Dream Team สร้างทีมงานในฝันเพื่อความอยู่รอดขององค์กร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/632898

วันที่ 14 ก.ย. 2563 เวลา 06:55 น.Dream Team สร้างทีมงานในฝันเพื่อความอยู่รอดขององค์กรการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : ยุทธศาสตร์การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างทีมงานให้เป็นหนึ่งเดียว

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ปัญหาภาวะผู้นำในปัจจุบันคืออะไร

โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่เคยหยุดนิ่ง ซับซ้อน คลุมเครือ เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดด สังคมทุกระดับเกิดการสั่นคลอน ระบบเก่าถูกทำลายไม่อาจอยู่ในสภาวะเดิมได้ การบริหารงานจึงมีความเสี่ยง มีทิศทางสู่วิกฤติ และที่ท้าทายยิ่งกว่าคือ การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดอย่างมั่นคงยั่งยืนขององค์กรในอนาคต

ความท้าทายของผู้นำองค์กร

เมื่อพิจารณาถึงความท้าทายของผู้นำองค์กรมักมีประเด็นต่อไปนี้

  1. ไม่สามารถโน้มน้าวให้ทีมงานเปลี่ยนกรอบความคิดด้วยตนเอง จึงขาดแรงบันดาลใจ ขาดแรงขับเคลื่อนภายใน ไม่สามารถสร้างศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ ทีมงานจึงไม่สามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น ไม่สามารถสร้างการนำตนเองให้เล่นเชิงรุกได้
  2. ไม่สามารถกระตุ้นให้ทีมงานพัฒนามุมมองเชิงระบบ ขาดการมองภาพเชิงองค์รวม จึงขาดการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ขาดองค์ความรู้ แก้ปัญหาไม่ตก ขาดการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ จึงไม่อาจสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้
  3. ไม่สามารถกระตุ้นให้ทีมงานเห็นคุณค่าตนเอง บุคลากรขาดความเชื่อมั่นขาดความมั่นคงทางอารมณ์ ขาดภูมิต้านทาน ภายในเปราะบาง หวั่นไหวแม้มีอะไรเล็กน้อยเข้ามากระทบ จึงไม่สามารถระเบิดศักยภาพทีมงานให้ออกมาเสริมกันได้อย่างเต็มที่
  4. ไม่สามารถสร้างบรรยากาศให้เห็นคุณค่าในความแตกต่างทีมงาน จึงขาดศรัทธากัน ไม่เข้าใจกัน ขาดความไว้วางใจกัน การทำงานจึงแยกส่วน ขาดการมีส่วนร่วม เล่นไม่เป็นทีม ไม่เป็นหนึ่งเดียว
  5. ไม่สามารถเหนี่ยวนำให้ทีมงานสร้างภาพเป้าหมายร่วม จึงไม่สามารถนำองค์กรให้ไปในแนวเดียวกันได้ ขาดเอกภาพ องค์กรไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย
  6. การบริหารงานขาดความสมดุล เน้นแต่เรื่องทักษะการบริหารจัดการ แต่ละเลยและมองข้ามทักษะชีวิต

ทั้งหมดนี้จึงไม่สามารถสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างยั่งยืน

ภาวะผู้นำคืออะไร มีธรรมชาติเป็นอย่างไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เมื่อพูดถึงภาวะผู้นำเราได้ยินและใช้คำๆ นี้จนเป็นเรื่องปกติทั่วไป แต่เราไม่ค่อยได้ถามว่าภาวะผู้นำมีธรรมชาติเป็นอย่างไร เราจะพัฒนาภาวะผู้นำขึ้นมาได้อย่างไร

เมื่อพูดถึงภาวะผู้นำ มันเป็นการแสดงออกของการยอมรับที่ฝ่ายหนึ่งให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง ภาวะนี้คืออะไร ในการทำความเข้าใจถึงธรรมชาติดังกล่าว ประการแรก เราต้องเข้าใจว่าองค์กรคือชีวิตที่ดำเนินไปในรูปของความรู้สึกนึกคิด ในขณะที่บุคคลมีความรู้สึกนึกคิดนั้น ความเป็นตัวตนของเขาก็เกิดขึ้นทันที ตัวตนนั้นสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ มันคือชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย

ประการที่สอง ภาวะผู้นำเป็นรูปแบบของความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งมีต่ออีกฝ่ายหนึ่ง ภาวะผู้นำจึงเกิดขึ้นในขณะที่บุคคลมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นการที่ฝ่ายหนึ่งให้การยอมรับอีกฝ่ายหนึ่ง การยอมรับที่ว่านี้ต้องผ่านการฟังการฟังจึงเป็นเครื่องมือที่สะท้อนว่าเราให้ความสำคัญแก่อีกฝ่ายหนึ่ง การฟังที่ถูกต้องเราต้องเปิดใจโดยเอาผู้พูดเป็นศูนย์กลาง ในขณะที่เราเอาผู้พูดเป็นศูนย์กลางนั้น นั่นคือเราต้องฟังอย่างเข้าอกเข้าใจด้วยการใส่ใจ การใส่ใจจะแสดงออกมาโดยให้ความสำคัญในเรื่องและเนื้อหาที่เขาพูด เข้าใจความหมายในเนื้อหาที่เขาพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด นั่นคือเราให้ความสำคัญแก่ผู้พูด

ในขณะนั้นเองผู้พูดจะรู้สึกได้ว่าเขาได้รับการยอมรับ เมื่อเขาได้รับการยอมรับเขาจะรู้สึกถึงความมีคุณค่าและความหมายในชีวิต เมื่อเขาได้รับการเห็นคุณค่า เขาจึงให้การยอมรับตอบ “เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” การยอมรับนี้เองคือการยอมรับในความเป็นตัวตนที่สะท้อนถึงภาวะผู้นำ และเมื่อผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า เขาจึงมีทั้งตำแหน่งผู้นำ และภาวะผู้นำที่สอดคล้องกัน เมื่อเขาแนะนำให้ทำอะไรเราจึงทำตาม เกิดการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างมีเอกภาพ

ความเป็นหนึ่งเดียวคืออะไร สำคัญอย่างไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร

ดังนั้น หากเราต้องการให้ใครเห็นคุณค่าเรา เราก็ต้องให้คุณค่าเขาก่อน เพราะเราฟังเขา ให้เกียรติเขา ให้ความสำคัญแก่เขา มอบอำนาจให้เขาตัดสินใจ โดยให้เขาเป็นศูนย์กลาง เขาจะรู้สึกดี เขาจะรู้สึกว่าเขามีค่า เมื่อเขารู้สึกว่ามีค่าเขา ก็จะให้คุณค่าตอบ เมื่อภาวะนี้เกิดขึ้นทั้งสองทาง นั่นย่อมหมายความว่าต่างก็ให้คุณค่าระหว่างกัน เมื่อต่างฝ่ายเห็นคุณค่ากันทั้งสองจึงเกิดความเข้าใจกัน ไว้วางใจกัน เกิดเป็นศรัทธาระหว่างกัน เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ทั้งสองจึงหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อเป็นเนื้อเดียวกันทีมงานจึงมีความเข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียว สามารถระเบิดศักยภาพทีมงานออกมาเสริมกัน มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างมีพลังร่วม

การจะรักษาภาวะนี้ได้ต้องมีผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในการสร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในชีวิตประจำวัน

ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์การสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมงานและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ สามารถสร้างทีมงานที่มีความเชื่อมั่น ศรัทธา มีเป้าหมายร่วม เพื่อยกระดับคุณค่าองค์กร และนำองค์กรให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร

ผมมั่นใจว่าหัวข้อที่นำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์นะครับ

ส่อง LACOSTE คอลเลกชั่นใหม่ ดีไซน์โดดเด่น ขี้เล่นกว่าที่เคย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/632811

วันที่ 12 ก.ย. 2563 เวลา 15:35 น.ส่อง LACOSTE คอลเลกชั่นใหม่ ดีไซน์โดดเด่น ขี้เล่นกว่าที่เคยLACOSTE ส่ง 2 คอลเลกชั่นล่าสุดปี 2020 LACOSTE .12.12 และ BERLIN นำเสนอความเป็นแฟชั่นในลุคที่ดูขี้เล่นยิ่งกว่าเดิม เพื่อความสนุกและเป็นตัวเองมากยิ่งขึ้น

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ดังที่คนทั้งโลกต่างรออัพเดทคอลเลกชั่นใหม่ สำหรับ LACOSTE ที่ครั้งนี้ภูมิใจนำเสนอเรือนเวลาคอลเลกชั่นล่าสุดของปี 2020 กับสองคอลเลคชั่น LACOSTE .12.12 และ BERLIN โดย LACOSTE ยังคงมาในดีไซน์ที่โดดเด่นและคงความเป็นเอกลักษณ์ของ LACOSTE ไว้เป็นครบถ้วย ซึ่งการกลับมาครั้งนี้นาฬิกา LACOSTE ชูความเป็นแฟชั่นที่ดูขี้เล่นยิ่งกว่าเดิม ทำให้ทุกคนสามารถสวมใส่นาฬิกา LACOSTE ได้อย่างสนุกและเป็นตัวเองมากยิ่งขึ้น!

