‘ผู้นำที่ดี’ ควรมี Mindsets อย่างไรบ้าง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617022

วันที่ 08 มี.ค. 2563 เวลา 13:40 น.

'ผู้นำที่ดี' ควรมี Mindsets อย่างไรบ้าง?

4 Mindsets เรื่องสำคัญที่ผู้นำควรมี ดั่งที่เราเห็น Satya Nadella ของ Microsoft หรือ Tim Cook ของ Apple สร้างความเปลี่ยนแปลงจนผลลัพธ์ของบริษัทออกมาดีอย่างน่าทึ่ง

ข้อมูลจาก BrandonHall Group ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ ได้ทำการสำรวจองค์กรในสหรัฐ พบว่า 75% ในการพัฒนาผู้นำองค์กรต่างใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากไปติดในเรื่องของ Mindsets ของผู้นำองค์กรหรือแม้แต่เจ้าของกิจการทั้งนั้น

แล้วผู้นำที่ดีควรจะมี Mindsets อย่างไรบ้าง?

Growth Mindsets

ผู้นำองค์กรที่ดีมักจะเชื่อในพลังของคนเสมอๆ รวมไปถึงพลังในตัวเองว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม ความเชื่อ ความฉลาด ฯลฯ สามารถที่จะพัฒนาหรือต่อยอด หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ และพร้อมที่จะรับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะที่ Mindsets ที่แย่ (Fixed Mindsets) นั้นไม่เชื่อว่าคนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวนี้ได้

Learning Mindsets

ผู้นำที่ดีมักจะเชื่อในเรื่องของการเรียนรู้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีการกระตุ้นให้เพิ่มความสามารถ และการเรียนรู้สิ่งใหม่ให้กับคนรอบตัว ซึ่งจะส่งผลไปถึงผู้ที่ร่วมงานกับผู้นำเหล่านี้ ที่จะเปิดใจในการรับรู้ไปด้วยกัน รวมไปถึงพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กับผู้ร่วมงานหรือลูกน้องด้วยเสมอๆ โดยที่ไม่ได้จำกัดว่าใครต้องใหญ่กว่าใคร เพียงแค่เห็นว่า สิ่งนั้นเหมาะสมหรือดีกว่าที่ตัวเองทำ เขาก็พร้อมที่จะปรับตัวได้ทันที

Deliberative Mindsets

ผู้นำที่มีความคิดไตร่ตรอง มีความรู้สึกเปิดกว้างต่อข้อมูลทุกประเภท เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาคิดและทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงกันข้ามกับผู้นำที่เป็นประเภทเน้นการปฏิบัติ (ซึ่งไม่ค่อยไตร่ตรอง) อาจปิดกั้นความคิดใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ รวมไปถึงความแตกต่าง เนื่องจากคนที่ไตร่ตรองนั้นมักจะเป็นคนที่พร้อมรับอะไรใหม่ๆ เสมอๆ รวมไปถึงอคติที่น้อยกว่า

Promote Mindsets

ท้ายที่สุดสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องคือ ผู้นำที่ดี มักที่จะผลักดันให้คนรอบตัว หรือแม้แต่ลูกน้องให้ไปแบบ “สุดทาง” โดยผู้นำที่มีความคิดแบบนี้มักจะมีแผนที่จะพาองค์กรหรือแม้แต่ตัวเองไปถึงจุดนั้นให้ได้โดยมีการไตร่ตรองไว้แล้ว ไม่เพียงแค่นั้น ผู้นำเหล่านี้มักที่จะเปิดกว้างในกลยุทธ์ที่หลากหลายมากกว่าผู้นำที่ไม่ชอบเน้นการผลักดัน แต่มักจะมองอยู่กับที่ ในระยะยาวแล้ว ผู้นำที่มองอยู่กับที่มีโอกาสและความเสี่ยงที่มากกว่าด้วยซ้ำ และผู้นำประเภทมองอยู่กับที่ มักจะไม่เปิดรับโอกาสใหม่ๆ

หากผู้ประกอบการหรือผู้นำขององค์กร ที่ต้องการจะเปลี่ยนองค์กร อาจเริ่มที่จุดเล็กๆ ของ Mindsets เพื่อที่จะสามารถส่งต่อแนวคิดให้กับผู้ร่วมงานหรือลูกน้อง โดยเฉพาะ 4 เรื่องสำคัญนี้ ซึ่งอาจทำให้องค์กรพบกับสิ่งใหม่ๆ ในด้านที่ดีกว่าเดิมได้

รันเวย์กลางกรุงอัปเดตเทรนด์แฟชั่นจากแบรนด์ยอดฮิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/617014

วันที่ 08 มี.ค. 2563 เวลา 12:10 น.

รันเวย์กลางกรุงอัปเดตเทรนด์แฟชั่นจากแบรนด์ยอดฮิต

เปิดรันเวย์กลางกรุง ยกทัพดาราอัปเดตเทรนด์แฟชั่นเอาใจสาวนักช้อป Lazada Women’s Festival ตอบทุกสไตล์ที่เป็นคุณ

เอาใจสาวนักช้อปอีกแล้ว สำหรับ ลาซาด้า ที่ล่าสุดจัดงาน “Lazada Women’s Festival ตอบทุกสไตล์ที่เป็นคุณ” เปิดรันเวย์กลางกรุงยกขบวนดารา นักแสดงชื่อดังอัปเดตเทรนด์แฟชั่นจากแบรนด์ยอดฮิต นำขบวนโดยคู้จิ้นแห่งปี ริชชี่–อรเณศ ดีคาบาเลส และก็อต-อิทธิพัทธ์ ร่วมด้วยสาวผู้โชคดีที่กำลังจะสละโสดคนล่าสุดอย่าง ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ และอีกมากมาย พร้อมเรียลไทม์ผ่านแอปฯ แบบทันใจให้สาวๆ ได้เลือกชุดที่ใช่ลงรถเข็นจากการไลฟ์สตรีมแฟชั่นโชว์

นางสาวภารดี สินธวณรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “จากความสำเร็จของ Women’s Festival ปีที่ผ่านมา ลาซาด้าได้สานต่อแคมเปญเพื่อสาวนักช้อปเป็นปีที่สองกับ “Lazada Women’s Festival ตอบทุกสไตล์ที่เป็นคุณ” โดยให้ความสำคัญกับทุกความชอบ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้หญิง ขนขบวนสินค้าไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ความงาม และอีกมากมายมาให้สาวๆ เลือกช้อปปิ้งกันอย่างจุใจผ่านแอปพลิเคชันลาซาด้า ตลอด 3 วันเต็ม

ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดเวทีแฟชั่นโชว์กลางกรุงพรีเซ้นท์ 4 แบรนด์ดังในแพลตฟอร์ม ได้แก่ Salisa, KEEPS, Sabina และ McJeans นำทีมโดยสองคู่จิ้นที่ฮอตที่สุดตอนนี้ ก็อต-อิทธิพัทธ์ ฐานิตย์ และ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส ร่วมด้วยสาวที่หลายคนอิจฉาที่สุดตอนนี้อย่าง ก้อย-รัชวิน วงศ์วิริยะ ที่พักท่าแพลงก์มาเดินฟูลเทิร์นชั่วคราว

