ศักยภาพต้องระเบิดจากภายใน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/631313

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 07:35 น.ศักยภาพต้องระเบิดจากภายในการรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : สิ่งมีชีวิตจะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเกิดแรงผลักดันจากภายใน กลายเป็นชีวิตใหม่ที่มีแรงขับเคลื่อนเพื่อความอยู่รอด

– โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

…ศักยภาพคืออะไร?

ในโลกที่ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต องค์กรธุรกิจได้ตระหนักแล้วว่าการอยู่ในสภาพเดิมๆ นั้น ไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนได้ เราจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อความอยู่รอด ในการปรับตัวนั้น โดยความหมายแล้วคือ การพัฒนาศักยภาพ

และเมื่อพูดถึงศักยภาพ เราลองมาพิจารณาชีวิตผีเสื้อที่มีวิวัฒนาการมากว่า 280 ล้านปี วงจรชีวิตมันมี 4 ระยะ เริ่มด้วยระยะเป็นไข่ 5-7 วัน จากนั้นจะเป็นตัวหนอน 10-14 วัน ช่วงนี้หากนกเห็น มันจะกลายเป็นเหยื่อแน่นอน แต่หากมันรอด มันจะขับใยเหนียวๆ ออกมาห่อหุ้มตัวมันกลายเป็นดักแด้อยู่ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นมันจะใช้ขายันเปลือกให้แตกออก แล้วดันตัวมันเองออกมากลายเป็นชีวิตใหม่เรียกว่า ผีเสื้อ ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนี้แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง สามารถแสดงศักยภาพ บินหลบหลีกซ่อนเร้นจากศัตรูได้ สามารถบินหาน้ำหวานเพื่อยังชีพและดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อความอยู่รอดต่อไป

คราวนี้เราลองมาพิจารณาไข่ไก่ หากเราใช้แรงตอกไข่ลงในชาม แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นเอาไปทอด เราจะได้ไข่เจียว แต่หากว่าไข่ใบนี้ได้รับการผสมจากเชื้อตัวผู้และเรารอซักพักเพื่อให้มันฟักตัว มันจะมีจะงอยปากแหลมๆ แทงทะลุเปลือกไข่ แล้วดันตัวมันเองออกมาเป็นชีวิตใหม่เรียกว่า ลูกเจี๊ยบ ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ก็แตกต่างจากเดิม สามารถแสดงศักยภาพของความเป็นไก่อย่างที่มันเป็น สามารถหาอาหารเลี้ยงชีพและดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อความอยู่รอดต่อไป

จากตัวอย่างของผีเสื้อและไก่ซึ่งเป็นตัวแทนของความมีชีวิต จะเห็นได้ว่ามันจะสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเกิดแรงผลักดันจากภายใน กลายเป็นชีวิตใหม่ที่สามารถแสดงศักยภาพ มีแรงขับเคลื่อนชีวิตด้วยตัวของมันเองเพื่อความอยู่รอด

มนุษย์เราก็เช่นกัน หากมีแรงจากภายนอกมากระทบ เราจะรู้สึกเหมือนว่าเราโดนกระทำ เหมือนมีคนมาสั่ง มาคอยกำกับ มาคอยชี้นำ เราจะรู้สึกว่าเป็นแรงกดดัน ขาดความเป็นอิสระ ทำให้รู้สึกเครียด เราจะไม่มีความสุข ศักยภาพที่แสดงออกมาก็จะไม่เต็มที่ ต่างกับภาวะที่เราทำงานโดยมีแรงบันดาลใจจากภายใน เราจะมีความรับผิดชอบอย่างมุ่งมั่น เราจะลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ย่อท้อ เราจะยืนหยัด อดทน จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ภาวะนั้น เราสามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

ศักยภาพดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตด้วยตัวของมันเองเพื่อความอยู่รอดศักยภาพจากภายในนี้เท่านั้นที่จะสร้างการเติบโตสู่ความเข้มแข็งดังนั้นเมื่อพูดถึงศักยภาพที่จะนำชีวิตไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนแล้ว

ศักยภาพนั้นต้องระเบิดจากภายใน

หากแรงขับนั้นมาจากภายใน นั่นแสดงว่าเราสามารถกำกับควบคุมมันได้ หากเรากำหนดมันได้ นั่นแสดงว่าเราสามารถนำตนเองได้ หากเรานำตนเองได้ เราจึงสามารถเล่นเชิงรุกได้ และหากเราสามารถจัดการตนเองได้ ปัญหาใดๆ ก็เรื่องเล็ก ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเองเชิงรุกเพื่อมุ่งสู่ความเข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนจึงต้องระเบิดจากภายใน

แล้วอะไรคือแหล่งที่มาของศักยภาพภายใน

เราพบว่ามันมาจากกรอบความคิดอันเป็นฐานรากของชีวิต เพราะ

  1. กรอบความคิดช่วยให้เราเห็นภาพเป้าหมาย ภาพแห่งความสำเร็จดังกล่าวจะสร้างทัศนคติเชิงบวก แรงบันดาลใจ เพื่อมาเสริมทักษะด้านการจัดการให้เป็นจริง
  2. กรอบความคิดช่วยให้เรามองเห็นภาพองค์รวม เกิดแนวคิดเชิงระบบ นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
  3. กรอบความคิดช่วยให้เราเห็นคุณค่าตนเอง เกิดความเชื่อมั่น ยืนหยัด อดทน มุ่งมั่น มีความมั่นคงทางอารมณ์ ภายในเข้มแข็ง หนักแน่น มีภูมิต้านทาน บุคคลจึงสามารถขับศักยภาพภายในให้ออกมาเสริมทักษะด้านการจัดการได้อย่างเต็มที่
  4. กรอบความคิดช่วยให้เราเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง เราจึงเปิดใจกว้างรับฟัง เกิดความเข้าใจกัน เชื่อมั่น และไว้วางใจกัน เกิดศรัทธา นำไปสู่การสร้างทีมงานให้ขับศักยภาพออกมาเสริมกันได้อย่างมีพลังร่วมอย่างเป็นหนึ่งเดียว
  5. กรอบความคิดช่วยให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ เกิดความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกัน นำไปสู่ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในองค์กร และสร้างทีมงานให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างมีเอกภาพ

กรอบความคิดจึงเป็นต้นทุนชีวิตที่แท้จริง หากปราศจากกรอบความคิดอันเป็นฐานรากของชีวิตแล้ว ทักษะการบริหารจัดการใดๆ ก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะลำพังความสามารถด้านเทคนิคไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดเป็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมได้

ท่านคิดว่าศักยภาพที่แท้จริงคืออะไร

อะไรคือแหล่งที่มาของศักยภาพของมนุษย์ มันอยู่ในรูปของอะไร อะไรทำให้คนเราแตกต่าง

จากความเข้าใจข้างต้น แล้วท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมงานและปลดปล่อยศักยภาพนั้นออกมาอย่างเต็มที่และไปในแนวเดียวกัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างองค์กรให้สมดุล เข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

จะทำอย่างไร…เมื่อผู้นำไม่เข้าใจว่าองค์กรมีชีวิต ไม่เห็นคนเป็นมนุษย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630736

วันที่ 17 ส.ค. 2563 เวลา 07:10 น.จะทำอย่างไร...เมื่อผู้นำไม่เข้าใจว่าองค์กรมีชีวิต ไม่เห็นคนเป็นมนุษย์การรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : เมื่อองค์กรไม่ยั่งยืน เพราะผู้นำไม่เข้าใจว่าองค์กรมีชีวิต ไม่เห็นคนเป็นมนุษย์

โดย ดร.แป๊ะ-ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

การรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : เพราะองค์กรมีชีวิต ชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย ใครก็ตามเห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน ผู้นำที่เข้าใจในคุณค่าของความเป็นมนุษย์จึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง นำองค์กรให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ มีความเข้มแข็ง มั่นคงยั่งยืน

ความท้าทายของผู้นำองค์กร 

โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่เคยหยุดนิ่ง เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดด สังคมทุกระดับเกิดการสั่นคลอน ระบบเก่าถูกทำลาย การบริหารงานมีความเสี่ยง มีทิศทางสู่วิกฤติ องค์กรจึงต้องการการเปลี่ยนแปลง บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงจึงมีสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนขององค์กร และเมื่อพิจารณาถึงความท้าทายของผู้นำองค์กร ประเด็นหลักคือ ผู้นำโดยตำแหน่งขาดภาวะผู้นำ ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ไปในแนวเดียวกันได้ เพราะอะไร

  • ผู้นำไม่สามารถสร้างศักยภาพทีมงานและขับออกมาได้อย่างมีพลังร่วม ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิมๆ มีทัศนคติติดลบ ไม่เล่นเชิงรุก ไม่เปลี่ยน ไม่ปรับตัว บุคลากรจึงขาดการพัฒนาตนเอง ขาดความกระตือรือร้น ไม่สามารถนำตนเองได้
  • ผู้นำไม่สามารถเหนี่ยวนำให้ทีมงานสร้างภาพเป้าหมายร่วม ขาดค่านิยมร่วม จึงไม่สามารถนำองค์กรให้ไปในแนวเดียวกันได้
  • ผู้นำขาดความเข้าใจในมุมมองเชิงระบบ ขาดการมองภาพเชิงองค์รวม จึงขาดการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ อีกทั้งไม่สามารถคิดสรางสรรค์นวัตกรรมที่แตกต่างที่แปลกใหม่ ไม่อาจสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้
  • ผู้นำไม่สามารถกระตุ้นให้ทีมงานเห็นคุณค่าตนเอง ทีมงานจึงขาดแรงบันดาลใจ ขาดความเชื่อมั่น ขาดความเข้มแข็ง ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ จึงขาดภูมิต้านทาน อ่อนไหวต่อสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบ ไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อมีปัญหาผ่านเข้ามา
  • ผู้นำไม่สามารถสร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ทีมงานใจจึงไม่เปิดกว้างรับฟัง จึงมักเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ทีมงานจึงขาดศรัทธา ไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้วางใจกัน การทำงานจึงแยกส่วน ขาดการมีส่วนร่วม ไม่เป็นทีม ไม่เป็นหนึ่งเดียว
  • ผู้นำมีการบริหารงานขาดความสมดุล เน้นแต่เรื่องทักษะการบริหารจัดการ แต่ละเลยทักษะชีวิต คิดว่าปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วยความสามารถด้านเทคนิคและการบริหารจัดการที่เป็นเลิศอย่างสุดโต่ง

ทั้งหมดนี้เพราะมีพื้นฐานมาจากผู้นำขาดความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ ไม่เห็นคุณค่าชีวิต จึงไม่สามารถสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนองค์กรให้ไปในแนวเดียวกันได้อย่างยั่งยืน 

