เผยโฉมภาคต่อของคอลเลคชั่น Power of Giving จาก 5 แบรนด์ดังเอาใจแฟชั่นนิสต้ายุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629458

วันที่ 29 ก.ค. 2563 เวลา 09:15 น.เผยโฉมภาคต่อของคอลเลคชั่น Power of Giving จาก 5 แบรนด์ดังเอาใจแฟชั่นนิสต้ายุค New Normalมูลนิธิรามาธิบดีฯ เผยโฉมภาคต่อของคอลเล็คชั่น Power of Giving ปีที่ 6 ส่งไอเท็มดีไซน์เก๋จาก 5 แบรนด์ดัง เอาใจแฟชั่นนิสต้ายุค New Normal

ทยอยออกมาสร้างสีสันให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าวิถี New Normal ได้อุ่นใจก่อนออกจากบ้านกันแบบเก๋ๆ ล่าสุด มูลนิธิรามาธิบดีฯ เผยโฉมภาคต่อของคอลเลคชั่น Power of Giving (พาวเวอร์ ออฟ กิฟวิ่ง) ปีที่ 6 ผลงานการออกแบบของไทยดีไซเนอร์จากอีก 5 แบรนด์แฟชั่นชั้นนำ ซึ่งมาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Giving & Sharing” หรือ “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” โดยแต่ละชุดประกอบด้วย 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อไลฟ์สไตล์แบบ New Normal (ราคาชุดละ 699 บาท) ได้แก่

  • หน้ากากอนามัย 3 ชั้น ด้านนอกเป็นผ้าไมโครโพลีสะท้อนน้ำ ชั้นกลางผ้ากันยูวี ชั้นในเป็นผ้ามัสลินสำหรับใส่แผ่นกรอง
  • หมวกทรงบัคเก็ตปีกรอบ ผ้าแคนวาส 2 ชั้น พร้อม Face Shield แบบถอดได้
  • ถุงผ้าหูรูดพิมพ์ลายทั้ง 2 ด้าน มีสายสะพาย 

โดยทั้งหมดได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์จาก 5 แบรนด์ไทยชั้นนำ ได้แก่

  • Kloset & Etcetera (โคลเซ็ท แอน เอ็ทเซ็ททรา)
  • Smileyhound (สไมลี่ฮาวด์)
  • Milin (มิลิน)
  • Rotsaniyom (รสนิยม)
  • Vickteerut (วิคธีร์รัฐ)

แต่ละแบรนด์มีที่มาและแรงบันดาลใจในการออกแบบ ดังนี้ 

Kloset & Etcetera ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไพ่ “THE SUN” ซึ่งหมายถึงความสดใส ความสุข ความสำเร็จ สิ่งดีๆ ที่กำลังจะเข้ามา

Smileyhound นำคำว่า ‘Power of giving’ มาออกแบบเป็นลายผ้าในสไตล์ Typography Pattern หรือการสร้างลายโดยใช้ตัวอักษร พิมพ์ลายเป็นพื้นหลังลงบนผ้า บวกกับตัวอักษร SMILEYHOUND ที่ถูกดีไซน์ให้สนุกขึ้นกับการใส่โลโก้ Smileyhound และ โลโก้หัวใจอินฟินิตี้ แทนค่าไปในตำแหน่งของตัวอักษรต่าง ๆ มาในคู่สีน้ำเงิน–ขาว ซึ่งเป็นโทนสีซิกเนเจอร์ของแบรนด์

Milin หยิบลวดลายของหยกซึ่งเชื่อว่าเป็นอัญมณีเสริมสิริมงคล และสื่อถึงความแข็งแรง อายุยืน มาถ่ายทอดเป็นลายพิมพ์ที่ไล่ระดับสี สะท้อนความแข็งแกร่งและอ่อนไหว หยกสีเขียว สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ร่มเย็น มั่งคั่ง, หยกสีชมพู แสดงถึงความขยัน ความกล้า การต่อสู้, หยกสีดำ เทา เป็นสีแห่งความแข็งแรง อายุยืน และความเป็นอมตะ ตกแต่งด้วยลายพิมพ์ของทองคำเปลว เสริมความร่ำรวย และเงินทองไหลมาเทมา

Rotsaniyom สร้างสรรค์คอลเล็คชั่นด้วยแรงบันดาลใจจากการเว้นระยะห่างทางสังคมของคนไทยในช่วงนี้ ถึงห่างกันแต่ยังรักกันอยู่

Vickteerut นำรายละเอียดการตัดเย็บที่เป็นเอกลักษณ์มาตีความ ให้เข้ากับไอเท็มในยุค New Normal เพื่อให้สามารถใส่ได้จริง ในหลายโอกาส และใช้สีที่สามารถเข้าได้กับทุกเพศ ทุกวัย เพื่อเป็นของขวัญให้คนที่รักและห่วงใย แทนนการให้ที่ไม่สิ้นสุด

ร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อไลฟ์สไตล์แบบ New Normal ทั้ง 5 ดีไซน์ใหม่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการให้กับคอลเล็คชั่น Power of Giving เริ่มวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สั่งออนไลน์ได้แล้วที่ www.ramafoundation.or.th หรือที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ติดตามข่าวสารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION

ชื่นชมพระบารมีผ่านตราไปรษณียากร “ทศมรัตน์กษัตราธิราช” พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629384

วันที่ 28 ก.ค. 2563 เวลา 06:10 น.ชื่นชมพระบารมีผ่านตราไปรษณียากร “ทศมรัตน์กษัตราธิราช” พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวไปรษณีย์ไทย พาย้อนรำลึกพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว บันทึกผ่านตราไปรษณียากรกว่า 10 คอลเลคชั่น “ทศมรัตน์กษัตราธิราช” พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้ดำเนินการออกแบบและผลิตตราไปรษณียากร พาคนไทยย้อนชมภาพประวัติศาสตร์ที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นมาก่อน เพื่อชื่นชมพระบารมี และพระราชกรณียกิจตั้งแต่ครั้งสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จวบจนถึงโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 ผ่านตราไปรษณียากรที่หาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วย

· ทรงบรรลุนิติภาวะ ครั้งสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร

ย้อนกลับไปเมื่อพุทธศักราช 2515 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ (พระราช อิสริยยศในขณะนั้น) เจริญพระชนมายุ 20 พรรษา และทรงบรรลุนิติภาวะ ไปรษณีย์ไทยจึงได้จัดสร้างตราไปรษณี ยากรชุด ที่ระลึกทรงบรรลุนิติภาวะ ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 โดยเชิญพระบรมฉายาลักษณ์เป็นแบบ ตราไปรษณียากร จัดพิมพ์ในระบบ Photogravure ที่ให้ความสวยงามนุ่มนวล ในราคาหน้าดวง คือ 75 สตางค์ และในปีเดียวกัน ไปรษณีย์ไทยได้จัดสร้างตราไปรษณียากรชุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ ชุดที่ระลึกวันสถาปนามกุฎราชกุมาร โดยเชิญพระบรมรูปเดียวกับชุดที่ระลึกทรงบรรลุนิติภาวะเป็นแบบตราไปรษณียากร โดยมีพื้นหลัง สีฟ้า และเพิ่มข้อความว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช THE CROWN PRINCE มีอักษรพระนามาภิไธย “ว ก” เหนืออักษรพระนามาภิไธยมีรูปจุลมงกุฎมีรัศมี ราคาหน้าดวง คือ 2 บาท ซึ่งตราไปรษณียากรทั้งสองชุดนี้ มีนางสาวผ่องศรี ศาลยาชีวิน และนางสาววันเพ็ญ บำรุงราษฎร์ นักออกแบบตราไปรษณียากรชุดสำคัญ ของกรมไปรษณีย์โทรเลขในขณะนั้น เป็นผู้ออกแบบ

· เฉลิมศกพระบรมชนกนาถ ต่อยอดพระราชปณิธานเพื่อปวงชน

ครั้ง พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2530 ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปรษณีย์ไทยได้รับ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกในโอกาสมหามงคลดังกล่าว จำนวน 3 ชุด โดยในชุดที่สามได้เชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบรมวงศ์ขึ้นบนตราไปรษณียากร และได้เชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นบนตราไปรษณียากร ฉลองพระองค์ครุย โดยในครั้งนั้นได้ใช้เทคนิคการสร้างตราไปรษณียากรจากต้นแบบภาพเขียนสีชอล์กขนาดใหญ่แล้วนำภาพมาประกอบแบบคำบรรยายและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยนายประวัติ พิพิธปิยะปกรณ์ เป็นผู้ออกแบบ ต่อมาในปี 2542 ในโอกาส มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ไปรษณีย์ไทยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง ตราไปรษณียากรเฉลิมฉลอง จำนวน 4 ชุด โดยในชุดที่สองได้เชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบรมวงศ์เป็นแบบ ตราไปรษณียากร โดยเป็นภาพเขียนฝีมือนายทวีพร ทองคำใบ นักออกแบบภายนอกที่ได้รับความไว้วางใจ จากไปรษณีย์ไทยให้เป็นผู้เขียนภาพตราไปรษณียากรเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในหลาย ๆ ชุด

