Creativity. Passion. Self. ความเท่และความทันสมัยของคนยุคใหม่ @CPS CHAPS The New Flagship Store #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/614194

วันที่ 08 ก.พ. 2563 เวลา 08:43 น.

Creativity. Passion. Self. ความเท่และความทันสมัยของคนยุคใหม่ @CPS CHAPS The New Flagship Store

CPS CHAPS ชวนเป้-อารักษ์ และคิมเบอร์ลี ร่วมสัมผัส CPS CHAPS The New Flagship Store แฟล็กชิพสโตร์โฉมใหมที่ใส่ความเท่และความทันสมัยของคนยุคใหม่ไว้อย่างครบถ้วน

CPS CHAPS แบรนด์เสื้อผ้า เครื่องประดับ และสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีชั้นนำของประเทศไทย นำโดย อภิสิทธิ์ สิงห์สัจจเทศ ผู้อำนวยการแบรนด์ซีพีเอส แชปส์ บริษัท ยัสปาล จำกัดจัดงานฉลองเปิดตัวร้านแฟล็กชิพ สโตร์โฉมใหม่ The New look of CPS CHAPS Flagship Store ตอกย้ำความเป็นแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของเมืองไทยด้วย Tagline ใหม่ Creativity. Passion. Self.  พร้อมนำเสนออัตลักษณ์ของแบรนด์ที่สื่อถึงความเท่และความทันสมัยของคนยุคใหม่อย่างครบถ้วน ณ ร้าน CPS CHAPS The New Flagship Store (ซีพีเอส แชปส์ เดอะ นิว แฟล็กชิพ สโตร์) สาขาศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ชั้น G

อภิสิทธิ์ สิงห์สัจจเทศ เผยถึงการปรับภาพลักษณ์ในครั้งนี้ว่า “CPS CHAPS เป็นแบรนด์แฟชั่นที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 40 ปี ท่ามกลางกระแสความนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ วัน เราจึงต้องการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้มีเอกลักษณ์และมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น การตอกย้ำความเป็นแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของเมืองไทย ด้วยการนำเสนอ Tagline ใหม่ “Creativity. Passion. Self.” ซึ่งทางแบรนด์นำมาจาก CPS ชื่อแบรนด์ ของเรานั่นเอง อัตลักษณ์ใหม่นี้ได้สะท้อนถึงความเท่ ความทันสมัย ความเป็นตัวของตัวเองของคนยุคใหม่ออกมาได้อย่างครบถ้วน เราจึงได้มีการปรับรูปโฉมร้านใหม่ที่สาขานี้ให้แตกต่างจากเดิม พร้อมก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของแบรนด์ CPS CHAPS อย่างเป็นทางการ ร้าน CPS CHAPS The New Flagship Store ร้านนี้มีพื้นที่กว่า 470 ตารางเมตร เป็นแฟล็กชิพ สโตร์ที่ดูสวยงามและทันสมัย มีเซอร์วิสบริการอย่างครบครัน ช่วยให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้ง โดยแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนชัดเจน สะดวกต่อการใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น THE ICONIC ROOM โซนจัดแสดงกางเกงยีนส์, โซนเสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีได้จำลองเป็น Locker Room, จัดวางในรูปแบบ Display Room สร้างความสวยงามและสบายตา, CPS Lounge โซนสำหรับนั่งพักผ่อนระหว่างเลือกซื้อสินค้าพร้อมบริการกาแฟจาก CPS Coffee ฟรี นอกจากนี้ยังมีเคาท์เตอร์แคชเชียร์บริการถึง 5 จุดทั่วร้าน และเป็นครั้งแรกของการนำจออัจฉริยะ Interactive Screen มารองรับลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วในการสั่งซื้อสินค้า โดยสามารถสั่งสินค้าออนไลน์เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสสินค้าก็จะถูกจัดส่งไปที่บ้านก็สามารถทำได้อย่างสบายๆ เลยครับ” อภิสิทธิ์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

งานนี้ยังได้รับเกียรติจาก Tim Kobe ผู้ออกแบบร้าน CPS CHAPS The New Flagship Store บินตรงจากต่างประเทศมาร่วมเปิดเผยถึงเบื้องหลังการทำงาน และ แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานในครั้งนี้ว่า “ตั้งแต่ได้เริ่มทำงานร่วมกันกับทาง CPS CHAPS เราเริ่มจากการกลับไปดูสิ่งที่เป็นตำนาน (Legacy) ของแบรนด์มาตั้งแต่ต้น เราพบว่าคุณภาพกับสไตล์ที่แตกต่างของสินค้าเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์อยู่ในใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน จึงสามารถสรุปแก่นของแบรนด์ออกมาได้ 2 ด้าน คือ Raw และ Real กลุ่มลูกค้าของแบรนด์ต้องการความเป็นเนื้อแท้ (Authentic) และสไตล์ที่เฉพาะตัวมากกว่าที่จะแต่งตัวตามกัน ดังนั้น คอนเซ็ปต์ของการรีโนเวทร้านในครั้งนี้จึงต้องการทำให้ทุกประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นจาก CPS CHAPS ประสานเป็นหนึ่งเดียว เราเชื่อว่างานออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่ไปในทิศทางเดียวกันกับค่านิยมหลักของแบรนด์ (Core value) จะทำให้ลูกค้าเข้าใจถึงคุณค่าและตัวตนของแบรนด์ได้ดีที่สุด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นถูกรังสรรค์ออกมาเป็น CPS CHAPS The New Flagship Store สาขาศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์แห่งนี้ให้ทุกท่านได้สัมผัสกันครับ”

นอกจากนี้ ภายในงานยังพบกับแฟชั่นโชว์คอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ ที่ได้นางเอกสาวสวย คิม-คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ และหนุ่มมาดเท่ เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ มาร่วมเดินปิดรันเวย์ และส่งท้ายด้วย มินิคอนเสิร์ตจากวงดนตรีสัญชาติไทยอย่าง My Life As Ali Thomas เอาใจแฟน CPS CHAPS แบบสุดมันส์ โดยได้รับเกียรติจากบรรดาผู้หลงใหลในแฟชั่นตบเท้าร่วมงานอัพเดทเทรนด์แฟชั่นสุดเท่อย่างคับคั่ง อาทิ แบงค์-อนุสิทธิ แสงนิ่มนวล และ ซาบีน่า-อจิรภา ไมซิงเกอร์ เป็นต้น โดยมี แมทธิว ดีน ฉันทวานิช รับหน้าที่เป็นพิธีกร

ร่วมสัมผัสดีเอ็นเอความเท่ในแบบฉบับ CPS CHAPS ได้แล้ววันนี้ที่ CPS CHAPS The New Flagship Store ชั้น G ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ และ CPS CHAPS ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ www.cpschaps.com

Organic Beauty Inspired! แรงบันดาลใจสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/614058

วันที่ 06 ก.พ. 2563 เวลา 17:33 น.

Organic Beauty Inspired! แรงบันดาลใจสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

ALL ABOUT YOU ร้านผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิก สานแนวคิด Organic Beauty Inspired! ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าและเส้นผม เพื่อความสวยแบบสุขภาพดีตลอดปี 2020

ไม่ได้เป็นแค่ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิกและธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลกเท่านั้น สำหรับ ALL ABOUT YOU แต่ในปี 2020 ALL ABOUT YOU ยังขอเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนมีพลังในการทำสิ่งที่ดีเพื่อเปลี่ยนแปลงทั้งตัวเอง โดยเริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว ไปจนถึงโลกและสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด Organic Beauty Inspired!