นอกจากนี้ แฟนคลับยังจะได้กรี๊ดสนั่นไปกับนักแสดงวัยรุ่นสุดฮอตแห่งยุค ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต, แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์, คริส-พีรวัส แสงโพธิรัตน์, สิงโต-ปราชญา เรืองโรจน์, กัน-อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์, มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์, กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และยังมีหนุ่มๆ จากรายการ Conversation Thailand มาร์ค, เต้, เซฟ รวมถึงแก๊งหนุ่มสาวจาก The FACE Thailand และ The FACE MEN อาทิ โซ่-นัทธ์หฤทัย อัครกิจวัฒนากุล, ชมพู- ชุติมณฑน์ ประสานวรรณ, ทับทิม-ภรัณยา ลาภอุดมสกุล, จุ๊กกู้-สลิตา กลิ่นจันทร์, ดารัณ-เศรษฐิณิช ชนวราสุทธิศิริ, แมน-ธฤษณุ สรนันท์, เติร์ท-ธนาภพ อยู่วิจิตร, พีเค-พัสกร วรรณศิริกุล, ฟ้า-ภีมสินี สว่างกล้า และ ปริม-กรวรรณ หลอดสันเทียะ พร้อมชมโชว์พิเศษจาก จีน-กษิดิศ สำเนียง, กวินท์ ดูวาล และปุ้มปุ้ย พรรณทิพา

และห้ามพลาดกับกิจกรรมช้อปสนุก “See-Now-Buy-Now แฟชั่นโชว์” เลือกชุดที่ถูกใจจากการไลฟ์สตรีมได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันลาซาด้า ช้อปเลย https://bit.ly/2wjZ6IG

4 สาว 4 สไตล์ ถกประเด็นความเท่าเทียม พร้อมถอดรหัสความสำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616819

วันที่ 05 มี.ค. 2563 เวลา 18:15 น.

4 สาว 4 สไตล์ ถกประเด็นความเท่าเทียม พร้อมถอดรหัสความสำเร็จ

ตัวแทนผู้หญิงไทย 4 สาว 4 สไตล์ สตรีผู้มากความสามารถในแต่ละวงการ บอกเล่าประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจ เปิดประตูสู่โอกาส พร้อมกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความเท่าเทียม เนื่องในวันสตรีสากล

เนื่องในวันสตรีสากล (International Women’s day) วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ผู้นำอีคอมเมิร์ซแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ลาซาด้า” ร่วมแสดงจุดยืนการส่งเสริมความเท่าเทียมกันของทุกเพศสภาพ เปิดเวทีถกประเด็นพร้อมถอดรหัสความสำเร็จ โดยมี 4 สาว 4 สไตล์มาร่วมแชร์ข้อมูล ในงาน Lazada-Enabling Equality For All เพราะทุกเพศต่างมีคุณค่าในตัวเอง และสามารถก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จได้อย่างเท่าเทียมกัน

ภารดี สินธวณรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เมื่อก่อนจะเรามองว่ามีเพียงเพศชายที่จะประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจ แต่ปัจจุบันทุกเพศสามารถเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จได้ ในประเทศไทยกว่า 60% ที่ผู้หญิงเป็นเจ้าของธุรกิจ และยังติด Top 20 ของประเทศที่ส่งเสริมผู้ประกอบการหญิงในปีที่ผ่านมา ลาซาด้า ในฐานะที่เป็น Enabling eCommerce Platform อันดับหนึ่งในไทย เปิดโอกาสให้ทุกเพศเข้ามาเป็นผู้ประกอบการในแพลตฟอร์ม เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้หญิงและความเท่าเทียมในสังคม เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2563 จึงได้เปิดเวที “Lazada – Enabling Equality For All” เชิญ 4 สาว ตัวแทน 4 สไตล์ มากความสามารถที่ประสบความสำเร็จในแต่ละวงการ มาร่วมพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจที่เชื่อว่าทุกคนสามารถค้นพบประตูแห่งโอกาส และกระตุ้นให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเหล่าผู้หญิงที่มีศักยภาพเท่าเทียมกันทุกเพศ”

เจนนี่ ชาน ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์คีลส์ประจำประเทศไทย ตัวแทนสายบิวตี้ #EnablingBeauty เผยถึงความสวยงามที่ไม่ได้จำกัดแค่เพศหญิงว่า

“ทุกคนไม่ว่าเพศใดก็มีความสวยงามในแบบฉบับของตัวเองได้ เริ่มจากการที่มองเห็นคุณค่า รักและดูแลตัวเองก่อน ดังเช่นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เห็นได้จากที่ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมารองรับสำหรับทุกเพศ เป็นตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะเห็นคุณผู้ชาย หรือเพศทางเลือก เดินเลือกซื้อสินค้าด้านความงาม ถือเป็นการเปิดโอกาส และช่วยลดข้อจำกัดเรื่องเพศ แสดงให้ทุกคนเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม”

ธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ ตัวแทนสายสมาร์ท #EnablingSmart ร่วมแชร์เคล็ดลับการบริหารงานในสไตล์ผู้หญิงว่า

“ที่ผ่านมาถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในชีวิตที่ได้มีโอกาสทำงานด้านบริหาร แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือการที่ได้มีโอกาสสร้างองค์กรที่กล้าคิดกล้านำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ให้ดียิ่งขึ้นไป เชื่อว่าทุกคนสามารถทำงานบริหารแบบเราได้ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงผู้ชายหรือแม้แต่เพศทางเลือกเพราะยุคนี้หลายองค์กรเริ่มเปิดกว้างเรื่องความเท่าเทียมในทุกเพศ หากใครที่มีโอกาสทำงานบริหารแนะนำว่าควรต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ใหม่เสมอและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพราะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปเสมอดังนั้นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ อย่าหยุดเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นเพศใดต้องแอคทีฟตัวเองให้ทันโลกอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะในยุคดิจิทัลเราต้องเรียนรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีมาพัฒนางานของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไปได้อย่างไร”

ด้าน มิลิน ยุวจรัสกุล ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ และผู้ก่อตั้งแบรนด์มิลิน ตัวแทนสายแฟชั่น #EnablingStylish เล่าว่า

“ทุกคนสามารถเข้าถึงความเป็นแฟชั่นได้หมด เพราะแฟชั่นไม่มีกฎหรือข้อจำกัดที่ตายตัว แม้กระทั่งตอนออกแบบเสื้อผ้าที่ต้องกำหนดรูปแบบและดีไซน์ สไตล์ลิสต์ไม่เคยกำหนดคนใส่ว่าต้องเป็นแบบไหน ดังนั้นไม่ว่าจะเพศใดก็สามารถเข้าถึงแฟชั่นได้ เพียงแค่ต้องลบกรอบข้อจำกัดเดิมๆ ออกไป หรือกล้าที่ฉีกกฎแล้วสนุกกับมัน ทั้งนักออกแบบและคนแต่งตัว อาจจะได้เจอโลกของแฟชั่นในแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม ที่สำคัญคือการทำธุรกิจแฟชั่นเหมือนต้องแข่งกับเวลา ไม่ว่าจะเป็นต้องรีบออกแบบเสื้อผ้าใหม่ให้ทันกับซีซันที่กำลังจะมาถึง ควบคู่กับการต้องดูแลทีมให้สนุกไปกับงาน เพราะหากเราทำงานไปพร้อมความเครียด เสื้อผ้าที่ออกแบบจะดูเครียดตามไปด้วย”

ปิดท้ายที่นักแสดงสาวสวย เกรซ-กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า เจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ตัวแทนสายตรอง #EnablingStrong เล่าว่า

“ด้วยความที่เป็นคนชอบดูแลตัวเอง รักการออกกำลังกาย เลยเอาแพสชั่นตรงนั้นมาต่อยอดทำธุรกิจ และอยากส่งต่อสิ่งดีๆ ให้คนอื่นได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดี จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งอาชีพนักร้อง นักแสดง และทำธุรกิจส่วนตัว มองว่าทุกคนมีคุณค่าและมีความเข้มแข็งในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเพศอะไรก็สามารถทำงานนั้นๆ ให้ออกมาดีได้ อย่าไปตีความสามารถคนอื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก หรือตีความสามารถเขาจากเพศ เพราะไม่ว่าจะเพศใดก็สามารถทำงานที่ตัวเองรักและประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน และแน่นอนว่าการทำธุรกิจช่องทางออนไลน์นั้นต้องเลือกแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ ลาซาด้า ได้เปิดโอกาสให้มีประสบการณ์ที่เติบโตขึ้นในอีกรูปแบบ และเป็นเรื่องสนุกในชีวิตที่ต่างไปจากเดิม”

ช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616642

วันที่ 04 มี.ค. 2563 เวลา 09:10 น.