· เฉลิมราชย์ฉลองทศมรัตน์กษัตราธิราช

ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และเฉลิมพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปรษณีย์ไทยได้จัดสร้างตราไปรษณียากร ชุด พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อบันทึกช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่งต่อพสกนิกรไทย และเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งนายธเนศ พลไชยวงศ์ เป็นผู้ออกแบบ ได้เชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารบกเต็มยศเป็นแบบตราไปรษณียากร ประกอบอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และภาพพระบรมมหาราชวังเป็นพื้นหลัง จัดพิมพ์ทั้งสิ้น 3 ล้านดวง ด้วยเทคนิคพิเศษพิมพ์ 5 สี คือ ฟ้า เหลือง แดง ดำ และขาว ลงบนฟอยล์กระจกเป็นครั้งแรกของไทยและของโลก ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่จะทำให้ภาพตราไปรษณียากรมีความสดใส เพิ่มความสวยงามแวววาวให้แก่ภาพบนตราไปรษณียากร

พร้อมทั้งการพิมพ์สีทองปั๊มดุนนูนที่อักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. ปั๊มดุนนูนบริเวณพระฉายาลักษณ์ พิมพ์สีทองปั๊มดุนนูนที่คำว่า “ประเทศไทย THAILAND” และตัวเลข 10 พิมพ์สีขาวคำว่า บรมราชาภิเษก 2562 CORONATION 2019, บาท BAHT และพิมพ์ลายเส้นสีทองบริเวณพระปรางค์ เจดีย์ มีความสวยงามสมพระเกียรติ ในราคาหน้าดวง คือ 10 บาท และใน พ.ศ.2563 ไปรษณีย์ไทยได้เปิดตัวอัลบัมตราไปรษณียากรชุดพิเศษ “ทศมรัตน์กษัตราธิราช” โดยการนำตราไปรษณียากรที่ระลึกพิเศษพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ พิมพ์ฟอยล์โลหะพิเศษ รอบดวงตราไปรษณียากร สีทอง สีเงิน และสีนาก ทุกแผ่นออกแบบประกอบตราสัญลักษณ์พระราช พิธีบรมราชาภิเษกอย่างงดงาม นำเสนอภาพและเรื่องราวจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีคุณูปการต่อปวงชนชาวไทย

· เวียนบรรจบฉลองพระราชสมภพกษัตราธิราช

ไปรษณีย์ไทย ได้รับพระมหากรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึก เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวนทั้งสิ้น 10 ชุด ประกอบไปด้วย ชุดที่ระลึก ทรงบรรลุนิติภาวะ ใน พ.ศ. 2515 ชุดที่ระลึกฉลองวันพระราชสมภพครบ 4 รอบ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พ.ศ. 2543 ชุดที่ระลึก 50 พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พ.ศ. 2545 ชุดที่ระลึก 60 พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พ.ศ. 2555 ชุด 64 พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พ.ศ. 2559 โดยเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงจักรยานในกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อ Bike for Dad และกิจกรรมปั่นเพื่อแม่ Bike for Mom ชุด 65 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พ.ศ. 2561 ซึ่งในปีเดียวกันนี้ได้ออกตราไปรษณียากร พระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สำหรับใช้งานทั่วไป 12 รูปแบบ ชุด 67 พรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2562 และตราไปรษณียากร ที่ระลึกวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 ได้เชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์บรมขัต ติยราชภูษิตาภรณ์ ระบุข้อความ 68 พรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว His Majesty King Maha Vajiralongkorn Phra Vajiraklaochaoyuhua’s 68th Birthday Anniversary “ประเทศไทย Thailand” ราคาหน้าดวง คือ 10 บาท โดยใช้เทคนิคพิมพ์ฟอยล์ทองคำว่า “ประเทศไทย THAILAND” และตัวเลขบอกชนิดราคา ว่าที่ ร้อยโท ปฏิพล ซอกิ่ง เป็นผู้ออกแบบ

ในโอกาสอันเป็นมิ่งมงคลแห่งวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 ไปรษณีย์ไทย ร่วมเฉลิมฉลองและเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านตราไปรษณียากรที่ระลึกที่หาชมได้ยากและมีความสวยงามสมพระเกียรติ ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นล้นพ้นที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของอาณาประชาราษฎร์ตลอดมา

เพราะเหตุใดการพัฒนาถึงไม่ยั่งยืน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629348

วันที่ 27 ก.ค. 2563 เวลา 12:30 น.เพราะเหตุใดการพัฒนาถึงไม่ยั่งยืน?ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล เผยอะไรบ้างที่ทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทาย และไม่อาจนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

จากปัญหาไวรัสโควิด 19 ถึงวันนี้ มีผู้ติดเชื้อกว่า 15 ล้านคน คร่าชีวิตคนไปกว่า 6 แสนคน ที่สำคัญปัญหาไวรัสโควิด-19 มิใช่เป็นแค่ปัญหาสาธารณสุข แต่ยังส่งผลร้ายแรงต่อด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การจ้างงาน และความเป็นอยู่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ธุรกิจต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นวงกว้างทั่วโลก บางธุรกิจตั้งตัวไม่ทัน ต้องหยุดชะงัก ขาดความยั่งยืน หลายธุรกิจต้องล่มสลาย และมันจะมีผลกระทบไปอีกหลายปี การกลับสู่ภาะปกติไม่ง่ายและไม่เหมือนเดิม

ที่สำคัญมันไม่ได้ไปไหน การระบาดระลอกสองกำลังมา

แต่ละประเทศรวมทั้งองค์กรธุรกิจต่างๆ ต่างทุ่มเทงบประมาณอย่างมหาศาลตลอดจนทรัพยากรบุคลากร เพื่อยื้อชีวิตมนุษย์และกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอย่างหนัก การลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรจึงมีความสำคัญ แต่ผลที่ได้มักต่ำกว่าที่คาดหวัง อีกทั้งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม บางปัญหาเกิดซ้ำๆ แก้กี่ครั้งก็ไม่จบ พอแก้ปัญหานี้จบ ปัญหาใหม่ก็เข้ามาอีก และบ่อยครั้ง มันเป็นปัญหาเดิม 

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยอะไรทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ และไม่อาจนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เราพบว่า

1. เพราะบุคคลยังยึดติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ภาพความสำเร็จเก่าๆ ที่เน้นเพียงเพิ่มความมีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่มุมมองเชิงองค์รวมอย่างยั่งยืนซึ่งให้คุณค่าและความหมายที่สูงกว่าในการดำเนินธุรกิจ 

2. เพราะไม่เข้าใจว่าบุคลากรคือมนุษย์ องค์กรมีชีวิต และชีวิตต้องการคุณค่าและความหมาย การพัฒนาในปัจจุบันจึงมักให้ความสำคัญแต่ด้านการบริหารจัดการ (Hard Skills) ที่เน้นความสำเร็จด้านรูปธรรมอย่างสุดโต่ง คิดว่าทุกอย่างต้องวัดและประเมินได้ แต่ละเลยการพัฒนาด้านทักษะชีวิต (Soft Skills) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนความสำเร็จ ที่ตั้งอยู่บนฐานของคุณค่าและความหมาย ความสุข ความสำเร็จที่แท้จริง การพัฒนาจึงขาดความสมดุล ไม่อาจนำไปสู่ความยั่งยืนได้ 

3. เพราะขาดความเข้าใจถึงธรรมชาติของชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ทำให้การพัฒนาจึงไม่ครอบคลุมทุกมิติชีวิต (จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาะผู้นำ) กล่าวคือ จิตใจ เพราะยังติดอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆ ทัศนคติเชิงลบ ขาดเป้าหมายชีวิต ไม่เล่นเชิงรุก จึงไม่สามารถนำตนเองได้ อีกทั้งทีมงานก็มีภาพเป้าหมายที่ไม่ไปในแนวเดียวกัน

ปัญญา เพราะขาดการคิดเชิงระบบ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวมจึงไม่สามารถพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่แตกต่าง จึงขาดนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ

อารมณ์ เพราะไม่เห็นคุณค่าตนเอง จึงทำให้ขาดความเชื่อมั่น ขาดภูมิต้านทาน ขาดความมั่นคงภายใน และไม่เห็นคุณค่าผู้อื่น ไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ทีมงานจึงขาดศรัทธา ไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้วางใจกัน จึงเล่นไม่เป็นทีม ทีมงานไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้อย่างมีพลังร่วม

ภาวะผู้นำ เพราะผู้นำไม่เห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของทีมงาน ไม่เข้าใจว่ามนุษย์คือชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย จึงขาดการยอมรับซึ่งกันและกัน ทำให้ขาดภาวะผู้นำ ทีมงานจึงขาดการมีส่วนร่วม ขาดความร่วมมือ ไม่เสียสละ ไม่เกื้อกูล ไม่ยืนมือ จึงไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันได้