LACOSTE .12.12

เปิดตัวด้วยรุ่นฮิตตลอดกาล อย่างนาฬิกา LACOSTE .12.12 เผยโฉมคอลเลกชั่นใหม่ที่จะทำให้  LACOSTE.12.12 สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ที่น่ารักและขี้เล่นยิ่งกว่าเดิม กับเข็มนาฬิกาที่เป็นรูปปากจระเข้ ทำให้ทุกครั้งที่เวลาเดินเหมือนมีเจ้าจระเข้กำลังไล่งับเวลาของคุณไปเรื่อยๆ  ตัวเรือนซิลิโคนทรงกลมแข็งแรงทนทาน มาพร้อมสายซิลิโคนที่ได้รับการตัดเย็บอย่างประณีต มอบสัมผัสที่นุ่มนวลและสวมใส่ง่าย พร้อมให้คุณใช้ทุกช่วงเวลาอย่างสนุกและท้าทายไปด้วยกัน

BERLIN COLLECTION

อีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามองของนาฬิกา LACOSTE รุ่น BERLIN นำเสนอนาฬิกาหน้าปัดแสดงผลแบบดิจิทัล คงดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์สอดรับกับตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม อีกหนึ่งความโดดเด่นคือการมาในโทนสีแบบอินเทรนด์ที่มีความสวยงามอย่างชัดเจน โดยคอลเลกชั่นนี้มุ่งเน้นไปที่การออกแบบใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ซ่อนความเก๋ที่พร้อมปลุกความเท่ในทุกๆ วันอีกด้วย         

สามารถเลือกชมและซื้อนาฬิกา LACOSTE ได้แล้ววันนี้ ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทุกสาขา หรือช่องทางออนไลน์ที่ SHOPEE , LAZADA , CENTRAL ONLINE , ROBINSON ONLINE

ค้นหาสาเหตุองค์กรพัง เพราะผู้นำไม่แข็งแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/632495

วันที่ 09 ก.ย. 2563 เวลา 07:02 น.ค้นหาสาเหตุองค์กรพัง เพราะผู้นำไม่แข็งแรง“เพราะองค์กรคือชีวิต” อันเป็นฐานรากของยุทธศาสตร์การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เมื่อพูดถึงความท้าทายของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้ผู้นำองค์กรเจอปัญหาอะไรบ้าง 

ปัญหาพื้นฐานที่สุดของผู้นำองค์กรก็คือ ผู้นำไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อความอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ไม่สามารถสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมีส่วนร่วม การทำงานก็ไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว องค์กรจึงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นเอกภาพ

…นั่นเป็นเพราะอะไร

ประการแรก ผู้นำไม่สามารถเหนี่ยวนำให้บุคลากรคิดออกนอกกรอบเดิมๆ แต่ยังติดอยู่กับภาพความสำเร็จเก่าๆ วิธีการทำงานแบบเดิมๆ ไม่กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ไม่กล้าออกจาก Comfort Zone บุคคลจึงขาดการพัฒนาตนเองขาดความกระตือรือร้นขาดแรงบันดาลใจขาดแรงขับเคลื่อนภายในบ่อยครั้งมีทัศนคติติดลบขาดการปรับตัวอย่างยืดหยุ่นไม่เปลี่ยนไม่ปรับตัวไม่เล่นเชิงรุกจึงไม่สามารถนำตนเองได้

ประการที่สอง ผู้นำไม่สามารถวางรากฐานการแก้ปัญหาด้วยแนวคิดเชิงระบบ ในการรับมือกับปัญหา บุคลากรจึงจับประเด็นสำคัญไม่ได้และก็เชื่อมโยงประเด็นเหล่านั้นไม่ถูก ทางออกจึงคับแคบ ทีมงานจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ติดกับดักของตัวปัญหา ขาดกระบวนการเรียนรู้ อีกทั้งยังติดอยู่กับการแก้ปัญหาด้วยมุมมองเชิงเดี่ยว จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ นอกจากนี้ ผู้นำยังขาดความเข้าใจในมุมมองเชิงองค์รวมหรือความเป็นทั้งหมด บุคลากรจึงขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดความคิดที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ทีมงานจึงไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจได้ ทั้งหมดนี้จึงไม่สามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ประการที่สาม ผู้นำไม่สามารถเหนี่ยวนำให้บุคคลเห็นคุณค่าตนเอง ให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ภายในจึงเปราะบาง ขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นคง ขาดภูมิต้านทาน หวั่นไหว ไม่กล้าตัดสินใจ กลัวพลาด เวลาเจอปัญหาหนักๆ ที่ทับซ้อนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บุคลากรจึงไม่สามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นตนเองกลับมาและสามารถขับศักยภาพภายในตนเองให้ออกมาได้อย่างเต็มที่

ประการที่สี่ ผู้นำไม่สามารถสร้างบรรยากาศของความศรัทธาให้เกิดขึ้นในองค์กร บุคลากรจึงไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ใจจึงไม่เปิดกว้างรับฟัง ขาดความเข้าใจกัน พูดกี่ครั้งก็ไม่เข้าใจ พูดไปก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ทีมงานจึงขาดความไว้วางใจกัน ขาดอารมณ์ร่วม จึงไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ทีมงานจึงขาดพลังร่วม ไม่สามารถระเบิดศักยภาพทีมงานให้เป็นหนึ่งเดียว องค์กรขาดความเข้มแข็ง ขาดศักยภาพด้านการแข่งขัน ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นเอกภาพ

…จะเห็นได้ว่า ผู้นำมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน

แล้วเราจะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำองค์กรให้ยั่งยืนได้อย่างไร 

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า กรอบความคิด (Mindset หรือ Paradigm) คือฐานรากของชีวิต กรอบความคิดมีธรรมชาติเป็นมายาคติ มันเป็นความรู้สึกนึกคิดที่หลอมรวมกันและสะท้อนถึงความมีชีวิต ดังที่ เรอเน เดการ์ต (René Descartes, 1596-1650) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในต้นยุคอารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่ เขาได้กล่าวประโยคที่สำคัญเอาไว้ว่า “I think, therefore I am” แปลว่า “ในขณะที่ฉันคิด ตัวตนฉันจึงมีอยู่” นั่นคือ กรอบความคิดของฉันนี้เองที่กำหนด “ตัวตน” ตัวตนคือชีวิต กรอบความคิดจึงสะท้อนความมีชีวิตนั่นเอง ทุกชีวิตมีกรอบความคิดอันเป็นฐานรากชีวิต บุคลากรจึงมีความเป็นมนุษย์ องค์กรจึงมีชีวิต 

แล้วตัวตนต้องการอะไร 

มีนักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อว่า ฟรีดริช วิลเฮล์ม นิตเช่ (Friedrich Wilhelm Nietzsche : 1844–1990) ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ท่านกล่าวว่า ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย 

ถึงตรงนี้ พอสรุปได้ว่าทุกชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย บุคลากรจึงต้องการได้รับการมอบอำนาจ ด้วยการยอมรับ ด้วยความเข้าใจ ต้องการกำลังใจ ความไว้วางใจ ความเชื่อใจ การให้เกียรติ และศรัทธา และเมื่อผู้นำมอบความรู้สึกที่ดีนี้ให้ เขาก็จะได้รับการยอมรับ ได้รับความเชื่อใจ ความไว้วางใจ และศรัทธาเป็นการตอบแทน “เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” ในเมื่อฉันได้รับการยอมรับ เธอก็ได้รับการยอมรับจากฉันเช่นกัน การยอมรับที่ว่านี้เอง ภาวะผู้นำได้เกิดขึ้น เมื่อบุคคลที่ได้รับการยอมรับนั้นอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า เมื่อเขาพูดอะไร ฉันจะฟัง และนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงและส่งผลเป็นความสำเร็จขององค์กรอย่างยั่งยืน

ดังนั้น อาการปัญหาต่างๆ ในรูปของภาวะผู้นำที่ไม่สามารถนำองค์กรไปสู่ความยั่งยืนได้นั้นล้วนมีเบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาอยู่ที่คุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในตัวตนระหว่างบุคคลหากคุณค่านี้ได้รับการตอบสนองแล้วมันคือต้นทางของความยั่งยืนขององค์กรนั่นเอง

ผู้นำจึงต้องเข้าใจว่าในทุกขณะที่เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์กันในรูปของพฤติกรรมนั้น โลกภายในคือตัวตนก็กำลังตีความกันอยู่ที่สะท้อนถึงความมีคุณค่าและความหมายระหว่างกัน ดังนั้น ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราให้คุณค่าและความหมายแก่ผู้ที่เราสัมพันธ์ด้วย ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้ว ยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของผู้ตามด้วย เพราะองค์กรคือชีวิต

ภาวะดังกล่าวจึงจะสามารถสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงบนฐานของความมีชีวิตนำไปสู่

  1. ความสามารถในการเหนี่ยวนำให้บุคลากรเห็นคุณค่าตนเองมีความภาคภูมิใจในตนเองเกิดความเชื่อมั่นมีภูมิต้านทานบุคลากรจึงสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นเกิดแรงบันดาลใจสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองได้อย่างเข้มแข็งสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองและขับออกมาได้อย่างเต็มที่เล่นเชิงรุกจึงสามารถนำตนเองได้เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ผ่านเข้ามาได้อย่างมั่นคง
  2. ความสามารถในการสร้างบรรยากาศของการเห็นคุณค่าในความแตกต่าง บุคลากรจึงเปิดใจกว้างรับฟัง เข้าใจกัน เกิดศรัทธาระหว่างกัน นำไปสู่การระเบิดศักยภาพร่วมกัน เสริมกันอย่างมีพลังร่วม มีอารมณ์ร่วม สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว สามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้อย่างมีความสุข 
  3. นอกจากนี้ ยังสามารถกระตุ้นให้ทีมงานให้เกิดแนวคิดเชิงระบบ เพื่อรับมือกับปัญหาเชิงซับซ้อนได้ อีกทั้งมีมุมมองเชิงองค์รวม สามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ นำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขัน สร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ 

มีคำกล่าวว่า ในฐานะผู้นำ “เราต้องให้ความรัก ก่อนให้ความรู้” ท่านเข้าใจว่าอย่างไร

ถึงตรงนี้ ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรอย่างมีเอกภาพ มีความเข้มแข้ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร และที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นจริงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพราะต่างก็มีชีวิต 

ผมมั่นใจว่าหัวข้อที่นำมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้คงจะเป็นประโยชน์นะครับ

Coronavirus and weddings: Tying the knot in virus times #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Coronavirus and weddings: Tying the knot in virus times

LivingSep 13. 2020Workers disinfect a wedding venue in Suwon, Gyeonggi Province, on Aug. 19. (Yonhap)Workers disinfect a wedding venue in Suwon, Gyeonggi Province, on Aug. 19. (Yonhap) 

By Korea Herald

Without a doubt, 2020 has not been a great year to hold events. Some events, however, cannot easily be canceled or postponed.