แล้วอะไรคือรากของปัญหา

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ในขณะที่เรามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันนั้น ในขณะนั้น โลกภายในก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่ โลกภายในนี้คือตัวตน ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมาย ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังติดต่อสื่อสารด้วยกิริยาท่าทางอยู่นั้น โลกภายในของทั้งสองก็กำลังก้องสะท้อนระหว่างกันอยู่ในลักษณะที่ว่า “ใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน” แต่หากใครก็ตามที่ไม่เห็นฉันมีค่า ไม่ว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งอะไร ไม่ว่าเธอจะตะโกนดังแค่ไหน ฉันก็ไม่ได้ยิน เรื่องใดๆ ก็ยากไปหมด ดังนั้น รากของปัญหาของภาวะผู้นำนั้นก็คือ การที่ผู้นำโดยตำแหน่งไม่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ไม่เข้าใจว่าองค์กรมีชีวิต และนี่คือเงื่อนไขสำคัญของทุกความสัมพันธ์ และส่งผลเป็นการขาดภาวะผู้นำ บุคลากรและทีมงานจึงไม่อาจขับศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ องค์กรไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนรวมก็เสียหาย ไม่สามารถนำไปสู่ความยั่งยืนได้

ทางออกของปัญหา

ในการหาทางออกของปัญหา เราต้องมาทำความเข้าใจว่าภาวะผู้นำคืออะไร ภาวะนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ ภาวะผู้นำไม่เกี่ยวกับอายุ หรืออายุงาน หรือการศึกษา หรือฐานะ ตำแหน่งผู้นำมันเป็นเรื่องสมมติ มันแต่งตั้งกันได้ แต่ภาวะผู้นำมันตั้งกันขึ้นมาเองไม่ได้ เรียกร้องก็ไม่ได้ มันต้องสร้างขึ้นเอง เพราะภาวะผู้นำเป็นเรื่องของสถานะของการยอมรับที่ฝ่ายหนึ่งให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่การที่ตนจะยอมรับอีกฝ่ายว่ามีภาวะผู้นำนั้น ก็ต่อเมื่อตนต้องได้รับการยอมรับจากผู้นั้นเสียก่อน การยอมรับที่ว่านี้มิใช่การยอมรับในเรื่องความสามารถด้านเทคนิคหรือการบริหารจัดการ แต่มันคือ การยอมรับในคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์คือชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย เมื่อตนได้รับการยอมรับ ตนจึงแสดงการยอมรับตอบ การยอมรับนี้เองที่สะท้อนถึงภาวะผู้นำ และเมื่อผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า ดังนั้น เมื่อเขาพูดอะไร เราจะฟังและทำตาม “เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน”

อาการปัญหาต่างๆ ในรูปของความสัมพันธ์ล้วนเป็นเรื่องปลายเหตุ เบื้องลึกของเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงจึงเป็นคุณค่าและความหมายชีวิตที่ซ่อนอยู่ภายในของบุคคล หากคุณค่านี้ได้รับการตอบสนองแล้ว อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด คุณสมบัตินี้สำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภาวะผู้นำ เพราะภาวะผู้นำนี้มิได้วัดกันด้วยตำแหน่ง แต่วัดกันที่พฤติกรรมการแสดงออกว่าสะท้อนถึงความมีคุณค่าของบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วยมากน้อยเพียงใด ดังนั้น ผู้นำนอกจากจะเป็นผู้นำโดยตำแหน่งแล้ว ยังต้องแสดงออกถึงคุณค่าและความหมายของผู้ตามด้วย เพราะองค์กรคือชีวิต ดังนั้น ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้จึงต้องตั้งอยู่บนฐานของการเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์

มีคำกล่าวว่า “เราต้องให้ความรัก ก่อนให้ความรู้” ท่านเข้าใจว่าอย่างไร และท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมงานและขับออกมาอย่างเต็มที่ เล่นเชิงรุก มีความคิดเชิงระบบนำไปแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ รวมทั้งการเล่นเป็นทีมอย่างมีส่วนร่วม เพื่อนำองค์กรให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อย่างเป็นหนึ่งเดียว อย่างมีความสุขได้อย่างไร และที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นจริงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพราะต่างก็มีชีวิต

4 สาวเซเลบเผยเทคนิคอวดผิวสวยแบบไม่มีโทรมตลอดทริป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630792

วันที่ 16 ส.ค. 2563 เวลา 07:40 น.4 สาวเซเลบเผยเทคนิคอวดผิวสวยแบบไม่มีโทรมตลอดทริป4 สาวแซบ ทั้งบล็อกเกอร์ด้านความงาม ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และเซเลบริตี้สาวสวย เผยเทคนิคอวดผิวสวยแบบไม่มีโทรมตลอดทริปการเดินทาง

หลังจากที่ผ่านช่วงเวลากักตัวและทำงานที่บ้านมาหลายเดือน ทำให้เริ่มอยากออกไปเที่ยวพักผ่อน ล่าสุดหลังจากการคลายล็อกดาวน์ (Lockdown) เชื่อว่าหลายๆ คนคงมีการวางแผนมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศกับคนในครอบครับและเพื่อนสนิท รีเฟรชตัวเองและดื่มด่ำกับธรรมชาติพร้อมถ่ายรูปอวดผิวสวยลงโซเชียล

แต่เราอาจหลีกเลี่ยงปัญหาผิวที่มาพร้อมกับการเดินทางไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง การดื่มน้ำหรือรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ ล้วนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวอ่อนล้า หมองคล้ำ ไม่สดใส  แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ธัญ (THANN) ร่วมกับบล็อกเกอร์สาวด้านความงาม ไลฟ์สไตล์ และแฟชั่น ที่รู้จักกันในนาม GANDAGANDA หรือ กานดา สายทุ้ม จัดเวิร์คช็อป แพ็คกระเป๋าเราเที่ยวด้วยกัน เผยเทคนิคอวดผิวสวยแบบไม่มีโทรมตลอดทริปการเดินทาง

เริ่มกันที่กูรูด้านความสวยงามและท่องเที่ยว กานดา สายทุ้ม แนะทริคท่องเที่ยวอวดผิวสวย พร้อมแนะไอเทมสำหรับการดูแลผิวตนเองขณะเดินทางท่องเที่ยว ว่า ‘การเดินทางท่องเที่ยวนั้นก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนอีกทางหนึ่ง ทำให้เราได้สัมผัสประสบการณ์และได้เปิดมุมมองใหม่ให้กับชีวิต การเดินทางท่องเที่ยวนำพาเราให้ได้เจอกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราได้อีกทางหนึ่ง การเลือกที่พักก็เป็นสิ่งสำคัญ เน้นความรู้สึกแบบอยู่สบายตรงตามสไตล์ที่เราชอบที่สุด ซึ่งอาจพิจารณาจากบรรยากาศ วิวห้องพัก อาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  รวมถึงพิจารณาสภาพอากาศด้วย เพราะแต่ละสถานที่ก็มีสภาพอากาศที่ต่างกัน การแต่งกายก็ย่อมต่างกัน ล้วนมีผลต่อการจัดเตรียมเสื้อผ้ารวมรวมถึงเครื่องสำอาง เพื่อดูแลผิวพรรณขณะท่องเที่ยวอีกด้วย

ส่วนการดูแลผิวพรรณนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ถือว่าเป็นกิจวัตรประจำวันที่เราต้องดูแลผิวเราให้มีสุขภาพดีที่สุดก่อน เมื่อผิวแข็งแรงก็จะง่ายต่อการดูแล ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวก็สามารถดูแลผิวเพิ่มเติมมากขึ้นได้ เช่น หากไปทริปที่เจอแสงแดดมากๆ ก็ปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด เพื่อป้องกันรังสียูวีและผิวคล้ำเสียจากแสงแดด หากเป็นประเภทกันน้ำ (Water Resistant) ได้จะดีมาก เพราะไม่ต้องกังวลว่าครีมกันแดดที่ทาจะละลายไปกับน้ำหรือเหงื่อ ระหว่างวันก็สามารถใช้สเปรย์น้ำแร่ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และคลายความอ่อนล้าให้กับผิว  นอกจากนี้ เรายังสามารถคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางท่องเที่ยวได้ระหว่างการอาบน้ำด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ เพื่อคืนความสดชื่นได้ทั้งร่างกายและจิตใจอีกด้วย

เรื่องการแต่งกายเราควรคำนึงถึงสถานที่ที่จะไปเป็นหลัก อย่างเช่น หากไปทะเลก็ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าบางเบา แห้งง่าย ถ้าไปภูเขาก็ควรเลือกเสื้อผ้าที่เน้นความคล่องตัวสูง หรืออาจจะมิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อผ้าพื้นเมืองให้มีความกลมกลืนกับสถานที่และวัฒนธรรมท้องถิ่นของเมืองนั้นๆ นอกจากนี้เราควรให้ความสำคัญกับรองเท้าที่สวมใส่ด้วย เพราะระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวนั้น ส่วนใหญ่เรามักจะมีกิจกรรมและสถานที่ให้เราได้ออกไปสำรวจหลายแห่ง อาจต้องเดินมากเป็นพิเศษ ดังนั้นการเลือกใส่รองเท้าที่สวมใส่สบายนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ใช่เพียงแค่ใส่แล้วดูดี แต่ต้องมาพร้อมกับความสบายด้วย

ด้านเทคนิคการถ่ายรูปนั้นนอกจากแสงที่ดีจะช่วยให้รูปออกมาสวยดูดีแล้ว การจัดองค์ประกอบของร่างกาย และท่าทางก็สามารถช่วยให้รูปออกมาสวยได้เช่นกัน อย่างเช่น การโพสท่าถ่ายรูปไม่ควรห่อตัวหรือทำหลังค่อม หรือยืนตรงๆลำตัวแข็งทื่อ เพราะจะทำให้รูปเราถ่ายออกไม่สวย ควรปล่อยตัวตามสบาย อย่าเกร็ง อาจจะมีการพอยท์เท้า มองซ้ายบ้าง มองขวาบ้าง เอียงตัวไปด้านใดด้านนึ่ง หรือถ้าใครที่รู้ว่ามุมไหนตัวเองที่ถ่ายรูปออกมาสวยก็สามารถใช้ได้เหมือนกันเพียง และใช้มุมกล้องช่วยในการชูจุดเด่น อำพรางจุดด้อยของเรานอกจากนี้กิจกรรมที่เราทำขณะท่องเที่ยวก็มีส่วนช่วยให้ทริปนั้นสนุกสนาน และได้รูปที่สวยงามด้วยเช่นกัน อย่างไปทะเลก็อาจจะมีกิจกรรมดำน้ำ พายเรือคายัก ไปภูเขาก็อาจจะมีกิจกรรมเดินป่า เดินชมเมืองสวยๆ หรือไม่ก็อาจจะหาคาเฟ่เก๋ๆ ไว้นั่งพัก กิจกรรมเหล่านี้ล้วนช่วยเพิ่มสีสันให้กับการท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้มีรูปสวยๆ ไว้คอยโพสในโซเชียล สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศที่ชอบไป คือ จังหวัดเชียงใหม่ ไปขึ้นภูเขาเข้าป่า เพราะอากาศดี มีลำธาร น้ำใส ต้นไม้สีเขียวๆ ที่พักก็เรียบง่าย สะอาด อาหารอร่อย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน’