4. เพราะบุคลากรและองค์กรต้องการเห็นผลเร็ว จึงมักเน้นแค่การปรับแต่งพฤติกรรมซึ่งเป็นเรื่องผิวเผิน ฉาบฉวย ชั่วคราว เพราะมิได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ฐานรากของชีวิต นั่นคือ กรอบความคิด จึงขาดความตระหนักรู้ต่อความสำคัญของการเปลี่ยนที่แท้จริงจากภายใน การพัฒนาจึงไม่ยั่งยืน เพราะความรู้ มิใช่ความรู้สึก 

5. เพราะขาดความเข้าใจว่าปัญหาต่างๆ มันต้องแก้ด้วยแนวคิดเชิงระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบ และด้วยเหตุที่ปัญหาต่างๆ มันมีความแตกต่าง การรับมือกับความท้าทายดังกล่างจึงต้องพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ด้วยความรู้ที่เหนือกว่าด้วยการเชื่อมโยงที่แตกต่างขององค์ประกอบที่หลากหลาย และที่สำคัญปัญหาใดๆ มันเป็นระบบซ้อนระบบ ปัญหาทับซ้อนปัญหา และปัญหาแต่ละระดับมันเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ การรับมือกับปัญหาจึงต้องเปิดมุมมองใหม่ โดยต้องเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนเชิงรุก แต่ในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่ยังรับมือกับปัญหาในลักษณะของเส้นตรงเชิงเดี่ยว แยกส่วน การแก้ปัญหาจึงไม่ยั่งยืน

6. เพราะบุคคลโดยทั่วไปมักข้ามขั้นตอนและชอบจะจดจำแต่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ขาดการวิจัย พัฒนา และการศึกษาเชิงลึกถึงรากของปัญหาเพื่อความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างองค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงไม่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง

7. เพราะคนเรานั้นขาดความตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ อีกทั้งชีวิตกับการเรียนรู้เป็นเรื่องเดียวกัน ดำเนินไปคู่กันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น การเรียนรู้จึงต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมโยงกับประเด็นในชีวิตจริง

8. และทั้งหมดนี้ก็เพราะบุคลากรขาดการปรับตัวอย่างยืดหยุ่น ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตได้

หากปรับตัวเอาชนะภาวะนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า สมดุล

หากรักษาสมดุลนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า เข้มแข็ง

หากรักษาความเข้มแข็งนั้นไว้ได้เรื่อยๆ เรียกว่า มั่นคง

หากรักษาความมั่นคงนั้นได้เรื่อยๆ เรียกว่า ยั่งยืน 

ไม่ว่าหลังไวรัสโควิด 19 จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าวัคซีนจะมาเมื่อไหร่ นั่นไม่สำคัญ เพราะยังไงวิกฤติใหม่ๆ ก็จะเข้ามาอีก ประเด็นสำคัญคือ องค์กรธุรกิจต้องปรับตัว พัฒนา และยกระดับศักยภาพองค์กรอย่างไร จึงจะสามารถรับมือกับความท้าทายนั้นๆ ได้อย่างยั่งยืน

จากลูกจ้างสู่พ่อค้ารายได้หลักแสน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629324

วันที่ 27 ก.ค. 2563 เวลา 09:00 น.จากลูกจ้างสู่พ่อค้ารายได้หลักแสนส่งต่อแรงบันดาลใจ จากลูกจ้างสู่พ่อค้า “รถเร่” ตลาดสี่มุมเมือง พลิกชีวิต “หนุ่มร้อยเอ็ด” รายได้หลักแสน

หลากเรื่องราวของหลายชีวิตอาจสร้างข้อคิดและส่งต่อแรงบันดาลให้ใครอีกหลายๆ คน เช่นเดียวกับเรื่องราวของ จีระศักดิ์ ศรีขาว หรือที่คนในตลาดสี่มุมเมืองเรียกว่า “พี่เอส รถเร่” หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายรถเร่สี่มุมเมือง หนุ่มจากจังหวัดร้อยเอ็ด ที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ  หลังจบเรียนน ม. 6 จนได้เป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน เริ่มต้นเงินเดือน 14,000 บาท

ชีวิตพลิกผันเมื่อน้องชายซึ่งทำอาชีพรถเร่ที่เข้ามารับผักจากตลาดสี่มุมเมืองไปขายเป็นประจำล้มป่วยลง ทำให้เขาต้องเข้ามาสานต่อกิจการรถเร่ในปี 2559 แม้จะเริ่มต้นด้วยความไม่มั่นใจ เพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่หลังจากได้ทดลองเรียนรู้ระบบการค้าขาย เริ่มตั้งแต่ขับรถเข้ามาเลือกซื้อผักที่ตลาดสี่มุมเมือง ขับรถไปขายตามชุมชน หมู่บ้าน แผงลอย และร้านอาหารข้างทาง ฯลฯ ได้ประมาณ 2-3 เดือน พร้อมกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนแรก ทำให้ “จีระศักดิ์” ตัดสินใจลาออกจากงาน พลิกชีวิตสู่การเป็นพ่อค้ารถเร่ อย่างเต็มตัว

จีระศักดิ์ เล่าว่า ตอนนั้นมีภาระที่บ้านเยอะ ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งมีอาชีพทำไร่ ทำนา ส่งเสียน้องสาวคนเล็กเรียนหนังสือ และเลี้ยงลูกอีก 2 คน รายได้ที่มีไม่พอใช้จ่าย จึงต้องตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ ตอนแรกก็กังวล แต่พอได้ทดลองจริงๆ ก็เห็นว่าไปได้ มีโอกาส จึงตัดสินใจลาออกมาพร้อมกับภรรยาหันมาทำอาชีพนี้ทั้งคู่

ผลจากการตัดสินใจครั้งนั้น เพียงปีแรกก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันไม่ต้องพูดถึง เพราะรายได้ของเขาและภรรยาวันนี้ รวมกันแล้วมากกว่า 1 แสนบาทต่อเดือน ในระยะเวลาเพียง 4 ปี  

ทุกวันเขาจะขับรถมาที่ “ลานจอดรถผู้ซื้อ” ณ ตลาดสี่มุมเมือง ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จนถึง 9 โมงเช้า ในการเลือกสินค้า นำมาตัดแต่ง บรรจุลงถุง และนำสินค้าขึ้นแขวนให้สวยงามรอบคันรถ เพื่อให้ลูกค้าเลือกหยิบซื้อได้ง่าย เมื่อกระบะรถเร่ของ “จีระศักดิ์” ที่มีผักต่างๆ แขวนไว้เต็มรถพร้อมสินค้าอีก หลากหลายชนิดที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดีพร้อมแล้ว ก็จะขับออกจากตลาดสี่มุมเมืองไปตระเวนขายตามเขตชุมชน และหมู่บ้านต่างๆ

เสน่ห์ของรถเร่อยู่ที่สินค้าที่โชว์ต้องน่าซื้อ ทำให้จีระศักดิ์ ให้ความสำคัญกับการเลือกสินค้า โดยเฉพาะผักที่ต้องเน้นคุณภาพ ความสดใหม่ ผลใหญ่ เกรดดี ซึ่งเขาบอกว่าสิ่งนี้ไม่ยากเลย เพราะต้นทางคือ ตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผักที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีความครบครันและมีคุณภาพอยู่แล้ว

“เคล็ดลับของผมคือความขยัน ขายของมีคุณภาพ ตรงนี้เราได้เปรียบ เพราะผักที่ตลาดสี่มุมเมือง มีครบ คุณภาพดี ผมก็เลือกแต่เกรดดีๆ ไปขาย แต่เน้นราคาย่อมเยา ไม่ค้ากำไรเกินควร หากราคาผักปรับลดลง ผมก็ปรับราคาขายลงมาด้วย นอกจากสองอย่างแล้ว เราต้องมีการบริการที่เข้าถึง จริงใจกับลูกค้า จึงทำให้มีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ” หนุ่มร้อยเอ็ด กล่าว

ปัจจุบันจีระศักดิ์เป็นหนึ่งใน “เครือข่ายรถเร่ สี่มุมเมือง” ซึ่งมีจำนวนกว่า 800 คัน โดยตลาดสี่มุมเมือง ได้รวบรวมข้อมูลรถเร่ในเครือข่าย พร้อมปักหมุดบอกเส้นทางของรถเร่ ให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลทั้งเส้นทางการวิ่ง, ประเภทสินค้าที่จำหน่าย พร้อมชื่อและเบอร์โทรที่สามารถติดต่อกันได้โดยตรงนอกจากนี้ สี่มุมเมืองยังมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบกิจการรถเร่ อาทิ ให้คำปรึกษาในการพัฒนาและเริ่มต้นธุรกิจรถเร่, การแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ระหว่างเครือข่ายรถเร่ และโปรโมชั่นเพื่อเครือข่ายรถเร่ สี่มุมเมือง เป็นต้น

ทุกวันนี้ เขายังคอยชักชวนญาติๆ เข้ามาค้าขายด้วยกันที่ตลาดสี่มุมเมือง เพราะมองว่าเป็นที่แห่งโอกาสและที่แห่งการเปลี่ยนชีวิต