ALL ABOUT YOU ยังคงมุ่งมั่นในการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยต่อผิว มีประสิทธิภาพสูง ปราศจากสารอันตราย (Non Toxic Beauty) อีกทั้งไม่มีการทดลองกับสัตว์ เป็นที่ยอมรับระดับสากลในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญและใส่ใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอย่างแท้จริง จึงเน้นแนวคิดหลักด้าน Eco-Beauty อย่างชัดเจนมากขึ้นในปีนี้ เพื่อความงามที่ยั่งยืนทั้งต่อโลกและตัวเรา

ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับผิวหน้าและเส้นผม

The 28 : Anti-Darkness Set ผลิตภัณฑ์ความงามจากแบรนด์ The 28 เซ็ทเพื่อผิวขาวกระจ่างใส เรียบเนียน ดูสุขภาพดี อย่างแท้จริง

  • 3 ขั้นตอนเพื่อผิวกระจ่าง เรียบเนียน ดูสุขภาพดี

NOAH (โนอาห์) : NOAH for your natural beauty ดูแลผมสวยด้วยพลังธรรมชาติ

แบรนด์สัญชาติอิตาลี ที่ก่อตั้งในปี 2006 มีความมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม โดยให้ความสำคัญในการคัดสรรวัตถุดิบเกรดดี คุณภาพสูงและสกัดจากธรรมชาติ 100 % นำมาวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพและมีผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ อีกทั้งมีสูตรเฉพาะเพื่อตอบโจทย์แต่ละปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ NOAH ยังเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรกับโลกและสิ่งแวดล้อม เพราะเชื่อในการให้ความเคารพต่อทุกสิ่งรอบตัว ไม่เบียดเบียนและไม่ทำลายกัน

พบกับผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิกและธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลก ได้ที่ร้าน ALL ABOUT YOU ทั้ง 34 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงช่องทางออนไลน์ ที่ www.allaboutyou.co.th และ Facebook : All About You Organics

Another Story กับไอเดียสื่อรักไม่ซ้ำใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613935

วันที่ 05 ก.พ. 2563 เวลา 16:56 น.

Another Story กับไอเดียสื่อรักไม่ซ้ำใคร

ส่งมอบความรู้สึกให้คนที่คุณรัก กับของขวัญวาเลนไทน์สุดประทับใจในแบบไม่ซ้ำใคร @Another Story

เวียนมาเมื่อไหร่ก็ทำให้ทุกคนหัวใจพองโต สำหรับวันวาเลนไทน์ ครั้งนี้ Another Story ไลฟ์สไตล์คอนเซ็ปต์สโตร์สุดฮิปที่รวบรวมแบรนด์สุดชิคซึ่งคัดสรรจากทั่วโลกมาไว้ที่เดียว เสนอไอเท็มสุดเซอร์ไพรส์ภายใต้ธีม Love is in the air เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกแห่งความรักที่สามารถสัมผัสได้รอบๆ ตัว ซึ่งใครที่กำลังมองหาของขวัญสุดฮิปสำหรับคนรักในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ หากก้าวเข้ามาที่ Another Story รับรองได้เลยว่าทุกไอเท็มจะสะกดใจคุณได้อย่างอยู่หมัด พร้อมนำความรู้สึกดีๆ ของคุณให้ส่งไปถึงคนรักได้ประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอน

หากพูดถึงความรักก็เปรียบเสมือนอากาศที่ทุกคนขาดไปไม่ได้และพลังแห่งความรักก็แฝงตัวอยู่ในทุกๆ ที่ ซึ่งความรักของแต่ละคนนั้นอยู่เหนือคำนิยามที่ตายตัวและไร้ข้อจำกัดทั้งเรื่องเพศ เชื้อชาติ หรือสีผิว และทุกคนควรจะมีอิสระในการเลือกรักใครก็ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดน ไม่ขึ้นอยู่กับเหตุผลหรือระยะทาง โดยความรักที่สวยงามเป็นดั่งสิ่งที่หล่อหลอมจิตใจให้เต็มไปด้วยความสุขและความรู้สึกดีๆที่ทุกคนสามารถมอบให้กันและกันได้ตลอดเวลา ซึ่งความรักนั้นก็ไม่ได้จำกัดเพียงความสัมพันธ์ระหว่างคนรักเท่านั้นแต่ยังหมายถึงการรักและให้คุณค่ากับตัวเอง สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ตลอดจนมิตรภาพกับเพื่อนๆและคนสำคัญรอบๆตัวอีกด้วย และไม่เพียงการส่งมอบความรู้สึกให้สื่อถึงกันเท่านั้นที่จะรักษาความสัมพันธ์ให้คงอยู่ยาวนาน แต่ยังรวมไปถึงการมอบของขวัญสุดพิเศษในวันแห่งความรักอย่างวาเลนไทน์ที่ทุกคนมีโอกาสถ่ายทอดความรักให้กับคนที่คุณรักได้อย่างเต็มที่

ปัญหาสำหรับการเลือกของขวัญวาเลนไทน์จะหมดไปกับ Love Hamper เซอร์ไพรส์บ็อกซ์จาก ANOTHER STORY ที่คัดสรรไอเท็มเจ๋งๆ หลากหลายสไตล์และยังเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย สามารถใช้งานและเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของทุกคนได้ทุกชิ้น พร้อมเลือกสรรมาอย่างใส่ใจเพื่อให้คุณได้ส่งต่อความรู้สึกอันลึกซึ้งที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นจากการเปิดกล่องของขวัญสุดพิเศษที่คนรักของคุณจะคาดเดาไม่ได้ว่าภายในกล่องลึกลับนี้จะมีอะไรอยู่บ้าง

โดย Love Hamper มาในกล่องกำมะหยี่รูปทรงหกเหลี่ยมดีไซน์น่ารัก ซึ่งบรรจุผลิตภัณฑ์มากมายที่จะทำให้คุณหัวใจเต้นแรงจนหยุดไม่อยู่ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Blush Pink, Hunter Green และ Ink Blue พร้อมมีขนาดให้เลือกถึง 3 ขนาด 3 ราคา

ส่วนใครที่มองหาของฝากติดไม้ติดมือไปให้คนสำคัญก็ยังมีกระเป๋าผ้าสุดชิคที่สกรีนภาพวาดที่ออกแบบใหม่สำหรับธีมนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นลวดลายที่ใช้การผสมผสานระหว่างรูปหนูที่เป็นสัตว์ปีนักษัตรของปี 2020 กับเทศกาลวาเลนไทน์ด้วยหางของหนูสองตัวที่ไขว้กันเป็นรูปหัวใจ พร้อมให้คุณอิ่มเอมในห้วงเวลาแห่งความรักกับคนพิเศษได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่ Another Story

‘ณิชา’ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นสาวแลนด์มี่ ผ่านแฟชั่นกลิ่นอายวินเทจในเทศกาลแห่งความรัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613918

วันที่ 05 ก.พ. 2563 เวลา 15:27 น.

