How to ช้อปอย่างไรให้คุ้มแบบ 10 เต็ม 10 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634788

วันที่ 06 ต.ค. 2563 เวลา 10:15 น.How to ช้อปอย่างไรให้คุ้มแบบ 10 เต็ม 1010 ทริคสุดปัง! ช้อปอย่างไรให้คุ้มแบบ 10 เต็ม 10 กับ Central Retail 10.10 Double Mega Sale

นับเวลาถอยหลังเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลที่ทุกคนรอคอย ใกล้สิ้นปีแบบนี้หลายแบรนด์ก็เริ่มทยอยปล่อยโปรโมชั่นเด็ดๆ มามัดใจขาช้อป ให้ได้ช้อปแบบกระหน่ำส่งท้ายปี แถมตอนนี้ยังง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยช่องทางการช้อปทั้งหน้าร้านและหน้าเว็บ โปรฯ เด็ดขนาดนี้กลัวจะช้อปเพลินเกินห้ามใจกันซะก่อน วันนี้เราจึงนำเคล็ดลับดีๆ จาก เซ็นทรัล รีเทล ที่แชร์ 10 เทคนิคสำหรับขาช้อปให้ได้ซื้อสินค้าที่ชอบ ในราคาที่ใช่ แถมยังมีเงินเหลือไว้เอาไปปาร์ตี้ปีใหม่ได้อีกด้วย ไปดูกันเลยว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง

1.ตั้งสติก่อนสตาร์ท แพลนการช้อปให้ดี เพราะเราต้องมีสติตลอดเวลา ใช่ว่าสินค้าราคาถูกจะ ตอบโจทย์และเหมาะกับเราเสมอไป หากซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

2.อัพเดตเทรนด์ก่อนพุ่งตัวไปซื้อ เช็กให้ชัวร์คอลเลคชั่นวินเทอร์นี้อะไรเด็ด อะไรปัง แพนโทนสีฮิตต้องมา หาข้อมูลให้ดีก่อนไปซื้อ ถ้ามั่นใจแล้วก็ไปช้อปได้เลยที่หน้าร้าน หรือหน้าเว็บ รับรองงานนี้ไม่มีตกเทรนด์

3.จัดหนัก จัดเต็ม เน้นช้อปช่วงโปรโมชั่น อย่าปล่อยให้คลาดสายตา โปรโมชั่นปังๆ จากแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะผ่านทาง Display ในห้างสรรพสินค้า เว็บไซต์ และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ จับตามองวันที่มีโปรโมชั่นเด็ดๆ ของแต่ละเดือนให้ดี เช่น 10.10, 11.11, และ 12.12 ล่าสุด เช็นทรัล รีเทล ส่งแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale (เซ็นทรัล รีเทล 10.10 ดับเบิ้ล เมกา เซลล์) มอบส่วนลดสูงสุดถึง 90% ทั้งหน้าร้านและหน้าเว็บ ขาช้อปเตรียมตัวให้พร้อม มาเจอกันได้ตั้งแต่วันนี้-11 ต.ค.นี้

4.ยุคนี้บริการต้องเป๊ะ ยุคที่เราเลือกช้อปกันได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านหรือหน้าเว็บ นอกจากโปรโมชั่นสุดคุ้มแล้ว ไม่ควรมองข้ามบริการก่อนและหลังการขาย เช่น เลือกช้อปร้านที่ให้ลองก่อนตัดสินใจซื้อ หรือหากไม่ถูกใจสามารถเปลี่ยน-คืนสินค้าได้ฟรี อย่างที่เซ็นทรัล รีเทล เค้าก็มีบริการรับคืนสินค้าฟรีที่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต เพาเวอร์บาย ซีเอ็มจี บีทูเอส ไทวัสดุ บ้านแอนด์บียอนด์ มากกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศเลยนะ

5. ปังสุดๆ กับ Membership ที่โดนใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ แค่บัตรสมาชิกไม่พอแล้ว ยุคนี้เค้าต้องมี Loyalty Platform ที่ให้โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษที่ตรงใจ ถ้าขาช้อปไม่อยากพลาดสิทธิประโยชน์ดี ๆ เราขอแนะนำให้สมัครเป็นสมาชิกของแอป The 1 (เดอะวัน) แอปเดียวเอาอยู่ ทั้งในการสะสมคะแนน แลกคะแนน เพื่อใช้เป็นส่วนลด on top สำหรับร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น The 1 ได้ที่ App Store และ Google Play หรือคลิก https://app-download.onelink.me/oxGp/d1e8d876

6.สะสมมาก ยิ่งลดมาก พร้อมให้แลกคะแนนอีกเพียบ สมัครเข้าเป็น Membership เลย เพราะทุกครั้งที่ใช้จ่าย สมาชิกจะได้รับคะแนนสะสมแต้ม โดยสามารถนำคะแนนที่สะสมไว้ไปแลกซื้อหรือนำไปเป็นส่วนลดสำหรับการซื้อสินค้าได้ ซึ่งในแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale จัดให้พิเศษสุดกับ สมาชิก The 1 แลกคะแนนเพียง 100 คะแนน ใช้เป็นส่วนลด 100 บาท (แลกคะแนนผ่าน The 1 Application ตั้งแต่วันที่ 8-10 ตุลาคม ส่วนลดใช้ได้เฉพาะวันที่ 10 ตุลาคมนี้เท่านั้น) ขาช้อปต้องรีบไปตำ! 

7.ช้อปไม่มีสะดุดทุกช่องทาง จากหน้าร้านถึงหน้าบ้าน แม้จะเป็นขาช้อปที่ไม่สะดวกออกจากบ้าน หรือมีเวลาจำกัด ก็สามารถเลือกซื้อสินค้าได้สบายมากขึ้น ด้วยช่องทางการช้อปหลากหลายช่องทาง อย่างในแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale นี้ ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น, บริการ Chat & Shop, Call & Shop ซึ่งสามารถเลือกวิธีรับสินค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นบริการส่งฟรีให้ถึงที่บ้าน (Free Delivery) และบริการ Click & Collect เพียงแค่คลิ๊กจากหน้าเว็บก็สามารถมารับสินค้าได้ที่หน้าร้าน สะดวก รวดเร็ว แถมยังได้คูปองส่วนลด x2 ให้ไปช้อปกันต่อแบบดับเบิ้ลๆ อีกจ้า

8.เช็กราคาให้ชัวร์ ไม่มั่วนิ่ม! หมั่นเดินรีวิวสินค้าตาม Window shopping ที่ร้านค้าในห้างสรรพสินค้าหรือเช็คราคาจากทางเว็บไซต์อยู่เสมอ เพื่อให้ได้สินค้าราคาโดนใจ แต่ถ้าไม่อยากไปคอยเช็คราคาให้เสียเวลา ก็ต้องมาช้อปในแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale รับรองว่าจะได้สินค้าลดสูงสุด 90% แน่นอน

9.จะรูดปื๊ดๆ แค่ไหน ส่วนลดก็จุใจ ด้วยการใช้บัตรเครดิตช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้จ่าย ช้อปปิ้งให้มากขึ้น ซึ่งบัตรเครดิตหลาย ๆ ค่าย ปล่อยโปร เด็ดๆมากมาย ให้เราได้ช้อปสินค้าในราคาที่คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถือบัตรเครดิต Central The 1 เมื่อใช้จ่ายครบ 1,010 บาท รับคะแนน The 1 สูงสุด 1,010 คะแนน (ลงทะเบียนรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม) สามารถนำส่วนลดไปใช้แบบคุ้มค่าที่ร้านค้าที่ร่วมรายการในเครือเซ็นทรัล รีเทล

10.ขาช้อปยุคใหม่ ต้องของแบรนด์แท้เท่านั้น อีกหนึ่งเทคนิคที่จะช่วยให้ช้อปได้แบบคุ้มๆ คือซื้อสินค้าจากแบรนด์โดยตรง เพราะเราสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าคุณภาพดี รับประกันของแท้แน่นอน ใช้งานได้นานกว่า และคุ้มค่ายิ่งกว่า มาช้อปกับแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale มั่นใจได้ว่าจะได้สินค้าการันตีคุณภาพของแท้ 100% ทุกรายการแน่นอนจ้า

รู้ 10 ทริคดีๆ แบบนี้แล้ว ขาช้อปทั้งหลายก็อย่าลืมเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์เวลาไปช้อปปิ้ง รับรองว่าจะช้อปกี่ครั้งก็ยังไหว แต่ถ้าอยากจุใจมากกว่านี้ ก็ต้องมาช้อปกับแคมเปญ Central Retail 10.10 Double Mega Sale ให้ได้ส่วนลดแบบดับเบิ้ล ๆ กับกองทัพสินค้ากว่า 1,000,000 รายการ จาก 1,000 ร้านค้า ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 ตุลาคม 2563 นี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.centralretail.com/1010doublemegasale ขาช้อปตัวจริงห้ามพลาด!

การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ฉีกทุกกรอบตำรา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634695

วันที่ 05 ต.ค. 2563 เวลา 07:57 น.การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ฉีกทุกกรอบตำราการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ฉีกทุกกรอบตำรา

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ความท้าทายด้านการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

โลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต ปรับตัวตลอดเวลาเพื่อเข้าสู่สมดุลใหม่ อย่างการระบาดของไวรัสโควิด 19 ส่งผลกระทบสูงมากเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การดำเนินธุรกิจ ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภค ห่วงโซ่การผลิตขาดความต่อเนื่อง การดำเนินธุรกิจต้องหยุดชะงัก หลายธุรกิจต้องล่มสลาย การปรับตัวเกิดในทุกภาคส่วนของธุรกิจเพื่อความอยู่รอด ไม่มียกเว้น ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรง ไม่ทันตั้งตัว จนเกิดเป็นภาวะปกติใหม่ที่ไม่อาจกลับสู่สภาพเดิมได้ และการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีก และเชื่อว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นนั้นอยู่ที่ว่าเราจะพัฒนาศักยภาพมนุษย์ให้สามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ที่กำลังจะมานั้นได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ เราต้องมีความรู้ มีปัญญา มีกระบวนการเรียนรู้ สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

แล้วปัญหาด้านการเรียนรู้ในปัจจุบันคืออะไร

ระบบการศึกษาและกระบวนการหาความรู้ในปัจจุบัน เรายังเน้นที่การท่องจำ ชอบทางลัด ให้ความสำคัญแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่มีการตั้งเป้าหมาย หรือมีแต่ก็ไม่ชัด การจัดการจึงคลุมเครือและไม่ไปในแนวเดียวกัน ขาดกระบวนการคิดเชิงระบบ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ ขาดการมองภาพเชิงองค์รวม จึงไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แตกต่างที่แปลกใหม่ นั่นเป็นเพราะกระบวนการเรียนรู้ถูกตีกรอบอยู่ในบริบทเฉพาะตามรายวิชาด้วยมุมมองอย่างแยกส่วน เช่น เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ คณิศาสตร์ สังคม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วรรณคดี และอื่นๆ แต่เราไม่สามารถบูรณาการวิชาเหล่านี้เพื่อเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เหนือกว่าเดิม กล่าวโดยรวมแล้วคือ เราขาดกระบวนการเรียนรู้เชิงองค์รวม

กระบวนการเรียนรู้เชิงองค์รวมคืออะไร มีธรรมชาติเป็นอย่างไร

ธรรมชาติของความเป็นองค์รวมคือ ภาวะของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ (New Normal) จากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ภาวะดังกล่าวสามารถแสดงศักยภาพหรือคุณสมบัติที่เหนือกว่า หรือแตกต่างจากองค์ประกอบเดิมได้อย่างมีคุณค่าและความหมาย ภาวะดังกล่าวเป็นจริงของทุกสรรพสิ่ง ไม่มียกเว้น ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม

เพื่อความเข้าใจ ผมขอชวนท่านพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้ ท่านสงสัยไหมว่า เวลาท่านจะกินกาแฟร้อน ทำไมต้องเอาผงกาแฟ ครีม น้ำตาล และน้ำร้อนมาชงเข้าด้วยกัน ทำไมท่านไม่ทานทีละอย่าง

ทำไมเวลาจะทานส้มตำ ต้องเอาองค์ประกอบสิบกว่าอย่างมาตำ มาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน ก่อนจะตักเข้าปาก

ทำไมก๊าซไฮโดรเจนซึ่งติดไฟ และก๊าซออกซิเจนที่ช่วยให้ไฟติด แต่เมื่อนำทั้งสองมารวมกันแล้ว จะได้น้ำที่สามารถดับตัวมันเองได้

และหากเราเติมโลหะโซเดียมลงในน้ำ มันจะระเบิด สร้างความเสียหาย และหากเราสัมผัสกับกรดเกลือหรือกรดไฮโดรคลอริก (HCL) โดยตรง เราจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างมาก เพราะมันจะกัดทะลุถึงกระดูกเลยทีเดียว แต่เมื่อนำสารอันตรายทั้งสองมารวมกัน เรากลับได้เกลือแกง สีขาว เค็มๆ คราวนี้กินได้

และไม่ว่าเราจะยกอะไรขึ้นมาพิจารณาก็ตาม มันล้วนมีธรรมชาติเป็นแบบเดียวกันหมด ไม่มียกเว้น

ทั้งกาแฟร้อน ส้มตำ น้ำ และเกลือแกง ต่างล้วนมีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ

ทีนี้เรามาสังเกตการเกิดขึ้นของความรู้ ความเข้าใจบ้าง เวลาเราอ่านหนังสือ เราจะขีดเส้นใต้หรือระบายสีคำสำคัญๆ แล้วเราก็เอาคำสำคัญเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกัน ในขณะที่เราเชื่อมโยงนั้นเอง ภาวะองค์รวมใหม่ที่เรียกว่าความรู้ ความเข้าใจก็เกิดขึ้น เกิดเป็นปัญญาที่สูงกว่าคำสำคัญเหล่านั้นโดดๆ   

จะเห็นได้ว่าทั้งกาแฟร้อน ส้มตำ น้ำ เกลือแกง และความรู้ความเข้าใจใหม่ที่เกิดขึ้น ต่างก็เป็นภาวะองค์รวมที่มีธรรมชาติอย่างเดียวกัน กล่าวคือ ต่างก็เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ การหาความรู้ที่แท้จริงจึงต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงองค์รวมที่สะท้อนถึงความจริงที่ว่า กระบวนการเรียนรู้ใดๆ มีธรรมชาติของความเป็นองค์รวมที่ผุดขึ้นจากการเชื่อมโยงองค์ประกอบ และสามารถแสดงศักยภาพที่แตกต่างจากเดิมได้อย่างมีคุณค่าและความหมาย

แล้วเราจะพัฒนากระบวนการเรียนรู้เชิงองค์รวมขึ้นมาได้อย่างไร

1. การศึกษาใดๆ ต้องมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับความท้าทายตามบริบทที่เกิดขึ้นตรงหน้า โดยการเปิดโลกเพื่อเข้าใจในปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดจากองค์ประกอบต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน อีกทั้งการขยายกรอบออกจากการพิจารณาในระดับบุคคลเดี่ยวๆ มาเป็นการมองโลกในมุมมองที่กว้างขึ้น เข้าใจปรากฏการณ์และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบที่อยู่ตรงหน้าตามปรากฏการณ์ที่แท้จริง

2. เพราะกระบวนการเรียนรู้ใดๆ ต้องมาจากการเชื่อมโยงที่แตกต่างขององค์ประกอบที่หลากหลาย ดังนั้น การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เราจึงต้องปรับมุมมองการเรียนรู้เสียใหม่ คือต้องเป็นการศึกษาแบบเปิดโลกที่ตีทะลุกรอบความคิดออกจากรายวิชาที่จำกัดขอบเขตกระบวนการเรียนรู้ให้อยู่ในมุมมองที่คับแคบที่เป็นเรื่องเฉพาะและเป็นมุมมองเชิงเดี่ยว มาเป็นการมองภาพเชิงองค์รวม หาองค์ประกอบที่หลากหลายที่เป็นสาระสำคัญจากศาสตร์ต่างๆ อย่างเปิดกว้าง ไร้ขอบเขต แล้วนำมาเชื่อมให้แตกต่าง เพื่อผุดขึ้นเป็นทางเลือกที่มีคุณค่าเพื่อการตัดสินใจอย่างเหมาะสม

3. เวลาเราแก้ปัญหา ทางออกจึงมีได้อย่างไร้ขีดจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาองค์ประกอบอะไรเข้ามาพิจารณา

แล้วจะเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านั้นให้หลากหลายได้อย่างไร ดังนั้น การแสวงหาคำตอบและกระบวนการเรียนรู้จึงต้องเกิดจากความเชื่อโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างตามบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างเป็นพลวัตไร้ขีดจำกัด ซึ่งคำตอบหนึ่ง ณ เวลาหนึ่งอาจดีที่สุด ณ เวลานั้น แต่อาจจะไม่ดีที่สุดในบริบทที่ต่างออกไป  ดังนั้น คำตอบใดๆ ที่ได้ เราจึงไม่อาจกล่าวได้ว่ามันดีที่สุด แต่มันก็เป็นเพียงแค่ทางเลือกหนึ่งเท่านั้น

4. เมื่อพิจารณาถึงการสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ คุณสมบัตินี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันข้อมูลกัน เพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายเหนือกว่าเดิมที่แต่ละคนมี เพื่อนำไปสร้างความสามารถในการแข่งขันและสร้างให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์

5. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้สามารถสร้างได้อย่างหลากหลาย โดยที่เราจะต้องทะลายรูปแบบการเรียนรู้ในปัจจุบันที่จำกัดอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม เพื่อออกไปดูโลกภายนอก ศึกษาค้นคว้าวิจัย โดยใช้ศาสตร์ต่างๆ มาเชื่อมโยงกัน เพื่อดูว่าองค์ความรู้และความเข้าใจที่เกิดขึ้นใหม่นั้นจะสามารถนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีความสุข และต่อยอดกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างภูมิปัญญาที่สูงขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติได้อย่างไร

6. และไม่ว่าเราจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าอย่างไร เวลานำไปปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเบี่ยงเบนไปจากความคาดหวังเสมอ แต่เราต้องเข้าใจว่าความพลาดพลั้งนั้นเองคือกระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริง

7. กระบวนการเรียนรู้เชิงองค์รวมจะเป็นจริงได้ต้องอาศัยความร่วมมือในทุกภาคส่วน ทั้งตัวผู้เรียน ครูผู้สอน ผู้ปกครอง ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและสังคมโดยรวม ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องเข้าใจถึงกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่นี้เพื่อยกระดับศักยภาพทางปัญญา เพื่อนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง 

8. ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องเข้าใจว่าชีวิตเป็นความสืบเนื่องเชื่อมโยง ฉะนั้น กระบวนการเรียนรู้จึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต การศึกษาและการเรียนรู้ที่แท้จริงจึงต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เพราะชีวิตไม่ใช่เกิดมาเพื่อการเรียนรู้ แต่ชีวิตคือกระบวนการเรียนรู้โดยตัวของมันเอง

Dusit Thani offers complimentary stay for big spenders #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Dusit Thani offers complimentary stay for big spenders

LivingOct 08. 2020Baan Dusit ThaniBaan Dusit Thani 

By The Nation

Baan Dusit Thani, Dusit International’s unique group of restaurants in the heart of Bangkok, is giving diners a chance to enjoy complimentary accommodation of up to two nights at participating Dusit Hotels and Resorts in Thailand.

From now until October 31, diners who spend Bt7,000 or more on food and beverage at any of the outlets in the Baan Dusit Thani complex – Benjarong Thai Restaurant, Thien Duong Vietnamese restaurant, or the Dusit Gourmet and Garden Bar – will be instantly rewarded with a Dusit Treats Stay Voucher redeemable for a midweek stay at a Dusit property of their choice through March 31 next year.

Voucher holders can choose to spend one night at Dusit Thani Hua Hin, Dusit Thani Pattaya, Dusit Thani Krabi Beach Resort, dusitD2 Ao Nang Krabi, Dusit Suites Hotel Ratchadamri, Pathumwan Princess MBK Centre or ASAI Bangkok Chinatown or two nights at Dusit Thani Laguna Phuket or dusitD2 Chiang Mai.

Voucher holders who are members of Dusit Gold will receive an exclusive complimentary room upgrade.

ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์เผยมุมมองการเลือกชุดแต่งงานที่เปลี่ยนไปเพราะโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634680

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 17:55 น.ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์เผยมุมมองการเลือกชุดแต่งงานที่เปลี่ยนไปเพราะโควิด-19เปิดมุมมองการเลือกชุดแต่งงานที่ตอบรับกับยุค New Normal ความเปลี่ยนแปลงที่ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ ผ่านสายตาของ ‘ฌอน-ชวนล ไคสิริ’ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ฝีมือเฉียบจากแบรนด์เครื่องแต่งกาย ‘โพเอม’ (POEM)

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงแบบ New Normal ที่ทุกคนต้องปรับตัวในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของหลายคนได้เปลี่ยนไป คนส่วนใหญ่หันมาปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ทำอาหาร มีความสุขกับสิ่งเล็กน้อยรอบตัว รวมไปถึงแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดงานแต่งงานด้วยเช่นกัน

ฌอน-ชวนล ไคสิริ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ฝีมือเฉียบจากแบรนด์ ‘โพเอม’ (POEM) บอกเล่าถึงรูปแบบการเลือกชุดแต่งงานของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวในช่วงที่ผ่านมาที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสะท้อนจากความนิยมของรูปแบบจัดงานแต่งงาน พร้อมเปิดตัวคอลเลกชั่น ไทม์เลส (Timeless collection) เครื่องแต่งกายคุณภาพสูง ดีไซน์เรียบโก้อยู่เหนือกาลเวลา ที่คู่แต่งงานสามารถเลือกสวมใส่และดูดีได้ในแบบที่ตัวเองพึงพอใจ

‘โพเอม’ (POEM) แบรนด์เสื้อผ้าสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษคุณภาพสูง ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2006 กับการดีไซน์ที่ผสมผสานการตัดเย็บเสื้อผ้าแบบบูติคเข้ากับไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวในปัจจุบัน โดยมีแนวคิดหลักจากการนำมุมมองในเรื่องโครงสร้าง รูปทรง และเส้นสายทางสถาปัตยกรรมมาผสมผสานเข้ากับสัดส่วนสรีระของหนุ่มสาว ผ่านไอเดียของ ฌอน–ชวนล ไคสิริ ผู้หลงใหลในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ที่ใช้เทคนิคการตัดเย็บเสื้อผ้าแบบเดรสเมคกิ้งจากประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งยังมี โพเอม กูตูร์ (POEM Couture) ชุดราตรีและชุดแต่งงานที่รังสรรค์ขึ้นจากคาแรคเตอร์ของผู้สวมใส่โดยเฉพาะ

ฌอน กล่าวถึงความนิยมในการเลือกชุดแต่งงานในปัจจุบันว่า “ตั้งแต่คนไทยเริ่มเรียนรู้ และรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ได้ เราจะเห็นว่าไลฟ์สไตล์ของคนนั้นเปลี่ยนไป คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มีความสุขกับสิ่งรอบตัว รวมไปถึงการจัดงานแต่งงานด้วยเช่นกัน จริงอยู่ว่าอาจเป็นเพราะกฎระเบียบของการจัดงานที่ต้องจำกัดจำนวนคน แต่เรากลับมองว่าค่านิยมของคนนั้นเริ่มเปลี่ยนไปด้วย เห็นได้จากตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก็จะมีว่าที่บ่าวสาวหลายๆ คู่ ที่เข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องชุดแต่งงาน โดยอยากได้เพียงชุดแต่งงานที่เรียบง่าย และเป็นสไตล์ของตัวเองมากที่สุด ราคาจับต้องได้ ไม่หวือหวาเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากรูปแบบการจัดงานเป็นเพียงพิธีเลี้ยงพระ ยกน้ำชา และรับประทานอาหารกลางวันกับครอบครัวหรือคนสนิท การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันเหมือนเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่คนเริ่มเปลี่ยนมุมมองหันมามีความสุขกับสิ่งเรียบง่ายกันมากขึ้น อย่างว่าที่เจ้าสาวหลายๆ คน ก็ไม่ค่อยนิยมสั่งตัดชุดแล้ว แต่จะเลือกใช้ชุดสำเร็จรูปที่สามารถใส่เป็นชุดเจ้าสาวได้ บางคนก็จะสั่งตัดแต่ก็จะเลือกดีไซน์ที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา ส่วนคนที่ยังนิยมชุดราตรีกลางคืนก็ยังมีบ้าง”

นอกจากนี้ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ฝีมือเฉียบยังเผยอีกว่ารูปแบบการจัดงานส่วนใหญ่เป็นงานกลางวันมากขึ้น คนนิยมจัดในบรรยากาศที่อบอุ่น จึงทำให้ทิศทางชุดของเจ้าบ่าว และเจ้าสาว มีความเรียบง่ายเหมาะกับรูปแบบของงาน โดยทาง แบรนด์ ‘โพเอม’ (POEM) จึงได้แรงบันดาลใจการออกแบบ คอลเลกชั่นไทม์เลส (Timeless collection) เครื่องแต่งกายที่มีดีไซน์เรียบโก้ที่สามารถสวมใส่เป็นชุดแต่งงานได้ อีกทั้งยังสามารถขับบุคลิกของหนุ่มสาวผู้สวมใส่ดูสง่างาม และมั่นใจมากยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายการตัดเย็บที่มีคุณภาพตามแบบฉบับเดรสเมคกิ้ง โดยมีลุคเด่นเป็นเสื้อเชิ้ตใส่กับกระโปรง เป็นชุดที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนเอเชียเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนเอเชียมีช่วงลำตัวที่ยาว แต่มีช่วงขาสั้น การสวมใส่กระโปรงที่มีขอบเอวจะทำให้เจ้าสาวดูตัวสูงขึ้น ถัดมาที่ลุคแพนท์สูท (Pant suit) เหมาะกับเจ้าสาวที่มีรูปร่างสูง และไม่ต้องการเน้นส่วนโค้งเว้า รวมถึงลุคที่เป็นคอร์เซ็ท ไอเทมที่มีสามารถเนรมิตส่วนโค้งเว้าให้หญิงสาวได้อวดเรือนร่างชวนหลงใหลก็ยังเป็นที่นิยมอยู่เช่นกัน สำหรับเจ้าบ่าวหากเป็นกลางวัน อาจจะลองเลือกชุดสูทสีเทาอ่อน หรือสีกากี ที่ดูไม่เป็นทางการมากนัก

สำหรับแนะนำเคล็ดลับการเลือกชุดสำหรับว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาว

อันดับแรก ต้องเลือกชุดที่เป็นตัวเองใส่แล้วมั่นใจ ต้องลองใส่แล้วถ่ายรูปดูว่าเรามั่นใจไหมถ้าต้องใส่ชุดนี้ในวันสำคัญ สำหรับเจ้าสาวที่จะเลือกใส่ชุดแบบเรดี้ทูแวร์ (Ready-to-Wear) หากไม่ได้เป็นคนหวานมาก ในช่วงพิธีเช้าก็สามารถใส่เสื้อเชิ้ตกับกระโปรงบานทรงเอ (A-Line)

ส่วนช่วงรับประทานอาหารที่ต้องถ่ายรูปกับแขกอาจจะเปลี่ยนท่อนล่างเป็นกระโปรงยาวหางปลาก็ได้ เพื่อให้ยืนถ่ายรูปแล้วดูสง่าขึ้น หรือใส่เป็นเดรสสั้นก็ได้ เจ้าสาวบางคนอยากใส่สูทก็มี ถ้าใส่แล้วเขามั่นใจขึ้น เราก็จะแนะนำ หรือถ้าเจ้าสาวบางคนที่ชื่นชอบความโมเดิร์นก็จะเลือกใส่ชุดสีควันบุหรี่ สีนู้ด สีเบจ แต่ถ้าคุณเลือกชุดที่ซิลลูเอทมีความแตกต่างจากชุดเจ้าสาวแบบเดิมๆ เราก็อยากแนะนำให้ใส่สีขาว เพราะสีขาวจะเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าคุณคือเจ้าสาวของงานนี้

สำหรับชุดเจ้าบ่าว ควรจะไปในทิศทางเดียวกันกับเจ้าสาว อาจเป็นชุดที่สีแมทช์กัน หรือซิลลูเอทไปในทิศทางเดียวกัน อย่างถ้าเป็นงานกลางวันที่เจ้าสาวไม่ได้ใส่ชุดยาว เจ้าบ่าวก็อาจจะใส่เป็นสูทสีเทาอ่อน สีกากี ที่ทำให้ลุคดูลำลองขึ้น ดูสบายขึ้น แต่ก็ต้องระวังเรื่องการเลือกสี โดยเทียบกับสีของชุดเพื่อนเจ้าบ่าวด้วย ถ้าเพื่อนเจ้าบ่าวใส่สีกรมหรือสีน้ำตาล เจ้าบ่าวก็อาจจะใส่สีเบจ บ่าวสาวที่เข้ามาปรึกษาเรื่องชุดกับเรา ถ้าได้ไอเดียกันทั้งคู่แล้ว เราจะให้เขาถ่ายรูปคู่กันว่ามันออกเป็นยังไง เราจะช่วยเขาคุมโทนให้ทุกอย่างไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ทางแบรนด์ยังสามารถให้คำปรึกษาเรื่องชุดให้กับทางครอบครัว รวมไปถึงเพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาวได้อีกด้วย เพื่อให้งานออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด

สำหรับเจ้าสาว นอกจากการเลือกชุดให้เหมาะกับคาแรคเตอร์แล้ว การแต่งหน้าทำผมก็ควรที่เป็นสไตล์ที่เหมาะกับตัวเองเช่นกัน เจ้าสาวทุกคนอาจจะต้องทำการบ้านว่าการแต่งหน้าทำผมแบบไหนที่ทำออกมาแล้วมั่นใจ และเป็นสไตล์ของตัวเองที่สุด

และอีกหนึ่งเคล็ดลับในการสวมใส่ชุดของ ‘โพเอม’ (POEM) ให้ออกมาดูดีนั้นทางครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ได้เสริมว่า “ชุดของเราผู้หญิงรูปร่างไหนก็ใส่ได้ ไม่จำเป็นต้องผอมหรือหุ่นดีเสมอไป เพียงแค่คุณต้องมั่นใจ ผู้หญิงที่ใส่โพเอมทุกคนต้องรู้จักตัวเองในระดับหนึ่ง รู้ว่าชอบอะไร มีจุดเด่นตรงไหน ถ้าคุณรู้จักตัวเองแล้ว ชุดของโพเอมจะช่วยดึงความมั่นใจของคุณออกมา เพราะเราจะมีการพูดคุยอ่านคาแรคเตอร์ และวัดตัวของลูกค้าทุกคนด้วยตัวเอง เพื่อนำมาดีไซน์ชุดที่ตรงกับบุคลิกและรูปร่างของเขาที่สุด”