ช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนงาน

เอาใจคนอยากเปลี่ยนงาน มาดูกันว่าเดือนไหนจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนงาน ย้ายงาน และเดือนไหนที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะสุ่มเสี่ยงตกงานยาว

มกราคม กุมภาพันธ์

เดือนมกราคม หลังจากหยุดยาวในช่วงปีใหม่มา การเริ่มงานต่างๆ จะเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยเฉพาะการเลือกคัดสรรพนักงานจะรวดเร็วเป็นอย่างมาก จะมีจำนวนการนัดสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์และสัมภาษณ์งานเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แถมด้วยเป็นช่วงเวลาที่ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจอยู่ในออฟฟิศกันเป็นส่วนมาก ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจหากหลายๆ คนในช่วงนี้ทราบผลการสัมภาษณ์งานกันอย่างรวดเร็วกว่าช่วงอื่นๆ

อย่าลืมติดตามผลหลังจากผ่านการสัมภาษณ์งาน เนื่องด้วยมีฝ่ายบุคคลโดยเฉพาะในระดับหัวหน้ามีแนวโน้มที่จะวุ่นๆ ในช่วงนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากการจ้างงานด้วย ดังนั้น หากคุณยังไม่ได้รับการติดต่อหลังจากผ่านไปสัมภาษณ์ไปประมาณ 1 สัปดาห์ คุณควรติดต่อเพื่อติดตามผลต่อ

นอกจากนี้ ยังมีอีกสองเหตุผลที่ทำให้สองเดือนนี้โดดเด่นกว่าเดือนอื่นๆ บริษัทส่วนมากจะได้รับงบประมาณการสรรหาพนักงานในช่วงเดือนมกราคม และกิจกรรมการสรรหาพนักงานที่เคยล่าช้าไปเมื่อปลายปีช่วงเดือน พฤศจิกายน และธันวาคม จะเริ่มดำเนินการต่อได้

เรื่องของโบนัสที่มักจะจ่ายในช่วงเดือนธันวาคม ดังนั้น พนักงานหลายๆ คนเลือกที่จะรอจนพ้นเดือนมกราคมถึงเลือกเปลี่ยนงาน เรียกว่ารับโบนัสแล้วก็เปลี่ยนงานต่อทันที

มีนาคม เมษายน พฤษภาคม

สามเดือนนี้ก็ยังถือเป็นเดือนที่ดีในการสมัครงาน ด้วยหลายๆ เหตุผลเช่นกัน เนื่องจากความนิยมในการจ้างพนักงานในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์มักต่อเนื่องยาวจนไปถึงเดือนเมษายน ดังนั้น สามเดือนต่อมายังถือเป็นช่วงเวลาในการหางานและสัมภาษณ์เพื่อให้ได้งานใหม่ แต่คุณต้องไม่ลืมว่า ยิ่งมีการสมัครงานมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีการแข่งขันสูงระหว่างผู้หางานด้วยเช่นกัน อย่าลืมเตรียมตัวในการสัมภาษณ์งานไว้ด้วย

ยิ่งใกล้ช่วงเดือนเมษายน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องเร่งกระบวนการสัมภาษณ์งานจนได้พนักงานใหม่ให้เร็วยิ่งกว่าเดิม เพราะหลายๆคนเลือกที่จะลาพักร้อนในช่วงนี้ทำให้เกิดความยากที่จะทำให้จบกระบวนการสรรหาคนกว่าเดิม ฝ่ายบุคคลเลยมักต้องเร่งขั้นตอนให้เร็วกว่าเดิม ผลดีคือการสมัครงานหรือสัมภาษณ์งานในช่วงนี้มักใช้เวลาไม่นานก็จะรู้ผลเร็วกว่าปกติ

มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม

ต้องบอกว่าอาจเหนื่อยหน่อยในช่วงสามเดือนนี้ เพราะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสมัครงาน เหล่าผู้จัดการหรือหัวหน้ายังคงใช้วันหยุดพักร้อนต่อเนื่อง และทำให้เกิดการสัมภาษณ์หรือตัดสินใจพิจารณาเลือกผู้สมัครงานยากยิ่งกว่าเดิม บริษัทต่างๆ มักหาพนักงานมาเติมเต็มในช่วงต้นปีไปแล้ว จึงเปิดรับตำแหน่งน้อยลงกว่าเดิมในช่วงเดือนถัดไป ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีตำแหน่งงานว่างเหมือนเคย เพียงแต่คุณต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง คุณอาจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเนื่องจากมีการสมัครงานในช่วงนี้น้อย ใบสมัครงานของคุณจะโดดเด่นในตำแหน่งที่สมัครงานยิ่งกว่าเดิมในช่วงนี้ทันที

การให้เวลากับผู้สัมภาษณ์งานและใจเย็นในการรอการตัดสินใจจากบริษัทเป็นสิ่งที่คุณควรมีในช่วงเวลานี้ ยังเหลือช่วงเวลาอีกสามเดือนสุดท้ายของปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีในการสมัครงานเช่นกัน

กันยายน ตุลาคม

อีกสองเดือนที่ยังเป็นหนึ่งในช่วงเวลาทีดีในการสมัครงาน เช่นเดียวกันกับเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ เหตุผลคือเมื่อหมดช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป การสรรหาคนจะเป็นไปด้วยความรวดเร็วอีกครั้งจากการที่เหล่าผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจจ้างงานกลับจากการลาหยุดพักร้อน การนัดสัมภาษณ์งานจำนวนหลายคิวรวมถึงการลดขั้นตอนในการทำงานและรอ ช่วยให้กระบวนการสรรหาคนลื่นไหลและจบได้เร็วยิ่งขึ้น

ในสองเดือนนี้จริงๆ แล้วเหมือนการวัดดวงกับธุรกิจที่คุณเลือกสมัครงาน ถ้าเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่สุดของปีในการสมัครงานแล้ว กันยายนและตุลาคมก็ถือเป็นอีกสองเดือนที่ดีเช่นเดียวกัน

พฤศจิกายน ธันวาคม

ลองวัดดวงบนความไม่แน่นอน ข่าวร้ายคือในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนั้นจะมีเวลาการดำเนินการในเรื่องการสัมภาษณ์งานและตัดสินใจจากผู้บริหารช้ายิ่งกว่าเดิม โดยส่วนมากผู้จัดการฝ่ายและแผนกบุคคลจะหยุดการสรรหาพนักงานใหม่โดยโยกไปเริ่มใหม่ปีหน้า รวมถึงเรื่องงบประมาณที่จะได้ในปีหน้าและหลายๆ คนเริ่มลาหยุดยาวรับปีใหม่กันเรียบร้อย