'ณิชา' บอกเล่าเรื่องราวความเป็นสาวแลนด์มี่ ผ่านแฟชั่นกลิ่นอายวินเทจในเทศกาลแห่งความรัก

Landmee’ (แลนด์มี่) ชวนสาวสวย ‘ณิชา’ เป็นตัวแทนสาวยุคใหม่ บอกเล่าความเป็นสาวแลนด์มี่ พร้อมนำเสนอแฟชั่นกลิ่นอายวินเทจในช่วงเทศกาลแห่งความรัก

ไม่ต้องรอให้ถึงวันแห่งความรักอย่างวันวาเลนไทน์ ก็มีช็อตโมเม้นต์หวานๆ กับพี่ชายคนสนิทให้แฟนๆ ได้จิ้นอยู่ตลอดสำหรับสาว ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ กับนักร้องหนุ่มมาดเท่ โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ จนความน่ารักสดใสเข้าตาดีไซเนอร์แบรนด์ Landmee’ (แลนด์มี่) เนตรดาว วัฒนะสิมากร พร้อมชักชวนสาวณิชามาเป็นตัวแทนของสาวยุคใหม่ที่บอกเล่าความเป็นสาวแลนด์มี่ นำเสนอแฟชั่นกลิ่นอายวินเทจในช่วงเทศกาลแห่งความรัก

“…มุมมองของสาวแลนด์มี่ คือความซุกซน ที่ซ่อนไปด้วยความเซ็กซี่ ไม่เพียงแต่สร้างความสดใส แต่ผสมความสนุกและเสน่ห์อันน่าหลงใหล ที่ทำให้วาเลนไทน์นี้มีความสนุกขึ้น”

นิยามดังกล่าวของดีไซเนอร์ก่อเกิดเป็นคอลเลกชั่นต้อนรับวันวาเลนไทน์ที่ดึงแรงบันดาลใจจากสีสันของดอกกุหลาบอย่างสีแดงและชมพู แถมเพิ่มดีเทลการปักรูปหัวใจด้วยมือที่ซับซ้อน บ่งบอกถึงความสดใสในแบบ Naughty Girl สไตล์สาวแลนด์มี่ ที่มีดีกรีความเซ็กซี่ ซุกซน ดั่งหญิงสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหลและมักทำให้หนุ่มๆ โดยเฉพาะพี่ชายคนสนิทของสาวณิชา ใจเต้นแรง ด้วยแน่นอน

พบกัน Landmee’ คอลเลกชั่นพิเศษต้อนรับวันวาเลนไทน์ ได้แล้ววันนี้ที่ Landmee’ Shop ศูนย์การค้าสยามสแควร์ วัน ชั้น 2 หรืออัพเดตข้อมูลได้ทางอินสตาแกรม @landmee_officel ผ่าน #LandmeeValentines #LandmeeGIRLS

เช็ก 8 คุณสมบัติพึงมีของพลเมืองดิจิทัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613723

วันที่ 04 ก.พ. 2563 เวลา 10:27 น.

เช็ก 8 คุณสมบัติพึงมีของพลเมืองดิจิทัล

“พลเมืองดิจิทัล” กับทักษะที่สำคัญ 8 ประการ เพื่อการเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม เห็นอกเห็นใจและเคารพผู้อื่น มีส่วนร่วม และมุ่งเน้นความเป็นธรรมในสังคม

พลเมืองดิจิทัล คือพลเมืองผู้ใช้งานสื่อดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าใจบรรทัดฐานของการปฏิบัติตัวให้เหมาะสมและมีความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารในยุคดิจิทัลเป็นการสื่อสารที่ไร้พรมแดน

สมาชิกของโลกออนไลน์ คือทุกคนที่ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตบนโลกใบนี้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ อายุ ภาษา และวัฒนธรรม พลเมืองดิจิทัลจึงต้องเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ มีจริยธรรม เห็นอกเห็นใจและเคารพผู้อื่น มีส่วนร่วม และมุ่งเน้นความเป็นธรรมในสังคม การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัลนั้นมีทักษะที่สำคัญ 8 ประการ

1.ทักษะในการรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเอง (Digital Citizen Identity) ความสามารถในการสร้างและบริหารจัดการอัตลักษณ์ที่ดีของตนเองไว้ได้อย่างดีทั้งในโลกออนไลน์และโลกความจริง

2.ทักษะในการรักษาข้อมูลส่วนตัว (Privacy Management) มีดุลพินิจในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะการแชร์ข้อมูลออนไลน์เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวทั้งของตนเองและผู้อื่น

3.ทักษะในการคิดวิเคราะห์มีวิจารณญาณที่ดี (Critical Thinking) ความสามารถในการวิเคราะห์แยกแยะระหว่างข้อมูลที่ถูกต้อง และข้อมูลที่ผิด ข้อมูลที่มีเนื้อหาดีและข้อมูลที่เข้าข่ายอันตราย ข้อมูลติดต่อทางออนไลน์ที่น่าตั้งข้อสงสัยและน่าเชื่อถือได้

4.ทักษะในการจัดสรรเวลาหน้าจอ (Screen Time Management) ความสามารถในการบริหารเวลาในการใช้อุปกรณ์ยุคดิจิทัล รวมไปถึงการควบคุมเพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างโลกออนไลน์ และโลกภายนอก

5.ทักษะในการรับมือกับการคุกคามทางโลกออนไลน์ (Cyberbullying Management) ความสามารถในการรับรู้ และรับมือการคุกคามข่มขู่บนโลกออนไลน์ได้อย่างชาญฉลาด

6.ทักษะในการบริหารจัดการข้อมูล ที่ผู้ใช้งานมีการทิ้งไว้บนโลกออนไลน์ (Digital Footprints) ความสามารถในการเข้าใจธรรมชาติของการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัล ว่าจะหลงเหลือร่อยรอยข้อมูลทิ้งไว้เสมอ รวมไปถึงเข้าใจพลลัพธ์ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อการดูแลสิ่งเหล่านี้อย่างมีความรับผิดชอบ

7.ทักษะในการรักษาความปลอดภัยของตนเองในโลกออนไลน์ (Cybersecurity Management) ความสามารถในการป้องกันข้อมูลด้วยการสร้างระบบความปลอดภัยที่เข้มแข็ง และป้องกันการโจรกรรมข้อมูลหรือการโจมตีทางออนไลน์ได้

8.ทักษะในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม (Digital Empathy) ความสามารถในการเห็นอกเห็นใจ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นบนโลกออนไลน์

ยิ่งทำงาน ยิ่งยากจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613722

วันที่ 04 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

ยิ่งทำงาน ยิ่งยากจน

ยุคนี้ “ยิ่งทำงาน ยิ่งยากจน” ทั่วโลกกว่า 470 ล้านคนเลือกว่างงาน ขณะที่วัยรุ่น 267 ล้านคนเลือกไม่ทำงาน ไม่เรียน เพราะความอดทนต่ำลง

ใครได้เห็นเป็นต้องตกใจกับตัวเลขขณะนี้ที่มีประชากร 470 ล้านคนทั่วโลกอยู่ในสถานะว่างงาน หรือเลือกทำงานแบบ Part-time มากขึ้น ซึ่งจากการคาดการณ์ในปี 2020 ตัวเลขของผู้ลงทะเบียนคนตกงานน่าจะเพิ่มขึ้นจาก 188 ล้านคน ในปี 2019 มาเป็น 190.5 ล้านคน โดยสาเหตุหลักมาจากเรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยายว่า “ยิ่งทำงาน ยิ่งยากจน”

องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เปิด เผยข้อมูลว่า ปัจจุบันมีคนประมาณ 13% จากทั้งหมดของแรงงานทั่วโลกออกมาประท้วงด้วยการหยุดงานถี่ขึ้น รวมถึงร้อยละ 60 ของแรงงานทั่วโลกกำลังทำงานนอกระบบ ซึ่งมักจะเป็นงานที่หนักแต่กลับได้ค่าตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐาน และไม่มีสวัสดิการคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐาน และในปี 2020 นี้เองผู้คนกว่า 63 ล้านคน หรือเทียบเท่า 1 ใน 5 ของประชากรแรงงานที่ทำงานอยู่ทั่วโลกนั้นจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า “ยิ่งทำงาน ยิ่งยากจน” หมายความว่าพวกเขาได้รายรับน้อยกว่ากำลังซื้อ เฉลี่ยแล้ว 3.20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 99.40 บาทต่อวัน (เทียบกับอัตราการแลกเงินวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563)