และด้วยวิถีของเดรสเมคเกอร์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดนี้ ทำให้แบรนด์ ‘โพเอม’ (POEM) ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้เปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์ที่เมืองเซียงไฮ้ ในห้างสรรพสินค้า Plaza 66 ประเทศจีน

พบกับ คอลเลกชั่นไทม์เลส (Timeless collection) ได้แล้ววันนี้ ที่ร้าน ‘โพเอม’ (POEM) ชั้น 2 เกษรวิลเลจ, ชั้น 3 สยาม สแควร์ วัน, ชั้น 1 สยาม พารากอน, ชั้น 1 เอ็มโพเรียม, ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิลด์ รวมถึงช่องทางออนไลน์ทาง LINE ID: @poembkk และ Instagram: @poem_official สำหรับ ‘โพเอม เมนส์แวร์’ (POEM Menswear) สามารถเยี่ยมชมได้ที่ ชั้น 3 เกษรวิลเลจ หรือ LINE ID: @poem_menswear, Instagram: @poem_menswear และเว็บไซต์ www.poembangkok.com

ส่องไฮไลท์ในมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634679

วันที่ 04 ต.ค. 2563 เวลา 17:33 น.ส่องไฮไลท์ในมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25“Noกองดอง” งานใหญ่แห่งปีที่จะไปพาเหล่านักอ่านไปพบกับความคิดสร้างสรรค์ผ่านตัวหนังสือในรูปแบบต่างๆ

เริ่มแล้วสำหรับ “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25” (Book Expo Thailand 2020) ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 11 ตุลาคม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Noกองดอง” งานใหญ่แห่งปีที่จะไปพาเหล่านักอ่านไปพบกับความคิดสร้างสรรค์ผ่านตัวหนังสือในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหลากหลายโซน นิทรรศการ รวมทั้งภารกิจชวนนักอ่านทลายกองดอง ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นในแบบไฮบริด อีเว้นท์ (Hybrid Event) ผสานกิจกรรมออนกราวด์และออนไลน์เข้าด้วยกัน พร้อมขนไฮไลท์ดีๆ มาเอาใจหนอนหนังสือเพียบ

7 โซนหนังสือยอดนิยม

  • Book Wonderland ที่รวบรวมหนังสือการ์ตูนและหนังสือสำหรับคนรุ่นใหม่เอาไว้มากมาย 
  • หนังสือทั่วไป ความรู้รอบตัว และไลฟ์สไตล์ต่างๆ 
  • นิยาย/วรรณกรรม สนุกไปกับจินตนาการและประสบการณ์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยนักเขียนคนโปรด 
  • หนังสือต่างประเทศ ตอบโจทย์นักอ่านหลากภาษา ไม่ต้องเสียเวลาสั่งหนังสือจากต่างประเทศ 
  • หนังสือเด็กและสื่อเพื่อการศึกษา สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาหนังสือและสื่อเสริมทักษะสำหรับเด็ก 
  • การศึกษา สำหรับวัยเรียนที่ต้องการคู่มือเรียนเตรียมสอบหรือความรู้เฉพาะทาง
  • หนังสือเก่า  เอาใจนักสะสม

ทั้งหมดนี้พร้อมใจกันมอบส่วนลดสูงสุดถึง 60% และหากช้อบครบ 500 บาท สามารถนำใบเสร็จไปแลกรับคูปองส่วนลด 100 บาท เพื่อไปช้อปต่อใน www.ThaiBookFair.com ได้ด้วย (50 ใบต่อวัน)

Talk สร้างสรรค์

แวะอัปเกรดความรู้และจินตนาการกับกิจกรรม Book Talk พร้อมค้นหาแรงบันดาลใจจากเหล่านักเขียนนักคิดที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียในหัวข้อต่างๆ อาทิ อ่าน ท่อง ร้อง เล่น นิทานเล่มใหม่กับตุ๊บปอง โดยคุณเรืองศักด์ ปิ่นประทีป, ฝูงนกอพยพ : Birds on A Wire วรรณกรรมข้ามพรมแดน โดยเรวัตร์  พันธุ์พิพัฒน์, ดร.อรองค์  ชาคร และมร.ชาง เชง, 20 ปี แฮร์รี่ พอตเตอร์ เปลี่ยนชีวิตคุณยังไง โดย Apolar ศิลปินวาดภาพ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ครบรอบ 20 ปี ฉบับภาษาไทย พร้อมศิลปิน-นักแสดงที่มาถ่ายทอดแง่มุมทางความคิดผ่านตัวหนังสือ ไม่ว่าจะเป็น เฌอปราง อารีย์กุล สมาชิกวง BNK48 รุ่นที่ 1, ป๊อด-ศภุกร ศรีโพธิ์ทอง และข้าวตัง-ธนวัฒน์ รัตนกิจไพศาล จากซีรีส์ต้นหนชลธี, เอิร์ท-พิรพัฒน์ วัฒนเศรษสิริ และ มิกซ์-สหภาพ วงศ์ราษฎร์ จากซีรีส์นิทานพันดาว

Exhibition สุดอาร์ต

นิทรรศการ “Art of กองดอง” ที่โดดเด่นอยู่ด้านหน้าฮอลล์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้นักอ่านได้รู้จักและเรียนรู้เกี่ยวกับการอ่านมากยิ่งขึ้น โดยนิทรรศการต้องการจะสื่อว่าหนังสือเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเรา การอ่านส่วนหนึ่งเป็นพฤติกรรม และอีกส่วนหนึ่งเป็นความรู้สึกนึกคิด ภายในถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Reading and Emotion – กองแห่งความรู้สึก ในส่วนนี้จะเป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับความรู้ที่เกิดขึ้นจากการอ่านไม่ว่าจะเป็น สุข เศร้า รัก ตื่นเต้น กลัว โกรธ เข้าใจ และ มั่นใจ, The Reader – กองทับนักอ่าน (กองหนังสือที่ทับนักอ่าน) ในแต่ละประเทศมีคำที่ใช้เรียกคนรักหนังสือและชอบอยู่กับกองหนังสือจำนวนมากที่ต่างกันไป อาทิ Bibliomania, Tsundoku และหนอนหนังสือ เป็นต้น  และ Reading mission – ภารกิจอ่านทลายกอง พบกับวิธีอ่านในรูปแบบต่างๆ เชิงสร้างสรรค์ อาทิ ซื้อแล้วอ่านทันที, พกหนังสือไปด้วยทุกที่ และจัดระเบียบให้พร้อมอ่าน เป็นต้น

ตั้งเป้าหมายทลายภารกิจ

สนุกกับกิจกรรม ภารกิจอ่านทลายกอง ที่ให้นักอ่านได้ปฏิบัติภารกิจใน 3 จุดเช็คพ้อยท์ ได้แก่ ปราสาทบัลลังก์ดอง มีลักษณะเป็นบัลลังก์ที่ทำมาจากกองหนังสือ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากซีรีส์ Game of Thrones เพื่อให้นักอ่านได้ขึ้นไปนั่งเป็นราชา หรือราชินีแห่งกองดอง, วิหารเทพเจ้าการอ่าน ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทศกาลทานาบาตะของประเทศญี่ปุ่น ให้นักอ่านได้เขียนคำอธิษฐานหรือคำปณิธานการอ่านแล้วนำไปแขวนกับด้ายศักดิ์สิทธิ์ทิศใดทิศหนึ่งใน 6 ทิศ และ ลานอ่านปราบมังกร มังกรหนังสือตัวใหญ่ที่รอให้ทุกคนไปปราบทลายกองดองด้วยดาบจำลอง หลังจากได้รับการประทับตราครบทั้ง 3 จุด พร้อมเพิ่มหนังสือใส่เวบแอปฯ Noกองดอง  แอปอวดอ่าน จากการสแกนบาร์โค้ดของหนังสือในจุดสุดท้าย รับเลยทันทีกระเป๋าผ้า “มาดองกัน” เพียง 1,000 ท่านแรกต่อวัน!!

Delivery Service ส่งไวถึงบ้าน

เก็บสารพัดกระเป๋าแสนเทอะทะไว้ที่บ้านได้เลย เพราะมีบริการที่จะทำให้เหล่านักอ่านเดินตัวปลิวกลับบ้านสบายๆ กับ บริการจัดส่งหนังสือจาก Kerry Express ที่บูธ B23 ด้านหลังฮอลล์ฝั่งซ้ายใกล้กับโซนหนังสือ Book Wonderland พร้อมมอบส่วนลดพิเศษ บางขนาดลดราคาสูงสุดถึง 50% ฟรีอุปกรณ์แพ็ค และบริการเก็บเงินปลายทาง (COD)

อีกช่องทางช้อปในยุค New Normal

สำหรับนักอ่านคนไหนที่ไม่สะดวกมาเดินเล่นที่งานก็สามารถเลือกดูหนังสือที่เล็งเอาไว้เพิ่มกองดอง ได้ที่ www.ThaiBookFair.com พร้อมโปรโมชั่น Flash Sale 30% up  WOW price 59 ถึง 999 บาท และเมื่อซื้อครบ 300 บาท รับคูปอง 30 บาท, ครบ 500 บาท รับคูปอง 50 บาท และซื้อครบ 1,000 บาท รับคูปอง 100 บาท เตรียมกดรับคูปองส่วนลดได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และยังมีคูปองส่วนลดให้เก็บจาก Lazada และ Shopee อีกกว่า 1.7 ล้านบาทด้วย       

แวะมาสัมผัสบรรยากาศเหล่านี้ได้ที่ “มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 25” (Book Expo Thailand 2020) ตั้งแต่วันนี้ถึง – 11 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บริการรถตู้รับ-ส่งฟรีจาก MRT หัวลำโพง, MRT พระราม 9 และ BTS วัดพระศรีมหาธาตุ จำนวน 5 คัน/วัน/สถานี และช้อปผ่าน www.ThaiBookFair.com ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทาง Facebook Fanpage: Thai Book Fair