หากคุณคาดหวังการเรียกสัมภาษณ์งานในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ คุณควรต้องทำใจเรื่องการพิจารณาใบสมัครงานของคุณ เพราะ HR อาจเริ่มพิจารณาในช่วงปีถัดไป แล้วเชื่อหรือไม่ว่าช่วงปลายเดือนธันวาคม มักจะกลายเป็นอีกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสมัครงาน เทคนิคคือการส่งใบสมัครงานในช่วงปลายเดือนธันวาคม เพื่อที่เมื่อเปิดงานต้นปีมา ใบสมัครงานของคุณจะอยู่ลำดับแรกๆในการคัดกรองใบสมัครงานของ HR หากคุณสามารถรอได้ ลองส่งใบสมัครงานช่วงปลายเดือนธันวาคม หากคุณผ่านการคัดเลือก คุณอาจได้เริ่มงานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม

ภาพ : Freepik

4 เคล็ดลับความงามก่อนแต่งงานชายทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616550

วันที่ 03 มี.ค. 2563 เวลา 11:40 น.

4 เคล็ดลับความงามก่อนแต่งงานชายทะเล

ไอเดียสละโสดหน้าร้อน รับลมเย็นๆ ริมชายทราย พร้อม 4 เคล็ดลับง่ายๆ ที่สาวๆ สามารถดูแลตัวเองได้ก่อนวันงาน

วาเลนไทน์ที่ผ่านมาหลายคู่อาจมีข่าวดีเตรียมสละโสดพร้อมเข้าสู่โหมดการแต่งงาน ซึ่งธีมกลางปีที่เป็นที่นิยมคงหนีไม่พ้นการเดินเฉิดฉายบนเนินทรายชายทะเล แต่ก่อนที่จะจัดงานแต่งงานแบบรักธรรมชาติรับลมเย็นๆ สาวๆ ต้องเป็นคนที่รู้จักเตรียมตัวเพื่อให้ความสวยไม่มีสะดุด ซึ่งวันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ที่สาวๆ สามารถดูแลตัวเองได้ก่อนวันงานมาฝาก

หมั่นทา SPF ไม่ว่าจะเป็นสาวๆที่ทำงานออฟฟิศหรืองานกลางแจ้ง ก็ควรต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30+ กันทั้งนั้น ยิ่งถ้าต้องทำงานกลางแจ้งก็ต้องใช้ SPF50+ การหมั่นทาครีมกันแดดที่มี SPF อยู่สม่ำเสมอนอกจากช่วยป้องกันรังสียูวีตัวการที่ทำให้เกิดฝ้ากระและริ้วรอยแล้ว ยังช่วยเพิ่มเติมความแข็งแรงให้ผิวและช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้ด้วย

ทำสปา สำหรับสาวๆหลายคนที่เตรียมงานแต่งจนเครียดและไม่มีเวลาดูแลตัวเอง จนรู้สึกว่าผิวเริ่มหมองคล้ำ จะใส่ชุดแต่งงานสีขาวหรือสีอ่อนตามธีมที่จัดริมทะเลได้สวยยังไงกัน เราขอแนะนำให้เข้าสปา อย่างสปาที่ช่วยดูแลผิวหน้าให้ดูกระจ่างใสในคอร์สที่ชื่อว่า Golden Revitalizer Signature Facial เป็นการบำบัดด้วยมาส์กจากทองคำ 24K ที่ อินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท

สวมหมวกและแว่นกันแดด ตัวช่วยในการปกป้องผิวจากแสงแดดที่สาวๆ ห้ามลืมพกพาคือหมวกและแว่นกันแดด แม้วันงานคุณจะไม่พกสิ่งเหล่านี้เพราะต้องถ่ายรูปกับครอบครัวและเพื่อนในชุดเจ้าสาวตลอดงาน แต่ในช่วงเวลาเตรียมตัวและเตรียมงาน เราขอแนะเลยว่าห้ามลืมเด็ดขาด

ดื่มน้ำเยอะๆ การเตรียมงานและงานริมทะเลที่มีแสงแดดจัดๆ ทำให้ถ่ายรูปสวยก็จริง แต่ถ้าผิวของคุณแห้งกร้านเพราะดื่มน้ำน้อยเกินไป ก็ทำให้ปากและผิวดูแห้งจนแต่งหน้าไม่ขึ้น ใบหน้าดูไม่สดใส ดังนั้น หมั่นพกน้ำติดตัวตลอดเวลาโดยเฉพาะตอนที่คุณอยู่ริมทะเลนะคะ

สำหรับใครที่สนใจธีมงานแต่งงานริมทะเล สามารถไปร่วมงาน Sabuy Wedding Festival 2020 เพื่อหาไอเดียงานแต่งงานพร้อมขอคำปรึกษาต่างๆ จากทีมจัดงานเวดดิ้งมือโปรของอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ได้ในวันที่ 14-15 มีนาคมนี้ ณ Royal Paragon Hall สยามพารากอน หรือเข้าไปที่ www.huahin.intercontinental.com

5 เทคนิคพรีเซนต์ให้น่าสนใจ พลิกชีวิตสู่การทำงานในระดับโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616434

วันที่ 02 มี.ค. 2563 เวลา 11:11 น.

5 เทคนิคพรีเซนต์ให้น่าสนใจ พลิกชีวิตสู่การทำงานในระดับโลก

เปิดสกิลดีกรีผู้ชนะเฟมแล็บ ไทยแลนด์ นักวิจัยรุ่นใหม่ที่พลิกชีวิตสู่การทำงานใหม่ระดับโลก กับเทคนิค 5 ข้อในการพรีเซนต์ผลงานวิจัยภายใน 3 นาที ให้สนุก น่าสนใจ เข้าใจง่าย เป็นประโยชน์สำหรับคนที่อยากเพิ่มทักษะด้านการพูดนำเสนอและการสื่อสาร

การพูดที่มีศิลปะสร้างมูลค่ามากมายให้กับผลงานได้พอๆ กับผลิตภัณฑ์ ดังเช่นนักธุรกิจชื่อดังระดับโลก อย่างอีลอน มัสก์ หรือแจ็ค หม่า ที่หลายคนรอคอยการแสดงวิสัยทัศน์ หรือการพูดนำเสนอผลงานเด็ดๆ ของพวกเขาในทุกปี นอกจากความอัจฉริยะในโลกธุรกิจแล้ว พวกเขายังมีพรสวรรค์ในด้านการพูด การนำเสนอ ซึ่งความสามารถดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์แต่เพียงคนในวงการธุรกิจเท่านั้น แต่วงการวิทยาศาสตร์ที่หลายคนคิดว่านักวิทยาศาสตร์ต้องอ่านตำรา หรือพัฒนาผลงานวิจัยอยู่ในห้องแล็บ ก็ต้องการนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถในการพูด การนำเสนอ และการสื่อสารไม่ต่างจากนักธุรกิจระดับโลกดังที่กล่าวมา

จัสท์-ณภัทร ตัณฑิกุล นักวิจัยด้านสเต็มเซลล์ ผู้ชนะการประกวดโครงการเฟมแล็บ ไทยแลนด์ 2019 ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีสุดล้ำในหัวข้อ “ผลิตเนื้อสัตว์ในห้องแล็บ อาหารแห่งอนาคต” (Meat the Future) แชร์เรื่องราวและโอกาสที่ได้รับมากมายหลังจากเป็นผู้ชนะเฟมแล็บ ไทยแลนด์ รวมถึงเคล็ดลับการพรีเซนต์เรื่องราววิทยาศาสตร์ภายใน 3 นาทีอย่างไร ให้พิชิตใจกรรมการ