Like most other countries, weddings are big business in Korea, and celebrations are typically planned out at least a year in advance.

People often travel across the country to attend, and guests are tightly packed in during a ceremony, which is followed by a reception that often involves buffet stations.

With the government imposing stringent health measures to curb the spread of COVID-19, wedding ceremonies in Korea are under close scrutiny.

Limits on crowd size and specific guidelines are causing widespread confusion for those preparing for their big day. 

A wedding venue in Seoul is empty on Aug. 22, the first weekend after the government strengthened social distancing guidelines in the Greater Seoul area. (Yonhap)

A wedding venue in Seoul is empty on Aug. 22, the first weekend after the government strengthened social distancing guidelines in the Greater Seoul area. (Yonhap)Wedding day disasters

Under the Level 2 social distancing rules, gatherings of 50 or more people indoors and of 100 or more people outdoors are restricted, which means weddings cannot be held in the usual way. With the government requiring wedding venues to comply with the guidelines, conflicts between the venue operators and couples are deepening.

Most wedding halls require a certain “minimum guaranteed guests.” The number depends on the venue, time slot and date. This number refers to the minimum number of meals a couple will be required to pay for as part of the wedding reception.

Wedding halls in Seoul often require couples to sign a contract for at least 200 guests. Under the contract, couples have to pay for the meals of those 200 guests, whether all 200 dine at the venue or not. If the number of people who actually dine exceeds the agreed upon number by more than 10 percent, there may not be sufficient food to go around.

Though strengthened social distancing guidelines mandate wedding halls restrict the guests to 50 per wedding, some wedding venues are refusing to reduce the number.

Some couples have taken the issue to the Blue House petition board, pleading that wedding halls be made to drop their minimum guarantee for now.

The Korea Fair Trade Commission has stepped in, suggesting a federation of wedding halls allow the postponement of ceremonies without extra charges for six months, and to temporarily suspend their minimum guaranteed guest policy.

Wedding halls have likewise taken to the Blue House petition board, insisting the minimum guest requirement is needed for them to pay their employees and meet rent. 

Confusion walking down aisle

Compounding the confusion of couples are the varying guidelines issued by regional governments.

Though the Level 2 social distancing plan was enforced on Aug. 16, and was strengthened on Aug. 19, the KCDC announced the specific guidelines on wedding ceremonies on Aug. 23.

Before the announcement, each regional government imposed different guidelines on weddings, causing confusion for couples and wedding halls.

According to KCDC guidelines, the bride, groom and their families are counted among the 50 persons allowed, but wedding hall staff are not. Everyone at the wedding venue has to wear masks at all times — except for the bride and groom when they enter or leave the wedding hall and during the photo shoots. Others have to wear masks during the photo shoots. Also, when taking photos each attendee should be 1 meter apart from one another. It is recommended that meals be replaced with gifts. However, if meals have to be served, under 50 people can dine 1 to 2 meters apart from each other.

If the guidelines are not followed, those who were present at the wedding may be fined up to 3 million won ($2,500) each.

“Even for us, everything is so confusing. Direct guidelines are not given, but responsibilities are heavy,” a wedding venue employee said. “We are sorry that weddings have turned into nightmares for brides and grooms.” 

Weddings evolve into new forms

Those who are going forward with their wedding plans are coming up with creative ways to cope with the situation.

Some are preparing their weddings in two parts of one hour each. Kim Ji-eun, 29, an office worker in Seoul, is one of them. The first part of her wedding in early September will be held with the presence of extended family, while the second part will be attended by the couple‘s close friends and colleagues.

Kim had to pay more for the wedding venue in central Seoul to make the arrangements. But the additional charge was relatively small compared to the charges that would be incurred if she postponed or canceled the wedding.

Kim already made reservations for her wedding dress, photographers, video recording staff and more, which would all charge her for a change of date. And though her wedding venue was offering to delay her wedding without an additional charge until February, all the “golden times” had already been taken.

“I just want to get it over with. After all, married life is important, not the wedding itself,” Kim said. “Even if we postpone the wedding to winter, we cannot be sure that this would not happen again. I cannot take chances anymore.”

Some are taking their weddings online, livestreaming the ceremony for guests unable to attend the wedding due to the heavy restrictions.

“I livestreamed my wedding via Instagram,” an online user who said she held her wedding over the prior weekend wrote on an online wedding community website. “My friends and my extended family who could not come watched the livestream and left messages congratulating me on my marriage.”

“I felt like an influencer and was surprised that many watched the livestream,” the bride wrote. “Of course, it was sad that we could not have all of our loved ones at the wedding. But at times like this, we cannot compromise anyone’s health.”

สุดปัง! เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ต ฉลองครบรอบ 1 ปี จัดดีลดีๆ ให้เพียบ!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631961

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 14:30 น.สุดปัง! เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ต ฉลองครบรอบ 1 ปี จัดดีลดีๆ ให้เพียบ!!ฉลองครบรอบ 1 ปี เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ต มอบดีลพิเศษลดสูงสุด 90% ห้ามพลาดกับ Weekly Surprise Sale ลด on-top เพิ่มอีกสูงสุด 40% ตั้งแต่วันนี้–30 ก.ย. 2563

ฉลองครบรอบ 1 ปี ‘CENTRAL VILLAGE 1ST ANNIVERSARY CELEBRATION’ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ด้วยดีลส่วนลดที่สุดแห่งปี ตอกย้ำตัวจริงแห่งวงการเอาท์เล็ตที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกในไทย

ลดสูงสุดถึง 90% และ Weekly Surprise Sale รับส่วนลด on-top เพิ่มสูงสุด 40% พร้อมฟรี cash voucher สูงสุด 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม – 30 กันยายน 2563 พบกับ Exclusive Brands ถึง 67 แบรนด์ที่มีเฉพาะที่เซ็นทรัล วิลเลจ อาทิ ALICE+OLIVIA, CHLOÉ, COACH, ERMENEGILDO ZEGNA, ETRO, JIMMY CHOO, KATE SPADE, KENZO, MARIMEKKO, MAX & CO., McQ, MICHAEL KORS, MOSCHINO, OUTLET BY CLUB21, POLO RALPH LAUREN, SALVATORE FERRAGAMO, VALENTINO, VIVIENNE WESTWOOD, BATH & BODY WORKS, COCCINELLE, MELISSA, SUNGLASS HUT, VICTORIA’S SECRET และอีกมากมายที่เติมเต็มทุกมิติการช้อปปิ้งแบรนด์เนมในราคาลดทุกวันตลอดทั้งปี 

ดีลพิเศษฉลองครบรอบ 1 ปี CENTRAL VILLAGE 1ST ANNIVERSARY CELEBRATION

Weekly Surprise Sale ทุกสัปดาห์จากแบรนด์สินค้าที่ร่วมรายการ รับส่วนลด on-top เพิ่มสูงสุดถึง 40% จากส่วนลดปกติทุกวันตลอดทั้งปี 35-90%

รับฟรี cash voucher สูงสุด 2,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่ช้อปครบ 50,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้น Cardholder จาก Salvatore Ferragamo มูลค่า 12,500 บาท จำนวน 4 รางวัล และรางวัลพิเศษ ห้องพักจากโรงแรม ANANTARA VACATION CLUB MAI KHAO PHUKET 3 วัน 2 คืน มูลค่า 41,416 บาท จำนวน 1รางวัล (1สิทธิ์ / หมายเลขสมาชิกThe1 / ตลอดแคมเปญ)

รับสิทธิ์ VIP Lounge One Day Pass สำหรับลูกค้าที่ช้อปแบรนด์ในโซน Royal Village ได้แก่ COACH, ERMENEGILDO ZEGNA, ETRO, HOUR PASSION, KATE SPADE, KENZO, LUXE GALERIE, MAX & CO., MICHAEL KORS, OUTLET BY CLUB21, POLO RALPH LAUREN, RUNWAY EIGHTY, SALVATORE FERRAGAMO, TUMI