เผยลุคโฉบเฉี่ยวสุดมั่นใจในแบบฉบับสายลับสาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634407

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 11:12 น.เผยลุคโฉบเฉี่ยวสุดมั่นใจในแบบฉบับสายลับสาว“ลา บูทีคส์” (La Boutique) ชวนเหล่าหญิงสาวต้อนรับฤดูกาลออทั่ม/วินเทอร์ 2020 ในคอลเลคชั่น “สปาย เกม” (SPY GAME) แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ชื่อดังในยุค 90’s “นิกิต้า” (La Femme Nikita)

พร้อมให้เหล่าสาวๆ ได้สัมผัสประสบการณ์แสนสนุกในการแปลงโฉมลุคของตนเองไปกับแบรนด์ “ลา บูทีคส์” (La Boutique) ที่ล่าสุด พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ฝีมือเฉียบ จะพาเหล่าสาวๆ มาเพลิดเพลินไปกับการครีเอทลุคโมเดิร์นในแบบฉบับสปายสาวสุดมั่นใจในคอลเลกชั่นออทั่ม/วินเทอร์ ประจำปี 2020 นี้ ที่ชื่อว่า “สปาย เกม” (SPY GAME) แรงบันดาลใจจากภาพยนต์ฝรั่งเศสชื่อดังแห่งยุค 90’s กับเรื่อง “นิกิต้า” (La Femme Nikita) เรื่องราวของสายลับสาวแกร่งสุดมั่นที่ต้องปฏิบัติภารกิจให้กับรัฐบาลฝรั่งเศส ถ่ายทอดสู่ชุดสวยในสไตล์มาสคิวลีนผสมผสานเข้ากับสไตล์เฟมินีนตามแบบฉบับสาว “ลา บูทีคส์” ได้อย่างลงตัว

‘ลา บูทีคส์’ (La Boutique) แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสตรี ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘นีโอ โรแมนติก’ ที่ถ่ายทอดความงดงามทางแฟชั่นกับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ทางศิลปะอันน่าจดจำมาผสมผสานด้วยแนวความคิดที่ร่วมสมัย หล่อหลอมผ่านมุมมองการออกแบบอันสร้างสรรค์ออกมาเป็นเครื่องแต่งกายดีไซน์ทันสมัย พร้อมการตัดเย็บสุดประณีตตามแบบฉบับของห้องเสื้อชั้นสูงสไตล์ฝรั่งเศส ให้ผู้สวมใส่มีเสน่ห์โดดเด่นเกินกว่าใครทั้งในชีวิตประจำวันจวบจนถึงกระทั่งปาร์ตี้ในยามค่ำคืน

พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล ได้กล่าวถึงแนวคิดหลักในการออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชั่นนี้ว่า “หลังจากสถานการณ์ล็อคดาวน์ที่ต้องอยู่กับการกักตัวเองมาพักใหญ่ ในครั้งนี้เราจึงคิดออกแบบเสื้อผ้าที่เหล่าสาวๆ จะได้กลับมาสนุกสนานในการครีเอทลุคสุดมั่นใจอีกครั้ง โดยในครั้งนี้เราจะพาสาวๆ ลา บูทีคส์ มาแปลงโฉมตนเองสู่ลุค โฉบเฉี่ยวในแบบฉบับสปายสาว โดยหยิบยกแรงบันดาลใจมากจากภาพยนตร์ชื่อดังในยุค 90’s เรื่อง “นิกิต้า” (La Femme Nikita) ที่ถือเป็นภาพยนตร์สายลับสาวที่สร้างชื่อให้กับนักแสดงนำอย่างแอนน์ ปาริลโย ที่ส่งให้เธอกลายเป็นภาพจำต้นแบบสาวแกร่งในยุคนั้น ซึ่งโจทย์ในครั้งนี้คือการเนรมิตลุคสุดสตรองให้สาวลา บูทีคส์ ดูสวยโดดเด่นอย่างน่าจับตามอง ผ่านมุมมองอันน่าสนุกสุดสร้างสรรค์ภายใต้ชื่อ “SPY GAME” ที่จะจำลองสถานกาณ์ เปลี่ยนตัวเองเป็นสายลับสุดเซ็กซี่ โดยสะท้อนผ่านลุคสไตล์มาสคิวลีนที่ดูแข็งแกร่งแต่ทว่ายังคงมีเสน่ห์อันน่าค้นหา ในโครงร่างใหม่ที่ผสานกลิ่นอายจากยุค 90’s เข้าไปอย่างบอดี้สูทตัวยาวพิมพ์ลายกราฟฟิตี้, เสื้อคอร์เซ็ทคอกว้าง สวมทับด้วยโค้ททรงโอเวอร์ไซส์ตัวยาวเสริมไหล่ที่เป็นคีย์ลุคเด่นประจำคอลเลกชั่นนี้”

สำหรับคอลเลกชั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2020 ในชื่อว่า “สปาย เกม” (SPY GAME) โดดเด่นด้วยสไตล์มาสคิวลีนที่ดู โฉบเฉี่ยว แต่ทว่ายังคงความเฟมินีนในแบบฉบับสาวลา บูทีคส์เอาไว้ได้อย่างลงตัว ผ่านแพทเทิร์นชุดทรงคอร์เซ็ท หรือมินิเดรสรัดรูปช่วยเสริมรูปร่างให้ดูมีสัดส่วนอย่างมั่นใจ รวมถึงเสื้อครอปท็อปคอกว้างแขนกุด โดยทั้งหมดนี้ถูกนํามาปรับดีไซน์ให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยการลดทอนโครงร่างให้สวมใส่สบายขึ้น ซึ่งสามารถเลือกใส่คู่กันกับกางเกงยีนส์ในลุคสบาย ๆ หรือจะสวมทับด้วยเสื้อยืดอีกชั้นเพิ่มเลเยอร์ดูมีมิติ เสริมลุคเท่ด้วยเสื้อเบลเซอร์ (Blazer) ทั้งแบบตัวสั้นและแบบโค้ทยาว ตัดเย็บด้วย

เทคนิคงานเทเลอร์คัตติ้ง เสริมไหล่ พร้อมลายพิมพ์กราฟฟิตี้ประจำคอลเลกชั่นอย่าง “Evidence 001” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลายเส้นกราฟฟิตี้สัญลักษณ์ปริศนาชวนสงสัยของสายลับสาว ด้วยข้อความต่างๆ ที่แฝงซ่อนอยู่บนลายผ้า ที่ถ่ายทอดบนกางเกงเลกกิ้ง และเสื้อยืดคอเต่าผ้าไลคร่า (Lycra) นอกจากนี้ยังมีเดรสหลวมทรงเอที่เพิ่มลูกเล่นด้วยเทคนิครูดระบาย พร้อมเสื้อยืดหนุนไหล่ตกแต่งด้วยโมเสคคริสตัลสะท้อนแสงที่ถูกวางเรียงประดับเป็นชื่อแบรนด์ โดยคอลเลกชั่นนี้ความหรูหราและความสบายเมื่อสวมใส่คือหัวใจหลักในการเลือกใช้วัสดุและเนื้อผ้า อย่างผ้าทวิลทอลายทางที่สามารถสร้างลุคอันโดดเด่นที่เป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์มาสคิวลีนและเฟมินีนได้อย่างลงตัว และผ้าทอผิวสัมผัสที่หรูหรา อย่างผ้าซิลค์ซาตินช่วยเพิ่มมิติให้ดูหรูหราอย่างน่าจับตามอง ส่วนด้านโทนสีนั้นได้หยิบทั้งโทนสีเข้มและสีสว่างมาผสมผสานกันเพื่อสร้างมิติให้การแต่งตัวของสาวๆ ดูงดงามอย่างมีชั้นเชิง ทั้งโทนสีเบสิกอย่างสีขาว สีดำ สีเทา และสีเบจ และยังคงสไตล์คาแรคเตอร์สาวสุดมั่นใจเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ด้วยโทนสีสดใส อย่างสีแดงเชอร์รี่ หรือสีม่วงลาเวนเดอร์

นอกจากนี้ พัชรวัฒน์ ตระกาลสันติกูล ยังได้แนะนำเทคนิคการเลือกชุดสวยให้ดูโดดเด่นในสไตล์แบบมาสคิวลีนแต่ทว่ายังคงความเป็นเฟมินีนเอาไว้ได้อย่างลงตัวว่า “ผู้หญิงหลายคนอาจจะคิดว่าการแต่งตัวสไตล์มาสคิวลีนนั้นทำให้ลุคที่ออกมาดูเทอะทะ แข็งแกร่ง หรือดูแมนเกินไป ซี่งเราอยากให้สาวๆ ลองเปิดใจมาสนุกสนานกับการเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ชุด สร้างสรรค์ลุคทะมัดทะแมงให้ดูอ่อนหวานแบบเฟมินีนได้ไม่ยาก อย่างในวันทำงานอาจเลือกสวมเสื้อเชิ้ตที่มีดีไซน์พิเศษ ตัดเย็บเสริมฟองน้ำบริเวณหัวไหล่เพิ่มความเรียบโก้ แมทช์เข้ากับกางเกงเอวสูงให้ลุคเวิร์คกิ้งวูแมนคล่องตัว นอกจากนี้ยังสามารถสวมทับด้วยเบลเซอร์ทรงโอเวอร์ไซส์ ก็จะช่วยเสริมสไตล์ให้ดูน่าค้นหามากยิ่งขึ้น ต่อมาที่ลุคปาร์ตี้หลังดินเนอร์ อาจจะเปลี่ยนจากเสื้อเชิ้ตเป็นเสื้อรัดรูปคอเต่าที่มีลายพิมพ์เก๋ๆ พร้อมสวมทับด้วยคอร์เซ็ทที่จะเน้นอวดโชว์สัดส่วนเพิ่มความมั่นใจ และในลุควันสบายๆ จะเดินเล่น หรือนั่งชิลล์ เพื่อถ่ายรูปลงในสื่อโซเชียลของตนเอง อาจจะเลือกสวมเป็นเสื้อยืดคอเต่าแมทช์กับกางเกงเลกกิ้งขาสามส่วนพิมพ์ลายกราฟฟิตี้สวยๆ และสวมทับด้วยเสื้อยืดสีสันสดใสเพิ่มเลเยอร์ เสริมลุคให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น”