สำหรับบรรยากาศในการเวิร์คช็อปเต็มไปด้วยความสนุกสนาน โดยมีเหล่าเซเลบริตี้สาวสวยให้เกียรติมาร่วมเผยไอเท็มเด็ดและเคล็ดลับการดูแลผิวตนเองขณะเดินทางท่องเที่ยว เริ่มที่สาวยิ้มสวย ธัญวรรณ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เผยว่า ‘ช่วงที่ล็อกดาวน์ก็ไม่ได้ไปไหนเลย แต่พอหลังจากคลายล็อกดาวน์แล้ว ทริปแรกที่มีโอกาสได้ไป คือ เกาะสมุย ซึ่งไปกับเพื่อนๆ อยากบอกว่าทะเลที่สมุยสวยมาก สวยไม่แพ้ทะเลในต่างประเทศเลย และมีสถานที่สวยๆ ให้ถ่ายรูปหลายที่ เวลาถ่ายรูปจะมีเทคนิคการถ่ายรูปแบบมุมเสย ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าการถ่ายรูปมุมเสยนั้นจะทำให้หน้าบานหรือหน้าใหญ่ แต่จริงๆแล้วการถ่ายรูปมุมเสยนั้นช่วยให้ช่วงลำตัวเราดูยาว สูง ทำให้ภาพที่ได้ออกมาดูสวย และที่สำคัญเราต้องมีความมั่นใจในรูปร่างและชุดที่สวมใส่แบบที่เป็นตัวเรา การเตรียมตัวไปเที่ยวทริปนี้ก็จะมีไอเทมที่จะขาดไม่ได้อย่างอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันแสงแดดเช่น แว่นตากันแดด หมวก และครีมกันแดด เวลาส่วนใหญ่เอยมักใช้ไปกับกิจกรรมกลางแจ้ง ทำให้ผิวแห้งขาดน้ำได้ง่าย บวกกับเอยเป็นคนที่ผิวค่อนข้างแห้ง จึงต้องเตรียมครีมทาผิวและสเปรย์น้ำแร่ติดไปด้วย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และไม่ลืมที่จะดื่มน้ำมากๆ เพื่อชดเชยน้ำที่ร่างกายเราเสียไป’

ถัดมาที่สาวเวิร์กกิ้งวูเมน อภินรา ศรีกาญจนา เล่าว่า ‘เวลาไปเที่ยวหากไปกับครอบครัวก็มักจะเลือกไปเที่ยวสถานที่ที่เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ แต่ถ้าไปกับเพื่อนก็จะเน้นที่มีกิจกรรมเยอะๆ หรือถ้าไปกับพี่น้องที่มีแต่ผู้หญิงก็จะยิ่งสนุกไปใหญ่ เพราะเราจะได้ช่วยกันเลือกชุด จัดกระเป๋า เตรียมเครื่องประดับ รวมถึงเลือกครีมบำรุงผิวให้เหมาะกับแต่ละสถานที่ เนื่องจากสภาพอากาศแต่ละที่ที่จะไปก็ค่อนข้างแตกต่างกัน ส่วนตัวเป็นคนที่ผิวแพ้ง่ายมากเลยยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ ส่วนไอเทมที่ขาดไม่ได้และต้องมีติดกระเป๋าไว้ทุกทริป คือ มาส์กหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยจะใช้หลังจากทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือก่อนนอน เพื่อเป็นการฟื้นฟูสภาพผิวให้พร้อมสำหรับวันต่อไป ที่สำคัญแผ่นมาส์กนี้ยังสามารถย่อยสลายได้เองอีกด้วย นอกจากจะไม่เป็นการสร้างขยะแล้วยังเป็นแผ่นมาส์กรักโลกอีกด้วย  หลังจากคลาย ล็อกดาวน์ก็มีโอกาสไปเที่ยวเกาะช้างกับเพื่อนๆ ทริปนี้ถือว่าสนุกมาก เพราะมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้ไปดำน้ำตื้นดูปะการัง (Snorkeling) พายคายัก ว่ายน้ำ ทานอาหารทะเล นอกจากสนุกแล้วการเที่ยวในประเทศยังถือว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศด้วย ส่วนทริคการถ่ายรูปให้สวยสำหรับเราคือควรรู้มุมสวยของตัวเองและมุมที่สวยที่สุดของสถานที่นั้นๆ ด้วย’

ปิดท้ายที่สาวผิวสวย ชมพูนุท โรจน์ศิริรัตน์ เผยว่า ‘ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาที่จะต้องออกทริปก็จะให้ความสำคัญกับลุคและไลฟ์สไตล์ของตัวเองเป็นหลัก ส่วนตัวจะมีแบบแผนในการเตรียมตัวและจัดกระเป๋าที่ค่อนข้างเป๊ะมาก เริ่มตั้งแต่การเลือกสถานที่ที่เราจะไป พักที่ใด โรงแรมสไตล์ไหน ไปกี่วัน เราก็จะเสิร์ชหาข้อมูลที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวเตรียมไว้ก่อนที่จะเดินทาง ดูมุมถ่ายรูป ดูสีสันของเมือง ดูสภาพอากาศ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวเตรียมชุดให้ตัวเองได้สวยที่สุด โดยจะจัดเตรียมชุดไล่เรียงไปตามจำนวนวันที่จะต้องไป วันนี้ไปสถานที่ไหนบ้าง ชุดที่จะต้องใส่ ต้องลุคไหน สีไหน ธีมแบบไหน อาจจะเตรียมไปห้าชุด สิบชุด หากเรามีการเตรียมตัวที่ดีก็จะทำให้การท่องเที่ยวนั้นสนุกสนานมากขึ้น และที่สำคัญเราควรคำนึงถึงสภาพอากาศของสถานที่ที่เราจะไปด้วยว่าเป็นแบบไหน อย่างไปทะเลแน่นอนว่าต้องเจอกับแสงแดด ดังนั้นก็ไม่ลืมที่จะต้องเตรียมครีมกันแดด สเปรย์น้ำแร่  รวมทั้งเจลอาบน้ำ ครีมบำรุงผิวก็มีส่วนช่วยให้ผิวสวยได้ สามารถสร้างความมั่นใจได้ตลอดทริป ส่วนการถ่ายรูปเราก็ชอบถ่ายรูปคู่กับวิวสวยๆ ไม่ค่อยชอบการถ่ายแบบพอร์ทเทรต ช่วงหลังจากที่คลายล็อกดาวน์ก็ได้ไปเที่ยวในประเทศมา 2-3 ที่ สถานที่ที่ชอบมากที่สุดก็คือทะเลที่จังหวัดกระบี่ ถือว่ามีความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม น้ำทะเลสวยใสมาก ขอบอกเลยว่าอยากให้ทุกคนได้ไปเที่ยวทะเลกระบี่กันค่ะ’

รวมไอเดียค้นหาแรงบันดาลใจใน 9 เรียลลิตี้โชว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630739

วันที่ 15 ส.ค. 2563 เวลา 08:35 น.รวมไอเดียค้นหาแรงบันดาลใจใน 9 เรียลลิตี้โชว์ใช้วันหยุดให้คุ้มค่า เปิดจักรวาลรายการเรียลลิตี้โชว์แข่งขันใน Netflix หลากรูปแบบ จุดประกายไอเดียสร้างสรรค์

นอกจากรายการเรียลลิตี้โชว์แข่งขันทำอาหารและประกวดร้องเพลงแล้ว ในจักรวาลรายการเรียลลิตี้ ยังมีการแข่งขันอีกมากมายที่สร้างสรรค์มาให้รับชม โดยดึงเสน่ห์ของรายการรูปแบบนี้ไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์รายการที่ออกแบบมาให้ชวนติดตาม ความเข้มข้นของการแข่งขันจากโจทย์สุดท้าทาย ไปจนถึงความทุ่มเทและคาแรคเตอร์ที่หลากหลายของผู้เข้าร่วมแข่งขัน 

โพสต์ทูเดย์ เปิดลิสต์รายการเรียลลิตี้โชว์รูปแบบการแข่งขันใน Netflix คัดมาให้ครบรส รวมทุกการแข่งขันหลากสไตล์ สำหรับมือใหม่และแฟนตัวจริงของรายการเรียลลิตี้รูปแบบนี้ ดูจบครบเมื่อไหร่ ต้อนรับสู่การเป็นเนิร์ดรายการเรียลลิตี้แข่งขันด้วยกัน

Glow up ค้นหาดาวดวงเด่นในวงการเมคอัพอาร์ทติส

เริ่มต้นด้วยรายการเรียลลิตี้โชว์แข่งขันค้นหาสุดยอดช่างแต่งหน้า ที่ซีซั่นสองสามารถรับชมได้ในวันที่ 14 สิงหาคม  จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจำนวน 10 คน คัดออกอาทิตย์ละคน จนเหลือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว โดยในแต่ละอาทิตย์จะมีโจทย์ให้ผู้เข้าแข่งขันได้แสดงความสามารถ ไม่ว่าจะเป็น การแต่งหน้าขึ้นปกนิตยสาร การแต่งหน้าเอฟเฟค หรือลุคสำหรับเดินพรมแดง เป็นต้น ผู้ที่ทำผลงานได้ดีน้อยที่สุด 2 คน จะต้องมาแข่งกันอีกครั้งในรอบคัดออก รอบนี้จะเป็นการทดสอบทักษะการแต่งหน้า เช่นการทาปากสีดำให้ไร้ที่ติ หรือ การคัดเบ้าตาให้คมกริบ โดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะทั้งคู่จะตัดสินกันด้วยฝีมือ เนื่องจากนางแบบของทั้งสองเป็นฝาแฝดกัน จากเมคอัพอาร์ทติสหลากหลายคาแรคเตอร์ ใครจะก้าวสู่การเป็นดาวเด่นในวงการ ติดตามได้ใน Glow up

Skin Wars เมื่อเรือนร่างกลายเป็นผืนผ้าใบ และสีสันคืออาวุธ

ศิลปะบอดี้เพนท์จะทรงพลังกว่าที่เคย เมื่อศิลปินทั้งหลาย ต้องมาแข่งขันกันอย่างดุเดือดในรายการ Skin Wars ศิลปินมากความสามารถจากทั่วโลกจำนวน 12 คน จะมาแข่งขันกันเพื่อพิสูจน์ว่าใครคือสุดยอดนักบอดี้เพนท์ ในท้ายที่สุดผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลหนึ่งแสนดอลลาร์และตำแหน่งแชมป์สกินวอร์สอันน่าภูมิใจ และ 1 ในคณะกรรมการของรายการที่เป็นสีสันและเป็นที่รู้จักอย่างดี ได้แก่ รูพอล ชาล์ส พิธีกรรายการรูพอลส์ แดร็ก เรซ และราชินีแห่งการแปลงโฉมที่แท้จริง โจทย์สุดสร้างสรรค์ในเวลาจำกัดของแต่ละอาทิตย์เช่น เพนท์เครื่องแต่งกายนักเต้นในธีมเฉลิมฉลอง เพนท์นางแบบให้กลายเป็นงานศิลปะสองมิติ หรือ การเพนท์ภาพลวงตา การแข่งขันจะมีสองรอบ ผู้ชนะในรอบแรก จะได้สิทธิพิเศษสำหรับโจทย์ในรอบต่อไป และคนที่มีผลงานแย่ที่สุดในสายตากรรมการ ก็ต้องกลับบ้านไปในแต่ละอาทิตย์ นี่คือศึกแห่งศักดิ์ศรีและสีสันของจริง