จัสท์เข้าร่วมการแข่งขันในโครงการเฟมแล็บ ไทยแลนด์ เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้เข้ารอบไปถึง 10 คนสุดท้าย การกลับมาอีกครั้งถือว่าเป็นการเตรียมตัวที่มากขึ้น และตั้งเป้าหมายสูงสุดที่จะคว้าชัยชนะมาให้ได้ ทั้งการเลือกหัวข้อที่ตัวเองมีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง การทำความเข้าใจเรื่องที่จะพูด และการฝึกซ้อม จนทำให้ได้รับชัยชนะในการแข่งขันประจำปี 2019 และได้มีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันในเวทีเฟมแล็บระดับโลก ซึ่งในระหว่างการแข่งขันทั้งที่ไทย และที่สหราชอาณาจักร ตนได้พบกับเพื่อนผู้เข้าแข่งขัน และผู้เชี่ยวชาญในวงการวิทยาศาสตร์มากมาย ที่มีอุดมการณ์การผลักดันผลงานวิจัย และมีความสามารถในการนำเสนอผลงานได้อย่างโดดเด่น อีกทั้งได้เรียนรู้วิธีการบอกเล่าเรื่องราววิทยาศาสตร์ให้น่าสนใจจากคนเก่งๆ เหล่านั้น นอกจากนี้ ตนยังได้รับโอกาสมากมายที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็น การได้ร่วมงานกับบริษัทที่ใฝ่ฝันในสหรัฐอเมริกา ‘เมมฟิส มีท’ (Memphis Meats) บริษัทที่ทำงานด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์จากเซลล์ (Cell-based meat) เพื่อการบริโภคอย่างยั่งยืน ตลอดจนได้รับเกียรติให้ไปบรรยายในองค์กรรัฐ และเอกชน อาทิ พิธีกรงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดโดย อพวช. และได้รับเกียรติเป็นวิทยากรร่วมแชร์องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจ จัดโดยบริษัทยูโอบี เคเฮียน ประเทศไทย เป็นต้น

จากนั้นจัสท์ได้เล่าถึงชีวิตการทำงานที่สหรัฐอเมริกาว่า รู้สึกดีใจที่ได้ร่วมงานกับบริษัทเมมฟิส มีท (Memphis Meats) ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกาที่ทำงานด้านการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์จากเซลล์ เมมฟิส มีท เป็นบริษัทแรกของโลกที่สามารถผลิตมีทบอล เนื้อไก่ และเนื้อเป็ดจากเซลล์ได้ นอกจากนี้ เมมฟิส มีท ยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกทีมงานนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยจากหลายประเทศมาร่วมงาน โดยบริษัทจะคัดเลือกผู้ที่มีความเก่งและโดดเด่นในแต่ละด้านที่แตกต่างกัน มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการแบ่งปันองค์ความรู้ และร่วมกันพัฒนาผลงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานเก่งๆ จากหลากหลายชาติ ทำให้ค้นพบว่านักวิทยาศาสตร์ที่เก่ง และมีอนาคตไกล ต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อต่อไปนี้

  1. กล้าที่จะสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ (creator/ innovator)
  2. รักการสื่อสาร และทำงานเป็นทีม นำเสนอผลงาน หรือไอเดียให้กับทีมงานสู่สาธารณะได้อย่างโดดเด่น (collaborator/ presenter)
  3. กล้าลงมือทำ (maker)
  4. รักและหลงใหลในงานที่ทำ มุ่งมั่น อดทน ตั้งใจ ไม่ล้มเลิกง่ายๆ (passion/ grit/ commitment) คุณสมบัติทั้ง

ทั้ง4 ข้อนี้จะทำให้ผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง ไม่ใช่งานวิจัยที่อยู่แค่ในห้องแล็บ

สำหรับเทคนิค 5 ข้อในการพรีเซนต์ผลงานวิจัย หรือเรื่องราววิทยาศาสตร์ภายใน 3 นาที อย่างไรให้สนุก น่าสนใจ เข้าใจง่าย เนื้อหาถูกต้องชัดเจน (Content) วางโครงเรื่องให้ง่ายต่อการเข้าใจ (Clarity) และนำเสนอได้มีเสน่ห์ น่าสนใจ (Charisma) ได้แก่

1. เลือกหัวข้อที่เราอิน และเข้าใจอย่างแท้จริง

หัวข้องานวิจัยที่เราลงมือทำเอง ใช้เวลากับมันมานาน ทำให้เรามีความมั่นใจในการถ่ายทอดเรื่องราวมากกว่าการนำเรื่องของคนอื่น หรือเรื่องที่กำลังอินเทรนด์ที่ไปอ่านมานำเสนอ อีกทั้งเป็นโอกาสที่จะได้บอกให้โลกรู้ว่าเราชอบเรื่องอะไร และกำลังพัฒนาผลงานอะไรอยู่

2. ตีจุด pain point ชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ

การเล่าถึงปัญหาที่มีอยู่ให้เข้าถึงใจผู้ฟัง นำเสนอให้ผู้ฟังตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาแก้ปัญหานั้น ๆ และต้องแก้ปัญหาในทันที จากนั้นจัดลำดับเรื่องราวให้ผู้ฟังเห็นว่า ผลงานของเราหรือเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร จะช่วยสร้างความรู้สึกร่วมของผู้ฟังที่มีต่อผลงานเราได้ และทำให้การนำเสนอของเราดูน่าสนใจยิ่งขึ้น

3. สคริปต์ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

การวางโครงเรื่องโดยการเขียนสคริปต์สำคัญมากในการเรียบเรียงเรื่องราววิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน น่าเบื่อ ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นและสนุกขึ้น สำคัญที่จะวางสคริปต์อย่างไรให้คนฟังกลับบ้านไปเข้าใจเรื่องของเราได้โดยไม่มีคำถามคาใจ แนะนำให้เลือกใช้คำที่ง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคต่าง ๆ เรียบเรียงเป็นประโยคง่าย ๆ และนำเสนอเพียงแค่ 1-2 ประเด็นหลัก เลือกไฮไลท์ข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอ ออกแบบการขึ้นต้นเรื่อง กลางเรื่อง และปิดท้ายเรื่องอย่างประทับใจและน่าจดจำ เมื่อได้สคริปต์แล้ว ฝึกซ้อมโดยแบ่งจังหวะการพูด การใช้น้ำเสียงหนักเบาให้เหมาะสม

4. สร้างภาพจำ

การสร้างภาพจำ จะช่วยให้ผู้ฟังจดจำเรื่องราวที่เรานำเสนอได้ดียิ่งขึ้น ได้สอดแทรกความเป็นตัวเองในระหว่างการนำเสนอ จะช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับการนำเสนออีกด้วย เช่น การดัดเสียง เลียนเสียง การแต่งกายที่มีเอกลักษณ์ การใช้อุปกรณ์ประกอบที่ช่วยจำ ก็อาจจะนำสิ่งที่ตัวเองชอบมาสร้างกิมมิคในการนำเสนอได้ สำหรับเทคนิคการเป็นตัวของตัวเองของจัสท์ คือการสร้างคาแรคเตอร์การนำเสนอที่สอดคล้องกับผลงาน เช่นตอนที่เธอไปแข่งขันเฟมแล็บที่อังกฤษ เธอเลือกแต่งตัวเป็นเฮอร์ไมโอนี และสร้างธีมการนำเสนอขึ้นมา เกี่ยวกับวิชาเวทมนต์ที่สามารถเสกกระดูกขึ้นมาใหม่ได้ เหมือนกับงานวิจัยที่เธอสร้างกระดูกมนุษย์ขึ้นมาในห้องแล็บ หรือการแต่งตัวเป็นฟาร์มเกิร์ลเลี้ยงไก่ ที่ไม่ได้เลี้ยงในฟาร์ม แต่สร้างเนื้อไก่ขึ้นมาในแล็บ ซึ่งได้รับความประทับใจจากคนฟังเป็นอย่างมาก

5. ซ้อม ซ้อม และ ซ้อม!