“ตอนนี้ผมสามารถส่งน้องคนเล็กเรียน และกำลังจะจบปริญญาโท สามารถดูแลพ่อแม่ ส่งเสียลูกอีก 2 คนเรียนหนังสือ และมีเงินใช้จ่าย เป็นเสาหลักของครอบครัว”  จีระศักดิ์ เผยพร้อมกับย้ำว่า ชีวิตเมื่อมีโอกาสเข้ามา สำคัญที่ต้องคว้าเอาไว้ และทำให้ดีที่สุด

New Normal : วิถีใหม่ ‘ร้านข้าวแกง’ หลังการมาของโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629322

วันที่ 27 ก.ค. 2563 เวลา 08:40 น.New Normal : วิถีใหม่ 'ร้านข้าวแกง' หลังการมาของโควิดส่องมาตรการความสะอาดและปลอดภัยของร้านอาหารในยุคที่ต้องปรับตัวให้สอดรับวิถีชีวิตใหม่ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในทิศทางขาขึ้นหรือขาลง ” ข้าวแกง” ก็ยังเป็นหนึ่งในอาหารที่คนส่วนใหญ่ต้องบริโภค เกรียงศักดิ์ เส้งศักดิ์ ผู้บริหารแบรนด์ “กลับนครฯ” สุดยอดร้านข้าวแกงนครศรีธรรมราช ที่ชูคอนเซ็ปต์ร้าน “เราให้คุณมากกว่าคำว่า…อิ่ม” เผยถึงการปรับตัวของร้านอาหารที่คนไทยใช้บริการมากที่สุดอย่างร้านข้าวราดแกง หลังจากการเกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่า

เราต่างทราบกันดีว่าโควิดส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วนแบบถ้วนหน้า แต่ด้วยประสบการณ์การทำร้านอาหารมาหลายปี จากเดิมที่เราโฟกัสเรื่องของความสะอาดและสุขอนามัยอยู่ก่อนแล้ว ก็ทำให้เราปรับตัวในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิดได้เร็ว แม้โควิดจะส่งผลกระทบกับยอดขายอาหารหน้าร้าน แต่ในส่วนของออนไลน์ การสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ยังคงเติบโตได้

หลังจากที่รัฐบาลมีมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด ร้านกลับนครฯ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เรางดให้บริการนั่งทานอาหารภายในร้าน แต่ยังคงมีบริการซื้อกลับบ้าน ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าเดิมซึ่งตามปกติต้องกินอาหารก่อนไปทำงาน มื้อพักเที่ยง หรือลูกค้ากลุ่มครอบครัวที่สั่งอาหารกลับบ้านเสมือนให้เราเป็นห้องครัวของบ้านในภาวะที่ต้องงดไปจ่ายตลาดเพราะ ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’

หลังการมาของโควิด ร้านกลับนครฯ มีการเพิ่มมาตรการต่างๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดีและความมั่นใจของลูกค้า ได้แก่ การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทั้งร้าน การทำความสะอาดพื้นร้านทุกวัน การเพิ่มรอบทำความสะอาดให้ถี่มากขึ้น การเพิ่มแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อบนโต๊ะอาหาร มีการคัดกรองผู้มาใช้บริการ การตรวจวัดอุณหภูมิ เพิ่มแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ขอความร่วมมือให้สวมหน้ากากอนามัย เพิ่มระยะห่างของเก้าอี้ที่ลูกค้านั่งทานอาหาร ตลอดจนการกำชับให้พนักงานสวมถุงมือและหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

สำหรับสไตล์อาหารของร้านกลับนครฯ จะเน้นเป็นอาหารใต้รสจัดจ้านถึงเครื่อง มีเมนูอาหารให้เลือกกว่า 40 เมนูในแต่ละวันสลับสับเปลี่ยนกัน การันตีความสดใหม่วันต่อวัน เมนูซิกเนเจอร์อย่างคั่วกลิ้ง ที่มีทั้งแบบหมูสับ หมูชิ้น และกระดูกหมู ผัดมาพอขลุกขลิก แกงไตปลา อื้อไตปลา รสเด็ดเผ็ดดุ กินคู่ผักแกล้มสดๆ ที่มีบริการฟรีคู่กับน้ำพริก ทั้งยอดมันปู ยอดมะม่วงหิมพานต์ มะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว และผักนานาชนิด นอกจากนี้ ยังมีขนมจีนน้ำยาปู น้ำยาปลาทู สูตรกะทิเข้มข้น แกงส้มใต้ปลากะพงยอดมะพร้าวอ่อน แกงเนื้อมะเขือพวง ปลาช่อนทะเลผัดพริกไทดำ ใบเหลียงผัดไข่ หมูหวาน แกงคั่วกระดูกหมู ไข่พะโล้ ผัดขิงไก่ ผัดหอยลาย ปลาทูต้มเค็ม ห่อหมก หมี่ผัดกะทิ ปลาทอด ไข่ดาวเค็ม ไข่ต้ม ส่วนข้าวมีให้เลือกทั้งข้าวหอมมะลิและข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่

อยากล้ิมลองอาหารปักษ์ใต้แท้ สดใหม่ สะอาด มั่นใจเรื่องความปลอดภัย  มากันได้ท่ี ร้านกลับนครฯ ข้าวแกงนครศรีธรรมราช ทั้ง 6 สาขา สาขาร่มเกล้า, K-Space สุขาภิบาล 2, สาขาปั๊ม Susco ถ.เลียบคลองสอง, สาขาปั๊ม Susco ถ.หัวหมาก, สาขาปั๊ม ปตท.ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 , สาขาปั๊ม Caltex ถ.เจ้าคุณทหาร หรือโทร 09-7078-5885  Facebook : กลับนครฯ

พื้นที่สีเขียวจากทุกที่ว่าง สู่แหล่งอาหารของชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/629000

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 15:52 น.พื้นที่สีเขียวจากทุกที่ว่าง สู่แหล่งอาหารของชุมชนปลุกกระแสเปลี่ยนพื้นที่รอบบ้านและในคอนโดฯ สร้างสวนผักปลอดสารและแหล่งอาหารของครอบครัว กับ SANSIRI BACKYARD : EAT-ABLE GARDEN สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน

“สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน” แสนสิริ สานต่อความสำเร็จ SANSIRI BACKYARD บนพื้นที่รอพัฒนาและพื้นที่ส่วนกลาง ขยาย SANSIRI BACKYARD x CHUL FARM ที่ T77 COMMUNITY รวม 17 ไร่ เลี้ยงเป็ดไข่ ปลูกนาข้าวไรซ์เบอร์รี่ พร้อมสร้างสวนผักทานได้และแหล่งอาหารของลูกบ้านบนพื้นที่ส่วนกลาง 160 โครงการทั้งคอนโดฯ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และทาวน์เฮาส์ อัดแน่นไลน์อัพกิจกรรม-สิทธิพิเศษของ EAT-ABLE GARDEN และเตรียมส่งบริการจัดสวนทานได้ถึงที่พักอาศัย ตอกย้ำแนวทางการมีสุขภาพที่ดีเพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนของลูกบ้านและสังคม

SANSIRI BACKYARD จากแนวคิดการสร้างพื้นที่สีเขียวจากทุกพื้นที่ว่าง สู่แหล่งอาหารของชุมชน

การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพิ่มมากขึ้น จากผลสำรวจของดุสิตโพลล่าสุด ชี้ว่าประชากร 45.39% ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย และเลือกบริโภคอาหารปลอดภัย ด้วยความคิดที่ว่าการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอจะช่วยป้องกันไวรัส และการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้

ตลอดช่วงที่รัฐบาลประกาศล็อคดาวน์ ที่ทุกคนใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในบ้านและคอนโดฯ SANSIRI BACKYARD ได้ทำหน้าที่เป็น FOOD SUPPLY หรือแหล่งอาหารแก่ชุมชนทั้งที่หัวหินและชุมชนลูกบ้านใน T77 COMMUNITY และอีก 30 โครงการ มากกว่า 15,000 ครอบครัวรวมไปถึงชุมชนใกล้เคียง ที่เชื่อมั่นในความสะอาดปลอดภัยจากการปลูกผักแบบปลอดสารของ SANSIRI BACKYARD

นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “จากความสำเร็จตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ของ SANSIRI BACKYARD ภายใต้หลัก 3GS หรือ GREEN-GROW-GIVE ทำให้เรามองเรื่องการเพิ่มพื้นที่สีเขียว (GREEN SPACE) ภายใต้พันธกิจด้านความยั่งยืน (SANSIRI SUSTAINABILITY 2020) ในมิติใหม่ที่ไม่ใช่แค่การให้ความร่มรื่นในที่อยู่อาศัย แต่ต้องใช้พื้นที่ในบ้านให้เป็นประโยชน์ด้วยการเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยของครอบครัว จึงเกิดเป็นแนวคิด “SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN (แสนสิริ แบคยาร์ด: อีท-เอเบิ้ล การ์เด้น) สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน” สนับสนุนให้ลูกบ้านใช้พื้นที่ว่างบางส่วน เช่นสวนหลังบ้านหรือริมระเบียงคอนโดฯ มาทำสวนผักทานได้ และสามารถเป็นผู้ผลิตอาหารด้วยตัวเอง (FOOD PRODUCER)”

SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN มุ่งจุดประกายแนวคิดสวนผักทานได้ในบ้าน จัดโชว์เคสในโชว์ยูนิตทั้งโครงการบ้านและคอนโดฯ ได้แก่ คาวะ เฮาส์ (kawa HAUS), อณาสิริ ชัยพฤกษ์–วงแหวนและอณาสิริ กรุงเทพ-ปทุมธานี ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมสนับสนุนให้ลูกค้าและ SANSIRI FAMILY กว่า 120,000 ครอบครัว สามารถปลูกสวนผักทานได้ในบ้านให้เกิดขึ้นจริงภายใต้คอนเซ็ปต์ GREEN INSPIRE-GROW COMMUNITY-GIVE EXPERIENCE ตั้งแต่ ส่งมอบชุดปลูกผักทานได้ (EDIBLE PLANT KIT) แบ่งปันทิปส์เกี่ยวกับ EDIBLE PLANT ทั้งผัก สมุนไพรไทยและต่างประเทศ รวมถึงดอกไม้ และจัดป๊อปอัพสวนทานได้ รวมถึงไลน์อัพสิทธิพิเศษอีกมากมายจากไร่กำนันจุล, ท็อปส์ มาร์เก็ต (Tops Supermarket) และวิลล่า มาร์เก็ต (VILLA MARKET) พร้อมผลักดัน ZTHEGARDEN หนึ่งในผู้ชนะจาก THE FOUNDER โปรเจคปั้นพนักงานสู่สตาร์ทอัพ เพื่อส่งมอบบริการจัดสวนทานได้ถึงที่พักอาศัย

นางสาวพรพิมล ผู้พัฒน์ SANSIRI SPYZ ตัวแทนพนักงานคลื่นลูกใหม่กับบทบาทการถ่ายทอดเรื่องราวของแสนสิริสู่คน Gen Z & Y ด้านความยั่งยืน อธิบายแนวคิดของ EAT-ABLE GARDEN เพิ่มเติมว่า “เป็น ‘สวนผักทานได้ ปลูกง่ายในบ้าน’ ที่เกิดจากแนวคิดง่าย ๆ ที่สนับสนุนให้ทุก ๆ บ้านมีพื้นที่ปลูกผักสวนครัว แม้จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ในกระถางริมหน้าต่าง หรืออย่างระเบียงคอนโดฯ และบนดาดฟ้าก็สามารถปลูกได้  ซึ่งแสนสิริเองก็ประสบความสำเร็จ ในการปลูกสวนผักปลอดสารบนพื้นที่ว่างในสวนส่วนกลางและพื้นที่รอพัฒนา พร้อมสร้างชุมชนที่มีความสุขให้แก่ลูกบ้าน (MAKE A GREAT NEIGHBORHOOD) มาตลอด 1 ปีของ SANSIRI BACKYARD”

ในครึ่งปีหลังของ 2020 แสนสิริพร้อมเดินหน้าสานต่อความสำเร็จของ SANSIRI BACKYARD ทั้งบนพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่รอพัฒนาเป็นแหล่งอาหารของชุมชน ขยายพื้นที่สีเขียวรวมเป็น 17 ไร่ของ SANSIRI BACKYARD x CHUL FARM ที่ T77 COMMUNITY เพิ่มนาข้าวไรซ์เบอร์รี่ และเลี้ยงเป็ดในแปลงนา เพื่อกำจัดวัชพืช ศัตรูข้าว รวมทั้งเพิ่มปุ๋ยให้ต้นข้าว โดยอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใส่ใจของไร่กำนันจุล หนึ่งใน CO-GROWING PARTNER พันธมิตรธุรกิจรักษ์โลกของแสนสิริ พร้อมเพิ่มลู่วิ่งออกกำลังกายความยาว 1.5 ก.ม. รอบโครงการ T77 COMMUNITY ที่ผ่านเข้าไปชมความอุดมสมบูรณ์ของ SANSIRI BACKYARD x CHUL FARM และงานศิลปะ WALL ART ที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจของพนักงานแสนสิริ ขณะที่วางเป้าสร้าง SANSIRI BACKYARD เป็นสวนผักทานได้และแหล่ง FOOD SUPPLY บนพื้นที่ส่วนกลางรวม 160 โครงการคอนโดฯ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮมและทาวน์เฮาส์ภายในปีนี้

SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN เป็นการปรับปัจจัยแวดล้อมของการพัฒนาโครงการของแสนสิริให้เข้ากับเทรนด์ปัจจุบันของการใช้ชีวิตของผู้บริโภค ที่หันมาใส่ใจต่อการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน รวมถึงใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างมีจิตสำนึกเรื่องความยั่งยืน การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และการกินอยู่ที่ปลอดภัย ปลอดสารมากขึ้น ดังนั้น การมี SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN ในทุกโครงการจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเพิ่มมูลค่าให้กับที่อยู่อาศัยของแสนสิริที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือนกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ด้วยการตอบโจทย์ INSIGHT ของผู้บริโภค

จากความสำเร็จตลอด 1 ปี สู่ SANSIRI BACKYARD: EAT-ABLE GARDEN มุ่งมั่นจุดประกายลูกบ้านให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นผู้ผลิตอาหารด้วยตัวเอง (FOOD PRODUCER) ลดการพึ่งพาจากแหล่งอื่นที่อาจจะไม่สะอาดและมีเชื้อโรคหรือไวรัสปะปน เพื่อเป็นแหล่งอาหารของครอบครัว ตอกย้ำแนวทางการมีสุขภาพที่ดีและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับลูกบ้านและสังคม

5 ไลฟ์สไตล์คนเมืองกับการนวดที่ตรงใจใช่ที่สุด!!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628783

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 11:40 น.5 ไลฟ์สไตล์คนเมืองกับการนวดที่ตรงใจใช่ที่สุด!!!ใครจะไปคิดว่าการนวดจะช่วยเพิ่ม Productivity และ Creativity ในการทำงาน ส่องประโยชน์ “การนวด” ที่ให้มากกว่าความสบาย พร้อมเช็กลิสต์ 5 สไตล์นวดแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา

เคยคิดบ้างไหมว่า…เราใช้ร่างกายแบบใจร้ายเกินไปหรือเปล่า?

วิถีชีวิตแบบคนเมืองทำให้ร่างกายของเราใกล้ชิดกับความเครียดแบบหายใจรดต้นคอ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องกดดันตลอดเวลา การเผชิญรถติดอยู่บนถนนหลายชั่วโมง เบียดเสียดในรถสาธารณะ มลภาวะที่ไม่สดชื่น ไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งไม่มีเวลาไปสังสรรค์กับเพื่อน ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้หลายเมืองใหญ่ติดอันดับเมืองที่เครียดที่สุดในโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น การแบ่งเวลาทำงานและพักผ่อนอย่างสมดุลจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ แต่การพักผ่อนแบบฉบับคนกรุงฯ ที่เร่งรีบและไม่ค่อยมีเวลานั้น “การนวด” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการพักผ่อนที่ช่วยลดความเครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี ไม่แพ้การไปฟังเสียงคลื่นที่ทะเล หรือการไปสูดอากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเลยทีเดียว

นวดเพิ่ม Productivity และ Creativity ในการทำงาน

“การนวด” ซ่อนพลังอันลึกลับของกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสเปรย์กับน้ำหนักนวดที่พอดีมือจะนำเข้าสู่ภวังค์ความผ่อนคลายให้ร่างกายลดการหลั่งคอร์ติซอล (Cortisol) หรือสารแห่งความเครียดไม่ให้มีมากจนเกินไป ซึ่งจะหลั่งเมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเมื่อเกิดภาวะเครียด นอกจากนี้การนวดยังกระตุ้นเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวล และเซโรโทนิน (Serotonin) สารที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก และอารมณ์ แถมยังมีส่วนช่วยเรื่องการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ให้ตื่นขึ้นมาพร้อมสมองที่ปลอดโปร่ง ส่งผลต่อสุขภาพจิตให้พร้อมลุยทุกบททดสอบระหว่างวัน เพราะไม่ว่าจะใช้ชีวิตรูปแบบใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายต้องการพักผ่อน ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนได้ให้รางวัลกับร่างกายตัวเอง บทความนี้จึงรวมการนวดที่เหมาะกับคนเมืองแต่ละไลฟ์สไตล์มาให้แล้ว

สำหรับผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ไม่ควรนวด!!