Next in Fashion  การแข่งขันเพื่ออนาคตของวงการแฟชั่น

Next in Fashion การแข่งขันที่ทุ่มเทค้นหาดาวดวงใหม่ของวงการแฟชั่น มีพิธีกรขวัญใจวงการแฟชั่น 2 คนเป็นผู้ดำเนินรายการ ได้แก่ แทน ฟรานซ์ จากเควียร์ อาย และอเล็กซ่า ชุง และผู้เข้าแข่งขันเป็นดีไซเนอร์ดาวรุ่งพุ่งแรงจำนวน 18 คน ที่มีความถนัดและสไตล์แตกต่างกัน เหล่าดีไซเนอร์จะได้เจอกับภารกิจที่หลากหลาย เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาคืออนาคตของวงการแฟชั่น และมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ในการแข่งขันช่วงแรกพวกเขาจะจับคู่กัน ช่วยกันออกแบบและตัดเย็บในเวลาที่จำกัด และทุกชุดของพวกเขา จะได้รับการสวมใส่โดยนางแบบและนายแบบ และนำไปเดินแฟชั่นโชว์ เพื่อเข้าสู่การตัดสินผู้ชนะและผู้ที่ต้องกลับบ้านในแต่ละอาทิตย์  จนมาถึงช่วงท้ายของการแข่งขัน ดีไซเนอร์จะเริ่มแข่งแบบเดี่ยว พวกเขาจะต้องฟาดฟันไอเดียกับเพื่อนสนิทที่เคยจับคู่กันเอง โจทย์ในแต่อาทิตย์ท้าทายแตกต่างกันไป มีตั้งแต่ชุดสูท สตรีทแฟชั่น ไปจนถึงชุดเดินพรมแดง แอบกระซิบนิดนึงว่าใครที่ชื่นชอบลุคของโกมุนยอง จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay พลาดไม่ได้กับรายการนี้ เพราะดีไซเนอร์เกาหลีใต้ เจ้าของผลงานหลายลุคของโกมุนยองในเรื่อง ได้ร่วมเข้าแข่งขันรายการนี้ด้วย

Interior Design Masters การแข่งขันที่เปลี่ยนจากความหลงใหล สู่อาชีพนักตกแต่งภายในเต็มตัว

10 ผู้เข้าแข่งขันจากสหราชอาณาจักร ที่มีใจรักการออกแบบ ทั้งแม่บ้าน ทนายความ นักค้าของเก่า และอื่นๆ สู่การแข่งขันเพื่อผลักดันตัวเองจากมือสมัครเล่น สู่การเป็นมืออาชีพ และผู้ชนะจะมีโอกาสแจ้งเกิดในสายอาชีพนักออกแบบภายใน การแข่งขันมีทั้งแบบกลุ่ม แบบคู่ และแบบเดี่ยว สู่ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ในแต่ละอาทิตย์จะได้รับโจทย์ที่ท้าทายแตกต่างกันไป เช่น การแปลงโฉมบ้านตัวอย่าง การตกแต่งโรงแรมด้วยโจทย์เซอร์ไพรส์ที่ไม่เหมือนใคร หรือ การแปลงโฉมร้านค้า โดยผู้ชมเองจะได้ความรู้และได้ไอเดียในการแต่งบ้านจากรายการไปพร้อมๆ กับความสนุกด้วย

The Big Flower Fight สวยงาม ยิ่งใหญ่ ปรากฏการณ์แห่งดอกไม้และไอเดียสร้างสรรค์

จากการแข่งขันในบ้าน ก้าวสู่โลกกว้างกับสวนสวยและดอกไม้งาม พบกับนักตกแต่งดอกไม้มือสมัครเล่น 10 คู่จากทั่วโลก ที่มีทั้งคู่เพื่อน คู่รัก คู่พ่อลูก บางคู่สไตล์และคาแรคเตอร์จัดจ้านไม่แพ้ความตระการตาของสวนดอกไม้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การจัดดอไม้ทั่วไป แต่โจทย์คือความสวยงามและยิ่งใหญ่ ลืมภาพดอกไม้เล็กๆในแจกันไปได้เลย ผู้ชนะเลิศจะได้รับสิทธิ์ในการออกแบบประติมากรรมชิ้นเฉพาะในสวนพฤกษศาสตร์หลวงของลอนดอน แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น พวกเขาต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ ยักษ์ ไม่ว่าจะเป็น การตกแต่งดอกไม้ให้เป็นแมลงยักษ์ขนาดมหึมา การรังสรรค์ชุดสุดเลิศหรูจากดอกไม้นานาชนิดให้นางแบบใส่ได้จริง หรือ การสร้างสรรค์บัลลังก์ขนาดมหึมาด้วยพืช ผัก ผลไม้ เป็นต้น ใครเล่าจะคาดคิดว่าการฟาดฟันกันด้วยดอกไม้ ก็ดุเดือนและตื่นเต้นไม่แพ้การแข่งขันใดๆ

Blown Away ร้อนแรง เปราะบาง สร้างสรรค์ สู่งานศิลปะชิ้นสวย

อีกหนึ่งการแข่งขันสุดสร้างสรรค์ กับการเป่าแก้วให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นสวย พบกับศิลปินนักเป่าแก้วผู้เก่งกาจ 10 คน สู่การแข่งขันด้วยความร้อน ความคิดสร้างสรรค์ ฝีมืออันประณีต เพื่อผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาให้กลายเป็นศิลปินผู้โด่งดังไปทั่วโลก โจทย์ที่พวกเขาจะต้องผ่านพ้นไปให้ได้มีทั้ง การนำเสนออาหารจานโปรดผ่านการเป่าแก้ว สร้างสรรค์โคมไฟประดับ หรือ ออกแบบหุ่นยนต์แก้วที่สะท้อนภาพชีวิตในอนาคต  และผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานออกมาให้กรรมการตะลึงได้น้อยที่สุดในแต่ละอาทิตย์จะต้องกลับบ้านไป

Awake the million dollar game ใครอดนอนได้เก่งที่สุด คนนั้นชนะ!!!

การแข่งขันสุดเพี้ยน แต่แสนหอมหวานด้วยเงินรางวัลหนึ่งล้านดอลลาร์ ผู้เข้าแข่งขันจำนวน 7 คนในแต่ละอาทิตย์ จะต้องมาทนทรมานกับการอดนอน พร้อมๆกับเผชิญโจทย์สุดหิน สู่การเป็นผู้ชนะและคว้าเงินรางวัลไป เริ่มต้นจากการอดนอนเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อร่างกาย สายตา และสมองอ่อนล้าเต็มที่ ผู้เข้าแข่งขันยังต้องมาเจอกับการสนเข็ม การแข่งจ้องตา การถือของให้นิ่ง และอื่นๆ ถ้าเป็นในเวลาปกติสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ยากเท่าไหร่ แต่เมื่อคุณไม่ได้นอนมา 1 วันเต็มๆ โจทย์เหล่านี้เปรียบได้กับการพิชิตยอดเขาสูง  

Floor is Lava แข่งกันออกจากห้องให้เร็วที่สุด แต่…ห้ามตกลงไปในลาวา!

การแข่งขันเอาชนะเส้นทางอุปสรรคในห้องธีมต่างๆ เช่น ห้องครัว ห้องนอน ท้องฟ้าจำลอง แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือ พื้นที่เป็นลาวา!!! ขอเพียงผู้เข้าแข่งขันสามารถออกจากห้องไปได้ ไม่ว่าจะด้วยเส้นทางไหนก็ตาม ที่สำคัญจำไว้เพียงต้องไม่ตกไปในลาวาสีเพลิง ผู้เข้าแข่งขันจำนวน 3 ทีม แต่ละทีมมีสมาชิก 3 คน  ทีมไหนที่มีสมาชิกรอดออกจากห้องได้จำนวนมากที่สุด และทำเวลาได้เร็วที่สุด จะเป็นทีมผู้ชนะ นี่คือการแข่งขันที่ทั้งดุเดือด สนุกสนาน เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความบันเทิง

Ultimate Beastmaster ผู้กล้า ผู้แข็งแกร่งจากทั่วโลก มุ่งหน้าสู่หนทางเจ้าแห่งอสูร

หากคุณชอบการแข่งขันแนวนินจาวอริเออร์ นี่จะเป็นอีกรายการที่คุณพลาดไม่ได้ อำนวยการสร้างโดยเจ้าพ่อหนังแอ็คชั่นฮอลลีวู้ด  ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน  กับการเฟ้นหาเจ้าแห่งอสูร จากผู้เข้าแข่งจากทั่วโลก หลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจากทวีปอเมริกา ยุโรป หรือเอเชีย ผู้เข้าแข่งขันทุกล้วนมีร่างกายแข็งแกร่ง และความถนัดที่ต่างกัน เช่น นักปีนผา นักยิมนาสติก นักกีฬาครอสฟิต นักยกน้ำหนักเป็นต้น และที่พิเศษนี่คือรายการที่แข่งไม่แบ่งแยกเพศและศักยภาพ เปิดโอกาสให้ทั้งนักกีฬาผู้ชายและผู้หญิงมาร่วมแข่งขันในโจทย์เดียวกัน แบบที่ไม่มีการอ่อนข้อให้ใคร และความสนุกอีกอย่างของรายการเราจะได้เห็นพิธีกรจากหลากหลายประเทศ เชียร์ผู้เข้าแข่งขันของตัวเองในสไตล์ที่แตกต่างกัน

How to เลือกแว่นอย่างไรให้สวยได้ดุจญาญ่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630709

วันที่ 14 ส.ค. 2563 เวลา 13:10 น.How to เลือกแว่นอย่างไรให้สวยได้ดุจญาญ่าทริคการเลือกแว่นให้แมตช์กับไลฟ์สไตล์ สวยเท่ง่ายๆ แบบญาญ่า

ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนของประเทศไทย แสงแดดก็แผดเผาเราได้ทุกวัน แม้ในวันที่ฟ้าครึ้มแสงยูวีในบ้านเราก็ยังมีความเข้มเกิน 50% อยู่นั่นเอง ทำให้แว่นตาถือเป็นไอเท็มที่คนรักสุขภาพ รวมถึงเหล่าแฟชั่นนิสต้าต้องมีติดกระเป๋าอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากจะใช้ป้องกันแสงแดดและถนอมดวงตาแล้ว แว่นตาเก๋ ๆ สักคู่ยังช่วยเติมเต็มสไตล์การแต่งตัว และสื่อถึงตัวตนของผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย

ร้อนนี้ โบลอน (BOLON) แบรนด์แว่นตาชั้นนำจากฝรั่งเศส ที่นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท เอสเอสซีลอร์ ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จํากัด ขอจัดเต็มอวดโฉมแว่นตาคอลเลคชั่นใหม่ “Spring/Summer 2020” เอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าเมืองไทย งานนี้ได้เจ้าแม่ตัวท็อปแห่งวงการแฟชั่นที่ติดโผรายชื่อบุคคลผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่นระดับโลก (Business of Fashion: BoF) มาสดๆ ร้อนๆ อย่าง ญาญ่า-อุรัสยา สเปอร์บันด์ เจ้าของแฮชแท็ก #แว่นของญาญ่า มาแนะนำทริคการเลือกแว่นตาที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ให้เก๋ไก๋กันแบบไม่มีเอาต์ แบบนี้หนุ่มสาวสายแฟจะพลาดได้ไง!