เซ็นทรัล วิลเลจ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Bangkok Luxury Outlet เป็น Thailand’s First International Luxury Outlet ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย เปิดให้บริการครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562 เพื่อมอบมาตรฐานและประสบการณ์การช้อปปิ้งเทียบชั้นเอาท์เล็ตระดับโลก ตั้งอยู่บนพื้นที่ 100 ไร่ พื้นที่โครงการ 40,000 ตร.ม. ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีแบรนด์ชั้นนำทั้งต่างประเทศและในประเทศกว่า 220 แบรนด์ใน 130 ร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็น First Time Outlet Shop ในประเทศไทย และอีกกว่า 67 แบรนด์ ได้เลือกเปิด Exclusive Outlet Store เฉพาะเซ็นทรัล วิลเลจ ครอบคลุมทุก category ทั้งแบรนด์เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เข็มขัด เครื่องหนัง เครื่องประดับ รวมถึงแอคเซสซอรี่อื่นๆ อุปกรณ์ไอที เครื่องใช้ในครัว อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เสื้อผ้าเด็ก ของเล่น ธนาคาร

อิ่มอร่อยกับร้านอาหารยอดนิยมและคาเฟ่ อาทิ Starbucks, Red Diamond, Sushi Hiro, Bonchon, A Pink Rabbit Cake Cafe, Fuji, แหลมเจริญ, Café Amazon, MK Restaurant, ชาตรามือ, Swensen’s, ลาวญวน, Häagen-Dazs, Krispy Kreme, Tops Market และ Food Village ครบครันในที่เดียวได้ของครบทั้งครอบครัว มาช้อปปิ้งในบรรยากาศเหมือนไปเที่ยวต่างประเทศ พร้อมทั้งเพลิดเพลินไปกับความร่มรื่นสวยงามของธรรมชาติและสถาปัตยกรรมแบบไทยโมเดิร์น (Thai Modern) เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งลักชูรี่เอาท์เล็ตที่คุ้มค่าให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต เปิดให้บริการทุกวันจันทร์–วันอาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น. Starbucks เปิดให้บริการ 09.00-22.00 น. Tops Market เปิดให้บริการ 08.00-22.00น. และสามารถติดตามรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์: http://www.centralvillagebangkok.com, LINE: @CentralLife, Facebook: Central Village, Instagram: centralvillagebangkok

How to ดิจิทัลดีทอกซ์ บำบัดอาการเสพติดก่อนปัญหาทางจิตจะถามถึง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631956

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 13:10 น.How to ดิจิทัลดีทอกซ์ บำบัดอาการเสพติดก่อนปัญหาทางจิตจะถามถึงอาการเสพติดโซเชียลมีเดีย นอกจากจะทำให้ดวงตาล้าเพราะแสงสีฟ้าแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้ยังบ่งบอกถึงภาวะที่อาจก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า และโรคเครียดวิตกกังวลได้อีกด้วย

สำรวจตัวเองดูกันซิว่า สิ่งแรกที่เราทำหลังจากตื่นนอนคืออะไร?

บางคนอาจจะเป็นการลุกไปอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่สำหรับหลายๆ คนในยุคนี้แล้ว อุปกรณ์ชิ้นแรกที่มองหาหลังตื่นนอนก็คงจะเป็นโทรศัพท์มือถือแน่ๆ ลองสไลด์หน้าจอ เช็กไลน์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊กสัก 10 นาทีแล้วค่อยลุกไปอาบน้ำละกัน แต่รู้ตัวอีกทีคุณก็จิ้มๆ กดๆ มาเกือบชั่วโมงแล้ว! ยิ่งไปกว่านั้นก่อนเข้านอนโทรศัพท์มือถือก็ดันกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราใช้งานไปอีก นอกจากการรับแสงสีฟ้าก่อนและหลังตื่นนอนที่ไม่ดีต่อสุขภาพตาของเราแล้ว อาการแบบนี้ยังบ่งบอกถึงภาวะการเสพติดโซเชียลมีเดียที่อาจก่อให้เกิดภาวะโรคซึมเศร้าและโรคเครียดวิตกกังวล

แต่อาการติดโซเชียลมีเดียก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนสายเกินแก้ คงไม่ถึงกับต้องเลิกขาดเพราะการสื่อสารผ่านช่องทางเหล่านี้ก็ยังจำเป็นอยู่ เพียงแต่อาจจะใช้วิธีลดปริมาณการเข้าถึงดูบ้าง หรือเปลี่ยนมุมมองในการใช้งานดู ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีดิจิทัล ดีทอกซ์ ทริคง่ายๆ จาก ธนาคารกรุงไทย ที่ทำตามง่ายๆ มาฝากกัน

1.ตั้งเวลาสำหรับทำดิจิทัลดีทอกซ์

ขั้นแรกให้ลองหยิบปฏิทินขึ้นมากางดูก่อนว่า วันไหนบ้างที่เราไม่ต้องยุ่งเรื่องงาน ไม่ได้มีนัดสำคัญๆ ลองเลือกมาสัก 1 วันในเดือนนั้นแล้วเซ็ตให้เป็นวันที่เราจะทำดิจิทัล ดีท็อกซ์กัน โดยลองปิดแจ้งเตือนทุกแอพพลิเคชั่นดูก่อนในเบื้องต้น หรือถ้ารู้สึกว่า วิธีนี้ยังตึงจนเกินไปให้ลองตั้งเวลากับตัวเอง หรือใช้แอพพลิเคชั่นแจ้งเตือนเข้าช่วย อาทิเช่น กำหนดเวลาเลิกใช้งานก่อนนอน 2 ชั่วโมง หรือตั้งเวลาช่วงในการเข้าใช้แอพพลิเคชั่นโซเชียล มีเดีย ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ให้มีช่วงที่จำกัดมากกว่าวันทำงาน

2.ใช้นาฬิกาปลุกแทนโทรศัพท์มือถือ

มีผลการสำรวจของสหรัฐอเมริการะบุว่า ผู้คนมากกว่า 68% ใช้โทรศัพท์มือถือตั้งปลุกตอนเช้า และวางไว้ข้างๆ ตัวขณะเข้านอน ซึ่งการวางมือถือไว้ใกล้ๆ หมอนก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนมองหน้าจอ และจับโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนหลับตาเสมอ นอกจากปัญหาเรื่องแสงสีฟ้าแล้ว การวางมือถือไว้ใกล้หมอนแบบนี้ยังกระตุ้นให้เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูทั้งหลังตื่น และก่อนนอนเป็นประจำแทนที่วิถีชีวิตประจำวัน ที่เราจะต้องลุกจากที่นอนไปอาบน้ำ และกินข้าวเช้า ฉะนั้นแล้วลองหันกลับไปสู่พื้นฐานที่สุดเหมือนตอนเด็กๆ คือ ใช้นาฬิกาปลุกแทน น่าจะช่วยลดอาการงัวเงียตื่นนอนแล้วคลำหามือถือก่อนเป็นสิ่งแรกได้ด้วยนะ

3.งดเล่นโทรศัพท์มือถือขณะทานข้าว

กลายเป็นว่า ในช่วงเวลาทานข้าวกลางวันหลายๆ คนเลือกที่จะหยิบมือถือขึ้นมาเช็กความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย หรือบางครั้งก็ดูหนัง-ซีรีส์ไปด้วยเลย ถ้ากำลังมีอาการเหล่านี้อยู่น่าจะเป็นสัญญาณที่ชัดแล้วล่ะว่า คุณติดมือถือมากๆ แล้ว ช่วงเวลากินข้าวเราควรปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย และลดการมองแสงสีฟ้าที่มองจอคอมพิวเตอร์จากการทำงานมาแล้วบ้าง เราควรจะโฟกัสกับการกินข้าว รวมถึงผู้ร่วมโต๊ะอาหารในมื้อนั้นแทนจะดีกว่านะ

4.หากิจกรรมอื่นทดแทน

พอโทรศัพท์มือถือ และโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้วก็ทำให้เราคิดไม่ออกเลยว่า กิจกรรมอื่นๆ นอกจากการอยู่หน้าจอแชตกับเพื่อน ดูหนัง-ซีรีส์แล้ว จะมีงานอดิเรกอะไรให้ทำอีกล่ะ จริงๆ แล้วกิจกรรมอื่นที่ช่วยผ่อนคลายยังมีอีกมากมาย อาทิเช่น การทำความสะอาดบ้าน ฟังแล้วอาจจะดูหนักหรือเหนื่อยเกินไป แต่จริงๆ แล้วมีงานวิจัยหลายชิ้นให้ข้อสรุปตรงกันว่า การทำงานบ้านช่วยให้เราผ่อนคลายได้ดีทีเดียว อาจจะไม่ต้องทำให้ครบทุกส่วนของบ้าน เริ่มจากการทำทีละเล็กทีละน้อยไปก่อน ให้เราได้เห็นความสำเร็จบางส่วนที่พอจะจับต้องได้ หรือจะเป็นกิจกรรมผ่อนคลายๆ หน่อยอย่างการอ่านหนังสือที่เราชอบ ตั้งเป้าเล็กๆ ว่าเราจะอ่านเล่มนี้ให้จบภายในกี่วันๆ หลังจากซื้อมากองไว้นานหลายเดือน ความสำเร็จชิ้นเล็กๆ พวกนี้ช่วยเยียวยาจิตใจเราได้ดีเชียวล่ะ