วัยรุ่น 267 ล้านคน เลือกไม่ทำงาน ไม่เรียน เพราะความอดทนต่ำลง

เรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ยกให้ความไม่เท่าเทียมของการเข้าถึงงานซึ่งอาจมีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น เพศ อายุ และสถานที่ โดยเฉพาะกับวัยรุ่นที่อายุระหว่าง 17-24 ปี ที่ตอนนี้มีจำนวนกว่า 267 ล้านคนเลือกที่จะไม่ทำงาน ไม่เรียน หรือไม่ไปฝึกงาน เพราะมีความอดทนต่อการทำงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน

เมื่องานน้อยลง แต่คนเยอะขึ้น 285 ล้านคนทั่วโลกตัดสินใจเป็นคนว่างงาน

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ กล่าวในรายงานประจำปีของการจ้างงานทั่วโลก และ Social Outlook พร้อมกับข้อมูลของสหประชาชาติว่า ผู้คนกว่า 285 ล้านคนทั่วโลกตัดสินใจที่จะเป็นคนว่างงาน และจำนวนงานมีน้อยลงมากกว่าที่ประชากรต้องการ นั่นหมายความว่าพวกเขาเลือกที่จะเลิกหางาน หรือไม่ก็ขาดโอกาสเข้าถึงวิธีการหางานนั่นเอง

เศรษฐกิจขาลงสวนทางกับผู้ลงทะเบียนว่างงานที่เพิ่มขึ้น

สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเสริมให้การตกงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจเติบโตช้าลง โดยอัตราการว่างงานคงอยู่ที่ 5.4% เมื่อปีที่แล้ว ถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ แต่โดยรวมแล้วตัวเลขการตกงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัวลง ซึ่งสวนทางกับประชากรที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยในปีนี้ผู้ลงทะเบียนว่างงานคาดว่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 190.5 ล้านคน จาก 188 ล้านคนเมื่อปี 2019

ที่มา www.thehindubusinessline.com

ภาพ freepik

BURNOUT IN THE CITY งานวิจัยชี้ชาวกรุงวัยทำงานเกินครึ่งเสี่ยงหมดไฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613654

วันที่ 03 ก.พ. 2563 เวลา 12:18 น.

BURNOUT IN THE CITY งานวิจัยชี้ชาวกรุงวัยทำงานเกินครึ่งเสี่ยงหมดไฟ

CMMU เผยผู้บริโภควัยทำงานในเมืองกรุง 12% อยู่ในภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) 57% อยู่ในภาวะความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟ ขณะที่ Gen Z กำลังตกอยู่ในภาวะหมดไฟมากที่สุดถึง 17%

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) เผยผลข้อมูลงานวิจัยหัวข้อการตลาดเติมพลัง “BURNOUT IN THE CITY” พบว่า ผู้บริโภควัยทำงานในกรุงเทพฯ จำนวน 12% อยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือเบิร์นเอาท์ ซินโดรม (Burnout Syndrome) และมีจำนวนมากถึง 57% ที่อยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟ

เมื่อปี 2562 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้ Burnout Syndrome เป็นภาวะทางสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลรักษา และเป็นภาวะที่กำลังจะเกิดในสังคมคนเมืองและคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งภาวะหมดไฟหรือหมดแรงบันดาลใจในการทำงานนี้ งานวิจัยของต่างประเทศระบุว่าอาจส่งผลให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ในระยะยาว และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 2 ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากต่อปี วันนี้ภาวะหมดไฟจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลจึงศึกษาพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ในภาวะหมดไฟ เสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟ และผู้ที่มีพลังใจในการทำงานสูง ว่ากลุ่มผู้บริโภควัยทำงานเหล่านี้ทำกิจกรรมอะไร เพื่อที่จะคลายความเครียดที่กำลังเผชิญ หรือเพิ่มพลังใจที่หดหายให้กลับมาและสู้กับสถานการณ์ที่เจอ เพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

วิทยาลัยการจัดการมหิดล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ริเริ่มจัดงานสัมมนาการตลาด ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี และได้รับความสนใจจากบรรดาผู้ประกอบการ นักการตลาด รวมถึงสื่อมวลชนแขนงต่างๆ โดยหยิบยกประเด็นสำคัญที่กำลังถูกพูดถึงในสังคมหรือควรค่าแก่การศึกษาเพื่อต่อยอดความคิดทางการตลาด ส่งต่อให้เกิดกลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ ทีมผู้จัดงานเห็นว่าปัญหาความเครียดที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมเมือง หรือที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก อาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ เราจึงจำเป็นที่ต้องเตรียมรับมือกับปัญหา และเยียวยาผู้คนในสังคม เพื่อให้อาการที่เกิดขึ้นนั้นบรรเทาเบาบางลงจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ

จากการเก็บผลสำรวจผู้บริโภควัยทำงานในกรุงเทพมหานครในช่วงปลายปี 2562 จำนวน 1,280 คน เป็นผู้หญิง 66% ผู้ชาย 34% พบว่า

  • 12% อยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน
  • 57% อยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟ
  • 31% อยู่ในภาวะไฟแรง

เมื่อคิดเป็นสัดส่วนของประชากรในกรุงเทพมหานคร มากกว่า 3.7 ล้านคน* อยู่ในภาวะเครียดจนน่าเป็นห่วง (*จำนวนประชากรวัยทำงานในกรุงเทพจำนวน 5.3 ล้านคน)

ภาวะหมดไฟกับช่วงวัย

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ช่วงอายุที่น้อยลงกลับมีโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟได้มากกว่า โดยกลุ่ม Gen Z หรือช่วงอายุต่ำว่า 22 ปี กำลังตกอยู่ในภาวะหมดไฟมากที่สุดถึง 17% ขณะที่กลุ่ม Gen Y หรือช่วงอายุ 23–38 ปี ก็ตกอยู่ในสภาวะใกล้เคียงกันที่ 13% แต่กลับกันในกลุ่ม Baby boomer หรือช่วงอายุ อายุ 55 – 73 ปี กลับอยู่ในภาวะหมดไฟเพียง 7%

ภาวะหมดไฟกับอาชีพ

เมื่อดูตามกลุ่มอาชีพพบว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจ คือกลุ่มที่อยู่ในภาวะหมดไฟ และกำลังเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะหมดไฟมากเป็นอันดับแรกที่ 77% รองลงมาคือ พนักงานเอกชน 73% และข้าราชการที่ 58% และธุรกิจส่วนตัว 48% ซึ่งมี 3 สาเหตุหลักที่ทำให้อยู่ในภาวะหมดไฟ

  1. งาน OVERLOAD : ภาระงานที่เยอะและไม่สมดุลกับปริมาณคนทำงาน
  2. NO MODE สนับสนุน : ไม่ใช้เครื่องมือหรือระบบที่เหมาะสมทำให้ไม่สามารถลดเวลาและกระบวนการทำงานได้
  3. โครงสร้างวุ่นๆ กับเจ้านายเย็นชา : หัวหน้างานที่ขาดความรับผิดชอบ ไม่รับฟังความคิดเห็นรวมถึงโครงสร้างองค์กรที่ไม่มีความยืดหยุ่น

เมื่อภาวะหมดไฟไม่ใช่เรื่องไกลตัวอักต่อไป จึงต้องมีกิจกรรมที่จะมาช่วยคลายความเครียดจากการทำงานในแต่ละวัน กลุ่มกิจกรรมที่ช่วยคลายความเครียด ได้แก่ การใช้โซเชียลมีเดีย การพูดคุยกับครอบครัว การพูดคุยกับเพื่อน การฟังเพลง การออกกำลังกาย การเล่นเกมส์ รับประทานอาหารที่อร่อย การทำบุญ การชมภาพยนตร์