เริ่มต้นด้วยแว่นตาเอาใจนักธุรกิจหรืออาชีพที่ต้องการความน่าเชื่อถือในการทำงาน แนะนำแว่นทรงคลาสสิกอย่างทรงกลม สี่เหลี่ยม หรือกลมรี เพราะเป็นรูปทรงแบบยูนิเซ็กส์ที่สวมใส่ได้ไม่ติดทั้งชายหญิง ถ้าต้องการดูหรูหราภูมิฐานขึ้นมาอีกหน่อย ก็ให้เลือกกรอบแว่นไทเทเนียมหรือสแตนเลสสตีลในโทนสีดำ สีทอง หรือสีน้ำตาล ส่วนผู้ที่ชอบลุคสบายๆ ไม่ทางการมาก แว่นแบบไร้กรอบก็ช่วยเสริมความมั่นใจได้ไม่น้อย

เหล่าแฟชั่นนิสต้า บล๊อกเกอร์ ยูทูปเบอร์ และคนสายบันเทิง ที่ต้องการสร้างเอกลักษณ์และสไตล์ที่โดดเด่น เหมาะกับแว่นตาดีไซน์เก๋ ๆ ขนาดใหญ่แบบ Oversized ไม่ว่าจะทรงสี่เหลี่ยม ทรงกลม หรือทรงแคทอาย คุณก็สามารถหยิบมามิกซ์แอนด์แมตช์กับเสื้อผ้าได้อย่างสนุกสนาน ยิ่งใช้เลนส์สีสันสดใสก็จะเพิ่มความหลากหลายตามโทนสีชุดในแต่ละวัน ทำให้คุณกล้าหยิบไอเท็มเครื่องแต่งกายใหม่ ๆ มาลองสวมใส่เพื่อสร้างลุคที่ไม่ซ้ำใครได้มากขึ้น

สำหรับคนทำงานสายครีเอทีฟ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ นักเขียน หรือผู้ที่ทำงานสร้างสรรค์และต้องการสร้างความประทับใจให้อีกฝ่าย ควรเลือกใส่แว่นกันแดดดีไซน์แบบคูล ๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่สื่อถึงรสนิยมที่มีทั้งความทันสมัยและความคลาสสิกอย่างลงตัว กรอบพลาสติกหรือกรอบลามิเนตเป็นตัวเลือกที่ดีมาก และควรเลือกเลนส์สีอ่อนอย่างสีน้ำตาลหรือสีชาให้มองเห็นดวงตาของคุณ เพื่อสร้างบุคลิกลุ่มลึกแบบนิ่ง ๆ แต่อิมแพกต์แรงสุด ๆ ไม่ควรใช้เลนส์สีดำสนิทหรือสีปรอท เพราะจะทำให้ดูปิดกั้นและเข้าถึงยากเกินไป

สาวแว่นที่แค่อยากเพิ่มลุคคิ้วท์ๆ แต่ดาเมจแรง สามารถเปลี่ยนลุคเนิร์ดๆ ให้เป็นสาวสวยปังได้ทันที เพียงสวมแว่นดีไซน์ล้ำๆ แต่มีเส้นสายสบายตา ทำให้ใบหน้าดูอ่อนวัยแบบไม่หนาหนัก เลือกได้ทั้งทรงตาแมวหรือทรงหลายเหลี่ยม ยิ่งถ้าเป็นกรอบแว่นที่ทำจากวัสดุเกรดพรีเมียมผิวมันวาวจะยิ่งช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงกรอบผิวด้านสีเทา สีดำ หรือสีเข้มอื่นๆ

แน่นอน สำหรับหนุ่มสาวที่รักกิจกรรมกลางแจ้งหรือแค่ต้องการเปลี่ยนลุคให้ดูเท่ แว่นตาของคุณจะต้องป้องกันรังสียูวีได้ 100 % เน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน กระชับเบาสบาย สวมใส่ได้หลายโอกาสและสามารถตอบโจทย์ทุกกิจกรรมของคุณ 

เลือกแว่นที่ใช่ ทรงที่ชอบ ในแบบที่เป็นคุณ จากคอลเลคชั่น “BOLON Spring/Summer 2020” ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายแว่นตาโบลอน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://bolon.co.th/ เฟซบุ๊ก Bolon Eyewear Thailand และอินสตาแกรม “Boloneyewearth”

Under the brightest spotlight yet, Jill Biden takes on her biggest role #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Under the brightest spotlight yet, Jill Biden takes on her biggest role

LivingAug 18. 2020Jill Biden, shown introducing her husband at a 2013 event, is taking an active role in his campaign for president. MUST CREDIT: Photo for The Washington Post by Astrid Riecken
Jill Biden, shown introducing her husband at a 2013 event, is taking an active role in his campaign for president. MUST CREDIT: Photo for The Washington Post by Astrid Riecken

By The Washington Post · Jada Yuan, Annie Linskey · NATIONAL, POLITICS, WHITEHOUSE 
On the chaotic day that Joe Biden called Sen. Kamala Harris to ask whether she’d be his running mate, Los Angeles Mayor Eric Garcetti’s phone rang.

As one of four co-chairs on Biden’s vice-presidential selection committee, Garcetti was one of a handful of people on the planet privy to that extensive and secretive process. On the other end of the line was someone even more involved in the decision: Joe’s wife of 43 years, Jill. 

So central was Jill Biden’s role in the process that the selection committee had presented their initial findings to the Bidens as a pair. With Jill’s input, Joe narrowed the field of more than 20 to the 11 whom he then interviewed one on one. Joe called the other contenders to tell them Harris was his choice, and Jill was the one calling the four selection committee co-chairs to tell them the news.

The extent of Jill Biden’s influence on big decisions in her husband’s campaign to unseat President Donald Trump is both mysterious and not. “It’s a marriage” is her standard line, which is to say, of course they’ve talked about this, they bounce things off each other all the time, and we don’t get to know the details. (Her staff declined to make her available for an interview.)

Here’s something we do know: The Jill Biden who will address the Democratic National Convention on Tuesday night is playing a far more active role in her husband’s campaign than she has in his past two White House bids, in 1988 and 2008, according to close friends and confidants. Though she’s spent eight years in and near the White House, her speech at the virtual convention will probably serve as a reintroduction to voters – a big moment for a potential first lady, even under these circumstances.

And what kind of first lady would she be? By all indications, a hands-on one. “I think she has a combination of Michelle Obama, Eleanor Roosevelt and Hillary Clinton,” said Randi Weingarten, president of the American Federation of Teachers, AFL-CIO, noting that all three were passionate about education but the latter two operated in the foreground, while Obama seemed more comfortable asserting her power behind the scenes. It’s likely Jill Biden would be a far more public and active first lady than Melania Trump.

– – –

Jill likes to tell the story of how in 2003, when party brass were at her house trying to get Joe to run, she marched past them in a bikini with “NO” written in marker on her stomach. This time, she’s pitched in on the campaign’s education unity task force, helping merge policy ideas from Sen. Bernie Sanders’s camp and her husband’s. She’s reached out to Hispanic leaders, trying to forge a tie with a group of voters that has been slow to warm to her husband. She has taken on routine but meaningful duties like informing Garcetti and other members of the vice-presidential search team of her husband’s pick, which was first reported by USA Today. At times, she’s even taken a turn as impromptu bodyguard, twice fending off protesters storming the stage while Joe was speaking.

With Joe largely campaigning from their home in Wilmington, Del., because of the coronavirus pandemic, she is the one who is physically with him on most days, while top advisers have scattered across the country. Family dynamics have changed, too, since the last time Joe ran for office – particularly after Beau Biden’s 2015 death of brain cancer at 46. Beau’s absence as his father’s confidant has left a vacuum that Jill has filled, according to friends. 

And Jill herself has changed.

“When we started campaigning in 2008, she was a little nervous,” says Cathy Russell, Jill’s former chief of staff, who’s known and been working with the Bidens at different times since 1987. This time around, Russell was in Iowa for a month, sometimes meeting up with the former second lady as she maintained a packed schedule – often busier than Joe’s, according to staffers and outside observers. Jill would invite Iowa grandmothers out for wine and give her contact information to people who told her of sons dying of cancer or in the military. “She’s just really good!” says Russell, who recalled Jill going around to small crowds in rural towns trying to convince every reluctant voter individually. “She’s just so much more experienced and self-assured, what is it? Twelve years later?” (For all her effort, Joe Biden came in fourth in Iowa this year.)

The Iowa caucuses, too, feel like they were, what is it, 12 years ago? Since then, Biden has managed to become his party’s nominee, and the situation in the country he’s trying to inherit has only become more dire. Beating Donald Trump is not Jill Biden’s job, but she’s made it clear that she intends to help her husband do it, and that she, too, is eager to get to work.

During the Obama presidency, Michelle Obama and Jill Biden traveled together as part of their Joining Forces initiative in support of military families, and the former first lady once described what it was like flying with her counterpart.

“Jill is always grading papers,” Obama said in their joint 2016 White House exit interview with People Magazine. “Which is funny because I’d forget, ‘Oh yeah, you have a day job!’ And then she pulls out her papers and she’s so diligent and I’m like, ‘Look at you! You have a job! Tell me! Tell me what it’s like!’ “

Jill Biden had been a rarity: a second lady with a second gig. She was an English composition professor at Northern Virginia Community College (NOVA), a job she started in 2009, part of a long career in education that included stints at public high schools, at an adolescent psychiatric facility and at Delaware Technical Community College.

The enduring image former staff members repeatedly say they have of Jill Biden during the Obama administration is her carrying a stack of papers she had to grade on state trips to places like Israel, Japan or the Democratic Republic of Congo. One time, Jill asked to leave her office hours 10 minutes early, recalls Jim McClellan, NOVA’s liberal arts dean, because Joe was sitting in Air Force Two waiting for her to show up so they could do a three-country tour of Latin America. “I said, ‘Well, since the jet is revving up and using gas sitting on the runway, go ahead,’ ” McClellan says. She left with a stack of papers to grade and had them all done in time to be back in the office at 7 a.m. for her Tuesday classes.

If Joe Biden, who is 77, wins the presidency, Jill, 69, would not be the first first lady with an education background – Michelle Obama has been an associate dean of student services at the University of Chicago, and Laura Bush was a schoolteacher and a librarian – but she is among the most accomplished. Campaign and Obama-era staffers call her “Dr. Biden” in recognition of the PhD it took her 15 years to get while raising three children – Beau and Hunter from Joe’s first marriage and Ashley, the daughter they had together. At NOVA, she works out of a cubicle and goes by the quasi-clandestine moniker “Dr. B.” (Her name isn’t listed in the course book.) When she had a Secret Service detail, she asked them to dress like students. 

Her first year, she taught English as a Second Language and was so moved by her students’ stories that, according to McClellan, she’d write them on Post-it notes and leave them on the bathroom mirror of the vice president’s residency for Joe to read. Since then, she’s preferred teaching freshman composition and developmental English, which is meant to bring remedial students up to college writing level. Her reviews on RateMyProfessors.com, a website where users leave anonymous notes on college teachers, range from effusive – “literally my favorite professor” – to skull-and-crossbones-level warnings, all about her making them endlessly write journals and being a tough grader: “No sense of humor even though she tries to look nice.” “Be ready to writeeeee alotttttt !!”

– – –

This year’s campaign marks the first time she’s taken a break from teaching since she gave birth to Ashley in 1981. “She said she felt that if she didn’t give it her best shot, and that the election turned out not to be favorable to her husband, that she would regret not having done more,” McClellan says. Still, she’s attended voluntary training in online teaching and has said she intends to go back to NOVA even if Joe wins and they move into the White House. It would be the first time a first lady kept a day job outside the home, according to Anita McBride, who runs the First Ladies Initiative at American University and was Bush’s chief of staff. “This would be a precedent,” she says.