ร่วมสนุกสนานไปกับการครีเอทลุคสุดสร้างสรรค์ในแบบฉบับสายลับสาวในคอลเลกชั่น “สปาย เกม” (SPY GAME) จากแบรนด์ ‘ลา บูทีคส์’ (La Boutique) ได้แล้ววันนี้ที่แฟลกชิพสโตร์ทุกสาขา และสามารถช้อปปิ้งสินค้าออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.laboutiqueofficial.com

5 อาวุธคู่กายนักอ่าน ลุยภารกิจเพิ่มกองดองจากงานหนังสือ Book Expo Thailand 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634199

วันที่ 30 ก.ย. 2563 เวลา 07:45 น.5 อาวุธคู่กายนักอ่าน ลุยภารกิจเพิ่มกองดองจากงานหนังสือ Book Expo Thailand 2020เริ่มแล้วสำหรับงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25” (Book Expo Thailand 2020) ที่มาในคอนเซ็ปต์ “Noกองดอง”

5 อาวุธคู่กายนักอ่าน ลุยภารกิจเพิ่มกองดองจากงานหนังสือวันนี้เริ่มแล้วสำหรับงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25” (Book Expo Thailand 2020) ที่มาในคอนเซ็ปต์ “Noกองดอง” งานนี้เหล่านักอ่าน นอกจากจะต้องฟิตร่างกายให้พร้อมแล้ว ยังต้องเตรียม 5 อาวุธคู่กายเพื่อไปลุยภารกิจพิชิตหนังสือในดวงใจ ได้แก่

1 สมุดจดลิสต์พิชิตเข้ากองดอง สิ่งสำคัญที่เหล่านักอ่านควรมีติดตัว เพื่อใช้ดูลิสต์หนังสือที่อยากได้นั่นเอง อาจจะสงสัยว่าทำไมถึงไม่ใช้สมาร์ทโฟนล่ะ ในเมื่อสามารถบันทึกสิ่งต่าง ๆ ได้เช่นกัน แต่ก็ต้องคอยปลดล็อกหน้าจออยู่เสมอ บางคนอาจใช้การปลดล็อกด้วยใบหน้า ซึ่งในสถานการณ์ที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยไว้ตลอดเวลาในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน คงไม่สะดวกเท่ากับการดูจากสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ ที่สามารถยกขึ้นมาดูได้โดยไม่ต้องเสียเวลาปลดล็อกใด ๆ และยังช่วยประหยัดแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน ของนักอ่านได้อีกด้วย

2 ลายแทงพิกัดสำนักพิมพ์ในดวงใจ ที่จะช่วยให้นักอ่านตามหาบูธสำนักพิมพ์ และจุดกิจกรรมต่างๆ เจอได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถดาวน์โหลดแผนผังบูธจากเว็บไซต์ pubat.or.th เพื่อนำมาทำการบ้านก่อนลงสนามจริงในวันงาน หรือรับได้ที่จุดลงทะเบียนก่อนเข้างาน

3 อุปกรณ์การขนต้องพร้อม สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้หนังสือเล่มโปรดของนักอ่านกลับถึงบ้านไปอย่างปลอดภัย ซึ่งก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน แต่สิ่งสำคัญคือต้องสามารถบรรจุหนังสือได้ตามจำนวนที่ต้องการโดยที่ไม่เกิดความเสียหาย เช่น กระเป๋าเป้ หรือกระเป๋าลากแบบกระเป๋าเดินทาง แต่หากยังไม่พอใส่ให้เดินตรงไปที่จุดบริการ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (Kerry Express) เพื่อช่วยส่งหนังสือกลับบ้านแทนก็ได้ มีส่วนลดพิเศษและพัสดุบางขนาดยังลดราคาส่งสูงสุดถึง 50% พร้อมฟรีอุปกรณ์การแพ็ค แถมบริการเก็บเงินปลายทางด้วยนะ

4 เงินสดหรือบัตรเครดิต ต้องไม่ลืมเตรียมค่าใช้จ่ายให้พร้อม โดยคำนวณทั้งค่าหนังสือ ค่าเดินทาง และค่าอาหาร รวมถึงเผื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งในยุคที่ต้องใส่ใจการดูแลความสะอาดเป็นพิเศษแบบนี้ นักอ่านอาจจะใช้ระบบแบบ สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) เข้ามาช่วยลดการสัมผัสกับธนบัตร ด้วยการใช้จ่ายผ่านบัตรต่างๆ หรือ แอปพลิเคชันธนาคารต่างๆ (Internet Banking) แทน ทั้งยังสะดวกในการพกพา และไม่ต้องเสียเวลาลุยภารกิจไปต่อคิวตู้ ATM อีกด้วย

5 อาวุธป้องกันประจำกาย อย่าง “หน้ากากอนามัย” และ “เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ” สิ่งสำคัญสุดท้ายที่ห้ามลืมก่อนออกจากบ้าน แม้ว่าภายในงานจะมีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ แต่คงไม่สะดวกเท่ากับการพกติดกระเป๋ามาเอง เพราะนักอ่านต้องสัมผัสหนังสือต่าง ๆ อยู่เสมอ

เตรียมอาวุธให้พร้อมแล้วไปพบกันใน “มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 25” (Book Expo Thailand 2020) ตั้งแต่วันนี้–11 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และเว็บไซต์ http://www.ThaiBookFair.com ติดตามรายละเอียดกิจกรรมภายในงานได้ทาง Fanpage: Thai Book Fair

PROGRESS ก้าวไปข้างหน้าด้วยคุณค่าในแบบของตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634197

วันที่ 29 ก.ย. 2563 เวลา 10:01 น.PROGRESS  ก้าวไปข้างหน้าด้วยคุณค่าในแบบของตัวเองส่องที่มาของคำว่า “สนีกเกอร์” พร้อมติดตามการปัดฝุ่นใหม่ของ Keds Autumn/Winter 2020 ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่ยังคงสนับสนุนให้ผู้หญิงมีคุณค่าในแบบของตัวเอง ในชื่อธีมที่ว่า “PROGRESS”

Keds (เคดส์) แม่ของ Sneakers ทุกสถาบัน

รองเท้าสนีกเกอร์ผู้หญิงจากอเมริกา Keds (เคดส์) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1916 และเป็นแบรนด์แรกที่ใช้ชื่อเรียกว่า “Sneaker” (สนีกเกอร์) โดย Henry Nelson McKinney ตัวแทนของบริษัทโฆษณา N. W. Ayer & Son คำว่า Sneaker ถูกให้ความหมายว่าเป็นรองเท้าที่มีพื้นยางนุ่ม และไม่มีเสียง ทำให้ผู้สวมใส่สามารถ “แอบย่องหนี” ออกไปเที่ยวได้ รองเท้า Keds ได้ผลิตมาจากยางล้อรถ ในปี ค.ศ.1892 โดยบริษัท US Rubber Company จากนั้นเป็นเวลาหลายสิบปีที่ Keds ได้กลายเป็นรองเท้าคู่โปรดของนักแสดง ดารา เซเลบริตี้ นักกีฬา ตลอดจนแฟชั่นไอคอน ไม่ว่าจะเป็น ออเดรย์ เฮปเบิร์น, มาริลิน มอนโร, แจ็กเกอลีน เคนเนดี โอนาสซิ และโยโกะ โอโนะเป็นต้น

ในปี 1916 ยุคที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงยังถูกกดขี่ให้อยู่ในกรอบจารีตประเพณี Keds ไม่ได้เป็นเพียงแค่แบรนด์รองเท้าสำหรับผู้หญิง แต่เป็นแบรนด์ที่ริเริ่มผลักดัน และสนับสนุนให้ผู้หญิงมีสิทธิเสรีภาพ กล้าที่จะออกจากกรอบและขนบแบบเดิมๆ โดยเริ่มจากการทำหนังสือออกมาในชื่อว่า “Hand-Book for Girls” ซึ่งเนื้อหาภายในเล่มเป็นการให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในหัวข้อต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเด็กสาววัยรุ่นซึ่งถือได้ว่าเป็นการปฏิรูปแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงในยุคนั้นเลยทีเดียว

ในปี 2020 Keds อยากตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่ยังคงสนับสนุนให้ผู้หญิงมีคุณค่าในแบบของตัวเอง จึงได้นำแคมเปญ “Hand-Book for Girls” มาปัดฝุ่นใหม่โดยการปรับเป็น “Hand-Book for Women” เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้หญิงทุกเพศทุกวัย และเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยจึงจัดทำในรูปแบบดิจิทัล และกำหนดแนวทางการนำเสนอเนื้อหาใหม่ เป็นการนำเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของผู้หญิงทั่วทุกมุมโลก พวกเธอไม่ใช่คนดัง หรือไอดอลสวยหรู แต่มีอัตลักษณ์ ความเชื่อมั่น และประสบความสำเร็จบนเส้นทางในแบบของตัวเอง พร้อมรวบรวมภาพรองเท้า Keds ประจำซีซั่นที่ปรากฎในเรื่องราวของผู้หญิงแต่ละคนควบคู่ไปอีกด้วย

แคมเปญ “Hand-Book for Women” มีการเปลี่ยนธีมประจำซีซั่นที่แตกต่างกันออกไป โดย Autumn/Winter 2020 นี้ Keds ใช้ชื่อธีมว่า “Progress” โดยทางแบรนด์ได้คัดเลือกผู้หญิง 13 คน จาก 5 ประเทศ มาถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเธอผ่านบทสัมภาษณ์และภาพถ่ายยามสวมใส่รองเท้า Keds คู่โปรด เพื่อสะท้อนสไตล์ที่เป็นตัวเอง โดย 1 ใน 13 คนนั้นมีชื่อของสาวไทยอย่าง “โรส- พวงสร้อย อักษรสว่าง” ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง นคร-สวรรค์ (Nakorn-Sawan) ร่วมอยู่ด้วย โรสเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ ควบคู่กับการเป็นนักเขียนบท และกำลังมีชื่อเสียงในแวดวงภาพยนตร์ไทยในขณะนี้

“อย่าให้ความคิดของคนอื่นมารั้งให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ เชื่อในเส้นทางและเรื่องราวของตัวเอง พยายามมองหาโอกาสแล้วลงมือทำ”