กิจกรรมที่คนเลือกทำเพื่อคลายเครียด

  • “ผู้ชาย” เลือกใช้เพื่อคลายเครียด 3 ลำดับแรก คือ การเล่นเกมส์ การออกกำลังกาย การใช้โซเชียลมีเดีย
  • “ผู้หญิง” เลือกทำเพื่อคลายเครียด 3 ลำดับแรก ได้แก่ การพูดคุยกับเพื่อน การใช้โซเชียลมีเดีย การพูดคุยกับครอบครัว
  • กลุ่ม Baby Boomer เลือกที่จะการออกกำลังกาย การสวดมนต์ การพูดคุยกับครอบครัว
  • กลุ่ม Gen X เลือกการใช้โซเชียลมีเดีย การพูดคุยกับเพื่อน การพูดคุยกับครอบครัว
  • กลุ่ม Gen Y เลือกการใช้โซเชียลมีเดีย การพูดคุยกับเพื่อน การพูดคุยกับครอบครัว
  • กลุ่ม Gen Z เลือกการใช้โซเชียลมีเดีย การฟังเพลง การพูดคุยกับครอบครัว

ส่วนกิจกรรมที่กลุ่มคนไฟแรงเลือกใช้คือ การพูดคุยกับครอบครัว การออกกำลังกาย การใช้โซเชียลมีเดีย ดังนั้น หากคุณคิดว่า ตัวเองกำลังทรมานจากความเหนื่อยหน่าย การลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหมดไฟคือการเลือกใช้กิจกรรมที่เหมาะสม และไม่มากจนเกินไป ก็จะมีส่วนช่วยผ่อนคลายความเครียดและเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้กลับมามีไฟกันอีกครั้ง

FRESH Strategy กลยุทย์ทางการตลาดช่วยเติมไฟ

กลยุทย์การตลาดที่จะมาช่วยเติมไฟ เพิ่มความสดชื่น สดใจ ลดภาวะหมดไฟ ที่นักการตลาด เจ้าของธุรกิจ หรือ ผู้ประกอบแต่ละขนาดจะสามารถนำไอเดียไปพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์ผู้ที่กำลังเผชิญกับความเครียด และเติมพลังไฟให้ได้ คือ FRESH Strategy

F – Fulfill Friend and Family จากผลงานวิจัยพบว่าการพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวมาเป็น 2 อันดับแรก ในมุมมองของนักการตลาด อาจเริ่มจากกิจกรรมที่ใกล้ตัวก่อนเช่นการพูดคุย เพิ่มไอเดียทางธุรกิจจากการสร้างแอปพลิเคชั่นสำหรับการพูดคุยของครอบครัวขึ้นมาโดยเฉพาะให้มากขึ้น หลังจากนั้นพัฒนากิจกรรมที่มีขอบเขตที่กว้างขวางมากขึ้น เช่น ร่วมกันทำอาหาร ออกไปท่องเที่ยวกับครอบครัว ดูหนัง หรือแม้กระทั่งกิจกรรมยอดนิยมของวัยรุ่นในปัจจุบัน เช่น การเล่นบอร์ดเกม โดยผู้ผลิตหรือทางร้านอาจออกแบบกิจกรรมให้เน้นรูปแบบของครอบครัวมากขึ้น

R – Recharge your energy ความต้องการอย่างเร่งด่วนของคนหมดไฟ คือ พลังงานที่ช่วยให้กลับมามีพลังได้อีก จากผลการวิจัยในต่างประเทศระบุว่า สัตว์เลี้ยง มีผลช่วยเยียวยาจิตใจของคนที่มีอาการเครียดหรือซึมเศร้าได้

E – Entertain ความบันเทิง เพราะเป็นตัวช่วยที่ง่ายที่สุดที่บรรเทาความเครียดลงได้ และยิ่งในปัจจุบันความบันเทิงมีหลายรูปแบบ ทั้ง ดูหนัง ฟังเพลง โซเชียล มีเดีย ที่หาได้ง่ายๆผ่านสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มต่างๆ แต่ในความธรรมดาเหล่านี้ นักการตลาดควรสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ของตัวเอง และสร้างความเฉพาะเจาะจงเพื่อให้ตรงกับกลุ่มลูกค้ามากที่สุด

S – Start something new เพราะการต้องติดอยู่กับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบเดิมๆ งานที่หนัก ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่สามารถออกไปไหนได้เพราะติดพันกับงาน ความคิด หรือสถานการณ์แบบเดิมๆ จนเกิดเป็นความเครียดสะสม ทางออกที่เราสามารถช่วยได้คือ การออกไปยังสถานที่ใหม่ๆ หรือเริ่มต้นทำกิจกรรมที่แปลกแตกต่างออกไปจากเดิม ให้ได้เจอสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ไม่ต้องจมกับเรื่องน่าปวดหัวสักระยะ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่เน้นความสงบให้ธรรมชาติมาช่วยบำบัดจิตใจ หรือแบบแอดเวนเจอร์ ที่ไม่เน้นพักผ่อนร่างกาย แต่หัวใจได้ปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ใช้ชีวิตให้สุดขีด เพราะการหยุดพักทำให้ไม่ต้องโฟกัสกับปัญหาที่ทำให้เราหมดไฟกับมันอยุ่ แล้วเมื่อเรามองกลับมาอาจค้นพบวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ ออกมาได้เช่นกัน

H – Heal your health สุดท้ายแล้วปัญหาความเครียดสะสมเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลไปต่อสุขจิตและสุขภาพกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาว Burnout ทุกคนปรารถนาจะมีสุขภาพที่ดี ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้ช่วยพัฒนาให้มีอุปกรณ์ช่วยเหลือให้เราสุขภาพดีขึ้น อาทิ Chatbot ที่จะช่วยคุยกับคุณเพื่อระบายความเครียด คอยแนะนำเสมือนคนใกล้ตัวให้คุณวางใจได้

เลือกประกันให้ตรงวัย 20-30-40-50 ความคุ้มครองแบบไหนใช่ที่สุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613537

วันที่ 02 ก.พ. 2563 เวลา 08:08 น.

เลือกประกันให้ตรงวัย 20-30-40-50 ความคุ้มครองแบบไหนใช่ที่สุด

การทำประกัน นับเป็นตัวช่วยในการรับมือปัญหาที่เราอาจต้องเผชิญในทุกช่วงชีวิต มาดูเทคนิคการเลือกทำประกันให้ตรงความต้องการเพื่อความสบายใจยามภัยมากันดีกว่า

ตลอดชีวิตของเรา ในแต่ละช่วงวัยเราต้องเผชิญกับสิ่งที่แตกต่างกัน ปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องเตรียมรับมือกับเรื่องที่ต่างกันออกไป และนี่คือหนึ่งในวิธีการเตรียมตัวที่ดีที่ทุกคนควรรู้

“20” ประกันสะสมทรัพย์ และประกันสุขภาพ

ในช่วงอายุ 20 ปี นับเป็นช่วงเวลาแห่งมีอิสระที่สุด ยังไม่ค่อยมีภาระมากมายนัก และ เริ่มมีกำลังจับจ่ายมากขึ้น พอจะมีเงินซื้อของให้กับตัวเอง หรือพาตัวเองออกไปเที่ยว แต่ในขณะเดียวกันช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เราต้องรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น และรายได้ที่เข้ามาก็ยังหมายถึงการเริ่มต้นจ่ายภาษีของเรา ในช่วงวัยนี้อาจไม่ห่วงเรื่องการเสียชีวิตมากนัก แต่ห่วงเรื่องความเจ็บป่วยและอุบัติเหตุมากกว่า