ถึงเราจะฝึกซ้อมมากับสคริปต์ แต่การท่องจำทั้งหมดจะทำให้การพูดดูไม่เป็นธรรมชาติ เพราะการพูดเป็นเหมือนการแสดงอย่างหนึ่งที่มีหลายองค์ประกอบ ไม่ใช่แค่การอ่าน! ให้ใช้สคริปต์เป็นโครงสร้างไม่ให้เราหลุดประเด็นที่จะนำเสนอ แต่การฝึกซ้อมอย่างหนักเหมือนนักกอล์ฟที่ซ้อมวงสวิงจนกล้ามเนื้อจดจำวงสวิงได้เอง จะทำให้เราทำออกมาได้เป็นธรรมชาติ ช่วงเวลาก่อนขึ้นเวทีประกวด สิ่งที่ควรทำคือการทำสมาธิ นึกภาพการนำเสนอของเราทั้งหมด และสร้างอินเนอร์มาจากภายใน สร้างความมั่นใจ และทำมันออกมาอย่างเต็มที่!

นอกจากเทคนิคดังกล่าวแล้ว ลองฝึกซ้อมกับคนใกล้ตัว และรับฟีดแบคมาพัฒนาตัวเอง เพราะบางครั้งการที่เราเป็นนักวิทยาศาสตร์อาจจะทำให้เราติดใช้คำศัพท์วิชาการโดยไม่รู้ตัว การฝึกซ้อมโดยการเล่าเรื่องที่จะนำเสนอให้คนอื่นฟัง โดยเฉพาะคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้เราได้รับฟีดมาปรับปรุงการใช้คำ และรูปแบบการนำเสนอให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้องชัดเจน พูดให้ช้าลงกว่าที่พูดปกติเล็กน้อย หากฝึกฝนบ่อยๆ จะช่วยให้เป็นนักสื่อสารที่ดีได้

Pre Spring-Summer 2020 อัพเดทเทรนด์แฟชั่นมาแรงประจำซีซั่นจากเมืองดังทั่วโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616371

วันที่ 02 มี.ค. 2563 เวลา 10:00 น.

Pre Spring-Summer 2020 อัพเดทเทรนด์แฟชั่นมาแรงประจำซีซั่นจากเมืองดังทั่วโลก

จุดประกายการแต่งตัวให้เฉิดฉายในทุกวัน สยามดิสคัฟเวอรี่ ชวนอัพเดทเทรนด์แฟชั่นก่อนใคร ที่ Her Lab สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียม

ไลฟ์สไตล์ สเปเชียลตี้ สโตร์ ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ชวนทุกคนมาค้นหาแฟชั่นใหม่ๆ เพื่อสร้างพลังการแต่งตัวให้เฉิดฉายในทุกวัน ด้วยการสร้างปรากฏการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับแบรนด์แฟชั่นที่โดดเด่นที่สุดประจำซีซั่นจากเมืองแฟชั่นทั่วโลก กับคอลเลคชั่น Pre Spring-Summer 2020 ณ โซน Her Lab สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม

เฉิดฉายแฟชั่นแรกด้วยการชวนย้อนกลับไปยุค90 กับแบรนด์ Essentiel Antwerp ในคอลเลคชั่นครูซ 2020 เป็นการนำแนวคิดที่เปรียบเสมือนงานปาร์ตี้ที่จำเป็นต้องแต่งตัวสวยอยู่ตลอดเวลา พร้อมให้สาวๆเปล่งประกายกับไอเท็มเด็ดๆได้อย่างสะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นกางเกงสไตล์ดีคอนสตรัค พร้อมเสื้อเบลเซอร์ผ้าเดนิม กับกางเกงยีนส์ที่นิยมกันมายาวนานหรือจะแบบกางเกงวอร์มสไตล์เรโทร ผนวกกับเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายป๊อบลินและผ้าพิมพ์ลายตรง ถูกนำกลับมาฮิตอีกครั้ง เพื่อเพิ่มความเท่ให้กับสาวๆ หรือจะยั่วยวนด้วยชุดผ้ายืดเซ็กซี่สุดเย้ายวนที่สกรีนวลีเด็ด อย่าง Kinky Love ลงบนเสื้อยืดและสเวตเตอร์ และกางเกงทรงขากระดิ่งปักเลื่อมที่กลับมาฮอตฮิตอย่างต่อเนื่อง

ต่อกันที่แบรนด์ Acler ผลงานจากนักออกแบบชาวออสเตรเลีย คอลเลคชั่นนี้เป็นเรื่องราวของผู้หญิงยุคใหม่ที่สวมใส่ชุดอ่อนหวาน แต่คงไว้ด้วยรูปทรงเสื้อผ้าที่พริ้วสละสลวย เติมความน่าสนใจด้วยการผสานผ้าหลากชนิดเข้าด้วยกัน เช่น ผ้าลูกไม้ ผ้าลินิน ผ้าคอตตอน และผ้าไหมซาติน นำมาผ่านกรรมวิธีการตัดเย็บเนรมิตชุดให้มีความเป็นเลเยอร์ พร้อมจับจีบไล่ลงมาอย่างละเอียดละออ โดยสีประจำฤดูกาลนี้ ได้แก่ สีนู้ด สีขาว และสีดำ

ฤดูกาลนี้อีกแบรนด์ที่ห้ามพลาด Palmer//Harding ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากภาพถ่ายป้ายจอดรถประจำทางในยุคสหภาพโซเวียตผ่านเลนส์ช่างภาพในนาม William Eggleston ยอดฝีมือแห่งการถ่ายภาพความงามในสถานที่อันเรียบง่าย นำมาออกแบบเสื้อผ้าผ่านการใช้สีลงบนเสื้อเชิ้ตผ้าคอตตอนลายทางด้วยสีแดง สีขาว สีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังมีเสื้อเชิ้ตผ้าแชมเบรย์ซึ่งลักษณะคล้ายผ้าเดนิมแต่บางเบาและใส่สบายมากกว่า ตกแต่งด้วยกระดุมลวดลายขวดนม และแบรนด์ยังคงไฮไลท์การตัดเย็บออกแบบลายกราฟิคเฉพาะตัว ผสนานกับผ้าคอตตอนจับจีบ ผ้าลายตารางหมากรุกและลายขวางเพื่อเสริมความทะมัดทะแมง