Education activists are practically giddy about the prospect of having Jill Biden in the White House, bending Joe’s ear. “They sit and talk about education issues over breakfast every morning,” says Lily Eskelsen García, president of the National Education Association, which is also Jill Biden’s union. 

Weingarten, the American Federation of Teachers president, tells the story of how in 2010, a high school in Central Falls, R.I., fired all 93 teachers and staff members because of failing test scores – a move that President Barack Obama and his education secretary, Arne Duncan, backed publicly. Weingarten, who was vehemently opposed to evaluating teachers by test scores, says she had “a very heated discussion with the vice president,” who over the next few days got “very involved.” The educators were rehired later that year. 

“He said to me, ‘I did my homework,’ ” Weingarten says, and she suspects Dr. B might have had a hand in that education. (The Biden campaign declined to comment on a personal conversation.)

Lately, Jill Biden has been chatting with lawmakers in the Congressional Hispanic Caucus over Zoom. Joe has promised to pass comprehensive immigration reform in his first 100 days in office, and for six weeks beginning in April, Jill’s job was to listen while members of the caucus talked about their hopes for higher education and vented their frustrations with the 3 million deportations that took place under the Obama administration. Her placement on the issue seemed to signal how serious the campaign is about wooing their support. Jill is also working on learning Spanish via the Babbel app.

She’d take notes, said she’d convey their concerns to Joe and report back on her conversations with him at the next meeting. “And when we did meet with him on certain issues, he’d say, ‘Yeah, my wife, Jill, talked to me about that, and I’m all over it,’ ” says Rep. Tony Cárdenas, D-Calif., who chaired the meetings. Every person who asked Jill to meet with their district got an immediate follow-up and usually saw her jump onto their Zooms that week.

As for Jill’s language skills, “It’s always kind of cute when somebody speaks Spanish and their accent is not as organic,” Cárdenas says, politely. Overall, “The big theme that emerged to me is that everyone was nodding their heads, saying, ‘I’m looking forward to working with her,’ ” he said. “She’s going to be a very active first lady.”

– – –

Jill was not a professional model like Melania Trump, but she did pose for local advertisements shot by a photographer friend, one of which caught the eye of 32-year-old first-term Sen. Joe Biden as he walked through the Wilmington airport in 1975. 

As it turned out, his brother Frank knew Jill and gave Joe her number. The rest is history, which the Bidens have written themselves in their many books: Jill was about nine years younger, a tough-cookie “Philly girl,” the oldest of five girls who had once punched a bully in the face for throwing worms on one of her sisters. He was a widower who had lost his wife in a 1972 car crash that also killed his baby daughter and badly injured his young sons. Jill and Joe’s romance was a whirlwind, but it took five marriage proposals before she said yes; she’d been married and divorced young (“to a tall ex-football player who drove a fast yellow Camero,” she wrote in her 2019 memoir, “Where the Light Enters”) and she wanted to make sure, for the sake of Beau and Hunter, that this wouldn’t end in another divorce. She adopted the boys and raised them.

Senate payroll records reviewed by The Washington Post also show that Jill worked as a “staff assistant” for four and a half months in Joe Biden’s office, from Sept. 10, 1975, until Jan. 25, 1976. This was before they married in 1977, and she used her prior married name, Jill T. Stevenson. It is not mentioned in her book and seems to be mostly lost from their biographical narrative. A Biden campaign aide downplayed her role, saying she was answering the phone in a front office when he was short-staffed. 

A 1977 newspaper article says that a month after their wedding, she was still traveling once a week to work at his downstate office in between volunteering at a child abuse center and learning to play the piano. (Joe, laughing, said he’d had no idea she was working for him.) Jill didn’t speak for that article, either, and Joe asked for privacy on her behalf, telling Wilmington’s Sunday News Journal, “I don’t want to get her into the political thing.”

– – –

Tragedy struck again when Beau, an Iraq War veteran and former attorney general of Delaware, died in 2015 after two years with cancer. Jill, who lost her mother during the 2008 campaign, writes candidly about how grief changed her, describing herself as feeling “like a piece of china that’s been glued back together again” and admitting that she lost her faith and stopped going to church.

“I thought at the time, and I still think now, that when she wrote it, she didn’t think her husband was going to run,” says Connie Schultz, a journalist and wife of Sen. Sherrod Brown, D-Ohio, who reviewed Jill’s memoir for The Washington Post. The book came out in May 2019, a couple of weeks after Joe declared his candidacy. “If he had been planning to run, I have to believe there are people in the campaign who would have said, ‘I don’t think you want to be telling Catholic voters you no longer know what you think about God.’ ” (Jill told PBS’s Judy Woodruff that she’s regained her faith on the campaign trail.)

Jill Biden has become, in her own way, a vessel for other people’s grief just like her husband is. She stayed in touch with the woman who came up to her after Beau’s death in a nail salon and burst out weeping, telling Jill she was a Gold Star mother. The same year Beau died, Jill’s social secretary, Carlos Elizondo, lost his mother, and the Bidens hosted a memorial mass for her, with 100 of Elizondo’s friends, at the vice president’s residence. Her first communications director, Courtney O’Donnell, tells the story of how her husband went into the intensive care unit for 10 days. One day, she left to take a shower and came back to find her unconscious husband covered in a new blanket with a tin of cookies by his bed. “I asked a nurse,” O’Donnell says, “and she said, ‘Oh, your boss came by. Sweet lady.’ “

This year, perhaps more than ever, America feels broken and in need of gluing back together. Nearly 170,000 Americans have died in the coronavirus pandemic, and families across the country are facing all kinds of losses. Jill Biden’s empathy could give shape to her potential role as first lady beyond issue advocacy. In June, Jill flew with her husband to Texas to sit down with George Floyd’s family before his Houston memorial service. After an hour-long meeting, she gave her cellphone number to one of Floyd’s sons who was having a particularly difficult time, recalls Ben Crump, the Floyd family’s attorney. 

“She gave the number,” Crump says, “and said, ‘You call me anytime.’ ” 

– – –

But before Jill Biden and her husband can try to make the White House empathetic again, they have to win an election that promises to be a knife fight. Trump is not above attacking the spouses of his opponents. He went after Ted Cruz’s wife, Heidi, for her looks during the 2016 primary and gleefully highlighted Bill Clinton’s sexual indiscretions during the general election. And while Trump hasn’t gone after Jill Biden yet, he’s made Hunter Biden a prime target. 

When asked about Trump investigating Hunter’s work for a Ukrainian energy company while his father was vice president, Jill has appealed to unenforceable rules of decorum: “My family is not fair game. Joe is running against him. That’s different. Not my children,” she said on a CBS “Sunday Morning” special. (Hunter Biden is 50 and has made the news before, opening up about his drug addiction and leaving his wife to marry Beau’s widow, which Joe and Jill publicly said they support.) 

When it comes to accusations of impropriety against her husband, Jill has carefully played the apologist. “I think it was a space issue. They felt like they wanted more space,” she said on the CBS special, addressing accusations from Lucy Flores, a member of the Nevada State Assembly, and six other women who’ve accused Joe Biden of inappropriate touching. “Joe realized that and learned from it.” On former Senate aide Tara Reade’s claim of sexual assault against Joe, which he has denied, Jill has remained silent.

When it comes to Joe’s former opponents, Jill has played a diplomatic role. Though she has said Harris’s attacks on Joe over school busing during a June 2019 debate “felt like a punch in the gut,” Jill reached out to Harris’s husband, Doug Emhoff, when Harris dropped out in December, wanting to convey that she understood how difficult and painful that decision must have been, said a person close to the Bidens who spoke on the condition of anonymity to describe the private conversation. Harris’s friendship with Beau when they were attorneys general in California and Delaware was also a key factor to her selection. 

Jill has also had a collegial relationship with Jane Sanders, wife of Bernie Sanders, Joe’s foil on the left flank of the Democratic Party and someone whose voters he needs in November. Bernie’s fans don’t like Joe’s politics, but Jane likes Jill. “It was clear to me then, and it’s clear to me now that she’s a really decent human being and a person who lives by the creed, which I do, of ‘treat others as you would want to be treated,’ ” Jane Sanders said. 

They texted back and forth throughout the primaries and were often seated together at debates because their husbands were often close together in polling. Jill struck Jane as a well-grounded person who genuinely cares about people. “Washington is not the most authentic place,” Jane said, “and when you find people that you know mean what they say and say what they mean, that’s something to treasure.” 

Jane still wishes it was her husband accepting the Democratic nomination this week, of course, and says she and Bernie plan to keep pulling Joe Biden to the left on the issues; a former college president herself, Jane hopes to work with Jill on student debt and free college. (Jill currently supports free community colleges.) “Jill cares. She’s from a working-class background. That’s going to be good for America,” Jane said.

“This is odd,” she said, “but I said to Bernie long ago, ‘Wow, you know, I’d vote for you for president, but I think I’d vote for Jill as first lady if I had the option.’ “

Why Kamala Harris chose Howard University #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Why Kamala Harris chose Howard University

LivingAug 12. 2020A Howard University yearbook contains Kamala Harris's photo. MUST CREDIT: Washington Post photo by Marvin JosephA Howard University yearbook contains Kamala Harris’s photo. MUST CREDIT: Washington Post photo by Marvin Joseph

By The Washington Post · Valerie Strauss · NATIONAL, POLITICS, EDUCATION, RACE 
Kamala Harris, the California senator tapped by Joe Biden on Tuesday to join him on the Democratic presidential ticket, attended schools with majority-White populations from elementary school through high school. But when it came time to go to college, she was determined to have a different experience: She wanted to attend a Historically Black College or University (HBCU).

So in the early 1980s, she chose Howard University in Washington, at the time perceived as the most prestigious HBCU, once called the “Black Harvard.”

“When you’re at an HBCU,” Harris was quoted as saying in a 2019 Washington Post article, “and especially one with the size and with the history of Howard University – and also in the context of also being in D.C., which was known forever as being ‘Chocolate City’ – it just becomes about you understanding that there is a whole world of people who are like you. It’s not just about there are a few of us who may find each other.”

Now she is the first graduate of an HCBU tapped for a presidential ticket.

It was not necessarily an obvious choice for her. Her father, from Jamaica, was an economist at Stanford University, while her mother, from India, did graduate work as a cancer researcher at the University of California at Berkeley and later taught at McGill University in Canada.

The schools Harris attended from kindergarten until college had majority-White student populations – including Thousand Oaks Elementary School, which she attended as part of an experiment with school busing

After her parents divorced, she moved with her mother to Quebec for middle and high school, where her mother, who wanted her to learn to speak French, enrolled her in a middle school for French speakers, Notre-Dame-des-Neiges, or Our Lady of the Snows. She wrote in her recent memoir, “The Truths We Hold: An American Journey,” that she did not know much French when she got to the school: “I used to joke that I felt like a duck, because all day long at our new school I’d be saying, ‘Quoi? Quoi? Quoi?’ ” 

She attended suburban Westmount High School – where until now Leonard Cohen was the most famous graduate – and finished in 1981.

When it was time to go to college, she wanted a different experience. At Howard, she majored in political science and economics – and became a social justice activist as soon as she got there. She spent many weekends protesting against apartheid in South Africa on the National Mall in Washington, and she took part in a 1983 sit-in at an administration building to protest the expulsion of the student newspaper’s editor.