ประกันสะสมทรัพย์ เป็นประกันที่เหมาะกับช่วงผู้ที่ยังไม่ห่วงเรื่องการเสียชีวิต ทั้งยังช่วยให้ผู้ทำประกันมีเงินเก็บอย่างสม่ำเสมอ ยังได้เงินคืนทั้งในตอนมีชีวิต และเสียชีวิต นอกจากนี้ หากความคุ้มครองเกิน 10 ปีขึ้นไป ยังสามารถนำเบี้ยประกันนำมาลดหย่อนภาษีได้

ประกันสุขภาพ เรื่องการเจ็บป่วยและเรื่องอุบัติเหตุก็เป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องป้องกันไว้เช่นกัน คนในช่วงอายุ 20 ปี ก็ควรจะมีประกันสุขภาพไว้เพื่อคุ้มครองเมื่อมีปัญาเรื่องสุขภาพ ประสบอุบัติเหตุ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต ประกันสุขภาพจะสามารถช่วยได้ทั้งในการดูแล และเรื่องค่าใช้จ่าย

“30” ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

ช่วงอายุ 30 เป็นช่วงของการเริ่มต้นสร้างครอบครัว หรือไม่ก็เป็นช่วงของการมีที่อยู่ของตัวเอง คนในช่วงวัยนี้ส่วนมากมีการเติบโตในอาชีพที่ทำระดับหนึ่งแล้ว และมีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น ในช่วงวัยนี้เราอาจต้องห่วงเผื่อคนรอบตัวเรามากขึ้น เป็นที่พึ่งพิงของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นที่พึ่งพิงของพ่อแม่ หรือการมีครอบครัวของตัวเอง

ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ หรือประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา เป็นตัวช่วยที่สามารถรับประกันความคุ่มครองไปถึงคนรอบตัว และคนที่ต้องพึ่งพิงเราเมื่อเกิดเหตุขึ้นกับตัวเรา

“40” ประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MRTA)

อายุเข้าเลข 4 น่าจะเป็นช่วงที่มีที่อยู่ของตัวเองกันแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงอยู่ในภาระหน้าที่ที่ต้องผ่อนค่าบ้าน ค่ารถ ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะผูกอยู่กับตัวเรา และหัวหน้าครอบครัวมากขึ้น ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ผู้หารายได้ให้ครอบครัวต้องกังวลเรื่องของการขาดรายได้มากขึ้น ดังนั้น ประกันสำหรับคนในช่วงอายุนี้ คือสิ่งที่จะต้องช่วยรับประกันว่าแม้จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา บ้านและที่อยู่อาศัยจะยังคงอยู่ ให้ลูก ลูกคนอื่นในครอบครัว

ประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MRTA) จึงเป็นสิ่งที่ควรมี เพื่อเป็นตัวช่วยในการคุ้มครอง และรับประกันว่าแม้อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา แต่คนรอบตัวเรายังมีที่อยู่อาศัย

“50” ประกันชีวิตแบบบำนาญ

เข้าสู่ช่วงอายุ 50 เป็นต้นไป ภาระหน้าที่ในการดูแลครอบครัวเราจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ เพราะหากมีลูกในช่วงเวลานี้ลูกก็เริ่มสามารถหารายได้ของตัวเองได้แล้ว และหน้าที่การงานก็น่าจะอยู่ในระดับที่มีรายได้พียงพอต่อการใช้จ่าย สิ่งสำคัญสำหรับช่วงวัยนี้เป็นอย่างยิ่งคือการเตรียมตัวเพื่อวัยเกษียณ ทั้งการเก็บออมเพื่อเตรียมตัวหลังวัยทำงาน และการลงทุนต่างๆเพื่อให้มีรายได้ปันผลกลับมาใช้จ่ายได้ในอนาคต การเตรียมตัวไว้ให้ดีในช่วงวัยนี้คือการช่วยให้เราไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่น และสามารถดูแลตัวเองได้อย่างเต็มที่

ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้มั่นใจว่าเราจะมีเงินใช้อย่างสม่ำเสมอหลังวัยเกษียณ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีตัวเลือกดูแลตั้งแต่อายุ 55 ปี จนถึง 90 ปีเลยทีเดียว

แน่นอนว่าความเหมาะสมในเรื่องการทำประกันอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และประกันบางตัวก็อาจไม่ต้องรอให้ถึงช่วงอายุนั้น แต่ทำก่อนและอาจได้ความคุ้มครองก่อน ได้เบี้ยประกันทที่ถูกลง เราก็เลือกที่จะทำประกันไว้ก่อนได้ สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าอยากจะมีตัวช่วยให้ความคุ้มครองกับคุณและคนรอบตัวไว้ในเรื่องไหน

ภาพ freepik

จัดการบาลานซ์ทั้ง 6 เพื่อชีวิตที่ดีกว่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613533

วันที่ 02 ก.พ. 2563 เวลา 06:07 น.

จัดการบาลานซ์ทั้ง 6 เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ชีวิตเราล้วนมีองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ แต่สิ่งสำคัญก็คือการบาลานซ์ทุกอย่างให้ลงตัว และต่อไปนี้คือ “สมดุลชีวิต 6 ด้าน” องค์ประกอบสำคัญที่นำมาจัดระเบียบให้ชีวิตดีกว่าที่เคย

Iconic Women Alliance แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้หญิงที่อยากประสบความสำเร็จอย่างมีความสุข เผยสิ่งที่ทำให้สาวๆ มีชีวิตที่สมดุลพร้อมวิธีการนำแต่ละองค์ประกอบมาใช้ในการจัดระเบียบในชีวิต ดังนี้

1.การงานและการเงิน

หลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการทำงาน บางคนใช้ชีวิตในที่ทำงานมากกว่าที่บ้านซะอีก ชีวิตในด้านนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้ วิธีการสร้างสมดุลที่ดีในด้านนี้คือการค้นหาอาชีพที่เรารักและสามารถดูแลชีวิตเราได้อย่างมั่นคง ควรเป็นงานที่ได้ค่าตอบแทนที่ช่วยดูแลภาระต่างๆที่เรามีได้อย่างครอบคลุม ไม่เดือดร้อนคนรอบข้างและไม่สร้างหนี้ให้ตัวเองในอนาคต นอกจากนั้นควรเช็คด้วยว่างานที่ทำนั้นช่วยให้เราจัดการเวลาในการทำงานให้ไม่เบียดเบียนชีวิตในด้านอื่นๆ ได้หรือไม่

2.สุขภาพและร่างกาย

ประโยคที่ว่า “ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ” มีความหมายชัดเจนถึงสุขภาพของเรา การที่เรามีสุขภาพดีย่อมนำพามาซึ่งความสุขมาให้เราอย่างแน่นอนจริงไหมคะ เราจึงต้องรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดี จะได้แข็งแรงไม่มีโรคภัยมาแพ้วพาน

3.ความรักและความสัมพันธ์

ความรักในที่นี้ หมายถึงความรักทั้งในรูปแบบครอบครัว พ่อแม่ ลูก คนรัก เพื่อน หรือคนรอบตัว เพราะคงไม่มีใครอยากอยู่คนเดียวหรอกใช่ไหม เราทุกคนล้วนอยากมีใครสักคนที่อยู่เคียงข้างเรากันทั้งนั้น ดังนั้น อย่าลืมที่จะรักษาความรักและความสัมพันธ์คนใกล้ตัวไว้ให้ดีด้วยนะ