5.ใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นอันดับแรก

โซเชียลมีเดียช่วยให้เราเชื่อมต่อกับผู้คนที่อยู่ห่างไกลกันได้ครั้งละหลายๆ คนก็จริง แต่สิ่งสำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ บางครั้งเรามักจะหลงลืมคนสำคัญที่อยู่ใกล้ๆ ตัว อย่างคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทเองก็ดี  กระทั่งบางครั้งที่มีการนัดเจอกับกลุ่มเพื่อนเราก็มักจะเห็นอาการที่เรียกว่า ‘สังคมก้มหน้า’ อยู่บ่อยๆ ที่แม้จะมีเพื่อนสนิทนั่งอยู่ด้วยกัน แต่เรากลับเลือกกดโทรศัพท์มือถือแทน อาจจะด้วยความเคยชินหรืออะไรก็ตาม ในส่วนนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ให้ลองวางโทรศัพท์มือถือไว้ไกลๆ ตัวเมื่อคุณออกไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน แทนที่จะสนใจใครก็ตามบนโซเชียลมีเดีย ลองเปลี่ยนมาโฟกัสคนที่อยู่ตรงหน้าแทน หรืออาจจะลองใช้ยาแรงด้วยการไม่พกโทรศัพท์ติดตัวไปเลยก็จะช่วยให้เราโฟกัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น

องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631849

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 06:30 น.องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลงการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : องค์กรไม่ยั่งยืน เพราะขาดผู้นำการเปลี่ยนแปลง

โดย : ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะองค์กรคือชีวิต มนุษย์ต้องการการยอมรับ ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในทั้งสองก็กำลังดำเนินไปในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามเห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” แต่หากใครไม่เห็นฉันมีค่าไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหนฉันก็ไม่ได้ยินเรื่องใดๆก็ยากไปหมดนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างภาวะผู้นำ

ความท้าทายของผู้นำองค์กร

โลกสังคมเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่แน่นอนคลุมเครือและซับซ้อนส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้างในทุกภาคส่วนระบบเดิมล่มสลายการปรับตัวเป็นไปอย่างรุนแรงทั้งด้านสังคมเศรษฐกิจความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิต

เมื่อพิจารณาถึงความเป็นองค์กร บุคลากรขาดความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายใน ไม่สามารถนำตนเองได้ นอกจากนี้ บุคลากรยังขาดความเข้าใจในแนวคิดเชิงระบบ จึงขาดกระบวนการเรียนรู้ ขาดองค์ความรู้ จึงแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนไม่ได้ อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวม จึงขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง ที่แปลกใหม่ ไม่สามารถสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น บุคลากรขาดศรัทธา ไม่เปิดใจกว้างรับฟัง ไม่เข้าใจกัน ทีมงานจึงไม่เข้มแข็ง ขาดการเสริมพลังร่วม ขาดความร่วมมือ เล่นไม่เป็นทีม ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดและยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อพิจารณาถึงประเด็นด้านผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราพบว่ามักมีอาการปัญหาดังต่อไปนี้

1. ตนในฐานะตำแหน่งผู้นำองค์กรที่มีประสบการณ์มากกว่าตนจึงพยายามสอนและถ่ายทอดให้ทุกอย่าง

แม้ให้ผลตอบแทนอย่างดี แต่ทำไมเวลาสั่งการอะไรลงไป กลับไม่มีใครฟัง พวกเขาไม่เคยทำตาม รับปากไปก็เท่านั้น เล่นก็ไม่เป็นทีม ไม่ไปในแนวเดียวกัน ขาดการมีส่วนร่วม ไม่ทุ่มเท ไม่เกื้อกูล ไม่ยืนมือ ไม่เสียสละ ไม่ช่วยเหลือกัน 

นั่นเป็นเพราะว่าผู้นำองค์กรขาดความเข้าใจว่าคนคือมนุษย์มนุษย์มีชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมายพวกเขาต้องการการยอมรับต้องการกำลังใจต้องการความเข้าใจต้องการการมอบอำนาจความเชื่อใจไว้วางใจต้องการการเห็นคุณค่าแต่ผู้นำไม่ค่อยให้ความสำคัญยิ่งไกว่านั้นผู้นำยังยึดติดอยู่กับตำแหน่งและคิดว่าตนสามารถสั่งการหรือทำอะไรก็ได้ทุกอย่างตามที่ตนต้องการซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดแต่เมื่อเขาไม่ได้รับการยอมรับมันเหมือนกับว่าผู้นำไม่เห็นเขามีค่าดังนั้นเขาจึงไม่เห็นคุณค่าในตัวผู้นำด้วยจึงไม่เกิดการยอมรับกันหนักเข้าก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายการทำงานจึงไปคนละทิศคนละทางไม่เป็นหนึ่งเดียว

2. ตนในฐานะผู้นำองค์กรตนก็พยายามผลักดันทุกอย่างทำงานอย่างหนักเพื่อเป็นแบบอย่างแต่ทำไมทุกคนดูเฉื่อยชาขาดความมุ่งมั่นทุ่มเทขาดความกระตือรือร้น

นั่นเป็นเพราะว่า แม้ตนจะเข้าใจว่าบุคคลมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างเหลือเฟือ แต่ไม่รู้ว่าจะพัฒนาเพิ่มเติมได้อย่างไร เพราะไม่เข้าใจถึงธรรมชาติของศักยภาพที่แท้จริงว่าคืออะไร มันอยู่ในรูปของอะไร และก็ไม่รู้ว่าจะขับมันออกมาใช้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร

3. ตนในฐานะผู้นำองค์กร มีวิสัยทัศน์กว้างไกล องค์กรมีทิศทาง มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีค่านิยมร่วม แต่ทำไมบุคลากรเล่นไม่เป็นทีม ยังสับสน เดินไปคนละทิศคนละทาง ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

นั่นเป็นเพราะว่า บุคลากรขาดเป้าหมายร่วม มองคนละภาพ เข้าใจคนละแบบ ต่างคนต่างทำ แยกส่วน ขาดความเชื่อมโยง ไม่เสริมกัน ขาดพลังร่วม ยิ่งไปกว่านั้น ตนในฐานะผู้นำองค์กรยังขาดความเข้าใจมุมมองเชิงระบบ ไม่สามารถโน้มน้าวและเชื่อมโยงให้บุคลากรมองภาพเดียวกัน และขับศักยภาพนั้นออกมาเพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ให้เป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันได้

ทางออกของปัญหา 

การแก้ปัญหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงในทุกวันนี้ องค์กรส่วนใหญ่มักเน้นแต่การพัฒนาด้านทักษะการบริหารจัดการ ระเบียบโครงสร้าง และขั้นตอนการทำงาน ซึ่งถือว่ายังไม่ตรงประเด็น  แล้วอะไรคือรากของปัญหา ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ในขณะที่บุคคลกำลังมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในรูปของพฤติกรรมนั้น

ในขณะนั้น โลกภายในก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่ โลกภายในนี้คือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในทั้งสองก็กำลังดำเนินไปในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามเห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” แต่หากใครไม่เห็นฉันมีค่าไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหนฉันก็ไม่ได้ยินเรื่องใดๆก็ยากไปหมด

นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการสร้างภาวะผู้นำ และส่งผลเป็นความสำเร็จขององค์กร หากเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองแล้ว อาการของปัญหาก็ปรากฏตามที่กล่าวข้างต้น 

ดังนั้น อาการปัญหาต่างๆในรูปของความสัมพันธ์ล้วนเป็นเรื่องปลายเหตุเบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงจึงเป็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในระหว่างบุคคลหากคุณค่านี้ได้รับการตอบสนองแล้วอะไรๆก็ง่ายไปหมด

คุณสมบัตินี้สำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภาวะผู้นำ เพราะภาวะผู้นำนี้มิได้วัดกันด้วยตำแหน่ง แต่วัดกันที่พฤติกรรมการแสดงออกว่า สะท้อนถึงความมีคุณค่าของบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยมากน้อยเพียงใด

ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้วยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของผู้ตามด้วยเพราะองค์กรคือชีวิตเมื่อบุคคลได้รับการยอมรับได้รับความไว้วางใจเมื่อนั้นบุคคลจึงรู้สึกเข้มแข็งเกิดความเชื่อมั่นสามารถพัฒนาและขับศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่สามารถนำตนเองได้เกิดความมุ่งมั่นกระตือรือร้นเล่นเชิงรุกจากจุดนี้จะเป็นก้าวสำคัญนำไปสู่การเห็นคุณค่าในความแตกต่างใจจึงเปิดกว้างรับฟังเกิดความเข้าใจกันไว้วางใจกันเกิดศรัทธาเชื่อมั่นและยอมรับซึ่งกันและกันทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่ภาวะผู้นำที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงสร้างทีมงานอย่างมีสวนร่วมเกิดการเชื่อมโยงที่สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพองค์กรจึงมีความเข้มแข็งมั่นคงยั่งยืน

พลิกโฉมวงการแฟชั่น ‘ลาซาด้า’ ยกรันเวย์ดีไซเนอร์ไทยมาไว้บนอีคอมเมิร์ซ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631675

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 08:25 น.พลิกโฉมวงการแฟชั่น 'ลาซาด้า' ยกรันเวย์ดีไซเนอร์ไทยมาไว้บนอีคอมเมิร์ซยกรันเวย์ดีไซเนอร์ไทยมาไว้บนอีคอมเมิร์ซ “ลาซาด้า” พลิกโฉมวงการแฟชั่น มุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่ทั่วประเทศไปกับ “Lazada Thai Designer Club” ช้อปสินค้าแบรนด์แฟชั่นพรีเมียมจากไทยดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทยของแท้ 100%

พลิกโฉมวงการแฟชั่นไทย ครั้งแรกของการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่าดีไซเนอร์สายเลือดไทย กับ Lazada Thai Designer Club โดยความร่วมมือระหว่าง ลาซาด้า (Lazada) และสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพฯ หรือ Bangkok Fashion Society (BFS) ด้วยการนำแบรนด์แฟชั่นพรีเมียมจากไทยดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทยกว่า 50 แบรนด์ มาโลดแล่นบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซครบวงจร ด้วยคอนเซ็ปต์ Premium Brands at your Fingertips เพื่อให้แฟชั่นนิสต้าเลือกช้อปได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส

จุดเด่นคือการการันตีว่าสินค้าเป็นของแท้จากแบรนด์ 100% สามารถซื้อและถามตอบรายละเอียดสินค้ากับแบรนด์ได้โดยตรง ซึ่งในงานเปิดตัวต้องบอกเลยว่ายิ่งใหญ่ไปด้วยแฟชั่นโชว์จากแบรนด์ชั้นนำที่ตบเท้าเข้าร่วม อาทิ Asava, Vickteerut, TandT, Painkiller, Janesuda, S’uvimol, Disaya, Issue และอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้ร่วมพูดคุยกับผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่น หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา, ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล และฝน-ชวมณฑ์ ปวโรดม เกี่ยวกับทิศทางแฟชั่นไทยในวงการอีคอมเมิร์ซ

Lazada Thai Designer Club เป็นความร่วมมือระหว่างลาซาด้ากับ Bangkok Fashion Society (BFS) หรือสมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ เริ่มต้นจำหน่ายสินค้าแฟชั่นจาก 6 แบรนด์ในเดือนมีนาคม 2563 โดยล่าสุดมีจำนวนแบรนด์รวมทั้ง BFS และแบรนด์อื่นๆ ที่เดินหน้าเข้าร่วมแพลตฟอร์มมากกว่า 50 แบรนด์ และมีแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟที่มีขายเฉพาะที่ลาซาด้าเท่านั้น อาทิ Vickteerut, TandT, Milin, Painkiller, ASV, Asava, Patinya, Kloset, Janesuda, Greyhound, และ Issue โดย Lazada Thai Designer Club เป็นส่วนหนึ่งของ LazMall ฟีเจอร์ที่เป็นเสมือนห้างสรรพสินค้าออนไลน์ รวบรวมสินค้าจากร้านกว่า 2,000 ร้านค้า อย่างเป็นทางการ จัดจำหน่ายจากแบรนด์โดยตรง จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ได้จาก Lazada Thai Designer Club เป็นสินค้าของแท้ 100%

“ที่ผ่านมาลาซาด้าประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย ในการขยายช่องทาง การจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้กับแบรนด์ต่างๆ ดังนั้นการร่วมมือกับ Bangkok Fashion Society (BFS) ในการเปิดตัว Lazada Thai Designer Club จึงถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการอีคอมเมิร์ซ และพลิกโฉมวงการแฟชั่นพรีเมียมในเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนสินค้าของดีไซเนอร์ไทย โดยที่ลาซาด้าเป็นอีคอมเมิร์ซรายแรกที่ได้รับการไว้วางใจให้จัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นพรีเมียมจากดีไซเนอร์ไทย โดย Lazada Thai Designer Club ที่เพิ่งเปิดมาได้เกือบ 7 เดือน และเราเห็นว่าแบรนด์เหล่านี้เติบโตบนลาซาด้าอย่างก้าวกระโดด และยังสามารถขยายฐานลูกค้าไปได้ไกลทั่วประเทศอีกด้วย” ธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า 

ทางด้าน หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา นายกสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพฯ หรือ BFS กล่าวว่า “การร่วมมือระหว่างสมาคมแฟชั่นดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ กับลาซาด้า เปิดตัว Lazada Thai Designer Club ถือเป็นก้าวสำคัญ ของวงการแฟชั่นไทย เป็นโอกาสที่ดีในการขยายฐานลูกค้าของแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ นับตั้งแต่การเริ่มจำหน่าย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Lazada Thai Designer Club ได้รับความนิยมในหมู่นักช้อปออนไลน์ทั่วประเทศ เป็นอย่างมากและแบรนด์ต่างๆ มีสินค้าออกแบบคอลเลคชั่นพิเศษที่จำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะในลาซาด้าเท่านั้น และได้รับผลตอบรับที่ดีอย่างถล่มทลาย ถือเป็นการพลิกโฉมวงการแฟชั่นไทยและเป็นทางเลือกใหม่ ของการจำหน่ายสินค้าแฟชั่น โดย BFS เป็นการผนึกกำลังของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของเมืองไทยมากมาย ที่มีเครือข่ายอันแข็งแกร่งพ่วงด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับเซเลบริตี้ ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ของแบรนด์ต่างๆ ใน Lazada Thai Designer Club ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย”

ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ Disaya อย่าง ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูล กล่าวว่า “การขยายช่องทาง จัดจำหน่ายมายังลาซาด้าทำให้แบรนด์ได้มีโอกาสขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น นอกจากฐานลูกค้าเดิมที่แบรนด์ มีอยู่ค่อนข้างเหนียวแน่นแล้ว เห็นได้ชัดในช่วงล็อคดาวน์และห้างสรรพสินค้าปิด การจำหน่ายช่องทางออนไลน์ จึงกลายเป็นช่องทางหลักของแบรนด์ ถึงแม้ตอนนี้ห้างสรรพสินค้าจะเปิดให้บริการเป็นปกติแล้ว แต่ช่องทางออนไลน์ก็ยังได้รับความนิยมมากเพราะสะดวกกับผู้บริโภค สามารถ Add to cart แล้วรอรับสินค้าที่บ้านได้เลย ที่สำคัญผู้ซื้อยังวางใจได้ว่า สินค้าแบรนด์ Disaya ที่จำหน่ายในช่องทางลาซาด้านั้นเป็นของแท้ 100% และสามารถทักแชทมาหาแบรนด์ได้โดยตรงเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม”

ส่วน ฝน-ชวมณฑ์ ปวโรดม เจ้าของแบรนด์ S’uvimol แบรนด์เครื่องหนังเอ็กโซติกสัญชาติไทย กล่าวว่า “S’uvimol เป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม แต่การเข้าร่วม Lazada Thai Designer Club และขยายช่องทางจำหน่ายมาที่ลาซาด้า กลับประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน นอกจากจะได้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าประจำของแบรนด์ให้ช้อปปิ้งออนไลน์ได้แล้ว ลูกค้ายังได้รับส่วนลดต่างๆ จากลาซาด้าในช่วงแคมเปญต่างๆ ซึ่งผลพลอยได้ที่ดีมาก คือการที่แบรนด์เปิดตัวออกไปยังฐานลูกค้าใหม่ๆ ให้คนรู้จักมากยิ่งขึ้นอีกด้วย”

ทั้งนี้ ลาซาด้ามุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวงการแฟชั่นไทย Lazada Thai Designer Club จึงถือเป็น ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการแฟชั่น เราเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จด้วยการจับมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ มากมาย เพื่อสนับสนุนแบรนด์คู่ค้าได้ขยายฐานลูกค้า และลาซาด้ามุ่งมั่นจะเห็นจำนวนของแบรนด์ใน Lazada Thai Designer Club เพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้เรายังอยากให้แบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการกับเรา ไม่ใช่แค่ขายได้ แต่ต้องทำยอดขายได้แบบยั่งยืนตามพันธกิจของเราอีกด้วย สุดท้ายนี้อยากฝากชาวไทยให้ช่วยกันสนับสนุนแฟชั่นไทย

ติดตามความพิเศษของ Lazada Thai Designer Club ในแคมเปญ Lazada 9.9 Big Brands Sale ในวันที่ 9 กันยายนที่จะถึงนี้ โดยพบกับส่วนลดสูงสุดกว่า 70% พร้อมคูปองส่วนลดเพิ่มเติมและของแถมสุดพิเศษจากแบรนด์ ช้อปกับ Thai Designer Club ที่ลาซาด้าได้แล้ววันนี้ คลิก https://bit.ly/2CNdcWp

ค้นหาตัวตนที่แท้จริง เผยพลังแห่งความมั่นใจในแบบของคุณผ่าน “Lee” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631592

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 07:33 น.ค้นหาตัวตนที่แท้จริง เผยพลังแห่งความมั่นใจในแบบของคุณผ่าน "Lee"ปลดปล่อยเสียงเรียกร้องจากข้างในหัวใจของทุกคนให้เป็นอิสระ Lee ชวนทุกคนร่วมค้นหาตัวตนที่แท้จริงผ่านแคมเปญ STAND TALL #มีดีมีลีต้องโชว์ พร้อมเผยคอลเลคชั่นใหม่ Lee Your Style และ Leesures โชว์ของดีที่มีมากกว่ายีนส์

กว่า 130 ปีแล้ว ที่ Lee หนึ่งในแบรนด์ยีนส์ยอดนิยมในตำนานได้ก่อตั้งขึ้น พร้อมสร้างสรรค์ผลงานผ่านนวัตกรรมมากมาย ทั้งการเป็นกางเกงยีนส์มีซิปครั้งแรกของโลก เมื่อปี พ.ศ. 2469 ในยีนส์รุ่น 101Z การออกแบบป้ายหนัง Hair-on-hide โลโก้แบรนด์ Lee ที่ถูกประทับลงบนแผ่นป้ายหนังแท้ด้านหลังของกางเกงยีนส์ และลายเย็บรูปตัว S บนกระเป๋าหลังที่เลื่องชื่อ (Lazy S stitching) นับตั้งแต่การเปิดตัวชุดเอี๊ยมยีนส์ Lee bib ครั้งแรก มาถึงกางเกงยีนส์คาวบอยรุ่น 130z 101 นั้น Lee ได้แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอันแรงกล้าในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและได้เปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตเครื่องแต่งกายที่มีความทนทานสำหรับชนชั้นแรงงานในสมัยแรกเริ่มมาเป็นผู้มีอิทธิพลในการออกแบบเทรนด์แฟชั่นที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน

สำหรับปี 2020 แบรนด์ Lee ขอเป็นแรงบันดาลใจให้คุณออกค้นหาตัวตนที่แท้จริง ผ่านคอลเลคชั่นเสื้อผ้าที่จะปลดปล่อยเสียงเรียกร้องจากข้างในหัวใจของทุกคนให้เป็นอิสระ กับแคมเปญ STAND TALL #มีดีมีลีต้องโชว์ เพราะความมั่นใจในตนเองคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน  แคมเปญนี้เริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากทั่วทุกมุมโลกและค้นพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของตนเองก่อนที่จะให้ผู้อื่นมาร่วมตระหนักด้วย

ฤดูกาลนี้ Lee จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณยืนหยัดและมีความมั่นใจ เปิดเผยสิ่งที่ต้องการและสิ่งที่เป็นตัวตนของคุณ ความมั่นใจจะเกิดขึ้นเมื่อเรากล้าที่จะบอกกับโลกว่า “นี่คือตัวตนของฉัน” พร้อมยอมรับสิ่งที่กำลังจะเข้ามาและรู้ว่าเราสามารถจัดการมันได้อย่างดีที่สุด ลุคที่สมาร์ทและเสื้อผ้าที่สวมใส่สบายทำหน้าที่เหมือนไม้วิเศษที่จุดประกายความมั่นใจจากภายในสิ่งที่คุณหยิบมาสวมใส่ในตอนเช้าไม่เพียงแค่เปลี่ยนมุมมองที่ผู้อื่นมีต่อตัวคุณแต่มันยังเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อตัวเองได้อีกด้วยไม่เพียงแค่เป็นคนที่แตกต่างแต่ยังช่วยให้คุณดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คนอื่นๆ

ตลอด 130 ปีของการมุ่งมั่นต่อคุณภาพ นวัตกรรม และการใช้งาน ควบคู่กับบทบาทของแบรนด์แฟชั่น Lee ได้กลายเป็นแบรนด์เดนิมส์ระดับตำนานพร้อมทัศนคติกล้าที่จะสร้างสรรค์สไตล์ที่เป็นตัวเอง แบรนด์ที่เต็มไปด้วยบุคลิกภาพและคาแรคเตอร์ที่ห้าวหาญ คือสิ่งที่ทุกคนต้องการในชีวิต สไตล์ที่เนี๊ยบลงตัวยิ่งขึ้นของ Lee คือกุญแจสำคัญสำหรับสิ่งนั้น เพราะสินค้าทุกชิ้นผ่านการกระบวนการผลิตอย่างดีเยี่ยม เพื่อมอบความสบายอย่างสูงสุดระหว่างการเคลื่อนไหว พร้อมรู้สึกยอดเยี่ยมจากภายในสู่ภายนอก สไตล์อาจจะเข้ามาแล้วจากไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คุณได้เป็นเจ้าของเสื้อผ้าที่โดดเด่นไร้กาลเวลา ซึ่งพร้อมจะมอบพลังและความมั่นใจในทุกย่างก้าวบนเส้นทางที่เลือกเดิน และนำไปสู่การค้นพบตัวตนที่แท้จริงของคุณ มาร่วมเป็นคนที่แตกต่างเป็นตัวของตนเองกับลี STAND TALL #มีดีมีลีต้องโชว์

Lee Your Style : ล้ำหน้าไปอีกขั้น กับเทคโนโลยีการสร้างเฉดและเฟดแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผลงานล่าสุดจาก Lee ที่สร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะของการปั้นเฟดและดีไซด์ลวดลายต่างๆ รวมเข้ากับร่องรอยของประสบการณ์งานฝีมือที่สั่งสมมากว่า 130 ปี ในครั้งนี้ Lee ได้ล้ำหน้าไปอีกขั้นด้วยการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ยิงไปบนพื้นผิวของกางเกง เพื่อให้เกิดเฉดสี รอยเฟดและรอยขาดตามที่ต้องการ ซึ่งกระบวนการเลเซอร์ดังกล่าวจะประหยัดเวลาและคงมาตรฐานในการฟอกได้เที่ยงตรงและแม่นยำ ที่สำคัญยังช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีในการฟอกและของเสียเกิดจาการผลิตก็อีกด้วย เรียกได้ว่า Lee ได้ผนวกนวัตกรรมการผลิตสินค้าเข้ากับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนอย่างแท้จริง

สินค้าคอลเลคชั่น Lee Your Style มีวางจำหน่ายให้คุณเลือกมากถึง 15 เฉดสี ให้คุณเลือก Mix & Match ได้อย่างจุใจ (ราคาจำหน่าย 1,990 บาท)

Leesures : ก้าวไปกับสไตล์ที่เป็นคุณ

Lee ก้าวไปไกลกว่าการเป็นแค่เดนิมส์กับคอลเลคชั่น Leesures (ลีเชอส์) นำเสนอ “เสื้อผ้าที่สวมใส่สบายทั้งในการทำงานและการพักผ่อน” คอลเลคชั่นนี้ Lee สร้างความแปลกใหม่ด้วยการนำเอาความสบายมาผนวกกับสไตล์ที่ลงตัวเสื้อผ้าในโทนสีเอิร์ธโทนที่ผลิตจากผ้ายืดคุณภาพเยี่ยม

นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเล็กๆ ที่ Lee ใส่ใจออกแบบเพื่อให้เสื้อผ้ามีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระดุมสีเดียวกับกางเกง แถบโลโก้ตกแต่งที่ขอบเอว รอยเย็บสุดเนียบด้านใน ป้ายตกแต่ง Leesures ขอบยางยืดบริเวณกระเป๋า กระเป๋าลับเพื่อแบ่งสัดส่วนสะดวกในการหยิบใช้ ฝากระเป๋าสไตล์ Work wear

สำหรับกางเกง Lee มีทรงสำหรับผู้ชายให้เลือก 3 แบบ จ๊อกเกอร์, คาร์โก้ และทรงขากระบอก และทรงสำหรับผู้หญิงให้เลือก 2 แบบ คูลอต และ วอลลุ่ม (ราคาจำหน่าย กางเกงขายาว 1,890 บาท / ขาสั้น 1,590 บาท)

#STANDTALL #มีดีมีลีต้องโชว์ #LeeJeansTH #LeeYourStyle #Leeนิวดีไซน์เพื่อไลฟ์สไตล์คุณ  #Leesures #GoWithStyle

กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ พลังขับเคลื่อนองค์กร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631352

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 14:15 น.กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ พลังขับเคลื่อนองค์กรเปิดแนวคิด 3 องค์กรชั้นนำของไทย ใช้กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ เสียงของพนักงานขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยข้อมูลที่ได้มาแบบเรียลไทม์ ย้ำ ‘ฟีดแบ็ค’ คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ

ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังจากการระบาดของโควิด-19 หนึ่งในสิ่งที่องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องทำ คือการรับฟังความรู้สึกและความต้องการของพนักงานและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนร่วมกับองค์กร เพื่อหาวิธีที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่อแบรนด์กลับมา ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้

กลยุทธ์ดังกล่าวถือเป็นความท้าทายสำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้จัดการฝ่ายบุคคลขององค์กรจำนวนมาก เพราะหมายถึงการปรับโฉมกระบวนการสำรวจความคิดเห็นของพนักงานครั้งใหญ่ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลง การเก็บข้อมูลความคิดเห็นในรายไตรมาสหรือรายปีจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

การรับฟังความคิดเห็นในปัจจุบัน จำเป็นต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมและคำนึงถึงประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมือเพื่อหาอินไซต์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ในวันนี้องค์กรต้องสามารถเข้าถึงอินไซต์จากพนักงานและลูกค้าในแบบเรียลไทม์ เพื่อที่จะให้การสนับสนุนและดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเท่าทันทุกความเปลี่ยนแปลง Qualtrics ได้เผยเรื่องราวการปรับตัวของ 3 องค์กรชั้นนำของไทย ซึ่งใช้กลยุทธ์การ ‘ฟัง’ เสียงของพนักงานในรูปแบบใหม่ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยข้อมูลที่ได้มาแบบเรียลไทม์

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นับตั้งแต่มาตรการล็อคดาวน์มีผลบังคับใช้ในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีพนักงานทำงานที่บ้านกว่า 60% จากพนักงานทั้งหมดกว่า 1,200 คน ถือเป็นครั้งแรกของบริษัทฯ ในการปรับใช้นโยบายทำงานที่บ้านกับพนักงานจำนวนมากขนาดนี้ การรับฟังเสียงสะท้อนของพนักงานโดยใช้โซลูชัน Qualtrics Remote + On-site Work Pulse ช่วยให้วิถีการทำงานที่บ้านของพนักงานของกรุงเทพประกันชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น โดยโซลูชันของ Qualtrics ช่วยให้บริษัทฯ รับรู้ถึงความต้องการและให้การสนับสนุนแก่พนักงานในช่วงการทำงานจากบ้านได้อย่างทันท่วงที