แบรนด์ Stine Goya เสื้อผ้าจากโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ค นำแรงบันดาลใจจากการพรรณาความโศกเศร้า และความสวยงามของประเทศชาติจากละครโอเปร่า Aida อันโด่งดัง พร้อมหยิบอารยธรรมสมัยอียิปต์โบราณมาแต่งเติมองค์ประกอบในคอลเลคชั่นนี้ ด้วยการนำโครงสร้างของปืนใหญ่ในยุคโบราณ และอักษรภาพเฮียโรกลิฟฟิก (Hieroglyphics) มาออกแบบให้เข้ากับโทนสีม่วงและชมพู นอกจากนี้ยังนำสีน้ำตาลมอคค่าเข้ม สีทองเข้ม และสีแดงดอกดาเลีย แสดงถึงความเก่าแก่ และความเสียสละของอารยธรรมที่เคยเรืองอำนาจสูงสุดมาแสดงออกผ่านการแต่งกายด้วยการเดรป การจับจีบ และตัดต่อด้วยผ้าพิมพ์ลายงู ตกแต่งด้วยงานปักลายดอกมะลิ และผ้าไหมพรมทอลายตาราง

แบรนด์ Ganni ได้ผสมผสนานรูปทรงและโครงชุดอันเป็นเอกลักษณ์ของบุรุษและสตรีออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้นผ่านการออกแบบเสื้อผ้าที่ไม่มีกฎเกณฑ์ สามารถสวมใส่กับรองเท้าผ้าใบได้อย่างไม่ยุ่งยาก และแบรนด์ “Pushbutton” สตรีแวร์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟชั่นที่ประเทศเกาหลีมาแล้ว กับคอนเซ็ปท์ชุดที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และขี้เล่น แทรกรายละเอียดสีโทนพาสเทล และรองเท้าส้นสายฟ้าที่เป็นไอคอนในฤดูกาลนี้

อีกสีสันในฤดูกาลนี้จากแบรนด์ TELA ใช้ความเรียบง่ายแต่ดูดีจากผ้าทอสีพื้นที่มีผิวสัมผัสพิเศษ สะท้อนถึงรสนิยมชั้นดี และแบรนด์ Samsoe Samsoe เน้นความมินิมอล แต่พิถีพิถัน เรียบง่ายและสะท้อนความเป็นตัวตน ผ่านผ้าลูกฟูก กำมะหยี่ ผ้าทอขนสัตว์ ผ้าคอตตอน และผ้าทอลาย เมื่อนำมาจับแต่งตัวคู่กัน จะสร่งความน่าสนใจขึ้นมา เช่น เสื้อไหมพรมแขนยาวตัวโคร่งกับกระโปรงสั้นระดับเข่าปักเลื่อม หรือเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มและเสื้อเดนิมฟอกสีเข้าคู่กับกางเกงสีเทา ลายตาราง เป็นต้น

อัพเดทเทรนด์ประจำซีซั่นได้ที่ สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียม หรือ facebook : siamdiscovery

ปัญหา ‘ขี้เซา’ นอนเท่าไรไม่เคยพอ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/616330

วันที่ 02 มี.ค. 2563 เวลา 06:07 น.

ปัญหา 'ขี้เซา' นอนเท่าไรไม่เคยพอ?

เรื่องน่ารู้ของคนทำงานกับอาการขี้เซา “ภาวะโรคนอนเกิน (Hypersomnia)” ภัยเงียบจากปัญหาการนอนหลับที่เกิดจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแสนหนักหน่วงในแต่ละวันของคนยุคนี้ มีผลกระทบอย่างไรในระยะยาว ไปดูกัน

หลายคนอาจจะคิดว่าถ้าเราเหนื่อยจากการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันก็ให้พักผ่อนด้วยการนอนหลับเยอะๆ เพื่อเป็นการทดแทนช่วงเวลาที่เราขาดการพักผ่อนไป แต่ความจริงนั้นมันเป็นวิธีคิดที่ผิดมาก เพราะจะทำให้ร่างกายเราเกิดภาวะโรคนอนเกิน หรือที่เรียกว่า Hypersomnia

ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการนอนหลับที่ยาวนานมากเกินไป ทำให้เมื่อเราตื่นนอนจะรู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนรู้สึกว่านอนไม่เต็มอิ่ม ทั้งๆ ที่ก็หลับไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่ผลเสียสำหรับชาวขี้เซานั้นก็ยังไม่จบ เพราะอาการของโรคนอนเกินนั้นยังเป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่ดีต่างๆ เช่น

โรคอ้วน เกิดจากการใช้ชีวิตที่กินแล้วไม่ทำงานหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นเลยนอกจากการนอน ทำให้กระเพาะอาหารไม่ย่อย จึงทำให้ไขมันที่มาจากอาหารเกิดการสะสมจนก่อให้เกิดโรค

โรคซึมเศร้า จากผลวิจัยในปี2012จากกลุ่มผู้หญิงสูงอายุได้ระบุว่าคนที่นอนมากกว่าวันละ 9 ชม.มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงกว่าผู้ที่น้อยกว่า 5 ชม. ถึง 49% และส่งผลให้สมองทำงานแย่ลงภายในระยะเวลา 2 ปี เพราะฮอร์โมนของร่างกายอย่างสารเคมีซีโรโทนิน และเอนดอร์ฟินที่เป็นสารแห่งความสุขถูกลดต่ำลง

สมองคิดอะไรช้าลง ประสิทธิการทำงานของสมองถูกลดต่ำลงกว่าคนที่นอนในช่วงเวลาที่เพียงพอ(6-8ชม.) ซึ่งก็เป็นเพราะสมองตกอยู่ภาวะแก่ก่อนวัย จึงทำให้กว่าจะคิดงานหรือทำอะไรแต่ละอย่างร่างกายจะเคลื่อนไหวและสั่งการได้ช้าลง จึงส่งผลให้ชีวิตการทำงานหรือการเรียนมีปัญหา

เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ง่าย ในปี 2010 ที่ผ่านมาได้มีผลวิจัยกว่า 16 เรื่อง ที่เห็นตรงกันว่าผู้ที่นอนเกินกว่า 9 ชม.ต่อวัน จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่นอน 7-8 ชม. ถึง 1.3 %เพราะผู้ที่นอนมากเกินไปจะหลับง่าย และใช้เวลานานทำให้ร่างกายไม่ค่อยได้ขยับ หรือออกกำลังกายใดๆ จึงไม่สามารถเพิ่มออกซิเจนแก่อวัยวะภายใน เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้ง่าย

อาการที่สะท้อนออกมาในพฤติกรรมการใช้ชีวิต

  • รู้สึกง่วงตลอดเวลา
  • อยากจะงีบนอนในหลายๆ ครั้งทุกช่วงเวลา
  • ตื่นนอนยาก เมื่อตื่นก็จะรู้สึกเพลียมากกว่าปกติ
  • เผลอหลับได้ทุกสถานการณ์
  • หงุดหงิดแม้แต่เรื่องเล็ก
  • ความจำไม่ดี คิดช้าจะทำงานอะไรก็ทำช้า
  • ทานอาหารได้น้อยลงแต่ก็อ้วนง่ายกว่าคนปกติ

วิธีการหลีกเลี่ยง

วิธีการที่จะทำให้เราหลีกเลี่ยงโรคนอนเกิน (Hypersomnia) อย่างแรกเลยก็คือเราควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนไม่เป็นเวลาหรือการอดนอนเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานๆ พักผ่อน ให้เพียงพอ และนอนหลับให้เป็นเวลาพร้อมทั้งออกกำลังและทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ให้ชินจนเป็นนิสัย ด้วยวิธีที่ง่ายเท่านี้ก็จะทำให้เลี่ยงจากการเกิดโรคนี้ได้

Six kids, $17 billion and a billionaire’s plan to keep his Russian wealth stable #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30383615?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Six kids, $17 billion and a billionaire’s plan to keep his Russian wealth stable

Mar 08. 2020
Alexey Mordashov, poses for a photograph following a Bloomberg Television interview at the St Petersburg International Economic Forum (SPIEF) in Saint Petersburg, Russia, on May 24, 2018. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Chris Ratcliffe.