4.สิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่

การกินดีอยู่ดี ได้อยู่ในสถานที่ที่ดีก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรละเลย ไม่จำเป็นต้องหรูหรา ราคาแพง แต่ให้เราอยู่แล้วรู้สึกดีก็พอ ดังนั้น อย่าลืมหาเวลาใส่ใจปรับสิ่งแวดล้อมให้สะอาด เป็นระเบียบ จะได้ทั้งสบายใจและก็สบายกายด้วยยังไงล่ะ

5.จิตใจ หรือจิตวิญญาณ

ในด้านของจิตใจ หรือด้านจิตวิญญาณ เป็นด้านที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล เป็นการเติมเต็มภายในจิตใจส่วนลึกของตนเองว่าเราทำสิ่งใดแล้วมีความสุข เป็นงานอดิเรก หรือกิจกรรมที่เราชื่นชอบ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่เราทำแล้ว เติมเต็มจิตใจและทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง

6.สังคม

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ชีวิตเราก็จะมีความสุขไปด้วยดังนั้นนอกจากการดูแลตัวเองแล้วเราจึงควรได้การที่เราได้ช่วยเหลือสังคม หรือการช่วยให้ผู้อื่นด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ความสามารถที่เรามีในการช่วยเหลือพวกเขา เช่น แบ่งปันความรู้ที่เรามีให้ผู้อื่น หรือจะเป็นการนำสิ่งของที่เราไม่ใช้แล้ว ไปบริจาคให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน เป็นต้น

โดยแต่ละบุคคลนั้นจะให้ความสำคัญกับในแต่ละหัวข้อไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายในชีวิต ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญและมุ่งมั่นทุ่มเทไปกับเพียงด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตและหลงลืมหรือละเลยด้านอื่นๆ ในชีวิตที่สำคัญมากพอๆ กันไป ยกตัวอย่างเช่น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจะทุ่มเทและทำงานหนักมากเพื่อที่จะประสบความสำเร็จทางหน้าที่การงานและการเงินแต่ไม่มีเวลาที่จะออกกำลังกายและดูแลสุขภาพตัวเองจนอาจนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ หรือสุขภาพที่ย่ำแย่ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็อาจจะสายเกินไปเสียแล้วจริงไหมล่ะ

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะให้ความสำคัญด้านไหนก็ตาม เราก็ต้องไม่หลงลืมดูแลด้านอื่นๆ ในชีวิตไม่ให้เสียสมดุลไปด้วยเพราะทุกด้านล้วนสำคัญกับเราทั้งนั้น หากเสียด้านใดด้านหนึ่งไปก็เหมือนล้อรถยนต์ที่ซี่ล้อรถซี่ใดซี่หนึ่งเกิดหัก บิดเบี้ยว หรือชำรุดเสียหาย ทำให้ไม่สามารถหมุนหรือขับเคลื่อนได้อีกต่อไปได้ยังไงล่ะคะทางที่ดีที่สุด เราจึงต้องดูแลรักษามันให้สมดุลเอาไว้อยู่เสมอเพื่อชีวิตที่ดีของเรา

ภาพ freepik

William Taylor Jr., a ‘star’ impeachment witness, quietly returns home to Trump’s Washington #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30382194?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

William Taylor Jr., a ‘star’ impeachment witness, quietly returns home to Trump’s Washington

Feb 15. 2020
Ambassador William B. Taylor Jr. speaks during impeachment hearings in Washington on Nov. 13, 2019. MUST CREDIT: Washington Post photo by Bonnie Jo Mount.

Ambassador William B. Taylor Jr. speaks during impeachment hearings in Washington on Nov. 13, 2019. MUST CREDIT: Washington Post photo by Bonnie Jo Mount.
By The Washington Post · Greg Jaffe

WASHINGTON – Seven days after his closed-door testimony in the House impeachment hearings – seven days after his face was plastered across every screen in America – William B. Taylor Jr. found himself in Mariupol, some 5,000 miles from Washington and just 12 miles from the front lines of a war between the Ukrainian military and Russian-backed separatists.

The setting was an economic conference sponsored by Ukrainian President Volodymyr Zelensky that spoke volumes about the country’s uncertain state. The nearest airport to Mariupol had been destroyed in the fighting. For many of the attendees, the fastest route to the conference was a brutal 18-hour train ride.

Among the conference’s big attractions was a chance to pitch Ukraine’s president ideas for sparking the economy. Each of the hundreds of attendees got two minutes.

Ambassador William B. Taylor Jr. (right) and Deputy Assistant Secretary of State George Kent are sworn during impeachment hearings in Washington on Nov. 13, 2019. MUST CREDIT: Washington Post photo by Bonnie Jo Mount.

Ambassador William B. Taylor Jr. (right) and Deputy Assistant Secretary of State George Kent are sworn during impeachment hearings in Washington on Nov. 13, 2019. MUST CREDIT: Washington Post photo by Bonnie Jo Mount.

The other big lure was Taylor. Well-wishers swarmed him. The governor of the war-scarred Luhansk region, still partially controlled by Kremlin-backed separatists, told him that he had read all of his prepared testimony and quoted back a few of the kind words Taylor had said about Ukraine.

By early January, Taylor was back home in the Washington suburbs trying to make sense of the surreal swirl of his time in Ukraine, his testimony before Congress and the rancorous aftermath.

His mind turned to Mariupol and then to Trump, whose antipathy toward Ukraine was, for him, among the biggest mysteries of all.

“I’m trying to figure out where [it] came from,” he said, “this deep suspicion of this little country. I mean it’s 44 million people. It’s not that big a deal.”

Trump has emerged from his acquittal in the Senate impeachment trial aggrieved and triumphant. Those who testified against him – a mix of political appointees and career bureaucrats – are trying to figure out their place in the Washington left behind following his acquittal.

Ambassador William B. Taylor Jr. leaves an impeachment hearing after he and Deputy Assistant Secretary of State George Kent had testified. MUST CREDIT: Washington Post photo by Matt McClain.

Ambassador William B. Taylor Jr. leaves an impeachment hearing after he and Deputy Assistant Secretary of State George Kent had testified. MUST CREDIT: Washington Post photo by Matt McClain.

Last week,Trump banished Lt. Col. Alexander Vindman from the White House and suggested he should face disciplinary action from the military for testifying against him. Vindman returned to the Pentagon, which has said it isn’t investigating him.

Marie Yovanovitch, forced last spring from her position as ambassador in Kyiv by Trump, left the government and delivered a powerful speech lamenting the costs to the State Department and America’s standing in the world. “An amoral, keep-’em-guessing foreign policy that substitutes threats, fear and confusion for trust cannot work over the long haul,” she warned on Wednesday.

The aftermath for Taylor, who was hurriedly dispatched to Ukraine as an emergency fill-in for Yovanovitch, has been quieter. He’s currently taking time off, catching up with his family and considering his next move. Like Yovanovitch, he has had plenty of time to ponder the damage. Taylor dedicated his life to service within the vast foreign policy institutions that the United States built following the war. Since his days as an infantry officer in Vietnam, he lived by their rules, which he saw as “cumbersome, but thorough,” a necessity for a great power whose routine decisions could alter the course of millions of lives in faraway places like Kyiv or Mariupol.

Trump was the first president Taylor had served who held these institutions in contempt. He doubted their loyalty and distrusted their expertise, often preferring the musings of television commentators or his conspiracy-minded personal attorney to the experts on his White House staff and in his intelligence briefings.

Most Americans describe Trump in Manichaean terms – he’s brilliant or terrible, compassionate or irredeemably cruel. To Taylor, he was beyond his comprehension.

“I don’t understand the president,” he said. “I can’t get in his head to see what motivates him and what he thinks.”

Sometimes, he wondered if it was even worth trying.