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีบาดแผล
  • ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ หรือมีอาการปวดเมื่อยมากเกินไป
  • ผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศา
  • สตรีมีครรภ์ และสตรีมีรอบเดือน

สไตล์นวดแบบไหนที่ใช่ สำหรับ 5 ไลฟ์สไตล์คนเมือง

คนที่ไม่เคยนวดมาก่อนนวด

ครั้งแรกไม่แปลกถ้าเขินอาย หรือจะรู้สึกจั๊กจี้เมื่อมีคนมาแตะเนื้อต้องตัว แต่ถ้าอยากให้ชัวร์ว่าจะไม่มีอาการเหล่านี้ แนะนำให้ประเดิมด้วยโปรแกรม “นวดเท้า” และ “นวดคอ บ่า ไหล่” ที่มีการสัมผัสเฉพาะจุดที่เปิดเผย แถมยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการแก้อาการปวดเฉพาะจุดที่อาจเป็นผลมาจากการทำกิจกรรมระหว่างวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง นั่ง หรือนอน โดยการนวดเท้า และคอ บ่า ไหล่เป็นการปรับร่างกายในขั้นเริ่มต้นเพื่อให้ชินกับการนวด

พนักงานออฟฟิศและฟรีแลนซ์

พนักงานออฟฟิศใช้เวลาอย่างมาก 8 ชั่วโมงต่อวันไปกับการนั่งติดเก้าอี้ แทบไม่ได้ลุกออกจากโต๊ะทำงาน จนอาจทำให้เกิดอาการเกร็งคอ บ่า และไหล่ ดีไม่ดีจะทำให้เกิด “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” (Sedentary Lifestyle) ที่อาจนำเราไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้อีกด้วย หรือแม้แต่สายอาชีพที่ต้องยืนหรือเดินทางบ่อย ทำให้เท้าต้องทำหน้าที่อย่างหนักหน่วง รับน้ำหนักของร่างกายตลอดทั้งวันจึงเหมาะกับ “นวดทุกจุด (เท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ ศีรษะ)” ซึ่งเป็นการนวดสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกนอนเพื่อนวดทั้งตัว ไม่ชอบการนอนคว่ำ และเหมาะสุดๆ สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องนั่งทำงานไปพร้อมกับการนวด ด้วยเทคนิคการนำการนวดเฉพาะจุดมาไว้รวมกันจึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของหนุ่มสาวออฟฟิศและฟรีแลนซ์ที่ต้องยืน หรือนั่งอยู่ในท่าเดิมตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดกดจุดสะท้อนเท้า (Foot Reflexology) ที่เป็นอวัยวะรองรับน้ำหนักตัว และเป็นศูนย์รวมของปลายประสาท จะช่วยสร้างความสมดุลและสนับสนุนการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ “การนวดคลายเส้นและกล้ามเนื้อด้วยน้ำมัน (Tension Release Massage)” เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการยืดกล้ามเนื้อทั้งตัวของพนักงานออฟฟิศและฟรีแลนซ์ด้วยเทคนิคผสมผสาน (2 in 1 treatment) ระหว่างการนวดไทย และการใช้น้ำมันนวดเพื่อยืดกล้ามเนื้อหลัง ลดอาการตึงของกล้ามเนื้อ ปรับบุคลิกภาพไม่พึงประสงค์ที่มาจากท่านั่งที่ผิดวิธีให้ดีขึ้น ร่วมกับกลิ่นหอมช่วยผ่อนคลายขณะนวดอีกด้วย

สายฟิตติดออกกำลังกาย

รักการออกกำลังเป็นชีวิตจิตใจ ยอมเสียเหงื่อให้กีฬาเพื่อแลกมาด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ คนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ใช้กล้ามเนื้อหนักที่สุดกว่าทุกกลุ่ม และมีแนวโน้มที่จะเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ง่ายในช่วงเริ่มต้นเล่นกีฬา หรือช่วงที่เว้นระยะเวลาจากการเล่นกีฬาไปนาน ดังนั้นจึงควรนวดเพื่อสร้างความผ่อนคลายในช่วงก่อนหรือหลังการออกกำลังกาย ด้วยลักษณะออกแรงมากเป็นพิเศษจาก “นวดไทย” ที่ใช้เทคนิคการนวดกดจุดกับการยืดกล้ามเนื้อทั้งตัว และ “นวดคลายเส้นและกล้ามเนื้อด้วยน้ำมัน” อย่างไรก็ตามหากมีอาการบาดเจ็บทางกล้ามเนื้อหรือมีอาการปวดมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการนวด

ชาวคาเฟ่ ฮอปเปอร์ และนักช้อป

หลงไหลในความสวยงาม หลงรักในความสุนทรีย์ พร้อมใช้เวลาที่มีไปกับคาเฟ่ทั่วทุกที่ แน่นอนว่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมน้ำหนักทุกส่วนของร่างกายต้องรับบทหนักที่สุดด้วยการเดินตลอดทั้งวัน อีกทั้งแขน มือ และคอ บ่า ไหล่ที่ทำหน้าที่แบกถุงช้อปปิ้งไปพร้อมกับพิมพ์แคปชั่นลงรูปบนโซเชียลมีเดีย การนวดที่ใช่สำหรับสายนี้จึงเป็น “นวดไทย” และ “นวดทุกจุด (เท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ ศีรษะ)” ด้วยรูปแบบการนวดที่ปราศจากน้ำมัน ทำให้ไม่มีกลิ่นน้ำมันนวดผสมกับกลิ่นโคโลญจน์หรือน้ำหอม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนวดระหว่างรอนัดแล้วไปเดินชิคๆ ต่อกับเพื่อน หรือจะเลือกปิดจ๊อบสำหรับการทัวร์คาเฟ่และช้อปปิ้งด้วย “นวดคลายเส้นและกล้ามเนื้อด้วยน้ำมัน” ให้ได้ยืดกล้ามเนื้อทั่วทั้งตัวพร้อมกลิ่นหอมจากน้ำมันนวด สร้างความสุนทรีย์ให้ประทับใจได้ไม่แพ้การทัวร์คาเฟ่เลยทีเดียว

คุณแม่หลังคลอด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณแม่หลังคลอดมักต้องใช้เวลาตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อดูแลลูกน้อย จนไม่ได้พักผ่อน แม้แต่เวลาที่จะเอนตัวนอนก็แทบไม่มี ต้องประสบกับอาการปวดหลังจากการอุ้มน้อง ปวดตามข้อต่อ ปวดก้นกบ หรือส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เป็นอาการข้างเคียงหลังการคลอด เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณแม่จึงเป็น “นวดทุกจุด (เท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ ศีรษะ)” ที่ไม่จำเป็นต้องนอนลงเพื่อนวดทั้งตัว เพียงแค่นั่งในท่าสบาย พร้อมดูแลลูกน้อยไปด้วย พนักงานนวดก็สามารถนวดได้ทั้งเท้า แขน มือ คอ บ่า ไหล่ และศีรษะเพื่อบรรเทาอาการปวดและสร้างความผ่อนคลายให้คุณแม่ได้

ใครกำลังปวดเมื่อย ปัจจุบันมีบริการนวดถึงที่ ไม่ว่าเป็นที่บ้านหรือออฟฟิศแบบไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง โดย Wongnai Massage at Home จะเป็นคนเมืองไลฟ์สไตล์ไหนก็สามารถนวดได้ แค่กดจองได้แล้วผ่านแอป Wongnai หรือคลิก https://wongn.ai/v6jt4

โอกาสกลับมาของธุรกิจหากโควิดระบาดซ้ำ องค์กรจะรับมืออย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628770

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 06:30 น.โอกาสกลับมาของธุรกิจหากโควิดระบาดซ้ำ องค์กรจะรับมืออย่างไร?ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล เผยทางออกสถานการณ์หลังโควิด 19 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดขององค์กร

ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน เผยการรับมือกับปัญหาไวรัสโควิด 19 เชิงองค์รวม : ฉากทัศน์การพัฒนาศักยภาพเชิงรุกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงทุกขณะ ธุรกิจจึงมีความเสี่ยงองค์กรจึงต้องปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขันเชิงรุก ด้วยการสร้างฉากทัศน์อย่างเป็นองค์รวมประกอบด้วยการ

  1. พัฒนาความสามารถในการนำตนเอง
  2. พัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ
  3. พัฒนาทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมีพลังร่วม
  4. พัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรให้ไปในแนวทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว

ปัญหาคืออะไร เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ นำมาซึ่งความท้าทาย ผลกระทบจากไวรัสโควิค 19 สร้างความปั่นป่วนในทุกภาคส่วนธุรกิจ ทุกระดับโดยเฉพาะ SME อันเป็นฐานรากของเศรษฐกิจของประเทศที่อ่อนแรงลงอย่างมาก ผู้ประกอบการจะหยุดชั่วคราวต่อดีหรือเลิกกิจการไปเลย เพราะการชดเชยต่างกัน แรงงานมีแนวโน้มถูกเลิกจ้างพุ่ง คนตกงานเพิ่มอย่างน่าห่วง บัณฑิตจบใหม่อีก 5 แสนอาจว่างงาน

ประเด็นความท้าทายขณะนี้กำลังลุ้นว่าหลังกรกฎาคม ธุรกิจจะกลับมาบ้างได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ โอกาสการกลับมาระบาดซ้ำอย่างที่เกิดในหลายพื้นที่ทั่วโลกหากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น แล้วรัฐและองค์กรธุรกิจจะรับมืออย่างไร