โรส-พวงสร้อย อักษรสวรรค์ เป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่สามารถยืนอยู่ในแวดวงผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยถูกจำกัดไว้ให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น โรสเริ่มกรุยทางสู่วงการแผ่นฟิล์มด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์ให้เจ้าพ่อสายอินดี้อย่าง เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในภาพยนตร์เรื่อง “36” ก่อนตัดสินใจบินไปศึกษาต่อด้านภาพยนตร์ที่ประเทศเยอรมนี โดยระหว่างนั้นเธอได้แสดงทักษะการเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือ ด้วยการเขียนพ็อกเก็ตบุ๊ค “My Best Friend is Me” และได้นำการสื่อสารระหว่างแม่กับตัวเธอตลอดเวลา 4 ปีที่อยู่ต่างแดน มาเป็นแรงบันดาลใจในการกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกชื่อว่า “นคร-สวรรค์” และได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ (Busan international Film Festival 2018) ทำให้ชื่อของโรส -พวงสร้อยอักษรสวรรค์ขึ้นแท่นผู้กำกับฯหญิงไทยที่มีฝีมือโดดเด่นและน่าจับตามอง

ล่าสุดโรสได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “One For The Road” ที่เป็น การร่วมมือระหว่าง บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และ หว่อง กาไว เจ้าพ่อหนังอาร์ตระดับฮอลลีวู้ด ซึ่งเรื่องราวของโรสนี้ได้ถูกหยิบยกมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงมี “PROGRESS” ในแบบของตัวเอง

“สิ่งที่เราอยากแนะนำผู้กำกับภาพยนตร์หญิงรุ่นใหม่ทุกคน คือการเล่าเรื่องราวในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ สิ่งที่ตัวเองรู้สึกจริงใจกับมัน ถ้าคุณรู้สึกเชื่อในเรื่องรักๆ ก็ทำเลย อย่าให้ความคิดของคนอื่นมารั้งให้เราไม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ เชื่อในเส้นทางและเรื่องราวของตัวเอง พยายามมองหาโอกาสแล้วลงมือทำ อีกอย่างคือ การมีแค่ไอเดียอย่างเดียวไม่พอ เราต้องหาทางที่จะแชร์เรื่องราวของเราด้วย เช่น เทศกาลหนังต่างๆ เพื่อให้คนอื่นได้เห็นผลงานของเราด้วย”

‘ปรับเปลี่ยน’ ไม่พอต้อง ‘ปฏิรูป’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634099

วันที่ 28 ก.ย. 2563 เวลา 07:11 น.'ปรับเปลี่ยน' ไม่พอต้อง 'ปฏิรูป'การรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : องค์กรจะยั่งยืน มิใช่แค่การปรับเปลี่ยน แต่มันต้องปฏิรูป

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ เปลี่ยนแปลงอย่างท้าทายความสามารถมนุษย์อยู่ตลอดเวลา องค์กรที่จะอยู่รอดต้องปรับตัว หาไม่ต้องล่มสลาย ผลกระทบจากไวรัสโควิด 19 นั้นรุนแรง ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างเป็นวงกว้างทั่วโลก เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักว่า แนวคิดการพัฒนาคนและองค์กรให้ยั่งยืนนั้น ต้องก้าวข้ามจากมุมมองของแค่การปรับเปลี่ยน (Change) มาเป็นการปฏิรูป (Transformation)

คำถามที่สำคัญคือ เราต้องปฏิรูปอะไร อย่างไร องค์กรจึงจะอยู่รอด และอยู่อย่างมีคุณค่า

1.การยกระดับจากการขายสินค้าหรือบริการ มาเป็น “การสร้างคุณค่า” ให้กับผู้บริโภค

เพราะเป้าหมายขององค์กรคือความอยู่รอดอย่างยั่งยืน ดังนั้น ในการดำเนินงาน องค์กรจึงต้องยกระดับจากการพัฒนาหรือปรับปรุงสินค้าและบริการ เพียงเพื่อเพิ่มยอดขายหรือเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าอย่างผิวเผิน มาเป็น “การสร้างคุณค่า” ให้เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภคอย่างจริงจัง

2.การปรับมุมมองจากการพัฒนา “คน” มาเป็นการพัฒนา “มนุษย์”

เพราะองค์ประกอบสำคัญขององค์กรคือมนุษย์ มนุษย์มีชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น การบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืนจึงต้องก้าวข้ามจากการพัฒนาคน มาเป็นการยกระดับ “คุณค่าของความเป็นมนุษย์” เพระมันให้ความหมายที่สูงกว่า และ ณ จุดนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถระเบิดศักยภาพภายในออกมาได้อย่างเต็มที่ สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อสร้างการนำตนเอง เล่นเชิงรุก

3.การพลิกมุมมองจาก “การพัฒนาเชิงเดี่ยว” มาเป็น “การพัฒนาเชิงองค์รวม”

เพราะที่ผ่านมา การพัฒนาองค์กรไม่ยั่งยืนนั้นเป็นเพราะสาเหตุหนึ่งก็คือ การพัฒนาดังกล่าวยังยึดติดอยู่กับกรอบแนวคิดการพัฒนาแบบแยกส่วน เราจึงต้องปรับมุมมองต่อการพัฒนาองค์กรเสียใหม่ ให้หลุดออกจากมุมมองที่คับแคบ เชิงเดี่ยว มาเป็น “มุมมองเชิงองค์รวม” ครอบคลุมทุกมิติชีวิต คือ จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาวะผู้นำ

4.ต้องก้าวข้ามจากการพัฒนาเพื่อ “ความมีประสิทธิภาพ” มาเป็นการพัฒนาเพื่อ “ความยั่งยืน”

เพราะชีวิตมีมิติของเวลา มันดำเนินไปอย่างสืบเนื่องเชื่อมโยงอย่างเป็นสายเป็นกระแส ดังนั้น การพัฒนาจึงต้องก้าวข้ามจากเพียงเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่คับแคบ มาเป็นการพัฒนาในมุมมองที่กว้างไกลอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเติบโตอย่าง “สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน”

5.การยกระดับการเปลี่ยนแปลงจากแค่ “การปรับพฤติกรรม” มาเป็น “การพัฒนาที่ฐานรากชีวิต”

เพราะความยั่งยืนไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยการปรับแต่งพฤติกรรมซึ่งเป็นเรื่องผิวเผิน ฉาบฉวย แต่ต้องเป็นการปรับเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ “กรอบความคิด” ด้วยการปรับมุมมองที่มีต่อตนเองเสียใหม่เชิงบวก เห็นตนเองมีค่า สร้างความมั่นคงเข้มแข็งภายใน มีภูมิต้านทาน เพื่อดึงศักยภาพภายในออกมาให้สามารถนำตนเองเพื่อเล่นเชิงรุกได้อย่างแท้จริง อีกทั้งปรับมุมมองที่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง เพื่อดึงศักยภาพทีมงานออกมาอย่างมีพลังร่วม ให้เป็นหนึ่งเดียว

6.การปรับสมดุลของทั้ง “Hard Skills” และ “Soft Skills”

สาเหตุหลักประการหนึ่งขององค์กรที่ไม่ยั่งยืนก็คือ การขาดความเข้าใจว่าองค์กรมีชีวิตที่ประกอบด้วยทั้งส่วนที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม องค์กรส่วนใหญ่จึงเน้นแต่การพัฒนาความสามารถด้านเทคนิคและการบริหารจัดการ แต่ละเลยการพัฒนาความสามารถด้านทักษะชีวิตที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การพัฒนาองค์กรให้มั่นคงยั่งยืนจึงต้องเป็นการสร้างความสมดุลของการพัฒนาทั้งด้านเทคนิคและทักษะชีวิต หรือทั้ง “Hard Skills” และ “Soft Skills”

7.“ผลลัพธ์สุดท้าย” ไม่สำคัญเท่า “กระบวนการเรียนรู้”

องค์กรที่เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน ต้องเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และองค์กรแห่งการเรียนรู้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการลอกเลียนแบบหรือเน้นแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ต้องมาจากความมุ่งมั่นต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งเกิดจากมุมมองเชิงระบบที่ว่า “ปัญญา องค์ความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ใดๆ เกิดจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง”

8.การรับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพต้องสร้าง “นวัตกรรม” ผ่าน “แนวคิดเชิงระบบ”

เพราะการแก้ปัญหาให้ได้ผลไม่สามารถจัดการได้ด้วยมุมมองเส้นตรงเชิงเดี่ยว แยกส่วน แต่ต้องเป็นการเปิดมุมมองใหม่ว่า ความท้าทายใดๆ ที่ผ่านเข้ามานั้น มันล้วนมีธรรมชาติของ “ความเป็นระบบ” ซึ่งเกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ ดังนั้น ในการแก้ปัญหา จึงจำเป็นต้องหาว่าอะไรคือองค์ประกอบหลักที่มีส่วนต่อปัญหาดังกล่าว แล้วปรับเปลี่ยนการเชื่อมโยงเสียใหม่ให้หลากหลาย เพื่อให้ได้เป็นทางเลือกที่แตกต่าง ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจที่สูงกว่า และเราเรียกสิ่งนี้ว่า “ความคิดสร้างสรรค์”

9.การรับมือปัญหาอย่างยั่งยืนต้องปรับมุมมองจาก “มุมมองเชิงเดี่ยว” มาเป็น “มุมมองเชิงซ้อน”

เพราะนอกจากการพัฒนาแนวคิดเชิงระบบเพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เราจำเป็นต้องเข้าใจว่า ปัญหาใดๆ ก็ตามล้วนเป็น “ปัญหาระบบเชิงซ้อน” มันเป็นระบบซ้อนระบบปัญหาต่างๆจึงทับซ้อนกันและถูกถักทอหลอมรวมเชื่อมโยงและส่งผลซึ่งกันและกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเป็นการพิจารณาเชิงระบบที่ทับซ้อนกันทั้งแนวราบและแนวลึก

10.ที่สุดของการพัฒนาบุคลากรคือ “การพัฒนาความสามารถในการนำตนเองเชิงรุก”

ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรคือ การสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น ภายในเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน ไม่หวั่นไหว รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรให้เหมาะสมเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ เข้ามากระทบ เพื่อสร้างความสามารถในการนำตนเองเชิงรุก ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้ บุคคลต้อง “เห็นคุณค่าตนเอง” เท่านั้น

