัน และเราเรียกว่าความแตกต่างเหล่านี้ว่า นวัตกรรม มันไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเราต้องมีนวัตกรรม แต่ท่านสงสัยไหมว่า นวัตกรรมเกิดขึ้นได้อย่างไร

องค์กรแห่งคุณค่าต้องสร้างแบรนด์ของตัวเองให้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ต้องมีนวัตกรรม มีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ลอกเลียนแบบใคร มีความน่าเชื่อถือ สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

คุณสมบัติดังกล่าวจะเป็นจริงได้ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ และการมองภาพเชิงองค์รวม แนวคิดดังกล่าวชี้ให้เห็นความจริงว่า สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างทั้งสิ้น

2. บุคลากรต้องเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่

การจะสร้างคุณค่าให้องค์กรด้วยนวัตกรรมบนฐานของการคิดเชิงระบบ และการมองภาพเชิงองค์รวมได้นั้น บุคลากรต้องปรับกรอบความคิดตนเองเสียใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ (Mindset Change) โดย

  1. ปรับกรอบความคิดเชิงบวกที่มีต่อบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง มองการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ และต้องปรับตนเองให้สอดคล้องบนฐานของการสร้างคุณค่าอย่างต่อเนื่อง
  2. เปลี่ยนวิธีมองความต้องการลูกค้าใหม่ ต้องเข้าถึงความต้องการผู้บริโภคอย่างแท้จริง ต้องเข้าใจว่าลูกค้ามีความหลากหลาย จึงต้องเอาความต้องการลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และตอบสนองเพื่อสร้างความคุ้มค่าด้วยสินค้าและบริการที่แตกต่างและแปลกใหม่
  3. ปรับกรอบความคิดเชิงบวกที่มีต่อตนเอง เห็นคุณค่าตนเอง มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน ยืนหยัด อดทน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อระเบิดศักยภาพจากภายในให้สามารถนำตนเองได้เพื่อเล่นเชิงรุก มีความมุ่งมั่นต่อการสร้างคุณค่าให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน
  4. ปรับมุมมองเชิงบวกต่อเพื่อนร่วมงาน เห็นคุณค่าในความแตกต่าง เพื่อสร้างความเข้าใจ ไว้วางใจ และศรัทธาร่วมกัน เพื่อระเบิดศักยภาพทีมงานออกมาเสริมกันอยางมีพลังร่วม
  5. ปรับมุมมองต่อการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างทีมงานอย่างสอดคล้องไปในแนวเดียวกันด้วยภาพเป้าหมายเดียวกันต่อการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคอย่างเป็นเอกภาพ 

การสร้างองค์กรให้ยั่งยืนนั้นไม่ง่าย ท้าทาย ใช้เวลา อดทน ไม่ย่อท้อ และมันไม่มีทางเลือกอื่น หน่วยงานต้องปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรแห่งการสร้างคุณค่าให้อยู่ในจิตวิญญาณของทุกคน คุณค่าดังกล่าว องค์กรต้องสร้างเอง และตัวตัดสินคือผู้บริโภค องค์กรจึงต้องมุ่งมั่นต่อการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ด้วยมุมมองดังกล่าว องค์กรจึงจะอยู่รอดได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

ส่องรันเวย์ลุคคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 Ermenegildo Zegna #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/636956

วันที่ 01 พ.ย. 2563 เวลา 13:20 น.ส่องรันเวย์ลุคคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 Ermenegildo ZegnaErmenegildo Zegna นำเสนอรันเวย์ลุคของคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ใช้ในสิ่งที่มีอยู่”

Ermenegildo Zegna (แอร์เมเนจิลโด เซนญ่า) แบรนด์เสื้อผ้าสุภาพบุรุษจากประเทศอิตาลี ที่ยังคงสานต่อการสร้างสรรค์เสื้อผ้า ภายใต้คอนเซ็ปต์ ใช้ในสิ่งที่มีอยู่ (#UseTheExisting) ตอกย้ำความเป็นอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มุ่งมั่นในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งการสร้างสรรค์ได้นำวัสดุจาก Achill Farm ฟาร์มขนสัตว์ในประเทศออสเตรเลีย

โดย Ermenegildo Zegna มุ่งมั่นที่จะยังคงถ่ายทอดผลงานอันประณีตทุกขั้นตอน สำหรับคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2020 นี้ อเลสซานโดร ซาร์โตริ (Alessandro Sartori) อาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์ประจำแบรนด์นำมาปรับใช้กับโครงสร้างชุดสูท กางเกง เสื้อโค้ทตัวยาว เสื้อบอมเบอร์แจ็คเก็ต อีกทั้งมาพร้อมกับดีเทลลวดลายอันโดดเด่นและสีประจำซีซั่น อาทิ สีน้ำตาลหินทราย สีฟ้า สีน้ำตาลควอตซ์ สีเขียวเข้ม สีดำ สีน้ำเงินปีกนกยูง สีแอมเบอร์ มาให้เลือกสวมใส่ตามโอกาสอันเหมาะสม