ทางออกสถานการณ์หลังโควิด 19 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดขององค์กร และเราต่างตระหนักดีว่าการปรับตัวคือคำตอบ แต่ต้องมิใช่ปรับเพื่ออยู่รอดไปวันๆ แต่ต้องเป็นไปเพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืนในระยะยาวในการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เราจำเป็นต้องสร้างฉากทัศน์ในอนาคตเพื่อสร้างภาพความเข้าใจที่มีต่อความท้าทายนั้นๆ ที่ชัดเจน เพื่อยกระดับความสามารถด้านการแข่งขันเชิงรุกฉากทัศน์ที่ว่านี้ต้องประกอบด้วยมิติชีวิตต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุม จิตใจ ปัญญา อารมณ์ และภาวะผู้นำ

มิติด้านจิตใจ เมื่อพูดถึงจิตใจฐานรากคือ “กรอบความคิด” โดยมีมุมมองที่ต้องพิจารณา ดังนี้

ประการแรก เราต้องเข้าใจว่ากรอบความคิดคือปัจจัยฐานรากชีวิตของบุคคล มันเป็นแหล่งที่มาศักยภาพภายในในรูปของแรงบันดาลใจ ทัศนคติ ค่านิยม และความเชื่อ อันจะเป็นตัวสร้างแรงขับเคลื่อนภายในให้แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนว่าบุคคลนั้นมีศักยภาพเพียงใด บุคคลจึงควรตระหนักว่า การพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุกนั้นต้องมิใช่เพียงแค่การปรับแต่งพฤติกรรมอย่างฉาบฉวย แต่มันต้องเป็นการเปลี่ยนที่ฐานรากชีวิต นั่นคือ กรอบความคิด

ประการที่สอง กรอบความคิดเปลี่ยนได้ กรอบความคิดเป็นของตนเอง ดังนั้น การปรับเปลี่ยนใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอในภาวะยากลำบากที่กำลังเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าที่หนักหน่วงนั้น บุคคลต้องเข้าใจว่าตนสามารถพลิกฟื้นคืนสภาพกลับมาได้และต้องเป็นตนเองเท่านั้นที่จะพลิกสถานการ์ณกลับมาได้ ไม่มีใครอื่น หากตนไม่เปลี่ยนแล้ว ใครจะเปลี่ยนเมื่อตนเปลี่ยนได้ ก็สามารถสร้างการนำตนเองได้ หากนำตนเองได้ ก็เล่นเชิงรุกได้

ประการที่สาม ต้องปรับมุมมองที่มีต่อปัญหาเสียใหม่ว่าปัญหาคือธรรมชาติที่ท้าทาย มิใช่ภาระเพราะไม่ว่าเราจะทำอะไร ไม่ว่าเราจะมีความสามารถเพียงใด ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเสมอไป มันย่อมต้องมีช่องว่างเพื่อการปรับปรุงและการเรียนรู้เพื่อการเติบโต อีกทั้งยังมีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาเสมอ การเล่นเชิงรุกจึงเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอาจมีความท้าทายอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีกแล้วสร้างฉากทัศน์เพื่อการเตรียมตัวเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสจากความท้าทายนั้นๆ

มิติด้านปัญญา ในการแก้ปัญหาบุคคลต้องมีปัญญา ฐานรากของปัญญาคือ “มุมมองเชิงระบบ” กล่าวคือ ปัญญาใดๆ ย่อมเกิดจากการเชื่อมโยงขององค์ประกอบยิ่งไปกว่านั้น ในการแก้ปัญหาเชิงรุก บุคคลจำเป็นต้องใช้ระดับปัญญาที่สูงกว่าตอนที่ปัญหานั้นถูกสร้างขึ้นมานั่นหมายความว่า ในการรับมือกับความท้าทายเชิงรุก เราจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาที่เหนือกว่าเดิมและนวัตกรรมทางความคิดดังกล่าวต้องมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างนอกจากนี้ เพราะธรรมชาติของปัญหาต่างๆ นั้นซับซ้อนและทับซ้อนกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้การรับมือกับความท้าทายต่างๆ อย่างยั่งยืนจึงต้องพัฒนาระดับปัญญาที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือการมองภาพเชิงองค์รวมกล่าวคือ ต้องเห็นความจริงว่า ทุกปัญหามันเป็นระบบซ้อนระบบ องค์รวมซ้อนองค์รวมทุกปัญหาเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งในระดับเดียวกันและในระดับที่สูงกว่าและต่ำกว่า

มิติด้านอารมณ์ เมื่อพูดถึงอารมณ์ ฐานรากของอารมณ์คือ “ตัวตน” ตัวตนต้องการคุณค่าและความหมายในการพัฒนาขีดความสามารถเชิงรุก บุคคลต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ ความมั่นคงทางอารมณ์มักแสดงออกมาในรูปของความเชื่อมั่น ความเข้มแข็ง หนักแน่น มีภูมิต้านทาน ไม่หวั่นไหว อดทน ยืนหยัด และรู้ว่าจะโต้ตอบอย่างไรให้เหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ ความมั่นคงทางอารมณ์ดังกล่าวต้องมาจากการเห็นคุณค่าของตนเอง

นอกจากนี้ การพัฒนาเชิงรุกต้องเล่นเป็นทีม ทีมงานจึงต้องมีความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของทีมงานต้องมาจากความเข้าใจกัน ความไว้วางใจ และศรัทธาศรัทธาจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการเปิดใจกว้างรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ โดยให้อีกฝ่ายเป็นศูนย์กลาง เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งนี้ ศรัทธาจะเกิดขึ้นได้บุคคลต้องเห็นคุณค่าในความแตกต่าง ในภาวะนี้เท่านั้น ทีมงานจึงสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่ง สามารถระเบิดศักยภาพทีมงานเชิงรุกออกมาเป็นพลังร่วมอย่างเป็นหนึ่งเดีย

มิติด้านภาวะผู้นำ ในการเล่นเชิงรุก องค์กรต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตน (ในฐานะผู้นำ) ต้องได้รับการยอมรับจากทีมงานหรือผู้ตามและบุคคลจะยอมรับใครว่ามีภาวะผู้นำ ก็ต่อเมื่อตน (ในฐานะผู้ตาม) ต้องได้รับการยอมรับเสียก่อนนั่นคือ ผู้นำจำเป็นต้องเข้าใจและเห็นคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ภาวะนี้เท่านั้นที่ภาวะผู้นำจึงจะเกิดขึ้นได้“เพราะใครก็ตามเห็นและยอมรับว่าฉันมีค่า ฉันก็เห็นและยอมรับว่าเขามีค่าเช่นกัน”

โลกคือภาวะที่ไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน คลุมเครือ นำมาซึ่งความท้าทายในการรับมือกับภาวะดังกล่าว องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถด้านการแข่งขันเชิงรุกและหนึ่งในยุทธศาสตร์ของการยกระดับศักยภาพดังกล่าวคือ การสร้างฉากทัศน์ที่ฉายภาพไปในอนาคตของการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมท่านในฐานะผู้นำ ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปพัฒนาองค์กรให้มีความมั่นคงยั่งยืนในอนาคตได้อย่างไร

7 จุดเครื่องใช้ไฟฟ้าเช็กให้ชัวร์ก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628706

วันที่ 19 ก.ค. 2563 เวลา 07:00 น.7 จุดเครื่องใช้ไฟฟ้าเช็กให้ชัวร์ก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆปลอดภัยรับเปิดเทอม ! PEA แนะ 7 จุดเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนใช้

เปิดรั้วโรงเรียนต้อนรับน้องๆ นักเรียนเข้ามาเรียนในรูปแบบ New Normal เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะสังเกตเห็นว่าในทุกๆ ส่วนของโรงเรียนได้ทำการปรับปรุงและทำความสะอาดอย่างหมดจด มีระยะห่างทางสังคมในทุกส่วน อีกทั้งมีมุมตรวจวัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยสบู่และเจลแอลกอฮอล์ เพื่อสร้างความประทับใจ สร้างสุขภาวะที่ดี และต้อนรับเด็กนักเรียนทุกระดับชั้นอย่างประทับใจและอบอุ่น นั่นเป็นเพราะสำหรับน้องนักเรียนบางคน อาจจะเป็นวันแรกของการเริ่มต้นชีวิตวัยเรียนก็เป็นได้

แต่ทั้งนี้ นอกเหนือจากการทำความสะอาดห้องเรียน ห้องสมุด ชั้นหนังสือต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่คณะคุณครู รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องหมั่นตรวจเช็กเป็นระยะๆ นั่นคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะในบางอุปกรณ์ไฟฟ้าก็มีอายุการใช้งานและต้องดูแลบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของทุกคนที่อยู่ในโรงเรียน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการแชร์ไอเดียการดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในโรงเรียนอย่างง่าย ดังนี้ 