Last spring, Taylor was out of the government and serving as the executive vice president at the U.S. Institute of Peace, a nonpartisan think tank established by Congress, when George Kent, a former State Department colleague and future impeachment inquiry witness, asked if he might “hypothetically” be interested in serving as the ambassador to Ukraine. Yovanovitch was fighting a smear campaign fomented by self-interested Ukrainian politicians and the president’s personal lawyer, Rudy Giuliani.

The following day, Kent called him back. “It’s no longer hypothetical,” he said.

Taylor’s wife, Deborah, urged him to reject the job. A big worry was her husband’s reputation. Nearly five decades of government service had instilled in him a respect for his chain of command and an instinct for compromise. Both were potentially lethal traits inside the Trump administration.

“Bill’s Achilles’ heel – and everyone has them – is wanting to find agreement,” she said. “I was concerned he’d sully himself. . . . He passed that test.”

Shortly before he left for Ukraine, Taylor got a lesson in how power works in Trump’s Washington. In May, he learned from officials in the White House that Trump had refused to sign a letter congratulating Ukraine’s president on his resounding election victory.

Taylor raised his concerns about Trump with Secretary of State Mike Pompeo.

“I think your boss doesn’t like Ukraine,” Taylor said, still doubtful that he would take the job.

“You’re right and it’s my job to turn him around,” Pompeo replied, according to several U.S. officials familiar with the meeting, who spoke on the condition of anonymity to speak frankly.

Taylor then mentioned the unsigned letter. “Find out about this,” Pompeo told his staff. Within 36 hours, a new letter had been drafted and signed by the president.

Taylor tucked a copy of it in a briefcase and headed off to Ukraine.

Each morning at 8:30 a.m. in Kyiv, Ukrainian troops gather in formation outside the Ministry of Defense. A soldier rings a bell. Shots are fired. An officer then reads the names of the Ukrainian soldiers killed on that day over the course of the country’s six-year war with Russian-backed separatists.

When Sens. Chris Murphy, D-Conn., and Ron Johnson, R-Wis., visited Kyiv last fall, Taylor took them to the ceremony. He wanted them to see a bit of Ukraine as he saw it: patriotic, fragile and under daily assault from Vladimir Putin’s Russia.

Taylor arrived in Ukraine in June 2019, just weeks after Zelensky won the presidency in a landslide. He believed that the 2013 Ukrainian revolution, followed by Russia’s invasion a few months later and annexation of Crimea, had created a new sense of solidarity in the country. Corruption was still rampant. The war had ravaged the economy. But, there was a hope for Ukraine that wasn’t present when he left in 2009, after concluding his stint as ambassador under President George W. Bush.

“There’s an idealism, a spirit of youth, a charm represented by this new president,” he said. “It’s a chance. A real chance, which you don’t get very often in the history of countries.”

About a month after Taylor arrived in Kyiv, he learned via a routine conference call with Washington that Trump had ordered a hold on $391 million in aid to Ukraine. Initially, he assumed it was a misunderstanding.

Weeks passed and the hold remained in place. Kurt Volker, the administration’s special representative to Ukraine, and Gordon Sondland, a Trump megadonor serving as ambassador to the European Union, blamed the problem on Giuliani.

Both later became impeachment witnesses.

Their fix was to broker a deal that might get Giuliani to back off. Giuliani was looking for dirt on former vice president Joe Biden and his son Hunter, who had been paid between $50,000 and $100,000 a month to serve on the board of a Ukrainian gas company. The Ukrainians wanted an Oval Office visit for Zelensky.

Taylor urged Zelensky’s top advisers to keep their distance. “Rudy is up to no good. If you think he’s doing this because he cares about Ukraine, you’re wrong,” he warned Andriy Yermak, a top aide to Zelensky.

On August 27, national security adviser John Bolton visited Kyiv for a meeting with Zelensky, who still did not know the aid was frozen. Before Bolton left, Taylor asked for five minutes with him at his hotel. Taylor worried that if the aid freeze became public, it would undermine Zelensky and strengthen Putin. Bolton asked Taylor to make the case for the aid to Pompeo in a cable.

“It’ll get noticed,” he promised.

In the cable’s last line, Taylor made it clear that if the hold wasn’t lifted, he wouldn’t be able to support the policy and would resign. It was the first time in almost 50 years of government service that he had threatened to quit.

At that point, Taylor had no idea a CIA whistleblower had accused Trump of using “the power of his office to solicit interference . . . in the 2020 U.S. election.” The complaint, emailed to the intelligence community’s inspector general on Aug. 12, was a bomb ready to explode.

By early January, it was clear that Trump was most likely going to be acquitted. In Kyiv, Taylor got a glimpse of the likely aftermath. He was finishing his tour as acting ambassador and preparing for a Pompeo visit on Jan. 2.

A senior aide to the secretary informed him that Pompeo wanted to meet with the Ukrainian president in Kyiv one-on-one, without embassy staff to take notes.

“I’m going to protest,” Taylor told officials in Washington. “I’m going to become a pain on this.” Taylor worried that such an arrangement would signal that Pompeo didn’t trust his embassy staff. Ukrainians might conclude that they couldn’t trust the embassy either.

In Kyiv, Taylor quickly realized that he – not the embassy – was the problem.

Taylor hadn’t spoken to Pompeo since his meeting in May, prior to taking the job. But, he knew that his testimony had upset the president, who blasted him as a “never Trumper,” a subset of Republicans Trump described as “human scum.”

So, Taylor proposed that his deputy accompany the secretary to the meeting. Pompeo’s staff agreed. Then they asked Taylor to leave his position six days early so that he would not be in charge when Pompeo arrived in Kyiv.

Last month, Taylor returned to Washington and the modest bungalow that he and his wife bought in 1983 as he was beginning his government career.

Scattered amid a lifetime of mementos from postings in Afghanistan, Iraq, Ukraine and Israel, were reminders of the last few tumultuous months.

On the coffee table by the front door, there was a picture of Taylor testifying before Congress – a gift from Yovanovitch. Upstairs, a block of wood with the message “Stand Your Ground,” etched in Russian, sat on Taylor’s desk. He had been given it a few days earlier by another impeachment witness.

At the dining room table, Deborah, a biblical scholar, was translating a text from ancient Greek. A bracelet from Ukraine bearing an anti-Putin epithet dangled from her wrist.

Taylor had caught snippets of the Senate trial in the car. His wife, who had watched “every frigging second” of the House hearings, was avoiding it.

“I am not learning anything,” she said of the Senate proceedings. “I am just experiencing the emotion.”

Earlier that day, Pompeo made his visit to Kyiv, which had been delayed a month. Taylor was pleased to see a photograph of Kristina Kvien, the acting ambassador, with Pompeo and the Ukrainian foreign minister.

After his meeting, Pompeo pledged that America’s support for Ukraine “would not waver.” To back up that promise, the Trump administration said it was budgeting another $400 million in aid to Ukraine for 2021. The move had strong bipartisan backing from Congress.

Some former officials, such as Yovanovitch, were warning of the damage wrought by Trump. “Right now, the State Department is in trouble,” she said.

Taylor tended to focus on how well Washington’s institutions had held up, in spite of the battering.

Trump might still despise Kyiv. His strange affection for Putin almost certainly remained. At the highest levels of government, senior officials still had to work around Trump’s grudges, impulses and rages.

But for all the chaos of the past few months, Taylor noted that the administration’s official policy toward Ukraine and Russia – articulated by Pompeo, supported by Congress and codified in White House strategy documents – remained essentially unchanged. Ukraine was still America’s ally. Russia was still an adversary. This was one more lesson of the impeachment saga. In much of institutional Washington – Bill Taylor’s Washington – the president was strangely the outsider.