11.การสร้างองค์กรให้เป็นเอกภาพต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลงบนฐานของ “คุณค่ามนุษย์”

เพราะ “ภาวะผู้นำ” มิใช่ “ตำแหน่งผู้นำ” ตำแหน่งผู้นำเป็นเรื่องที่แต่งตั้งกันได้ แต่ภาวะผู้นำต้องเกิดจากการยอมรับเท่านั้น และการยอมรับจะเกิดขึ้นได้ เขาเหล่านั้นต้องได้รับการยอมรับก่อนในรูปของการเข้าใจและยอมรับในตัวตน มันคือการก้าวข้ามของ “การมองคนให้เป็นมนุษย์” เพราะมนุษย์มีชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย และ “ใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” ด้วยการยอมรับจากบุคคลรอบข้างนี้เอง ภาวะผู้นำจึงเกิดขึ้น และเมื่อต่างฝ่ายต่างยอมรับซึ่งกันและกัน ผู้นำจึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างทีมงานให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ นำพาองค์กรสู่ความมั่นคงยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

12.ชีวิตคือการเรียนรู้ การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงต้องเป็น “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”

เพราะชีวิตเป็นกระบวนการสืบเนื่องเชื่อมโยงในทุกขณะ และทุกขณะนั้นคือการเรียนรู้ การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นสายเป็นกระแส ดังนั้น “ชีวิตคือกระบวนการเรียนรู้โดยตัวของมันเอง”

“การเรียนรู้ที่แท้จริงจึงเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต” องค์กรที่ยั่งยืนจึงต้องเสริมสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

13.เปลี่ยนใครไม่สำคัญเท่า “เปลี่ยนที่ตนเอง”

เพราะธรรมชาติไม่เคยหยุดนิ่งอ่อนไหวซับซ้อนและคลุมเครือบุคลากรจึงต้องปรับตามเพื่อความอยู่รอดและการเปลี่ยนแปลงใดๆทุกคนในองค์กรต้องเข้าใจก่อนว่าต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ

…ความท้าทาย ปัญหา ไม่มีวันหมด มันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หากจะยั่งยืนแค่ปรับเปลี่ยนไม่พอ มันต้องปฏิรูป!!

เผมโฉมรองเท้า 7 รุ่นใหม่จากครอบครัว Birkenstock #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/634066

วันที่ 27 ก.ย. 2563 เวลา 10:10 น.เผมโฉมรองเท้า 7 รุ่นใหม่จากครอบครัว BirkenstockBirkenstock เผมโฉมบรรดารองเท้า 7 รุ่นคอลเลคชั่นใหม่ ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ทั้งรองเท้าสำหรับสายผจญภัย สายท่องเที่ยว ไปจนถึงสายแฟชั่น

ไม่ว่าจะเป็นสายไหน Birkenstock (เบอร์เคนสต๊อก) พร้อมตอบโจทย์ และยังคงใส่เอกลักษณ์ของแบรนด์คือ Footbed พื้นรองเท้าด้านในที่มีรูปร่างทางกายวิภาค พร้อมองค์ประกอบรองรับพิเศษ ผ่านการออกแบบที่ได้รับการวิเคราะห์และรังสรรค์อย่างถี่ถ้วนแม้ว่าจะเป็นรายละเอียดที่เล็กที่สุด พร้อมเลียนแบบรอยเท้าตามธรรมชาติบนพื้นทรายช่วยให้เท้ารู้สึกสบายที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ แม้จะยืนอยู่อย่างชั่วโมงก็ตาม ฤดูกาลนี้ Birkenstock ส่งรองเท้า 7 รุ่นใหม่ ได้แก่ รุ่น Kyoto, Tema, Arizona Blossom White, Arizona Black White Pop, Adventure Tatacoa, Suede Arizona Suede และ EVA Barbados มาเอาใจแฟนๆ 

Kyoto

รองเท้ารุ่นพิเศษที่แฟนๆ เบอร์เคนสต๊อกต่างตั้งตารอคอยอย่างรุ่น Kyoto ที่นำรองเท้ารุ่นยอดนิยมอย่าง Zurich (ซูริค) มาออกแบบให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น มาพร้อมขอเกี่ยวที่ใช้งานได้หลากหลายและสายรัดที่แนบสนิทไปกับตัวรองเท้า รวมไปถึงยังใช้หนังกลับชนิดนิ่มมาเป็นวัสดุในการทำตัวรองเท้าและพื้นรองเท้าด้านในด้วย ในส่วนของพื้นรองเท้ายังคงเป็น Footbed อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ มีให้เลือกด้วยกัน 2 เฉดสี ได้แก่ สี Ultra-Blue และสี Sand (ราคาคู่ละ 5,290 บาท)

Arizona Blossom White

เพิ่มความสดใสให้กับสาวๆ ที่ชื่นชมรองเท้าลายพิมพ์และสไตล์เฟมินิลด้วยรุ่น Arizona Blossom White โดยการนำรองเท้ารุ่นยอดนิยมของแบรนด์อย่าง Arizona มาแต่งแต้มลายพิมพ์ดอกซากุระสีชมพูแซมใบสีเขียว (ออกแบบด้วยการร่างมือ) ลงบนพื้น Birko-Flor สีขาว เข้ากันได้ดีกับหัวเข็มขัดสายรัดสีเดียวกัน อีกทั้งบริเวณพื้นรองเท้าด้านในบุด้วยหนังกลับชนิดนิ่ม ช่วยให้การสวมใส่นุ่มสบายมากยิ่งขึ้น (ราคาคู่ละ 3,690 บาท)

Arizona Black White Pop

เอาใจสายแฟชั่นผู้รักงานดีไซน์และความสบายยามสวมใส่ ด้วยรองเท้ารุ่น Arizona Black White Pop ที่นำรุ่นยอดนิยมตลอดกาลอย่างรุ่น Arizona มาเพิ่มดีไซน์ให้ดูโดดเด่นสะดุดตาและทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยลายพิมพ์โพก้าดอทพร้อมหัวเข็มขัดสายรัดสีเหลืองสดใสที่ตัดกับพื้นรองเท้าสีน้ำเงิน สามารถเรียกได้ว่าเป็นรองเท้าเบอร์เคนสต๊อกที่ทั้งใส่สบายและมีความฟั้งกี้ในคู่เดียวกัน มีให้เลือก 2 เฉดสี ได้แก่ พื้นสีดำลายจุดขาว และพื้นสีขาวลายจุดดำ (ราคาคู่ละ 3,690 บาท)

Tema

น้องใหม่ล่าสุดที่จะมาทำให้การพักร้อนของคุณดูมินิมอลและเคลื่อนไหวได้คล่องตัว กับรองเท้ารุ่น Next Gen Tema ที่มาพร้อมพื้นรองเท้าด้านในที่ผลิตจากไมโครไฟเบอร์และนำมาบุลงบน footbed ไม้ค็อกที่รองพื้นด้วยไมโครไฟเบอร์อีกหนึ่งชั้น จึงการันตีได้ถึงความใส่สบาย อีกทั้งบริเวณสายคาดด้านหน้ายังสามารถปรับขนาดได้ตามรูปเท้าของผู้สวมใส่ได้ด้วย มีให้เลือกด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สี Rose, Desert Sage และ Ultra-Blue (ราคาคู่ละ 4,290 บาท)

Adventure Tatacoa

เอาใจสายแฟชั่นกันไปแล้วรุ่นนี้เราขอตอบโจทย์คนรักการท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์กันบ้าง ด้วยรองเท้ารุ่น Adventure Tatacoa ที่ออกแบบพื้นรองเท้าชั้นนอกด้วยเทอร์โมพลาสติกโพลียูรีเทน (TPU) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ยึดเกาะเทรลได้ดีขึ้น ใช้วิธีการผลิตแบบฉีดตรงไม่ติดกาวช่วยให้การปกป้องและอายุการใช้งานที่ยืนยาวมากขึ้น พื้นรองเท้าชั้นนอกยืดหยุ่นกว่าพื้นรองเท้าชั้นนอกของรุ่น Classic Birkenstock EVA อีกทั้งการม้วนตัวของรองเท้ายังเป็นแบบไดนามิก ออกแบบให้บริเวณส้นรองเท้าและสปริงช่วงปลายเท้าทนต่อการเสียดสีได้สูงขึ้น ช่วง Footbed ทำจากไมโครไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติดูดซับและขจัดความชื้นได้ดีช่วยให้ฝ่าเท้าแห้ง ไม่อับชื้น ช่วงตะขอกับสายรัดรองเท้าทั้งบริเวณหน้าเท้าและส้นเท้ามีความพอเหมาะ สามารถปรับระดับได้อย่างรวดเร็ว รองเท้ารุ่นนี้การันตีได้ว่าสามารถปรับให้พอดีกับเท้าของผู้หญิงที่แคบมากได้ (ราคาคู่ละ 6,490 บาท)

Suede Arizona Suede

รองเท้ารุ่นพิเศษที่นำหนังกลับชนิดนุ่มประสานเข้ากับพื้นรองเท้าหนังกลับบน footbed อันเป็นเอกลักษณ์ของ เบอร์เคนสต๊อก ทำให้รองเท้ารุ่นนี้มีพื้นรองเท้าที่นุ่มสบายมากขึ้นกว่า Arizona รุ่นปกติ มาพร้อมโทนสีหวาน 3 เฉดสี ได้แก่ สี light blue, light rose และ Ochre (ราคาคู่ละ 4,290 บาท)

EVA Barbados

Barbados รองเท้าน้องใหม่จากตระกูล EVA ที่ออกแบบมาสำหรับรับหน้าร้อนหรือไปท่องเที่ยว ริมชายทะเล รุ่นบาร์บาโดสนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้ใส่สายสปอร์ตและแอคทีฟ ซึ่งกำลังมองหารูปลักษณ์ที่สวมใส่ง่ายและน้ำหนักเบา จุดเด่นอยู่ตรงสายคาดรองเท้าพิมพ์ลวดลายหกเหลี่ยมและโลโก้ Birkenstock ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อผ้ากีฬา มีให้เลือกถึง 5 เฉดสี ได้แก่ สีขาว, ดำ, Navy, Zinnia และ Beetroot Purple (ราคาคู่ละ 1,590 บาท)

สามารถดูรองเท้ารุ่นล่าสุดได้แล้วที่เว็บไซต์ www.ikonthailand.com