Alexey Mordashov, poses for a photograph following a Bloomberg Television interview at the St Petersburg International Economic Forum (SPIEF) in Saint Petersburg, Russia, on May 24, 2018. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Chris Ratcliffe.
By Syndication Washington Post, Bloomberg · Yuliya Fedorinova, Alex Sazonov · BUSINESS, WORLD, EUROPE

Alexey Mordashov has faced plenty of challenges building an empire spanning gold, power, steel and tourism. Now he has to work out how to pass a $17 billion fortune to his children in a country with no precedent for wealth transfer on this scale, and without destabilizing the massive business.

“As many as 140,000 people work for my companies, and I am responsible for them. I need to think about how to make the system stable when inherited,” Mordashov, a father of six and Russia’s fifth-richest person, said in an interview near Moscow.

Mordashov, 54, said he’s developing a plan for the wealth transfer, while helping his children prepare for the responsibility. He’s one of dozens of tycoons including Vladimir Potanin, Suleiman Kerimov and Leonid Fedun who got enormously rich in post-Soviet Russia now intensifying efforts to figure out what to do with their fortunes.

Their children, frequently entering adulthood, are among the first to gain power and money by inheritance after the communist regime’s collapse. It’s a process that will have profound ramifications for the country’s economy and politics.

Some businesses employ hundreds of thousands of people, their leaders are frequently close allies of President Vladimir Putin and there’s more than $270 billion at stake for just 23 people on the Bloomberg Billionaires Index.

“Russia is practically the only country in the world where there have been no precedents for the transfer of large fortunes by inheritance for almost a hundred years,” said Andrey Shpak, head of research at the Wealth Transformation Center at Skolkovo Moscow School of Management.

Mordashov made his fortune through investments in steelmaker Severstal PJSC. He later diversified to gold, power equipment and now has stakes in media assets, a mobile carrier, tourist companies and a supermarket chain.

Mordashov said he is considering a fund “with a certain model of management, that will allow my children to participate,” he said, without elaborating.

Last year, he started transferring holdings to his sons Kirill, 20, and Nikita, 19. They got a 65% stake in gold producer Nordgold valued at $780 million and two-thirds of the stake in TUI worth about $730 million.

The brothers haven’t started managing the assets as they are still students in Moscow, according to Mordashov. He said they probably won’t start their careers working within his companies. They need to experience real life working for others as nepotism creates business challenges, Mordashov added.

There is no ideal form of wealth structure, said Shpak, whose center consults with wealthy families. How assets are transferred will depend partly on where they’re held and relations within a family.

Interest in international trusts has declined, in part because of stricter regulatory requirements in foreign jurisdictions, he said.

Some tycoons are taking a radically different approach.

Vladimir Potanin, Russia’s richest person and a father of five, signed Bill Gates and Warren Buffett’s Giving Pledge initiative in 2013, promising at least half of his wealth to philanthropic causes.

“I do not think that to give such a huge fortune to children would be the right decision,” Potanin said in an interview near Moscow. “This will just ruin their life.”

Billionaire Mikhail Fridman also plans to give his wealth to charity, he said in an interview. His son Alexander rents a two-room flat on the outskirts of Moscow for $500 a month and started his own business after finishing studying in the U.K. last year.

Regardless of what they do, Shpak urges the tycoons to make their decisions quickly.

“The lack of a clear succession plan and targeted training of the heirs increases the risk that a considerable part of Russian fortunes may be actually lost over time,” he said. That may be because of hereditary disputes, corporate conflicts or a lack of capital management skills from heirs, he added.

If they don’t pay attention, Russia may see some “drama in the richest families.”

Women thrive in Northeast U.S., languish across the South #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30383548?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Women thrive in Northeast U.S., languish across the South

Mar 07. 2020
By Syndication Washington Post, Bloomberg · Jeff Green, Wei Lu · NATIONAL, BUSINESS, PERSONAL-FINANCE

Vermont is the best state for basic gender equality and Maryland for female leadership, according to a Bloomberg analysis of pay and power nationwide. Mississippi, Louisiana and Alabama were among the worst for American women.

The annual Bloomberg analysis has measured factors such as labor-force participation, education, political representation, health care and corporate leadership since 2016. Even with gains, only a handful of states scored better than 80 points on the 0 to 100 scale, the data showed. Democrat-controlled states were best for women, and Republican states were the worst.

“Looking at states that are doing well across the board, women are doing better,” said Nicole Mason, CEO of the Institute for Women’s Policy Research. “They have higher earnings, there are more women represented in the state legislature, and there are more women in positions of power.”

The latest index was released ahead of International Women’s Day on March 8.

At the recent rate of gains, however, gender parity would take many more decades. The institute released data on Thursday estimating that at current rates of improvement, women won’t gain parity in Congress until 2108. Women, who make up about half the workforce and half the population, hold about a quarter of management jobs and only about 5% of CEO jobs. The pay gap has been steady for more than a decade, with women earning about 80 cents for every dollar a man makes.

“‘Glacial’ is the right word to use when we think about women’s progress in the U.S,” Mason said.

In aggregate, many factors measured in the survey are improving. Only about 14% of women lived in poverty in the U.S. in the 2020 index compared with 17% in 2016. Women held 29% of state legislature seats in 2019, compared to 24% in 2015. A third of women 25 and older had at least a bachelor’s degree versus 30% in the 2016 ranking.

Vermont, the home state of Sen. Bernie Sanders who is running for the Democratic presidential nomination, is a bright spot for most of those measures.

The state ranked No. 1 for the fourth straight year in the basic equality measure comprising gender pay ratio, labor-force participation and college-degree attainment by women, as well as share of women in poverty and lacking health coverage.

More than 80% of female Vermonters — among those ages 20-64 — are working and typically earned 82 cents for every dollar earned by male counterparts. Only 3% are without health coverage, among three best states for coverage. In the U.S. overall, 8% of women lack health care, the data showed.

The states with the biggest improvement in their rankings during the last five years were New York, Pennsylvania and Washington. South Dakota slipped 11 spots in that time frame, the biggest decline.

In Massachusetts, only 2% of women still lacked health insurance, compared with 17% in Texas, the state with the least amount of coverage for women. New Hampshire, with 8.4% of women in poverty, was the best by that measure. Missouri, Louisiana and New Mexico trailed the nation with at least one in five women in poverty.

Maryland led the U.S. for the fifth straight year for female leadership, factoring in business ownership, graduate-degree attainment by women, share of highly-compensated females, and percentage of state legislative bodies and board rooms of sizable public firms represented by women.

With poorest and least educated Americans the least able to move, the reality of where you are born can have a dramatic effect on your opportunities.

Almost 45% of women in Hawaii are business owners, compared with less than 30% in North Dakota. About a third of the total full-time workers earning six-figure compensation are female in Maryland and New York, according to a Bloomberg analysis of 2018 Census data. That contrasts with just 18% women in North and South Dakota, the lowest U.S. rate.

Women in Hawaii improved to 31% from 28% in share of those making six-figures paychecks — the biggest one-year gain.

“There’s not enough public will for us to really think through what’s causing these gaps and these disparities,” Mason said. “In a recent poll, 82% of people surveyed said that they believe in women’s equality and that a woman can be president and women should earn the same as men. There’s a real gap between what people philosophically believe in, at a high level, and what’s actually happening on the ground.”