ตู้ทำน้ำเย็น ถือเป็นจุดแรก ๆ ที่เสี่ยงต่อการเป็นอันตรายกับน้อง ๆ นักเรียนได้ หากเกิดไฟรั่วหรือช็อต ระหว่างกดน้ำดื่ม ฉะนั้น จึงต้องหมั่นตรวจเช็คความเสื่อมสภาพของสายไฟ การติดตั้งสายดินที่เหมาะสม ตรวจเช็คไฟรั่วด้วย “ปากกาวัดไฟ” ทุกสัปดาห์ อีกทั้งหมั่นทำความสะอาดตู้ทำน้ำเย็นอยู่เสมอ เพราะเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่สะสมเชื้อโรคและแบคทีเรียจำนวนมาก  

พัดลม เครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลายคนอาจละเลยการทำความสะอาด เนื่องจากพัดลมมักได้รับการติดตั้งบริเวณเพดาน และผนังห้องเรียน โดยเมื่อพัดลมผ่านการใช้งานหนัก ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจจะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นหรือสิ่งสกปรกได้ ดังนั้น เพื่อให้อากาศภายในห้องเรียนเกิดการถ่ายเทและสะอาด จึงควรหมั่นทำความสะอาดใบพัดหรือตะแกรงครอบพัดลมทุกเดือน รวมถึงต้องเช็คพัดลมที่ไม่มีตะแครงครอบให้มีครบทุกตัว เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

ปลั๊กไฟ อีกหนึ่งจุดที่เสี่ยงอันตรายหากมีน้อง ๆ นักเรียนเผลอเอานิ้วไปจิ้มหรือแหย่ ด้วยความอยากรู้อยากลอง หรืออุบัติเหตุ ดังนั้น ในทุก ๆ จุดของปลั๊กไฟควรมีฝาครอบปลั๊ก ขณะเดียวกัน คุณครูควรให้ความรู้เรื่องการถอด-เสียบปลั๊กไฟ ในลักษณะการจับเต้ารับและเต้าเสียบให้มั่นคง ก่อนเสียบเข้าและถอดออกทุกครั้ง เพื่อป้องกันปลั๊ก/สายไฟ ชำรุดหรือฉีกขาด รวมถึงตรวจสอบปลั๊กไฟเดือนละ 1 ครั้ง 

หลอดไฟ ทุกห้องเรียนควรเปลี่ยนหลอดไฟ เป็นหลอดไฟ LED เนื่องจากหลอด LED ให้ค่าความสว่างที่เทียบเท่ากับหลอดไฟชนิดอื่น แต่ใช้กำลังไฟต่ำ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมง ซึ่งช่วยโรงเรียนประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย

ตู้อินเตอร์เน็ต เครื่องมือสำคัญในยุคนี้ ที่เชื่อมต่อห้องเรียนสู่โลกของการเรียนรู้ ในกรณีที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ให้ติดฉนวนกันไฟไว้โดยรอบ และติดตั้งสายดินเพิ่มเติมเพื่อป้องกันไฟรั่ว พร้อมการกั้นอาณาเขตอันตรายไว้

เครื่องเสียง คุณครูควรมีอุปกรณ์ช่วยสอนอย่าง ไมค์และลำโพงไร้สาย เป็นของส่วนตัวแต่ละบุคคล โดยควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้มีความพร้อมก่อนการใช้งาน เพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า

อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ เพราะอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์บางชนิด อาจจะมีกำลังไฟที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไฟกระตุก จึงควรมีเครื่องสำรองไฟ (UPS) ภายในห้องวิทยาศาสตร์ รวมถึงปรับรูปแบบการเสียบสายไฟจากปลั๊กพ่วงเป็นสายตรง

นอกเหนือจากคุณครูที่โรงเรียนแล้ว ผู้ปกครองควรสอนให้เด็กๆ สังเกตอุปกรณ์/เครื่องใช้ไฟฟ้าที่บ้านว่า ลักษณะแบบไหนคือ ชำรุด/เสื่อมสภาพ หรือไม่ควรเข้าใกล้และต้องแจ้งผู้ใหญ่ทันที และเพื่อสร้างความปลอดภัยในการใช้งานสูงสุดกับน้องๆ นักเรียน PEA ได้ลงพื้นที่สำรวจ-ปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในอาคาร สนับสนุนตู้น้ำดื่ม ที่มาพร้อมเครื่องกรองน้ำและเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) แก่โรงเรียนทั่วประเทศจำนวน 60 แห่ง อาทิ โรงเรียนวัดเวฬุวรรณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ฯลฯ รวมถึงได้จัดเจ้าหน้าที่บรรยายให้ความรู้เรื่องการใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยแก่คุณครู และนักเรียนด้วย

เทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/628467

วันที่ 16 ก.ค. 2563 เวลา 07:20 น.เทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19เทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19 มีอะไรบ้างที่คุณควรเตรียมตัวให้พร้อม หากต้องสมัครงานในช่วงเวลาดังกล่าว

ผลกระทบจาก COVID-19 อาจทำให้หลายคนวิตกกับการสมัครงานในช่วงนี้ บริษัทหลายๆ เลือกที่จะไม่รับพนักงานเพิ่ม รวมถึงจำนวนพนักงานที่ต้องถูกออกจากงานจากเหตุการปรับลดค่าใช้จ่ายในองค์กร ภายใต้แรงกดดันนี้ เชื่อว่ายังมีโอกาสอยู่เสมอ jobsDB เผยเทคนิคหางานหลังสถานการณ์ COVID-19 มีอะไรบ้างที่คุณควรเตรียมตัวให้พร้อมหากต้องสมัครงานในช่วงเวลาดังกล่าว 

เสาะแสวงหาบริษัทที่กำลังต้องการคนอยู่

ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตนี้ หลายบริษัทเลือกที่จะหยุดรับคนเพิ่มชั่วคราว แต่ก็มีอีกหลายๆบริษัทที่ยังมีความต้องการรับคนเพิ่มอยู่ ทางที่ดีและง่ายที่สุดคือการเลือกใช้เว็บไซต์ประกาศงานที่น่าเชื่อถือ เพราะคุณจะทราบทันทีหากมีการเปิดรับสมัครตำแหน่งจากบริษัทที่คุณสนใจ

เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งและบริษัทที่เรียกสัมภาษณ์มาให้ครบถ้วน

วิธีการสร้างความน่าเชื่อถือและความประทับใจตั้งแต่ครั้งแต่ที่ได้คุยกัน ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์หรือสัมภาษณ์งานออนไลน์ การเตรียมตัวหาข้อมูลของตำแหน่งและบริษัทที่คุณกำลังจะไปสัมภาษณ์ถือเป็นสิ่งที่ควรกระทำ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความเป็นมืออาชีพในการทำงานของคุณอีกด้วย คุณอาจเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมในการสัมภาษณ์ อาทิ มุมมองของธุรกิจต่อบริษัทที่คุณได้รับการสัมภาษณ์งานด้วย หรือ การนำความรู้และประสบการณ์ที่คุณมีไปต่อยอดกับตำแหน่งงานที่ได้รับการเสนอ

เพิ่มทักษะการใช้โปรแกรมสำหรับประชุมหรือสัมภาษณ์งานออนไลน์ลงในเรซูเม่ของคุณ

หลายองค์กรต้องการผู้สมัครงานที่สามารถปรับตัวให้รับกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้เสมอ การระบุถึงทักษะในการใช้โปรแกรมในการทำงานแบบ work from home หรือ ประชุมงานออนไลน์ ย่อมมีผลทำให้เรซูเม่ในการสมัครงานของคุณโดดเด่นสำหรับนายจ้างขึ้น

โซเชียลมีเดียอีกแหล่งในการได้งาน

อย่ามองข้ามพลังแห่งเครือข่ายออนไลน์ บริษัทที่มีแนวคิดทันสมัย เลือกที่จะเปิดรับสมัครตำแหน่งที่ต้องการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆอยู่เสมอ หากคุณมีความสนใจเกี่ยวกับบริษัทที่ต้องการ การเลือกกดติดตามเพื่อทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ทำให้คุณได้รู้ความเคลื่อนไหวขององค์กรนั้นๆก่อนเสมอ ซึ่งอาจมีการประกาศรับสมัครตำแหน่งงานที่คุณต้องการก็เป็นได้

พัฒนาทักษะสำหรับการทำงานต่างๆ ไว้เสมอ

ทักษะต่างๆมีผลต่อการตัดสินใจรับคุณเข้าทำงานอยู่เสมอ ซึ่ง ณ ปัจจุบันได้มีหลายๆเว็บไซต์เปิดโอกาสให้คุณได้ศึกษาพัฒนาทักษะผ่านคอร์สต่างๆทั้งแบบฟรีและมีค่าใช้จ่าย หลังจากเรียนและสอบจนผ่านแล้ว คุณยังได้รับใบประกาศนียบัตร สามารถนำไปใช้ประกอบเรซูเม่เพื่อสมัครงานเพื่อช่วยสร้างความน่าสนใจให้แก่เรซูเม่ของคุณเพิ่มยิ่งขึ้นด้วย 

ใครที่กำลังมองหางาน หรือกำลังตกงานก็ตาม อย่าเพิ่งท้อใจไป ลองนำเทคนิคดังกล่าวไปปรับใช้ ขอให้คุณโชคดีกับงานใหม่

.

ขอบคุณ jobsDB