ม.ล.จิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้เราเข้าใจความท้าทายและแก้ปัญหาที่พนักงานเจอเมื่อเริ่มทำงานจากที่บ้าน ฟีดแบ็คต่างๆ ของพนักงานนำมาสู่การจัดหาอุปกรณ์การทำงานที่ตอบโจทย์ การริเริ่มการจัดงานประชุมพนักงานแบบออนไลน์ และการพบปะผ่านจอระหว่างทีม ซึ่งล้วนทำให้เราเดินหน้าฝ่าวิกฤตไปได้”

นอกจากนี้ จากการใช้ Qualtrics ยังพบอินไซต์สำคัญว่าการทำงานที่บ้านสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับทีมงานบางส่วนได้ โดยสถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกต่างกำลังเผชิญ สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่จะยังคงมีแนวโน้มต่อเนื่องในระยะยาว

“เราพบว่าเมื่อเริ่มนโยบายทำงานจากที่บ้าน หลายๆ แผนกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความเครียดลดลง เราจึงวางแผนพิจารณาโปรแกรมการจัดชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นสำหรับการปรับนโยบายของบริษัทฯ ในอนาคต เพราะเราเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานและยกระดับคุณภาพการทำงาน โดยเตรียมความพร้อมการปรับใช้นโยบายดังกล่าว ทางบริษัทฯ ได้พิจารณาเครื่องมือและระบบต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ในอนาคต”

ในขณะที่องค์กรกำลังปรับตัว การรับฟังเสียงของพนักงานนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพนักงานให้ตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจในปัจจุบัน และในอนาคตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ดังนั้น การฟังเสียงพนักงานและการลงมือปรับตัวจากการใช้ผลสำรวจจากระบบ Qualtrics ทำให้เรามั่นใจว่ากรุงเทพประกันชีวิตกำลังปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชั้นนำและโรงกลั่นน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของประเทศ เป็นอีกหนึ่งบริษัทฯ ที่ปรับวิธีการทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยอนุญาตให้พนักงานส่วนของ Back Office ที่ประจำสำนักงานในประเทศไทยสามารถทำงานที่บ้านได้ ด้วยวัฒนธรรมองค์กร ‘ONE Caring Family’ บริษัทฯ นั้นยึดมั่นและให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยรวมถึงสวัสดิภาพของพนักงานมาโดยตลอด แต่การระบาดของโควิด-19 ก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่ผลักดันให้บริษัทเลือกเปลี่ยนวิธีการรับฟังความคิดเห็นและสำรวจความรู้สึกของพนักงาน

ทิโมธี อลัน พอตเตอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เปิดเผยว่า “SPRC เลือกใช้โซลูชัน Qualtrics รับมือวิกฤตโควิด-19 ในการรับฟังเสียงของพนักงานเพื่อเข้าใจถึงปัญหาที่พวกเขากำลังประสบอยู่ ทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงและพัฒนาแนวทาง ตลอดจนการวางนโยบายที่ยืดหยุ่นสำหรับการจัดการบุคลากร เนื่องจากจำเป็นต้องหาแนวทางการจัดการที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ ฟีดแบ็คเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการทีมที่ต้องลงพื้นที่ทำงาน ซึ่งมีข้อจำกัดจากนโยบายเว้นระยะห่าง (Social distancing) การใช้โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของทีมงานกลุ่มนี้และสามารถวางมาตรการสนับสนุนได้ตรงตามความต้องการ สร้างความสะดวกสบายในการทำงานมากขึ้น สำหรับพนักงานกลุ่มที่อยู่ประจำสำนักงาน เราได้เปิดช่องทางการสื่อสารหลักของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและนำเอาเทคโนโลยี การวางระบบต่างๆ มาจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่บ้าน โซลูชัน Qualtrics ช่วยให้ SPRC ประเมินสถานการณ์ได้ว่าผลการดำเนินการของเรานั้นเป็นอย่างไร และมีข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ”

ความสะดวกด้านการใช้งาน การผสานการทำงานเป็นหนึ่งเดียวและความยืดหยุ่นของโซลูชัน Qualtrics Remote Work และ Onsite Pulse ยกระดับการวิธีการรับฟังความคิดเห็นพนักงานของ SPRC สู่แนวทางใหม่ที่เรียบง่ายและมีส่วนร่วมมากขึ้น พอตเตอร์ กล่าวเสริมว่า “ระบบสามารถทำงานร่วมกับ แบบสำรวจด้านความผูกพันต่อองค์กรเดิมที่จัดทำขึ้นทุกปีได้เป็นอย่างดี เพราะรองรับวิธีการสำรวจ การออกแบบประเด็นคำถามและรายงานผลในรูปแบบเดียวกัน ลดความซับซ้อนของกระบวนการการสำรวจความคิดเห็น ประกอบกับผลตอบรับจากครอบครัว SPRC ของเรานั้นล้วนเป็นไปในเชิงบวก ด้วยอัตราการตอบแบบสำรวจความคิดเห็นกว่าร้อยละ 99 ในช่วงสัปดาห์แรก

ก้าวต่อไปเพื่อข้ามผ่านวิกฤตโควิด-19 ของ SPRC จะถูกขับเคลื่อนโดยการนำเอาข้อมูลเชิงลึกด้านประสบการณ์ของพนักงานใช้เป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ “SPRC เชื่อว่าการให้ข้อมูลของพนักงานเป็นเสมือนของขวัญ ดังนั้น การฟังเสียงคนในครอบครัวของเรา จะช่วยให้เราสร้างความมั่นใจของทุกคนในการกลับมาทำงานที่สำนักงานตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานใกล้ชิดและมีส่วนร่วมสม่ำเสมอกับพนักงาน ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าที่พวกเขามอบให้บริษัทฯ เราได้วางแผนที่จะสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้และพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านช่องทางออนไลน์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้านการจัดการบุคคลของเรา เพื่อให้องค์กรของเรามุ่งหน้าสู่การเป็น Employer of Choice และ Best Place to Work”

บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด

บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ อาร์ดี (RD) ผู้ประกอบการร้านอาหารบริการด่วนที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย ดำเนินกิจการร้านเคเอฟซีกว่า 200 แห่ง พร้อมด้วยพนักงานกว่า 4,000 คน

บริษัทฯ เล็งเห็นความสำคัญในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความมุ่งหวังให้ทุกคนสร้าง ‘ความแตกต่างอย่างแท้จริง’ (Real Difference) แก่ธุรกิจ ร้านอาหารรวมไปถึงชุมชนต่างๆ ด้วยความเชื่อนี้ อาร์ดีได้ตัดสินใจปรับใช้นโยบายให้พนักงานทีมสนับสนุนร้านที่ไม่ต้องพบปะซึ่งหน้าโดยตรงกับลูกค้าทำงานจากที่บ้านทันทีในระหว่างช่วงสถานการณ์โควิด-19 นอกเหนือไปจากนี้ บริษัทยังดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจและดูแลเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานที่อยู่ในทีมประจำหน้าร้าน เพราะบริษัทฯ มีการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและตรงไปตรงมา

ทั้งนี้ อาร์ดีวางแนวทางการตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างเป็นระบบผ่านการใช้งานโซลูชัน Qualtrics Remote + On-site Work Pulse ซึ่งผู้บริหารของบริษัทฯ จะสามารถรับรู้ความต้องการ เข้าใจในความกังวลของพนักงานได้รวดเร็วและต่อเนื่อง

แอนดรูว์ นอร์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด กล่าวว่า “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมและวิเคราะห์ด้วยโซลูชัน Qualtrics ทำให้อาร์ดี กำหนดทิศทางและวางแผนการรับมือกับเหตุการณ์อย่างตรงจุด ตอบโจทย์พนักงานที่สะดวกทำงานจากที่บ้าน พร้อมกันนี้ยังสามารถจัดการกับความคาดหวังของพนักงานและสนับสนุนปัจจัยด้านอื่นๆ เพิ่มเติมจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไป อาร์ดี จึงนำเสนอโปรแกรมใหม่ๆ ให้แก่พนักงาน อาทิ แผนการทำงานแบบยืดหยุ่น, ปรับเพิ่มสวัสดิการค่าอินเตอร์เน็ต, กิจกรรม welcome back meal ต้อนรับการกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ และส่งการ์ดแบบ personalized เป็นกำลังใจให้ทีมพนักงานหลายพันคนที่ประจำสาขาหน้าร้าน”

ขณะที่มาตรการล็อคดาวน์ในประเทศไทยเริ่มคลายตัวและพนักงานส่วนใหญ่เริ่มกลับมาทำงานตามปกติ ข้อมูลและอินไซต์ที่อาร์ดีได้จากการเก็บข้อมูลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนบริษัทฯ ในระยะยาว นอกจากนี้ การเข้าถึงอินไซต์ของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยเผยให้เห็นมิติใหม่ของแนวคิดการสร้าง ‘Real Difference’ ของบริษัทอีกด้วย

“อาร์ดี มุ่งมั่นในการเข้าถึงและสนองตอบข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกคนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กรที่สามารถสร้าง ‘Real Difference’ ให้กับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างสร้างสรรค์ โดยในวันนี้ พนักงานทุกคนสามารถนำเสนอรูปแบบตารางเวลาการทำงานที่เหมาะสมกับความต้องการของตนและทีมงานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าดำเนินโครงการใหม่ๆ เพื่อสร้าง ‘Real Difference’ ให้กับพนักงานและชุมชนที่พวกเขาให้บริการ อาทิ กิจกรรมมอบไก่ทอดฟรีให้แก่คนในชุมชนที่ขาดแคลนอาหาร และโครงการใหม่อย่างโครงการจัดจ้างบุคลากรวัยเกษียณที่ยังอยากทำงานต่อ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด กล่าวปิดท้าย