Harris wrote in the memoir: “That was the beauty of Howard. Every signal told students that we could be anything – that we were young, gifted, and black, and we shouldn’t let anything get in the way of our success.”

After graduating from Howard in 1986, she moved back to California and attended the University of California’s Hastings College of the Law in San Francisco, and became a lawyer in 1990.

Here’s what The Post’s Robin Givhan wrote in 2019 about Harris’s choice of Howard:

“Kamala Harris wanted to go to a black school. That’s what black folks called Howard University in the early 1980s when Harris was a teenager considering her future.

“Harris, she would say later, was seeking an experience wholly different from what she had long known. She’d attended majority-white schools her entire life – from elementary school in Berkeley, Calif., to high school in Montreal. Her parents’ professional lives and their personal story were bound up in majority-white institutions. Her father, an economist from Jamaica, was teaching at Stanford University. Her mother, a cancer researcher from India, had done her graduate work at the University of California at Berkeley, where the couple had met and fallen in love. And Harris’s younger sister would eventually enroll at Stanford.

“Harris wanted to be surrounded by black students, black culture and black traditions at the crown jewel of historically black colleges and universities.”

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630323

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 12:12 น.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุดการรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : ด้วยงบประมาณที่จำกัด ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาคนจึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงและหวังผล

ด้วยงบประมาณที่จำกัด ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาคนจึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงและหวังผล ทั้งกลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ เพื่อสร้างระบบการพัฒนาบุคลากรต่อยอดรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ ไร้รอยต่อเพื่อความยั่งยืนขององค์กร

ข้อมูลโดย ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน  ระบุ โลกก้าวเข้าสู่ยุค Digital AI Robot IoT และ Technology ที่ซับซ้อน การปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานต้องตามให้ทัน เป้าหมายคือความมั่นคงยั่งยืน สามารถสร้างความต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด ไม่เช่นนั้นต้องล่มสลาย และไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด สุดท้ายแล้วต้องใช้คน คนจึงต้องปรับตาม แล้วใครต้องเปลี่ยน ด้วยงบประมาณที่มีอยู่ การพัฒนาอาจมีการกระจายไปในหลายระดับ ทั้งระดับต้น กลาง สูง ตามนโยบาย แต่การลงทุนพัฒนาคนในองค์กรต้องกันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อการพัฒนาคนกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งกระบวนการเรียนรู้อย่างหวังผล อย่างเฉพาะเจาะจง ความเฉพาะเจาะจงนั้นมองใน 2 ประเด็น คือ บุคลากรกลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ 

ความเฉพาะเจาะจงในแง่ของกลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายที่ถือเป็นหัวใขสำคัญคือ ผู้บริหารระดับกลาง นั่นคือ ระดับหัวหน้ากลุ่มงาน รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการ คนกลุ่มนี้คือมือทำงาน คนรุ่นใหม่ ไฟแรง เป็นอนาคตของหน่วยงาน เป็นกลุ่มที่จะขยับขับเคลื่อนองค์กรตามยุทธศาสตร์ คนกลุ่มนี้จะเป็นรอยต่อเชื่อมโยงระดับบนและล่าง คนกลุ่มนี้จะขยับขึ้นเป็นผู้นำองค์กรในอนาคตและพัฒนากลุ่มล่างขึ้นมาแทน สร้างระบบการพัฒนาต่อยอดรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไร้รอยต่อเพื่อความยั่งยืนขององค์กร 

ความเฉพาะเจาะจงในแง่ขององค์ความรู้

องค์ความรู้ดังกล่าวต้องเพื่อยกระดับศักยภาพผู้บริหารระดับกลางเพื่อการเตรียมขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง อีกทั้งตนต้องพัฒนาทีมงานระดับรองลงมาให้ขึ้นมาแทนที่ ดังนั้น องค์ความรู้ดังกล่าวต้องเป็นองค์ความรู้อย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างเป็นระบบ สามารถเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหา ความท้าทายต่างๆ อย่างตรงจุด อีกทั้งต้องสามารถนำไปปประยุกต์ใช้ได้และถ่ายทอดได้อย่างมั่นใจ องค์ความรู้ดังกล่าวประกอบด้วย

1. ความสามารถในการนำตนเองได้ ความสามารถในการนำตนเองนี้ถือเป็นหลักการเบื้องต้นของความสำเร็จใดๆ การจะนำตนเองได้นั้น ต้องทำงานอย่างมีเป้าหมาย รู้ว่าอะไรคือความหมายของงานนั้นๆ อย่างแท้จริง จะทำไปเพื่ออะไร ทำไม ความสามารถนี้จะเป็นจริงได้ ตนต้องปรับกรอบความคิดและมุมมองตนเองได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อยกระดับศักยภาพตนเองได้ สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนภายในตนเองอย่างมุ่งมั่น สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองกลับมานำตนเองได้ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบาก ความสามาถในการนำตนเองนี้จึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดของการจะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในอนาคต ผู้บริหารระดับกลางจึงต้องตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ เพราะการที่จะไปนำใครนั้นต้องแสดงให้ประจักษ์ว่าต้องเริ่มเปลี่ยนที่ตนเองก่อน

2. ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ผู้บริหารระดับกลางถือเป็นมือทำงาน ดังนั้น ต้องแก้ปัญหาเป็น มีความคิดที่แปลกใหม่ สามารถสร้างทางเลือกที่แตกต่างอย่างหลากหลายเพื่อการตัดสินใจที่คุ้มค่า คุณสมบัตินี้ต้องใช้ปัญญา และปัญญาต้องมาจากมุมมองเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม โดยเข้าใจว่าความรู้ใดๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง ผู้บริหารระดับกลางจึงจำเป็นต้องมีแนวคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ อีกทั้ง สามารถมองทั้งหน่วยงานด้วยมุมมองเชิงระบบที่เห็นทุกระดับเชื่อมโยงกันทั้งหมด การพัฒนาจึงต้องเป็นภาพรวมอย่างเป็นหนึ่งเดียว ผู้บริหารระดับกลางจึงถือเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญที่จะหลอมรวมทุกระดับเข้าด้วยกัน เพื่อจัดการกับปัญหาเชิงซับซ้อนด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าอย่างสอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

3. ความสามารถในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง ผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรความเข้มแข็งขององค์กรจะเป็นจริงได้ทีมงานต้องตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นความเข้าใจความไว้วางใจที่มีต่อกันนั่นคือศรัทธาศรัทธาในทีมงานจะเกิดขึ้นได้บุคลากรต้องเห็นคุณค่าในความต่างเคารพในความคิดเห็นที่หลากหลายการเห็นคุณค่าในความต่างนี้เองทำให้เราเปิดใจกว้างรับฟังนั่นคือเอาอีกฝ่ายเป็นตัวตั้งมิใช่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางการเปิดใจกว้างรับฟังจึงนำไปสู่การเห็นคุณค่าระหว่างกันการเห็นคุณค่าระหว่างกันนี้จึงจะสามารถสร้างทีมงานที่มีพลังร่วมที่เกิดจากการเชื่อมโยงของบุคลากรที่หลากหลาย

ทั้งนี้ พลังร่วมดังกล่าวจะต้องเกิดจากการระเบิดศักยภาพตนเองจากภายใน การจะระเบิดแรงขับเคลื่อนภายในตนเองได้นั้น บุคคลนั้นๆ ต้องเห็นคุณค่าในตนเองเท่านั้น การเห็นคุณค่าตนเองโดยความหมายแล้วก็คือ การมองภาพตนเองเชิงบวก การยอมรับตนเอง เข้าใจตนเองตามความเป็นจริง ภาวะนี้จึงจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น ภายในมั่นคง มีความเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน ยืนหยัด อดทน สามารถนำตนเองได้ ด้วยภาวะของการเห็นคุณค่าในความแตกต่างและการเห็นคุณค่าตนเองจึงจะสามารถสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมั่นคงยั่งยืน

4. ความสามารถในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้ชัดว่าผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ การนำองค์กรไปในทิศทางเดียวกันต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ แต่เป็นภาวะที่เกิดจากการยอมรับจากบุคคลรอบข้าง การยอมรับจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตนให้การยอมรับบุคคลเหล่านั้นเสียก่อน มันคือการยอมรับในคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน ผู้บริหารระดับกลางที่ต้องเล่นบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมทั้งระดับบนและล่าง จึงต้องเข้าใจและตระหนักว่าเรากำลังสัมพันธ์อยู่กับชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย

ในโลกที่ผันผวน ยุค Digital ที่ Technology ก้าวไกลและซับซ้อน การปรับเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน การลงทุนเพื่อพัฒนาคนในองค์กรจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างหวังผลและเฉพาะเจาะจง ความเฉพาะเจาะจงนั้น ผู้เขียนเห็นว่าผู้บริหารระดับกลางคือตัวจักรสำคัญ อีกทั้ง ทักษะที่จำเป็นนั้นต้องครอบคลุม ความสามารถในการนำตนเองได้ ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ความสามารถในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง และความสามารถในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อการบรรลุเป้าหมายเดียวกันและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กรอย่างเป็นหนึ่งเดียว

3 ทริคง่ายๆ จำขึ้นใจ เตรียมข้อมูลไว้อุ่นใจเมื่อไฟดับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630145

วันที่ 07 ส.ค. 2563 เวลา 08:50 น.3 ทริคง่ายๆ จำขึ้นใจ เตรียมข้อมูลไว้อุ่นใจเมื่อไฟดับท่องจำไว้ช่วยให้ไฟมาเร็ว 3 ข้อมูลหลักที่ต้องใช้เมื่อกระแสไฟมีปัญหา พร้อมเปิดใจ “ช่างไฟฟ้า PEA” กับ 4 ขั้นตอนที่ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเมื่อไฟดับ

ฤดูฝนนอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางแล้ว แม้ว่าเราอยู่บ้านก็ยังลามมาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไฟดับได้เช่นกัน เพราะแรงลมจากฝนฟ้ากระโชก มักจะทำให้กิ่งไม้ หรือร้ายไปกว่านั้น ก็ทำให้ต้นไม้ล้มทับสายไฟฟ้า หนึ่งในชนวนเหตุของไฟดับ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

แต่…ถ้าไฟดับล่ะต้องทำอย่างไร!?

เชื่อแน่ว่าทุกคนต้องเคยประสบเหตุการณ์ที่กระแสไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งทำได้เพียงรอการดำเนินการแก้ไข โดยแม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้น แต่กลับสุดแสนจะยาวนานในห้วงความรู้สึกของการรอคอย ทั้งยังส่งผลต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน กระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

แต่รู้หรือไม่ว่า ทุกครั้งที่ไฟดับ คุณสามารถช่วยให้ไฟติดเร็วขึ้นได้ ! เพียงแจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้องหรือไฟดับ ได้ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA Call Center 1129 หรือแอปพลิเคชัน PEA Smart Plus พร้อมแจ้ง 3 ชุดข้อมูลสำคัญ ดังนี้

  • หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า 12 หลัก จากบิลค่าไฟฟ้า ซึ่งจะมีข้อมูลใกล้เคียงสถานที่เกิดเหตุ พิกัดที่อยู่อาศัย หน่วยงาน PEA ท้องที่ที่ควบคุมดูแล โดยสามารถบันทึกในโทรศัพท์มือถือไว้เพื่อเตรียมความพร้อม
  • ข้อมูลผู้แจ้งเหตุ เพื่อการประสานงานขอข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างการเดินทาง รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ เท่าที่จำเป็น
  • สาเหตุเบื้องต้นที่คาดการณ์ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประเมินของทีมช่างไฟฟ้า PEA ในการวางแผนปฏิบัติงาน

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ที่มากด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญพิเศษ จะเร่งปฏิบัติหน้าที่ใน 4 ขั้นตอนดังนี้

  1. วางแผนการทำงานเมื่อตรวจพบความผิดปกติของการจ่ายกระแสไฟฟ้าหรือได้รับแจ้งจากผู้ใช้บริการทีมนายช่างไฟฟ้าจะเร่งวางแผนการทำงานพร้อมเดินทางไปยังบริเวณที่เกิดเหตุขัดข้องโดยเร็ว
  2. เร่งหาจุดขัดข้องการสำรวจสายไฟฟ้าที่ไม่ว่ายาวหลายสิบกิโลเมตรหรือเกิดขึ้นในช่วงไหนก็พร้อมปฏิบัติการค้นหาเต็มที่
  3. จัดการแก้ไข ในกรณีที่เกิดความเสียหายไม่มากนัก ก็สามารถจัดการแก้ไขได้อย่างฉับไว แต่ในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างต่างๆ อาทิ เสาไฟฟ้าล้ม/หัก ต้นไม้ล้มทับสายไฟ อาจต้องใช้ระยะเวลาที่เพิ่มมากขึ้น
  4. จ่ายไฟปกติ การเปิดให้กระแสไฟฟ้าเคลื่อนที่ผ่านจุดที่ดำเนินการซ่อมแซม พร้อมแจ้งผลของการปฏิบัติงานไปยังผู้ร้องเรียน พร้อมรีเช็คผลลัพธ์ของการทำงาน

เพราะไฟฟ้าคือชีวิต ต้องพร้อมรับทุกสถานการณ์…เปิดใจ “เต้-พิพัฒน์พงษ์” ทีมนายช่างไฟฟ้า อ.ราชสาส์น

“เต้” พิพัฒน์พงษ์ สุรพิพิธ พนักงานช่างระดับ 3 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาย่อยอำเภอราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา รัฐศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ทิ้งเส้นทางอินธนูประดับบ่า มาสู่วิชาชีพช่างไฟฟ้า PEA ด้วยมุ่งหมายจะแต้มรอยยิ้มให้เปื้อนหน้าใบหน้าคนไทย ซึ่งเชื่อว่า การส่งมอบกระแสไฟฟ้าด้วยบริการคุณภาพไปยังบ้านเรือนประชาชนนั้น ถือเป็นการสร้างความสุขให้กับทุกคน จึงตั้งใจหาความรู้และพัฒนาตนเองเพื่อเข้าสอบแข่งขัน จนผ่านการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในทีมช่างไฟฟ้าของ PEA พร้อมทั้งเปิดประตูบานใหม่ที่ตอบโจทย์เป้าหมายและเติมเต็มคุณค่าให้กับชีวิต “ซึ่งช่วงเวลาสุดระทึกของทีมนายช่างไฟ PEA ก็คือ การรับแจ้งเหตุไฟดับจากปลายสาย ซึ่งน้ำเสียงนั้นเปี่ยมด้วยความหวัง ดังนั้น ทีมงานทุกคน จึงต้องพร้อมแสตนด์บายรับทุกสถานการณ์ และรีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุขัดข้อง พร้อมแก้ไขสถานการณ์โดยด่วน เพราะเข้าใจดีว่าไฟฟ้าคือชีวิต และทุกวินาทีที่ผ่านไปมีผลคุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการ”

ทั้งนี้ นอกจากความตั้งใจของทีมเจ้าหน้าที่ช่างไฟฟ้า PEA ในการแก้ปัญหาที่เกิดกับการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังประชาชน เพื่อควบคุมสถานการณ์และจำกัดขอบเขตของความเสียหายได้อย่างทันท่วงทีแล้ว ในภาพใหญ่ของการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า PEA ได้ใช้เทคนิคและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจและชีวิตทรัพย์สินของประชาชนน้อยลง และสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนของชาวต่างประเทศที่ต้องการความเชื่อมั่นของแหล่งพลังงานที่จะไม่ถูกรบกวนและได้รับความเสียหายหากเกิดไฟฟ้าดับหรือขัดข้อง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ PEA Call Center 1129 หรือ www.facebook.com/Provincial.Electricity.Authority และ www.pea.co.th

They were family and fought Beirut’s fires together – including their last #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

They were family and fought Beirut’s fires together – including their last

LivingAug 09. 2020Charbel Hitti's mother, second from left, sits next to Charbel Karam's father as they cry for the young men feared lost in the blast. Hitti, 22, and cousin Najib Hitti, 20, were firefighters along with Karam, 32, their uncle. The three grew up as best friends in the village of Qartaba. CREDIT: Photo by Lorenzo Tugnoli for The Washington PostCharbel Hitti’s mother, second from left, sits next to Charbel Karam’s father as they cry for the young men feared lost in the blast. Hitti, 22, and cousin Najib Hitti, 20, were firefighters along with Karam, 32, their uncle. The three grew up as best friends in the village of Qartaba. CREDIT: Photo by Lorenzo Tugnoli for The Washington Post

By The Washington Post · Sarah Dadouch · WORLD, MIDDLE-EAST 
BEIRUT – Shortly after Charbel Hitti got to Beirut’s port on Tuesday, he felt something was off. He turned to a colleague behind him as he put on his black-and-yellow firefighter gear and said so. And then everything went black.

Hitti, 22, along with his cousin and uncle, all Beirut firefighters, had responded to what they assumed was an ordinary blaze in a warehouse at the city’s port. Hitti and his cousin, Najib Hitti, 20, had sped off in a firetruck while his uncle, Charbel Karam, 32, had jumped into an ambulance.

On the way, Karam had taken the chance to place a video call to his wife and 2-year-old daughter. “We’re firefighters!” he told his daughter playfully. “We’re going to put out a fire.” He hung up as the firetruck sped past, with Najib at the wheel, and the ambulance raced to catch up.

When they arrived at the port, grayish white smoke was billowing above the sea. There was a weird clanging sound. Someone yelled, “Yallah, yallah, yallah, yallah,” Arabic for “Let’s go; hurry up.” 

Charbel Hitti turned to another firefighter, who was recording the scene on her cellphone, and he shared his sudden misgivings. 

He never had a chance to explain what seemed so wrong.

A tremendous explosion, ignited in a warehouse storing about 2,750 metric tons of highly volatile ammonium nitrate, instantly obliterated much of the port, sending a huge mushroom cloud of reddish smoke into the air and a staggering shock wave across much of downtown Beirut.

At least 10 firefighters and other emergency responders are thought to have been killed. (The cellphone recording, however, survived.)

Charbel Hitti, his uncle and cousin had grown up together as best friends in the small mountain village of Qartaba an hour outside the city, got jobs together as Beirut firefighters and made sure they had shifts together so they could put out fires as a team. As a result, they almost certainly lost their lives together. 

But no one is holding a funeral so far, not until they recover at least some of their remains.

On the night of the explosion, family members scrambled down to Beirut, frantically rushing from the port to the destroyed firefighter headquarters to every hospital that was treating the injured.

“I was praying that I find . . . ” said Najib’s sister, Marinella Hitti, her voice trailing off. “Their head. Or their hand. Or their foot. I was praying I find a part of their body, any part I can identify them by.”

She tore through the hospitals, lifting sheets off injured men. One blackened victim, not yet dead, could have been her brother Najib. She grasped at his arm, trying to locate the Chinese character tattoo he had.

“I was praying, when I was searching the body of this deformed man, that God willing this deformed man is him. I don’t care if he’s deformed or broken or missing limbs or whatever. I just want to find him.” 

But it wasn’t him.

Her uncle George rushed to the hospital morgue, opening every refrigerated mortuary cabinet. One body looked like that of his son, Charbel Hitti, and he started searching for a telltale tattoo. “He started flipping his body left and right to see if it’s him,” Marinella recalled. “But there was no tattoo.”

And there is still no news. The families cannot turn on the television anymore. Marinella continues to urge on her friends who work with Beirut’s civil defense force: “I tell them, “These are your brothers, like they’re my brothers. Shout out for them, maybe they’ll answer. Because I need him.'”

The nights are the hardest, because that is when the search parties stop their work, unable to continue because Beirut lacks the electricity needed to provide light for the searches. 

Karam’s wife, Karlin Hitti, 24, said she does not sleep, waiting for any word of any remains of her husband, brother and cousin. (Karlin is also Najib and Marinella’s sister.) She goes to church and screams, confident she says that the Virgin Mary is listening to her.

Karlin passes her time running through the memories of the three firefighters. Her sentences are halting, incomplete. Her words get caught in her throat. She rocks back and forth in her seat, her eyes glazed from exhaustion and days of crying.

“When they would come back from their service, they would come here and reach the top of the street and would call out to me: ‘The Nescafe is finished, can you make us Nescafe? Let’s drink more Nescafe.’ ” Her voice broke as she spoke. “They would come after every shift and sit next to me.”

A ghost of a smile appeared when Karlin recalled her husband. “We’ve all been together since we were children. I used to say, if I ever got the chance to be with someone like Charbel, I would immediately marry him,” she said. “I used to say, ‘What a guy, handsome and green eyes.’ “

They’d had an affair, keeping it secret from the tightknit village, she recounted. The secret lasted all of one week. On June 25, they’d celebrated their third anniversary in the best way they could under coronavirus lockdown: alone in their RV under the trees, dining on delivered sushi. Karlin laughed at the memory, visibly surprised by her own peals. 

“I want them to bring me his smell. Just his smell. I just want his smell,” she said.

Her sister Marinella will sleep only in their brother Najib’s bed. She has placed his motorcycle helmet in a place of honor in the living room and holds on to a tiny Velcro patch bearing the Lebanese flag – part of Najib’s uniform.

“Usually, when one person is lost in a family, it’s a tragedy in every sense of the word,” Marinella said. “We have three. Three heroes that left us here. And all we can do is pray for them.” 

Tears flowed. 

Then anger took over.

“No one told them what’s inside. No one told them,” Marinella said, referring to the ammonium nitrate in the warehouse. It had been stored there for six years despite repeated warnings by government officials of the peril it posed. “If they had died martyrs for Lebanon, we wouldn’t have a problem. But they died as martyrs for what? For what? So the thugs on the seats keep money in their pockets?”

Her voice growing strong, Marinella continued, her eyes fixed on a faraway spot in the room, giving the illusion she was speaking to herself.

“We’re going to the streets. We’re going to have a revolution,” she said, venting her rage at Lebanon’s political class, whose corruption and ineptitude are now widely blamed not only for the explosions but for the country’s wider economic collapse. “They took everything else from us, but not our brothers,” she said. 

Marinella scrunched up the front of Najib’s Harley Davidson T-shirt, which she now wears, and inhaled the aroma. 

“I can still smell him,” she said, closing her eyes and smiling peacefully. “He loved Harleys. He wanted to get one. He didn’t have time.”